รายงานพิเศษ : ‘บุญชอบ ทองดี’ Smart Farmer ต้นแบบด้านข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/420734

รายงานพิเศษ : ‘บุญชอบ ทองดี’ Smart Farmer ต้นแบบด้านข้าว

รายงานพิเศษ : ‘บุญชอบ ทองดี’ Smart Farmer ต้นแบบด้านข้าว

วันพุธ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เกษตรกรปราดเปรื่อง หรือ Smart Farmer ด้านข้าว เป็นเกษตรกรที่กรมการข้าวได้คัดเลือกมาจากเกษตรกรที่มีความรอบรู้ มีความสามารถและประสบการณ์ด้านข้าวเป็นอย่างดี ที่สำคัญคือมีความเป็นผู้นำที่จะช่วยผลักดันให้พี่น้องชาวนาได้ยกระดับการผลิตข้าวให้ได้คุณภาพ มาตรฐาน เพิ่มมูลค่าข้าวไทยและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นายบุญชอบ ทองดี ประธานศูนย์ข้าวชุมชนตำบลควนรู อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนได้ทำงานเชื่อมโยงกับกรมการข้าว ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวปัตตานี ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพัทลุง และเครือข่ายศูนย์ข้าวทั่วประเทศ บทบาทศูนย์ข้าวชุมชนจะเน้นเรื่องทำเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีให้กับชุมชน ผลิตข้าวปลอดภัยจากสารเคมีเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับคนในชุมชน เหลือก็จำหน่ายสร้างรายได้ให้กับสมาชิก นอกจากนี้ ศูนย์ข้าวชุมชนยังเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการผลิตข้าวลดต้นทุน การใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีในอัตราที่เหมาะสม การบริหารจัดการน้ำ ตลอดจนการแปรรูปและเชื่อมโยงตลาด เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยหลักของการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวของชาวนา

ในฐานะ Smart Farmer ด้านข้าว ได้นำองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ได้รับการถ่ายทอดจากกรมการข้าว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประสบการณ์ของตนเอง มาถ่ายทอดให้กับเกษตรกรสมาชิกศูนย์ข้าวชุมชนให้มีการผลิตข้าวโดยใช้หลักวิชาการร่วมกับภูมิปัญญาชาวบ้าน เพื่อการผลิตข้าวที่มีประสิทธิภาพ เป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งการปลูกข้าวของสมาชิกศูนย์ข้าวชุมชนตำบลควนรู จะเน้นการผลิตข้าวพันธุ์พื้นเมืองและพันธุ์ที่ตลาดต้องการ เช่น พันธุ์เล็บนกปัตตานี ทับทิมชุมแพ ขาวดอกมะลิ 105 ไรซ์เบอร์รี่ กข 43 ข้าวสังข์หยด เป็นต้น ผลิตในรูปแบบปลอดสารเคมีใช้วิธีไถกลบตอซังปุ๋ยพืชสด พืชตระกูลถั่วต่างๆ เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี ส่วนการใช้เมล็ดพันธุ์ใช้ในอัตราที่เหมาะสม เช่น นาหว่านใช้เมล็ดพันธุ์ไม่เกิน 15 กก.ต่อไร่ ถ้านาหยอดใช้ประมาณ 7-10 กก.ต่อไร่ ช่วยลดต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ได้มากทีเดียว

นอกจากผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวแล้ว ทางศูนย์ข้าวชุมชนยังได้แปรรูปเป็นข้าวสารคุณภาพดีจำหน่ายในชุมชน ออกบูธตามงานอีเว้นท์ต่างๆ และขายที่ ธ.ก.ส. อีกทั้งยังต่อยอดแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าว เช่น กลุ่มแม่บ้านได้ใช้แป้งจากข้าวมาทำขนม ได้แก่ คุกกี้ ขนมเจาะหู ขนมดู ซึ่งเป็นขนมพื้นบ้านที่มีคุณค่าทางอาหาร หรือทำแป้งขนมจีน เป็นการเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนอีกช่องทางหนึ่ง ปัจจุบันที่นี่ไม่มีปัญหาด้านตลาด เพราะใช้หลักการตลาดนำการผลิต จะศึกษาข้อมูลตลาดว่าต้องการข้าวชนิดไหน แล้วมาปรึกษาวางแผนการผลิตกับกลุ่มสมาชิกก่อนเริ่มฤดูการผลิต เพื่อผลิตข้าวให้ตรงกับความต้องการของตลาด

“เราทำเรื่องข้าวมาตลอดก็พยายามนำความรู้ที่ได้จากภาครัฐไปถ่ายทอดให้กับเกษตรกรเครือข่ายให้ได้มากที่สุด พร้อมกับน้อมนำศาสตร์พระราชา ในหลวงรัชกาลที่ 9มาปรับใช้ในชีวิตและการประกอบอาชีพ เช่น หลักเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เรานำมาพัฒนาสมาชิกศูนย์ข้าวชุมชน พัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้เกิดการเรียนรู้ ปรับตัวให้ทันสถานการณ์ และรับผิดชอบในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ทั้งยังให้ทุกคนยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ส่งผลให้รายได้เพิ่มขึ้น จากการต่อยอดศูนย์ข้าวชุมชนแปรรูปข้าวไปทำขนม และใช้ทุกอย่างให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น ซังข้าวก็เอาไปเลี้ยงโค ปลูกถั่วเขียวหลังนาก็ไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสด เมล็ดถั่วเขียวก็เอามาแปรรูปเป็นน้ำถั่วเขียวขายได้ แกลบก็เอามาทำปุ๋ย รองคอกเลี้ยงสัตว์ ถ้าชาวนารู้จักบริหารจัดการทุกอย่างในแปลงนาก็สามารถสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงได้” นายบุญชอบ กล่าวทิ้งท้าย

หากเกษตรกรท่านใดสนใจอยากเข้าไปศึกษาเรียนรู้วิถีการทำนาอย่างยั่งยืน สามารถติดต่อได้ที่ นายบุญชอบ ทองดี เลขที่ 148/2 ม.6 ต.ควนรู อ.รัตภูมิ จ.สงขลาโทรศัพท์ : 08-9297-0588

รายงานพิเศษ : ชู‘โรงเรียนวัดบึงทองหลาง’ ต้นแบบสหกรณ์นักเรียนดีเด่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/420493

รายงานพิเศษ : ชู‘โรงเรียนวัดบึงทองหลาง’  ต้นแบบสหกรณ์นักเรียนดีเด่น

รายงานพิเศษ : ชู‘โรงเรียนวัดบึงทองหลาง’ ต้นแบบสหกรณ์นักเรียนดีเด่น

วันอังคาร ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงริเริ่มให้จัดการเรียนรู้การสหกรณ์ในโรงเรียน เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2534 โดยทรงมีรับสั่งกับอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ในขณะนั้น (นายเสงี่ยม มาหมื่นไวย) ให้จัดการเรียนรู้วิชาการสหกรณ์และดำเนินกิจกรรมสหกรณ์ในโรงเรียน โดยเริ่มที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งเป็นโรงเรียนที่อยู่ภายใต้โครงการตามแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ทุรกันดารทั่วประเทศ ทรงใช้โรงเรียนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้ได้รับโอกาสและเรียนรู้ฝึกฝนพัฒนาตนเอง โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งครู นักเรียน ผู้ปกครองและชาวบ้านในชุมชน ซึ่งการปลูกฝังแนวคิดเกี่ยวกับอุดมการณ์ หลักการ ตลอดจนวิธีการสหกรณ์ให้แก่เยาวชน และได้กำหนดให้วันที่ 7 มิถุนายน ของทุกปี เป็น “วันสหกรณ์นักเรียน” เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ด้านการสหกรณ์ในโรงเรียนให้แพร่หลายมากขึ้น

นายประยูร อินสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า วันที่ 7 มิถุนายนของทุกปี กรมส่งเสริมสหกรณ์กำหนดให้เป็นวันสหกรณ์นักเรียน และมีการจัดกิจกรรมพร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อให้นักเรียนได้ศึกษาเรียนรู้วิชาการและกิจกรรมเกี่ยวกับการสหกรณ์ สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งด้านความมีวินัย รับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย การมีส่วนร่วมกับผู้อื่นหรือการทำงานเป็นกลุ่ม ฝึกความมีประชาธิปไตยด้วยการเลือกตั้งตัวแทนมาทำหน้าที่บริหารสหกรณ์ รู้จักการออม การผลิตและแปรรูปผลิตภัณฑ์เกษตร จำหน่ายสร้างรายได้ และที่สำคัญคือเด็กนักเรียนได้นำความรู้เหล่านี้ไปขยายผลสู่ผู้ปกครองและชุมชน

ที่ผ่านมากรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สนองพระราชดำริในการจัดกิจกรรม เพื่อส่งเสริมการเรียนการสอนวิชาสหกรณ์แก่เด็กและเยาวชนต่อเนื่องถึงปัจจุบันได้ขยายผลการสอนวิชาสหกรณ์ในโรงเรียน ทั้งโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) และโรงเรียนพระปริยัติธรรม นอกจากนี้ ยังได้สร้างโรงเรียนนำร่องด้านสหกรณ์กว่า 10,000 แห่ง เพื่อพัฒนาครู อาจารย์ให้เป็นวิทยากรการสหกรณ์สามารถถ่ายทอดความรู้ด้านสหกรณ์ให้นักเรียนได้ถูกต้อง รวมทั้งได้ทำกิจกรรมการเรียนรู้การสหกรณ์ในโรงเรียนวังไกลกังวล ซึ่งเป็นระบบศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เรียนรู้และเข้าใจหลักการสหกรณ์ได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น

โรงเรียนวัดบึงทองหลาง (พิทักษ์วิทยาคาร) เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เป็นโรงเรียนหนึ่งที่จัดการเรียนรู้สหกรณ์ดีเด่น มีสหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์ร้านค้า และกิจกรรมส่งเสริมการทำเกษตร ปลูกผัก เพาะเห็ด เลี้ยงสัตว์ และแปรรูปผลิตภัณฑ์ให้นักเรียนได้เรียนรู้วิชาการและฝึกปฏิบัติด้านบริหารจัดการตามหลักการสหกรณ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

นางขวัญใจ จิรรังสิมันต์ ผู้จัดการสหกรณ์นักเรียนโรงเรียนวัดบึงทองหลาง กล่าวว่า กิจกรรมสหกรณ์ในโรงเรียนจะเริ่มจากการอบรมครูผู้สอนวิชาสหกรณ์ในโรงเรียนให้เข้าใจเกี่ยวกับสหกรณ์เบื้องต้น ทั้งประเภทและโครงสร้างสหกรณ์ อุดมการณ์ หลักการและวิธีการสหกรณ์ ก่อนจะกำหนดหลักสูตรการสอนและผลิตสื่อการสอนวิชาสหกรณ์ ควบคู่กับกิจกรรมสหกรณ์นักเรียนในภาคปฏิบัติ ได้แก่ กิจกรรมส่งเสริมการเกษตรและอาชีพ สอนให้เด็กได้ปลูกพืชผัก เลี้ยงไก่ไข่ เลี้ยงปลา ส่วนกิจกรรมร้านค้าสหกรณ์ จำหน่ายอุปกรณ์เครื่องเขียนและผลิตภัณฑ์ของนักเรียน และรับซื้อผลผลิตการเกษตรจากฟาร์มของโรงเรียน เพื่อนำไปผลิตเป็นอาหารกลางวันให้นักเรียน กิจกรรมออมทรัพย์ ส่งเสริมการออม สร้างวินัยทางการเงินให้เด็ก รู้จักวางแผนใช้จ่ายเงิน ประหยัดอดออม และมีความซื่อสัตย์ กิจกรรมการศึกษาและสวัสดิการ เป็นการส่งเสริมความรู้ให้คณะกรรมการสหกรณ์นักเรียนหรือสมาชิก โดยพาไปทัศนศึกษาแลกเปลี่ยนประสบการณ์งานสหกรณ์กับโรงเรียนต่างๆ และเรียนรู้การดำเนินงานสหกรณ์จากของจริง

ด้าน ด.ช.ต้นไม้ วิทอง นักเรียนชั้น ป.6 โรงเรียนวัดบึงทองหลาง บอกว่า ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกสหกรณ์นักเรียน ตั้งแต่ ป.3 ปัจจุบันทำหน้าที่เป็น “ผู้จัดการสหกรณ์นักเรียน” งานที่ต้องรับผิดชอบ คือ จัดประชุมใหญ่สามัญ และจัดการประชุมย่อยร่วมกับคณะกรรมการดำเนินการ และสมาชิก รวมทั้งบริหารดูแลกิจกรรมย่อย 4 กิจกรรม ได้แก่ สหกรณ์ร้านค้า สหกรณ์ออมทรัพย์ การส่งเสริมการผลิต และการส่งเสริมสวัสดิการ ทั้งนี้ กิจกรรมสหกรณ์ ได้สอนให้เรียนรู้ในหลายอย่าง พร้อมนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น รู้จักการใช้เงิน ออมเงิน ประหยัด จากการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ส่วนกิจกรรมส่งเสริมการผลิต ได้เรียนรู้ต้นทุน ปลูกผักสวนครัวเพื่อหารายได้ให้กับตัวเอง

จะเห็นได้ว่า นอกจากเด็กจะมีความรู้ความเข้าใจในวิชาการและนำไปปรับใช้ในชีวิต รวมถึงสร้างนิสัยการออมได้แล้ว ยังรู้จักการทำการเกษตร ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ จนสร้างรายได้เสริมจากการขายผลผลิตให้โครงการอาหารกลางวันของโรงเรียน รวมทั้งคนในชุมชน และที่สำคัญสามารถขยายผลด้านอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ไปสู่ผู้ปกครองหรือชุมชนได้อีกด้วย

รายงานพิเศษ : ยางไทยจะมีเสถียรภาพจริงหรือ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/418259

รายงานพิเศษ : ยางไทยจะมีเสถียรภาพจริงหรือ?

รายงานพิเศษ : ยางไทยจะมีเสถียรภาพจริงหรือ?

วันศุกร์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาบริหารประเทศในปี 2557 ราคายางพาราตกต่ำ โดยยางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ประมาณกิโลกรัมละ 30 กว่าบาท จนเกษตรกรร้องว่า “ยางพารา 3 โล 100 ไม่สามารถอยู่ได้” แม้ว่า คสช.จะใช้อำนาจยุบหน่วยงานองค์กรยางจาก 3 หน่วยเดิม ได้แก่ องค์กรสวนยาง สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางและสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตรเป็น “การยางแห่งประเทศไทย” (กยท.) เมื่อเดือนกรกฎาคม 2558 มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มุ่งหวังให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพกว่าเดิม ถึงกระนั้นราคายางก็ยังไม่มีท่าทีที่จะขยับขึ้น กระทั่งใช้วิธีพยุงราคายางโดยร่วมกับประเทศผู้ส่งออกยางพาราอินโดนีเซียและมาเลเซียในเวทีสภาไตรภาคียาง ใช้มาตรการจำกัดการส่งออก (AETS) หวังผลลดปริมาณยางในตลาดโลกเหมือนโอเปกลดการผลิตน้ำมัน ก็ไม่สามารถทำให้ราคายางปรับสูงขึ้นได้

จนกระทั่ง นายกฤษฎา บุญราช อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย เข้ามาทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯเริ่มแก้ปัญหาราคายางตกต่ำทันที่ เริ่มโครงการแรก ลดปริมาณยางด้วยการสั่งตัดต้นยางออก 2 ล้านไร่ ปรากฏว่า มีทั้งเสียงเชียร์และค้าน

จึงได้จึงเปลี่ยนวิธีการใหม่โดยใช้นโยบาย “ตลาดนำการผลิต” ด้วยการเป็นเจ้าภาพจัดงานจับคู่ธุรกิจ (Business Matching)ที่จ.กระบี่และจ.ตรัง ในโครงการสร้างเสริมศักยภาพเพื่อขยายตลาดคู่ค้ายางพาราไทย ระหว่างผู้ประกอบกิจการยางพาราจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงกลุ่มประเทศตลาดใหม่ ได้แก่ เม็กซิโก เกาหลีใต้ ศรีลังกา อินเดีย ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา และอิหร่าน กับกลุ่มสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางกว่า 30 สถาบันส่งผลให้มีการสั่งซื้อยางจากกลุ่มสถาบันเกษตรกรและกยท. คิดเป็น 57% ของจำนวนบริษัททั้งหมดที่เข้าร่วมจับคู่เจรจาธุรกิจ สั่งจองยางหลายประเภท ได้แก่ น้ำยางข้น ยางเครปขาว ยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง รวมปริมาณกว่าเดือนละ 58,000 ตัน หรือ 696,000 ตันต่อปี นับว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง แล้วสั่งการให้ทูตเกษตรในต่างประเทศติดตามสถานการณ์ยางโลกใกล้ชิด เพื่อแก้ปัญหาราคายางพาราทุกระยะ

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯกล่าวว่า ยางพาราเป็นสินค้าเกษตรที่ส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ ผลผลิตยางพาราเฉลี่ย 4.5 ล้านตันต่อปี แต่่ใช้ในประเทศเพียงปีละ 500,000 ตันเท่านั้น ที่เหลือส่งออกโดยไทยเป็นผู้ส่งออกยางอันดับหนึ่งของโลก อย่างไรก็ตามในปี 2556 ประเทศผู้ปลูกยางพารารายใหม่เริ่มส่งออกมากขึ้น จนสต๊อกยางในตลาดโลกมีปริมาณมากส่งผลให้ราคาตกต่ำ ประกอบกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลงประเทศอุตสาหกรรมหลายประเทศจึงหันไปใช้ยางสังเคราะห์ที่ทำจากน้ำมันแทนการใช้ยางธรรมชาติเพราะราคาถูกกว่า กระทรวงเกษตรฯจึงส่งเสริมให้แปรรูปยางภายในประเทศหรือเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศมากขึ้น ไม่ได้พึ่งการส่งออกเพียงอย่างเดียวและที่เห็นผลเป็นรูปธรรม มีผลทำให้ราคายางในประเทศเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ่้นคือ โครงการสร้างทำถนนพาราซอยซีเมนต์

 

 

“โครงการสร้างทำถนนพาราซอยซีเมนต์นั้นมีความก้าวหน้าอย่างชัดเจน ขณะนี้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศได้อนุมัติเทศบัญญัติและข้อบัญญัติจังหวัดงบประมาณปี 2562 เพิ่มเติมให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาลสามารถใช้งบท้องถิ่นทำถนนพาราซอยซีเมนต์ในพื้นที่ชนบทได้แล้ว ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ดำเนินมาตรการระยะกลางและระยะยาวเพื่อกระตุ้นราคายางโดยเพิ่มสัดส่วนการใช้ยางภายในประเทศ ที่สำคัญคือ โครงการสร้างถนนผสมยางพารา 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร ความยาวถนนดินลูกรังที่อยู่ในแผนปรับเป็นถนนดินซีเมนต์ปรับปรุงคุณภาพด้วยยางพาราไร้ฝุ่นระยะทางยาง 300,000 กิโลเมตร ซึ่งแต่ละท้องถิ่นจะทยอยจัดทำถนนผสมยางแทนถนนลูกรังปีละ 50,000 กิโลเมตร” นายกฤษฎากล่าว

ทั้งนี้ถนน 1 กิโลเมตรใช้ยางพารา 1.3 ตัน คาดว่า ปริมาณการใช้ในโครงการสร้างถนนจะไม่ต่ำกว่าปีละ 1 ล้านตัน นอกจากนี้ อปท. ยังนำยางพาราไปสร้างสนามกีฬาและสนามเด็กเล่นอีกด้วย โดยเป็นมาตรการระยะกลางและระยะยาวที่จะทำให้ราคายางพาราปรับตัวสูงขึ้นอีกและมีเสถียรภาพอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลการดำเนินงาน โครงการสร้างถนนผสมยางพาราทั้งปีงบประมาณ 2561 – 2562 ที่ดำเนินการแล้วมี 2,565 โครงการ ใช้น้ำยางข้น 29,554 ตันและน้ำยางสด 3,078.87 ตัน สำหรับสนามกีฬาจัดทำแล้ว 72 โครงการ ส่วนสนามเด็กเล่น 29 โครงการ รวมปริมาณน้ำยางที่ข้นใช้ไปแล้ว 29,929.45 ตัน และปริมาณน้ำยางสดที่แล้ว 3,114.47 ตัน

โดยราคาน้ำยางสดล่าสุด (4 มิ.ย.2562) อยู่ที่ 50.90 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับเดือนตุลาคม 2561 ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 42.91 บาท ส่วนยางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่ 55.89 บาทต่อกิโลกรัม โดยเมื่อเทียบกับเดือนตุลาคม 2561 ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 42.91 บาท

หากมาตรการส่งเสริมใช้ยางในประเทศมากขึ้น ควบคู่กับการลดทั้งพื้นที่สวนยางแล้ว จึงมั่นใจว่า ราคายางจะปรับตัวสูงขึ้นแน่นอน เนื่องจากประเทศคู่ค้าสำคัญคือ จีน ตลอดจนประเทศผู้ผลิตผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพาราอื่นต้องวางแผนสั่งซื้อยางวัตถุดิบจากตลาดล่วงหน้าสำคัญได้แก่ ตลาดไซคอม (สิงคโปร์) ตลาดโตคอม (ญี่ปุ่น) หากทราบว่า ปริมาณยางวัตถุดิบในตลาดโลกจะลดลง ผู้ผลิตเหล่านี้ต้องซื้อไปเก็บสต็อกไว้ เป็นปัจจัยให้ราคาซื้อขายทั้งในตลาดล่วงหน้าสูงขึ้น ส่งผลให้ราคารับซื้อในประเทศสูงตามไปด้วย

ราคายางพาราของไทยมีเสถียรภาพอย่างยั่งยืนแน่นอน!!

รายงานพิเศษ : กรมฝนหลวงฯสืบสานศาสตร์พระราชา-ราชินี ลุยปลูกป่า799,910ต้น-เพิ่มความชื้นในอากาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/418071

รายงานพิเศษ : กรมฝนหลวงฯสืบสานศาสตร์พระราชา-ราชินี  ลุยปลูกป่า799,910ต้น-เพิ่มความชื้นในอากาศ

รายงานพิเศษ : กรมฝนหลวงฯสืบสานศาสตร์พระราชา-ราชินี ลุยปลูกป่า799,910ต้น-เพิ่มความชื้นในอากาศ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จัดโครงการปลูกป่าและไม้ยืนต้นสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพปฏิบัติการฝนหลวง สืบสานศาสตร์พระราชาและพระราชินี เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชปณิธานที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอด เกี่ยวกับศาสตร์พระราชาและพระราชินี ของพระบาทสมเด็จพระชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระราชดำริในการรักษา ฟื้นฟูป่าไม้ ป่าต้นน้ำ รักษาทรัพยากรธรรมชาติ สร้างความสมบูรณ์ให้ทรัพยากรป่าไม้ อันเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิตอยู่ของคนและสัตว์ รวมถึงประโยชน์ต่อพื้นที่ชุมชนอย่างยั่งยืน

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า สืบเนื่องจากปี 2561 กระทรวงเกษตรฯ และอีก 10 หน่วยงาน 3 สถาบัน ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อการผลิตอย่างยั่งยืน เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2561 มีเป้าหมายเพื่อร่วมบริหารจัดการทรัพยากรอันเป็นสมบัติของชาติเพื่อการผลิตอย่างยั่งยืน การจัดการทรัพยากรให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประเทศชาติ โดยในปี 2561 กระทรวงเกษตรฯมอบให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จัดทำโครงการปลูกป่าและไม้ยืนต้นสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การปฏิบัติการฝนหลวง สืบสาน “ศาสตร์พระราชา” ของในหลวง รัชกาลที่ 9 และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2561 ซึ่งกิจกรรม ปลูกต้นไม้ดังกล่าว เป็นประโยชน์ต่อปฏิบัติการฝนหลวงในการเพิ่มต้นทุนความชื้นสัมพัทธ์ตามธรรมชาติ ทำให้กลุ่มเมฆก่อตัวและพัฒนาเป็นกลุ่มฝนตกลงสู่ในพื้นที่ลุ่มรับน้ำตามธรรมชาติและพื้นที่การเกษตร

สำหรับการดำเนินงานโครงการปลูกป่าฯปี 2562 แบ่งออกเป็น 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1. กิจกรรมพิธีเปิดโครงการ วันที่ 23 พฤษภาคม มีกิจกรรมการปลูกป่าและไม้ยืนต้นพร้อมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ ณ อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา ต.แก่งดินสอ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี โดยได้รับเกียรติจาก พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ในฐานะประธานกรรมการที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิฝนหลวง เป็นประธานพิธีเปิดและร่วมปลูกต้นไม้ พร้อมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ 2. กิจกรรมการปลูกป่าและไม้ยืนต้น เป็นกิจกรรมปลูกป่า ป่าไม้ ป่าเศรษฐกิจ ป่าชุมชน และการปลูกไม้โตเร็วตามหัวไร่ปลายนา ระหว่างภาครัฐ เอกชน ส่วนราชการ ประชาชนทั่วไป โดยได้รับการสนับสนุนพันธุ์ไม้จากหน่วยงานผู้เข้าร่วมโครงการฯ อาทิ มะค่า ยางนา ประดู่ สัก หวาย ขนุน มะม่วง มะขามป้อม มะค่าโมง เป็นต้น

ซึ่งในปี 2562 กรมฝนหลวงและการบินเกษตรตั้งเป้าจำนวนต้นไม้ที่จะปลูก 799,910 ต้น จากความร่วมมือกับหน่วยงานร่วมบูรณาการ 24 หน่วยงาน สำหรับกรมฝนหลวงฯจะดำเนินการช่วงเดือนพฤษภาคม – กันยายน ในพื้นที่รับผิดชอบของศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง ทั้ง 5 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ บริเวณ อ.ฮอด อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ภาคกลาง อ.หนองบัว อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร อ.ห้วยผึ้ง จ.กาฬสินธุ์ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ภาคตะวันออก อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี และภาคใต้ อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี และอ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ 3.กิจกรรมการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศ ซึ่งกรมฝนหลวงฯเป็นเจ้าภาพดำเนินการควบคู่ไปกับการปฏิบัติการฝนหลวงแต่ละวัน โดยเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมในการกำหนดการเตรียมเมล็ดพันธุ์พืช เพื่อโปรยทางอากาศ แบ่งการดำเนินการเป็น 3 ระยะ คือ 1) จัดหาเมล็ดพันธุ์พืชและเตรียมอุปกรณ์ 2) ปฏิบัติการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศ 5 ภูมิภาค หลังเสร็จปฏิบัติการฝนหลวงประจำวัน

โดยในปี 2562 จะใช้เมล็ดพันธุ์ 11 ชนิด 1,080 กิโลกรัม ประกอบด้วย สัก (600 กก.) สมอไทย (80 กก.) สาธร (2 กก.) ไผ่ป่า (2 กก.) ประดู่ป่า (150 กก.) สมอพิเภก (150 กก.) สีเสียดแก่น (5 กก.) มะขามป้อม (1 กก.) มะค่าแต้ (5 กก.) มะค่าโมง (80 กก.) ไม้แดง (5 กก.) พื้นที่ดำเนินการบริเวณ อุทยานแห่งชาติศรีลานนา จ.เชียงใหม่ อุทยานแห่งชาติลำคลองงู จ.กาญจนบุรี อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา อุทยานแห่งชาติตาพระยา จ.สระแก้ว และอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี และ3) การติดตามประเมินผลและติดตามโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืช โดยรวบรวมข้อมูล ชนิด จำนวน พื้นที่บริเวณโปรยเมล็ดพันธุ์พืช ช่วงเวลาการเจริญเติบโตเมล็ดพันธุ์พืช แนวระยะเส้นทางการโปรย เมล็ดพันธุ์พืช มาทำการประเมินผล รวมถึงการติดตามผลการปฏิบัติการด้วย

รายงานพิเศษ : ดึงระบบบัญชีบริหารจัดการผ่าวิกฤติทุจริต เรียกความเชื่อมั่นสหกรณ์ออมทรัพย์ขรก.ตำรวจนครราชสีมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/417779

รายงานพิเศษ : ดึงระบบบัญชีบริหารจัดการผ่าวิกฤติทุจริต เรียกความเชื่อมั่นสหกรณ์ออมทรัพย์ขรก.ตำรวจนครราชสีมา

รายงานพิเศษ : ดึงระบบบัญชีบริหารจัดการผ่าวิกฤติทุจริต เรียกความเชื่อมั่นสหกรณ์ออมทรัพย์ขรก.ตำรวจนครราชสีมา

วันพุธ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในสหกรณ์ นับเป็นจุดด่างพร้อยของวงการสหกรณ์ไทย ที่ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ แต่ยังลุกลามสร้างความเดือดร้อนให้มวลสมาชิก สั่นคลอนความเชื่อมั่นและศรัทธาต่อองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นด้วยเจตนารมณ์จะช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่กลับมีบางคนหรือบางกลุ่มใช้ช่องทางนี้แสวงหาผลประโยชน์ให้ตัวเองและพวกพ้องซึ่งขาดจริยธรรมในการดำเนินการเพื่อส่วนรวมส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อระบบสหกรณ์

สหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการตำรวจนครราชสีมา จำกัด เป็นหนึ่งในกรณีการทุจริตที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานของฝ่ายจัดการสหกรณ์ สร้างความเสียหายให้สหกรณ์เป็นมูลค่าถึง 390 ล้านบาท แต่สหกรณ์แห่งนี้กู้วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น และบริหารจัดการสหกรณ์จนเกิดความโปร่งใส เรียกความเชื่อมั่นศรัทธาคืนสู่มวลสมาชิกมาได้ถึงปัจจุบัน การปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งก็คือกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นส่วนสำคัญที่ได้เข้ามาช่วยเหลือ ให้คำแนะแนวทางการแก้ปัญหาให้สหกรณ์ฟื้นคืนสู่สภาวะปกติได้ ตามหลักการสหกรณ์ที่เป็นมาตรฐานสากล โดยใช้บัญชีบริหารจัดการ

โดยนางสาวดวงพร ลิ้มพันธ์ นักวิชาการตรวจสอบบัญชีชำนาญการ จากสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์นครราชสีมา หนึ่งในเจ้าหน้าที่ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เข้าไปช่วยเหลือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในสหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการตำรวจนครราชสีมา จำกัด กล่าวถึงการดำเนินงานแก้ไขปัญหาการทุจริตในสหกรณ์ว่า สหกรณ์ดังกล่าวเป็นสหกรณ์ขนาดใหญ่มาก มีการปิดบัญชีวันที่ 30 กันยายนของทุกปี ดำเนินการสอบบัญชีโดยผู้สอบบัญชีภาคเอกชน จนกระทั่งในปีบัญชี 2553 สหกรณ์เกิดการทุจริตขึ้นจากผู้จัดการสหกรณ์และเจ้าหน้าที่การเงินการบัญชีขณะนั้น ร่วมกันปลอมแปลงเอกสารทางการเงินและปรับแต่งยอดบัญชี รวมไปถึงปล่อยเงินกู้นอกระบบ ทำให้สหกรณ์ประสบปัญหาขาดทุน ปิดบัญชีไม่ได้งบการเงินคลาดเคลื่อน ส่งผลให้สมาชิกเดือดร้อนเกิดความไม่ไว้วางใจและไม่เชื่อมั่นในสหกรณ์ สหกรณ์จึงทำหนังสือขอความช่วยเหลือมายังกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กรมมีคำสั่งให้ข้าราชการทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเข้ามาช่วยเหลือแนะนำการจัดทำบัญชี จัดทำงบการเงินและรายละเอียด เพื่อใช้ตรวจสอบข้อมูลและเก็บข้อมูล เบื้องต้นให้สหกรณ์นำไปฟ้องผู้ทำความผิดได้ รวมทั้งให้สหกรณ์ปรับเปลี่ยนระบบการทำงานให้มีความชัดเจนและโปร่งใสขึ้น

ด้านสหกรณ์ได้มีการปรับแผนการบริหารงานตามคำแนะนำของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ซึ่งผู้บริหารของสหกรณ์ในชุดปัจจุบัน พ.ต.อ.ชนัตถ์ กวีขาวฉลาด กรรมการ/เหรัญญิกสหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการตำรวจนครราชสีมา จำกัด กล่าวถึงปัญหาการทุจริตในขณะนั้นว่า นอกจากการทุจริตที่เกิดจากผู้จัดการสหกรณ์และเจ้าหน้าที่การเงินการบัญชีในอดีตซึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบแล้ว อีกปัญหาหนึ่งเกิดจากการคัดสรรคณะกรรมการสหกรณ์แต่เดิมซึ่งเลือกตั้งมาจากสมาชิกที่ไม่มีความรู้เรื่องการเงินการบัญชี ทำให้รู้ไม่เท่าทันส่งผลให้การบริหารจัดการภายในไม่รัดกุม ไม่สามารถตรวจสอบระบบทางการเงินการบัญชีได้ กระทั่งเกิดความเสียหายกับสหกรณ์ หลังเกิดปัญหาสหกรณ์จึงตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับผู้บังคับการที่มีความรู้ความสามารถมาบริหารจัดการสหกรณ์ จนกู้วิกฤติในสหกรณ์ได้ รวมใช้เวลา 7 ปี ในส่วนของฝ่ายจัดการสหกรณ์ ได้ปรับปรุงแก้ระบบการทำงานภายในให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ป้องกันเหตุทุจริตซ้ำรอยเดิม

โดย พ.ต.ท.หญิง อัจฉรา ประชากิจผู้ช่วยผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการตำรวจนครราชสีมา จำกัด กล่าวว่า การทำงานของฝ่ายจัดการสหกรณ์ ได้จัดหาผู้จัดการสหกรณ์ที่มีความรู้ความสามารถมาวางระบบการทำงานให้สมาชิกเชื่อมั่นมีการแบ่งแยกหน้าที่ของฝ่ายการเงินและการบัญชีออกจากกันชัดเจน นำโปรแกรมบัญชีมาใช้แทนการเขียนด้วยมือและตรวจสอบยอดเงินคงเหลือทุกวัน โดยจัดประชุมทุกเดือนเพื่อนำเสนอข้อมูลทางการเงินการบัญชีให้กับที่ประชุมคณะกรรมการได้รับทราบ อีกทั้งเพิ่มความอำนวยสะดวกให้สมาชิกชำระหนี้ สามารถโอนเงินได้ผ่านระบบธนาคาร ไม่ต้องเดินทางมาที่สหกรณ์ และสมาชิกสามารถตรวจสอบข้อมูลของสหกรณ์และของตนเองผ่านเว็บไซต์ของสหกรณ์

จึงเป็นแบบอย่างของสหกรณ์ที่กอบกู้สถานการณ์ พลิกฟื้นสหกรณ์ให้ดำเนินกิจการต่อไปได้ โดยปรับระบบการควบคุมภายใน ใช้บัญชีบริหารจัดการธุรกิจ สะท้อนให้เห็นตัวตนของสหกรณ์ได้อย่างชัดเจน ทั้งผลดำเนินงาน ฐานะทางการเงิน ช่วยป้องกันทุจริตและการสูญหายของสินทรัพย์ และเป็นแหล่งข้อมูลการเงินในการตัดสินใจด้านต่างๆ ของผู้บริหาร สามารถนำมาวางแผนควบคุม วัดผลดำเนินงาน และตัดสินใจขยายธุรกิจและการงานด้านต่างๆ นำมาสู่ความสำเร็จในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิกและพัฒนาสหกรณ์ให้เติบโต ซึ่งแนวทางลดจุดอ่อนที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงในสหกรณ์ที่สำคัญอีกทางหนึ่งคือ ความพยายามสร้างความเข้าใจให้สมาชิกใส่ใจสิทธิประโยชน์ของตนเอง คอยตรวจสอบการดำเนินงานของฝ่ายจัดการของสหกรณ์ ทั้งด้านการเงินการบัญชีและการดำเนินการของสหกรณ์ รับรู้ข้อมูลทางบัญชีสหกรณ์ทั้งภาพรวมและของตนเอง เพื่อลดปัญหาการทุจริตและป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้

รายงานพิเศษ : ​กรมส่งเสริมการเกษตรเปิดดาวดวงใหม่ ‘ผลไม้แปลงใหญ่โกอินเตอร์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/416844

รายงานพิเศษ : ​กรมส่งเสริมการเกษตรเปิดดาวดวงใหม่  ‘ผลไม้แปลงใหญ่โกอินเตอร์’

รายงานพิเศษ : ​กรมส่งเสริมการเกษตรเปิดดาวดวงใหม่ ‘ผลไม้แปลงใหญ่โกอินเตอร์’

วันศุกร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร แสดงผลสำเร็จของการดำเนินการแปลงใหญ่ พร้อมเปิดดาวดวงใหม่  ผลไม้แปลงใหญ่ โกอินเตอร์ ได้แก่ สับปะรดผลสด มะขามหวาน มะพร้าวน้ำหอม โชว์สินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มตลาดส่งออกดี ในต่างประเทศ แนะเกษตรกรรวมกลุ่มทำแปลงใหญ่ วิเคราะห์ข้อมูลก่อนการผลิต แนะเกษตรกร ทำแผนการผลิตครบวงจร

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยภายหลังการจัดงาน Meet the Press  ครั้งที่ 1 “เปิดดาวดวงใหม่ ผลไม้แปลงใหญ่ โกอินเตอร์” เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2562 ณ ห้องประชุมกรมส่งเสริมการเกษตร ว่า โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2559 เข้าสู่ปีที่ 4 ปัจจุบันมีสินค้ากว่า 70 ชนิดสินค้า จำนวน 5,518 แปลง พื้นที่ 5,542,805 ไร่ เกษตรกร 334,969 ครัวเรือน ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มในการผลิตสินค้าแปลงใหญ่ กว่า 22,000 ล้านบาท เกิดเครือข่ายการบริหารจัดการร่วมกัน ซึ่งภาครัฐเป็นพี่เลี้ยงดูแลให้เกษตรกร สามารถดำเนินการผลิต มีแผนการผลิต ปัจจุบันทุกสินค้ามีตลาดรองรับ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตรอุตสาหกรรม ซึ่งต้องผ่านโรงงานแปรรูป ได้แก่ อ้อย ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง โดยผลผลิตจากแปลงใหญ่ จะได้ราคาสูงกว่าเกษตรกรรายย่อยทั่วไป เนื่องจากคุณภาพและปริมาณที่ภาคอุตสาหกรรมมั่นใจได้ รวมทั้งสินค้าอื่นๆ เช่น ผัก ผลไม้ ยังมีการเชื่อมโยงกับ modern trade ต่างๆ เช่น Tesco Lotus, Tops โดยเฉพาะผลไม้ ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรที่สำคัญ นอกจากขายตลาดในประเทศ ซึ่งปัจจุบันยังมีผลไม้ดาวเด่นอีกหลายชนิดที่เป็นที่ต้องการของตลาดโลก เช่น สับปะรดผลสด มะพร้าวน้ำหอม และมะขามหวาน ที่มีศักยภาพสูงที่จะส่งออก

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานฯ ในวันนี้ ยังแสดงให้เห็นถึง การส่งเสริมการเกษตรของสินค้าดาวเด่น 3 ชนิด ได้แก่ สับปะรดผลสด มะขามหวาน และมะพร้าว ว่าสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ รวมทั้ง บริษัท ไปรษณีย์ไทย ที่มาช่วยแนะนำในการสร้างมูลค่าเพิ่ม และหาตลาดอย่างไร นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ คุณปภาวี  สุทธาวิวัฒน์ ผู้แทนจากภาคเอกชนในการส่งออกผลไม้ และว่าที่ร้อยตรี พิทักษ์  พึ่งพเดช เจ้าของแบรนด์ “เดี่ยว บ้านแพ้ว” เกษตรกรแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอมที่มาร่วมให้ข้อแนะนำในการผลิตสินค้า เพื่อให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร และเกษตรกร เข้าใจและตระหนักถึงการรักษาคุณภาพ ให้ได้มาตรฐาน พร้อมทั้งแนะวิธีการในการผลิตเพื่อการส่งออก ทำอย่างไรสินค้าเกษตรถึงจะไปสู่ตลาดโลกได้

ปัจจุบัน สับปะรดผลสด เข้าสู่ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จำนวน 35 แปลง เกษตรกร เข้าร่วม 1,622 ครัวเรือน พื้นที่ 32,729 ไร่ มีจังหวัดที่ดำเนินการ 15 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ชลบุรี ชัยภูมิ เชียงราย นครพนม ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ภูเก็ต ระยอง ราชบุรี ลำปาง เลย หนองคาย อุตรดิตถ์ อุทัยธานี มะขามหวาน เข้าสู่ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จำนวน 16 แปลง เกษตรกรเข้าร่วม 901 ราย พื้นที่ 16,791 ไร่ จังหวัดที่ดำเนินการ 5 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ นครราชสีมา น่าน อุตรดิตถ์ ชัยภูมิ มะพร้าวน้ำหอม เข้าสู่ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จำนวน 11 แปลง เกษตรกรเข้าร่วม 401 ราย พื้นที่ 5,135 ไร่ จังหวัดที่ดำเนินการ 4 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม ราชบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร

 

รายงานพิเศษ : ประมงเมืองคอนโชว์ผลงานฟื้นทรัพยากรสัตว์น้ำ จับมือชุมชนทำซั้งเชือก-กระโจมบ้านปลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/416592

รายงานพิเศษ : ประมงเมืองคอนโชว์ผลงานฟื้นทรัพยากรสัตว์น้ำ  จับมือชุมชนทำซั้งเชือก-กระโจมบ้านปลา

รายงานพิเศษ : ประมงเมืองคอนโชว์ผลงานฟื้นทรัพยากรสัตว์น้ำ จับมือชุมชนทำซั้งเชือก-กระโจมบ้านปลา

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมประมง โดยสำนักงานประมงจังหวัดนครศรีธรรมราชจับมือกลุ่มอนุรักษ์สัตว์น้ำ ร่วมจัดทำเขตอนุรักษ์และบ้านปลา เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำชายฝั่ง ตลอดจนเป็นการสร้างจิตสำนึกให้ชุมชนในการช่วยกันดูแลทรัพยากรในพื้นที่

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า จ.นครศรีธรรมราช ได้รับการอนุมัติ งบประมาณในปี 2562 จากพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ อดีตรองนายกรัฐมนตรี
ให้ดำเนินการจัดตั้ง “โครงการสร้างที่อยู่อาศัยและฟื้นฟูพันธุ์สัตว์น้ำโดยเน้นการมีส่วนร่วมขององค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น”โดยเน้นการมีส่วนร่วมระหว่างองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ในการร่วมกันบริหารจัดการทรัพยากรประมง อาทิ การเพิ่มแหล่งประมงที่มีคุณภาพใกล้ชายฝั่งทะเล การฟื้นฟูระบบนิเวศน์ชายฝั่ง การพัฒนาศักยภาพของแหล่งประมงให้มีความอุดมสมบูรณ์เพื่อเพิ่มรายได้รวมถึงยกระดับความเป็นอยู่ของชาวประมงพื้นบ้านให้ดีขึ้นทั้งด้านการอนุรักษ์ การฟื้นฟู การเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำให้มีความอุดมสมบูรณ์ และการควบคุมการนำทรัพยากรสัตว์น้ำขึ้นมาใช้ เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์สูงสุดอย่างยั่งยืน

นายพรศักดิ์ ศักดิ์ธานี ประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายใต้โครงการดังกล่าวปัจจุบันทางสำนักงานประมงจังหวัดได้ดำเนินการสร้างซั้งเชือกและกระโจมบ้านปลา ในเขตพื้นที่การอนุรักษ์ของจังหวัดนครศรีธรรมราช ไปแล้วประมาณ 1,000 ชุด โดยมีผลการดำเนินการ ดังนี้

1.สร้างซั้งเชือกในพื้นที่หมู่ที่ 6 ตำบลเกาะเพชร อำเภอหัวไทร จำนวน 135 ชุด (วันที่ 29 เม.ย.2562)2.สร้างกระโจมบ้านปลาในพื้นที่ หมู่ที่ 5 ต.ท่าศาลา อ.ท่าศาลา จำนวน 400 ชุด (วันที่ 26 เม.ย. 2562)3.สร้างทำกระโจมบ้านปลาในพื้นที่ หมู่ที่ 2, 4 ต.ปากพูน อ.เมือง จำนวน 300 ชุด (วันที่ 3 พ.ค.2562) 4.สร้างกระโจมบ้านปลาบ้านปากนคร หมู่ที่ 1 ต.ปากนคร อ.เมือง จำนวน 200 ชุด (วันที่ 13 พ.ค. 2562)

และเนื่องจากโครงการดังกล่าวได้รับความพึงพอใจและความร่วมมือเป็นอย่างดีจากกลุ่มอนุรักษ์ล่าสุดทางสำนักงานประมงจังหวัดได้ดำเนินการขยายพื้นที่โครงการบ้านปลาเพิ่มเติมในหมู่ที่ 6 7 และ 9 ในพื้นที่บ้านปากพญา ต.ท่าซัก อ.เมือง เพิ่มเติมอีกจำนวน 400 ชุด เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2562ที่ผ่านมา และกำลังพิจารณาพื้นที่อื่นที่ชุมชนมีความพร้อมเพื่อดำเนินการสร้างบ้านปลาเพิ่มอีกต่อไป

อธิบดีกรมประมงกล่าวปิดท้ายว่า ขอบคุณทุกความร่วมมือของพี่น้องชาวประมง การสร้างบ้านให้สัตว์น้ำนั้นเป็นอีกหนึ่งในแนวทางการฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำในพื้นที่ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้งเมื่อสัตว์น้ำเพิ่มมากขึ้นชาวประมงก็จะสามารถจับสัตว์น้ำได้มากขึ้น ก็จะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวประมงพื้นบ้านที่ใช้เครื่องมือประมงต่างชนิดกัน สุดท้ายเมื่อชาวประมงพื้นบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น คุณภาพชีวิตก็จะดีขึ้น สามารถส่งต่ออาชีพประมงไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลานของเราต่อไปได้

รายงานพิเศษ : ดึง‘สหกรณ์วัดจันทร์ฯ’เป็นฮับ ขายหมอนทองเกรดพรีเมียมช่วยเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/416191

รายงานพิเศษ : ดึง‘สหกรณ์วัดจันทร์ฯ’เป็นฮับ  ขายหมอนทองเกรดพรีเมียมช่วยเกษตรกร

รายงานพิเศษ : ดึง‘สหกรณ์วัดจันทร์ฯ’เป็นฮับ ขายหมอนทองเกรดพรีเมียมช่วยเกษตรกร

วันอังคาร ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากนโยบายด้านการส่งเสริมให้สหกรณ์เป็นแหล่งผลิตผลไม้คุณภาพออกสู่ตลาด โดยใช้กลไกสหกรณ์เป็นช่องทางเชื่อมโยงเครือข่าย ระหว่างสหกรณ์ผู้ผลิตและสหกรณ์ผู้ซื้อ กระจายผลผลิตของเกษตรกรไปสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถระบายผลผลิตออกจากแหล่งผลิตในพื้นที่ได้เร็วและมีประสิทธิภาพ ถือเป็นนโยบายสำคัญอีกนโยบายหนึ่งของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ต้องการส่งเสริมให้สหกรณ์ผลิตผลไม้เกรดพรีเมียมให้คนไทยได้รับประทาน โดยเน้นการระบายผลไม้ตามฤดูกาล ทั้งมังคุด เงาะ ลองกอง ลำไย ส้มสายน้ำผึ้ง จากสหกรณ์ผู้ผลิตผลไม้ภาคตะวันออก ภาคใต้และภาคเหนือ โดยให้ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด เป็นตัวกลางเชื่อมโยงและประสานงานกับสหกรณ์ผู้ผลิตผลไม้กับสหกรณ์ผู้ซื้อ และได้ทำบันทึกข้อตกลงร่วมกัน ระหว่างสหกรณ์ผู้ผลิตผลไม้ 3 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์นิคมวังไทร จำกัด จังหวัดระยอง ผลิตทุเรียน กลุ่มเกษตรกรทำไร่โป่งน้ำร้อน จำกัด จังหวัดเชียงใหม่ ผลิตส้มสายน้ำผึ้ง และชุมนุมสหกรณ์จังหวัดยะลา จำกัด ผลิตลองกอง

โดยล่าสุด สหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด จังหวัดพิษณุโลก ได้รับการคัดเลือกจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ ระดับจังหวัดและระดับภาคร่วมกับ ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด (ชสท.) เปิดช่องทางจำหน่ายทุเรียนหมอนทองคุณภาพ เกรดพรีเมียม มาตรฐาน GAP เพื่อนำผลผลิตทุเรียนจากแหล่งผลิตมาจำหน่ายในจังหวัดพิษณุโลก

นายสมศักดิ์ แสนศิริ สหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า การดำเนินโครงการดังกล่าว เป็นการช่วยระบายผลผลิตทุเรียนในพื้นที่แหล่งผลิตในช่วงที่มีการกระจุกตัวของผลผลิต เพื่อไม่ให้เกิดการล้นตลาดและราคาตกต่ำ ซึ่งผลผลิตทุเรียนที่นำมาจำหน่ายนี้ เป็นทุเรียนพันธุ์หมอนทอง เกรดพรีเมียม มาตรฐาน GAP จากสวนของสมาชิกสหกรณ์นิคมวังไทร จำกัด จังหวัดระยอง โดยมีเป้าหมายคือต้องการให้ผู้บริโภคคนไทยได้กินทุเรียนคุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงได้

ด้านดร.ประภาส งามสงวน ประธานคณะกรรมการสหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับผลผลิตทุเรียนหมอนทอง จากสวนของสมาชิกสหกรณ์นิคมวังไทร จำกัด จังหวัดระยอง ที่นำมาจำหน่ายครั้งนี้ มีปริมาณ 3,000 กิโลกรัม จำหน่ายในราคาประกัน กิโลกรัมละ 130 บาท ลักษณะเด่นของทุเรียนเหล่านี้ ก็คือ เปลือกบาง เนื้อมาก รสชาติ หอม หวาน อร่อย ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างมาก หลายคนติดใจในรสชาติจึงกลับมาซื้อใหม่เป็นรอบที่สอง ทำให้เพียงไม่กี่ชั่วโมงก็สามารถขายจนหมด

“ปีนี้เป็นปีแรกที่มีการร่วมมือกันลักษณะนี้ ซึ่งสหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด ยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้เป็นตัวกลางในการกระจายผลผลิตทุเรียนครั้งนี้ และพร้อมที่จะเป็นตัวกลางในการกระจายผลผลิตผลไม้ชนิดอื่น ต่อไป”ดร.ประภาส กล่าว

โครงการดังกล่าว ถือเป็นความสำเร็จที่เกิดจากการเชื่อมโยงเครือข่ายผ่านกลไกสหกรณ์ ที่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อเกษตรกรสมาชิก และทำให้ผู้บริโภคได้รับประทานผลไม้ที่มีคุณภาพในราคายุติธรรม

รายงานพิเศษ : หนุนสหกรณ์การเกษตรบ้านน้ำเป็น แหล่งรับซื้อมังคุดภาคตะวันออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/415999

รายงานพิเศษ : หนุนสหกรณ์การเกษตรบ้านน้ำเป็น  แหล่งรับซื้อมังคุดภาคตะวันออก

รายงานพิเศษ : หนุนสหกรณ์การเกษตรบ้านน้ำเป็น แหล่งรับซื้อมังคุดภาคตะวันออก

วันจันทร์ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากการคาดการณ์ปริมาณผลผลิต ผลไม้ในภาคตะวันออกปี 2562 จะมีผลผลิตรวม ทั้ง 4 ชนิด ประกอบด้วย ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ประมาณ 911,434 ตัน โดยผลผลิตจะออกมากช่วงกลางเดือนเมษายน ต่อเนื่องถึงกลางเดือนพฤษภาคม 2562 ซึ่งผลผลิตภาพรวมของผลไม้ทั้ง 4 ชนิด จะเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา โดยผลไม้บางส่วนที่พร้อมจำหน่าย เกษตรกรบางรายเลือกที่จะขายผ่านพ่อค้าคนกลาง หรือล้งผลไม้ และก็มีอีกหลายรายที่เลือกขายให้กับสหกรณ์การเกษตร เนื่องจากเชื่อมั่นในราคาที่มีความยุติธรรม และมีการจัดการอย่างเป็นระบบ ตลอดจนเมื่อถึงสิ้นปีสมาชิกยังได้รับเงินปันผลอีกด้วย

 

นายวิฑูรย์ สังข์สุวรรณ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรบ้านน้ำเป็น จำกัด เล่าว่า สหกรณ์ฯ เป็นหนึ่งในสหกรณ์แถบภาคตะวันออกที่มีการรวบรวมผลไม้ โดยเฉพาะมังคุดมาเป็นระยะเวลา 5 ปีแล้ว ซึ่งในปี 2561 ที่ผ่านมา สามารถรวบรวมผลผลิตได้ทั้งหมด 50 ตัน จากสมาชิกที่มีสวนมังคุด จำนวน 110 ราย คิดเป็นมูลค่า 2,200,000 บาท ส่วนในรอบปี 2560 สามารถรวบรวมผลผลิตได้ทั้งหมด 45 ตัน มูลค่า 1,200,000 บาท ทั้งนี้ราคาการรับซื้อ/ขายมังคุดจะขึ้นอยู่กับราคาตลาดเป็นหลัก โดยในแต่ละวันราคาสามารถปรับขึ้นลงได้หลายครั้งตามรอบที่เปิดรับซื้อขายมังคุด แต่สหกรณ์ฯ รับรองว่าสมาชิกจะได้ราคาที่เป็นธรรมและไม่ขาดทุนอย่างแน่นอน

ดังนั้น เพื่อให้สหกรณ์ฯ เกิดสภาพคล่องและมีเงินทุนหมุนเวียนในการรับซื้อผลผลิตมังคุดจากสมาชิกและเกษตรกรทั่วไป สหกรณ์ฯ จึงได้เสนอโครงการรวบรวมผลไม้ (มังคุด) จังหวัดระยอง เพื่อขอสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ผ่านสำนักงานสหกรณ์จังหวัดระยอง จำนวน 5,000,000 บาท ภายใต้โครงการบริหารจัดการรวบรวมผลไม้ธุรกิจในสถาบันเกษตรกร ปี 2562

 

 

 

 

นายวิฑูรย์บอกอีกว่า ในการรับซื้อมังคุดของสหกรณ์ฯนั้นจะแบ่งเป็น 2 แบบ คือ การรับซื้อแบบคัดเกรดและการซื้อแบบยกลัง โดยการรับซื้อแบบคัดเกรดจะแบ่งมังคุดออกเป็น 3 เกรด คือ ผิวมัน ผิวลายและ ผิวดำ โดยเกรดผิวมันจะมีราคาสูงและส่วนใหญ่จะคัดเพื่อส่งออกต่างประเทศ ซึ่งสหกรณ์ฯ จะจำหน่ายผลผลิตมังคุดให้กับบริษัท จ.เจริญทรัพย์เป็นหลัก โดยแต่ละวันจะมารับมังคุดจากสหกรณ์ฯเฉลี่ยวันละ 1 ตัน ซึ่งบริษัทดังกล่าวได้มีการทำตลาดส่งออกไปยังประเทศเวียดนาม นอกจากนี้ สหกรณ์ฯยังจำหน่ายให้กับผู้ค้าปลีกทั่วไป เช่น พ่อค้าจากตลาด อ.ต.ก. และพ่อค้าจากตลาดแหล่งท่องเที่ยวในเมืองใหญ่ๆ

ด้านนายบัณทูล ศรีชูเปี่ยม สมาชิกสหกรณ์การเกษตรบ้านน้ำเป็น จำกัด บอกว่า ตนเองมีอาชีพทำสวนผลไม้เป็นหลัก โดยแบ่งเป็น มังคุด 3 ไร่ และทุเรียน 4 ไร่ ซึ่งเฉพาะมังคุดเพียงอย่างเดียวสามารถสร้างรายได้ต่อปีได้กว่า 100,000 บาท โดยล่าสุดสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตส่งขายให้กับสหกรณ์ได้ประมาณ 1 ตัน และยังเหลือมังคุดที่รอการเก็บเกี่ยวอีกประมาณ 20% ซึ่งผลผลิตทั้งหมดตนเลือกที่จะขายให้กับสหกรณ์ฯ เนื่องจากมีความเชื่อมั่นในระบบ และราคารับซื้อที่ยุติธรรม ไม่กดราคา ประกอบกับแต่ละปีสหกรณ์ฯ จะมีการปันผลคืนให้กับสมาชิก รวมถึงยังสามารถซื้อปัจจัยการผลิตจากสหกรณ์ฯได้ในราคาถูกอีกด้วย สิ่งเหล่านี้คือประโยชน์ที่ตนได้รับจากการเป็นสมาชิก
สหกรณ์ฯ

จะเห็นได้ว่าสหกรณ์การเกษตรบ้านน้ำเป็น จำกัด เป็นอีกสหกรณ์หนึ่งที่ดำเนินงานด้วยหลักธรรมาภิบาล สุจริต โปร่งใส และเห็นแก่ประโยชน์ของสมาชิกเป็นสำคัญ จนสามารถเรียกแรงศรัทธา สร้างความเชื่อมั่น และความซื่อสัตย์ต่อสมาชิกได้อย่างมากเลยทีเดียว

รายงานพิเศษ : ถกเครือข่ายศพก.-แปลงใหญ่ทั่วปท. ย้ำขึ้นทะเบียนรักษาสิทธิ์อบรม-ซื้อ3สาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/415387

รายงานพิเศษ : ถกเครือข่ายศพก.-แปลงใหญ่ทั่วปท. ย้ำขึ้นทะเบียนรักษาสิทธิ์อบรม-ซื้อ3สาร

รายงานพิเศษ : ถกเครือข่ายศพก.-แปลงใหญ่ทั่วปท. ย้ำขึ้นทะเบียนรักษาสิทธิ์อบรม-ซื้อ3สาร

วันศุกร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรจัดประชุมเชื่อมโยงการดำเนินงานของคณะกรรมการเครือข่ายศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และแปลงใหญ่ระดับประเทศครั้งที่ 3/2562 ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง เพื่อหารือแนวทางการดำเนินงาน การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการแก้ปัญหาการดำเนินงานร่วมกันในรอบ 3 เดือน รวมทั้งให้ศพก. และแปลงใหญ่ ช่วยประชาสัมพันธ์เกษตรกรในพื้นที่ ขึ้นทะเบียนเกษตรกร เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ต่างๆให้เกษตรกร โดยเฉพาะ มีสิทธิเข้ารับการอบรม ซื้อ 3 สาร การช่วยเหลือกรณีประสบภัยพิบัติ หรือสิทธิได้รับการรับรอง GAP นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาเกี่ยวกับตราสัญลักษณ์ (Logo) สินค้าแปลงใหญ่ และ ศพก. พร้อมหลักเกณฑ์การใช้ตราสัญลักษณ์เพื่อสร้าง Brand สินค้า เป็นการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคว่าสินค้าจากแปลงใหญ่และศพก. เป็นสินค้าที่ได้คุณภาพและการรับรองมาตรฐาน

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่า การพัฒนาแนวทางเชื่อมโยงเครือข่ายศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)และแปลงใหญ่ รวมทั้งสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกร เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินการต่อเนื่อง เพราะเป็นนโยบายสำคัญที่ขับเคลื่อนภาคการเกษตร โดยให้ภาครัฐและเกษตรกรได้มาหารือร่วมกัน เพื่อแก้ไขและขับเคลื่อนภาคเกษตรให้เข้มแข็งอย่างแท้จริง การประชุมเครือข่ายจึงเป็นการหารือร่วมกันของกลุ่มเกษตรกรเน้นไปที่สร้างความเข้มแข็งในทุกมิติ ทั้งด้านการบริหารจัดการ และการใช้แนวทางตลาดนำการผลิต การสร้างความเข้มแข็งของตลาดภายใน รวมทั้งจัดชั้นคุณภาพแปลงใหญ่ เพื่อถอดบทเรียนความสำเร็จ นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพแปลงใหญ่ต่อเนื่องซึ่งเกษตรกรร่วมกันวิเคราะห์ ปัญหาและหาบทสรุป เพื่อขับเคลื่อนร่วมกัน เนื่องจากกรมส่งเสริมการเกษตรต้องขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ผ่านเครือข่ายเหล่านี้ เพื่อไปถ่ายทอดและสร้างความเข้าใจในกลุ่มของตัวเองตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา อย่างเช่น ในปัจจุบัน กระทรวงเกษตรฯกำลังขับเคลื่อนนโยบายบริหารจัดการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ (Mega Farm Enterprise) ที่มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มพูนรายได้เกษตรกร ตั้งแต่ผลิตจนกระทั่งมีผลผลิตจำหน่ายออกสู่ตลาดให้มีศักยภาพก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบันและแข่งขันในตลาดโลกได้ ดังนั้น ประธานเครือข่ายก็ต้องทำความเข้าใจว่านโยบายเป็นอย่างไร มีและแนวทางขับเคลื่อนในทิศทางไหน เป็นสิ่งที่เราต้องมาสื่อสารกันตลอดเวลา เพื่อความเข้าใจและปฏิบัติได้ถูกต้องระดับพื้นที่ ขณะเดียวกัน หากการขับเคลื่อนระดับพื้นที่มีปัญหาอะไรจะได้นำมาสะท้อนในเวทีนี้ เพื่อร่วมแก้ปัญหาอย่างบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ

สำหรับการประชุมครั้งนี้ ยังมีการถ่ายทอดประสบการณ์และสิ่งที่ได้รับจากการศึกษาดูงานในต่างประเทศของคณะกรรมการเครือข่าย ศพก. และแปลงใหญ่ระดับประเทศ รวมทั้งการดำเนินงานโครงการรวมพลังสร้างมูลค่าจากไร่นาสู่สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ที่กรมส่งเสริมการเกษตรจัดขึ้น เพื่อเกิดประโยชน์กับเกษตรกรโดยตรง โครงการดังกล่าวฯเป็นการให้ความรู้ในจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรให้เกิดประโยชน์ในพื้นที่และชุมชน ลดการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ลดปัญหาหมอกควัน สร้างสมดุลระบบนิเวศในชุมชน รวมทั้งส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้เป็นปัจจัยการผลิต และพลังงานชีวมวล โดยมีเป้าหมายถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกร 26,460 ราย ในพื้นที่ศพก. 882 ศูนย์และศดปช. 882 ศูนย์ นอกจากนี้ ยังฝากถึงความสำคัญในการขึ้นทะเบียนเกษตรกร เพราะในอนาคตหลังประกาศกระทรวงเกษตรฯมีผลบังคับใช้ จะทำให้เริ่มจำกัดและควบคุมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต อีกด้วย ซึ่งเกษตรกรที่ต้องการใช้ยังใช้ได้โดยปฏิบัติตามเงื่อนไข คือ ต้องมาขึ้นทะเบียนเกษตรกร เข้าอบรม ผ่านการทดสอบ และนำสิทธิ์ที่ได้ไปซื้อสารเคมี 3 ชนิด ตามเงื่อนไข”อธิบดีกล่าว