รายงานพิเศษ : รบ.น้อมนำพระราชปณิธาน‘ร.10’ สานต่อพระราชดำริ‘ร.9’พัฒนาแหล่งน้ำเพื่อราษฎร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/411356

รายงานพิเศษ : รบ.น้อมนำพระราชปณิธาน‘ร.10’  สานต่อพระราชดำริ‘ร.9’พัฒนาแหล่งน้ำเพื่อราษฎร

รายงานพิเศษ : รบ.น้อมนำพระราชปณิธาน‘ร.10’ สานต่อพระราชดำริ‘ร.9’พัฒนาแหล่งน้ำเพื่อราษฎร

วันศุกร์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงตระหนักถึงความสำคัญของ “น้ำ” ที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตและยกระดับฐานะของราษฎรได้มั่นคงยั่งยืน ประกอบกับการที่ได้ทรงเรียนรู้การทรงงานด้านพัฒนาต่างๆ จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระบรมชนกนาถ ในการเสด็จฯไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแต่ละครั้งนั้น นอกจากสร้างขวัญกำลังใจ และนำความปลื้มปีติสู่ราษฎรแล้ว ทรงศึกษาและทอดพระเนตรโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ด้วยความสนพระราชหฤทัย และพระราชทานแนวทางเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ราษฎรผู้รับประโยชน์จากโครงการนั้นๆ อีกด้วย

พระองค์ทรงริเริ่มโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ เมื่อครั้งยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร โดยเสด็จฯไปทอดพระเนตรพื้นที่โครงการอุทยานเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน ต.ยางหัก อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี และโครงการสวนป่าสิริกิติ์ บ้านห้วยม่วง ต.ตะนาวศรี อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2534 ราษฎรต.ยางหัก ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทาน ความช่วยเหลือด้านแหล่งน้ำ พระองค์จึงมีพระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาจัดทำโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในตำบลยางหักอันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้น เพื่อช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่ดังกล่าว

โครงการพัฒนาแหล่งน้ำในตำบลยางหัก อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงนับว่าเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริโครงการแรกของพระองค์ โดยสร้างอ่างเก็บน้ำขึ้น 5 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยแม่ประจัน 2 อ่างเก็บน้ำบ้านพุกรูด อ่างเก็บน้ำเขาหัวแดง อ่างเก็บน้ำห้วยพุกรูด และอ่างเก็บน้ำหินสีตอนบน ในปัจจุบันอ่างเก็บน้ำทั้ง 5 แห่งดังกล่าว ส่งน้ำให้พื้นที่เพาะปลูกในตำบลยางหัก มากกว่า 7,300 ไร่ ได้ทั่วถึง ช่วยส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรม สร้างฐานะรายได้ที่ดีขึ้น ราษฎรที่เคยอพยพทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดไปเพราะการประกอบอาชีพที่ไม่ได้ผล พากันกลับสู่บ้านเกิดด้วยความหวังในชีวิตที่เกิดขึ้นจากน้ำพระราชหฤทัย

นับจากนั้นเป็นต้นมา เกือบทุกครั้งที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเสด็จสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ไปทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ต่างๆ มักจะทรงแยกไปทอดพระเนตรความเป็นอยู่ของราษฎรและพระราชทานแนวพระราชดำริพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อช่วยเหลือปัดเป่าความเดือดร้อนให้ราษฎรในพื้นที่นั้น

จากปี 2534 จนถึงปัจจุบัน โครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศกว่า 100 โครงการ โดยโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้งหมด ได้อำนวยประโยชน์ สร้างฐานะทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีให้พสกนิกร ขณะเดียวกันก็สร้างความมั่นคง ความสงบสุข และประโยชน์กับสังคมโดยรวมของประเทศอีกด้วย

ทั้งนี้ พระองค์พระราชทานพระราชกระแสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตาม ขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ บังเกิดประโยชน์สูงสุดกับราษฎร และเพื่อให้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริสำเร็จตามวัตถุประสงค์

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า สทนช. ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้น้อมนำพระราชกระแสของ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาขับเคลื่อน และผลักดันโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ รวมทั้งน้อมนำศาสตร์พระราชามาใช้บริหารจัดการน้ำของประเทศ โดยดำเนินการจัดลำดับความสำคัญพิจารณาแผนงาน งบประมาณโครงการพระราชดำริที่พร้อม ไม่ติดปัญหาอุปสรรคใดเป็นลำดับแรก ช่วง 1 ปีที่ผ่านมาสทนช.เสนอโครงการสำคัญเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ให้ความเห็นชอบ รวม 19 โครงการ ในจำนวนนี้เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จำนวน 6 โครงการ เช่น โครงการประตูระบายน้ำศรีสองรัก จ.เลย อ่างเก็บน้ำลำสะพุง จ.ชัยภูมิ และประตูระบายน้ำลำน้ำพุง-น้ำก่ำ จ.สกลนคร นอกจากนี้ ยังร่วมกับ สำนักงาน กปร.ทำแผนการพัฒนาเพื่อให้ดำเนินโครงการได้ต่อเนื่อง

และที่สำคัญภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) รัฐบาลยังได้กำหนดให้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการสำคัญเร่งด่วน ที่ต้องดำเนินการ พร้อมให้บูรณาการหน่วยงาน เร่งติดตามประสานการขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริด้านพัฒนาแหล่งน้ำที่อยู่ระหว่างการขอใช้พื้นที่ โดยให้ สทนช. ดำเนินการร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยกรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และรายงานให้ สำนักงาน กปร.ทราบ

“สทนช. ได้กำหนดทิศทางการดำเนินงานยึดโยงกับแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เรื่องบูรณาการหน่วยงานแก้ปัญหาน้ำร่วมกัน ดังเช่น กรณีการสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งได้มีพระราชดำริให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานด้วยกัน แทนที่จะเป็นเพียงหน่วยงานเดียวอย่างที่เคยเป็นมา อีกทั้งยังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการขับเคลื่อนงานโครงการพระราชดำริให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ เพื่อที่จะสานงานต่อ ก่องานใหม่ จัดการน้ำตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

สำหรับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 กว่า 100 โครงการทั่วประเทศ ส่วนใหญ่เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก มีทั้งที่เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระองค์ และที่เกิดขึ้นจากขอพระราชทานโครงการจากราษฎรในพื้นที่ ซึ่งทุกโครงการล้วนสนับสนุนให้ประชาชนมีน้ำใช้เพื่ออุปโภค-บริโภค การประกอบอาชีพ และกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงตระหนักถึงความสำคัญของ “น้ำ” และการพัฒนาแหล่งน้ำที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรได้อย่างมั่นคงยั่งยืน ภายหลังจากปี 2534 ที่ทรงริเริ่มโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านการพัฒนาแหล่งน้ำโครงการแรกถึงปัจจุบันโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระองค์ ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ได้อำนวยประโยชน์ สร้างฐานะทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับพสกนิกร ขณะเดียวกัน ด้วยพระราชปณิธานที่จะมุ่งสืบสานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทำให้วันนี้ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการพัฒนาอาชีพ ความเป็นอยู่ของราษฎร สร้างความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน สร้างรอยยิ้ม และความปีติสุขให้เกิดขึ้นกับพสกนิกรในพระองค์ตราบนานเท่านาน

รายงานพิเศษ : กรมการข้าวรับรองข้าวพันธุ์ใหม่เฉลิมพระเกียรติ‘ร.10’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/411021

รายงานพิเศษ : กรมการข้าวรับรองข้าวพันธุ์ใหม่เฉลิมพระเกียรติ‘ร.10’

รายงานพิเศษ : กรมการข้าวรับรองข้าวพันธุ์ใหม่เฉลิมพระเกียรติ‘ร.10’

วันพุธ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การประชุมคณะกรรมการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าว ครั้งที่ 2/2562 มีมติรับรองข้าวพันธุ์ใหม่ 5 พันธุ์ ได้แก่ ข้าวเจ้าพันธุ์ กข81 ข้าวเจ้าพันธุ์ กข83 (หอมนิลหนองคาย 62) ข้าวเจ้าพันธุ์ขะสอ 62 ข้าวเจ้าพันธุ์เม็ดฝ้าย 62 และข้าวเจ้าพันธุ์หอมใบเตย 62

นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า การรับรองพันธุ์ข้าวทั้ง 5 พันธุ์ในครั้งนี้ จะมี 1 พันธุ์ที่เป็นข้าวเพื่อการค้าได้แก่ ข้าวพันธุ์ กข81 ส่วนอีก 4 พันธุ์เป็นข้าวพันธุ์พื้นเมือง ได้แก่ ข้าวเจ้าพันธุ์ กข83 (หอมนิลหนองคาย 62) ข้าวเจ้าพันธุ์ขะสอ 62 ข้าวเจ้าพันธุ์เม็ดฝ้าย 62 และข้าวเจ้าพันธุ์หอมใบเตย 62 โดยแต่ละพันธุ์มีลักษณะเด่น ดังนี้

ข้าวพันธุ์ กข81 เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง มีเมล็ดขนาดปานกลาง มีอายุเก็บเกี่ยว 106-109 วัน (โดยวิธีปักดำ) ผลผลิตเฉลี่ยในฤดูนาปรัง 917 กก.ต่อไร่ และฤดูนาปี 686 กก.ต่อไร่ รวงค่อนข้างแน่น จำนวนเมล็ดดีต่อรวง 275 เมล็ด มีท้องไข่น้อย มีปริมาณอมิโลสต่ำ 16.45% มีคุณสมบัติเหมาะสำหรับแปรรูปเป็นข้าวพองอบกรอบ เหมาะสำหรับการปลูกในพื้นที่นาชลประทานในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง แต่พื้นที่ปลูกควรเป็นพื้นที่ที่มีความต้องการของผู้ประกอบการที่สามารถเชื่อมโยงผลผลิตไปสู่การแปรรูป ในรูปแบบเกษตรพันธะสัญญา (Contract Farming) หรือการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เนื่องจากเป็นพันธุ์ข้าวเพื่อการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ข้าวพองอบกรอบ ไม่ควรนำไปปลูกในพื้นที่ทั่วไปที่ไม่มีตลาดรองรับ

ข้าวเจ้าพันธุ์ กข83 (หอมนิลหนองคาย 62) เป็นข้าวเจ้าที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวกล้องสีม่วงดำ ไม่ไวต่อช่วงแสง ปลูกได้ทั้งฤดูนาปีและนาปรัง อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 130 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 542 กก.ต่อไร่ ศักยภาพในการให้ผลผลิต 864 กก.ต่อไร่ จำนวนเมล็ดดีต่อรวง 117 เมล็ด เมล็ดยาว ท้องไข่น้อย คุณภาพการสีดีมากมีสารต้านอนุมูลอิสระ กรดเฟอรูลิค แกมมาออไรซานอล วิตามินอี ฟีนอลิค และฟาลาโวนอยด์ เมื่อหุงสุกข้าวสวยเหนียว นุ่ม มีกลิ่นหอม ต้านทานต่อโรคใบไหมในระยะกล้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคกลาง เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่นาชลประทานและนาน้ำฝน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีโรคไหม้ระบาดหรือพื้นที่ที่มีความต้องการข้าวคุณภาพพิเศษ ซึ่งมีตลาดเฉพาะสำหรับกลุ่มผู้บริโภคข้าวเพื่อสุขภาพ

ข้าวเจ้าพันธุ์ขะสอ 62 เป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง เป็นพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตดี ผลผลิตเฉลี่ย 541 กก.ต่อไร่ มีลักษณะกอตั้ง ลำต้นแข็งปานกลาง รวงแน่นปานกลาง การแตกระแง้ปานกลาง จำนวนรวงต่อกอ 9 รวง มีปริมาณอมิโลส 16.82% เนื้อสัมผัสอ่อนนุ่ม ไม่มีความหอม มีศักยภาพในผลผลิตสูงในสภาพนาที่สูง ที่มีความสูง 1,000-1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งเป้าหมายหลักที่กรมการข้าวได้พัฒนาและรับรองข้าวพันธุ์นี้ซึ่งเป็นพันธุ์พื้นเมืองก็เพื่อความมั่นคงด้านอาหารของกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงแถบภาคเหนือ ให้มีข้าวที่ให้ผลผลิตดีเหมาะสมกับสภาพพื้นที่สามารถปลูกเพื่อการบริโภคและนำไปแปรรูปเป็นเครื่องดื่มที่เรียกว่า “ซิวา” หรือเหล้าขาวที่ชนเผ่าใช้สำหรับประกอบในพิธีกรรมต่างๆ

ข้าวเจ้าพันธุ์เม็ดฝ้าย 62 เป็นข้าวพันธุ์พื้นถิ่นของจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง ลักษณะทรงกอตั้ง ลำต้นแข็ง
ลักษณะรวงค่อนข้างแน่น คอรวงยาว รูปร่างเมล็ดยาวเรียว ท้องไข่มาก คุณภาพการสีดีมาก ได้ข้าวเต็มเมล็ด มีปริมาณอมิโลสปานกลาง
20.9% ปริมาณโปรตีนในข้าวกล้อง 9.44% เป็นข้าวเจ้าที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีม่วงดำ มีคุณภาพการหุงและรับประทานดี มีคุณสมบัติในการป้องกันการกระจายของเชื้อแบคทีเรีย การติดเชื้อโดยเฉพาะเป็นสารที่ป้องกันอนุมูลอิสระและการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง มีสารกลุ่มวิตามินบี เป็นวิตามินที่ละลายน้ำได้ ช่วยในการเผาผลาญ เหมาะกับการปลูกในสภาพไร่ทั่วไป ปลูกแซมพืชแซมยางและปาล์มน้ำมันที่ปลูกใหม่ในภาคใต้

ข้าวเจ้าพันธุ์หอมใบเตย 62 เป็นข้าวเจ้าที่ไวต่อช่วงแสง ลำต้นค่อนข้างแข็งแรง ใบสีเขียว ทรงกอตั้ง รวงแน่นปานกลาง คอรวงยาว ผลผลิตเฉลี่ย 578 กก.ต่อไร่ จำนวนเมล็ดดีต่อรวง 167 เมล็ด รูปร่างเรียว ท้องไข่น้อย คุณภาพการสีดีมาก สีได้ข้าวเต็มเมล็ด เป็นข้าวอมิโลสต่ำ 15.2% ข้าวสวยมีสีขาวนวล นุ่ม เหนียว และมีกลิ่นหอม เหมาะสำหรับพื้นที่นาน้ำฝนในเขตภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางที่ต้องการปลูกข้าวอายุเบา คุณภาพดี

“เนื่องในปี 2562 เป็นปีมหามงคล กรมการข้าวจึงได้เสนอโครงการ พันธุ์ข้าวใหม่เฉลิมพระเกียรติเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งมีพันธุ์ข้าวที่กรมการข้าวรับรองพันธุ์เพื่อเข้าร่วมโครงการจำนวน 5 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ กข79 (ชัยนาท62) ที่รับรองพันธุ์ข้าวไปเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และล่าสุดที่ผ่านการรับรองอีก 4 พันธุ์ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น คือ ข้าวเจ้าพันธุ์ กข83 (หอมนิลหนองคาย 62) ข้าวเจ้าพันธุ์ขะสอ 62 ข้าวเจ้าพันธุ์เม็ดฝ้าย 62 และข้าวเจ้าพันธุ์หอมใบเตย 62 ซึ่งแต่ละพันธุ์จะมีชื่อต่อท้ายด้วยเลข 62 ขณะนี้กรมการข้าวดำเนินการครบถ้วนทั้ง 5 พันธุ์ที่ตั้งเป้าหมายไว้เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 10 ร่วมกับคนไทยทั้งประเทศ” อธิบดีกรมการข้าว กล่าวย้ำ

สำหรับแผนการปรับปรุงพัฒนาพันธุ์ข้าวของกรมการข้าวในระยะต่อไปนั้น จะมุ่งเน้นการรับรองพันธุ์ข้าวทั้งข้าวเพื่อการค้า ควบคู่กับข้าวพันธุ์พื้นเมือง เนื่องจากข้าวพื้นเมืองมีหลายพันธุ์ที่มีความโดดเด่นโดยเฉพาะเรื่องคุณค่าทางอาหาร กรมการข้าวจะพยายามคัดสรรเพื่อปรับปรุงพัฒนาและให้การรับรองพันธุ์ โดยใช้หลักการตลาดนำการผลิต ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรฯเพื่อให้การผลิตข้าวที่มีคุณภาพสามารถเชื่อมโยงตลาด มีแหล่งรับซื้อที่แน่นอน ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่ดีและเกิดความมั่นคงทางอาชีพต่อไป

รายงานพิเศษ : กษ.ชูMega Farmต่อยอดแปลงใหญ่ หนุนรวมตัวลดต้นทุนผลิตตามตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/410791

รายงานพิเศษ : กษ.ชูMega Farmต่อยอดแปลงใหญ่  หนุนรวมตัวลดต้นทุนผลิตตามตลาด

รายงานพิเศษ : กษ.ชูMega Farmต่อยอดแปลงใหญ่ หนุนรวมตัวลดต้นทุนผลิตตามตลาด

วันอังคาร ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

วิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ (Mega farm enterprise) ต่อยอดระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ สู่วิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ หรือ Mega Farm Enterprise (MFE) ให้เป็นกลไกปฏิรูปภาคการเกษตรของไทย ภายใต้แนวคิด ใช้ศักยภาพทุกภาคส่วนมาสนับสนุนการผลิตภาคการเกษตรให้สอดคล้องเชื่อมโยง เพื่อพัฒนาระบบเกษตรกรรม

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ โดยใช้กลไกการรวมกลุ่มเกษตรกรรายย่อยเพื่อลดต้นทุน การผลิต เป้าหมายสำคัญคือ ให้เกิดแผนการผลิตทางการเกษตรของประเทศ สอดคล้องกับความต้องการของตลาด แก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ มีองค์ประกอบสำคัญคือ การวางแผนการผลิตทางการเกษตรทั้ง พืช ปศุสัตว์และประมงให้เป็นไปตามความต้องการตลาด ภายใต้การบูรณาการของภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร ในการบริหารจัดการแปลงใหญ่ให้เกิดประสิทธิภาพ ซึ่งเกษตรกรจะลดต้นทุนเกิดผลผลิตต่อหน่วยเพิ่มขึ้น รวมทั้งผลผลิตมีคุณภาพได้มาตรฐาน

“นโยบายบริหารจัดการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ เป้าหมายเพิ่มพูนรายได้เกษตรกร เริ่มต้นตั้งแต่การผลิตจนกระทั่งมีผลผลิตจำหน่ายออกสู่ตลาดให้มีศักยภาพก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบันและแข่งขันในตลาดโลกได้ มีเป้าหมายพื้นที่การเกษตรได้รับการพัฒนาสู่การเกษตร ในรูปแบบธุรกิจเกษตรแปลงใหญ่รวม 10 แปลง ในส่วนขั้นตอนดำเนินงานของกรมส่งเสริมการเกษตรได้ตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการฯ เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการและแนวทางบริหารจัดการในรูปวิสาหกิจเกษตร พร้อมประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อคัดเลือกพื้นที่ที่เหมาะสม รวมกลุ่มเกษตรกรตั้งเป็นนิติบุคคลองค์กรเกษตรกรแปลงใหญ่ คัดเลือกผู้จัดการแปลงจากเกษตรกรเจ้าของที่ดินที่มีศักยภาพหรือบุตรหลานเกษตรกรเจ้าของที่ดิน รวมทั้งศึกษาวิเคราะห์ แผนการผลิต การลงทุน และการตลาดที่เหมาะสม พร้อมทำสัญญาร่วมทุน/สัญญาซื้อขาย เริ่มลงทุนและเตรียมการ ก่อน ระหว่างและหลังการผลิตสู่การบริหารจัดการตลาดแบบครบวงจร นอกจากนี้ พื้นที่รวมกัน 1,000 ไร่ขึ้นไป พื้นที่ไม่จำเป็นต้องติดกัน สำหรับพืชผัก/สมุนไพร/ไม้ดอกไม้ประดับ ไม่น้อยกว่า 300 ไร่ ทำให้ต้นทุนการเกษตรลดลง

สำหรับพื้นที่เป้าหมายในการพัฒนาต้องมีพื้นที่ส.ป.ก.ที่มอบให้เกษตรกร, พื้นที่ตามโครงการจัดที่ดินทำกินแห่งชาติ (คทช.), พื้นที่ซึ่งเกษตรกรรวมตัวกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์การเกษตรหรือวิสาหกิจชุมชน, พื้นที่ที่ทำเกษตรแปลงใหญ่อยู่แล้วหลายแปลงในพื้นที่อำเภอเดียวกัน และพื้นที่ที่มีศักยภาพผลิตสินค้าเหมาะสมสอดคล้องกับ Agri-MAP

สำหรับพื้นที่เป้าหมายพัฒนาทั้งหมด 10 แปลงได้แก่ พื้นที่ดำเนินการโครงการฯ 10 แปลง 9 จังหวัด ประกอบด้วย 1. แปลงใหญ่มันสำปะหลัง ต.ทุ่งพระยา อ.สนามชัยเขตจ.ฉะเชิงเทรา 2.แปลงอ้อยโรงงาน อ.หนองหญ้าไซ จ.สุพรรณบุรี 3.แปลงสับปะรด อ.เมือง จ.ลำปาง 4.แปลงพืชอาหารสัตว์ อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ 5. แปลงเกษตรผสมผสาน ต.ปากช่อง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 6.แปลงเกษตรผสมผสาน ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี 7.แปลงยางพารา กรป.กลาง มะปรางมัน ปัตตานี จำกัด ต.ช้างให้ตก อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี 8. แปลงยางพารา สหกรณ์กองทุนสวนยางหนองบัว จำกัด ต.หนองบัว อ.รัษฎา จ.ตรัง 9.แปลงใหญ่ปาล์มน้ำมัน สหกรณ์นิคมพนม จำกัด จ.สุราษฎร์ธานี 10. แปลงโคนม สหกรณ์การเกษตรไพรนกยูง จำกัด อ.หันคา จ.ชัยนาท

“วิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่เพื่อเพิ่มพูนรายได้ จะช่วยให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนโครงสร้างการเกษตรกรรมของประเทศไทยจากเกษตรกรรายย่อยเข้าสู่ระบบการบริหารจัดการเกษตรกรรม ร่วมกันแบบแปลงใหญ่ ซึ่งจะช่วยให้ลดต้นทุนด้วยการประหยัดจากขนาด (Economy
of Scale) จากพื้นที่แปลงขนาดใหญ่ เกษตรกรสามารถใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพสูง ปลูกพืชสร้างมูลค่าเพิ่มได้ เกษตรกรผู้สูงอายุได้รับประโยชน์จากที่ดินทำกินว่างเปล่า เนื่องจากขาดแคลนแรงงาน เกษตรกรมีอำนาจต่อรองสูงขึ้นในการซื้อปัจจัยการผลิตและขายผลผลิต และเกษตรกรจะมีรายได้ 2 ทาง ที่มั่นคงกว่าเกษตรแปลงย่อยคือ ขายผลผลิตและค่าจ้าง (กรณีทำงานให้วิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ที่เกษตรกรเป็นสมาชิก) ภายใต้การบริหารจัดการที่ดี สามารถเพิ่มศักยภาพแข่งขันสินค้าเกษตรและสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร และมีผลตอบแทนคุ้มค่าในทางเศรษฐกิจ”อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : 40ปีสศก.ปรับตัวเข้ายุคดิจิทัล พัฒนาข้อมูลสารสนเทศตอบโจทย์เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/410110

รายงานพิเศษ : 40ปีสศก.ปรับตัวเข้ายุคดิจิทัล พัฒนาข้อมูลสารสนเทศตอบโจทย์เกษตรกร

รายงานพิเศษ : 40ปีสศก.ปรับตัวเข้ายุคดิจิทัล พัฒนาข้อมูลสารสนเทศตอบโจทย์เกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จริยา สุทธิไชยา เลขาธิการ สศก.

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2522 ถึงปัจจุบันรวมระยะเวลากว่า 40 ปี ที่ สศก.ทำหน้าที่เป็นองค์กรหลักจัดทำข้อมูลสารสนเทศการเกษตร ข้อมูลผลผลิตทางการเกษตร รายได้ความเป็นอยู่ของเกษตรกร เพื่อนำไปวิเคราะห์ออกมาเป็นมาตรการหรือแนวทางเสนอกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สู่การขับเคลื่อนนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร ที่สอดรับกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมา สศก.ทำหน้าที่จัดเก็บรวบรวมข้อมูลสารสนเทศการเกษตรด้านต่างๆ จำนวนมาก เป็นข้อมูลขนาดใหญ่ และหลากหลาย (Big Data) ทั้งข้อมูลเรื่องการผลิต จำนวนเกษตรกร ขนาดการถือครองที่ดิน ข้อมูลสินค้าต่างๆ ผลผลิตต่อไร่ ต้นทุนการผลิต ภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือน รายได้เกษตรกร ซึ่งข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ได้รับการพัฒนามาต่อเนื่อง ตั้งแต่ยุคเริ่มแรกเจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่เก็บข้อมูลตามตำบล หมู่บ้าน สอบถามเกษตรกร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สุ่มตัวอย่างตามหลักวิชาการเศรษฐกิจ ได้ตัวอย่างมาตรวจสอบวิเคราะห์และจัดทำเป็นเอกสาร และเผยแพร่ข้อมูลผ่านหอกระจายข่าวในชุมชน หรือผ่านหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่ เช่น เกษตรตำบล รวมถึงสื่อสารผ่านผู้ใหญ่บ้าน กำนัน เป็นการเข้าถึงข้อมูลแบบเผชิญหน้า

ต่อมาพัฒนาเป็นระบบ ICT เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ข้อมูลสารสนเทศทางการเกษตรทุกอย่างเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ http://www.oae.go.th ของสศก. ควบคู่กับช่องทางปกติคือ แนะนำให้ความรู้ผ่านหน่วยงานในพื้นที่ และศูนย์เรียนรู้ต่างๆ ภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรฯ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ สศก.รวบรวมไว้มีขนาดใหญ่และครอบคลุมรอบด้าน จึงจำเป็นต้องย่อยข้อมูลจาก Big Data โดยจำแนกและจัดหมวดหมู่ให้เข้าใจง่ายนำไปใช้ประโยชน์ได้โดยตรงจากข้อมูลเหล่านี้ เช่น ข้อมูลการผลิตแยกเป็นระดับประเทศ ระดับภาค ระดับจังหวัด ซึ่งในอนาคตจะพยายามลงข้อมูลให้ลึกไปถึงระดับอำเภอ

ที่สำคัญ สศก.ยังพัฒนาไปอีกขั้น ด้วยการจัดชุดข้อมูลที่เหมาะสมต่อการวางแผนการผลิตสินค้าเกษตร พัฒนาศักยภาพเกษตรกรไว้ในแอพพลิเคชั่น (Application) ที่เข้าถึงข้อมูลผ่านช่องทางสมาร์ทโฟน ได้แก่ แอปฯ OAE RCMO กระดานเศรษฐี ใช้คำนวณต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตร และเปรียบเทียบต้นทุนจากการคำนวณกับต้นทุนเฉลี่ยเพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุน โดยยังมีข้อมูลตลาด และความเหมาะสมของสินค้าในพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรเลือกลงทุนกับสินค้าที่เหมาะสมกับพื้นที่ของตนมากที่สุด และล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวไปคือ แอพฯ ฟาร์ม D เพื่อการออกแบบจัดการฟาร์มที่เหมาะสมด้วยตัวเกษตรกรเอง โดยมีข้อมูลสำหรับวิเคราะห์ วางแผน และตัดสินใจผลิตสินค้าเกษตร รวมถึงปรับเปลี่ยนสินค้าเกษตรที่ไม่เหมาะสม ไปสู่สินค้าเกษตรตัวใหม่ที่เหมาะสมกว่า โดยนำข้อมูลราคาผลผลิตสินค้าเกษตร ต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตร และผลตอบแทนสุทธิสินค้าเกษตรของพืช ปศุสัตว์ และประมง ในแต่ละจังหวัด มาวิเคราะห์แผนการผลิต ซึ่งแอพพลิเคชั่นจะกำหนดให้เกษตรกรเลือกผลิตสินค้าเกษตรในรอบปีได้ไม่เกินที่ดินที่เกษตรกรมีอยู่ และแสดงผลออกมาเป็นปฏิทินการผลิต (Calendar) ที่มีรายละเอียดประกอบด้วย สินค้าที่เกษตรกรเลือก ต้นทุนการผลิตต่อไร่ ต้นทุนการผลิตรวม และผลตอบแทนสุทธิรวม และในระยะต่อไปจะพัฒนาแอพพลิเคชั่นให้นำข้อจำกัดของเกษตรกร ได้แก่ แรงงาน เงินทุน และน้ำ มาวิเคราะห์ได้เพิ่มเติมต่อไป

“ตลอดระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมา ข้อมูลสารสนเทศทางการเกษตรที่ สศก.จัดทำขึ้นและเผยแพร่สู่สาธารณชนได้รับการยอมรับและเชื่อมั่นจากเกษตรกรและผู้สนใจนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์มาต่อเนื่อง ทั้งด้านความถูกต้อง แม่นยำ แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงทั้งสภาพภูมิอากาศ ภูมิสังคม และการปรับเปลี่ยนสู่ยุคดิจิทัล บุคคลากรของสศก.ต้องปรับตัว พัฒนาวิชาการผ่านเทคโนโลยีที่ทันสมัย เข้าถึงง่าย โดยเฉพาะให้บริการเกษตรกรของประเทศเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลา เนื่องจากข้อมูลสำคัญมากที่สุด ถ้าเกษตรกรเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง จะรู้เท่าทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงเร็ว นำไปสู่การปรับตัวพัฒนาไปสู่การผลิตสินค้าเกษตรที่ต้นทุนต่ำและให้ผลตอบแทนสูง สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน” เลขาธิการ สศก. กล่าวย้ำ

สำหรับก้าวต่อไปในปีที่ 41 สศก.ยังคงมุ่งมั่นปรับปรุงพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศการเกษตรให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้อง ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่ความมั่นคงของภาคเกษตรไทยในที่สุด

รายงานพิเศษ : เกษตรฯลุยหนุนแปลงใหญ่เน้นทุเรียนคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/409891

รายงานพิเศษ : เกษตรฯลุยหนุนแปลงใหญ่เน้นทุเรียนคุณภาพ

รายงานพิเศษ : เกษตรฯลุยหนุนแปลงใหญ่เน้นทุเรียนคุณภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

แผนบริหารจัดการผลไม้ปี 2562 ยังยึดหลักเน้นคุณภาพ ส่งเสริมรวมกลุ่มแปลงใหญ่และเชื่อมโยงตลาดล่วงหน้า โดยเฉพาะทุเรียน เน้นรณรงค์พิเศษสั่งจับตาเพื่อควบคุมป้องกันทุเรียนอ่อนไม่ให้ออกนอกแหล่งผลิต

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากการคาดการณ์ปริมาณผลผลิตผลไม้ในภาคตะวันออกปี 2562 จะมีผลผลิตรวมทั้ง4 ชนิด ประกอบด้วย ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ประมาณ 911,434 ตัน จะออกมากช่วงกลางเดือนเมษายน ต่อเนื่องถึงกลางเดือนพฤษภาคม 2562

สำหรับแผนบริหารจัดการผลไม้ภาคตะวันออก จะมีคณะกรรมการแก้ปัญหาอันเนื่องมาจากผลผลิตการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) เป็นแกนหลัก เน้นบริหารจัดการเชิงคุณภาพ 3 ระยะ ตั้งแต่ระยะก่อนเก็บเกี่ยว โดยส่งเสริมการผลิตให้ได้คุณภาพตามมาตรฐาน GAP รวมกลุ่มแปลงใหญ่ และเชื่อมโยงตลาดล่วงหน้าระยะเก็บเกี่ยว แนะนำเก็บเกี่ยวระยะเหมาะสมป้องปรามผลผลิตด้อยคุณภาพออกสู่ตลาด ส่งเสริมการจำหน่ายผลไม้คุณภาพ ระยะหลังเก็บเกี่ยว ให้คำแนะนำการเตรียมความพร้อมของต้นสำหรับฤดูต่อไป

ส่วนการจัดการปริมาณผลผลิตก่อนเก็บเกี่ยว ได้สำรวจวางแผน โดยคาดการณ์ข้อมูลประมาณการผลผลิต ทำให้รู้ปริมาณผลผลิตจริงสามารถควบคุมวางแผน ให้เกิดสมดุลทางการตลาดได้ ไม่ทำให้สินค้าล้นตลาด ใช้หลักการตลาดนำการผลิต หาคู่ค้าที่รับซื้อตลาดได้ และสร้างทางเลือกให้เกษตรกร ให้การขายสินค้าได้หลากหลายช่องทางเพิ่มขึ้น ระยะเก็บเกี่ยว เน้นรณรงค์ให้ผู้บริโภคเลือกซื้อผลไม้คุณภาพ และส่งเสริมให้เกษตรกรติดฉลาก เพื่อตรวจสอบย้อนกลับได้ หลังเก็บเกี่ยว ส่งเสริมการแปรรูปเพิ่มมูลค่าผลไม้ แนะนำให้เกษตรกรดูแลต้นเพื่อรักษาผลผลิตในปีต่อไป พร้อมติดตามสถานการณ์ ประเมินผล เพื่อปรับปรุงแนวทางบริหารจัดการผลไม้ปีต่อไป โดยช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) เกษตรกรต้องจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาไม่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต และราคาเฉลี่ยของผลผลิตตลอดฤดูกาลสูงกว่าต้นทุนการผลิตไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30

สำราญ สาราบรรณ์

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับทุเรียนผลไม้ยอดนิยมของตลาดและผู้บริโภค ทำให้ระยะ 5 ปีที่ผ่านมา มีผลผลิตสูงขึ้นต่อเนื่อง จากการขยายพื้นที่ปลูกที่แปรผันตามความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ จึงจำเป็นต้องเตรียมการรองรับ โดยกำหนดแนวทางไว้ 2 ระยะคือ ระยะสั้น ปี 2562 เป้าหมายเน้นควบคุมคุณภาพเป็นหลัก โดยเฉพาะป้องกันไม่ให้ทุเรียนอ่อนออกนอกพื้นที่แหล่งผลิต ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรกำหนดมาตรการระยะสั้นควบคุมป้องกัน โดยตั้งชุดเฉพาะกิจช่วยสกัดกั้นทุเรียนอ่อนในจังหวัดที่เป็นแหล่งผลิตสำคัญ ใช้บทลงโทษทางกฎหมาย ได้แก่ 1) กฎหมายอาญามาตรา 271 (93) ผู้ใดขายโดยหลอกลวงให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพคุณภาพ หรือปริมาณแห่งของอันเป็นเท็จ ต้องโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

และ 2) พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 47ผู้ใดเจตนาให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ ปริมาณ หรือสาระสำคัญประการอื่นอันเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการไม่ว่าจะเป็นของตนเองหรือผู้อื่น โฆษณาหรือใช้ฉลากที่มีข้อความอันเป็นเท็จ หรือข้อความที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเช่นว่านั้น โทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมทั้งรณรงค์แก้ปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพ ด้วยการส่งเสริมให้เกษตรกรทำผลผลิตให้ได้มาตรฐาน GAP ส่งเสริมการบริโภคผลไม้โดยตรงกับผู้บริโภค การใช้สติ๊กเกอร์ติดขั้วทุเรียนเพื่อรับรองคุณภาพสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

ส่วนแนวทางระยะยาว 5 ปี (2562-2566) เป้าหมายเน้นพัฒนาบริหารจัดการผลผลิตทุเรียนครบห่วงโซ่อุปทาน ภายใต้กรอบการทำงานของยุทธศาสตร์พัฒนาผลไม้ไทยปี 2558-2564 โดยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเน้นลดต้นทุน พัฒนาคุณภาพและขยายการผลิตนอกฤดู การจัดการหลังเก็บเกี่ยว พัฒนาองค์กรและเกษตรกรให้เข้มแข็งสอดคล้องตามระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ รวมถึงส่งเสริมหรือมีมาตรการบังคับให้ผลิตตามเขตพื้นที่เหมาะสมเป็นหลัก และควบคุมคุณภาพทุเรียนทั้งในและนอกฤดูกาล อีกทั้งส่งเสริมให้เพิ่มมูลค่าผลผลิต โดยพัฒนาส่งเสริมการแปรรูปที่เน้นต่อยอดผลงานวิจัยด้านผลิตภัณฑ์ แปรรูปสู่การผลิตเชิงอุตสาหกรรมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม คาดว่าปริมาณผลผลิตของไม้ผลภาคตะวันออกจะออกสู่ตลาดพร้อมกันช่วงเดือนเมษายน สำหรับช่องทางบริหารจัดการผลไม้ภาคตะวันออก แบ่งเป็น ทุเรียน การกระจายผลผลิตภายในประเทศ 61% แปรรูป 13% และส่งออก 21% เงาะ การกระจายผลผลิตภายในประเทศ 82% แปรรูป 7% และส่งออก 11% มังคุด กระจายผลผลิตภายในประเทศ 67% แปรรูป 6% และส่งออก 27% และลองกอง การกระจายผลผลิตภายในประเทศ 82% และส่งออก 18%

รายงานพิเศษ : สศก.ชี้ภัยแล้งไม่รุนแรงเท่าปี’58 ตั้งเป้าจีดีพีเกษตรขยายตัว2.5-3.5%ต่อปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/408449

รายงานพิเศษ : สศก.ชี้ภัยแล้งไม่รุนแรงเท่าปี’58 ตั้งเป้าจีดีพีเกษตรขยายตัว2.5-3.5%ต่อปี

รายงานพิเศษ : สศก.ชี้ภัยแล้งไม่รุนแรงเท่าปี’58 ตั้งเป้าจีดีพีเกษตรขยายตัว2.5-3.5%ต่อปี

วันพฤหัสบดี ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากสถานการณ์ภัยแล้งที่เริ่มส่งผลกระทบบางพื้นที่ หลายหน่วยงานวิเคราะห์ว่าภัยแล้งปีนี้จะค่อนข้างรุนแรงนั้น สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรวิเคราะห์แล้วพบว่าภัยแล้งปีนี้จะไม่รุนแรงเท่ากับปี 2558

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวเรื่องนี้ว่า การวิเคราะห์ของ สศก.พบสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดจากปรากฏการณ์เอลนีโญช่วง 15 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2548-2562 รุนแรงที่สุดในปี 2558 ส่งผลกระทบต่อผลผลิตการเกษตร โดยเฉพาะข้าวนาปรัง ทำให้จีดีพีเกษตรติดลบถึง 6.5% ขณะที่ปีนี้ภัยแล้งส่งผลให้จีดีพีเกษตรไตรมาสแรกขยายตัวอยู่ในอัตราค่อนข้างต่ำที่ 0.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 แสดงว่าผลผลิตการเกษตรบางส่วนโดยเฉพาะสาขาพืชได้รับผลกระทบจากภาวะภัยแล้ง

อย่างไรก็ตาม ศูนย์ติดตามและแก้ปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่า ขณะนี้มีพื้นที่เฝ้าระวังอาจขาดแคลนน้ำช่วงเพาะปลูกพืชอยู่ 2 จังหวัดได้แก่ ร้อยเอ็ดและศรีสะเกษ ซึ่งเกษตรกรปลูกข้าวนาปรัง มันสำปะหลัง หอมแดง ประมาณการพื้นที่ติดตามตลอดระยะเวลาปลูกพืชถ้าฝนน้อยหรือขาดแคลนน้ำอาจเสียหายประมาณ 2.9 แสนไร่ ซึ่งหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯและกระทรวงมหาดไทยเตรียมเฝ้าระวังและประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรพร้อมรับมือ ขณะเดียวกันพยายามจัดหาแหล่งน้ำตามธรรมชาติ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าว

สศก.วิเคราะห์พื้นที่ใช้ประโยชน์เพาะปลูกและปริมาณน้ำฝนหรือน้ำต้นทุน สามารถนำมาประมวลผลเพื่อหาพื้นที่เฝ้าระวังที่จะได้รับผลกระทบจากภัยแล้งได้ทันที อย่างไรก็ดี จากข้อมูลน้ำของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตคาดการณ์ว่า มีปริมาณน้ำต้นทุนเพียงพอเพื่ออุปโภคบริโภค รวมทั้งรักษาสมดุลของระบบนิเวศ แต่ส่วนภาคเกษตรนั้น เกษตรกรจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ภัยแล้งใกล้ชิด เนื่องด้วยอากาศแปรปรวน และอากาศร้อนจัด เกษตรกรต้องปรับตัวโดยเฉพาะหันมาปลูกพืชใช้น้ำน้อยที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า เช่น ข้าวนาปรัง ใช้น้ำมากประมาณ 1,200-1,400 ลบ.ม.ต่อไร่ ขณะที่พืชใช้น้ำน้อยอย่างพืชผัก หรือพืชที่กระทรวงเกษตรฯส่งเสริมให้ปลูกทดแทนข้าวนาปรังอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หรือพืชตระกูลถั่ว ใช้น้ำประมาณ 500-700 ลบ.ม.ต่อไร่

ขณะเดียวกันเกษตรกรควรมีสระน้ำในไร่นา เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ และบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญต้องวางแผนผลิตพืชเพื่อลดความเสี่ยง นอกจากนี้ ปัญหาที่มาพร้อมฤดูแล้งคือ โรคและแมลงศัตรูพืชระบาด ดังนั้น เกษตรกรจึงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยแล้งและโรคระบาดที่มาพร้อมฤดูแล้ง หากประสบปัญหาให้แจ้งเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ ในพื้นที่ เพื่อหาทางแก้ปัญหาต่อไป

นางสาวจริยากล่าวเพิ่มเติมว่า สศก.จะติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด เบื้องต้นยังไม่ได้ประเมินมูลค่าความเสียหายจากภัยแล้ง เนื่องจากทุกฝ่ายพยายามช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนในพื้นที่เสี่ยงอยู่ เพื่อลดผลกระทบต่อภาคเกษตรและยังรักษาเป้าหมายการขยายตัวของจีดีพีเกษตรในอัตราบวกที่ 2.5-3.5% ต่อปี

รายงานพิเศษ : บูรณาการแก้ปัญหาน้ำด้วย‘บางระกำโมเดล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/407261

รายงานพิเศษ : บูรณาการแก้ปัญหาน้ำด้วย‘บางระกำโมเดล’

รายงานพิเศษ : บูรณาการแก้ปัญหาน้ำด้วย‘บางระกำโมเดล’

วันพฤหัสบดี ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน

“เดิมนั้นฤดูนาปี กว่าจะได้เริ่มทำนาต้องรอน้ำฝน เดือนพฤษภาคม หรือ มิถุนายน เพาะปลูกไปแล้วฝนทิ้งช่วงเกิดความเสียหาย เมื่อใกล้จะเก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณเดือนสิงหาคม หรือ กันยายน น้ำหลากมาท่วมเสียหาย พอมาถึงฤดูนาปรัง เกษตรกรจะทำนาได้บางพื้นที่ที่มีที่นาอยู่ใกล้แหล่งน้ำหรือมีบ่อบาดาล แต่ทำนาไปแล้วก็มีความเสี่ยงน้ำไม่พอ สรุปคือ ก่อนมีโครงการบางระกำโมเดล พื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ อาชีพทำนามีแต่ความเสี่ยงเกิดความเสียหายทั้งอุทกภัยและภัยแล้ง”

กำนันสมศักดิ์ บ่องเขาย้อย กำนันตำบลท่านางงาม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่กล่าวถึงการดำเนินโครงการบางระกำโมเดล ระหว่างที่พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมนายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์ภัยแล้ง การช่วยเหลือพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำใน 5 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ได้แก่ พิษณุโลก สุโขทัย พิจิตร นครสวรรค์ และ กำแพงเพชร พร้อมเปิดการส่งน้ำเพื่อเพาะปลูกฤดูนาปี 2562 เป็นการเริ่มดำเนินโครงการบางระกำโมเดล ปี 2562

“โครงการบางระกำโมเดล” ดำเนินการครั้งแรกปี 2560 ช่วงที่พล.อ.ฉัตรชัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สั่งกรมชลประทาน บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 23 หน่วยงาน และกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำวางแผนปลูกพืชบริหารจัดการน้ำในรูปแบบประชารัฐ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” เรื่องแก้มลิงมาใช้ป้องกันแก้ปัญหาน้ำท่วม

ครั้งนั้นใช้ชื่อโครงการเป็นทางการว่า “โครงการบริหารจัดการน้ำแบบประชาชนมีส่วนร่วม พื้นที่ทุ่งหน่วงน้ำบางระกำ” หรือ“โครงการบางระกำโมเดล 60” โดยปรับเปลี่ยนปฏิทินทำนาปีของเกษตรกรในทุ่งบางระกำ ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำของลุ่มแม่น้ำยมที่ประสบปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำครอบคลุม 2 จังหวัด คือ พิษณุโลกและสุโขทัย พื้นที่รวม 265,000 ไร่ ให้เพาะปลูกข้าว และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทันก่อนฤดูน้ำหลาก เพื่อใช้ทุ่งนาเก็บเกี่ยวแล้วเป็นพื้นที่รับน้ำหลากจากแม่น้ำยม ตัดปริมาณน้ำส่วนเกินออกจากลำน้ำยม ทำให้น้ำไม่เอ่อท่วมเขตชุมชนและสถานที่ราชการจังหวัดสุโขทัย

จากความสำเร็จของโครงการบางระกำโมเดล 60 กรมชลประทานขยายผลดำเนินงานโครงการปี 2561 ต่อเนื่องปี 2562 โดยปี 2561 ขยายพื้นที่โครงการเพิ่มจากเดิม 265,000 ไร่ เป็น 382,000 ไร่ รองรับปริมาณน้ำได้มากกว่า 550 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) จากเดิมรับน้ำได้เพียง 400 ล้าน ลบ.ม. ส่วนการดำเนินโครงการปี 2562 ยังมีพื้นที่ดำเนินการเท่ากับปี 2561 เนื่องจากเต็มศักยภาพแล้ว แต่จะเพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการให้ดียิ่งขึ้น เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ

กำนันสมศักดิ์กล่าวต่อว่า หลังดำเนินโครงการบางระกำโมเดล ทำให้มีความมั่นคงเรื่องน้ำทำนาทั้ง 2 ฤดู โดยฤดูนาปีได้ทำนาตั้งแต่เดือนเมษายน และเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จก่อนมี
น้ำหลากมาโดยไม่เกิดความเสียหาย และฤดูนาปรังมีน้ำให้ทำนาเต็มพื้นที่ นอกจากนี้ ฤดูน้ำหลากเดือนสิงหาคม-ตุลาคม เกษตรกรยังพลิกวิกฤติเป็นโอกาส โดยทำประมงเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ ที่สำคัญช่วยลดต้นทุนการผลิต จากการที่น้ำท่วมที่นาเป็นการเพิ่มธาตุอาหารในดินลดการใช้ปุ๋ย และยังช่วยทำลาย วัชพืช ข้าวดีด โรค และแมลงศัตรูพืช ลดใช้สารเคมี ดังนั้น จึงต้องการให้รัฐบาลดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานกล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการบางระกำโมเดล เป็นการปรับเปลี่ยนปฏิทินทำนาปีของเกษตรกรพื้นที่ทุ่งบางระกำ ลดความเสี่ยงผลผลิตข้าวเสียหายจากน้ำท่วม ภาครัฐได้ประโยชน์ที่ประหยัดงบประมาณจ่ายชดเชยความเสียหายจากน้ำท่วม ที่สำคัญหลังเกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิต ยังใช้เป็นแก้มลิงธรรมชาติรับน้ำฤดูน้ำหลาก เป็นการหน่วงน้ำไม่ให้กระทบลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง อีกด้วย

“พื้นที่ลุ่มน้ำยม เป็นเพียงลุ่มน้ำเดียวของลุ่มน้ำสาขาลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ยังไม่มีเขื่อนขนาดใหญ่เก็บกักน้ำ ทำให้ช่วงฤดูน้ำหลากเกิดน้ำท่วมที่ลุ่มต่ำของลุ่มน้ำยม ในจ.พิษณุโลกและสุโขทัยเป็นประจำ รวมทั้งส่งผลให้พื้นที่ลุ่มต่ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้รับผลกระทบไปด้วย ดังนั้น ระหว่างรอโครงการชลประทานขนาดใหญ่และสำคัญในอนาคต รัฐบาลจึง
จัดทำโครงการบางระกำโมเดลขึ้น เพื่อบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้น”อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

สำหรับการบริหารจัดการน้ำทุ่งบางระกำ ในปี 2562 นั้น กรมชลประทานวางแผนเตรียมส่งน้ำเข้าระบบคลองตั้งแต่วันที่ 15-31 มีนาคม และส่งน้ำให้เกษตรกรเริ่มเพาะปลูกพืชฤดูฝนได้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน สิ้นสุดการส่งน้ำวันที่ 31 กรกฎาคม จากนั้นตั้งแต่เดือนสิงหาคม – พฤศจิกายนเป็นช่วงหน่วงน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ เตรียมพื้นที่รองรับปริมาณน้ำหลากจากอุทกภัยลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำสาขา รวมทั้งปริมาณน้ำจากฝนตกในพื้นที่

โดยช่วงฤดูน้ำหลากนั้น กรมชลประทานบริหารจัดการน้ำในพื้นที่โครงการบางระกำโมเดลด้วยการเพิ่มการระบายน้ำในแม่น้ำยมด้วยการผันน้ำลงแม่น้ำน่านและแม่น้ำยมสายเก่า พร่องน้ำเหนือประตูระบายน้ำระดับที่ต่ำกว่าระดับวิกฤติ 2-3 เมตร เพื่อรองรับปริมาณน้ำที่จะผันมาจากแม่น้ำยมผ่านประตูระบายน้ำบ้านหาดสะพานจันทร์ อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย หากเกิดกรณีวิกฤติปริมาณน้ำมากเกินกว่าความสามารถการระบายที่จะผ่านแม่น้ำยม ในเขตอ.เมืองสุโขทัย จะใช้พื้นที่ลุ่มต่ำในโครงการบางระกำโมเดลรับน้ำหลาก ป้องกันอุทกภัยเขตชุมชนเมืองสุโขทัย ซึ่งรองรับได้ประมาณ 550 ล้าน ลบ.ม. หลังพ้นฤดูน้ำหลาก ตั้งแต่วันที่ 1-30 พฤศจิกายน 2562 ก็จะระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำ เพื่อให้เกษตรกรเริ่มปลูกข้าวนาปรัง

นอกจากนี้ จากความสำเร็จโครงการบางระกำโมเดลช่วงที่ผ่านมาจึงขยายผลดำเนินการใน 12 ทุ่งลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างใต้ จ.นครสวรรค์ งประกอบด้วย ทุ่งเชียงราก จ.สิงห์บุรี ทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท-ป่าสัก ทุ่งท่าวุ้ง จ.ลพบุรี ทุ่งบางกุ่ม ทุ่งบางกุ้ง ทุ่งป่าโมก จ.อ่างทอง ทุ่งผักไห่ ทุ่งเจ้าเจ็ด ทุ่งพระยาบรรลือ ทุ่งโพธิ์พระยา ทุ่งบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา และทุ่งรังสิตใต้ จ.ปทุมธานี รวมพื้นที่ 1.15 ล้านไร่น้ำหลากได้ 1,533 ล้าน ลบ.ม. โดยให้เกษตรเริ่มเพาะปลูกได้เดือนพฤษภาคม เก็บเกี่ยวเดือนกันยายน ก่อนใช้เป็นที่รับน้ำหลากเช่นเดียวกับทุ่งบางระกำ ทำให้รับน้ำหลากได้ถึง 2,033 ล้าน ลบ.ม. หรือเท่ากับปริมาณความจุของเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์รวมกัน

เบื้องหลัง “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ชิงดาวเด่นสภา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/596148

  • วันที่ 28 ก.ค. 2562 เวลา 18:11 น.

เบื้องหลัง "พิธา ลิ้มเจริญรัตน์" ชิงดาวเด่นสภา

ส่องเส้นทางนักธุรกิจ”ไฮโซพันล้าน”สู่การขึ้นเวทีสภาขายความคิดเกษตรกรก้าวหน้า

……………………..

โดย…โพสต์ทูเดย์เอ็กคลูซีฟ

“คนไทย 75 % ไม่มีที่ดินของตนเอง ชาวนากว่า 45 % ต้องเช่าที่ดินทำนา”

“เกษตรกรไทยมีรายได้เฉลี่ย 4,750 บาท/เดือน”

“เกษตรกรหันไปใช้สารเคมี ผลผลิตจึงถูกกดราคา”

“ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นแต่รายได้ต่ำ ต้นทุนสูง รายได้ต่ำก็ไม่มีเงินออม”

“เกษตรกรไม่สามารถทำการท่องเที่ยวเชิงเกษตรได้ เพราะไม่มีที่ดินติดขัดข้อจำกัดด้านกฎหมาย”

ประโยคข้างต้น เป็นการสรุปคำอภิปรายของ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคอนาคตใหม่

เนื้อหาการอภิปรายของเขาสะกดสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายค้านและรัฐบาลหันมาให้ความสนใจ

เพราะข้อมูลดังกล่าว สะท้อนถึงปัญหาเกษตรกรไทย ในแง่ที่” พิธา” เปรียบเปรย เป็นกระดุมห้าเม็ด หากติดผิดเม็ดใดเม็ดหนึ่งคลาดเคลื่อนไปหมด เว้นเสียแต่ต้องแก้ปัญหาให้ถูกจุด จัดลำดับให้ถูกทาง

นั่นคือ การกลับไปที่กระดุมเม็ดแรกด้วยการให้ความสำคัญกับการจัดหาที่ดินให้กับเกษตรกรผู้ยากไร้เสียก่อน

ด้วยการตระเตรียมข้อมูลมาอย่างดี มีน้ำหนัก ไม่ได้กล่าวเลื่อนลอย อ้างอิงจากรายงานทางวิชาการ หน่วยงานราชการ พร้อมกับลงไปสัมผัสพื้นที่จริง ทำให้ทุกฝ่ายถึงกับ บางอ้อ แม้แต่ระดับรัฐมนตรี ผู้มีหน้าที่กำกับดูแลนโยบายบริหารประเทศต้องยกนิ้วชื่นชม

ทำไม “พิธา” ถึงต้องการ อภิปรายนโยบายด้านการเกษตร ?

นี่ไม่ใช่เวทีแรก แต่ก่อนลงมาเล่นการเมือง ” พิธา” เคยคลุกคลีกับงานด้านเกษตรมาก่อน

ต้องย้อนกลับไปถึงต้นกำเนิด “พิธา” หรือเรียกเขาว่า “ทิม” เป็นบุตรชายคนโตของ“พงษ์ศักดิ์ ลิ้มเจริญรัตน์” อดีตที่ปรึกษา รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งครอบครัวก็ทำธุรกิจเกี่ยวกับผลผลิตการเกษตรแปรรูป เรียกว่าซึมซับเกษตรมาตั้งแต่เด็ก กระทั่งเคยรับราชการในกระทรวงพาณิชย์ ทำให้มีประสบการด้านการค้าการลงทุน และออกมาทำงานด้านธุรกิจน้ำมันรำข้าวสืบทอดแทนบิดา สามารถพลิกฟื้นจากการขาดทุนมาเป็นกำไร

รียกได้ว่าผ่านงานทั้งภาครัฐและเอกชนจนประสบความสำเร็จ ถือได้เป็นนักธุรกิจไฮโซพันล้านคนหนึ่งของประเทศไทย

อีกอย่างด้วยความเป็นนักเรียนนอก มีดีกรีระดับปริญญาโท ซึ่งถือเป็นคนไทยคนแรกได้รับทุนมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ทำให้มีมุมมองที่ทันสมัย

สำหรับนามสกุลลิ้มเจริญรัตน์ ยิ่งคุ้นเคยเข้าไปอีก เขายังเป็นหลานของ ผดุง ลิ้มเจริญรัตน์ ชายผมขาวประจำทำเนียบฯสมัยเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

เมื่อตัดสินใจเดินเข้าสู่เส้นทางการเมือง  พรรคอนาคตใหม่ จึงมอบหมายเขารับผิดชอบดูแลนโยบายทางการเกษตรของพรรค ด้วยเป้าหมายต้องการสร้างเกษตรกรก้าวหน้าด้วยการนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้

ทุกครั้งของการหาเสียง ปราศรัย บนเวทีต่างๆ “พิธา” จึงได้รับมอบหมายให้ชี้แจงนโยบายด้านการเกษตรเป็นหลัก

สำหรับลีลาท่าทางสร้างความดึงดูดนั้น มาจากพรรคจัดคอร์สฝึกอบรมการพูดต่อที่ชุมชนสาธารณะ ให้กับส.ส.รุ่นใหม่หลายคน ไม่แปลกที่สมาชิกพรรค ตั้งแต่หัวหน้าพรรคไปถึงลูกพรรค จึงมีลักษณะของการวางบุคลิกประกอบการพูดอย่างเป็นมืออาชีพนั่นเอง

ฉนั้น เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 62 ในการอภิปรายนโยบายรัฐบาล ที่ห้องประชุมสภาชั่วคราว อาคารทีโอที แจ้งวัฒนะ เขาจึงได้รับมอบหมายให้อภิปรายนโยบายด้านการเกษตรอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม พิจารณาจากข้อมูลจึงไม่ต่างกับที่เคยนำไปหาเสียง ชี้แจงตามเวทีต่างๆ

เพียงแต่ การหาเสียงอาจเป็นเฉพาะกลุ่มแฟนคลับ กลุ่มเกษตรกร ชาวนาชาวไร่ แต่เมื่อเข้าสู่การประชุมแถลงนโยบายรัฐบาล จึงเป็นเวทีใหญ่ที่ถูกถ่ายทอดสดออกไปทั่วประเทศ ทำให้การขายความคิดของเขาได้สื่อสารออกไปกว้างขวางมากขึ้น สะกดหัวใจของทุกคนได้

อย่างการเสวนาของพรรคอนาคตใหม่ เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2561 พิธา พยายามสรรหาคำเปรียบเปรยเพื่อให้ทุกคนได้ฉุกคิดตาม

เช่น ผมมองเห็น “ทองคำที่ฝังอยู่ในดิน”ในประเทศไทย หากแต่ว่าตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ไม่เคยมีหน่วยงานไหน บริษัทเอกชนใด จริงใจในการเข้ามาพลิกฟื้น ปลดปล่อยศักยภาพพี่น้องเกษตรกร มิหนำซ้ำยังหากิน ขูดรีด เอาเสียด้วย

พิธา บอกทุกคนว่า สิ่งที่เขาพูดจะทำให้ “กระดิ่งในหัวใจของทุกคนดังขึ้นเหมือนกับกระดิ่งในใจเขาได้ดังขึ้นแล้ว”

พร้อมกับกล่าวตอนสุดท้ายว่า “ผมและทุกคนไม่ใช่นักรบห้องแอร์ เราละเอียด เราลงพื้นที่ เราลงไปคลุกกับดิน และขออนุญาตหัวหน้าพรรคไม่ค่อยได้เข้าพรรค แล้วหวังว่าจะได้เจอกัน ”

วันนี้ “พิธา” ได้ใช้เวทีสภา ขายความคิดผ่านนโยบายด้านการเกษตรด้วยหวังให้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ นำไปปรับปรุงเกิดการเปลี่ยนแปลง

‘ดุดัน-ขบขัน-กวนกวน’ลีลาบิ๊กตู่ในสภา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/595933

  • วันที่ 25 ก.ค. 2562 เวลา 19:17 น.

'ดุดัน-ขบขัน-กวนกวน'ลีลาบิ๊กตู่ในสภา

วันแรกของศึกซักฟอกนโยบายรัฐบาล”บิ๊กตู่”น๊อตยังไม่หลุดแต่ยังมะงุมมะงาหรา

ลีลา การแถลงนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมและในการชี้แจงตอบโต้การอภิปรายของฝ่ายค้านนั้นมีครบทุกลีลา ทั้งดุดัน สร้างความขบขันแบบกวนกวน ในที่ประชุมสภา

โดยตั้งแต่เริ่มแถลงนโยบาย พล.อ.ประยุทธ์ ก็จะพูดไปเรื่อยๆด้วยความเคยชิน จนฝ่ายค้านประท้วงให้อ่านตามเอกสาร ตามเอกสารที่ส่งมาให้รัฐสภา โดยนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา บอกว่า ถึงแม้ท่านนายกฯจะจำได้หมดแต่ขอให้ท่านอ่านดีกว่า

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ก็กล่าวตอบโต้ว่า ผมไม่ทะเลาะกับพวกท่านอยู่แล้ว เอาละผมจะอ่านให้ฟัง อ่านภาษาไทยเนี่ยแหละ คุณเปิดหนังสือและอ่านตามผม ไปด้วย” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

อย่างไรก็ตามในระหว่างการอ่านตามเอกสารแถลงนโยบาย ฝ่ายค้านก็เหน็บแนมว่า พูดเร็วไป ฟังไม่รู้เรื่อง และในเวลาต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ ได้ชี้แจงในสภาอีกครั้งว่า ตนเองอาจจะพูดเร็วไปนิดหนึ่ง พูดไม่ชัดบ้าง กลืนน้ำลายบ้าง ตนเองเป็นมนุษย์ ถ้าท่านพูดเก่งก็เรื่องท่าน แต่ตนเองพูดแล้วทำไปด้วย

“ผมเสียงดังไปหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะไม่ได้พูดนานแล้ว ผมเองก็มีตัวตนของผมเหมือนกัน เขาบอกให้ผมพูดอย่างสุภาพ แต่ตอนนี้ผมกำลังยิ้มอยู่” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่ง ในการชี้แจง

นอกจากนี้ มีส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ลุกขึ้นประท้วง ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้กล่าวถ้อยคำกับประธานรัฐสภา ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ได้ตอบว่า “ขอบคุณ และขอโทษ เพราะอาจจะเคยชินไปหน่อย แต่ก็ให้เกียรติประธานรัฐสภาอยู่แล้ว”

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ได้หันไปพูดกับนายชวน ซึ่งสร้างเสียงหัวเราะให้กับสมาชิกรัฐสภา พร้อมกล่าวว่า บางคนอาจไม่เคยชินกับตนเอง

ขณะเดียวกันในการชี้แจงบางครั้ง พล.อ.ประยุทธ์ ก็ได้ชี้นิ้วไปยังผู้ประท้วง ซึ่งเป็นอดีตนายทหารและพูดว่าพวกท่านก็รู้ดี เพราะเป็นลูกน้องผมมาก่อน เป็นทหารเหมือนกัน ขอให้เข้าใจ ซึ่งนายชวนได้กล่าวเตือนว่าอย่าชี้นิ้ว พล.อ.ประยุทธ์ จึงได้กล่าวขอโทษ พร้อมกับหัวเราะและบอกว่ารูปแบบในสภาฯอาจเปลี่ยนไปบ้างต้องขออภัย

ทั้งหมดคือลีลาของ”บิ๊กตู่”ในการแถลงนโยบายรัฐบาลวันแรก ส่วนวันพรุ่งนี้”บิ๊กตู่”จะอดทนอดกลั้นอารมณ์ได้แค่ไหนต้องติดตาม

“10ปมร้อนเศรษฐกิจ” ทำรัฐบาลลุงตู่สะดุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/594711

  • วันที่ 12 ก.ค. 2562 เวลา 17:24 น.

"10ปมร้อนเศรษฐกิจ" ทำรัฐบาลลุงตู่สะดุด

เรียกได้ว่ารัฐบาลใหม่ไม่มีเวลาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ เพราะตามโรดแมปปลายเดือนนี้ รัฐบาลจะแถลงนโยบายกับรัฐสภา ก็ต้องเริ่มทำงานกันทันที โดยเฉพาะการเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

งานหินงานโหดการบริหารเศรษฐกิจ สำหรับ “รัฐบาลลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 หนีไม่พ้นการบริหารเศรษฐกิจที่ยิ่งวันยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ โดยมีอย่างน้อย 10 ปมร้อนที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งเข้ามาแก้ไขเป็นการด่วน

1. ปัญหาปากท้องของเศรษฐกิจฐานราก ที่รายได้น้อยค่าใช้จ่ายสูง หนี้สินเพิ่ม การกระจายรายได้ยังมีปัญหาลงไปไม่ถึงฐานราก นอกจากนี้รัฐบาลยังมีปมร้อนเรื่องการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท จะทำได้ตามสัญญาที่หาเสียงไว้หรือไม่ หากทำไม่ได้รัฐบาลก็เสีย ทั้งคะแนนนิยมและการแก้ปัญหาปากท้องไม่สำเร็จไปด้วย

2. ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ เนื่องจากภัยแล้งปีนี้รุนแรง ทำให้ ราคาพืชผลทางการเกษตรทั้งข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ราคาตก การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของรัฐบาล คือ การประกันราคาพืชผลทางการเกษตรจะทำได้รวดเร็วแค่ไหน หากแก้ไขช้า เศรษฐกิจฐานรากยิ่งแย่หนักรัฐบาลก็จะเจอแรงกดดันการบริหารเศรษฐกิจที่ไม่ถูกใจประชาชนมากขึ้น

3. ค่าเงินบาทแข็ง ในที่สุดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ออกมายอมรับว่าค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วเกินไป และได้มีการออกมาตาการสกัดการเก็งกำไรที่เป็นส่วนหนึ่งของค่าเงินบาทแข็ง มาตรการที่ออกมาหลังจากที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาบอกว่าได้สั่งการให้ ธปท.ดูแลค่าเงินบาทมากเกินไปเพียงไม่กี่วัน พร้อมกันนี้ผู้ประกอบการก็ทำหนังสือขอพบนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่า ธปท. เพื่อหารือให้ช่วยดูแลค่าเงิน ที่ผู้ประกอบการเห็นว่า ธปท. ปล่อยให้ค่าเงินบาทแข็งค่าเกินไป

4 การส่งออก เป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลยกภูเขาไม่พ้นจากอก เพราะหลังจากพิษสงครามการค้าสหรัฐกับจีน และลามไปถึงสหรัฐกับยุโรป ประกอบกับค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็ว ทำให้การส่งออกของไทยทรุดหนักจากที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 3-4% ล่าสุดคาดว่าจะขยายตัวได้ 0% ถึงขยายตัวติดลบ 1% ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจะทำให้เศรษฐกิจไทยภาพรวมขยายตัวชะลอมากขึ้น

5 การลงทุนภาครัฐล่าช้า เนื่องจากการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจล่าช้า ส่วนหนึ่งเป็นช่วงลอยต่อของรัฐบาลใหม่และเก่า ทำให้โครงการไม่ต่อเนื่อง รวมกับหลายโครงการไม่มีความพร้อมลงทุนตามแผนที่วางไว้ ซึ่งรัฐบาลใหม่ต้องเร่งเดินหน้าโครงการลงทุนให้ได้โดยเร็ว

6. การกระตุ้นการลงทุนและการบริโภคเอกชน ในส่วนของการลงทุนภาคเอกชน รัฐบาลตั้งความหวังไว้กับโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ที่จะดึงดูดทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติ ซึ่งนายสมคิด ออกมายืนยันว่าโครงการอีอีซี ไม่มีทางล้มเพราะเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของประเทศไทย แต่การดำเนินการจะได้ตามที่รัฐบาลหวังหรือไม่ ยังเป็นสิ่งที่นักลงทุนกังวล

7. การท่องเที่ยวลด ซึ่งที่ผ่านมาการท่องเที่ยวถือเป็นตัวช่วยเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวได้ดี แต่จากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวจากสงครามการค้า ทำให้นักท่องเที่ยวลดการท่องเที่ยวในไทยและทุกๆ ประเทศในโลก จึงเป็นโจทย์ยากของรัฐบาลใหม่ว่าจะกระตุ้นให้คนเข้ามาเที่ยวในเมืองไทยได้อย่างไร

8. งบประมาณปี 2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นงบลงทุน 6.9 แสนล้านบาท ปกติงบประมาณจะต้องเริ่มใช้ 1 ต.ค. 2562 แต่ได้ถูกเลื่อนออกไป 1 ม.ค. 2563 เพื่อรอให้รัฐบาลและรัฐสภาใหม่เข้ามาพิจารณา ย่อมส่งผลกระทบทำให้เม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจช้าไปด้วย ถึงขนาด พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาปรามว่า ให้รัฐบาลและฝ่ายค้านพิจารณางบประมาณ 2563 ยังสร้างสรรค์ไม่ควรสร้างปัญหาให้งบประมาณไม่ผ่านการพิจารณา เพราะจะกระทบกับเศรษฐกิจ

9 เศรษฐกิจชะลอตัว เป็นที่รู้กันว่า หน่วยงานต่างๆ ปรับลดการขยายตัวเศรษฐกิจจากใกล้ 4% เหลืออยู่ 3% โดยหลายแห่งคาดว่าจะขยายตัวได้ต่ำกว่า 3% ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาลที่ต้องเข้ามาพยุงเศรษฐกิจขาลงให้ฟื้นกลับขึ้นมาให้ได้ เพราะหากเศรษฐกิจภาพรวมแย่ เศรษฐกิจฐานรากประชาชนจะมีความเป็นอยู่ที่ลำบากมากขึ้น

10. ความไม่เชื่อมั่นทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลลุงตู่ 2 เป็นเรื่องที่ค้างคาใจของนักลงทุนอยู่ตลอดเวลา เพราะเป็นรัฐบาลผสมที่เกิดจาก 19 พรรคการเมือง ทีมเศรษฐกิจถูกจัดสรรจากโควต้าทางการเมือง มากกว่าที่วางคนที่เหมาะสมกับงาน เป็นผลลบต่อนัก ลงทุนและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค รวมถึงอาจมีผลต่อความล่า ช้าในการดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐบาลให้ทันกำหนดการที่วางไว้

ทั้ง 10 ปมร้อนเศรษฐกิจ จึงเป็นปัญหาท้าทายรัฐบาลลุงตู่ ว่าจะสามารถอยู่บริหารประเทศสมัยที่ 2 ได้ยาวนานแค่ไหน