รายงานพิเศษ : สุโขทัยชนะเลิศแปลงใหญ่ระดับปท. ผลิตมะม่วงคุณภาพสร้างรายได้นับล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/439222

รายงานพิเศษ : สุโขทัยชนะเลิศแปลงใหญ่ระดับปท.  ผลิตมะม่วงคุณภาพสร้างรายได้นับล้าน

รายงานพิเศษ : สุโขทัยชนะเลิศแปลงใหญ่ระดับปท. ผลิตมะม่วงคุณภาพสร้างรายได้นับล้าน

วันอังคาร ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ตำบลน้ำขุม อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย แต่เดิมเกษตรกรที่นี่ทำนาเป็นหลัก แต่ประสบปัญหาเนื่องจากภูมิอากาศไม่เหมาะสม ต้นทุนการผลิตสูง ทั้งปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง ทำให้เกษตรกรในพื้นที่เปลี่ยนไปปลูกมะม่วงโชคอนันต์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร เข้าไปให้การสนับสนุน และส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มทำเกษตรแบบแปลงใหญ่ จนกลายเป็นแหล่งผลิตมะม่วงโชคอนันต์ที่มีคุณภาพส่งตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศสร้างรายได้ปีละหลายล้านบาท

นายสายชล จันทร์วิไล ประธานแปลงใหญ่มะม่วงต.น้ำขุม เปิดเผยว่า แต่เดิมเกษตรกรในพื้นที่ทำนา แต่เนื่องจากสภาพพื้นที่ไม่เหมาะสมตนและเกษตรกรอีกจำนวนหนึ่งจึงหันมาปลูกมะม่วงโชคอนันต์ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ผลผลิตมีตลาดรองรับ ต่อมาเกษตรกรในพื้นที่จึงพากันปลูกตาม จาก 2,000 ไร่ ก็ขยายมาเรื่อย จนปัจจุบันประมาณ 12,000 ไร่ โดยมีกรมส่งเสริมการเกษตรเข้ามาให้การสนับสนุน ให้ความรู้ในการผลิต เทคนิคและกระบวนการต่างๆในการส่งเสริมการปลูกมะม่วงโชคอนันต์ให้เกษตรกร ก่อให้เกิดการรวมกลุ่มแปลงใหญ่ปลูกมะม่วงโชคอนันต์ และจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ในต.น้ำขุม อ.ศรีนคร จ.สุโขทัย รวมถึงให้การสนับสนุนโครงการอื่น ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรฯด้วยทำให้กลุ่มรวบรวมคนที่มีความสามารถในพื้นที่มาร่วมกันเรียนรู้ และแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ทำให้ช่วยตอบโจทย์ในเรื่องของการลดต้นทุน ในเรื่องของการเพิ่มผลผลิตแล้วก็สามารถสร้างคุณภาพมาตรฐาน

ในเรื่องการผลิต ทางกลุ่มวางแผนช่วงระยะเวลา ซึ่งจะมีปฏิทินการผลิต เน้นผลิตนอกฤดูเพื่อลดปัญหาผลผลิตล้นตลาด และจะช่วยให้ได้ราคาดี ซึ่งการปลูกมะม่วงโชคอนันต์เพื่อให้ผลผลิตทั้งปีหรือโดยเฉลี่ยให้ผลผลิต 3 ครั้งต่อปี จะมีกระบวนการปลูกตั้งแต่การปลูกแบ่งออกเป็น ระยะปลูกให้มีระยะห่าง 2×3 เมตร จะได้ประมาณ 250 ต้นต่อไร่ มีการตัดแต่งกิ่งพุ่มไม่ให้สูงเกินไป เพื่อสะดวกในการเก็บผลผลิตและใช้เลื่อยมือส่วนพื้นที่ให้ทำยกร่องสูงเพื่อป้องกันน้ำท่วมขัง เนื่องจากมะม่วงโชคอนันต์ไม่ชอบน้ำ สำหรับการขยายพันธุ์ เริ่มแรกใช้ต้นพันธุ์พื้นเมืองที่มีอยู่ในพื้นที่ เช่น มะม่วงกะล่อน ปลูกให้ได้ประมาณ 1 ปีครึ่ง จากนั้นให้ทำการเสียบยอดโดยใช้กิ่งพันธุ์โชคอนันต์ เพื่อให้ได้พันธุ์ที่ทนต่ออากาศได้ดีในพื้นที่ ถือเป็นเทคนิคในการผลิตกิ่งพันธุ์มะม่วงโชคอนันต์ของที่นี่ นอกจากนี้ จะต้องตัดแต่งกิ่งปีละ 2 ครั้ง ถ้าเจอกิ่งแห้ง มีเชื้อราให้รีบตัดทิ้ง หรือเจอกิ่งกระโดงให้ตัดออก ไม่ควรให้มีพุ่มในแต่ละต้นมาชนกัน หากต้องการทำนอกฤดู จะตัดแต่งกิ่งช่วงปลายเดือนเมษายน ถึง พฤษภาคม และราดสารเคมีเพื่อชะลอพุ่ม 20 วัน เมื่อถึงเวลาดึงช่อ ให้ใช้สารดึงช่อฉีดทุกๆ 15 วัน ซึ่งมะม่วงจะให้ผลผลิตประมาณเดือนตุลาคม ซึ่งสามารถเก็บขายเป็นมะม่วงนอกฤดูได้

สำหรับผลผลิตมะม่วงโชคอนันต์ของกลุ่มฯ จะแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ ขายลูกมะม่วงอ่อน หรือเรียกว่า มะม่วงยำ ขายในประเทศ และประเทศ
เพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา ลาว เขมร ประมาณ 60%, มะม่วงผลแก่ จะมีขายอยู่ราว 20% ส่วนที่เหลือจะเป็นมะม่วงอุตสาหกรรม ส่งโรงงานแปรรูปเป็นมะม่วงอบแห้งมะม่วงกระป๋อง มะม่วงดอง มะม่วงแช่อิ่ม และข้าวเกรียบมะม่วงซึ่งสินค้าแปลงใหญ่ของกลุ่มฯ ได้รับมาตรฐานทุกแปลงจนบริษัทห้างร้านต่างๆ เข้ามาติดต่อซื้อขายกับเรา จนเกิดเป็นการตลาดแบบซื้อขายล่วงหน้า สินค้าของเราจะมีขายล่วงหน้า และมีการทำ MOU หลายบริษัทซึ่งมะม่วงแต่ละลูกของเราจะไม่ทิ้ง สำหรับผลผลิตที่ไม่ผ่านมาตรฐาน เราจะนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูป เพราะว่าในกลุ่มของเราก็มี Young Smart Farmer ที่เก่งเรื่องของเทคโนโลยีที่จะนำมาปรับใช้ และพัฒนาคุณภาพสินค้า นอกจากนี้ ทางกลุ่มยังเชื่อมขยายผลไปยังเครือข่ายผู้ปลูกมะม่วงโชคอนันต์ในหลายจังหวัด เช่น จ.น่าน ลำปาง อุตรดิตถ์ เชียงราย เชียงใหม่ มีการวางแผนการผลิตร่วมกัน และทำการตลาดร่วมกัน ไม่มีการไปแย่งตลาดซึ่งกันและกันต่างคนต่างมีโควตาจัดคิว จัดการผลิตได้ถูกต้องและเหมาะสมกับความต้องการของตลาด ดังนั้น เมื่อเรามีแหล่งผลิตวัตถุดิบมากมายจากเครือข่ายต่างๆ อย่างเพียงพอ ก็สามารถการันตีกับทางบริษัทที่รับซื้อผลผลิตได้อย่างมั่นใจว่าเรามีจำนวนผลผลิตที่แน่นอนให้กับภาคอุตสาหกรรม ยิ่งเป็นการสร้างความยั่งยืนในด้านตลาดของกลุ่มอีกด้วย และถือว่าเป็นการตอบโจทย์ของการรวมกันทำเกษตรแบบแปลงใหญ่ได้อย่างแท้จริง

จากความสำเร็จของแปลงใหญ่มะม่วงโชคอนันต์ ต.น้ำขุม อ.ศรีนคร จ.สุโขทัย ทำให้ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดแปลงใหญ่ระดับประเทศ ปี 2562 ในงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการรวมพลคน ศพก. แปลงใหญ่ และ young smart farmer ปี 2562 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่13-15 สิงหาคมที่ผ่านมา จุดเด่นที่ทำให้กลุ่มได้รับรางวัลครั้งนี้ คือ การเชื่อมโยงการดำเนินโครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ โครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และโครงการพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง ทั้ง 3 โครงการเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นนโยบายหลักของกระทรวงเกษตรฯ โดยแปลงใหญ่มะม่วงโชคอนันต์ตอบโจทย์เรื่องระบบการผลิตทางการเกษตรที่ดี และปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP มีการนำนวัตกรรมมาช่วยเรื่องลดใช้แรงงานคน ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตร ด้วยการแปรรูป การสร้างแบรนด์ ใช้หลักการตลาดนำการผลิต การพัฒนาเครือข่ายเข้มแข็ง เครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) สมาชิกแปลงใหญ่ได้รับผลประโยชน์จากโครงการอย่างแท้จริง มีรายได้จากการผลิตมะม่วงที่แน่นอน ด้วยการมีระบบประกันราคามะม่วง ส่งผลให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และมีความยั่งยืนในอาชีพเกษตรกรรม

รายงานพิเศษ : ‘สมุนไพรนางไพร’ผลงานเด็ดส.ป.ก. เกษตรแปลงใหญ่สร้างรายได้งาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/438348

รายงานพิเศษ : ‘สมุนไพรนางไพร’ผลงานเด็ดส.ป.ก.  เกษตรแปลงใหญ่สร้างรายได้งาม

รายงานพิเศษ : ‘สมุนไพรนางไพร’ผลงานเด็ดส.ป.ก. เกษตรแปลงใหญ่สร้างรายได้งาม

วันศุกร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าผลการดำเนินการเกษตรแบบแปลงใหญ่ที่อยู่ภายในพื้นที่ ส.ป.ก. จังหวัดสุราษฎร์ธานีซึ่งประสบความสำเร็จในการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่เป็นอย่างดี

จุดเริ่มต้นของกลุ่มสมุนไพรนางไพร เกิดมาจากการรวมตัวของเกษตรกรในพื้นที่ซึ่งแต่เดิมรวมกลุ่มกันในนามกลุ่มแม่บ้านเขานาใน และเริ่มสนใจในประโยชน์จากสมุนไพร จึงรวมกลุ่มกันจดทะเบียนเป็นกลุ่ม OTOP และเปลี่ยนชื่อกลุ่มเป็นกลุ่มสมุนไพรนางไพร จากนั้นได้จดทะเบียนกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนลูกประคบสมุนไพร ตั้งเป็นศูนย์ต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง ส.ป.ก. ในปี 2552 และก่อตั้งเป็นกลุ่มแปลงใหญ่สมุนไพรเมื่อปี 2559 ซึ่งการผลิตสมุนไพรของกลุ่มนั้นใช้วิธีการปลูกแซมพืชหลักเดิมอย่างยางพารา และปาล์มน้ำมัน โดยเน้นพืชสมุนไพรประเภทหัว ประกอบไปด้วย ขมิ้นชัน ขมิ้นทอง ขมิ้นอ้อย ขมิ้นด้วง ไพลดำ ไพลเหลือง กระชายดำ ว่านชักมดลูก ว่านมหาเมฆ พญาว่าน ว่านนางคำและตะไคร้ ซึ่งทุกแปลงเป็นพื้นที่ S1

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า ก่อนที่เกษตรกรจะรวมกลุ่มกันเป็นแปลงใหญ่ ต้นทุนการผลิตในด้านพันธุ์ปลูกสูงถึง 12,000 บาท/ไร่ หลังจากรวมกลุ่มกันเป็นเกษตรแปลงใหญ่แล้วสามารถลดรายจ่ายทำให้เหลือต้นทุนการผลิตในด้านพันธุ์เพียง 9,600 บาท/ไร่ ลดลงจากเดิมร้อยละ 20 และช่วยเพิ่มปริมาณของผลผลิตให้มากขึ้นอีกด้วย ในปัจจุบันผลผลิตของกลุ่มสมุนไพรนางไพร ได้รับรองมาตรฐานเกษตรเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (GAP: Good Agricultural Practice) จำนวน 74 แปลง คิดเป็นร้อยละ 74 แปลงซึ่งการได้รับมาตรฐานดังกล่าวทำให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจได้ว่าผลผลิตที่ได้จากแปลงจะมีความสะอาดปลอดภัยและไร้สารพิษอีกทั้งยังทำเกษตรแบบผสมผสานเป็นการน้อมนำศาสตร์ของพระราชาตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรมาปรับใช้ในพื้นที่อีกด้วย

ด้านนายวิมล์ อินทปัชฌาย์ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าผลผลิตสมุนไพรจากกลุ่มเกษตรกรแบบสด มีตลาดรองรับผลผลิตในปัจจุบัน 2 แห่งด้วยกันคือตลาดโพหวาย อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ขายได้ 3,000กิโลกรัม/เดือน ราคาประมาณ 30-35 บาท และตลาดหัวอิฐอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ขายได้ 2,000 กิโลกรัม/เดือนราคากิโลกรัมละ 30-35 บาทเช่นกัน อีกทั้งยังจัดจำหน่ายตามวิสาหกิจชุมชนเครือข่ายทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด และในอนาคตจะมีการขายขมิ้นชันให้กับโรงพยาบาลท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานีปีละถึง 40 ตัน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการเจรจาทำข้อตกลงส่วนผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการแปรรูปแล้วมีการส่งผลิตภัณฑ์ไปขายตามวิสาหกิจชุมชนเครือข่ายและสถานที่ต่างๆ อาทิ ครีมนวดคลายเส้น ขายได้ประมาณ 100 ขวดต่อเดือน ราคา 350 บาทต่อขวด ซึ่งนำไปฝากขายที่วิสาหกิจชุมชนจังหวัดนราธิวาส ลูกประคบสมุนไพรขายได้ประมาณ 200 ลูกต่อเดือน ราคา 80 บาทต่อลูก ซึ่งนำไปขายที่โรงพยาบาลกะเปอร์ จังหวัดระนอง อีกทั้งยังมีตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรทั้งแบบสดและแบบแปรรูปแล้ว ตามงานแสดงสินค้า OTOP ตามสถานที่ต่างๆทั้งในและนอกจังหวัด สถานบริการสปา ในอำเภอเกาะสมุย ตามโรงพยาบาลต่างๆ ในจังหวัด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และการจัดจำหน่ายสินค้าออนไลน์ผ่านเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียต่างๆ

ในอนาคต กลุ่มสมุนไพรนางไพรมีเป้าหมายที่จะยกระดับผลผลิตทุกแปลงให้เข้าสู่มาตรฐานเกษตรเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (GAP) ยกระดับการแปรรูปให้ได้มาตรฐานอาหารและยา (อย.) เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ เพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตด้วยการแปรรูปด้วยการสกัดน้ำมันหอมระเหยจากสมุนไพร รวมถึงแปรรูปสินค้าให้มีความหลายกหลาย เพื่อยกระดับชีวิตของสมาชิกของกลุ่มให้มีความอยู่ดีกินดี และรักษาไว้ซึ่งภูมิปัญญาด้านสมุนไพรของท้องถิ่นบนพื้นที่ของ ส.ป.ก. สืบต่อไป

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่บ้านผารังหมี ต้นแบบเพิ่มมูลค่าข้าวชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437910

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่บ้านผารังหมี  ต้นแบบเพิ่มมูลค่าข้าวชุมชน

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่บ้านผารังหมี ต้นแบบเพิ่มมูลค่าข้าวชุมชน

วันพุธ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จังหวัดพิษณุโลกมีกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ (นาแปลงใหญ่) กับกรมการข้าว ตั้งแต่ปี 2559 จำนวน 4 กลุ่ม พื้นที่รวม 7,425 ไร่ เกษตรกร 470 ราย ในปี 2562 มีแปลงเข้าร่วมเพิ่มขึ้นเป็น 39 แปลง เกษตรกรทั้งสิ้น 2,308 ราย ครอบคลุมพื้นที่รวม 52,250.35 ไร่

“กลุ่มนาแปลงใหญ่ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านผารังหมี”หมู่ 3 ตำบลไทรย้อย อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก เป็นหนึ่งกลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่เมื่อปี 2560 วัตถุประสงค์หลักคือต้องการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อรวมกันผลิต รวมกันขาย ลดต้นทุน และเพิ่มมูลค่าข้าวของคนในชุมชน

นายจันที ชมภูมี ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านผารังหมี กล่าวว่า แต่เดิมเกษตรกรบ้านผารังหมีประสบปัญหาต้นทุนการผลิตข้าวสูงและขายได้ราคาต่ำ จึงรวมตัวเป็นศูนย์ข้าวชุมชนบ้านผารังหมี เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 คุณภาพ ขยายให้สมาชิกเพื่อพัฒนาคุณภาพพันธุ์ข้าวให้มีคุณภาพดี ต่อมามีโครงการนาแปลงใหญ่จึงเข้าร่วมตั้งแต่ปี 2560 ปัจจุบันมีสมาชิก 76 ราย พื้นที่ 2,077 ไร่ ทำการปลูกข้าวหอมมะลิได้ผลผลิตข้าวเฉลี่ยประมาณ 2,625 ตัน/ปี ทำนาปีละครั้ง ผลผลิตข้าวที่ได้ส่วนใหญ่ใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ให้กับสมาชิกและชุมชนอื่นๆ

ซึ่งกลุ่มได้พัฒนาเกษตรกรด้านการผลิต 2 ด้าน คือ 1.ผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ ตามกระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ GAP Seed 2.ผลิตข้าวคุณภาพดีโดยการทำเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) ข้าวหอมมะลิ และกำลังพัฒนาการผลิตไปสู่ระบบการผลิตข้าวอินทรีย์ โดยปราชญ์ชาวบ้าน ซึ่งมีภูมิปัญญาทางด้านเกษตรอินทรีย์ ซึ่งได้ประชุมคณะกรรมการและสมาชิกเป็นประจำ เพื่อกระตุ้นให้สมาชิกผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ และตระหนักถึงการผลิตข้าวปลอดภัยทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค อีกทั้ง ยังลดต้นทุนการผลิตข้าว

จากการเข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ ลดต้นทุนการผลิตจาก 3,500 บาทต่อไร่ เป็น 3,000 บาทต่อไร่ เพิ่มผลผลิตจาก 550 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 700 กิโลกรัมต่อไร่ และมีรายได้เพิ่มขึ้นจาก 1,010 บาทต่อไร่ เป็น 2,600 บาทต่อไร่ โดยมีเทคโนโลยีลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ได้แก่ ใช้เครื่องหยอดข้าวงอก และเครื่องหยอดข้าวแห้ง ลดอัตราใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวเหลือไร่ละ 5 กิโลกรัม นอกจากนี้ จะใช้วิธีไถกลบตอซังข้าวแทนการเผา เพราะเป็นการเผาปุ๋ยทิ้งไปเปล่าๆ พอไถกลบตอซังข้าวเสร็จจะหว่านปอเทืองแล้วไถกลบเพื่อปรับปรุงดิน ร่วมกับใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ควบคุมศัตรูข้าวโดยวิธี IPM และเก็บเกี่ยวข้าวในระยะพลับพลึง นอกจากนี้ จะตรวจแปลงกำจัดสิ่งเจือปนทุกระยะ และให้ความสำคัญกับปัญหาข้าวปลอมปน โดยเฉพาะเวลานำรถเกี่ยวข้าวเข้ามาในพื้นที่ ต้องล้างทำความสะอาดรถเกี่ยวให้ดี เพราะเรามุ่งเน้นขายข้าวหอมมะลิคุณภาพ จะไม่ให้มีข้าวอื่นปลอมปนเด็ดขาด ซึ่งทางกลุ่มเชื่อมโยงตลาดกับสหกรณ์การเกษตรเนินมะปรางและโรงสีเอกชนรับซื้อผลผลิตข้าวจากสมาชิก โดยผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP จะเพิ่มอำนาจต่อรองได้ เช่น เมื่อต้นปีขายข้าวเปลือกหอมมะลิได้ตันละ 14,000 บาท โดยทางผู้ซื้อให้ราคาข้าวคุณภาพที่มีใบจีเอพีการันตีเพิ่มอีกตันละ 200 บาท (เรียกว่าค่าทำดี)

ผลจากการรวมกลุ่มผลิตและจำหน่ายตามนโยบายนาแปลงใหญ่ ทำให้สมาชิกกลุ่มสร้างรายได้ได้หลากหลายมากขึ้น ได้แก่ ขายข้าวเปลือกให้โรงสี ได้ 14,000 บาทต่อตัน ขายเมล็ดพันธุ์ข้าวได้ 28,000 บาทต่อตัน ทางกลุ่มยังมีโรงสีข้าวชุมชนสามารถสีข้าวกล้องหอมมะลิและข้าวสารหอมมะลิขายเอง ภายใต้แบรนด์ “ข้าวนาผางาม” เพิ่มมูลค่าจากข้าวเปลือกตันละ 14,000 บาท เป็นไม่ต่ำกว่าตันละ 30,000 บาท นอกจากนี้ ยังสนับสนุนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรผลิตสินค้าสร้างอาชีพเสริมหลังฤดูทำนา ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักสาน ทอผ้า อาหารท้องถิ่น ซึ่งบ้านผางามได้รับคัดเลือกให้เป็นหมู่บ้าน OTOP นวัตวิถี มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชม จึงเปิดเป็นโฮมสเตย์รองรับนักท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้คนในชุมชนอีกช่องทางหนึ่ง ทั้งนี้ ทางกลุ่มส่งเสริมให้มีการออมทรัพย์ เพื่อกระตุ้นสมาชิกให้สะสมเงินเป็นแหล่งเงินทุนไว้ทำกิจกรรมให้ยั่งยืน มั่งคงและถาวรต่อไป

หากผู้ใดสนใจเยี่ยมชมหมู่บ้านท่องเที่ยว บ้านผารังหมี ติดต่อได้ที่นายจันที ชมภูมี ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่และผู้ใหญ่บ้านบ้านผารังหมี หมู่ 3 ต.ไทรย้อย อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก หมายเลขโทรศัพท์ 08-9269-0301

รายงานพิเศษ : สศก.แนะเกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยี ลดเหลื่อมล้ำทางสังคม-เพิ่มรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437637

รายงานพิเศษ : สศก.แนะเกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยี  ลดเหลื่อมล้ำทางสังคม-เพิ่มรายได้

รายงานพิเศษ : สศก.แนะเกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยี ลดเหลื่อมล้ำทางสังคม-เพิ่มรายได้

วันอังคาร ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในยุคดิจิทัลและนวัตกรรม เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกกิจกรรมและทุกสังคม ไม่เว้นแม้แต่สังคมเกษตรกรรม ที่นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ทำให้เกษตรกรรู้เท่าทันโลกมากขึ้น

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวว่า สังคมไทยทุกวันนี้มีความเหลื่อมล้ำทางรายได้มากขึ้น โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม แม้ว่าเกษตรกรจะเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรต้นทางแต่เวลาขายผลผลิตให้พ่อค้าคนกลางหรือผู้รวบรวมนำไปแปรรูปจำหน่าย เกษตรกรจะได้ราคาค่อนข้างต่ำ ขณะที่สินค้าเกษตรที่ไปวางจำหน่ายนั้นราคาสูง ทำให้เกิดส่วนต่างของกำไรที่เกษตรกรควรได้ยังไม่เหมาะสม การจะลดความเหลื่อมล้ำดังกล่าว ต้องทำให้เกิดความสมดุลของทุกห่วงโซ่

เทคโนโลยี จะเป็นเครื่องมือช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของเกษตรกรได้ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงแหล่งองค์ความรู้ในการทำเกษตร เรียนรู้ต้นทุนการผลิตต่อสินค้าแต่ละชนิดนำไปลดต้นทุน เพื่อให้เกิดกำไรสุทธิมากขึ้น หรือการติดตามข้อมูลข่าวสารราคาสินค้าเกษตร ทำให้ทราบราคาตลาด ถ้ามีพ่อค้าคนกลางมาซื้อสินค้าในราคาถูกกว่าราคาขายมาก เกษตรกรจะได้พิจารณาความเหมาะสม ไม่ถูกกดราคาต่ำเกินไป นอกจากนี้ เกษตรกรสามารถใช้เทคโนโลยีเพิ่มช่องทางขายสินค้าออนไลน์ ช่วยให้ติดต่อกับผู้ซื้อได้โดยตรง เป็นการสร้างดุลภาพและอำนาจต่อรองให้เกษตรกรมากขึ้น

ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยผลิตสินค้าเกษตรให้ได้คุณภาพ เช่น การทำเกษตรกรรมแบบแม่นยำสูง หรือ Precision Agriculture
ทำให้การผลิตสินค้าเกษตรมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดต้นทุนการผลิต จากการใช้ปัจจัยการผลิตอย่างเหมาะสม โดยใช้เซ็นเซอร์ควบคุมปริมาณน้ำและปุ๋ย ใช้โดรนถ่ายภาพนำมาวิเคราะห์วางแผน รวมถึงใช้ฉีดพ่นสารเคมี หรือเครื่องจักรกลการเกษตรที่ควบคุมโดยระบบ ระบบให้น้ำพืชและสัตว์อัตโนมัติ เทคโนโลยีเหล่านี้แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานภาคเกษตรได้ด้วย นอกจากนี้ ยังมีการนำแอพพลิเคชั่นช่วยวางแผนการผลิต ทำระบบอี-คอมเมิร์ซกระจายสินค้าเกษตรสู่ตลาดได้หลายช่องทางมากขึ้น

โดยในส่วนสศก.ใช้เทคโนโลยี สนับสนุนภารกิจจัดทำข้อมูลสารสนเทศการเกษตร ได้แก่ ข้อมูลการผลิตและพยากรณ์ ข้อมูลประมาณการ
ผลิตระดับภาคและประเทศ ข้อมูลปัจจัย ราคาสินค้าเกษตรและต้นทุนการผลิตระดับภาคและประเทศ ข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรและสังคมระดับภาค ประเทศ จัดทำข้อมูลทะเบียนการเกษตร และเผยแพร่ข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์และประมวลผลแล้ว ที่จะช่วยเป็นเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจจำหน่ายสินค้าของเกษตรกรที่ผลิตได้ โดยเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร http://www.oae.go.th และแอพพลิเคชั่นต่างๆ ได้แก่

แอพพลิเคชั่น “ฟาร์ม D”ที่ช่วยให้เกษตรกรวางแผนการผลิตเลือกปลูกพืชที่เหมาะสมให้ได้ผลผลิตดีที่สุด แอพพลิเคชั่นกระดานเศรษฐี (RCMO)ที่ช่วยคำนวณต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตร วิธีใช้งานแอพพลิเคชั่นไม่ยุ่งยากซับซ้อน ทำให้เกษตรกรใช้งานได้แม้ไม่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี เกษตรกรสามารถเลือกพืชที่จะปลูกตามฤดูกาลและจำนวนเนื้อที่ของตัวเอง เพื่อนำมาทำแผนปลูกพืชของตนเองให้ได้ผลผลิตดีที่สุด ช่วยคำนวณต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตร และการออกแบบฟาร์มจะไม่ใช่เรื่องยุ่งยากสำหรับเกษตรกรอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าเกษตรกรปัจจุบันเป็นผู้สูงวัย อายุเฉลี่ย 55 ปีขึ้นไป การเปลี่ยนให้คนเหล่านี้มาเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีต้องมีวิธีการ กระบวนการถ่ายทอดความรู้ โดยต้องเร่งสร้างความเข้าใจผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 ศูนย์ให้เกษตรกรมาเรียนรู้จากเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือสมาร์ทฟาร์มเมอร์ หรือยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ เพราะสมาร์ทฟาร์มเมอร์เหล่านี้มีทั้งความรู้ และเข้าถึงเรื่องไอทีเป็นอย่างดี สามารถไปขยายผลในฟาร์มในพื้นที่ของตัวเองที่มีเกษตรกรสูงอายุให้เรียนรู้ร่วมกัน ไปเป็นตัวอย่างให้เขาเกิดการเรียนรู้แล้วค่อยพัฒนาตัวเองไปสู่เกษตรกรยุคใหม่

อยากให้เกษตรกรเรียนรู้นำเทคโนโลยีมาใช้ โดยเฉพาะฝึกทักษะการขายสินค้าผ่านออนไลน์ ปัจจุบัน รัฐพัฒนาแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซ เช่น โครงการ Agrimart.in.th และ Ortorkor.com เป็นช่องทางกระจายสินค้าเกษตรสู่ตลาดต่อเนื่อง เกษตรกรสามารถนำสินค้ามาฝากขายผ่านช่องทางดังกล่าวได้หรือขายสินค้าออนไลน์แบบขายตรง มีระบบขนส่งหลายบริษัทที่รับส่งสินค้าจากผู้ผลิตไปสู่ลูกค้า ชำระเงินปลายทางหรือโอนเงินผ่านธนาคาร สะดวกรวดเร็ว ซึ่งวันนี้ก็มีเกษตรกรหัวก้าวหน้าหลายรายที่ขายผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางออนไลน์และได้รับผลตอบแทนสูงกว่าการขายช่องทางปกติ

“เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สศก.จะพยายามพัฒนาเทคโนโลยีต่อเนื่องให้เท่าทันเพื่อประโยชน์ต่อเกษตรกร ฉะนั้น อยากฝากถึงเกษตรกรว่า เทคโนโลยีเป็นเรื่องไม่ยุ่งยากซับซ้อน เพียงแต่เกษตรกรหัดเข้าไปใช้บ่อยๆจะชำนาญ ใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ในการประกอบอาชีพ เพิ่มโอกาสสร้างรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พัฒนาไปสู่เกษตร 4.0 ลดความเหลื่อมล้ำได้ส่วนหนึ่งอย่างแน่นอน”

 

รายงานพิเศษ : ส่งเสริมเรียนรู้การสหกรณ์รร.วังไกลกังวล ร่วมสืบสานพระราชปณิธาน‘รัชกาลที่9’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437432

x

รายงานพิเศษ : ส่งเสริมเรียนรู้การสหกรณ์รร.วังไกลกังวล ร่วมสืบสานพระราชปณิธาน‘รัชกาลที่9’

วันจันทร์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชปณิธานสืบสานงานด้านสหกรณ์ ต่อยอดจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ดั่งพระราชดำรัสสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ ศาลาดุสิดาลัย เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2535 ตอนหนึ่งว่า“…ก็ตั้งใจจะให้เป็นการฝึกนักเรียนให้มีความรู้ มีความเคยชินกับระบบการทำงานร่วมกันตามแบบสหกรณ์ ฝึกตั้งแต่เป็นเด็กเล็กๆ ได้ชินไป ต่อมาก็ถ้าเป็นชาวบ้านเป็นราษฎรเต็มที่แล้วก็จะได้เข้าใจหลักการและเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหกรณ์ใหญ่ต่อไปได้…”

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ส่งเสริมการเรียนรู้การสหกรณ์ในสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อปลูกฝังระบบการทำงานตามแบบสหกรณ์ ฝึกฝนให้เด็กเข้าใจอุดมการณ์ หลักการและวิธีการสหกรณ์ ได้นำการเรียนรู้การสหกรณ์เข้าสู่โรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตั้งแต่ปี 2559 ถึงปัจจุบัน ภายใต้โครงการส่งเสริมการเรียนรู้การสหกรณ์ในโรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยการดำเนินกิจกรรมร้านค้าสหกรณ์ในระดับมัธยมศึกษาควบคู่ไปกับการสอนวิชาการสหกรณ์ผ่านการออกอากาศทางไกลผ่านดาวเทียม ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจพื้นฐาน เรื่องการสหกรณ์ ทำให้นักเรียนมีความกล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก และนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในสหกรณ์โรงเรียน และในชีวิตประจำวันต่อไป

ผลดำเนินงานตามโครงการส่งเสริมการเรียนรู้การสหกรณ์ในโรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประสบผลสำเร็จบรรลุตามวัตถุประสงค์เป็นอย่างดี นักเรียนเรียนรู้การสหกรณ์ได้ด้วยตนเองตามสาระการเรียนรู้ที่กำหนด อีกทั้ง ได้สร้างคุณลักษณะการมีส่วนร่วมของนักเรียนตามอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ รวมถึงการรู้คุณค่าของการสหกรณ์ด้วย เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงได้จัดพิธีมอบวุฒิบัตรให้นักเรียนที่ผ่านการเรียนวิชาการสหกรณ์เชิงกิจกรรม ประจำปีการศึกษา 2562โดยได้รับเกียรติจาก นายประยูร อินสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานพิธีมอบวุฒิบัตรฯแก่ผู้แทนนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 6 คน จากจำนวนนักเรียนทั้งหมด 106 คน และผู้แทนนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 12 คน จากจำนวนนักเรียนทั้งหมด 216 คน

 

 

นอกจากนี้ นายประยูร อินสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ยังเป็นตัวแทนมอบเครื่องคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง พร้อมเครื่องอ่านบาร์โค้ด ที่ได้รับการสนับสนุนจากขบวนการสหกรณ์ในจ.ประจวบคีรีขันธ์ และชุมนุมสหกรณ์โคนมภาคใต้และตะวันตก จำกัด เพื่อใช้ในกิจกรรมร้านค้าสหกรณ์ในโรงเรียนเพิ่มศักยภาพให้การสหกรณ์ในโรงเรียนสมบูรณ์แบบ ทันสมัยในยุคดิจิทัล โดยจัดการด้วยระบบบาร์โค้ดมาใช้อ่านข้อมูลและเก็บข้อมูล ช่วยให้การทำงานสะดวก รวดเร็ว ถูกต้องแม่นยำ และตรวจสอบสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายในงานยังจัดกิจกรรมเยี่ยมชมร้านค้าสหกรณ์ แนะนำการปิดบัญชี การจัดสรรกำไรสุทธิ การจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ในร้านสหกรณ์ เพื่อเป็นการเผยแพร่ระบบการสหกรณ์ อีกด้วย

นายประยูร อินสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า โครงการส่งเสริมการเรียนรู้การสหกรณ์ในโรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ถือเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการสหกรณ์ ที่สำคัญและมีประโยชน์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะการสร้างการมีส่วนร่วมให้นักเรียนและครู ปลูกฝังระบบการทำงานร่วมกันตามแบบสหกรณ์ เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เผยแพร่ความรู้ สร้างความเข้าใจการสหกรณ์ ตลอดจนเป็นการส่งเสริมการพัฒนาสหกรณ์ให้เป็นเครื่องมือพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในชาติ พัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และชุมชนของประเทศอย่างมั่นคง และยั่งยืนต่อไป

รายงานพิเศษ : ดับไฟ‘พรุควนเคร็ง’ น้ำมาจากไหน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/436769

รายงานพิเศษ : ดับไฟ‘พรุควนเคร็ง’ น้ำมาจากไหน?

รายงานพิเศษ : ดับไฟ‘พรุควนเคร็ง’ น้ำมาจากไหน?

วันศุกร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“พรุควนเคร็ง” เป็นป่าพรุขนาดใหญ่อันดับ 2 ของประเทศ มีพื้นที่ 86,942 ไร่ ครอบคลุม อ.เชียรใหญ่ อ.เฉลิมพระเกียรติ อ.ร่อนพิบูลย์ อ.ชะอวด อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช และอ.ควนขนุน จ.พัทลุง

แต่ช่วงกลางเดือนสิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา เกิดไฟป่าไหม้ลุกลาม พรุควนเคร็งรุนแรงอีกครั้ง หลังจากเกิดขึ้นมาแล้วกว่า 80 ครั้งในปีนี้ มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ ทั้งเป็นพื้นที่ป่าและพื้นที่การเกษตร เสียหายรวมกันมากกว่า 15,000 ไร่ ประชาชนและเกษตรกรเดือดร้อน ระบบนิเวศป่าพรุและความหลากหลายทางชีวภาพเกิดความเสียหายอย่างรุนแรง หน่วยงานทั้งภาครัฐหลายหน่วยงานบูรณาการช่วยกันดับไฟครั้งนี้ กรมชลประทานถือว่าเป็นหน่วยงานหลักอีกหนึ่งหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญทำหน้าที่จัดหาแหล่งน้ำมาใช้ดับไฟ

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า แหล่งน้ำที่สูบเติมน้ำเข้าพื้นที่ป่าพรุควนเคร็งประกอบด้วย คลองชะอวด (แม่น้ำปากพนัง)และคลองชะอวด-แพรกเมือง (คลองพระราชดำริ) เพื่อส่งน้ำเข้าพื้นที่ต.การะเกด ต.แม่เจ้าอยู่หัว ต.เนินธัมมัง อ.เชียรใหญ่ ต.เคร็ง ต.บ้านตูล อ.ชะอวด ต.สวนหลวง อ.เฉลิมพระเกียรติและต.ควนชะลิก อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช รวม 4 อำเภอ นอกจากนี้ ยังดำเนินการจะปิดทำนบบริเวณปากคลองซอย คลองธรรมชาติ และคลองที่ขุดโดยกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืชที่เชื่อมต่อคลองชะอวดและคลองชะอวด-แพรกเมืองแล้ว ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่สูบน้ำเข้าพื้นที่ เพื่อดับไฟป่า ใช้เครื่องสูบน้ำ 1-5 เครื่องต่อหนึ่งคลองซอย จากนั้นเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าและทหารจะใช้เครื่องสูบน้ำขนาดเล็กชนิดแบกหามพร้อมท่อส่งสูบน้ำไปดับไฟป่าในบริเวณที่มีน้ำใกล้ที่สุด

“กรมชลประทานตั้งเครื่องสูบน้ำไว้ 26 จุด 46 เครื่อง สูบน้ำส่งเข้าพื้นที่วันละ 608,400 ลูกบาศก์เมตร รวมปริมาณน้ำตั้งแต่วันที่ 1-21 สิงหาคม 2562 สูบน้ำได้ 12,731,010 ลูกบาศก์เมตร” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวย้ำ

อย่างไรก็ตาม การกระจายน้ำจากเครื่องสูบน้ำส่งเข้าคลองซอย จะกระจายน้ำเข้าพื้นที่ป่าพรุควนเคร็งได้เพียงบางส่วนเท่านั้น เนื่องจากคลองซอยมีน้อย บางสายสั้นเข้าไม่ถึงพื้นที่ตอนกลางของป่าพรุควนเคร็ง สามารถกระจายในพื้นที่ป่าพรุเพียงร้อยละ 30 ของพื้นที่ป่าพรุเท่านั้น

เมื่อวันที่ 9-10 สิงหาคม พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรีเป็นผู้แทนพระองค์ เดินทางไปศูนย์บัญชาการควบคุมไฟป่า จ.นครศรีธรรมราช ให้กรมชลประทานพิจารณานำน้ำจากทะเลน้อยเข้ามาใช้ดับไฟป่าพรุควนเคร็งบริเวณรอยต่อ จ.นครศรีธรรมราช-จ.พัทลุง ซึ่งเป็นป่าเสม็ดผืนใหญ่

แต่จากการพิจารณาเห็นว่า คลองบางตะเคร็ง ซึ่งเชื่อมต่อระหว่าง ต.เคร็ง อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช กับทะเลน้อย จ.พัทลุง ห่างกันประมาณ 16.00 กม. บริเวณบ้านทะเลน้อยมีคลองสาขากระจายอยู่มาก มีการทำการเกษตรโดยรอบ พื้นที่ราบทำนาข้าวและอยู่ในระยะข้าวตั้งท้อง หากจะนำน้ำจากทะเลน้อยไปดับไฟป่าต้องปิดคลองสาขาจำนวนมาก เมื่อสูบน้ำไปใช้จะกระทบการใช้น้ำภาคเกษตรบริเวณรอบทะเลน้อย ประกอบกับทะเลสาบสงขลาน้ำเริ่มเค็มจะมีผลกับคุณภาพน้ำทะเลน้อยที่จะนำมาใช้ จึงปิดทำนบดินในคลองบางตะเคร็ง ช่วงรอยต่อนครศรีธรรมราช-พัทลุง และติดตั้งเครื่องสูบน้ำส่งเข้าพื้นที่ ต.เคร็ง อ.ชะอวด เพื่อเติมน้ำให้คลองซอยในพื้นที่ ใช้สูบกระจายลงพื้นที่ป่าพรุควนเคร็งและไม่ให้มีผลกระทบกับพื้นที่การเกษตรบริเวณทะเลน้อย เป็นการเติมน้ำให้ป่าพรุอีกเส้นทางหนึ่ง

ด้านนายยรรยง โกศลกาญจน์ ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปากพนังบน กรมชลประทาน กล่าวว่า การสูบน้ำเข้าพื้นที่ป่าพรุควนเคร็งมีปัญหาเช่นกัน เนื่องจากฝนทิ้งช่วงนานและปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่น้อย ปริมาณน้ำที่เติมลงพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังน้อยมาก ปัจจุบันระดับน้ำที่ประตูระบายน้ำคลองชะอวด – แพรกเมือง อยู่ที่ระดับ-1.720 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง (ม.รทก.) และระดับน้ำที่ประตูอุทกวิภาชประสิทธิ์ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช อยู่ที่ระดับ – 1.580 ม.รทก. ซึ่งต่ำกว่าระดับเฝ้าระวังที่ระดับ – 1.500 ม.รทก.

ดังนั้น หากยังคงสูบน้ำเข้าพื้นที่ปริมาณมาก จะทำให้น้ำในพื้นที่ลดลงมีผลต่อการใช้น้ำเพื่ออุปโภค-บริโภค การเกษตรและกิจกรรมอื่นของประชาชนในลุ่มน้ำปากพนัง ในเดือนกันยายน – ตุลาคม ควรสำรวจพื้นที่ป่าพรุควนเคร็งที่น้ำส่งเข้าพื้นที่ หากความชื้นเพียงพอให้หยุดสูบน้ำ และรักษาปริมาณน้ำที่มีในพื้นที่เพื่อสร้างความชุ่มชื้นจนถึงเดือนตุลาคม แม้สถานการณ์ไฟไหม้ป่าพรุควนเคร็งจะกลับสู่สภาวะปกติแล้ว แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นมีมูลค่ามหาศาล โดยเฉพาะความหลากหลายทางชีวภาพของป่าพรุถูกทำลาย และยังกระทบความเป็นอยู่ของชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก

ส่วนสาเหตุนั้น ชาวบ้านส่วนหนึ่งยอมรับมาจากมนุษย์ที่เข้าไปหาของป่า บางครั้งก่อไฟประกอบอาหาร หรือทิ้งก้นบุหรี่แล้วดับไม่สนิท แต่ก็มีข้อมูลระบุว่า การที่ชาวบ้านเผานั้น เพียงต้องการเผาต้นกระจูดที่แก่ทิ้งให้แตกกอใหม่ ซึ่งชาวบ้านรู้ปัญหาดังกล่าว และหาทางแก้ไขมาตลอด ล่าสุด วางแผนเผาพื้นที่ป่าพรุก่อนแล้ง ป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหาย

การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนนั้น ได้ทำโครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุเพื่อเพิ่มความสามารถกักเก็บคาร์บอนและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งได้รับงบประมาณจากโครงการพัฒนาสหประชาชาติและกองทุนสิ่งแวดล้อมโลกโดยลงพื้นที่เก็บข้อมูล และศึกษาผลกระทบ รวมถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์หาทางแก้ปัญหา คาดว่าปี 2563 จะมีแผนแก้ไฟไหม้ป่าพรุเป็นรูปธรรม

อีกไม่นานเหตุการณ์ไฟไหม้ป่าพรุก็จะเป็นเพียงแค่ตำนานเท่านั้น และหวังว่าการบูรณาการระดมทั้งกำลังพล งบประมาณ มาดับไฟไหม้…คงจะไม่เกิดขึ้น

รายงานพิเศษ : สพด.หนองคายแหล่งเรียนรู้สร้างความสำเร็จสู่เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/436280

รายงานพิเศษ : สพด.หนองคายแหล่งเรียนรู้สร้างความสำเร็จสู่เกษตรกร

รายงานพิเศษ : สพด.หนองคายแหล่งเรียนรู้สร้างความสำเร็จสู่เกษตรกร

วันพุธ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน เป็นนโยบายหนึ่งของกรมพัฒนาที่ดิน ที่ต้องการสร้างจุดเรียนรู้ในด้านการพัฒนาที่ดินทุกรูปแบบให้กับเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ ได้เข้าไปศึกษา เรียนรู้และนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ของเกษตรกร

ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินภายในสถานีพัฒนาที่ดินหนองคาย สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นอีกหนึ่งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน ที่มีหน้าที่สนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ วิจัย พัฒนา ให้บริการถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน พร้อมทั้งกำหนดเขตการใช้ที่ดินที่เหมาะสม เพื่อการผลิตและให้บริการข้อมูลเชิงพื้นที่ด้านต่างๆ ที่ถูกต้องทันสมัย พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการพัฒนาที่ดินและน้ำ การฟื้นฟูปรับปรุงบำรุงดินเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรและใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างยั่งยืน ภายใต้กระบวนการที่ชุมชนมีส่วนร่วม พัฒนาหมอดินอาสา ยุวเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร ให้มีความรู้ความเข้าใจการพัฒนาที่ดินและปฏิบัติตาม พ.ร.บ.พัฒนาที่ดิน พ.ศ.2551

น.ส.นุชจรี กองพลพรหม ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินหนองคาย กล่าวว่า ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินภายในสถานีพัฒนาที่ดินหนองคาย เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2554 โดยจะมีการสาธิตการปรับปรุงบำรุงดิน การอนุรักษ์ดินและน้ำ และการใช้ประโยชน์ที่ดินในการปลูกพืชในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งสาธิตการทำการเกษตรแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรอินทรีย์ และงานวิจัยทดสอบที่เกี่ยวกับการพัฒนาที่ดิน เป็นต้น เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับเกษตรกร ประชาชน นักเรียน นักศึกษาและผู้ที่สนใจได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ อีกทั้งเป็นสถานที่ฝึกอบรมให้กับเกษตรกรและหมอดินอาสาอีกด้วย

สำหรับกิจกรรมภายในศูนย์ฯ ประกอบด้วย 9 จุดเรียนรู้ ได้แก่ 1.จุดเรียนรู้ด้านการทำการเกษตรตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ ดำเนินการในพื้นที่ 4 ไร่ จำลองและสาธิตการดำเนินงานตามแนวทางการทำการเกษตรแบบทฤษฎีใหม่โดยแบ่งพื้นที่เป็น 30 : 30 : 30 : 10 เป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับเกษตรกรที่สนใจมาศึกษาเรียนรู้ 2.จุดเรียนรู้ด้านการผลิตปุ๋ยหมัก เป็นการผลิตปุ๋ยน้ำหมักจากสารเร่งซุปเปอร์ พ.ด.1 โดยมีการสาธิตการผลิตปุ๋ยหมักจากวัสดุที่มีในพื้นที่ เช่น เศษหญ้า ฟางข้าว กากอ้อยโดยมีการผลิตปุ๋ยหมัก และปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง มีเป้าหมายการผลิต 50 ตันต่อปี เพื่อใช้ในการปรับปรุงดินภายในสถานีพัฒนาที่ดินและแจกจ่ายให้กับหน่วยงานที่ขอรับเข้ามา 3.จุดเรียนรู้ด้านการผลิตน้ำหมักชีวภาพ เป็นการผลิตน้ำหมักชีวภาพโดยการใช้สารเร่งซุปเปอร์ พ.ด.2 และสารเร่งซุปเปอร์ พ.ด.7 โดยใช้วัสดุที่มีในท้องถิ่น เช่น สับปะรด พืชผัก ในการผลิตน้ำหมักชีวภาพโดยการใช้สารเร่งซุปเปอร์ พ.ด.2 และตะไคร้หอม ข่า สะเดาในการผลิตสารไล่แมลงจากสารเร่งซุปเปอร์ พ.ด.7 ซึ่งเป็นการผลิตเพื่อแจกจ่ายให้กับเกษตรกรที่สนใจ โดยมีเป้าหมายการผลิตเพื่อแจกจ่ายให้เกษตรกรประมาณ 10,000 ลิตรต่อปี 4.จุดเรียนรู้ด้านการปลูกหญ้าแฝก เป็นการใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝก เช่น การปลูกป้องกันการชะล้างพังทลายของดินรอบบ่อน้ำ การปลูกหญ้าแฝกรอบโคนไม้ผล การปลูกเป็นแปลงขยายพันธุ์ เป็นต้น เพื่อให้เกษตรกรที่สนใจ สามารถศึกษาดูงานและขอรับกล้าหญ้าแฝกเพื่อไปปลูกในพื้นที่ของตนเองได้ โดยมีเป้าหมายในการผลิตเพื่อแจกจ่ายให้เกษตรกร จำนวนกว่า 1,000,000 กล้าต่อปี

5.จุดเรียนรู้ด้านการปลูกไม้ผล เป็นการสาธิตการปลูกไม้ผลในพื้นที่ 10 ไร่ ได้แก่ ลิ้นจี่ ลำไย เงาะ มะพร้าว มะม่วง มะนาว และทุเรียน เพื่อศึกษาถึงความเหมาะสมของดินในพื้นที่กับการปลูกไม้ผล เพื่อเป็นแหล่งให้ความรู้กับเกษตรกรที่สนใจในการปลูกไม้ผลมาศึกษาเรียนรู้ได้ 6.จุดเรียนรู้ด้านการปลูกอ้อย เป็นการสาธิตการผลิตอ้อย ดำเนินการในพื้นที่ 23 ไร่ และมีการวิจัยทดสอบเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ยที่เหมาะสมในการผลิตอ้อยเพื่อให้เกษตรกรที่สนใจในการปลูกอ้อยหรือสนใจอยากปรับเปลี่ยนพื้นที่นาข้าวไม่เหมาะสมมาปลูกอ้อย สามารถเข้ามาเรียนรู้เพิ่มเติมในจุดเรียนรู้นี้7.จุดเรียนรู้ด้านการปลูกข้าว เป็นการสาธิตการปลูกข้าวพันธุ์ หอมมะลิ 105ในพื้นที่ 8 ไร่ โดยมีการวิจัยทดสอบเกี่ยวกับการจัดการดิน เพื่อปลูกข้าวในชุดดินนครพนม เพื่อเป็นข้อมูลในการให้ความรู้แก่เกษตรกรที่ปลูกข้าวในพื้นที่จังหวัดหนองคายต่อไป 8.จุดเรียนรู้ด้านการปลูกป่าอนุรักษ์ ดำเนินการในพื้นที่ 30 ไร่ โดยปลูกไม้สัก ยางนา พะยูง ชิงชัน ประดู่และตะเคียน ซึ่งปลูกเพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์และลดภาวะโลกร้อน และ 9.จุดเรียนรู้ด้านการปลูกไม้ไผ่ ดำเนินการในพื้นที่ 10 ไร่ โดยจัดทำเป็นแปลงรวบรวมสายพันธุ์ไผ่ต่างๆ เช่น ไผ่เลี้ยง ไผ่ตง ไผ่กิมซุง และไผ่บงเป็นต้น เพื่อไว้ใช้สอยในการทำกิจกรรมต่างภายในสถานีพัฒนาที่ดินและเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ของเกษตรกรที่สนใจ

นอกจากจุดเรียนรู้ต่างๆแล้ว ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินภายในสถานีพัฒนาที่ดินหนองคาย ยังมีแปลงสาธิตผลสำเร็จของการใช้เทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินทุกรูปแบบให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ รวมถึงมีการสาธิตวิธีการและขั้นตอนการพัฒนาที่ดินรูปแบบต่างๆให้เกษตรกรลงมือทำเองและฝึกปฏิบัติวิธีการใหม่ๆร่วมกับเจ้าหน้าที่พัฒนาที่ดิน หรือหมอดินทั้งมาเป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่ม ตลอดจนมีอาคารที่ทำการทันสมัยพร้อมอำนวยความสะดวกในการบริการความรู้วิชาการในรูปแบบ e-bookการสืบค้นข้อมูลในรูปแบบ Application และบริการคำแนะนำการใช้ประโยชน์ที่ดิน บริการวิเคราะห์ดินพร้อมแผนที่เป็นรายแปลงอีกด้วย

“ที่ผ่านมา มีเกษตรกรและผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาดูงานภายในศูนย์ฯไม่น้อยกว่า 500 รายต่อปี และมีเกษตรกรจำนวนไม่น้อยที่นำความรู้ไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเอง ทำให้ลดต้นทุนการผลิตได้มาก มีรายได้เพิ่ม รวมถึงมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น” น.ส.นุชจรี กล่าวทิ้งท้าย

หากผู้สนใจอยากเข้าไปศึกษาดูงานที่ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินภายในสถานีพัฒนาที่ดินหนองคาย ติดต่อสอบถามได้ที่ นายศราวุธ ศิริลักณ์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ สถานีพัฒนาที่ดินหนองคาย ต.หาดคำ อ.เมือง จ.หนองคาย โทร. 0-4201-2535, 0-4201-2794

รายงานพิเศษ : ‘ส้มโอทับทิมสยาม’ของดีแปลงใหญ่ปากพนัง ตลาดต่างประเทศต้องการไม่อั้น-ออเดอร์พุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/435982

รายงานพิเศษ : ‘ส้มโอทับทิมสยาม’ของดีแปลงใหญ่ปากพนัง ตลาดต่างประเทศต้องการไม่อั้น-ออเดอร์พุ่ง

รายงานพิเศษ : ‘ส้มโอทับทิมสยาม’ของดีแปลงใหญ่ปากพนัง ตลาดต่างประเทศต้องการไม่อั้น-ออเดอร์พุ่ง

วันอังคาร ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามป็นสินค้า GI ของอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีลักษณะประจำพันธุ์ที่โดดเด่นคือ เนื้อผลหรือที่เรียกว่า กุ้ง มีสีชมพูเข้มจนถึงแดงเหมือนสีทับทิม รสชาติหอมหวาน เนื้อนุ่มน่ารับประทาน ผิวผลส้มโอมีขนอ่อนนุ่มปกคลุมคล้ายกำมะหยี่ จำหน่ายได้ในราคาสูง ทำให้เกษตรกรเริ่มขยายพื้นที่ปลูกกันมากขึ้น โดยรวมตัวกันผลิตในรูปแบบแปลงใหญ่ จำหน่ายผลผลิตทั้งในประเทศและต่างประเทศสร้างรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่ปีละหลายร้อยล้านบาท

นายสมโชค ณ นคร เกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า ส้มโอทับทิมสยามเป็นพืชอัตลักษณ์ของอำเภอปากพนัง มีการบริหารจัดการด้านพัฒนาคุณภาพการผลิตเพื่อรับรองมาตรฐาน GAP โดยเกษตรกรได้ร่วมกลุ่มเป็นเกษตรแปลงใหญ่เพื่อบริหารจัดการร่วมกันใน 5 ส่วนคือ ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต การพัฒนาคุณภาพ การบริหารจัดการและการตลาด ซึ่งขณะนี้แปลงใหญ่ส้มโอทับทิมสยามได้ส่งผลผลิตออกไปจำหน่ายในหลายประเทศประกอบด้วย จีน (5 มณฑล) เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซียและฮ่องกง และได้ราคาสูง ปัจจุบัน พื้นที่อำเภอปากพนังมีสมาชิกแปลงใหญ่ส้มโอทับทิมสยาม112 ราย พื้นที่ 2,400 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 2,100 กิโลกรัมต่อไร่ แบ่งการผลิตออกเป็น 2 รอบต่อปีคือช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม และเดือนสิงหาคม-กันยายน

“เมื่อเกษตรกรรวมกันเป็นแปลงใหญ่แล้ว จะมีเวทีให้เกษตรกรแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และหาแนวทางการผลิตร่วมกันโดยเฉพาะการลดต้นทุนการผลิตด้วยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งเกษตรกรสามารถผลิตได้เองจากวัสดุในท้องถิ่น การใช้สารชีวภัณฑ์ทดแทนการใช้สารเคมี รวมถึงแนวทางการเพิ่มผลผลิต การพัฒนาคุณภาพด้วยการรวมกลุ่มกันขอมาตรฐาน GAP และมีอำนาจต่อรองในการเจรจาด้านการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบัน ตลาดต่างประเทศให้การตอบรับดีมาก โดยเฉพาะประเทศจีน”นายสมโชค กล่าว

นายเสริม แขดวง ประธานแปลงใหญ่ส้มโอทับทิมสยาม กล่าวเพิ่มเติมว่า ปลูกส้มโอทับทิมสยามมานานกว่า 20 ปีแต่กว่าจะประสบความสำเร็จเหมือนในวันนี้ ต้องล้มลุกคลุกคลานและเรียนรู้ตลอดเวลา และเมื่อประสบความสำเร็จแล้วก็ชักชวนเพื่อนๆ ชาวสวนรายเล็กๆ เข้ามาร่วมจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน เพื่อผลิตส้มโอทับสยามที่มีคุณภาพร่วมกัน จนกระทั่งต่อยอดสู่การรวมกันเป็นเกษตรแปลงใหญ่ในเวลาต่อมา ทำให้การบริหารจัดการของกลุ่มมีความเข้มแข็งมากขึ้น ได้รับความช่วยเหลือด้านวิชาการ หลักการบริหารจัดการกลุ่ม การศึกษาดูงานจากหน่วยงานภาครัฐ และสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น ที่สำคัญคือ เมื่อร่วมกันผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน GAP จากที่เคยจำหน่ายในประเทศและได้ราคาสูงอยู่แล้ว ก็ยังสามารถผลักดันผลผลิตส่งจำหน่ายในต่างประเทศ ภายใต้แบรนด์แปลงใหญ่ ที่ได้ในราคาที่สูงขึ้นอีกด้วย โดยความต้องการส้มโอทับทิมสยามในปัจจุบัน ยังคงได้รับนิยมอย่างต่อเนื่องจนไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด โดยเฉพาะตลาดจีน ที่มีความต้องการส้มโอทับทิมสยามมาก ด้วยคุณลักษณะพิเศษคือมีเนื้อสีแดงเข้มเหมือนสีทับทิมซึ่งชาวจีนยกให้เป็นผลไม้มงคล อีกทั้งมีรสชาติหอมหวาน เนื้อนุ่มน่ารับประทาน โดยพ่อค้าจีนจะเหมาซื้อหน้าสวนในราคา ลูกละ 165-200 บาทสร้างรายได้เฉลี่ย 4-5 ล้านบาทต่อปี และคาดว่าจะมีออเดอร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เสริม แขดวง

เสริม แขดวง

รายงานพิเศษ : ‘มังคุดลานสกา’ของดีแปลงใหญ่เมืองนครฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434836

รายงานพิเศษ : ‘มังคุดลานสกา’ของดีแปลงใหญ่เมืองนครฯ

รายงานพิเศษ : ‘มังคุดลานสกา’ของดีแปลงใหญ่เมืองนครฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

อำเภอลานสกา เป็นแหล่งผลิตมังคุดสำคัญของจ.นครศรีธรรมราช มีพื้นที่ปลูกทั้งสิ้น 20,879 ไร่ เนื้อที่ให้ผลผลิตแล้ว 17,989 ไร่ ผลผลิต 9,115 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 300 ล้านบาทต่อปี และชาวอ.ลานสกา แทบทุกคนเกิดและเติบโตมาในวิถีชีวิตของชาวสวนมังคุด จนอาจเรียกได้ว่าอ.ลานสกา คือ เมืองมังคุด ปัจจุบันชาวสวนมังคุด อ.ลานสกา รวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่มังคุด ร่วมกันผลิตและบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ทำการตลาดผ่านระบบการประมูล ส่งให้ผลได้ราคาดี ลดปัญหาพ่อค้ากดราคา

นายวิเชียรรัตน์ มัฌชิกะ ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภอลานสกา (ศพก.) เปิดเผยว่า อำเภอลานสกา เป็นแหล่งผลิตมังคุดมากที่สุดในจ.นครศรีธรรมราช ที่ผ่านมาเกษตรกรต่างคนต่างผลิตต่างคนต่างขาย ทำให้ได้รับผลกระทบราคาตกต่ำ จึงรวมกลุ่มบริหารจัดการภายใต้โครงการส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ โดยเปิดจุดรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรใน 3 จุด ใน 2 ตำบล ได้แก่ ตำบลลานสกา 2 จุด และตำบลขุนทะเล 1 จุด จากนั้นนำผลผลิตทั้งหมดมาคัดแยกขนาดที่ ศพก.ลานสกา แล้วเปิดให้ผู้สนใจเข้ามาประมูล ซึ่งที่ผ่านมาเปิดประมูลทุกวัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน และคาดว่าจะเปิดประมูลไปจนสิ้นฤดูกาลผลิตประมาณต้นเดือนกันยายน ปัจจุบันมังคุดลานสกากระจายผลผลิตออกสู่ตลาดไปแล้วประมาณ 4 พันตัน จากทั้งหมด 9 พันกว่าตัน โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ช่วยกันกระจายผลผลิตผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอลานสกา

สำหรับแนวทางการบริหารจัดการประมูลมังคุดของกลุ่ม ได้กำหนดกติกาให้สมาชิกต้องเก็บผลผลิตมังคุดตั้งแต่ระยะเข้าสี ไม่ปนดิบ ไม่ปนลูกแตก ไม่ตกดิน โดยให้สมาชิกส่งผลผลิต ณ จุดคัดแยกตั้งแต่เวลา 13.00-18.00 น. ของแต่ละวัน ถ้าไม่สามารถส่งผลผลิตได้ก่อนเวลากำหนด สมาชิกสามารถโทร.แจ้งน้ำหนักผลผลิตทั้งหมดล่วงหน้าได้ โดยกลุ่มจะหักค่าใช้จ่าย 2 บาท/กิโลกรัม เป็นค่าดำเนินการ เมื่อมังคุดของสมาชิกถูกคัดแยกเกรดแล้ว สมาชิกต้องตรวจทานใบส่งของให้ถูกต้อง ก่อนลงชื่อรับทราบยอดน้ำหนักทั้งหมด และให้นำใบส่งของมารับเงินค่ามังคุดในวันถัดไป ส่วนผู้สนใจเข้าประมูลสามารถยื่นซองราคาได้ตั้งแต่เวลา 15.00-18.00 น.ของทุกวัน โดยสามารถให้ราคาได้เฉพาะเบอร์ที่ผู้ประมูลต้องการเท่านั้น และจะเปิดซองเวลา 18.00 น. ของทุกวัน ผู้ให้ราคาสูงสุดแต่ละเบอร์จะเป็นผู้ชนะ หากมีผู้ให้ราคาสูงสุดมากกว่า 1 ราย ผู้ยื่นราคาก่อนในแต่ละวันจะเป็นผู้ชนะ สำหรับราคาประมูล จะเป็นราคา ณ จุดรวบรวมผลผลิตของกลุ่ม และถือเป็นราคาที่ผู้ยื่นประมูลพึงพอใจซื้อมังคุด ณ วันนั้นๆ โดยตรวจเช็ค รับทราบคุณภาพของมังคุดในแต่ละเกรดแล้ว โดยการซื้อขายจะสิ้นสุดเมื่อผู้ประมูลรับผลผลิต ณ จุดรวบรวมและชำระเงินก่อนรับผลผลิตมังคุด อีกทั้งผู้ชนะการประมูลจะต้องรับภาระในการขนส่งสินค้าเอง

หลังจากเกษตรกรรวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่ ส่งผลให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ราคาสูงขึ้นมีความมั่นคงทางการตลาด ราคาประมูลเฉลี่ยมังคุดเบอร์ 1 ผิวมันลูกใหญ่ ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 43.82 บาท เบอร์ 2 ผิวลายลูกใหญ่ ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 27.96 บาท เบอร์ 3 ผิวมันลูกเล็ก ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 22.80 บาท เบอร์ 4 ตกไซส์ ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 18.49 บาท และเบอร์ 5 ลูกดำ ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 13.67 บาท (ราคา ณ วันที่15 กรกฎาคม-5 สิงหาคม) ซึ่งถือว่าเกษตรกรขายได้ราคาดีกว่าต่างคนต่างขาย นอกจากนี้ ทางกลุ่มยังกระจายผลผลิตไปยังเครือข่ายอื่น เช่น กลุ่มสหกรณ์และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดตามภูมิภาคต่างๆ ยกตัวอย่างที่ผ่านมา ทางกลุ่มจัดส่งมังคุดไปยังสหกรณ์เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด ภายใต้โครงการข้าวแลกมังคุด 3,000 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 25 บาท จัดส่งให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 3,000 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 25 บาท จัดส่งให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดสุรินทร์ 12,000 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 35 บาท ซึ่งเครือข่ายต่างๆ ที่รับซื้อผลผลิตมังคุดแปลงใหญ่ลานสกาไป ต่างชื่นชอบในรสชาติและคุณภาพของผลผลิตที่กลุ่มคัดสรรอย่างดี และขณะนี้ ยังมีออเดอร์จากอีกหลายเครือข่ายที่อยู่ระหว่างการจัดส่ง “การรวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่ ส่งผลดีต่อเกษตรกรมาก ทั้งเรื่องวางแผนการผลิตที่ไม่ทำให้ล้นตลาด ช่วยลดต้นทุนการผลิตจากการลดใช้สารเคมี และพัฒนาการผลิตให้ได้มังคุดคุณภาพที่ต้องการของตลาด สิ่งสำคัญคือ ช่วยแก้ปัญหาเรื่องราคาผลผลิตตกต่ำได้อย่างดี ด้วยการรวบรวมผลผลิตเพื่อให้ผู้สนใจเข้ามาประมูล ลดปัญหาพ่อค้ากดราคาหรือฮั้วราคากัน เมื่อเป็นแปลงใหญ่แล้ว ยังประสานกับเครือข่ายอื่นๆ ทั้งที่เป็นแปลงใหญ่ด้วยกันและภาคเกษตรอื่นๆ เพื่อกระจายสินค้าได้อีกด้วย”นายวิเชียรรัตน์ กล่าว

 

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่บ้านหม้อพ้นวิกฤติน้ำท่วม ปลูกข้าวพิษณุโลก80ลดต้นทุน-แปรรูปเพิ่มรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434617

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่บ้านหม้อพ้นวิกฤติน้ำท่วม  ปลูกข้าวพิษณุโลก80ลดต้นทุน-แปรรูปเพิ่มรายได้

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่บ้านหม้อพ้นวิกฤติน้ำท่วม ปลูกข้าวพิษณุโลก80ลดต้นทุน-แปรรูปเพิ่มรายได้

วันอังคาร ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 16.51 น.

การส่งเสริมทำนาแปลงใหญ่เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล ที่จะทำให้ชาวนามีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นและยั่งยืน จากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตจากรายย่อยสู่การรวมกลุ่มเกษตรกร ให้ชาวนาร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมกันขาย ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ผลผลิตเพิ่มขึ้นผลิตสินค้าที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด สร้างรายได้และอาชีพที่มั่นคง

นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กลุ่มนาแปลงใหญ่สหกรณ์การเกษตรบ้านหม้อ จำกัด ต.บ้านหม้อ อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ เป็นตัวอย่างหนึ่งที่มีการรวมกลุ่มของสมาชิกสหกรณ์ทำนาแปลงใหญ่ โดยเข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่เมื่อปี 2559 มีสมาชิก 132 ราย พื้นที่เข้าร่วมโครงการ 1,304 ไร่ แต่เดิมเกษตรกรในพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมพื้นที่นาเป็นประจำทุกปี เกษตรกรต้องเร่งปลูกข้าวปีละหลายรอบ ซึ่งก็ได้ผลผลิตไม่ดีเท่าที่ควร และยังต้องลงทุนมากขึ้น จึงประสบภาวะขาดทุนต่อเนื่อง พอมารวมกลุ่มทำนาแปลงใหญ่ ได้รับการสนับสนุนจากกรมการข้าวและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านองค์ความรู้ ปัจจัยการผลิต เพื่อพัฒนาการผลิตข้าวที่มีคุณภาพและการเชื่อมโยงตลาด ทำให้กลุ่มนาแปลงใหญ่เข้มแข็งมากขึ้น

ที่สำคัญทางคณะกรรมการกลุ่มนาแปลงใหญ่สหกรณ์บ้านหม้อ มีแนวคิดหาทางช่วยเหลือสมาชิก ด้วยการหาพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับพื้นที่ ได้แก่ ข้าวพันธุ์พิษณุโลก 80 ซึ่งเป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง ทรงกอตั้ง ต้นแข็งไม่ล้มง่าย ให้ผลผลิตสูง เหมาะกับเขตพื้นที่ลุ่มในเขตนาน้ำฝนภาคเหนือตอนล่าง และปลูกได้ดีในพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมขัง โดยทดลองปลูกข้าวพันธุ์ดังกล่าวจนเห็นผลสัมฤทธิ์ จึงส่งเสริมให้สมาชิกปลูกข้าวพันธุ์พิษณุโลก 80 ในฤดูนาปี ส่วนฤดูนาปรังให้ปลูกพันธุ์ ปทุมธานี 1 ขาวดอกมะลิ 105 หรือ กข 79 เป็นต้น

ทั้งนี้ กรมการข้าวสนับสนุนเรื่องเมล็ดพันธุ์ข้าวพิษณุโลก 80 ให้กลุ่มนาแปลงใหญ่ซึ่งเป็น 1 ใน 12 พันธุ์ที่กรมการข้าวให้การรับรองเครื่องหมายข้าวพันธุ์แท้ พร้อมผลักดันกลุ่มนาแปลงใหญ่มีกระบวนการผลิตข้าวที่ได้มาตรฐานทั้งระบบ ตั้งแต่ข้าวเปลือกพันธุ์แท้จากแปลงนาที่ผ่านการรับรอง GAP เข้าสู่โรงสีคุณภาพ GMP จนได้ออกมาเป็นข้าวสารที่ได้รับการรับรองเครื่องหมาย Q และเครื่องหมายข้าวพันธุ์แท้จากกรมการข้าว เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคและเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ข้าวของกลุ่มนาแปลงใหญ่ อย่างไรก็ตาม เรื่องตลาดเป็น
สิ่งสำคัญและเป็นนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ที่ใช้ตลาดนำการผลิต กรมการข้าวได้เข้ามาช่วยดูเรื่องคุณลักษณะของข้าวพันธุ์พิษณุโลก 80 เป็นข้าวเพื่อสุขภาพ ที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ซึ่งตอนนี้ก็ผ่านการรับรองจากมหาวิทยาลัยมหิดลและส่งตัวอย่างข้าวไปตรวจที่ห้องปฏิบัติการของประเทศออสเตรเลีย เพื่อให้ได้รับการรับรองผลวิเคราะห์ว่ามีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ คาดว่าจะทราบผล
ภายในสองเดือนต่อจากนี้ ซึ่งจะได้นำข้อมูลดังกล่าวมาสร้างจุดขายข้าวของกลุ่มนาแปลงใหญ่ เพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ข้าวไทยได้อีกทาง นอกจากนี้ กรมการข้าวจะร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ เร่งประชาสัมพันธ์ข้าวพันธุ์พิษณุโลก 80 ให้ผู้บริโภคทราบอย่างทั่วถึงเช่นเดียวกับที่ข้าว กข 43 ที่ได้รับความนิยมมาแล้ว

ด้านนายบัญชา เมฆนุ้ย ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่สหกรณ์การเกษตรบ้านหม้อ จำกัด กล่าวว่า พื้นที่สหกรณ์การเกษตรบ้านหม้อเป็นพื้นที่รับน้ำ ในแต่ละปีช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายนจะเป็นฤดูน้ำหลาก ทำให้น้ำท่วมผลผลิตข้าวประมาณ 2,000-3,000 ไร่ เกษตรกรส่วนใหญ่จะปรับการทำนา 3 ครั้งเพื่อให้คร่อมฤดูน้ำหลาก ทำนาหลายครั้งก็ทำให้ต้นทุนสูง ไม่คุ้มค่ากับผลผลิตที่ได้ จึงปรับให้เหลือทำนาปีละ 2 ครั้ง โดยหาพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ จนพบว่าพันธุ์พิษณุโลก 80 เป็นพันธุ์ที่เหมาะสม เลยทดลองปลูกได้ผลดี แต่ก็ติดเรื่องหาเมล็ดพันธุ์ข้าวได้ยากต้องไปซื้อจากกลุ่มเกษตรกรก็มีปัญหาพันธุ์ปนเยอะ

พอมีโครงการนาแปลงใหญ่ทางกลุ่มก็เข้าร่วมตั้งแต่ปี 2559 จุดประสงค์คือ ต้องการลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรให้สูงขึ้น เมื่อเข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และสนับสนุนปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะได้รับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวจากศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวของกรมการข้าว เป็นข้าวพันธุ์แท้ ก็ได้ใช้พื้นที่ไข่แดงของกลุ่มประมาณ 130 ไร่ มาทำแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อให้ได้ข้าวพันธุ์แท้ส่งเสริมให้สมาชิกได้ปลูก นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนเงินกู้จาก ธ.ก.ส.จัดหาปัจจัยการผลิตและเครื่องจักรกลทางการเกษตรมาไว้บริการสมาชิก เช่น ปุ๋ย สารเคมี เครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าว เครื่องอัดฟาง

ปีนี้กลุ่มนาแปลงใหญ่สหกรณ์การเกษตรบ้านหม้อ ได้เข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่เป็นปีที่ 3 แล้ว สมาชิกลดต้นทุนการผลิตลงได้มากจากการใช้เครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวแทนทำนาหว่าน พร้อมกันนี้ยังช่วยให้ดูแลรักษาแปลงนาง่ายขึ้น ปัญหาโรคหรือแมลงลดน้อยลงด้วย ที่สำคัญทางกลุ่มได้ต่อยอดผลิตภัณฑ์ข้าว โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์พัฒนาคุณสมบัติข้าวพิษณุโลก 80 ซึ่งขณะนี้เราได้ใบรับรอง (Certificate) ว่าข้าวที่ผลิตจากนาแปลงใหญ่สหกรณ์การเกษตรบ้านหม้อ ที่แปรรูปเป็นข้าวสารภายใต้แบรนด์ “ข้าวทองดี” เป็นข้าวที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ซึ่งทางกลุ่มตั้งเป้าจะส่งเสริมให้สมาชิกผลิตข้าวที่มีคุณภาพเพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภคที่รักสุขภาพ ช่วยเพิ่มช่องทางจำหน่ายเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ข้าวของกลุ่มนาแปลงใหญ่และสร้างรายได้แก่สมาชิก