เปิดแผนรับมือฝนถล่ม ทุกมาตรการพร้อมป้องกทม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/552668

  • วันที่ 29 พ.ค. 2561 เวลา 07:41 น.

เปิดแผนรับมือฝนถล่ม ทุกมาตรการพร้อมป้องกทม.

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

เข้าสู่ช่วงฤดูฝนปลายเดือน พ.ค. ทำให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำฝนที่ตกลงมาในพื้นที่ เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมขังจนสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน

มาตรการที่ออกมาถูกกำหนดและติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิดโดยจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่ากทม. อาทิ พื้นที่จุดอ่อนน้ำท่วมเป็นประจำ รวมถึงแผนการแจ้งเตือนประชาชนให้ได้เกาะติดสถานการณ์ไปพร้อมกัน

จักกพันธุ์ เปิดเผยว่า ระบบการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของ กทม. เริ่มต้นด้วยมาตรการ 12 ข้อดังนี้ 1.สร้างคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา ระยะทาง 77 กิโลเมตร (ระดับคัน 2.8-3 เมตร) พื้นที่ 450 ตารางกิโลเมตร และคันกั้นน้ำพระราชดำริ ระยะทาง 72 กิโลเมตร พื้นที่ 650 ตารางกิโลเมตร

2.วางระบบท่อระบายน้ำ 6,400กิโลเมตร 3. ขุดลอกคูคลอง 1,682 คลอง ความยาว 2,600 กิโลเมตร 4.เตรียมสถานีสูบน้ำ 176 แห่ง ประตูระบายน้ำ 232 แห่ง บ่อสูบน้ำ 271 แห่ง รวมทั้งสิ้น 679 แห่ง 5.เตรียมพร้อมอุโมงค์ระบายน้ำ 8 แห่ง (กำลังสูบ 215.5 ลูกบาศก์เมตร/วินาที) อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง 1 แห่ง คือ อุงโมงค์ระบายน้ำบึงหนองบอน ความยาว 9.4 กิโลเมตร มีประสิทธิภาพระบายน้ำ 60 ลูกบาศ์เมตร/วินาที จะแล้วเสร็จต้นปี 2562

6.พื้นที่ทำแก้มลิง 26 แห่ง โดยในปี 2561 จะก่อสร้างบ่อหน่วงน้ำเพื่อใช้เป็นพื้นที่เก็บกักน้ำ หรือธนาคารน้ำ จำนวน 5 แห่ง เก็บกักน้ำได้ 2.7 หมื่นลูกบาศก์เมตร และพัฒนาบึงสาธารณะเป็นแก้มลิงจำนวน 5 แห่ง เก็บกักน้ำได้ 2.9 แสนลูกบาศก์เมตร 7.ศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม สถานีเรดาร์ตรวจฝน 3 แห่ง ประกอบด้วย เรดาร์เขตหนองจอก เขตหนองแขม และเขตหนองบอน

8.ตรวจสอบความพร้อมเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ทั้งหมด 1,593 เครื่อง (ใช้งานได้ 1,443 เครื่อง อยู่ระหว่างซ่อม 57 เครื่อง รอยุบสภาพ 93 เครื่อง และในปีงบประมาณ 2561 จะซื้อใหม่อีก 47 เครื่อง 9.ติดตั้งเรือผลักดันน้ำ 37 ลำ (มีทั้งหมด 75 ลำ) 10.หน่วยบริการเร่งด่วน กทม. รวม 108 หน่วย เจ้าหน้าที่ 700 คน 11.เตรียมวัสดุ อุปกรณ์เพื่อใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน อาทิ กระสอบทราย 3.6 ล้านใบ รถเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเคลื่อนที่ 17 คัน และ 12.ควบคุมระดับน้ำในคลองให้คงที่ -0.50 ถึง -0.80 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง

“ต้องยอมรับว่าปัญหาน้ำท่วมส่วนหนึ่งเกิดจากฝนตกลงมาอย่างหนักในพื้นที่ ซึ่งพื้นที่ของ กทม.มีระดับต่ำกว่าระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา โดยถนนที่ต่ำที่สุดคือถนนรามคำแหง หากไม่มีบ่อสูบหรือคันกั้นน้ำ ลำพังน้ำในเจ้าพระยาก็ล้นเข้ามาอยู่แล้ว จึงต้องใช้อุโมงค์ระบายน้ำจากจุดต่ำสุดมาออกที่แม่น้ำ ฉะนั้น กทม.จึงต้องอาศัยทุกมาตรการทำงานประสานกันเพื่อป้องกันน้ำท่วมน้ำ กทม. และชี้วัดด้วยการระบายน้ำที่ต้องเร็วกว่าปี 2561 ให้ได้” จักกพันธุ์ กล่าว

รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวอีกว่า ด้านการแจ้งเตือนและช่วยเหลือประชาชนให้รับทราบข้อมูลสถานการณ์น้ำฝนอย่างรวดเร็ว ทั่วถึง จะมีศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ (สนน.) ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลที่ตรวจวัดได้จากหน่วยงานภายนอก ประกอบด้วย กรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา การไฟฟ้านครหลวง การประปานครหลวง ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (มหาดไทย) ทหาร (กลาโหม) และจังหวัดรอยต่อ กทม.

จากนั้นนำข้อมูลส่งต่อให้ผู้บริหารและหน่วยงานทุกสำนักของ กทม. หน่วยปฏิบัติการภาคสนาม พร้อมด้วยกระจายข่าวสารไปยังสื่อมวลชน และประชาชน ทุกช่องทางสื่อสารโซเชียลมีเดีย เช่น ไลน์ ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก เว็บไซต์ประชาสัมพันธ์ กทม. ที่สำคัญประชาชนสามารถติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์ 02-248-5115

จักกพันธุ์ กล่าวอีกว่า ได้สั่งการให้ทุกสำนักงานเขตเตรียมความพร้อมในจุดต่างๆ ทั้งจุดอ่อนน้ำท่วมและจุดเฝ้าระวัง โดยหากพื้นที่ใดไม่สามารถแก้ปัญหาแบบถาวรได้ ให้ดำเนินการดูแลพื้นที่แบบชั่วคราว ทั้งติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ทำระบบระบายน้ำสำรองรูปแบบต่างๆ

ในปัจจุบันยังคงมีจุดเสี่ยงน้ำท่วมขังจำนวน 17 จุด ได้แก่ 1.ถนนแจ้งวัฒนะ บริเวณวงเวียนอนุสาวรีย์หลักสี่ (หน้า สน.บางเขน) 2.ถนนแจ้งวัฒนะ จากคลองประปาถึงคลองเปรมประชากร 3.ถนนรัชดาภิเษก บริเวณหน้าธนาคารกรุงเทพ 4.ถนนพหลโยธินบริเวณหน้าตลาดอมรพันธุ์และแยกเกษตรศาสตร์ 5.ถนนประชาราษฎร์สาย 2 บริเวณแยกเตาปูน 6.ถนนราชวิถี บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยสวนดุสิตและเชิงสะพานกรุงธน 7.ถนนพญาไทบริเวณหน้ากรมปศุสัตว์  8.ถนนศรีอยุธยา บริเวณหน้า สน.พญาไท 9.ถนนเจริญกรุง ช่วงจากถนนแปลงนามถึงแยกหมอมี

10.ถนนเยาวราชฝั่งเหนือ ช่วงจากถนนทรงสวัสดิ์ถึงถนนราชวงศ์ 11.ถนนจันทน์ ช่วงจากซอยบำเพ็ญกุศลถึงที่ทำการไปรษณีย์ยานนาวา 12.ถนนสวนพลู ช่วงถนนสาทรใต้ถึงถนนนางลิ้นจี่ 13.ถนนสาธุประดิษฐ์ บริเวณแยกถนนจันทน์ 14.ถนนสุวินทวงศ์ ช่วงคลองสามวาถึงคลองแสนแสบ 15.ถนนเพชรเกษม ช่วงจากคลองทวีวัฒนาถึงคลองราชมนตรี

16.ซอยถนนหมู่บ้านเศรษฐกิจ จากถนนเพชรเกษมถึงวงเวียนกาญจนาภิเษก 17.ถนนบางขุนเทียนชายทะเล ช่วงจากถนนพระรามที่ 2 ถึงคลองสะแกงาม ในจุดดังกล่าวหากเกิดฝนตกปริมาณเกินกว่า 60 มิลลิเมตร มักประสบกับปัญหาน้ำท่วมขัง

ทั้งนี้ ได้สั่งการให้ทุกเขตเตรียมความพร้อมเร่งระบายน้ำในพื้นที่จุดเสี่ยงน้ำท่วม โดยตรวจสอบเป็นระยะ เพื่อทำให้ระยะเวลาสำหรับการระบายน้ำไม่เกิน 1 ชั่วโมง

สำหรับความกังวลของประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้แนวโครงการเส้นทางรถไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง กลัวว่าจะเดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วมขัง ทาง กทม.เห็นถึงปัญหาเรื่องนี้จึงประสานงานร่วมกับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เจ้าของโครงการอย่างใกล้ชิด ที่มีการสร้างตอม่อสถานี ส่งผลกระทบต่อระบบท่อระบายน้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กทม.จึงทำข้อตกลงให้การรถไฟฟ้าฯ ว่า ต้องทำท่อระบายน้ำชั่วคราวให้กลับมาเชื่อมต่อระบบท่อหลักให้ได้เพื่อป้องกันน้ำท่วมขัง

ปรับทัพสู้สุเทพ มั่นใจพื้นที่ภาคใต้เป็นของ ปชป.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/552476

  • วันที่ 27 พ.ค. 2561 เวลา 08:07 น.

ปรับทัพสู้สุเทพ มั่นใจพื้นที่ภาคใต้เป็นของ ปชป.

“นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” ขุนพลประชาธิปัตย์ภาคใต้ มั่นใจเลือกตั้งครั้งหน้า ปชป.จะยังรักษาพื้นที่ไว้ได้ทั้งหมด แม้ “สุเทพ” ตั้งพรรค

***************************

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

นับเป็นความท้าทายครั้งใหม่ของ “ประชาธิปัตย์” กับการยืนหยัดรักษาฐานที่มั่นในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งกำลังสั่นคลอนจาก “คู่แข่ง” อย่าง กปปส. ถึงขั้นทำให้แกนนำออกมายอมรับว่า “หนักใจ” กับการต้องถูกแบ่งฐานคะแนนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

อีกฝั่งหนึ่งปรากฏการณ์ “กลุ่มวาดะห์”ก้าวออกจากพรรคเพื่อไทย มาฟอร์มทีมพรรคประชาชาติ ภายใต้การนำของ วันมูหะหมัดนอร์ มะทา ย่อมทำให้ประชาธิปัตย์ไม่อาจประมาท

ในฐานะดูแลรับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประเมินสถานการณ์ว่า เป็นเรื่องธรรมดา และเหมือนกับการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา ซึ่งประชา ธิปัตย์มีคู่แข่งทุกครั้งเพียงแต่เปลี่ยนหน้ากันไป สมัยก่อนก็พรรคพลังธรรม ความหวังใหม่ ชาติไทย ไทยรักไทย พลังประชาชน เพื่อไทย

ทั้งนี้ หลายคนวิตกตรงที่ประชาชนส่วนหนึ่งจะไปสนับสนุนพรรคที่แกนนำ กปปส.สนับสนุนเพราะเขาก็ปฏิเสธว่าไม่ได้ตั้งพรรค แต่เป็นสิทธิที่จะไปสนับสนุนพรรคการเมือง ดังนั้น ต้องยอมรับว่าคนที่หนุนประชาธิปัตย์ ส่วนหนึ่งก็คือ กปปส. พอเขามีพรรคหลักหรือพรรคที่จะสนับสนุนพรรคใดพรรคหนึ่ง

“เราก็อาจเสียมวลชนได้บางส่วน​ แต่ประเมินว่าไม่ถึงขั้นทำให้เราต้องพ่ายแพ้ เว้นแต่แพ้ก็เป็นเพราะบุคลิกส่วนตัวของ สส.ในพื้นที่นั้น เป็นเรื่องของบางคนที่ไม่ติดพื้นที่ ไม่เยี่ยมเยียนประชาชน เลือกตั้งเสร็จแล้วหายหน้า​อย่างนี้ก็อาจแพ้ได้”

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประเมินว่า คะแนนที่จะเสียไปอาจจะอยู่ที่เขตละ 4,000-5,000 หรือเต็มที่ก็ไม่เกิน 1 หมื่น ซึ่งไม่ใช่คะแนนที่เยอะถึงขั้นจะทำให้ กปปส.ได้รับเลือกตั้ง แต่เขาก็อาจจะสะสมคะแนนเหล่านี้เพื่อหวังจะได้เป็น สส.ระบบบัญชีรายชื่อ แต่ สส.เขตก็ไม่ได้หวังขนาดนั้น

สำหรับ​ประเด็น สส.ที่อาจไม่ลงพื้นที่ตรงนี้ ทาง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค และชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษา ได้กำชับมาตลอดว่าต้องดูแลพื้นที่ โดยให้ ​สส.สำนึกว่าเราชนะเลือกตั้งมาโดยไม่ต้องซื้อเสียง ดังนั้นบุญคุณต้องตอบแทนตลอดชีวิต ต้องลงพื้นที่ไปเยี่ยมเยียนเขา มีการมีงานต้องไปตลอด ​ส่วนใครทำได้มากน้อยก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล​

ทุกวันนี้คำเปรียบเปรยที่ว่า “ประชาธิปัตย์ส่งเสาไฟฟ้าลงเลือกตั้งก็ชนะ” อาจไม่ได้เป็นอย่างนั้นแล้วหรือไม่ นิพิฏฐ์ มองว่า ประชาธิปัตย์ตระหนักเรื่องนี้มาตลอด สส.ถึงต้องให้เกียรติ เข้าถึงประชาชน เข้าถึงพื้นที่ สส.ต้องอยู่พื้นที่ตลอด ​

อย่างไรก็ตาม อาจมี สส.บางคนที่ถนัดอยู่ในระบบบัญชีรายชื่อ แต่เมื่อมาลง สส.เขตแล้วไม่ถนัด ดังนั้น เวลาที่ต้องมีการแข่งขันเข้มข้นในพื้นที่ก็จะกลายเป็นปัญหา ดังนั้น หากมีปัญหามาก​ก็อาจต้องปรับแผนขยับคนเหล่านี้ไปอยู่ในบัญชีรายชื่อ และเอาคนที่ขยัน เป็นที่รักในพื้นที่มาลงระบบเขตแทน

“ท่านก็ต้องเลือกเอาว่า ลง สส.เขตแล้วเสี่ยงสอบตก กับการไปขึ้นบัญชีรายชื่อแล้วมีโอกาสได้ จะเลือกแบบไหน ท่านจะต้องเลือก ต้องตัดสินใจเอง เรื่องประเด็นการลงบัญชีรายชื่อ ลงเขต นี้ไม่น่าจะเป็นประเด็นให้เกิดปัญหาเกิดรอยร้าวในพรรคแต่อย่างไร”​

ยิ่งระบบเลือกตั้งใหม่มี​การกำหนดให้ทำ “ไพรมารีโหวต” ​ก็จะต้องให้สมาชิกพรรคเลือกกันรอบแรกก่อน ซึ่งตรงนี้จะมีผลกับ สส.ที่ไม่ลงพื้นที่ แล้วมีคนอื่นที่เป็นสมาชิกแต่ลงพื้นที่มากกว่า ก็ต้องมาลงแข่งกัน หากคนที่ลงพื้นที่ต่อเนื่องก็ไม่น่าจะเป็นห่วง ซึ่งกฎหมายเป็นอย่างนั้นและถือเป็นข้อดี

นิพิฏฐ์​ มองว่า ​สำหรับระบบเลือกตั้งให้มีเขตเดียว สส.เขตเป็นหลัก ไม่สามารถเลือกเฉพาะบัญชีรายชื่อได้ อีกด้านหนึ่งจึงทำให้พรรคประชาธิปัตย์ได้เปรียบ เพราะบางพรรคที่ต้องการส่งผู้สมัครเพราะหวังว่าจะได้เสียงไม่กี่พันในพื้นที่เพื่อรวมแล้วไปได้ที่นั่งจากบัญชีรายชื่อก็ไม่ง่าย

ทั้งนี้ การจะไปบอกชาวบ้านว่าไม่ได้หวังเป็น สส.เขต แต่ขอเสียงสัก 2,000-3,000 เพื่อหวังรวมให้ได้บัญชีรายชื่อนั้น อีกด้านหนึ่งชาวบ้านก็บอกว่าจะไปเลือกทำไม เพราะเลือกไปก็ไม่ได้เป็น สส.เสียดายคะแนนเปล่าๆ แถมคะแนนที่ลงไปเป็นบัญชีรายชื่อไปรวมแล้วได้ สส.ที่อยู่ภาคอีสาน ภาคกลาง กทม.บางคนยังไม่รู้จักด้วยซ้ำ

ถามถึงพื้นที่ “สุราษฎร์ธานี” ฐานของ สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ที่ย้ายออกจากพรรคประชาธิปัตย์ไปแล้ว ​นิพิฏฐ์ กล่าวว่า ความเป็นพรรคประชาธิปัตย์ในสุราษฎร์ฯ ค่อนข้างแน่น เพราะท่านสุเทพทำพรรคไว้แน่นมาก ที่ผ่านมาก็บอกว่าออกจากพรรคไปแล้ว ประชาชนก็ไม่ต้องตามท่านไป

ดังนั้น ​ที่สุดแล้วคนสุราษฎร์ธานีก็ยังยึดติดกับพรรค ​ทำให้ประชาธิปัตย์ไม่น่าจะแพ้เลือกตั้ง ​และหากดูคะแนนการเลือกตั้งที่ผ่านมาจะเห็นว่าพื้นที่ภาคใต้ ในส่วนของคะแนนในระบบบัญชีรายชื่อของพรรคจะสูงกว่าคะแนนของผู้สมัคร

อย่างไรก็ตาม พื้นที่สุราษฎร์ฯ​ อาจดูมีปัญหาและสุ่มเสี่ยงมากกว่าจังหวัดอื่นๆ ก็ตาม ก็มีสองพื้นที่ของสุเทพและธานี เทือกสุบรรณ สองเขตที่คิดว่าเราจะต้องไปจัดระบบอะไรกันใหม่

ส่วนเรื่องการหาตัวผู้สมัครมาลงในพื้นที่แข่งนั้น นิพิฏฐ์ กล่าวว่า ประชาธิปัตย์มีคนเข้าแถวต่อคิวยาวรออยู่แล้ว ไม่ใช่ปัญหา จากนี้ก็จะเลือกผู้ที่เหมาะสมและมีโอกาสชนะมากที่สุด

ถามถึงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นิพิฏฐ์​ กล่าวว่า ได้ไปพบกับอดีต สส.มาหมดแล้ว ไม่มีท่านใดประกาศจะไปอยู่กับพรรคอื่นๆ ส่วนที่เป็นกระแสข่าวว่าจะมีการย้ายพรรคตามที่ปรากฏในสื่อก็เป็นเพียงการคาดการณ์ โดยไม่มีการยืนยันว่าจะมีใครไปอยู่พรรคอื่น ​ซึ่งเวลานี้เหลือเพียงแค่ เจะอามิง โตะตาหยง ที่ยังไม่ยืนยันการเป็นสมาชิก แต่ก็ยังไม่ได้สอบถามถึงเหตุผล

ขณะที่กลุ่มวาดะห์นั้น ที่ผ่านมาเลือกตั้งแต่ละครั้งก็แข่งกับประชาธิปัตย์มาตลอดไม่น่ามีปัญหาอะไร ในส่วนของ 3 จังหวัดภาคใต้ 11 ที่นั่ง เลือกตั้งที่ผ่านมาประชาธิปัตย์ได้มา 9 ที่นั่ง เสียเพียงแค่ 2 ที่นั่งให้กับพรรคมาตุภูมิและภูมิใจไทยเท่านั้น

“เรากังวลแนวร่วม กปปส.มากกว่าเพราะมีฐานเสียงในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ไม่น้อย ​อีกทั้งพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้เป็นพื้นที่พิเศษที่ประชาธิปัตย์ชนะเลือกตั้งไม่เยอะ เพียงแค่หลักพันหรือหลักหมื่น แต่จังหวัดอื่นเราชนะ 5-6 หมื่น ​ถึงจะหายไปเป็นหมื่นไม่ทำให้เราเสียพื้นที่ แต่ 3 จังหวัดเราชนะหลักพันหรือไม่กี่พัน ถ้าแนวร่วมส่วนหนึ่งหันหลังไปอยู่พรรคอื่นจึงเป็นเรื่องน่ากังวลมากกว่า”

นิพิฏฐ์ อธิบายว่า ในส่วนของพื้นที่ จ.สตูล ที่เคยเสียที่นั่งในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ขณะนี้มีการพูดคุยกับคนที่ชนะเดิมซึ่งต้องการย้ายมาประชาธิปัตย์ เพราะจะทำให้การเป็นผู้แทนง่ายขึ้นหากมาอยู่กับประชาธิปัตย์ ​ซึ่งไม่ได้ใช้วิธีการดูด ​เพราะ​เดิมเขาอยากอยู่ประชาธิปัตย์ ไม่มีที่ว่าง คราวนี้ก็น่าจะคุยกันได้ระดับหนึ่ง แต่คงต้องใช้เวลา

ในแง่นโยบายที่ผ่านมาอาจถูกโจมตีว่าประชา ธิปัตย์สมัยเป็นรัฐบาลไม่ได้ดูแลพื้นที่ภาคใต้เท่าไหร่นัก นิพิฏฐ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาประชาธิปัตย์ทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านมากกว่า​ ซึ่งก็ทำงานตรวจสอบถ่วงดุลเสียงข้างมาก ปกป้องผลประโยชน์ให้คนใต้มาตลอด

อย่างไรก็ตาม การเป็นรัฐบาลช่วงเวลาสั้นๆ แม้จะไม่ยาวเหมือนพรรคอื่น แต่ก็ทำให้เศรษฐกิจดี สมัยประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล สินค้าราคาเกษตรสูงสุด ซึ่งไม่มีใครทำได้ ทั้ง ยาง ปาล์ม ส่วนที่หลายคนบอกว่าดวงดีก็ว่ากันไป แต่ส่วนเรื่อง อื่นๆ ที่ทำได้ไม่เยอะเพราะเป็นรัฐบาลได้ไม่นาน ​

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เล่าให้ฟังว่า ได้ให้การบ้านอดีต สส.ทุกคนไปทำนโยบายส่วนจังหวัดของตัวเอง ว่าจะทำอะไร สตูล นครศรีธรรมราช กระบี่ พังงา พัทลุง ฯลฯ แต่ละจังหวัดจะมีนโยบายอะไรบ้าง ​เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ​

ยกตัวอย่างเช่น ​บางจังหวัดมีน้ำท่วมทุกปี ชายทะเลมีปัญหา ต้องแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ทำถนน แหล่งท่องเที่ยว ​เลนจักรยาน ​รถไฟจากสุราษฎร์ฯ ไปภูเก็ต ผ่านพังงา ต้องเกิด หรือระบบโมโนเรลที่หาดใหญ่ รถไฟฟ้า ทางยกระดับแก้ปัญหาจราจรที่ภูเก็ต ศูนย์ประชุมแห่งชาติรองรับการสัมมนา ผลักดันการใช้ปาล์มไปเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า นโยบายแต่ละจังหวัดเหล่านี้ก็จะไปใช้สำหรับบอกรัฐบาลว่าหากเป็นรัฐบาล หรือเป็น สส.ในสภาจะทำอะไรบ้างให้เกิดขึ้นในจังหวัดนั้น

ถามว่าประชาธิปัตย์คาดหวังแค่ไหนกับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในส่วนของพื้นที่ภาคใต้​ นิพิฏฐ์​ กล่าวว่า ถ้า สส.ไม่แตกแถวไปอยู่พรรคอื่น เลือกตั้งครั้งนี้เราน่าจะได้มากกว่าครั้งที่แล้ว ซึ่งครั้งที่แล้วภาพรวม 52 ที่นั่ง ได้มา 49 ที่นั่ง เสียไป 3 ที่นั่ง เผลอๆ ครั้งหน้าเราอาจได้หมด

ฉาวซ้ำพระผู้ใหญ่วัดดัง เสพเมถุนนัวเนียสีกา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/552356

  • วันที่ 26 พ.ค. 2561 เวลา 08:16 น.

ฉาวซ้ำพระผู้ใหญ่วัดดัง เสพเมถุนนัวเนียสีกา

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

         เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงติดตามพระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และพระพรหมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร 2 พระผู้ใหญ่ที่ถูกออกหมายจับคดีทุจริตเงินทอนวัด แต่หลบหนีจากการจับกุมไปก่อน โดยยังเชื่อว่ายังอยู่ในประเทศไม่ได้เดินทางไปสิงคโปร์ตามที่เป็นข่าวพล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เปิดเผยว่า อยากให้พระทั้งสองรูปมามอบตัวเพราะเคยมีคุณงามความดี ทั้งนี้  ในการตรวจค้นวัดทั้ง 3 แห่ง เมื่อวานนี้พบหลักฐานอื่นๆ ด้วย มีทั้งที่ไม่เหมาะสมกับสมณเพศ แต่ไม่ขอเปิดเผยเพราะอยู่ระหว่างพิจารณาว่าต้องนำไปสู่การแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมหรือไม่

แหล่งข่าวในชุดสืบสวนเปิดเผยว่า จากการทำคดีทุจริตเงินทอนวัดมานานกว่า 3 เดือน พบว่า อดีตพระผู้ใหญ่รูปหนึ่งที่ถูกออกหมายจับครั้งล่าสุดนอกจากมีการทุจริตเงินทอนวัดแล้วยังมีพฤติกรรมเสพเมถุนเข้าข่ายอาบัติปาราชิกด้วย เนื่องจากมีความใกล้ชิดกับสีกาคนหนึ่งปัจจุบันอายุประมาณ 50 ปี ชุดสืบสวนจึงได้เชิญตัวมาสอบปากคำ หญิงคนดังกล่าวให้การว่าเมื่อ 2-3 ปีก่อน ได้ประกอบอาชีพเป็นหมอนวดแผนโบราณในสถานบริการแห่งหนึ่ง

จากนั้นได้มีพนักงานในสถานบริการนวดแผนโบราณแนะนำให้รู้จักกับพระผู้ใหญ่คนดังกล่าว แต่ช่วงนั้นหญิงหมอนวดคนนี้ไม่ทราบว่าเป็นพระ เนื่องจากสวมชุดซาฟารีมาหาในสถานบริการและสวมหมวกแก๊ปโดยเรียกแทนตัวเองว่า “เฮีย” ก่อนที่จะเข้าห้องไปนวดกันหลายครั้งต่อเนื่องหลายวันในช่วงกลางคืนก่อนที่ชายคนนี้จะขอมีเพศสัมพันธ์ในสถานบริการ เพื่อแลกกับเงิน 3 หมื่นบาท ซึ่งหมอนวดคนนี้ก็ยินยอมเพราะครอบครัวมีปัญหา

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า หลังการมีเพศสัมพันธ์กันแต่ละครั้งพระผู้ใหญ่รูปนี้จะจ่ายเงินตอบแทนให้ครั้งละ 2-3 หมื่นบาท ช่วงหลังหญิงคนนี้เริ่มสงสัยในพฤติกรรมของ “เฮีย” เพราะการมาพบกันแต่ละครั้งชายคนนี้เหมือนจะหลบๆ ซ่อนๆ จนกระทั่งวันหนึ่งพระผู้ใหญ่รูปดังกล่าวก็ยอมบอกกับหญิงหมอนวดว่าตัวเองเป็นพระสงฆ์แต่แอบออกจาก วัดมา ซึ่งหมอนวดก็ให้การด้วยว่าตอนนั้นรู้สึกตกใจมาก แต่พระผู้ใหญ่รูปนี้ก็เสนอเงินเดือนให้แลกกับการไม่ต้องทำอาชีพหมอนวด โดยจ่ายเบื้องต้นให้เดือนละ 3 หมื่นบาท และมีค่าใช้จ่าย อื่นๆ ให้อีก นอกจากนี้ยังได้ส่งให้ไปเรียนเสริมสวยและเปิดร้านเสริมสวยให้ด้วย ทั้งนี้ ชุดสืบสวนได้ลงพื้นที่ไปยังโรงเรียนเสริมสวยที่หมอนวดดังกล่าวอ้างถึงก็พบว่ามีชื่อเคยเรียนอยู่จริงตรงกับคำให้การทุกประการ

มีรายงานว่าระหว่างให้การหมอนวดได้ร้องไห้ตลอดเวลา โดยระบุว่า หลังจากเข้าเรียนที่โรงเรียนเสริมสวยแล้วพระผู้ใหญ่รูปนี้ก็ให้ลูกศิษย์ชายคนสนิทพาตนไปพบในกุฏิภายในวัด โดยก่อนเข้าจะดูลาดเลาในช่วงที่ไม่มีใครเห็นหลายครั้งทั้งช่วงกลางวันและกลางคืน โดยในแต่ละวันที่เข้าไปพบพระผู้ใหญ่รูปนี้จะให้บีบนวดให้ก่อนที่จะมีเพศสัมพันธ์กันภายในวัด

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า บางครั้งที่มีเพศสัมพันธ์กันนั้นทางวัดอยู่ระหว่างจัดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา เช่น เดินจงกรม หรือนั่งสมาธิ ทั้งนี้ในบางวันที่หญิงรายดังกล่าวไม่มีโอกาสเข้าไปหาพระรูปนี้ก็จะโทรศัพท์มาหาและพูดจาชักชวนให้เล่น “เซ็กซ์โฟน” อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ราวปีที่ผ่านมาพระผู้ใหญ่รูปได้พยายามตีตัวออกห่างไม่ให้เข้าพบและหลบหน้า ต่อมาตนจึงรู้ว่าพระผู้ใหญ่ที่ตนหลงรักไปแล้วไปมีหญิงอื่นและยังมีผู้หญิงอีกหลายคนด้วยแต่ก็ยังติดต่อกันบ้างตามโอกาส

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า นอกจากพระผู้ใหญ่รูปนี้แล้ว พระผู้ใหญ่อีก 2 รูปที่ถูกออกหมายจับในครั้งนี้ก็มีความสนิทสนมกับสีกามากเกินความจำเป็นและบางครั้งเต็มไปด้วยพิรุธ อย่างเช่น พระรูปหนึ่งนอกจากจะมีการถ่ายเทเงินให้กับสีกาแล้วยังมีการเดินทางไปต่างประเทศด้วยกันปีละกว่า 10 ครั้ง แต่ละครั้งแม้ว่าจะมีบุคคลอื่นติดตามไปด้วย แต่เมื่อตรวจสอบที่นั่งโดยสารย้อนหลังแล้วพบว่านั่งเคียงข้างกันเสมอ นอกจากนี้ยังมีการเข้าพบหากันสองต่อสองในยามวิกาลอีกด้วย ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมสำหรับพระโดยเฉพาะพระผู้ใหญ่ระดับที่เป็นผู้บริหารวัด ในขณะที่พระผู้ใหญ่อีกรูปหนึ่งที่มีพฤติกรรมไม่ต่างกันมีการเดินทางไปไหนมาไหนด้วยกันกับสีการูปงามอดีตข้าราชการท้องถิ่นคนหนึ่งและยังเข้าพบหากันในตอนกลางคืนหรืออยู่ด้วยกันสองต่อสองเสมอ

มีรายงานด้วยว่า การเข้าตรวจค้นกุฏิพระผู้ใหญ่หลังหนึ่งที่ถูกออกหมายจับ เมื่อวันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมานั้น เจ้าหน้าที่ชุดตรวจค้นพบแผ่นวีซีดีหนังลามกอนาจารจำนวนหนึ่งซุกซ่อนอยู่ในกุฏิด้วย

รูด’ม่านชีวิต’พุทธะอิสระ พระนักเคลื่อนไหว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/552354

  • วันที่ 26 พ.ค. 2561 เวลา 07:58 น.

รูด'ม่านชีวิต'พุทธะอิสระ พระนักเคลื่อนไหว

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ชีวิตชั่วข้ามคืนของ พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือที่คุ้นเคยกันในนามว่า พระพุทธะอิสระ หรือหลวงปู่พุทธะอิสระ อดีตเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม เมื่อโชคชะตาเล่นตลกโดนอาญาแผ่นดินเล่นงานเป็นผู้ต้องหาคดีอั้งยี่ซ่องโจร ที่การ์ด กปปส. ร่วมกันทำร้ายร่างกายตำรวจสันติบาลได้รับบาดเจ็บสาหัส และคดีปลอมพระปรมาภิไธย และใช้พระปรมาภิไธยที่มีการปลอมขึ้น ลงองค์พระเครื่องนาคปรกอุดปรอท ถูกคุมเข้าเรือนจำหมดอิสรภาพ

อดีตพระพุทธะอิสระเติบโตที่กรุงเทพมหานคร เกิดวันที่ 1 ม.ค. 2499 เป็นบุตรของ ชมภู และอัมพร ทองประเสริฐ อุปสมบทครั้งแรกเมื่ออายุ 20 ปี ที่วัดคลองเตยใน เขตคลองเตย กทม. จากนั้นได้สึกไปรับราชการทหาร และอุปสมบทอีกครั้งที่ จ.พัทลุง เมื่อปี 2526 มีฉายาว่า “พระสุวิทย์ ธมฺมธีโร” เป็นผู้ริเริ่มสร้างวัดอ้อน้อย จากที่ดินบริจาคตั้งแต่ปี 2532 และได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย

เมื่อปี 2538 ได้รับแต่งตั้งเป็น เจ้าคณะตำบลห้วยขวาง แทนเจ้าคณะรูปเดิมที่มรณภาพไปเมื่อปี 2542 ก่อนที่อดีตพระสุวิทย์ ได้ลาออกจากตำแหน่งเจ้าคณะตำบลห้วยขวาง พร้อมกับสึกและอุปสมบทใหม่ เมื่อเดือน ต.ค. 2544 มีฉายาใหม่ว่า “พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม”

ส่วนชีวิตโลดโผนทางการเมืองนั้น อดีตพระพุทธะอิสระถือเป็นแกนนำคนสำคัญของ กปปส. ถือเป็นบุคคลที่เรียกความฮือฮาทางการชุมนุมได้เสมอ แม้ว่าจะทำให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์กันหนักมากในเรื่องของความเหมาะสม เนื่องจากเป็น “พระสงฆ์” เช่น การพาผู้ชุมนุมเข้าไปล้อมสำนักงานเขตหลักสี่ ปักหลักนำหมอนมุ้งไปกางนอนขัดขวางการเลือกตั้งล่วงหน้าไม่ให้เกิดขึ้น เข้ายึดพื้นที่ถนนและศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ จน ธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรมเข้ามาเจรจาขอเปิดทางให้ข้าราชการเข้าไปทำงาน สุดท้ายก็ต้องหอบหมอนมานอนกับผู้ชุมนุมตามเงื่อนไขของอดีตพระพุทธะอิสระ

รวมถึงกรณีที่พาผู้ชุมนุมบุกไปยังโรงแรมเอสซีปาร์ค หลังจองห้องพรรคไว้ 10 ห้อง แต่ทางโรงแรมปฏิเสธให้เข้าพัก แม้ว่าจะมีใบจองเป็นหลักฐานแสดงการจองที่พัก ทำให้ทางอดีตพระรูปนี้ไม่พอใจเรียกค่าเสียหายกว่า 1.2 แสนบาท วีรกรรมของอดีตพระพุทธะอิสระเกิดขึ้นระหว่างการชุมนุมอย่างมากมาย จนในที่สุดเหตุการณ์การเมืองกลับตาลปัตร ขั้วทหารเข้ายึดอำนาจทำรัฐประหารวันที่ 22 พ.ค. 2557 ส่งผลให้การชุมนุมของ กปปส.ทุกเวทีจึงเริ่มยุติลง

แม้ว่าหน้าที่แกนนำม็อบผู้ชุมนุมจะยุติลง แต่อดีตพระพุทธะอิสระก็ยังเป็นข่าวตามสื่อต่างๆ อยู่เป็นระยะ ทั้งการวิพากษ์วิจารณ์นักการเมือง วิจารณ์แวดวงสงฆ์ การถูกดำเนินคดีต่างๆ ในข้อหากบฏระหว่างชุมนุม แฉพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ฯลฯ ทั้งหมดล้วนเป็นบริบทชีวิตของอดีตพระพุทธะอิสระ ถือเป็นประสบการณ์ชีวิตของพระรูปนี้ได้เคยสัมผัสมา

สำหรับการจับกุมที่เกิดขึ้นยังทิ้งคำถามไว้ไม่น้อย เนื่องจากอดีตพระพุทธะอิสระถูกจับกุมดำเนินคดีอย่างหมดท่าถึงเตียงนอนภายในวัด ทำให้คิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับอดีตพระพุทธะอิสระ เนื่องจากยอมสลัดจีวรมาลุยเส้นทางการเมืองใช้ชีวิตเป็นม็อบ ออกโรงร่วมขับไล่รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหญิง ในช่วงปี 2556-2557 จนนำมาซึ่งเหตุการณ์ “รัฐประหาร” โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ปัจจุบัน

แล้วทุกครั้งที่รัฐบาลถูกโจมตีหรือโดนครหาจากนักการเมือง อดีตพระพุทธะอิสระออกมาปกป้องเปิดหน้าชนตลอด สนับสนุนรัฐบาลปัจจุบันสุดแรง ผนวกกับความสัมพันธ์ที่ตอกย้ำความเป็น ลูกศิษย์คนสนิทกับอาจารย์ที่เคารพนับถือ กับพี่น้อง 3 ป.แห่งบูรพาพยัคฆ์ อย่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อภาพถ่ายถูกเผยแพร่ไปทั่วทุกสื่อ มีอดีตพระพุทธะอิสระถ่ายภาพหมู่ร่วมกันในงานพิธีอย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังลงนะแผ่นทองที่หน้าผากของ 3 พี่น้องบูรพาพยัคฆ์เสริมความเป็นสิริมงคล

ที่ผ่านมาพี่น้องบูรพาพยัคฆ์ครบทีมตั้งแต่ พล.อ.ประวิตร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อดีตผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พล.อ.สมทัต อัตตะนันทน์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) และอดีต ผบ.ทบ. พล.อ. อนุพงษ์ อดีต ผบ.ทบ และ พล.อ.ประยุทธ์ ผบ.ทบ. (ยศและตำแหน่งในขณะนั้น) ยังเคยมาเป็นประธานเททองหล่อพระเกตุมาลาพระนาคปรก “ปกเกล้า ปกแผ่นดิน” และยกองค์ฐานองค์พระขึ้นประดิษฐาน ที่วัดอ้อน้อย ตามคำเชิญของอดีตพระพุทธะอิสระด้วย

การจัดระเบียบวงการผ้าเหลืองดำเนินการมานานแล้วไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่อย่างใด หนำซ้ำที่ผ่านมาพระเถระชั้นใหญ่ได้ประกาศชัดเจนแล้วถึงการจัดระเบียบสงฆ์ให้เป็นไปอย่างเรียบร้อย สอดรับกันที่เมื่อไม่นานมานี้ กองบัญชาการสอบสวนกลาง (บช.ก.) มีคำสั่งระบุชัดเจนว่า จะดำเนินการปราบปรามต่อพระสงฆ์ที่ปฏิบัตินอกรีตกว่า 100 รูป โดยทางตำรวจสอบสวนกลางมีข้อมูลรายละเอียดของพระเหล่านี้ทั้งหมด ส่วนใหญ่มีความผิด เช่น พระสงฆ์ที่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง การปลุกระดมต่างๆ กลุ่มพระที่อวดอ้างอิทธิฤทธิ์ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งอื่นๆ ออกมาต่อเนื่อง เช่น การให้ตำรวจทั่วประเทศตรวจสอบวัด สำนักสงฆ์ หรือสำนักปฏิบัติธรรม และตรวจสอบพระภิกษุสงฆ์ สามเณร ที่ประพฤติตนไม่เหมาะสม เพื่อคัดกรองบุคลากรในพระพุทธศาสนา

ปิดฉากชีวิตพระนักเคลื่อนไหวทางการเมืองคงเหลือไว้แต่ความทรงจำ ในเมื่อโชคชะตาฟ้าลิขิตมาแบบนี้คงไปเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ ต้องยอมรับความจริงและอยู่กับปัจจุบันต่อไป

กฎหมาย สว.ผ่านฉลุยทุกฝ่ายแฮปปี้ลุยเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/552272

  • วันที่ 25 พ.ค. 2561 เวลา 10:04 น.

กฎหมาย สว.ผ่านฉลุยทุกฝ่ายแฮปปี้ลุยเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นาทีนี้ โล่งอกกันถ้วนหน้าภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเป็นเอกฉันท์ว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ไม่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 23 พ.ค.

เหตุผลสำคัญของศาลรัฐธรรมนูญที่เห็นว่าร่างกฎหมาย สว.ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญอยู่ที่การเห็นว่าบทบัญญัติที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แก้ไขใน 3 ประเด็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น การให้สมัคร สว.ผ่านองค์กรนิติบุคคล การไม่ใช้ระบบการเลือกไขว้และจัดกลุ่ม สว.เหลือเพียง 10 กลุ่มจากทั้งหมด 20 กลุ่ม อยู่ในบทเฉพาะกาล และมีระยะเวลาบังคับใช้เพียงชั่วคราวเป็นเวลา 5 ปีเท่านั้น จึงไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ

“ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นองค์คณะทุกคนได้ทำความเห็นส่วนตัวเป็นหนังสือ พร้อมแถลงวาจาต่อที่ประชุม และที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ว่า ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 91, 92, 93, 94, 95, 96 ซึ่งเป็นบทเฉพาะกาล ใช้บังคับในวาระเริ่มแรกเท่านั้น ทั้งยังเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 จึงไม่มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ” สาระสำคัญของการแถลงจากศาลรัฐธรรมนูญ

นับว่า สนช.พ้นปากเหวไปอีกครั้ง เนื่องจากเดิมที สนช.พยายามจะเอากระบวนการเข้าสู่ตำแหน่ง สว.ที่ตัวเองต้องการนั้นไปใส่ไว้ในบทหลักของกฎหมายไม่ใช่แค่เอาไว้ในบทเฉพาะกาลอย่างที่เห็น แต่เมื่อเสียงกระแสต่อต้านและแรงกดดันจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มากขึ้น จึงต้องยอมถอยหนึ่งก้าวด้วยการนำบรรจุไว้ในบทเฉพาะกาล มิเช่นนั้นแล้วผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญอาจไม่ออกมาในรูปนี้ก็เป็นได้

ลองนึกดูว่าหากผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นอย่างที่ออกมาเมื่อวันที่ 23 พ.ค. การเมืองไทยในวันนี้จะเป็นอย่างไร แน่นอนว่าย่อมทำให้เกิดจุดเปลี่ยนทางการเมืองอีกครั้ง เนื่องจากต้องนำกฎหมายให้ สนช.แก้ไข และมีความเป็นไปได้ที่กติกาอาจเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอีก ซึ่งจะมีผลให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปอีกสักระยะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อศาลตัดสินออกมาแบบนี้ ย่อมนำมาซึ่งความสุขและสมหวังของทุกฝ่าย

1.พรรคการเมือง ย่อมรู้สึกว่าการเลือกตั้งกำลังเข้าใกล้ไปอีกหนึ่งก้าว พอสัญญาณชัดเจนมากขึ้น พรรค การเมืองจะสามารถกำหนดแนวทางการเคลื่อนไหวเพื่อลงสนามเลือกตั้งได้อย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ พรรค การเมืองไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการเข้าสู่สนามเลือกตั้ง หากต้องกลับเข้ามาสู่อำนาจอีกครั้ง การเมืองที่เคยจะเล่นนอกสภาก็จะกลับเข้ามาในสภาเพื่อสู้กับทหารในสนามที่นักการเมืองและนักเลือกตั้งถนัด

2.คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แม้ด้านหนึ่งจะดูเหมือนว่า เมื่อการเลือกตั้งใกล้เข้ามาแล้วจะทำให้ คสช.ไม่ค่อยยินดีเท่าไหร่ แต่จริงๆ แล้วอาจไม่ได้เป็นอย่างนั้น

ปฏิเสธไม่ได้ว่า คสช.เองก็อยากลงเลือกตั้งไม่แพ้กัน เพราะสถานการณ์ ในตอนนี้ตัวเองได้เปรียบฝ่ายอื่น ทั้งในเรื่องของอำนาจและบารมีทางการเมือง เหลือแต่เพียงเรื่องคะแนนความนิยมว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. จะสามารถซื้อใจประชาชนได้แค่ไหนก่อนถึงวันลงสนาม

คสช.เองก็รู้ถึงโจทย์ข้อนี้ ถึงได้ลงพื้นที่ต่างจังหวัดแบบถี่ยิบทั้งในรูปแบบของการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรและการตรวจราชการ พร้อมกับอัดงบประมาณไทยนิยมและประชารัฐลงไปมากขึ้น เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับประชาชน ซึ่งจะว่าไปก็เหมือนกับช่วงปลายของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ที่ประเคนงบประมาณเพื่อทำโครงการประชานิยมช่วงโค้งสุดท้ายก่อนประกาศวันเลือกตั้ง

นอกจากนี้ กลุ่มภาคประชาชน ที่เรียกร้องให้การเลือกตั้งก็จะหมดเงื่อนไขในการออกมาชุมนุมกดดัน คสช.ไปอีกระดับหนึ่งด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลและ คสช.ได้รับออกซิเจนตาม ที่ตัวเองต้องการเพิ่มขึ้นเพื่อหาเสียงเลือกตั้งทางตรงและทางอ้อมต่อไป

อย่างไรก็ตาม แม้ทุกอย่างดูเหมือนจะเดินหน้าก็จริง แต่ต้องไม่ลืมว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญและมีนัดตัดสินกันในวันที่ 30 พ.ค.

เนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ที่ สนช.แก้ไขนั้นก็มีเนื้อหาที่สุ่มเสี่ยงต่อการขัดกับรัฐธรรมนูญเช่นกัน โดยเฉพาะประเด็นของการให้เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้พิการลงคะแนนเลือกตั้ง ซึ่งบางฝ่ายมองว่า อาจขัดต่อหลักการที่ว่าด้วยการเลือกตั้งที่ต้องเป็นการลงคะแนนลับ

ถึงบางฝ่ายรวมไปถึง กรธ.จะเห็นเป็นเช่นนั้น แต่ถ้ามองไปถึงแนวทางและทิศทางของศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ที่ สนช.ได้แก้ไขแล้ว จะพบว่าศาลรัฐธรรมนูญได้วางหลักในทำนองว่าการแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจโดยชอบธรรมของ สนช.

ดังนั้น มีความเป็นไปได้สูงที่ผลของคำวินิจฉัยร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ซึ่งเป็นฉบับสุดท้ายน่าจะมีผลออกมาในลักษณะไม่แตกต่างกัน

ประเทศกำลังเดินหน้าเข้าสู่เลือกตั้ง เงื่อนไขของการเลื่อนการเลือกตั้งกำลังสลายไปทีละข้อ ทุกฝ่ายตอบรับ เว้นแต่ คสช.จะเกิดเปลี่ยนใจและกลืนน้ำลายลูกผู้ชายขออยู่ในอำนาจต่อไป

เปิดปูม ‘ท่านเจ้าคุณ’ พันคดีทุจริตเงินทอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/552249

  • วันที่ 25 พ.ค. 2561 เวลา 06:34 น.

เปิดปูม 'ท่านเจ้าคุณ' พันคดีทุจริตเงินทอน

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

เช้ามืดของวันที่ 24 พ.ค. 2561 วงการพระสงฆ์ของเมืองไทยก็ถึงคราวสะเทือน

กำลังของกองปราบปรามเข้าควบคุมตัวพระชั้นผู้ใหญ่ของเมืองไทยรวม 3 รูป คือ พระพรหมดิลก เจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ขณะที่อีกส่วนก็เข้าจับกุมพระเมธีสุทธิกร และพระวิจิตรธรรมาภรณ์ สองพระผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ทั้ง 3 รูปถูกตั้งข้อหาคดีอาญาทุจริตเงินอุดหนุนโรงเรียนวัดปริยัติธรรม และยังมีพระเถระอีก 2 รูปที่ถูกออกหมายจับด้วยแต่หลบหนี

ก่อนหน้าช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือ พศ. เข้าแจ้งความกับกองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) ให้เอาผิดพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่รวม 5 รูป ในความผิดทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาของพระสงฆ์ สามเณร หรือเงินโรงเรียนวัดปริยัติธรรมอันเป็นส่วนหนึ่งของคดีเงินทอนวัด ที่ พศ.ตรวจสอบอยู่ข้อหาที่พระชั้นผู้ใหญ่เหล่านี้ต้องเผชิญ คือ นำเงินของแผ่นดินมาทุจริตหาประโยชน์ส่วนตัวเข้าข่ายฟอกเงิน

ประวัติของพระชั้นผู้ใหญ่ทั้ง 5 รูป ล้วนมีชื่อในหมู่สงฆ์และประชาชนทั่วไป

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) หรือ เจ้าคุณธงชัย เจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ ในวัย 62 ปี กับอีก 41 พรรษา ซึ่งอยู่ระหว่างการหลบหนีถือเป็นหนึ่งในกรรมการ มส.ที่ถูกออกหมายจับครั้งนี้ ซึ่งตำรวจได้พบบัญชีเงินฝากของพระพรหมสิทธิถึง 10 บัญชี จำนวนเงิน 132 ล้านบาท

เส้นทางพระสงฆ์ของพระพรหมสิทธิก็โดดเด่นไม่น้อย นอกจากเป็นกรรมการ มส.แล้ว ยังมีศักดิ์เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรอง ฝ่ายมหานิกาย มีอาวุโสอยู่ที่ลำดับ 7 ในการเลื่อนขึ้นเป็นพระชั้นสมเด็จในอนาคต ที่สำคัญก่อนนำไปสู่ความผิดนี้ พระพรหมสิทธิยังเป็นครูสอนพระปริยัติธรรม ที่สำนักเรียนวัดสระเกศฯ ด้วย

ที่สำคัญพระพรหมสิทธิเป็นที่เคารพนับถือและเป็นที่ไว้วางใจของพระมหาเถระหลายรูป เช่น สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช จนได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการ มส.เมื่อปี 2558

อีกรูปที่ถูกออกหมายจับแต่หายตัวไป  คือ พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี)  ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม ปัจจุบันอายุ 77 ปี หรือ 57 พรรษา และยังดำรงกรรมการ มส. ทั้งนี้ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา พระพรหมเมธีออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับพระสงฆ์บ่อยครั้งต่อสาธารณะ ทั้งการแนะนำรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาสงฆ์และถูกมองว่ามีความสัมพันธ์กับวัดพระธรรมกาย

พระพรหมดิลก เจ้าอาวาสวัดสามพระยา ชื่อจริงคือ เอื้อน  กลิ่นสาลี ที่ปัจจุบันมีอายุ 72 ปี เข้าสู่ ร่มกาสาวพัสตร์ได้ 52 พรรษา ที่วัดมหาพล พื้นเพเป็นชาว จ.พระนครศรีอยุธยา นอกเหนือจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสามพระยา วัดใหญ่ในกรุงเทพมหานคร พระพรหมดิลกยังดำรงตำแหน่งเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร

พระพรมดิลกสามารถสอบไล่ได้เปรียญธรรม 9 ประโยค เมื่อปี 2523 ก่อนลัดฟ้าไปเรียนต่อระดับปริญญาโทและปริญญาเอกที่ประเทศอินเดีย กระทั่งสำเร็จการศึกษาขั้นสูงสุดในปี 2529 และกลับมาสู่ประเทศไทยจำวัดที่วัดสามพระยาในตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาส ก่อนใช้เวลา 9 ปี เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสามพระยา ก่อนที่จะได้ตำแหน่งเจ้าคณะกรุงเทพมหานครเมื่อ 5 ปีที่แล้ว

พระเมธีสุทธิกร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ ปัจจุบันอายุ 47 ปี นามเดิม คือ สังคม สังฆะพัฒน์ ที่ผ่านมาเคยทำหน้าที่ผู้ช่วยเลขานุการสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ นอกจากนี้ พระเมธีสุทธิกร มักจะออกบรรยายอยู่บ่อยครั้งให้กับพระสงฆ์วัดต่างๆ ในระดับทั้งเจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส และผู้ช่วยเจ้าอาวาส โดยมุ่งเน้นในเรื่องของการมอบความรู้เกี่ยวกับภัยที่คุกคามพระพุทธศาสนา รวมถึงมักได้รับโอกาสออกบรรยายให้กับพระธรรมทูตในต่างประเทศอยู่เป็นประจำเช่นกัน

พระวิจิตรธรรมาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ หรือที่ผู้ศรัทธามักจะเรียกหาว่า “เจ้าคุณเทอด” เข้าสู่สายธรรมบวชเป็นพระที่วัดสระเกศฯ โดยมีเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชเป็นพระอุปัชฌาย์

พระวิจิตรธรรมาภรณ์นับเป็นพระนักบรรยาย มีหน้าที่เป็นอาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และยังเรียนจบระดับปริญญาโทด้านปรัชญาจากมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย นอกจากนี้พระวิจิตรธรรมาภรณ์ยังถือได้ว่าโดดเด่นในด้านงานเขียน โดยเฉพาะผลงานรูปเล่มหนังสือ อาทิ ลูกผู้ชายต้องบวช หรือตำนานภูเขาทอง เป็นต้น

ข้อหาที่พระชั้นผู้ใหญ่เหล่านี้ถูกตั้งข้อหา คือ การนำเงินของแผ่นดินมาทุจริตหาประโยชน์เข้าส่วนตัว

บรรยายภาพ – พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ),พระพรหมดิลก,พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี)

ปากท้องรากหญ้า…ร้องจ๊าก สารพัดสินค้าขยับราคาตามน้ำมัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/552134

  • วันที่ 24 พ.ค. 2561 เวลา 07:31 น.

ปากท้องรากหญ้า...ร้องจ๊าก สารพัดสินค้าขยับราคาตามน้ำมัน

โดย…ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์

การปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ส่งผลกระทบตามมาแบบยกพวง ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นอื่นๆ ก็ขึ้นราคาตามติดมาในทันที ชาวบ้าน ร้านตลาด ผู้ประกอบการทุกหัวระแหง ต่างต้องเร่งปรับตัวรับมือ

ที่เด่นชัดที่สุดเห็นจะเป็นผู้ประกอบการธุรกิจขนส่ง ชัยวัฒน์ วงศ์เบญจรัตน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท นครชัย 21 และรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท นครชัยทัวร์ ผู้ประกอบการรถโดยสารรายใหญ่ใน จ.นครราชสีมา บอกว่า ได้ทำหนังสือถึงกรมการขนส่งทางบก เพื่อขอลดเที่ยววิ่งลง 30% เพื่อลดภาระต้นทุน ซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัทไม่เคยทำมาก่อน ขณะนี้มีหลายบริษัทก็เริ่มทำหนังสือถึงกรมการขนส่งทางบกเพื่อขอลดเที่ยววิ่งลงแล้วเช่นกัน

เกษตรกรก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน เจริญชัย ไตรกลิ่น อาชีพรับจ้างไถนา จ.พระนครศรีอยุธยา บอกว่า ราคาน้ำมันดีเซลสูงขึ้นเกือบลิตรละ 30 บาทแล้ว และมีทีท่าจะราคาขึ้นสูงไปอีกหรือราคาไม่นิ่ง ทำให้กลุ่มรับจ้างไถนาต้องปรับกลยุทธ์ จากเดิมคิดเหมาเป็นไร่ ทั้งค่าแรงและน้ำมัน 250 บาท/ไร่ ก็เปลี่ยนมาเป็นคิดค่าแรงไร่ละ 200 บาท ส่วนน้ำมันให้เจ้าของที่นารับผิดชอบเอง ซึ่งปกตินาปรัง 1 ไร่ จะใช้น้ำมันดีเซลสำหรับไถนา 2-3 ลิตร ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของการตีตมเตรียมดิน สภาพนาลุ่ม นาดอน เนื้อดินแข็งมากน้อยเพียงใด ปริมาณตอซังข้าวหรือวัชพืช รวมถึงปริมาณน้ำที่ขังในท้องนามีจำนวนเท่าใด

ขณะที่ ทวี พันธุ์เสือ ชาวนาจาก อ.พระนครศรีอยุธยา ก็บอกว่า ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นจะเป็นต้นทุนที่สูงขึ้น เพราะค่าน้ำมันมีทั้งการเตรียมดิน การสูบน้ำเข้านา รวมถึงรถเกี่ยวข้าว แต่ต้องรับสภาพให้ได้ เพราะว่าขึ้นกันแบบทั่วหน้า ต้องไปหาทางประหยัดจุดอื่น รวมถึงต้องหาทางเพิ่มผลผลิตให้ได้มากขึ้น และภาวนาให้ราคาข้าวเปลือกไม่ตกต่ำลงกว่านี้

ก๊าซหุงต้มก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อปากท้องชาวบ้าน โดยการปรับราคาในรอบนี้อยู่ที่ 9.8% สิ่งที่กังวลว่าจะเกิดตามมาคือการปรับราคาอาหารปรุงสำเร็จ

คำรณ พวงเงี่ยม เจ้าของร้านข้าวแกงคำรณ ย่านโรงเรียนเซนนิโกลาส อ.เมือง จ.พิษณุโลก บอกว่า รู้สึกตกใจอย่างมากเพราะจากวันวานราคาก๊าซถังขนาด 15 กิโลกรัม อยู่ที่ถังละ 425 บาท วันนี้ราคาขึ้นมา 450 บาท ทำให้ส่งผลกระทบต่อต้นทุนในการทำอาหาร แต่ก็ยังไม่ปรับราคาเป็นการช่วยเหลือลูกค้าไม่ให้เดือดร้อน แม้จะได้กำไรน้อยลงแต่ก็ยังพออยู่ได้

แม้ผู้ใช้ก๊าซหุงต้มอย่างร้านจำหน่ายอาหารจะยังพอตั้งรับ ตรึงสถานการณ์มิให้ส่งผลกระทบ แต่สำหรับผู้จำหน่ายก๊าซหุงต้ม พวกเขากลับมีภาระที่หนักมากขึ้น

“กำไรการขายต่อถังไม่ได้เพิ่มขึ้น เฉลี่ยถังละ 45-50 บาท แต่เป็นต้นทุนที่ต้องเพิ่มในฐานของการจ่ายภาษีของร้าน ขณะที่ต้นทุนของร้านก๊าซก็มีมาก ลูกจ้างของร้าน 4 คน ก็ต้องปรับค่าแรงให้เป็นวันละ 400 บาท จากเดิมวันละ 300 บาท เพราะงานหนัก และภาวะค่าครองชีพ สินค้าของกินทุกอย่างเพิ่มขึ้นหมด จะให้ลูกจ้าง 300 บาท ลูกจ้างก็อยู่ไม่ได้” จิรวดี วงชัย เจ้าร้านชมบุญการค้า 3 ผู้จำหน่ายก๊าซหุงต้มย่านถนนพระองค์ดำ อ.เมือง จ.พิษณุโลก บอกถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น

จิรวดี บอกอีกว่า ในฐานะผู้ขาย อยากให้ภาครัฐแจ้งทุกครั้งที่มีการปรับขึ้นราคา เพราะตั้งแต่หลังสงกรานต์มา ราคาก๊าซหุงต้มปรับขึ้นมาตลอดรวม 7 ครั้งแล้ว เฉพาะเดือน พ.ค.เพียงเดือนเดียว ปรับขึ้นมาแล้ว 4 ครั้ง ล่าสุดวันที่22 พ.ค. ที่ปรับมากที่สุดกิโลกรัมละประมาณ 1.60 บาท หรือเฉลี่ยขึ้นถังละประมาณ 25 บาท ซึ่งที่ผ่านมาภาครัฐ กระทรวงพลังงาน ไม่เคยแจ้งให้ร้านค้าปลีกทราบเลย

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มราคาสินค้าอุปโภคบริโภคนั้น มีทีท่าจะขยับราคาตามขึ้นมาอย่างแน่นอน เพราะราคาวัตถุดิบต่างๆ ได้ทยอยปรับราคากันแล้ว

แม่ค้าจำหน่ายผักสดในตลาดสดเทศบาลเมืองพิจิตร จ.พิจิตร รายหนึ่งบอกว่า ราคาพืชผัก ผลไม้ได้ปรับราคาสูงขึ้นแล้ว 10-20% จากผลกระทบน้ำมันเชื้อเพลิงที่ส่งผลต่อต้นทุนการขนส่ง เช่น ผักชีรับมากิโลกรัมละ 150 บาท ขายปลีกราคา 200 บาท พริกชี้ฟ้าต้นทุนกิโลกรัมละ 70 บาท ขายปลีกกิโลกรัมละ 100 บาท แตงกวาเดิมราคากิโลกรัมละ 130 บาท ขณะนี้ขยับราคาขึ้นกิโลกรัมละ 250 บาท ช่วงนี้เศรษฐกิจย่ำแย่มากๆ ราคาสูงขึ้น ผู้บริโภคก็มาซื้อน้อยลง สู้กับราคาต้นทุนแทบจะไม่ไหว

ขณะที่ สุบิน รักดอกกลาง เกษตรกรผู้ปลูกพริก ต.ดอนมู่ อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา ยอมรับว่าราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ค่าจ้างรถขนส่งนำพริกไปจำหน่ายที่ตลาดภายในตัวจังหวัด ซึ่งมีระยะทางไป-กลับเกือบ 100 กิโลเมตร ขยับสูงขึ้น ส่งผลให้ผลกำไรที่ได้ไม่ดีเท่าที่ควร

นี่คือเสียงสะท้อนจากส่วนหนึ่งของปากท้องชาวบ้านรากหญ้า ในภาวะราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงกระทบค่าครองชีพในภาวะเศรษฐกิจซบเซา

ชาวบ้านระทม สิ่งแวดล้อมเน่า ทุนจีนทะลัก ปล่อยขยะซุกเขตอีอีซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/552026

  • วันที่ 23 พ.ค. 2561 เวลา 06:16 น.

ชาวบ้านระทม สิ่งแวดล้อมเน่า ทุนจีนทะลัก ปล่อยขยะซุกเขตอีอีซี

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ชาวบ้านในพื้นที่ ต.แปลงยาว อ. แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา ได้รับผลกระทบมาร่วมปีจากโรงงานประกอบกิจการขยะอิเล็กทรอนิกส์ของบริษัท ดับบลิว เอ็ม ดี ไทย รีไซคลิ้ง เนื่องจากโรงงานได้หลอมตะกั่ว ส่งกลิ่นเหม็นรบกวนมาตลอด แม้มีการร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรม และอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา ให้เข้ามาแก้ไข แต่ก็ไม่มีความคืบหน้า

กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบุกเข้าไปที่โรงงานเมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา และดำเนินคดีกับเจ้าของโรงงาน 8 ข้อหา อาทิ นำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ได้รับอนุญาต ประกอบกิจการโดยไม่รับแจ้ง ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานการควบคุมการปล่อยของเสีย นำคนงานต่างด้าวเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมกับส่งเรื่องไปยังกระทรวงอุตสาหกรรมให้ลงนามคำสั่งปิดโรงงานทันที

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 8 มี.ค.ที่ผ่านมา สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 13 แจ้งผลการตรวจสอบกรณีกลิ่นเหม็นและน้ำเสียจากโรงงานดังกล่าวพบว่า โรงงานแห่งนี้ประกอบกิจการถอดชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นำเข้าจากประเทศจีนเพื่อนำโลหะมาหลอมใช้ใหม่ ยังพบว่าเตาหลอมแผงวงจร ไม่ได้มาตรฐานอาจกระทบต่อพนักงาน ที่สำคัญสภาพแวดล้อมโรงงานไม่เป็นไปตามหลักวิชาการ มีการกองชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากไม่อยู่ในอาคารและไม่มีผ้าใบปกคลุม ไม่มีระบบระบายน้ำชะกองวัสดุ กองวัสดุที่ติดกับรั้วอยู่ในระดับสูงจนล้นรั้วสังกะสีทำให้บางส่วนหล่นออกไปนอกรั้ว

ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ได้รับผล กระทบจากมลพิษทางอากาศและน้ำเสียของโรงงาน เช่น เวียนศีรษะจากกลิ่นเหม็นของเตาจนต้องเข้าโรงพยาบาล เด็กเล็กมีปัญหาผื่นคันที่ผิวหนัง

สมศรี วิเชียรชัย ชาวบ้าน อ. แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา สะท้อนความเดือดร้อนว่า ทุกวันนี้ชาวบ้านต้องทนกลิ่นเหม็นจากการหลอมแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์อย่างมาก แถมยังกองพวกขยะอิเล็กทรอนิกส์ไว้นอกอาคารโรงงานโดยไม่มีการคลุมอย่างถูกต้อง อีกทั้งโรงงานดังกล่าวตั้งอยู่ใจกลางหมู่บ้าน ซึ่งมีโรงงาน 3 แห่ง ตั้งใกล้เคียงกัน แต่ได้ใบอนุญาตแค่ 1 โรง ที่เหลือ 2 โรงยังไม่ได้ใบอนุญาต ซึ่งชาวบ้านไม่ต้องการให้ทางราชการออกใบอนุญาต เพราะได้รับความเดือดร้อน

สมศรี เล่าว่า เมื่อปีที่แล้ว โรงงานได้ทำข้อตกลงเอ็มโอยูกับชาวบ้านเพื่อหาทางออกร่วมกัน เช่น ทำโรงเก็บขยะ และดับกลิ่นเหม็น แต่ปรากฏว่าก็ไม่ยอมทำจนถึงปัจจุบัน ตอนนี้กังวลมากเพราะชาวบ้านทำนา แต่น้ำเสียก็ไหลลงดินจึงกลัวว่าดินจะเสีย และเกรงว่าจะเจือปนกับพืชที่เราปลูก ที่ผ่านมาร้องเรียนมาตลอด แต่เรื่องก็ไม่คืบหน้า ซึ่งเจ้าของโรงงานเป็นนักลงทุนชาวจีน

ข้อมูลจากกระทรวงอุตสาหกรรมขณะนี้พบว่า บริษัทบางแห่งใน จ.ฉะเชิงเทรา ประกอบกิจการโรงงานผิดเจตนารมณ์การจัดตั้งเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) และคำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 อาจมีการเอื้อประโยชน์ออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน ส่งผลทำให้มีการนำขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมหาศาลจากประเทศต่างๆ ที่มีศูนย์กลางที่ท่าเรือของเกาะฮ่องกง ขนมารวมกันเพื่อนำเข้ามาในประเทศไทยเพื่อเป็นวัตถุดิบ และอาจจะเป็นการประกอบกิจการโรงงานที่ผิดวัตถุประสงค์ตามที่ได้รับใบอนุญาต ร.ง.105 และ ร.ง.106 ตลอดจนยังพบข้อมูลอีกจะว่าเป็นนักลงทุนชาวจีนที่มาขออนุญาตประกอบกิจการ จึงส่งผลทำให้มีการ นำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศเข้ามาในไทย โดยใช้ไทยเป็นศูนย์กลาง สิ่งสุดท้ายเมื่อสิ้นสุดกระบวนการผลิตแล้วกากอุตสาหกรรมอันตรายว่าจะอยู่ในประเทศไทยเต็มไปหมด

แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า มีนักลงทุนชาวจีนที่มาขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในเขต จ.ฉะเชิงเทรา สังเกตได้จากโรงงานประเภท ร.ง.105 และ ร.ง.106 ที่ได้ใบอนุญาตจำนวนมากใน จ.ฉะเชิงเทรา กว่า 15 ราย แต่มาจากชื่อผู้ขออนุญาตเพียงรายเดียวเท่านั้น โดยทางกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ออกใบอนุญาตรองรับให้กับนักลงทุนชาวจีนจำนวนมาก

“ประเทศจีนออกกฎหมายกำหนดไม่ให้มีการตั้งโรงงานรีไซเคิลขยะอิเล็ก ทรอนิกส์ในประเทศ จึงทำให้นักลงทุนชาวจีนต่างหลั่งไหลเข้าประเทศไทย เพื่อขนขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้ามา ตอนนี้มีนักลงทุนจีนต้องการเปิดโรงงานเหล่านี้จำนวนมากโดยเข้ามาขอใบอนุญาตฯ จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม” แหล่งข่าวคนเดิม ระบุ

ขณะเดียวกัน การออกใบอนุญาตดังกล่าวส่งผลกระทบต่อพื้นที่เขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ จากเดิมการส่งเสริมให้โรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่อีอีซีนี้ จะส่งเสริมใน 10 อุตสาหกรรมและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานแบบสูงมากขึ้นโดยเฉพาะในเขต จ.ฉะเชิงเทรา จึงส่งผลให้ขยะอิเล็กทรอนิกส์จาก ทั่วโลกหลั่งไหลเข้ามาในไทย ถือว่าผิดวัตถุประสงค์ในประกอบธุรกิจในเขตอีอีซี

จากคนขายหวยผู้ไม่สนโลก สู่นักเคลื่อนไหวการเมืองจอมซ่า “เอกชัย หงส์กังวาน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/552009

  • วันที่ 22 พ.ค. 2561 เวลา 17:58 น.

จากคนขายหวยผู้ไม่สนโลก สู่นักเคลื่อนไหวการเมืองจอมซ่า "เอกชัย หงส์กังวาน"

เปิดชีวิตและมุมมองลูกชายเจ้าของธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง สู่เส้นทางนักกิจกรรมทางการเมืองเพื่อเรียกร้องสิ่งที่เขาเชื่อว่าเป็นความถูกต้องและเป็นธรรม

——————————–

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

คอการเมืองและนักเคลื่อนไหวน่าจะคุ้นหน้า เอกชัย หงส์กังวาน นักกิจกรรมทางการเมือง ชายผู้กล้าสวมนาฬิกาหลายเรือนและพยายามนำไปมอบให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ทั้งไปหายังทำเนียบรัฐบาล บ้านสี่เสาเทเวศน์ หรือแม้แต่บ้านพักของรองนายกฯ เอง แต่ไม่มีครั้งไหนสำเร็จเพราะถูกทหารตำรวจรวบตัวไว้ได้ก่อน

วันนี้โพสต์ทูเดย์บุกไปถึงบ้าน เอกชัย ในซอยลาดพร้าว 109 เพื่อนั่งพูดคุยในแบบเปิดกว้างไม่ใช่การปรับทัศนคติ ฟังเรื่องราวชีวิตและความคิดของนักกิจกรรมการเมืองผู้นี้ ซึ่งจะทำให้คุณรู้จักตัวเขามากกว่าแค่เป็นตัวป่วนหรือสีสันการเมืองเท่านั้น

พ่อค้าขายหวย สู่นักกิจกรรมการเมือง

เอกชัย มีชื่อเล่นว่า เอก ปัจจุบันอายุ 43 ปี เป็นคนกรุงเทพตั้งแต่เกิด ตอนเด็กบ้านอยู่เขตดินแดง พออายุ 8 ขวบ ครอบครัวย้ายบ้านมาอยู่ภายในซอยลาดพร้าว 109 ถึงปัจจุบัน พ่อประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้าง มีน้องสาวหนึ่งคน หลังพ่อเสียก็ออกจากบ้านมาพักอาศัยอยู่คนเดียวในตึกแถวหลังหนึ่งซึ่งไม่ไกลจากบ้านของครอบครัว

นักกิจกรรมการเมืองผู้นี้ บอกว่าชีวิตตั้งแต่เด็กจนโตไม่เคยสนใจเรื่องการเมือง เพราะนิสัยส่วนตัวเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยพูด หลังเลิกเรียนก็กลับบ้านไม่ได้ไปเที่ยวเหมือนเด็กคนอื่นในวัยเดียวกัน ชีวิตการศึกษาเป็นเด็กเรียนดีมาตลอด ทุกเทอมไม่เคยได้เกรดเฉลี่ยต่ำกว่า 3 และยังเคยได้รางวัลนักเรียนดีเด่นตอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วย

เขาเล่าว่าชีวิตหลังจบคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ วิทยาเขตหัวหมาก ก็ไม่ได้สานต่อธุรกิจรับเหมาก่อสร้างของพ่อเพราะมองว่าเป็นอาชีพที่ทำงานหนักและอยู่กับสิ่งสกปรก แต่ด้วยนิสัยชอบเรื่องการค้าจึงลองทำธุรกิจหลายอย่าง จนถึงปี พ.ศ.2546 สมัยรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ได้นำสลากพิเศษเลขท้าย 2 และ 3 ตัว หรือ หวยบนดิน มานั่งขายตรงปากซอยลาดพร้าว 109 ช่วงนั้นเขารู้สึกชอบมากเพราะเป็นธุรกิจที่สร้างเม็ดเงินได้งดงามและไม่เหนื่อย

“เรื่องการเมืองเมื่อก่อนผมไม่เคยคิดหรือสนใจเลย บ้านผมไม่เคยมีใครสนใจการเมือง ขนาดใครเป็นรัฐมนตรียังไม่รู้เรื่องเลย”

ทว่าจุดเปลี่ยนทำให้ผู้ไม่เคยสนใจการเมือง ออกมาร่วมชุมนุมครั้งแรกเกิดขึ้นช่วงปี 2549 หลัง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ทำรัฐประหาร ก่อนเปิดทางให้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี  พล.อ.สุรยุทธ์ ได้สั่งยกเลิกหวยบนดิน ซึ่งเป็นธุรกิจสร้างรายได้ให้เขาในขณะนั้น กลายเป็นจุดสำคัญทำให้ชายผู้ไม่เคยสนเรื่องการเมืองออกมาร่วมชุมนุม

“รัฐบาลกับม็อบจะขัดแย้งอะไรผมไม่เคยสนใจ แต่ทำไมต้องยกเลิกหวยบนดิน ทำประชาชนเดือนร้อน หลังจากนั้นจึงเริ่มออกมาเคลื่อนไหวกับกลุ่มผู้ค้าหวยบนดิน ที่หน้ากองสลากฯ ถนนราชดำเนิน เมื่อชุมนุมเสร็จใกล้ๆกันมีม็อบกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ จัดเวทีตรงท้องสนามหลวง ก็ลองไปร่วมฟัง จากนั้นจึงรู้สึกชอบการเมืองมากขึ้น แต่เน้นเป็นผู้ร่วมฟังมากกว่า”

อุปกรณ์ขายหวยบนดินที่เคยสร้างรายได้งามให้เอกชัย

 

เอกชัย ติดตามการเมืองเรื่อยมา และถูกดำเนินคดีอาญามาตรา 112 กรณีจำหน่ายซีดีสารคดีการเมืองไทยที่จัดทำโดยสถานีโทรทัศน์ของประเทศออสเตรเลีย และเอกสารวิกิลีกส์ จนถูกศาลพิพากษาสั่งจำคุก 3 ปี 4 เดือน เมื่อวันที่ 28 มี.ค.2556 ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน เมื่อพ้นโทษออกมาช่วงเดือนพฤศจิกายน ปี 2558 ก็ได้รวมตัวกับเพื่อนตั้งสมาคมเพื่อเพื่อน ในการช่วยเหลือผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมือง

ปัจจุบันเบื้องหลังภาพ เอกชัย ร่วมทำกิจกรรมทางการเมือง เขามักใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บ้านเขียนหนังสือเกี่ยวกับประวัติประเทศอเมริกา ส่วนวิธีผ่อนคลาย คือ การดูหนัง เล่นอินเตอร์เน็ต ทำกับข้าว แต่ไม่ค่อยชอบออกไปเที่ยวไหน

 

ต้องปลุกสังคม ไม่งั้นเรื่องเงียบ

ชีวิตของนักกิจกรรมการเมืองคนนี้ เคยต้องโทษ 1 ครั้ง ถูกรวบตัวไปปรับทัศนคติไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง ปัจจุบันยังมีคดีค้างในชั้นพนักงานสอบสวนอีก 3 คดี (พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฐานโพสต์ลามกอนาจาร คดีชุมนุมตรงสถานีรถไฟฟ้าสนามกีฬาแห่งชาติ และหน้ากองทัพบก) ถึงอย่างไรแม้เขาถูกจับมาแล้วนับไม่ถ้วน แต่ก็ยังไม่หยุดเดินหน้าทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง

เอกชัย บอกว่าหลังพ้นโทษออกมาเริ่มเคลื่อนไหวจริงจังช่วงหมุดคณะราษฎรหาย ตอนนั้นโพสต์เฟซบุ๊กว่าจะไปยื่นหนังสือขอให้รัฐบาลตามหาเจ้าของหมุดอันใหม่ แต่ไม่ทันได้ไปเช้าวันรุ่งขึ้นทหารก็มาเต็มหน้าบ้าน กิจกรรมต่อมาคือการเคลื่อนไหวหวังยื่นฎีกาขอให้ปลด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จากการเป็นนายกฯ แต่ก็ไม่สำเร็จ

ส่วนเหตุการณ์ที่ทำให้สังคมได้รู้จัก คือการออกมาเคลื่อนไหวประเด็นนาฬิกาเพื่อนของ พล.อ.ประวิตร เนื่องจากเห็นว่าขณะนั้นหลังมีผู้ไปยื่นหนังสือขอให้ตรวจสอบประเด็นดังกล่าว กระแสสังคมเริ่มเงียบ เลยหาวิธีทำให้สังคมสนใจ โดยนำลูกเล่นต่างๆมาทำกิจกรรม เช่น มอบนาฬิกาส่วนตัวมูลค่า 3-4 พันบาทให้ พล.อ.ประวิตร จุดธูป 36 ดอก สีซอเพลงบุพเพสันนิวาส หรือแม้แต่ส่งการ์ดเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร และพล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ไปร่วมกิจกรรม

“ไม่ต้องการให้เรื่องมันเงียบแบบไม่มีอะไร เหมือนทุกข่าวที่เคยเกิดขึ้น ผมคิดว่ามันไม่ถูก คุณว่าคนอื่นเขาทุจริต แต่พอคุณทุจริตเอง ก็พยายามข่มขู่คุกคามคนอื่น นี่จึงทำให้ผมคิดว่าจะไม่เลิก”

หลายมุขที่เอกชัยนำมาใช้อิงจากกระแสสังคมเพื่อให้มีความน่าสนใจ แต่หัวใจหลักการเคลื่อนไหว เอกชัยบอกว่า เน้นทำคนเดียว ไม่เน้นปลุกม็อบ เพราะหากระดมคนออกมาอาจเข้าข่ายกระทำความผิดและถูกดำเนินคดีได้ง่าย จึงต้องพยายามเลี่ยงกฎหมายเพื่อไม่ให้ถูกจับ

“เรื่องนาฬิกา ถ้าไปเคลื่อนไหวบอกให้ ประวิตร ออกไป อาจถูกกล่าวหาว่าเล่นการเมือง แต่ถ้าใช้มุขกลับกัน ไม่ได้พูดตรงๆ แต่เอานาฬิกาไปมอบให้ เจ้าหน้าที่ก็ตั้งข้อหาไม่ได้แล้ว เหมือนไม่กี่วันก่อนที่นำบัตรเชิญไปมอบให้ พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร และพล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ก็ไม่ได้ยุยง ต่างกับกรณีพรรคเพื่อไทยแถลงและถูกตั้งข้อหา ดังนั้นต้องพยายามเลี่ยงกฎหมาย แต่ต้องได้ผล”

ถามว่าคิดอย่างไรกรณีคนมองเป็นสีสันหรือตัวป่วนทางการเมือง เอกชัย บอกว่าเรื่องนี้แล้วแต่คนมอง หากเป็นคนที่เข้าใจและชอบคงไม่ว่าอะไร

เมื่อถามย้ำว่าถูกเจ้าหน้าที่จับหลายครั้งยังจะเคลื่อนไหวต่อไปใช่หรือไม่ เอกชัย กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ใช่ ยังไงก็จะเคลื่อนไหวแบบนี้ต่อไป ไม่หยุด ยิ่งจับก็จะยิ่งพยายามแสดงให้เห็นว่าไม่กลัว”

กิจกรรมการเคลื่อนไหวทางการเมือง

 

กระจายอำนาจ ยาแก้ปัญหาการเมืองไทย

ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและโดยเฉพาะการทำหน้าที่ของนักการเมือง เป็นเหตุผลหลักที่รัฐบาล คสช.ใช้เป็นเหตุผลในการเดินเข้ามาบริหารประเทศ

เอกชัย บอกว่าหลายคนอาจมองว่าสังคมมีแต่นักการเมืองเลว แต่ตนคิดตรงข้ามเพราะมีทั้งดีและเลว เหมือนในคุกคนภายนอกมักมองว่ามีแต่คนเลว แต่พอได้เข้าไปสัมผัสทำให้รู้ว่า คุกไม่ได้มีแต่คนเลว หลายคนมีปัญหาหรือถูกใส่ร้ายจึงต้องเข้าไป ไม่อยากให้สังคมเหมารวมว่า นักการเมืองเลวหมด ในโลกนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบได้ทุกสิ่ง

“จริงอยู่นักการเมืองบางส่วนเลว แต่คุณอย่าเหมารวมว่าทั้งหมดต้องเลว ถ้าหากคุณต้องการเปลี่ยนแปลง ก็เอานักการเมืองไม่ดีออกไป แต่ไม่ใช่ใช้วิธีทหารเข้ามายึดอำนาจ และพอใครวิจารณ์ก็มักอ้างกฎหมายห้ามชุมนุม หรือห้ามเคลื่อนไหวอะไรเลย”

 

นักเคลื่อนไหววัย 43 ปี มองว่าประเทศไทยหลังปี 2549 ประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมืองมากกว่าอดีต เพราะต้องการให้ประเทศมีการเปลี่ยนแปลงและก้าวข้ามจากปัญหาวังวนเดิมๆ ตนเสนอว่าการปฏิรูประบบการเมือง ต้องทำให้เกิดการกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่น เหมือนประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งรัฐบาลกลางมีหน้าที่ดูเฉพาะภาพรวมใหญ่ เช่น การทหาร ต่างประเทศ การเงิน ภาษี นอกนั้นกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นบริหารในพื้นที่ของตนเอง เพราะเชื่อว่าคนท้องถิ่นจะช่วยกันพัฒนาบ้านเกิด ผิดกับการรวมอำนาจไว้ส่วนกลางกับคนเพียงกลุ่มเดียว ที่สุดท้ายจะเกิดศึกแย่งชิงอำนาจไม่จบไม่สิ้นเช่นนี้

“คสช.บอกว่า 4 ปีบ้านเมืองสงบปรองดอง จะไม่เป็นเช่นนั้นได้อย่างไร คุณเอาปืนไปกดเขายังไงก็ต้องสงบ แต่สภาพความเป็นจริงไม่ใช่ ในโซเชียลหลายกลุ่มยังมีปัญหากันอยู่เลย แม้หลังเลือกตั้งปัญหานี้ก็ไม่จบ ดังนั้นคุณต้องแยกและกระจายอำนาจออกมา”

“เรื่องทั่วไปอย่างตัดถนน ไฟฟ้า น้ำประปา ไม่ควรนำไปผูกกับรัฐบาลกลาง แต่ควรเป็นอำนาจท้องถิ่น ทุกวันนี้หลายเรื่องทำไม่ได้ เพราะภาษีทั้งหมดเข้าส่วนกลาง หากท้องถิ่นจะทำอะไรต้องรอส่วนกลางอนุมัติ แต่ถ้าใช้วิธีให้งบท้องถิ่น 70% ส่วนกลาง30% จังหวัดต้องการพัฒนาอะไรก็ทำได้ทันทีไม่ต้องรอรัฐบาลกลาง”

เอกชัย เชื่อว่าผู้มีอำนาจเข้าใจดีถึงปัญหาเรื่องความขัดแย้งของสีเสื้อว่าไม่มีวันผสมกันได้ ดังนั้นทางแก้ไขปัญหาสำคัญ คือการกระจายอำนาจที่ในไม่ช้าผู้มีอำนาจไม่ว่าใครก็ต้องยอมรับเพราะมันจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง

มหา’ลัยต้องทำให้เด็กอยากเรียน จบมาแล้วมีงานทำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/551831

  • วันที่ 21 พ.ค. 2561 เวลา 07:57 น.

มหา’ลัยต้องทำให้เด็กอยากเรียน จบมาแล้วมีงานทำ

2มุมมองจากนายกองค์การนักศึกษาจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ที่มองตรงกันว่ามหาวิทยาลัยต้องผลิตบัณฑิตที่ตอบสนองต่อตลาดแรงงาน

****************************

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

โลกยุคปัจจุบันได้พัฒนาก้าวไกลทางเทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้ทุกวันนี้ไม่ว่าใครสามารถเรียนรู้เรื่องราวที่สนใจเฉพาะทางได้อย่างสะดวกรวดเร็วและตรงตามความต้องการ

กระทั่งเกิดเป็นค่านิยมของคนรุ่นใหม่ที่เริ่มมีทัศนคติไม่พึ่งพาใบปริญญาอีกต่อไป เพราะถึงแม้ว่าไม่ต้องเรียนจบปริญญา ก็สามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้เช่นกัน ปัจจัยเหล่านี้กำลังทำให้หลายมหาวิทยาลัยต้องเร่งปรับหลักสูตรการเรียนการสอน ไม่เช่นนั้นอาจถึงเวลาต้องปิดตัวลง เนื่องจากไม่มีผู้สมัครเรียนในที่สุด

ณัฏฐสิต สิริธรรมานุวงค์ นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปทำให้ความต้องการบุคลากรเปลี่ยนไปด้วย ดังนั้นทุกมหาวิทยาลัยต้องปรับตัวให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อทำให้เกิดความมั่นใจว่าเด็กที่จบการศึกษาออกมาจะมีงานทำอย่างแน่นอน หากทุกมหาวิทยาลัยทำได้ก็จะแก้ปัญหาไม่มีผู้มาสมัครเรียนได้ ก็จะทำให้มหาวิทยาลัยคงอยู่ต่อไปได้

“รูปแบบการเรียนการสอนที่ควรปรับปรุง เช่น คณะบัญชีที่ผมกำลังเรียนอยู่ ทุกวันนี้เริ่มมีหลายช่องทางที่ให้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เข้ามาทำงานแทนนักบัญชี สะท้อนได้จากโพลผลสำรวจที่ออกมา ปรากฏว่าแนวโน้มอาชีพเสี่ยงตกงานหนึ่งในนั้นมีนักบัญชีรวมอยู่ด้วย สิ่งเหล่านี้สร้างความกังวลให้กับนิสิต นักศึกษาดังนั้นมหาวิทยาลัยต้องค้นหาว่าจุดเด่นที่จะผลิตบุคลากรจบใหม่ให้มีความสามารถมากกว่าโปรแกรม หรือพัฒนาให้บุคลากรใช้งานโปรแกรมได้เหนือกว่า ก็จะทำให้ผู้สำเร็จการศึกษามีงานทำ” ณัฏฐสิต กล่าว

สำหรับอาจารย์ยุคใหม่ต้องปรับตัวด้วยเช่นกัน เริ่มที่เปลี่ยนมาใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ส่วนเนื้อหาการสอนขึ้นอยู่กับรูปแบบของอาจารย์แต่ละคนใช้เทคนิคสร้างความน่าสนใจได้อย่างไร อาจารย์แต่ละท่านต้องหาความแตกต่างของตัวเอง เพราะความรู้จำนวนมากที่อยู่ในกูเกิล หรือวิกิพีเดีย ตอบสนองความสงสัยได้ระดับหนึ่ง ฉะนั้นเนื้อหาที่อาจารย์มีดีกรีระดับปริญญาเอกควรจะต้องดีกว่าสิ่งที่มีอยู่ในโลกอินเทอร์เน็ตทุกวันนี้ โดยเฉพาะผลงานวิจัยของแต่ละคนจะสะท้อนมุมมองต่อโลก หรือเพิ่มความสามารถในเรื่องนั้นๆ มาใช้สอนนิสิต นักศึกษา ต่อไปอีกด้วย

ณัฏฐสิต กล่าวอีกว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือมหาวิทยาลัยต้องทำให้เด็กระดับมัธยมศึกษาเกิดความชอบอยากเข้ามาเรียนรู้ในสาขาวิชานั้นๆ อย่ารอให้เด็กไม่รู้ทิศทางแล้วเข้ามาค้นหาตัวเอง ซึ่งเมื่อรู้ตัวอีกทีก็เสียเวลาไปมากแล้ว หากพบว่าตัวเองไม่ได้ชอบในสิ่งที่กำลังเรียนอยู่ เรื่องนี้หากมหาวิทยาลัยแห่งใดทำได้ก่อน เชื่อว่าจะหลุดพ้นปัญหาไม่มีผู้สมัครเรียนในบางสาขาวิชา ยิ่งไปกว่านั้นไม่จำเป็นต้องวิ่งเข้าหาบริษัทเอกชน หากสาขาวิชานั้นปรับปรุงนำหน้าความต้องการของเอกชน ในทางกลับกันบริษัทเอกชนจะวิ่งเข้าหาบุคลากรที่มีคุณภาพในรั้วมหาวิทยาลัยเอง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าค่านิยมของคนรุ่นใหม่บางส่วนไม่พึ่งพาใบปริญญาบัตรเป็นใบเบิกทางสู่ความสำเร็จในชีวิต อยากรวยเร็ว เป็นความต้องการส่วนบุคคล ขึ้นอยู่กับความสามารถบริหารความเสี่ยงของตัวเองได้ ส่วนตัวคิดว่ามีเพียง 20-30% ที่จะไปถึงเส้นชัยได้จริง ยิ่งถ้าไม่พัฒนาตัวเองให้มีความรู้อาจจะไปไม่รอด ดังนั้นส่วนตัวมองว่าสังคมยังต้องการผู้ที่เรียนจบปริญญา มีองค์ความรู้ มีทักษะการอยู่ร่วมกันในสังคม ก็จะเดินไปสู่ความสำเร็จในชีวิตได้มากกว่า

ศิริ เต็งไตรรัตน์ นายกองค์การนักศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ทุกวันนี้อาจารย์หลายท่านเริ่มปรับตัวด้วยการสร้างรูปแบบการเรียนการสอนผ่านอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น เช่น คณะวิศวกรรมศาสตร์ เริ่มมีแบบทดสอบออนไลน์ เป็นการเพิ่มช่องทางการเรียนได้มากขึ้น แต่เรื่องนี้มีข้อเสียด้วย คือ ขาดการใส่ใจจากผู้สอน เพราะข้อดีของการสอนในรั้วมหาวิทยาลัยมีรายละเอียดของการสื่อสารระหว่างอาจารย์กับนิสิต

ศิริ กล่าวอีกว่า อาจารย์ควรมีผลงานวิจัยที่สามารถนำมาใช้งานได้จริง โดยยึดหลักสร้างงานวิจัยที่มีประโยชน์ต่อสังคมเป็นหลัก มากกว่าทำงานวิจัยเพื่อตอบสนองธุรกิจสตาร์ทอัพ ในส่วนของมหาวิทยาลัยต้องคิดถึงปลายทางของนิสิต นักศึกษาที่จะจบหลักสูตรออกมาต้องมีงานทำ ตอบสนองความต้องการของภาคเอกชน เข้าไปเริ่มทำงานได้ทันที

“ค่านิยมของคนรุ่นใหม่ เป็นการบริหารความเสี่ยงในชีวิตของแต่ละคน เพราะไม่ว่าจะมีหรือไม่มีใบปริญญา เราจะเห็นว่ามีทั้งประสบความสำเร็จและไม่สำเร็จเช่นเดียวกัน แต่อย่างน้อยสิ่งหนึ่งที่รับประกันความเสี่ยงในเส้นทางอาชีพ คือ ใบปริญญา เป็นพื้นฐานขององค์ความรู้ที่ผู้สำเร็จการเรียนออกมามีความพร้อมอย่างแท้จริง ย่อมเป็นการดีกว่าไม่มีสิ่งใดมายืนยันองค์ความรู้

…ส่วนตัวผมมองว่าชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยช่วง 4 ปี กับค่าเทอมที่จ่ายไปยังคงคุ้มค่า เพราะมีเรื่องของการอยู่ร่วมกันในสังคม ทำกิจกรรม รวมถึงบางช่วงเวลาที่ต้องเสียสละเพื่อสังคม ปัจจัยเหล่านี้คือการเตรียมตัวก่อนออกไปสู่สังคมการทำงานในชีวิตจริง” ศิริ กล่าวทิ้งท้าย