รายงานพิเศษ : หนุนปลูกพืชผสมผสานปลอดสารพิษ ทางรอดสมาชิกสหกรณ์การเกษตรห้วยคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/441162

รายงานพิเศษ : หนุนปลูกพืชผสมผสานปลอดสารพิษ  ทางรอดสมาชิกสหกรณ์การเกษตรห้วยคต

รายงานพิเศษ : หนุนปลูกพืชผสมผสานปลอดสารพิษ ทางรอดสมาชิกสหกรณ์การเกษตรห้วยคต

วันพุธ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สหกรณ์การเกษตรห้วยคต จำกัด สหกรณ์ขนาดใหญ่ในอำเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ ที่นำพาเหล่าสมาชิกข้ามพ้นวิกฤติราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ โดยการส่งเสริมให้สมาชิกทำเกษตรผสมผสานที่ปลอดภัย ไร้สารเสริมจากการปลูกสับปะรดและข้าวโพดหวานที่ปลูกกันมานาน เพื่อเป็นทางเลือก ทางรอดจากปัญหาภัยแล้ง และปัญหาด้านราคาผลผลิตตกต่ำ

คุณพนาพร ปิติสกุลสวัสดิ์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรห้วยคตจำกัด เล่าให้ฟังว่าสหกรณ์ฯ ได้เริ่มสนับสนุนให้สมาชิกดำเนินชีวิตตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร คือทำการเกษตรแบบผสมผสานปลูกพืชหลากหลายชนิด ทั้งผักสวนครัว ผลไม้ พืชไร่ พืชสวน เลี้ยงสัตว์ปีกเลี้ยงปลา ปลูกผักปลอดภัยในโรงเรือน เป็น “เกษตรอินทรีย์วิถีไทย”และเมื่อปรับเปลี่ยนวิถีการทำการเกษตรของสมาชิกแล้ว สิ่งสำคัญคือการให้องค์ความรู้แก่สมาชิก โดยภายในสหกรณ์ฯ ได้แบ่งพื้นที่23 ไร่ ทำเป็นศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ทำแปลงเรียนรู้การเกษตรแบบผสมผสาน ทดลองปลูกพืชทุกชนิดที่จะส่งเสริมให้สมาชิกปลูกโดยทำแบบปลอดสาร ปลอดภัย มีกิจกรรมสาธิตการทำปุ๋ยคอกทำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง มีแหล่งเรียนรู้เรื่องธนาคารน้ำ พลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์

อีกทั้งในทุกเดือนจะจัดอบรมเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้สมาชิกในเรื่องต่าง ๆ เช่น ในเดือนกันยายน เป็นการแนะนำส่งเสริมการปลูกโกโก้ ซึ่งเป็นหนึ่งในพืชที่สหกรณ์ฯ กำลังสนับสนุนให้สมาชิกปลูก เพราะดูแลง่าย ไม่ค่อยมีศัตรูพืชรบกวน ไม่ต้องตัดแต่งกิ่งมาก ต้นอายุ 3 ปี เริ่มเก็บเกี่ยวได้ และให้ผลผลิตต่อเนื่องทุก 15 วัน ไปตลอดอายุประมาณ 50 ปียิ่งถ้ามีระบบน้ำในฤดูแล้ง ผลผลิตจะเพิ่มขึ้น รวมไปถึงขมิ้นชันและฟ้าทะลายโจร ที่กำลังเป็นที่ต้องการของบริษัทผลิตสมุนไพรแคปซูล ซึ่งสหกรณ์ฯหาตลาดรองรับไว้อย่างครบวงจรแล้วแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ การซื้อขายล่วงหน้าและประกันราคา ขมิ้นชันกับฟ้าทะลายโจรสหกรณ์ฯ ร่วมกับศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านไร่มอญพันธุ์ จังหวัดลพบุรี ที่จัดหาต้นพันธุ์ พร้อมส่งคนมาให้ความรู้ ติดตามดูแลการปลูกและรับซื้อสมุนไพรโดยการซื้อขายล่วงหน้า ขมิ้นชันซื้อขายกิโลกรัมละ 12 บาท ฟ้าทะลายโจร ซื้อขายที่กิโลกรัมละ10 บาท ส่วนโกโก้มีคู่ค้าคือบริษัทโกโก้ไทย 2017 จำกัด ทำการซื้อขายแบบประกันราคา ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ5 บาท ซึ่งขณะนี้ราคาตลาดจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 10 บาท

นอกจากนี้ สหกรณ์ฯยังให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในเรื่องสินเชื่อโครงการจัดหาแหล่งน้ำให้สมาชิก โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ ผ่านกองทุนพัฒนาสหกรณ์ รวมไปถึงการมีเครือข่ายกับโรงเรียนอนุบาลห้วยคต ในโครงการเด็กดีมีเงินออม และฝึกทำการเกษตรแบบผสมผสาน ให้นักเรียนได้บริโภคผักปลอดภัยและมีรายได้จากการเก็บผลผลิตขายสหกรณ์ เป็นการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างครอบคลุม

ขณะที่คุณสังวาลย์ ไม้ลา หรือป้าไข่ เกษตรกรสมาชิกสหกรณ์การเกษตรห้วยคต จำกัด เล่าถึงการทำการเกษตรของตนเองให้ฟังว่า แต่เดิมตนปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาตลอดทั้งข้าวโพดและสับปะรด แต่ก็ประสบปัญหาฝนแล้ง ราคาตกต่ำ ทำให้มีหนี้สินมาก เมื่อ 3 ปีที่แล้ว สหกรณ์การเกษตรห้วยคต จำกัด ได้แนะนำให้ทำการเกษตรแบบผสมผสาน จากพื้นที่ปลูกสับปะรด 25 ไร่ ก็แบ่งมาทำผสมผสาน 10 กว่าไร่ ปลูกมะเขือ พริก กล้วยไข่ กล้วยน้ำว้า กล้วยเล็บมือนาง มะยงชิด ทุเรียน มะละกอ พืชสวนครัว และข้าวไร่ โดยสหกรณ์ฯได้สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวมาให้ 10 กิโลกรัม เก็บเกี่ยวแล้วนำเข้าโรงสีชุมชน ทำให้มีข้าวเก็บไว้กิน เมื่อได้ผลผลิตก็นำคืนสหกรณ์ฯ พร้อมส่วนต่างให้เล็กน้อย เพื่อต่อยอดการทำธนาคารข้าวของสหกรณ์ฯ ต่อไป

นอกจากนี้ ตนยังได้รับความช่วยเหลือจากสหกรณ์ฯ ในเรื่องการทำแหล่งน้ำ กู้ยืมเงินปลอดดอกเบี้ย ขุดแหล่งน้ำ 4 สระ ไว้เลี้ยงปลา ต่อมาขยายทำแท็งก์เก็บน้ำ และขุดเจาะบ่อบาดาล โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการดึงน้ำขึ้นมาใช้ ทำให้ที่ดินของป้าไข่ สามารถทำการเกษตรแบบผสมผสานได้ผลดีตลอดปี

“เมื่อก่อนเคยมีรายได้จากการขายข้าวโพดและสับปะรดเท่านั้น แต่หลังจากหันมาทำการเกษตรผสมผสาน ทำให้มีรายจากการเก็บพืชผักต่างๆ ขายทุกวัน ตกเดือนละ2,000-5,000 บาท และที่สำคัญผลผลิตในพื้นที่ทั้งข้าวไร่ พืชผัก กล้วย ปลา สามารถเก็บไว้บริโภคเองเป็นอาหารประจำวัน ไม่ต้องซื้อหา ทำให้สามารถลดรายจ่าย พอกิน พอใช้ เมื่อสับปะรดได้เวลาเก็บเกี่ยวก็ปลดหนี้ได้ ไม่ลำบากเหมือนที่ผ่านมา” ป้าไข่ กล่าว

การทำการเกษตรแบบผสมผสาน ถือเป็นทางเลือกที่นำไปสู่ทางรอดของสมาชิกของสหกรณ์การเกษตรห้วยคต จำกัด ได้เป็นอย่างดี และเป็นบทสรุปของการใช้ชีวิตแบบพอเพียงอย่างแท้จริง

รายงานพิเศษ : ‘บ่อจิ๋ว’ฟื้นชีวิตเกษตรกรสกลนคร แหล่งอาหารชั้นยอด-สร้างอาชีพมั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/440020

รายงานพิเศษ : ‘บ่อจิ๋ว’ฟื้นชีวิตเกษตรกรสกลนคร แหล่งอาหารชั้นยอด-สร้างอาชีพมั่นคง

รายงานพิเศษ : ‘บ่อจิ๋ว’ฟื้นชีวิตเกษตรกรสกลนคร แหล่งอาหารชั้นยอด-สร้างอาชีพมั่นคง

วันศุกร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระหฤทัยห่วงใยเกษตรกรในอำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร ที่ยากจนแร้นแค้น มีอาหารบริโภคไม่เพียงพอ ขาดความมั่นคงและปลอดภัยทางอาหาร สภาพพื้นที่อาศัยแห้งแล้ง ชลประทานเข้าไม่ถึง ต้องอาศัยน้ำฝนทำการเกษตรและอุปโภคบริโภคเป็นหลัก จึงทรงมีพระราชดำริเมื่อปี พ.ศ.2535 โดยให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ช่วยเหลือเกษตรกรเหล่านั้น ด้วยการขุดสระน้ำเพื่อการเกษตรในไร่นา ให้กับเกษตรกร จำนวน 39 รายรายละ 1 สระ รวมทั้งสิ้น 39 สระ ใน 3 ตำบล คือ ตำบลโพธิไพศาล ตำบลกุสุมาลย์ และตำบลนาโพธิ์ พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรใช้สระน้ำให้เต็มศักยภาพ ทำการเกษตรผสมผสาน ผลิตอาหารที่ปลอดภัยจากสารพิษ ไว้บริโภคในครัวเรือน

นายกิตติ ไชยนิมิตร ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินสกลนครกรมพัฒนาที่ดินกล่าวว่า ปัจจุบันสระน้ำเพื่อการเกษตรอันเนื่องมาจากพระราชดำริดังกล่าว มีอายุการใช้งานมายาวนานกว่า 27 ปี ซึ่งจากการสำรวจ พบว่า ขณะนี้มีเกษตรกร 1 รายได้ถมสระน้ำเปลี่ยนเป็นคอกสัตว์ ทำให้เหลือสระน้ำที่มีอยู่เดิม 38 สระ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้มอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดินทำการบูรณะขุดลอกสระน้ำ ให้สามารถใช้งานได้เต็มตามศักยภาพ พร้อมทั้งสำรวจพื้นที่เพื่อสนับสนุนสระน้ำเพิ่มเติมให้เกษตรกรที่ต้องการสร้างอาชีพจากสระน้ำ ตามโครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน หรือบ่อจิ๋ว ขนาด 1,260 ลูกบาศก์เมตร ที่กรมพัฒนาที่ดินได้ดำเนินการขุดสระให้กับเกษตรกรเจ้าของที่ดิน โดยมีส่วนร่วมในการออกค่าใช้จ่ายในการขุดสระ จำนวน 2,500 บาท เพื่อเก็บน้ำในช่วงมีฝนตก สำรองน้ำใช้ยามฝนทิ้งช่วง รวมทั้งสนับสนุนการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ในฤดูแล้ง เป็นการบรรเทาปัญหาภัยแล้งตลอดจนช่วยเหลือการผลิตพืชและรายได้ให้แก่เกษตรกร

สำหรับในปีงบประมาณ 2562 สถานีพัฒนาที่ดินสกลนครได้ช่วยเหลือขุดสระน้ำในไร่นา ให้เกษตรกรในพื้นที่อำเภอกุสุมาลย์แล้ว จำนวน 118 สระ พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชที่มีความสมดุลกับน้ำที่มีอยู่ เลี้ยงปลาในสระ เลี้ยงเป็ด ไก่ ปลูกผักสวนครัวบนคันสระ รอบสระปลูกไม้ผลเพื่อนำไปเป็นอาหารที่บริโภคในครัวเรือน และขายสร้างรายได้นอกเหนือจากนั้น ยังส่งเสริมให้เกษตรกรรู้จักการปรับปรุงบำรุงดิน ด้วยปุ๋ยพืชสดทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพไว้ใช้เอง เพื่อลดต้นทุนการผลิตอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม สถานีพัฒนาที่ดินสกลนคร จะเร่งดำเนินการขุดสระน้ำในไร่นา เพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อำเภอกุสุมาลย์อย่างต่อเนื่อง เพราะมีประชาชนอีกจำนวนไม่น้อยที่ชลประทานเข้าไม่ถึง พื้นที่แห้งแล้ง จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือโดยการขุดสระน้ำเพื่อการเกษตร เพื่อให้สามารถผลิตอาหารที่มีความหลากหลาย มีคุณค่าทางโภชนาการ เลี้ยงครอบครัวได้อย่างเพียงพอและลดภาวะการขาดสารอาหารในเด็กเล็ก หญิงมีครรภ์ หญิงให้นมบุตร และผู้สูงอายุ

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีฯสนองนโยบาย สร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์-เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/439776

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีฯสนองนโยบาย สร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์-เกษตรกร

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีฯสนองนโยบาย สร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์-เกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ สนองนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำระบบบัญชีสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ ให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า ยุทธศาสตร์ที่สำคัญประการหนึ่งของกระทรวงคือ สร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์ สถาบันเกษตรกรและเกษตรกร เพื่อช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนผ่านระบบสหกรณ์ อันจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศชาติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนในการประกอบอาชีพ และส่งเสริมการออมเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย มีวินัยทางการเงินที่ดี สร้างความเข้มแข็งให้ประชาชน ซึ่งน.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะกำกับดูแลกรมตรวจบัญชีสหกรณ์เน้นย้ำให้บุคลากรผู้ปฏิบัติงานทุกภาคส่วนของกรม ร่วมบูรณาการนำพาสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้ก้าวเดินอย่างมั่นคงสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน และเน้นย้ำความสำคัญของงานด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางบัญชีสู่พี่น้องเกษตรกรกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ และประชาชน ให้เข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้ นำระบบบัญชีไปใช้บริหารจัดการสู่ความสำเร็จ

นอกจากนี้ยังมอบนโยบายด้านการสอบบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เน้นย้ำให้ผู้สอบบัญชีเป็นผู้ตรวจแนะนำสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้ปฏิบัติงานที่ถูกต้องทั้งทำบัญชีและงบการเงิน เพิ่มความถี่ในการเข้าตรวจเยี่ยมสหกรณ์ให้มากขึ้น ปลูกฝังทัศนคติการไม่ทุจริต รวมถึงสร้างความเข้าใจระหว่างผู้สอบบัญชีด้วยกันเองและผู้สอบบัญชีกับสหกรณ์โดยสม่ำเสมอผ่านระบบ Video Conference เพื่อให้เข้าใจแนวทางทำงาน พัฒนาความรู้ ความสามารถของผู้สอบบัญชี ให้เท่าทันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและธุรกิจของสหกรณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยฯ ยังเน้นย้ำให้กรม สร้างความเข้าใจถึงนโยบาย คุณธรรม จริยธรรม กฎระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ รวมไปถึงวิธีการทำบัญชีว่าทำอย่างไร ให้แก่สมาชิกสหกรณ์ โดยวางระบบการทำบัญชีให้เป็นรูปแบบเดียวกันด้วย

“ตลอดระยะเวลา 67 ปี กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้นำนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาสู่การปฏิบัติ โดยก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยต่างๆ และเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ยุคแรกที่มีการส่งผู้สอบบัญชีจากส่วนกลางไปตรวจบัญชีให้กับสหกรณ์ต่างๆ จนถึงปัจจุบันที่พัฒนาตนเองสู่ความเป็นมืออาชีพ รวมทั้งเตรียมพร้อมสู่การปรับเปลี่ยนเป็นองค์กรดิจิทัล เพื่อให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และรูปแบบการดำเนินธุรกิจสหกรณ์ที่สลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น จึงเป็นการดำเนินงานที่ต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบ ความเอาใจใส่ ซึ่งบุคลากรของกรม จะยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่ตรวจสอบระบบการเงิน การบัญชี การควบคุมภายใน และการดำเนินงานของสหกรณ์ ให้เป็นไปอย่างโปร่งใส ปราศจากทุจริต และเป็นไปตามมาตรฐาน เพื่อให้สถาบันเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย”อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

รายงานพิเศษ : กตส.จัดติวเข้มบุคลากร ขึ้นแท่นผู้ช่วยผู้สอบบัญชีสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/439552

รายงานพิเศษ : กตส.จัดติวเข้มบุคลากร  ขึ้นแท่นผู้ช่วยผู้สอบบัญชีสหกรณ์

รายงานพิเศษ : กตส.จัดติวเข้มบุคลากร ขึ้นแท่นผู้ช่วยผู้สอบบัญชีสหกรณ์

วันพุธ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2562, 02.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ (กตส.)จัดอบรมหลักสูตรผู้ช่วยผู้สอบบัญชีสหกรณ์ ขึ้นเพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมได้ความรู้ความเข้าใจในบทบาท หน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ช่วยผู้สอบบัญชีสหกรณ์ ระเบียบคำแนะนำนายทะเบียนสหกรณ์ที่เกี่ยวข้อง การวิเคราะห์งบการเงิน กระบวนงานและเทคนิคการสอบบัญชีด้านต่างๆการบันทึกข้อมูล Input Form การตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ที่ใช้คอมพิวเตอร์บันทึกบัญชี ตลอดจนประสานงานเพื่อตรวจสอบบัญชี รวมทั้งมีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์ ปัญหาการปฏิบัติงานระหว่างผู้เข้าอบรมด้วยกันเองและวิทยากร

ทั้งนี้ การจัดหลักสูตรอบรมผู้ช่วยผู้สอบบัญชีสหกรณ์ เป็นการเตรียมความพร้อมบุคลากรของกรมที่ผ่านการรับราชการมาแล้วอย่างน้อย 5 ปี ให้มีความรู้ ความสามารถและความพร้อมปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้สอบบัญชีสหกรณ์ ยกระดับเป็นผู้สอบบัญชีสหกรณ์ต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งผู้ช่วยผู้สอบบัญชีสหกรณ์ถือเป็นบุคลากรสำคัญ ที่ทำหน้าที่ช่วยผู้สอบบัญชีเข้าไปตรวจสอบบัญชีของสหกรณ์ หรือกลุ่มเกษตรกรอย่างละเอียด ตรวจสอบการปฏิบัติงานของบุคลากรทุกส่วนงานในสหกรณ์ และสอบทานเอกสารหลักฐานที่เป็นรายงานการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะรายงานการเงินว่าถูกต้องตรงตามความเป็นจริงและปฏิบัติตามกฎระเบียบหรือไม่ เพื่อให้สมาชิกมั่นใจว่างบการเงินและระบบบัญชีของสหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรนั้นน่าเชื่อถือถูกต้อง

“กรมตั้งเป้าฝึกอบรมหลักสูตรผู้ช่วยสอบบัญชีสหกรณ์อย่างน้อยปีละ 2 รุ่น เตรียมทดแทนข้าราชการที่เกษียณอายุขอย้าย หรือโอนไปหน่วยราชการอื่น หวังให้ผู้ช่วยผู้สอบบัญชีสหกรณ์เพิ่มพูนความรู้ที่จำเป็นในการปฏิบัติงาน ทั้งเชิงวิชาการและเทคนิค ก้าวทันความก้าวหน้าทางวิทยาการและเทคโนโลยีด้านการสอบบัญชี ตลอดจนรู้เท่าทันการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และปฏิบัติงานได้อย่างมีมาตรฐานเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพ” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

รายงานพิเศษ : สุโขทัยชนะเลิศแปลงใหญ่ระดับปท. ผลิตมะม่วงคุณภาพสร้างรายได้นับล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/439222

รายงานพิเศษ : สุโขทัยชนะเลิศแปลงใหญ่ระดับปท.  ผลิตมะม่วงคุณภาพสร้างรายได้นับล้าน

รายงานพิเศษ : สุโขทัยชนะเลิศแปลงใหญ่ระดับปท. ผลิตมะม่วงคุณภาพสร้างรายได้นับล้าน

วันอังคาร ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ตำบลน้ำขุม อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย แต่เดิมเกษตรกรที่นี่ทำนาเป็นหลัก แต่ประสบปัญหาเนื่องจากภูมิอากาศไม่เหมาะสม ต้นทุนการผลิตสูง ทั้งปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง ทำให้เกษตรกรในพื้นที่เปลี่ยนไปปลูกมะม่วงโชคอนันต์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร เข้าไปให้การสนับสนุน และส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มทำเกษตรแบบแปลงใหญ่ จนกลายเป็นแหล่งผลิตมะม่วงโชคอนันต์ที่มีคุณภาพส่งตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศสร้างรายได้ปีละหลายล้านบาท

นายสายชล จันทร์วิไล ประธานแปลงใหญ่มะม่วงต.น้ำขุม เปิดเผยว่า แต่เดิมเกษตรกรในพื้นที่ทำนา แต่เนื่องจากสภาพพื้นที่ไม่เหมาะสมตนและเกษตรกรอีกจำนวนหนึ่งจึงหันมาปลูกมะม่วงโชคอนันต์ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ผลผลิตมีตลาดรองรับ ต่อมาเกษตรกรในพื้นที่จึงพากันปลูกตาม จาก 2,000 ไร่ ก็ขยายมาเรื่อย จนปัจจุบันประมาณ 12,000 ไร่ โดยมีกรมส่งเสริมการเกษตรเข้ามาให้การสนับสนุน ให้ความรู้ในการผลิต เทคนิคและกระบวนการต่างๆในการส่งเสริมการปลูกมะม่วงโชคอนันต์ให้เกษตรกร ก่อให้เกิดการรวมกลุ่มแปลงใหญ่ปลูกมะม่วงโชคอนันต์ และจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ในต.น้ำขุม อ.ศรีนคร จ.สุโขทัย รวมถึงให้การสนับสนุนโครงการอื่น ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรฯด้วยทำให้กลุ่มรวบรวมคนที่มีความสามารถในพื้นที่มาร่วมกันเรียนรู้ และแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ทำให้ช่วยตอบโจทย์ในเรื่องของการลดต้นทุน ในเรื่องของการเพิ่มผลผลิตแล้วก็สามารถสร้างคุณภาพมาตรฐาน

ในเรื่องการผลิต ทางกลุ่มวางแผนช่วงระยะเวลา ซึ่งจะมีปฏิทินการผลิต เน้นผลิตนอกฤดูเพื่อลดปัญหาผลผลิตล้นตลาด และจะช่วยให้ได้ราคาดี ซึ่งการปลูกมะม่วงโชคอนันต์เพื่อให้ผลผลิตทั้งปีหรือโดยเฉลี่ยให้ผลผลิต 3 ครั้งต่อปี จะมีกระบวนการปลูกตั้งแต่การปลูกแบ่งออกเป็น ระยะปลูกให้มีระยะห่าง 2×3 เมตร จะได้ประมาณ 250 ต้นต่อไร่ มีการตัดแต่งกิ่งพุ่มไม่ให้สูงเกินไป เพื่อสะดวกในการเก็บผลผลิตและใช้เลื่อยมือส่วนพื้นที่ให้ทำยกร่องสูงเพื่อป้องกันน้ำท่วมขัง เนื่องจากมะม่วงโชคอนันต์ไม่ชอบน้ำ สำหรับการขยายพันธุ์ เริ่มแรกใช้ต้นพันธุ์พื้นเมืองที่มีอยู่ในพื้นที่ เช่น มะม่วงกะล่อน ปลูกให้ได้ประมาณ 1 ปีครึ่ง จากนั้นให้ทำการเสียบยอดโดยใช้กิ่งพันธุ์โชคอนันต์ เพื่อให้ได้พันธุ์ที่ทนต่ออากาศได้ดีในพื้นที่ ถือเป็นเทคนิคในการผลิตกิ่งพันธุ์มะม่วงโชคอนันต์ของที่นี่ นอกจากนี้ จะต้องตัดแต่งกิ่งปีละ 2 ครั้ง ถ้าเจอกิ่งแห้ง มีเชื้อราให้รีบตัดทิ้ง หรือเจอกิ่งกระโดงให้ตัดออก ไม่ควรให้มีพุ่มในแต่ละต้นมาชนกัน หากต้องการทำนอกฤดู จะตัดแต่งกิ่งช่วงปลายเดือนเมษายน ถึง พฤษภาคม และราดสารเคมีเพื่อชะลอพุ่ม 20 วัน เมื่อถึงเวลาดึงช่อ ให้ใช้สารดึงช่อฉีดทุกๆ 15 วัน ซึ่งมะม่วงจะให้ผลผลิตประมาณเดือนตุลาคม ซึ่งสามารถเก็บขายเป็นมะม่วงนอกฤดูได้

สำหรับผลผลิตมะม่วงโชคอนันต์ของกลุ่มฯ จะแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ ขายลูกมะม่วงอ่อน หรือเรียกว่า มะม่วงยำ ขายในประเทศ และประเทศ
เพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา ลาว เขมร ประมาณ 60%, มะม่วงผลแก่ จะมีขายอยู่ราว 20% ส่วนที่เหลือจะเป็นมะม่วงอุตสาหกรรม ส่งโรงงานแปรรูปเป็นมะม่วงอบแห้งมะม่วงกระป๋อง มะม่วงดอง มะม่วงแช่อิ่ม และข้าวเกรียบมะม่วงซึ่งสินค้าแปลงใหญ่ของกลุ่มฯ ได้รับมาตรฐานทุกแปลงจนบริษัทห้างร้านต่างๆ เข้ามาติดต่อซื้อขายกับเรา จนเกิดเป็นการตลาดแบบซื้อขายล่วงหน้า สินค้าของเราจะมีขายล่วงหน้า และมีการทำ MOU หลายบริษัทซึ่งมะม่วงแต่ละลูกของเราจะไม่ทิ้ง สำหรับผลผลิตที่ไม่ผ่านมาตรฐาน เราจะนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูป เพราะว่าในกลุ่มของเราก็มี Young Smart Farmer ที่เก่งเรื่องของเทคโนโลยีที่จะนำมาปรับใช้ และพัฒนาคุณภาพสินค้า นอกจากนี้ ทางกลุ่มยังเชื่อมขยายผลไปยังเครือข่ายผู้ปลูกมะม่วงโชคอนันต์ในหลายจังหวัด เช่น จ.น่าน ลำปาง อุตรดิตถ์ เชียงราย เชียงใหม่ มีการวางแผนการผลิตร่วมกัน และทำการตลาดร่วมกัน ไม่มีการไปแย่งตลาดซึ่งกันและกันต่างคนต่างมีโควตาจัดคิว จัดการผลิตได้ถูกต้องและเหมาะสมกับความต้องการของตลาด ดังนั้น เมื่อเรามีแหล่งผลิตวัตถุดิบมากมายจากเครือข่ายต่างๆ อย่างเพียงพอ ก็สามารถการันตีกับทางบริษัทที่รับซื้อผลผลิตได้อย่างมั่นใจว่าเรามีจำนวนผลผลิตที่แน่นอนให้กับภาคอุตสาหกรรม ยิ่งเป็นการสร้างความยั่งยืนในด้านตลาดของกลุ่มอีกด้วย และถือว่าเป็นการตอบโจทย์ของการรวมกันทำเกษตรแบบแปลงใหญ่ได้อย่างแท้จริง

จากความสำเร็จของแปลงใหญ่มะม่วงโชคอนันต์ ต.น้ำขุม อ.ศรีนคร จ.สุโขทัย ทำให้ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดแปลงใหญ่ระดับประเทศ ปี 2562 ในงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการรวมพลคน ศพก. แปลงใหญ่ และ young smart farmer ปี 2562 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่13-15 สิงหาคมที่ผ่านมา จุดเด่นที่ทำให้กลุ่มได้รับรางวัลครั้งนี้ คือ การเชื่อมโยงการดำเนินโครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ โครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และโครงการพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง ทั้ง 3 โครงการเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นนโยบายหลักของกระทรวงเกษตรฯ โดยแปลงใหญ่มะม่วงโชคอนันต์ตอบโจทย์เรื่องระบบการผลิตทางการเกษตรที่ดี และปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP มีการนำนวัตกรรมมาช่วยเรื่องลดใช้แรงงานคน ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตร ด้วยการแปรรูป การสร้างแบรนด์ ใช้หลักการตลาดนำการผลิต การพัฒนาเครือข่ายเข้มแข็ง เครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) สมาชิกแปลงใหญ่ได้รับผลประโยชน์จากโครงการอย่างแท้จริง มีรายได้จากการผลิตมะม่วงที่แน่นอน ด้วยการมีระบบประกันราคามะม่วง ส่งผลให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และมีความยั่งยืนในอาชีพเกษตรกรรม

รายงานพิเศษ : ‘สมุนไพรนางไพร’ผลงานเด็ดส.ป.ก. เกษตรแปลงใหญ่สร้างรายได้งาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/438348

รายงานพิเศษ : ‘สมุนไพรนางไพร’ผลงานเด็ดส.ป.ก.  เกษตรแปลงใหญ่สร้างรายได้งาม

รายงานพิเศษ : ‘สมุนไพรนางไพร’ผลงานเด็ดส.ป.ก. เกษตรแปลงใหญ่สร้างรายได้งาม

วันศุกร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าผลการดำเนินการเกษตรแบบแปลงใหญ่ที่อยู่ภายในพื้นที่ ส.ป.ก. จังหวัดสุราษฎร์ธานีซึ่งประสบความสำเร็จในการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่เป็นอย่างดี

จุดเริ่มต้นของกลุ่มสมุนไพรนางไพร เกิดมาจากการรวมตัวของเกษตรกรในพื้นที่ซึ่งแต่เดิมรวมกลุ่มกันในนามกลุ่มแม่บ้านเขานาใน และเริ่มสนใจในประโยชน์จากสมุนไพร จึงรวมกลุ่มกันจดทะเบียนเป็นกลุ่ม OTOP และเปลี่ยนชื่อกลุ่มเป็นกลุ่มสมุนไพรนางไพร จากนั้นได้จดทะเบียนกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนลูกประคบสมุนไพร ตั้งเป็นศูนย์ต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง ส.ป.ก. ในปี 2552 และก่อตั้งเป็นกลุ่มแปลงใหญ่สมุนไพรเมื่อปี 2559 ซึ่งการผลิตสมุนไพรของกลุ่มนั้นใช้วิธีการปลูกแซมพืชหลักเดิมอย่างยางพารา และปาล์มน้ำมัน โดยเน้นพืชสมุนไพรประเภทหัว ประกอบไปด้วย ขมิ้นชัน ขมิ้นทอง ขมิ้นอ้อย ขมิ้นด้วง ไพลดำ ไพลเหลือง กระชายดำ ว่านชักมดลูก ว่านมหาเมฆ พญาว่าน ว่านนางคำและตะไคร้ ซึ่งทุกแปลงเป็นพื้นที่ S1

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า ก่อนที่เกษตรกรจะรวมกลุ่มกันเป็นแปลงใหญ่ ต้นทุนการผลิตในด้านพันธุ์ปลูกสูงถึง 12,000 บาท/ไร่ หลังจากรวมกลุ่มกันเป็นเกษตรแปลงใหญ่แล้วสามารถลดรายจ่ายทำให้เหลือต้นทุนการผลิตในด้านพันธุ์เพียง 9,600 บาท/ไร่ ลดลงจากเดิมร้อยละ 20 และช่วยเพิ่มปริมาณของผลผลิตให้มากขึ้นอีกด้วย ในปัจจุบันผลผลิตของกลุ่มสมุนไพรนางไพร ได้รับรองมาตรฐานเกษตรเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (GAP: Good Agricultural Practice) จำนวน 74 แปลง คิดเป็นร้อยละ 74 แปลงซึ่งการได้รับมาตรฐานดังกล่าวทำให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจได้ว่าผลผลิตที่ได้จากแปลงจะมีความสะอาดปลอดภัยและไร้สารพิษอีกทั้งยังทำเกษตรแบบผสมผสานเป็นการน้อมนำศาสตร์ของพระราชาตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรมาปรับใช้ในพื้นที่อีกด้วย

ด้านนายวิมล์ อินทปัชฌาย์ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าผลผลิตสมุนไพรจากกลุ่มเกษตรกรแบบสด มีตลาดรองรับผลผลิตในปัจจุบัน 2 แห่งด้วยกันคือตลาดโพหวาย อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ขายได้ 3,000กิโลกรัม/เดือน ราคาประมาณ 30-35 บาท และตลาดหัวอิฐอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ขายได้ 2,000 กิโลกรัม/เดือนราคากิโลกรัมละ 30-35 บาทเช่นกัน อีกทั้งยังจัดจำหน่ายตามวิสาหกิจชุมชนเครือข่ายทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด และในอนาคตจะมีการขายขมิ้นชันให้กับโรงพยาบาลท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานีปีละถึง 40 ตัน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการเจรจาทำข้อตกลงส่วนผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการแปรรูปแล้วมีการส่งผลิตภัณฑ์ไปขายตามวิสาหกิจชุมชนเครือข่ายและสถานที่ต่างๆ อาทิ ครีมนวดคลายเส้น ขายได้ประมาณ 100 ขวดต่อเดือน ราคา 350 บาทต่อขวด ซึ่งนำไปฝากขายที่วิสาหกิจชุมชนจังหวัดนราธิวาส ลูกประคบสมุนไพรขายได้ประมาณ 200 ลูกต่อเดือน ราคา 80 บาทต่อลูก ซึ่งนำไปขายที่โรงพยาบาลกะเปอร์ จังหวัดระนอง อีกทั้งยังมีตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรทั้งแบบสดและแบบแปรรูปแล้ว ตามงานแสดงสินค้า OTOP ตามสถานที่ต่างๆทั้งในและนอกจังหวัด สถานบริการสปา ในอำเภอเกาะสมุย ตามโรงพยาบาลต่างๆ ในจังหวัด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และการจัดจำหน่ายสินค้าออนไลน์ผ่านเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียต่างๆ

ในอนาคต กลุ่มสมุนไพรนางไพรมีเป้าหมายที่จะยกระดับผลผลิตทุกแปลงให้เข้าสู่มาตรฐานเกษตรเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (GAP) ยกระดับการแปรรูปให้ได้มาตรฐานอาหารและยา (อย.) เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ เพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตด้วยการแปรรูปด้วยการสกัดน้ำมันหอมระเหยจากสมุนไพร รวมถึงแปรรูปสินค้าให้มีความหลายกหลาย เพื่อยกระดับชีวิตของสมาชิกของกลุ่มให้มีความอยู่ดีกินดี และรักษาไว้ซึ่งภูมิปัญญาด้านสมุนไพรของท้องถิ่นบนพื้นที่ของ ส.ป.ก. สืบต่อไป

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่บ้านผารังหมี ต้นแบบเพิ่มมูลค่าข้าวชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437910

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่บ้านผารังหมี  ต้นแบบเพิ่มมูลค่าข้าวชุมชน

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่บ้านผารังหมี ต้นแบบเพิ่มมูลค่าข้าวชุมชน

วันพุธ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จังหวัดพิษณุโลกมีกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ (นาแปลงใหญ่) กับกรมการข้าว ตั้งแต่ปี 2559 จำนวน 4 กลุ่ม พื้นที่รวม 7,425 ไร่ เกษตรกร 470 ราย ในปี 2562 มีแปลงเข้าร่วมเพิ่มขึ้นเป็น 39 แปลง เกษตรกรทั้งสิ้น 2,308 ราย ครอบคลุมพื้นที่รวม 52,250.35 ไร่

“กลุ่มนาแปลงใหญ่ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านผารังหมี”หมู่ 3 ตำบลไทรย้อย อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก เป็นหนึ่งกลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่เมื่อปี 2560 วัตถุประสงค์หลักคือต้องการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อรวมกันผลิต รวมกันขาย ลดต้นทุน และเพิ่มมูลค่าข้าวของคนในชุมชน

นายจันที ชมภูมี ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านผารังหมี กล่าวว่า แต่เดิมเกษตรกรบ้านผารังหมีประสบปัญหาต้นทุนการผลิตข้าวสูงและขายได้ราคาต่ำ จึงรวมตัวเป็นศูนย์ข้าวชุมชนบ้านผารังหมี เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 คุณภาพ ขยายให้สมาชิกเพื่อพัฒนาคุณภาพพันธุ์ข้าวให้มีคุณภาพดี ต่อมามีโครงการนาแปลงใหญ่จึงเข้าร่วมตั้งแต่ปี 2560 ปัจจุบันมีสมาชิก 76 ราย พื้นที่ 2,077 ไร่ ทำการปลูกข้าวหอมมะลิได้ผลผลิตข้าวเฉลี่ยประมาณ 2,625 ตัน/ปี ทำนาปีละครั้ง ผลผลิตข้าวที่ได้ส่วนใหญ่ใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ให้กับสมาชิกและชุมชนอื่นๆ

ซึ่งกลุ่มได้พัฒนาเกษตรกรด้านการผลิต 2 ด้าน คือ 1.ผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ ตามกระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ GAP Seed 2.ผลิตข้าวคุณภาพดีโดยการทำเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) ข้าวหอมมะลิ และกำลังพัฒนาการผลิตไปสู่ระบบการผลิตข้าวอินทรีย์ โดยปราชญ์ชาวบ้าน ซึ่งมีภูมิปัญญาทางด้านเกษตรอินทรีย์ ซึ่งได้ประชุมคณะกรรมการและสมาชิกเป็นประจำ เพื่อกระตุ้นให้สมาชิกผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ และตระหนักถึงการผลิตข้าวปลอดภัยทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค อีกทั้ง ยังลดต้นทุนการผลิตข้าว

จากการเข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ ลดต้นทุนการผลิตจาก 3,500 บาทต่อไร่ เป็น 3,000 บาทต่อไร่ เพิ่มผลผลิตจาก 550 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 700 กิโลกรัมต่อไร่ และมีรายได้เพิ่มขึ้นจาก 1,010 บาทต่อไร่ เป็น 2,600 บาทต่อไร่ โดยมีเทคโนโลยีลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ได้แก่ ใช้เครื่องหยอดข้าวงอก และเครื่องหยอดข้าวแห้ง ลดอัตราใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวเหลือไร่ละ 5 กิโลกรัม นอกจากนี้ จะใช้วิธีไถกลบตอซังข้าวแทนการเผา เพราะเป็นการเผาปุ๋ยทิ้งไปเปล่าๆ พอไถกลบตอซังข้าวเสร็จจะหว่านปอเทืองแล้วไถกลบเพื่อปรับปรุงดิน ร่วมกับใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ควบคุมศัตรูข้าวโดยวิธี IPM และเก็บเกี่ยวข้าวในระยะพลับพลึง นอกจากนี้ จะตรวจแปลงกำจัดสิ่งเจือปนทุกระยะ และให้ความสำคัญกับปัญหาข้าวปลอมปน โดยเฉพาะเวลานำรถเกี่ยวข้าวเข้ามาในพื้นที่ ต้องล้างทำความสะอาดรถเกี่ยวให้ดี เพราะเรามุ่งเน้นขายข้าวหอมมะลิคุณภาพ จะไม่ให้มีข้าวอื่นปลอมปนเด็ดขาด ซึ่งทางกลุ่มเชื่อมโยงตลาดกับสหกรณ์การเกษตรเนินมะปรางและโรงสีเอกชนรับซื้อผลผลิตข้าวจากสมาชิก โดยผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP จะเพิ่มอำนาจต่อรองได้ เช่น เมื่อต้นปีขายข้าวเปลือกหอมมะลิได้ตันละ 14,000 บาท โดยทางผู้ซื้อให้ราคาข้าวคุณภาพที่มีใบจีเอพีการันตีเพิ่มอีกตันละ 200 บาท (เรียกว่าค่าทำดี)

ผลจากการรวมกลุ่มผลิตและจำหน่ายตามนโยบายนาแปลงใหญ่ ทำให้สมาชิกกลุ่มสร้างรายได้ได้หลากหลายมากขึ้น ได้แก่ ขายข้าวเปลือกให้โรงสี ได้ 14,000 บาทต่อตัน ขายเมล็ดพันธุ์ข้าวได้ 28,000 บาทต่อตัน ทางกลุ่มยังมีโรงสีข้าวชุมชนสามารถสีข้าวกล้องหอมมะลิและข้าวสารหอมมะลิขายเอง ภายใต้แบรนด์ “ข้าวนาผางาม” เพิ่มมูลค่าจากข้าวเปลือกตันละ 14,000 บาท เป็นไม่ต่ำกว่าตันละ 30,000 บาท นอกจากนี้ ยังสนับสนุนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรผลิตสินค้าสร้างอาชีพเสริมหลังฤดูทำนา ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักสาน ทอผ้า อาหารท้องถิ่น ซึ่งบ้านผางามได้รับคัดเลือกให้เป็นหมู่บ้าน OTOP นวัตวิถี มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชม จึงเปิดเป็นโฮมสเตย์รองรับนักท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้คนในชุมชนอีกช่องทางหนึ่ง ทั้งนี้ ทางกลุ่มส่งเสริมให้มีการออมทรัพย์ เพื่อกระตุ้นสมาชิกให้สะสมเงินเป็นแหล่งเงินทุนไว้ทำกิจกรรมให้ยั่งยืน มั่งคงและถาวรต่อไป

หากผู้ใดสนใจเยี่ยมชมหมู่บ้านท่องเที่ยว บ้านผารังหมี ติดต่อได้ที่นายจันที ชมภูมี ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่และผู้ใหญ่บ้านบ้านผารังหมี หมู่ 3 ต.ไทรย้อย อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก หมายเลขโทรศัพท์ 08-9269-0301

รายงานพิเศษ : สศก.แนะเกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยี ลดเหลื่อมล้ำทางสังคม-เพิ่มรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437637

รายงานพิเศษ : สศก.แนะเกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยี  ลดเหลื่อมล้ำทางสังคม-เพิ่มรายได้

รายงานพิเศษ : สศก.แนะเกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยี ลดเหลื่อมล้ำทางสังคม-เพิ่มรายได้

วันอังคาร ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในยุคดิจิทัลและนวัตกรรม เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกกิจกรรมและทุกสังคม ไม่เว้นแม้แต่สังคมเกษตรกรรม ที่นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ทำให้เกษตรกรรู้เท่าทันโลกมากขึ้น

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวว่า สังคมไทยทุกวันนี้มีความเหลื่อมล้ำทางรายได้มากขึ้น โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม แม้ว่าเกษตรกรจะเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรต้นทางแต่เวลาขายผลผลิตให้พ่อค้าคนกลางหรือผู้รวบรวมนำไปแปรรูปจำหน่าย เกษตรกรจะได้ราคาค่อนข้างต่ำ ขณะที่สินค้าเกษตรที่ไปวางจำหน่ายนั้นราคาสูง ทำให้เกิดส่วนต่างของกำไรที่เกษตรกรควรได้ยังไม่เหมาะสม การจะลดความเหลื่อมล้ำดังกล่าว ต้องทำให้เกิดความสมดุลของทุกห่วงโซ่

เทคโนโลยี จะเป็นเครื่องมือช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของเกษตรกรได้ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงแหล่งองค์ความรู้ในการทำเกษตร เรียนรู้ต้นทุนการผลิตต่อสินค้าแต่ละชนิดนำไปลดต้นทุน เพื่อให้เกิดกำไรสุทธิมากขึ้น หรือการติดตามข้อมูลข่าวสารราคาสินค้าเกษตร ทำให้ทราบราคาตลาด ถ้ามีพ่อค้าคนกลางมาซื้อสินค้าในราคาถูกกว่าราคาขายมาก เกษตรกรจะได้พิจารณาความเหมาะสม ไม่ถูกกดราคาต่ำเกินไป นอกจากนี้ เกษตรกรสามารถใช้เทคโนโลยีเพิ่มช่องทางขายสินค้าออนไลน์ ช่วยให้ติดต่อกับผู้ซื้อได้โดยตรง เป็นการสร้างดุลภาพและอำนาจต่อรองให้เกษตรกรมากขึ้น

ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยผลิตสินค้าเกษตรให้ได้คุณภาพ เช่น การทำเกษตรกรรมแบบแม่นยำสูง หรือ Precision Agriculture
ทำให้การผลิตสินค้าเกษตรมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดต้นทุนการผลิต จากการใช้ปัจจัยการผลิตอย่างเหมาะสม โดยใช้เซ็นเซอร์ควบคุมปริมาณน้ำและปุ๋ย ใช้โดรนถ่ายภาพนำมาวิเคราะห์วางแผน รวมถึงใช้ฉีดพ่นสารเคมี หรือเครื่องจักรกลการเกษตรที่ควบคุมโดยระบบ ระบบให้น้ำพืชและสัตว์อัตโนมัติ เทคโนโลยีเหล่านี้แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานภาคเกษตรได้ด้วย นอกจากนี้ ยังมีการนำแอพพลิเคชั่นช่วยวางแผนการผลิต ทำระบบอี-คอมเมิร์ซกระจายสินค้าเกษตรสู่ตลาดได้หลายช่องทางมากขึ้น

โดยในส่วนสศก.ใช้เทคโนโลยี สนับสนุนภารกิจจัดทำข้อมูลสารสนเทศการเกษตร ได้แก่ ข้อมูลการผลิตและพยากรณ์ ข้อมูลประมาณการ
ผลิตระดับภาคและประเทศ ข้อมูลปัจจัย ราคาสินค้าเกษตรและต้นทุนการผลิตระดับภาคและประเทศ ข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรและสังคมระดับภาค ประเทศ จัดทำข้อมูลทะเบียนการเกษตร และเผยแพร่ข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์และประมวลผลแล้ว ที่จะช่วยเป็นเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจจำหน่ายสินค้าของเกษตรกรที่ผลิตได้ โดยเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร http://www.oae.go.th และแอพพลิเคชั่นต่างๆ ได้แก่

แอพพลิเคชั่น “ฟาร์ม D”ที่ช่วยให้เกษตรกรวางแผนการผลิตเลือกปลูกพืชที่เหมาะสมให้ได้ผลผลิตดีที่สุด แอพพลิเคชั่นกระดานเศรษฐี (RCMO)ที่ช่วยคำนวณต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตร วิธีใช้งานแอพพลิเคชั่นไม่ยุ่งยากซับซ้อน ทำให้เกษตรกรใช้งานได้แม้ไม่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี เกษตรกรสามารถเลือกพืชที่จะปลูกตามฤดูกาลและจำนวนเนื้อที่ของตัวเอง เพื่อนำมาทำแผนปลูกพืชของตนเองให้ได้ผลผลิตดีที่สุด ช่วยคำนวณต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตร และการออกแบบฟาร์มจะไม่ใช่เรื่องยุ่งยากสำหรับเกษตรกรอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าเกษตรกรปัจจุบันเป็นผู้สูงวัย อายุเฉลี่ย 55 ปีขึ้นไป การเปลี่ยนให้คนเหล่านี้มาเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีต้องมีวิธีการ กระบวนการถ่ายทอดความรู้ โดยต้องเร่งสร้างความเข้าใจผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 ศูนย์ให้เกษตรกรมาเรียนรู้จากเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือสมาร์ทฟาร์มเมอร์ หรือยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ เพราะสมาร์ทฟาร์มเมอร์เหล่านี้มีทั้งความรู้ และเข้าถึงเรื่องไอทีเป็นอย่างดี สามารถไปขยายผลในฟาร์มในพื้นที่ของตัวเองที่มีเกษตรกรสูงอายุให้เรียนรู้ร่วมกัน ไปเป็นตัวอย่างให้เขาเกิดการเรียนรู้แล้วค่อยพัฒนาตัวเองไปสู่เกษตรกรยุคใหม่

อยากให้เกษตรกรเรียนรู้นำเทคโนโลยีมาใช้ โดยเฉพาะฝึกทักษะการขายสินค้าผ่านออนไลน์ ปัจจุบัน รัฐพัฒนาแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซ เช่น โครงการ Agrimart.in.th และ Ortorkor.com เป็นช่องทางกระจายสินค้าเกษตรสู่ตลาดต่อเนื่อง เกษตรกรสามารถนำสินค้ามาฝากขายผ่านช่องทางดังกล่าวได้หรือขายสินค้าออนไลน์แบบขายตรง มีระบบขนส่งหลายบริษัทที่รับส่งสินค้าจากผู้ผลิตไปสู่ลูกค้า ชำระเงินปลายทางหรือโอนเงินผ่านธนาคาร สะดวกรวดเร็ว ซึ่งวันนี้ก็มีเกษตรกรหัวก้าวหน้าหลายรายที่ขายผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางออนไลน์และได้รับผลตอบแทนสูงกว่าการขายช่องทางปกติ

“เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สศก.จะพยายามพัฒนาเทคโนโลยีต่อเนื่องให้เท่าทันเพื่อประโยชน์ต่อเกษตรกร ฉะนั้น อยากฝากถึงเกษตรกรว่า เทคโนโลยีเป็นเรื่องไม่ยุ่งยากซับซ้อน เพียงแต่เกษตรกรหัดเข้าไปใช้บ่อยๆจะชำนาญ ใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ในการประกอบอาชีพ เพิ่มโอกาสสร้างรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พัฒนาไปสู่เกษตร 4.0 ลดความเหลื่อมล้ำได้ส่วนหนึ่งอย่างแน่นอน”

 

รายงานพิเศษ : ส่งเสริมเรียนรู้การสหกรณ์รร.วังไกลกังวล ร่วมสืบสานพระราชปณิธาน‘รัชกาลที่9’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437432

x

รายงานพิเศษ : ส่งเสริมเรียนรู้การสหกรณ์รร.วังไกลกังวล ร่วมสืบสานพระราชปณิธาน‘รัชกาลที่9’

วันจันทร์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชปณิธานสืบสานงานด้านสหกรณ์ ต่อยอดจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ดั่งพระราชดำรัสสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ ศาลาดุสิดาลัย เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2535 ตอนหนึ่งว่า“…ก็ตั้งใจจะให้เป็นการฝึกนักเรียนให้มีความรู้ มีความเคยชินกับระบบการทำงานร่วมกันตามแบบสหกรณ์ ฝึกตั้งแต่เป็นเด็กเล็กๆ ได้ชินไป ต่อมาก็ถ้าเป็นชาวบ้านเป็นราษฎรเต็มที่แล้วก็จะได้เข้าใจหลักการและเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหกรณ์ใหญ่ต่อไปได้…”

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ส่งเสริมการเรียนรู้การสหกรณ์ในสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อปลูกฝังระบบการทำงานตามแบบสหกรณ์ ฝึกฝนให้เด็กเข้าใจอุดมการณ์ หลักการและวิธีการสหกรณ์ ได้นำการเรียนรู้การสหกรณ์เข้าสู่โรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตั้งแต่ปี 2559 ถึงปัจจุบัน ภายใต้โครงการส่งเสริมการเรียนรู้การสหกรณ์ในโรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยการดำเนินกิจกรรมร้านค้าสหกรณ์ในระดับมัธยมศึกษาควบคู่ไปกับการสอนวิชาการสหกรณ์ผ่านการออกอากาศทางไกลผ่านดาวเทียม ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจพื้นฐาน เรื่องการสหกรณ์ ทำให้นักเรียนมีความกล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก และนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในสหกรณ์โรงเรียน และในชีวิตประจำวันต่อไป

ผลดำเนินงานตามโครงการส่งเสริมการเรียนรู้การสหกรณ์ในโรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประสบผลสำเร็จบรรลุตามวัตถุประสงค์เป็นอย่างดี นักเรียนเรียนรู้การสหกรณ์ได้ด้วยตนเองตามสาระการเรียนรู้ที่กำหนด อีกทั้ง ได้สร้างคุณลักษณะการมีส่วนร่วมของนักเรียนตามอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ รวมถึงการรู้คุณค่าของการสหกรณ์ด้วย เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงได้จัดพิธีมอบวุฒิบัตรให้นักเรียนที่ผ่านการเรียนวิชาการสหกรณ์เชิงกิจกรรม ประจำปีการศึกษา 2562โดยได้รับเกียรติจาก นายประยูร อินสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานพิธีมอบวุฒิบัตรฯแก่ผู้แทนนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 6 คน จากจำนวนนักเรียนทั้งหมด 106 คน และผู้แทนนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 12 คน จากจำนวนนักเรียนทั้งหมด 216 คน

 

 

นอกจากนี้ นายประยูร อินสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ยังเป็นตัวแทนมอบเครื่องคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง พร้อมเครื่องอ่านบาร์โค้ด ที่ได้รับการสนับสนุนจากขบวนการสหกรณ์ในจ.ประจวบคีรีขันธ์ และชุมนุมสหกรณ์โคนมภาคใต้และตะวันตก จำกัด เพื่อใช้ในกิจกรรมร้านค้าสหกรณ์ในโรงเรียนเพิ่มศักยภาพให้การสหกรณ์ในโรงเรียนสมบูรณ์แบบ ทันสมัยในยุคดิจิทัล โดยจัดการด้วยระบบบาร์โค้ดมาใช้อ่านข้อมูลและเก็บข้อมูล ช่วยให้การทำงานสะดวก รวดเร็ว ถูกต้องแม่นยำ และตรวจสอบสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายในงานยังจัดกิจกรรมเยี่ยมชมร้านค้าสหกรณ์ แนะนำการปิดบัญชี การจัดสรรกำไรสุทธิ การจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ในร้านสหกรณ์ เพื่อเป็นการเผยแพร่ระบบการสหกรณ์ อีกด้วย

นายประยูร อินสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า โครงการส่งเสริมการเรียนรู้การสหกรณ์ในโรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ถือเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการสหกรณ์ ที่สำคัญและมีประโยชน์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะการสร้างการมีส่วนร่วมให้นักเรียนและครู ปลูกฝังระบบการทำงานร่วมกันตามแบบสหกรณ์ เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เผยแพร่ความรู้ สร้างความเข้าใจการสหกรณ์ ตลอดจนเป็นการส่งเสริมการพัฒนาสหกรณ์ให้เป็นเครื่องมือพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในชาติ พัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และชุมชนของประเทศอย่างมั่นคง และยั่งยืนต่อไป

รายงานพิเศษ : ดับไฟ‘พรุควนเคร็ง’ น้ำมาจากไหน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/436769

รายงานพิเศษ : ดับไฟ‘พรุควนเคร็ง’ น้ำมาจากไหน?

รายงานพิเศษ : ดับไฟ‘พรุควนเคร็ง’ น้ำมาจากไหน?

วันศุกร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“พรุควนเคร็ง” เป็นป่าพรุขนาดใหญ่อันดับ 2 ของประเทศ มีพื้นที่ 86,942 ไร่ ครอบคลุม อ.เชียรใหญ่ อ.เฉลิมพระเกียรติ อ.ร่อนพิบูลย์ อ.ชะอวด อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช และอ.ควนขนุน จ.พัทลุง

แต่ช่วงกลางเดือนสิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา เกิดไฟป่าไหม้ลุกลาม พรุควนเคร็งรุนแรงอีกครั้ง หลังจากเกิดขึ้นมาแล้วกว่า 80 ครั้งในปีนี้ มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ ทั้งเป็นพื้นที่ป่าและพื้นที่การเกษตร เสียหายรวมกันมากกว่า 15,000 ไร่ ประชาชนและเกษตรกรเดือดร้อน ระบบนิเวศป่าพรุและความหลากหลายทางชีวภาพเกิดความเสียหายอย่างรุนแรง หน่วยงานทั้งภาครัฐหลายหน่วยงานบูรณาการช่วยกันดับไฟครั้งนี้ กรมชลประทานถือว่าเป็นหน่วยงานหลักอีกหนึ่งหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญทำหน้าที่จัดหาแหล่งน้ำมาใช้ดับไฟ

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า แหล่งน้ำที่สูบเติมน้ำเข้าพื้นที่ป่าพรุควนเคร็งประกอบด้วย คลองชะอวด (แม่น้ำปากพนัง)และคลองชะอวด-แพรกเมือง (คลองพระราชดำริ) เพื่อส่งน้ำเข้าพื้นที่ต.การะเกด ต.แม่เจ้าอยู่หัว ต.เนินธัมมัง อ.เชียรใหญ่ ต.เคร็ง ต.บ้านตูล อ.ชะอวด ต.สวนหลวง อ.เฉลิมพระเกียรติและต.ควนชะลิก อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช รวม 4 อำเภอ นอกจากนี้ ยังดำเนินการจะปิดทำนบบริเวณปากคลองซอย คลองธรรมชาติ และคลองที่ขุดโดยกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืชที่เชื่อมต่อคลองชะอวดและคลองชะอวด-แพรกเมืองแล้ว ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่สูบน้ำเข้าพื้นที่ เพื่อดับไฟป่า ใช้เครื่องสูบน้ำ 1-5 เครื่องต่อหนึ่งคลองซอย จากนั้นเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าและทหารจะใช้เครื่องสูบน้ำขนาดเล็กชนิดแบกหามพร้อมท่อส่งสูบน้ำไปดับไฟป่าในบริเวณที่มีน้ำใกล้ที่สุด

“กรมชลประทานตั้งเครื่องสูบน้ำไว้ 26 จุด 46 เครื่อง สูบน้ำส่งเข้าพื้นที่วันละ 608,400 ลูกบาศก์เมตร รวมปริมาณน้ำตั้งแต่วันที่ 1-21 สิงหาคม 2562 สูบน้ำได้ 12,731,010 ลูกบาศก์เมตร” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวย้ำ

อย่างไรก็ตาม การกระจายน้ำจากเครื่องสูบน้ำส่งเข้าคลองซอย จะกระจายน้ำเข้าพื้นที่ป่าพรุควนเคร็งได้เพียงบางส่วนเท่านั้น เนื่องจากคลองซอยมีน้อย บางสายสั้นเข้าไม่ถึงพื้นที่ตอนกลางของป่าพรุควนเคร็ง สามารถกระจายในพื้นที่ป่าพรุเพียงร้อยละ 30 ของพื้นที่ป่าพรุเท่านั้น

เมื่อวันที่ 9-10 สิงหาคม พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรีเป็นผู้แทนพระองค์ เดินทางไปศูนย์บัญชาการควบคุมไฟป่า จ.นครศรีธรรมราช ให้กรมชลประทานพิจารณานำน้ำจากทะเลน้อยเข้ามาใช้ดับไฟป่าพรุควนเคร็งบริเวณรอยต่อ จ.นครศรีธรรมราช-จ.พัทลุง ซึ่งเป็นป่าเสม็ดผืนใหญ่

แต่จากการพิจารณาเห็นว่า คลองบางตะเคร็ง ซึ่งเชื่อมต่อระหว่าง ต.เคร็ง อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช กับทะเลน้อย จ.พัทลุง ห่างกันประมาณ 16.00 กม. บริเวณบ้านทะเลน้อยมีคลองสาขากระจายอยู่มาก มีการทำการเกษตรโดยรอบ พื้นที่ราบทำนาข้าวและอยู่ในระยะข้าวตั้งท้อง หากจะนำน้ำจากทะเลน้อยไปดับไฟป่าต้องปิดคลองสาขาจำนวนมาก เมื่อสูบน้ำไปใช้จะกระทบการใช้น้ำภาคเกษตรบริเวณรอบทะเลน้อย ประกอบกับทะเลสาบสงขลาน้ำเริ่มเค็มจะมีผลกับคุณภาพน้ำทะเลน้อยที่จะนำมาใช้ จึงปิดทำนบดินในคลองบางตะเคร็ง ช่วงรอยต่อนครศรีธรรมราช-พัทลุง และติดตั้งเครื่องสูบน้ำส่งเข้าพื้นที่ ต.เคร็ง อ.ชะอวด เพื่อเติมน้ำให้คลองซอยในพื้นที่ ใช้สูบกระจายลงพื้นที่ป่าพรุควนเคร็งและไม่ให้มีผลกระทบกับพื้นที่การเกษตรบริเวณทะเลน้อย เป็นการเติมน้ำให้ป่าพรุอีกเส้นทางหนึ่ง

ด้านนายยรรยง โกศลกาญจน์ ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปากพนังบน กรมชลประทาน กล่าวว่า การสูบน้ำเข้าพื้นที่ป่าพรุควนเคร็งมีปัญหาเช่นกัน เนื่องจากฝนทิ้งช่วงนานและปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่น้อย ปริมาณน้ำที่เติมลงพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังน้อยมาก ปัจจุบันระดับน้ำที่ประตูระบายน้ำคลองชะอวด – แพรกเมือง อยู่ที่ระดับ-1.720 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง (ม.รทก.) และระดับน้ำที่ประตูอุทกวิภาชประสิทธิ์ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช อยู่ที่ระดับ – 1.580 ม.รทก. ซึ่งต่ำกว่าระดับเฝ้าระวังที่ระดับ – 1.500 ม.รทก.

ดังนั้น หากยังคงสูบน้ำเข้าพื้นที่ปริมาณมาก จะทำให้น้ำในพื้นที่ลดลงมีผลต่อการใช้น้ำเพื่ออุปโภค-บริโภค การเกษตรและกิจกรรมอื่นของประชาชนในลุ่มน้ำปากพนัง ในเดือนกันยายน – ตุลาคม ควรสำรวจพื้นที่ป่าพรุควนเคร็งที่น้ำส่งเข้าพื้นที่ หากความชื้นเพียงพอให้หยุดสูบน้ำ และรักษาปริมาณน้ำที่มีในพื้นที่เพื่อสร้างความชุ่มชื้นจนถึงเดือนตุลาคม แม้สถานการณ์ไฟไหม้ป่าพรุควนเคร็งจะกลับสู่สภาวะปกติแล้ว แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นมีมูลค่ามหาศาล โดยเฉพาะความหลากหลายทางชีวภาพของป่าพรุถูกทำลาย และยังกระทบความเป็นอยู่ของชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก

ส่วนสาเหตุนั้น ชาวบ้านส่วนหนึ่งยอมรับมาจากมนุษย์ที่เข้าไปหาของป่า บางครั้งก่อไฟประกอบอาหาร หรือทิ้งก้นบุหรี่แล้วดับไม่สนิท แต่ก็มีข้อมูลระบุว่า การที่ชาวบ้านเผานั้น เพียงต้องการเผาต้นกระจูดที่แก่ทิ้งให้แตกกอใหม่ ซึ่งชาวบ้านรู้ปัญหาดังกล่าว และหาทางแก้ไขมาตลอด ล่าสุด วางแผนเผาพื้นที่ป่าพรุก่อนแล้ง ป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหาย

การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนนั้น ได้ทำโครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุเพื่อเพิ่มความสามารถกักเก็บคาร์บอนและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งได้รับงบประมาณจากโครงการพัฒนาสหประชาชาติและกองทุนสิ่งแวดล้อมโลกโดยลงพื้นที่เก็บข้อมูล และศึกษาผลกระทบ รวมถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์หาทางแก้ปัญหา คาดว่าปี 2563 จะมีแผนแก้ไฟไหม้ป่าพรุเป็นรูปธรรม

อีกไม่นานเหตุการณ์ไฟไหม้ป่าพรุก็จะเป็นเพียงแค่ตำนานเท่านั้น และหวังว่าการบูรณาการระดมทั้งกำลังพล งบประมาณ มาดับไฟไหม้…คงจะไม่เกิดขึ้น