ฝนถล่มทั่วทุกภาค ปภ.เตือน 61 จังหวัดรับมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/553366

  • วันที่ 05 มิ.ย. 2561 เวลา 06:21 น.

ฝนถล่มทั่วทุกภาค ปภ.เตือน 61 จังหวัดรับมือ

โดย…ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์

ฝนที่ตกกระหน่ำทั่วประเทศจากอิทธิพลพายุดีเปรสชันบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลางและมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย ทำให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ออกประกาศเตือนให้พื้นที่ 61 จังหวัดทั่วทุกภาคเตรียมพร้อมรับมือภาวะฝนตกและตกหนักบางพื้นที่ ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และคลื่นลมแรงบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเล

ทั้งนี้ 61 จังหวัดดังกล่าว แยกเป็น ภาคเหนือ 17 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำพูน ลำปาง น่าน แพร่ ตาก สุโขทัย อุตรดิตถ์ พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร นครสวรรค์ และอุทัยธานี

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 17 จังหวัด ได้แก่ เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา มหาสารคาม กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี

ภาคกลาง 18 จังหวัด ได้แก่ สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี สระแก้ว นครนายก ปราจีนบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และกรุงเทพมหานคร

ภาคใต้ 9 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา พังงา ภูเก็ต และกระบี่

อย่างไรก็ตาม ฝนที่ตกต่อเนื่องส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังแล้วในหลายจังหวัด โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก

ที่ จ.ขอนแก่น เกิดน้ำท่วมขังหลายพื้นที่ โดยเฉพาะถนนมิตรภาพทั้งขาขึ้นขาล่อง เส้นทางขอนแก่น-นครราชสีมา บริเวณด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลไปจนถึงทางลอดอุโมงค์ระดับน้ำท่วมสูงถึง 60 เซนติเมตร ทำให้การจราจรติดขัดอย่างมาก สมศักดิ์ จังตระกุล ผวจ.ขอนแก่น ได้สั่งการให้สูบน้ำออกจากบึงหนองโคตร ซึ่งเป็นบึงสาธารณะรับน้ำขนาดใหญ่ 1 ใน 3 ของเขตเมือง เพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่คลองส่งน้ำให้ไหลลงสู่บึงทุ่งสร้าง แล้วไปลงสู่แม่น้ำพองและแม่น้ำชี

ส่วนในเขตเทศบาลนครสกลนคร พื้นที่ต่ำถนนบางสายน้ำท่วมขังสูง 20-30 เซนติเมตร การระบายน้ำเป็นไปอย่างล่าช้า เนื่องจากมีเศษขยะจำนวนมากอุดตันบริเวณท่อระบายน้ำ ทำให้ไปลดประสิทธิภาพการระบายน้ำในเขตเทศบาล

วิชาญ แท่นหิน ปภ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ได้ประกาศเตือนให้ทั้ง 18 อำเภอติดตามข่าวสาร หากพื้นที่ใดมีปริมาณน้ำฝนสะสมทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และเอ่อล้นตลิ่งให้แจ้งปกครองในพื้นที่ ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมทรัพยากร เครื่องจักรกล และแผนปฏิบัติการเผชิญเหตุ รวมถึงกำลังเจ้าหน้าที่ให้มีความพร้อมปฏิบัติงาน อำนวยความสะดวก และให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยตลอด 24 ชั่วโมง

ด้าน จ.ตราด ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องก็ทำให้เกิดน้ำท่วมขัง ถนนสุขุมวิท ช่วงกิโลเมตรที่ 315-316 บ้านหนองบัว ต.วังกระแจะ อ.เมืองตราด ช่วงหน้าโรงแรมตราดซิตี้ ถึงปั๊มน้ำมันบางจากความสูงประมาณ 20-30 เซนติเมตร รถยนต์ไปมาด้วยความลำบาก นอกจากนี้ยังเกิดฝนตกหนักในอีกหลายพื้นที่ แต่ยังไม่มีรายงานน้ำท่วมขัง ขณะที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดตราด ได้ประกาศแจ้งเตือนให้ประชาชนระมัดระวังเรื่องฝนตกหนัก และอาจจะเกิดดินสไลด์ในพื้นที่เสี่ยงทั้งใน อ.บ่อไร่ และ อ.เกาะช้าง ในระยะ 2-3 วันนี้

สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวถึงการรับมือพายุฝนในปีนี้ ว่า กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝนปี 2561 นี้ จะมีค่าฝนเฉลี่ยน้อยกว่าปกติ 5-10% ซึ่งน้อยกว่าปี 2560 โดยอาจจะเกิดฝนทิ้งช่วง ในช่วงเดือน มิ.ย.นี้ ส่วนพายุ 1-2 ลูก จะเข้ามาในช่วงเดือน ส.ค. หรือเดือน ก.ย.นี้ ซึ่งได้เฝ้าระวังอยู่และได้มีการพร่องน้ำและทำแก้มลิงบางพื้นที่แล้ว อย่างไรก็ตามในสัปดาห์หน้าจะลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในอดีต จำนวน 28 แห่ง ทั้งนี้ เบื้องต้นได้เตรียมแผนรองรับและนำเครื่องมือไปติดตั้งประจำจุดไว้อยู่แล้ว

สำหรับแผนการรองรับสถานการณ์น้ำหลากในปีนี้นั้น เลขาธิการฯ สทนช. บอกว่า มีพื้นที่เสี่ยงอยู่ประมาณ 10 พื้นที่ ซึ่งได้ชี้เป้าให้ไปเตรียมการรับมือแล้ว ให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ชี้เป้า

เลขาฯ สทนช. กล่าวว่า การคาดการณ์จะเป็นหน้าที่ของส่วนหน้า คือ กรมอุตุนิยมวิทยา สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (จิสด้า) และกรมทรัพยากรธรณี หลังจากนั้นหน่วยงานที่บริหารจัดการที่มีพื้นที่เป็นของตัวเอง คือกรมชลประทาน กทม. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และกรมทรัพยากรน้ำ ซึ่งมีพื้นที่ฟื้นฟูแหล่งน้ำขนาดใหญ่ จะลงพื้นที่เพื่อกำหนดบทบาทให้ชัดเจนว่า หากมีการเกิดน้ำหลากจะต้องทำอย่างไรบ้าง ซึ่งทุกแหล่งน้ำจะต้องมีเจ้าภาพหลัก

อย่างไรก็ตาม เลขาฯ สทนช.ห่วงสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ ประมาณ 40-50 แห่ง เนื่องจากมีปริมาณเกิน 80% ของความจุ จึงได้สั่งการให้จัดทำแผนปฏิบัติการให้ชัดเจนว่าถ้าน้ำเข้ามาฝนตกจำนวนมากจะมีมาตรการอะไรบ้าง และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ซึ่งจังหวัดจะต้องรับทราบเรื่องนี้ด้วย

เมื่อเข้าหน้าฝน การรับมือน้ำท่วมจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องเตรียมพร้อม

บรรยายภาพ – น้ำท่วมขังถนนสุขุมวิท ในพื้นที่ จ.ตราด

รายงานพิเศษ : เกาะติดสถานการณ์ยางครึ่งปีแรก…แนวโน้มอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/404429

รายงานพิเศษ : เกาะติดสถานการณ์ยางครึ่งปีแรก…แนวโน้มอนาคต

รายงานพิเศษ : เกาะติดสถานการณ์ยางครึ่งปีแรก…แนวโน้มอนาคต

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สถานการณ์ยางครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2562 มีแนวโน้มที่ดีขึ้นเล็กน้อย ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 เมื่อเดือนตุลาคม 2561 ราคาอยู่ประมาณ 42 บาทต่อกิโลกรัม จากนั้นราคาได้ไต่ระดับขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงเดือนมีนาคม 2562 ราคาได้ทะลุ 50 บาทต่อกิโลกรัม ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมาราคาได้ขึ้นมาทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 54 บาทต่อกิโลกรัม

ในครึ่งปีหลังของปี 2562 สถานการณ์ราคายางพาราของไทยจะเป็นอย่างไร ?

นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า จากปัจจัยทั้งภายในและต่างประเทศจะทำให้ราคายางเพิ่มสูงขึ้นกว่าช่วงครึ่งปีแรกอย่างแน่นอน สำหรับความต้องการใช้ยางในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศจีนซึ่งเป็นตลาดยางที่สำคัญของไทย รัฐบาลจีนมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศที่ชะลอตัวลง ซึ่งจะให้ความต้องการใช้ยางเพิ่มขึ้น ประกอบกับ การประชุมนัดพิเศษของ สภาไตรภาคียางพารา (ITRC) ซึ่งมี 3 ประเทศผู้ผลิตยางรายใหญ่ของโลก คือ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ที่ผ่านมา มีมติตั้งคณะทำงานร่วม 3 ประเทศ เพื่อหาข้อสรุปในการออกมาตรการรักษาเสถียรภาพราคายางพารา โดยจะพิจารณาใช้ 5 มาตรการ คือ

1.จำกัดปริมาณส่งออกยาง โดยจะพิจารณาหาปริมาณที่เหมาะสมซึ่งจะอยู่ระหว่าง 200,000-300,000 ตัน 2.เพิ่มปริมาณใช้ยางในประเทศของทั้ง 3 ประเทศ 3.ลดพื้นที่ปลูกยางพาราเพื่อปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน 4.จัดตั้งตลาดกลางเพื่อซื้อขายยางพาราในตลาดซื้อขายจริง และตลาดซื้อขายล่วงหน้า โดยเป็นตลาดที่จัดตั้งร่วมกันระหว่างภูมิภาค (Regional Rubber Market : RRM) และ5.ตั้งสภายางแห่งอาเซียน (ASEAN Rubber Council : ARC) เพื่อเป็นเวทีให้ทั้ง 3 ประเทศ มาพูดคุยกันตั้งแต่แปรรูปยางพารา ศึกษาวิจัยรวมทั้งเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้

นอกจากนี้ ล่าสุดยังมีดังนั้น ช่วงครึ่งปีหลังจึงเริ่มมีจากปัจจุบันที่มีการใช้ยางในประเทศเพียง 600,000 ตันต่อปี หรือประมาณร้อยละ 14 ของกำลังการผลิตทั่วประเทศ คือ 4.5 ล้านตันต่อปีเท่านั้น โดยเฉพาะการดำเนินประเทศรัฐสุลต่านโอมาน เป็นอีกประเทศที่ให้ความสนใจนวัตกรรมถนนยางพารา เนื่องจากโอมานมีสภาพภูมิประเทศเป็นทะเลทราย อากาศร้อน ประสบปัญหาการเกิดร่องล้อบนถนนยางมะตอย ในขณะที่ถนนยางพาราโดดเด่นในเรื่องคุณสมบัติการทนความร้อนได้มากกว่าถนนยางมะตอยปกติ มีค่าความยืดหยุ่น คืนตัวดีและแข็งแรง มีอายุใช้งานที่มากกว่าทำให้เหมาะสมกับประเทศในเขตร้อนอย่างเช่น โอมาน

ความสำเร็จในการศึกษาวิจัย แปรรูปผลิตภัณฑ์ใหม่ๆจากยางพาราจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเสถียรภาพให้ยางพารา เพราะจะไม่ทำให้ตลาดยางยึดโยงกับการนำไปเป็นวัตถุดิบผลิตเป็นล้อยาง หรือล้อรถยนต์เท่านั้น ล่าสุด กยท. ร่วมมือกับคณะแพทย์ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ทำงานวิจัยเพื่อนำน้ำยางพาราแท้ 100% ในประเทศไทยมาผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงสื่อการเรียนการสอนให้นักศึกษาแพทย์ พยาบาล ซึ่งนอกจากจะช่วยให้วงการแพทย์ได้อุปกรณ์ที่ตรงความต้องการในสาขาอาชีพแล้ว ยังช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ลดค่าใช้จ่ายนำเข้าจากต่างประเทศที่มีราคาสูง และที่สำคัญยังช่วยเพิ่มปริมาณการใช้ยางธรรมชาติในประเทศอีกด้วย

สำหรับอุปกรณ์สำหรับใช้ในทางการแพทย์ รวมถึงสื่อการเรียนการสอนที่ประสบผลสำเร็จในการวิจัยดังกล่าวเช่น แบบหุ่นจำลองช่วยฝึกตัดชิ้นเนื้อ ซึ่งกยท.ร่วมกับหน่วยออร์โธปิดิกส์เนื้องอกกระดูกและเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ผลิตขึ้นมาเพื่อให้แพทย์ประจำบ้าน และนักศึกษาแพทย์ใช้ฝึกทักษะหัตถการในการหาชิ้นเนื้อมะเร็ง เนื้องอก เดิมเป็นหุ่นที่ทำมาจากยางสังเคราะห์ซึ่งเนื้อสัมผัสต่างจากเนื้อมนุษย์จริง แต่มีราคาแพงหลักแสนบาท ในขณะที่หุ่นจำลองที่ กยท.ได้ผลิตออกมาทำจากน้ำยางพารา 100% มีคุณสมบัติเหมือนเนื้อมนุษย์มากที่สุด แต่มีราคาเพียงแค่หลักหมื่น นอกจากนี้ กยท.ยังได้ทำงานวิจัยร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ในการใช้น้ำยางในการผลิตแผ่นฝึกเย็บแผล ราคาแค่แผ่นละ200-300 บาท จากเดิมใช้ทำจากซิลิโคน ราคาแผ่นละ 700-800 บาท

อีกผลงานที่ กยท.ประสบผลสำเร็จในการวิจัยคือ ผลิตภัณฑ์แผ่นรองพื้นรองเท้าเพื่อสุขภาพที่ผลิตจากยางพารา 100% รับน้ำหนักได้ดี มีผลดีต่อสุขภาพ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนจดสิทธิบัตร เพื่อทำผลิตภัณฑ์ในเชิงพาณิชย์ต่อไป

จะเห็นได้ว่า ปัจจัยต่างๆทั้งในและต่างประเทศในครึ่งปีหลัง รวมทั้งความร่วมมือของกลุ่มประเทศผู้ผลิตยางพารา ตลอดจนผลงานด้านการวิจัย ของกยท. ที่เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม ล้วนจะทำให้ความต้องการใช้ยางพาราเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ราคายางในอนาคต มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพแน่นอน!!

รายงานพิเศษ : ก.พร.ผสานพลังขรก.ยุคใหม่ รวมพลังหยุดยั้งคอร์รัปชัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/404456

รายงานพิเศษ : ก.พร.ผสานพลังขรก.ยุคใหม่ รวมพลังหยุดยั้งคอร์รัปชัน

รายงานพิเศษ : ก.พร.ผสานพลังขรก.ยุคใหม่ รวมพลังหยุดยั้งคอร์รัปชัน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พร.) เปิดเผยว่า สำนักงาน ก.พร. ได้เดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาระบบราชการให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้จัดกิจกรรมเสริมสร้างธรรมาภิบาล “ค่ายรวมพลังหยุดยั้งคอร์รัปชัน” ที่จังหวัดนครนายก  เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการต่อต้านคอร์รัปชัน และความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ โดยมีข้าราชการจากหน่วยงานต่างๆ ถึง 22 หน่วยงาน เข้าร่วมกิจกรรม อาทิ กรมที่ดิน  กรมศุลกากร กรมการปกครอง กรมการขนส่งทางบก กรมอุทยานสัตว์ป่า และพันธุ์พืช ฯลฯ เพื่อให้การขับเคลื่อนประเทศบรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี และนโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ตลอดจนเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของภาครัฐด้านความโปร่งใส  และการต่อต้านการทุจริต

โดยกิจกรรมภายในค่ายรวมพลังหยุดยั้งคอร์รัปชัน ที่ จ.นครนายก ประกอบไปด้วยการถ่ายทอดความรู้จากวิทยากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญโดยตรง และยังมีกิจกรรม Walk rally “รวมพลังความคิด พิชิตงานภายใต้หลักธรรมาภิบาล” ที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า กิจกรรม Workshop “รวมพลังความคิด ต้านทุจริตด้วยจิตพอเพียง” พร้อมการศึกษาดูงานที่ศูนย์เรียนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริระดับอำเภอ บ้านทุ่งกระโปรง เพื่อศึกษาดูงานแหล่งเรียนรู้เกษตรพอเพียงเกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสาน และศึกษาดูงานการสานต่อแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ณ ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ อีกด้วย

ทั้งนี้ ทางสำนักงาน ก.พร. มีความคาดหวังว่า ตัวแทนของหน่วยงานราชการที่มาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ จะเป็นเสมือนตัวแทนของข้าราชการยุคใหม่ ที่มีทั้งความรู้ คู่คุณธรรมและมีความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ และยังเป็นกำลังสำคัญของหน่วยงานในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันให้กับข้าราชการไทยในทุกรูปแบบ เพื่อเป็นการพัฒนาระบบราชการ เพื่อชีวิตที่ดีของประชาชนต่อไป

รายงานพิเศษ : กรมชลประทานยันความพร้อม สั่งคุมเข้มบริหารจัดการน้ำรับมือภัยแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/403924

รายงานพิเศษ : กรมชลประทานยันความพร้อม สั่งคุมเข้มบริหารจัดการน้ำรับมือภัยแล้ง

รายงานพิเศษ : กรมชลประทานยันความพร้อม สั่งคุมเข้มบริหารจัดการน้ำรับมือภัยแล้ง

วันอังคาร ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ต้องยอมรับว่าฤดูแล้งปี 2562 มาเร็วกว่าทุกปี และเนื่องจากปรากฏการณ์เอลนินโญ่ส่งผลกระทบให้ฤดูแล้งยาวนานกว่าปกติและยังมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น รวมทั้งประเทศไทยมีโอกาสเสี่ยงต่อความแปรปรวนทางสภาพอากาศอีกด้วย ซึ่งรัฐบาลสั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมรับมือปัญหาขาดแคลนน้ำที่อาจเกิดในพื้นที่ที่เสี่ยงกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบเรื่องน้ำของประเทศได้เตรียมความพร้อมรับมือภัยแล้งที่เกิดขึ้นอย่างไรบ้าง

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า สถานการณ์น้ำของประเทศในภาพรวม ปริมาณน้ำในแหล่งเก็บน้ำต่างๆยังเพียงพอกับความต้องการใช้ โดยขณะนี้ มีน้ำต้นทุนสำหรับใช้การได้จากทุกแหล่งน้ำรวม 29,102 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ขณะที่ความต้องการใช้น้ำจนกว่าจะเข้าฤดูฝนมี 8,719 ล้านลบ.ม. ดังนั้น จะเห็นได้ว่าปริมาณน้ำต้นทุนที่จะจัดสรรมีเพียงพอถึงเดือนพฤษภาคม 2562 และเพียงพอสำหรับสำรองต้นฤดูฝนอีก 20,115 ล้านลบ.ม. พื้นที่ในเขตชลประทานไม่ขาดแคลนน้ำอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปรากฏการณ์เอลนินโญ่ส่งผลกระทบให้ฤดูแล้งยาวนานกว่าปกติ ทำให้บางพื้นที่ในเขตชลประทานไม่มีการสนับสนุนน้ำ เพื่อทำนาปรังและเพื่อเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง เนื่องจากมีปริมาณอ่างเก็บน้ำมีน้ำต้นทุนน้อยเมื่อสิ้นสุดฤดูฝน 2561 จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการน้ำอย่างเคร่งครัด ลดความเสียหายให้เหลือน้อยที่สุดซึ่งมี 6 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น และอ่างเก็บน้ำแม่มอก จ.สุโขทัย จะไม่จัดสรรน้ำสนับสนุนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2561/62 อ่างเก็บน้ำลำนางรอง จ.บุรีรัมย์ อ่างเก็บน้ำทับเสลา จ.อุทัยธานี อ่างเก็บน้ำกระเสียว จ.สุพรรณบุรี และ อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง จ.นครราชสีมา จะจัดสรรน้ำสนับสนุนเฉพาะการเพาะปลูกพืชไร่ พืชผัก พืชใช้น้ำน้อย อย่างไรก็ตามทุกพื้นที่มีน้ำเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศจนถึงเดือนกรกฎาคม 2562

ส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทาน จากการวิเคราะห์ของสำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พบว่ามีพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค 7 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ชัยภูมิ เชียงใหม่ นครราชสีมา นครสวรรค์ ราชบุรี และเลย และพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรรวม 18 จังหวัด เช่น อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร ขอนแก่น ซึ่งแต่ละพื้นที่อาจได้รับผลกระทบต่างกัน

“เมื่อเปรียบเทียบปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่เมื่อปีที่แล้ว ณ เวลานี้มีน้ำกักเก็บ 27,400 ล้านลบ.ม. เวลาเดียวกัน ขณะนี้มีปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างฯขนาดใหญ่ 23,600 ล้านลบ.ม. น้อยกว่าปีที่แล้ว 3,800 ล้านลบ.ม. จึงขอความร่วมมือเกษตรกรงดปลูกข้าวต่อเนื่องหลังเก็บเกี่ยว” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

สำหรับสถานการณ์น้ำล่าสุด (20 มี.ค.2562) น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง มีปริมาณรวมกัน 47,910 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 63 ของความจุ เป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 23,984 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 46 เฉพาะอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ปริมาณน้ำในอ่างฯ 45,391 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 64 โดยเป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 21,849 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 46 เทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา จะมีปริมาณน้ำน้อยกว่าเล็กน้อย

ส่วนการจัดสรรน้ำใช้น้ำจากโครงการชลประทานขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศช่วงฤดูแล้ง ปี 2561/2562 วางแผนจัดสรรน้ำเพื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูแล้งวันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา ขณะนั้นมีปริมาณน้ำต้นทุนใช้การได้ 39,570 ล้านลบ.ม. โดยวางแผนจัดสรรน้ำทั้งประเทศ 23,100 ล้าน ลบ.ม. ตามลำดับ ความสำคัญดังนี้ เพื่อการอุปโภค-บริโภค 2,404 ล้าน ลบ.ม. รักษาระบบนิเวศและอื่นๆ 6,440 ล้าน ลบ.ม. เกษตรกรรม 13,953 ล้าน ลบ.ม.และอุตสาหกรรม 303 ล้าน ลบ.ม.

“การจัดสรรน้ำช่วงที่ผ่านมาเป็นไปตามแผน ปัจจุบัน ใช้น้ำไปแล้ว 7,076 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 88 ของแผนจัดสรรน้ำ ส่วนผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ในเขตโครงการชลประทานขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศ จัดสรรให้ปลูกพืชฤดูแล้ง 10.46 ล้านไร่ ปลูกไปแล้ว 9.04 ล้านไร่ แต่หากพิจารณาเฉพาะข้าวนาปรัง วางแผนให้ปลูก 8.03 ล้านไร่ ขณะนี้ปลูกไปแล้ว 8.46 ล้านไร่ เกินแผนที่วางไว้ โดยเฉพาะลุ่มเจ้าพระยาวางแผนให้ปลูก 5.30 ล้านไร่ ขณะนี้ปลูกไปแล้ว 5.85 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 110.38 ของแผนที่กำหนดไว้ กรมชลประทานขอความร่วมมือจากเกษตรกรงดทำนารอบที่ 3 หรือนาปรังรอบที่ 2 และขอให้ประชาชนใช้น้ำประหยัด เพื่อให้มีน้ำเพียงพอตลอดฤดูแล้ง สำรองไว้ใช้ช่วงต้นฤดูฝน” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวในตอนท้าย

รายงานพิเศษ : สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนไชยราษฎร์ฯ ใช้ระบบบัญชีบริหารธุรกิจสู่ความสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/403691

รายงานพิเศษ : สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนไชยราษฎร์ฯ ใช้ระบบบัญชีบริหารธุรกิจสู่ความสำเร็จ

รายงานพิเศษ : สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนไชยราษฎร์ฯ ใช้ระบบบัญชีบริหารธุรกิจสู่ความสำเร็จ

วันจันทร์ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในปัจจุบัน “สหกรณ์” นับเป็นสถาบันทางเศรษฐกิจและสังคมที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของไทย โดยมีการดำเนินธุรกิจที่หลากหลายเทียบเท่าภาคเอกชนและมีเงินทุนหมุนเวียนจำนวนมหาศาล ซึ่งหากนับรวมทุนดำเนินงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศขณะนี้ รวมเป็นจำนวนกว่า 3.2 ล้านล้านบาท หรือมากเป็นอันดับ 3 ของประเทศ

สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน เป็นสหกรณ์ประเภทหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นจากการรวมเงินทุนของกลุ่มของสมาชิกที่อาศัยอยู่ในวงสัมพันธ์เดียวกัน เช่น ที่อยู่อาศัย สถานที่ทำงาน สถานศึกษา หรือมีการประกอบอาชีพเดียวกัน หลักการดำเนินงานของสหกรณ์จึงกำหนดขึ้นมาภายใต้อุดมการณ์ของการร่วมมือกัน เพื่อมุ่งช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยมีสมาชิกเป็นเจ้าของสหกรณ์ ซึ่งการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน มีความเกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมทางการเงินโดยตรง ทั้งธุรกิจการให้บริการเงินรับฝาก หรือการให้บริการเงินกู้ยืมแก่สมาชิก การส่งเสริมความรู้ด้านการเงินการบัญชี จึงเป็นสิ่งที่คณะกรรมการสหกรณ์ ฝ่ายจัดการ รวมไปถึงสมาชิกสหกรณ์ จำเป็นต้องให้ความสำคัญ เพื่อช่วยให้ระบบการเงินการบัญชีของสหกรณ์มีความเข้มแข็ง มีการควบคุมภายในที่ดี ดำเนินธุรกิจได้อย่างโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิก และป้องกันความเสี่ยงจากการทุจริตได้

สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนไชยราษฎร์ จำกัด จ.สุราษฎร์ธานี เป็นหนึ่งในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนที่มีการนำระบบบัญชีมาใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจสหกรณ์ โดยได้รับการส่งเสริมความรู้และสนับสนุนการใช้โปรแกรมระบบบัญชีจากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เริ่มจากการใช้ระบบโปรแกรมบัญชีแยกประเภทเป็นโปรแกรมแรก ในปี 2549 และใช้เต็มทุกระบบเมื่อ ปี 2554 นับเป็นสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งแรกที่ใช้โปรแกรมของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี นอกจากการใช้โปรแกรมระบบบัญชีแล้ว สหกรณ์ฯ ยังได้นำนวัตกรรม Smart4M มาใช้อำนวยความสะดวกให้แก่คณะกรรมการและสมาชิก ได้มีช่องทางเข้าถึงข้อมูลสหกรณ์ด้วยเทคโนโลยีซึ่งสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวก ทุกที่ ทุกเวลา ทำให้ตัดสินใจในการบริหารงานสหกรณ์ได้รวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ และสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งสหกรณ์ฯ ได้คิดต่อยอดจากการใช้งานโปรแกรม โดยการให้สมาชิกสามารถชำระค่าหุ้น เงินฝากและชำระหนี้ผ่านทางธนาคาร และส่งเอกสารการชำระเงินผ่านทางกลุ่มไลน์ของสหกรณ์ เพื่อที่สหกรณ์จะได้ตรวจสอบรายการชำระเงินดังกล่าวแล้วบันทึกบัญชีรายการรับเงินในระบบโปรแกรม ซึ่งสมาชิกสามารถตรวจสอบรายการชำระเงินของสมาชิกได้ทันทีผ่านทาง Application Smart4M หลังจากสหกรณ์บันทึกรายการรับเงินแล้ว ซึ่งจะเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่สมาชิกไม่ต้องเดินทางมาทำธุรกรรมทางการเงินกับสหกรณ์ด้วยตัวเอง เป็นการลดเวลาและค่าใช้จ่ายสำหรับสมาชิก ซึ่งปฏิบัติงานอยู่นอกพื้นที่ทำการสหกรณ์ ไม่ต้องมาติดต่อกับสหกรณ์ด้วยตนเอง

 

 

นายหิรัญ เรืองสวัสดิ์ รองประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนไชยราษฎร์ จำกัด กล่าวว่า สหกรณ์ฯ จัดตั้งขึ้น จากการรวมตัวของชาวบ้านในพื้นที่อ.ไชยราษฎร์ ได้มีสหกรณ์เป็นแหล่งเงินทุนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิก ทั้งนี้ ปัจจุบันสหกรณ์ฯ มีเงินทุนหมุนเวียนจำนวนกว่า 50 ล้านบาท การบริหารเงินของสมาชิกจึงต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ มีมาตรฐาน ตรวจสอบได้ สหกรณ์ฯ จึงได้นำเครื่องมือที่เปรียบเป็นหัวใจหลักในการบริหารงาน คือ ระบบบัญชี มาใช้ขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้รู้ตัวตน รู้ฐานะทางการเงิน รู้ทุน รู้ความสามารถในการนำเงินไปลงทุนหรือให้บริการสมาชิก เห็นถึงอดีต ปัจจุบัน และวางแผนไปสู่อนาคตได้ เริ่มจากทำบัญชีด้วยมือ ก็ปรับเปลี่ยนตามยุคสมัยมาใช้ระบบโปรแกรมบัญชี โดยได้รับการสนับสนุนแนะนำการทำบัญชีและให้บริการติดตั้งโปรแกรมระบบบัญชีต่างๆ จากสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์สุราษฎร์ธานี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งจากการนำระบบบัญชีมาใช้ ช่วยให้การบริหารงานคล่องตัว คณะกรรมการได้เห็นงบการเงินและนำหลักฐานทางบัญชีมาวางแผนการบริหารจัดการ ที่สำคัญคือ การสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิกสหกรณ์ ได้เห็นถึงความพร้อมในการบริหารงานของสหกรณ์ที่มีความโปร่งใส มีระบบบัญชีที่เป็นมาตรฐาน ทำให้สหกรณ์ได้รับรางวัลชมเชย ด้านการจัดทำบัญชีและงบการเงินในปี 2551 และได้รับรางวัลประเภทสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนดีเด่นด้านการจัดทำบัญชีและงบการเงิน ในปี 2552

ในส่วนของการส่งเสริมการทำบัญชีให้แก่สมาชิก สหกรณ์ฯ ได้ส่งเสริมให้สมาชิกมีการจัดทำบัญชีครัวเรือน โดยมีเจ้าหน้าที่สหกรณ์ฯ ที่เป็นครูบัญชีอาสาของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มาช่วยให้คำแนะนำ ปรึกษา การจัดทำบัญชีแก่สมาชิกที่สนใจ ซึ่งหลักฐานจากการทำบัญชีของสมาชิกจะเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาการให้เงินกู้ของสมาชิกแต่ละราย

“สหกรณ์ฯ มุ่งเน้นในส่วนของคุณภาพคนโดยใช้สหกรณ์เป็นเครื่องมือ เพื่อพัฒนาคนพร้อมกับมีแหล่งเงินทุนด้วย โดยหลักเกณฑ์การให้กู้แก่สมาชิก พิจารณาจาก 1.การสะสมหุ้น สมาชิกมีการถือหุ้นกับสหกรณ์อย่างสม่ำเสมอ 2.สมาชิกจะต้องผ่านการอบรมสมาชิกใหม่และการอบรมสมาชิกรายปี 3.การร่วมกิจกรรมกับสหกรณ์ เช่น การประชุมใหญ่สามัญประจำปี หรือกิจกรรมอื่นของสหกรณ์ที่ให้สมาชิกมีส่วนร่วม 4.วัตถุประสงค์ในการกู้กับความสามารถในการชำระคืนของสมาชิกแต่ละราย ซึ่งคนที่ทำบัญชีครัวเรือนจะได้สิทธิพิเศษในการพิจารณาให้เงินกู้ เรื่องนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่เราให้ความสำคัญ ถือเป็นเครดิตของคนที่เข้ามากู้ โดยดูจากระเบียบวินัยในการใช้จ่ายเงินของเขาด้วย”รองประธานสหกรณ์ฯ กล่าว

การนำบัญชีมาใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจสหกรณ์ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จ สะท้อนให้เห็นตัวตนของสหกรณ์ได้อย่างชัดเจน ทั้งผลการดำเนินงาน ฐานะทางการเงิน ช่วยป้องกันการทุจริตและป้องกันการสูญหายของสินทรัพย์ นอกจากนี้ยังใช้เป็นแหล่งข้อมูลทางการเงินในการตัดสินใจด้านต่างๆ ของผู้บริหาร เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลทางบัญชี สามารถนำมาวางแผนควบคุม วัดผลดำเนินงาน และตัดสินใจในการขยายธุรกิจและการงานด้านต่างๆ นำมาสู่ความสำเร็จในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิกและพัฒนาสหกรณ์ให้เติบโตอย่างยั่งยืน

คืนทางเท้าหน้าเซ็นทรัล เพื่อประโยชน์สุขส่วนรวม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/553282

  • วันที่ 03 มิ.ย. 2561 เวลา 18:17 น.

คืนทางเท้าหน้าเซ็นทรัล เพื่อประโยชน์สุขส่วนรวม

หลังจากเป็นปัญหาคาราคาซังมานาน ล่าสุดกทม.ก็สามารถจัดระเบียบร้านค้า แผงลอยที่กีดขวางทางเท้า บริเวณหน้าศูนย์การค้าเดอะวันพาร์คติดกับศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าวได้สำเร็จ

**************************

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนไม่น้อย เมื่อสามารถจัดระเบียบร้านค้า แผงลอยที่กีดขวางทางเท้า บริเวณหน้าศูนย์การค้าเดอะวันพาร์คติดกับศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว ฝั่งถนนพหลโยธิน เป็นผลสำเร็จ เพราะสามารถทวงคืนทางเท้าให้ประชาชนกลับมาใช้สำหรับเดินสัญจรไปมา หรือยืนรอขึ้นรถโดยสารประจำทางอย่างปลอดภัย ไม่ต้องเสี่ยงชีวิตลงไปยืนรอบนถนน หรือแม้กระทั่งเผชิญกับเหตุการณ์ระทึกเมื่อมีหนูวิ่งออกมาจากท่อระบายน้ำตรงเข้ามากัดเท้าจนเลือดอาบก็เคยมีมาแล้ว

ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของปัญหาการจัดระเบียบในบริเวณนี้คาราคาซังมายาวนาน เนื่องจากบริเวณตั้งแต่ทางโค้งลงมาถึงผิวการจราจรเป็นพื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แม้สังคมจะมองว่าทางเท้าและถนนควรเป็นทางสาธารณะโดยปริยาย แต่เมื่อเป็นพื้นที่มีเจ้าของจึงเป็นสิทธิเจ้าของที่ดินจะดำเนินการอย่างไรก็ได้ ซึ่งทางสำนักงานเขตจตุจักรได้พยายามเจรจาขอพื้นที่มาบริหารเอง แต่ที่ผ่านมายังไม่ได้รับคำตอบจึงทำให้ กทม.ไม่สามารถเข้าไปจัดระเบียบได้

สกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยว่า การจัดระเบียบร้านค้า หาบเร่ แผงลอยที่เกิดขึ้น เป็นผลมาจาก รฟท.ตัดสินใจยินยอมให้ความร่วมมือกับทาง กทม. ช่วยเข้ามาจัดระเบียบ ภายหลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนเข้ามาเป็นจำนวนมาก ว่าแผงลอยเหล่านี้ตั้งร้านกีดขวางทางเท้า ทิ้งเศษอาหารลงท่อระบายน้ำ ส่งผลกระทบต่อสังคมส่วนรวมเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงกำหนดให้ตั้งแต่วันที่ 29 พ.ค. จะต้องไม่มีร้านค้าหาบเร่ แผงลอย ตั้งร้านกีดขวางรุกล้ำทางเท้าและถนนอีก โดยไม่มีการผ่อนผันหรือยืดระยะเวลาเด็ดขาด

ทั้งนี้ แม้ว่าจะเห็นใจผู้ค้าหลายคนที่ต้องสูญเสียรายได้ แต่พื้นที่สาธารณะผู้ค้าไม่มีสิทธิตั้งแผงขายตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ซึ่งจะแก้ปัญหาโดยให้สำนักงานเขตจตุจักรทำความเข้าใจกับผู้ค้าให้ย้ายไปขายที่จุดผ่อนผันเดิมที่ติดกับสวนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จย่า พร้อมทั้งออกแบบจัดวางแผงค้าให้เพียงพอรองรับจำนวนผู้ประกอบการที่มีจำนวนกว่า 70 รายได้มีพื้นที่ขาย

อย่างไรก็ตาม ช่วงระยะเวลา 30 วันของการจัดระเบียบ จะมีเจ้าหน้าที่เทศกิจจัดเวรยามจำนวน 30 นายตลอด24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ค้ากลับมาตั้งแผงขายของอีก หากฝ่าฝืนมีโทษปรับ 2,000 บาท/วัน ตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535

สกลธี กล่าวอีกว่า ปัญหาหนึ่งที่ต้องพยายามแก้ต่อไปคือ ปัญหารถตู้จอดรอผู้โดยสารเป็นเวลานาน ทำให้รถโดยสารประจำทางไม่สามารถเข้ามาจอดในจุดจอดรับส่งได้ จึงประสานกับทางสถานีตำรวจนครบาลพหลโยธิน ช่วยกวดขันห้ามรถตู้เข้ามาจอดอีกเด็ดขาด หากจัดระเบียบเรื่องแผงลอยและรถตู้ได้ เชื่อว่าถนนพหลโยธินฝั่งหน้าห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว จะมีการจราจรคล่องตัวมากยิ่งขึ้น

สกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าฯกทม.

ขณะที่แอดมินเพจเฟซบุ๊ก “กลุ่มคนไม่เอาหาบเร่แผงลอย” กล่าวถึงผลการจัดระเบียบแผงลอยว่าถือเป็นเรื่องดีที่สามารถยกเลิกแผงลอยได้ แต่ต้องยอมรับว่าผู้ค้าบางส่วนชอบฝ่าฝืนกฎหมายจึงอยากให้จัดกำลังเจ้าหน้าที่เทศกิจลงพื้นที่ตรวจตราความเรียบร้อยอย่างต่อเนื่องหลังผ่านพ้น 30 วันไปแล้ว ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นเหมือนถนนสีลมที่มีผู้ค้าแผงลอยกลับมาตั้งแผงเหมือนเดิมทุกวันนี้ ส่วนข้ออ้างของผู้ค้าเรื่องความยากจนจึงไม่ต้องการย้ายไปขายที่อื่นนั้น ไม่ควรนำข้ออ้างนี้มาเบียดเบียนคนอื่น เพราะทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ความจน ความรวยไม่นำมาแบ่งแยกกันเพราะควรอยู่ในพื้นที่ให้ถูกต้อง

“การค้าขาย คือ การลงทุนคุณลงทุนกับวัตถุดิบได้ก็ต้องลงทุนกับพื้นที่เช่าแผงให้ถูกต้องตามกฎหมายได้เช่นกัน ไม่ใช่มาลิดรอนสิทธิของคนอื่นแล้วบอกว่าตัวเองยากจนไม่มีทางเลือกนั้นไม่จริง ผู้ค้ามีรายได้มากกว่ามนุษย์เงินเดือนอย่างพวกเราเสียอีก อย่าเอาความจนมาเรียกร้องให้ดูน่าเห็นใจ เพราะคุณไม่ได้จนจริง อีกด้านหนึ่งผู้ซื้อต้องปรับตัวตามด้วย โดยไม่ซื้อสินค้าจากร้านที่เห็นว่าสร้างผลกระทบต่อสังคมส่วนรวม อย่าเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้แผงลอยกระทำความผิด” แอดมินเพจเฟซบุ๊ก ซึ่งปฏิเสธที่จะระบุนาม กล่าว

สำหรับข้ออ้างว่าย้ายแล้วลูกค้าไม่ตามก็เช่นกัน ถ้าของดีจริงย้ายไปขายที่ไหนคนก็ตามไปซื้อ ซึ่งทุกวันนี้การค้าขายไม่ได้ขึ้นอยู่กับทำเลอีกต่อไป เพราะคนสามารถซื้อของจากที่ไหนก็ได้ ผู้ค้าไม่ได้สู้กับคู่แข่งที่ตั้งร้านในทำเลทอง แต่ยังต้องแข่งกับร้านค้าออนไลน์อีกด้วย ฉะนั้นต้องถามกลับว่าร้านมีอะไรดีที่จะทำให้ลูกค้าตามไปซื้อเหมือนเดิม

นอกจากนี้ กฎหมายความสะอาดเรียบร้อยของบ้านเมืองถือว่าบทลงโทษน้อยมากเมื่อเทียบกับต่างประเทศ เช่น ที่สิงคโปร์ มีโทษปรับเป็นเงินจำนวน 500 ดอลลาร์สิงคโปร์ และยังไม่รวมกับค่าความสกปรก ค่าเสียหายเมื่อพบว่าไปละเมิดสิทธิของผู้อื่น เขาจะปรับจนอาจสิ้นเนื้อประดาตัวได้เลย แต่ค่าปรับ 2,000 บาท ในมุมมองผู้ประกอบการถือว่าน้อยมาก แค่วันเดียวก็หาเงินได้มากกว่านั้นแล้ว

สำหรับบรรยากาศบริเวณทางเท้าด้านหน้าห้างเซ็นทรัล ลาดพร้าว เป็นไปด้วยความเรียบร้อยไม่พบว่ามีผู้ประกอบการร้านค้า แผงลอยฝ่าฝืนเข้ามาตั้งร้านกีดขวางทางเท้าแต่อย่างใด ขณะเดียวกันพบว่ามีเจ้าหน้าที่เทศกิจคอยเดินตรวจตราความเรียบร้อยอย่างต่อเนื่องและประจำจุดอำนวยการ ทำให้ประชาชนที่มายืนรอขึ้นรถโดยสารประจำทางมีความสะดวกสบายมากขึ้น

พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ชำระอลัชชี ปฎิรูปมหาเถรสมาคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/553187

  • วันที่ 03 มิ.ย. 2561 เวลา 07:30 น.

พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ชำระอลัชชี ปฎิรูปมหาเถรสมาคม

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

วงการสงฆ์สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง จากคดี เงินทอนวัดซึ่งนำมาสู่การปลดฟ้าผ่า 3 เจ้าคุณ พ้นกรรมการมหาเถรสมาคม และถอดถอนสมณศักดิ์สงฆ์ 7 รูป พระผู้ใหญ่หลายรูปเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม บางส่วนหลบหนี

ยอดภูเขาน้ำแข็งที่ปรากฏกำลังลุกลามไปสู่ “วิกฤตศรัทธา” พร้อมย้อนตั้งคำถามถึงวัตรปฏิบัติที่กลับหัวกลับหาง มุ่งแสวงหาเงิน อำนาจ และเกียรติยศ จนถึงขั้นเรียกร้องให้สังคายนาวงการผ้าเหลืองครั้งใหญ่

ในฐานะ “ปัญญาชนสยาม” ที่ติดตามความเคลื่อนไหวแวดวงสงฆ์มานาน สุลักษณ์ ศิวรักษ์ นักวิชาการอิสระ เปิดบ้านให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์ ชี้แจงว่า ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีมานานหลายสิบปี นอกจากไม่ได้รับการแก้ไขแล้วสถานการณ์ยังทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

“พระเริ่มกะล่อนกันมาตั้งแต่ 30-40 ปี ที่แล้ว สมัยนั้นผมเคยเขียนหนังสือ เรื่อง พระธรรมเจดีย์ พระผู้ใหญ่ที่ไม่กะล่อน สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนนั้น แต่เราชาวบ้านไม่ได้สนใจพระ เกรงใจผ้าเหลือง ปิดเงียบกันหมด ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ ท่านเคยเป็นเจ้าคณะจังหวัดธนบุรี ท่านสั่งทุกวัดจะต้องทำบัญชีเงินวัด เงินส่วนตัว แยกเด็ดขาด ไปหาคนมาสอนทำบัญชี

ตอนนั้นมีการตรวจบัญชี ผิดครั้งแรกท่านสอนให้ใหม่ ผิดครั้งที่สองภาคทัณฑ์ ผิดครั้งที่สามถอดออกจากเจ้าอาวาสเลย การคณะสงฆ์ ต้องเด็ดขาดแบบนี้ ใช้พระเดชพระคุณ แต่ตอนนี้ไม่ใช้เลย ท่านสิ้นไป 30-40 ปี สิ่งที่ท่านทำไว้ไม่มีใครสานต่อ แล้วคณะสงฆ์จะไม่ซวนเซได้อย่างไร”

ส.ศิวรักษ์ ขยายความว่า ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์เคยบอกว่าพระมีค่าตัวเพียงแค่บาทเดียว ทำผิดเงินแค่บาทเดียวก็สิ้นความเป็นพระแล้ว ศีลข้อ 10 “ชาตรูปรชตปฏิคฺคหณา เวรมณีสิกขาปะทัง สมาทิยามิ” พระจับต้องเงินทองไม่ได้เลย แต่ตอนนี้พระจับเงินเป็นของเล่น ทั้งที่พระต้องบริสุทธิ์ แค่ทำผิดเล็กน้อยต้องปลงอาบัติ แต่จับเงินนี่ปลงอาบัติไม่ตกเป็น “นิสสัคคิยปาจิตตีย์” ต้องโยนทิ้งทั้งหมดเลย

“ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ท้าทายสังคมกระแสหลักมาก ท้าทายที่สุดคือสังคมบริโภคนิยม ทุนนิยม เผด็จการตอนนี้เราสยบกับ เผด็จการ บริโภคนิยม ทุนนิยม พระเดินตามนี้เป็นแถวเลย พระมุบมิบเงินทำกันมานานแล้ว ผมเขียนหนังสือเรื่องนี้ตั้งแต่ 2537 เขียนหมดเลยพระองค์ไหนกะล่อนยังไงบ้าง สมเด็จฟื้นฯ วัดสามพระยา ไม่งกเงิน แต่งกอำนาจ ท่านควบคุมอำนาจไว้ที่องค์เองหมด บริหารงานมีโทสจริตเป็นเจ้าเรือน ท่านเจ้าคุณวัดสามพระยาที่เพิ่งถูกจับเร็วๆ นี้ ก็เป็นลูกศิษย์ของท่าน”

สุลักษณ์ กล่าวว่า วัดสามพระยา เป็นศูนย์อำนาจ มีการรวมศูนย์อำนาจ ดูอย่างวัดสระเกศฯ มีเจ้าคุณกี่องค์ วัดปากน้ำมี เจ้าคุณกี่องค์ บางจังหวัดไม่มีเจ้าคุณแม้แต่องค์เดียว ถ้าคุณจะมีสมณศักดิ์ก็ต้องกระจายออกไป ไม่ใช่เฉพาะกรุงเทพฯ ไม่ใช่เฉพาะวัดซึ่งมีอำนาจ ถามว่ามันผิดไหม แต่คนไทยไม่สนใจ และก็ตื่นเต้น เวลาทำบุญ นิมนต์พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ สมเด็จพระราชาคณะมาฉันที่บ้านถวายเป็นแสน

ถ้าจะทำประการแรกเลย คือ ใครถวายเงินพระต้องลงบัญชีหักภาษีได้ พระรับเงินเอาไปทำอะไร ต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ เจ้าคุณวัดสระเกศฯ ในกุฏิมีเงินในบัญชีกี่พันล้าน นั่นไม่ผิดหรือ

“เรามองว่าเป็นเรื่องชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์ เราเห็นพระเป็นเนื้อนาบุญอันประเสริฐ ซึ่งไม่ใช่ พระนุ่งเหลืองไม่ใช่อริยสงฆ์ แต่เป็นสมมติสงฆ์ ถ้าทรงศีลาจารวัตร เราสมควรกราบไหว้ได้ แต่ถ้าไม่ก็อาจเป็นเหมือนผ้าเหลืองที่ห่อหุ้มโจรไว้ เมื่อเราเห็นแก่ผ้าเหลืองแตะต้องไม่ได้ ก็เสร็จดิครับ”

หนึ่งในที่มาของปัญหาอยู่ที่ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2505 ที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ปรับมาใช้แบบเดียวกับอำนาจเผด็จการที่ตัวเขาปกครองบ้านเมือง มหาเถรสมาคม พระผู้ใหญ่ อายุ 80-90 ปี เรื่องทางโลกก็ไม่รู้ สิ่งที่ทำก็หาอำนาจให้ตัวเอง วัดปากน้ำเป็นใหญ่ก็ตั้งพรรคพวกตัวเอง วัดสระเกศฯ รักษาการสังฆราช ก็ตั้งพรรคพวกตัวเป็นใหญ่ ตอนนี้มันเลอะถึงขนาด ติดสินบนเรื่องสมณศักดิ์ เป็นแสนเป็นล้าน เหมือนอย่างกับตำรวจเป็นนายพลเลย

“ครั้งนี้ถ้าตั้งใจทำจริงๆ จังๆ ก็จะเรียกเป็นการล้างบางก็ได้ ต้องชม พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ คนนี้ แต่ถามว่าลำพังเขาจะทำได้เหรอ ผมอยากถามใครกล้าสั่ง พล.อ.ประยุทธ์ กล้าสั่งไหม รัฐบาลกล้าสั่งไหม แสดงว่าต้องมีใครที่มีความกล้าหาญทางจริยธรรม อย่างมากที่กล้าสั่ง กล้าทำอันนี้ และถ้าทำต่อไป คณะสงฆ์ก็จะใสสะอาด” 

สุลักษณ์ อธิบายว่า แต่ก่อนฆราวาสรู้จักกับพระ สมัยตนเองอย่างน้อยต้องบวช 3 เดือน บางคน 3 ปี รู้จักพระ มีจุดอ่อนจุดแข็ง ก็คอยเตือน แต่ตอนหลังไม่มีคนเตือน ปล่อยหมด ท่านทำอะไรดีวิเศษหมด เราไม่รู้จักพระแล้ว เราเห็นพระอย่างเดียวเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ เราเห็นพระเป็นพราหมณ์ ทำพิธีให้ ซึ่งพระทำถูกเราต้องอุดหนุนท่าน พระทำผิดต้องเล่นงานท่าน กรณีโกงเงินเป็นหนึ่งใน 4 ข้อที่ปาราชิกหมดความเป็นพระทันที

สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ทรงอุดหนุนสังคายนาครั้งที่ 3 จับพระสึกกว่าพันรูป พระเจ้าธรรมเจดีย์ศรีปิฎกธรเมื่อเสวยราช ทรงปรับปรุงคณะสงฆ์ จับพระสึกเป็นจำนวนมาก ส่งพระมอญไปบวชใหม่ที่ลังกา เคร่งครัดพระวินัย สมัยรัชกาลที่ 1 ก็จับพระอลัชชีสึกไม่น้อย บ้านเมืองจะอุดหนุนคณะสงฆ์ ต้องรักษาพระดีไว้ เอาพระชั่วออก

“ต่อไปจะมีงานบรมราชาภิเษกในไม่ช้า หวังว่าถึงงานบรมราชาภิเษก จะมีเฉพาะพระดี ที่เข้าร่วมงานบรมราชาภิเษก พระดีก็จะไปสวดมนต์ สวดพร คุณเอาพระเลวเข้าไป พิธีกรรมก็เสียหมด เพราะพระเราไม่เหมือนบาทหลวงแม้จะทำผิดอะไรก็เป็นบาทหลวงที่เลว แต่ยังเป็นบาทหลวงอยู่ หรือพราหมณ์ทำผิดอะไรก็ยังเป็นพราหมณ์อยู่ แต่พระทำผิดก็หมดความเป็นพระเลย”

ปัญญาชนสยาม อธิบายว่า พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2505 ทำให้มหาเถรสมาคมเป็นเสือกระดาษที่มีโทษมากกว่ามีคุณ ถ้ารัฐบาลกล้า ต้องล้ม พ.ร.บ.นี้ และกลับไปใช้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2484  ปะหน้าทาแป้งใหม่ ซึ่งสมัยนั้นเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตย มีคณะสังฆมนตรีว่าการองค์กรต่างๆ มีสังฆสภาคอยตรวจสอบ สมเด็จพระสังฆราช เป็นเหมือนสังฆบิดร ไม่มีอำนาจมีคณะ และมีพระวินัยธร พระธรรมธร เหมือนศาลแยก ตรวจสอบกันได้ มีความโปร่งใส

นอกจากนั้น ต้องกลับไปเรื่องพื้นฐานความเป็นพระ หัวใจพระพุทธศาสนา คือ เรื่องการศึกษา เวลาบวชพระอุปัชฌาย์ต้องดูแลสัทธิ วิหาริก พระบวชใหม่ต้องดูแลกันอย่างน้อย 5 ปี  จากฆราวาสที่ชอบ กิน-กาม-เกียรติ เมื่อมาเป็นพระต้องเลิกให้หมด ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ เป็นเจ้าคณะภาค ไปบวชพระตามหัวเมืองไม่สามารถสอนได้ ท่านยังอัดเสียงส่งไปสอนตลอด

“ศาสนาพุทธสอนให้คนเปลี่ยนตัวเรา จากความเห็นแก่ตัว เป็นไม่เห็นแก่ตัว จากโลภ ให้เป็นทาน ความเกลียดความโกรธเป็นความรัก เปลี่ยนความโง่เป็นปัญญา เป็นพื้นฐานศาสนาพุทธ แต่พระเดี๋ยวนี้ยิ่งบวชยิ่งงก ขอโทษนะครับ ยิ่งงกก็ยิ่งเงี่ยนแล้วเปิดโอกาสให้ดูโทรทัศน์กันได้ เป็นโทรทัศน์อุดหนุน ทุนนิยม บริโภคนิยม โฆษณาสินค้าประเทืองกามกิเลส ทั้งนั้น แล้วพระไม่ภาวนาจะทนได้หรือ”

สุลักษณ์ เล่าให้ฟังว่า สมัยรัชกาลที่ 5 มหาเถรสมาคมเป็นการกสงฆ์ ประชุมกันตามวาระ ลงความเห็น ถวายให้ทรงใช้พระบรมราชวินิจฉัย คือ รัชกาลที่ 5 พระองค์เป็นสังฆราชเอง  เวลานั้นบ้านเมืองมันเล็ก ท่านรู้จักพระหมด วัดนั้นไม่ดีท่านจับสึก วัดนี้ดียกย่อง

“ผมอยากรู้คนปกครองบ้านเมืองเวลานี้ ใครรู้จักพระ ร.4 เสวยราชย์ ท่านไปนอนคุยกับสมเด็จสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ท่านไปเยี่ยมวัดสระเกศ ไปเยี่ยมตามวัด คุยกับพระ ผมอยากจะรู้รัฐมนตรีพวกนี้ใครเคยคุยกับพระบ้าง เราแยกจากพระไปขาดเลยต้องหันกลับมาให้พระเป็นที่พึ่ง เราต้องมีพระดี”

ถามว่ามีพระดีเหลืออยู่มากน้อยแค่ไหนเวลานี้ สุลักษณ์ ตอบว่า ไม่สามารถบอกได้ อย่างน้อยก็ยังมีสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) องค์หนึ่งที่มีความรู้เขียนหนังสือเรื่อง พุทธธรรม ซึ่งเป็นหนังสือดีที่สุดที่เมืองไทยผลิตมาในรอบ 2,000 ปี ตอนนี้แปลเป็นภาษาอังกฤษ และกำลังจะแปลเป็นญี่ปุ่น เทียบเท่ากับเรื่อง วิสุทธิมรรรค ของพระพุทธโฆสะ

หรือพระพุทธทาสซึ่งเคยพยายามปรับตั้งแต่ปี 2475 ตั้งสวนโมกข์แต่ก็ไปไม่รอดเพราะมีท่านคนเดียว แต่ที่จัดการคณะสงฆ์ได้แม่นยำที่สุด คือ สายอาจารย์ชา สุภทฺโท เพราะท่านเน้นคณะสงฆ์ ให้เป็นสังคมตัวอย่าง มีลูกศิษย์แพร่ไปทั่วโลก พระสายนี้เป็นแบบอย่างดี ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เคร่งครัดวินัย

สุลักษณ์ เล่าให้ฟังว่า มีคนจะไปถวายรถยนต์ให้อาจารย์ชา ท่านบอกว่า ไปบิณฑบาตตอนเช้าบางบ้านยังไม่มีแม้แต่เกวียน แล้วเราไปอาศัยเขากินแล้วนั่งรถยนต์ไม่อายเขาหรือ ขณะที่สมเด็จช่วง มีรถยนต์กี่คัน ขณะที่เจ้าคณะจังหวัดต้องขี่รถเบนซ์ เจ้าคณะภาคต้องขี่วอลโว่แข่งกับชาวบ้านเลย โชคดีที่สวมนาฬิกาสวมแหวนไม่ได้ ไม่อย่างนั้นอาจต้องไปแข่งกับใครบางคน

ถามว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจะทำให้คนเสื่อมศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาหรือไม่ สุลักษณ์ กล่าวว่า ถ้าคนไม่ฉลาดก็อาจจะเสื่อมศรัทธา แต่ถ้าคนที่ฉลาดก็บอกว่า ดีนะ จะได้เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ต้องชำระเอาอลัชชีออก เอาพระดีไว้ ทั้งหมดนี้ ถ้าไม่แก้ พระพุทธศาสนาไปไม่ได้ เชื่อว่าปัญหาเหล่านี้แก้ได้ ต้องเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส การจับสึกพระเวลานี้อย่างน้อยก็ทำให้พระผู้ใหญ่ขยาด แต่ก็หวังว่าจะไม่ใช่แค่เชือดไก่ให้ลิงกลัว ต้องเชือดต่อไป

จุดกระแสแก้ รธน. ปลุกแนวร่วมชน คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/553039

  • วันที่ 01 มิ.ย. 2561 เวลา 10:39 น.

จุดกระแสแก้ รธน.  ปลุกแนวร่วมชน คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระแสแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เริ่มติดลมจนมีแนวร่วมเปิดหน้าเข้าร่วมขับเคลื่อนภารกิจสำคัญนี้จำนวนไม่น้อย หลัง “พรรคอนาคตใหม่” ประกาศเป็นนโยบายสำคัญของพรรคในการประชุมเพื่อจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่นัดแรกที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รังสิต

นอกจากกิจกรรมร่วมกันเปิดไฟฉายจากสมาร์ทโฟน เพื่อสะท้อนถึงการเปิดไฟขับไล่ความมืดมิดที่ครอบงำสังคมไทยอยู่ สอดรับกับนิทรรศการ “ออกจากทศวรรษที่สูญหาย ร่วมสร้างอนาคตใหม่ เพื่อประเทศไทยที่มีอนาคต” ซึ่งแสดงออกถึงการเปิดหน้าชนกับ คสช.แบบเต็มตัวแล้ว

หลังได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคคนแรก ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เปิดแถลงข่าวชักชวนให้ประชาชนมาร่วมกันหยุดภารกิจสืบทอดอำนาจเผด็จการ ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นต่อให้เป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาลก็ตาม เราขอทำงานทางความคิด เพื่อดึงจิตวิญญาณของรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 กับกระแสธงเขียวกลับคืนมา

“รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนโดยเหมือนไม่ให้แก้ แต่เราต้องการปักธงทางความคิด หากเข้าสภาได้เมื่อไร วันแรกจะเสนอเรื่องนี้ทันที วิธีแก้จะเริ่มจากมาตรา 279 ที่ให้ความคุ้มกันบรรดาคำสั่ง คสช.ให้ถูกเสมอ ปืนที่ห่อกฎหมายมันไม่ใช่ความยุติธรรม นี่ไม่ใช่เรื่องรุนแรงหรือสุดโต่ง แต่เป็นการฟื้นหลักนิติรัฐ เราจะปักธงที่ก้าวหน้าไปสู่สังคม พร้อมทั้งนิรโทษกรรมนักโทษการเมืองยุค คสช.”

นัยสำคัญของการจุดประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยการชูประเด็น 279 เป็นมาตราแรกนั้น ถือเป็นการตอกย้ำเป้าหมายชนกับ คสช. ซึ่งกำลังเดินหน้าปฏิบัติการสืบทอดอำนาจ

หากวิเคราะห์กันตามเนื้อผ้าแล้ว การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่การแข่งขันกันระหว่างเพื่อไทย และประชาธิปัตย์ หรือกลุ่มสนับสนุนระบอบทักษิณ ​และกลุ่มต่อต้านระบอบทักษิณ เหมือนกับการเลือกตั้งที่ผ่านๆ มา

ทว่าเป็นการแข่งขันกันระหว่างกลุ่มที่สนับสนุนและต่อต้าน คสช.​ ดังจะเริ่มเห็นเค้าลางความชัดเจนจากการออกมาแสดงตัวประกาศจุดยืนของแต่ละพรรคในช่วงเวลาที่ผ่านมา

โดยเฉพาะกับฝั่งสนับสนุน คสช. ซึ่งมีแนวร่วมดั้งเดิม และขุมกำลังใหม่อย่างพรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่ว่ากันว่าจะเป็นตัวแปรสำคัญในการเลือกตั้งครั้งนี้

การต้องแข่งขันกับ คสช.ในเวลานี้จึงไม่ใช่เรื่อง่าย จำเป็นต้องหาแนวร่วม​ และหนึ่งในประเด็นที่จะดึงเสียงสนับสนุนจากฝ่ายไม่เอา คสช.ได้ง่ายที่สุดหนีไม่พ้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีเสียงวิพากษ์​​จากหลายฝ่ายหลายแง่หลายมุม

หากจำได้ก่อนการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เกือบทุกพรรคการเมืองล้วนแต่ประกาศจุดยืนไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งมีกลิ่นอายของรัฐประหารห่อหุ้มอยู่ และมีจุดด้อยมากกว่าจุดเด่น

ยิ่งหากพิจารณามาตรา 279 ที่พรรคอนาคตใหม่ต้องการจะแก้ไขนั้น เป็นการเจาะจงไปยังเป้าใหญ่ที่ “เรียกแขก” ได้ง่ายเพราะเป็นเป้าที่ต้องการตลบหลัง คสช.​

“บรรดาประกาศ คําสั่ง และการกระทําของ คสช. หรือหัวหน้า คสช.ที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ หรือที่จะออกใช้บังคับต่อไปตามมาตรา 265 วรรคสอง ไม่ว่าเป็นประกาศ คําสั่ง หรือการกระทําที่มีผลใช้บังคับ ในทางรัฐธรรมนูญ ทางนิติบัญญัติ ทางบริหาร หรือทางตุลาการ ให้ประกาศ คําสั่ง การกระทํา ตลอดจนการปฏิบัติตามประกาศ คําสั่ง หรือการกระทํานั้น เป็นประกาศ คําสั่ง การกระทํา หรือการปฏิบัติ ที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้และกฎหมาย”​

ดังจะเห็นว่า คล้อยหลังไม่นาน นพดล ปัทมะ แกนนำพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า สมาชิกพรรคเพื่อไทยได้มีการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการมานานแล้ว เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเห็นว่าจะเป็นหนึ่งในนโยบายที่จะรณรงค์ในการหาเสียง ส่วนจะเสนอแก้ไขในเรื่องใดก็ขอเวลาได้ปรึกษาหารือกันให้ตกผลึกก่อนแล้วจะนำเสนออย่างเป็นระบบ

ไม่ต่างจากฝั่ง รังสิมันต์ โรม กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ที่ระบุว่า ประเทศกำลังหลงทางและหมดหวัง จึงมีคนคาดหวังให้ทหารเข้ามากอบกู้ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้แก้ไขอะไร จึงสนับสนุนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยประชาชน และให้มีการปฏิรูปกองทัพ นำทหารออกจากการเมือง

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์เองเวลานี้ประกาศจุดยืนชัดเจนไปแล้วว่า จะไม่สนับสนุนนายกรัฐมนตรีคนนอก ไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย แม้เวลานี้จะยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่อย่าลืมว่าช่วงทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ประชาธิปัตย์เป็นพรรคหนึ่งที่ประกาศจุดยืนไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ

ล่าสุด วราวุธ ศิลปอาชา แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ออกมาสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมเสนอตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร.ขึ้นมา เหมือนในสมัย​บรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกฯ ซึ่งเป็นที่ยอมรับ ให้คนไทยทุกภาคเข้ามามีส่วนร่วมชูธงเขียวด้วยกัน ​

การคิดอ่านที่สอดคล้องกันของแต่ละพรรคการเมืองเวลานี้จึงอาจเป็นหนึ่งในช่องทางที่จะเชื่อมให้แต่ละพรรคเข้ามาจับมือ รวมพลังกันทั้งช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้ง โดยมีเป้าหมายเพื่อสกัดการสืบทอดอำนาจของ คสช.​และปลดล็อกไม่ให้พรรคการเมืองต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของเผด็จการเหมือนในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาอีกต่อไป ​

แม้สุดท้ายกลไกการแก้รัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้จะไม่ใช่เรื่องง่ายก็ตาม

ธรรมศาสตร์ไม่มีวันร้าง ปรับตัวเร็ว ไม่ยึดติด แข่งต่างชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/552893

  • วันที่ 30 พ.ค. 2561 เวลา 20:45 น.

ธรรมศาสตร์ไม่มีวันร้าง ปรับตัวเร็ว ไม่ยึดติด แข่งต่างชาติ

มุมมองจาก”รศ.เกศินี วิฑูรชาติ” อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับวิกฤตที่สถาบันอุดมศึกษากำลังเผชิญ

*****************************

เรื่อง : เอกชัย จั่นทอง / ภาพ : อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

เขย่าวงการอุดมศึกษาโลกและอุดมศึกษาไทย หลังปรากฏข่าวมหาวิทยาลัยหลายแห่งทั่วโลกต่างปิดตัวลงอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เห็นชัดเจนอย่างมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาปิดตัวกว่า 500 แห่ง จากทั้งหมดกว่า 4,500 แห่ง คงต้องมองย้อนกลับมาดูสถานการณ์อุดมศึกษาในประเทศไทย ในขณะนี้ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดอย่างไร

รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ฉายภาพว่า วิกฤตอุดมศึกษาไทยที่เป็นเรื่องใหญ่ในขณะนี้ คือ เรื่องคุณภาพทางการศึกษา หากเทียบเคียงกับเอเชีย ประเทศไทยยังไม่ทัดเทียมและต้องพัฒนาอีก ทั้งในเรื่องคุณภาพ ระบบบริหารงาน คุณภาพคน และวิชาการ ยังขาดประสิทธิภาพ

เช่นเดียวกัน อุดมศึกษายังต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีดิจิทัลที่ถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็ว ทำให้การเรียนการสอนสามารถเรียนรู้ได้ทุกเวลาผ่านระบบออนไลน์ จึงเป็นปัญหาที่ต้องปรับตัวให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลง ที่สำคัญอัตราการเกิดของเด็กน้อยลง มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ส่งผลให้เด็กเข้าระบบการศึกษาน้อยลง ทำให้บางมหาวิทยาลัยไม่สามารถรับเด็กเข้าเรียนได้ตามเป้าหมาย หรือไม่ได้แม้จะเปิดการสอนบางสาขาวิชา ทำให้ต้องปรับกันขนานใหญ่ เพื่อให้ตรงตามความต้องการของผู้เรียน ใน Gen ต่างๆ รวมถึงโอกาสการเรียนกับต่างประเทศ ทั้งหมดนี้ถือเป็นวิกฤต ต้องมาแก้โจทย์ว่าต้องแก้ไขอย่างไร

สถานการณ์และปัจจัยที่ท้าทายที่สุดในแวดวงการศึกษา อธิการบดี มธ. กล่าวว่า ปัจจุบันมีจำนวนเด็กเข้าสู่ระบบน้อยลง ผนวกกับเทคโนโลยีดิจิทัลที่พรั่งพรูเข้ามา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ต้องปรับตัวอยู่เสมอ โดยเน้นเรื่องการศึกษาด้านความเป็นนานาชาติที่มีกว่า 291 หลักสูตร หลังดำเนินการมานานกว่า 10 ปี โดยนักศึกษาไม่ต้องเรียนกับมหาวิทยาลัยตลอด แต่จะส่งไปเรียนไปฝึกงานในต่างประเทศ เพื่อให้มีความรู้มากขึ้น สร้างเครือข่ายเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้นักศึกษามีความรู้กว้างขวาง และเกิดนักศึกษาแลกเปลี่ยน

ในข้อกังวลเรื่องมหาวิทยาลัยไทยจะร้างไร้นักศึกษานั้น ประเด็นนี้ รศ.เกศินี ยืนยันว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ “จะไม่ร้าง” เพราะมีการปรับตัวมาโดยตลอด พัฒนาการศึกษาด้านนานาชาติในทุกมิติ และไม่จัดการเรียนการสอนแบบเดิม ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา ได้นำการเรียนรู้ในรูปแบบ Active Learning มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน เช่น การเรียนโดยใช้ Simulation Game ทำให้เด็กนักศึกษามีโอกาสแข่งกับมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศ

“ถ้าเราเพิ่งเริ่มปรับตัว น่าจะแย่ แต่เราเริ่มสร้างเริ่มปรับตัวมานานแล้ว ประกอบกับอาจารย์ที่จะเข้ามาสอน จะต้องผ่านการอบรมเรื่อง Active Learning มากขึ้นเรื่อยๆ มุ่งเน้นให้เด็กเรียนด้วยเทคโนโลยี ให้สามารถประยุกต์ใช้ได้ สามารถตามโลก ตามธุรกิจได้ทัน อีกทั้งเด็ก Gen Z ไม่ชอบรอ และชอบทำงานคนเดียว ทาง มธ.ได้เตรียมระบบไอทีรองรับไว้ ส่วนอาจารย์ผู้สอนจะเป็นผู้สนับสนุนให้เด็กได้เรียนรู้”

รศ.เกศินี ยังเผยถึงจำนวนนักศึกษาว่า ในอดีตนักศึกษา มธ.เคยมีจำนวนสูงถึง 9,000 กว่าคน จากที่ตั้งเป้าไว้ที่ 1-1.1 หมื่นคน แต่ในปัจจุบันมีจำนวนนักศึกษาอยู่ที่ 8,200-8,800 คน เฉพาะนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ทั้งนี้ตั้งใจอยากรับนักศึกษาประมาณ 7,000 คน/ปี จำนวนยอดผู้สมัครเรียนนั้น พบว่าในหลักสูตรสายสุขศาสตร์ (ทันตแพทย์ พยาบาล แพทย์ ฯลฯ) เพิ่มขึ้นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ส่วนสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ลดลงประมาณ 3%มหาวิทยาลัยเป็นคนคอยแนะนำให้ผู้เรียนก้าวสู่ความสำเร็จตามเป้าหมาย ผ่านการสนับสนุนจากอาจารย์ และสิ่งอำนวยความสะดวก ต้องปรับบทบาททุกฝ่าย รวดเร็ว โดยไม่ยึดติดกับสิ่งเดิม สำคัญที่สุดทางสภามหาวิทยาลัย ต้องเข้ามาช่วยส่งเสริมให้มากขึ้นเพื่อให้เกิดการตื่นตัว

ย้อนรอย4ปี เทกระจาดแสนล้าน ครม.สัญจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/552789

  • วันที่ 30 พ.ค. 2561 เวลา 06:21 น.

ย้อนรอย4ปี เทกระจาดแสนล้าน ครม.สัญจร

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ออกตัวเสมอว่าการเดินสายไปตรวจราชการไม่ใช่ทั้งการหาเสียง หรือแฝงนัยทางการเมือง แต่ทุกครั้งในรอบ 4 ปีของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประชุมคณะรัฐมนตรี (นอกสถานที่) หรือ ครม.สัญจร ไปแล้วอย่างน้อย 7 ครั้ง แต่ละครั้งกวาดคะแนนนิยมให้กับรัฐบาลผ่านโครงการและงบประมาณจำนวนมหาศาล

ครั้งล่าสุดที่จะเกิดขึ้นนับเป็นนัดที่ 8 ระหว่างวันที่ 11-12 มิ.ย.นี้  “บิ๊กตู่” นัดประชุม ครม.สัญจร เลือกกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ดังนี้ จ.นครสวรรค์ อุทัยธานี กำแพงเพชร และเพชรบูรณ์ โดยเลือกลงพื้นที่ จ.พิจิตร เพื่อพบปะประชาชน ก่อนที่จะประชุม ครม.สัญจรที่ จ.นครสวรรค์

ครม.สัญจรเป้าหมายสร้างคะแนนนิยมไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ ย้อนกลับไป 4 ปี คสช. การประชุม ครม.สัญจรนัดแรก ระหว่างวันที่ 21-22 ส.ค. 2560 ที่ จ.นครราชสีมา รัฐบาลอนุมัติ 2,600 ล้านบาท ในการก่อสร้างรถไฟทางคู่เพื่อยกระดับช่วงผ่านตัวเมืองนครราชสีมา และเห็นชอบโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายบางปะอิน-นครราชสีมา 3.3 หมื่นล้านบาท แถมยังเทงบแก้น้ำท่วมและภัยแล้งให้ชาวอีสานอีก 2,000 ล้านบาท

พอมา ครม.สัญจร ครั้งที่ 2 ระหว่าง วันที่ 18-19 ก.ย. 2560 ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา และ จ.สุพรรณบุรี มาคราวนี้มาเอาใจคนภาคกลาง อนุมัติวงเงินช่วยเหลือเกษตรกรและรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรวงเงิน 8.7 หมื่นล้านบาท เพราะทราบดีว่าภาคกลางชาวนากระดูกสันหลังของชาติ คือ ฐานเสียงสำคัญทางการเมือง ต่อมา ครม.สัญจร ครั้งที่ 3 คราวนี้ล่องใต้ ระหว่างวันที่ 27-28 พ.ย. 2560 ที่ จ.ปัตตานี และ จ.สงขลา แม้ภาคธุรกิจด้านการท่องเที่ยวทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทยของบเพื่อพัฒนากว่า 5 แสนล้านบาท แต่ที่ประชุม ครม. อนุมัติเพียงมาตรการด้านการเงินสำหรับเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ 2,800 ล้านบาท กับพักชำระหนี้ผู้ประสบภัยจากภัยก่อการร้าย 90 ล้านบาท พร้อมเห็นชอบโครงการสินเชื่อฉุกเฉินเพื่อมุสลิม 200 ล้านบาท ให้ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.)

หลังจากนั้นเป็นต้นมาพอนักการเมืองในพื้นที่รู้ข่าวว่า “บิ๊กตู่” จะไปประชุม ครม.สัญจร ต่างเริ่มทำแผนของบประมาณออกสื่อกันครึกโครม อย่างประชุม ครม. ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 25-26 ธ.ค.นี้ ที่ จ.พิษณุโลก และ จ.สุโขทัย “สมศักดิ์ เทพสุทิน” นักการเมืองใหญ่ ประกาศขอพบและของบจาก “บิ๊กตู่” เพื่อให้รัฐบาลก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ที่ทราบดีว่าเผือกร้อนเสี่ยงถูกภาคประชาชนต่อต้าน ในที่สุด ครม.สัญจร “บิ๊กตู่” จัดให้โครงการแก้น้ำท่วมน้ำแล้งในลุ่มน้ำยม ตามแผนเร่งด่วน 1,900 ล้านบาท จากที่มีการขอทั้งหมด 6,500 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น

พอมา ครม.สัญจร ครั้งที่ 5 ในระหว่างวันที่ 5-6 ก.พ. 2561 ที่ จ.จันทบุรี และ จ.ตราด นับว่า ครม.สัญจร ครั้งนี้รัฐบาลจัดหนัก ไฟเขียวโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งภาคตะวันออก 7.73 หมื่นล้านบาท รวมทั้งการพัฒนาระบบขนส่งทางรางที่มีโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินแบบไร้รอยต่อ รวมระยะทาง 220 กิโลเมตร มูลค่าโครงการ 2.36 แสนล้านบาท

ต่อมา ครม.สัญจร ครั้งที่ 6 ระหว่างวันที่ 5-6  มี.ค. 2561 ที่ จ.เพชรบุรี และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ครม.เห็นชอบโครงการการบรรเทาอุทกภัยและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ จ.เพชรบุรี ตอนล่างอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 573 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 7,400 ล้านบาท จะมีการเสนอเป็นโครงการขนาดใหญ่ต่อไป

แต่ ครม.สัญจร นัดที่สร้างเสียงฮือฮา ที่สุด คือ ครม.สัญจร ครั้งที่ 7 ระหว่างวันที่ 7-8 พ.ค. 2561 ที่ จ.บุรีรัมย์ และ จ.สุรินทร์ เป็นที่ทราบดีว่าเป็นถิ่นของ เนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่กล้าเอาใจ “บิ๊กตู่” เต็มที่ด้วยการจัดเต็มขนคนมาต้อนรับเต็มสนามช้าง อารีนา กว่า 3 หมื่นคน พร้อมกับของบไป 2 หมื่นล้านบาท เพื่อพัฒนาอีสานใต้ให้เป็นสปอร์ตซิตี้ แต่ “บิ๊กตู่” เทงบให้เพียงโครงการเพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งจำนวน 20 โครงการ วงเงิน 3,400 ล้านบาท

แต่การประชุม ครม.สัญจร นัดที่ 8 ย่อมพิเศษกว่าครั้งก่อนๆ เพราะใกล้ โค้งสุดท้ายของรัฐบาลจึงเร่งอัดฉีดงบและโครงการไทยนิยมยั่งยืนราวแสน ล้านบาท ที่กระจายอยู่ตามกระทรวง ต่างๆ ไล่ตั้งแต่ กระทรวงมหาดไทย 2 หมื่นกว่าโครงการเป้าหมายสร้าง งานสร้างรายได้ 82,371 หมู่บ้าน แจกหมู่บ้านละ 2 แสนบาท เป็นเงิน 1.6 หมื่น ล้านบาท

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้งบ 2.4 หมื่นล้านบาท 21 โครงการ โดยเน้นการพัฒนาอาชีพ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มพืช กลุ่มสัตว์ และกลุ่มประมง เป้าหมายเกษตรกร 2.1 ล้านคน รวมถึงโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ที่จะกระจายไปทั่วทุกหมู่บ้านละไม่เกิน 3 แสนล้านบาท และกระทรวงพลังงานเทงบ 3,000 ล้านบาท ในการสนับสนุนให้เกษตรกรได้ใช้อุปกรณ์และเครื่องมือในการลดการใช้พลังงาน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการสูบน้ำ สุดท้ายกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาอัดงบประมาณ 821 ล้านบาท สนับสนุนให้ชาวบ้านจัดโครงการท่องเที่ยวในหมู่บ้านละ 2 แสนบาททั่วประเทศ

ดังนั้น จากนี้ไปโค้งสุดท้ายก่อน “บิ๊กตู่” จะลงจากหลังเสือ การเดินหน้าจัดประชุม ครม.สัญจร รัฐบาลเร่งโหมโครงการไทยนิยมฯ หว่านงบประมาณแบบปูพรมเพื่อสร้างฐานเสียงปูทางสู่การเลือกตั้งนั่นเอง