รายงานพิเศษ : กษ.เชื่อมไปรษณีย์ไทยทำตลาดอี-มาร์เก็ต ส่งสินค้าเกษตรแปลงใหญ่เกรดพรีเมียมตรงถึงผู้บริโภค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/415152

รายงานพิเศษ : กษ.เชื่อมไปรษณีย์ไทยทำตลาดอี-มาร์เก็ต  ส่งสินค้าเกษตรแปลงใหญ่เกรดพรีเมียมตรงถึงผู้บริโภค

รายงานพิเศษ : กษ.เชื่อมไปรษณีย์ไทยทำตลาดอี-มาร์เก็ต ส่งสินค้าเกษตรแปลงใหญ่เกรดพรีเมียมตรงถึงผู้บริโภค

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร จับมือ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ทำการตลาด e –market ขายสินค้าเกษตรแปลงใหญ่เกรดพรีเมี่ยมทั้งผลผลิตสดและแปรรูป บนเว็บไซต์ Thailandpostmart.com โดยไปรษณีย์ไทยจะเป็นสื่อกลางในการขนส่งสินค้าเกษตรถึงผู้บริโภคภายใน 24 ชั่วโมง

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ขับเคลื่อนนโยบาย “ตลาดนำการผลิต”  ซึ่งส่งเสริมการตลาดด้วยการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าผ่านทางออนไลน์ เพื่อผลักดันสินค้าการเกษตรที่มีคุณภาพภายใต้การปฏิบัติงานตามระบบส่งเสริมการเกษตร ของกรมส่งเสริมการเกษตร

โดยในปี 2562 จะมีการนำร่องผลไม้เกรดพรีเมี่ยมจากระบบส่งเสริมการเกษตร แบบแปลงใหญ่  อาทิเช่น ชมพู่ ทุเรียน มังคุด ลำไย ลองกอง ลิ้นจี่ ส้มโอ และสับปะรด มาจำหน่ายออนไลน์ บนแพลตฟอร์มอีมาร์เก็ต (e-Market) THAILANDPOSTMART.COM ของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

สำหรับสินค้าเกษตรคุณภาพจากระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ในขณะนี้ มีจำหน่ายแล้วจำนวน 2 รายการ คือ ชมพู่เพชรสายรุ้ง ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนชมพู่เพชรสายรุ้ง จังหวัดเพชรบุรี และทุเรียนหมอนทอง ของสมาชิกแปลงใหญ่ทุเรียน จังหวัดจันทบุรี นอกจากนี้ยังมีแผนการนำสินค้าคุณภาพชนิดอื่นมาจำหน่ายต่อไป ได้แก่ มังคุด ของแปลงใหญ่มังคุดเขาคิชกูฏ จังหวัดจันทบุรี ลำไย ของแปลงใหญ่ลำไยจังหวัดลำพูน และเชียงใหม่ ลิ้นจี่ จากแปลงใหญ่ จังหวัดพะเยา รวมถึง ลองกอง ส้มโอ และสับปะรด ซึ่งคาดว่าจะเก็บเกี่ยวได้ในช่วงเดือน กรกฎาคม – สิงหาคมนี้ นอกจากนี้ ในปัจจุบันกรมส่งเสริมการเกษตรมีสินค้าแปรรูปจากวิสาหกิจชุมชนจำหน่ายออนไลน์ผ่านเว็บไซต์มากกว่า 10 วิสาหกิจชุมชน ซึ่งมีสินค้าเกษตรมากกว่า 40 รายการ ผู้สนใจซื้อสินค้าเกษตรคุณภาพ ที่ได้รับการส่งเสริมโดยกรมส่งเสริมการเกษตร สามารถเลือกซื้อสินค้าได้ในเว็บไซต์ THAILANDPOSTMART.COM โดยค้นหาด้วยคำว่า ‘กรมส่งเสริมการเกษตร’

กรมฯ มุ่งเป้านโยบายตลาดนำการผลิต ตอบรับตลาดออนไลน์ เชื่อมไปรษณีย์ไทย เพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตรคุณภาพ ผ่านไปรษณีย์ทั่วประเทศ โดยในปีนี้มีกลุ่มแปลงใหญ่ ที่สมัครเข้าร่วมโครงการพัฒนาเกษตรกรสู่การจำหน่ายสินค้าเกษตรในรูปแบบออนไลน์ กว่า 30 กลุ่มแปลงใหญ่ มีสินค้าทั้งผลผลิตสดและแปรรูป เช่น กล้วยไม้ ทุเรียน แคนตาลูป มะม่วง ทุเรียนป่าละอู มะพร้าวแปรรูป กาแฟ ผลิตภัณฑ์จากพริกไทย หัตถกรรม ข้าว ส้มโอบรรจุ ผลิตภัณฑ์จากถั่วลิสง มะม่วงกวน ฝรั่ง อโวคาโด ส้มเขียวหวาน กล้วยไข่ ส่วนในเดือนพฤษภาคมนี้ เป็นช่วงที่ลิ้นจี่ออกผลผลิต กรมฯจึงได้ส่งเสริมในการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลผลิตลิ้นจี่ห่อเกรดพรีเมี่ยมของแปลงใหญ่ อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา จำนวน 4 แปลงใหญ่ ที่มีการควบคุมคุณภาพด้วยการ “ห่อช่อผลลิ้นจี่” และทำการตรวจสอบคุณภาพ บรรจุภัณฑ์ การขนส่งจนถึงมือผู้บริโภค

สำหรับ “ลิ้นจี่ห่อ” เป็นการนำนวัตกรรม “ห่อช่อผลลิ้นจี่” ด้วยกระดาษคาร์บอนสีขาว สามารถช่วยป้องกันโรคแมลงและหนอนเจาะขั้วผล ลดการใช้สารเคมี ป้องกันผลแตกร่วง ทำให้สีสวย รสชาติอร่อยหอมหวาน และที่สำคัญลิ้นจี่ห่อผลจะทำให้ผลผลิตโตสม่ำเสมอ รสชาติดี  มีกลิ่นหอม เป็นสินค้าเกษตรปลอดภัยที่ผู้บริโภคมั่นใจ และปลอดภัยต่อเกษตรกรผู้ผลิต ขณะที่ ไปรษณีย์ไทย แจ้งว่าได้มีการนำรถควบคุมอุณหภูมิในการบริหารจัดการสินค้าเกษตรทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้รับลิ้นจี่ที่สด ใหม่ และมีคุณภาพ ประชาชนที่สนใจสามารถสั่งซื้อลิ้นจี่ห่อเกรดพรีเมี่ยมได้แล้ว ณ ที่ทำการไปรษณีย์จังหวัดทั่วประเทศ

รายงานพิเศษ : จากทุ่งบางระกำสู่‘บางพลวงโมเดล’ แก้ปัญหาน้ำตามศาสตร์พระราชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/414581

รายงานพิเศษ : จากทุ่งบางระกำสู่‘บางพลวงโมเดล’  แก้ปัญหาน้ำตามศาสตร์พระราชา

รายงานพิเศษ : จากทุ่งบางระกำสู่‘บางพลวงโมเดล’ แก้ปัญหาน้ำตามศาสตร์พระราชา

วันจันทร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ภายหลังกรมชลประทานบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง น้อมนำ“ศาสตร์พระราชา” เรื่องแก้มลิงมาใช้ป้องกันแก้ปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา โดยดำเนินโครงการปรับการเพาะปลูกข้าวทุ่งบางระกำ หรือโครงการบางระกำโมเดล ประสบผลสำเร็จต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการมากขึ้น สามารถเพิ่มพื้นที่ได้ถึง 382,000 ไร่ รองรับน้ำหลากได้ 550 ล้านลบ.ม. พร้อมทั้งขยายโครงการมาดำเนินการในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาใต้ จ.นครสวรรค์ 12 ทุ่ง ประมาณ 1.15 ล้านไร่ รับน้ำหลากได้ถึง 1,533 ล้าน ลบ.ม.

ผลดีจากการดำเนินโครงการดังกล่าว นอกจากใช้เป็นแก้มลิงธรรมชาติรองรับน้ำหลากไม่ให้ท่วมพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญๆแล้ว ยังส่งผลให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก่อนเกิดน้ำท่วมน้ำหลาก ไม่เกิดความเสียหาย ในช่วงที่มีน้ำอยู่ในทุ่งยังทำอาชีพประมงเป็นรายได้เสริม นอกจากนี้ การพักนาทำให้เกิดปุ๋ยอินทรีย์อย่างดี ข้าวที่ปลูกมีผลผลิตเพิ่มขึ้น ขณะที่ต้นทุนการผลิตลดลง เพราะใช้ปุ๋ยน้อยลง ลดค่าใช้จ่าย เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง ยั่งยืน

ก่อนหน้านี้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ อดีตรองนายกรัฐมนตรีสั่งการให้กรมชลประทานนำ “บางระกำโมเดล”ไปขยายผลดำเนินโครงการในพื้นที่อื่นที่ประสบปัญหาลักษณะใกล้เคียงกัน และมีแหล่งน้ำต้นทุนเพียงพอ ซึ่งกรมชลประทานพิจารณาเบื้องต้นพบว่า มีพื้นที่มีลักษณะที่จะขยายผลได้คือ พื้นที่ลุ่มต่ำท้ายเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ และพื้นที่ทุ่งบางพลวง จ.ปราจีนบุรี

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าในส่วนพื้นที่ลุ่มต่ำท้ายเขื่อนลำปาว กรมศึกษาแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วมไว้ 2 กรณีคือ เปิดพื้นที่ให้รับน้ำนองเช่นเดียวกับบางระกำโมเดล โดยปล่อยน้ำให้เกษตรกรทำนาและเก็บเกี่ยวให้เสร็จก่อนน้ำหลาก เมื่อถึงเดือนกันยายนจึงปล่อยให้เป็นพื้นที่เก็บน้ำได้ประมาณ 16 ล้านลบ.ม. แต่แนวทางนี้ยังมีเกษตรกรบางส่วนไม่พร้อมดำเนินการ จึงเสนออีกแนวทางหนึ่งคือ การขุดลอก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำออกจากที่ลุ่มต่ำได้ภายใน 2 อาทิตย์ หรือทำพนังกั้นน้ำโอบป้องกันน้ำเข้าท่วมเนื่องจากปัญหาน้ำท่วมที่นี่ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ประกอบกับหลังเพิ่มความจุให้เขื่อนลำปาว ทำให้เก็บน้ำได้เพิ่มขึ้นอีก 500 ล้าน ลบ.ม. รวมไปถึงการคาดการณ์ที่แม่นยำของกรมอุตุนิยมวิทยา ทำให้วางแผนบริหารจัดการน้ำล่วงหน้าได้

นอกจากนี้ ในอนาคตโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว มีแผนปรับปรุงระบบส่งน้ำระยะทางรวมกว่า 600 กิโลเมตร เป็นคลองคอนกรีตเสริมเหล็กทั้งหมด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระจายน้ำให้ได้รวดเร็วและทั่วถึงเต็มพื้นที่ชลประทานที่มีอยู่มากกว่า 300,000 ไร่ ซึ่งระบบกระจายน้ำที่มีประสิทธิภาพ จะทำให้มีต้นทุนน้ำสมบูรณ์พอแม้ในฤดูแล้ง และเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง

ส่วนพื้นที่ทุ่งบางพลวง กลับเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพที่จะขยายผลบางระกำโมเดลได้ ล่าสุดกรมชลประทาน โดยโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบางพลวง นำโครงการบางระกำโมเดลมาขยายผลดำเนิน โครงการบริหารจัดการน้ำทุ่งบางพลวง เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัย หรือ“บางพลวงโมเดล” โดยบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มได้แก่ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มหน่วยงานฝ่ายปกครอง และกลุ่มหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ

“ทุ่งบางพลวง”เป็นพื้นที่การเกษตรที่อยู่ในเขตชลประทาน ตั้งอยู่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำปราจีนบุรีต่อเนื่องถึงแม่น้ำบางปะกง เนื้อที่ประมาณ 499,000 ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ลุ่มต่ำครอบคลุม 4 อำเภอ ของจ.ปราจีนบุรี ได้แก่ อ.เมือง อ.ศรีมหาโพธิ อ.ศรีมโหสถ และอ.บ้านสร้าง รวมถึง 3 อำเภอของจ.ฉะเชิงเทรา ได้แก่ อ.บางคล้า อ.ราชสาส์น และอ.พนมสารคาม

ในอดีตพื้นที่ทุ่งบางพลวงจะประสบปัญหาอุทกภัยเป็นประจำ ทำให้ผลผลิตการเกษตรเสียหาย
กรมแก้ปัญหาด้วยการปรับปรุงพื้นที่โครงการ สร้างคันกั้นน้ำริมแม่น้ำปราจีนบุรีต่อเนื่องแม่น้ำบางปะกง และสร้างประตูระบายน้ำบริเวณคลองสายหลักที่เชื่อมต่อแม่น้ำ ช่วยเกษตรกรให้ทำกิจกรรมการเกษตรในทุ่งบางพลวงได้

อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาดังกล่าวพบว่าช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายนของทุกปีเป็นช่วงใกล้เก็บเกี่ยวข้าว เมื่อปิดประตูระบายน้ำ ปริมาณน้ำจะไม่ไหลบ่าเข้าทุ่งได้ จึงไหลเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรอื่น รวมไปถึงชุมชนริมแม่น้ำในอ.ศรีมหาโพธิ์ อ.บ้านสร้าง และพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญในอ.เมืองปราจีนบุรี ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นเป็นประจำเกือบทุกปี

 

 

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า การแก้ปัญหาระยะยาว กรมมีแนวคิดดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำทุ่งบางพลวงเพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยจ.ปราจีนบุรี หรือ“บางพลวงโมเดล”ลักษณะที่คล้ายโครงการบางระกำโมเดล เพื่อให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก่อนน้ำหลาก จากนั้นจะใช้เป็นทุ่งรับน้ำหลาก โดยต้องปรับปฏิทินการเพาะปลูกพืช (crop pattern)ใหม่ เป็นเริ่มเตรียมแปลงภายในเดือนเมษายนและเก็บเกี่ยวให้เสร็จกลางเดือนสิงหาคม ก่อนฤดูน้ำหลากจะมา

“ช่วงเดือนเมษายนต่อเนื่องถึงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา กรมชลประทานส่งน้ำสนับสนุนการเตรียมแปลงปลูกข้าวให้เกษตรกรพื้นที่นำร่อง เขตอ.ศรีมหาโพธิ 3 ตำบลคือ ต.หาดยาง ต.กระทงยาม ต.บางกุ้ง โดยการ สนับสนุนน้ำประมาณ 6.4 ล้านลบ.ม. ในพื้นที่การเกษตรปลูกข้าวประมาณ 20,000 ไร่ ซึ่งแนวทางนี้ เป็นการแก้ปัญหาให้เกษตรกรและชุมชนไม่เกิดความเสียหายทั้งสองกลุ่ม (win-win) ตลอดจนช่วยลดความขัดแย้ง ลดความเสียหายต่อผลผลิต และช่วยแก้ปัญหาอุทกภัยจ.ปราจีนบุรีอีกด้วย” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

หากการดำเนินโครงการบางพลวงโมเดลในพื้นที่นำร่องดังกล่าวประสบผลสำเร็จจะขยายผลไปพื้นที่อื่นของทุ่งบางพลวง ซึ่งมีพื้นที่ที่มีศักยภาพดำเนินโครงการได้ 200,000 ไร่ ต้องใช้น้ำสำหรับเตรียมแปลงประมาณ 64 ล้าน ลบ.ม.

ในอนาคตเพื่อให้การแก้ปัญหามีประสิทธิภาพยั่งยืน กรมชลประทานมีแผนที่ดำเนิน“โครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำบ้านวังชัน”เป็นอาคารบังคับน้ำในแม่น้ำปราจีนบุรี ช่วยผันน้ำเข้าทุ่งบางพลวง เพื่อสนับสนุนการเกษตรและแก้ปัญหาอุทกภัยในจ.ปราจีนบุรี

“บางพลวงโมเดล” จะประสบสำเร็จเหมือน “บางระกำโมเดล” หรือไม่….สิ้นฤดูฝนปีนี้มีคำตอบ

รายงานพิเศษ : ปลุกศพก.แปลงใหญ่เพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้ เทิดพระเกียรติเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/414086

รายงานพิเศษ : ปลุกศพก.แปลงใหญ่เพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้  เทิดพระเกียรติเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

รายงานพิเศษ : ปลุกศพก.แปลงใหญ่เพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้ เทิดพระเกียรติเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

วันศุกร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร ชวนเกษตรกร ศพก. แปลงใหญ่ รวมพลังสร้างมูลค่า เปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรจากไร่นา ให้เกิดประโยชน์ ลดการเผา ลดปัญหาหมอกควัน สร้างสมดุลระบบนิเวศ รักษาสิ่งแวดล้อมในชุมชนอย่างยั่งยืน โดยการเพิ่มมูลค่าจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์ในทุกมิติ เพื่อเทิดพระเกียรติเนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

นายสําราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ปีนี้ถือเป็นปีมหามงคลยิ่งของแผ่นดินไทย และพสกนิกรชาวไทย กรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้จัดทำโครงการ “โครงการรวมพลังสร้างมูลค่าจากไร่นาสู่สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” และเชิญชวนเกษตรกร ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เกษตรกรแปลงใหญ่ และเกษตรกรทุกหมู่เหล่า รวมพลังเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยเรามีวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเป็นจำนวนมากถึง 43 ล้านตันต่อปี และยังใช้ประโยชน์เป็นส่วนน้อย ที่เหลือถูกปล่อยทิ้ง หรือเผาทิ้ง รวมทั้งปัญหาวิกฤติหมอกควันปกคลุม ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ซึ่งสาเหตุหนึ่งคือการเผาเศษวัสดุในพื้นที่การเกษตร ซึ่งการเผานอกจากจะส่งผลกระทบต่อสุขอนามัยของประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก รวมทั้งการเผาเป็นการทำลายโครงสร้างและความอุดมสมบูรณ์ของดิน ทำให้ดินเสื่อมโทรม

สําราญ สาราบรรณ์

การดำเนินโครงการที่มุ่งเน้นให้เกษตรกรใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อลดต้นทุน และเพิ่มมูลค่าจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ภายใต้โครงการนี้ โดยมีศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และ ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ที่มีครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ใช้กลไกการดำเนินการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมสร้างสมดุลระบบนิเวศในชุมชนอย่างยั่งยืน

สำหรับกิจกรรมที่กรมส่งเสริมการเกษตร ดำเนินการร่วมกับ ศพก. ได้แก่ การอบรมถ่ายทอดความรู้เรื่อง การส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่เกษตรและการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์ การนำวัสดุมาจำหน่ายเป็นพลังงานชีวมวลผ่านการเชื่อมโยงตลาด เป็นการสร้างทางเลือกในการเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้การเกษตรให้เกิดมูลค่า โดยมีทางเลือกในการดำเนินกิจกรรม ได้แก่ 1.การไถกลบตอซังฟางข้าว ใบอ้อย หรือเศษซากพืช เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน คืนชีวิตให้ดิน ช่วยปรับปรุงโครงสร้างดิน ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุน ได้รับผลผลิตสูง มีรายได้เพิ่มขึ้น 2.เปลี่ยนเศษตอซังฟางข้าว หรือเศษวัสดุการเกษตรอื่นๆ ที่เหลือทิ้งในแปลงเพาะปลูก มาทำปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมัก เพื่อใช้ทดแทนปุ๋ยเคมี ทำให้ลดต้นทุนการผลิต และลดปัญหาสิ่งแวดล้อม 3.เปลี่ยนเศษวัสดุการเกษตร มาใช้เลี้ยงสัตว์ เช่น นำมาอัดก้อน หรือนำมาทำอาหารหมักเพื่อใช้เลี้ยงโค 4.เปลี่ยนวัสดุการเกษตรมาใช้ประโยชน์เป็นพลังงานทดแทน โดยนำไปผลิตเป็นเชื้อเพลิง เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในกระบวนการอุตสาหกรรม หรือใช้ทำอาหารในครัวเรือน 5.เปลี่ยนวัสดุในการเพาะเห็ด 6.เปลี่ยนเศษใบไม้ เศษฟาง เศษหญ้านำมาคลุมบริเวณโคนต้นพืช เก็บรักษาความชื้น “อุ้มน้ำ อุ้มปุ๋ย” 7. เปลี่ยนเปลือกซังข้าวโพดหรือฟางมาทำวัสดุเพาะปลูก โดยได้เริ่มนำร่องโครงการทดลองในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคเหนือ สามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้ถึง 35,664 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 142 ล้านบาท (ราคาปุ๋ยอินทรีย์เฉลี่ยกิโลกรัมละ 4 บาท) และการจำหน่ายวัสดุเหลือใช้การเกษตร เช่น แกลบ ชานอ้อย เศษไม้กากปาล์ม กากมัน ซังข้าวโพด เศษไม้ ขยะ เพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตพลังงานชีวมวล

“กรมส่งเสริมการเกษตร จึงขอเชิญชวนเกษตรกรเข้าร่วมโครงการนี้ เพื่อเทิดพระเกียรติเนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รวมทั้งช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อพัฒนาชีวิตและความเป็นอยู่ ลดการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และมีส่วนช่วยผลักดันให้คนไทยหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการประกอบอาชีพด้านการเกษตร”อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : สมาชิกสหกรณ์การเกษตรนิคมฯบางระกำปลื้ม ปลูกข้าวโพดหลังนาสร้างรายได้เพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/413808

รายงานพิเศษ : สมาชิกสหกรณ์การเกษตรนิคมฯบางระกำปลื้ม  ปลูกข้าวโพดหลังนาสร้างรายได้เพิ่ม

รายงานพิเศษ : สมาชิกสหกรณ์การเกษตรนิคมฯบางระกำปลื้ม ปลูกข้าวโพดหลังนาสร้างรายได้เพิ่ม

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พืชทางเลือกที่รัฐบาลส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก ตามโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา เพื่อปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวให้เป็นพื้นที่การปลูกพืชชนิดอื่น เพื่อปรับสมดุลของปริมาณการผลิตข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สร้างโอกาสให้เกษตรกรมีรายได้จากการประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่สูงขึ้น

สำหรับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั้น ตลาดในประเทศยังคงมีความต้องการสูง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงมองเห็นโอกาสในการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก โดยการประสานความร่วมมือกันของ 5 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมชลประทาน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร มีการสร้างแรงจูงใจต่างๆ ให้เกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อนำไปลงทุนซื้อหาปัจจัยการผลิตและเตรียมพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพด การประกันภัยผลผลิตเพื่อป้องกันความเสี่ยงหากได้พื้นที่ได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติ และประสานกับบริษัทเอกชนที่เป็นสมาชิกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์เข้ามารับซื้อข้าวโพดผ่านสหกรณ์

นายธีระยุทธ ธรรมชีวัน

สหกรณ์การเกษตรนิคมฯ บางระกำ จำกัด จังหวัดพิษณุโลก เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว เริ่มดำเนินโครงการ ตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน 2561 มีสมาชิกสหกรณ์เข้าร่วมโครงการ 229 ราย พื้นที่การเพาะปลูก 5,123 ไร่ ซึ่งขณะนี้สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการได้นำผลผลิตข้าวโพดมาขายให้กับสหกรณ์แล้ว

นายธีระยุทธ ธรรมชีวัน ผู้ช่วยผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรนิคมฯ บางระกำ จำกัด เล่าว่า หลังจากที่สหกรณ์ฯ ได้มีการส่งเสริมให้สมาชิกปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา โดยสหกรณ์ฯ จะดูแลสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการทุกขั้นตอน ตั้งแต่การปลูก การเก็บเกี่ยว การรวบรวมผลผลิต และจัดหาตลาดมารับซื้อ ปีนี้ผลผลิตค่อนข้างดีกว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉลี่ยต่อไร่อยู่ที่ 1,200–2,000 กิโลกรัม ซึ่งขณะนี้สหกรณ์ฯ ได้รวบรวมและรับซื้อผลผลิตข้าวโพดทั้งหมดจากสมาชิกแล้ว จำนวน 11,588.865 ตัน มูลค่า 70,478,840 บาท โดยสหกรณ์ฯสร้างแรงจูงใจสมาชิกเพื่อให้นำข้าวโพดมาจำหน่ายให้สหกรณ์ฯ ด้วยการรับซื้อในราคาสูงกว่าราคาท้องตลาด ตันละ 200 บาท ทำให้สมาชิกนำผลผลิตมาจำหน่ายมากขึ้น หากเปรียบเทียบปริมาณผลผลิตทั้งหมดที่สหกรณ์ฯ รวบรวมได้ระหว่างปีนี้กับปีที่ผ่านมา พบว่า ผลผลิตที่รวบรวมได้ในปีนี้เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว นอกจากนี้ราคารับซื้อในปีนี้ยังสูงขึ้นจากเดิมอีกกิโลกรัมละ 1 บาท ส่งผลให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรนิคมฯ บางระกำ จำกัด มีความพร้อมด้านอุปกรณ์การตลาด ทั้งโกดัง ฉาง และลานตาก เนื่องจากได้รับงบอุดหนุนจากจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ตามโครงการพัฒนาสถาบันเกษตรกรจัดเก็บผลผลิตทางการเกษตร (แก้มลิง) ปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน 15,100,000 บาท ในการสร้างลานตาก ขนาด 3,200 ตารางเมตร และฉาง ขนาด 10,000 ตัน เพื่อรองรับผลผลิตข้าวโพดจากสมาชิก และนำข้าวโพดเหล่านั้นมาอบลดความชื้น แยกสิ่งเจือปน แล้วจึงส่งขายให้โรงงานผลิตอาหารสัตว์ของบริษัท ซีพีต่อไป

“เมื่อสหกรณ์ฯ มีอุปกรณ์ทางการตลาดครบครัน ทำให้รับซื้อผลผลิตจากสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปได้อย่างเต็มกำลัง ไม่ว่าจะเป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือข้าว ในราคาที่เป็นธรรม สร้างความเชื่อมั่น สร้างแรงศรัทธาให้กับสมาชิกที่มีต่อสหกรณ์ว่ายังเป็นที่พึ่งของเขาได้” นายธีระยุทธ กล่าว

ด้านนางกำไร อิ่มใจ เลขานุการ สหกรณ์การเกษตรนิคมฯ บางระกำ จำกัด กล่าวเสริมว่า จากการประเมินผลการดำเนินโครงการฯ สมาชิกส่วนใหญ่พึงพอใจในรายได้ที่เพิ่มขึ้นและดีกว่าการทำนาเพียงอย่างเดียวรวมทั้งเห็นถึงประโยชน์ของการปลูกข้าวโพดทดแทนการทำนาปรัง จึงวางแผนปลูกปีต่อไปและสหกรณ์ฯ เริ่มส่งเสริมให้สมาชิกปลูกข้าวโพดหวานเพิ่มขึ้น เนื่องจากใช้ระยะเวลาปลูกเพียง 75 วัน ก็เก็บเกี่ยวได้ และจำหน่ายแบบสดไม่ต้องสี เพื่อเพิ่มทางเลือกให้สมาชิกอีกทางหนึ่ง

โครงการสานพลังประชารัฐ สร้างรายได้เสริมให้สมาชิก จากการเปลี่ยนไปปลูกพืชอย่างอื่นที่ตลาดกำลังต้องการช่วงหลังฤดูทำนาแล้ว ดินก็ยังได้รับการพักฟื้นฟูแร่ธาตุสารอาหารด้วย เมื่อถึงฤดูทำนาปีอีกครั้ง จะทำให้ข้าวที่ได้มีคุณภาพ มาตรฐาน และยังช่วยให้ประเทศลดการนำเข้าข้าวสาลีจากต่างประเทศได้อีกด้วย

รายงานพิเศษ : กรมปศุสัตว์นำสื่อมวลชนทัวร์ซีพีเอฟ ชมกระบวนการแปรรูปเนื้อไก่ครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/413572

รายงานพิเศษ : กรมปศุสัตว์นำสื่อมวลชนทัวร์ซีพีเอฟ  ชมกระบวนการแปรรูปเนื้อไก่ครบวงจร

รายงานพิเศษ : กรมปศุสัตว์นำสื่อมวลชนทัวร์ซีพีเอฟ ชมกระบวนการแปรรูปเนื้อไก่ครบวงจร

วันพุธ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมปศุสัตว์ และนายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้มอบหมายให้ นายพศวีร์ สมใจ ปศุสัตว์จังหวัดนครราชสีมา นำคณะสื่อมวลชน ในโครงการสื่อมวลชนสัญจร Food Feed Farm ของกรมปศุสัตว์ เข้าเยี่ยมชมกระบวนการผลิตเนื้อไก่ ของ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ณ โรงงานแปรรูปเนื้อไก่ครบวงจร อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา ซึ่งทุกกระบวนการผลิตได้มาตรฐานระดับโลก ภายใต้หลักสวัสดิภาพสัตว์ (Animal Welfare) สอดคล้องตามข้อกำหนดของอียู เพื่อผลิตอาหารปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคชาวไทยและทั่วโลก เป็นสินค้าปศุสัตว์ที่นำเงินตราเข้าประเทศเป็นจำนวนมหาศาลในแต่ละปี โดยมี นายภาณุวัตร เนียมเปรม รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส และนายสัตวแพทย์พยุงศักดิ์ สมยานนทนากุล รองกรรมการผู้จัดการ ด้านมาตรฐานการผลิตสัตว์ปีกและด้านความยั่งยืน ธุรกิจไก่เนื้อ ซีพีเอฟ ต้อนรับพร้อมบรรยายสรุปข้อมูลผลการดำเนินกิจการให้กับสื่อมวลชนได้รับทราบ

รายงานพิเศษ : สัมมนาครูบัญชีปี’62มุ่งพัฒนาชาติอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/413386

รายงานพิเศษ : สัมมนาครูบัญชีปี’62มุ่งพัฒนาชาติอย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : สัมมนาครูบัญชีปี’62มุ่งพัฒนาชาติอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จัดโครงการทำบัญชีส่งเสริมการออมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษกและการประชุมสัมมนา เรื่อง “มิติทางบัญชี สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” ประจำปี 2562 ระหว่างวันที่ 7-9 พฤษภาคม โดยมีนายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน และมอบใบประกาศเกียรติคุณและเข็มเชิดชูเกียรติแก่เกษตรกรดีเด่น สาขาบัญชีฟาร์ม และครูบัญชีดีเด่น ระดับประเทศ ประจำปี 2562 พร้อมบรรยายพิเศษ เรื่อง ทิศทางการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ วันที่ 8 พฤษภาคม 2562 ณ โรงแรมปรินซ์พาเลซ มหานาค กรุงเทพมหานคร

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า รัฐบาลมีงานนโยบายสำคัญหลายประการและเน้นให้สร้างการรับรู้แก่ประชาชนด้านต่างๆ
โดยนายกรัฐมนตรีเสนอให้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของชาติสู่การปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม กระทรวงเกษตรฯสอดรับ
แนวทางดำเนินงาน เพื่อพัฒนาประเทศไทยสู่ความยั่งยืน ในนิยาม“ชุมชนอยู่ดีมีสุข”ด้วยการพัฒนาความเป็นอยู่ อาชีพและรายได้แก่ประชาชน ตลอดจนปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตร

ทั้งนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหนึ่งในสังกัดที่ได้ร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯโดยกำหนดทิศทางปฏิบัติงาน ปีงบประมาณ 2562 ให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฏิรูปประเทศ แผนแม่บทภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติ และนโยบายกระทรวงเกษตรฯ โดยน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นองค์หนึ่งของศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนขับเคลื่อนภารกิจสู่เป้าหมายการส่งเสริมการทำบัญชีรายบุคคลที่เกิดประโยชน์ต่อผู้รับบริการอย่างเป็นรูปธรรม นำระบบบัญชีไปวางรากฐานเปรียบเป็นภูมิคุ้มกันและเป็นคู่มือชีวิตสร้างความเข้มแข็งและความโปร่งใสให้เกิดขึ้น ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบฐานรากพัฒนาสู่การขับเคลื่อนประเทศได้อย่างมั่นคง ส่วนหนึ่งเกิดจากการร่วมผลักดันขับเคลื่อนงานผ่าน อาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี หรือครูบัญชี ซึ่งเป็นกำลังหลักที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการถ่ายทอดความรู้ด้านบัญชีให้เกษตรกรทั่วประเทศ นับว่าเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และกระทรวงเกษตรฯ ตลอดจนช่วยผลักดันงานนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาภาคเกษตรและยกระดับเกษตรกรให้เข้มแข็งมีภูมิคุ้มกันที่ดี พึ่งพาตนเองได้

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า กรมมียุทธศาสตร์สร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและแข่งขันอย่างยั่งยืน โดยส่งเสริมองค์ความรู้ด้านทำบัญชี สู่ความพอเพียงตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นแนวทางขับเคลื่อนงานเสริมสร้างศักยภาพด้านการเงินการบัญชีแก่ประชาชน ผ่านการเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ และจัดทำบัญชีครัวเรือน เพื่อการจัดการเศรษฐกิจระดับครัวเรือน เพื่อให้มีทักษะและความสามารถวางแผนชีวิตครอบครัวทั้งด้านการออม การใช้จ่าย การก่อหนี้และการจัดการความเสี่ยง พัฒนาคุณภาพชีวิตได้เป็นรูปธรรม อยู่อย่างมีความสุขพอกินพอใช้ สร้างภูมิคุ้มกันความจนด้วยการทำบัญชีครัวเรือน สอดรับกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติด้านสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม เป้าหมายหลักคือ ประชาชนอยู่ดี กินดี มีความสุข โดยสนับสนุนการรวมตัวของประชาชน เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในการจัดการตนเอง และเตรียมพร้อมสู่การเป็นประชากรที่มีคุณภาพ พึ่งตนเองและทำประโยชน์แก่ครอบครัว ชุมชนและสังคมอย่างยั่งยืน ภายใต้กรอบความคิด “บัญชี 3 มิติ ฐานรากของคำว่าพอ”ซึ่งประกอบด้วยมิติรู้ตนเอง มิติรู้สภาพแวดล้อม และมิติรู้อนาคต

ทั้งนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ดำเนินการขับเคลื่อนภารกิจด้านการส่งเสริมการจัดทำบัญชีแก่เกษตรกร สมาชิกสถาบันเกษตรกร และประชาชนทั่วไป ผ่านโครงการต่างๆของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ รวมถึงงานบูรณาการกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการถ่ายทอดความรู้ทางบัญชี ซึ่งดำเนินการโดยสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ 77 จังหวัด เพื่อให้ผู้รับบริการทำบัญชีได้ ใช้บัญชีเป็น และใช้ข้อมูลทางบัญชีดำรงชีพและประกอบอาชีพ ทั้งการมีส่วนร่วมภาคประชาชน โดยสร้างอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี (ครูบัญชี) ให้เป็นแกนนำถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านบัญชี เป็นเครือข่ายผู้ปฏิบัติงานส่งเสริมการจัดทำบัญชีขยายผลในวงกว้างเพิ่มขึ้นทุกปี โดยแต่ละปีกรม จะคัดเลือกครูบัญชีที่มีผลงานดีเด่นด้านทำบัญชี มีความคิดริเริ่มฟันฝ่าอุปสรรคในการสร้างผลงาน เสียสละเพื่อประโยชน์สุขส่วนรวม เป็นผู้นำ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นสาขาบัญชีฟาร์ม ระดับประเทศ ระดับภาคและระดับจังหวัด และครูบัญชีดีเด่นระดับประเทศ เพื่อเป็นเกียรติประวัติความภาคภูมิใจของครอบครัวและชุมชน สร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของครูบัญชี

อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์กล่าวอีกว่า ปีนี้กรมจัดประชุมสัมมนาเรื่อง “มิติทางบัญชี สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน”ประจำปี 2562 ขึ้น มุ่งหวังให้ผู้ปฏิบัติงานส่งเสริมการจัดทำบัญชีรายบุคคลของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ทั้งบุคลากรผู้ปฏิบัติงานและอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี ซึ่งเป็นเครือข่ายภาคประชาชน เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องนโยบายของรัฐบาลและแผนงาน/โครงการสำคัญๆเร่งด่วน ของกระทรวงเกษตรฯ
และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ในปี 2562 ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี (ครูบัญชี) ทั้งในระดับจังหวัด ระดับภาค
และระดับประเทศ ร่วมด้วยข้าราชการกรม เข้าร่วมประชุมทั้งสิ้น 357 คน

โอกาสนี้ ได้จัดให้มีพิธีมอบใบประกาศเกียรติคุณและเข็มเชิดชูเกียรติแก่เกษตรกรดีเด่น สาขาบัญชีฟาร์ม ระดับประเทศ/ระดับภาค/ระดับจังหวัด 77 รางวัล และรางวัลส่งเสริมการทำบัญชีดีเด่น ระดับประเทศ 10 รางวัล โดยเกษตรกรดีเด่น ระดับประเทศ สาขาบัญชีฟาร์ม
ประจำปี 2562 ได้แก่ นายภูดิศ หาญสวัสดิ์ เกษตรกรดีเด่นจากจ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่ทำเกษตรโดยปราศจากการใช้สารเคมี ตระหนัก
ถึงคุณภาพสินค้าและความปลอดภัยของผู้บริโภค สามารถถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตรให้ชุมชน รวมถึงถ่ายทอดความรู้ด้านบัญชีให้เกษตรกรและชุมชน ได้ใช้ข้อมูลทางบัญชี มาวิเคราะห์วางแผนการประกอบอาชีพ ปรับเปลี่ยนแนวทางทำเกษตรแบบดั้งเดิมให้ก้าวหน้าขึ้น
และครูบัญชีดีเด่น ระดับประเทศ ประจำปี 2562 ได้แก่ นางสาวกาญจนา เชื้อบ่อคา ครูบัญชีดีเด่นจาก จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร โดยใช้ข้อมูลบัญชีเป็นเครื่องมือวิเคราะห์การวางแผน เน้นที่การวิเคราะห์ตนเอง การเพิ่มรายได้ และลดรายจ่าย ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

รายงานพิเศษ : ปศุสัตว์ลุยขับเคลื่อน‘Food Feed Farm’ คุมเข้มมาตรฐานอาหารคน-สัตว์-ฟาร์ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/413170

รายงานพิเศษ : ปศุสัตว์ลุยขับเคลื่อน‘Food Feed Farm’  คุมเข้มมาตรฐานอาหารคน-สัตว์-ฟาร์ม

รายงานพิเศษ : ปศุสัตว์ลุยขับเคลื่อน‘Food Feed Farm’ คุมเข้มมาตรฐานอาหารคน-สัตว์-ฟาร์ม

วันจันทร์ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมปศุสัตว์ นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่จังหวัดลพบุรี-นครราชสีมา ดูผลการดำเนินงานขับเคลื่อนมาตรฐาน อาหารคน อาหารสัตว์ และมาตรฐานฟาร์ม ตามนโยบาย Food Feed Farm

นายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่าด้วยปัจจุบันผู้บริโภคทั่วโลกให้ความใส่ใจในสุขภาพและความปลอดภัยด้านอาหารมากยิ่งขึ้น กรมปศุสัตว์ในฐานะองค์กรที่มีหน้าที่หลักในการกำหนดนโยบายควบคุมการพัฒนาเทคโนโลยีเกี่ยวกับการปศุสัตว์ให้ผลิตออกมามีมาตรฐานถูกสุขอนามัย ปราศจากโรค สารตกค้าง และสารปนเปื้อน จำเป็นที่จะต้องกำหนดทิศทางการดำเนินงานที่ชัดเจนก็เพื่อให้กระบวนการผลิตอาหารตั้งแต่ก่อนที่จะได้เป็นวัตถุดิบจนนำมาสู่การแปรรูปไปเป็นอาหารอย่างถูกสุขอนามัยปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ซึ่งกรมได้มีการดำเนินการ (Food hazard) การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร (Food safety) จะช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยต่อสุขภาพผู้บริโภคภายในประเทศ และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันด้านสินค้าเกษตรและอาหารกับนานาประเทศโดยมาตรฐานในการผลิตสินค้าปศุสัตว์จะต้องครอบคลุมทั้งห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่มาตรฐานอาหารสัตว์ มาตรฐานฟาร์ม และมาตรฐานการผลิตเนื้อสัตว์

โดยกรมปศุสัตว์มีนโยบายในการพัฒนาปรับปรุงกระบวนการผลิตเนื้อสัตว์ให้สอดคล้องต่อระเบียบและข้อกำหนดของประเทศไทยและต่างประเทศ พร้อมติดตามข้อกำหนดที่มีการปรับเปลี่ยนอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้เท่าทันและทัดเทียมตลาดโลก ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ไปจนถึงแหล่งผลิตสินค้า เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการผลิตสินค้าปศุสัตว์โดยในด้านมาตรฐานการผลิตเนื้อสัตว์ กรมปศุสัตว์มีการดำเนินการจัดตั้งโครงการเนื้อสัตว์อนามัย โครงการเนื้อสัตว์ปลอดภัยใส่ใจผู้บริโภค (ปศุสัตว์ OK) เพื่อการพัฒนามาตรฐานสินค้าปศุสัตว์เกิดประโยชน์ต่อผู้ผลิตผู้ขาย และผู้บริโภคภายในประเทศ

อย่างไรก็ตาม สำหรับการนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานในครั้งนี้ก็เพื่อเผยแพร่ผลการดำเนินงานดังกล่าวตามนโยบายของกรม โดย สหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ก สวนมะเดื่อจำกัด จ.ลพบุรี นับเป็นสหกรณ์ต้นแบบในการดำเนินการจัดตั้งศูนย์บริการอาหารสัตว์ (Feed Center) เพื่อผลิตอาหารผสมครบส่วนสำหรับโคนม (TMR) สำหรับการเลี้ยงโคนมของสมาชิกสหกรณ์ฯ รวมถึงระบบการผลิตโคทดแทนซึ่งดำเนินการโดยสหกรณ์ ที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณและองค์ความรู้ต่างๆ ทั้งจากกรมปศุสัตว์และจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนผลการดำเนินงานของสหกรณ์โคนมด่านขุนทด ซึ่งเป็นสหกรณ์โคนมขนาดเล็กแต่มีคุณภาพ มีสมาชิกเป็นผู้เลี้ยงโคนมเพียง 43 ราย แต่สมาชิกทั้งหมดได้รับการรับรองฟาร์มมาตรฐานจากกรมปศุสัตว์ ซึ่งเป็นตัวรับประกันได้ว่าน้ำนมที่ผลิตมาจากสหกรณ์แห่งนี้เป็นน้ำนมที่มีคุณภาพ ตรงตามมาตรฐานและได้รับการรับรองจากกรมปศุสัตว์ตั้งแต่จุดเริ่มต้นกระบวนการผลิตไปจะถึงมือผู้บริโภค

รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวย้ำว่า “อย่างไรก็ดี กรมมุ่งหวังว่าการลงพื้นที่ดูงานในครั้งนี้ทั้งสองสหกรณ์ล้วนมีการดำเนินงานที่เกิดผลสำเร็จตามนโยบายของกรม ที่สามารถเป็นโมเดลสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีด้านอาหารสัตว์สำหรับการเลี้ยงโคนมให้แก่สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมอื่นๆ ในประเทศต่อไปได้เป็นอย่างดี”

รายงานพิเศษ : แปลงใหญ่ท่ากุ่มผลงานโบแดงมกอช. ต้นแบบผลิตทุเรียนคุณภาพมาตรฐานGAP

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/412675

รายงานพิเศษ : แปลงใหญ่ท่ากุ่มผลงานโบแดงมกอช. ต้นแบบผลิตทุเรียนคุณภาพมาตรฐานGAP

รายงานพิเศษ : แปลงใหญ่ท่ากุ่มผลงานโบแดงมกอช. ต้นแบบผลิตทุเรียนคุณภาพมาตรฐานGAP

วันศุกร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มปลูกพืชชนิดเดียวกัน ในพื้นที่ใกล้เคียงกันและบริหารจัดการร่วมกัน เพื่อให้เกิดการผลิต จำหน่าย และมีตลาดรองรับแน่นอน รวมถึงลดต้นทุนการผลิต ตลอดจนผลผลิตได้มาตรฐานตรงตามความต้องการของผู้บริโภค

โครงการพัฒนาส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ทุเรียนโซนภาคตะวันออกเข้าสู่มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP พืชอาหาร) ปี 2562 เป็นโครงการหนึ่งที่ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)จัดทำขึ้น ตามนโยบายส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ของกระทรวงเกษตรฯ โดยบูรณาการร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดตราด พัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนภาคตะวันออก มีความรู้ความเข้าใจในหลักการปลูกทุเรียนให้ได้ตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร (มกษ.9001-2556) สามารถผลิตทุเรียนได้มีคุณภาพ ปลอดภัยตรงตามความต้องการของตลาดและผู้บริโภค อีกทั้งสามารถส่งวัตถุดิบให้โรงงานผลิตทุเรียนแช่เยือกแข็ง เพื่อส่งออกตามมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสำหรับการผลิตทุเรียนแช่เยือกแข็ง (มกษ. 9046-2560)

รวมทั้งส่งเสริมความรู้แก่เกษตรกรเกี่ยวกับการใช้และแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน Q ระบบตามสอบสินค้าเกษตรและอาหาร (QR Trace) และระบบจับคู่ธุรกิจขยายตลาดสินค้าเกษตรผ่านระบบออนไลน์ (DGT-Farm) ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนผลิตทุเรียนได้มีคุณภาพปลอดภัย ตรงตามความต้องการของตลาด และผู้บริโภค นอกจากนี้ ได้ประสานกรมวิชาการเกษตรให้การรับรองมาตรฐาน GAP พืชอาหาร กับเกษตรกรที่ผ่านการตรวจประเมินเบื้องต้น

นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า สำหรับกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ทุเรียนท่ากุ่ม ต.ท่ากุ่ม อ.เมือง จ.ตราด ถือเป็นกลุ่มต้นแบบที่ผลิตทุเรียนคุณภาพมาตรฐาน GAP พืชอาหารของจ.ตราด ปัจจุบันมีสมาชิก 40 ราย พื้นที่ปลูกทุเรียน 532 ไร่ ได้แก่ ทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ก้านยาว พวงมณี และกระดุม เข้าร่วมโครงการแปลงใหญ่ ปี 2561เพื่อผลิตทุเรียนคุณภาพ ตามมาตรฐาน GAP ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มช่องทางการตลาด และตรวจสอบย้อนกลับไปสู่แหล่งผลิตด้วย QR Code เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค

ด้านนายเรือง ศรีนาราง ประธานกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ทุเรียนท่ากุ่ม กล่าวว่า การรวมกลุ่มเกิดขึ้นเพื่อลดต้นทุนการผลิต โดยมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯร่วมให้ความรู้ ทั้งด้านวิชาการ การทำบัญชี การผลิตปุ๋ยใช้เอง และได้รับความรู้การผลิตทุเรียนคุณภาพมาตรฐาน GAP รวมทั้งเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกันเพื่อช่วยกันคิดช่วยกันทำจนประสบความสำเร็จ ซึ่งขณะนี้สมาชิกกลุ่ม 40 คน ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP เกือบทั้งหมดแล้ว

“การเข้าสู่กระบวนการผลิตทุนเรียนคุณภาพมาตรฐาน GAP ในช่วงแรก อาจติดขัดบ้าง แต่ทำจนชิน และติดเป็นนิสัย ก็ไม่ใช่เรื่องยาก ทำให้ผลผลิตทุเรียนของเรามีคุณภาพ เพื่อป้อนตลาดทั้งในประเทศ และตลาดส่งออก รวมทั้งช่วยยกระดับราคาที่สูงขึ้น” นายเรือง กล่าว

จูอะดี พงศ์มณีรัตน์

จูอะดี พงศ์มณีรัตน์

รายงานพิเศษ : ฟาร์มโคเนื้อสร้างอาชีพ ระยะ1ฉลุย เพิ่มพันธุ์ดี-ลดต้นทุนสร้างรายได้มั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/412485

รายงานพิเศษ : ฟาร์มโคเนื้อสร้างอาชีพ ระยะ1ฉลุย เพิ่มพันธุ์ดี-ลดต้นทุนสร้างรายได้มั่นคง

รายงานพิเศษ : ฟาร์มโคเนื้อสร้างอาชีพ ระยะ1ฉลุย เพิ่มพันธุ์ดี-ลดต้นทุนสร้างรายได้มั่นคง

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากการดำเนินโครงการฟาร์มโคเนื้อสร้างอาชีพ โดยมีกรมปศุสัตว์ เป็นหน่วยงานเจ้าภาพ เพื่อสร้างอาชีพการเลี้ยงโคเนื้อเป็นอาชีพที่สร้างรายได้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน เพิ่มผลผลิตโคเนื้อและความมั่นคงทางอาหาร สร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกร สหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ ตลอดจนเพิ่มศักยภาพระบบการผลิตโคเนื้อของประเทศ โดยการดำเนินโครงการ แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ดำเนินการในปีงบประมาณ 2559 – 2565 และระยะที่ 2ดำเนินการในปีงบประมาณ 2561 – 2567

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก.ในฐานะหน่วยงานที่ติดตามและประเมินผลโครงการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการติดตามผลการดำเนินโครงการฟาร์มโคเนื้อสร้างอาชีพ ระยะที่ 1 พบว่า มีเกษตรกรเข้าร่วม จำนวน 397 ราย คิดเป็น 99% ของเป้าหมาย 400 ราย มีสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ
เข้าร่วม 23 แห่ง ซึ่งเกินจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 20 แห่ง คิดเป็นสัดส่วน 115% ของเป้าหมายโครงการ สนับสนุนสินเชื่อให้แก่เกษตรกรรายละไม่เกิน 250,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อแม่พันธุ์โคเนื้อรายละ ไม่เกิน 5 ตัว ตัวละไม่เกิน 40,000 บาท และค่าก่อสร้างหรือปรับปรุงโรงเรือน/แปลงหญ้า รายละไม่เกิน 50,000 บาท จัดหาแม่พันธุ์โคเนื้อให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 1,975 ตัว

อัญชนา ตราโช

จากการสอบถามเกษตรกรตัวอย่างที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 358 ราย พบว่า เกษตรกร 67% ของเกษตรกรที่ได้รับสินเชื่อ ได้นำไปสร้างโรงเรือนใหม่ อีก 33% นำสินเชื่อไปปรับปรุงหรือต่อเติมโรงเรือนที่มีอยู่เดิมและหลังจากเข้าร่วมโครงการ เกษตรกรเกือบทุกรายมีการปลูกพืชอาหารสัตว์เฉลี่ย 1 ไร่ ต่อโคเนื้อ 1 ตัว ซึ่งเป็นไปตามหลักวิชาการในการเลี้ยงโคเนื้อ นอกจากนี้ พบว่า เกษตรกร 63% สามารถลดต้นทุนการผลิต จากการนำปุ๋ยคอกไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ทำการเกษตรของตนเอง โดยสามารถลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีได้เฉลี่ยไร่ละ 47.89 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าการลดการใช้ปุ๋ยเคมีเฉลี่ยปีละ 934 บาทต่อไร่

สำหรับการติดตามตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2559 – 2561) พบว่า สามารถผลิตลูกโคเนื้อได้รวม 2,035 ตัว และมีลูกโคเดินตามตั้งแต่แรกซื้อจำนวน 550 ตัว โดยคาดว่าเกษตรกร 78% สามารถชำระคืนสินเชื่อได้ทันเวลาและครบตามจำนวนที่ต้องชำระคืน ส่วนที่เหลือ 22% ชำระได้เพียงบางส่วน ทั้งนี้ มีเกษตรกรจำนวน 3 ราย ที่สามารถชำระคืนสินเชื่อได้ก่อนกำหนด

นอกจากนี้ เกษตรกร 84% ต้องการประกอบอาชีพการเลี้ยงโคเนื้อต่อไป โดยมีการสร้างเครือข่ายระหว่างเกษตรกรด้วยกันเฉลี่ยรายละ 4 เครือข่าย ส่วนสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อจำนวน 21 แห่ง มีการสร้างเครือข่ายเฉลี่ยแห่งละ 3 เครือข่าย โดยเกษตรกรมีแนวคิดที่จะขยายธุรกิจหรือเพิ่มมูลค่าให้กับโคเนื้อด้วยวิธีการรวมกลุ่มกันพัฒนาสายพันธุ์โคเนื้อให้ตรงตามความต้องการของตลาด ผลิตลูกโคเนื้อ และขุนลูกโคตัวผู้ที่เกิดจากแม่พันธุ์โคเนื้อในโครงการ เพื่อจำหน่าย รวมทั้งผลิตโคเนื้อแบบครบวงจร

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การดำเนินงานโครงการฟาร์มโคเนื้อสร้างอาชีพ ระยะที่ 1 ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์โครงการฯ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ควรให้ความรู้เพิ่มเติมแก่เกษตรกร เกี่ยวกับการคัดเลือกแม่พันธุ์โคเนื้อ การผสมเทียม และการจับสัด อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตลูกโคเนื้อได้ตามเป้าหมายที่โครงการ กำหนดไว้ นอกจากนี้ ควรร่วมกันพิจารณาเกี่ยวกับแนวทางการชำระคืนสินเชื่อของโครงการ และวิธีการแก้ไขปัญหาสำหรับเกษตรกรที่ได้รับสินเชื่อล่าช้าและสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อที่ประสบปัญหาในการดำเนินงาน

รายงานพิเศษ : รู้เท่าทัน…ถนนคันคลองชลประทานไม่ทรุด!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/411996

รายงานพิเศษ : รู้เท่าทัน...ถนนคันคลองชลประทานไม่ทรุด!

รายงานพิเศษ : รู้เท่าทัน…ถนนคันคลองชลประทานไม่ทรุด!

วันอังคาร ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ระบบส่งน้ำหรือกระจายน้ำในพื้นที่ชลประทานมีหลายรูปแบบแต่ที่นิยมมากที่สุดก็คือ การส่งน้ำด้วยคลอง ซึ่งเป็นระบบส่งน้ำที่มีต้นทุนต่ำกว่าระบบส่งน้ำอื่นๆและยังใช้ประโยชน์จากคันคลองชลประทานในการใช้เป็นเส้นทางสัญจรได้อีกด้วย

ในอดีตถนนคันคลองจะใช้ดินที่เกิดขึ้นจากการขุดหรือลอกคูคลอง นำมาถมเป็นคันคลองสำหรับสร้างเป็นถนนเพื่อใช้เป็นเส้นทางลำเลียงผลผลิต ซึ่งจะรับน้ำหนักบรรทุกได้ไม่มากนัก โดยเฉพาะคันคลองชลประทานในพื้นที่ราบลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง ในเขตจ.พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม และพื้นที่บางส่วนของจ.สระบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา ที่เกิดจากการทับถมของตะกอนดิน ซึ่งชั้นตะกอนดินด้านบนเป็นดินเหนียวอ่อน จึงทำให้รับน้ำหนักบรรทุกได้ต่ำกว่าชั้นดินในพื้นที่อื่นๆของประเทศ

ดังนั้น คันคลองชลประทานในพื้นที่ดังกล่าว จึงเสี่ยงทรุดตัว และยิ่งปัจจุบันพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง มีการพัฒนาเศรษฐกิจ ชุมชนเมืองมาก พื้นที่การเกษตรถูกปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่อยู่อาศัย โรงงานอุตสาหกรรมและอื่นๆ ถนนคันคลองชลประทานจึงไม่ได้เป็นแค่ถนนที่ใช้ลำเลียงผลผลิตการเกษตรของเกษตรกรเท่านั้น แต่ยังใช้สัญจร ตลอดจนใช้ขนส่งสินค้าทั่วไป จึงทำให้ถนนคันคลองชลประทานทรุดอย่างที่เป็นข่าวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงฤดูแล้งที่น้ำในลำคลองค่อนข้างน้อย

จากการศึกษา ปัจจัยที่ทำให้เกิดการทรุดตัวของคันคลองชลประทาน เกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการกัดเซาะของน้ำทำเอาดินหลุดออกไป การเพิ่มปริมาณตะกอนในลำน้ำทำให้ทิศทางการไหลของน้ำเปลี่ยนไป การมีน้ำหนักบรรทุกเกินพิกัดบนคันคลอง การลดระดับของน้ำในลำน้ำกะทันหัน ทำชั้นดินที่ไม่แข็งแรง เช่น ดินเหนียวอ่อน หรือมีชั้นทรายบางๆ การแตกร้าว ทำให้ดินทรุดตัว ถนนบนคันคลองก็ทรุดตัวตามไปด้วย หาใช่ว่าการสร้างถนนบนคันคลองชลประทานของกรมชลประทานไม่ได้มาตรฐาน การสร้างถนนบนคันคลองชลประทานที่ผ่านมาเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ แต่ด้วยปัจจัยกล่าวข้างต้น ถนนบนคันคลองชลประทานจึงเสี่ยงทรุดตัวมากกว่าถนนทั่วๆ ไป

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบันถนนบนคันคลองชลประทานมีการพัฒนาให้เป็นเส้นทางคมนาคม โดยเสริมชั้นคันทางและทำผิวจราจร ตามการขยายตัวของชุมชน ทำให้คันคลองต้องแบกรับน้ำหนักบรรทุกที่เกิดจากโครงสร้างชั้นทาง และปริมาณการจราจรเพิ่มขึ้น ประกอบกับจากเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาทำให้ก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง รวมทั้งเสริมความสูงถนนบนคันคลองชลประทาน ทำหน้าที่เป็นคันกั้นน้ำ ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระการแบกรับน้ำหนักบรรทุกให้คลองชลประทานมากขึ้นด้วย

“ระยะเริ่มต้นของการพัฒนาระบบชลประทาน คันคลองชลประทานไม่ได้ถูกออกแบบให้รับภาระน้ำหนักบรรทุกมากๆ เนื่องจากชั้นตะกอนดินด้านบนที่เป็นดินเหนียวอ่อนนั้นรับน้ำหนักบรรทุกได้ต่ำเมื่อระดับน้ำในคลองลดต่ำลง การทรุดตัวของคันคลองจึงเกิดขึ้นไม่มาก แต่ในปัจจุบันจากการพัฒนาประเทศ และการขยายตัวของชุมชนเมือง ทำให้คันคลองชลประทานต้องแบกรับภาระน้ำหนักบรรทุกมากขึ้น เมื่อมีการลดระดับของน้ำในคลองลง ทำให้แรงดันน้ำที่ช่วยพยุงคันคลองชลประทานหายไป เป็นผลให้เกิดปัญหาการทรุดตัวของถนนบนคันคลองตามมา โดยที่ขนาดของการทรุดตัวมีแนวโน้มใหญ่มากขึ้น” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

อย่างไรก็ตาม เพื่อหลีกเลี่ยงหรือป้องกันการทรุดตัวของถนนคันคลองชลประทาน โดยเฉพาะคันคลองชลประทานที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง จะต้องควบคุมแรงที่กระทำกับถนนไม่ให้มากเกินกว่าความสามารถของชั้นดินเหนียวอ่อนจะรับได้ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมน้ำหนักของรถที่สัญจรให้เป็นไปตาม ข้อกำหนดเคร่งครัด โดยเฉพาะช่วงฤดูแล้ง เมื่อระดับน้ำในคลองเริ่มลดลง หรือการรักษาระดับน้ำในคลองให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย และหลีกเลี่ยงการใช้น้ำจนน้ำในคลองแห้ง

นอกจากนี้ ในการปรับปรุงถนน และก่อสร้างอาคารบนคันคลอง ตลอดจนขุดลอกคลอง ต้องพิจารณา เสถียรภาพของลาดตลิ่งคลองให้เป็นไปตามเกณฑ์กำหนดอย่างเคร่งครัด ส่วนคันคลองไหนที่จะเป็นเส้นทางสัญจรหลัก มีปริมาณรถยนต์ที่จะใช้จำนวนมาก ต้องออกแบบก่อสร้างที่แตกต่างจากถนนคันคลองทั่วไป

รู้เท่าทัน ป้องกัน ถนนบนคันคลองทรุดได้…..