รายงานพิเศษ : ยกระดับปราบปรามสินค้าเถื่อน ชี้เป้า ‘X-Ray รายจังหวัด’

รายงานพิเศษ : ยกระดับปราบปรามสินค้าเถื่อน ชี้เป้า ‘X-Ray รายจังหวัด’

รายงานพิเศษ : ยกระดับปราบปรามสินค้าเถื่อน ชี้เป้า ‘X-Ray รายจังหวัด’

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 08.08 น.

จากความมุ่งมั่นของ นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในการจัดการปัญหา “สินค้าเถื่อน” ที่เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมจากการลงนามความร่วมมือกับบริษัทขนส่งยักษ์ใหญ่อย่าง เจ แอนท์ ที และ เคอีเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส เพื่อยกระดับการตรวจสอบยึด และอายัดสินค้าที่ลักลอบนำส่งผ่านพัสดุ ซึ่งมีเจตนาชัดเจนในการหลีกเลี่ยงภาษีสรรพสามิตนั้น นับเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองและสมควรได้รับการชื่นชม

การตัดสินใจครั้งนี้ของ รมช. เผ่าภูมิ ถือเป็นการ “ตัดไฟแต่ต้นลม” เพราะช่องทางการขนส่งพัสดุได้กลายเป็นช่องทางสำคัญที่ขบวนการสินค้าเถื่อนใช้ในการลำเลียงสินค้าผิดกฎหมาย โดยเฉพาะสุราและบุหรี่ ซึ่งไม่เพียงแต่จะสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศจากการสูญเสียรายได้ภาษี แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของผู้บริโภคอีกด้วย อย่างไรก็ตามหากมองให้ลึกซึ้งและต้องการยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การเพิ่มกลยุทธ์การ “X-Ray รายจังหวัดความเสี่ยงสูง” จะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังและตรงจุดยิ่งกว่าการ “เหวี่ยงแห” ไปทั่วประเทศอย่างแน่นอน

การปราบปรามสินค้าเถื่อนในภาพรวมทั่วประเทศนั้น แม้จะมีความสำคัญ แต่ด้วยทรัพยากรที่มีจำกัดและเครือข่ายของผู้กระทำผิดที่ซับซ้อน การมุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์และเจาะลึกปัญหาในระดับจังหวัด จะช่วยให้การค้นหา ป้องกัน และปราบปราม มีเป้าหมายที่ชัดเจนและแม่นยำมากยิ่งขึ้น โดยเหตุผลหลัก 4 ประการ คือ

ประการแรก การระบุ “พื้นที่เสี่ยง” ที่ชัดเจน : ในแต่ละจังหวัด ย่อมมีลักษณะทางภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ และสังคม ที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจเอื้อต่อการลักลอบนำเข้า จัดเก็บ หรือจำหน่ายสินค้าเถื่อนที่แตกต่างกัน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกในระดับจังหวัด จะช่วยให้สามารถระบุพื้นที่เสี่ยงที่มีการกระทำผิดสูงได้อย่างแม่นยำ เช่น พื้นที่ชายแดนที่มีการค้าข้ามแดนหนาแน่น เช่น จังหวัดชายแดนภาคตะวันออก จันทบุรี สระแก้ว ตราด หรือภาคใต้ เช่น สงขลา สตูล พัทลุง นราธิวาส พื้นที่ที่มีตลาดการค้าหรือแหล่งท่องเที่ยวขนาดใหญ่ เช่น ภูเก็ต รวมไปถึงพื้นที่เมืองที่มีการเติบโตของการซื้อ-ขายออนไลน์และส่งของทางพัสดุอย่างรวดเร็ว เช่น กรุงเทพฯและปริมณฑล

ประการที่สอง การปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ : เมื่อทราบถึงลักษณะปัญหาและพื้นที่เสี่ยงในแต่ละจังหวัดแล้ว หน่วยงานสรรพสามิตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสามารถปรับกลยุทธ์และมาตรการในการป้องกันและปราบปรามให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบตามแนวชายแดน การเฝ้าระวังตลาดค้าส่งค้าปลีก หรือการติดตามความเคลื่อนไหวของการซื้อขายออนไลน์ในพื้นที่นั้นๆ

ประการที่สาม การบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานระดับท้องถิ่น : การ “X-Ray รายจังหวัด”จะเปิดโอกาสให้กรมสรรพสามิตสามารถบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานระดับท้องถิ่นได้อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นฝ่ายปกครอง ตำรวจ ศุลกากร หรือแม้แต่ภาคส่วนประชาชนในพื้นที่ ซึ่งมีความเข้าใจในสภาพปัญหาและเครือข่ายของผู้กระทำผิดในพื้นที่นั้นๆ เป็นอย่างดี การทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสืบสวน จับกุม และขยายผลได้อย่างมาก เพื่อลบคำครหาที่มักได้ยินเสมอว่าทำไมประชาชนรู้ แต่เจ้าหน้าที่ไม่รู้

ประการที่สี่ การวัดผลและประเมินผลที่ชัดเจน : เมื่อมีการกำหนดเป้าหมายและดำเนินการในระดับจังหวัดแล้ว การวัดผลและประเมินผลการดำเนินงานก็จะมีความชัดเจนและสามารถติดตามความคืบหน้าได้อย่างใกล้ชิด ทำให้สามารถปรับปรุงและพัฒนาแนวทางการทำงานได้อย่างต่อเนื่อง

การ “X-Ray รายจังหวัด” จะช่วยเสริมประสิทธิภาพของนโยบาย Zero Tolerance ได้เป็นอย่างดี เพราะจะเริ่มต้นจากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องในระดับจังหวัดอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นสถิติการจับกุมสินค้าเถื่อน ข้อมูลการค้าชายแดน ข้อมูลการร้องเรียนจากประชาชน ข้อมูลการซื้อ-ขายออนไลน์ รวมถึงข้อมูลทางเศรษฐกิจและสังคมอื่นๆ หลังจากนั้นก็จะมีการจัดลำดับความสำคัญโดยกำหนดจังหวัดเป้าหมายที่มีความเสี่ยงสูง หรือมีแนวโน้มการกระทำผิดเพิ่มขึ้น

เพื่อจัดสรรทรัพยากรและดำเนินการอย่างเข้มข้น พร้อมกันนั้นยังต้องมีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ สร้างกลไกการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานภาครัฐระดับจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน

รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล เฝ้าระวัง และติดตามความเคลื่อนไหวของผู้กระทำผิดในแต่ละพื้นที่ และที่สำคัญคือการสร้างความเข้าใจและกระตุ้นให้ประชาชนในแต่ละจังหวัดมีส่วนร่วมในการแจ้งเบาะแสและต่อต้านสินค้าเถื่อน

การปรับกลยุทธ์จากการ “เหวี่ยงแห” ไปสู่การ “X-Ray รายจังหวัด” เปรียบเสมือนการใช้เครื่องมือที่เจาะจงและแม่นยำมากขึ้นในการผ่าตัดปัญหา แทนที่จะเป็นการรักษาแบบครอบคลุมแต่ไม่ตรงจุด เชื่อมั่นว่าหากกระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิตนำแนวทางนี้ไปพิจารณาและดำเนินการอย่างจริงจัง จะสามารถยกระดับการปราบปรามสินค้าเถื่อนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สร้างความเป็นธรรมทางภาษี และปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติได้อย่างยั่งยืน

ถึงเวลาแล้วที่เราจะ “ชี้เป้า” และ “X-Ray” ปัญหาในระดับจังหวัด เพื่อให้การต่อสู้กับขบวนการสินค้าเถื่อนมีความคมชัดและได้ผลลัพธ์ที่จับต้องได้มากยิ่งขึ้น

รายงานพิเศษ : ชายแดนใต้ชี้จุดอ่อนที่รัฐต้องเร่งพัฒนา ปากท้อง-การศึกษา-โครงสร้างพื้นฐาน

รายงานพิเศษ : ชายแดนใต้ชี้จุดอ่อนที่รัฐต้องเร่งพัฒนา  ปากท้อง-การศึกษา-โครงสร้างพื้นฐาน

รายงานพิเศษ : ชายแดนใต้ชี้จุดอ่อนที่รัฐต้องเร่งพัฒนา ปากท้อง-การศึกษา-โครงสร้างพื้นฐาน

วันพุธ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เวทีระดมสมองเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคใต้ชายแดน เผยปัตตานีมีคะแนน SDG Index สูงสุด ขณะที่ภาพรวมระดับภาคยังเผชิญกับปัญหาปากท้อง ความยากจนและการศึกษาไม่ตอบโจทย์ ย้ำรัฐเร่งพัฒนาให้ต้องสอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ส่งเสริมโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตสู่ความยั่งยืน

ผศ.ชล บุนนาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ศูนย์ฯได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ และคณะทำงานระดับภาคใต้ชายแดน เปิดเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการ “นำเสนอข้อมูลความท้าทายด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับภูมิภาคและรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) บรรยากาศการประชุมเต็มไปด้วยข้อเสนอแนะเข้มข้น ตั้งแต่แนวทางพัฒนาคุณภาพชีวิต ปากท้อง-การศึกษา-โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงการพัฒนาเศรษฐกิจที่ตอบโจทย์พื้นที่ ซึ่งได้รับความสนใจจากภาคีเครือข่ายระดับนโยบายนำโดย น.ส.แคทรียา ปทุมรส รองอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ และคณะ เข้าร่วมรับฟังอย่างใกล้ชิด

ในโอกาสนี้ ผศ.ดร.สมพรช่วยอารีย์ ผู้อำนวยการสำนักวิทยบริการมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ได้นำเสนอแนวทางสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาใน 3 ด้าน ได้แก่ การเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้และนวัตกรรม การทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมและหน่วยงานรัฐ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ผ่านการศึกษาและวิจัย พร้อมเผยโครงการต้นแบบ เช่น โครงการพัฒนาและยกระดับการจัดการเชิงยุทธศาสตร์เพื่อขจัดความยากจนและสร้างโอกาสทางสังคม ซึ่งใช้จังหวัดปัตตานีเป็นกรณีศึกษา เชื่อมโยงการพัฒนาไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในพื้นที่

ขณะที่ทีม SDG Move ได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับความท้าทายด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนจาก SDG Index ระดับจังหวัดและระดับภูมิภาคแก่พื้นที่ พบว่า ปัตตานีมีคะแนน SDG Index สูงที่สุด ได้ 56.15 คะแนน โดย SDG 7 : พลังงานสมัยใหม่ SDG 9 :โครงสร้างพื้นฐาน และ SDG 10 :ความเท่าเทียม ทำได้ค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับอีกสองจังหวัดชายแดนในส่วนของจังหวัดนราธิวาสได้คะแนน SDG Index อยู่ที่ 51.79 คะแนน และยะลา ได้ 50.09 คะแนน

สำหรับประเด็นความเสี่ยงร่วมกันของภาคใต้ชายแดนที่เกี่ยวข้องกับ SDGs มีทั้งสิ้น 8 เป้าหมาย ได้แก่ SDG 1 : ยุติความยากจน SDG 2 :
ยุติความหิวโหย SDG 3 : สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี SDG 6 : น้ำสะอาดและการสุขาภิบาล SDG 8 : งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจSDG 11 : เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน SDG 12 : การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน และ SDG 17 : หุ้นส่วนความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

“ปัญหาร่วมสำคัญในพื้นที่ภาคใต้ชายแดนที่ต้องเร่งแก้ไข ได้แก่ ความยากจน การศึกษาที่ไม่มีคุณภาพและเข้าถึงยาก โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่มีประสิทธิภาพ และเศรษฐกิจในพื้นที่ตกต่ำ โดยทางออกที่จะแก้ไขปัญหานั้นต้องอาศัยความรู้ข้ามภาคส่วนและองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ซึ่งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้ร่วมสะท้อนยุทธศาสตร์ที่คาดหวัง เช่น การสนับสนุนการกระจายองค์ความรู้เรื่องเกษตรแบบผสมผสาน งานวิจัยศึกษาความต้องการสวัสดิการที่ตอบโจทย์ช่วงวัยและบริบทพื้นที่ และนวัตกรรมที่จะช่วยพัฒนาทักษะแรงงานในพื้นที่ โดยเฉพาะด้านการช่างและหัตถกรรม” ผศ.ชลกล่าวสรุป

รายงานพิเศษ : สสส.ชวนกินดีเพื่อสุขภาพ มุ่งลดพฤติกรรมเสี่ยง NCDs

รายงานพิเศษ : สสส.ชวนกินดีเพื่อสุขภาพ  มุ่งลดพฤติกรรมเสี่ยง NCDs

รายงานพิเศษ : สสส.ชวนกินดีเพื่อสุขภาพ มุ่งลดพฤติกรรมเสี่ยง NCDs

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) วิทยาเขตสีคิ้ว จ.นครราชสีมา และภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรม NIDA LOVE RUNNERS 2025 กิจกรรมเดิน วิ่ง กินดี เพื่อสุขภาพ วิวหลักล้าน ต้อนรับเทศกาลแห่งความรัก มุ่งเพิ่มกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ และส่งต่อองค์ความรู้การบริโภคอาหารปลอดภัย ลดพฤติกรรมเสี่ยงโรคไม่ติดต่อ (NCDs) มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 700 คน

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะประธานกองทุน สสส. กล่าวในพิธีเปิดกิจกรรม NIDA LOVE RUNNERS 2025 ว่า ภัยสุขภาพจากโรคไม่ติดต่อ (NCDs) คร่าชีวิตคนไทย 74% ของการเสียชีวิตทั้งหมด คิดเป็น 4 แสนคนต่อปี สร้างความสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจกว่า 1.6 ล้านล้านบาท ซึ่งสาเหตุเกิดจากพฤติกรรมเสี่ยงในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะการมีกิจกรรมทางกายและรับประทานผักผลไม้ที่ไม่เพียงพอ สสส. จึงขับเคลื่อนงานด้านการส่งเสริมกิจกรรมทางกายและอาหารเพื่อสุขภาวะให้เป็นประเด็นสำคัญในการทำงานตามทิศทางและเป้าหมายของแผนระยะ 10 ปี มุ่งลดปัจจัยเสี่ยงด้วยการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพประชาชน โดยในปี 2568 เน้นขยายการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกระดับ กำหนดพื้นที่นำร่อง รวมถึงสร้างกลไกขับเคลื่อนแผนการสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สนับสนุนให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตลดเสี่ยง NCDs ตั้งแต่ระดับจังหวัดไปสู่ระดับประเทศ นำไปสู่สังคมภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน

“โคราช เป็นจังหวัดนำร่องในการจัดกิจกรรมที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมในโคราชและสร้างกระแสส่งเสริมสุขภาพ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ ในรูปแบบเทศกาลการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Healthy Sport Tourism & Festival) จุดประกายในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป ที่สำคัญ นักวิ่งที่เข้าร่วมกิจกรรมยังได้เข้าถึงการบริโภคอาหารที่มีคุณภาพและโภชนาการจากผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์จากเครือข่าย “ตลาดเขียว” สสส. ทั่วประเทศอีกด้วย” นายประเสริฐ กล่าว

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส. จัดงานเดินวิ่งกว่า 1 พันสนามต่อปีความพิเศษของสนามนี้คือ งานวิ่งแนวใหม่ที่ส่งเสริมให้เกิดกระแสการออกกำลังกายควบคู่กับการเลือกกินอาหารที่ดีไม่ก่อให้เกิดโทษ โดยให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศอาหารปลอดภัย เน้นลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย ผ่าน “ตลาดเขียว” โดยเน้นหลักการ 8 เรื่อง 1.พื้นที่กระจายผลผลิตอินทรีย์ อาหารปลอดภัยสู่คนเมือง 2.ใส่ใจสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศการจัดการขยะ 3.มีที่มาจากเกษตรกรอินทรีย์ตัวจริง4.มีมาตรฐานรับรอง PGS หรือออร์แกนิค 5.ราคาเป็นธรรม6.พื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้วิถีวัฒนธรรม 7.กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน 8.เพิ่มการมีส่วนร่วมระหว่างเกษตรกรและผู้บริโภค ผ่านการจัดกิจกรรมชิมข้าว จากสายพันธุ์ที่มีโภชนาการสูง น้ำตาลต่ำ เหมาะสำหรับผู้ป่วยกลุ่มโรค NCDs

“ตลาดเขียวดำเนินการครอบคลุมตั้งแต่การผลิตไปสู่การกระจาย การแปรรูป การตลาด และผู้บริโภคที่ผ่านมา เกิดต้นแบบตลาดเขียวถึง 88 แห่ง ใน 19 จังหวัดและขยายผลผ่านการขับเคลื่อนนโยบายโรงพยาบาลอาหารปลอดภัย ทำให้เกิดตลาดเขียวในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขอีกกว่า 300 แห่ง มีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 1 แสนราย ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 20 ล้านบาทต่อปี ซึ่งนอกจากช่วยพัฒนาเศรษฐกิจอาหาร ยังสร้างพลเมืองอาหารที่มีทักษะ จิตสำนึกในการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะ รวมพลังเป็นชุมชนอาหารที่เข้มแข็ง สามารถติดตามรายละเอียดได้ทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ Gindee Club” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

รายงานพิเศษ : พช.ดันงาน ‘OTOP ภูมิภาค 2568’ ยกทัพสินค้าท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

รายงานพิเศษ : พช.ดันงาน ‘OTOP ภูมิภาค 2568’  ยกทัพสินค้าท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

รายงานพิเศษ : พช.ดันงาน ‘OTOP ภูมิภาค 2568’ ยกทัพสินค้าท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

วันอังคาร ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรมการพัฒนาชุมชน(พช.) เตรียมจัดงาน “OTOP ภูมิภาค 2568” ภายใต้ แนวคิด “OTOP ช้อปสนุก สุขทุกภาค” ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ จ.อุดรธานี จ.นครศรีธรรมราช จ.บุรีรัมย์ จ.เชียงใหม่ และ จ.พระนครศรีอยุธยา พบกับสุดยอดสินค้าภูมิปัญญาที่มีคุณภาพ และสินค้าที่บ่งบอกอัตลักษณ์ในแต่ละท้องถิ่น เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้ผู้ประกอบการ OTOP ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย คาดสร้างรายได้รวม 100 ล้านบาท

นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เปิดเผยว่า งาน “OTOP ภูมิภาค 2568” จะเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตผู้ประกอบการ OTOP ระดับ 3-5 ดาวจากทุกจังหวัดทั่วประเทศ คัดสรรผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาที่มีคุณภาพ มาร่วมแสดงและจำหน่ายให้แก่ประชาชนทุกภูมิภาคได้ชมและเลือกซื้อในราคาพิเศษ จำนวนกว่า 300 ร้านค้า แบ่งเป็น 5 ประเภทผลิตภัณฑ์ได้แก่ อาหาร/เครื่องดื่ม/ผ้า เครื่องแต่งกาย/ของใช้ ของตกแต่ง ของที่ระลึก/สมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร และ OTOP ชวนชิม ที่มีชื่อเสียงของแต่ละจังหวัด ยกทัพรวมพลกันมาจัดแสดงและจำหน่ายในพื้นที่จังหวัดที่เป็นจุดจัดงาน ภายในเต็นท์โดมขนาดใหญ่ติดแอร์ตลอดงาน

โดยในงานจะตกแต่งด้วยสีสันที่สดใส สนุกสนาน สะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละภูมิภาค ที่ทำให้ผู้มาเยือนมีความสุขและสนุกกับการช้อป และเพลิดเพลินกับการชมกิจกรรมโชว์การสาธิตต่างๆ อาทิ การสาธิตการย้อมเย็นด้วยสีธรรมชาติ จากดอกอัญชัน โดยกลุ่มดีเทล ชุมชนเครือข่ายทางวัฒนธรรมหนองไผ่ล้อม จ.นครราชสีมา และโชว์การสาธิตการปักผ้าลายวิธีถิ่นล้านนา โดยกลุ่มแสงแก้วล้านนา จ.ลำพูน เพื่อเป็นการเชื่อมโยงภูมิปัญญาในแต่ละท้องถิ่นซึ่งจะช่วยสร้างบรรยากาศในการช้อป และเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนมากขึ้น ทำให้เกิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน

นายสยาม กล่าวต่อไปว่า สำหรับการจัดงาน “OTOP ภูมิภาค 2568” กำหนดจัดงานรวม 5 ครั้ง ครั้งละ 7 วัน ใน 5 จังหวัด ได้แก่ ครั้งที่ 1 วันที่ 6-12 กุมภาพันธ์ ณ สนามทุ่งศรีเมือง จ.อุดรธานี,ครั้งที่ 2 วันที่ 15 – 21 กุมภาพันธ์ ณ ลานจอดรถ หน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลนครศรีธรรมราช จ.นครศรีธรรมราช,ครั้งที่ 3 วันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 6 มีนาคมณ สนามช้างอารีน่า จ.บุรีรัมย์, ครั้งที่ 4วันที่ 10-16 มีนาคม ณ สวนเฉลิมพระเกียรติ82 พรรษา จ.เชียงใหม่ และครั้งที่ 5 วันที่ 1 – 7 พฤษภาคม ณ ลานข้างวัดพระราม จ.พระนครศรีอยุธยา โดยการจัดงานทั้ง5 ครั้ง ตั้งเป้ายอดจำหน่ายภายในงานรวม 100 ล้านบาท

ภายในงาน นอกจากจะพบกับผลิตภัณฑ์ OTOP ทั้ง 5 ประเภท และ OTOP ชวนชิมที่มีชื่อเสียงของแต่ละจังหวัดแล้ว ยังมีการสาธิตและจัดแสดงกระบวนการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีความโดดเด่น เพื่อเพิ่มเสน่ห์ ดึงดูดความสนใจ ให้กับผลิตภัณฑ์ OTOP การแสดงศิลปวัฒนธรรม การแสดงจากเยาวชนในจังหวัด รวมถึงการแสดงมินิคอนเสิร์ตจากเหล่าศิลปินนักร้อง และกิจกรรมส่งเสริมการขายเช่น สินค้าดีนาทีทอง สินค้าโปรโมชั่นที่สำคัญผู้ที่มาร่วมช้อป ชม ชิม กับกิจกรรมภายในงาน สามารถลุ้นรับโชคกับรางวัล GIFT VOUCHER ในทุกวัน และรางวัลใหญ่ในวันสุดท้ายของการจัดงาน รวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท อีกด้วย

“โอกาสนี้ อยากขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมสนับสนุน และเป็นกำลังใจให้กับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ด้วยการอุดหนุนสินค้าในงาน OTOP ภูมิภาค ที่จะจัดขึ้นทั้ง 5 จังหวัดในเร็วๆ นี้ เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป” อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : อว.เดินหน้าพัฒนาอาหารพื้นถิ่น – อาหารฟังก์ชั่น สู่นวัตกรรม ‘อาหารปลอดภัย’ ด้วยการฉายรังสี

รายงานพิเศษ : อว.เดินหน้าพัฒนาอาหารพื้นถิ่น - อาหารฟังก์ชั่น  สู่นวัตกรรม ‘อาหารปลอดภัย’ ด้วยการฉายรังสี

รายงานพิเศษ : อว.เดินหน้าพัฒนาอาหารพื้นถิ่น – อาหารฟังก์ชั่น สู่นวัตกรรม ‘อาหารปลอดภัย’ ด้วยการฉายรังสี

วันพุธ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กระทรวง อว. เดินหน้ายกระดับอาหารพื้นถิ่น และอาหารฟังก์ชั่น สู่นวัตกรรมอาหารปลอดภัยด้วยเทคโนโลยีการฉายรังสี เพื่อเพิ่มโอกาสการตลาด ผ่านความร่วมมือ 5 หน่วยงานหลัก นำโดย สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือสทน. พร้อมด้วยสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน(องค์การมหาชน) หรือ สซ. และ 3 มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) ได้แก่ มรภ.เลย มรภ.ชัยภูมิ และ มรภ.มหาสารคาม

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่อง “การบูรณาการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีนิวเคลียร์ และเทคโนโลยีเครื่องเร่งอนุภาคแนวตรง เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านงานวิจัย พัฒนานวัตกรรมและการใช้ประโยชน์” ภายใต้แนวคิด “ฉายรังสีปลอดภัย อาหารพื้นถิ่นปลอดโรค” ปี 2568 โดยมี รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสทน., รศ.ดร.สาโรช รุจิรวรรธน์ ผู้อำนวยการสซ., รศ.สมเจตน์ ดวงพิทักษ์ อธิการบดี มรภ.เลย, ผศ.ดร.สานนท์ ด่านภักดี อธิการบดี มรภ.ชัยภูมิ และ ดร.เนตรชนก จันทร์สว่างผู้รักษาการแทนอธิการบดี มรภ.มหาสารคาม พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สทน. สซ. และ มรภ. เข้าร่วมงาน

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.อว. เปิดเผยว่า กระทรวง อว. เป็นกระทรวงที่ดูแลและขับเคลื่อนองค์ความรู้ของประเทศ ทั้งการพัฒนากำลังคนขั้นสูง การวิจัยและพัฒนา การนำผลงานวิจัยและพัฒนาไปใช้ประโยชน์ และการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ในการขับเคลื่อนการวิจัย การลงนามความร่วมมือของทั้ง 5 องค์กรนี้ เป็นโอกาสดีในการที่องค์กรด้านวิทยาศาสตร์และภาคการศึกษาได้มาสนับสนุนซึ่งกันและกัน สิ่งที่อยากจะมุ่งเน้น คือ การวิจัยและนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ ซึ่งจะต้องพึ่งพาข้อมูล ความรู้ และวิทยาการด้วยอย่างมาก เช่น เทคโนโลยีนิวเคลียร์ซึ่งหลายท่านอาจจะมองว่าไกลตัว แต่ก็สามารถนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ สร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการได้โดย อว. จะส่งเสริมนโยบายที่มุ่งเน้นการพัฒนาที่สนับสนุนกิจกรรมที่มีผลิตภาพ การสร้างงานที่มีคุณค่า สนับสนุนความเป็นผู้ประกอบการ ความสร้างสรรค์และนวัตกรรม โดยให้การสนับสนุน การรวมตัวในการเติบโตของวิสาหกิจรายย่อย ขนาดเล็กและขนาดกลาง เพื่อเพิ่มมูลค่าและต่อยอดผลิตภัณฑ์ได้อย่างยั่งยืนรศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสทน. กล่าวเพิ่มเติมว่า เทรนด์ Soft Power ที่ต้องการยกระดับอาหารพื้นถิ่นไทยสู่สากล และเทรนด์อาหารฟังก์ชั่น (Functional Food) กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย สร้างโอกาสทองให้ผู้ประกอบการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ด้านสุขภาพออกมาจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง สทน. จึงเล็งเห็นถึงประโยชน์ของการนำเทคโนโลยีการฉายรังสี มาร่วมวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทั้งในด้านช่วยลดปริมาณจุลินทรีย์ก่อโรค ช่วยชะลอการสุกและช่วยยืดอายุการเก็บ ซึ่งจะเป็นการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ด้านสุขภาพออกมาจำหน่าย ให้คนไทยได้มีสุขภาพที่ดีต่อไปด้วย พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงฯในวันนี้ จึงเกิดขึ้นเพื่อให้การฉายรังสีในอาหารเป็นที่ยอมรับและมีการใช้ประโยชน์แพร่หลายมากขึ้น โดย สทน.ได้ดำเนินการโครงการฯ มาแล้วตั้งแต่ปี 2564 และได้ลงพื้นที่ขยายผลต่อเนื่องเป็นประ

สำหรับการลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ ทุกหน่วยงานจะทำงานร่วมกันทั้งในเรื่องการจัดฝึกอบรมให้ความรู้ การสร้างการยอมรับเรื่องประโยชน์ของการฉายรังสี และประสานงานอำนวยความสะดวก ในการส่งผลิตภัณฑ์เพื่อมาฉายรังสี รวมทั้งมีการใช้พื้นที่และทรัพยากรต่างๆ ร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การวิจัยและพัฒนาตัวสินค้า จนสามารถขยายไปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่จะนำไปจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปต่างประเทศ

ทั้งนี้ นับจากปี 2564 ที่ สทน. ได้ร่วมกับสถาบันราชภัฏ นำเทคโนโลยีนิวเคลียร์ด้านการฉายรังสีอาหาร ลงไปส่งเสริมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ผู้ผลิตอาหารพื้นถิ่น และกลุ่มผู้ประกอบการ SME ภายใต้โครงการ “การสร้างมูลค่าให้กับอาหารพื้นถิ่น และอาหารฟังก์ชั่น ด้วยการฉายรังสีอาหาร” ทำให้ขณะนี้มีผลิตภัณฑ์ที่เข้าร่วมโครงการแล้ว รวมทั้งสิ้น 786 ผลิตภัณฑ์ แบ่งเป็น ภาคกลาง 179 ผลิตภัณฑ์ ภาคใต้ 122 ผลิตภัณฑ์ ภาคเหนือ 131 ผลิตภัณฑ์ ภาคอีสาน354 ผลิตภัณฑ์

โดยในจำนวน 786 ผลิตภัณฑ์ มีเพียง 266 ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการคัดเลือก แบ่งเป็นอาหารพื้นถิ่นจำนวน 251 ผลิตภัณฑ์ และอาหารฟังก์ชั่นจำนวน 15 ผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ ในกลุ่มอาหารฟังก์ชั่น สทน. ได้ริเริ่มเพิ่มเติมขึ้นในปี 2567 ที่ผ่านมา

ด้าน ดร.กนกพร บุญศิริชัย รองผู้อำนวยการ สทน. กล่าวเพิ่มเติมว่า นวัตกรรมการฉายรังสี เป็นความพยายามของ สทน. ในการนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์ไปช่วยผู้ประกอบการที่มีอยู่ทั่วประเทศ ทุกภาค ที่มีอาหารในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งสมุนไพรเพื่อช่วยยกระดับสินค้าเพื่อให้สะอาด ปลอดภัยและมีมาตรฐาน และสามารถเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายเพื่อเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการได้ซึ่งจากการดำเนินโครงการฯ ที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการที่แม้หลังสิ้นสุดโครงการฯ แล้ว ยังคงใช้เทคโนโลยีการฉายรังสีอย่างต่อเนื่อง เช่น ผลิตภัณฑ์เครื่องแกงไตปลาก้อนบ้านบนนบ จ.พัทลุง ผลิตภัณฑ์น้ำพริกข่าพร้อมทาน อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ผลิตภัณฑ์น่ำตั๊บหมู จ.นครราชสีมา เป็นต้น

“สทน.และหน่วยงานภาคีที่ MOUร่วมกันในวันนี้ พร้อมแล้วที่จะนำองค์ความรู้เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่มีอยู่ มาช่วยยกระดับผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการทุกท่าน ทั้งกลุ่ม OTOP วิสาหกิจชุมชนและ SME ให้เป็นธุรกิจชุมชนที่เข้มแข็ง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ท่านมีทางเลือก มีโอกาสในการทำตลาดเพิ่มมากขึ้น ในโอกาสนี้ผมก็ขอเชิญชวนผู้ประกอบการอาหารพื้นถิ่นและอาหารฟังก์ชั่น สมัครเข้าร่วมโครงการฯได้นะครับ” ผอ.สทน.กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : ‘Chiang Mai Greentopia’ ต้นแบบอาหารอินทรีย์เพื่อสุขภาพ พัฒนาระบบอาหารเพื่อสุขภาวะ

รายงานพิเศษ : ‘Chiang Mai Greentopia’  ต้นแบบอาหารอินทรีย์เพื่อสุขภาพ  พัฒนาระบบอาหารเพื่อสุขภาวะ

รายงานพิเศษ : ‘Chiang Mai Greentopia’ ต้นแบบอาหารอินทรีย์เพื่อสุขภาพ พัฒนาระบบอาหารเพื่อสุขภาวะ

วันอังคาร ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2568, 08.22 น.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ตัวแทนเกษตรกร ภาคีเครือข่ายติดตามการดำเนินงานโครงการ Chiang Mai Greentopia : ต้นแบบการสร้างความมั่นคงทางอาหาร สู่วิถีการบริโภคอาหารอินทรีย์เพื่อสุขภาพอย่างมีส่วนร่วม เพื่อพัฒนา “ระบบอาหารเพื่อสุขภาวะตลอดห่วงโซ่” ส่งเสริมให้หมุนเวียนสินค้าการเกษตรในพื้นที่ไปสู่การบริโภคที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืน พร้อมเยี่ยมชมแปลงผักสาธิต และสุ่มวัดสารเคมีจากตัวอย่างผักผ่านนวัตกรรม “Lab ทดสอบสารเคมีในพืชผัก”

ศ.ดร.พวงรัตน์ แก้วล้อม อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มช. ในฐานะผู้จัดการโครงการ Chiang Mai Greentopia สสส. กล่าวว่า โครงการ Chiang Mai Greentopia ดำเนินการตั้งแต่ปี 2565 ตามยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนนโยบายด้านอาหารเพื่อสุขภาวะของ สสส. 4 ด้าน 1.สร้างความรอบรู้ด้านอาหารเพื่อสุขภาวะ (Food Literacy) ส่งต่อความรู้ด้านอาหารเพื่อสุขภาวะให้เครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์ นำไปสู่การพัฒนาแหล่งผลิตอาหารปลอดภัยในชุมชน เกิดพลเมืองอาหารและชุมชนอาหารกว่า 500 ราย, 2.สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะ (Food Environment) เกิดเครือข่ายตลาด ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร โรงแรม กระจายผลผลิตสู่ผู้บริโภคกว่า 200 แห่ง,
3.ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจอาหารชุมชน (Food Economy) เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเอง และสร้างระบบเศรษฐกิจ สร้างรายได้ที่ยั่งยืนในภาคบริการอาหารให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากกลุ่มคนรักสุขภาพ และนักท่องเที่ยว, 4.ส่งเสริมการขับเคลื่อนนโยบายด้านอาหาร (Food Policy Advocacy) ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ เปลี่ยนจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยวเป็นเกษตรผสมผสาน สร้างระบบนิเวศเกษตรไร้สารเคมีการเกษตร ลดการเผาภาคเกษตรต้นเหตุ PM2.5 เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพความปลอดภัยตามมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ PGS และมาตรฐานสินค้าเกษตร มกษ. 9002-2559

“ผลจากการขับเคลื่อนประสบความสำเร็จ จากผลสุ่มตรวจเลือดของชาวเชียงใหม่ 400 คน ล่าสุด เมื่อเดือน ธ.ค. ปี 2567 พบสารเคมีตกค้างในเลือดลดเหลือ 66% จากเดิม 90% ในปี 2565 และพบสารเคมีตกค้างในเลือดอยู่ในระดับที่ปลอดภัยเพิ่มเป็น 34% จากเดิม 10% ในปี 2565 ส่งผลให้การจัดอันดับจังหวัดที่ประชากรมีสารเคมีตกค้างในเลือดของ จ.เชียงใหม่ ลดลงมาอยู่อันดับ 4 จากเดิมสูงเป็นอันดับ 1 ของประเทศ ทั้งนี้ ได้ตั้งเป้าขยายผล โดยเพิ่มระดับปลอดภัยของสารเคมีตกค้างในเลือดให้อยู่ที่ 50% ภายในปี 2568 พร้อมเร่งสร้างความตระหนักรู้ให้ข้อมูลชุมชนเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านสุขภาพจากมลพิษและประโยชน์ของการเกษตรอินทรีย์ และขยายผลสร้างพลเมืองอาหารและพื้นที่กระจายผลผลิตที่ปลอดภัยสู่ผู้บริโภคในพื้นที่อื่นๆ อย่างต่อเนื่อง” ผู้จัดการโครงการ Chiang Mai Greentopia สสส. กล่าว

พญ.วิมาลา วิวัฒน์มงคล แพทย์ประจำศูนย์การแพทย์ศรีพัฒน์ มช. กล่าวว่า สารเคมีการเกษตรที่ใช้ฉีดพ่นพืชผักหลายชนิดสามารถซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย ทั้งจากสัมผัส
รับประทาน และสูดดม หากได้รับพิษแบบเฉียบพลันจะมีอาการ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ ท้องร่วง หายใจติดขัด ตาพร่าซึ่งอาการจะเกิดเร็วหรือมาก ขึ้นอยู่กับปริมาณสารเคมีที่ได้รับ หากมีอาการต้องเร่งพบแพทย์ เพื่อวินิจฉัยโดยทันที หรือหากสะสมสารพิษระยะยาวจะส่งผลอาจทำให้หลอดเลือดเสื่อมสภาพ ขาดความยืดหยุ่น ความดันโลหิตผิดปกติ เสี่ยงเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคหัวใจขาดเลือด หัวใจเต้นผิดจังหวะ ภาวะหัวใจล้มเหลว ซึ่งเป็น 1 ในกลุ่มโรคไม่ติดต่อ (NCDs) สาเหตุของการเสียชีวิตสูงสุดของโลก

“การเลือกปลูก/บริโภคผักพื้นบ้านอินทรีย์ที่อุดมไปด้วยสารอาหารและปราศจากสารเคมีการเกษตรเป็นวิธีช่วยลดความเสี่ยงและบรรเทาอาการของกลุ่มโรค NCDs อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งตำลึง มะระขี้นก ใบย่านาง กระเจี๊ยบเขียว ฟักทอง ชะพลู มีสารอาหารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบ และส่งเสริมสุขภาพ เช่น วิตามินซี วิตามินเอแร่ธาตุ ที่ช่วยลดระดับน้ำตาลและความดันโลหิต มีใยอาหารสูง ช่วยลดน้ำหนักและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ถือเป็นวิธีที่ปลอดภัย รวมถึงช่วยลดค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลระดับครัวเรือนและระดับประเทศ” แพทย์ประจำศูนย์การแพทย์ศรีพัฒน์ มช. กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : ‘Adaptive Education Platform’ ออกแบบการเรียนรู้ผู้เรียนรายบุคคล

รายงานพิเศษ : ‘Adaptive Education Platform’  ออกแบบการเรียนรู้ผู้เรียนรายบุคคล

รายงานพิเศษ : ‘Adaptive Education Platform’ ออกแบบการเรียนรู้ผู้เรียนรายบุคคล

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปัญหาหนึ่งของระบบการศึกษาไทย คือ การใช้หลักสูตรแกนกลางแบบเดียวกันในการจัดการเรียนการสอนแก่เด็กทั้งประเทศ ขณะที่เด็กมีทักษะพื้นฐานและความสามารถในการเรียนรู้ไม่เท่ากัน จึงเกิดปัญหาเด็กเรียนไม่ทันกันในชั้นเรียน และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจุดอ่อนของตนเองอยู่ตรงไหน สุดท้ายเด็กอาจรู้สึกเบื่อหน่ายต่อการเรียนรู้และหลุดออกจากระบบการศึกษาในที่สุด

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา Adaptive Education Platform แพลตฟอร์มให้บริการ e-learning ที่มีฟังก์ชันติดตามและวิเคราะห์พฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน พร้อมช่วยแนะนำเนื้อหาที่ควรทบทวนและศึกษาเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้แบบอัตโนมัติ

ดร.เสาวลักษณ์ แก้วกำเนิด หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา กลุ่มวิจัยการสื่อสารและเครือข่ายเนคเทค สวทช. เล่าว่า Adaptive Education หรือการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบที่ผ่านการปรับให้มีความจำเพาะกับผู้เรียนรายบุคคลกำลังเป็นเทรนด์การศึกษาในหลายประเทศชั้นนำ เพราะเทคโนโลยีดิจิทัลในปัจจุบันมีความก้าวหน้าจนเอื้อให้นักพัฒนาเทคโนโลยีออกแบบ Adaptive Education Platform รูปแบบต่างๆ มาให้บริการติดตามพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนผ่านระบบอีเลิร์นนิงแบบรายบุคคล เพื่อวิเคราะห์จุดที่อาจเป็นปัญหาในการเรียนรู้ และแนะนำเนื้อหาที่ควรทบทวนหรือควรศึกษาเพิ่มเติมตามหลักคิด Adaptive Education แบบอัตโนมัติได้ ซึ่งเทคโนโลยีนี้นอกจากจะทำหน้าที่เป็นโค้ชส่วนบุคคลให้แก่ผู้เรียนได้แล้ว ยังเป็นผู้ช่วยที่ทำให้ครูและอาจารย์ทำงานด้านการติดตามคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในเวลาที่น้อยลง

ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนให้ระบบการศึกษาไทยเข้าถึงเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพนี้ ทีมวิจัยได้นำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการศึกษามาใช้ออกแบบ Adaptive Education platform เพื่อให้บริการแก่ครูและอาจารย์ในประเทศไทย โดยปัจจุบันภายใต้แพลตฟอร์มนี้มีเทคโนโลยีติดตามกระบวนการเรียนรู้ผ่านระบบอีเลิร์นนิงที่พร้อมให้บริการแล้ว 3 เทคโนโลยี ได้แก่ 1.BookRoll เทคโนโลยีติดตามการอ่านเอกสารสื่อการเรียนรู้ที่เป็นไฟล์ PDF เพื่อระบุว่าผู้เรียนใช้เวลาอ่านเนื้อหาส่วนไหนมากเป็นพิเศษ มีการขีดเน้นส่วนสำคัญและส่วนที่อ่านแล้วไม่เข้าใจไว้ตรงจุดไหนบ้าง, 2.KidBright Simulator เทคโนโลยีติดตามการเรียนรู้ทักษะโค้ดดิ้ง (coding) ผ่านการฝึกเขียนโค้ดในรูปแบบบล็อก (Blockly) โดยระบบจะติดตามความเร็วในการต่อบล็อกแต่ละส่วน จุดที่นำบล็อกออกแล้วต่อใหม่ รวมถึงช่วยนับจำนวนบล็อกที่ใช้ต่อทั้งหมด ซึ่งการติดตามทั้งหมดนี้จะช่วยประเมินทักษะการคิดวิเคราะห์และความเข้าใจเรื่องการเขียนโค้ดของผู้เรียนได้ และ 3.Abdul for Education เทคโนโลยีติดตามการตอบคำถามในระบบแชตบอตเพื่อวัดความเข้าใจ ระบบจะติดตามว่าคำตอบที่ผู้เรียนเลือกหรือพิมพ์ตอบนั้นถูกต้องหรือแสดงถึงความเข้าใจเนื้อหาที่เรียนหรือไม่ ด้วยเครื่องมือทั้งหมดนี้จะช่วยให้ทั้งผู้เรียน ผู้สอน รวมถึงผู้ออกแบบเนื้อหาทราบถึงปัญหาที่ผู้เรียนกำลังเผชิญได้ทันที และนำไปสู่การปรับเปลี่ยนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ทีมวิจัยยังมีแผนที่จะพัฒนาเทคโนโลยีติดตามการเรียนรู้ผ่านคลิปวีดีโอเพิ่มเติมด้วย

“หากในอนาคตผู้ออกแบบเนื้อหาจัดทำโครงสร้างของเนื้อหาตลอดหลักสูตรอย่างละเอียดและนำโครงสร้างเหล่านั้นเข้าสู่แพลตฟอร์ม ก็จะเอื้อให้แพลตฟอร์มแนะนำให้ผู้เรียนทราบโดยอัตโนมัติว่าจากปัญหาที่ผู้เรียนกำลังเผชิญควรทบทวนหรือศึกษาเพิ่มเติมเรื่องใด เช่น ผู้เรียนกำลังฝึกทำโจทย์วิชาภาษาอังกฤษเรื่อง error identification ซึ่งจากการตอบคำถามของผู้เรียนทำให้ระบบพบว่าผู้เรียนมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับเนื้อหาเรื่อง past tense และ past perfect tense อย่างมีนัยสำคัญ ระบบก็จะแนะนำเนื้อหาทั้ง 2 ส่วนนี้ให้ผู้เรียนใช้ทบทวนใหม่โดยอัตโนมัติ”

ดร.เสาวลักษณ์ เล่าว่า Adaptive Education Platform ผ่านการออกแบบเพื่อช่วยลดเวลาการติดตามพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนแบบรายบุคคล ดังนั้นระบบทั้งหมดจึงเป็นระบบอัตโนมัติ เมื่อครูหรืออาจารย์นำสื่อการเรียนรู้เข้าสู่แพลตฟอร์ม แล้วส่งลิงก์ของเนื้อหาให้ผู้เรียนทุกคนใช้เข้าสู่ระบบเพื่อเริ่มกิจกรรมการเรียนรู้ ระบบจะติดตามพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนรายบุคคลแบบอัตโนมัติ และสรุปผลการเรียนรู้ให้ทั้งผู้เรียนและผู้จัดการเรียนการสอนทราบทันทีในรูปแบบแดชบอร์ด (dashboard) วิเคราะห์และสรุปผล

“การจัดการเรียนรู้แบบอีเลิร์นนิงผ่าน Adaptive Education Platform นำไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งเป็นเครื่องมือจัดการเรียนการสอนในห้องเรียน เป็นการบ้าน และเป็นโจทย์การเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนศึกษาด้วยตัวเองนอกเวลาในชั้นเรียน ขึ้นอยู่กับการออกแบบของผู้สอน ซึ่งจุดเด่นของระบบอีเลิร์นนิงคือ ผู้เรียนใช้ศึกษาหรือทบทวนซ้ำด้วยตัวเองได้ตลอดเวลา และยังเอื้อให้ผู้เรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงระบบการศึกษาที่มีคุณภาพได้ด้วย”

ปัจจุบันทีมวิจัยเริ่มนำระบบ Adaptive Education Platform ไปทดสอบให้บริการแก่อาจารย์และนักเรียนจำนวน 600 คน ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จังหวัดระยอง
ชลบุรี และฉะเชิงเทราแล้ว โดยหลักสูตรที่ให้บริการขณะนี้มี 2 หลักสูตร คือ เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าและการฝึกทักษะโค้ดดิ้งโดยทั้งสองหลักสูตรได้รับการสนับสนุนจาก EEC

“นอกจากนี้ทีมวิจัยกำลังดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานด้านการศึกษาของประเทศไทย เช่น สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร, สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ในการนำเทคโนโลยีนี้ไปประยุกต์ใช้เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสอนและการเรียนให้แก่ครู อาจารย์ นักเรียน และนักศึกษาไทย โดยทีมวิจัยคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการสนับสนุนด้านการขยายผล เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนไทยมากที่สุด” ดร.เสาวลักษณ์ กล่าวทิ้งท้าย


SCOOP@NAEWNA.COM

รายงานพิเศษ : เปิดเวที ‘การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ’ ผลิตคนตอบโจทย์ตลาดแรงงาน

https://www.naewna.com/local/848391

รายงานพิเศษ : เปิดเวที ‘การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ’  ผลิตคนตอบโจทย์ตลาดแรงงาน

รายงานพิเศษ : เปิดเวที ‘การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ’ ผลิตคนตอบโจทย์ตลาดแรงงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สำนักงานสภาการศึกษา (สกศ.) จัดประชุมสัมมนาการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ(Executive Forum for FosteringExcellence in Education) โดยมีพล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดและปาฐกถาพิเศษ โดยมี รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ.นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ.ผู้บริหารระดับสูง พร้อมด้วยตัวแทนจากภาคเอกชน อาทิ นายปรัชญา สมะลาภา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย นายถาวรชลัษเฐียร รองประธานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นางกิตติยา โตธนะเกษมผู้อำนวยการสถาบันธนาคารไทย เข้าร่วม

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ.กล่าวเปิดการประชุม และปาฐกถาพิเศษนโยบายการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ ตอนหนึ่งว่า ลำดับแรก ขอขอบคุณผู้บริหารภาคเอกชน อาทิ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ที่สละเวลาอันมีค่ามาร่วมพัฒนาการศึกษา ซึ่งที่ผ่านมาและเมื่อเร็วๆนี้ ศธ.ได้ MOU ร่วมกับสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม และภาคส่วนต่างๆ ในโครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” (Partnership School Project มีสถานศึกษาเข้าร่วมโครงการแล้ว 182 โรงเรียน ซึ่งในปี 2568 ตั้งเป้าจะให้เพิ่มขึ้นเป็น 1,800 โรงเรียน และให้ครบ 29,000 กว่าโรงเรียน รวมถึงวิทยาลัยอาชีวศึกษาอีกกว่า 400 แห่ง ในยุคที่ตนยังเป็น รมว.ศึกษาธิการ ตั้งใจจะเชิญชวนภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษา เพิ่มทักษะครู ร่วมมือทางวิชาการเพิ่มมากขึ้น จะเห็นว่าเมื่อเราทำงานร่วมกันทุกวินาทีคือการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนา

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า จากผลการจัดอันดับความสามารถทางการแข่งขันที่จัดโดย IMD (International Institute for Management Development) จะพบว่า ในปี 2024 ประเทศไทยมีความสามารถทางการแข่งขันในภาพรวมอยู่อันดับที่ 25 จาก 67 ประเทศทั่วโลก ดีขึ้น 5 อันดับ ขณะที่อันดับด้านการศึกษา อยู่ในอันดับที่ 54 จากทั้งหมด 67 ประเทศ คงที่จากปีที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าประเทศไทยยังมีโอกาสอีกมากในการพัฒนาความสามารถทางการแข่งขันให้สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การยกระดับการศึกษา ต้องได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน

“ศธ.มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาการศึกษาของประเทศไทย เพื่อคนไทยมีความรู้ ทักษะ เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับนานาชาติ ซึ่งความก้าวหน้าในการพัฒนาการศึกษาของ ศธ. ตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” คือ การมีความสุขในการเรียน การทำงาน และให้เด็ก เยาวชน มีความฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ ผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่สามารถเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา Anywhere Anytime จึงอยากให้ทุกภาคส่วนมาร่วมกันแก้ปัญหาการศึกษา ทำให้เด็กฉลาดรู้ในสิ่งที่ควรรู้ และสิ่งควรทำ รู้ในสิ่งที่ยังไม่ได้รู้ และฉลาดคิด มีเหตุมีผลในการใช้ชีวิต อะไรไม่เกิดประโยชน์ก็อย่าไปทำ และไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกภาคส่วนจะเห็นถึงความตั้งใจของศธ. เพราะศธ.ไม่สามารถดำเนินการได้เพียงลำพัง จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมออกแบบระบบการจัดการศึกษาที่ตอบโจทย์บริบทที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังของการมีส่วนร่วมจากภาคเอกชน นับเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ หากคนไทยฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ ประเทศจะมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว

ด้าน รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ สกศ. กล่าวว่า การจัดการศึกษาในปัจจุบันต้องให้ความสำคัญกับบริบทแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และต้องสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล ทำให้การศึกษาเปรียบเทียบสมรรถนะการศึกษาของประเทศไทยกับนานาชาติเป็นสิ่งที่จำเป็น สกศ.วิเคราะห์แล้วพบว่า ดัชนีของสถาบันเพื่อพัฒนาการจัดการนานาชาติ (IMD) เป็นดัชนีความสามารถทางการแข่งขันที่ได้มาตรฐาน เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และปรากฏเป็นตัวชี้วัดในยุทธศาสตร์ และแผนของประเทศไทยจำนวนมาก โดยการจัดประชุมสัมมนาครั้งนี้ เพื่อรับฟัง และแลกเปลี่ยนแนวคิด ความต้องการของภาคเอกชน ในการจัดการศึกษาให้สามารถพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และผลิตบัณฑิตที่มีความพร้อมเข้าสู่โลกของการทำงานอย่างเต็มสมรรถนะ

นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ. กล่าวว่า ศธ.ได้ปรับเปลี่ยนการดำเนินการขับเคลื่อนการศึกษาตามนโยบายของ รมว.ศึกษาธิการ คือ ยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบการสอนที่ให้เน้นการคิดวิเคราะห์ ส่วนการจัดการเรียนการสอนของครู ให้เน้นการสอนตามมาตรฐานของ PISA นอกจากนี้จะไม่มีการตัดเสื้อโหลอีกต่อไป ให้แต่ละจังหวัดจัดทำแผนการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ เพื่อให้ได้บุคคลที่สอดคล้องกับตลาดแรงงานในพื้นที่ พร้อมกับลดภาระครู โดยมีกระบวนการพิจารณาวิทยฐานะให้สอดคล้องกับวิชาชีพครู

ส่วน นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการฯ กอศ. กล่าวว่าสอศ.มีการปรับหลักสูตร ลดทฤษฎี เน้นลงมือทำ เพิ่มทักษะการปฏิบัติงานมากขึ้น โดยเริ่มพัฒนาครูเป็นอันดับแรก ปรับหลักสูตร นอกจากนี้ จัดรูปแบบการเรียนการสอนแบบทวิภาคี จัดการศึกษาร่วมกับภาคเอกชน ผู้ประกอบการ หรือในรูปแบบที่รัฐมนตรีว่าการ ศธ.เน้นย้ำ คือ จัดการศึกษาในรูปแบบ PPP (Public Private Partnership) พร้อมกับเปิดเวทีให้เด็กอาชีวะแสดงความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรมขึ้นมาช่วยเหลือประชาชนในด้านต่างๆ ต่อไป สอศ.จะพัฒนาเด็กให้มี 3 ทักษะ คือ ทักษะวิชาการ ทักษะวิชาชีพ และทักษะการใช้ชีวิต เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานต่อไป

ขณะที่ภาคเอกชน สะท้อนว่า ปัจจุบันทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่มีความสัมพันธ์กัน เทคโนโลยีก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก มีเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ ทำให้เราต้องการคนที่มีสกิลที่หลากหลาย ไม่ใช่แค่การเรียนรู้แบบ STEM คือ การบูรณาการความรู้ระหว่าง 4 สาขาวิชา ซึ่งได้แก่ วิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี,วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์เท่านั้น นอกจากนี้ภาคอุตสาหกรรม ยังต้องการแรงงานทักษะสูง เช่น ทักษะด้าน AI, การต่างประเทศ ดังนั้น อาจจะต้องพัฒนาการศึกษาเพื่อการตอบโจทย์ตลาดแรงงานเพิ่มขึ้นด้วย

SCOOP@NAEWNA.COM

รายงานพิเศษ : เปิดเวที ‘การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ’ ผลิตคนตอบโจทย์ตลาดแรงงาน

https://www.naewna.com/local/848391

รายงานพิเศษ : เปิดเวที ‘การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ’  ผลิตคนตอบโจทย์ตลาดแรงงาน

รายงานพิเศษ : เปิดเวที ‘การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ’ ผลิตคนตอบโจทย์ตลาดแรงงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สำนักงานสภาการศึกษา (สกศ.) จัดประชุมสัมมนาการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ(Executive Forum for FosteringExcellence in Education) โดยมีพล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดและปาฐกถาพิเศษ โดยมี รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ.นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ.ผู้บริหารระดับสูง พร้อมด้วยตัวแทนจากภาคเอกชน อาทิ นายปรัชญา สมะลาภา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย นายถาวรชลัษเฐียร รองประธานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นางกิตติยา โตธนะเกษมผู้อำนวยการสถาบันธนาคารไทย เข้าร่วม

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ.กล่าวเปิดการประชุม และปาฐกถาพิเศษนโยบายการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ ตอนหนึ่งว่า ลำดับแรก ขอขอบคุณผู้บริหารภาคเอกชน อาทิ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ที่สละเวลาอันมีค่ามาร่วมพัฒนาการศึกษา ซึ่งที่ผ่านมาและเมื่อเร็วๆนี้ ศธ.ได้ MOU ร่วมกับสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม และภาคส่วนต่างๆ ในโครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” (Partnership School Project มีสถานศึกษาเข้าร่วมโครงการแล้ว 182 โรงเรียน ซึ่งในปี 2568 ตั้งเป้าจะให้เพิ่มขึ้นเป็น 1,800 โรงเรียน และให้ครบ 29,000 กว่าโรงเรียน รวมถึงวิทยาลัยอาชีวศึกษาอีกกว่า 400 แห่ง ในยุคที่ตนยังเป็น รมว.ศึกษาธิการ ตั้งใจจะเชิญชวนภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษา เพิ่มทักษะครู ร่วมมือทางวิชาการเพิ่มมากขึ้น จะเห็นว่าเมื่อเราทำงานร่วมกันทุกวินาทีคือการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนา

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า จากผลการจัดอันดับความสามารถทางการแข่งขันที่จัดโดย IMD (International Institute for Management Development) จะพบว่า ในปี 2024 ประเทศไทยมีความสามารถทางการแข่งขันในภาพรวมอยู่อันดับที่ 25 จาก 67 ประเทศทั่วโลก ดีขึ้น 5 อันดับ ขณะที่อันดับด้านการศึกษา อยู่ในอันดับที่ 54 จากทั้งหมด 67 ประเทศ คงที่จากปีที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าประเทศไทยยังมีโอกาสอีกมากในการพัฒนาความสามารถทางการแข่งขันให้สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การยกระดับการศึกษา ต้องได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน

“ศธ.มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาการศึกษาของประเทศไทย เพื่อคนไทยมีความรู้ ทักษะ เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับนานาชาติ ซึ่งความก้าวหน้าในการพัฒนาการศึกษาของ ศธ. ตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” คือ การมีความสุขในการเรียน การทำงาน และให้เด็ก เยาวชน มีความฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ ผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่สามารถเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา Anywhere Anytime จึงอยากให้ทุกภาคส่วนมาร่วมกันแก้ปัญหาการศึกษา ทำให้เด็กฉลาดรู้ในสิ่งที่ควรรู้ และสิ่งควรทำ รู้ในสิ่งที่ยังไม่ได้รู้ และฉลาดคิด มีเหตุมีผลในการใช้ชีวิต อะไรไม่เกิดประโยชน์ก็อย่าไปทำ และไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกภาคส่วนจะเห็นถึงความตั้งใจของศธ. เพราะศธ.ไม่สามารถดำเนินการได้เพียงลำพัง จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมออกแบบระบบการจัดการศึกษาที่ตอบโจทย์บริบทที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังของการมีส่วนร่วมจากภาคเอกชน นับเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ หากคนไทยฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ ประเทศจะมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว

ด้าน รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ สกศ. กล่าวว่า การจัดการศึกษาในปัจจุบันต้องให้ความสำคัญกับบริบทแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และต้องสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล ทำให้การศึกษาเปรียบเทียบสมรรถนะการศึกษาของประเทศไทยกับนานาชาติเป็นสิ่งที่จำเป็น สกศ.วิเคราะห์แล้วพบว่า ดัชนีของสถาบันเพื่อพัฒนาการจัดการนานาชาติ (IMD) เป็นดัชนีความสามารถทางการแข่งขันที่ได้มาตรฐาน เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และปรากฏเป็นตัวชี้วัดในยุทธศาสตร์ และแผนของประเทศไทยจำนวนมาก โดยการจัดประชุมสัมมนาครั้งนี้ เพื่อรับฟัง และแลกเปลี่ยนแนวคิด ความต้องการของภาคเอกชน ในการจัดการศึกษาให้สามารถพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และผลิตบัณฑิตที่มีความพร้อมเข้าสู่โลกของการทำงานอย่างเต็มสมรรถนะ

นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ. กล่าวว่า ศธ.ได้ปรับเปลี่ยนการดำเนินการขับเคลื่อนการศึกษาตามนโยบายของ รมว.ศึกษาธิการ คือ ยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบการสอนที่ให้เน้นการคิดวิเคราะห์ ส่วนการจัดการเรียนการสอนของครู ให้เน้นการสอนตามมาตรฐานของ PISA นอกจากนี้จะไม่มีการตัดเสื้อโหลอีกต่อไป ให้แต่ละจังหวัดจัดทำแผนการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ เพื่อให้ได้บุคคลที่สอดคล้องกับตลาดแรงงานในพื้นที่ พร้อมกับลดภาระครู โดยมีกระบวนการพิจารณาวิทยฐานะให้สอดคล้องกับวิชาชีพครู

ส่วน นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการฯ กอศ. กล่าวว่าสอศ.มีการปรับหลักสูตร ลดทฤษฎี เน้นลงมือทำ เพิ่มทักษะการปฏิบัติงานมากขึ้น โดยเริ่มพัฒนาครูเป็นอันดับแรก ปรับหลักสูตร นอกจากนี้ จัดรูปแบบการเรียนการสอนแบบทวิภาคี จัดการศึกษาร่วมกับภาคเอกชน ผู้ประกอบการ หรือในรูปแบบที่รัฐมนตรีว่าการ ศธ.เน้นย้ำ คือ จัดการศึกษาในรูปแบบ PPP (Public Private Partnership) พร้อมกับเปิดเวทีให้เด็กอาชีวะแสดงความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรมขึ้นมาช่วยเหลือประชาชนในด้านต่างๆ ต่อไป สอศ.จะพัฒนาเด็กให้มี 3 ทักษะ คือ ทักษะวิชาการ ทักษะวิชาชีพ และทักษะการใช้ชีวิต เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานต่อไป

ขณะที่ภาคเอกชน สะท้อนว่า ปัจจุบันทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่มีความสัมพันธ์กัน เทคโนโลยีก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก มีเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ ทำให้เราต้องการคนที่มีสกิลที่หลากหลาย ไม่ใช่แค่การเรียนรู้แบบ STEM คือ การบูรณาการความรู้ระหว่าง 4 สาขาวิชา ซึ่งได้แก่ วิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี,วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์เท่านั้น นอกจากนี้ภาคอุตสาหกรรม ยังต้องการแรงงานทักษะสูง เช่น ทักษะด้าน AI, การต่างประเทศ ดังนั้น อาจจะต้องพัฒนาการศึกษาเพื่อการตอบโจทย์ตลาดแรงงานเพิ่มขึ้นด้วย

SCOOP@NAEWNA.COM

รายงานพิเศษ : ‘เครื่องคัดแยกซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์’ ต้นแบบ…‘เศรษฐกิจหมุนเวียน’ สู่ความยั่งยืน

https://www.naewna.com/local/845353

รายงานพิเศษ : ‘เครื่องคัดแยกซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์’ ต้นแบบ...‘เศรษฐกิจหมุนเวียน’ สู่ความยั่งยืน

รายงานพิเศษ : ‘เครื่องคัดแยกซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์’ ต้นแบบ…‘เศรษฐกิจหมุนเวียน’ สู่ความยั่งยืน

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) เปิดตัวเครื่องคัดแยกซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ผ่านกระบวนการทางความร้อน ประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นแห่งแรกในประเทศไทย พร้อมถ่ายทอดต้นแบบให้ภาคอุตสาหกรรมนำไปประยุกต์ใช้ มุ่งสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และสังคมคาร์บอนต่ำ สร้างความยั่งยืนให้ภาคอุตสาหกรรม ในงานสัมมนาวิชาการประจำปีของ กพร. Innovation in Raw Materials Conference 202 : Innovation Synergy Driving Circular Economy ผสานพลังนวัตกรรมนำความคิด ยกระดับเศรษฐกิจหมุนเวียน

ดร.อดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนาวิชาการ “Innovation in Raw Materials Conference 2024 : Innovation Synergy Driving Circular Economy ผสานพลังนวัตกรรมนำความคิดยกระดับเศรษฐกิจหมุนเวียน” ของ กพร. ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิล อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ โดยกล่าวว่า เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่เศรษฐกิจยุคใหม่จึงได้ผลักดันเรื่องการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เกิดประโยชน์และมูลค่าเพิ่มสูงสุด ตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งสอดรับกับนโยบาย MIND ของ กระทรวงอุตสาหกกรรมที่มุ่งพัฒนา “อุตสาหกรรมดี อยู่คู่กับชุมชนอย่างยั่งยืน” และสอดคล้องกับแนวคิดในการเปลี่ยนขยะเป็นทรัพยากร หรือที่เรียกว่า “การทำเหมืองแร่ในเมือง (Urban Mining)” ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยแก้ไขปัญหาขยะหรือของเสียทั้งจากภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือนได้อย่างยั่งยืน สามารถสร้างคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับสังคม และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ จากการเปลี่ยน Waste to Value ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี

ที่ผ่านมา กพร. ได้ดำเนินการส่งเสริม พัฒนา และยกระดับผู้ประกอบการด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้มีการประยุกต์ใช้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนในองค์กรอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบัน กพร. ได้สร้างสรรค์เทคโนโลยีรีไซเคิลและนวัตกรรมวัตถุดิบ รวมกว่า 85 ชนิด โดยได้ถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีให้แก่ผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้ที่สนใจ เฉลี่ยกว่า 400 รายต่อปี สร้างธุรกิจใหม่ (Start-up) และช่วยยกระดับผู้ประกอบการ (หรือ Level-up) ให้มีความสามารถก้าวทันโลกและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ผลงานที่สำคัญในปีนี้ กพร. ได้ขยายผลและต่อยอดผลงานที่ผ่านมา จนกระทั่งได้ออกแบบและพัฒนา “เครื่องคัดแยกซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ผ่านกระบวนการทางความร้อน” โดยสามารถคัดแยกส่วนประกอบต่างๆ ในซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ผ่านกระบวนการทางความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถคัดแยกวัตถุดิบกลับมาใช้ประโยชน์ได้มากกว่าร้อยละ 80ได้แก่ ลวดนำไฟฟ้า เศษกระจก และแผ่นซิลิกอนที่มีโลหะเงินเป็นองค์ประกอบ ซึ่งเครื่องคัดแยกนี้นับเป็นเครื่องจักรต้นแบบเครื่องแรกในประเทศไทย

“ความสำเร็จครั้งนี้ จะช่วยให้ กพร. เป็น “ศูนย์การเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีรีไซเคิลซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ครบวงจร” เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการอุตสาหกรรมรีไซเคิลซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และจะช่วยแก้ไขปัญหาซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ในประเทศที่จะมีปริมาณเพิ่มขึ้น จากหลักพันตันต่อปี เป็นหลักหมื่นตันต่อปี ภายในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า” ดร.อดิทัต กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างผลงานที่ประสบความสำเร็จในปีนี้ เช่น การออกแบบและพัฒนาอุปกรณ์ต้นแบบในการคัดแยก Black Mass และวัสดุจากแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนเสื่อมสภาพที่ใช้ในยานยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยสามารถคัดแยก Black Mass คุณภาพสูงจากแบตเตอรี่ฯ ได้กว่าร้อยละ 90 เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการรีไซเคิลโลหะต่อไป ซึ่งตอบโจทย์ที่ประเทศไทยกำลังมุ่งเน้นการเป็นศูนย์กลางด้านการผลิตและใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle: EV) ในยุคยานยนต์สมัยใหม่ที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตามรายงานของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) การพัฒนาวัตถุดิบคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มมูลค่าแร่ โดยได้พัฒนาและต่อยอดเทคโนโลยีการสังเคราะห์ซีโอไลต์ 13 เอ็กซ์ (Zeolite13X) จากหินพอตเทอรี สำหรับใช้เป็นวัสดุดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สำหรับอุตสาหกรรมผลิตก๊าซและอาหารแปรรูป จากหินพอตเทอรี 300 บาทต่อตัน เมื่อผลิตเป็น Zeolite13X จะมีราคากว่า 200,000 บาทต่อตัน การพัฒนาสถานประกอบการให้มีการประยุกต์ใช้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนในองค์กร เช่น การ Upcycle เศษไม้พาเลท และเศษไม้ Pressboard ที่ใช้ในการผลิตหม้อแปลงไฟฟ้า โดยนำมาผลิตเป็นเฟอร์นิเจอร์และของใช้ โดยผลการดำเนินงานในปีนี้ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้ถึง 1,000 ล้านบาทต่อปี และได้มีส่วนร่วมในการลดคาร์บอนได้กว่า 19,600 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

สำหรับงานสัมมนาวิชาการ “Innovation Synergy Driving Circular Economy ผสานพลังนวัตกรรมนำความคิด ยกระดับเศรษฐกิจหมุนเวียน” ที่จัดขึ้นในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันนวัตกรรมและเทคโนโลยีสู่การผลิตวัตถุดิบ (ทดแทน/ขั้นสูง) ในเชิงพาณิชย์ ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถนำหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาองค์กร โดยมีการบรรยายมาตรฐานใหม่ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียน การสร้างนวัตกรรมด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และได้รับเกียรติจากบริษัทที่มีการดำเนินงานที่ดีในด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน มาร่วมบรรยาย และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ รวมทั้งมีการเผยแพร่นวัตกรรมและผลงานวิจัยที่ประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการเผยแพร่ตัวอย่างการดำเนินงานของสถานประกอบการที่มีการดำเนินการดีเด่นด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน ทั้งนี้ สามารถดาวน์โหลดเอกสารประกอบการสัมมนาหรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ HYPERLINK “https://innovation.dpim.go.th/” https://innovation.dpim.go.th