รายงานพิเศษ : ทส.เปิดแนวรบสู้‘ภัยแล้ง’ เพิ่มความเข้มข้นภารกิจช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200481

วันพุธ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
แม้ช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา พื้นที่ส่วนใหญ่ในประเทศไทยจะต้องเผชิญกับสภาพอากาศอันหนาวเหน็บอันเกิดจากอิทธิพลของความกดอากาศสูงรุนแรงจากประเทศจีน ที่แผ่ลึกลงมาถึงประเทศไทย ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าว แม้จะช่วยให้คนไทยในหลายพื้นที่ คลายความตึงเครียดจากสภาพอากาศอันร้อนระอุและแห้งแล้งลงไปได้

แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพียงแค่เสี้ยวเวลาหนึ่งเท่านั้น

เพราะโดยข้อเท็จจริงแล้ว “ภัยแล้ง” ยังคงอยู่กับเราต่อไปอีกนานและมีแนวโน้มความรุนแรงเพิ่มขึ้น

พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า สถานการณ์ภัยแล้งเวลานี้ยังคงลุกลามในหลายพื้นที่ของประเทศ ปริมาณน้ำต้นทุนที่เหลืออยู่ในแต่ละพื้นที่เวลานี้ มีความหมิ่นเหม่อย่างยิ่งที่อาจไม่เพียงพอใช้จนสามารถผ่านฤดูแล้งไปได้ ขณะที่แนวโน้มการเกิดภัยแล้งในพื้นที่ต่างๆ ก็ยังคงมีแนวโน้มจะขยายวงออกไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาลรับทราบดีถึงสถานการณ์ดังกล่าว จึงมอบหมายให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามเฝ้าระวัง เตรียมความพร้อม รวมทั้งดำเนินการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชนในทุกพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง

โดยที่ผ่านมารัฐบาลโดยคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ได้ดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งภายใต้แผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรนำ ปี 2558-2559 ผ่าน 12 กิจกรรมหลัก อาทิ การพัฒนาแหล่งน้ำทั้งในและนอกเขตชลประทาน ซึ่งทำได้ 897 ล้าน ลบ.ม. การพัฒนาน้ำบาดาลมาใช้ประโยชน์ 99.36 ล้าน ลบ.ม. การฟื้นฟูป่าต้นน้า 48,072 ไร่ และการวางระบบประปาหมู่บ้าน 4,520 หมู่บ้าน เป็นต้น

ขณะที่หน่วยงานในสังกัด กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีกรมทรัพยากรน้ำและกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เป็น 2 หน่วยงานหลักในการดำเนินการเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งผ่านกิจกรรมที่สำคัญ ดังนี้

กรมทรัพยากรน้ำ โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำภาค 1-11 ได้สนับสนุนเครื่องสูบน้ำเพื่อสูบน้ำไปเติมแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อการอุปโภคบริโภค 76 เครื่อง ช่วยเหลือ 66 พื้นที่ใน16 จังหวัด ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558 – 14 มกราคม 2559 รวมปริมาณสูบน้ำ 11,921,730 ลบ.ม. มีประชาชนได้รับประโยชน์ 52,135 ครัวเรือน 188,583 คน และบริการแจกน้ำ 153,620 ลิตร รวมทั้งมีการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำ 14,091 แห่ง ความจุรวม 1,161.07 ล้าน ลบม. ปริมาตรน้ำ 631.54 ล้าน ลบ.ม.

กรมทรัพยากรน้ำบาดาล โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำบาดาลเขต 1-12 ได้แจกจ่ายน้ำและน้ำดื่มบรรจุขวดรวม 1,020,300 ลิตร และให้บริการเป่าล้างบ่อบาดาล ซ่อมเครื่องสูบและซ่อมระบบประปาให้ประชาชน โดยได้ดำเนินการแล้ว 40 แห่ง รวมทั้งดำเนินโครงการเจาะบ่อบาดาลเพื่อการอุปโภคบริโภค เพื่อการเกษตร และเพื่อน้ำดื่มโรงเรียน ตามแผนงานเพิ่มเติมปี 2558 และแผนงานปี 2559 โดยดำเนินการไปแล้ว 1,284 บ่อ ปริมาณน้ำ 132,400 ลบ.ม./วัน

พล.อ.สุรศักดิ์ กล่าวต่อว่า จากนี้ไป กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะเพิ่มระดับความเข้มข้นในการปฏิบัติภารกิจ ทั้งด้านการป้องกันและให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยแล้งในทุกพื้นที่ โดยมีกรมทรัพยากรน้ำและกรมทรัพยากรน้ำบาดาลเป็นหน่วยงานหลักในการปฏิบัติงานในการจัดหาและพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่เสี่ยงภัย ขณะที่หน่วยงานอื่นๆ ก็จะเป็นหน่วยงานสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับผลกระทบจากวิกฤติที่เกิดขึ้นน้อยที่สุด

นางสาวภาวิณี ปุณณกันต์ อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานคณะทำงานประชาสัมพันธ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า นอกจากการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยแล้งแล้ว ยังมีสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ต้องขอความร่วมมือจากเกษตรกรและผู้ประชาชนทุกคน คือ การใช้น้ำอย่างประหยัด รู้คุณค่า และใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถทำได้ด้วยวิธีง่ายๆ โดยผ่านกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การปิดก๊อกน้ำขณะแปรงฟัน เมื่อแปรงฟันเสร็จควรบ้วนปากโดยใช้แก้วน้ำแทนการปล่อยน้ำไหลจากก๊อก การปิดฝักบัวขณะใช้สบู่ถูตัว การนำจานชามใช้แล้วมาล้างพร้อมกันในอ่างหรือกาละมังใบเล็ก ไม่เทน้ำล้างจานทิ้งโดยเปล่าประโยชน์ แต่ควรนำไปรดน้ำต้นไม้ต่อ และการตรวจสอบท่อน้ำรั่วรอบบ้านและปั๊มน้ำว่าไม่มีรอยรั่วซึม เป็นต้น

แนวโน้มสถานการณ์น้ำในเวลานี้ ทำให้ประชาชนทุกคนทั้งประเทศไม่ว่าในกรุงเทพมหานครหรือต่างจังหวัด จะต้องร่วมมือกันอย่างเป็นหนึ่งเดียวในการใช้น้ำทุกหยดอย่างคุ้มค่า ต้องร่วมกันประหยัดน้ำ รวมทั้งให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งนี่จะเป็นตัวแปรสำคัญเพื่อให้เราทุกคนสามารถผ่านพ้นวิกฤติภัยแล้งในปีนี้ไปได้พร้อมๆ กัน

รายงานพิเศษ : กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในยุคคสช. (ตอนที่ 2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200111

วันจันทร์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ

เมื่อเดือนกันยายน 2558 ผมได้เขียนบทความเรื่อง “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในยุค คสช.” ที่ได้แต่งตั้ง นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อเดือนกรกฎาคม 2557 เพียง 1 ปี 2 เดือน ข้ามห้วยมาเป็นปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งกรณีนี้เป็นกรณีที่เกิดขึ้นได้ยากที่สุดในระบบข้าราชการไทย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

เพียงแค่นี้ยังไม่พอ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านยังได้แต่งตั้งให้นายอำนวย ปะติเส อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเพิ่งถูกปลดออกจากตำแหน่งไปพร้อมกับนายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้กลับมาเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ ทั้งๆ ที่ในสมัยที่ นายอำนวย ประติเส เป็นรัฐมนตรีช่วยฯ ได้รับมอบหมายและรับผิดชอบเรื่องยางพารา ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องยางพาราได้ และยังมีประเด็นเรื่องความไม่โปร่งใสในการระบายสต๊อกยางพารา รวมทั้งเรื่องมูลภัณฑ์กันชน แต่กลับได้รับการแต่งตั้งให้มาเป็นที่ปรึกษา

จินตนา ชัยยวรรณาการ

ต่อมาท่านยังได้แต่งตั้ง นางจินตนา ชัยยวรรณาการ อดีตอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ และประธานบอร์ดองค์การคลังสินค้า (อคส.) มาเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี และยังได้มอบหมายให้ไปเจรจากับชาวสวนยางพาราที่มีปัญหาเรื่องราคา ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2559 และท่านก็เดินออกจากห้องประชุม ทั้งๆ ที่การเจรจายังไม่ยุติ

นอกจากนั้น สำหรับตำแหน่งอธิบดีและรองอธิบดี ท่านยังได้ย้ายและแต่งตั้งให้อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ซึ่งมีความรู้เรื่องยางพาราไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการข้าว แต่งตั้งผู้ที่จบสัตวแพทย์ไปเป็นอธิบดีกรมหม่อนไหม ย้ายรองอธิบดีกรมประมงมาเป็นรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร โดยย้ายรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตรที่จบปริญญาเอก ทางด้านพืชไร่ ที่มีอายุราชการไม่ถึง 1 ปี ก็จะเกษียณไปเป็นรองอธิบดีกรมการข้าวและสุดท้ายที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ 11 มกราคม 2559 ท่านยังได้เสนอให้ พลเอกฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย

พลเอกฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข

การแต่งตั้งตำแหน่งทั้งทางด้านการเมือง และข้าราชการประจำในระดับสูงที่มีความสำคัญต่อการบริหาร ขับเคลื่อนนโยบายทางด้านการเกษตร เป็นแขนขาของท่านรัฐมนตรีที่จะช่วยแก้ปัญหาทางภาคการเกษตรในภาวะวิกฤติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย จากราคาสินค้าเกษตรที่มีความสำคัญตกต่ำ ซึ่งเกี่ยวข้องกับพี่น้องเกษตรกรส่วนใหญ่ เช่น ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง อ้อย ฯลฯ ปัญหาเรื่องการประมง และที่สำคัญคือการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ที่จะมีผลกระทบมากที่สุดสำหรับภาคการผลิตที่จะต้องมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่รัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี รวมทั้งผู้ช่วยรัฐมนตรี และที่ปรึกษา ที่มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ในด้านการเกษตรแต่ละด้าน มาช่วยวางนโยบายเพื่อการแก้ปัญหาให้ผ่านพ้นวิกฤติในระยะสั้น และการพัฒนาการเกษตรในระยะยาวซึ่งหมายความว่าต้องมีการปฏิรูปภาคการเกษตรเพื่อไปสู่อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน แต่การวางตำแหน่งของผู้บริหารดังที่ได้ยกตัวอย่างมานั้น ท่านได้ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานและภาพลักษณ์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตกต่ำอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ดังนั้น ท่านรัฐมนตรีไม่ควรน้อยใจที่ คสช. และรัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการแก้ไขปัญหาเรื่องยางพารา ท่านไม่ต้องไปบอกให้ผู้บริหารของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ไม่ควรจะน้อยอกน้อยใจที่รัฐบาลและภาคเอกชนมองข้ามความสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพราะการแต่งตั้งโยกย้ายที่ท่านได้ดำเนินการกับข้าราชการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งนโยบายและวิธีการบริหารงาน ตั้งแต่ท่านมารับตำแหน่ง ท่านได้ทำลายขวัญและกำลังใจ ตลอดจนประสิทธิภาพการทำงานของข้าราชการและลูกจ้างของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปหมดสิ้นแล้ว

อำนวย ปะติเส

และที่น่าติดตามต่อไป กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังจะเป็นหน่วยงานที่ต้องปฏิบัติงานตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้ส่งข้อมูลให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดพื้นที่โซนนิ่งข้าว หรือโครงการเกษตรอินทรีย์ที่กระทรวงพาณิชย์ สั่งให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเริ่มต้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นผู้ดำเนินการส่งเสริม หรือก่อนหน้านี้ สมัยที่ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการร่วมจัดทำสินค้าเกษตรเป็นรายพืชเศรษฐกิจ 4 สินค้า ที่ให้เพิ่มพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจ คือ อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และปาล์มน้ำมัน โดยมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้ดำเนินการ

“เคาะแผนปลูกข้าว 25 ล้านตัน: ผลงานชิ้นโบว์แดงพาณิชย์ ก่อนโยนลูกเกษตร” (ไทยรัฐ, 20 มกราคม 2559)

อนันต์ ดาโลดม
นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย

รายงานพิเศษ : จังหวัดสระบุรีผลักดันสินค้าเกษตรสู่ตลาดพรีเมียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199734

วันศุกร์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

วิเชียร พุฒิวิญญู

นายวิเชียร พุฒิวิญญู ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี เปิดเผยว่า จังหวัดสระบุรี ได้ดำเนินการพัฒนาบริหารขีดความสามารถด้านการตลาดให้แก่ชุมชน และส่งเสริมให้ชุมชนใช้ทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาพัฒนาสินค้า ให้เป็นสินค้าระดับพรีเมียม โดยจังหวัดสระบุรี ได้จัดตั้งจุดจำหน่ายสินค้าระดับพรีเมียม เรียกว่า OTOP คอมเพล็กซ์สระบุรี ตั้งอยู่ริม ทางหลวงสายพุแค-หล่มสักกิโลเมตรที่ 1 ห่างจากสามแยกพุแค เพียง 1 กิโลเมตร ตําบลพุแค อําเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี ดำเนินการโดยกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรพุแค จดทะเบียนจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนไว้กับสำนักงานเกษตรจังหวัดสระบุรี เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2548 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียงจังหวัดสระบุรี ให้มีแหล่งระบายผลผลิตสินค้าทางการเกษตร อีกทั้งยังเป็นการช่วยสนับสนุนผลผลิตจากเกษตรกรให้มีรายได้ที่มั่นคง และกลับมาพัฒนาผลผลิตที่จะออกมาจำหน่ายต่อไป

เกษม ไตรพิจารณ์

สำหรับกิจกรรมของศูนย์ OTOP คอมเพล็กซ์สระบุรี ก็จะประกอบไปด้วย ศูนย์รวมผลิตภัณฑ์ OTOP ของสมาชิกเครือข่าย OTOP เป็นสินค้าของเกษตรกร กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดสระบุรี รวมไปถึงจังหวัดข้างเคียง เพื่อขายส่งต่อไปยังแหล่งจำหน่ายต่างๆ โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้า เป็นศูนย์แสดงสินค้า ทั้งสินค้าบรรจุเสร็จ และสินค้าอื่นๆ
อาทิ กะหรี่ปั๊ป คุกกี้ธัญญาพืช น้ำองุ่น สมุนไพร เสื้อผ้า เป็นต้น ทั้งยังเป็นศูนย์รวมผลิตภัณฑ์อาหารประเภทเครื่องดื่มเพื่อใช้โรงผลิต รวมทั้งการทำบรรจุภัณฑ์ ซึ่งจะช่วยให้มีการผลิตที่ได้มาตรฐานสูง รองรับการขอรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องได้ อีกทั้งยังเป็นศูนย์ฝึกอบรมอาชีพเพื่อเรียนรู้ด้านธุรกิจชุมชน เป็นแหล่งศึกษาดูงานและให้บริการที่เกี่ยวข้องในรูปแบบศูนย์บริการธุรกิจ ทั้งนี้ จังหวัดสระบุรีมีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและกลุ่มแม่บ้านเกษตร จำนวนกว่า 20 กลุ่ม ที่นำผลิตภัณฑ์สินค้าทางด้านการเกษตร ซึ่งมีทั้งที่ยังไม่ได้แปรรูปและแปรรูปแล้ว เช่น กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรกรตำบลนายาว แปรรูปและส่งจำหน่ายขนมทองม้วน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรกรพุคำจานแปรรูปและส่งจำหน่ายกล้วยกวน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรกรบ้านป่ายางแปรรูปและส่งจำหน่ายน้ำพริก กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรกรหนองสรวงแปรรูปและส่งจำหน่ายข้าวแต๋นน้ำแตงโม เป็นต้น โดยมีการพัฒนาระบบบริหารจัดการธุรกิจแบบใหม่ มีการใช้บาร์โค้ดสินค้า เป็นต้น

ในการนี้ จังหวัดสระบุรี ได้มอบหมายให้สำนักงานเกษตรจังหวัดสระบุรี นำโดย นายเกษม ไตรพิจารณ์ เกษตรจังหวัดสระบุรี ดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยีการผลิตพืชผักที่ถูกต้องและเหมาะสม (GAP) และพัฒนาด้านบรรจุภัณฑ์ของสินค้าเกษตร พัฒนาสินค้าเกษตรให้มีความแปลกใหม่ เพื่อให้ยกระดับสินค้าเกษตร ซึ่งสินค้าที่นำมาจัดจำหน่ายก็คือสินค้าของเกษตรกรและกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรที่สำนักงานเกษตรจังหวัดสระบุรี เข้าไปส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรให้ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานเพื่อตอบสนองต่อผู้บริโภค เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และผ่านการรับรองในกระบวนการผลิตต่างๆ เช่น การผลิตการเกษตรที่ดี (GAP) การแปรรูปที่ดี (GMP) สินค้า Q สินค้าที่ปลอดภัย เกษตรอินทรีย์ และผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ทั้งสินค้าในกลุ่มพืช ประมง และปศุสัตว์ ซึ่งแม้ว่าราคาสินค้าจะสูงกว่าตลาดทั่วไปแต่ผู้บริโภคจะได้สินค้าเกษตรเกรดพรีเมี่ยมกลับไปบริโภคอย่างแน่นอน

รายงานพิเศษ : วอนทุกภาคส่วนใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ฝ่าวิกฤติภัยแล้งไปด้วยกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199547

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การส่งสัญญาณปัญหาภัยแล้งมีมาตั้งแต่ปี 2558 ยาวต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน จะเห็นได้จากพี่น้องเกษตรกรเริ่มมีการกักเก็บ และแย่งชิงน้ำตามลำธารธรรมชาติมากขึ้น นั้นหมายถึงการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ จะส่งผลตามมา หากถ้าไม่มีน้ำเศรษฐกิจก็ไม่ขับเคลื่อน สังคมก็ไม่เคลื่อนไหวหรือเคลื่อนไหวน้อย ส่งผลให้เกิดอาการหวาดกลัวว่าเศรษฐกิจจะย่ำแย่

พล.อ.ฉัตรชัย  สาริกัลยะ

จากการติดตามตัวชี้วัดทำให้ทราบว่าปริมาณฝนตั้งแต่ปี 2558 มีน้อย ส่งผลให้สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำที่สำคัญของประเทศในปัจจุบัน มีปริมาณน้ำเก็บกักน้อยกว่าปีที่ผ่านมา ทำให้ไม่สามารถระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำมาสู่พื้นที่เกษตรกรรมได้ อีกทั้งน้ำในลำน้ำแห้งเร็วตามธรรมชาติ ส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกข้าวนาปรังในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลอง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้ขอความร่วมมือเกษตรกรลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง และจัดทำโครงการบูรณาการมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ปี 2558/59

จากการสำรวจสถานการณ์ภัยแล้ง พบว่า ปัจจุบันมีพื้นที่ประสบภาวะภัยแล้งจำนวน 32 จังหวัด หรือประมาณ 400 อำเภอทั่วประเทศ ทั้งที่อยู่ในเขตชลประทานและนอกเขตชลประทาน ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะภัยแล้งในปี 2559 นี้ โดยพื้นที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ คือ ภาคเหนือตอนล่าง และภาคกลางตอนบน โดยเฉพาะนครสวรรค์ กำแพงเพชร และอุทัยธานี ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ โดย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้ประสานกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงกลาโหม เตรียมแผนการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งในเรื่องน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค และสร้างแหล่งน้ำ พร้อมกับให้เกษตรอำเภอ และเกษตรจังหวัด ลงพื้นที่สำรวจความต้องการของเกษตรกร และสร้างความเข้าใจถึงสถานการณ์น้ำที่มีจำกัด โดยรัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณขุดเจาะบ่อบาดาล 6,000 บ่อ ซึ่งได้สั่งการให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลสำรวจพื้นที่เพิ่มเติม และให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน

และจากการลงพื้นที่สำรวจของกรมชลประทานในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ข้อมูล ณ วันที่ 20 มกราคม 2559 ภายหลังจากที่กระทรวงเกษตรฯ ได้ขอความร่วมมือในการงดทำนาปรัง พบว่า เกษตรกรเกิดการรับรู้ว่าจะมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการทำนา จึงให้ความร่วมมือในการงดทำนาปรังมากขึ้น โดยเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2558 ทำนาปรัง 2.90 ล้านไร่ แต่ปัจจุบันทำนาปรัง 1.77 ล้านไร่ ลดลง 1.13 ล้านไร่

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลสถานการณ์น้ำวันที่ 26 มกราคม 2559 พบว่า ปริมาณน้ำจากเขื่อนหลักทั้ง 4 เขื่อนลุ่มเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยฯ และป่าสักฯ มีปริมาณอยู่ในเกณฑ์น้ำพอใช้ (น้อยกว่า 50%) ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม จนถึงปัจจุบัน มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างรวม 116.18 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 2.62 ปริมาณน้ำระบายรวม 444.77 ล้าน ลบ.ม. โดยมีปริมาตรน้ำใช้การได้รวม 3,501 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 19 กระทรวงเกษตรฯ จึงได้วางแผนระบายน้ำรวมกันวันละ 17.90 ล้าน ลบ.ม. เพื่อให้ผู้อุปโภคบริโภคมีปริมาณน้ำที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต และรักษาระบบนิเวศน์ไปจนถึงเดือน ก.ค. นี้

“จึงขอความร่วมมือผู้ใช้น้ำทุกกลุ่ม ทั้งเกษตรกร รวมถึงประชาชนทั่วไปที่ใช้น้ำในการอุปโภค บริโภค ช่วยกันใช้น้ำอย่างประหยัดและมีคุณค่ามากที่สุด เพราะวิกฤติภัยแล้งในครั้งนี้ ไม่ใช่ปัญหาของภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่ง แต่เป็นปัญหาที่คนไทยทั้งประเทศจะต้องฝ่าฟันไปด้วยกัน เพื่อให้ข้ามผ่านวิกฤติในครั้งนี้ไปได้”

รายงานพิเศษ : เร่งช่วยเกษตรกร22จังหวัดลุ่มเจ้าพระยา ฝ่าวิกฤติ ‘ภัยแล้ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199374

วันพุธ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ปัญหาภัยแล้งไม่เพียงแต่เป็นปัญหาของเกษตรกร ชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ เท่านั้น แต่เป็นปัญหาระดับประเทศ ที่ทุกคนล้วนได้รับผลกระทบไม่มากก็น้อย ไม่เว้นแม้แต่ภาคครัวเรือน หรือภาคอุตสาหกรรม เพราะทุกภาคส่วนต้องใช้น้ำเป็นองค์ประกอบทั้งสิ้น ดังนั้น เพื่อให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้ ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือร่วมใจกันใช้น้ำอย่างรู้คุณค่ามากที่สุด

สำหรับภาคเกษตรถือว่าได้รับผลกระทบรุนแรงต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งรัฐบาลได้ตระหนักถึงปัญหาที่จะตามมา จึงมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2558 ที่ผ่านมา เห็นชอบโครงการบูรณาการมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ปี 2558/2559 เพื่อสนับสนุนโครงการบูรณาการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งปี 2558/2559 มีกรอบการดำเนินงานจำนวน 8 มาตรการ ได้แก่ 1.มาตรการส่งเสริมความรู้และสนับสนุนปัจจัยการผลิต เพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน 2.มาตรการชะลอหรือขยายระยะเวลาชำระหนี้ที่เกษตรกรมีภาระหนี้กับสถาบันการเงิน 3.มาตรการจ้างงานเพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร 4.มาตรการเสนอโครงการตามความต้องการของชุมชนเพื่อบรรเทาผลกระทบภัยแล้ง 5.มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ 6.มาตรการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน 7.มาตรการเสริมสร้างสุขภาพและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และ 8.มาตรการสนับสนุนอื่นๆ

ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ รับผิดชอบทั้งหมด 2 มาตรการ จากทั้งหมด 8 มาตรการ คือ มาตรการที่ 1 ส่งเสริมความรู้
และสนับสนุนปัจจัยการผลิต เพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน โครงการสร้างรายได้จากพืชทดแทนนาปรัง ในพื้นที่ 22 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา ล่าสุดช่วยเหลือแล้วทั้งหมด 18 จังหวัด เหลืออีก 4 จังหวัดที่บางพื้นที่อยู่ระหว่างการมอบปัจจัยการผลิต ซึ่งคาดว่าจะสามารถให้ความช่วยเหลือครบทุกพื้นที่ภายในเดือนมกราคมนี้ ซึ่งปัจจุบันมีการถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรแล้ว 38,645 ราย ส่งมอบปัจจัยการผลิต 37,521 ราย และดำเนินการเพาะปลูก 12,853 ราย

ส่วนมาตรการที่ 4 การเสนอโครงการตามความต้องการของชุมชน เพื่อบรรเทาผลกระทบภัยแล้ง โครงการตามแผนพัฒนาอาชีพเกษตรกรตามความต้องการของชุมชน เพื่อบรรเทาภัยแล้งปี 2558/2559 กรณีพืชน้ำน้อยทั้งประเทศ โดยระยะที่ 1 จำนวน 167 โครงการ งบประมาณ 167,566,685 บาท ดำเนินการแล้ว ส่วนระยะ 2 จำนวน 406 โครงการ อยู่ระหว่างเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเสนอ 206.23 ล้านบาท จ่ายชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้แทนสมาชิกกว่า 1.34 แสนราย จาก 651 สถาบันเกษตรกร พร้อมจัดสรรเงิน กพส.วงเงิน 300 ล้านบาท ช่วยเหลือสหกรณ์ 183 แห่ง

กรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่นำนโยบายดังกล่าว ไปช่วยเหลือเกษตรกร นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้สหกรณ์จังหวัดในพื้นที่ 22 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา ร่วมบูรณาการขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ 22 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่ประสบปัญหาภัยแล้ง โดยเน้นให้เชื่อมโยงนโยบายไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ เบื้องต้นกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มีแผนเร่งให้การช่วยเหลือบรรเทาภาระหนี้สิน และลดต้นทุนของสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าว โดยจัดสรรงบประมาณ จำนวน 206.233 ล้านบาท ที่ได้รับอนุมัติจาก ครม. เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา เพื่อจ่ายชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้แทนสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร อัตราร้อยละ 3 ต่อปี เป็นระยะเวลา 6 เดือน มีสมาชิกเป้าหมาย จำนวน
134,479 ราย จาก 651 สถาบันเกษตรกร ซึ่งมีทั้งสัญญากู้เดิมและสัญญากู้ใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2557-30 เมษายน 2559

อีกทั้งยังมีแผนสนับสนุนสินเชื่อระยะสั้นให้แก่สมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ 22 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งด้วย โดยคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) ได้อนุมัติกรอบวงเงิน กพส. จำนวน 300 ล้านบาท ให้สหกรณ์กู้ยืมไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนแบบไม่มีดอกเบี้ย เป็นระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งจากการสำรวจความต้องการของสหกรณ์ พบว่า มีสหกรณ์ขอรับการช่วยเหลือ จำนวน 183 สหกรณ์ใน 19 จังหวัด โดยขณะนี้คณะกรรมการบริหาร กพส. อยู่ระหว่างเร่งพิจารณาจัดสรรเพื่อให้การช่วยเหลืออย่างทั่วถึง นอกจากนี้ ยังมีแผนเร่งส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์ในพื้นที่ดังกล่าวปลูกพืชใช้น้ำน้อยและอายุเก็บเกี่ยวสั้น เพื่อสร้างรายได้ในช่วงหน้าแล้งทดแทนการทำนาปรัง โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจที่ตลาดมีความต้องการสูง เช่น ถั่วเขียว และถั่วเหลือง เป็นต้น โดยมุ่งสนับสนุนการผลิตและใช้เมล็ดพันธุ์ดี มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดต้นทุนการผลิตให้แก่สมาชิกได้อย่างเป็นรูปธรรม

พลิกกฎหมายหาคำตอบ “ยิงโจรในบ้าน” ติดคุกหรือไม่?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มกราคม 2559 เวลา 07:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/413324

พลิกกฎหมายหาคำตอบ "ยิงโจรในบ้าน" ติดคุกหรือไม่?

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

ภาพจากกล้องวงจรปิดวินาทีที่เจ้าของร้านเพชรแห่งหนึ่ง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ใช้อาวุธปืนขนาด .38 ยิงใส่หัวขโมยที่ย่องเข้ามากลางดึกจนร่วงบันไดเสียชีวิต รวมทั้งเหตุการณ์ที่เจ้าของหอพัก อ.บางปะหัน จ.อยุธยา ตื่นขึ้นมาพบแก๊งขโมยรถกำลังก่อเหตุ จึงตัดสินใจยิงใส่กลางหลังโจรหนึ่งนัดจนได้รับบาดเจ็บ เผื่อสกัดการหลบหนี

คลิปวีดีโอนี้สร้างความระทึกใจเป็นอย่างยิ่ง มิต่างจากฉากอันน่าตื่นเต้นในภาพยนตร์

คำถามที่หลายคนสงสัยเกิดขึ้นตามมาคือ หากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นกับตน เมื่อโจรขึ้นบ้าน เจ้าของบ้านตื่นมาเจอกลางดึก แล้วเกิดการต่อสู้  ก่อนจบลงด้วยการใช้อาวุธปืนยิงโจรตายคาบ้าน แบบนี้ถือเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุหรือไม่

ป้องกันตัวหรือทำเกินกว่าเหตุ?

วิรัช หวังปิติพาณิชย์ ทนายความ เจ้าของเว็บไซต์ให้คำปรึกษาทางกฎหมาย www.tanaiwirat.com อธิบายให้ฟังว่า “การป้องกันตัว” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 68 คือ เพื่อป้องกันสิทธิของตน หรือของผู้อื่น ให้พ้นจากภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง

“หมายความว่า กรณีมีโจรมาปล้นแล้วเข้ามาทำร้ายเรา ตรงนี้เราสามารถป้องกันตัวได้ แต่การป้องกันตัวนั้น ต้องเพื่อให้เขาหยุดการกระทำ ตัวอย่างเช่นโจรเข้ามาจะทำร้ายเรา เราอาจจะยิงขา หรือ ยิงแขน เพื่อให้หยุดการกระทำ ถ้าทำไปโดยสมควรแก่เหตุตรงนี้ก็ถือว่าเป็นการป้องกันโดยชอบ ไม่มีความผิด

แต่กรณีที่เข้าข่ายเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ เช่น คนร้ายได้ลักทรัพย์ไปแล้ว และอยู่ระหว่างหนีออกไป แทนที่จะยิงแขนขาโจรเพื่อให้หยุด แต่กลับไปยิงหมายเอาชีวิตของคนร้าย ตรงนี้ต้องถือเป็นเรื่องเกินกว่าเหตุ อย่างไรก็ตามเคยมีคำตัดสินของศาลฎีกาที่ 469/2500 คนร้ายเข้าไปลักทรัพย์ถึงใต้ถุนบ้าน ไม่ทราบว่าคนร้ายมีอาวุธอะไร ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงว่าคนร้ายมีอาวุธร้ายแรงแค่ไหน  เจ้าของบ้านยิงปืนไปถูกคนร้ายตาย ศาลท่านตัดสินว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ก็ต้องดูเป็นกรณีไป”

คลิปขณะเกิดเหตุคนร้ายปล้นร้านเพชร ใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา https://youtu.be/jtC2syWNV6U

ใช้ปืนอย่างมีสติ

ภายใต้ความเชื่อว่า หากเจ้าของบ้านอยากป้องกันตัว ให้ยิงขู่ขึ้นฟ้า หรือยิงแขน ยิงขาให้บาดเจ็บ ดีกว่ายิงใส่หลังหรือยิงใส่จุดสำคัญเพื่อมุ่งหวังเอาชีวิต

ทนายวิรัช มองว่า หลักการตามมาตรา 68 แห่งประมวลกฎหมายอาญามีจุดประสงค์ไว้ใช้ป้องกันภยันตรายที่เกิดจากการประทุษร้าย แต่ไม่ได้ความว่าอนุญาตให้ฆ่าคนโดยไม่มีความผิด กฎหมายต้องการใช้เพื่อป้องกันของบุคคลผู้สุจริต ดังนั้นการยิงขู่ หรือ ยิงขา ย่อมทำไปเพื่อป้องกัน แต่การยิงใส่หลังนั้นย่อมหมายถึง ต้องการเอาชีวิต ไม่สอดคล้องกับหลักการตามมาตรา 68

“ขณะเดียวกัน ถ้าบ้านไม่มีปืน แต่คว้ามีดมาสู้โจรแล้วแทงตาย หรือใช้ไม้กอล์ฟตีหัวตาย ถามว่าแบบนี้ผิดไหม เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1372/2509 เรื่องมีอยู่ว่า คนตาย (คนร้าย) เห็นจำเลย จึงก้มลงหยิบมีดพร้าที่อยู่ใกล้ๆ ยาวประมาณ 12 นิ้ว แสดงว่าจะฆ่าจำเลยในทันทีที่หยิบมีดได้ ถือว่าเป็นภยันตรายที่ใกล้จึง จำเลยจึงใช้มีดฟันไป 1 ทีที่ซอกคอ กรณีนี้ศาลมองว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย

คดีเจ้าของหอพักยิงโจรลักรถที่อยุธยา ยิงใส่หลังบาดเจ็บ โดยที่โจรไม่มีอาวุธ การป้องกันลักษณะโจรหนีไปแล้วการยิงลักษณะนี้อาจเป็นการป้องกันเกินกว่าเหตุ แต่ในบางคดีศาลอาจมองว่าเป็นการป้องกันที่พอสมควรได้ เพราะยิงเพียงนัดเดียว แต่อย่างไรก็ดีผู้ยิงก็อาจใช้ประโยชน์จากมาตรา 69 แห่งประมวลกฎหมายอาญาก็ได้”

เมื่อถามว่า ที่ผ่านมา เจ้าของบ้านที่ยิงโจรตายเคยมีใครติดคุกไหม ศาลจะเห็นใจไหม

“เคยมีฎีกาที่ 405/2490 เรื่องก็มีอยู่ว่า มีคนร้ายเข้ามาในไร่ในเวลากลางวัน ต้องการที่จะลักพืชผัก แต่เจ้าของกลับใช้ปืนยิงจนคนร้ายเสียชีวิต ซึ่งถือว่าเป็นการป้องกันแต่เกินกว่าเหตุ ซึ่งในลักษณะนี้ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 69 ได้วางหลักว่า ถ้าเป็นการกระทำเกินสมควรแก่เหตุ หรือเกินกว่าความจำเป็นนั้น อนุญาตให้ศาลลงโทษน้อยกว่าความผิดเพียงใดก็ได้ แต่ถ้าเป็นการกระทำนั้นเกิดขึ้นจากความตื่นเต้น ความตกใจ หรือความกลัว ศาลก็อาจจะไม่ลงโทษผู้กระทำนั้น”

นักกฎหมายชื่อดังรายนี้ แนะนำไปยังเจ้าของบ้าน การป้องกันต้องหมายถึงเป็นการป้องกัน ไม่ได้หมายถึงเอาชีวิต การกระทำต้องทำไปเพื่อป้องกันทรัพย์สินและสมควรแก่เหตุ ดังนั้นการใช้ปืนต้องใช้ความระมัดระวัง มีสติในการใช้

ฆ่าโจรไม่ติดคุก?

พล.ต.ต.อังกูร อาทรไผท อดีตนายตำรวจมือปราบชื่อดัง ผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านพ็อกเกตบุ๊กชื่อ “รู้ไว้ไม่ตายโหง” และเว็บไซต์  http://www.angkul007.com/index_007.php เคยตอบคำถามที่ว่า “ฆ่าโจรไม่ติดคุก”http://www.angkul007.com/knowledge-article.php?id=48 ไว้อย่างดุเด็ดเผ็ดมัน ดังนี้

สำรวจทรัพย์สินมีค่า และจดจำตำหนิรูปพรรณ ทรัพย์สินบางอย่างมีหมายเลขกำกับอยู่ด้วย ต้องจำให้หมด เมื่อท่านจำได้แล้วต้องสามารถถ่ายทอดให้ผู้สืบสวนทราบและเข้าใจถูกต้องด้วย สิ่งที่ช่วยท่านได้เป็นอย่างดีก็คือ ท่านควรจะถ่ายรูปและจดบันทึกรายละเอียดไว้ ทรัพย์สินบางอย่างต้องทำตำหนิไว้เป็นพิเศษ สินค้ายี่ห้อเดียวกัน รุ่นและแบบเดียวกัน จะเหมือนกันหมด หมายเลขประจำเครื่องส่วนมากเป็นสติ๊กเกอร์ติดไว้ สามารถดึงออกได้ ท่านต้องทำตำหนิของท่านไว้อีก และจดจำไว้ด้วยว่า ทำตำหนิอะไร อยู่ตรงไหน สิ่งเหล่านี้ช่วยท่านได้เมื่อมีการพิสูจน์ในชั้นสอบสวนหรือในการพิจารณาชั้นศาล

ควรติดสัญญาณป้องกันขโมย เดี๋ยวนี้มีจำหน่ายมากมายหลายบริษัท ราคาไม่แพง มีทั้งการตรวจจับการเคลื่อนไหว การตรวจจับความร้อนชนิดเปิดปุ๊บดังปับ แบบหน่วงเวลา ถ้าจะให้สมบูรณ์ก็ติดโทรทัศน์วงจรปิดไว้ด้วย

ถ้ามีงบประมาณน้อย ไม่สามารถติดสัญญาณกันขโมยได้ ก็ติดเหล็กดัดเข้าไปก่อน จากการที่ผมเคยซักถามพวก “ตีนแมว”ที่ถูกจับ พวกมันบอกว่า ถ้าบ้านไหนติดเหล็กดัดก็จะผ่านเลยไป เลือกขึ้นบ้านที่ง่ายๆ แต่ถ้ามี “ใบสั่ง” (หมายถึง มีข้อมูลว่าที่บ้านนั้น ๆ มีของมีค่าที่ผู้ออก “ใบสั่ง”ต้องการ) ยังๆก็ต้องโดนแน่

อย่าให้คนที่ไม่ใช่ญาติหรือเพื่อนสนิทเข้าไปเห็นทรัพย์สินมีค่า หรือรู้รายละเอียดภายในบ้าน อาจถูกออก “ใบสั่ง” ได้ ผู้ที่มาให้บริการในบ้าน เช่น ช่างแอร์ ช่างกำจัดปลวก ช่างประปา ช่างซ่อมต่างๆ ท่านอย่าได้ไปเกรงใจคนงานพวกนี้ ถ่ายหรือจดบัตรประจำตัวประชาชน ที่อยู่ปัจจุบันที่ติดตามตัวได้ รวมทั้งโทรศัพท์ที่ติดต่อ

เด็กรับใช้ในบ้านต้องทำประวัติไว้โดยละเอียดทุกคน ให้ทราบถึงภูมิลำเนาเดิม ตลอดจนญาติพี่น้อง ผู้ใหญ่บ้านกำนัน สถานีตำรวจท้องที่

บ้านใครที่มีสุนัขเฝ้าบ้านก็อย่าได้ไว้ใจ 100 % ถ้าเป็นฝีมือโจรอาชีพ รับรองว่าโดนยาเบื่อตายเรียบ

เก็บปืนไว้ให้ห่างมือโจร ท่านมีอาวุธปืนหรือเปล่า ถ้าบ้านท่านไม่ได้ติดสัญญาณชนิดที่ใครบุกรุกจะมีเสียงเตือนที่ใกล้หูท่านก่อน ระวัง ท่านจะแถมปืนให้กับคนร้ายไปด้วย นั่นคือ โจรมันจะบุกเข้าไปห้องนอนท่านเสียก่อน คนที่มีปืนส่วนมากจะเอาอาวุธปืนซ่อนไว้ใต้หมอน โจรมันก็รู้ เพราะมันก็เป็นคนธรรมดา เวลาคนรู้สึกตัวว่ามีขโมยเข้าบ้าน สิ่งแรกจะหยิบอาวุธปืนใต้หมอน ระวัง โจรมันคอยท่าอยู่ที่หัวนอนท่าน พอท่านเอื้อมมือหยิบปืน มันก็จะซัดท่านก่อน ติดสัญญาณป้องกันดีที่สุด

วิธียิงโจรตายโดยไม่ผิดกฎหมาย กฎหมายให้สิทธิ์ท่านในเรื่อง ป้องกันสิทธิของตน หรือของผู้อื่นให้พ้นภยันตราย ซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย เป็นภัยอันตรายที่ใกล้ถึง ไม่สามารถหลีกเลี่ยงให้พ้นโดยวิธีอื่นใดได้ และเป็นการกระทำที่ไม่เกินกว่าเหตุ ถ้าครบองค์ประกอบ ชอบด้วยกฎหมาย ยิงมันเลยครับ ท่านไม่มีความผิด

คำว่า “ชอบด้วยกฎหมาย” คือ ท่านเป็นฝ่ายถูกหรือชอบธรรม ท่านเป็นเจ้าของบ้าน ส่วนคนร้ายเป็นฝ่ายละเมิดกฎหมาย บุกรุกเข้าบ้านท่านในยามวิกาล ( ไม่ใช่โกรธใครแล้วไปอุ้มเขาเข้ามานะ อันนี้ไม่ได้) ถ้าเป็นเวลากลางวันต้องให้รอบคอบหน่อย เดี๋ยวจะกลายเป็นยิงเอาคนกำจัดปลวกเข้า จะติดคุกเอา ทั้งนี้ดูที่เจตนา เจตนามันอยู่ในใจ มันก็ต้องดูที่การกระทำ กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา ถ้าเข้ามายามวิกาล เจ้าของบ้านเขาหลับนอนหมดแล้วยังเข้ามาทำไม หรือประตูบ้านก็มีดันงัดแงะเข้ามาทางหน้าต่าง อย่างนี้ถ้าไม่ประสงค์ต่อชีวิตก็ต้องเข้ามาเอาทรัพย์แน่ ยิงเลย

แต่มีข้อระมัดระวังอีกนิดคือ ต้อง “สมควรแก่เหตุ”ด้วย ข้อนี้ไม่ยาก ดูว่าคนร้ายมีอาวุธหรือเปล่า อาวุธต้องให้มันสูสีกันด้วย ไม่ใช่คนร้ายมีแต่มือเปล่าๆดันไปยิงเข้าให้ มันไม่ได้ คนร้ายมีแต่มือเราใช้ไม้หน้าสามพอสูสี ข้อนี้ไม่ต้องลำบากใจ หาอาวุธมีดปลายแหลมขนาดใบมีดยาวสักคืบยัดใส่มือให้ก็ยังไหว มีดกับปืนถือว่าสูสี

อีกข้อหนึ่งที่สำคัญคือ ต้องเป็นภัยอันตรายที่ใกล้ถึงและไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้โดยวิธีอื่นใด อย่างเช่นคนร้ายเข้าไปในห้องนอน ถืออาวุธมีดปลายแหลม ใบมีดยาวเกือบศอกโดดเขาแทงท่าน ท่านยืนอยู่ในระยะห่างประมาณวาเศษ ถ้าปล่อยให้มันแทงท่านตายแน่ จะโดดหนีก็ไม่พ้นแน่ ท่านไวกว่าหยิบอาวุธปืนยิงใส่แสกหน้าโจรตาย อย่างนี้ท่านไม่ผิด เข้าหลักเกณฑ์ป้องกันตัวโดยชอบ

 

เสียงจากพระพยอม ลูกเทพเป็น ‘ตัวซวย’ พาจนกว่าเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มกราคม 2559 เวลา 09:43 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/412525

เสียงจากพระพยอม ลูกเทพเป็น ‘ตัวซวย’ พาจนกว่าเดิม

โดย…เอกชัย จั่นทอง

นาทีนี้คงไม่มีอะไรเด่นเกินกระแส “ตุ๊กตาลูกเทพ” ทั้งดารา นักร้อง ดีเจ เน็ตไอดอล หรือแม้มนุษย์เงินเดือนธรรมดาๆ ต่างก็เช่าหามาบูชาเลี้ยงดูจนกลายเป็นเรื่องปกติ

สรรพคุณที่ถูกอวดอ้าง คือ หากใครได้ลองเลี้ยงดู ป้อนข้าวป้อนน้ำ เอาอกเอาใจ พาไปเที่ยว ฯลฯ ลูกเทพเหล่านั้นจะช่วยบันดาลให้ผู้เลี้ยงมีโชคลาภ ร่ำรวยเงินทอง

เรื่องนี้ พระราชธรรมนิเทศ หรือ พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว วิเคราะห์ปรากฏ การณ์ตุ๊กตาลูกเทพ ว่า หากชาวพุทธหลุดจากหลักธรรมแล้ว ก็จะคลำหาฤทธิ์ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วหลักธรรมที่จะช่วยให้คนร่ำรวยหรือมีฐานะจริง คือ ความขยัน รู้จักเก็บออม ไม่ก่อหนี้ และประพฤติตัวดี

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ชาวพุทธควรจะยึดถือ

“เหมือนช่วงกระแสฟีเวอร์จตุคามรามเทพ คนไทยก็คลำหาฤทธิ์เพราะยังไม่เจอหลัก อยู่ในระหว่างคลำ ถ้าวันใดเจอหลักมันจะเลิกหาฤทธิ์ หลายคนมโนไปเองว่าถ้าอุ้มแล้วจะร่ำรวย พูดง่ายๆ ว่าคนพลัดหลัก ก็คลำหาฤทธิ์มันเป็นคนมักง่าย อยากรวยง่ายๆ เป็นเรื่องที่ใช้ไม่ได้ ทุกวันนี้เป็นสังคมพลัดหลักเที่ยวคลำหาฤทธิ์”

พระนักเทศน์ชื่อดัง ตั้งคำถามว่า ที่อวดอ้างสรรพคุณว่าอุ้มตุ๊กตาลูกเทพแล้วรวยนั้น ถามว่าคนที่เขาทำมาขายนั้นมันโง่เป็นควายกินหญ้าหรือเปล่า ถ้าเป็นคุณล่ะ ทำขายตัวละหมื่นแล้วเขาเอาไปอุ้มจนรวยเป็นล้าน ถามว่าคุณจะทำขายหรือทำไว้อุ้มเองให้รอบเอว

“คนไทยคิดในเรื่องของเหตุผลเหล่านี้ต่ำเกินไป เลยตกเป็นเหยื่อของกลุ่มคนขายที่ทำออกมาจำหน่าย ทั้งนี้เชื่อว่าจะได้รับความนิยมเพียงชั่วครู่เท่านั้นเหมือนจตุคามรามเทพ ทุกวันนี้โยนทิ้งกันเกลื่อนกลาด”

พระพยอม กล่าวต่อไปว่า หากตุ๊กตาลูกเทพทำให้รวยจริงมันต้องเกิดการเฟื่องฟู ไม่ใช่ทำให้เศรษฐกิจทรุดลงๆ แต่เพราะตุ๊กตาลูกเทพเกิดมาหรือเปล่า จึงทำให้สติปัญญาของคนอ่อนลง เลยหากินอะไรกันโง่ๆ มัวงมงาย และจนกันอย่างนี้ ถ้ามันเกิดแล้วทำให้คนรวยได้จะไม่ว่าเลย แต่นี่มันมาเกิดช่วงที่บ้านเมืองกำลังฟื้นฟู ตุ๊กตาลูกเทพเป็นตัวซวย มันทำให้คนจนหนักกว่าเดิมอีก

พระนักเทศน์ชื่อดัง ย้อนอดีตให้ฟังว่า อย่างเณรแอ ยอดฝีมือเรื่องไสยศาสตร์ มีชื่อเสียงเรื่อง “กุมารทอง” ทุกวันนี้โยนทิ้งเป็นของไร้ค่าเยอะแยะ เราไปมัวแต่งมงาย รวมถึงศาลพระพรหมเอราวัณที่เราไปกราบไหว้กัน แถมมีตั้ง 4 หน้า 8 ตา พอเขาเอาระเบิดมาวางไว้ทำไมไม่เห็น แต่คนก็ไปงมงายศรัทธาอยู่ได้

“เวลานี้ต้องเชื่อในหลักของพระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ที่ว่าชาวพุทธพลัดหลักก็เที่ยวคลำหาฤทธิ์ รวมถึงการแก้ปีชง การไหว้ราหู ที่ต้องใช้ของดำไหว้ ก็นำไก่ขาวไปย้อมเป็นสีดำไปหลอกราหูอีก ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นคนงมงายขนาดนี้มาก่อน” เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว แสดงทัศนะเรื่องความเชื่อ

นอกจากนี้ พระพยอม ยังอธิบายต่อไปว่า สาเหตุที่ไสยศาสตร์และมนตร์ดำกลับมานิยมอีกครั้ง เพราะชาวพุทธเข้าใจหลักในศาสนาน้อยเกินไป มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า ชาวพุทธเข้าใจหลักศาสนาตัวเองเพียง 17% ส่วนอีก 83% ไม่เข้าใจ นั่นคือกลุ่มคนที่ไปมุ่งหาความศรัทธาอื่น ความศรัทธาไม่อยู่กับองค์พระรัตนตรัย ใจโลเล เหมือนคำที่หลวงพ่อปัญญา บอกไว้ว่าชาวพุทธนั้นหลายใจนับถือไปทั่ว

พระพยอม กล่าวถึงความเสื่อมศรัทธาในศาสนาว่า การที่พระสงฆ์เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการปลุกเสกทำพิธีตุ๊กตาลูกเทพถือเป็นปัญหาใหญ่มาก เพราะผู้นำคำสอนทางศาสนาไม่ควรเข้าไปยุ่ง ส่วนบางวัดก็เฝ้าดูเรื่องอุปสงค์อุปทาน จัดสร้างวัตถุมงคลต่างๆ มาตอบสนองสังคมที่โหยหาย พระจึงทำป้อนให้ บางคนก็หมดเนื้อหมดตัวไป

“สังคมเราป่วยทางความเข้าใจในหลักศาสนา เลยไม่มีธรรมะโอสถเยียวยา มุ่งหาไสยศาสตร์ น่าเป็นห่วงขอร้องสื่ออย่าไปตีข่าวเหล่านี้มาก หากเราไม่กระพือความนิยมก็ไม่แรง” พระนักเทศน์ชื่อดัง กล่าวทิ้งท้าย

เช่นเดียวกับ “เชฟหมี” หรือ คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ระบุว่า ปรากฏ การณ์ตุ๊กตาลูกเทพเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงในเชิงรูปแบบ ยังคงเป็นความเชื่อในแบบเก่า เพราะสังคมไทยเดิมมีความเชื่อเรื่อง “กุมารทอง” มาอยู่แล้ว เพียงแต่มีตัวรูปแบบใหม่เกิดขึ้น มันจึงมารับใช้ความเชื่อแบบเดิมของเราเท่านั้น

“ตุ๊กตาลูกเทพอาจแตกต่างจากวัตถุมงคลอื่นตรงที่มันเกี่ยวข้องกับโลกโซเชียลมีเดีย ทำให้ได้เกิดการแพร่หลาย โดยมีกระแสความนิยมจากคนดังเหล่าดาราเลยกลายเป็นความนิยม เหมือนกับสมัยที่จตุคามรามเทพโด่งดัง จึงได้รับความสนใจ อีกอย่างคือไปผูกกับความหวือหวาของธุรกิจบางอย่างที่สร้างขึ้นมารองรับเรื่องลูกเทพ เช่น เปิดสอนหนังสือ รับเลี้ยงดู ฯลฯ เลยกลายเป็นจุดสนใจของสังคมขึ้นมา”

นักวิชาการรายนี้ ระบุอีกว่า สังคมไทยแม้เทคโนโลยีจะดีขึ้น แต่ไม่ได้เปลี่ยนพื้นฐานความเชื่อและความคิด เพราะฉะนั้นสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นมันก็วนเวียนอยู่ในความคิดความเชื่อชุดเดิม สังคมไทยยังคงวนอยู่แบบเดิม แต่มันจะถูกพัฒนาในเชิงรูปแบบและรายละเอียดเท่านั้น สังคมไทยยังโบราณและอยู่ในวิถีผี พราหมณ์ และพุทธ ถ้าเราเข้าใจมันได้และมองในเรื่องเสรีภาพทางศาสนา ส่วนตัวคิดว่าไม่น่าจะเกิดปัญหาอะไร

 

“รุมประชาทัณฑ์”…เมื่อกฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มกราคม 2559 เวลา 16:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/412445

"รุมประชาทัณฑ์"...เมื่อกฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

คล้อยหลังเหตุการณ์ชายหนุ่มขี้เมาจอดรถกีดขวางการจราจร พลางตะโกนโหวกเหวกโวยวาย และไล่เตะรถยนต์คันอื่น หนำซ้ำยังทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้ามาระงับเหตุ

งานนี้ปิดฉากลงด้วยการที่บรรดาไทยมุงทั้งหลายพร้อมใจกัน “สามัคคีบาทา” ผู้ก่อเหตุ จนกลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะทาวน์สนั่นเมือง

คำถามที่เกิดขึ้นท่ามกลางความสะใจคือ การใช้วิธี “ศาลเตี้ย-รุมประชาทัณฑ์” ผิดกฎหมายหรือไม่?

ปฐมเหตุความคับแค้น

จุดเริ่มต้นที่มาที่ไปของการรุมประชาทัณฑ์นั้นนับว่าน่าสนใจ 

ดร.ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุล ประธานหลักสูตรอาชญาวิทยา การบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า โดยทั่วไปมนุษย์นั้นต้องการความสงบอยู่แล้ว แต่หากถูกกระตุ้นด้วยการท้าทาย ทำให้โกรธแค้นไม่พอใจ อาจนำไปสู่สภาวะไม่สามารถควบคุมอารมณ์และแสดงออกด้วยท่าทีลักษณะรุนแรงได้

“เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ เมื่อถูกท้าทาย ทุกคนจะเริ่มมีอารมณ์ แต่การแสดงออกในรูปความรุนแรงจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีชนวน ตัวอย่างเช่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับชายเสื้อขาวขี้เมาคนนั้น หลังจากอาละวาดบนท้องถนนอยู่พักใหญ่ หลายคนในบริเวณนั้นต่างถูกกระตุ้นด้วยการท้าทาย ถูกสร้างอารมณ์ร่วมหมู่ ทุกคนพยายามควบคุมอารมณ์และเฝ้าดูสถานการณ์ จนกระทั่งชายเสื้อขาวจุดชนวนสำคัญขึ้นด้วยการชกเจ้าหน้าที่ตำรวจ นั่นเป็นตัวชี้ขาดที่ทำให้อารมณ์ร่วมแห่งความไม่พอใจและหมั่นไส้ในตัวของทุกคนเผยออกมา ขณะที่มีหลายคนเข้าผสมโรงด้วย”

เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ต่างจากการรุมประชาทัณฑ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการทำแผนประกอบคำรับสารภาพทุกครั้งที่มักมีที่มาจากความโกรธแค้นผู้ต้องหา เมื่อมีโอกาสเจอต้นเหตุแห่งความโกรธแค้น ประกอบกับมีตัวจุดชนวน นั่นคือ มีคนเปิดฉากทำร้าย ก็เลยกลายเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีให้เกิดการรุมประชาทัณฑ์ ด้วยรากฐานจากความไม่พอใจที่พร้อมจะแสดงออกมาอยู่แล้ว

“ประเทศส่วนใหญ่ เมื่อผู้ต้องหาอยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ มักไม่เกิดการรุมประชาทัณฑ์ขึ้น เนื่องจากพลเมืองของเขาเข้าใจว่าเป็นหน้าที่รับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจตามกระบวนการยุติธรรม ขณะเดียวกันยังมีความอ่อนไหวต่อการถูกฟ้องร้องกลับ ซึ่งมีโทษรุนแรง ทั้งนี้การแสดงออกของประชาชนแต่ละประเทศยังขึ้นอยู่กับนิสัยและวัฒนธรรม คนไทยเรามักอยากรู้อยากเห็น มีปฎิกิริยาการแสดงออกต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่างกับผู้คนในประเทศอื่น”

อย่างไรก็ตาม นักอาชญวิทยารายนี้ บอกว่า เรื่องที่น้อยคนนักจะรู้คือ กฎหมายไม่ได้บังคับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องทำแผนประกอบคำรับสารภาพ  นั่นหมายความว่า ผู้ต้องหา ญาติพี่น้อง หรือทนายความ สามารถปฎิเสธที่จะทำแผนประกอบคำรับสารภาพได้

พล.ต.อ. เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

อย่าทำตัวเป็นผู้พิพากษา

เป็นที่รับรู้กันว่า ในระบบยุติธรรม ผู้พิพากษามีหน้าที่อันชอบธรรมตามกฎหมายในการตัดสินคดีความ ดังนั้นประชาชนอย่าทำตัวเป็นผู้พิพากษาเสียเอง ด้วยการนำกฎหมู่มาใช้แทนกฎหมาย

พล.ต.อ. เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า รุมประชาทัณฑ์หมายถึงการทำร้ายร่างกาย เป็นอากัปกิริยาของคนจำนวนหนึ่งที่ทำกับอีกบุคคลหนึ่ง หลังจากมีความเห็นว่าบุคคลนั้นทำเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ผิดหรือขัดความรู้สึกของเขา ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมายที่ประชาชนไม่ควรทำ เนื่องจากทุกคนควรเคารพและอยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่ทำตัวเป็นศาลเตี้ยหรือผู้พิพากษาเสียเอง

“เราทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่ควรทำตัวเป็นผู้พิพากษา ภาษาโบราณเขาเรียกว่า ‘ให้เป็นไปตามกบิลเมือง’ หรือตัวบทกฎหมาย การตัดสินใจลงมือด้วยตัวเองและทำร้ายร่างกายผู้ที่เราเห็นว่าผิดอาจถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในภายหลังได้ หากถูกร้องทุกข์กล่าวโทษ ทางที่ดีปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจดีกว่า อย่างกรณีชายหนุ่มเสื้อขาวที่เมาสุราแล้วไปแสดงพฤติกรรมเกะกะระรานคนอื่น ท้ายที่สุดก็โดนไปหลายข้อหา สาสมแล้วกับที่สิ่งที่เขาทำลงไป

สำหรับประชาชน เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงที่อาจถูกทำร้ายทั้งทางร่างกายและจิตใจ ขอให้มีสติ ระมัดระวังตัวเอง แต่หากถูกทำร้ายก่อน กฎหมายได้ออกแบบไว้ค่อนข้างรอบคอบ ไม่ใช่ว่าเราจะรอโดนอย่างเดียว สามารถยกมือป้องกันร่างกายหรือสวนกลับ เพื่อยับยั้งไม่ให้เขาทำร้ายเราได้ หรือเรียกว่าป้องกันตนได้สมควรแก่เหตุ สู้ได้ในระดับป้องกันและยับยั้ง” 

ป้องกันตัวไม่ถือว่าผิดกฎหมาย

วิรัช หวังปิติพาณิชย์ ทนายความ (tanaiwirat.com) ให้ความเห็นว่า การรุมประชาทัณฑ์ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกรณีที่ไทยมุงเข้า”รุมตื้บ”หนุ่มเสื้อขาว อาจเข้าข่ายป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 68

“หลังจากชายเสื้อขาวตรงเข้าทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประชาชนจึงช่วยกันรุมประชาทัณฑ์เพื่อไม่ให้ทำร้ายตำรวจได้ ในทางกฎหมายอาจมองเป็นการป้องกัน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 68 ได้ เพราะเจตนาการรุมทำร้ายก็เพื่อป้องกันเจ้าหน้าที่ตำรวจให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการทำร้าย เป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ซึ่งการกระทำเพื่อการป้องกันให้ชายคนดังกล่าวหยุดการกระทำนั้นไม่ผิด แต่ถ้าเป็นการกระทำเกินเลยกว่าเหตุ มีเจตนาทำร้าย อาจต้องรับผิด ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น”

วิรัช บอกว่า ประมวลกฏหมายอาญานั้นได้วางหลักชัดเจนในฐานความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น ดังนี้

มาตรา 391 ผู้ใดใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิด อันตรายแก่กายหรือจิตใจ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 295 ผู้ใดทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย หรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 297 ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย จนเป็นเหตุให้ ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือน ถึงสิบปีอันตรายสาหัสที่ว่านั้น คือ

(1) ตาบอด หูหนวก ลิ้นขาด หรือเสียฆานประสาท

(2) เสียอวัยวะสืบพันธุ์ หรือความสามารถสืบพันธุ์

(3) เสียแขน ขา มือ เท้า นิ้วหรืออวัยวะอื่นใด

(4) หน้าเสียโฉมอย่างติดตัว

(5) แท้งลูก

(6) จิตพิการอย่างติดตัว

(7) ทุพพลภาพ หรือป่วยเจ็บเรื้อรังซึ่งอาจถึงตลอดชีวิต

(8) ทุพพลภาพหรือป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่า ยี่สิบวัน หรือจนประกอบ

ทั้งหมดที่กล่าวมาสะท้อนให้เห็นว่า การรุมประชาทัณฑ์เป็นเรื่องผิดกฎหมาย แนวทางที่ถูกต้องคือประชาชนรู้จักหน้าที่ของตัวเอง ยับยั้งอารมณ์ และโต้ตอบเหตุการณ์เฉพาะหน้าในระดับที่สมควรแก่เหตุ อย่าให้อารมณ์อยู่เหนือสติ ปล่อยให้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย.

 

“ตุ๊กตาลูกเทพ” นวัตกรรมใหม่ทางไสยศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มกราคม 2559 เวลา 16:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/412183

"ตุ๊กตาลูกเทพ" นวัตกรรมใหม่ทางไสยศาสตร์

เรื่องและภาพ…อินทรชัย พาณิชกุล

ภาพคนอุ้มตุ๊กตาขึ้นรถไฟฟ้า เที่ยวห้าง กินข้าวในร้านอาหาร เข้าสปา ยันใส่รถเข็นเดินเล่นในสวนสาธารณะ ด้วยท่าทีประคบประหงมดูแลราวกับลูกน้อย กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างครึกโครมถล่มทลาย

บ้างส่ายหัวมองว่าเสียสติ บ้างสะกิดให้เพื่อนดูด้วยสายตาเหยียดหยาม ขณะที่อีกหลายคนถึงกับหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่

ทั้งหมดนี้คือหลากหลายปฏิกิริยาที่คนจำนวนไม่น้อยมีต่อ “ตุ๊กตาลูกเทพ”

ลูกเทพฟีเวอร์

รู้จักตุ๊กตาลูกเทพไหม?

ตุ๊กตาลูกเทพ ดัดแปลงมาจากตุ๊กตารีบอร์น เบบี้ (Reborn Baby Dolls) ตุ๊กตาของเล่นชื่อดัง ทำจากวัสดุไวนิลที่มีความนิ่มในตัว ลงสีผิว แต่งหน้าทาปากจนคล้ายคลึงกับเด็กทารกจริงๆ ในต่างประเทศนิยมเลี้ยงเป็นเพื่อนคลายหงา แต่ในเมืองไทยมีการเอาตุ๊กตาไปทำพิธีกรรมปลุกเสกโดยเกจิอาจารย์ เพื่อบูชาภายใต้ความเชื่อว่าชีวิตจะรุ่งเรือง

“กระแสตุ๊กตาลูกเทพดังมาเกือบปีแล้ว ดังเพราะดาราดังๆพากันอุ้มออกสื่อ ชาวบ้านเลยแห่เลี้ยงตาม สมัยก่อนจะเล่นกันเฉพาะกลุ่มคนรักตุ๊กตาเท่านั้น แต่หลังๆมีการนำตุ๊กตาเปล่าๆมาให้หลวงพ่อปลุกเสกลงอาคม แล้วใช้คำเรียกว่าลูกเทพ มันก็เลยกลายเป็นเรื่องใหม่ในวงการของขลัง เดี๋ยวนี้มีร้านขายตุ๊กตาลูกเทพผุดขึ้นเป็นร้อยๆเจ้า มีทั้งขายอย่างเดียว รับเจิม ไม่ก็เป็นแพ็คเกจตั้งแต่ขาย เจิม ทำผม แต่งหน้า ชุดเสื้อผ้า หลายวัดถึงขนาดลงทุนทำเอง วัดนี้สร้างแล้วดัง วัดอื่นก็ทำตาม แข่งกันดุเดือดมากๆ

คำบอกเล่าของ คิงส์-เดชอดุลย์ ณชาริยางกูร เจ้าของร้านขายตุ๊กตาลูกเทพชื่อ ‘บ้านลูกเทพ’

ตุ๊กตาลูกเทพในปัจจุบันราคาเริ่มต้นตัวละ 399-19,999 บาท มีหลายรุ่นหลายเกรด ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นแม่บ้านสูงอายุ พนักงานออฟฟิศ ดารา แม่ค้า นักศึกษา มีตั้งแต่เลี้ยงไว้แก้เหงายันบูชาไว้เป็นของขลังติดตัว

การนำตุ๊กตาเปล่าๆไปเจิม ทำพิธีปลุกเสกลงอาคม มันก็เหมือนเวลาเราไปเจอพระเกจิอาจารย์ที่วัดดังๆ แล้วเอากระเป๋าสตางค์ เอารถยนต์ไปให้ท่านเจิม สิ่งของเหล่านั้นมันผ่านการทำพุทธาภิเษก หลายคนจึงเชื่อว่าในตัวตุ๊กตามีพลังงานศักดิ์สิทธิ์แฝงอยู่ ผมย้ำกับลูกค้าเสมอว่า ถ้าคิดจะพาน้องเขาไปเลี้ยงก็ควรหมั่นเข้าวัดทำบุญ สวดมนต์ไหว้พระ ตุ๊กตาเป็นเพียงกุศโลบายให้คนเลี้ยงทำความดี การทำบุญเยอะๆบุญกรรมที่ทำมันจะสัมพันธ์กับสิ่งที่เราร้องขอ  ไม่ใช่ว่ามัวหลงงมงายว่าตุ๊กตาเป็นวัตถุให้โชคให้ลาภโดยเจ้าของงอมืองอเท้าไม่ทำอะไรเลย ลูกค้าหลายคนเริ่มจากไม่เชื่อก่อน พอทดลองเอาไปเลี้่ยงแล้วเห็นผล เคยป่วยก็หายป่วย เคยเป็นหนี้ก็หมดหนี้ ทำมาค้าขึ้น ชีวิตดีอย่างเห็นได้ชัด คราวนี้เลยแห่มาพิสูจน์กันใหญ่”

เห็นได้จากศิลปิน ดารา คนดัง ต่างเปิดตัวว่าเลี้ยงตุ๊กตาลูกเทพอย่างไม่อาย อาทิ ดีเจบุ๊คโก๊ะ- ธนัชพันธ์ บูรณาชีวาวิไล กับน้องวันใส  ไฮโซม่านฟ้า-อรปภัตร จันทรสาขา กับตุ๊กตาลูกเทพที่ชื่อน้องน่านฟ้า กัสจัง- จีราร์ พิทักษ์พรตระกูล กับน้องตาหวาน กระต่าย- ทรรศิกา ยุติมิตร กับน้องซาราห์ แม้แต่มดดำ-คชาภา ตันเจริญ และดัง- พันกร บุณยะจินดา ที่เลี้ยงไว้หลายตัวและมักจะอุ้มตุ๊กตาลูกเทพไปเที่ยวต่างประเทศด้วยเสมอ

ดีเจบุ๊กโกะ-ดัง พันกร สองดาราที่เลี้ยงตุ๊กตาลูกเทพ

จากปากโน้นสู่ปากนี้ แพร่สะพัดไปทุกวงการปานไฟลามทุ่ง ส่งผลให้เกิดธุรกิจต่อยอดตามมามากมาย เช่น ธุรกิจตัดเย็บเสื้อผ้าตุ๊กตา ทำผม แต่งหน้า สอนพิเศษ รับจ้างพาลูกเทพไปทานข้าวนอกบ้าน ฯลฯ

ที่เรียกเสียงฮือฮามากๆคือ บรรดาธุรกิจยักษ์ใหญ่หันมาเกาะกระแสลูกเทพฟีเวอร์กันอย่างคึกคัก ด้วยการออกแคมเปญใหม่เพื่อให้บริการตุ๊กตาลูกเทพโดยเฉพาะ เช่น สายการบินไทยสมายล์จำหน่ายตั๋วโดยสารที่นั่งสำหรับตุ๊กตาลูกเทพ พร้อมบริการอาหารว่างและเครื่องดื่มเหมือนเดิมผู้โดยสารทั่วไป นครชัยแอร์ก็เตรียมเปิดขายบัตรโดยสารตุ๊กตาลูกเทพให้กับลูกค้าที่ต้องการเดินทางพร้อมกับตุ๊กตาลูกเทพ ทั้งยังกำชับให้พนักงานให้บริการตุ๊กตาลูกเทพเหมือนผู้โดยสารคนหนึ่ง ร้านบุฟเฟ่ต์ชื่อดังอย่าง Hot Pot และ Neta Grill จัดโปรโมชั่นอิ่มไม่อั้น หลังจากพบว่าที่ผ่านมามีลูกค้าหอบหิ้วลูกเทพมารับประทานอาหารกันเป็นจำนวนมาก

ยิ่งด่ายิ่งดัง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า พฤติกรรม “พาน้องไปเที่ยว” สร้างความประหลาดใจให้แก่ผู้ที่พบเห็นอย่างยิ่ง

อุ้มพาไปเที่ยวห้างสรรพสินค้า หาซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆในร้านเครื่องแต่งกายสำหรับเด็ก เข้าร้านอาหารพร้อมตักแบ่งใส่จานราวกับเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะ พาไปสระผมในร้านเสริมสวย ขึ้นรถไฟฟ้าจนผู้โดยสารคนอื่นต้องลุกให้นั่งเพราะคิดว่าเป็นเด็ก แม้กระทั่งใส่รถเข็นเดินเล่นในสวนสาธารณะ ปรนนิบัติราวกับตุ๊กตาตัวนั้นมีชีวิตจิตใจ

ในฐานะผู้เลี้ยงตุ๊กตาลูกเทพ คิงส์บอกอย่างอารมณ์ดีว่า พฤติกรรมดังกล่าวไม่ต่างจากเด็กเห่อของเล่นใหม่

“เหมือนคุณซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ ก็อยากพกไปอวดคนอื่นด้วยความภาคภูมิใจ แต่บางครั้งก็ยอมรับนะว่ามันเยอะเกิน เช่น ไปร้านสุกี้แล้วต้องให้พนักงานจัดเก้าอี้เด็ก หาจานชามช้อนส้อม ตักให้กินเหมือนคน โอเค เข้าใจว่าเป็นความสุขส่วนตัว แต่บางทีเขากำลังทำให้ลูกเทพเป็นกุมารทอง ให้กินข้าวกินน้ำ เอาของไปเซ่นไหว้ มันไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้น

เขาบอกว่า ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล อะไรที่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนใครก็ทำไปเถอะ แต่ถ้าเยอะ ไปละเมิดคนอื่น ก็ต้องยอมรับคำตำหนิ

เดชอดุลย์ ณชาริยางกูร เจ้าของร้านขายตุ๊กตาลูกเทพชื่อดัง

“กระแสคนด่าตุ๊กตาลูกเทพไม่กระทบยอดขายเลยครับ ยิ่งด่ายิ่งดังด้วยซ้ำ ยิ่งคนพูดถึงคนก็ยิ่งให้ความสนใจเยอะ อย่างวันนี้ขายได้ตั้ง 40 ตัว ย้อนกลับไปหลายเดือนก่อนตอนโดนถล่มเพจด้วยถ้อยคำหยาบคายจนต้องปิดเพจหนี คนก็ยังตามมาซื้อถึงบ้าน

นักธุรกิจตุ๊กตาลูกเทพเงินล้านรายนี้ทิ้งท้ายว่า กระแสลูกเทพฟีเวอร์ก็เหมือนแฟชั่นที่มาแล้วก็ไป

“กระแสมันเห่อขึ้นมา เดี๋ยวก็แผ่วลง สุดท้ายก็จะเงียบ และกลับไปสู่กลุ่มคนเล่นตุ๊กตาเล็กๆเหมือนเดิม แต่ถึงกระแสจะเงียบ เราก็ยังขายตุ๊กตาเปล่าๆเหมือนเดิม คนยังซื้อไปเป็นของเล่นหรือของขวัญ โดยไม่จำเป็นต้องผ่านการปลุกเสก

สังคมคนเหงา

ดร.วัลลภ ปิยะมโนธรรม ที่ปรึกษาโครงการศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาศักยภาพมนุษย์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อธิบายว่า การเลี้ยงตุ๊กตาลูกเทพสะท้อนว่าสังคมไทยเป็นสังคมของคนเหงา

“ยุคนี้เป็นสังคมของคนเหงา การปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันมันน้อยมาก ทุกคนเอาแต่ก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์มือถือ ดูได้จากประเทศไทยเป็นอันดับสองของโลกที่เล่นไลน์มากที่สุด สูงกว่ายุโรป อเมริกาเสียอีก เล่นกันตั้งแต่เด็กยันคนแก่ เพราะไม่รู้จะคุยกับใครเลยไปคุยกับโทรศัพท์มือถือ แต่คุยโทรศัพท์มือถือมันไม่พอ จู่ๆมีตุ๊กตาลูกเทพขึ้นมา รูปร่างหน้าตาน่ารัก ทันสมัย แถมพ่วงมาด้วยความศักดิ์สิทธิ์ซึ่งตอบโจทย์เรื่องความเชื่อด้านไสยศาสตร์ของคนไทย คราวนี้เลยเลี้ยงไว้เป็นเพื่อน พาไปเที่ยว กินข้าว ยิ่งแฟชั่นกำลังบูม อุ้มไปไหนก็ยิ่งเท่ คนให้ความสนใจ เลยกลายเป็นประชันขันแข่งเลี้ยงอวดกัน

หลากหลายพฤติกรรม “พาน้องไปเที่ยว”ของกลุ่มคนเลี้ยงตุ๊กตาลูกเทพ

นักจิตวิทยารายนี้ยืนยันว่า การเลี้ยงตุ๊กตาลูกเทพไม่ถือเป็นโรคจิต เป็นเพียงอาการเห่อตามแฟชั่นเท่านั้น

“เห่อไม่นานเดี๋ยวก็เลิก วันข้างหน้าถ้ามีของใหม่ๆ พ่อเทพ แม่เทพ ก็หันไปเห่อแทน ปัญหาอยู่ตรงถ้าเห่อมากไปจะกลายเป็นหลงงมงาย ขอแนะนำว่าภาวะซึมเศร้า หงอยเหงา ว้าเหว่ ควรหันไปพูดคุย ไปปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างจะดี มีประโยชน์กว่านั่งคุยกับตุ๊กตาเยอะ

ต้องเคารพสิทธิส่วนบุคคล

ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนวิทยา อธิบายถึงปรากฎการณ์ตุ๊กตาลูกเทพฟีเวอร์ว่า เป็นเพียงนวัตกรรมใหม่ทางไสยศาสตร์

“พื้นฐานคนไทยเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ เครื่องรางของขลังเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และจะคว้าทุกอย่างที่เป็นกระแส ซึ่งตุ๊กตาลูกเทพก็กำลังเป็นกระแสที่พีคสุดๆ แต่ยังไงก็ตามผมเชื่อว่าอีกไม่นานก็จะค่อยๆถดถอยไป เพราะกระแสนี้ไม่ค่อยได้รับการยอมรับจากสังคมวงกว้าง กระแสตุ๊กตาลูกเทพเกิดขึ้นได้โดยต้องอาศัยดาราดังมาช่วย แตกต่างจากสมัยจตุคามรามเทพเฟื่องฟู พอลุกฮือก็ลามไปทั่วทุกวงการ ทั่วประเทศ แม้แต่พระสงฆ์องค์เจ้าก็เอากับเขาด้วย ตุ๊กตาลูกเทพเป็นนวัตกรรมใหม่ทางไสยศาสตร์ พัฒนาจากตุ๊กตาไม้ ตุ๊กตาดิน มาเป็นตุ๊กตาไวนิล แต่งหน้าทาปากทันสมัย ก็คล้ายๆกับกุมารทอง รักยม ลูกกรอก พวกไสยศาสตร์การเลี้ยงผีที่อิงแอบอยู่ในศาสนาและวัฒนธรรมไทยมาเป็นร้อยๆปีนั่นแหละ

นักศาสนาวิทยาชื่อดังระบุว่า ถ้าขุดให้ลึกลงไปมากกว่าเรื่องความเชื่อ สิ่งที่สังคมควรตระหนักคือ สิทธิมนุษยชน

“มนุษย์ทุกคนมีสิทธิขั้นพื้นฐานอยู่ 2 ประการที่ต้องยอมรับคือ สิทธิในการนับถือศาสนา หรือสิทธิในการเชื่อ และปฏิบัติตามความเชื่อเชิงศาสนา ตรงนี้ไม่เพียงแต่ต้องมีเสรีภาพ แต่ต้องมีอย่างเสมอภาคด้วย สังคมต้องให้สิทธิตรงนี้อย่างเท่าเทียมกัน ขณะเดียวกันสิทธิอีกด้านหนึ่งที่ต้องตามมาด้วยกันคือ สิทธิในการวิพากษ์วิจารณ์แสดงความคิดเห็น หมายความว่าถ้าคุณมีสิทธิที่จะเชื่ออะไรก็ตาม คนอื่นก็มีสิทธิที่จะวิพากษ์วิจารณ์ความเชื่อของคุณ ตราบที่ไม่ละเมิดกฎหมาย และไม่เป็นถ้อยคำที่ก่อให้เกิดความเกลียดชัง (Hate Speech)

ส่วนการอุ้มตุ๊กตาไปไหนมาไหนก็ต้องดูว่าการกระทำนั้นมันกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมดีของสังคมหรือไม่ ยกตัวอย่างถ้าคุณเข้าร้านอาหาร แล้วอยากจะพนมมือสวดมนต์เช่นเดียวกับชาวคริสต์อธิษฐานขอบคุณพระเจ้าก่อนรับประทานอาหาร หรือชาวมุสลิมสวมชุดปกปิดหน้าตา แบบนี้กระทบความรู้สึกในแง่ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของสังคมหรือไม่ บางคนห้อยจตุคามรามเทพองค์ใหญ่โต แขวนเครื่องรางของขลังพะรุงพะรัง มันสร้างความรำคาญให้คนอื่นหรือเปล่า

เท่าที่ดูกระแสตุ๊กตาลูกเทพในขณะนี้ ผมมองว่ายังอยู่ในฐานะที่พอรับได้ อาจจะรำคาญ หลอน ตลก แต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดชี้หน้าด่ากันตรงๆ ขณะเดียวกันเจ้าของร้านที่ไม่พอใจก็มีสิทธิ์ที่จะติดป้ายห้ามตุ๊กตาลูกเทพเข้ามาในร้าน เรื่องสุดท้ายที่ต้องระวังคือ คนที่ชอบเอาภาพส่วนตัวของคนอื่นมาด่าในทางเสียๆหายๆ อาจเสี่ยงต่อการหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 คนที่ไปด่าเขาต่อหน้าก็อาจเจอข้อหาดูหมิ่นซึ่งหน้าได้

ปรากฎการณ์ตุ๊กตาลูกเทพฟีเวอร์ นอกจากจะสะท้อนความเชื่อทางไสยศาสตร์ที่หยั่งรากฝังลึกในสังคมไทยมายาวนานแล้ว ยังสะท้อนด้วยว่า คนไทยให้ความสำคัญกับการเคารพสิทธิส่วนบุคคลระหว่างกันมากน้อยแค่ไหน

 

 

ภาพประกอบจากอินสตาแกรม @bookko , @dunkphunkorn และเฟซบุ๊ก FuckGhost ฟักโกสต์ : สมาคมต่อต้านสิ่งงมงาย

 

ย้อนปม “เจ้าคุณเสนาะ” งบ 67 ล้านงานสมเด็จเกี่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มกราคม 2559 เวลา 11:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/412094

ย้อนปม "เจ้าคุณเสนาะ" งบ 67 ล้านงานสมเด็จเกี่ยว

ย้อนรอยประเด็น งบประมาณ 67 ล้านบาทที่ใช้ในพิธีพระราชทานเพลิงศพสมเด็จเกี่ยว อันเป็นสาเหตุในการปลดและตรวจสอบ “เจ้าคุณเสนาะ”

สร้างความตกตะลึงให้กับวงการสงฆ์กับกรณีที่ พระพรหมสุธี (เสนาะ ปัญญาวชิโร) หรือ เจ้าคุณเสนาะ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ได้มรณภาพภายในกุฏิเมื่อวันที่ 25 ม.ค. โดยพบว่าสาเหตุที่มรณภาพเกิดจากการอัตวินิบาตกรรม

ผู้ใกล้ชิดเปิดเผยว่า สาเหตุการมรณภาพในครั้งนี้อาจมาจากความเครียดส่วนตัว หลังจากได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดวัดสระเกศเมื่อเดือนเม.ย.58 ซึ่งก่อนหน้านี้ในเดือนม.ค.58 มหาเถรสมาคมได้มีมติปลด เจ้าคุณเสนาะ ออกจากตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และให้พักงานในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศ จากความผิดปกติของการใช้งบประมาณในพิธีพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) 67 ล้านบาท

ปมปัญหาใหญ่ที่ทำให้พระพรหมสุธีต้องหลุดจากตำแหน่งบริหารและพระสังฆาธิการระดับเจ้าอาวาส ก็คือ เงินหลวง 67 ล้านบาท ที่รัฐบาลอุดหนุนเพื่อใช้จ่ายในงานออกเมรุสมเด็จพระพุฒาจารย์ เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2557 แต่เมื่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากองค์กรเอกชนแห่งหนึ่งให้ไปตรวจสอบเพื่อดูความโปร่งใส สตง.จึงไปตรวจ แต่ก็ถูกขวาง สตง.จึงต้องร้องเรียนไปยังสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ประธานผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช จึงได้ไฟเขียว

เมื่อตรวจสอบจึงได้พบพิรุธในการใช้เงินก้อนดังกล่าว เช่น ใช้งบ 11 ล้านบาท ทำโต๊ะหมู่บูชาถวายวัดต่างๆ เมื่อตามไปดูพบว่าโต๊ะหมู่บูชามีเจ้าภาพสร้างเรียบร้อย

เงินอีก 15 ล้านบาท ไปอยู่ที่กองทุนพระไตรปิฎก สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ อ้างว่าเพื่อเผยแผ่พระไตรปิฎก ซึ่งไม่เกี่ยวกับงานพระราชทานเพลิงศพ

ยอด 41 ล้านบาท ใช้ในรายการอื่นๆ เช่น ทำย่าม ทำตาลปัตร ค่าถวายพระ ค่าแรงคนที่มาช่วยทำงาน แต่ที่น่าสงสัย ใช้ไป 7 ล้านบาท เพื่อทำปกพระไตรปิฎก

ข้อสังเกต สตง.คือใช้เงินไม่ตรงวัตถุประสงค์ ไม่มีวินัยในการใช้เงิน พร้อมกับบอกว่าวัดน่าจะใช้เงินที่ประชาชนบริจาคมา 50-60 ล้านบาท ทำของถวายพระก่อน ขาดแล้วจึงใช้เงินอุดหนุนจากรัฐ จึงอยากตรวจเงินบริจาคด้วยว่าใช้กันอย่างไร

ทั้งนี้ มหาเถรสมาคม ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเจ้าคุณเสนาะ 2 ชุด ได้แก่ กรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีเงินบริจาควัดโสธรวรารามวรวิหาร จ.ฉะเชิงเทรา มีสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เป็นประธานกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง

สำหรับชุดที่ 2 คือ กรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงการใช้จ่ายงบประมาณจัดงานพระราชทานเพลิงสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) 67 ล้านบาท มีสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) วัดพิชยญาติการาม เป็นประธาน

ต่อมาเมื่อ พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) ได้รับพระบัญชาแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดสระเกศก็ได้มีการสะสางบัญชีค่าใช้จ่ายและนำเงินคืนรัฐบาล โดยเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. พระพรหมสิทธิ ได้ทำหนังสือลงวันที่ 25 มิ.ย. 2558 เรื่อง การตรวจสอบเงินอุดหนุนของวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพ สมเด็จพระพุฒาจารย์ ถึง นายพนม ศรศิลป์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ความว่า บัดนี้วัดสระเกศได้ดำเนินการจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพ เสร็จเรียบร้อยแล้ว และได้ตรวจสอบค่าใช้จ่ายในการดำเนินการพิธีพระราชทานเพลิงศพ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมค่าใช้จ่ายจากเงินอุดหนุนดังกล่าว เป็นจำนวนเงิน 42,325,000 บาท

ส่วนค่าใช้จ่ายอื่น ที่เกิดขึ้นระหว่างงาน ซึ่งเกี่ยวกับการจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพได้เบิกจ่ายเงินของผู้มีจิตศรัทธาบริจาค ดังนั้น จึงมีเงินอุดหนุนคงเหลือ 25,225,000 บาท จึงขอส่งเงินอุดหนุนจำนวนคงเหลือดังกล่าว เพื่อประโยชน์ของทางราชการและประเทศชาติต่อไป ดังนั้น วัดสระเกศฯ ส่งเช็คธนาคารกรุงไทย สาขาเทเวศน์ เลขที่ 00509638 สั่งจ่ายวันที่ 24 มิ.ย. 2558 จำนวน 25,225,000 บาท จำนวน 1 ฉบับให้แก่ พศ. ด้วย