รายงานพิเศษ : สศก.-กยท.ระดมพลลงพื้นที่ทั่วปท. เคาะปริมาณ-ต้นทุนการผลิตยางพาราไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429380

รายงานพิเศษ : สศก.-กยท.ระดมพลลงพื้นที่ทั่วปท.  เคาะปริมาณ-ต้นทุนการผลิตยางพาราไทย

รายงานพิเศษ : สศก.-กยท.ระดมพลลงพื้นที่ทั่วปท. เคาะปริมาณ-ต้นทุนการผลิตยางพาราไทย

วันจันทร์ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ร่วมมือกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ทำโครงการศึกษาวิจัยต้นทุนการผลิตยางของเกษตรกรไทย ปี 2562 เพื่อสำรวจข้อมูลด้านปริมาณการผลิตและต้นทุนการผลิตยางพาราของเกษตรกรไทยทั่วประเทศ

 

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า โครงการศึกษาวิจัยต้นทุนการผลิตยางของเกษตรกรไทย ปี 2562 ได้กำหนดเป้าหมายพื้นที่สำรวจตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ครอบคลุมพื้นที่ปลูกยางทั่วประเทศ โดย สศก. จะเป็นผู้สนับสนุนงานด้านวิชาการ อาทิ การจัดทำกรอบบัญชีตัวอย่างเพื่อการสำรวจ กำหนดระเบียบวิธีการสำรวจ ตลอดจนการประมวลผลปริมาณการผลิตและต้นทุนการผลิต ในขณะที่ กยท. จะสนับสนุนงานด้านกำลังพล เพื่อลงพื้นที่ โดยการสำรวจทาง กยท. จะรับผิดชอบตามพื้นที่ตั้งสาขาของการยางแห่งประเทศไทย
เพื่อสำรวจปริมาณการผลิตประมาณ 10,920 ครัวเรือนตัวอย่าง (จาก 1,820 หมู่บ้าน) และ สศก. จะสำรวจอีกประมาณ 8,970 ครัวเรือนตัวอย่าง (จาก 1,495 หมู่บ้าน) รวมทั้งสิ้นประมาณ 19,890 ครัวเรือนตัวอย่าง (จาก 3,315 หมู่บ้าน) สำหรับการสำรวจต้นทุนการผลิตยางพาราจะดำเนินการทั้งหมดโดยการยางแห่งประเทศไทย ซึ่งจะสำรวจประมาณ 5,460 ครัวเรือนตัวอย่าง ครอบคลุมพื้นที่ปลูกยางของไทย

 

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมลงพื้นที่สำรวจ สศก. เตรียมจัดอบรมเชิงปฏิบัติการรวม 7 ครั้ง ครั้งละ 3 วัน ให้เจ้าหน้าที่ของ สศก. และ กยท.ประมาณ 300 คน เพื่อซักซ้อมความเข้าใจก่อนสำรวจข้อมูลปริมาณการผลิตและต้นทุนการผลิตยางพารา โดยกำหนดแผนการอบรมตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2562 ณ สำนักงานการยางแห่งประเทศไทยสาขาต่างๆ ได้แก่ จังหวัดตรัง สงขลา สุราษฎร์ธานี พิษณุโลก ระยอง อุดรธานี และ บุรีรัมย์

“ภายหลังการสำรวจเสร็จสิ้น สศก. จะวิเคราะห์และประมวลข้อมูลตามหลักวิชาการทางสถิติและเศรษฐศาสตร์ เพื่อให้ได้ข้อมูลปริมาณการผลิตและต้นทุนการผลิตยางพาราที่ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2562 และจะนำข้อมูลดังกล่าวเสนอต่อคณะทำงานจัดทำต้นทุนการผลิตยางฯ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่อไป ซึ่งข้อมูลที่ได้จาการสำรวจร่วมกันในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบาย รวมถึงมาตรการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราของไทย เช่น การกำหนดราคารับซื้อยางพาราที่เป็นธรรมและสอดคล้องกับต้นทุนการผลิต หรือการช่วยเหลือเยียวยาต่างๆ เป็นต้น” รองเลขาธิการ สศก.กล่าว

โอกาสนี้ สศก. จึงขอความร่วมมือเกษตรกรในพื้นที่ให้ความร่วมมือในการสำรวจครั้งนี้ด้วย และหากเกษตรกร
หรือผู้สนใจรายละเอียดการดำเนินโครงการ หรือข้อมูลสถานการณ์ การผลิตและราคา สอบถามรายละเอียด
เพิ่มเติมได้ที่ ส่วนสารสนเทศการผลิตพืชสวน ศูนย์สารสนเทศการเกษตร โทรศัพท์ 0-2940-5407 หรือ อีเมล cai-info1@oae.go.th

รายงานพิเศษ : กรมชลฯกางแผนฝ่าวิกฤติภัยแล้งกลางฤดูฝนปี’62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428810

รายงานพิเศษ : กรมชลฯกางแผนฝ่าวิกฤติภัยแล้งกลางฤดูฝนปี’62

รายงานพิเศษ : กรมชลฯกางแผนฝ่าวิกฤติภัยแล้งกลางฤดูฝนปี’62

วันศุกร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ปีนี้ยังจะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญอ่อนๆ ทำให้อุณหภูมิของอากาศสูงกว่าปกติ ทำให้เกิดสภาวะความแห้งแล้ง ฝนทิ้งช่วงและปริมาณฝนจะน้อย ซึ่งเป็นไปตามคาดการณ์ ขณะนี้ประเทศไทยเข้่าฤดูฝนเต็มตัว แต่ปริมาณน้ำในเขื่อนทั่วประเทศค่อนข้างต่ำ เขื่อนขนาดใหญ่ 18 แห่ง มีปริมาณน้ำใช้งานได้ค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะน้ำใน 4 เขื่อนของลุ่มเจ้าพระยาอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศมีน้ำน้อยมาก

เขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำที่ใช้งานได้เพียง 807 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) หรือ ร้อยละ 8 ของปริมาณการกักเก็บ เขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ 473 ล้าน ลบ.ม. หรือ ร้อยละ 7 ของปริมาณการกักเก็บ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนมีปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ 93 ล้าน ลบ.ม. หรือ ร้อยละ 10 ของปริมาณการกักเก็บ และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ 41 ล้าน ลบ.ม. หรือ ร้อยละ 4 ของปริมาณการกักเก็บ รวมปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ของ 4 เขื่อนหลักดังกล่าวขณะนี้เหลือเพียง 1,414 ล้าน ลบ.ม.เท่านั้น และมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากปริมาณฝนที่ตกเหนือเขื่อนยังน้อย

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากปริมาณน้ำใช้การได้ใน 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่มีปริมาณค่อนข้างน้อยนั้น จึงสั่งการให้ทุกโครงการชลประทานบริหารตามแนวทางของกรมที่วางแผนไว้อย่างเคร่งครัด โดยประสานกลุ่มผู้ใช้น้ำและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อให้การใช้น้ำเกิดประสิทธิภาพและประหยัดน้ำสำหรับประโยชน์ของภาคส่วน โดยวางแนวทางปฏิบัติไว้ดังนี้

1.ให้ทุกโครงการชลประทานประสานกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่ปฏิบัติตามแผนส่งน้ำแต่ละรอบเวรอย่างเคร่งครัด เพื่อให้น้ำไปทั่วถึงเกษตรกรและผู้ใช้น้ำทุกภาคส่วนอย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะรักษาพื้นที่เพาะปลูกคือนาข้าวที่ปลูกแล้วประมาณ 6.21 ล้านไร่ 2.กำชับให้สถานีสูบน้ำของ อปท.ทั้ง 339 แห่ง สูบน้ำตามรอบเวร ที่กรมชลประทานวางแผนไว้เพื่อป้องกันการสูบนอกแผนงาน อันจะกระทบกับพื้นที่อื่น

3.สำหรับเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาที่เป็นพื้นที่นาดอน ให้เจ้าหน้าที่ทำความเข้าใจให้เกษตรกรชะลอการปลูกข้าวไปจนกว่าจะมีฝนปกติ เพื่อป้องกันความเสียหาย และ 4.โครงการบางระกำโมเดล ที่กรมชลประทานส่งเสริมให้ปลูกเดือนเมษายน เพื่อให้เกี่ยวข้าวเสร็จก่อนน้ำหลาก ขณะนี้เก็บเกี่ยวหมดแล้ว โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายมน่าน แจ้งให้เกษตรกรในพื้นที่ทราบว่า จะเริ่มงดส่งน้ำเพื่อการเกษตรตั้งแต่ 31 ก.ค. 2562 ตามที่ได้วางไว้ และประสบความสำเร็จด้วยดีเช่นปีที่ผ่านมา

ปริมาณน้ำใช้การได้ใน 4 เขื่อนหลักของลุ่มเจ้าพระยา ซึ่งมีประมาณ 1,400 ล้านลบ.ม. ระบายออกวันละ 45 ล้าน ลบ.ม. เพื่อการอุปโภคบริโภค และรักษานิเวศดันน้ำเค็มในช่วงน้ำทะเลขึ้นสูง รักษาระบบประปา เพื่อการเกษตร เพื่อการอุตสาหกรรม และอื่นๆ

หากระบายปริมาณนี้เท่ากันทุกวันอีก 40 วันน้ำก็จะหมดเขื่อนจริงหรือไม่?

อธิบดีกรมชลประทาน ยืนยันว่า ภายใน 40 วัน น้ำไม่หมดเขื่อนและยังไม่เกิดวิกฤติขาดน้ำตามที่วิตกกังวล เพราะความจริงจะมีฝนตกและน้ำไหลเข้าเขื่อนแต่ละพื้นที่ทุกวัน เมื่อเทียบกับสถานการณ์ฝนน้อยในปี 2558 ซึ่งระบายน้ำเพียงวันละ 18 ล้าน ลบ.ม. เพื่อการบริโภคอุปโภคเท่านั้นและงดส่งน้ำเพื่อการเกษตร แต่ในปีนี้ยังระบายน้ำได้วันละ 45 ล้านลบ.ม. เมื่อเทียบกันแล้วสถานการณ์น้ำในปีนี้ดีกว่าปี 2558 อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์ภาพรวมปีนี้ยังมีน้ำใช้การมากกว่าปี 2558 ก็ตาม แต่การประหยัดน้ำจะช่วยป้องกันวิกฤติที่อาจเกิดขึ้นในสภาวะอากาศที่ผันผวนเช่นปัจจุบันได้

สำหรับการปลูกพืชในเขตชลประทาน(นาปี)ปี 2562 ตามแผนกำหนดไว้ 16.21 ล้านไร่ ปัจจุบันเพาะปลูกแล้ว 11.23 ล้านไร่ (69%) ในส่วนพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาแผนการเพาะปลูกข้าวนาปี 7.65 ล้านไร่ ปลูกแล้ว 6.21 ล้านไร่ (81.14%) ของแผน ทั้งนี้ กรมยืนยันว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ในเขตชลประทานยังคงมีน้ำเพียงพอสำหรับน้ำเพื่อการเกษตร อุปโภคบริโภค อุตสาหกรรม และรักษาระบบนิเวศ

อย่างไรก็ตาม แม้ในเขตชลประทานจะมีน้ำเพียงพอ แต่ต้องใช้อย่างประหยัดและคุ้มค่า เน้นใช้น้ำแบบรอบเวร โดยเฉพาะเดือนสิงหาคม-กันยายน ขอความร่วมมือการประปาส่วนภูมิภาค การประปาส่วนท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้สูบตามระยะเวลาที่กำหนดและให้ลดระยะเวลาการสูบ พร้อมสนับสนุนการปลูกพืชเแบบเปียกสลับแห้งที่ช่วยลดปริมาณการใช้น้ำได้ถึง 20-30%

สำหรับการเตรียมการรับมือภัยแล้งของกรมชลประทาน ได้สั่งการให้เฝ้าระวังในพื้นที่ 22 จังหวัด ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก โดยในส่วนภาคเหนือนั้นเข้าดำเนินการก่อนฝนทิ้งช่วง ด้วยวิธีจัดรอบเวรส่งน้ำให้เกษตรกรผู้ปลูกลำไย และส้ม ซึ่งปัญหาคลี่คลายลงเป็นลำดับ นอกจากนี้ กรมยังเตรียมเครื่องสูบน้ำทั้งประเทศ 1,935 เครื่อง รถบรรทุกน้ำ 106 คัน รวมทั้งเครื่องจักรกลสนับสนุนอื่นๆ อีกกว่า 2,000 หน่วย เพื่อช่วยประชาชนและเกษตรกร

“การบริหารจัดการน้ำแต่ละปี กรมจะวางแผนให้สอดคล้องกับคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งคาดหมายฤดูฝนปี 2562 จะมีปริมาณฝนทั้งประเทศน้อยกว่าปี 2561 และจะน้อยกว่าค่าปกติประมาณ 5-10% โดยจะมีฝนทิ้งช่วงปลาย มิ.ย.-กลาง ก.ค. จากนั้นจะมีฝนตกชุกหนาแน่นตั้งแต่ปลาย ก.ค.-ก.ย. 2562 และปลายปีคาดว่าจะมีพายุหมุนเขตร้อนเข้าไทย 1 ลูก” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวในตอนท้าย

รายงานพิเศษ : กระชายแปลงใหญ่เมืองกาญจน์ดึงราคาเพิ่ม3เท่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428508

รายงานพิเศษ : กระชายแปลงใหญ่เมืองกาญจน์ดึงราคาเพิ่ม3เท่า

รายงานพิเศษ : กระชายแปลงใหญ่เมืองกาญจน์ดึงราคาเพิ่ม3เท่า

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เกษตรกร อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี กว่า 80 ชีวิต รวมกลุ่มกันปลูกกระชายเป็น เกษตรแปลงใหญ่ โดยการส่งเสริมของกรมส่งเสริมการเกษตร วางแผนบริหารจัดการร่วมกันเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต พัฒนาคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐานและทำตลาดร่วมกัน สามารถรวบรวมผลผลิตส่งจำหน่ายตลาด ได้ราคาดีกว่าต่างคนต่างทำถึง 3 เท่าตัว

นายคำรน ยศสมบัติ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต สำนักงานเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี เปิดเผยว่า จ.กาญจนบุรี ดำเนินโครงการส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่มาตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบันมีทั้งหมด 39 แปลง เป็นแปลงใหญ่ด้านพืช 36 แปลงและแปลงใหญ่ด้านปศุสัตว์ 3 แปลง สำหรับด้านพืชมีสมาชิกแปลงใหญ่ 2,270 ราย มีพื้นที่ดำเนินการทั้งหมด 31,429 ไร่ โดยหนึ่งในนั้นมีแปลงใหญ่กระชายอยู่ 1 แปลงที่อ.บ่อพลอย พื้นที่ดำเนินการ 488 ไร่ เกษตรกร 80 ราย ถือเป็นกลุ่มแปลงใหญ่ที่มีความเข้มแข็งและมีรูปแบบบริหารจัดการที่เป็นระบบทั้งด้านลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต รวมถึงพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตร และการตลาด จนผลิตกระชายคุณภาพป้อนตลาดทั้งในพื้นที่และตลาดใหญ่อย่างตลาดไทและตลาดสี่มุมเมือง

“การรวมตัวกันประกอบอาชีพในลักษณะเกษตรแปลงใหญ่ จะทำให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ และแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ภายใต้การสนับสนุน ส่งเสริมของทุกหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เข้ามาบูรณาการทำงานร่วมกันเพื่อก่อให้เกิดผลสำเร็จตามเป้าหมาย 5 ด้านคือ ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต พัฒนาคุณภาพ/พัฒนาให้ได้มาตรฐาน การบริหารจัดการ และด้านการตลาด โดยเฉพาะในเรื่องของการพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพ ถือเป็นหัวใจสำคัญยุคในปัจจุบัน เนื่องจากผู้บริโภคต่างคำนึงถึงเรื่องของสุขภาพ หากเกษตรผลิตอาหารที่ดี ได้มาตรฐานและปลอดภัยตามระบบการเกษตรที่ดี (GAP) หรือผลิตตามแนวทางเกษตรอินทรีย์ ก็จะเป็นสินค้าที่ตลาดมีความต้องการสูงและจำหน่ายได้ราคาสูงขึ้นตามไปด้วย นี่จึงเป็นข้อดีของการทำเกษตรแบบแปลงใหญ่ ที่จะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น และมีความมั่นคง ยั่งยืน ในอาชีพต่อไป”

ด้าน นายประยุทธ จำนงกุล ประธานกลุ่มแปลงใหญ่กระชาย อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี เปิดเผยว่า เกษตรกรที่นี่ปลูกกระชายกันมานาน แต่ก่อนหน้านี้ต่างคนต่างปลูก ต่างคนต่างขาย ผลผลิตที่ได้มีทั้งมีคุณภาพและไม่มีคุณภาพ จึงมักถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง เกษตรกรจำหน่ายผลผลิตได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 12-25 บาทเท่านั้น แต่เมื่อรวมกลุ่มกันเป็นเกษตรแปลงใหญ่ ก็มีสำนักงานเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี และสำนักงานเกษตรอำเภอบ่อพลอย เข้ามาให้คำแนะนำองค์ความรู้ในด้านต่างๆ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและเป็นที่ต้องการของตลาด รวมถึงให้คำแนะนำในการลดต้นทุนการผลิตด้วยการทำปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพจากวัสดุที่มีในท้องถิ่นไว้ใช้เอง ลดการใช้สารเคมี ทำให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรต่ำลง มีรายได้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังได้รับความรู้ในด้านการบริหารจัดการกลุ่ม เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งในการประกอบอาชีพในระยะยาวอีกด้วย ซึ่งหลังจากรวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่แล้วเกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้เฉลี่ย 85-90 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากกระชายมีคุณภาพ มีขนาดใหญ่ สมบูรณ์

สำหรับกระชายที่ปลูกเป็นสายพันธุ์รากกล้วย ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีลักษณะรากยาว ตรงและอวบ เหมือนกับรากกล้วย ให้ผลผลิตค่อนข้างดี น้ำหนักมาก โดยผลผลิตที่ได้ ทางกลุ่มจะรวบรวมจากสมาชิกเพื่อส่งจำหน่ายให้กับตลาดโดยตรง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ซึ่งมีตลาดรับซื้อทั้งในจังหวัดราชบุรี นครปฐม รวมถึงตลาดสี่มุมเมืองและตลาดไท โดยกระชายคุณภาพของกลุ่มจะมี 2 เกรดคือ กระชายร่วง ซึ่งเป็นกระชายที่เกิดจากแง่งที่อาจจะไม่สวยงามทั้งหมด แต่เรามาตัดแต่งคัดเลือกเฉพาะแง่งที่สมบูรณ์ออกมาเท่านั้น ซึ่งกระชายเกรดนี้จะจำหน่ายได้ราคาดี เนื่องจากพ่อค้านำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาไปคัดเลือกใหม่ ส่วนอีกเกรดคือ กระชายติดกอ ซึ่งประเภทนี้หากจะทำไปใช้ประโยชน์จะต้องเสียเวลาแยกหัว และยังต้องสูญเสียน้ำหนักจากส่วนที่ตัดทิ้งไป กระชายประเภทนี้จึงจำหน่ายได้ราคาต่ำกว่า

นายประยุทธบอกว่า กว่าจะรวบรวมเกษตรกรให้มาดำเนินการในลักษณะแปลงใหญ่ได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องสร้างความเข้าใจและทำตัวอย่างให้เกษตรกรเห็น ซึ่งโชคดีที่ตนมีประสบการณ์จากที่เคยสร้างกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหน่อไม้ฝรั่งส่งออกประสบความสำเร็จมาแล้ว จึงได้นำมาประยุกต์ใช้ในการรวบรวมเกษตรกรผู้ปลูกกระชายให้เข้าสู่ระบบเกษตรแปลงใหญ่ โดยมีสำนักงานเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี และสำนักงานเกษตรอำเภอบ่อพลอยคอยเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำ ซึ่งเมื่อได้รวมกลุ่มแปลงใหญ่แล้ว เกษตรกรสามารถลดต้นทุนได้เป็นอย่างดี จำหน่ายผลผลิตได้ราคาสูงขึ้น ส่งผลให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตามลำดับ

รายงานพิเศษ : ‘ปลานิลในกระชัง เขื่อนลำปาว’ ผลสำเร็จบูรณาการเครือข่ายแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428314

รายงานพิเศษ : ‘ปลานิลในกระชัง เขื่อนลำปาว’ ผลสำเร็จบูรณาการเครือข่ายแปลงใหญ่

รายงานพิเศษ : ‘ปลานิลในกระชัง เขื่อนลำปาว’ ผลสำเร็จบูรณาการเครือข่ายแปลงใหญ่

วันพุธ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรบูรณาการร่วมเครือข่ายแปลงใหญ่ ส่งเสริมการเลี้ยงปลานิลในกระชังเขื่อนลำปาว ต่อยอดพัฒนาไปสู่การจัดตั้งสหกรณ์ ร่วมกันบริหารจัดการตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทางอย่างเป็นระบบ สร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างมั่นคง

นายราชิตร์ แก่นทอง ผู้จัดการโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (เลี้ยงปลานิลในกระชัง) จังหวัดกาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า เดิมทีเกษตรกรรอบๆ พื้นที่บริเวณเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ มีอาชีพทำไร่ ทำนา แต่เนื่องจากราคาผลผลิตตกต่ำ เกษตรกรจึงหันมาเลี้ยงปลานิลในกระชัง จนกระทั่งกรมส่งเสริมการเกษตร เข้ามาสนับสนุนและส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการระบบเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพ เป็นที่ต้องการของตลาด มีต้นทุนการผลิตต่ำและผลผลิตเพิ่มขึ้น โดยยึดหลักการตลาดนำการผลิต จนสมาชิกเกิดความเข้มแข็ง มีลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัย พึ่งพาอาศัยกัน ปัจจุบันในกลุ่มมีสมาชิก 58 ราย มีจำนวนกระชังของสมาชิกกว่า 2,000 กระชัง และได้มีการรวมกลุ่มเกษตรกรให้อยู่ในรูปวิสาหกิจชุมชนและได้พัฒนามาเป็นสหกรณ์ในปัจจุบัน โดยเป็นการบูรณาการร่วมกันของเครือข่ายแปลงใหญ่ที่เข้ามาแนะนำ ส่งเสริม เช่น กรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง และกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นต้น ทำให้เกษตรกรได้รับการฝึกอบรมความรู้ทั้งในด้านการเพาะเลี้ยงที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ การรวมกลุ่มและการบริหารจัดการ การแปรรูป รวมถึงการพัฒนาเข้าสู่มาตรฐานฟาร์ม GAP ตลอดจนด้านการตลาด ซึ่งแตกต่างจากตอนที่เราเลี้ยงแบบต่างคนต่างเลี้ยง เพราะต้องประสบปัญหากับพ่อค้าคนกลางกดราคา

การบริหารจัดการของกลุ่มภายหลังจากที่กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ร่วมบูรณาการกับหน่วยงานอื่นๆ เข้ามาส่งเสริมให้เข้าสู่ระบบเกษตรแบบแปลงใหญ่ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้สนับสนุนให้ผู้จัดการแปลงเข้าอบรมเพื่อเพิ่มศักยภาพในการบริหารกลุ่มแปลงใหญ่เพื่อนำความรู้ที่ได้จากการเข้าอบรมมาใช้ในการบริหารจัดการแปลงให้มีความเข็มแข็งมากขึ้น มีการวางแผนการผลิตให้กับสมาชิกอย่างเป็นระบบตั้งแต่จัดหาพันธุ์ปลา การลงเลี้ยงลูกปลา การจัดหาอาหารปลาเพื่อลดต้นทุนการผลิต และจะบริหารลำดับการจับปลาเพื่อจำหน่ายให้กับสมาชิกเป็นระยะทุกๆ 5 เดือน โดยสหกรณ์จะประกันราคารับซื้อจากสมาชิกกิโลกรัมละ 55 บาท ทำให้สมาชิกมีกำไรและลดความเสี่ยงเรื่องตลาด โดยใน 1 ปี มีผลผลิตออกสู่ตลาด 2 ครั้ง เกษตรกรมีกำไรไม่น้อยกว่า 200,000 บาทต่อครั้ง ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่แน่นอน มั่นคง และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

“หลังจากเกษตรกรหันมารวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่ปลานิลในกระชังในรูปแบบของสหกรณ์แล้ว ทำให้สมาชิกแปลงใหญ่ปลานิลในกระชังมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีการตลาดรองรับผลผลิตที่แน่นอน จนกลายเป็นอาชีพหลักของเกษตรกรไปในที่สุด ซึ่งถือว่านโยบายเกษตรแบบแปลงใหญ่ เป็นนโยบายที่ดีที่เน้นการตลาดนำการผลิต และวางแผนการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตร่วมกัน ทำให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งในการประกอบอาชีพมากขึ้น”นายราชิตร์ กล่าว

รายงานพิเศษ : แปลงใหญ่สับปะรดผลสดอนาคตรุ่งดันโกอินเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/427039

รายงานพิเศษ : แปลงใหญ่สับปะรดผลสดอนาคตรุ่งดันโกอินเตอร์

รายงานพิเศษ : แปลงใหญ่สับปะรดผลสดอนาคตรุ่งดันโกอินเตอร์

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สถานการณ์สับปะรดปีการผลิต 2562 มีแนวโน้มสดใส เกษตรกรปรับตัวแก้ปัญหาผลผลิตล้น ด้วยการเพิ่มช่องทางจำหน่ายสับปะรดผลสดมากขึ้น แทนการปลูกส่งโรงงานอย่างเดียว ที่สำคัญมีการรวมกลุ่มแปลงใหญ่ส่งผลผลิตสับปะรด GAP และสับปะรด GI เจาะตลาดทั้งไทยและต่างประเทศ

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)กล่าวว่า สืบเนื่องจากปี 2557-2559 ผลผลิตสับปะรดออกมาน้อยมากจากปัญหาสภาพดินฟ้าอากาศไม่เอื้ออำนวย ทำให้เป็นที่ต้องการของผู้ประกอบการ ราคารับซื้อสูงถึง 10 บาทต่อกก. ส่งผลให้ปี 2560-2561 เกษตรกรรายเดิมและรายใหม่ขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นทั้งในจังหวัดแหล่งปลูกและจังหวัดที่ไม่เคยปลูกสับปะรดมาก่อน ทำให้ผลผลิตเกินความต้องการของตลาดโดยเฉพาะโรงงานแปรรูปสับปะรด ราคารับซื้ออยู่ที่ประมาณ 3 บาทต่อกก. เกษตรกรจึงไม่ขยายเนื้อที่ปลูก และเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นเช่น มันสำปะหลังโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ บางส่วนปล่อยทิ้งไม่ดูแล ยกเลิกพื้นที่เคยเช่าปลูกสับปะรดและลดการใช้ปุ๋ยฮอร์โมนต่างๆสารเร่งให้ออกผล รวมทั้งอากาศที่แห้งแล้ง ส่งผลให้ต้นไม่สมบูรณ์ บางส่วนไม่ออกดอก ผลแคระแกร็นไม่มีน้ำหนัก และไม่สามารถใช้สารเร่งการออกดอกในช่วงปลายปีได้

สศก.คาดการณ์ว่าปี 2562 จะมีเนื้อที่เก็บเกี่ยวสับปะรดอยู่ที่ 480,464 ไร่ ผลผลิต 1.78 ล้านตัน เมื่อเทียบกับปีที่แล้วผลผลิตอยู่ที่ 2.36 ล้านตัน ถือว่าผลผลิตลดลงประมาณ 5-6 แสนตัน
จากพื้นที่ที่ลดลงเกือบแสนไร่ ขณะที่ความต้องการของโรงงานมีประมาณ1.4-1.5 ล้านตัน โดยผลผลิตอีกประมาณ 3 แสนกว่าตันเป็นการผลิตสับปะรดเพื่อบริโภคผลสด ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาเนื่องจากราคาสับปะรดผลสดขายได้ราคาดีกว่าสับปะรดโรงงานโดยเฉลี่ยราคาประมาณ 10 บาทต่อกก. เกษตรกรปรับเปลี่ยนพื้นที่จากการปลูกสับปะรดโรงงานเป็นปลูกเพื่อบริโภคสดเพิ่มขึ้น เช่นพันธุ์ภูเก็ต ตราดสีทอง ภูแล ห้วยมุ่น สับปะรด GI บ้านคาราชบุรี หรือปลูกพันธุ์เดิมที่เคยส่งโรงงานแปรรูป ก็เปลี่ยนมาขายแบบบริโภคผลสดแทน นอกจากเปลี่ยนพื้นที่ เปลี่ยนพันธุ์แล้ว ยังเปลี่ยนตลาดจากส่งโรงงานแปรรูปมาเป็นตลาดบริโภคสดในท้องถิ่น หรือส่งโมเดิร์นเทรดมากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสดีเกษตรกรรู้ช่องทางตลาดและเลือกช่องทางที่มีรายได้มากที่สุด

ทั้งนี้ สศก.จัดทำข้อมูล เช่น ปัจจัยการผลิต กระบวนการผลิต การบริหารจัดการเพิ่มมูลค่าผลผลิต การตลาด อีกทั้ง มีแอพพลิเคชั่นฟาร์ม D จัดการฟาร์มของตนเอง เพื่อให้เกษตรกรถวางแผนตัดสินใจผลิตสินค้าเกษตรได้เหมาะสม นอกจากนี้ ยังมีแหล่งความรู้จากศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) โดยเฉพาะการรวมกลุ่มทำเกษตรแปลงใหญ่ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตของเกษตรกรอีกช่องทางหนึ่ง ปัจจุบันสับปะรดผลสดเข้าสู่ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ 35 แปลงเกษตรกรเข้าร่วม 1,842 ราย พื้นที่ 32,555 ไร่ ดำเนินการ 15 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ชลบุรี ชัยภูมิ เชียงราย นครพนม ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ภูเก็ต ระยอง ราชบุรี ลำปาง เลย หนองคาย อุตรดิตถ์ อุทัยธานี มุ่งเน้นการรวมกลุ่มและบริหารจัดการ ผลิตและจำหน่าย สามารถลดต้นทุนการผลิต และมีผลผลิตต่อหน่วยเพิ่มขึ้น

ผลการเข้าระบบสับปะรดผลสดแปลงใหญ่ ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพ มีตลาดรองรับแน่นอน เกษตรกรไม่ต้องพึ่งแต่โรงงานทั้งหมด อย่างในอดีตสับปะรดที่ปลูกในประเทศส่งโรงงาน 100% ปัจจุบันสับปะรดบริโภคผลสดตลาดเติบโตต่อเนื่อง เป็นทางเลือกคู่ขนานกับปลูกเพื่อส่งโรงงาน สัดส่วนเปลี่ยนเป็นส่งโรงงาน 85% อีก 15% ส่งไปตลาดบริโภคผลสด ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
โดยเฉพาะพันธุ์ MD2 เป็นพันธุ์ที่นิยมส่งออกขณะนี้ คาดว่าสับปะรดผลสดจากกลุ่มแปลงใหญ่ที่มีมาตรฐาน GAP หรือได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ GI จะเติบโตในตลาดเฉพาะ (Niche Market)มากขึ้น แต่ต้องบริหารจัดการควบคุมคุณภาพผลผลิตให้ดี โดยเฉพาะเรื่องห้ามใช้สารความหวาน เนื่องจากบางประเทศหากตรวจเจอผลผลิตที่ส่งออกไปใช้สารความหวานจะตีคืนสินค้ากลับทั้งหมด เกษตรกรต้องตระหนักถึงคุณภาพและความปลอดภัย รวมถึงข้อปฏิบัติในการส่งออกอย่างเคร่งครัด เพื่อประโยชน์และโอกาสของเกษตรกร

อย่างไรก็ตาม คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาและแก้ปัญหาการผลิตสับปะรด ภายใต้คณะกรรมการนโยบายและพัฒนาสับปะรดแห่งชาติ ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายและแนวทางส่งเสริมการปลูกสับปะรดออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 กลุ่มจังหวัดที่ปลูกสับปะรดโรงงานรอบรัศมีกลุ่มโรงงาน 100 กิโลเมตร ส่งเสริมปลูกสับปะรดเน้นเข้าโรงงานแปรรูป 11 จังหวัด ได้แก่ อุทัยธานี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราดส่งเสริมการผลิตสับปะรดโรงงานและบริโภคสดในพื้นที่ที่เหมาะสมตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารเชิงรุก (Agri – Map)กลุ่มที่ 2 จังหวัด ที่ปลูกสับปะรดโรงงานแต่อยู่ห่างไกลที่ตั้งโรงงานแปรรูปฯ นอกเหนือจาก 11 จังหวัด ส่งเสริมการปลูกสับปะรดเน้นบริโภคผลสด ทั้งนี้ เพื่อจัดการอุปสงค์ อุปทานให้สมดุลจึงขอให้เกษตรกรเข้าร่วมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่มากขึ้นเพื่อบริหารจัดการสินค้าเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รายงานพิเศษ : หนุนแปรรูปปลาสลิดฯแดดเดียว สร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกรบ้านนาเกตุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/426611

รายงานพิเศษ : หนุนแปรรูปปลาสลิดฯแดดเดียว  สร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกรบ้านนาเกตุ

รายงานพิเศษ : หนุนแปรรูปปลาสลิดฯแดดเดียว สร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกรบ้านนาเกตุ

วันอังคาร ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

โครงการจุฬาภรณ์พัฒนา 6 ตั้งอยู่ที่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เดิมเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าดอนนา ที่กรมป่าไม้จัดถวายสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ตามพระดำริให้สร้างที่อยู่อาศัย และที่ทำกิน ให้เกษตรกรผู้ยากไร้ แต่เนื่องจากป่าเสม็ดมีน้ำท่วมขังประมาณ 3-4 เดือน ดินส่วนใหญ่เป็นดินเหนียวและดินร่วนปนทราย ความเป็นกรดของดินและน้ำสูงทำให้ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในทางการเกษตรได้ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์และกรมประมงได้พิจารณาคุณลักษณะทางกายภาพและพืชพรรณของพื้นที่มีความเป็นไปได้สูง ในการใช้ประโยชน์เพื่อการเพาะเลี้ยงปลาสลิด อันเป็นอาชีพที่มั่นคงแก่เกษตรกรผู้ยากไร้

ต่อมาเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2539 สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จทอดพระเนตรการจับปลาโครงการศึกษาวิจัยการเลี้ยงปลาสลิดในป่าเสม็ด ทรงมีพระหัตถเลขาให้ชื่อปลาสลิดในโครงการนี้ว่า “ปลาสลิดดอนนา”

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ร่วมกิจกรรมปล่อยลูกปลาสลิด ลงสระน้ำหมู่บ้านในตำบลบ้านเกตุ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานีว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดปัตตานี ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบโครงการส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรในจังหวัดชายแดนใต้ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีอาชีพที่ยั่งยืน โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดปัตตานี ทดลองเพาะเลี้ยงปลาสลิดในพื้นที่รับผิดชอบ 197 ไร่ ตั้งแต่ปี 2538 นำผลการทดลองไปส่งเสริมให้เกษตรกรเพาะเลี้ยงและแปรรูป แต่ผลงานยังอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากประสบปัญหาอุทกภัย และสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ต่อมาในปี 2560 จังหวัดปัตตานี ได้สนับสนุนงบพัฒนาจังหวัดส่งเสริมการเลี้ยงปลาสลิดดอนนาแบบพัฒนาเกษตรกร 40 ราย แต่ประสบปัญหาอุทกภัย มีเกษตรกรเพียง 1 ราย ที่สามารถผลิตปลาสลิดดอนนาครบวงจรได้ คือ เพาะพันธุ์ เลี้ยง แปรรูป และการตลาด นำไปสู่การตั้งกลุ่มเลี้ยงปลาสลิดดอนนาบ้านนาเกตุ ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิก 31 ราย และเป็นกลุ่มที่ได้รับการส่งเสริมอาชีพรูปแบบใหม่ มีการนำร่องทดลองเลี้ยงในนาข้าว รวมทั้งตั้งกลุ่มแปรรูปโดยใช้เครื่องอบแบบ Mobile dryer

สำหรับแผนการดำเนินงานของกลุ่มเลี้ยงปลาสลิดดอนนาบ้านนาเกตุ ในปี 2563-2565 นั้น ทางกลุ่มจะขอสนับสนุนงบประมาณจากกรมประมง จำนวน 636,200 บาท เพื่อดำเนินงานวิจัย รวมทั้งขอรับงบประมาณจากงบพัฒนาจังหวัด จำนวน 497,600 บาท เพื่อขยายผลการเลี้ยงปลาสลิดในกระชัง จำนวน 40 กระชัง ตลอดจนบูรณาการการทำงานร่วมกับ มทร.วิทยาเขตสุรินทร์ ผลิตเครื่องอบแห้ง (Mobile dryer) เพื่อผลิตเครื่องต้นแบบในการแปรรูปปลาสลิด และขึ้นทะเบียนเกษตรกรเป็นแปลงใหญ่ พร้อมผลิตให้ได้มาตรฐานอาหารปลอดภัย จำนวน 60 ราย จากนั้นในปี 2564-2565 จะมุ่งเน้นการตรวจสอบรับรองฟาร์มให้ได้มาตรฐานอาหารปลอดภัย และมาตรฐานอาหารฮาลาล จำนวน 90 ราย

ปัจจุบันตลาดในจังหวัดปัตตานี มีความต้องการปลาสลิดแดดเดียวปีละ 5,000 กิโลกรัม มูลค่า 1,500,000 บาทต่อปี (เดือนละ 400 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 300 บาท) ต้นทุนการผลิต 35-80 บาทต่อกิโลกรัม หากขายปลาสดได้มูลค่าเพียง 700,000 บาทต่อปี มูลค่าเพิ่มขึ้น 800,000 บาท หรือได้มูลค่าเพิ่มขึ้น 114.29 เปอร์เซ็นต์ ล่าสุดทางกลุ่มเลี้ยงปลาสลิดดอนนาบ้านนาเกตุ สามารถจับปลาสลิดได้ 645 กิโลกรัม ขายเป็นปลาสดได้ 51,600 บาท (กิโลกรัมละ 80 บาท) แปรรูปปลาตากแห้ง ได้เงิน 110,000 บาท (กิโลกรัมละ 300 บาท) ซึ่งใช้เวลาในการเลี้ยง 1 ปี พื้นที่ 1 งาน ต้นทุนค่าลูกปลา 2,500 บาท ค่าอาหาร 17,500 บาท รวมหากขายแบบแปรรูปจะได้กำไร 58,400 บาทเลยทีเดียว

นับว่าการดำเนินงานดังกล่าว สามารถช่วยเกษตรกร กลุ่มเลี้ยงปลาสลิดดอนนาบ้านนาเกตุ ลืมตาอ้าปากได้ มีอาชีพที่มั่นคง และมีรายได้ที่ยั่งยืน

รายงานพิเศษ : การันตีความสำเร็จระบบแปลงใหญ่ ปลานิล-กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์มาตรฐานGAP

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/426389

รายงานพิเศษ : การันตีความสำเร็จระบบแปลงใหญ่  ปลานิล-กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์มาตรฐานGAP

รายงานพิเศษ : การันตีความสำเร็จระบบแปลงใหญ่ ปลานิล-กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์มาตรฐานGAP

วันจันทร์ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมประมงขับเคลื่อน“โครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่” ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มการผลิตและการบริหารจัดการร่วมกัน เปิดโอกาสให้เกษตรกรรายย่อยได้รวมกลุ่มบริหารจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างครบวงจร พร้อมเชื่อมโยงสู่การตลาดเพื่อสร้างความยั่งยืนในการประกอบอาชีพ

นายวิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ปัจจุบันการผลิตสินค้าประมงมีการแข่งขันสูงทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ อีกทั้งยังมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทำให้เกษตรกรต้องประสบปัญหาจัดการผลผลิตและช่องทางจัดจำหน่าย รวมทั้งขาดโอกาสเข้าถึงข้อมูลแหล่งทุน ดังนั้น เพื่อเป็นการลดข้อจำกัดดังกล่าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงกำหนดแนวทางพัฒนาของกระทรวง (Road map) โดยมีโครงการที่สำคัญ คือ การปรับโครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตร ด้านสินค้าพืช ปศุสัตว์ และประมง โดยเน้นให้ความสำคัญเรื่อง การลดต้นทุนการผลิตด้วยการรวมแปลงเป็นแปลงใหญ่ เพื่อก่อให้เกิดกิจกรรมลดต้นทุนการผลิต วัดผลสัมฤทธิ์ได้เป็นรูปธรรม ตอบโจทย์เพิ่มศักยภาพ พร้อมเชื่อมโยงสู่การตลาดเพื่อสร้างความยั่งยืนในการประกอบอาชีพได้

ในปัจจุบันมีเกษตรกรที่เข้าร่วมกลุ่มแปลงใหญ่ด้านการประมง ทั้งด้านการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด และด้านการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งรวม 111 แปลง มีเกษตรกร ภายใต้โครงการ 6,171 ราย พื้นที่ประมาณ 59,000 ไร่ ซึ่งมีชนิดสัตว์น้ำที่หลากหลายตามความเหมาะสมของพื้นที่และศักยภาพของเกษตรกร อาทิ ปลานิล ปลาตะเพียน ปลายี่สกเทศ ปลากะพงขาว ปลาดุก กบ ปลาหมอ ปลาแรด ปลาสลิด ปลาสวาย ปลาช่อน ปูทะเล กุ้งก้ามกราม กุ้งทะเล เป็นต้น โดยจำแนกเป็นกลุ่มแปลงใหญ่ ปี 2559 จำนวน 11 แปลง กลุ่มแปลงใหญ่ ปี 2560 จำนวน 16 แปลง กลุ่มแปลงใหญ่ ปี 2561 จำนวน 50 แปลงและกลุ่มแปลงใหญ่ ปี 2562 จำนวน 34 แปลง ซึ่งกรมประมงได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาแปลงใหญ่ด้านประมง ปี 2560 – 2564 ระยะเวลา 5 ปี มีเป้าหมายพัฒนาแปลงให้ได้จำนวน 300 แปลง

สำหรับการส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ในจ.กาฬสินธุ์ ภายใต้การดำเนินโครงการของสำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดกาฬสินธุ์ ซึ่งเริ่มต้นโครงการในส่วนของปลานิลกระชังในปี 2559 ต่อมาปี 2560 ได้ดำเนินกาต่อในส่วนกุ้งก้ามกราม โดยมีกิจกรรมประกอบด้วย การรวมกลุ่มเกษตรกรให้อยู่ในรูปวิสาหกิจชุมชนและพัฒนาเป็นสหกรณ์ ฝึกอบรมให้ความรู้ทั้งด้านการเพาะเลี้ยงที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ การรวมกลุ่ม การแปรรูป การพัฒนาเข้าสู่มาตรฐานฟาร์ม GAP และการตลาด ซึ่งจากผลการดำเนินตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน มีพื้นที่ดำเนินการ 4 แปลง ประกอบด้วย ปี 2559 กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงปลาในกระชัง,กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงปลาในกระชังท่าเรือภูสิงห์ พื้นที่ 67 ไร่ เกษตรกร 230 ราย ปี 2560 กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม ตำบลลำคลอง พื้นที่ 318 ไร่ เกษตรกร 30 ราย ปี 2561 วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเลี้ยงกุ้งก้ามกรามตำบลบัวบาน พื้นที่ 370 ไร่ เกษตรกร 50 ราย และ ปี 2561 กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงปลาในกระชัง,กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงปลาในกระชังท่าเรือภูสิงห์ พื้นที่ 370 ไร่ เกษตรกร 155 ราย

ในส่วนกุ้งก้ามกราม จ.กาฬสินธุ์ มีการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามมาตั้งแต่ปี 2520 และถือว่าเป็นแหล่งผลิตกุ้งก้ามกรามแห่งใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากมีต้นทุนแหล่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2560 กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด กำหนดให้สำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์เสนอพื้นที่เพิ่มเติมในการส่งเสริมการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามเข้าระบบแบบแปลงใหญ่ โดยได้นำเกษตรกรกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามต.ลำคลอง อ.เมืองกาฬสินธุ์ เข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ในปี 2560 เกษตรกร 30 ราย และ ในปี 2561 นำเกษตรกรกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามต.บัวบาน อ.ยางตลาด เข้าร่วมโครงการ 50 ราย ปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการในระบบแปลงใหญ่ทั้ง 2 กลุ่ม รวม 80 ราย เนื้อที่รวม 688 ไร่ ผลดำเนินการในปี 2561 ผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก 187.55 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 203.88 กิโลกรัมต่อไร่ เพิ่มขึ้น 8.71% ในขณะที่ ต้นทุนการเลี้ยงต่อกิโลกรัมลดลงจาก 137.61 บาท เหลือเพียง 126.20 บาท ลดลง 8.29%

สำหรับตัวอย่างความสำเร็จของกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามต.บัวบาน อ.ยางตลาด เกษตรกรได้รวมกลุ่มดำเนินกิจกรรมการเลี้ยงกุ้งและการขายกุ้ง รวมทั้งจัดหาปัจจัยการผลิต เช่น พันธุ์กุ้ง อาหารกุ้ง จำหน่ายแก่สมาชิก รวมทั้งเชื่อมโยงกับตลาดโดยตรง และจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์แปลงใหญ่ พ่อค้าที่เข้ามารับซื้อต้องติดต่อซื้อขายผ่านกลุ่มเท่านั้น และจัดเรียงลำดับการจับกุ้งหมุนเวียนกันไปแต่ละฟาร์ม การบริหารจัดการด้วยวิธีนี้ พบว่าเกษตรกรได้รับราคาหน้าฟาร์มสูงขึ้น ขายกุ้งคละไซส์ได้ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 250 บาท ซึ่งจุดเด่นของกุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์คือ เนื้อแน่น รสหวาน ได้มาตรฐาน GAP

ส่วนการส่งเสริมการเลี้ยงปลานิลในกระชังในเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างแห่งความสำเร็จจากการรวมกลุ่มกันของเกษตรกร ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ที่ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2560 ครอบคลุมพื้นที่ 5 อำเภอ ประกอบด้วยอำเภอยางตลาด อำเภอสหัสขันธ์ อำเภอเมือง อำเภอห้วยเม็ก และอำเภอ หนองกุงศรี โดยปัจจุบัน มีเกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิลในกระชังในเขื่อนลำปาว 522 ราย 13,587 กระชัง ปริมาณการผลิตปีละ 17,504 ตัน มูลค่าประมาณ 1,050 ล้านบาทต่อปี โดยการเลี้ยงปลานิลในกระชัง ในเขื่อนลำปาว ได้กำหนดขอบเขตพื้นที่ที่ใช้เลี้ยงปลาในกระชังชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และกรมประมงยังได้ให้คำแนะนำและตรวจรับรองผลผลิตปลานิลให้เป็นไปตามมาตรฐานการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (GAP) อีกด้วย และปัจจุบันเกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิลแปลงใหญ่ในกระชังเขื่อนลำปาว ยังได้ต่อยอดสร้างความเข้มแข็งด้วยกันร่วมบริหารจัดการในรูปสหกรณ์ เพื่อบริหารจัดการภายในกลุ่มแปลงใหญ่ตั้งแต่ต้นทางไปถึงปลายทาง ซึ่งใน 1 ปี เกษตรกรเลี้ยงปลาได้ 2 ครั้ง มีตลาดรองรับที่ชัดเจน เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยต่อปีกว่า 200,000 บาท ถือเป็นความสำเร็จของการรวมกลุ่มในรูปแบบแปลงใหญ่ที่ในอนาคตมีโอกาสพัฒนาไปสู่การผลิตปลานิลที่มีคุณภาพป้อนของตลาดทั้งในและต่างประเทศ

รายงานพิเศษ : ศรัทธา-ความเข้มแข็งของสมาชิก ดันสกต.สุรินทร์คว้าแชมป์ The Super Farmer ปีที่6

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425540

รายงานพิเศษ : ศรัทธา-ความเข้มแข็งของสมาชิก  ดันสกต.สุรินทร์คว้าแชมป์ The Super Farmer ปีที่6

รายงานพิเศษ : ศรัทธา-ความเข้มแข็งของสมาชิก ดันสกต.สุรินทร์คว้าแชมป์ The Super Farmer ปีที่6

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.สุรินทร์ จำกัด ผู้ชนะเลิศอันดับ 1 ในการประกวด The Super Farmer เกมเกษตรกรปีที่ 6 เกมแข่งขันของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั่วประเทศ เพื่อเฟ้นหากลุ่มเกษตรกรที่มีความรู้ความสามารถและมีความเข้มแข็งรวมกลุ่มปลูกข้าวอย่างมืออาชีพ เป็นต้นแบบให้กับเกษตรกรกลุ่มอื่นได้นำไปประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพข้าวไทยทั้งระบบ

นางสาวกมลทิพย์ พิมพ์เสน ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. สุรินทร์ จำกัด กล่าวว่า สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. สุรินทร์ จำกัด หรือ สกต.สุรินทร์ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2543 มีสมาชิกประมาณ 118,000 คน ดำเนินธุรกิจหลัก 4 ด้าน ได้แก่ ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย จัดหาปัจจัยการผลิต ที่มีราคายุติธรรมให้กับสมาชิก ปัจจัยการผลิตก็จะมีตั้งแต่ ปุ๋ย เคมีเกษตร เมล็ดพันธุ์ จักรกลการเกษตร ธุรกิจรวบรวม เน้นรวบรวมข้าวเปลือกเป็นหลัก เพราะว่าจังหวัดสุรินทร์มีพื้นที่ปลูกข้าวจำนวนมาก แต่ก็จะมีการรวบรวมมันสำปะหลัง ยางพารา รวมถึงข้าวโพดด้วย ธุรกิจแปรรูป แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ การแปรรูปข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร โดยซื้อข้าวเปลือก
คุณภาพจากสมาชิกมาแปรรูปเป็นข้าวสารจำหน่ายภายใต้แบรนด์ “เอ ไรซ์” รวมทั้งผลิตส่งให้กับเทสโก้โลตัสทั่วประเทศ ยังมีข้าวเปลือกจำนวนหนึ่งที่รวบรวมจากสมาชิกส่งให้กับโรงสีข้าวส่วนพระองค์สวนจิตรลดา อีกส่วนคือการแปรรูปเมล็ดพันธุ์ ซึ่งเรามีโครงการส่งเสริมการปลูกเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี เพื่อที่จะผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพให้แก่สมาชิกซื้อไปเพาะปลูก เนื่องจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะประสบปัญหาในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ปนเยอะจึงส่งเสริมให้มีกลุ่มเมล็ดพันธุ์ที่เพาะปลูกเมล็ดพันธุ์ โดยเราจะหาเมล็ดพันธุ์ขยายจากศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุรินทร์มาแจกจ่ายให้กับสมาชิกเอาไปเพาะปลูกโดยมีกระบวนการตรวจสอบควบคุมคุณภาพอย่างถูกต้องตามหลักมาตรฐานที่กำหนด เมื่อได้เมล็ดพันธุ์ทางสหกรณ์ก็จะรวบรวมและจำหน่ายให้กับสมาชิกและบุคคลทั่วไป ธุรกิจที่ 4 คือ ธุรกิจบริการ สกต.สุรินทร์ มีศูนย์ฝึกอบรมให้บริการตั้งแต่ห้องพัก ฝึกอบรมโดยเฉพาะเน้นไปในด้านการอบรมอุดมการณ์ของสหกรณ์

สกต.สุรินทร์ มีจุดแข็งคือสมาชิกมีความศรัทธาต่อสหกรณ์ เมื่อสมาชิกเกิดความศรัทธาต่อระบบสหกรณ์เขาก็จะกลับมาร่วมทำธุรกิจกับเรา ทุกส่วนที่สมาชิกเข้ามาร่วมทำให้วงจรของสหกรณ์วิ่งไปได้ ตั้งแต่ต้นน้ำถ้าสมาชิกไม่มาซื้อปัจจัยการผลิตกับเรา ไม่มาร่วมโครงการกับเรา ก็จะไม่มีการรวบรวมข้าวเกิดขึ้น เมื่อไม่มีการรวบรวมข้าวก็จะไม่มีโรงสี แต่เมื่อสมาชิกเข้มแข็งมาร่วมมือร่วมทำธุรกิจกับสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ สกต.สุรินทร์ มีความเข้มแข็งตามไปด้วย

นอกจากความร่วมมือกันระหว่างสมาชิกกับสหกรณ์ ยังได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ในเรื่องการถ่ายทอดองค์ความรู้ ศึกษาอบรมเรื่องหลักการสหกรณ์ การดูแลให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับ กฎหมายต่างๆ ให้คำแนะนำเพื่อให้ดำเนินการเป็นไปตามหลักการสหกรณ์อย่างแท้จริง ที่สำคัญยังสนับสนุนงบประมาณในการสร้างลานตากข้าวและโกดัง เพื่อรองรับผลผลิตของสมาชิกได้อย่างเพียงพอ

หลักการของ สกต.สุรินทร์ คือมุ่งเน้นสร้างพื้นฐานให้เข้มแข็ง ดำเนินการงานตามหลัก Value Chain คือห่วงโซ่แห่งมูลค่า ตั้งแต่ต้นน้ำ จัดหาปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ ราคายุติธรรม กลางน้ำคือการรวบรวมผลิตผลจากสมาชิก ปลายน้ำคือการแปรรูปทั้งเมล็ดพันธุ์และเมล็ดข้าวสารเพื่อจำหน่าย เท่ากับว่าการดำเนินการของสหกรณ์สามารถ support ได้ทั้งระบบตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการผลิต และด้วยความ
เข้มแข็งมีรูปแบบการดำเนินการอย่างชัดเจนทั้งระบบ

เมื่อมีโครงการ The Super Farmer เกมเกษตรกรปีที่ 6 ที่กรมการข้าวร่วมกับบริษัท โตโยต้า ทาง สกต.สุรินทร์จึงเข้าร่วมแข่งขันด้วย เนื่องจากเราทำแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวในรูปของแปลงใหญ่อยู่แล้ว โดยในระยะเวลา 4 เดือน ต้องทำภารกิจ 12 ฐาน 12 ภารกิจ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งในการแข่งขันก็เป็นสิ่งที่ทางกลุ่มทำกันเป็นปกติ จึงไม่มีปัญหา เราไม่ได้เพิ่งสร้างขึ้นมาเพื่อการแข่งขัน เราทำกันมาตลอด มีโครงการ มีภารกิจครบถ้วน มีสมาชิกจริงๆ มีการลงมือทำจริง กระบวนการครบจริงๆ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ คณะกรรมการจึงได้ตัดสินให้ สกต.สุรินทร์ชนะเลิศการประกวดในปีนี้

“ความภาคภูมิใจที่ได้รับรางวัลชนะเลิศเกมเกษตรกรในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าสหกรณ์ที่เข้มแข็ง สมาชิกที่ให้ความร่วมมือที่มีความศรัทธากับสหกรณ์ จะทำให้มีสหกรณ์สามารถตอบสนองกับสิ่งที่สมาชิกต้องการได้ตามเจตนารมณ์ของสหกรณ์ คือ สมาชิกต้องสามารถช่วยตัวเองได้ ต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สหกรณ์ทำได้แบบนั้น นี้คือความภูมิใจที่พอเราได้รับรางวัลนี้แสดงให้ทุกคนเห็นว่าเกษตรกรที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์ สกต.สุรินทร์ ในจังหวัดสุรินทร์ คือสมาชิกที่มีคุณภาพ มีความศรัทธาและมีความเข้มแข็งที่สามารถทำให้เกิดสหกรณ์ในรูปแบบของสหกรณ์ที่แท้จริง” ผู้จัดการ สกต.สุรินทร์ กล่าวย้ำ

รายงานพิเศษ : ไทยนิยม ยั่งยืน หนุน…สหกรณ์ มั่นคง ฟาร์มพิมายยิ้มยกมาตรฐานน้ำนมดิบสู่ผู้บริโภค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425263

รายงานพิเศษ : ไทยนิยม ยั่งยืน หนุน...สหกรณ์ มั่นคง  ฟาร์มพิมายยิ้มยกมาตรฐานน้ำนมดิบสู่ผู้บริโภค

รายงานพิเศษ : ไทยนิยม ยั่งยืน หนุน…สหกรณ์ มั่นคง ฟาร์มพิมายยิ้มยกมาตรฐานน้ำนมดิบสู่ผู้บริโภค

วันพุธ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นับตั้งแต่พ.ศ. 2505 ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้เสด็จฯไปทรงเปิดฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมแห่งแรกในประเทศไทย ณ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ชาวไทยก็ได้เริ่มรู้จักกับอาชีพการเลี้ยงโคนม ในฐานะเป็นแหล่งสารอาหารที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย เกิดความต้องการบริโภคน้ำนมโคอย่างแพร่หลาย การทำฟาร์มโคนมขยายตัวไปหลายพื้นที่

สหกรณ์โคนมพิมาย จำกัด อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา เป็นหนึ่งในสหกรณ์ของผู้เลี้ยงโคนมที่ดำเนินงานมานานถึง 28 ปี ปัจจุบันสหกรณ์มีบทบาทรวบรวมน้ำนมดิบจากสมาชิก เพื่อนำส่งให้บริษัทคู่ค้า ดำเนินการแปรรูปอาหารโคนมจำหน่ายให้สมาชิกในราคาต่ำกว่าท้องตลาด จัดหาสินค้า วัสดุ อุปกรณ์ ทำฟาร์ม ยาต่างๆ สำหรับโคนมมาจำหน่าย ให้บริการสินเชื่อส่งเสริมอาชีพ รวมถึงให้บริการดูแลสุขภาพโคนมแก่สมาชิก

นอกจากนั้น ยังทำ “ฟาร์มกลาง” ที่บริหารจัดการโดยสหกรณ์เอง มีการเลี้ยงโคนม รีดน้ำนมส่งเข้าสหกรณ์ และมีบริการให้สมาชิกนำโครุ่นมาขายฝาก ในรูปแบบธนาคารโคนมทดแทนฝูง โดยสหกรณ์จะนำโครุ่นจากสมาชิกมารวมกันที่ฟาร์มกลาง เลี้ยงดูตามหลักวิชาการ ให้อาหารเหมาะสม เมื่อถึงกำหนดเวลาไถ่ถอนคืน สมาชิกจะได้แม่โคที่สุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรง ผลิตน้ำนมได้ปริมาณมากมีคุณภาพกลับคืนสู่ฟาร์ม

สำหรับธุรกิจหลักของสหกรณ์คือ ธุรกิจรับซื้อน้ำนมดิบนั้น สหกรณ์เน้นควบคุมคุณภาพน้ำนมดิบที่รับเข้ามา นางเกศรินทร์ นันทพิสิฐ ผู้จัดการสหกรณ์โคนมพิมาย จำกัด เล่าให้ฟังว่า การควบคุมคุณภาพน้ำนมดิบของสหกรณ์ เริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ คือฟาร์มของสมาชิกผู้เลี้ยงโคนม เกษตรกรจะได้รับการอบรมเรื่องการเข้าสู่มาตรฐาน GAP ของกรมปศุสัตว์ เพื่อให้ต้นน้ำผลิตน้ำนมดิบที่ได้มาตรฐานเรื่องไขมันและองค์ประกอบต่างๆ พอมาถึงกลางน้ำ สหกรณ์จะตรวจเข้มเรื่องคุณภาพ องค์ประกอบของน้ำนมให้เป็นไปตามระเบียบการรับซื้อน้ำนมของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) โดยสหกรณ์จะให้ราคาน้ำนมดิบที่สมาชิกแต่ละคนนำมาขายตามคุณภาพ

นางสาวสมฤทัย ยอดทองหลาง สมาชิกสหกรณ์โคนมพิมาย จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ได้ดูแลเรื่องความสะอาดของแม่โคที่ให้น้ำนมอย่างเข้มงวด และต้องตรวจสอบโรคเต้านมอักเสบเบื้องต้น ด้วยน้ำยา CMT จากตัวอย่างน้ำนมดิบทุกครั้ง เมื่อพบว่าน้ำนมสะอาด ปลอดภัย จึงเข้าสู่กระบวนการรีดและรวบรวมน้ำนมดิบส่งให้สหกรณ์ โดยฟาร์มของตนเองจะนำถังนมไปแช่น้ำ เพื่อป้องกันการเพิ่มขยายของจุลินทรีย์ ระหว่างรอการขนส่งจากฟาร์มสู่ศูนย์รับน้ำนมดิบที่สหกรณ์

ด้วยการดำเนินงานที่ใส่ใจเรื่องมาตรฐานคุณภาพของน้ำนมมาเป็นอันดับหนึ่ง ประกอบกับสหกรณ์เปิดดำเนินการมานาน ทำให้เครื่องจักร อุปกรณ์ที่ใช้รวบรวมน้ำนมดิบซ่อมบำรุงบ่อยครั้ง ให้บริการสมาชิกได้ไม่เต็มที่ สหกรณ์จึงขอรับงบประมาณอุดหนุน จากงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 (งบกลางปี) ตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ของรัฐบาล ผ่านกรมส่งเสริมสหกรณ์ สนับสนุนอุปกรณ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร โดยรัฐอุดหนุนให้สหกรณ์ 16,240,000 บาท และสหกรณ์สมทบ 6,960,000 บาท งบประมาณดำเนินการทั้งสิ้น 23,200,000 บาท

สหกรณ์โคนมพิมาย จำกัด จึงได้อาคารศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ ขนาด 60 ตันต่อวัน ประกอบไปด้วยเครื่องจักรรวบรวมน้ำนมดิบ ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์พร้อมอุปกรณ์ตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำนม อุปกรณ์ต่าง ๆสำหรับรับน้ำนมดิบจากสมาชิกให้เป็นไปอย่างมีมาตรฐาน รวมถึงเครื่องล้างถังนมอัตโนมัติ ที่ช่วยลดเชื้อจุลินทรีย์ปนเปื้อนในถังนม ก่อนนำมาบรรจุน้ำนมดิบส่งขายรอบต่อไป ซึ่งนับจากวันที่อาคารศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบเริ่มดำเนินการมารองรับน้ำนมดิบได้ตามความต้องการของสมาชิก เครื่องมือทันสมัย น้ำนมที่ได้ผ่านศูนย์รวบรวมนี้ จึงมีมาตรฐาน สะอาด ปลอดภัย เป็นที่ไว้วางใจของผู้บริโภค

สำหรับการพัฒนา ต่อยอด การดำเนินงานของสหกรณ์ นายสมพร ช่างไม้ ประธานคณะกรรมการสหกรณ์โคนมพิมาย จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันมีสมาชิกส่งน้ำนมให้สหกรณ์ 157 ราย ในอนาคตมีแผนรับสมาชิกเพิ่ม เพื่อขยายปริมาณน้ำนมดิบที่รับเข้ามาแต่ละวันให้อยู่ที่ 40 ตัน จากปัจจุบันที่ได้รับมาวันละประมาณ 37 ตันเศษ และมุ่งเน้นเรื่องยกระดับคุณภาพน้ำนมดิบอย่างต่อเนื่อง

“อยากให้สมาชิกทุกท่านตระหนักเรื่องคุณภาพ การจัดการในฟาร์มให้ดีที่สุด เพื่ออนาคต เพื่อความรุ่งเรืองของสมาชิกโคนมพิมาย”

และนี่คืออีกหนึ่งตัวอย่างของสหกรณ์ที่ให้บริการสมาชิกครบวงจร ทำให้สมาชิกมีพร้อมทั้งความรู้ และเงินทุนประกอบอาชีพ เกิดความร่วมมือ ร่วมใจ ช่วยเหลือกันอย่างเข้มแข็ง อันเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดการสร้างสรรค์ความก้าวหน้าขึ้นแก่สหกรณ์ และอาชีพเลี้ยงโคนม ซึ่งเป็นอาชีพที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานให้คนไทย

รายงานพิเศษ : 4 เสาหลัก…ปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425017

รายงานพิเศษ : 4 เสาหลัก…ปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

รายงานพิเศษ : 4 เสาหลัก…ปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

วันอังคาร ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการบริหารจัดการน้ำมาโดยตลอด ซึ่งได้จัดตั้ง 3 เสาหลักขึ้นมาบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ทำให้รัฐบาลสามารถจัดสรรงบประมาณเพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวกับน้ำทั้งระบบและการจัดหาแหล่งน้ำต้นทุน ให้สอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำทั้งในปัจจุบัน และในอนาคตที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในแต่ละปี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดงาน สร้างรู้ สื่อสาร การบริหารจัดการน้ำฤดูฝน ปี 2562 ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เมื่อเร็วๆนี้

อย่างไรก็ตาม ต่อมาได้ปรับปรุงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ โดยเพิ่มเสาหลักที่ี่สี่คือ การพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จะขับเคลื่อนแผนแม่บท

ทั้งนี้ ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ รัฐบาลได้จัดตั้ง 4 เสาหลักขึ้นมา เพื่อบริหารจัดการน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด มีความมั่นคงยั่งยืน ประกอบด้วย เสาหลักแรกพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2562 เสาหลักที่สอง แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบไปเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา มีทั้ง 6 ด้าน ประกอบด้วย 1.การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค 2.การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิตน้ำเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม 3.การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย 4.การจัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ 5. การอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมและการป้องกันการพังทลายของดิน และ6. การบริหารจัดการ

สำหรับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ตั้งเป้าหมายให้ทุกหมู่บ้านเข้าถึงดื่มสะอาดได้มาตรฐานและราคาที่เหมาะสม 75,032 หมู่บ้าน ภายในปี 2573 พัฒนาน้ำต้นทุน 27,299 ล้าน ลบ.ม. ทั้งแหล่งน้ำใหม่และพื้นที่เกษตรน้ำฝน เพิ่มพื้นที่กระจายน้ำ 31 ล้านไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ชลประทาน 18 ล้านไร่ และพื้นที่เกษตรน้ำฝน 13 ล้านไร่ พัฒนาแหล่งน้ำชุมชนเพื่อการเกษตร 10,000 แห่ง ได้ปริมาณน้ำ 6,000 ล้าน ลบ.ม. ป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ 764 แห่ง ลดผลกระทบจากอุทกภัย 15 ล้านไร่ พัฒนาระบบบำบัดน้ำเสีย 741 แห่ง ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ 3.5 ล้านไร่ ก่อสร้างฝายชะลอน้ำ541,894 แห่ง

ส่วนเสาหลักที่สาม รัฐบาลตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ขึ้นมาให้เป็นหน่วยงานหลักด้านนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานด้านน้ำที่มีอยู่กว่า 40 หน่วยงานใน 7 กระทรวง และเสาหลักที่สี่ การพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จะขับเคลื่อนแผนแม่บทนั้น รัฐบาลเห็นความสำคัญของการนำรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับน้ำทั้งหมดมารวมไว้ในที่เดียว และจัดทำนวัตกรรมการบริหารจัดการน้ำในรูปแบบ Nearly Real time Analytic ช่วยให้การเข้าถึงข้อมูลและการใช้งานสะดวก รวดเร็วทันท่วงที การตัดสินใจบริหารจัดการน้ำแม่นยำขึ้น เรียกนวัตกรรมนี้ว่า “One Map” และยังพัฒนา Application และงานวิจัยนำความรู้ใหม่ผสมผสานกับศาสตร์พระราชา และปราชญ์ชาวบ้านมาใช้บริหารจัดการน้ำในรูปแบบปัญหาและความต้องการที่แตกต่างกัน

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. กล่าวเพิ่มเติมว่า การรบริหารจัดการน้ำของประเทศภายใต้ 4 เสาหลักดังกล่าว มีสทนช.ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางกำกับขับเคลื่อนแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี รวมทั้งติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของหน่วยงานให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ ล่าสุด สทนช.ยังนำเสาหลักที่สี่ นวัตกรรมและเทคโนโลยีของหน่วยงานต่างๆมาที่เกี่ยวข้องมาบูรณาการใช้รับมือสถานการณ์ฤดูฝน ปี 2562 อีกด้วย โดยเฉพาะการวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม แนวทาง เงื่อนไข การแจ้งเตือนและกำหนดเกณฑ์ปฏิบัติงานของศูนย์ปฏิบัติการรับมือสถานการณ์น้ำในฤดูฝนตามระดับความรุนแรง และผลกระทบที่จะเกิดขึ้น มีทั้งหมด 3 ศูนย์ปฏิบัติการ ได้แก่

1. ระดับที่ 1 ระดับสีเขียว เมื่อกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเข้าสู่ฤดูฝน “ศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ” ของ สทนช. จะเป็นหน่วยงานหลักในการประสาน ติดตาม ข้อมูลจากหน่วยงานด้านน้ำเพื่อวิเคราะห์และติดตามสถานการณ์ประจำวัน 2. ระดับที่ 2/3 หรือ ระดับสีเหลือง/ส้ม เมื่อมีพายุก่อตัวและคาดว่าจะมีผลกระทบต่อประเทศไทย หรือความกดอากาศต่ำพาดผ่าน มีปริมาณฝนตกชุกหนาแน่นครอบคลุมหลายจังหวัด คิดเป็นปริมาณฝนสะสม 3 วัน มากกว่า 200 มม. ปริมาณน้ำในลำน้ำมากกว่า 60% ของความจุลำน้ำ และมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำมากกว่า 60% และมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือสูงกว่าเส้นควบคุมบนของ Rule Curve “ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ” จะเริ่มปฏิบัติงานทันทีคาดว่าภายในกลางเดือนกรกฏาคมนี้ และ3. ระดับ 4 ระดับสีแดง ซึ่งเป็นระดับสูงสุด เมื่อมีสถานการณ์รุนแรงและมีผลกระทบในวงกว้าง การดำเนินการจะถูกยกระดับเป็น “ศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ” มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บัญชาการศูนย์ฯ ตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 โดยทุกหน่วยงานต้องรายงานข้อมูลต่อ สทนช. ทุก 3 ชั่วโมง ส่วนในพื้นที่วิกฤติต้องรายงานความเคลื่อนไหวทุกชั่วโมง โดยข้อมูลดังกล่าวจะส่งต่อไปยังกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลางของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนต่อไป

การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น มีเอกภาพ ไม่ซ้ำซ้อน สามารถวางแผนพัฒนา ป้องกัน และแก้ไขปัญหาน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลสูงสุด และยั่งยืน

เสาหลักทั้ง 4 เสา จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญสำหรับการปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศให้มีความสมบูรณ์แบบตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ