รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯคูเมืองปล่อยกู้ดอกต่ำช่วยสมาชิก สร้างแหล่งสำรองน้ำในไร่นาฝ่าวิกฤติแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/451563

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯคูเมืองปล่อยกู้ดอกต่ำช่วยสมาชิก  สร้างแหล่งสำรองน้ำในไร่นาฝ่าวิกฤติแล้ง

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯคูเมืองปล่อยกู้ดอกต่ำช่วยสมาชิก สร้างแหล่งสำรองน้ำในไร่นาฝ่าวิกฤติแล้ง

วันจันทร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

น้ำเป็นปัจจัยขั้นพื้นฐานที่สำคัญของการทำการเกษตรแต่ด้วยสภาพภูมิอากาศแปรปรวนส่งผลให้ปริมาณน้ำฝนลดน้อยลง หรือเกิดฝนทิ้งช่วง ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรมากขึ้นทุกขณะ ประกอบกับพื้นที่ชลประทานยังไม่เพียงพอ เกษตรกรส่วนใหญ่ต้องอาศัยน้ำฝนและแหล่งน้ำธรรมชาติในการเพาะปลูก ในช่วงฤดูแล้งน้ำขาดแคลน ผลผลิตทางการเกษตรได้รับความเสียหาย เกษตรกรสูญเสียรายได้ กระทบต่อภาวะเศรษฐกิจในภาพรวม

รัฐบาลจึงมีแนวคิดในการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรในระดับไร่นาแบบใหม่ คือ เน้นให้เกษตรกรแต่ละราย พัฒนาพื้นที่ของตนเองให้มีระบบสำรองน้ำเพื่อการเกษตร ด้วยการขุดสระกักเก็บน้ำในไร่นา หรือขุดเจาะบ่อบาดาลไว้ใช้ทดแทนน้ำชลประทาน เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงจัดทำโครงการสนับสนุนเงินทุนเพื่อสร้างระบบน้ำในไร่นาของสมาชิก สถาบันเกษตรกร โดยให้สถาบันเกษตรกร (สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร) เป็นแหล่งรับเงินทุนหมุนเวียน เพื่อนำไปสนับสนุนเงินกู้แก่สมาชิกในการใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการลงทุนพัฒนาแหล่งน้ำในแปลงไร่นาของตนเองอย่างเป็นระบบ สร้างโอกาสในการผลิตเกษตรกรรม ลดความเสี่ยงจากใช้น้ำชลประทาน และแหล่งน้ำจากธรรมชาติแต่เพียงอย่างเดียว

 

นางมะลิฉัตร หว่างวิวัฒน์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรคูเมือง จำกัด จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า สหกรณ์การเกษตรคูเมือง ได้เข้าร่วมโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อสร้างระบบน้ำในไร่นาของสถาบันเกษตรกรกรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งสหกรณ์ได้รับจัดสรรเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรสมาชิก ในปี 2559 วงเงิน 2.8 ล้านบาท ให้เกษตรกรสมาชิกกู้ยืมรวม 56 ราย รายละ 50,000 บาท สำหรับนำไปขุดเจาะบ่อบาดาล จัดซื้ออุปกรณ์วางระบบน้ำ โดยเกษตรกรสมาชิกจะต้องชำระเงินกู้ปีละ 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย 3% รวมระยะเวลา 5 ปี และในปี 2562 กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สนับสนุนงบเพิ่มเติมอีกจำนวน 2.1 ล้านบาท เพื่อนำไปสนับสนุนให้สมาชิกพัฒนาระบบน้ำในไร่นา ซึ่งทางสหกรณ์ฯ ได้นำไปจัดสรรให้กับสมาชิกที่ได้มีการสำรวจความต้องการไว้ ทั้งต่อยอดรายเก่าและรายใหม่

การสนับสนุนเงินกู้เพื่อสร้างระบบน้ำในไร่นา เป็นประโยชน์ต่อสมาชิกสหกรณ์การเกษตรคูเมืองอย่างมาก เนื่องจากสมาชิก
ส่วนใหญ่มักประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง พอมีเงินไปขุดเจาะบ่อบาดาล ไปพัฒนาระบบสำรองน้ำไว้ใช้ในไร่นาของตนเอง จนกระทั่งมีน้ำเพื่อใช้ทำการเกษตรอย่างเพียงพอ สามารถปลูกข้าว ปลูกพืชหลังนา พืชผัก ทำเกษตรผสมผสาน มีรายได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี ซึ่งสหกรณ์ฯ จะรวบรวมผลผลิตของสมาชิก ส่งขายให้กับบริษัทเอกชน และจัดส่งไปขายยังตลาดชุมชนในอำเภอคูเมือง

ด้านนายสุเมค ลิอ่อนรัมย์ สมาชิกสหกรณ์การเกษตรคูเมือง จำกัด กล่าวว่า ตนได้กู้เงินจากสหกรณ์รวมทั้งสิ้น 56,000 บาท เพื่อนำมาปรับปรุงพื้นที่การเกษตรและวางระบบน้ำ ซื้อเครื่องปั๊มน้ำบาดาล แท็งก์น้ำขนาด 2,000 ลิตร ท่อ pvc วางระบบน้ำ ในพื้นที่ 24 ไร่ ปัจจุบันได้ทำการเกษตรแบบผสมผสาน ทั้งทำนา ปลูกพืชผักสวนครัวอาทิ มะเขือ ข้าวโพด พริก แตงกวา ฟัก กระเจี๊ยบเขียว เป็นต้น ซึ่งตั้งแต่ทำระบบน้ำในไร่นา ทำให้มีน้ำเพียงพอสามารถปลูกพืชผักได้หลากหลายชนิดหมุนเวียนตลอดทั้งปี มีไว้บริโภคเองในครัวเรือน และเหลือขายมีรายได้เฉลี่ยวันละ 200-400 บาท ก็ทำให้อยู่ได้อย่างมีความสุขแบบพอเพียง เมื่อเปรียบเทียบกับสมัยก่อนที่ยังไม่ได้ทำระบบน้ำ ต้องอาศัยน้ำจากบ่อน้ำธรรมชาติในช่วงแล้งก็ต้องตักน้ำไปรดผัก ปลูกได้ไม่กี่ชนิดผลผลิตก็น้อยแต่ตอนนี้ปลูกพืชผักได้หลากหลายเพราะมีน้ำเพียงพอ ทั้งยังใช้ระบบน้ำหยดเข้ามาช่วยลดภาระด้านแรงงาน ต่อไปวางแผนจะติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อประหยัดต้นทุนค่าไฟฟ้า ช่วยลดต้นทุนการผลิตอีกทางหนึ่ง

รายงานพิเศษ : ‘นมวาริช’กางแผนรุกตลาด เพิ่มรสชาติเจาะกลุ่มผู้บริโภคเทรนด์ใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450710

รายงานพิเศษ : ‘นมวาริช’กางแผนรุกตลาด  เพิ่มรสชาติเจาะกลุ่มผู้บริโภคเทรนด์ใหม่

รายงานพิเศษ : ‘นมวาริช’กางแผนรุกตลาด เพิ่มรสชาติเจาะกลุ่มผู้บริโภคเทรนด์ใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“สหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัด” จังหวัดสกลนคร เป็น 1 ในโครงการพระราชดำริ ของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ได้ดำเนินการส่งเสริมพัฒนาอาชีพเลี้ยงโคนม และแปรรูปผลิตภัณฑ์นมภายใต้ตรา“นมวาริช” นมโคแท้ 100% คุณภาพตามมาตรฐานสากล

นายชิณณวรรธน์ ภูเวียนวงศ์ ประธานสหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัด กล่าวว่า เมื่อปี 2528 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการดำเนินงานของ สถานีบำรุงพันธุ์สัตว์สกลนคร ทรงมีพระราชดำรัสให้กรมปศุสัตว์ ร่วมกับจังหวัดสกลนคร ส่งเสริมการเลี้ยงโคนมในจังหวัดสกลนคร จึงเกิดเป็นกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ค้อเขียว และมีการดำเนินกิจการเรื่อยมาจนกลายมาเป็น “สหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัด” ที่ได้จดทะเบียนเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2535 ต่อมาเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2535 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ ทอดพระเนตรการดำเนินงานของสหกรณ์โคนมวาริชภูมิ แล้วทรงเห็นว่าสหกรณ์ฯแห่งนี้ ยังขาดถังเก็บน้ำนมดิบ ซึ่งมีความจำเป็นมากเพราะจะช่วยเก็บรักษาน้ำนมดิบที่รวบรวมมาทั้งหมด เพื่อรอการจำหน่ายเป็นน้ำนมดิบ หรือนำไปผลิตเป็นนมพร้อมดื่มต่อไป จึงทรงมีพระราชดำริ ให้พิจารณาหาถังเก็บน้ำนมดิบให้กับสหกรณ์ จึงได้มีการจัดหาถังเก็บน้ำนมดิบ จำนวน 1 ถัง ขนาดจุ 10,000 ลิตรช่วยแก้ไขปัญหาการรับน้ำนมดิบจากสมาชิกและสร้างขวัญกำลังใจแก่เกษตรกร

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่รับสหกรณ์โคนมวาริชภูมิ อยู่ในโครงการพระราชดำริ ทำให้เกิดความมุ่งมั่นพัฒนาต่อยอดจนมีผลิตภัณฑ์เป็นสินค้า OTOP จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของอ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร ที่สำคัญกระบวนการผลิตผ่านมาตรฐานทุกขั้นตอน ตั้งแต่ฟาร์มของสมาชิกได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ทุกฟาร์ม ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบและโรงงานแปรรูป ได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP (Codex) HACCP Q และ Halal นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในด้านเงินกู้เพื่อใช้ในการรวบรวมน้ำนมดิบและให้งบจัดซื้ออุปกรณ์ใช้ในกิจการสหกรณ์ เช่น อุปกรณ์ตรวจสอบคุณภาพน้ำนมดิบ ห้องปฏิบัติการตรวจสอบคุณภาพ รถห้องเย็นสำหรับขนส่งผลิตภัณฑ์นมติด ทำให้เชื่อมั่นได้ว่านมวาริช เป็นนมโคแท้ 100% ที่มีคุณภาพมาตรฐานปลอดภัยต่อผู้บริโภค ตามสโลแกนคุณภาพทุกหยดสดจากฟาร์ม

แต่ข้อจำกัดอย่างหนึ่งของนมวาริชคือ มีรสจืด เพียงรสชาติเดียว ทำให้ขาดความหลากหลาย ดังนั้น สหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จึงได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร และสำนักงานสหกรณ์จังหวัดสกลนคร กรมส่งเสริมสหกรณ์ ศึกษาวิจัยพัฒนานมรสชาติใหม่ โดยขอรับงบประมาณสนับสนุนจาก กองทุน FTA เพื่อมาดำเนินการพัฒนาภายใต้ โครงการ “พัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและพัฒนาระบบบริหารจัดการของสหกรณ์วาริชภูมิ จำกัด” ผลการดำเนินโครงการ ได้มีรสชาติใหม่ออกมา ซึ่งเป็นรสชาติที่เป็นอัตลักษณ์ และรสชาติที่ชื่นชอบของตลาด ได้แก่ นมรสหมากเม่า เป็นนมที่มีสีม่วง ผลิตจากส่วนผสมของหมากเม่า ซึ่งผลไม้ท้องถิ่นของจังหวัดสกลนคร นมรสแคนตาลูป ที่มีความหอม หวาน จากฟาร์มของชาวสกลนครนมรสหวาน และรสช็อกโกแลต ซึ่งเป็นรสชาติยอดนิยมที่ได้จากการสำรวจตลาดในโมเดิร์นเทรด

ทั้ง 4 รสชาติ ยังอยู่ระหว่างการทดสอบตลาด ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี คาดว่าในเร็วๆ นี้จะสามารถผลิตนมยูเอชที รสหวาน ออกมาวางจำหน่ายได้เป็นรสชาติแรก และรสชาติอื่นจะทยอยผลิตตามมาในอนาคต อย่างไรก็ตาม เชื่อมั่นว่าแผนการขยายการผลิตนมรสชาติหลากหลาย ควบคู่กับแผนการตลาด ที่เจาะกลุ่มตลาดโรงพยาบาลในพื้นที่จังหวัดสกลนคร อีกทั้งการร่วมมือกับพาณิชย์จังหวัดที่นำสินค้าไปจำหน่ายในร้านธงฟ้า จะช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับนมวาริชมากขึ้น โดยเบื้องต้นตั้งเป้าว่าจะสามารถเพิ่มสัดส่วนการตลาดนมจากเดิมที่จำหน่ายได้ประมาณ 700,000-800,000 กล่องต่อเดือน เพิ่มขึ้นเป็น 1,000,000 กล่องต่อเดือน

“ถ้าสหกรณ์ฯรับซื้อน้ำนมดิบจากสมาชิกในปริมาณและราคาที่เพิ่มขึ้น สมาชิกเองก็มีรายได้ที่ดี ทำให้เกิดความมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบ สามารถยกระดับคุณภาพนมโคแท้ตรา นมวาริช สร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์โคนมวาริชภูมิและสร้างอาชีพที่มั่นคงให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมกว่า 140 ครอบครัวก็ถือว่าสหกรณ์ฯ เดินไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้แล้ว” นายชิณณวรรธน์ กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : นิคมฯสตึกชูแนวทางสหกรณ์ จัดสรรที่ดิน-พัฒนาอาชีพสู่เกษตรกรรมยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450484

รายงานพิเศษ : นิคมฯสตึกชูแนวทางสหกรณ์  จัดสรรที่ดิน-พัฒนาอาชีพสู่เกษตรกรรมยั่งยืน

รายงานพิเศษ : นิคมฯสตึกชูแนวทางสหกรณ์ จัดสรรที่ดิน-พัฒนาอาชีพสู่เกษตรกรรมยั่งยืน

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

พื้นที่อำเภอแคนดง และอำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงพลอง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 38,668 ไร่ ซึ่งในอดีตมีราษฎรเข้าอาศัยและทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งนี้จำนวนมาก ส่งผลให้พื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ไม่สามารถปรับปรุงแก้ไขให้คืนสู่สภาพป่าเหมือนเดิมได้ รัฐบาลจึงนำพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าดงพลองให้ราษฎรเข้าทำประโยชน์ให้ถูกต้องตามกฎหมายป่าไม้ โดยอาศัยมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 13สิงหาคม 2517 จัดสรรที่ดินให้ราษฎรโดยวิธีการสหกรณ์ในรูปสหกรณ์การเช่าที่ดิน

นายภูมิสิทธิ์ แก้วแจ่มจันทร์ ผู้อำนวยการนิคมสหกรณ์สตึก บุรีรัมย์ กล่าวว่า นิคมสหกรณ์สตึก บุรีรัมย์ เป็นหน่วยจัดที่ดินให้เกษตรสมาชิกตามกฎหมาย ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้วยวิธีการสหกรณ์ เป็นการจัดประเภทสหกรณ์นิคม โดยมุ่งหวังให้ราษฎรมีที่ทำกิน โดยสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์จัดหาเงินทุนให้สมาชิกกู้ยืมไปปรับปรุงขยายอาชีพ ส่งเสริมจัดหาอาชีพหลักให้สมาชิกและราษฎร จัดหาเครื่องอุปโภคบริโภคและวัสดุการเกษตรมาจำหน่ายให้สมาชิก พร้อมรวบรวมผลิตผลทางการเกษตรจากสมาชิกเพื่อจำหน่ายให้ได้ราคาที่ยุติธรรม หรือแปรรูปเพื่อจำหน่าย

ดังนั้น เพื่อให้กิจกรรมทั้งหมดดำเนินการไปได้ จึงต้องมีตัวกลางคือ“สหกรณ์นิคมแคนดง จำกัด” เป็นหน่วยงานสนับสนุนขับเคลื่อนพัฒนาระบบสหกรณ์ในพื้นที่นิคมสหกรณ์ ช่วยเหลือสมาชิกให้มีความเป็นอยู่ที่ดีพึ่งพาตนเอง ช่วยเหลือกัน นำไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืนในอาชีพตามหลักการสหกรณ์

ปัจจุบันพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าดงพลอง 38,667 ไร่ อยู่ใน 2 อำเภอ ได้แก่ อ.แคนดง และอ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ ทางนิคมสหกรณ์สตึก
ได้สำรวจรางวัดรอบแปลงมีพื้นที่จัดสรรได้ 1,513 แปลงเนื้อที่รวม 30,010 ไร่ ซึ่งมีเกษตรกรเข้าไปใช้ประโยชน์แล้วทั้งหมด โดยส่วนใหญ่กว่า 80% ปลูกยางพารา ที่เหลือปลูกยูคาลิปตัสและอ้อยเป็นหลัก

ด้านนายสุระชัย ปะรุนรัมย์ เจ้าพนักงานส่งเสริมสหกรณ์อาวุโส นิคมสหกรณ์สตึก กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากงานจัดที่ดิน งาน
ส่งเสริมสหกรณ์แล้ว ยังมีภารกิจเสริมอาชีพในเขตพื้นที่นิคมสหกรณ์ ซึ่งนิคมสหกรณ์สตึก มีพื้นที่สงวนเพื่อกิจการนิคม 140 ไร่ ได้พัฒนาพื้นที่บางส่วน 40 ไร่ ให้เป็นแปลงปลูกผักผสมผสาน ซึ่งมีสมาชิกสหกรณ์นิคมแคนดง จำกัด ที่ไม่มีที่ทำกินเข้ามาใช้ประโยชน์ปลูกพืชผักในพื้นที่ โดยจัดสรรพื้นที่ให้รายละ 2 งาน รวม 20 ราย โดยพืชที่ปลูกเป็นหลักคือ ข้าวโพดหวาน และข้าวโพดข้าวเหนียว

แต่ด้วยพื้นที่ดังกล่าวมีระบบน้ำ ไม่เอื้อทำเกษตร เดิมมีสระน้ำ 23 ไร่ เกษตรกรยังต้องปั๊มน้ำด้วยไฟฟ้า เพื่อใช้ปลูกพืชผัก ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงจัดสรรงบปี 2562 จำนวน 493,000 บาท ปรับปรุงพัฒนาระบบน้ำ สร้างถังน้ำขนาด 20,000 ลิตร ระบบท่อน้ำ ระบบไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ 10 แผง และระบบซับเมอร์ส เพื่อสูบน้ำจากถังน้ำใหญ่ และจ่ายน้ำให้เกษตรกรสมาชิก ทั้งนี้ เกษตรกรสมาชิกได้ร่วมกันนำโอ่งน้ำใหญ่ขนาด 500 ลิตร 13 ใบ มาตั้งจุดต่างๆ ในแปลงเกษตรกร เพื่อรองรับน้ำจากถังใหญ่ เป็นแนวทางจัดการน้ำให้ทั่วถึงทั้งแปลง

ผลสัมฤทธิ์ที่เกิดจากการส่งเสริมระบบน้ำ โดยใช้พลังงานโซลาร์เซลล์ ในพื้นที่นิคมของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ทำให้มีน้ำใช้โดยไม่เปลืองพลังงานไฟฟ้า ช่วยลดต้นทุนระบบน้ำให้เกษตรกร มีน้ำใช้ฤดูแล้งวางแผนผลิตเป็นระบบ เกษตรกรสมาชิกปลูกพืชผักไว้ขายผ่านระบบสหกรณ์ได้มากขึ้น ตั้งเป้าว่าผลิตพืชผักให้ได้วันละ 100 กิโลกรัม

นอกจากนี้ สหกรณ์นิคมแคนดง จำกัด สามารถเพิ่มปริมาณธุรกิจ จากการจำหน่ายวัสดุการเกษตรที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอาชีพ และลดต้นทุนดำเนินงาน จากการกู้เงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ 900,000 บาท ที่อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 สหกรณ์ฯจัดการด้านการตลาดโดยรวบรวมผลผลิตจำหน่ายให้สมาชิก ลดต้นทุนการผลิต โดยรวมกันซื้อวัสดุการเกษตร สมาชิกปลูกพืชผักแล้วมีตลาดรองรับแน่นอน มีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ ของนิคมสหกรณ์สตึกให้คำปรึกษาติดตามผลใกล้ชิด ซึ่งกลุ่มอาชีพในพื้นที่นิคมสหกรณ์สตึกได้นำแนวทางส่งเสริมการเกษตรแบบ
“ระบบตลาดนำการเกษตร” และแก้ปัญหาภัยแล้งเป็นระบบเป็นต้นแบบแก้ปัญหาภัยแล้งยั่งยืน

จากการส่งเสริมอาชีพให้เกษตรกรสมาชิกได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินของนิคมฯ ในพื้นที่ 40 ไร่ เบื้องต้นเกษตรกรสมาชิกปลูกข้าวโพดโดยใช้ระยะเวลา 70 วันต่อรอบการผลิต ทำให้มีรายได้จากการขายข้าวโพดเฉลี่ย8,000 บาท ขณะนี้ทดลองปลูกข้าวโพดแล้ว 3 รอบ สมาชิกแต่ละรายจะมีรายได้เพิ่มขึ้น 24,000 บาท ทั้งนี้ นิคมสหกรณ์สตึก มีแนวทางพัฒนาพื้นที่อีกจำนวนหนึ่ง เพื่อแบ่งให้เกษตรกรสมาชิกใช้ประโยชน์ที่ดินทำกินทำเกษตร สร้างรายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัวได้อย่างมั่นคง ที่สำคัญยังมีแนวทางพัฒนาอาชีพให้สมาชิกสหกรณ์นิคมฯ ด้วยการปลูกข้าวโพดให้มีลักษณะเด่น โดยวางแผนจะนำหินภูเขาไฟมาผสมกับดินในพื้นที่ เพื่อให้เป็น“ข้าวโพดดินภูเขาไฟ”สร้างเอกลักษณ์จำเพาะ และวางแผนต่อยอดแปรรูปเป็นน้ำข้าวโพดต่อไป นอกจากนี้ ยังมีหลายหน่วยงานสนใจ เข้ามาเชื่อมโยงเพื่อแลกเปลี่ยนและให้ความรู้ พร้อมกันนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติเข้ามาศึกษาข้อมูลเพื่อดำเนินการเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรต่อไป

รายงานพิเศษ : สศก.แนะพืชทางเลือก7จว.ใต้ตอนบน ปลูกทดแทนยางในพื้นที่ไม่เหมาะสม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449970

x

รายงานพิเศษ : สศก.แนะพืชทางเลือก7จว.ใต้ตอนบน ปลูกทดแทนยางในพื้นที่ไม่เหมาะสม

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากการสำรวจพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน (ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พังงา กระบี่ และภูเก็ต) ตามการบริหารจัดการเขตเศรษฐกิจสำหรับสินค้าเกษตรที่สำคัญ (Zoning  by Agri – Map) พบว่า มีพื้นที่ปลูกยางพาราในชั้นความเหมาะสมต่างๆ (Agri-Map) มีจำนวน 7.14 ล้านไร่ แบ่งเป็น พื้นที่ที่มีความเหมาะสมมาก (S1) และเหมาะสมปานกลาง (S2) สำหรับการปลูกยางพารา 5.95 ล้านไร่ เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 2,850 บาท/ไร่ ในขณะที่พื้นที่เหมาะสมน้อย (S3) และไม่เหมาะสม (N) สำหรับการปลูกยางพารา มีจำนวน 1.19 ล้านไร่ เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิ เฉลี่ย 1,683 บาท/ไร่

นางสาวทัศนีย์  เมืองแก้ว  รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า หากพิจารณาถึงพืชทางเลือกที่จะปรับเปลี่ยนในพื้นที่ปลูกยางพาราเขตพื้นที่ไม่เหมาะสม(S3, N) ตามแผนที่ความเหมาะสมของดิน (Zoning) ในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน พบว่า พืชทางเลือกที่เหมาะสมให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าและตลาดมีความต้องการต่อเนื่อง ได้แก่ สละ ทุเรียน มะพร้าวน้ำหอม และหมาก โดย สละ เกษตรกรมีต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตเฉลี่ย 22,214 บาท/ไร่ (เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 3 และให้ผลผลิตไม่น้อยกว่า
30 ปี) ได้ผลผลิตเฉลี่ย 1,901 กก./ไร่ เกษตรกรขายได้ราคา 60-70 บาท/กก. ผลตอบแทนสุทธิ 91,720 บาท/ไร่/ปี ส่วนใหญ่มีพ่อค้ารายย่อยมารับซื้อที่สวน และสามารถจัดการให้เก็บผลผลิตขายได้ทุกวัน

 

 

ทุเรียน เกษตรกรมีต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตเฉลี่ย 21,719 บาท/ไร่ เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 6 ได้ผลผลิตเฉลี่ย 1,080 กก./ไร่  เกษตรกรขายได้ราคา 60-70 บาท/กก. ผลตอบแทนสุทธิ 48,446 บาท/ไร่/ปี เกษตรกรส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 70 นิยมขายผลผลิตแบบเหมาสวนให้พ่อค้ารวบรวมส่งออก ซึ่งมีแหล่งรวบรวมหลักของภาคใต้ที่จังหวัดชุมพร

 

 

มะพร้าวน้ำหอม เกษตรกรมีต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตเฉลี่ย 5,522 บาท/ไร่ เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 4 ได้ผลผลิตเฉลี่ย 1,410 กก./ไร่ สามารถเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี รอบตัดเก็บผลผลิตประมาณ 20-30 วัน/ครั้ง เกษตรกรขายได้ราคา 20-25 บาท/ผล ผลตอบแทนสุทธิ 28,686 บาท/ไร่/ปี แหล่งจำหน่ายส่วนใหญ่อยู่บริเวณเส้นทางท่องเที่ยวและมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อที่สวนเพื่อนำไปขายต่อในชุมชนเมืองและแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ทั้งในรูปผลสดและแปรรูปทำวุ้นมะพร้าวอ่อน

 

 

หมาก เกษตรกรมีต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตเฉลี่ย 7,639 บาท/ไร่ เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 4 – 5 ได้ผลผลิตเฉลี่ย 458 กก./ไร่ เกษตรกรขายหมากแห้งได้ราคา 40 – 45 บาท/กก. ผลตอบแทนสุทธิ 27,013 บาท/ไร่/ปี ซึ่งตลาดต้องการตลอดทั้งปี และมีจุดรับซื้อในท้องถิ่นตามฤดูกาล

ด้านนายบรรจบ ซุ้นสุวรรณ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี (สศท.8) กล่าวเสริมว่า สำหรับข้อมูลต้นทุนและผลตอบแทนพืชทางเลือกข้างต้น เป็นข้อมูลที่ สศท.8 ศึกษาในปีเพาะปลูก 2560/61 นอกจากนี้ สศท.8 ยังลงพื้นที่ศึกษาเกษตรกรตัวอย่างที่ปรับเปลี่ยนจากพื้นที่ปลูกยางไปปลูกพืชอื่นทดแทนหรือทำกิจกรรมเสริมรายได้ในสวนยางพารา พบว่า ยังมีพืชอีกหลายชนิดที่น่าสนใจ เช่น ปลูกไผ่กิมซุง พริกไทย ผักเหมียง เห็ดนางฟ้า และเลี้ยงแพะพื้นเมือง ซึ่งสินค้าดังกล่าวยังเป็นที่ต้องการของตลาดต่อเนื่อง อีกทั้ง เกษตรกรยังแปรรูปผลผลิตต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าได้อีกด้วย สำหรับผู้สนใจพืชทางเลือกในภาคใต้ตอนบน ขอคำแนะนำได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 โทร. 07-731-1373 หรือ อีเมล zone8@oae.go.th

รายงานพิเศษ : สทนช.ก้าวสู่ปีที่3มุ่งสืบสานรักษาต่อยอด ชูบทบาทเสนาธิการด้านน้ำของปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449381

รายงานพิเศษ : สทนช.ก้าวสู่ปีที่3มุ่งสืบสานรักษาต่อยอด ชูบทบาทเสนาธิการด้านน้ำของปท.

รายงานพิเศษ : สทนช.ก้าวสู่ปีที่3มุ่งสืบสานรักษาต่อยอด ชูบทบาทเสนาธิการด้านน้ำของปท.

วันศุกร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“การทำงานของ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ตั้งปณิธานสืบสาน รักษา และต่อยอด ตามพระปฐมบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อนำประเทศไปสู่การมีภูมิคุ้มกันและความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน ภายใต้หลักธรรมาภิบาล เน้นทำงานเชิงรุกส่งเสริมศักยภาพบุคลากร พร้อมนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับบริบทของประเทศ โดยยึดมั่นประโยชน์ประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด” ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. กล่าวถึงหลักการทำงานในโอกาสที่ สทนช.ครบรอบ 2 ปีเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2562 และกำลังก้าวขึ้นสู่ปีที่ 3

สทนช. เป็นหน่วยงานบริหารทรัพยากรน้ำ ตั้งขึ้นตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 46/2560 อยู่ในบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำของประเทศทั้งระบบมีเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อน โดยทำหน้าที่บูรณาการงาน ข้อมูล แผนงาน โครงการ งบประมาณ ตลอดจนติดตามประเมินผลและควบคุมการปฏิบัติงาน ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ตลอดเวลา 2 ปีที่ผ่านมา สทนช.ดำเนินงานตามภารกิจด้วยความมุ่งมั่นพัฒนาวางรากฐานงานด้าน“น้ำ” ของประเทศอย่างเป็นธรรมและยั่งยืนทุกมิติ โดยน้อมนำศาสตร์พระราชา แนวทางตามพระราชดำริที่เกี่ยวข้อง หลักการทรงงานมาใช้ปฏิบัติงานภายใต้บทบาทเสนาธิการด้านน้ำของประเทศ สทนช.ให้คุณค่ากับการดำเนินงานของหน่วยงานและผู้ปฏิบัติงานทุกระดับและทุกภาคส่วนเท่าเทียมกัน เพื่อให้เกิดการบูรณาการอย่างแท้จริงและขับเคลื่อนร่วมกันเต็มประสิทธิภาพ

สมเกียรติ ประจำวงษ์

สทนช.ขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2562 และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2562 โดยกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ 6 ด้าน ประกอบด้วย แผนแม่บทด้านที่ 1 จัดการน้ำอุปโภคบริโภค ให้ทุกหมู่บ้านและชุนชนเมืองมีน้ำสะอาดใช้ครบทุกหมู่บ้านภายในปี 2573 ขณะนี้จัดทำประปาหมู่บ้านแล้วเสร็จ 7,320 หมู่บ้าน เหลืออีก 170 หมู่บ้าน จะดำเนินการให้เสร็จปี 2562 เพิ่มเพิ่มประสิทธิภาพระบบประปาหมู่บ้าน 1,837 หมู่บ้าน จากเป้าหมาย14,534 หมู่บ้าน ส่วนการขยายเขตประปาเมืองดำเนินการไปแล้ว 453 แห่ง จากเป้าหมาย 10,070 แห่ง

แผนแม่บทด้านที่ 2 สร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิตในปี 2562 สร้างแหล่งน้ำและระบบกระจายน้ำในเขตชลประทานเพิ่มขึ้น 166 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ทำให้มีพื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้น
150,793 ล้านไร่ นอกจากนี้ ยังพัฒนาฟื้นฟูแหล่งน้ำในพื้นที่เกษตรน้ำฝนเพิ่มขึ้น 233 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 22,920 ไร่ แผนแม่บทด้านที่ 3 การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย ในปี 2562 ได้ปรับปรุงลำน้ำธรรมชาติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ 8 แห่ง เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำภายในประเทศ 12 กิโลเมตร และอยู่ระหว่างก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมชุมชนเมือง

แผนแม่บทด้านที่ 4 จัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำที่ผ่านมาได้พัฒนาระบบบำบัดน้ำเสีย 100 แห่ง คงเหลือ 641 แห่งแผนแม่บทด้านที่ 5 อนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมและป้องกันการพังทลายของดิน ปัจจุบันได้ฟื้นฟูสภาพป่าต้นทุนที่เสื่อมโทรมคิดเป็นพื้นที่ 60,000 ไร่ จากเป้าหมาย 3.52 ล้านไร่ แผนแม่บทด้านที่ 6 การบริหารจัดการ ปัจจุบันออกกฎหมายแล้วหลายฉบับ สำหรับใช้กำหนดขอบเขตบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 มีเจตนารมณ์บูรณาการจัดสรร การใช้ พัฒนา บริหารจัดการ บำรุงรักษา ฟื้นฟู อนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ และสิทธิในน้ำเพื่อบริหารทรัพยากรน้ำอย่างเป็นเอกภาพทุกมิติอย่างยั่งยืน รวมทั้งยังออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พ.ศ.2561 พร้อมจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี และจัดตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำ 22 ลุ่มน้ำ(ใหม่) สำเร็จอีกด้วย

นอกจากนี้ ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา สทนช.ยังปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร เพื่อขับเคลื่อนภารกิจการเป็นศูนย์กลางการบูรณาการ และกำกับดูแลทรัพยากรน้ำของประเทศให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ล่าสุด กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2562 เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2562 สาระสำคัญคือ ตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติใน 4 ภูมิภาค ทำหน้าที่กำกับดูแลครอบคลุม 22 ลุ่มน้ำใหม่ รวมทั้งยังเเชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำจากส่วนกลางและภูมิภาคเป็นระบบ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในท้องถิ่นมากขึ้น ตลอดจนเป็นศูนย์กลางบูรณาการเรื่องน้ำในภูมิภาค ประกอบด้วย

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค 1 (ภาคเหนือ) จ.ลำปาง ดูแลลุ่มน้ำสาละวิน ลุ่มน้ำโขงเหนือ ลุ่มน้ำวัง ลุ่มน้ำปิง ลุ่มน้ำยม และลุ่มน้ำน่าน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค 2 (ภาคกลาง) จ.สระบุรี ดูแลพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำสะแกกรัง ลุ่มน้ำป่าสัก ลุ่มน้ำท่าจีน ลุ่มน้ำแม่กลอง ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก ลุ่มน้ำบางปะกง ลุ่มน้ำโตนเลสาบ และลุ่มน้ำเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค 3 (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) จ.ขอนแก่น ดูแลพื้นที่ลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ ลุ่มน้ำชีลุ่มน้ำมูล สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค 4 (ภาคใต้) จ.สุราษฎร์ธานีดูแลลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนบน ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ลุ่มน้ำภาคใต้ตะวันออกตอนล่าง และลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันตก

รายงานพิเศษ : พิษโพดุลทุบศก.เมืองอุบลฯสูญ2,027ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449230

รายงานพิเศษ : พิษโพดุลทุบศก.เมืองอุบลฯสูญ2,027ล้าน

รายงานพิเศษ : พิษโพดุลทุบศก.เมืองอุบลฯสูญ2,027ล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากสถานการณ์อุทกภัยพายุโพดุล ตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม –3 กันยายน 2562 ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี พบว่า ข้อมูล ณ 21 ตุลาคม 2562 มีพื้นที่เสียหาย 23 อำเภอ โดยด้านพืชได้รับความเสียหายรวม 371,853 ไร่ ด้านปศุสัตว์ได้รับความเสียหาย 25,425 ตัว และด้านประมง บ่อปลาและกระชัง ได้รับความเสียหาย 5,569.80 ไร่ 5,854 ตรม.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ผลการประเมินมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจในพื้นที่ประสบอุทกภัยของจังหวัดอุบลราชธานี ภาพรวมคิดเป็นมูลค่า 2,027.20 ล้านบาท จำแนกเป็น ด้านพืช ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ ข้าวเหนียว มันสำปะหลัง ยางพารา และอื่นๆ คิดเป็นมูลค่า 1,885.53 ล้านบาท ด้านปศุสัตว์ ได้แก่ สุกร ไก่ เป็ดและอื่นๆ 2.04 ล้านบาท และ ด้านประมง ได้แก่ ปลาหรือสัตว์น้ำอื่นที่เลี้ยงในบ่อดินและสัตว์น้ำที่เลี้ยงในกระชัง คิดเป็นมูลค่า 139.63 ล้านบาท

รัฐบาลได้เร่งให้ความช่วยเหลือ โดยในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ ให้ความช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2556 ตามพื้นที่เพาะปลูกที่เสียหายจริงไม่เกินรายละ 30 ไร่ ในอัตรา ข้าว ไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ ไร่ละ 1,148 บาท และพืชสวนและอื่นๆ ไร่ละ 1,690 บาท และดำเนินกิจกรรม “โครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยเหลือฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย” โดยจัดหน่วยเคลื่อนที่สำรวจความเสียหาย ช่วยเหลือให้คำแนะนำ การฟื้นฟู แจกเมล็ดพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ให้แก่เกษตรกร นอกจากนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้จัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ 576.287 ล้านบาท ให้สหกรณ์ละไม่เกิน 5 ล้านบาท เป็นเงินกู้ปลอดดอกเบี้ย 1 ปี เพื่อนำไปช่วยฟื้นฟูอาชีพให้กับสมาชิก ขณะที่ ครม. ได้อนุมัติงบให้กระทรวงมหาดไทย ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย 29 จังหวัดวงเงิน 7,642 ล้านบาทครัวเรือนละ 5,000 บาท รวมทั้งดำเนินการปรับปรุงอัตราการชดเชยความเสียหายให้แก่เกษตรกร โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการทำความตกลงกับกระทรวงการคลัง

เลขาธิการ สศก. กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ ได้เร่งส่งเสริมให้เกษตรกรกลับมาประกอบอาชีพได้อย่างรวดเร็ว โดยสนับสนุนให้ปลูกพืชสำหรับบริโภคในครัวเรือน เพื่อลดรายจ่ายและสร้างรายได้ระหว่างรอทำนาในฤดูนาปรังที่จะถึงในอีกประมาณ 2 เดือน พืชที่มีอายุเก็บเกี่ยวระยะสั้นประมาณ 45 วัน ที่ให้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) /ไร่/รอบการผลิต ค่อนข้างดีและมีตลาดรองรับแน่นอน คือ ขึ้นฉ่าย ผลตอบแทนสุทธิ 33,670 บาท/ไร่คะน้า ผลตอบแทนสุทธิ 23,249 บาท/ไร่ และ ผักบุ้ง ผลตอบแทนสุทธิ 6,711 บาท/ไร่ สำหรับพืชทางเลือกอื่นที่ต้องใช้ระยะเวลาเพาะปลูกยาวขึ้น เหมาะสำหรับการเพาะปลูกก่อนฤดูทำนาปี (พฤษภาคม) และให้ผลตอบแทนสุทธิต่อไร่ต่อรอบดีคือ ถั่วฝักยาว 41,641 บาท/ไร่ แตงกวา 8,958 บาท/ไร่พริก 117,549 บาท/ไร่ ผักชีฝรั่ง 10,883 บาท/ไร่ และ แคนตาลูป36,030 บาท/ไร่ เกษตรกรสามารถขายสินค้าให้กับพ่อค้าในท้องถิ่นรับซื้อที่สวน หรือที่ตลาดวารินเจริญศรี (แหล่งขายส่งพืชผัก) และตลาดเทศบาลวารินชำราบ และสามารถขอคำปรึกษา คำแนะนำในการปลูกพืชเพื่อสร้างรายได้หลังน้ำลด ที่สำนักงานเกษตรจังหวัด

สำหรับการแก้ปัญหาในระยะยาว กระทรวงเกษตรฯ ได้มีการศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนของพืชทางเลือก เพื่อเป็นข้อมูล ให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการผลิตตามนโยบายบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning by Agri-Map) เช่น มันสำปะหลังอินทรีย์ ซึ่งเป็นสินค้าที่น่าสนใจและเป็นที่ต้องการของตลาด อีกทั้งยังสามารถใช้พื้นที่ทำนาปลูกได้ด้วย ทั้งนี้ จากการสำรวจ พบว่า ภาคเอกชนต้องการรับซื้อผลผลิตจำนวนมาก ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่ยังผลิตได้ไม่เพียงพอ โดยภายในปี 2565 ภาคเอกชนต้องการขยายพื้นที่ปลูก มันสำปะหลังอินทรีย์ให้ได้ประมาณ 80,000 ไร่ แต่ปัจจุบัน ปี 2562 เกษตรกรมีความสามารถในการผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์เพียง 2,000 ไร่ เท่านั้น นอกจากนี้ ภาครัฐยังได้ศึกษาเพิ่มเติมเรื่องแนวทางการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากอย่างยั่งยืน เช่น สร้างพื้นที่แก้มลิง เพื่อรองรับน้ำในฤดูน้ำหลาก และการปรับเปลี่ยนช่วงเวลาเพาะปลูกข้าวเพื่อให้ชาวนาสามารถเก็บเกี่ยวข้าวได้ก่อนน้ำจะท่วม

รายงานพิเศษ : ผลิตยางเครปจำหน่าย…กู้วิกฤติราคาตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449009

x

รายงานพิเศษ : ผลิตยางเครปจำหน่าย…กู้วิกฤติราคาตก

วันพุธ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กลุ่มเกษตรกรการยางแห่งประเทศไทย ทำสวนยางบ้านสูบ ต.น้ำสวย อ.เมือง จ.เลย เกิดจากการรวมตัวกันของเกษตรกรกลุ่มหนึ่งที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาราคายางพาราตกต่ำพร้อมกับร่วมกันหาแนวทางในการเพิ่มมูลค่ายางพาราให้สูงขึ้น เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรสมาชิก

 

 

นายพิสิฐ เพิ่มพูน สหกรณ์จังหวัดเลย กล่าวว่า การผลิตยางเครปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า เป็นแนวทางในการเพิ่มรายได้ให้กับสมาชิกกลุ่มเกษตรกรการยางแห่งประเทศไทย ทำสวนยางบ้านสูบ ที่นำผลผลิตยางพารามาขายให้กับกลุ่มฯ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 (งบอุดหนุน) ในการจัดหาเครื่องทำยางเครป ราคา 755,000 บาท โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์สนับสนุน 70% และกลุ่มฯสมทบอีก 30% เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจรวบรวมยางก้อนถ้วยและผลิตยางเครป จำหน่ายให้บริษัทเอกชน นอกจากนี้ ยังได้ความร่วมมือจากการยางแห่งประเทศไทยมาให้ความรู้ในการทำยางเครปด้วยซึ่งการผลิตยางเครปนั้น จะสามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าได้มาก จากเดิมราคายางก้อนถ้วย จะอยู่ที่กิโลกรัมละ 16-17 บาท แต่เมื่อนำมาจำหน่ายเพื่อแปรรูปเป็นยางเครป จะเพิ่มมูลค่าได้ถึงกิโลกรัมละ 20-22 บาทเลยทีเดียว

 

 

ด้านนางสาวแก้วใจ สุขธงสา ประธานกรรมการกลุ่มเกษตรกรการยางแห่งประเทศไทย ทำสวนยางบ้านสูบ บอกว่า เดิมการดำเนินงานของกลุ่มฯ จะรวบรวมเพียงแค่ยางก้อนถ้วยจากเกษตรกรสมาชิกเพื่อนำมาจำหน่ายให้กับพ่อค้าเพียงอย่างเดียว แต่ที่ผ่านมาการติดต่อหาพ่อค้าเข้ามาประมูลหรือรับซื้อยางก้อนถ้วยนั้นยากมาก เนื่องจากคุณภาพของยางที่รวบรวมจากเกษตรกรสมาชิกมีความแตกต่างกัน เป็นสาเหตุให้ถูกกดราคายางก้อนถ้วยลง แต่หลังจากได้รับการสนับสนุนเครื่องเครปยางพาราจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ทำให้สามารถให้บริการเกษตรกรสมาชิกได้ทั่วถึงและสามารถควบคุมคุณภาพของยางได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้มีอำนาจในการต่อรองมากขึ้น จากเมื่อก่อนรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรสมาชิกได้เพียงเดือนละ 2 ครั้ง ปัจจุบันสามารถเปิดรวบรวมผลผลิตของเกษตรกรสมาชิกได้ทุกวัน เมื่อเกษตรกรสมาชิกหรือเกษตรกรทั่วไปนำผลผลิตยางพารามาขายให้กับกลุ่มฯ ก็สามารถนำเข้าเครื่องผลิตยางเครปได้ทันที และสามารถประเมินราคาซื้อขายพร้อมกับรับเงินกลับบ้านได้เลย โดยเกษตรกรสมาชิกจะได้รับราคาขายยางก้อนถ้วยสูงกว่าเกษตรกรทั่วไป ประมาณ 20-50 สตางค์ต่อกิโลกรัม สร้างความสะดวกสบายและทำให้เกษตรกรสมาชิกมีรายได้เพิ่มจากเดิมมากขึ้น

“ซึ่งตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ที่กลุ่มฯ ได้จดทะเบียนกับทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้รับการดูแลในหลายด้านจาก
เจ้าหน้าที่ของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดเลย ทั้งการช่วยเหลือด้านเอกสาร งบประมาณ พร้อมทั้งเป็นพี่เลี้ยงหลักให้คำแนะนำในการดำเนินงานของกลุ่มฯ ทำให้ได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องจนได้รับรางวัลสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางดีเด่น ระดับเขต ประจำปี 2562 ประเภทกลุ่มเกษตรกรระยะเริ่มต้น จากการยางแห่งประเทศ” นางสาวแก้วใจกล่าว

 

 

ขณะที่นายธวัชชัย แก้วดวงดี สมาชิกกลุ่มเกษตรกรการยางแห่งประเทศไทย ทำสวนยางบ้านสูบ บอกเพิ่มเติมว่า หลังจากทางกลุ่มฯ มีเครื่องทำยางเครป ทำให้ตนมีรายได้เพิ่มมากขึ้นจากที่เคยขายยางก้อนถ้วย จำนวน 500-600 กิโลกรัม มีรายได้ประมาณ 10,000 บาท ปัจจุบันเมื่อนำมาแปรรูปเป็นยางเครปแล้วขายในปริมาณเท่าเดิมทำให้มีรายได้อยู่ประมาณ 11,000 – 12,000 บาท ทำให้ตนมีกำลังใจที่จะประกอบอาชีพทำสวนยางต่อไป

แม้กลุ่มเกษตรกรการยางแห่งประเทศไทย ทำสวนยางบ้านสูบ จะรวมกลุ่มกันได้เพียง 3 ปี แต่ถือว่าเป็นกลุ่มที่มีความเข้มแข็งเป็นอย่างมากเนื่องจากสามารถพัฒนาตั้งแต่การผลิต การแปรรูป รวมไปถึงการรับซื้อ และหาตลาดเพื่อจำหน่าย แก้ปัญหาราคาผลผลิต ตอบสนองความต้องการของเกษตรกรสมาชิก และส่งเสริมให้เกษตรกรสมาชิกพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : เลี้ยง‘แพะ’อาชีพเสริมด้านปศุสัตว์ สร้างรายได้…กำไรดี700บาท/ตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448766

รายงานพิเศษ : เลี้ยง‘แพะ’อาชีพเสริมด้านปศุสัตว์ สร้างรายได้…กำไรดี700บาท/ตัว

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

อาชีพปศุสัตว์ทางเลือก ที่ช่วยสร้างรายได้ดีให้แก่เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี คือ “การเลี้ยงแพะ” โดยเกษตรกรในจังหวัดนิยมเลี้ยงแพะเพื่อบริโภค และจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ ปัจจุบันนิยมเลี้ยงสายพันธุ์บอร์ (Boer)ซึ่งเป็นพันธุ์เนื้อ เป็นที่ต้องการของตลาด ลูกค้ามักติดต่อขอซื้อถึงฟาร์ม ซึ่งจากข้อมูลของกรมปศุสัตว์ พบว่า ปี 2561 มีเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะจังหวัดกาญจนบุรี 1,054ครัวเรือน 45,549 ตัว แยกเป็นแพะเนื้อเพศผู้ 10,245 ตัว เพศเมีย 34,953 ตัว รวมเกษตรกร 1,040 ครัวเรือน และแพะนมเพศผู้ 136 ตัว เพศเมีย 215 ตัว รวมเกษตรกร 14 ครัวเรือน

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า จากการสำรวจของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 จังหวัดราชบุรี (สศท.10) พบว่า เกษตรกรในจังหวัดกาญจนบุรี มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 3,119 บาท/ตัวแยกเป็นค่าพันธุ์สัตว์ 1,950 บาท ค่าแรงงาน 540 บาท และส่วนที่เหลือ 629 บาท ส่วนใหญ่เป็นค่าอาหาร ยาป้องกันโรค และค่าเสื่อมโรงเรือนและอุปกรณ์ต่างๆโดยแม่แพะ 1 ตัว ให้ผลผลิตลูกแพะประมาณ 2 ตัว/คอก ทั้งนี้ แพะเพศเมียเมื่อมีอายุประมาณ 8 เดือน จะเริ่มผสมพันธุ์ได้ไปจนถึงอายุประมาณ 7 ปี โดยแพะจะมีอายุขัยเฉลี่ย 15 ปี สำหรับราคาขาย เกษตรกรสามารถจำหน่ายแพะเนื้อ (อายุเฉลี่ย 7 เดือน น้ำหนักประมาณ 25 – 30 กก.) ในราคา 3,825 บาท/ตัว (127 บาท/นน.ตัว 1 กก.) คิดเป็นรายได้สุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 706 บาท/ตัว ซึ่งปัจจุบันมีความต้องการรับซื้อจากภาคใต้และความต้องการของประเทศมาเลเซียจำนวนมาก

ด้านนางจินตนา ปัญจะ ผู้อำนวยการ สศท.10กล่าวเสริมว่า จากการสัมภาษณ์พูดคุยกับ นายเกษมเปรมปรีด์ หนึ่งในเกษตรกรตำบลรางหวาย อำเภอพนมทวน ซึ่งเป็นอำเภอที่นิยมเลี้ยงแพะ รองจากอำเภอเมืองและไทรโยค ได้บอกถึงผลสำเร็จว่า ตนเองปรับเปลี่ยนจากการทำนา และผันตัวทำเป็นอาชีพหลักในการเลี้ยงแพะขุน ซึ่งหลังจากลูกแพะหย่านมเมื่ออายุ 3 เดือน นำมาเลี้ยงต่อจนอายุประมาณ 7 เดือน จึงจำหน่ายเป็นแพะเนื้อให้กับผู้รับซื้อ และเป็นพ่อค้าส่งออกแพะทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังสามารถมีรายได้จากการจำหน่ายมูลแพะเพื่อใช้เป็นปุ๋ยในแปลงพืชได้อีกด้วย

ทั้งนี้ การเลี้ยงจะใช้พื้นที่ไม่มากนัก เน้นให้แพะอยู่บริเวณที่จัดไว้ พร้อมทั้งหาอาหารในท้องถิ่น ได้แก่ใบกระถินสด หรือการปลูกหญ้าแพงโกล่าในพื้นที่ของเกษตรกรเองเพื่อใช้เป็นอาหารแพะประจำวัน โดยแพะเป็นสัตว์ที่กินอาหารไม่มาก ต้องการวันละ 1-2 กิโลกรัม/วันเท่านั้นจึงไม่สิ้นเปลือง สำหรับราคาที่ขายจะแตกต่างกันไปขึ้นกับอายุ น้ำหนัก และความสวยงาม นอกจากนี้จะมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานปศุสัตว์บริการฉีดวัคซีนป้องกันพยาธิและโรคปากเท้าเปื่อยทุก 6 เดือนเป็นประจำสำหรับเกษตรกรที่สนใจการเลี้ยงแพะสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ นายเกษม เปรมปรีด์ อยู่บ้านเลขที่ 170/1 หมู่ที่ 18 บ้านนาทราย ตำบลรางหวาย อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี โทร. 08-9549-2045 ซึ่งยินดีให้คำปรึกษาแก่เกษตรกรทุกท่าน

รายงานพิเศษ : ขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริแก้ปัญหาน้ำยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448537

รายงานพิเศษ : ขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริแก้ปัญหาน้ำยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“ขณะนี้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมีหลายโครงการที่ยังไม่สามารถขับเคลื่อนได้ ซึ่งโครงการเหล่านี้คงต้องอาศัยความร่วมมือหลายๆ ส่วน ขับเคลื่อนให้เป็นจริง พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงมองระยะไกลมากๆ มีพระราชดำริโครงการพัฒนาแหล่งน้ำหลายโครงการ ที่คนไทยทุกคนต้องร่วมกันผลักดันให้บรรลุเป้าหมาย ส่วนโครงการพระราชดำริที่มีอยู่แล้ว ก็จะนำมาปรับปรุงให้ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ รวมทั้งแนวพระราชดำริ หรือศาสตร์พระราชามาใช้ประโยชน์แก้ปัญหาเรื่องน้ำของประเทศ” ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) กล่าว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงตระหนักดีว่าเนื้อแท้ที่เป็นปัญหาความยากจน ซึ่งล้วนมีรากฐานจากน้ำเป็นสำคัญ ทรงเข้าถึงปัญหาและความรู้สึกนึกคิดของราษฎรอย่างถ่องแท้ จนเป็นที่มาของการพัฒนาหรือจัดการน้ำแบบยั่งยืน ทำให้ราษฎรมีน้ำทำกิน มีอาหาร มีรายได้ และอยู่ได้อย่างมั่นคงซึ่งการพัฒนาแหล่งน้ำของพระองค์จะเริ่มที่ปัญหาของราษฎรทรงเสาะหาข้อมูลจากราษฎร โดยรับฟังความเห็น ตลอดจนปัญหาที่เกิดขึ้น และความต้องการจากราษฎร จากนั้นนำมาเทียบเคียงกับข้อมูลจากส่วนราชการ และข้อมูลส่วนพระองค์จากอุปกรณ์ที่ติดพระวรกาย ไม่ว่าแผนที่ ดินสอ กล้อง โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อที่ดินทำกินของราษฎร รวมทั้งธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจนตกผลึกเป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่มีกว่า 3,000 โครงการ ที่แก้ปัญหาเรื่องน้ำได้อย่างแท้จริง และก่อให้เกิดเป็น “ศาสตร์พระราชา” ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา สืบสานและต่อยอดจนถึงปัจจุบัน

เลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า ทิศทางดำเนินงานของ สทนช.ยึดโยงกับแนวทางพระราชดำริ ว่าด้วยการบูรณาการหน่วยงานแก้ปัญหาน้ำร่วมกัน ดังกรณีการก่อสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริให้ทุกหน่วยงานบูรณาการทำงานด้วยกัน ทำให้ขับเคลื่อนงานได้เร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งสทนช.นำแนวพระราชดำริดังกล่าวมาใช้บูรณาการหน่วยงานด้านน้ำ เกิดการทำงานร่วมกันครบวงจร ทำให้การขับเคลื่อนโครงการมีประสิทธิภาพทุกด้าน ตอบโจทย์ปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรและประชาชน

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10พระราชทานแนวพระราโชบายของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ให้หน่วยงานราชการรวมถึงพสกนิกร ยึดถือเป็นแนวปฏิบัติ ด้วยทรงตระหนักดีว่า ศาสตร์พระราชานั้นผ่านการคิด กลั่นกรอง ปฏิบัติ และพัฒนา จนเป็นรูปธรรมชัดเจนมาแล้วทั้งสิ้น เป็นที่ยอมรับของสังคมไทยและในระดับนานาชาติ

สทนช.ได้บูรณาการข้อมูลและโครงการจากหลายหน่วยงานด้านน้ำนำมากำหนดเป็นนโยบาย โดยยึดถือสืบสานศาสตร์พระราชา รวมทั้งต่อยอดดำเนินโครงการแก้ปัญหาเรื่องน้ำในลุ่มน้ำต่างๆ

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์

ล่าสุด สทนช.นำศาสตร์พระราชา ไปแก้ปัญหาลุ่มน้ำยมตอนบน

ดร.สมเกียรติกล่าวว่า พื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนบนมีฝนและปริมาณน้ำท่าค่อนข้างมาก ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมช่วงฤดูน้ำหลากเป็นประจำ ประกอบกับยังไม่มีแหล่งเก็บกักน้ำเพียงพอ ก่อให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำตามมาในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งเป็นปัญหารุนแรงอยู่ในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่พบว่ามีลำน้ำสาขาของแม่น้ำยมหลายแห่งพัฒนาเป็นอ่างเก็บน้ำ หรือสร้างประปาภูเขาได้ผนวกกับการรับฟังความคิดเห็นของกลุ่มผู้นำในพื้นที่ พบว่ามีแนวทางที่ตอบโจทย์แก้ปัญหาดังกล่าวให้คนในพื้นที่ได้ ทั้งนี้มีชุมชนหลายแห่งในบริเวณลุ่มน้ำยมตอนบน ที่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาความเดือดร้อนด้วย “ศาสตร์พระราชา” โดยน้อมนำพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 เข้ามาประยุกต์ใช้แก้ปัญหา อาทิ

โครงการอ่างเก็บน้ำแม่คำปอง บ้านบุญแจ่ม ตำบลน้ำเลา อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ ความจุ 6.76 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) แต่เกิดปัญหาน้ำและโคลนไหลลงอ่างฯมากฤดูแล้งไม่มีน้ำ ชาวบ้านบุญแจ่ม จึงเข้าไปดูงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้เห็นความสำเร็จ จากนั้นเริ่มต้นศึกษาศาสตร์พระราชารวมตัวตั้งกลุ่มอนุรักษ์ฟื้นฟูป่า เริ่มปลูกป่า รณรงค์ไม่ให้เผาหรือทำลายป่า ทำฝายแม้วตามต้นน้ำช่วยชะลอกระแสน้ำ ให้ป่าซับน้ำสร้างความชุ่มชื้นให้พื้นป่า เกิดเป็นจุดแข็งคือ มีแหล่งเก็บน้ำและอนุรักษ์ปลูกป่าควบคู่กันไป

“3-4 ปีผ่านไป เริ่มเก็บน้ำในอ่างฯได้มากขึ้น แม้เป็นฤดูแล้งเกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพหลายกลุ่ม ซึ่งล้วนแต่เป็นการนำศาสตร์ของพระราชาไปใช้ และ สทนช.ก็นำไปไว้ในแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ด้วยเช่นกัน” ดร.สมเกียรติกล่าว

เลขาธิการ สทนช.กล่าวทิ้งท้ายว่า ตัวอย่างผลสำเร็จอย่างยั่งยืนที่เราได้เรียนรู้ชัดเจนอย่างหนึ่ง คือการให้ชุมชนในพื้นที่มีส่วนร่วมบริหารจัดการ ซึ่ง สทนช.จะได้นำเข้ามาผนวกกับการดำเนินการหาแหล่งเก็บน้ำเพื่อพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนบนที่จะยังดำเนินต่อไปตามแนวพระราชดำรัสของในหลวง รัชกาลที่ 9 และตามโครงการพระราชดำริอีกหลายโครงการที่รอการขับเคลื่อนให้เกิดเป็นรูปธรรมได้ในเร็ววัน

รายงานพิเศษ : ‘กล้วยน้ำว้า-พริกชี้ฟ้า-ข่า-ไผ่’ พืชสร้างรายได้ให้เกษตรกรเมืองชล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447964

รายงานพิเศษ : ‘กล้วยน้ำว้า-พริกชี้ฟ้า-ข่า-ไผ่’ พืชสร้างรายได้ให้เกษตรกรเมืองชล

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ยางพารา นับเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรสำคัญที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุด (Top4) ของจังหวัดชลบุรี  โดยปัจจุบัน พบว่า เกษตรกรจังหวัดชลบุรี ปลูกยางพาราในพื้นที่ที่มีความเหมาะสมมากและเหมาะสมปานกลาง (S1/S2)  205,774 ไร่ เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 1,475 บาท/ไร่  แต่การปลูกในพื้นที่ที่มีความเหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม (S3/N) ก็มีจำนวนไม่น้อยเช่นกัน 105,695 ไร่ โดยได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 165 บาท/ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 10 ของผลตอบแทนสุทธิในพื้นที่เหมาะสมเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม พบว่า หากเกษตรกรมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ (S3/N) ของยางพารา มาปลูกพืชอื่นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ (Top4) ของจังหวัด คือ ปาล์มน้ำมัน จะได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย3,953 บาท/ไร่ มันสำปะหลังโรงงาน ได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 214 บาท/ไร่  ส่วนสับปะรดโรงงาน ได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 34,144 บาท/ไร่ ซึ่งแม้ว่าจะมีรายได้ที่ดีกว่าการปลูกยางพาราในพื้นที่ไม่เหมาะสม แต่ก็อาจเกิดปัญหาล้นตลาดได้ในอนาคต

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 จังหวัดชลบุรี (สศท.6)ได้ทำการศึกษาแล้ว พบว่า เกษตรกรที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว สามารถปรับรูปแบบการผลิตเป็นเกษตรแบบผสมผสานในพื้นที่ว่าง เพื่อสร้างรายได้ อาทิ กล้วยน้ำว้า มีต้นทุนการผลิต 5,881 บาท/ไร่/ปี ให้ผลผลิตเมื่อมีอายุเฉลี่ยได้ 1 ปี ได้ผลตอบแทนสุทธิ 7,618 บาท/ไร่/ปี ส่วนใหญ่เกษตรกรจะขายเป็นกล้วยสด ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดภายในจังหวัดและตลาดนอกจังหวัดหรือตามแหล่งท่องเที่ยว โดยราคารับซื้อของจังหวัดอยู่ที่กิโลกรัมละ 15 บาท

พริกชี้ฟ้า มีต้นทุนการผลิต 11,834 บาท/ไร่/รุ่น สามารถเก็บผลผลิตออกจำหน่ายได้ เมื่อมีอายุเฉลี่ย 70 – 90 วัน ผลตอบแทนสุทธิ 19,415 บาท/ไร่/รุ่น ราคารับซื้ออยู่ที่กิโลกรัมละ 25 บาท ซึ่งนอกจากจะขายให้กับตลาดผู้บริโภคทั่วไปแล้ว ยังสามารถนำมาแปรรูปทำซอสพริกศรีราชา ซึ่งมีโรงงานผลิตตั้งอยู่ในพื้นที่ และ ข่าแดง ต้นทุนการผลิต 13,431 บาท/ไร่/รุ่น  ข่าอ่อนสามารถขุดจำหน่ายได้เมื่อมีอายุ 6 เดือน และข่าแก่จะมีอายุ 8 เดือนขึ้นไป ซึ่งได้ผลตอบแทนสุทธิ 20,943 บาท/ไร่/รุ่น ราคาข่าแก่รับซื้ออยู่ที่กิโลกรัมละ27.50 บาท  สามารถขายได้แบบขายสด และหากเป็นข่าอ่อนจะได้ราคาที่ค่อนข้างแพงนำมาแปรรูปส่วนผสมของพริกแกงได้อีกด้วยส่งขายได้ทั้งตลาดสดภายในจังหวัดและภายนอกจังหวัด เช่น ตลาดไท

นอกจากนี้ ยังมีพืชดาวรุ่งที่แนะนำมาทดแทนยางพาราในพื้นที่ไม่เหมาะสม คือ ไผ่กิมซุง (ไผ่ตงลืมแล้ง) มีต้นทุน 17,630บาท/ไร่/ปี เป็นไผ่ที่โตเร็วในตระกูลไผ่ด้วยกัน จึงเริ่มเก็บหน่อออกจำหน่ายเมื่อไผ่มีอายุ 8 เดือน ผลตอบแทนสุทธิ 12,259 บาท/ไร่/ปี เกษตรกรสามารถเก็บหน่อได้ตลอดทั้งปี ขายได้ทั้งหน่อสดและแปรรูปเป็นหน่อไม้ดอง  และขายลำเพื่อค้ำยันหรือไม้ค้างในสวนผลไม้ หรือเพื่อใช้ในการเพาะเลี้ยงหอยในทะเล และขายลำสำหรับใช้ทำเชื้อเพลิงชีวมวลได้ ซึ่งมีโรงงานในจังหวัดชลบุรี โดยราคาหน่อสด รับซื้ออยู่ที่กิโลกรัมละ 12.20 บาท ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดค่อนข้างมากแถมเป็นพืชใช้น้ำน้อย ดูแลรักษาง่ายทำให้เกษตรกรมีเวลาทำกิจกรรมอื่นๆ ได้อีก

ทั้งนี้ ผลผลิตสินค้าทางเลือกและเสริมรายได้เหล่านี้เป็นที่ต้องการของพ่อค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพ่อค้าจะเข้ามารับซื้อถึงแหล่งผลิต โดยพ่อค้าคนกลางจะนำไปขายตลาดภายในจังหวัดและส่งขายนอกจังหวัด เช่น ตลาดไท เป็นต้น ดังนั้น จะเห็นได้ว่าสินค้าทางเลือกมีหลากหลายชนิดที่ตลาดต้องการที่สร้างรายได้เพิ่ม และให้ผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมสนับสนุนช่องทางการตลาดการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้ และร่วมวางแผนการผลิตสินค้าให้เหมาะสมกับพื้นที่เพื่อให้เกษตรกรได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับการลงทุนมากที่สุด สำหรับท่านที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมข้อมูลพืชทางเลือกในพื้นที่ภาคตะวันออก สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 โทร. 0-3835-1261 หรืออีเมล zone6@oae.go.th และหากเกษตรกรต้องการตรวจสอบพื้นที่ปลูกยางพาราหรือพื้นที่ปลูกพืชชนิดอื่นๆของตนเอง ว่าอยู่ในพื้นที่เหมาะสมหรือไม่ สามารถตรวจสอบได้จากเว็บไซต์ของกรมพัฒนาที่ดิน http://agri-map-online.moac.go.th/