รายงานพิเศษ : 4 เสาหลัก…ปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425017

รายงานพิเศษ : 4 เสาหลัก…ปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

รายงานพิเศษ : 4 เสาหลัก…ปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

วันอังคาร ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการบริหารจัดการน้ำมาโดยตลอด ซึ่งได้จัดตั้ง 3 เสาหลักขึ้นมาบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ทำให้รัฐบาลสามารถจัดสรรงบประมาณเพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวกับน้ำทั้งระบบและการจัดหาแหล่งน้ำต้นทุน ให้สอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำทั้งในปัจจุบัน และในอนาคตที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในแต่ละปี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดงาน สร้างรู้ สื่อสาร การบริหารจัดการน้ำฤดูฝน ปี 2562 ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เมื่อเร็วๆนี้

อย่างไรก็ตาม ต่อมาได้ปรับปรุงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ โดยเพิ่มเสาหลักที่ี่สี่คือ การพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จะขับเคลื่อนแผนแม่บท

ทั้งนี้ ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ รัฐบาลได้จัดตั้ง 4 เสาหลักขึ้นมา เพื่อบริหารจัดการน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด มีความมั่นคงยั่งยืน ประกอบด้วย เสาหลักแรกพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2562 เสาหลักที่สอง แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบไปเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา มีทั้ง 6 ด้าน ประกอบด้วย 1.การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค 2.การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิตน้ำเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม 3.การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย 4.การจัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ 5. การอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมและการป้องกันการพังทลายของดิน และ6. การบริหารจัดการ

สำหรับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ตั้งเป้าหมายให้ทุกหมู่บ้านเข้าถึงดื่มสะอาดได้มาตรฐานและราคาที่เหมาะสม 75,032 หมู่บ้าน ภายในปี 2573 พัฒนาน้ำต้นทุน 27,299 ล้าน ลบ.ม. ทั้งแหล่งน้ำใหม่และพื้นที่เกษตรน้ำฝน เพิ่มพื้นที่กระจายน้ำ 31 ล้านไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ชลประทาน 18 ล้านไร่ และพื้นที่เกษตรน้ำฝน 13 ล้านไร่ พัฒนาแหล่งน้ำชุมชนเพื่อการเกษตร 10,000 แห่ง ได้ปริมาณน้ำ 6,000 ล้าน ลบ.ม. ป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ 764 แห่ง ลดผลกระทบจากอุทกภัย 15 ล้านไร่ พัฒนาระบบบำบัดน้ำเสีย 741 แห่ง ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ 3.5 ล้านไร่ ก่อสร้างฝายชะลอน้ำ541,894 แห่ง

ส่วนเสาหลักที่สาม รัฐบาลตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ขึ้นมาให้เป็นหน่วยงานหลักด้านนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานด้านน้ำที่มีอยู่กว่า 40 หน่วยงานใน 7 กระทรวง และเสาหลักที่สี่ การพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จะขับเคลื่อนแผนแม่บทนั้น รัฐบาลเห็นความสำคัญของการนำรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับน้ำทั้งหมดมารวมไว้ในที่เดียว และจัดทำนวัตกรรมการบริหารจัดการน้ำในรูปแบบ Nearly Real time Analytic ช่วยให้การเข้าถึงข้อมูลและการใช้งานสะดวก รวดเร็วทันท่วงที การตัดสินใจบริหารจัดการน้ำแม่นยำขึ้น เรียกนวัตกรรมนี้ว่า “One Map” และยังพัฒนา Application และงานวิจัยนำความรู้ใหม่ผสมผสานกับศาสตร์พระราชา และปราชญ์ชาวบ้านมาใช้บริหารจัดการน้ำในรูปแบบปัญหาและความต้องการที่แตกต่างกัน

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. กล่าวเพิ่มเติมว่า การรบริหารจัดการน้ำของประเทศภายใต้ 4 เสาหลักดังกล่าว มีสทนช.ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางกำกับขับเคลื่อนแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี รวมทั้งติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของหน่วยงานให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ ล่าสุด สทนช.ยังนำเสาหลักที่สี่ นวัตกรรมและเทคโนโลยีของหน่วยงานต่างๆมาที่เกี่ยวข้องมาบูรณาการใช้รับมือสถานการณ์ฤดูฝน ปี 2562 อีกด้วย โดยเฉพาะการวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม แนวทาง เงื่อนไข การแจ้งเตือนและกำหนดเกณฑ์ปฏิบัติงานของศูนย์ปฏิบัติการรับมือสถานการณ์น้ำในฤดูฝนตามระดับความรุนแรง และผลกระทบที่จะเกิดขึ้น มีทั้งหมด 3 ศูนย์ปฏิบัติการ ได้แก่

1. ระดับที่ 1 ระดับสีเขียว เมื่อกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเข้าสู่ฤดูฝน “ศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ” ของ สทนช. จะเป็นหน่วยงานหลักในการประสาน ติดตาม ข้อมูลจากหน่วยงานด้านน้ำเพื่อวิเคราะห์และติดตามสถานการณ์ประจำวัน 2. ระดับที่ 2/3 หรือ ระดับสีเหลือง/ส้ม เมื่อมีพายุก่อตัวและคาดว่าจะมีผลกระทบต่อประเทศไทย หรือความกดอากาศต่ำพาดผ่าน มีปริมาณฝนตกชุกหนาแน่นครอบคลุมหลายจังหวัด คิดเป็นปริมาณฝนสะสม 3 วัน มากกว่า 200 มม. ปริมาณน้ำในลำน้ำมากกว่า 60% ของความจุลำน้ำ และมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำมากกว่า 60% และมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือสูงกว่าเส้นควบคุมบนของ Rule Curve “ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ” จะเริ่มปฏิบัติงานทันทีคาดว่าภายในกลางเดือนกรกฏาคมนี้ และ3. ระดับ 4 ระดับสีแดง ซึ่งเป็นระดับสูงสุด เมื่อมีสถานการณ์รุนแรงและมีผลกระทบในวงกว้าง การดำเนินการจะถูกยกระดับเป็น “ศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ” มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บัญชาการศูนย์ฯ ตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 โดยทุกหน่วยงานต้องรายงานข้อมูลต่อ สทนช. ทุก 3 ชั่วโมง ส่วนในพื้นที่วิกฤติต้องรายงานความเคลื่อนไหวทุกชั่วโมง โดยข้อมูลดังกล่าวจะส่งต่อไปยังกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลางของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนต่อไป

การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น มีเอกภาพ ไม่ซ้ำซ้อน สามารถวางแผนพัฒนา ป้องกัน และแก้ไขปัญหาน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลสูงสุด และยั่งยืน

เสาหลักทั้ง 4 เสา จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญสำหรับการปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศให้มีความสมบูรณ์แบบตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

รายงานพิเศษ : ‘ไทยนิยม ยั่งยืน’บรรเทาทุกข์เกษตรกรเขาสวนกวาง ขยายธุรกิจแปรรูปมันเชื่อมเครือข่ายสหกรณ์โคนม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/424798

รายงานพิเศษ : ‘ไทยนิยม ยั่งยืน’บรรเทาทุกข์เกษตรกรเขาสวนกวาง  ขยายธุรกิจแปรรูปมันเชื่อมเครือข่ายสหกรณ์โคนม

รายงานพิเศษ : ‘ไทยนิยม ยั่งยืน’บรรเทาทุกข์เกษตรกรเขาสวนกวาง ขยายธุรกิจแปรรูปมันเชื่อมเครือข่ายสหกรณ์โคนม

วันจันทร์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาดและราคาตกต่ำ เป็นปัญหาหลักของภาคการเกษตรในบ้านเรา สหกรณ์การเกษตรหลายแห่ง ได้เข้ามามีบทบาทแก้ปัญหานี้ให้สมาชิก และหลายแห่งก็มีผลการดำเนินงานน่าพอใจ หนึ่งในนั้นคือสหกรณ์การเกษตรเขาสวนกวาง อำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น

พื้นที่อำเภอเขาสวนกวาง เป็นที่ราบสูง เกษตรกรปลูกพืชไร่เป็นหลัก และประสบปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ ขาดปัจจัยการผลิตและเงินทุน จึงรวมกลุ่มตั้งสหกรณ์การเกษตรเขาสวนกวาง จำกัด เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2521 จวบจนวันนี้ กลายเป็นสหกรณ์ขนาดใหญ่ มีสมาชิกถึง 1,700 กว่าคน ปลูกมันสำปะหลังเป็นพืชหลัก โดยสหกรณ์การเกษตรเขาสวนกวาง จำกัด มีบทบาทรวบรวมผลผลิตหัวมันสดให้แก่โรงงานในพื้นที่ ในลักษณะซื้อมาขายไป แต่ประสบปัญหาการขนส่งไม่สะดวกให้บริการสมาชิกได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากตัวสหกรณ์ (ตั้งอยู่ในตำบลคำม่วง) ห่างไกลจากพื้นที่เพาะปลูก อีกทั้ง สหกรณ์มีพื้นที่ลานตากไม่เพียงพอ ไม่สามารถสร้างเพิ่มได้ เกษตรกรจำต้องนำผลผลิตขายให้ผู้รับซื้อเอกชนในพื้นที่ จึงขาดอำนาจต่อรอง ทำให้ขายได้ราคาต่ำ สหกรณ์การเกษตรเขาสวนกวาง จำกัด จึงได้ขอรับเงินอุดหนุนจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ในส่วนที่เป็นงบประมาณพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแก่สถาบันเกษตรกรจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร (แก้มลิง) ในการจัดสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

นางปริยากร ศิริพากุล ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเขาสวนกวาง จำกัด เล่าถึงงบประมาณจากโครงการนี้ว่า ได้รับการสนับสนุน 5,696,000 บาท นำมาจัดสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดเก็บผลผลิตสินค้าเกษตร 3 รายการ ได้แก่ ลานตาก ขนาด 4,000 ตารางเมตร, ฉาง ขนาด 500 ตัน และเครื่องชั่งพร้อมโรงคลุม ขนาด 50 ตัน ในพื้นที่ตำบลนางิ้ว ซึ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูก เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่ง ทำให้สหกรณ์รวบรวมผลผลิตได้มากขึ้น โดยเฉพาะมันสำปะหลังที่ส่วนใหญ่จะนำมาแปรรูปเป็นมันเส้น ส่งขายให้ชุมนุมสหกรณ์โคนมในจังหวัดขอนแก่น ที่ให้ราคาดีกว่าการจำหน่ายเป็นหัวมันสดแบบที่ผ่านมา

“สำหรับการรวบรวมมันสำปะหลัง คิดว่าเป็นธุรกิจหนึ่งของสหกรณ์ที่ดี เพราะว่าถ้าแปรรูปแล้ว เราสามารถกำหนดราคาได้ ตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2561 เป็นต้นมา เราก็รวบรวมได้ประมาณพันกว่าตัน ผลการดำเนินงานปีบัญชีล่าสุด (31 มีนาคม พ.ศ. 2562) มีผลกำไรสุทธิประจำปี 9 ล้าน 6 แสนบาทเศษ ถือว่างบอุดหนุนของรัฐบาล ผ่านกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ทำให้ธุรกิจของสหกรณ์เพิ่มขึ้น สามารถบริการสมาชิกเกือบครบวงจร เมื่อก่อนแค่ซื้อมาขายไป ปัจจุบันก็ทำแปรรูป คู่ค้ายืนยันได้ว่า มันเส้นเรามีคุณภาพ ไม่พอต่อความต้องการ”

นางนิตยา ไสววรรณ เกษตรกรสมาชิกสหกรณ์การเกษตรเขาสวนกวาง จำกัด ได้สะท้อนถึงการดำเนินงานของสหกรณ์ว่า สหกรณ์มีส่วนช่วยเหลือด้านเงินทุน ปัจจัยการผลิต แนะนำส่งเสริมการเพาะปลูกมาโดยตลอด จนเธอมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ต่อมาเมื่อได้ก่อสร้างลานตากผลผลิต พร้อมเครื่องชั่ง และฉาง ด้วยงบประมาณอุดหนุนจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ยิ่งทำให้สหกรณ์สามารถช่วยเหลือเกษตรกรด้วยการรับซื้อผลผลิตได้ในปริมาณมากขึ้น และให้ราคาสูงขึ้นเมื่อนำไปแปรรูป เธอและคนอื่นๆ ในชุมชนไม่ต้องขนไปขายไกล ทั้งยังสามารถไว้ใจในระบบบริหารจัดการ มั่นใจในตราชั่งที่ได้มาตรฐาน มีความแม่นยำ ทำให้ขายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรม

“พอมีสหกรณ์มารองรับ เราขายได้ในราคาที่เป็นธรรม เราก็พอใจ สหกรณ์เขาก็รองรับของเรา เกษตรกรทั่วไปก็มาใช้บริการได้ ไม่ใช่แต่สมาชิกอย่างเดียวค่ะ เขาก็ดีมากๆ อันนี้คือประโยชน์ที่ดีของสหกรณ์”

ด้านนางยุพดี สารทอง ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจสหกรณ์ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดขอนแก่น กล่าวถึงประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการนี้ว่าในส่วนของสหกรณ์เอง เมื่อได้มีการเพิ่มธุรกิจแปรรูปผลผลิตขึ้นมา ทำให้เกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายกับสหกรณ์โคนม ที่มีความต้องการมันเส้นเพื่อการผลิตอาหารสัตว์ นอกเหนือจากเครือข่ายหรือโรงงานแป้งที่รับซื้อมันสำปะหลังสด ส่วนสมาชิกเอง ก็ไม่ต้องกังวล เพราะมีตลาดรับซื้อผลผลิตที่แน่นอน และเป็นตลาดที่ให้ความยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของราคา เรื่องของตาชั่ง

“รวมทั้งการที่สหกรณ์ได้เป็นผู้รวบรวมผลผลิตนี้ ยังเป็นการชะลอไม่ให้ผลผลิตออกสู่ตลาดมากเกินไป ชะลอไว้เพื่อที่จะขายให้กับตลาดภายนอก หรือชะลอไว้เพื่อที่จะแปรรูปเป็นมันเส้น เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรเพิ่มมากขึ้น” คุณยุพดี กล่าวทิ้งท้าย ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ที่ได้จากงบประมาณสนับสนุนของโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ที่มีต่อการแก้ปัญหาหลักของภาคการเกษตร

นับเป็นอีกหนึ่งต้นแบบของการบริหารจัดการงบประมาณที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อการยกระดับความเข้มแข็งของเกษตรกรและสหกรณ์ให้เป็นกลไกการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มขีดความสามารถของชุมชนอย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : ‘3 พอ’พลิกชีวิต…ก้าวตามศาสตร์พระราชา นำความรู้ด้านบัญชีสร้างวิถีพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/424205

รายงานพิเศษ : ‘3 พอ’พลิกชีวิต...ก้าวตามศาสตร์พระราชา  นำความรู้ด้านบัญชีสร้างวิถีพอเพียง

รายงานพิเศษ : ‘3 พอ’พลิกชีวิต…ก้าวตามศาสตร์พระราชา นำความรู้ด้านบัญชีสร้างวิถีพอเพียง

วันศุกร์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มุ่งมั่นพัฒนาสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรและเกษตรกร ให้มีระบบบริหารจัดการด้านการเงิน การบัญชีที่มีคุณภาพ เชื่อถือได้ ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยมุ่งให้นำ “องค์ความรู้ด้านบัญชี” ไปใช้แก้ไขจุดอ่อนและเสริมจุดแข็งเพื่อให้เอื้อต่อการพัฒนาภาคการเกษตรได้อย่างเหมาะสม สมดุล และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตามกรอบแนวคิด 3 พอ พลิกชีวิต : น้ำพอดี ดินพอเหมาะ คนพอเพียง โดยสามารถเชื่อมโยง “ข้อมูลทางบัญชี” ในมิติต่างๆ ไปสู่การบริหารจัดการดินและน้ำในระดับครัวเรือน เพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ด้วยการยึดแนวคิด ประหยัด เรียบง่ายและประโยชน์สูงสุด

น้ำพอดี : มีเป้าหมายให้เกษตรกรรู้จักการดูทางน้ำและสร้างแหล่งน้ำเพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ยามต้องการตลอดปี ด้วยการขุดหนองน้ำเพื่อสร้างแหล่งน้ำ ดูการไหลของเส้นทางน้ำเป็น มีการขุดหนองน้ำให้มีขอบคดเคี้ยวและทำลดหลั่นตามลำดับความสูง และกระจายบ่อน้ำในพื้นที่ รู้จักการคำนวณน้ำให้พอใช้เพียงพอต่อการประกอบอาชีพและใช้สอยในครัวเรือน รวมถึงบำรุงรักษาแหล่งน้ำธรรมชาติให้อุดมสมบูรณ์ไม่ให้เน่าเสีย

ดินพอเหมาะ : มีเป้าหมายด้านการเรียนรู้ การดูดินและสร้างคุณภาพดิน“เลี้ยงดิน ให้ดินเลี้ยงพืช” ด้วยการแกล้งดินและห่มดิน ปรับปรุงดินเพื่อการเกษตรกรรม มีการลดต้นทุนการผลิตโดยใช้หลักกสิกรรมธรรมชาติ วางแผนอนุรักษ์ดินให้อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก เพิ่มโอกาสสร้างรายได้ด้วยการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง คือ พอกิน : ป่าไม้กินได้ พอใช้ : ป่าไม้ใช้สอย พออยู่ : ป่าไม้เศรษฐกิจ และพอร่มเย็น : ระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์

คนพอเพียง : มีเป้าหมายให้เกษตรกรดำเนินชีวิตตามกำลังฐานะและกำลังของครัวเรือน คิดวิเคราะห์และใช้องค์ความรู้ด้านบัญชีให้เอื้อต่อการพัฒนาอาชีพ โดยแบ่งเป็น 5 แนวทาง ประกอบด้วย การรู้จักพอประมาณ ส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถจัดการตัวเองภายในต้นทุนทางสังคม ทั้งในระบบครัวเรือนและชุมชน จัดการค่าใช้จ่ายตามกำลังของตนเอง การมีเหตุผล ส่งเสริมให้เกษตรกรรู้จักคิดและวิเคราะห์อย่างเป็นระบบด้วยการคำนึงถึงเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นองค์รวมด้วยตนเองและแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากผู้อื่น การมีคุณธรรม ส่งเสริมให้เกษตรกรดำรงชีวิตบนพื้นฐานคุณธรรมด้วยการทำความดีต่อตนเอง ช่วยเหลือผู้อื่นและชุมชนด้วยการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การมีความรู้ พร้อมรับการเรียนรู้ผ่านสื่อการเรียนรู้ต่างๆ สร้างความเข้าใจแลกเปลี่ยนข้อมูล ศึกษา และทำแผนปฏิบัติการ กระจายความรู้ในพื้นที่ตนเองและชุมชน โดยศึกษาสภาพแวดล้อมดิน น้ำ อากาศ ในการวางแผนการเพาะปลูก การสร้างภูมิคุ้มกัน ด้วยการคิดวิเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นด้วยการพึ่งตนเองเป็นหลักและพึ่งพาช่วยเหลือกันในชุมชน

ซึ่งการดำเนินการตามกรอบแนวคิด 3 พอ พลิกชีวิต : น้ำพอดี ดินพอเหมาะ คนพอเพียง ให้บรรลุตามเป้าหมายสร้างวิถีสู่ความพอเพียงที่มุ่งหวังไว้ ล้วนมีปัจจัยความสำเร็จที่ได้จากการทำบัญชีและการบันทึกข้อมูลทั้งสิ้น หากทุกฝ่ายเข้าใจกรอบแนวคิด คุณลักษณะ คำนิยามของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแจ่มชัดแล้ว ก็จะง่ายขึ้นในการนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ และจะนำไปสู่ผลที่คาดว่าจะได้รับ คือ การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้และเทคโนโลยี

รายงานพิเศษ : เพิ่มความรู้ทางบัญชีหนุนเพิ่มรายได้แปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/423959

รายงานพิเศษ : เพิ่มความรู้ทางบัญชีหนุนเพิ่มรายได้แปลงใหญ่

รายงานพิเศษ : เพิ่มความรู้ทางบัญชีหนุนเพิ่มรายได้แปลงใหญ่

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินนโยบายโครงการบริหารจัดการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ (Mega Farm Enterprise) เพื่อเพิ่มพูนรายได้ให้เกษตรกร โดยเริ่มตั้งแต่การผลิตและจำหน่ายออกสู่ตลาดให้มีศักยภาพ สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ตามนโยบาย “การตลาดนำการผลิต” ภายใต้แนวทาง “การจัดทำแผนการผลิตภาคการเกษตร” (Agricultural Production Plan) และ“โครงการเกษตรแปลงใหญ่” (Mega Farm Project) ซึ่งมีเกษตรกรและ
ภาครัฐ รวมทั้งภาคเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการเกษตรแปลงใหญ่ วัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้มีการพัฒนาระบบเกษตรกรรมของไทย สามารถลดต้นทุนการผลิตและมีผลผลิตต่อหน่วยเพิ่มขึ้นและมีคุณภาพได้มาตรฐาน
โดยมีเป้าหมายแปลงใหญ่ไม่น้อยกว่า 1 แปลงใหญ่ ต่อ 1 ภูมิภาค พื้นที่ติดกันรวมกันไม่น้อยกว่า 1,000 ไร่ ขึ้นไป เพื่อก่อให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) จากการผลิต ทำให้ต้นทุนการทำเกษตรกรรมลดลง โดยคัดเลือกจากพื้นที่ อาทิ พื้นที่ สปก.ที่มอบให้เกษตรกร พื้นที่ตามโครงการจัดทำที่ดินทำกินแห่งชาติ (คทช.) พื้นที่ซึ่งเกษตรกรได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์การเกษตรหรือวิสาหกิจชุมชน พื้นที่ที่ทำการเกษตรแปลงใหญ่อยู่แล้วรวมกันอยู่หลายๆ แปลง
ในพื้นที่อำเภอเดียวกัน ทั้งนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ร่วมเป็นหน่วยงานสนับสนุนตามสนองนโยบายดังกล่าว โดยร่วมบูรณาการขับเคลื่อนการนำระบบบัญชีไปวางรากฐานในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร เพื่อเพิ่มพูนรายได้เกษตรกรในระดับพื้นที่ เกษตรกรสามารถจัดทำบัญชีรับ-จ่าย ในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนอาชีพ และนำข้อมูลทางบัญชีไปใช้วิเคราะห์อย่างเป็นระบบ สามารถวางแผนการผลิตและการตลาดให้ตรงตามช่วงเวลาที่เหมาะสม ผลผลิตมีปริมาณและคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด

 

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้นำองค์ความรู้ด้าน
บัญชีเผยแพร่แก่เกษตรกรให้มีความรู้ความเข้าใจในการจัดทำบัญชี สามารถนำข้อมูลทางบัญชีและหลักวิชาการมาใช้วางแผนการประกอบอาชีพ วางแผนกิจกรรมทางการเกษตร มีความรู้และเข้าใจในการนำระบบบัญชีไปใช้ในการบริหารจัดการภาคการเกษตรได้ รู้รายรับ รายจ่าย รู้เวลาที่เหมาะสม สนับสนุนให้เกิดกลไกการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อจำหน่ายผลผลิตออกสู่ตลาด สร้างเสริมให้เกษตรกรไทยพร้อมก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลง และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ทั้งนี้ เกษตรกรจำเป็นต้องรู้จักจุดแข็ง จุดอ่อน รู้ถึงขีดความสามารถของตนเอง ซึ่งหากเกษตรกรมีการบันทึกบัญชีเป็นประจำจะรู้ว่าสิ่งใดมีความจำเป็นหรือไม่จำเป็น วิเคราะห์ได้ว่าอาชีพที่ทำอยู่นั้น มีโอกาสยั่งยืนหรือไม่ มีต้นทุนที่คุ้มค่ากับผลตอบแทนที่ได้รับและมีความเสี่ยงด้านการตลาดเพียงใด สิ่งเหล่านี้ถ้าไม่มีการจดบันทึก ก็เป็นการทำแบบเลื่อนลอยโดยไม่มีข้อมูลเปรียบเทียบ

 

 

“บัญชีครัวเรือน หรือ บัญชีต้นทุนอาชีพ เป็นเพียงปัจจัยสนับสนุนที่ใช้ประกอบในการตัดสินใจของพี่น้องเกษตรกรเท่านั้น แต่การที่จะทำให้เกษตรกรประสบความสำเร็จได้ ต้องมีความรู้ด้านวิชาการอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย เพราะทุกอย่างคือต้นทุน ถ้าผลตอบแทนไม่คุ้มค่าก็ควรปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม ซึ่งสิ่งเหล่านี้การบันทึกข้อมูลทางบัญชีจะช่วยได้ ซึ่งกรมฯจะดำเนินการสนับสนุนองค์ความรู้ทางบัญชีแก่เกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายสนองตามนโยบาย Mega Farm Enterprise ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดไว้ ซึ่งรวมถึงโครงการอื่นๆ ทุกโครงการของกระทรวงเกษตรกรและสหกรณ์ด้วย” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

รายงานพิเศษ : ก.เกษตรเล็งเปิดพิพิธภัณฑ์ผ้าไหมไทยในต่างประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/423793

รายงานพิเศษ : ก.เกษตรเล็งเปิดพิพิธภัณฑ์ผ้าไหมไทยในต่างประเทศ

รายงานพิเศษ : ก.เกษตรเล็งเปิดพิพิธภัณฑ์ผ้าไหมไทยในต่างประเทศ

วันพุธ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สำนักการเกษตรต่างประเทศ และมหาวิทยาลัยจอร์จวอชิงตัน ร่วมประชาสัมพันธ์ผ้าไหมไทย “The Legend of Thai Silk” ภายใต้โครงการเจรจาความร่วมมือจัดทำพิพิธภัณฑ์หม่อนไหมและเผยแพร่ภูมิปัญญาผ้าไหมไทยและผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน โดยกรมหม่อนไหมได้ร่วมจัดนิทรรศการแสดงผ้าไหมไทย ณ Textile museum, George Washington University พร้อมกับพบปะหารือ Mr. John Wetenhall ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์สิ่งทอ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และความร่วมมือในการจัดทำพิพิธภัณฑ์ผ้าไหมไทยและประชาสัมพันธ์ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานพร้อมเตรียมขยายผลผลักดันผ้าไหมไทยให้เป็นที่ยอมรับในตลาดต่างประเทศ และเล็งแนวโน้มจัดทำพิพิธภัณฑ์ผ้าไหมสนองนโยบายตลาดนำการผลิตของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นางสาวศิริพร บุญชู อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า จากการเดินทางไปเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผ้าไหมไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงาน
ที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สำนักการเกษตรต่างประเทศ และมหาวิทยาลัยจอร์จวอชิงตันได้ร่วมประชาสัมพันธ์ผ้าไหมไทยในหัวข้อ “The Legend of Thai Silk” ภายใต้โครงการเจรจาความร่วมมือจัดทำพิพิธภัณฑ์หม่อนไหมและเผยแพร่ภูมิปัญญาผ้าไหมไทยและผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน โดยกรมหม่อนไหมได้ร่วมจัดนิทรรศการแสดงผ้าไหมไทย ณ Textile museum, George Washington University ซึ่งนิทรรศการของกรมหม่อนไหมก็ได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก

พร้อมกันนั้นก็ได้ร่วมบรรยายเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาผ้าไหมไทย การส่งเสริมให้เกษตรกรไทยประกอบอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้าไหมตามพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการที่จะอนุรักษ์เผยแพร่คุณค่าความงดงามของผ้าไหมไทยให้ชาวโลกได้รับรู้รวมถึงเครื่องหมายตรานกยูงพระราชทานทั้ง 4 ชนิด ได้แก่ สีทองสีเงิน สีน้ำเงิน และสีเขียว ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพผ้าไหมไทยที่แสดงว่าจะต้องผลิตในประเทศไทยเท่านั้น ย้อมสีเนื้อผ้าที่มีความสม่ำเสมอของสี ลวดลาย เนื้อผ้า และสีไม่ตก เพื่อเป็นการการันตีคุณภาพผ้าไหมไทย สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคได้ว่าผ้าไหมไทยที่ผ่านการับรองรองตราสัญลักษณ์นกยูงพระราชทานนั้น ผู้บริโภคจะมั่นใจได้ว่าผ้าไหมไทยชิ้นนั้นมีโครงสร้างผ้าที่ถูกต้อง ถูกชนิด และสีไม่ตก

ทั้งนี้ กรมหม่อนไหมและเจ้าหน้าที่สำนักการเกษตรต่างประเทศ สำนักปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังได้ร่วมประชุมหารือกับ ดร.พอล ไมเคิลเทย์เลอร์ ผู้อำนวยการ โครงการประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และชาติพันธุ์วิทยาแห่งเอเชีย ยุโรป และตะวันออกกลาง สถาบันสมิธโซเนียน พิพิธภัณฑ์แห่งชาติด้านประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติ เพื่อหาแนวทางความร่วมมือความเป็นไปได้ในการทำงานวิจัยร่วมกันในประเด็นวัฒนธรรมภูมิปัญญา เกี่ยวกับผ้าไหม ทั้งนี้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาโดยหอสมุดรัฐสภามีบันทึกรายการสิ่งของที่นำมาแสดงในงานแสดงสินค้า ณ เมืองฟิลาเดลเฟีย เมื่อปี ค.ศ. 1876 ซึ่งเป็นรายการของที่ระลึกและมีการแลกเปลี่ยนร่วมมือทางวัฒนธรรม ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 เช่น ผ้าไหม อุปกรณ์การทอผ้า อุปกรณ์การสาวไหม และรังไหม

นอกจากนี้ทางคณะยังได้เข้าพบปะหารือ Mr. John Wetenhallผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์สิ่งทอ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและพูดคุยถึงความร่วมมือในการจัดทำพิพิธภัณฑ์ผ้าไหมไทยในต่างประเทศเพื่อประชาสัมพันธ์ผ้าไหมไทยที่ได้รับรองตรานกยูงพระราชทานให้ต่างประเทศได้ทราบถึงที่มาที่ไป และความโดดเด่นในเรื่องของภูมิปัญญาด้านหม่อนไหมของคนไทยให้เป็นที่รู้จักและรับรู้ในวงกว้างมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็นับเป็นอีกหนึ่งโปรเจคที่น่าสนใจเพราะหากประเทศไทยจะเดินหน้าทำตลาดให้กับสินค้าสิ่งทอโดยเฉพาะผ้าไหม ตลาดต่างประเทศถือเป็นตลาดพรีเมียมที่จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสิ่งทอไหมไทยได้ และหากมีการประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลผู้บริโภคที่ถูกต้องก็จะส่งผลให้ตลาดต่างประเทศเกิดการยอมรับ นับเป็นการเปิดตลาดที่มีความเข้มแข็งและยั่งยืนอย่างแท้จริง

รายงานพิเศษ : ยกระดับตรวจคุณภาพผ้าไหมไทยตรานกยูงฯ ตั้งเป้าปี’62รับรองมาตรฐานให้ได้2แสนเมตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/423470

รายงานพิเศษ : ยกระดับตรวจคุณภาพผ้าไหมไทยตรานกยูงฯ  ตั้งเป้าปี’62รับรองมาตรฐานให้ได้2แสนเมตร

รายงานพิเศษ : ยกระดับตรวจคุณภาพผ้าไหมไทยตรานกยูงฯ ตั้งเป้าปี’62รับรองมาตรฐานให้ได้2แสนเมตร

วันอังคาร ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายวสันต์ นุ้ยภิรมย์

กรมหม่อนไหมเผยปี’62 ยกระดับตรวจสอบรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยตรานกยูงพระราชทาน ด้วยกระบวนการและเทคโนโลยี 4.0 ซึ่งให้บริการได้รวดเร็ว สร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดสินค้าหม่อนไหมอย่างมั่นคง

นายวสันต์ นุ้ยภิรมย์ รองอธิบดีกรมหม่อนไหมเปิดเผยว่า กรมหม่อนไหม เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลสินค้าหม่อนไหมให้มีคุณภาพมาตรฐาน ให้บริการตรวจสอบรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย(ตรานกยูงพระราชทาน) สำหรับผู้ยื่นคำขอทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการ เพื่อยกระดับสินค้าผ้าไหมไทยให้ได้มาตรฐาน ทั้งนี้ มาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย (ตรานกยูงพระราชทาน) เป็นมาตรฐานที่กรมจัดทำขึ้น เพื่อสนองพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงอนุรักษ์และรักษาผ้าไหมไทยให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมคู่ชาติไทย มีหลักเกณฑ์สำคัญคือต้องผลิตในประเทศไทย ลอกกาวและหรือย้อมสีด้วยวัสดุธรรมชาติหรือสารเคมีที่ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสีสม่ำเสมอ ลวดลายและเนื้อผ้า ซึ่งมาตรฐานตรานกยูงนี้มี 4 ชนิดประกอบด้วย

1.ตรานกยูงพระราชทานสีทอง (Royal Thai Silk) เป็นผ้าไหมที่ผลิตโดยใช้เส้นไหม วัตถุดิบ และกระบวนการผลิตที่อนุรักษ์ภูมิปัญญาพื้นบ้านดั้งเดิมของไทยอย่างแท้จริง ใช้เส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านเป็นทั้งเส้นพุ่งและเส้นยืนเส้นไหมต้องสาวด้วยมือผ่านพวงสาวลงภาชนะทอด้วยกี่ทอมือแบบพื้นบ้านพุ่งกระสวยด้วยมืออาจตกแต่งด้วยเส้นเงิน หรือเส้นทองที่ได้มาตรฐานได้ไม่เกินร้อยละ 20 โดยพื้นที่ในหน่วยตารางหลา ในกรณีผ้าที่ทอด้วยกรรมวิธีการยก หรือจก หรือขิด อนุญาตให้ตกแต่งด้วยเส้นเงินหรือเส้นทองที่ได้มาตรฐานได้ไม่เกินร้อยละ 50

2.ตรานกยูงพระราชทานสีเงิน (Classic Thai Silk) เป็นผ้าไหมที่ผลิตโดยยังคงอนุรักษ์ภูมิปัญญาพื้นบ้านผสมผสานกับการประยุกต์ใช้เครื่องมือและกระบวนการผลิตบางขั้นตอน ใช้เส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านหรือพันธุ์ไทยปรับปรุงเป็นเส้นพุ่งและ/หรือเส้นยืนเส้นไหมสาวด้วยมือแบบพื้นบ้าน หรือสาวเข้าอักหรือเข้าระวิงหรือสาวด้วยเครื่องจักรที่มีกำลังไม่เกิน 5 แรงม้าทอด้วยกี่ทอมือ เช่น กี่ทอมือแบบพื้นบ้านชนิดพุ่งกระสวยด้วยมือ กี่กระตุก อาจมีการตกแต่งด้วยเส้นเงินหรือเส้นทองที่ได้มาตรฐานได้ไม่เกินร้อยละ 20 โดยพื้นที่ในหน่วยตารางหลา กรณีผ้าที่ทอด้วยกรรมวิธีการ ยก หรือ จก หรือ ขิด อนุญาตให้ตกแต่งด้วยเส้นเงิน หรือเส้นทองที่ได้มาตรฐานได้ไม่เกินร้อยละ 50

3.ตรานกยูงพระราชทานสีน้ำเงิน (Thai Silk) เป็นผ้าไหมที่ผลิตด้วยภูมิปัญญาของไทยแบบประยุกต์ ใช้เทคโนโลยีการผลิตเข้ากับสมัยนิยมและเชิงธุรกิจ ใช้เส้นไหมแท้เป็นทั้งเส้นพุ่งและเส้นยืน เส้นไหมที่ใช้อาจเป็นได้ทั้งชนิดที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย หรือเป็นเส้นไหมที่นำเข้าจากต่างประเทศ กรณีที่ใช้เส้นไหมที่นำเข้าจากต่างประเทศต้องมีเอกสารกำกับการนำเข้าที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่กำหนดวิธีการสาวและวิธีการทออาจตกแต่งด้วยเส้นเงินหรือเส้นทองที่ได้มาตรฐานได้ไม่เกินร้อยละ 20 โดยพื้นที่ในหน่วยตารางหลา ในกรณีผ้าที่ทอด้วยกรรมวิธีการ ยก หรือ จก หรือ ขิด อนุญาตให้ตกแต่งด้วยเส้นเงิน หรือเส้นทองที่ได้มาตรฐานได้ไม่เกินร้อยละ 50

4.ตรานกยูงพระราชทานสีเขียว (Thai Silk Blend) เป็นผ้าไหมที่ผลิตด้วยกระบวนการผลิตและเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ผสมผสานกับภูมิปัญญาไทยด้านลวดลายและสีสันระหว่างเส้นใย ไหมแท้กับเส้นใยอื่นที่มาจากธรรมชาติ หรือเส้นใยสังเคราะห์รูปแบบต่างๆ ตามวัตถุประสงค์ใช้งานหรือตามความต้องการของผู้บริโภค ใช้เส้นไหมแท้เป็นส่วนประกอบหลัก มีเส้นใยชนิดอื่นเป็นส่วนประกอบรอง โดยพื้นที่ในหน่วยตารางหลา ต้องระบุส่วนประกอบของเส้นไหมแท้และเส้นใยชนิดอื่นเป็นเปอร์เซ็นต์ให้ชัดเจน อาจตกแต่งด้วยวัสดุอื่นไม่กำหนดวิธีการผลิต

รองอธิบดีกรมหม่อนไหมกล่าวต่อว่า การให้บริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย (ตรานกยูงพระราชทาน) เป็นอีกหนึ่งกระบวนสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคและตลาด ในเรื่องคุณภาพผ้าไหมที่รับประกันได้ว่า ผ้าทุกผืนที่ได้รับการติดตรานกยูงพระราชทานมีคุณภาพด้านความสม่ำเสมอของสี ลวดลาย เนื้อผ้าและสีไม่ตกแน่นอน ตั้งแต่พ.ศ.2553 – 2561 มีการผลิตผ้าไหมได้จำนวน 827,361 เมตร แต่ผ่านเกณฑ์ 734,852 เมตร คิดเป็นร้อยละ88 โดยในปี 2561 ที่ผ่านมาตัวเลขการผลิตผ้าไหมของไทยอยู่ที่ 5-6 ล้านเมตร สามารถติดตรานกยูงพระราชทานได้เพียง 90,000 เมตร ถือเป็นจำนวนที่น้อยมาก ดังนั้น ในปีงบประมาณ 2562 กรมหม่อนไหมตั้งเป้าหมายในการให้บริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย (ตรานกยูงพระราชทาน)ให้ได้ 200,000 เมตร เน้นขับเคลื่อนการทำงนเชิงรุก โดยกรมหม่อนไหมได้คิดค้นระบบการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอำนวยความสะดวกและรวดเร็วในการให้บริการรับรอง พร้อมมอบหมายบุคลากรทำงานในเรื่องดังกล่าวเพิ่มขึ้น จากเดิมต้องใช้ระยะเวลาตรวจรับรองกว่า 1 เดือน ขณะนี้ตรวจและรับรองได้ภายใน 3 วัน ทำให้การทำงานรวดเร็วทันต่อความต้องการของเกษตรกรที่จะเข้าสู่การรับรองมากยิ่งขึ้น

“โดยจากเป้าที่ตั้งไว้ปี’62 ว่าจะรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย (ตรานกยูงพระราชทาน) ให้ได้ 200,000 เมตร ขณะนี้รับรองไปแล้วกว่า 1 แสนเมตร มั่นใจว่าระยะเวลาทีเหลือภายในปีงบประมาณนี้กรมหม่อนไหมจะดำเนินการได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้แน่นอน” รองอธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าว

รายงานพิเศษ : ‘ฉัตรกมล มุ่งพยาบาล’ นายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยคนแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/422386

รายงานพิเศษ : ‘ฉัตรกมล มุ่งพยาบาล’  นายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยคนแรก

รายงานพิเศษ : ‘ฉัตรกมล มุ่งพยาบาล’ นายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยคนแรก

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเจ้าภาพจัดเลือกตั้งนายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย คนแรกของประเทศไทย มีตัวแทนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนแปลงใหญ่ทั่วประเทศ เข้าร่วม โดยนายฉัตรกมล มุ่งพยาบาล จังหวัดชุมพร ได้รับการแต่งตั้ง เป็นนายกสมาพันธ์คนแรก พร้อมเปิดเผยวิสัยทัศน์ สร้างความเข้มแข็ง มั่นคงและประสานประโยชน์ความร่วมมือเพื่อชาวสวนทุเรียนให้เกิดความยั่งยืนในอาชีพ

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ตระหนักถึงแนวโน้มขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนทั้งประเทศ ในรอบ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2557 – 2561 ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 655,505 ไร่ เป็น 839,725 ไร่ โดยมีเกษตรกรที่มีความสามารถโดดเด่นเป็นเกษตรกรต้นแบบที่ดี (best practice) พร้อมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเกษตรกรที่ปลูกทุเรียน ซึ่งกระจัดกระจายหลายภาคทั่วประเทศ กรมจึงเล็งเห็นความสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งองค์กรเกษตรกรชาวสวนทุเรียนไทย ตลอดจนสร้างมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ เพื่อให้ทุเรียนเป็นต้นแบบพัฒนาบริหารจัดการผลไม้ด้วยความสามารถขององค์กรเกษตรกรเอง มีภาครัฐสนับสนุนอย่างไรก็ดี กรมเป็นเพียงจุดเริ่มต้นให้ชาวสวนตั้งสมาพันธ์ เพื่อกำหนดแนวทางบริหารจัดการ ระเบียบ กติกากันเอง โดยกรมสนับสนับสนุนด้านวิชาการ ขณะนี้ได้เลือกตั้งและได้นายกสมาพันธ์ คนแรกของประเทศไทยแล้ว ก็คาดหวังว่า การจัดตั้งสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยครั้งนี้ จะทำให้เกิดการผลิตทุเรียนคุณภาพสร้างมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ ถือเป็นการพัฒนาเกษตรกรรมของประเทศ ด้วยวิถีทางแห่งนวัตกรรม เพิ่มมูลค่าและมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนตามนโยบายเกษตร 4.0

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร

ด้าน นายฉัตรกมล มุ่งพยาบาล นายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยคนแรกของประเทศ เปิดเผยว่า การจัดตั้งสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย ถือเป็นมิติใหม่ของวงการทุเรียนของที่มีการขับเคลื่อนโดยเกษตรกรทุกภาคส่วน ภายใต้บริบทการขับเคลื่อนต่อยอดจากการส่งเสริมในระบบเกษตรกรแปลงใหญ่ ของกรมส่งเสริมการเกษตร เนื่องจากวันนี้ ทุเรียนถือว่าเป็นพืชที่เป็นโอกาสของพี่น้องเกษตรกรที่มีมูลค่าในตัวสินค้าสูง วันนี้เกษตรกรชาวสวนทุเรียนทั่วประเทศกว่า 20 จังหวัด มีส่วนร่วมเลือกตัวแทนเข้ามาบริหารจัดการในรูปแบบขององค์กรที่เป็นรูปธรรมในนาม สมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย ซึ่งจะมีคณะทำงานที่มาจากผู้ที่มีอาชีพทำสวนทุเรียนจริงๆ จากทุกภูมิภาคร่วมอีก 18 คน

ดังนั้น ในกระบวนการขับเคลื่อนทั้งหมด จะเป็นการกระจายทุกความการพัฒนาไปให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ จะไม่มีคำว่าทุเรียนภาคใต้ ทุเรียนภาคกลาง นนทบุรี จันทบุรี ระยอง ตราด หรือแม้แต่ ศรีสะเกษแต่จะขับเคลื่อนในลักษณะองค์รวมคือ ทุเรียนไทย วางแนวทางขับเคลื่อนเพิ่มศักยภาพพี่น้องเกษตรกรที่อยู่ในแปลงใหญ่ให้มีประสิทธิภาพอย่างเต็มศักยภาพ โดยสมาพันธ์จะขับเคลื่อนเพิ่มเติมในส่วนที่ขาด เพื่อให้สมาชิกทั้งที่อยู่ในระบบเกษตรกรแปลงใหญ่และเกษตรกรชาวสวนทุเรียนทั่วไปมีความมั่นคงในอาชีพ ภายใต้วิธีคิดเดียวกันคือ “ต้องมีจรรยาบรรณวิชาชีพ” และจะทำอย่างไรในฐานะองค์กรที่เป็นผู้นำทางอาชีพเรื่องของทุเรียน แล้วตอบโจทย์ในเรื่องของมาตรฐานสินค้าให้ได้มาตรฐาน GAP และการบริหารจัดการเรื่องของต้นทุน เพราะหากเราบริหารต้นทุนการผลิตแล้วยึดโยงกับคุณภาพได้ ส่วนตัวมั่นใจว่าสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยจะเป็นองค์กรแรก และเป็นองค์เดียวที่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนทุเรียนสามารถพึ่งพาได้

นายฉัตรกมล มุ่งพยาบาล นายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยคนแรกของประเทศ

นายฉัตรกมล กล่าวอีกว่า สิ่งแรกที่สมาพันธ์ฯ จะต้องดำเนินการนับจากนี้ คือ การบริหารจัดการไปสู่ระดับจังหวัด ระดับอำเภอ ภายใต้กรอบของคณะกรรมการที่มีความรู้ความสามารถจากทุกภาค หรือแม้กระทั่งที่เป็นพื้นที่ปลูกทุเรียนใหม่อื่นๆ หวังว่าเกษตรกรต้องพัฒนาตัวเอง และเป็นที่ยอมรับของประเทศคู่ค้าภายใต้มาตรฐานเดียวกัน เพราะในอนาคต เราอาจได้รับผลกระทบจากความผันแปรในเรื่องราคา การตั้งสมาพันธ์ จึงจะช่วยตอบโจทย์ทั้งเรื่องวิธีคิดของเกษตรกรทั้งที่อยู่ในหรือนอกแปลงใหญ่ที่ต้องมีวิธีคิดเหมือนกันเรื่องการผลิตทุเรียนให้มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของคู่ค้า ถ้าคู่ค้ายอมรับในตัวสินค้า เราก็ยังคงเป็นเจ้าของตลาดทุเรียนได้ อีกทั้งเราต้องวิเคราะห์พื้นฐานของการผลิตทุเรียน ทั้งด้านเทคโนโลยีการผลิต และการกระจายตัวสินค้า และสุดท้ายที่เกษตรกรจะอยู่ได้คือ บริหารต้นทุนการผลิต อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่ได้รับการไว้วางใจจากพี่น้องชาวสวนทุเรียนให้ทำหน้าที่นายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยเป็นคนแรก ก็จะทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด ภายใต้วิสัยทัศน์ ”สร้างความเข้มแข็ง มั่นคง และประสานประโยชน์ความร่วมมือ เพื่อชาวสวนทุเรียนให้เกิดความยั่งยืนในอาชีพ” และมุ่งหวังว่าสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย จะเข้าไปทำหน้าที่เพื่อพี่น้องเกษตรกรชาวสวนทุเรียนให้เกิดความยั่งยืนต่อไป

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์เขาคิชฌกูฏ’ปิ๊งไอเดีย แกะเนื้อทุเรียนแช่แข็งส่งจีน…ต่อยอดธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/421944

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์เขาคิชฌกูฏ’ปิ๊งไอเดีย  แกะเนื้อทุเรียนแช่แข็งส่งจีน...ต่อยอดธุรกิจ

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์เขาคิชฌกูฏ’ปิ๊งไอเดีย แกะเนื้อทุเรียนแช่แข็งส่งจีน…ต่อยอดธุรกิจ

วันอังคาร ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การส่งออกทุเรียนไปยังประเทศจีน เป็นธุรกิจที่กำลังเติบโตและอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยทุเรียนที่ส่งออก ต้องมาจากสวนและโรงบรรจุหีบห่อที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาจากสวนที่ได้รับ GAP มีใบรับรองการปลอดศัตรูพืชกำกับ (PC) ผลไม้ต้องบรรจุในบรรจุภัณฑ์ที่ใหม่และสะอาด กล่องบรรจุผลไม้ต้องระบุหมายเลขสวน หมายเลขสถานที่บรรจุหีบห่อ และหมายเลขผู้ส่งออก และระบุข้อความเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาจีนว่า “Export to the People’s Republic of China” และระบุรายละเอียดฉลากไว้ที่บรรจุภัณฑ์อย่างชัดเจน

สหกรณ์การเกษตรเขาคิชฌกูฏ จำกัด เป็นสหกรณ์ที่ส่งออกทุเรียนไปจีนจำนวนมาก ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งเป็นศูนย์กลางรวบรวมผลผลิตทางการเกษตร พัฒนาธุรกิจและองค์กรสู่ความเข้มแข็งและมั่นคง ส่งเสริมให้สมาชิกและครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพื่อให้สมาชิกมีส่วนร่วมกับสหกรณ์มากขึ้นและผลประกอบการของสหกรณ์ดีขึ้น ผลผลิตทางการเกษตรของสมาชิกมีคุณภาพตามความต้องการของตลาด และจำหน่ายผลผลิตได้ราคาเพิ่มขึ้น ส่งเสริมธุรกิจของสหกรณ์มีความเข้มแข็ง บริการสมาชิกและชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เพื่อเพิ่มศักยภาพ และพัฒนาธุรกิจของสหกรณ์ให้เข้มแข็ง รองรับการเติบโต และแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด สหกรณ์การเกษตรเขาคิชฌกูฏ จำกัด จึงขอรับเงินอุดหนุนงบประมาณโครงการไทยนิยมยั่งยืนของรัฐบาล ผ่านกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อสร้างอาคารห้องเย็น จัดหาอุปกรณ์การตลาดและเครื่องมือรวบรวมและแปรรูปผลไม้ ปัจจุบันสหกรณ์ใช้ประโยชน์จากอาคารและอุปกรณ์ดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า สร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับสมาชิก

นางสาวสุรางค์ ชาวนา ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเขาคิชฌกูฏ จำกัด เผยว่า การเข้ามาร่วมโครงการรับซื้อผลผลิตของสหกรณ์เกิดช่วงปี 2541-2542 ที่มีปัญหาผลผลิตเงาะล้นตลาด สหกรณ์ฯจึงเข้าไปแทรกแซงตลาดและรับซื้อส่งโรงงาน จากนั้นในปี 2545 สหกรณ์ฯจึงรับซื้อและรวบรวมผลผลิตเองโดยเริ่มจากมังคุด แต่เกิดปัญหาไม่พร้อมด้านบุคลากรและสถานที่ คณะกรรมการขณะนั้นจึงให้บริษัทเอกชนเข้าร่วมเป็นผู้ค้ากับสหกรณ์ฯ โดยบริษัท ริชฟิลด์ เฟรช ฟรุ๊ตท์ จำกัด เป็นผู้ค้าร่วมมาถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ นอกจากรวบรวมมังคุดแล้ว สหกรณ์ฯยังรวบรวมผลผลิตทุเรียน เนื่องจากปัจจุบันทุเรียนเป็นที่ต้องการของตลาด ราคาดี ส่งผลให้สมาชิกหลายรายปรับเปลี่ยนพื้นที่มาปลูกทุเรียนมากขึ้น โดยรอบปี 2562 สหกรณ์ฯรวบรวมทุเรียนได้กว่า 1,705 ตัน เป็นมูลค่า 149,400,000 บาท และคาดการณ์ว่าอีก 4-5 ปีข้างหน้า อาจเกิดปัญหาทุเรียนล้นตลาดและราคาตกต่ำ จึงขอสนับสนุนงบประมาณจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน 29,000,000 บาท จากกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อสร้างอาคารห้องเย็นและจัดซื้ออุปกรณ์ รวบรวมผลผลิต ยกระดับสู่การแปรรูปผลไม้ เพื่อส่งออกของขบวนการสหกรณ์ในจังหวัดจันทบุรีในอนาคต

จากการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศจีนปัจจุบัน พบว่า ความต้องการบริโภคทุเรียนเปลี่ยนไปจากเดิม จากที่เคยซื้อทั้งผลเปลี่ยนเป็นซื้อทุเรียนแบบแกะเนื้อบรรจุกล่องหรือถาดขนาด 1-2 พู สหกรณ์ฯจึงได้ใช้โอกาสนี้ขยายตลาดทุเรียนแช่แข็งส่งขายไปตลาดจีน โดยสหกรณ์ฯจะรับซื้อผลผลิตเต็มที่ช่วงทุเรียนกระจุกตัวระยะเวลาไม่เกิน 45 วัน เพื่อป้อนเข้าสู่ห้องเย็น หลังสหกรณ์ฯรับซื้อผลผลิตทุเรียนจากเกษตรกรแล้ว จะคัดแยกเกรดเป็น a b c และทุเรียนตกไซส์ โดยทุเรียนเกรด a และ b จำหน่ายเป็นทุเรียนผลสดกว่า 90% ส่งไปจำหน่ายที่จีน ส่วนอื่นจะขายตลาดในประเทศ ผ่านห้าง Makro และ The Mall ส่วนทุเรียนตกไซส์ มีตำหนิ ลูกไม่สวย ไม่สามารถจำหน่ายเป็นผลสดได้ จะคัดผลที่สุกงอมเต็มที่ แกะแยกเนื้อส่งเข้าห้องเย็น ก่อนนำเข้าตู้แช่แข็งความเย็น -70 องศา จากนั้นนำมาบรรจุใส่ถุงขนาด 5 กิโลกรัมและบรรจุกล่อง 20 กิโลกรัม โดยแต่ละวันสหกรณ์ผลิตทุเรียนแช่แข็งได้ประมาณ 65 ตัน

“อาคารห้องเย็นที่ใช้ผลิตทุเรียนแช่แข็งนี้สร้างประโยชน์เพิ่มมูลค่าผลผลิตและสร้างรายได้ให้เกษตรกร เนื่องจากที่ผ่านมาเกษตรกรต้องขนทุเรียนตกไซส์และสุกงอมไปเร่ขาย ไม่ได้ราคา แต่เมื่อมีโรงงานห้องเย็นเป็นของสหกรณ์ฯเอง ทำให้ราคาทุเรียนตกไซส์จากเดิม 30 – 40 บาทต่อกิโลกรัม ขยับขึ้นเป็น 60 – 70 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งการที่สหกรณ์ฯเข้าไปเป็นตัวกลางรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรนั้น ส่งผลต่อการรักษาเสถียรภาพราคาผลไม้ของจ.จันทบุรี และยังช่วยรัฐบาลประหยัดงบประมาณที่ต้องนำไปแทรกแซงราคาตลาดผลไม้ให้เกษตรกรอีกด้วย” นางสุรางค์ กล่าว

นายจิรวัฒน์ สากจินดา สมาชิกสหกรณ์การเกษตรเขาคิชฌกูฏ จำกัด บอกว่า ตนเป็นสมาชิกสหกรณ์มา 20 ปีแล้ว ทำสวนผลไม้ 40 ไร่ แบ่งเป็นทุเรียน 30 ไร่ และมังคุด 10 ไร่ ผลผลิตทั้งหมดจะส่งขายให้สหกรณ์แห่งเดียว เพราะเชื่อมั่นในระบบสหกรณ์มีตาชั่งได้มาตรฐาน รับซื้อราคายุติธรรม รวมทั้งมีตลาดแน่นอน พอสิ้นปียังมีเงินปันผลให้อีก ส่งผลให้ทุกวันนี้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น และมีเงินเก็บเพื่ออนาคต

จะเห็นได้ว่าการที่สหกรณ์การเกษตรเขาคิชฌกูฏ จำกัด ไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนาและต่อยอดธุรกิจไปเรื่อยๆ นอกจากจะส่งผลให้สหกรณ์มีความเข้มแข็ง มั่นคงแล้ว ยังช่วยให้สมาชิกอยู่ดีมีสุขตามไปด้วย

รายงานพิเศษ : แปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอม ลุยตลาดออนไลน์… มุ่งเป้าโกอินเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/421222

รายงานพิเศษ : แปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอม  ลุยตลาดออนไลน์... มุ่งเป้าโกอินเตอร์

รายงานพิเศษ : แปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอม ลุยตลาดออนไลน์… มุ่งเป้าโกอินเตอร์

วันศุกร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

มะพร้าวน้ำหอม เป็นผลไม้เศรษฐกิจสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำและส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตมาโดยตลอด ปัจจุบันมะพร้าวน้ำหอม เข้าสู่ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จำนวน 11 แปลง เกษตรกรเข้าร่วม 401 ราย พื้นที่ 5,135 ไร่ จังหวัดที่ดำเนินการ 4 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม ราชบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ซึ่งแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอม ใช้การตลาดนำการผลิต สามารถจำหน่ายได้ทั้งไทยและต่างประเทศ นอกจากนี้เกษตรกรส่วนใหญ่ยังเพิ่มช่องทางตลาดผ่านสื่อออนไลน์ ซึ่งมะพร้าวน้ำหอมก็ยังมีความต้องการสูง

นายพิทักษ์ พึ่งพเดช หนึ่งในเกษตรกรในระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอม จังหวัดสมุทรสาคร เจ้าของ แบรนด์ “เดี่ยว บ้านแพ้ว” เปิดเผยว่า เริ่มแรกครอบครัวปลูกมะพร้าวสำหรับใช้ทำน้ำตาล ต่อมาพ่อแม่อายุมากขึ้น เก็บมะพร้าวไม่ค่อยไหวจึงหันมาทำสวนพุทราจำนวน 14 ไร่ แต่มองว่าการทำสวนพุทรามีการใช้สารเคมี ซึ่งอาจไม่ดีต่อสุขภาพประกอบกับขณะนั้นได้มีเจ้าหน้าที่จากกรมส่งเสริมการเกษตร เข้ามาอบรมโครงการยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ พร้อมกับแนะนำการทำเกษตรปลอดสารเคมี จึงคิดว่าผลผลิตทางการเกษตรตัวไหนที่ไม่ใช้สารเคมีและคำตอบที่ได้ก็คือ “มะพร้าวน้ำหอม” นั่นเอง จึงได้แบ่งพื้นที่มาปลูกมะพร้าวน้ำหอมบนพื้นที่ 7 ไร่ เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา โดยนำมะพร้าวน้ำหอมลงปลูกล้อมต้นพุทราหลังจากปลูกไปประมาณ 3 ปี มะพร้าวเริ่มโตจนเบียดต้นพุทรา จึงตัดต้นพุทราทิ้งทั้งหมด และปัจจุบันยังได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอม จังหวัดสมุทรสาคร ร่วมกับเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งในด้านการวางแผนการผลิตและการทำตลาดร่วมกัน รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดมากขึ้น

สำหรับพันธุ์ที่ปลูกเป็นมะพร้าวพันธุ์ก้นจีบ ซึ่งจะให้ผลขนาดใหญ่และมีน้ำเยอะ โดยในการปลูกถ้าเป็นหน้าฝนจะปล่อยตามธรรมชาติ แต่หากเป็นหน้าแล้งก็จะมีการรดน้ำทุก 3 วัน อย่างไรก็ตามแม้มะพร้าวพันธุ์ก้นจีบจะเป็นสายพันธุ์ที่ดีแต่ก็ต้องอยู่กับพื้นที่ปลูกด้วย อย่างเช่น บ้านแพ้วที่มีดินลักษณะพิเศษจึงช่วยให้ได้ผลผลิตที่มีรสชาติดี ส่วนการดูแลที่สวนแห่งนี้จะเน้นให้ธรรมชาติดูแลกันเอง โดยจะใช้แตนเบียนเป็นตัวทำลายศัตรูพืช จึงทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมี นอกจากนี้แม้มะพร้าวจะมีต้นที่สูงแต่แมลงพวกนี้ก็จะทำหน้าที่ดูแลแทนเราได้ ส่วนต้นหญ้าก็จะปล่อยให้มีการขึ้นคลุมดินบ้างและจะตัดเมื่อยาวเกินไปซึ่งหญ้าเหล่านี้ก็จะเป็นอินทรียวัตถุสร้างประโยชน์ให้กับดินและกักเก็บความชุ่มชื้นตลอดเวลา หลังจากได้ผลผลิตนำออกจำหน่ายแล้ว ผู้บริโภคเกิดความชื่นชอบมะพร้าวน้ำหอม เนื่องด้วยมีรสชาติหอม หวาน อร่อยกำลังดี

ปัจจุบัน สามารถสร้างผลผลิตได้มากกว่า 20,000 ลูก/รอบ โดยวางแผนร่วมกับกลุ่มสมาชิกแปลงใหญ่ ทำตลาดเองทั้งหมด ไม่ส่งผ่านพ่อค้าคนกลาง รวมทั้งบริหารจัดการให้เป็นระบบ มีการต่อยอดนำผลผลิตจากสวนมาแปรรูปเป็นน้ำมะพร้าวพร้อมดื่ม เน้นเรื่องการทำตลาด โดยนำสื่อออนไลน์เข้ามาประยุกต์ใช้ให้ทันสมัย มีการนำเสนอแบบเล่าเรื่องราวภายในสวนผ่านสื่อออนไลน์ ลูกค้าที่เล่นสื่อออนไลน์ ก็จะเห็นว่าเราเป็นเกษตรกร เราไม่ใช้พ่อค้า ทำให้หลายคนเปิดใจที่จะเข้ามาสอบถามมากขึ้น โดยที่เราสามารถให้คำแนะนำเขาได้ มีต้นแบบให้เขาดู จึงเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคได้ว่าผลผลิตที่เขาซื้อไปนั้น มาจากเกษตรกรโดยแท้จริง มั่นในในคุณภาพของผลผลิต ทำให้เราขายผลผลิตได้โดยอัตโนมัติโดยที่ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ซื้อผลผลิตจากเราในราคาที่ไม่แพงเกินไปและคุณภาพที่ดีด้วย

นายพิทักษ์ยังบอกอีกว่า ตลาดของมะพร้าวน้ำหอมยังเติบโตได้อีก เพราะเป็นไม้ผลที่ไม่ใช้สารเคมี และน้ำมะพร้าวมีประโยชน์ต่อร่างกาย สิ่งที่ชี้วัดถึงความมั่นคงของตลาดมะพร้าวน้ำหอมนั่น คือ ยังต้องตัดผลผลิตผลสดส่งให้ห้างสรรพสินค้าอยู่เป็นประจำ ทั้งผลสด น้ำมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว 100% ในรูปแบบที่พร้อมดื่มในขวดใส และ มะพร้าวพร้อมรับประทาน ขูดน้ำเนื้อใส่แก้วซีลฝาอย่างดี เมื่อออกงานอีเว้นท์แต่ละครั้ง ลูกค้าเข้าคิวยาวเหยียด ซึ่งได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่อย่างมาก เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่สะดวกต่อการดื่มและรับประทาน นอกนั้นยังมีผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับมะพร้าวน้ำหอมทั้งหมด ทั้งน้ำตาลมะพร้าว มะพร้าวแก้ว และต้นพันธุ์ ซึ่งปัจจุบันนอกจากจะออกร้านจำหน่ายตามงานต่างๆ แล้วยังมีการจำหน่ายผ่านระบบออนไลน์ในเฟซบุ๊คอีกด้วย

และนี่เป็นเพียงหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จของเกษตรแปลงใหญ่ ที่เกษตรกรผู้ผลิตเดิม ต้องการที่จะเป็นผู้กำหนดราคา จึงรวมกลุ่ม ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ บริหารจัดการร่วมกัน จนวันนี้ สามารถส่งผลผลิตให้กับลูกค้าได้ เป็นพันๆลูกต่อวัน ผ่านช่องทางตลาดที่หลากหลาย พร้อมต่อยอดพัฒนาผลผลิตและผลิตภัณฑ์ให้เป็นสินค้าไปสู่ตลาดโลกได้

วัดใจพรรคใหญ่ ศึกชิงฐานเสียง เลือกตั้งท้องถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/599211

  • วันที่ 30 ส.ค. 2562 เวลา 13:20 น.

วัดใจพรรคใหญ่ ศึกชิงฐานเสียง เลือกตั้งท้องถิ่น

โดย…ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

*********************

การเลือกตั้งท้องถิ่นของไทย ถูกแช่แข็งมายาวมากกว่า 5 ปีในยุค คสช.แม้จะปลดล็อคมีรัฐบาลใหม่ แต่รัฐบาลส่งสัญญาณว่า อาจต้องเลื่อนไปอีกครึ่งปี เป็นเร็วสุดในเดือนมี.ค.ปี 2563 เป็นต้นไป จากปัญหาความล่าช้าในการผ่านร่างพรบ.งบประมาณประจำปี 2563 ที่ต้องรอเม็ดเงินมาใช้ในการเลือกตั้งท้องถิ่นทั้งประเทศ

ตามแผน ของกระทรวงมหาดไทย และกกต. กำหนดให้มีการเลือกตั้งตามขนาดของท้องถิ่น โดยผู้ว่ากทม.และสก. 50 เขต อาจเสนอให้เลือกเป็นลำดับแรกพร้อมๆกับนายกฯองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) 76 แห่งทั่วประเทศ ตามด้วย เทศบาลต่างๆ สุดท้ายคือ การเลือกสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ร่วม 6 หมื่นตำแหน่ง ทำให้ปีหน้าจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นทุกประเภทที่ว่างลงพร้อมกันตามกฎหมายใหม่ 97,940 ตำแหน่ง จากเดิม 142,590  ตำแหน่ง

**************

จับตาศึกผู้ว่าฯกทม.

วัดเรตติ้ง รัฐบาลลุงตู่

ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนและบริหารศูนย์รังสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  กล่าวว่า  ความจริงรัฐบาลควรจัดให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นหลังการเลือกตั้งระดับชาติไปแล้ว 6 เดือน นั่นหมายความว่าเดือน ส.ค.น่าจะเริ่มเลือกตั้งได้ แต่หากต้องเลื่อนเป็นต้นปีหน้าก็ถือว่าช้าไป เพราะถูกแช่แข็งมานานกว่า 5 ปี  อีกทั้งการเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นสิ่งสำคัญของพื้นฐานระบอบประชาธิปไตย ที่ประชาชนจะได้เลือกคนมาปกครองตนเอง จึงเชื่อว่า ยิ่งนานวัน ความตื่นตัวก็ยิ่งสูง

ปริญญา กล่าวว่า ที่ต้องจับตามากที่สุด คือ การเลือกตั้งผู้ว่ากทม. เพราะเชื่อว่า จะเป็นการแข่งขันเข้มข้นจาก 4 พรรคใหญ่ ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะแชมป์เก่า ซึ่งไม่ได้ สส.กทม.แม้แต่คนเดียวในการเลือกตั้งใหญ่ ขณะที่พรรคพลังประชารัฐต้องส่งตัวแทนลงแน่นอนเนื่องจากเป็นพรรครัฐบาล ส่วนฝ่ายค้าน เชื่อว่า ทั้งพรรคเพื่อไทย และพรรคอนาคตใหม่ ก็ต้องส่งสู้ ซึ่งอาจตัดคะแนนกันเองอีก  สุดท้ายแล้วพรรคที่ชนะผู้ว่ากทม.อาจได้คะแนนไม่ถึงครึ่งของจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ์

สำหรับการเลือกตั้งนายกฯอบจ. 76 จังหวัด พรรคพลังประชารัฐในฐานะแกนนำรัฐบาล ก็ต้องสู้อย่างถึงที่สุดไม่ว่าจะรูปแบบไหนก็ตามเพื่อครองใจระดับท้องถิ่นให้ได้ อีกทั้งแพ้การเลือกตั้งสส.เขตให้กับพรรคเพื่อไทย เช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้ สส.เพียง 52  ที่นั่ง จึงต้องให้ความสำคัญกับท้องถิ่นเพื่อสะสมคะแนน ขยายฐานเสียง ดังนั้น เชื่อว่าทั้ง 5 พรรค พลังประชารัฐ เพื่อไทย อนาคตใหม่ ประชาธิปัตย์และภูมิใจไทย ต้องสู้กันในระดับท้องถิ่นอย่างเข้มข้น

“การเลือกตั้งท้องถิ่นในหลายจังหวัด จะเป็นตัววัดคะแนนนิยมรัฐบาล เมื่อเทียบกับตอนเลือกตั้ง 24มี.ค. 2562 ว่าจะดีขึ้นหรือลดลง ซึ่งจะเป็นการวัดทุกๆ 3 เดือนในแต่ละการเลือกตั้ง และอุณหภูมิการเมืองก็จะเข้มข้น” นายปริญญา กล่าว

อย่างไรก็ตาม ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลับมองว่า แม้จะมีจำนวนสมาชิกสภาท้องถิ่นให้เลือกมากก็จริง แต่ก็อาจไม่คึกคักถึงขีดสุด เพราะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง สส.ั  แต่ถ้าเกิดก่อนการเลือกตั้งใหญ่ก็อาจจะเข้มข้น ที่สำคัญ การเลือกตั้งท้องถิ่นในแต่ละจังหวัด มีความแตกต่างเทียบไม่ได้กับการเลือกตั้ง สส. เช่น ภาคใต้  ชาวบ้านอาจไม่เลือกผู้สมัครท้องถิ่นสังกัดพรรคประชาธิปัตย์เสมอไป เพราะคิดว่า ถ้าเลือก ส.ส.พรรคหนึ่งก็ควรเลือกผู้แทนท้องถิ่นอีกพรรคมาถ่วงดุล หรือการเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ก็เช่นกันที่คาดการณ์พฤติกรรมการเลือกของคนกรุงได้ยาก ส่วนพรรคอนาคตใหม่ที่ชูธงจะลงท้องถิ่น ก็อาจได้แค่ในเมืองบางจังหวัด แต่ในระดับรากหญ้า กระแสคงไปไม่ถึง

****************

อนาคตใหม่เปิดตัวก.ย.

ขอปักธง 20 นายกฯอบจ.

เมื่อสำรวจความพร้อมของพรรคการเมืองต่อนโยบายส่งตัวแทนลงเลือกตั้งท้องถิ่น พบว่า จนถึงขณะนี้มีเพียงพรรคอนาคตใหม่โดย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค ที่ประกาศจะส่งตัวแทนลงนายกฯอบจ.ใน 30 จังหวัด  มีการหาเสียงล่วงหน้า เดินสายพบประชาชน รับฟังปัญหาในจังหวัดต่างๆ ที่พรรคได้คะแนน popular vote สูง ส่วนพรรคหลักๆ ที่เหลือ ยังเป็นเพียงการเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยตั้งคณะกรรมการกำหนดนโยบายและคัดสรรผู้สมัครในพื้นที่ที่คิดว่าต้องส่งอย่างเป็นทางการ

ชำนาญ จันทร์เรือง รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองผู้สมัครเลือกตั้งท้องถิ่น กล่าวว่า พรรคให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งนี้มาก และต้องการปักธงมีผู้แทนในท้องถิ่นให้ได้ เพราะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้การเมืองระดับชาติเข้มแข็ง ยืนยันจะไม่มีการฮั้วกับพรรคเพื่อไทย แม้ว่าจะเป็นพันธมิตรฝ่ายค้านด้วยกัน

นายชำนาญ กล่าวว่า ผลการเลือกตั้ง สส.ที่ผ่านมา พรรคอนาคตใหม่ชนะเหนือความคาดหมาย ในเมืองใหญ่ ๆ ได้ สส.พื้นที่ ทั้งภาคกลาง ตะวันออก ภาคเหนือ  โดยเฉพาะที่กทม. พรรคได้คะแนน popular vote อันดับหนึ่ง ส่วนพื้นที่ใดที่ไม่ได้ สส.แต่ก็พบว่าคะแนนผู้สมัครของพรรคอยู่ในลำดับต้นไม่ 2 ก็ 3 ดังนั้น พรรควางเป้าหมายเบื้องต้นจะส่งตัวแทนลงเลือกตั้งนายกอบจ.ใน 20-30 จังหวัด ที่พรรคมีคะแนนดี เช่น เชียงใหม่ แพร่ ชลบุรี สมุทรสาคร

ทั้งนี้ พรรคได้เปิดรับสมัคร ตัวแทนมาลงนายกฯอบจ.และทีมสมาชิกอบจ. ส่วนใหญ่เน้นผู้สมัครหน้าใหม่ คละกับคนเก่าบ้าง เพราะต้องการทำการเมืองรุ่นใหม่ โดยพบว่า มีความตื่นตัวสูงมาก เพราะมียอดสมัครเข้ามาที่พรรค รวม 77 ทีมใน 44 จังหวัด  ที่มากสุดคือ จ.สมุทรสาคร 5 ทีม ชลบุรี 4 ทีม รวมถึง ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์  ซึ่งจะต้องคัดด้วยการแสดงวิสัยทัศน์อีกครั้ง  โดยจะประกาศรายชื่อผู้สมัครนายกฯอบจ.ได้ในเดือนก.ย.นี้ สำหรับจังหวัดนำร่องที่สามารถส่งชิงได้เลยเพื่อให้เป็นจังหวัดต้นแบบ ประกอบด้วย จ.นนทบุรี จ.บึงกาฬ และ จ.สมุทรสาคร

“เราหวังได้นายกฯอบจ. 20 ที่นั่ง ถ้าถึงก็ประสบความสำเร็จ แต่ในระดับรากหญ้าเราอาจจะยังไปไม่ถึง ส่วนในเทศบาลซึ่งมีเยอะเกือบ 2,000 แห่ง  เราก็หวังหลายพื้นที่ ครั้งนี้ประชาชนตื่นตัวสูงมาก” นายชำนาญ กล่าว

**************

พรรคใหญ่หวั่นเสี่ยง

ลับลวงพรางเป็นกองหนุน

นั่นคือส่วนของพรรคอนาคตใหม่ อย่างไรก็ตาม พรรคใหญ่ที่เหลือ ต่างมีคนของตัวเองพร้อมลงชิงชัยนายกฯอบจ. ในจังหวัดฐานเสียงตัวเอง อาจมี ส.ส.ในพื้นที่ส่งกันถึง 3-4 ทีม แย่งชิงเก้าอี้นายกฯอบจ. เพราะ ส.ส.ในจังหวัดต่างต้องการคุมอำนาจในระดับจังหวัดด้วยการยึดเก้าอี้นายกฯ อบจ. จนเคยเกิดความขัดแย้งกันในพรรคมาแล้ว  หลายพรรคจึงปล่อยให้เป็นเรื่องของ สส.กันเอง  พรรคจะไม่มีมติว่าจะสนับสนุนใครอย่างเป็นทางการเพราะกลัวจะแตกแยก

ขณะเดียวกัน ด้วย กฎระเบียบ บทลงโทษที่เข้มข้น  หลายพรรคจึงกังวลว่า หากส่งผู้สมัครลงอย่างเป็นทางการแบบเหวี่ยงแหในหลายพื้นที่ ก็ต้องระวังการทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง เพราะอาจกระทบถึงการยุบพรรคตามมา

นายสุชาติ ชมกลิ่น ประธาน สส.พรรคพลังประชารัฐ  กล่าวว่า พปชร.ได้พูดคุยเรื่องเลือกตั้งท้องถิ่นระดับหนึ่ง แต่เห็นว่า ยังมีเวลาอีกหลายเดือน ส่วนตัวได้แจ้งกับผู้ใหญ่ในพรรคว่า ถ้าส่งแข่งในนามพรรคกันหมด ระวังจะเป็นดาบสองคม ได้ไม่คุ้มเสีย ยิ่งพปชร.เป็นพรรคใหม่และเป็นรัฐบาลด้วย ขณะที่ ผู้สมัครสภาท้องถิ่นบางคน เราก็ไม่รู้จักประวัติดี ยิ่งต้องระวัง หากสมมติมีผู้สมัครคนใดไปทำผิดกฎหมายเลือกตั้งก็อาจกระทบถึงแบรนด์ของพรรค  อีกทั้ง การเลือกตั้ง ส.ส.กับการเลือกตั้งท้องถิ่น ไม่เหมือนกัน มีปัจจัยให้พิจารณามากมาย ขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่อีก  อย่างไรก็ตาม ในส่วนของพรรคอาจมีส่งลงเป็นทางการ เช่น ที่ จ.สงขลา ซึ่งพรรคได้ สส.มา 4 คนครึ่งจังหวัด  ตรงนี้ก็อาจใช้ชื่อพรรคเพื่อเสริมจุดแข็งของผู้สมัครนายกฯ อบจ.

สุชาติ ยังได้ยกตัวอย่าง จ.ชลบุรี ที่ใช้ชื่อ “กลุ่มเรารักชลบุรี” มา 20 ปีลงชิงนายกฯอบจ.  ซึ่งตอนนี้ทีมงานย้ายมาอยู่กับพปชร. และตัวเขาก็สนับสนุนอยู่ ก็ไม่จำเป็นต้องลงในนามพปชร. เพราะคนในพื้นที่มองผลงานที่กลุ่มป็นหลัก

“ตอนเลือกตั้งปี 2550  พรรคประชาธิปัตย์ชนะ สส. ยกจังหวัด 8 คน แต่พอปชป.ส่งลงนายกฯอบจ.ชลบุรีกลับแพ้กลุ่มเราที่ส่งวิทยา คุณปลื้ม ลงชิง ทั้งที่กลุ่มเพิ่งตั้งมาปีแต่ประชาชนชื่นชอบผลงานท้องถิ่นของกลุ่มที่มีมายาวนาน คราวนี้ก็เช่นกัน พรรคอนาคตใหม่ก็หวังจะเอาชนะนายกฯอบจ. แต่เขาก็ไม่มีผลงานในท้องถิ่นเหมือนเรา”

“ที่อนาคตใหม่เขาส่งนายกฯอบจ.หลายจังหวัดเพราะเขาทดสอบกระแสว่า ยังขลังอยู่หรือเปล่า วัดเรตติ้งตัวเอง อย่างว่า เขาเป็นพรรคใหม่ได้มาเพราะการตลาด เขาก็ไม่มีอะไรจะเสีย”  ประธาน สส. พรรคพลังประชารัฐ กล่าว

ด้านพรรคอันดับ1 อย่างพรรคเพื่อไทย ซึ่ง พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง  “บิ๊กแจ๊ส” อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ประกาศลงชิงนายกฯอบจ.ปทุมธานี ในนามพรรคเพื่อไทย  เป็นรายแรกของพรรค  น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคฯ กล่าวว่า ขณะนี้พรรคได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อดูเรื่องนโยบายและกำหนดผู้สมัครผู้บริหารสภาท้องถิ่นแล้ว ยังตอบไม่ได้ว่า จะส่งกี่คน ในระดับไหนบ้าง  เพราะยังมีเวลา ซึ่งการเลือกตั้งท้องถิ่นไม่เหมือนกับการเลือกตั้งระดับชาติ ขึ้นอยู่กับสภาพแต่ละจังหวัดอีก

เลขาธิการพรรคเพื่อไทย คาดว่า การเลือกตั้งท้องถิ่นจะเกิดขึ้นอย่างเร็วสุดในเดือนเม.ย.ปี 2563 เพราะรัฐบาลอ้างเรื่องงบประมาณจัดการเลือกตั้งไม่มีต้องรอร่างพรบ.งบประมาณปี  2563 บังคับใช้ก่อนในเดือนก.พ. แต่ได้ยินว่า รัฐบาลจะทิ้งไว้อีก 2 เดือนเพื่อให้งบประมาณขับเคลื่อน มีผลานก่อนถึงจะเลือกตั้งในเดือนเม.ย. ตรงนี้ก็เท่ากับว่าเป็นการใช้กลไกรัฐมาสร้างความได้เปรียบให้ผู้สมัครของทีมตัวเอง ซึ่งพรรคจับตาเรื่องนี้อยู่

ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ นิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรค กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ มีฐานเสียงอยู่ที่ภาคใต้ 70-80% ที่ผ่านมาแม้พรรคจะสนับสนุนการกระจายอำนาจ แต่พรรคก็แทบไม่ส่งตัวแทนในนามพรรคลงชิงสนามท้องถิ่นมากนัก  เพราะเกรงจะเกิดความแตกแยกในพื้นที่และในพรรคกันเอง  จึงให้เป็นเรื่องส่วนบุคคลไป แต่ครั้งนี้ก็อาจมีที่พรรคอาจส่งนายกฯอบจ. ลงทางการ เช่น สงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี

นิพิฎฐ์ คาดว่า จะมีผู้สมัครหน้าใหม่และคนหนุ่มสาวเข้าสู่การเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งนี้มากกว่าทุกครั้ง เพราะถูกเว้นมานาน 6-7 ปี รวมถึงการที่พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเป็นพรรคใหม่ได้รับเลือกจากคนหนุ่มสาวเข้ามามาก  เวทีนี้จึงจะเป็นโอกาสของคนหนุ่มสาวอีกเช่นกัน

“ผมห่วงเรื่องการใช้เงิน เพราะบางพื้นที่ใช้เงินแล้วประสบความสำเร็จ การเมืองท้องถิ่น ซื้อได้ง่ายกว่าการเมืองระดับชาติ ดังนั้น กกต.ต้องทัน” นิพิฎฐ์ กล่าว