รายงานพิเศษ : สพด.หนองคายแหล่งเรียนรู้สร้างความสำเร็จสู่เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/436280

รายงานพิเศษ : สพด.หนองคายแหล่งเรียนรู้สร้างความสำเร็จสู่เกษตรกร

รายงานพิเศษ : สพด.หนองคายแหล่งเรียนรู้สร้างความสำเร็จสู่เกษตรกร

วันพุธ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน เป็นนโยบายหนึ่งของกรมพัฒนาที่ดิน ที่ต้องการสร้างจุดเรียนรู้ในด้านการพัฒนาที่ดินทุกรูปแบบให้กับเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ ได้เข้าไปศึกษา เรียนรู้และนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ของเกษตรกร

ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินภายในสถานีพัฒนาที่ดินหนองคาย สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นอีกหนึ่งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน ที่มีหน้าที่สนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ วิจัย พัฒนา ให้บริการถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน พร้อมทั้งกำหนดเขตการใช้ที่ดินที่เหมาะสม เพื่อการผลิตและให้บริการข้อมูลเชิงพื้นที่ด้านต่างๆ ที่ถูกต้องทันสมัย พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการพัฒนาที่ดินและน้ำ การฟื้นฟูปรับปรุงบำรุงดินเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรและใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างยั่งยืน ภายใต้กระบวนการที่ชุมชนมีส่วนร่วม พัฒนาหมอดินอาสา ยุวเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร ให้มีความรู้ความเข้าใจการพัฒนาที่ดินและปฏิบัติตาม พ.ร.บ.พัฒนาที่ดิน พ.ศ.2551

น.ส.นุชจรี กองพลพรหม ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินหนองคาย กล่าวว่า ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินภายในสถานีพัฒนาที่ดินหนองคาย เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2554 โดยจะมีการสาธิตการปรับปรุงบำรุงดิน การอนุรักษ์ดินและน้ำ และการใช้ประโยชน์ที่ดินในการปลูกพืชในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งสาธิตการทำการเกษตรแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรอินทรีย์ และงานวิจัยทดสอบที่เกี่ยวกับการพัฒนาที่ดิน เป็นต้น เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับเกษตรกร ประชาชน นักเรียน นักศึกษาและผู้ที่สนใจได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ อีกทั้งเป็นสถานที่ฝึกอบรมให้กับเกษตรกรและหมอดินอาสาอีกด้วย

สำหรับกิจกรรมภายในศูนย์ฯ ประกอบด้วย 9 จุดเรียนรู้ ได้แก่ 1.จุดเรียนรู้ด้านการทำการเกษตรตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ ดำเนินการในพื้นที่ 4 ไร่ จำลองและสาธิตการดำเนินงานตามแนวทางการทำการเกษตรแบบทฤษฎีใหม่โดยแบ่งพื้นที่เป็น 30 : 30 : 30 : 10 เป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับเกษตรกรที่สนใจมาศึกษาเรียนรู้ 2.จุดเรียนรู้ด้านการผลิตปุ๋ยหมัก เป็นการผลิตปุ๋ยน้ำหมักจากสารเร่งซุปเปอร์ พ.ด.1 โดยมีการสาธิตการผลิตปุ๋ยหมักจากวัสดุที่มีในพื้นที่ เช่น เศษหญ้า ฟางข้าว กากอ้อยโดยมีการผลิตปุ๋ยหมัก และปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง มีเป้าหมายการผลิต 50 ตันต่อปี เพื่อใช้ในการปรับปรุงดินภายในสถานีพัฒนาที่ดินและแจกจ่ายให้กับหน่วยงานที่ขอรับเข้ามา 3.จุดเรียนรู้ด้านการผลิตน้ำหมักชีวภาพ เป็นการผลิตน้ำหมักชีวภาพโดยการใช้สารเร่งซุปเปอร์ พ.ด.2 และสารเร่งซุปเปอร์ พ.ด.7 โดยใช้วัสดุที่มีในท้องถิ่น เช่น สับปะรด พืชผัก ในการผลิตน้ำหมักชีวภาพโดยการใช้สารเร่งซุปเปอร์ พ.ด.2 และตะไคร้หอม ข่า สะเดาในการผลิตสารไล่แมลงจากสารเร่งซุปเปอร์ พ.ด.7 ซึ่งเป็นการผลิตเพื่อแจกจ่ายให้กับเกษตรกรที่สนใจ โดยมีเป้าหมายการผลิตเพื่อแจกจ่ายให้เกษตรกรประมาณ 10,000 ลิตรต่อปี 4.จุดเรียนรู้ด้านการปลูกหญ้าแฝก เป็นการใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝก เช่น การปลูกป้องกันการชะล้างพังทลายของดินรอบบ่อน้ำ การปลูกหญ้าแฝกรอบโคนไม้ผล การปลูกเป็นแปลงขยายพันธุ์ เป็นต้น เพื่อให้เกษตรกรที่สนใจ สามารถศึกษาดูงานและขอรับกล้าหญ้าแฝกเพื่อไปปลูกในพื้นที่ของตนเองได้ โดยมีเป้าหมายในการผลิตเพื่อแจกจ่ายให้เกษตรกร จำนวนกว่า 1,000,000 กล้าต่อปี

5.จุดเรียนรู้ด้านการปลูกไม้ผล เป็นการสาธิตการปลูกไม้ผลในพื้นที่ 10 ไร่ ได้แก่ ลิ้นจี่ ลำไย เงาะ มะพร้าว มะม่วง มะนาว และทุเรียน เพื่อศึกษาถึงความเหมาะสมของดินในพื้นที่กับการปลูกไม้ผล เพื่อเป็นแหล่งให้ความรู้กับเกษตรกรที่สนใจในการปลูกไม้ผลมาศึกษาเรียนรู้ได้ 6.จุดเรียนรู้ด้านการปลูกอ้อย เป็นการสาธิตการผลิตอ้อย ดำเนินการในพื้นที่ 23 ไร่ และมีการวิจัยทดสอบเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ยที่เหมาะสมในการผลิตอ้อยเพื่อให้เกษตรกรที่สนใจในการปลูกอ้อยหรือสนใจอยากปรับเปลี่ยนพื้นที่นาข้าวไม่เหมาะสมมาปลูกอ้อย สามารถเข้ามาเรียนรู้เพิ่มเติมในจุดเรียนรู้นี้7.จุดเรียนรู้ด้านการปลูกข้าว เป็นการสาธิตการปลูกข้าวพันธุ์ หอมมะลิ 105ในพื้นที่ 8 ไร่ โดยมีการวิจัยทดสอบเกี่ยวกับการจัดการดิน เพื่อปลูกข้าวในชุดดินนครพนม เพื่อเป็นข้อมูลในการให้ความรู้แก่เกษตรกรที่ปลูกข้าวในพื้นที่จังหวัดหนองคายต่อไป 8.จุดเรียนรู้ด้านการปลูกป่าอนุรักษ์ ดำเนินการในพื้นที่ 30 ไร่ โดยปลูกไม้สัก ยางนา พะยูง ชิงชัน ประดู่และตะเคียน ซึ่งปลูกเพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์และลดภาวะโลกร้อน และ 9.จุดเรียนรู้ด้านการปลูกไม้ไผ่ ดำเนินการในพื้นที่ 10 ไร่ โดยจัดทำเป็นแปลงรวบรวมสายพันธุ์ไผ่ต่างๆ เช่น ไผ่เลี้ยง ไผ่ตง ไผ่กิมซุง และไผ่บงเป็นต้น เพื่อไว้ใช้สอยในการทำกิจกรรมต่างภายในสถานีพัฒนาที่ดินและเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ของเกษตรกรที่สนใจ

นอกจากจุดเรียนรู้ต่างๆแล้ว ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินภายในสถานีพัฒนาที่ดินหนองคาย ยังมีแปลงสาธิตผลสำเร็จของการใช้เทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินทุกรูปแบบให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ รวมถึงมีการสาธิตวิธีการและขั้นตอนการพัฒนาที่ดินรูปแบบต่างๆให้เกษตรกรลงมือทำเองและฝึกปฏิบัติวิธีการใหม่ๆร่วมกับเจ้าหน้าที่พัฒนาที่ดิน หรือหมอดินทั้งมาเป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่ม ตลอดจนมีอาคารที่ทำการทันสมัยพร้อมอำนวยความสะดวกในการบริการความรู้วิชาการในรูปแบบ e-bookการสืบค้นข้อมูลในรูปแบบ Application และบริการคำแนะนำการใช้ประโยชน์ที่ดิน บริการวิเคราะห์ดินพร้อมแผนที่เป็นรายแปลงอีกด้วย

“ที่ผ่านมา มีเกษตรกรและผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาดูงานภายในศูนย์ฯไม่น้อยกว่า 500 รายต่อปี และมีเกษตรกรจำนวนไม่น้อยที่นำความรู้ไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเอง ทำให้ลดต้นทุนการผลิตได้มาก มีรายได้เพิ่ม รวมถึงมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น” น.ส.นุชจรี กล่าวทิ้งท้าย

หากผู้สนใจอยากเข้าไปศึกษาดูงานที่ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินภายในสถานีพัฒนาที่ดินหนองคาย ติดต่อสอบถามได้ที่ นายศราวุธ ศิริลักณ์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ สถานีพัฒนาที่ดินหนองคาย ต.หาดคำ อ.เมือง จ.หนองคาย โทร. 0-4201-2535, 0-4201-2794

รายงานพิเศษ : ‘ส้มโอทับทิมสยาม’ของดีแปลงใหญ่ปากพนัง ตลาดต่างประเทศต้องการไม่อั้น-ออเดอร์พุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/435982

รายงานพิเศษ : ‘ส้มโอทับทิมสยาม’ของดีแปลงใหญ่ปากพนัง ตลาดต่างประเทศต้องการไม่อั้น-ออเดอร์พุ่ง

รายงานพิเศษ : ‘ส้มโอทับทิมสยาม’ของดีแปลงใหญ่ปากพนัง ตลาดต่างประเทศต้องการไม่อั้น-ออเดอร์พุ่ง

วันอังคาร ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามป็นสินค้า GI ของอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีลักษณะประจำพันธุ์ที่โดดเด่นคือ เนื้อผลหรือที่เรียกว่า กุ้ง มีสีชมพูเข้มจนถึงแดงเหมือนสีทับทิม รสชาติหอมหวาน เนื้อนุ่มน่ารับประทาน ผิวผลส้มโอมีขนอ่อนนุ่มปกคลุมคล้ายกำมะหยี่ จำหน่ายได้ในราคาสูง ทำให้เกษตรกรเริ่มขยายพื้นที่ปลูกกันมากขึ้น โดยรวมตัวกันผลิตในรูปแบบแปลงใหญ่ จำหน่ายผลผลิตทั้งในประเทศและต่างประเทศสร้างรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่ปีละหลายร้อยล้านบาท

นายสมโชค ณ นคร เกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า ส้มโอทับทิมสยามเป็นพืชอัตลักษณ์ของอำเภอปากพนัง มีการบริหารจัดการด้านพัฒนาคุณภาพการผลิตเพื่อรับรองมาตรฐาน GAP โดยเกษตรกรได้ร่วมกลุ่มเป็นเกษตรแปลงใหญ่เพื่อบริหารจัดการร่วมกันใน 5 ส่วนคือ ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต การพัฒนาคุณภาพ การบริหารจัดการและการตลาด ซึ่งขณะนี้แปลงใหญ่ส้มโอทับทิมสยามได้ส่งผลผลิตออกไปจำหน่ายในหลายประเทศประกอบด้วย จีน (5 มณฑล) เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซียและฮ่องกง และได้ราคาสูง ปัจจุบัน พื้นที่อำเภอปากพนังมีสมาชิกแปลงใหญ่ส้มโอทับทิมสยาม112 ราย พื้นที่ 2,400 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 2,100 กิโลกรัมต่อไร่ แบ่งการผลิตออกเป็น 2 รอบต่อปีคือช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม และเดือนสิงหาคม-กันยายน

“เมื่อเกษตรกรรวมกันเป็นแปลงใหญ่แล้ว จะมีเวทีให้เกษตรกรแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และหาแนวทางการผลิตร่วมกันโดยเฉพาะการลดต้นทุนการผลิตด้วยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งเกษตรกรสามารถผลิตได้เองจากวัสดุในท้องถิ่น การใช้สารชีวภัณฑ์ทดแทนการใช้สารเคมี รวมถึงแนวทางการเพิ่มผลผลิต การพัฒนาคุณภาพด้วยการรวมกลุ่มกันขอมาตรฐาน GAP และมีอำนาจต่อรองในการเจรจาด้านการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบัน ตลาดต่างประเทศให้การตอบรับดีมาก โดยเฉพาะประเทศจีน”นายสมโชค กล่าว

นายเสริม แขดวง ประธานแปลงใหญ่ส้มโอทับทิมสยาม กล่าวเพิ่มเติมว่า ปลูกส้มโอทับทิมสยามมานานกว่า 20 ปีแต่กว่าจะประสบความสำเร็จเหมือนในวันนี้ ต้องล้มลุกคลุกคลานและเรียนรู้ตลอดเวลา และเมื่อประสบความสำเร็จแล้วก็ชักชวนเพื่อนๆ ชาวสวนรายเล็กๆ เข้ามาร่วมจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน เพื่อผลิตส้มโอทับสยามที่มีคุณภาพร่วมกัน จนกระทั่งต่อยอดสู่การรวมกันเป็นเกษตรแปลงใหญ่ในเวลาต่อมา ทำให้การบริหารจัดการของกลุ่มมีความเข้มแข็งมากขึ้น ได้รับความช่วยเหลือด้านวิชาการ หลักการบริหารจัดการกลุ่ม การศึกษาดูงานจากหน่วยงานภาครัฐ และสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น ที่สำคัญคือ เมื่อร่วมกันผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน GAP จากที่เคยจำหน่ายในประเทศและได้ราคาสูงอยู่แล้ว ก็ยังสามารถผลักดันผลผลิตส่งจำหน่ายในต่างประเทศ ภายใต้แบรนด์แปลงใหญ่ ที่ได้ในราคาที่สูงขึ้นอีกด้วย โดยความต้องการส้มโอทับทิมสยามในปัจจุบัน ยังคงได้รับนิยมอย่างต่อเนื่องจนไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด โดยเฉพาะตลาดจีน ที่มีความต้องการส้มโอทับทิมสยามมาก ด้วยคุณลักษณะพิเศษคือมีเนื้อสีแดงเข้มเหมือนสีทับทิมซึ่งชาวจีนยกให้เป็นผลไม้มงคล อีกทั้งมีรสชาติหอมหวาน เนื้อนุ่มน่ารับประทาน โดยพ่อค้าจีนจะเหมาซื้อหน้าสวนในราคา ลูกละ 165-200 บาทสร้างรายได้เฉลี่ย 4-5 ล้านบาทต่อปี และคาดว่าจะมีออเดอร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เสริม แขดวง

เสริม แขดวง

รายงานพิเศษ : ‘มังคุดลานสกา’ของดีแปลงใหญ่เมืองนครฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434836

รายงานพิเศษ : ‘มังคุดลานสกา’ของดีแปลงใหญ่เมืองนครฯ

รายงานพิเศษ : ‘มังคุดลานสกา’ของดีแปลงใหญ่เมืองนครฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

อำเภอลานสกา เป็นแหล่งผลิตมังคุดสำคัญของจ.นครศรีธรรมราช มีพื้นที่ปลูกทั้งสิ้น 20,879 ไร่ เนื้อที่ให้ผลผลิตแล้ว 17,989 ไร่ ผลผลิต 9,115 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 300 ล้านบาทต่อปี และชาวอ.ลานสกา แทบทุกคนเกิดและเติบโตมาในวิถีชีวิตของชาวสวนมังคุด จนอาจเรียกได้ว่าอ.ลานสกา คือ เมืองมังคุด ปัจจุบันชาวสวนมังคุด อ.ลานสกา รวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่มังคุด ร่วมกันผลิตและบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ทำการตลาดผ่านระบบการประมูล ส่งให้ผลได้ราคาดี ลดปัญหาพ่อค้ากดราคา

นายวิเชียรรัตน์ มัฌชิกะ ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภอลานสกา (ศพก.) เปิดเผยว่า อำเภอลานสกา เป็นแหล่งผลิตมังคุดมากที่สุดในจ.นครศรีธรรมราช ที่ผ่านมาเกษตรกรต่างคนต่างผลิตต่างคนต่างขาย ทำให้ได้รับผลกระทบราคาตกต่ำ จึงรวมกลุ่มบริหารจัดการภายใต้โครงการส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ โดยเปิดจุดรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรใน 3 จุด ใน 2 ตำบล ได้แก่ ตำบลลานสกา 2 จุด และตำบลขุนทะเล 1 จุด จากนั้นนำผลผลิตทั้งหมดมาคัดแยกขนาดที่ ศพก.ลานสกา แล้วเปิดให้ผู้สนใจเข้ามาประมูล ซึ่งที่ผ่านมาเปิดประมูลทุกวัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน และคาดว่าจะเปิดประมูลไปจนสิ้นฤดูกาลผลิตประมาณต้นเดือนกันยายน ปัจจุบันมังคุดลานสกากระจายผลผลิตออกสู่ตลาดไปแล้วประมาณ 4 พันตัน จากทั้งหมด 9 พันกว่าตัน โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ช่วยกันกระจายผลผลิตผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอลานสกา

สำหรับแนวทางการบริหารจัดการประมูลมังคุดของกลุ่ม ได้กำหนดกติกาให้สมาชิกต้องเก็บผลผลิตมังคุดตั้งแต่ระยะเข้าสี ไม่ปนดิบ ไม่ปนลูกแตก ไม่ตกดิน โดยให้สมาชิกส่งผลผลิต ณ จุดคัดแยกตั้งแต่เวลา 13.00-18.00 น. ของแต่ละวัน ถ้าไม่สามารถส่งผลผลิตได้ก่อนเวลากำหนด สมาชิกสามารถโทร.แจ้งน้ำหนักผลผลิตทั้งหมดล่วงหน้าได้ โดยกลุ่มจะหักค่าใช้จ่าย 2 บาท/กิโลกรัม เป็นค่าดำเนินการ เมื่อมังคุดของสมาชิกถูกคัดแยกเกรดแล้ว สมาชิกต้องตรวจทานใบส่งของให้ถูกต้อง ก่อนลงชื่อรับทราบยอดน้ำหนักทั้งหมด และให้นำใบส่งของมารับเงินค่ามังคุดในวันถัดไป ส่วนผู้สนใจเข้าประมูลสามารถยื่นซองราคาได้ตั้งแต่เวลา 15.00-18.00 น.ของทุกวัน โดยสามารถให้ราคาได้เฉพาะเบอร์ที่ผู้ประมูลต้องการเท่านั้น และจะเปิดซองเวลา 18.00 น. ของทุกวัน ผู้ให้ราคาสูงสุดแต่ละเบอร์จะเป็นผู้ชนะ หากมีผู้ให้ราคาสูงสุดมากกว่า 1 ราย ผู้ยื่นราคาก่อนในแต่ละวันจะเป็นผู้ชนะ สำหรับราคาประมูล จะเป็นราคา ณ จุดรวบรวมผลผลิตของกลุ่ม และถือเป็นราคาที่ผู้ยื่นประมูลพึงพอใจซื้อมังคุด ณ วันนั้นๆ โดยตรวจเช็ค รับทราบคุณภาพของมังคุดในแต่ละเกรดแล้ว โดยการซื้อขายจะสิ้นสุดเมื่อผู้ประมูลรับผลผลิต ณ จุดรวบรวมและชำระเงินก่อนรับผลผลิตมังคุด อีกทั้งผู้ชนะการประมูลจะต้องรับภาระในการขนส่งสินค้าเอง

หลังจากเกษตรกรรวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่ ส่งผลให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ราคาสูงขึ้นมีความมั่นคงทางการตลาด ราคาประมูลเฉลี่ยมังคุดเบอร์ 1 ผิวมันลูกใหญ่ ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 43.82 บาท เบอร์ 2 ผิวลายลูกใหญ่ ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 27.96 บาท เบอร์ 3 ผิวมันลูกเล็ก ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 22.80 บาท เบอร์ 4 ตกไซส์ ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 18.49 บาท และเบอร์ 5 ลูกดำ ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 13.67 บาท (ราคา ณ วันที่15 กรกฎาคม-5 สิงหาคม) ซึ่งถือว่าเกษตรกรขายได้ราคาดีกว่าต่างคนต่างขาย นอกจากนี้ ทางกลุ่มยังกระจายผลผลิตไปยังเครือข่ายอื่น เช่น กลุ่มสหกรณ์และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดตามภูมิภาคต่างๆ ยกตัวอย่างที่ผ่านมา ทางกลุ่มจัดส่งมังคุดไปยังสหกรณ์เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด ภายใต้โครงการข้าวแลกมังคุด 3,000 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 25 บาท จัดส่งให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 3,000 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 25 บาท จัดส่งให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดสุรินทร์ 12,000 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 35 บาท ซึ่งเครือข่ายต่างๆ ที่รับซื้อผลผลิตมังคุดแปลงใหญ่ลานสกาไป ต่างชื่นชอบในรสชาติและคุณภาพของผลผลิตที่กลุ่มคัดสรรอย่างดี และขณะนี้ ยังมีออเดอร์จากอีกหลายเครือข่ายที่อยู่ระหว่างการจัดส่ง “การรวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่ ส่งผลดีต่อเกษตรกรมาก ทั้งเรื่องวางแผนการผลิตที่ไม่ทำให้ล้นตลาด ช่วยลดต้นทุนการผลิตจากการลดใช้สารเคมี และพัฒนาการผลิตให้ได้มังคุดคุณภาพที่ต้องการของตลาด สิ่งสำคัญคือ ช่วยแก้ปัญหาเรื่องราคาผลผลิตตกต่ำได้อย่างดี ด้วยการรวบรวมผลผลิตเพื่อให้ผู้สนใจเข้ามาประมูล ลดปัญหาพ่อค้ากดราคาหรือฮั้วราคากัน เมื่อเป็นแปลงใหญ่แล้ว ยังประสานกับเครือข่ายอื่นๆ ทั้งที่เป็นแปลงใหญ่ด้วยกันและภาคเกษตรอื่นๆ เพื่อกระจายสินค้าได้อีกด้วย”นายวิเชียรรัตน์ กล่าว

 

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่บ้านหม้อพ้นวิกฤติน้ำท่วม ปลูกข้าวพิษณุโลก80ลดต้นทุน-แปรรูปเพิ่มรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434617

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่บ้านหม้อพ้นวิกฤติน้ำท่วม  ปลูกข้าวพิษณุโลก80ลดต้นทุน-แปรรูปเพิ่มรายได้

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่บ้านหม้อพ้นวิกฤติน้ำท่วม ปลูกข้าวพิษณุโลก80ลดต้นทุน-แปรรูปเพิ่มรายได้

วันอังคาร ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 16.51 น.

การส่งเสริมทำนาแปลงใหญ่เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล ที่จะทำให้ชาวนามีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นและยั่งยืน จากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตจากรายย่อยสู่การรวมกลุ่มเกษตรกร ให้ชาวนาร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมกันขาย ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ผลผลิตเพิ่มขึ้นผลิตสินค้าที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด สร้างรายได้และอาชีพที่มั่นคง

นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กลุ่มนาแปลงใหญ่สหกรณ์การเกษตรบ้านหม้อ จำกัด ต.บ้านหม้อ อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ เป็นตัวอย่างหนึ่งที่มีการรวมกลุ่มของสมาชิกสหกรณ์ทำนาแปลงใหญ่ โดยเข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่เมื่อปี 2559 มีสมาชิก 132 ราย พื้นที่เข้าร่วมโครงการ 1,304 ไร่ แต่เดิมเกษตรกรในพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมพื้นที่นาเป็นประจำทุกปี เกษตรกรต้องเร่งปลูกข้าวปีละหลายรอบ ซึ่งก็ได้ผลผลิตไม่ดีเท่าที่ควร และยังต้องลงทุนมากขึ้น จึงประสบภาวะขาดทุนต่อเนื่อง พอมารวมกลุ่มทำนาแปลงใหญ่ ได้รับการสนับสนุนจากกรมการข้าวและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านองค์ความรู้ ปัจจัยการผลิต เพื่อพัฒนาการผลิตข้าวที่มีคุณภาพและการเชื่อมโยงตลาด ทำให้กลุ่มนาแปลงใหญ่เข้มแข็งมากขึ้น

ที่สำคัญทางคณะกรรมการกลุ่มนาแปลงใหญ่สหกรณ์บ้านหม้อ มีแนวคิดหาทางช่วยเหลือสมาชิก ด้วยการหาพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับพื้นที่ ได้แก่ ข้าวพันธุ์พิษณุโลก 80 ซึ่งเป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง ทรงกอตั้ง ต้นแข็งไม่ล้มง่าย ให้ผลผลิตสูง เหมาะกับเขตพื้นที่ลุ่มในเขตนาน้ำฝนภาคเหนือตอนล่าง และปลูกได้ดีในพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมขัง โดยทดลองปลูกข้าวพันธุ์ดังกล่าวจนเห็นผลสัมฤทธิ์ จึงส่งเสริมให้สมาชิกปลูกข้าวพันธุ์พิษณุโลก 80 ในฤดูนาปี ส่วนฤดูนาปรังให้ปลูกพันธุ์ ปทุมธานี 1 ขาวดอกมะลิ 105 หรือ กข 79 เป็นต้น

ทั้งนี้ กรมการข้าวสนับสนุนเรื่องเมล็ดพันธุ์ข้าวพิษณุโลก 80 ให้กลุ่มนาแปลงใหญ่ซึ่งเป็น 1 ใน 12 พันธุ์ที่กรมการข้าวให้การรับรองเครื่องหมายข้าวพันธุ์แท้ พร้อมผลักดันกลุ่มนาแปลงใหญ่มีกระบวนการผลิตข้าวที่ได้มาตรฐานทั้งระบบ ตั้งแต่ข้าวเปลือกพันธุ์แท้จากแปลงนาที่ผ่านการรับรอง GAP เข้าสู่โรงสีคุณภาพ GMP จนได้ออกมาเป็นข้าวสารที่ได้รับการรับรองเครื่องหมาย Q และเครื่องหมายข้าวพันธุ์แท้จากกรมการข้าว เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคและเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ข้าวของกลุ่มนาแปลงใหญ่ อย่างไรก็ตาม เรื่องตลาดเป็น
สิ่งสำคัญและเป็นนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ที่ใช้ตลาดนำการผลิต กรมการข้าวได้เข้ามาช่วยดูเรื่องคุณลักษณะของข้าวพันธุ์พิษณุโลก 80 เป็นข้าวเพื่อสุขภาพ ที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ซึ่งตอนนี้ก็ผ่านการรับรองจากมหาวิทยาลัยมหิดลและส่งตัวอย่างข้าวไปตรวจที่ห้องปฏิบัติการของประเทศออสเตรเลีย เพื่อให้ได้รับการรับรองผลวิเคราะห์ว่ามีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ คาดว่าจะทราบผล
ภายในสองเดือนต่อจากนี้ ซึ่งจะได้นำข้อมูลดังกล่าวมาสร้างจุดขายข้าวของกลุ่มนาแปลงใหญ่ เพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ข้าวไทยได้อีกทาง นอกจากนี้ กรมการข้าวจะร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ เร่งประชาสัมพันธ์ข้าวพันธุ์พิษณุโลก 80 ให้ผู้บริโภคทราบอย่างทั่วถึงเช่นเดียวกับที่ข้าว กข 43 ที่ได้รับความนิยมมาแล้ว

ด้านนายบัญชา เมฆนุ้ย ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่สหกรณ์การเกษตรบ้านหม้อ จำกัด กล่าวว่า พื้นที่สหกรณ์การเกษตรบ้านหม้อเป็นพื้นที่รับน้ำ ในแต่ละปีช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายนจะเป็นฤดูน้ำหลาก ทำให้น้ำท่วมผลผลิตข้าวประมาณ 2,000-3,000 ไร่ เกษตรกรส่วนใหญ่จะปรับการทำนา 3 ครั้งเพื่อให้คร่อมฤดูน้ำหลาก ทำนาหลายครั้งก็ทำให้ต้นทุนสูง ไม่คุ้มค่ากับผลผลิตที่ได้ จึงปรับให้เหลือทำนาปีละ 2 ครั้ง โดยหาพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ จนพบว่าพันธุ์พิษณุโลก 80 เป็นพันธุ์ที่เหมาะสม เลยทดลองปลูกได้ผลดี แต่ก็ติดเรื่องหาเมล็ดพันธุ์ข้าวได้ยากต้องไปซื้อจากกลุ่มเกษตรกรก็มีปัญหาพันธุ์ปนเยอะ

พอมีโครงการนาแปลงใหญ่ทางกลุ่มก็เข้าร่วมตั้งแต่ปี 2559 จุดประสงค์คือ ต้องการลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรให้สูงขึ้น เมื่อเข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และสนับสนุนปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะได้รับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวจากศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวของกรมการข้าว เป็นข้าวพันธุ์แท้ ก็ได้ใช้พื้นที่ไข่แดงของกลุ่มประมาณ 130 ไร่ มาทำแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อให้ได้ข้าวพันธุ์แท้ส่งเสริมให้สมาชิกได้ปลูก นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนเงินกู้จาก ธ.ก.ส.จัดหาปัจจัยการผลิตและเครื่องจักรกลทางการเกษตรมาไว้บริการสมาชิก เช่น ปุ๋ย สารเคมี เครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าว เครื่องอัดฟาง

ปีนี้กลุ่มนาแปลงใหญ่สหกรณ์การเกษตรบ้านหม้อ ได้เข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่เป็นปีที่ 3 แล้ว สมาชิกลดต้นทุนการผลิตลงได้มากจากการใช้เครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวแทนทำนาหว่าน พร้อมกันนี้ยังช่วยให้ดูแลรักษาแปลงนาง่ายขึ้น ปัญหาโรคหรือแมลงลดน้อยลงด้วย ที่สำคัญทางกลุ่มได้ต่อยอดผลิตภัณฑ์ข้าว โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์พัฒนาคุณสมบัติข้าวพิษณุโลก 80 ซึ่งขณะนี้เราได้ใบรับรอง (Certificate) ว่าข้าวที่ผลิตจากนาแปลงใหญ่สหกรณ์การเกษตรบ้านหม้อ ที่แปรรูปเป็นข้าวสารภายใต้แบรนด์ “ข้าวทองดี” เป็นข้าวที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ซึ่งทางกลุ่มตั้งเป้าจะส่งเสริมให้สมาชิกผลิตข้าวที่มีคุณภาพเพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภคที่รักสุขภาพ ช่วยเพิ่มช่องทางจำหน่ายเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ข้าวของกลุ่มนาแปลงใหญ่และสร้างรายได้แก่สมาชิก

รายงานพิเศษ : ครอบครัวเกษตรกรรุ่นใหม่แห่งสหกรณ์หนองโพราชบุรี ผู้ตั้งใจสืบสานพัฒนา‘อาชีพพระราชทาน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434340

รายงานพิเศษ : ครอบครัวเกษตรกรรุ่นใหม่แห่งสหกรณ์หนองโพราชบุรี  ผู้ตั้งใจสืบสานพัฒนา‘อาชีพพระราชทาน’

รายงานพิเศษ : ครอบครัวเกษตรกรรุ่นใหม่แห่งสหกรณ์หนองโพราชบุรี ผู้ตั้งใจสืบสานพัฒนา‘อาชีพพระราชทาน’

วันอังคาร ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากการที่กลุ่มเกษตรกรโคนมในพื้นที่จังหวัดราชบุรีและจังหวัดนครปฐม ประสบปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาดในปี พ.ศ. 2512 จึงได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อขอพระราชทานความช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหา จากพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนั้น นำมาซึ่งการก่อตั้งโรงงานนมผงและศูนย์รวมนมหนองโพ เพื่อรับซื้อน้ำนมดิบจากสมาชิก และเติบโต ก้าวหน้า กลายเป็นสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) ผู้ผลิตสินค้า แบรนด์หนองโพ ที่มาพร้อมสโลแกน “นมสดหนองโพ นมโคแท้แท้” ในปัจจุบัน

ระยะเวลาเกือบ 50 ปี นับแต่ก่อตั้งสหกรณ์ฯ เกิดการเปลี่ยนผ่านจากรุ่นสู่รุ่น ครอบครัวเม่งผ่อง เป็นหนึ่งในครอบครัวสมาชิกเกษตรกรโคนมที่รับมรดกตกทอดทางอาชีพมาจากรุ่นปู่ ย่า จนปัจจุบันสืบทอดมาถึงรุ่นหลานและดำเนินกิจการฟาร์มโคนมเข้าปีที่ 7 แล้ว

นายปฐมพร เม่งผ่อง นักวิชาการสัตวบาล แผนกส่งเสริมการเลี้ยงโคนม สหกรณ์โคนม หนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม เจ้าของ “ฟาร์มลุงหนวด” ในตำบลดอนกระเบื้อง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นว่า คุณปู่กับคุณย่าเป็นเกษตรกรฟาร์มโคนม สมาชิกรุ่นแรกๆ ของสหกรณ์ฯ แต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ไม่ได้สืบสานต่อ พอมาถึงรุ่นตน ซึ่งขณะนั้นอยู่ในวัยมัธยมศึกษาตอนปลาย ปู่กับย่าได้ตัดสินใจเลิกทำฟาร์ม เพราะอายุมาก ทำไม่ไหว ด้วยความที่ได้ใกล้ชิด เรียนรู้ และช่วยปู่ย่าทำฟาร์มมาตั้งแต่เด็ก ตนจึงเกิดความมุ่งมั่นที่จะสืบสาน ต่อยอดอาชีพโคนมจากปู่กับย่า นับจากวันนั้นตนจึงได้ตัดสินใจเข้าศึกษาต่อในคณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยศิลปากร เพื่อเตรียมพร้อมเป็นเกษตรกรฟาร์มโคนมรุ่นต่อไป หลังจากเรียนจบตนก็ได้เข้าทำงานในโรงงานอาหารสัตว์ หนึ่งปีต่อมาก็ได้เข้ามาทำงานเป็นนักวิชาการสัตวบาล ที่สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) ภารกิจหลัก คือ ออกผสมพันธุ์เทียมโค แนะนำ ส่งเสริม เรื่องการดูแลรักษาสุขภาพโค พัฒนาคุณภาพน้ำนม และมาตรฐานโรงเรือนให้แก่สมาชิก เมื่อได้กลับมาทำงานที่บ้านเกิด ได้อยู่กับครอบครัว ตนจึงเริ่มสานฝันทำฟาร์มโคนมตามที่เคยบอกปู่กับย่าไว้ โดยทำการซื้อโครุ่นพันธุ์โฮลสไตน์ ฟรีเชียน (Holstein-Friesian) มาหนึ่งตัว ผสมเทียมเอง ด้วยน้ำเชื้อจากสหกรณ์ฯ เมื่อโคท้อง ก็รีดน้ำนมนำไปขายที่สหกรณ์ฯ เก็บเล็กผสมน้อย ค่อยๆ ซื้อโคเข้ามาเพิ่มเติมในฟาร์ม

การรีดน้ำนมดิบเพื่อจัดส่งไปยังสหกรณ์ฯ นั้น ตนจะรีดน้ำนมวันละ 2 ครั้ง คือ ช่วง 04.00 น. และ 16.00 น. ได้น้ำนมดิบวันละประมาณ 180-190 กิโลกรัม ต้นทุนน้ำนมดิบอยู่ที่กิโลกรัมละ 11 บาท สหกรณ์ฯ มีราคากลางรับซื้ออยู่ที่กิโลกรัมละ 18.50 บาท และจะบวกเพิ่มให้ตามคุณภาพน้ำนมและมาตรฐาน ต่างๆ ที่ฟาร์มทำได้ ถ้าสามารถผ่านมาตรฐานได้ทุกข้อ ก็จะสามารถขายน้ำนมดิบได้ราคาถึงกิโลกรัมละ 21 บาท สามารถสร้างรายได้ราว 50,000-60,000 บาท ต่อเดือน

นอกจากการส่งน้ำนมดิบให้แก่สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) เป็นหลักแล้ว นายปฐมพร เม่งผ่อง และภรรยา ซึ่งเป็นสมาชิกสหกรณ์ฯ ยังได้แปรรูปน้ำนมดิบจากฟาร์มของตนเป็นผลิตภัณฑ์นมพาสเจอร์ไรส์ ภายใต้แบรนด์ “คีตะ มิลค์” บรรจุในขวดแก้ว 250 มิลลิลิตร ขายขวดละ 35 บาท (3 ขวด 100 บาท) ผลิตครั้งละ 100 กว่าขวด (เดือนหนึ่งผลิต 4 ครั้ง) วางขายที่ตลาดนัดมหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ ทุกวันพุธ และยังรับทำตามออเดอร์บ้างเล็กน้อย ซึ่งการแปรรูปนมเองสามารถขายได้ถึงราคากิโลกรัมละประมาณ 100 กว่าบาท สร้างรายได้ราวเดือนละ 15,000-16,000 บาท แม้จะเทียบเป็นจำนวนเงินที่น้อยกว่าการขายน้ำนมโคดิบให้สหกรณ์ฯ แต่ก็นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการต่อยอดผลิตภัณฑ์ สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า เป็นการสร้างรายได้เพิ่มอีกทาง

การเป็นสมาชิกและการขายน้ำนมดิบให้สหกรณ์ฯ ถือเป็นความมั่นคงของครอบครัว เพราะสหกรณ์ฯ เป็นตลาดรองรับน้ำนมดิบที่แน่นอน ทั้งยังได้โอกาสซื้อปัจจัยการผลิตในราคายุติธรรม สามารถขอสินเชื่อเพื่อปรับปรุงพัฒนาฟาร์ม และได้รับความช่วยเหลือ แนะนำ ในเรื่องต่าง ๆ รวมถึงสหกรณ์ฯ ยังส่งเสริมให้สมาชิกได้เข้าอบรม เรียนรู้เพิ่มเติมในหลักสูตรเกี่ยวกับการเลี้ยงโคนม การจัดการฟาร์ม การผลิตน้ำนมให้ได้มาตรฐาน และการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากน้ำนม ในอนาคตอาจมีการขยายกำลังผลิต ถ้าสามารถหาตลาดรองรับได้ และมีเวลามากพอ รวมถึงเล็งผลิตโยเกิร์ต ที่ได้หัวเชื้อมาจากการจัดการอบรมของสหกรณ์ฯ ด้วย

“สิ่งสำคัญที่อีกอย่างหนึ่ง คือ ผมและภรรยาได้ปลูกฝังให้ลูกได้เรียนรู้ สัมผัส และซึมซับการทำฟาร์มโคนม เราเชื่อว่านี่เป็นอาชีพที่มั่นคง และไปต่อได้ เพราะเป็นอาชีพที่พ่อให้” นายปฐมพร เม่งผ่อง กล่าวทิ้งท้าย ในความตั้งใจจะส่งต่อมรดกอาชีพพระราชทานสู่รุ่นลูกต่อไป

รายงานพิเศษ : ทช.เกาะติดสัตว์ทะเลหายากเกยตื้น ปลุกกระแสอนุรักษ์-หยุดคุกคาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/433528

รายงานพิเศษ : ทช.เกาะติดสัตว์ทะเลหายากเกยตื้น  ปลุกกระแสอนุรักษ์-หยุดคุกคาม

รายงานพิเศษ : ทช.เกาะติดสัตว์ทะเลหายากเกยตื้น ปลุกกระแสอนุรักษ์-หยุดคุกคาม

วันศุกร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เปิดเผยว่า จากกรณีเจ้าหน้าที่ของ ทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันให้ความช่วยเหลือ “มาเรียม” พะยูนน้อยหลงฝูง จนเกิดกระแสการอนุรักษ์พะยูน สัตว์ทะเล รวมถึงทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในหมู่คนไทยอย่างแพร่หลาย ขณะที่เวลาไล่เลี่ยกันเจ้าหน้าที่ยังให้ความช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายากอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมากเช่น พะยูนหลงฝูง “ยามีล”เต่าทะเลบาดเจ็บ และ“โฮป” ลูกวาฬหัวทุยแคระ ซึ่งถูกพบเกยตื้นพื้นที่บริเวณชายหาดบ้านในไร่ ต.นาเตยอ.ท้ายเหมือง จ.พังงา ดังนั้น เพื่อเป็นการขยายผลกระแสการอนุรักษ์สัตว์ทะเลและทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้ต่อเนื่อง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จึงลงพื้นที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอันดามัน จ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ที่ผ่านมา เพื่อติดตามสถานการณ์สัตว์ทะเลหายาก และความคืบหน้าการฟื้นฟูสัตว์ทะเลที่ได้รับความช่วยเหลือ

สำหรับลูกพะยูน “ยามีล” อายุประมาณ 3 เดือน ถูกพบพลัดหลงจากแม่มาเกยตื้นบริเวณบ้านบ่อม่วง ต.ทรายขาว อ.คลองท่อม จ.กระบี่ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2562 ในสภาพอ่อนแรงและมีรอยแผลฉกรรจ์ตามร่างกายกว่า 50% จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ทำให้ไม่สามารถส่งไปอนุบาลในพื้นที่เปิดได้ โดยเจ้าหน้าที่ได้เคลื่อนย้าย “ยามีล”มาดูแลที่บ่อเลี้ยงในระบบปิดของศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน (ศวทม.) จ.ภูเก็ต

ทั้งนี้ตลอดระยะเวลากว่า 1 เดือนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้ดูแลทั้งด้านโภชนาการด้วยการให้นม อาหารเสริม และหญ้าทะเลในปริมาณที่เหมาะสม รวมทั้งรักษาบาดแผลและตรวจวัดสุขภาพ เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ การหายใจ การทำงานของทางเดินอาหาร และการขับถ่าย โดยปัจจุบันพบว่า สุขภาพทั่วไปแข็งแรงขึ้น ความสมบูรณ์ของร่างกายอยู่ในระดับปกติ รอยด่างขาวบนร่างกายซึ่งเกิดจากภาวะความเครียดลดลง การขับถ่ายและการหายใจปกติ ว่ายน้ำได้ดี อย่างไรก็ตาม ยังต้องได้รับการดูแลและสังเกตการณ์ในระบบปิดต่อไปอีกระยะ ก่อนพิจารณาแนวทางการฟื้นฟูในลำดับต่อไป

ส่วนกรณีลูกวาฬหัวทุยแคระ “โฮป” เจ้าหน้าที่ได้เข้าให้การช่วยเหลือเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2562 หลังรับแจ้งพบวาฬหัวทุย 2 ตัวเกยตื้นบริเวณชายหาดบ้านในไร่ ต.นาเตย อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา จึงเข้าให้ความช่วยเหลือ แต่เมื่อไปถึงพบว่าเสียชีวิตไปแล้ว 1 ตัว เป็นวาฬเพศเมียความยาว 2.40 เมตร หนัก 150 กก. ส่วนอีกตัวคือ “โฮป” คาดว่าเป็นลูกของตัวที่เสียชีวิต เป็นวาฬเพศผู้ความยาว 110 ซม. หนัก 15 กก. จึงเคลื่อนย้ายมาอนุบาลที่ ศวทม.ภูเก็ต

ล่าสุด เมื่อเวลา 23.23 น. ของวันที่ 12 สิงหาคม ลูกวาฬหัวทุยแคระสิ้นใจตายจากภาวะ ช็อก ติดเชื้อในร่างกาย หลังถูกนำมารักษาเกือบ 10 วัน ที่ศูนย์วิจัยทางทะเลชายฝั่งอันดามันภูเก็ต ทช. สาเหตุจากการตรวจผลทางโลหิตวิทยา พบภาวะการติดเชื้อในร่างกาย มีภาวะการแห้งน้ำรุนแรง พบค่าการทำงานของตับและไตสูง และมีภาวะกล้ามเนื้ออักเสบผลตรวจอัลตราซาวนด์ พบแก๊ส
ในกระเพาะอาหารและลำไส้จำนวนมาก และมีการเคลื่อนไหวของลำไส้มากกว่าปกติ และสาเหตุการเสียชีวิต เกิดจากภาวะช็อก (Pain and Septic Shock) การติดเชื้อในร่างกาย (Sepsis) และภาวะการแห้งน้ำอย่างรุนแรง (Severe Dehydrate)

“การสูญเสียครั้งนี้สร้างความเสียใจให้พวกเราทุกคน ไม่ใช่การสูญเสียครั้งแรกที่เกิดขึ้น ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคนไทยทุกคน รวมถึงนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนสถานที่ท่องเที่ยวตลอด 2 แนว
ชายฝั่งทะเลของประเทศไทย ให้เกิดความตระหนักจิตสำนึกดูแลป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายกับสัตว์ทะเล รวมถึงร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เช่น ไม่ทิ้งขยะพลาสติก หยุดคุกคาม งดล่าและไม่รุกล้ำเข้าไปทำกิจกรรมในพื้นที่หวงห้าม หรือทำลายแหล่งอาหารของสัตว์ เพื่อที่สัตว์และธรรมชาติเหล่านี้อยู่คู่กับพวกเราไปตราบนานเท่านาน” อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าว

รายงานพิเศษ : เกาะติด…แผนแก้ปัญหาลุ่มน้ำชียั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/433286

x

รายงานพิเศษ : เกาะติด…แผนแก้ปัญหาลุ่มน้ำชียั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ลุ่มน้ำชีเป็น 1 ใน 22 ลุ่มน้ำหลักของประเทศอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพื้นที่ลุ่มน้ำรวมมากกว่า 49,000 ตารางกิโลเมตร หรือมากกว่า 30 ล้านไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขต 14 จังหวัด มีลำน้ำชีเป็นแม่น้ำสายหลักของลุ่มน้ำ และมีลำน้ำสาขาสำคัญ เช่น ลำน้ำพรม ลำน้ำพอง ลำน้ำเชิญ ลำน้ำลำปาว และลำน้ำยัง

การพัฒนาแหล่งน้ำในลุ่มน้ำชีนั้น แม้ที่ผ่านมาจะมีการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่แล้วหลายแห่ง แต่พื้นที่ที่พัฒนาดังกล่าวจะอยู่ตอนกลางของลุ่มน้ำเป็นส่วนใหญ่ ทำให้การใช้ประโยชน์จากน้ำในลุ่มน้ำชีไม่เต็มศักยภาพเท่าที่ควร อีกทั้ง ยังประสบปัญหาอุทกภัย และภัยแล้งเป็นประจำ โดยปัญหาอุทกภัยลุ่มน้ำนี้ แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คืออุทกภัยบริเวณลุ่มน้ำตอนบนและลำน้ำสาขาต่างๆ เกิดจากฝนตกหนักน้ำป่าไหลหลากจากต้นน้ำลงมามาก จนลำน้ำสายหลักระบายน้ำไม่ทัน ประกอบกับมีสิ่งกีดขวางจากเส้นทางคมนาคมขวางลำน้ำ และมีอาคารระบายน้ำไม่เพียงพอ อีกลักษณะหนึ่ง เป็นอุทกภัยที่เกิดในพื้นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำสายหลักตื้นเขิน ไม่สามารถระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า การแก้ปัญหาลุ่มน้ำชีให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต้องแก้ไขเชิงพื้นที่เป็นระบบ หรือ Area basedทั้งลุ่มน้ำ โดยต้องก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ในพื้นที่ตอนบนของลำน้ำชี และลำน้ำสาขาที่สำคัญก่อสร้างระบบส่งน้ำและสูบน้ำ เพื่อกระจายน้ำใหัพื้นที่ประสบภัยแล้ง ปรับปรุงประสิทธิภาพการระบายน้ำ และกักเก็บน้ำในลำน้ำสายหลัก ปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำ ควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินเขตตัวเมืองป้องกันการบุกรุกล้ำแนวลำน้ำสาธารณะ อนุรักษ์พื้นที่ต้นน้ำ และขุดสระประจำไร่นาตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า แหล่งใช้น้ำหลักของประชาชนและเกษตรกรในจังหวัดขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด และยโสธร คือลำน้ำชีและหนองน้ำสาธารณะที่กระจายอยู่โดยรอบ ซึ่งมักประสบปัญหาน้ำล้นตลิ่งช่วงน้ำหลาก และน้ำแห้งขอดช่วงฤดูแล้ง ดังนั้น ที่ผ่านมากรมชลประทานพัฒนาปรับปรุงแก้มลิงพร้อมอาคารประกอบเพื่อเพิ่มปริมาณเก็บน้ำไปแล้ว 138 แห่ง เก็บน้ำได้ 136 ล้านลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ถึง 113,236 ไร่

อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่สำรวจพบว่า ยังมีหนองน้ำสาธารณะและแก้มลิงกระจายอยู่สองฝั่งลำน้ำชีอีกมากกว่า 100 แห่ง ที่สามารถพัฒนาเพิ่มความจุให้เต็มศักยภาพ โดยภายในปี 2565 สำนักงานชลประทานที่ 6 และ 7 จะเข้าพัฒนาแก้มลิงพร้อมอาคารประกอบอีก 129 แห่ง เก็บน้ำได้เต็มศักยภาพรวม 257.96 ล้านลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 171,583 ไร่

นอกจากความพยายามพัฒนาแหล่งเก็บน้ำเดิมแล้ว กรมชลประทานยังมีการพัฒนาแหล่งเก็บน้ำใหม่ตามแผนงานที่วางไว้ควบคู่ไปด้วย โดยปี 2562 ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 3 แห่ง อยู่ใน
จ.ชัยภูมิทั้งหมดคือ อ่างเก็บน้ำลำสะพุงอ.หนองบัวแดง อ่างเก็บลำน้ำชี อ.บ้านเขว้า และอ่างเก็บน้ำโปร่งขุนเพชร อ.หนองบัวระเหว กักเก็บน้ำได้รวม 160 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 127,000ไร่ นอกจากนี้ตั้งแต่ปี 2562-2565 จะสร้างอ่างเก็บน้ำในจ.ชัยภูมิ อีก 3 แห่ง เช่นกัน ได้แก่ อ่างเก็บน้ำพระอาจารย์จื่อ อ่างเก็บน้ำห้วยจอมแก้ว และอ่างเก็บน้ำลำเจียง ความจุรวมกันประมาณ 74 ล้านลบ.ม. เพิ่มพื้นที่รับประโยชน์ได้ 49,000 ไร่

“สภาพลำน้ำชีตั้งแต่ต้นน้ำ จ.ชัยภูมิ ลงมามีความลาดชันสูง น้ำไหลแรงจนมาเข้าเขต จ.ขอนแก่น ไหลต่อลงไปที่ จ.มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ไปจนถึงยโสธร และบรรจบกับแม่น้ำมูลที่ จ.อุบลราชธานี ความยาวถึง 1,047 กิโลเมตร ตลอดลำน้ำมีแหล่งเก็บน้ำช่วยชะลอน้ำอยู่บ้าง แต่ไม่มากพอและหลายแห่งตื้นเขิน จึงต้องวางแผนพัฒนาแหล่งน้ำตั้งแต่ต้นถึงปลายน้ำ เพื่อความมั่นคงในเรื่องน้ำให้ลุ่มน้ำชี” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวในที่สุด

รายงานพิเศษ : ‘แปลงใหญ่รวมพลังสร้างเครือข่ายเข้มแข็ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431974

รายงานพิเศษ : ‘แปลงใหญ่รวมพลังสร้างเครือข่ายเข้มแข็ง’

รายงานพิเศษ : ‘แปลงใหญ่รวมพลังสร้างเครือข่ายเข้มแข็ง’

วันศุกร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเวทีเสวนาร่วมกรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมหม่อนไหม กรมการข้าว มุ่งเดินหน้าคุยเกษตรแปลงใหญ่ ในงาน Meet the Press “รวมพลังแปลงใหญ่ สร้างเครือข่ายเข้มแข็ง” เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2562 พร้อมปรับกลยุทธ์รับแผนยุทธศาสตร์ มั่นใจสำเร็จ ตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ พร้อมเปิดตัวระบบฐานข้อมูลแปลงใหญ่ http://co-farm.doae.go.thร่วมพูดคุยถึงผลสำเร็จและถอดบทเรียนการทำงานร่วมกัน มุ่งเป้าการพัฒนาปรับกลยุทธ์มุ่งผลลัพธ์เดียวกัน

สำหรับการขับเคลื่อนเกษตรแปลงใหญ่ เป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งเป้าหมายที่จะเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นแนวทางหนึ่งในการปฏิรูปภาคการเกษตร“เกษตรแปลงใหญ่” จึงตอบโจทย์ ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวในระยะยาว เพราะส่งเสริมให้เกิดการรวมกันของพื้นที่เกษตรกรรายย่อย และมาบริหารจัดการการผลิตร่วมกัน มีแผนการผลิต แผนการแปรรูป ใช้วิธีการและเทคโนโลยีการผลิตที่เหมือนกัน ตลอดห่วงโซ่อุปทาน จะส่งผลให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต

การเปลี่ยนแปลงที่เห็นผลได้ชัดคือ ทุกแปลงมีต้นทุนการผลิตที่ลดลงมีสัดส่วนของผลผลิตที่เพิ่มขึ้น

สามารถสร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจฐานรากอย่างชัดเจน คือ เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น จากการปรับเปลี่ยนวิธีการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต จากสถิติการสนับสนุนระบบพัฒนาแปลงใหญ่ เช่น กลุ่มข้าว มีรายได้สุทธิทางการเกษตรเฉลี่ย 1,383 บาท/ไร่ เพิ่มขึ้น 115 บาท/ไร่ ไม้ผล มีรายได้สุทธิทางการเกษตรเฉลี่ย 34,491 บาท/ไร่ เพิ่มขึ้น 2,091 บาท/ไร่ ประมง มีรายได้สุทธิทางการเกษตรเฉลี่ย 8,028 บาท/ไร่ เพิ่มขึ้น 2,138 บาท/ไร่ปศุสัตว์ มีรายได้สุทธิทางการเกษตรเฉลี่ย 37,126 บาท/ไร่ เพิ่มขึ้น 25,442 บาท/ไร่ นอกจากนี้ ยังเกิดการเปลี่ยนแปลงในมิติสิงแวดล้อม สังคม สุขภาพ

การทำงานแปลงใหญ่จำเป็นที่จะต้องทำงานเป็นเครือข่าย โดยบูรณาการทำงานร่วมกัน ปัจจุบันเครือข่ายแปลงใหญ่ ประกอบด้วย 3 เครือข่าย ได้แก่ 1. เครือข่ายเกษตรกร: มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงการขับเคลื่อนและพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรแบบแปลงใหญ่ และเพื่อให้เกษตรกรสมาชิกแปลงใหญ่ทั่วประเทศมีส่วนร่วมกับภาครัฐในการขับเคลื่อนดังกล่าว โดยใช้กลไกการขับเคลื่อนในรูปแบบของคณะกรรมการเครือข่ายแปลงใหญ่ซึ่งได้แบ่งเป็น 4 ระดับ คือ ระดับประเทศ ระดับเขต ระดับจังหวัด และระดับอำเภอ 2. เครือข่ายบูรณาการของหน่วยงานภาครัฐ มีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือของหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดูแลและให้การสนับสนุนการดำเนินงานแปลงใหญ่ของเกษตรกร

3.เครือข่ายความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ-ภาคเอกชน-เกษตรกร มีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือของทุกภาคส่วนเพื่อให้เกิดการพัฒนาสินค้าเกษตรแบบแปลงใหญ่ให้เกิดความยั่งยืน โดยหน่วยงานภาครัฐสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรในการพัฒนาการผลิตสินค้า ภาคเอกชนเชื่อมโยงกับเกษตรกรในการซื้อขายสินค้า ส่วนเกษตรกรร่วมกันบริหารจัดการการผลิต การตลาด และกระบวนการกลุ่ม

เกษตรแปลงใหญ่ จะเดินหน้าไม่ได้ ถ้าเครือข่ายไม่สามารถทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ การเสวนาเพื่อร่วมกันถอดบทเรียนความสำเร็จจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะใช้ในการปรับแผนงานในอนาคต เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น รวมทั้งการมีระบบฐานข้อมูล co-farm.doae.go.th เพื่อรองรับแผนการผลิตให้ผู้ประกอบการเข้ามาวางแผนและบริหารจัดการสินค้าเกษตร และติดต่อกลุ่มเกษตรกรได้เองในอนาคต

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯบ้านโป่งเปิดตลาดกลาง ซื้อ-ขายข้าวเปลือกเน้นถ่วงดุลราคาช่วยสมาชิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431176

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯบ้านโป่งเปิดตลาดกลาง ซื้อ-ขายข้าวเปลือกเน้นถ่วงดุลราคาช่วยสมาชิก

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯบ้านโป่งเปิดตลาดกลาง ซื้อ-ขายข้าวเปลือกเน้นถ่วงดุลราคาช่วยสมาชิก

วันอังคาร ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สหกรณ์การเกษตรบ้านโป่ง จำกัด เปิดตลาดกลางเพื่อซื้อ-ขายข้าวเปลือก ซึ่งนับว่าเป็นการช่วยเหลือสมาชิกเกษตรกร ให้สามารถขายข้าวให้ได้ราคาที่เป็นธรรม อีกทั้ง สร้างความพึงพอใจให้ผู้ซื้อและผู้ขายได้เป็นอย่างดี เนื่องจากผู้ซื้อและผู้ขายได้ตกลงราคากันโดยตรง โดยมีสหกรณ์การเกษตรบ้านโป่ง จำกัด เป็นศูนย์กลางตกลงราคา ให้บริการลานตาก เครื่องชั่งที่ได้มาตรฐาน ผ่านการรับรองจากสำนักชั่งตวงวัด สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ซื้อ และผู้ขายเป็นอย่างมาก

ร้อยตรีสนิท สุธาพจน์ ประธานสหกรณ์การเกษตรบ้านโป่ง จำกัด กล่าวว่า สหกรณ์การเกษตรบ้านโป่ง จำกัด นั้น ดำเนินธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย เช่น พวกปุ๋ย ยา ซึ่งทางสหกรณ์ฯ ได้รับงบประมาณจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ เมื่อปี 2560 เพื่อสร้างลานตาก 1,150,000 บาท หลังจากได้งบดังกล่าวมาแล้วได้พัฒนาและส่งเสริมให้กลุ่มสมาชิกเข้ามาขายข้าวที่สหกรณ์ฯ โดยสหกรณ์ฯจะเป็นศูนย์กลางระหว่างพ่อค้ากับสมาชิกผู้ขายข้าว ซื้อ-ขายในราคาที่เป็นธรรม และมีเครื่องชั่งที่ได้มาตรฐานตรวจสอบได้ ส่งผลให้เกษตรกรสมาชิกพึงพอใจมาก การซื้อ – ขายข้าวของสหกรณ์ฯ นอกจากจะเป็นการเชื่อมโยงระหว่างพ่อค้ากับเกษตรสมาชิกแล้ว ยังสามารถถ่วงดุลราคาขายของโรงสีข้างเคียง ไม่ให้กดราคาข้าวเปลือกให้ต่ำลงได้อีกด้วย

“สหกรณ์ฯเปิดเป็นตลาดกลาง รับซื้อข้าวทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น ข้าวแห้ง ข้าวเปียก เนื่องจากสถานที่กว้างขวางพอที่จะแยกกองข้าวแห้ง และกองข้าวเปียกได้ อีกทั้งยังสามารถรองรับการรับซื้อข้าวได้มากถึงกว่า 600 ตันต่อวัน ซึ่งขณะนี้สหกรณ์ฯ ได้ดำเนินการของบประมาณสร้างลานตากเพิ่ม เนื่องจากช่วงเดือน ธันวาคม-มกราคม จะมีการซื้อ – ขาย ข้าวเปลือกค่อนข้างมาก จึงจำเป็นต้องใช้พื้นที่ลานตากเพิ่มขึ้น” ร้อยตรีสนิท กล่าว

ด้านนายพิเชษ รวมทรัพย์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรบ้านโป่ง จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนด้านการตลาดนั้น ปัจจุบันโครงการตลาดกลางซื้อ – ขาย ข้าวเปลือกของสหกรณ์ฯ จะมีพ่อค้าและเกษตรกร ทำการตกลงราคากัน เพื่อให้ได้ราคาที่น่าพอใจทั้ง 2 ฝ่าย โดยจุดเด่นของโครงการ นี้ คือ สมาชิกจะได้ราคาที่สูงกว่าการนำข้าวเปลือกไปขายที่อื่น และเครื่องชั่งที่ได้มาตรฐานได้รับการรับรองจากสำนักชั่งตวงวัด สร้างความมั่นใจให้แก่เกษตรกรสมาชิกและพ่อค้าที่เข้ามารับซื้อข้าวเปลือก อีกทั้งเมื่อสมาชิกนำข้าวเปลือกมาขายกับทางสหกรณ์แล้ว ยังได้รับเงินเฉลี่ยคืนทุกปีอีกด้วย ทำให้มีปริมาณการซื้อ-ขายข้าวเปลือกในปี 2561 อยู่ที่ ประมาณ 3 หมื่นกว่าตัน คิดเป็นมูลค่า 200 กว่าล้านบาท และได้รับเงินเฉลี่ยคืนตันละ 50 บาท ทั้งนี้สมาชิกจะได้เงินเฉลี่ยคืนมากน้อยต่างกันขึ้นอยู่กับปริมาณข้าวที่สมาชิกนำมาขาย

ขณะที่นางจำนง จันทร์ธรรม สมาชิกสหรกร์การเกษตรบ้านโป่ง จำกัด เล่าถึงการเข้าร่วมโครงการซื้อ-ขายข้าวเปลือกกับสหกรณ์ฯ ให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ตนทำการเกษตร ปลูกข้าวเป็นส่วนใหญ่ ผลผลิตที่ได้ไม่ค่อยดีนัก มีปัญหาเรื่องเพลี้ย ทำให้ได้ผลผลิตข้าวน้อย อีกทั้งขายข้าวเปลือกได้ในราคาที่ต่ำ พอสหกรณ์ฯ เปิดตลาดกลางเพื่อซื้อ-ขายข้าวเปลือก ทำให้สามารถตกลงราคากับพ่อค้าโดยตรง ส่งผลให้ขายข้าวเปลือกได้ในราคาที่สูงขึ้น อีกทั้งตนยังมั่นใจในเครื่องชั่งที่ได้มาตรฐานของสหกรณ์ฯอีกด้วย อยากให้มีโครงการดีๆ อย่างนี้อีกเรื่อยๆ

การเปิดตลาดกลาง ซื้อ – ขาย ข้าวเปลือกของสหกรณ์การเกษตรบ้านโป่ง จำกัด นั้น ถือเป็นความสำเร็จที่ช่วยให้เกษตรกรสมาชิก เกษตรกรทั่วไป และผู้ค้า ผู้รับซื้อข้าวเปลือก ได้รับประโยชน์ร่วมกัน อีกทั้งยังสามารถช่วยแก้ปัญหาหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำได้เป็นอย่างดี

รายงานพิเศษ : เผยผลสำรวจใช้กระเทียมไทย-จีน ผ่านมุมมองผู้ประกอบการ3จว.เหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/430256

รายงานพิเศษ : เผยผลสำรวจใช้กระเทียมไทย-จีน ผ่านมุมมองผู้ประกอบการ3จว.เหนือ

รายงานพิเศษ : เผยผลสำรวจใช้กระเทียมไทย-จีน ผ่านมุมมองผู้ประกอบการ3จว.เหนือ

วันศุกร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) ศึกษาความต้องการใช้กระเทียมของผู้ประกอบการภาคเหนือ เพื่อหาแนวทางบริหารจัดการกระเทียมที่เหมาะสม ให้ผลผลิตและคุณภาพสอดคล้องความต้องการใช้

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1จังหวัดเชียงใหม่ (สศท.1) ได้ศึกษาเรื่อง “ความต้องการใช้ระหว่างกระเทียมไทยและกระเทียมจีน ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และลำพูน” โดยการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการ 3 จังหวัด 16 ราย พบว่า ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการในภาคเหนือ 94% จะรับซื้อกระเทียมไทย และผู้ประกอบการ 6% รับซื้อกระเทียมจีน โดยการรับซื้อกระเทียมไทย จะรับซื้อเป็นกระเทียมแห้ง 55% เพื่อนำมาแกะกลีบ และส่งต่อไปยังผู้รวบรวมรายใหญ่ทางภาคกลาง ศูนย์กระจายสินค้าของห้างสรรพสินค้า ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง สำหรับจำหน่ายให้กับผู้บริโภค และโรงงานอุตสาหกรรมอาหารเพื่อแปรรูปต่อไป อีก 45%รับซื้อเป็นกระเทียมสดเพื่อจำหน่ายต่อ และบางส่วนนำไปทำพันธุ์รวมทั้งส่งอุตสาหกรรมกระเทียมดอง

ขณะที่กระเทียมจีน ผู้ประกอบการในภาคเหนือ จะรับซื้อและจำหน่ายเป็นกระเทียมแห้งอย่างเดียวทั้งหมด โดยผ่านตัวแทนผู้ค้าชาวจีนซึ่งจะส่งกระเทียมมาจากภาคกลาง อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามความคิดเห็น ผู้ประกอบการภาคเหนือมีความเห็นว่าผู้บริโภคและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมมีแนวโน้มเลือกซื้อกระเทียมจีนมากขึ้น เนื่องจากกระเทียมจีนมีการนำเข้ามาในรูปแบบตัดลอน หรือหัวเดี่ยว แกะกลีบง่าย ส่วนกระเทียมไทยจะนำมาขายในลักษณะมัดจุกแบบไม่ได้ตัดแต่ง ผู้ใช้ต้องจ้างแรงงานตัดลอนและแกะกลีบ ส่งผลให้ต้นทุนของกิจการสูงขึ้น และก่อเกิดขยะในสถานประกอบการเพิ่ม

ด้านนายธวัชชัย เดชาเชษฐ์ ผู้อำนวยการ สศท.1 กล่าวเสริมว่า จากการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการถึงความต้องการใช้ระหว่างกระเทียมไทยและกระเทียมจีนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และลำพูน โดยร่วมกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องประมาณ 40 ราย ประกอบด้วย ตัวแทนเกษตรจังหวัด และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และลำพูน ตัวแทนผู้ค้าและวิสาหกิจชุมชนผู้รวบรวมกระเทียมในพื้นที่ ตัวแทนร้านอาหาร/ภัตตาคาร และอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระเทียมจากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ที่ผ่านมา ณ โรงแรมเดอะวินเพลส จังหวัดเชียงใหม่ ได้ร่วมหาแนวทางการบริหารจัดการกระเทียมที่เหมาะสมเพื่อพัฒนาผลผลิตกระเทียมให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการไทย

ที่ประชุมมีข้อเสนอแนะการบริหารจัดการในด้านต่างๆ ดังนี้ ด้านคุณภาพผลผลิต เกษตรกรควรพัฒนาคุณภาพผลผลิตเพื่อแก้ปัญหากลีบฝ่อและให้สามารถเก็บไว้ใช้ได้นาน โดยใช้ปุ๋ยเคมี ในปริมาณที่เหมาะสมและเก็บเกี่ยวในระยะเวลาที่ถูกต้อง เพื่อให้เกิดความมั่นใจในคุณภาพกระเทียม ส่วนในระยะต่อไปควรปรับเปลี่ยนมาผลิตกระเทียม GAP และพัฒนาไปสู่กระเทียมอินทรีย์ เนื่องจากมีตลาดรองรับแน่นอนและมีราคาสูงอีกทั้งผู้ประกอบการร้านอาหาร ยินดีสนับสนุนเพิ่มปริมาณการรับซื้อกระเทียมไทยมากขึ้น หากผลผลิตกระเทียมมีคุณภาพดี ด้านความต้องการ ควรสำรวจความต้องการใช้กระเทียมแต่ละประเภทของผู้ประกอบการ พร้อมกับสำรวจพื้นที่เพาะปลูกที่เหมาะสมกับการปลูกกระเทียมในแต่ละประเภท และอาจมีการทำข้อตกลงระหว่างผู้ประกอบการกับเกษตรกร ให้เกิดความเป็นธรรมต่อทั้งสองฝ่ายพร้อมประชาสัมพันธ์ข้อดีกระเทียมไทยควบคู่กับการท่องเที่ยวโดยเฉพาะโรงแรมและร้านอาหารต่างๆ และ ด้านการนำเข้าภาครัฐต้องควบคุมการนำเข้าทั้งกระเทียมพันธุ์และกระเทียมบริโภคอย่างจริงจัง และเข้มงวดการส่งออกกระเทียมพันธุ์ของไทยเพื่ออนุรักษ์กระเทียมไทยให้เป็นเอกลักษณ์

ทั้งนี้ ปัจจุบัน กระเทียมไทย มีแหล่งปลูกสำคัญในพื้นที่ภาคเหนือ โดยในปี 2561 พื้นที่เพาะปลูก 3 จังหวัด (เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน) รวม 61,183 ไร่ (71% ของพื้นที่ปลูกกระเทียมทั้งประเทศ) ให้ผลผลิตรวม 71,547 ตัน (79% ของผลผลิตทั้งประเทศ)โดยผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม นอกจากกระเทียมจะเป็นพืชอาหารที่สำคัญและมีคุณประโยชน์ด้านยารักษาโรคแล้ว ยังเป็นพืชเศรษฐกิจท้องถิ่นที่สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรมาโดยตลอด ดังนั้น ภาครัฐ ควรส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนาตนเองเป็นผู้ประกอบการ นอกเหนือจากบทบาทผู้ปลูก เพื่อจะได้วางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการตลาดได้ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตโดยขายแบบมัดจุกตัดแต่งแทนการขายเหมายกสวน และสร้างความตระหนักให้แก่เกษตรกร ได้เข้าใจถึงความต้องการของผู้ใช้และพฤติกรรมของผู้บริโภค เป็นต้น ทั้งนี้ ท่านที่สนใจข้อมูลการผลิตการตลาดของกระเทียมในพื้นที่ภาคเหนือ สามารถสอบถามได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ โทร.0-5312-1318-19 หรือ อีเมล zone1@oae.go.th