รายงานพิเศษ : อว.สร้างงานม.ราชภัฏสุราษฎร์ฯฉลุย ปั้นวิศวกรสังคมช่วยเหลือชุมชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/507299

รายงานพิเศษ : อว.สร้างงานม.ราชภัฏสุราษฎร์ฯฉลุย  ปั้นวิศวกรสังคมช่วยเหลือชุมชน

รายงานพิเศษ : อว.สร้างงานม.ราชภัฏสุราษฎร์ฯฉลุย ปั้นวิศวกรสังคมช่วยเหลือชุมชน

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อม นางสาวนิสากร จึงเจริญธรรม อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ รศ.ดร.พีระพงศ์ ทีฆสกุล ประธานอนุกรรมการด้านการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย (Reinventing University) นายพันธุ์เพิ่มศักดิ์อารุณี ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพัฒนาทรัพยากรบุคคล และคณะทำงาน ร่วมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานโครงการ อว.สร้างงาน ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเข้าเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ผึ้งโพรง ตำบลพะแสง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ผู้ได้รับการจ้างงานจากโครงการ อว.สร้างงานระยะที่ 1 ลงพื้นที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อการพัฒนายกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนต่อไปในความรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี

โดยได้รับฟังการนำเสนอภาพรวมโครงการจ้างงานประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ในระยะแรกของโครงการ มีการจ้างงานประชาชนในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 39 คน ระยะเวลา 4 เดือน (1 มิถุนายน – 30 กันยายน) โดยมีการฝึกอบรมทักษะที่จำเป็นสำหรับการลงพื้นที่เก็บข้อมูลให้แก่ผู้ได้รับการจ้างงานก่อนการลงพื้นที่จริง จากนั้นผู้ได้รับการจ้างงานจะลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยติดต่อประสานงานกับผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่ รวมถึงชี้แจงรายละเอียด ถ่ายทอด เผยแพร่และรวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและมีความจำเป็นทั้งความต้องการ ปัญหา และอุปสรรคเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานต่างๆในพื้นที่ และรายงานผลการปฏิบัติงานตามที่มหาวิทยาลัยมอบหมาย เพื่อให้มหาวิทยาลัยได้ประเมินผลการดำเนินงานต่อไป

รองปลัด อว. กล่าวว่า “โครงการ อว.สร้างงานเป็นการช่วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด ซึ่งแบ่งเป็น 2 ระยะ โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี เป็นหนึ่งในหน่วยจ้างงานของอว. จากทั้งหมดกว่า 60 หน่วยงาน ซึ่งมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีเข้าร่วมโครงการทั้งระยะที่ 1 และ ระยะที่ 2 รวมทั้งหมดเป็นการจ้างงานกว่า 200 อัตรา โดยนอกจากผู้ที่ได้รับการจ้างงานจะได้รับเงินเดือนแล้วก็ยังจะได้รับการพัฒนาทักษะที่จำเป็น เพื่อสามารถนำไปประกอบอาชีพหรือทำงานต่อไปในอนาคตได้ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีจ้างงานประชาชน เพื่อเข้ามาเป็นวิศวกรสังคมคือ การพัฒนาคนที่อยู่ในพื้นที่ โดยใช้รูปแบบองค์ความรู้เชิงระบบ ออกแบบเชิงระบบให้กับชุมชนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ฝึกคนในพื้นที่ให้รู้จักกระบวนความคิดที่เป็นระบบ เพื่อช่วยในการเก็บข้อมูล การคิดกระบวนการต่างๆในการเพิ่มประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์ในชุมชน”

การดำเนินงานโครงการ อว.สร้างงาน ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ผู้ได้รับการจ้างงานทุกคนจะผ่านกระบวนการสร้างวิศวกรสังคมของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี และสามารถใช้เครื่องมือวิศวกรสังคมในการลงพื้นที่ปฏิบัติงานในชุมชนได้ทุกมิติ (ทักษะวิศวกรสังคม มี 4 ทักษะ 1.ทักษะการคิดวิเคราะห์ เชิงเหตุ-ผล เห็นปัญหาเป็นสิ่งท้าทาย 2.ทักษะในการสื่อสาร สื่อสารองค์ความรู้เพื่อการแก้ปัญหา 3.ทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่นโดยปราศจากข้อขัดแย้ง ระดมสรรพกำลังทรัพยากรเพื่อการแก้ปัญหา 4.ทักษะการสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคม) และวิศวกรสังคมร่วมกับที่ปรึกษา มหาวิทยาลัยและชุมชนยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนทุกมิติแก้ปัญหา พร้อมยกระดับ บูรณาการองค์ความรู้ เพิ่มช่องทางจัดจำหน่าย เสริมสร้างรายได้อย่างยั่งยืน และระดมสรรพกำลังจากมหาวิทยาลัยยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนในทุกมิติ

ด้านนาย ธนพงศ์ ปานรัตน์ วิศวกรสังคม เปิดเผยว่า เดิมทีทำงานเป็นเซลส์ เจอผลกระทบจากโควิด เลยถือโอกาสกลับภูมิลำเนาเดิม งานวิศวกรสังคม จริงๆแล้วถ้าเรียกง่ายๆ คือเป็นผู้ช่วยนักวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ลงไปเก็บข้อมูลพื้นที่ชุมชนว่ามีปัญหาอะไรบ้าง แล้วก็เอาข้อมูลที่ได้รับไปสังเคราะห์ ปรึกษาอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย ทำให้เราได้ข้อมูลการแก้ปัญหาหลายๆอย่างของกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ สำหรับสิ่งที่ได้รับจากโครงการจ้างงานอย่างแรก คือ ความภาคภูมิใจที่ได้กลับบ้านเกิด และอาจจะเป็นอาชีพใหม่ เช่น วิทยากร หรือเป็นผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน สามารถทำรายได้ให้กับครอบครัวได้

รายงานพิเศษ : เกษตรกรโคราชเฮ!กล้วยหอมทองทำเงิน ส่งขายคิงฟรุทส์-แม็คโครสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า60ล. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506516

รายงานพิเศษ : เกษตรกรโคราชเฮ!กล้วยหอมทองทำเงิน  ส่งขายคิงฟรุทส์-แม็คโครสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า60ล.

รายงานพิเศษ : เกษตรกรโคราชเฮ!กล้วยหอมทองทำเงิน ส่งขายคิงฟรุทส์-แม็คโครสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า60ล.

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คิงฟรุทส์ ตอกย้ำความเป็นเบอร์ 1 วงการกล้วยหอมทองจับมือกลุ่มวิสาหกิจกล้วยหอมทอง ต.สุขไพบูลย์ ที่โคราช ลงนามรับซื้อผลผลิตระยะยาว 5 ปี ตั้งเป้าขยายพื้นที่ปลูก 3,000 ไร่ และจะสร้างรายได้จากการปลูกกล้วยหอมทองได้ไม่ต่ำกว่า 60 ล้านบาท

นายกังสดาล สวัสดิ์ชัย เกษตรจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่าจ.นครราชสีมา ให้ความสำคัญกับระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ ที่ยึดพื้นที่เป็นหลัก (area-based approach) ดำเนินงานลักษณะบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีผู้จัดการแปลงบริหารจัดการพื้นที่ในทุกกิจกรรมตลอดห่วงโซ่การผลิตภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มผลิต บริหารจัดการร่วมกันและรวมกันจำหน่าย โดยมีตลาดรองรับที่แน่นอน เกษตรกรลดต้นทุนการผลิต สร้างผลผลิตเพิ่มขึ้นมีคุณภาพได้มาตรฐาน และให้เกษตรกรเป็นผู้บริหารจัดการการผลิต ผลผลิต และตลาดได้ ซึ่งการลงนามครั้งนี้เป็นการสร้างความชัดเจนด้านตลาดรองรับผลผลิตกล้วยหอมทองของเกษตรกรที่ร่วมมือกับบริษัท คิงฟรุทส์ จำกัด สอดคล้องกับนโยบายตลาดนำการเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขณะที่บริษัท คิงฟรุทส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตกล้วยหอมทองใหญ่อันดับ 1 ของประเทศ ซึ่งส่งเสริมการปลูกกล้วยหอมทองพร้อมรับซื้อจากเกษตรกรหลายจังหวัด โดยผลผลิตจะส่งจำหน่ายห้างสรรพสินค้าในประเทศ และขณะนี้มีแผนขยายปริมาณส่งจำหน่ายกล้วยหอมทองเพิ่มขึ้นทั้งตลาดภายในประเทศ และต่างประเทศ

ด้าน นายเกรียงศักดิ์ วิเลปะนะ ประธานบริษัท คิงฟรุทส์ จำกัดกล่าวว่า การลงนามครั้งนี้ ถือเป็นการเข้ามาช่วยเติมเต็มด้านการตลาดให้เกษตรกรสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกล้วยหอมทองตำบลสุขไพบูลย์ ซึ่งบริษัท คิงฟรุทส์ จำกัด ได้เข้ามาส่งเสริมในเขตตำบลสุขไพบูลย์เป็นปีที่ 5 เริ่มจากเกษตรกรเพียง 7 ราย พื้นที่ 30 ไร่ จนมาถึงวันนี้มีเกษตรกรเข้าร่วมถึง 100 ครอบครัว พื้นที่ปลูก ประมาณ 700 ไร่ ทั้งนี้ มาจากการประกอบธุรกิจด้วยความจริงใจ เอาประโยชน์ของเกษตรกรเป็นที่ตั้ง

“สิ่งที่ บริษัท คิงฟรุทส์ จำกัด ให้ความสำคัญ คือ ความร่วมมือของเกษตรกรสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยองค์ความรู้ที่ต้องใช้บริหารจัดการสวนกล้วยหอมทอง บริษัทมีทีมงานด้านวิชาการเข้ามาสนับสนุนต่อเนื่อง และเกษตรกรสมาชิกนำไปปฏิบัติจนผลิตกล้วยหอมทองคุณภาพตรงความต้องการของตลาด ทำให้บริษัทสามารถรับซื้อเพื่อส่งจำหน่ายต่อยังห้างสรรพสินค้าได้ทั้งหมด ด้วยคุณภาพและความทุ่มเทของเหล่าเกษตรกรสมาชิก คาดว่าจากการลงนามสัญญาระยะยาว 5 ปี ครั้งนี้จะสร้างรายได้จากการปลูกกล้วยหอมทองได้ไม่ต่ำกว่า 60 ล้านบาทแน่นอน เพราะตลาดกล้วยหอมคุณภาพยังเปิดกว้าง และมีผลผลิตยังไม่เพียงพอความต้องการของผู้บริโภค” นายเกรียงศักดิ์ กล่าว

ขณะที่ นางจุฑารัตน์ พัฒนาทร ผู้อำนวยการฝ่ายประกันคุณภาพ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม็คโครมีวิสัยทัศน์และนโยบายที่จะเติบโตไปด้วยกันกับเกษตรกรด้วยความยั่งยืน ดังสโลแกน “แม็คโครเคียงข้างเกษตรกรไทย” ที่มุ่งมั่นมาตลอด และการที่เกษตรกรจะเข้มแข็งได้ต้องรวมตัวกันให้เหนียวแน่น ผลผลิตต้องได้คุณภาพ มีวิธีจัดการลดต้นทุนเพิ่มผลิต อย่างกล้วยหอมของเรามีคุณภาพแตกต่างกับที่อื่นอย่างไร และสิ่งสำคัญทำการเกษตรด้วยการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยในกระบวนการผลิต ถ้าเราทำได้มีคุณภาพความยั่งยืนในเรื่องตลาดนำการเกษตรก็จะเกิดขึ้นได้

ด้านนายสมศักดิ์ แสงรัมย์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกล้วยหอมทองตำบลสุขไพบูลย์ กล่าวว่าเกษตรกรในต.สุขไพบูลย์ รวมกลุ่มตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนมาตั้งแต่ปี 2560 วางเป้าหมายดำเนินธุรกิจปลูกและจำหน่ายกล้วยหอมทองไทยพันธุ์ปทุมเป็นหลัก ภายใต้การสนับสนุนของบริษัท คิงฟรุทส์จำกัด ซึ่งเข้ามาส่งเสริมการปลูกพร้อมทั้งรับซื้อผลผลิต สาเหตุที่เลือกปลูกกล้วยหอมทอง เพราะการปลูกพืชล้มลุก อย่างมันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั้น มีปัญหาความไม่แน่นอนของตลาดบางปีราคาดี บางปีราคาตกต่ำ อีกทั้ง ยังประสบปัญหาต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

“เกษตรกรสมาชิกของกลุ่มและบริษัทต่างยึดหลักการเดียวกันคือ รับฟังซึ่งกันและกัน เดินไปด้วยกันฉันพี่น้อง พร้อมใช้หลักวิชาการด้านการบริหารจัดการสวน เทคโนโลยีการจัดการดูแล การป้องกันโรครวมถึงการสร้างผลผลิตที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคภายใต้มาตรฐาน GAP ซึ่งเป็นหนึ่งในระเบียบสำคัญของกลุ่มฯซึ่งเกษตรกรสมาชิกต่างได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP เรียบร้อยแล้ว วันนี้กลุ่มของเรามีพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทองถึง 700 ไร่ ส่งกล้วยหอมทองให้คิงฟรุทส์ปีละ1,000 ตัน สร้างรายได้ถึง 12 ล้านบาทต่อปี และยังวางเป้าหมายขยายพื้นที่ปลูกให้เพิ่มขึ้นถึง 3,000 ไร่ในอนาคต วันนี้บอกได้แค่ว่า เราเลือกพืชสร้างรายได้ที่ถูกชนิด เลือกเน้นการผลิตที่คำนึงถึงคุณภาพเป็นหลัก ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และมีบริษัทผู้รับซื้อที่ดี อย่าง คิงฟรุทส์ จึงนำมาซึ่งความสำเร็จในวันนี้”นายสมศักดิ์ กล่าว

รายงานพิเศษ : ‘อินทผลัม’พืชเศรษฐกิจมาแรง สร้างรายได้งามกว่า3แสนบาท/ไร่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505080

รายงานพิเศษ : ‘อินทผลัม’พืชเศรษฐกิจมาแรง  สร้างรายได้งามกว่า3แสนบาท/ไร่

รายงานพิเศษ : ‘อินทผลัม’พืชเศรษฐกิจมาแรง สร้างรายได้งามกว่า3แสนบาท/ไร่

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า ปัจจุบันอินทผลัมเป็นพืชเศรษฐกิจมาแรง เกษตรกรสนใจเพาะปลูกกันมากขึ้น เนื่องจากเป็นพืชที่ปลูกง่าย เก็บผลผลิตได้ในระยะเวลานาน ให้ผลตอบแทนสูง และสามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศร้อนและแห้งแล้ง โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า ในจังหวัดขอนแก่นมีการปลูกอินทผลัมประมาณ 100 ไร่ ให้ผลผลิตรวมกว่า 31,835 กก./ปี สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น (สศท.4) ติดตามสถานการณ์การผลิตและผลตอบแทนอินทผลัม พบว่า พื้นที่ปลูกกระจายอยู่หลายอำเภอส่วนใหญ่พบในอำเภอน้ำพอง ภูเวียง และหนองเรือ เกษตรกรนิยมปลูกพันธุ์บาร์ฮี (Barhi) เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่ปลูกและดูแลง่าย ให้ผลผลิตสูง และมีรสชาติหวาน กรอบเหมาะสำหรับรับประทานผลสด ส่วนใหญ่เกษตรกรนิยมปลูกโดยใช้ต้นพันธุ์ที่ได้จากการเพาะเนื้อเยื่อ ซึ่งนำเข้าจากประเทศอังกฤษและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ราคาประมาณ 1,800 – 2,300 บาท/ต้น ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพใกล้เคียงกันทุกต้น ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 37,301 บาท/ไร่ (เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 3 และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ระยะยาว) นิยมปลูกช่วงเดือน พฤษภาคม-มิถุนายน ระยะเวลาเก็บเกี่ยวช่วงเดือนมิถุนายน – สิงหาคม ให้ผลผลิตเฉลี่ย 500 – 2,000 กก./ไร่ (เฉลี่ย 20 – 80 กก./ต้น) คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ (กำไร)383,240 บาท/ไร่ ราคาผลสดที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ย 300-800 บาท/กก. ซึ่งราคาขึ้นอยู่กับขนาดและคุณภาพของผลผลิต

สำหรับการจำหน่ายผลผลิต ส่วนใหญ่ร้อยละ 80 แบ่งเป็นจำหน่ายทางออนไลน์และมีลูกค้าประจำมาเลือกซื้อที่สวน ส่วนผลผลิตร้อยละ 20 มีพ่อค้าคนกลางทั้งในและนอกจังหวัดขอนแก่นมารับซื้อที่สวนเพื่อส่งขายต่อไปยังจังหวัดใกล้เคียง นอกจากจำหน่ายแบบผลสดแล้ว เกษตรกรยังนำผลผลิตอินทผลัมมาแปรรูปเป็นน้ำอินทผลัม และอินทผลัมอบแห้ง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นการสร้างรายได้ให้เกษตรกรอีกทางหนึ่งด้วย

ด้านนายฉกาจ ฉันทจิระวัฒน์ ผู้อำนวยการสศท.4 กล่าวเสริมว่า สำหรับการปลูกอินทผลัมถึงแม้จะมีต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างสูงกว่าพืชอื่น ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่เมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่ได้รับก็ถือว่าคุ้มค่า นอกจากนี้ เกษตรกรควรเฝ้าระวังโรคศัตรูพืชและแมลง ที่อาจมาทำลายและส่งผลกระทบต่อคุณภาพของผลผลิตได้ อย่างไรก็ตาม หากเกษตรกรที่สนใจปลูกอินทผลัม ควรศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่ตนเอง เพราะถึงแม้อินทผลัมจะเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีในภูมิภาคที่มีอากาศร้อนและแห้งแล้ง แต่ยังคงต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ผลผลิตโตอย่างเต็มที่ และมีคุณภาพตรงความต้องการของตลาด ทั้งนี้ หากเกษตรกรหรือผู้สนใจข้อมูลการผลิตและการตลาดอินทผลัมจังหวัดขอนแก่น สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.4 โทร. 0-4326 1513 หรืออีเมล zone4@oae.go.th

รายงานพิเศษ : เปิดโครงการ‘บัญชีต้นกล้า…สู่วิถีศก.พอเพียง’ สอนเยาวชนจดค่าใช้จ่ายสร้างนิสัยรักการออม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/503517

รายงานพิเศษ : เปิดโครงการ‘บัญชีต้นกล้า...สู่วิถีศก.พอเพียง’  สอนเยาวชนจดค่าใช้จ่ายสร้างนิสัยรักการออม

รายงานพิเศษ : เปิดโครงการ‘บัญชีต้นกล้า…สู่วิถีศก.พอเพียง’ สอนเยาวชนจดค่าใช้จ่ายสร้างนิสัยรักการออม

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ส่งเสริมการทำบัญชีให้สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มอาชีพ วิสาหกิจชุมชนและกลุ่มเป้าหมาย เพื่อเป็นเครื่องมือนำทางให้ผู้ทำบัญชี เกิดแรงจูงใจที่จะปรับเปลี่ยนตนเองสู่ชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ก่อเกิดแนวคิดพัฒนาอาชีพ ทำให้รู้รายได้ รู้รายจ่าย มีเงินออม ก้าวสู่การดำเนินชีวิตตามแนวทางของเศรษฐกิจพอเพียง โดยเด็กและเยาวชนถือเป็นกลุ่มเป้าหมายหนึ่งที่กรมให้ความสำคัญ และต้องการให้ตระหนักถึงประโยชน์ของบัญชี สามารถจัดทำบัญชีรับ-จ่ายของตนเองได้ จึงจัดทำโครงการ “บัญชีต้นกล้า สู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียง” ขึ้น เพื่อสอนแนะให้เยาวชนรู้จักวิธีจดบันทึกรายรับ-รายจ่ายของตนเองในแต่ละวัน รู้จักการวางแผนการใช้จ่ายของตนเอง อีกทั้งสามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในการบันทึกบัญชีให้กับผู้ปกครอง เพื่อช่วยในการวางแผนการใช้จ่ายอย่างมีเหตุผล ขณะเดียวกันก็เป็นการปูพื้นฐานให้กับเยาวชนนักเรียนมีนิสัยรักการออมโดยผ่านการจดบันทึกบัญชีรายรับ-รายจ่าย รู้จักการคิดคำนวณ รู้คุณค่าของเงิน และมีวินัยทางการเงิน ซึ่งการออมโดยการจดบันทึกนี้ มีความสำคัญกับการสร้างฐานรากเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งและแข็งแกร่ง ทำให้เกิดความสามัคคี และความปรองดองภายในครอบครัวและชุมชนได้

นายโอภาส ทองยงค์ 

สำหรับโครงการ”บัญชีต้นกล้า สู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียง” จะเป็นการอบรมการจัดทำบัญชีให้กับเด็กนักเรียนและเยาวชนได้มีความรู้ด้านการบัญชีรับจ่ายในครัวเรือน รู้จักการคิดคำนวณตัวเลขให้เห็นถึงความพอประมาณและวิเคราะห์ข้อมูลได้ สอนแนะให้เข้าใจถึงเหตุผล โดยใช้หลักบันได 3 ขั้นคือ “รู้จด รู้จริง รู้จ่าย จะไม่จน” รู้จดคือการทำบัญชีเป็นประจำ รู้จริงคือ รู้รายรับ-รายจ่ายของตนเอง และรู้จ่ายคือ ใช้เงินเป็นเห็นเงินออม รู้จักใช้ประโยชน์จากข้อมูลทางบัญชี นำไปวางแผนการใช้จ่าย เพื่อให้รู้ว่าสิ่งใดจำเป็นหรือไม่จำเป็น รวมทั้งสอนแนะให้เยาวชนเกิดความตระหนักว่า การทำบัญชี ไม่ใช่เรื่องยากเพียงรู้จักแบ่งประเภท “รายรับ” และ “รายจ่าย”ให้ชัดเจน ว่ารายรับคือสิ่งที่บ่งบอกถึงช่องทางการเงินทั้งที่เป็นรายรับหลักและรายได้เสริม ส่วนรายจ่ายคือ สิ่งที่บ่งบอกถึงการใช้จ่ายของตนเอง ทั้งที่เป็นรายจ่ายคงที่ ซึ่งเกิดขึ้นแน่นอนสม่ำเสมอในทุกๆเดือน และรายจ่ายผันแปรที่มีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละเดือน โดยการจดบันทึกทางบัญชี จะทำให้เห็นผลต่างระหว่างรายรับกับรายจ่ายที่ชัดเจน และจะสะท้อนให้สามารถวางแผนการใช้จ่ายของตนเองได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

“การสอนแนะการจดบันทึกบัญชีต้นกล้าเศรษฐกิจพอเพียง จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสร้างและปลูกฝังจิตสำนึกให้เด็กและเยาวชน เข้าใจและเข้าถึงการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และช่วยให้ทราบถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายของตนเอง สามารถคิดวิเคราะห์แยกแยะข้อมูลการใช้จ่ายเป็น หากสอนให้เยาวชนลงบันทึกทางบัญชีเป็นประจำทุกวันและหมั่นตรวจสอบค่าใช้จ่ายในแต่ละวันอย่างสม่ำเสมอ ก็จะทำให้รู้จักสังเกตพฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวเอง และสามารถวางแผนการใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นและเหมาะสม ลดการซื้อสิ่งของฟุ่มเฟือยและรู้จักเก็บออมเงินมากขึ้น ซึ่งการปลูกฝังนิสัยรักการออมและการมีวินัยทางการเงินตั้งแต่ยังเล็ก จะเป็นรากฐานที่สำคัญในการเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต มีความเข้มแข็งทางการเงิน สามารถพึ่งพาตนเองได้ นำไปสู่ความเป็นอยู่ที่พอเพียงและมีชีวิตที่เป็นสุข” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

รายงานพิเศษ : กตส.แนะปชช.ทำบัญชีครัวเรือนสร้างวินัยการออม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502970

รายงานพิเศษ : กตส.แนะปชช.ทำบัญชีครัวเรือนสร้างวินัยการออม

รายงานพิเศษ : กตส.แนะปชช.ทำบัญชีครัวเรือนสร้างวินัยการออม

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ในปัจจุบันที่สังคมกำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินชีวิตใหม่หรือที่เรียกว่าNew Normal ส่งผลให้ประชาชนต้องรู้จักการปรับตัวเพื่อพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่อาจเกิดความผันผวนไม่แน่นอน ดังนั้น การมีวินัยทางการเงิน จึงเป็นสิ่งสำคัญและมีความจำเป็นในการวางแผนการดำเนินชีวิตเป็นอย่างมาก เพราะปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาหนี้สินในครัวเรือนและในการประกอบอาชีพ มักเกิดจากการขาดการวิเคราะห์วางแผนทางการเงินที่ถูกต้อง การทำบัญชี จึงถือเป็นเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้แก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งไม่เพียงทำให้ทราบรายรับ – รายจ่าย และข้อมูลทางการเงินเท่านั้น แต่ข้อมูลทางบัญชีสามารถนำมาเป็นข้อมูลในการตัดสินใจให้ผู้ทำบัญชีสามารถดำรงชีวิตได้อย่างประสบความสำเร็จ ซึ่งตลอดระยะเวลา ที่ผ่านมา กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการสอนแนะการจัดทำบัญชีครัวเรือนให้กับเกษตรกร ประชาชน และเยาวชนมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างวินัยในการใช้จ่าย และสร้างความเคยชิน ในการออม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน นำมาสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์กล่าวอีกว่า ในช่วงการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ที่มีรายได้ไม่แน่นอน ส่วนผู้มีรายได้ประจำ แม้จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า แต่หากสถานการณ์ระบาดของโรคดังกล่าวยังเกิดขึ้นต่อเนื่องในระยะยาวก็อาจส่งผลกระทบต่อนายจ้างที่ต้องแบกรับภาระ จนส่งผลกระทบถึงลูกจ้างได้เช่นเดียวกัน แต่สำหรับคนที่มีการจัดทำบัญชี และมีการออมเงินโดยสม่ำเสมอ จะได้รับผลกระทบน้อย เนื่องจากมีข้อมูลจากการบันทึกบัญชี ทำให้สามารถวางแผนการใช้จ่ายได้อย่างสมเหตุสมผล และมีความมั่นคงทางการเงินในครัวเรือน โดยนำหลักการทำบัญชี 3 มิติ มาปรับใช้ดำเนินชีวิต ได้แก่ รู้ตนเอง รู้สภาพแวดล้อม และรู้อนาคต ยึดตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คือ การพึ่งตนเอง รู้จักความพอประมาณ และไม่ประมาท สามารถคิด วางแผน แล้วนำไปพัฒนาอาชีพของตนเองได้ โดยมีบัญชีเป็นภูมิคุ้มกันและคู่มือชีวิต ซึ่งเป็นหลักการที่ทุกคนสามารถนำไปใช้ได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่เกษตรกรและประชาชนทั่วไป ได้รับผลกระทบจากโรคระบาด จึงจำเป็นต้องใช้จ่ายอย่างมีสติ ไม่ประมาท และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

“จากสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะประกอบอาชีพสาขาใดก็ตาม เราจะต้องลงมือทำด้วยตนเองมากขึ้น และลดการจ้างในส่วนที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะอาชีพเกษตรกรรม ที่นอกจากจะต้องลงมือทำด้วยตนเองแล้ว จะต้องรวมกลุ่มกันอย่างจริงจังเพื่อสร้างโอกาสในการตลาด ทำให้เกิดการพัฒนาทั้งคุณภาพ ปริมาณ และความหลากหลายของสินค้าที่ตรงกับความต้องการ รวมไปถึงการสร้างวินัยทางการเงินที่สามารถเกิดขึ้นได้ หากรู้จักการทำบัญชีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้เกิดการจัดระเบียบวินัยในการใช้จ่าย มีการวิเคราะห์ข้อมูลทางบัญชี ส่งผลให้เกิดช่องทางในการออมและเพิ่มรายได้ สามารถวางแผนในการประกอบอาชีพและการดำเนินชีวิต เป็นการสร้างวินัยและความมั่นคงให้ตนเองและครอบครัว” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯบ้านสะท้อนเร่งต่อยอดผลิต เสาหลักนำทางยางพาราช่วยสมาชิกมีรายได้เพิ่ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502747

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯบ้านสะท้อนเร่งต่อยอดผลิต  เสาหลักนำทางยางพาราช่วยสมาชิกมีรายได้เพิ่ม

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯบ้านสะท้อนเร่งต่อยอดผลิต เสาหลักนำทางยางพาราช่วยสมาชิกมีรายได้เพิ่ม

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ความสำเร็จจากผลิตภัณฑ์หมอนยางพาราเพื่อสุขภาพ ที่สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านสะท้อน จำกัด อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี ได้พลิกวิกฤติช่วงราคายางตกต่ำ จากที่เคยรับซื้อยางแผ่นและยางก้อนถ้วยจากสมาชิกเพียงอย่างเดียว มาเป็นผู้ผลิตหมอนยางพาราเพื่อสุขภาพ สร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งผลให้สมาชิกมีรายได้มากขึ้น ทั้งจากการขายน้ำยางดิบและรายได้เสริมจากการเข้ามารับจ้างเป็นแรงงานผลิตหมอนยางพารากับทางสหกรณ์ฯ และเพื่อให้สมาชิกมีรายได้เข้ามาต่อเนื่อง สหกรณ์ฯจึงเดินหน้ามุ่งขยายงานด้านการแปรรูปเพิ่มขึ้น ด้วยการเข้าร่วม“โครงการส่งเสริมการใช้ยางพาราของภาครัฐ” โดยความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมทางหลวงชนบท

นายนิพนธ์ เลาห์กิติกูล ประธานสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านสะท้อน จำกัด เล่าว่า ปัจจุบันสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านสะท้อน จำกัด มีสมาชิก 109 รายธุรกิจหลักของสหกรณ์ฯในขณะนี้คือ การรวบรวมน้ำยางดิบจากเกษตรกรสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หมอนยางพารา (Natural Latex Pillow) จัดจำหน่ายไปสู่ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศจุดเด่นของสหกรณ์ฯ คือเป็นจุดศูนย์กลางรวบรวมและแปรรูปผลิตน้ำยางพาราแบบครบวงจรของชุมชนขณะนี้ สหกรณ์ฯ ได้ต่อยอดพัฒนาการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากยางพารา โดยเข้าร่วม “โครงการส่งเสริมการใช้ยางพาราของภาครัฐ” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์กับกรมทางหลวงชนบท ผลิตแผ่นธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต (Rubber Fender Barrier : RFB) และเสาหลักนำทางจากยางธรรมชาติ (Rubber Guide Post : RGP)สำหรับนำไปใช้ประโยชน์เป็นอุปกรณ์ทางด้านการจราจรและอำนวยความปลอดภัยทางถนน

เบื้องต้นสหกรณ์ฯเข้าร่วมโครงการ ในส่วนผลิตเสาหลักนำทางจากยางธรรมชาติเพียงอย่างเดียวเป็นการชิมลางก่อน โดยมีกำลังการผลิตเฉลี่ยวันละ 19 ต้น ผลิตไปแล้วประมาณ 200 ต้น ต้นทุนการผลิตต้นละประมาณ 1,200 บาท ใช้น้ำยางข้นในการผลิตประมาณ 19 กิโลกรัม/ต้นและนำผลิตภัณฑ์ที่ผลิตเสร็จเรียบร้อยแล้วไปใช้จริงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยกระทรวงคมนาคมจะเป็นผู้ดำเนินการรับซื้อผลิตภัณฑ์ เพื่อมอบให้กรมทางหลวงชนบทนำไปติดตั้งในพื้นที่ต่างๆต่อไป

สำหรับโครงการนี้ จะดำเนินการระหว่างปี 2563-2565 กระทรวงคมนาคมได้กำหนดแผนความต้องการใช้ยางพาราตามมติคณะรัฐมนตรี แบ่งเป็นเสาหลักนำทางยางพารา 1,063,651 ต้น และแผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต ความยาวรวม 12,282 กิโลเมตร โดยในปี 2563 นี้ กระทรวงคมนาคมต้องการเสาหลักนำทางยางพาราชุดแรก 289,635 ต้น จากการสำรวจพบสหกรณ์ที่พร้อมผลิตเสาหลักนำทาง 10 แห่ง และแผ่นธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต 7 แห่ง โดยสหกรณ์ที่พร้อมชุดแรกนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์จะได้เข้าไปช่วยเหลือเรื่องถ่ายทอดองค์ความรู้การผลิตเสาหลักนำทาง และแผ่นธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีตให้มีคุณภาพตามมาตรฐาน ในส่วนสหกรณ์ที่ทำธุรกิจรวบรวมน้ำยางพาราแห่งอื่นที่อาจยังไม่มีความพร้อมผลิตสามารถเข้าร่วมโครงการได้ โดยเป็นเครือข่ายป้อนวัตถุดิบน้ำยางข้นให้สหกรณ์ผู้ผลิตที่จะรับซื้อในราคานำตลาด ส่วนราคาที่กระทรวงคมนาคมทำสัญญารับซื้อจะเป็นไปตามราคาน้ำยางสด FOB ซึ่งเป็นราคาที่ยุติธรรม

“การดำเนินกิจการของสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านสะท้อน จำกัด ประสบความสำเร็จและผ่านวิกฤติมาได้ เพราะความร่วมมือกันของสมาชิกและคณะกรรมการสหกรณ์ โดยสหกรณ์จะให้ความสำคัญกับการประกอบอาชีพของสมาชิก ส่งเสริมให้สมาชิกวางแผนการผลิตควบคู่ไปกับการวางแผนด้านการตลาดและร่วมพัฒนาแปรรูปผลผลิตน้ำยางพาราเพิ่มมูลค่า เพิ่มช่องทางการตลาด มีทิศทางขับเคลื่อนภายใต้การใช้ระบบตลาดนำการผลิตเพื่อแก้ปัญหาสินค้าล้นตลาดและราคาสินค้าเกษตรตกต่ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายนิพนธ์ กล่าวทิ้งท้าย

อีกบรรทัดฐานหนึ่งของการทำงานของคนญี่ปุ่นที่ผมจะกล่าวต่อไป ความจริงก็แทบจะไม่ต่างจากบรรทัดฐานเดิมที่ผมได้เสนอท่านผู้อ่านไปเมื่อครั้งที่แล้ว คือเป็นเรื่องเกี่ยวกับ “ท่าที” เหมือนกัน แต่วันนี้จะเน้นความต่างจากของเดิมซึ่งได้แก่การกำหนดท่าทีที่ชัดเจน ตรงที่เขามีการกำหนดท่าทีไว้ “ล่วงหน้าอย่างแท้จริง” แต่ก่อนที่จะเขียนต่อไป มีหลายท่านสงสัยคำว่า “ท่าที” ที่ผมยกมาว่ามันคืออะไรกันแน่ ดังนั้น ขออธิบายสั้นๆ ก่อนครับว่า “ท่าที”น่าจะตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า attitude หรือ position หรือ stance อันหมายถึงปฏิกิริยาหรือแนวทางการสนองตอบของฝ่ายหนึ่ง ที่มีต่อนโยบาย ข้อเสนอ หรือมติการดำเนินงานของอีกฝ่ายหนึ่ง ตัวอย่างเช่น เมื่อเกิดเหตุการณ์โควิด-19 และน่าจะทำให้เกิดวิกฤติด้านความมั่นคงทางอาหารมากขึ้น จึงได้มีการเสนอว่าสมาชิกแอปเตอร์ควรที่จะมีการบริจาคข้าวเพิ่มขึ้น กรณีเช่นนี้ ประเทศไทยเรา หรือแต่ละประเทศสมาชิก จะกำหนด attitude หรือ position หรือ stance หรือ “ท่าที” ต่อกรณีดังกล่าวอย่างไรบ้าง อย่างนี้เป็นต้น

ผมชมเชยทางการญี่ปุ่นในเรื่องนี้มาก เพราะจากประสบการณ์ที่เห็น ไม่ว่าแอปเตอร์จะเคลื่อนไหวไปอย่างไร จะเล็กน้อยจนแทบจะไม่เห็นความสำคัญเลย หรือยิ่งใหญ่ปานว่าขุนเขา กระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมงของญี่ปุ่นไม่เคยละเว้นที่จะเก็บเอาไปพิจารณากำหนด “ท่าที” ทุกประเด็น และที่น่าทึ่งอย่างยิ่ง ก็คือ เขาทำก่อนเหตุการณ์จะเกิดหรือทำล่วงหน้าทุกครั้งนั่นเอง โดยเขาพยายามเกาะติดสถานการณ์และมองไปข้างหน้า สแกนทุกอย่างและก็เตรียมกำหนดท่าทีในเรื่องนั้นๆ ไว้ก่อนที่บางสิ่งบางอย่างจะเกิดขึ้น นั่นหมายถึงไม่ต้องรีรอให้เกิดเรื่องเสียก่อนแล้วจึงมาหาวิธีแก้ไขสนองตอบภายหลัง หลายท่านอาจเถียงผมว่า ก็ไม่เห็นจะเป็นเรื่องวิเศษลึกซึ้งแต่ประการใดอีกเช่นกัน เพราะยุทธวิธีแบบนี้ใครๆ ก็ทราบ แต่ผมก็ขอเถียงกลับว่า จริงครับ มันเป็นเรื่องตื้นๆ ที่ใครๆ ก็น่าจะรู้ ทว่า เท่าที่เห็น มันมีการกระทำจริงแบบนั้นน้อยมากในที่อื่นๆ และเท่าที่เห็นในบางแห่งบางประเทศ มักปล่อยปะละเลยไม่สนอกสนใจที่จะคิดทำกัน ส่วนมากถือว่าธุระไม่ใช่ จนในที่สุดก็เกิดปัญหาขึ้น แล้วหลังจากนั้นก็จะโทษกันไปมามากกว่าจะร่วมกันหาวิธีการแก้ไข สุดท้ายสังคมก็เดือดร้อนยุ่งเหยิง ไร้ประสิทธิภาพในการจัดการ

ตัวอย่างปัญหาที่ใกล้ตัวและเห็นมาตลอดในบางประเทศ (น่าจะไม่ใช่ประเทศไทยนะครับ) คือ กรณีมีคนบุกรุกที่สาธารณะเป็นที่อยู่อาศัย เริ่มแรกก็มาคนเดียวหรือสองสามคน แทนที่ผู้รักษากฎหมายจะเร่งจัดการเพื่อเป็นการตัดไฟเสียแต่ต้นลม แต่กลับเฉยเสีย ไม่มีใครเลยที่สนใจจะแก้ไขเชิญเขาออกไป จึงทำให้คนอื่นๆ ได้ใจและทยอยเข้ามาอยู่เพิ่มขึ้น เนื่องจากเห็นกันว่าอยู่ได้ ไม่มีใครมาห้าม ทีนี้ก็กลายเป็นชุมชนผู้บุกรุกกลุ่มใหญ่ ถึงตอนนี้ก็ยากละครับที่จะแก้ไขเชิญพวกเขาออกไป กลับกลายเป็นปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ ลักษณะบรรทัดฐานแบบนี้ถ้าเป็นในประเทศญี่ปุ่นแล้ว เขาไม่มีทางยอมตั้งแต่เริ่มต้น เพราะอะไรๆ ที่ส่อว่าจะเกิดปัญหาในอนาคตไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก ไม่มีวันลอดหูลอดตาทางการญี่ปุ่นไปได้ จริงๆ แล้วระบบของฝรั่งก็มีลักษณะคล้ายๆ กัน เพราะเขาถือว่าความเป็นไปของสังคมนั้นทุกคนต้องช่วยกันรับผิดชอบ ดังนั้นใครที่ทำอะไรไม่ชอบมาพากล ย่อมไม่หลงหูหลงตาประชาชนคนใดคนหนึ่งไปได้ แล้วเขาก็จะเป็นตาสับปะรดช่วยแจ้งเจ้าหน้าที่อีกชั้นหนึ่ง ผมเคยพักอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์ในเมืองหนึ่งในประเทศอิตาลี วันหนึ่งมีเพื่อนมานั่งดื่มสุรากัน 1-3 คน พอดึกหน่อยก็เริ่มมีเสียงดังขึ้นๆ สักพักเดียว มีตำรวจมาเคาะประตู และบอกว่าถ้ายังเสียงดังรบกวนชาวบ้านอย่างนี้อีก คงต้องย้ายที่นอนไปนอนที่สถานีตำรวจแทน เท่านั้นแหละ เงียบสนิทกันได้ทันที

สมัยทำงานอยู่ในกระทรวงเกษตรฯ ผมเคยได้รับมอบหมายให้ไปประชุมและสัมมนาระยะสั้นที่ประเทศแซมเบีย แถบทวีปแอฟริกา พอไปถึงก็เกิดความพิศวงงงงวยมาก เพราะในดินแดนแอฟริกาอันลึกลับกลับได้พบคนจีนกับคนญี่ปุ่นเยอะแยะไปหมด ส่วนมากคนจีนจะทำธุรกิจด้านการก่อสร้างทั้งโดยการช่วยเหลือจากภาครัฐและเอกชน ส่วนคนญี่ปุ่นมักจะทำงานในองค์กรช่วยเหลือระหว่างชาติและเอกชน และหลังจากที่ผมได้ศึกษารวมทั้งถามไถ่ผู้รู้ต่างๆ จึงทราบว่า นั่นคือท่าทีวิสัยทัศน์ของคนญี่ปุ่นและคนจีนครับ จากข้อเท็จจริงที่ผมไม่อาจเล่าได้ จะเห็นได้ว่า เขาไม่ได้กำหนดนโยบายหรือท่าทีต่างๆ โดยมองไปข้างหน้าเพียง 5 ปี 10 ปีเท่านั้น แต่เขามองไปข้างหน้าอย่างน้อย 50 ปีเลยทีเดียว

รายงานพิเศษ : ‘สุวิทย์’ปลื้ม‘อว.สร้างงานเฟส1’ทะลุเป้า เดินหน้าเปิดระยะ2ต้นก.ค.รับอีก3.2หมื่นคน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502441

รายงานพิเศษ : ‘สุวิทย์’ปลื้ม‘อว.สร้างงานเฟส1’ทะลุเป้า  เดินหน้าเปิดระยะ2ต้นก.ค.รับอีก3.2หมื่นคน

รายงานพิเศษ : ‘สุวิทย์’ปลื้ม‘อว.สร้างงานเฟส1’ทะลุเป้า เดินหน้าเปิดระยะ2ต้นก.ค.รับอีก3.2หมื่นคน

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) พร้อมคณะผู้บริหาร อว.ลงพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลคอรุม อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ ติดตามความคืบหน้าโครงการ “อว.สร้างงาน ระยะที่ 1” ในความรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ โดยมีนายธนากร อึ้งจิตรไพศาล ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ และผศ.ดร.เรืองเดช วงศ์หล้าอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ต้อนรับ

สำหรับโครงการ “อว.จ้างงาน ระยะที่ 1”ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ในฐานะหน่วยจ้างงาน รับสมัครและคัดเลือกบุคคลที่จะได้รับการจ้างงานจำนวน 290 อัตรา จ้างงานระยะเวลา 4 เดือน เดือนละ 9,000 บาท ซึ่งในขณะนี้ รับเข้าทำงานแล้วจำนวน 279 อัตรา เหตุที่ไม่ครบ 290 อัตรา เนื่องจากผู้สมัครบางส่วนได้รับสิทธิในการเยียวยาจากภาครัฐที่ซ้ำซ้อนจึงต้องมีการตัดรายชื่อออก และมีการลาออกระหว่างทำงาน โดยทั้ง 279 อัตรา ได้ลงดำเนินการในพื้นที่ในเขตพื้นที่ภาคเหนือ 9 จังหวัด จำนวน 109 ตำบล ประกอบด้วยจังหวัดอุตรดิตถ์ แพร่ น่าน พะเยา เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน และ สุโขทัย

ด้านดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.อว.กล่าวว่า พอใจการดำเนินการโครงการ อว.สร้างงาน ระยะที่ 1 และอว.จะเริ่มโครงการ อว.สร้างงาน ระยะที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 จำนวนกว่า 3.2 หมื่นคน โดยในส่วนของมหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ มีอัตราการจ้างงงานระยะที่ 2 จำนวน 376 อัตรา จ้างงานระยะเวลา 3 เดือน เดือนละ 9,000 บาท มีพื้นที่ดำเนินการใน 4 จังหวัดภาคเหนือ จำนวน 74 ตำบล ได้แก่ อุตรดิตถ์ แพร่ น่าน และ กำแพงเพชร โดยลักษณะงานที่ผู้รับจ้างดำเนินงาน จะเป็นเรื่องข้อมูลเชิงพื้นที่ ติดต่อประสานงานกับผู้นำชุมชน ประชาชน และหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ เก็บข้อมูลจากหน่วยงานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ การวิเคราะห์และจัดทำแผน วางแผนโครงการและแผนการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานคู่ความร่วมมือผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่และผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆของมหาวิทยาลัย เช่น ด้าน Smart Faming ด้านการจัดการน้ำชุมชน ด้านสุขภาพ ด้านการสร้างอาชีพ ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ด้านการจัดการขยะ ด้านการจัดการสังคมผู้สูงอายุหรือด้านอื่น ที่สอดคล้องกับบริบทปัญหา หรือความต้องการของพื้นที่

น.ส.คนธวัลย์ รัตนสุวรรณ หนึ่งในผู้รับจ้างงานโครงการ จ.อุตรดิตถ์เปิดเผยว่า สิ่งที่ประทับใจจากโครงการนี้คือ ส่วนท้องถิ่นที่ไปประจำอยู่ ภูมิใจที่เราได้เป็นส่วนหนึ่งในการสะท้อนปัญหา เราได้ทราบปัญหา สิ่งที่เรามองจากข้างนอก เรามองว่าบ้านเรา เจริญสมบูรณ์ทุกอย่าง แต่การท่องเที่ยวทำไมถึงไม่มี พอลงพื้นที่แล้วจึงได้ทราบปัญหา ที่ไม่สามารถมีได้เพราะอะไร ได้ทราบจุดด้อยและจุดเด่นของแต่ละพื้นที่มากขึ้น รู้สึกภูมิใจว่าได้เป็นกระบอกเสียงให้กับชาวบ้าน อยากเป็นส่วนหนึ่งที่กลับมาพัฒนาชุมชนให้ดียิ่งขึ้น

ด้านนายวุฒิชัย เหมดี ผู้รับจ้างโครงการอว.ฯ บอกว่า โดยส่วนตัวก่อนที่จะมารับงานตรงนี้ เคยทำงานทางด้านเทคโนโลยีมาก่อน เกี่ยวกับแอพลิเคชั่น จบมาเมื่อปี 46 ปวส. สาขาการตลอด ได้มีโอกาสไปที่ประเทศจีน เพิ่งกลับมาได้สองปี พอกลับมาได้ร่วมธุรกิจพัฒนาแอพลิเคชั่นร้านอาหาร สักระยะหนึ่งก็ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ก็ไม่สามารถไปสมัครงานที่อื่น เพราะเป็นข้อจำกัดในหลายด้าน จึงได้มาทำงานตรงนี้ พอได้สัมผัส ทำให้รู้สึกภูมิใจว่า ถึงเราเป็นหมากตัวเล็กตัวหนึ่งก็สามารถช่วยเป็นแรงผลักดัน ให้เกิดกระบวนการในการพัฒนา

ในอดีตจะไม่ค่อยรอบรู้เกี่ยวกับการพัฒนาหมู่บ้านเท่าไหร่แต่พอลงไปตรงนี้ทำให้เกิดการสำนึกรักบ้านเกิดของตัวเอง ทำให้เกิดการพัฒนาทางด้านธุรกิจ หรือว่าเกษตร นวัตกรรมของจีน เขามีสิ่งใหม่ๆ เข้ามา ซึ่งอยากให้ตรงนี้เป็นตัวผลักดันในโครงการนี้ให้บรรลุวัตถุประสงค์ของทางอว.ด้วย

รายงานพิเศษ : ม.เกษตรโชว์ผลงานโบแดง ผลิต‘เตาย่างกึ่งอบไร้ควัน KU’เวอร์ชั่นล่าสุด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502212

รายงานพิเศษ : ม.เกษตรโชว์ผลงานโบแดง  ผลิต‘เตาย่างกึ่งอบไร้ควัน KU’เวอร์ชั่นล่าสุด

รายงานพิเศษ : ม.เกษตรโชว์ผลงานโบแดง ผลิต‘เตาย่างกึ่งอบไร้ควัน KU’เวอร์ชั่นล่าสุด

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

อาหารปิ้ง ย่าง เป็นอาหารการกินที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน และได้รับความนิยมทุกระดับกลุ่มผู้บริโภค ร้านอาหารปิ้ง ย่างมักเลือกใช้เตาปิ้งย่างที่ใช้ถ่านไม้เป็นเชื้อเพลิงหลัก เพราะได้กลิ่นหอมจากถ่าน แต่ปัญหาที่พบคือ ถ่านเชื้อเพลิงกระจายตัวในเตาไม่สม่ำเสมอ ทำให้การสุกของอาหารแต่ละชิ้นไม่พร้อมกัน “เตาย่างกึ่งอบไร้ควัน KU” เวอร์ชั่นล่าสุด ตอบโจทย์การใช้งานของผู้ประกอบการและส่งเสริมพัฒนาการประกอบอาชีพยั่งยืนเป็นรูปธรรม ผลงานวิจัยพัฒนาของผศ.ปัญญา เหล่าอนันต์ธนาผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจกรรมนิสิต และอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และนักวิจัยได้แก่นายธนัตถ์ ศรีสุขสันต์ และน.ส.ต้องใจ สัตราศรี พัฒนาทุกองค์ประกอบตั้งแต่สูตรหมักไก่ย่าง กระบวนการใช้งานเตา พัฒนาสูตรน้ำจิ้มไก่ย่างและปลาเผาไปจนถึงทดลองประกอบธุรกิจจริง (ออกขายอาหารปิ้งย่างตามตลาดนัด)รวมถึงออกงาน เพื่อเผยแพร่ผลงานและทดสอบตลาดต่อเนื่อง ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภค

ผศ.ปัญญา เหล่าอนันต์ธนา หัวหน้าทีมนักวิจัย กล่าวว่า เตาย่างกึ่งอบไร้ควัน KU ประกอบด้วย แผ่นสเตนเลส ฉนวนความร้อน สำหรับห่อหุ้มสเตนเลส (ฉนวนเส้นใยเซรามิกทนความร้อนได้มากกว่า 600 องศาเซลเซียส) กระจกสำหรับปิดเตาย่าง (กระจกทนความร้อน 500 องศาเซลเซียส) มอเตอร์ไฟฟ้า และพัดลมดูดอากาศ ทำการออกแบบเป็นถังรูปทรงกระบอก ขนาด กว้างxยาวxสูง = 844 x 890 x 1,640มิลลิเมตร ด้านนอกเตาย่าง หุ้มด้วยฉนวนกันความร้อน พร้อมติดระบบดูดควันสำเร็จรูปในตัวมีฝาปิดไม่ให้ควันออก ตัวเตาย่างจะวางขนานกับพื้น ตั้งอยู่บนขาตั้งที่แยกออกจากกันได้ เพื่อความสะดวกในการขนย้าย ภายในเตาย่างทรงกระบอก จะมีวงล้อที่มีเดือย 6 รูรอบวง เพื่อรองรับการเสียบของแกนเหล็กสเตนเลสสำหรับใส่อาหารที่จะย่าง คือ ไก่ หรือ ปลา ในเตานี้จะมีแกนเหล็กทั้งหมด 6 แกน 1 แกนเหล็ก จะใส่ไก่ได้ 2 ตัว ถ้าย่างไก่ได้ครั้งละ 12 ตัว (ปลาเผา 1 ตัวต่อ 1 แกนเหล็ก) โดยวงล้อจะหมุนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า นอกจากนี้ ยังมีถาดใส่ถ่านเชื้อเพลิง 2 ถาด ภายในเตาย่างมีถาดใส่ถ่านเชื้อเพลิง 1 ถาดพร้อมล้อเลื่อนเพื่อความสะดวกในการดึงออกมาเปลี่ยนถ่านเชื้อเพลิง โดยจะอยู่ตรงแกนกลางของเตาย่างทรงกระบอก ส่วนอีก 1 ถาด สำหรับใส่ถ่านเชื้อเพลิงจะอยู่ด้านล่างนอกเตาย่าง เวลาย่างไก่จะได้รับความร้อนและสุกพร้อมกัน ทั้ง 2 ด้าน โดยไม่เสียเวลาในการพลิกไก่

การทำงานของ “เตาย่างกึ่งอบไร้ควัน KU” ขณะย่างไก่ เมื่อไก่หมุนมาอยู่ในตำแหน่งแนวดิ่ง น้ำมันจากไขมันของไก่ในช่วงนี้ จะหยดใส่ผนังเตา แล้วน้ำมันจะไหลลงไปยังร่องเอียง เพื่อลำเลียงน้ำมันไปในถังใส่น้ำมันทั้ง 2 ด้านของเตา โดยน้ำมันดังกล่าวจะไม่หยดใส่ถ่านเชื้อเพลิงที่อยู่นอกเตาย่าง ทำให้ไม่มีควัน ส่วนฝาปิด-เปิดเตาทำด้วยกระจกจึงมองเห็นไก่ย่างภายในเตา เพื่อสังเกตอาหารที่ย่างว่าสุกหรือยัง มีปุ่มสวิตช์สำหรับปิด-เปิดพัดลมดูดอากาศ และมีปุ่มสวิตช์สำหรับปิด-เปิดมอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อหยุดการหมุนของวงล้อ เพื่อดึงแกนเหล็กนำไก่ที่สุกแล้วออกจากเตา หรือนำไก่ดิบเสียบในแกนเหล็กใส่เข้าไปในเตาย่าง ส่วนระบบดูดควันสามารถดูดควันได้เกือบ 100% และสามารถต่อท่อดูดควันออกไปนอกร้านได้

จุดเด่นของ “เตาย่างกึ่งอบไร้ควัน KU” สามารถย่างไก่สุกทั่วถึงภายในโดยที่ยังคงความชุ่มฉ่ำและมีรสชาติดี หนังกรอบ ที่สำคัญไม่เกิดรอยไหม้ ผู้บริโภคได้รับประทานอาหารย่างที่สดใหม่ต่อเนื่องทุก 6-8 นาที ประหยัดถ่านเชื้อเพลิงได้มากกว่าเตาย่างแบบเปิดทั่วไป 2-3 เท่า โดยไก่ย่างจะใช้เวลาย่าง 30-45 นาที ส่วนปลานิลเผา ใช้เวลา 10-12 นาที สามารถย่างไก่และปลาเผาได้ 20 ตัว / ชั่วโมง และที่สำคัญคือ ลดใช้แรงงาน สะดวกสบาย ลดความร้อน และขนย้ายสะดวก

ผู้ประกอบการ และผู้สนใจ “เตาย่างกึ่งอบไร้ควัน KU”ติดต่อได้ที่ ผศ.ปัญญา เหล่าอนันต์ธนา ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน โทรศัพท์ 08-1927-0098 และคุณธนัตถ์ ศรีสุขสันต์ โทรศัพท์ 08-3030-6609

รายงานพิเศษ : อตส.แนะสหกรณ์พิจารณาสมดุลอัตราจ้างงาน เน้นสร้างความเป็นธรรม-ผลประโยชน์สู่สมาชิก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502027

รายงานพิเศษ : อตส.แนะสหกรณ์พิจารณาสมดุลอัตราจ้างงาน  เน้นสร้างความเป็นธรรม-ผลประโยชน์สู่สมาชิก

รายงานพิเศษ : อตส.แนะสหกรณ์พิจารณาสมดุลอัตราจ้างงาน เน้นสร้างความเป็นธรรม-ผลประโยชน์สู่สมาชิก

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า ตามมาตรา 4 ในพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 ระบุความหมายของสหกรณ์ว่า หมายถึงคณะบุคคลซึ่งร่วมกันดำเนินกิจการเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของสมาชิกสหกรณ์ โดยช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและจดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้ ดังนั้น เจตนารมณ์การตั้งสหกรณ์มีหลักการสำคัญอยู่ 2 ด้าน ประการแรก คือ เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม ประการที่สองคือ ช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ดังนั้น การดำเนินกิจการของสหกรณ์จึงไม่ใช่การทำธุรกิจเพื่อแสวงหากำไร แต่การทำธุรกิจของสหกรณ์ ต้องอยู่ภายใต้หลักการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินงานตามภารกิจเข้าไปตรวจสอบบัญชีให้สหกรณ์ต่างๆ พบว่ายังมีสหกรณ์หลายแห่งขาดสมดุลการบริหารจัดการภายใต้หลักการของสหกรณ์อย่างแท้จริง โดยเฉพาะการช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันที่ยังไม่มีประสิทธิภาพดีพอ

ทั้งนี้ ในการดำเนินกิจการของสหกรณ์แต่ละแห่งจะมีคณะกรรมการดำเนินการที่มาจากการเลือกตั้งของสมาชิก 15 คน และอีกส่วนหนึ่งคือ พนักงานและเจ้าหน้าที่ที่สหกรณ์จัดจ้างมา แต่ผลการตรวจสอบบัญชีของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ พบว่ามีสหกรณ์จำนวนมากที่มีค่าใช้จ่ายคงที่ โดยเฉพาะด้านค่าจ้างพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติงานในสหกรณ์ ที่มากกว่ารายได้ของสหกรณ์ และน่าจะเกินกว่าความจำเป็นต่อการปฏิบัติงานในสหกรณ์นั้นๆ ซึ่งควรจัดจ้างตามความจำเป็นของงานอย่างสมเหตุสมผล

อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์กล่าวเพิ่มเติมว่า การวิเคราะห์ความต้องการของกำลังคนเพื่อปฏิบัติงานในแต่ละสหกรณ์นั้น เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความละเอียดถี่ถ้วน และต้องคำนึงถึงประโยชน์และผลที่จะได้รับจากการจ้างงานแต่ละครั้งเป็นสำคัญ มิฉะนั้นจะเกิดปัญหารายจ่ายคงที่ ซึ่งจะเป็นภาระให้สหกรณ์ จนอาจทำให้เกิดข้อสงสัยของสมาชิกได้ว่า ทำไมรายได้สุทธิของสหกรณ์จึงมีน้อยหรือไม่มีเลย นอกจากนั้น อัตราการจ้างงานแต่ละตำแหน่ง ควรได้รับการประเมินในอัตราที่เหมาะสม โดยพิจารณาจากขนาดของธุรกิจ จำนวนของทุนสหกรณ์ และความหลากหลายของกิจการที่ดำเนินการ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะเป็นปัจจัยพื้นฐานที่จะใช้ประเมินค่าจ้างของพนักงานให้สมประโยชน์ เช่น บางสหกรณ์มีรายได้เฉลี่ยต่อปีไม่ถึง 2 ล้านบาท แต่มีการจ้างงานในบางตำแหน่งในอัตราเงินเดือนที่สูงถึงหนึ่งแสนบาทต่อเดือน จึงส่งผลให้รายได้สุทธิของสหกรณ์ที่จะนำมาสู่การปันผลให้สมาชิกแทบจะไม่เหลือเลย

“การสร้างความสมดุลในสหกรณ์ โดยเฉพาะความสมดุลระหว่างรายได้และรายจ่าย เป็นสิ่งที่ผู้บริหารสหกรณ์ต้องคำนึงถึง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่สมาชิกของสหกรณ์ทั้งมวล ซึ่งการจ้างพนักงานเจ้าหน้าที่สหกรณ์ เป็นเรื่องสำคัญประการหนึ่งที่สหกรณ์ต้องคำนึงถึงความเหมาะสม ความจำเป็น และผลประโยชน์ที่สมาชิกทุกคนควรได้รับโดยเท่าเทียมเป็นธรรม ดังนั้น เรื่องจำนวนการจ้างงานและอัตราค่าจ้าง ทั้งสองส่วนนี้ต้องสัมพันธ์กับงานที่ให้ทำ ทุกคนที่ถูกจ้างงานต้องมีงานทำในชั่วโมงทำงานปกติ จึงจะคุ้มค่ากับการจ้างงานและเป็นธรรมกับสมาชิกทุกคน ที่ถือเป็นเจ้าของเงินค่าจ้างตัวจริง”อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ฝากทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : 5มาตรการช่วยชาวสวนยางฝ่าวิกฤติโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/501508

รายงานพิเศษ : 5มาตรการช่วยชาวสวนยางฝ่าวิกฤติโควิด-19

รายงานพิเศษ : 5มาตรการช่วยชาวสวนยางฝ่าวิกฤติโควิด-19

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ส่งผลกระทบทุกประเทศทั่วโลกรวมทั้งไทยด้วย แม้สถานการณ์ระบาดในประเทศขณะนี้ ไม่มีผู้ป่วยรายใหม่ในประเทศติดต่อกันมา 1 เดือนแล้วก็ตาม แต่ยังพบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อรายใหม่ที่กลับจากต่างประเทศ และเข้าพัก State Quarantine อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันสถานการณ์ผู้ป่วยทั่วโลกยังมีแนวโน้มที่สูงขึ้น ดังนั้น ผลกระทบภาวะเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

เกษตรกรชาวสาวยาง เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั้งโดยตรงและทางอ้อม ซึ่งรัฐบาลวางมาตรการช่วยเหลือเยียวยาหลากหลา0ยมาตรการอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 จนถึงปัจจุบัน

นายประพันธ์ บุณยเกียรติ ประธานกรรมการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกยท. ออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยางพารา เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในเบื้องต้นได้ดำเนิน 5 มาตรการคือ 1.มาตรการขยายระยะเวลาการส่งใช้เงินกู้ยืมแก่เกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยางตามมาตรา 49 (3) โดยงดการคิดดอกเบี้ย ค่าปรับ ในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม-30 กันยายน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากการที่เศรษฐกิจหลายภาคส่วนต้องหยุดชะงัก 2.มาตรการพัฒนาความร่วมมือการผลิตและการตลาดภาคอุตสาหกรรมยางพารา เป็นการช่วยเหลือสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง โดยการเพิ่มสภาพคล่อง สร้างเงินทุนหมุนเวียนให้สถาบันเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตหมอนยางพารา ซึ่งกยท.จะเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนให้สถาบันเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตหมอนยางพาราเป้าหมาย 50 สถาบันทั่วประเทศ โดยใช้หมอนยางพาราเป็นหลักประกัน 50,000 ใบ งบประมาณ 11.3 ล้านบาท ด้วยการให้สถาบันเกษตรกรจะนำหมอนมาจำนำกับ กยท. ในอัตราร้อยละ 80 ของมูลค่าหมอนที่กำหนดแต่ไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อแห่ง

ทั้งนี้ สินค้าจะยังคงอยู่ที่สถาบันเกษตรกรจนกว่าจะจำหน่ายได้ และสถาบันฯกำหนดระยะเวลาชำระคืนเงินทุนถึงเดือนกันยายน 2563 โดยไม่คิดดอกเบี้ย 3.มาตรการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ยางปรับปรุงหลักเกณฑ์วิธีการดำเนินงาน ในปี 2563 โดยผู้ประกอบกิจการยางที่เข้าร่วมโครงการ จะต้องเพิ่มปริมาณการใช้ยางไม่น้อยกว่า 2 ตันต่อปี ในทุกวงเงิน1 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มปริมาณการใช้ยางไม่น้อยกว่า 50,000 ตัน วงเงินสินเชื่อทั้งหมด 15,000 ล้านบาท

4.มาตรการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบกิจการยางแห้งเพิ่มกิจกรรมให้ผู้ประกอบกิจการยางที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ ต้องซื้อยางมาเป็นวัตถุดิบผลิตของฤดูกาลใหม่ รัฐบาลสนับสนุนชดเชยดอกเบี้ยในอัตราตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินร้อยละ 2-3 ต่อปี เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรช่วงที่ผู้ประกอบกิจการไม่มีกำลังการซื้อ ให้เกิดการหมุนเวียนผลผลิตของเกษตรกรชาวสวนยาง วงเงินสินเชื่อ 20,000 ล้านบาท และ 5.มาตรการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการไม้ยางและผลิตภัณฑ์รัฐชดเชยดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปีตามความเป็นจริง สำหรับผู้ประกอบการไม้ยางพารา และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น เฟอร์นิเจอร์ วงเงิน 20,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการโค่นยาง 400,000 ไร่ ดูดซับปริมาณไม้ยางจากการกระตุ้นการโค่นจำนวน 12 ล้านตัน รวมถึงการส่งเสริมปลูกแทนวงเงิน 6,400 ล้านบาท

นอกจาก 5 มาตรการดังกล่าวแล้วเกษตรกรชาวสวนยางยังได้รับเงินจากเงินเยียวยาเกษตรกรผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตร และยังไม่เคยได้รับสิทธ์เยียวยาใดๆจากรัฐบาลมาก่อน โดยจะช่วยเหลือทั้งกลุ่มประเภทเกษตรกรผู้ปลูกยางที่ถือบัตรสีเขียว และเกษตรกรผู้ปลูกยางที่ถือบัตรสีชมพู ตลอดจนผู้กรีดยางที่รับจ้างกรีดให้เกษตรกรผู้ปลูกยางทั้งบัตรสีเขียวและบัตรสีชมพู โดยทั้ง 3 กลุ่ม ต้องมีรายได้หลักจากการทำการเกษตร ไม่ได้รับเงินเดือนประจำจากหน่วยงานราชการหรือเอกชน ไม่เป็นข้าราชการบำนาญ ไม่มีสวัสดิการประกันสังคม และไม่ได้รับการช่วยเหลือจากโครงการเราไม่ทิ้งกันของภาครัฐ จะได้รับเงินเยียวยาเกษตรกรรายละ 15,000 บาท

นายขจรจักษณ์ นวลพรหมสกุล รักษาการแทนผู้ว่าการ กยท. เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรียังเห็นชอบอนุมัติเงินเยียวยาเกษตรกรกลุ่มที่ด้อยโอกาสเนื่องจากเข้าไม่ถึงโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตร จำนวนกว่า 1.37 แสนราย ซึ่งยังไม่เคยได้รับสิทธิ์เยียวยาจากรัฐบาลมาก่อน โดยในจำนวนนี้เป็นเกษตรกรชาวสวนยางแจ้งข้อมูลพื้นที่ปลูกยางกับ กยท. จำนวน 67,000 ราย จะได้รับเงินเยียวยาเกษตรกร รายละ 15,000 บาท จากนี้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) จะส่งรายชื่อเกษตรกรกลุ่มนี้ให้กับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนินการจ่ายเงินโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ เกษตรกรชาวสวนยางตรวจสอบสิทธิ์การเยียวยาฯ ได้ทางเว็บไซต์กระทรวงเกษตรฯ https://www.moac.go.th/ หรือเช็คตรง ที่ http://savefarmer.oae.go.th โดยเมื่อตรวจสอบสถานะแล้วได้รับสิทธิ์ สามารถตรวจสอบการโอนเงินเข้าบัญชีได้จากเว็บไซต์ ธ.ก.ส. http://www.เยียวยาเกษตรกร.com กรณีไม่มีบัญชีธ.ก.ส.แจ้งบัญชีธนาคารอื่น เพื่อรับเงินโอน ในเว็บไซต์ธ.ก.ส .นี้เช่นกัน”

ส่วนสถานการณ์ราคายางช่วงสถานการณ์โควิดระบาดนั้น มีแนวโน้มดีขึ้น ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ในเดือนมิถุนายน ขยับขึ้นจากเดือนพฤษภาคม มาอยู่ที่ประมาณ 43 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งกยท.จะเร่งขยายตลาดเพิ่มขึ้น โดยขณะนี้กยท.พยายามเปิดช่องทางจำหน่ายสินค้าให้เกษตรกร ทั้งระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้วยกันเอง ภาคเอกชน และเปิดจำหน่ายช่องทางOnline และเพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพ เพิ่มมูลค่าให้สินค้าจากสถาบันเกษตรกร นอกจากนี้ กยท.ได้ริเริ่มดำเนินการพัฒนาระบบควบคุมคุณภาพ ตรวจสอบสินค้าให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ผ่าน Application เพื่อรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ต่อผู้ซื้อว่าเป็นผลิตภัณฑ์จากยางพาราแท้ 100% ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ