“ไม่จำเป็นต้องได้ที่1ทุกเขต” รปช.ตั้งเป้า 3.5 ล้านเสียง 50 ที่นั่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/553963

  • วันที่ 10 มิ.ย. 2561 เวลา 09:54 น.

"ไม่จำเป็นต้องได้ที่1ทุกเขต" รปช.ตั้งเป้า 3.5 ล้านเสียง 50 ที่นั่ง

สุเทพ เทือกสุบรรณ ในสถานะผู้ริเริ่มก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) เปิดใจให้สัมภาษณ์กับเส้นทางการเมืองของตัวเองในหมวกใบใหม่

***************************

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

แม้จะรู้ว่าตัวเองเป็น “จุดอ่อน” กับเป้าใหญ่ที่จะถูกโจมตีเรื่อง “ตระบัดสัตย์” หวนคืนสนามการเมือง

แต่เหตุใด​ถึงตัดสินใจอาสาเป็น “ขี้ข้าประชาชน” เตรียมหยิบรองเท้าคู่เก่าที่ใช้เมื่อตอนชุมนุม กปปส.ออกมาปัดฝุ่นเดินหน้าหาเสียงให้พรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ซึ่งตั้งใจให้เป็นพรรคของประชาชนแท้จริง

สุเทพ เทือกสุบรรณ ในสถานะผู้ริเริ่มก่อตั้งพรรค ซึ่งประกาศไม่ขอรับตำแหน่งในพรรคและตำแหน่งทางการเมืองในอนาคตเปิดใจให้สัมภาษณ์กับเส้นทางการเมืองของตัวเองในหมวกใบใหม่

ทั้งหมดมาจากที่เคยตัดสินใจลาออกจาก สส.มาร่วมต่อสู้กับพี่น้องประชาชน นอนกลางดินกินกลางถนน เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายด้วยกัน หลายคนบาดเจ็บพิการ เสียชีวิต 24 คน ​ปณิธานของคนเหล่านั้น ต้องทำให้ประเทศเราอยู่รอดปลอดภัย ต้องปฏิรูปประเทศให้ได้

หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาควบคุมสถานการณ์และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พยายามปฏิรูปประเทศ ซึ่งต้องให้คะแนนเขากับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญตรงเจตนารมณ์ประชาชน มีเรื่องการปฏิรูป การป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นที่ชัดเจนขึ้น

แต่เวลาทำการปฏิรูปจริง ไม่รวดเร็วเพราะต้องรวมความคิดเห็นคนหลายฝ่าย การปฏิรูปประเทศต้องทำอะไรบ้าง ตั้งสภาปฏิรูป กรรมการว่าด้วยการปฏิรูป หลายเรื่องยังไม่ได้ลงมือทำ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะเสร็จทันสมัยนี้คือ การปฏิรูปตำรวจ ที่เดิมยกร่างกฎหมายไปเสนอไม่ตรงกับสิ่งที่ประชาชนเรียกร้องต้องการ จึงมีการตั้งกรรมการชุดใหม่ ซึ่ง มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ผลที่จะออกมาน่าจะเป็นไปในทิศทางตรงกับเจตนารมณ์ของประชาชน

“ความจริงการปฏิรูปประเทศ จะต้องมีคนได้รับผลกระทบ มีคนไม่อยากปฏิรูป อาจมีข้าราชการบางฝ่ายบางกลุ่มไม่อยากเปลี่ยนแปลงเพราะพอใจอำนาจที่มีอยู่ แรงเสียดทานเยอะ ปัญหานี้ทำให้ประชาชนอย่างเราต้องคิด อยากปฏิรูปประเทศจึงต้องเดินหน้าตามกรอบรัฐธรรมนูญ”

สุเทพ ขยายความว่า มีพรรคการเมืองไม่น้อยตอนนี้ ประกาศท่าทีชัดเจนว่าไม่อยากเอารัฐธรรมนูญฉบับนี้ พรรคการเมืองไม่จริงจังกับการปฏิรูปประเทศ ทำให้การปฏิรูปเริ่มเลือนลาง ถ้าไม่มีใครที่ประชาชนไว้ใจได้ไปช่วยทำหน้าที่ โอกาสที่จะปฏิรูปประเทศก็ยาก คนที่มีความคิดแบบนี้มาคุยกัน ในที่สุดก็คิดว่าต้องถึงเวลาตั้งพรรคของประชาชนที่แท้จริงขึ้นมาให้ได้

ที่ผ่านมามีพรรคเพราะอยากเป็นฐานทางอำนาจตั้งแต่สมัยจอมพล ป. บางยุคเป็นพรรคของครอบครัว กลุ่มผลประโยชน์ หรือไม่ก็พรรคของนักการเมือง แต่ไม่มีพรรคการเมืองไหน เป็นพรรค​ของประชาชนจริง อำนาจเป็นของประชาชนแท้จริง จึงนำมาสู่การตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย

“อุดมการณ์ข้อแรกของพรรคคือเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเรื่องใหญ่ที่สุด เป็นอุดมการณ์ข้อที่หนึ่งของพรรคถ้าตั้งพรรค คนที่เข้าร่วมในพรรคนี้จะต้องเป็นคนที่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เทิดทูนและปกป้องสถาบัน เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นความมั่นคงของประเทศ”

ทั้งนี้ ความจงรักภักดีเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ถึงทำให้​ประเทศเราอยู่เป็นปึกแผ่น มีเอกภาพ ไม่แตกแยก งานหลายเรื่องในประเทศ คนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แต่ว่าด้วยพระบารมีของพระมหากษัตริย์แก้ได้ ​ยกตัวอย่างพระพุทธศาสนาที่กำลังมีปัญหาขณะนี้

สุเทพ อธิบายว่า ที่มาของพรรคนี้เป็นลักษณะต่างคนต่างคิด เดิมทีคนไทยคิดกันเรื่องบ้านเมือง คุยกันเรื่องอนาคตประเทศ ทำไงกันดี เลือกตั้งเป็นไง ปรับทุกข์กัน ชวนคนนั้นคนนี้มาพบ ส่วนตัวไปคุยหลายหนเห็นว่าเขาเอาจริง จึงชวนกันมาร่วมก่อตั้งซึ่งประกาศชัดแต่แรกว่าไม่ลงเลือกตั้ง ไม่รับตำแหน่ง บริหารในพรรค เป็นสมาชิกที่จะช่วยทำทุกอย่าง

ทั้งนี้ เป้าหมายของพรรค รปช.ไม่ได้หวังจะต้องเป็นที่ 1 แต่การทำพรรคการเมืองอย่างน้อยต้องมี สส.ในสภาสัก 50-60 คน ถึงจะมีกำลังและพลังผลักดันประเทศให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการได้ ถ้าไปดูรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 กำหนดให้ สส.1 ใน 5 สามารถยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยไม่ลงมติได้

“พรรครวมพลังประชาชาติไทยจะส่งผู้สมัคร 350 เขต ไม่ได้หวังต้องได้ที่หนึ่งทุกเขตได้ที่หนึ่งบ้าง สองบ้าง สามบ้าง แต่ได้คะแนนรวม 3.5 ล้านคะแนนก็สามารถมี สส.ได้ 50 คน เราเห็นลู่ทางว่ามีความเป็นไปได้”

สุเทพ อธิบายว่า การทำพรรคจะต้องมีพลัง มีทุนทำการเมืองได้โดยอิสระ ผู้ร่วมก่อตั้งต้องเสียสละก่อน กฎหมายกำหนดให้มี 500 คน ลงทุนประเดิม 1,000 ถึง 5 หมื่นบาท เราก็ตกลงกันว่าผู้ก่อตั้งต้องลงคนละ 5 หมื่น ส่วนสมาชิกพรรค พรรคอื่นเก็บปีละ 100 บาท พรรคเราจะเสียสละเงินวันละ 1 บาท ปีละ 365 บาท ค่าบำรุงพรรคของพรรคนี้ถึงสูงกว่าพรรคอื่น 3 เท่าครึ่ง วิธีแบบนี้เราเชื่อว่าเราจะมีทุนทำการเมืองเพราะพรรคเราไม่ซื้อเสียง

ถามว่าพรรค รปช.ถูกมองว่าตั้งขึ้นมาเป็นพรรคเฉพาะกิจเพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ สุเทพ กล่าวว่า คนก็จินตนาการไปได้ แต่ต้องดูความเป็นจริงในทางปฏิบัติ เพราะ รปช.ต้องการให้เป็นพรรคของประชาชน อยู่เคียงคู่ระบอบประชาธิปไตยและเป็นที่พึ่ง เป็นที่ไว้ใจของประชาชนได้

“เราไม่ได้เล็งผลในการชนะเลือกตั้ง แต่เราเล็งผลในการสร้างคนใหม่ๆ เข้ามาทำหน้าที่ทำงานการเมืองแทนประชาชน คนใหม่ไม่ได้หมายถึงแค่คนหนุ่มคนสาว แต่คนอายุ 60-80 ปี ก็เป็นคนใหม่มาร่วมกับพรรคนี้ได้แต่ต้องมีความคิดเพื่อแผ่นดินไม่ใช่เพื่อตนเองเป็นความคิดใหม่”

สุเทพ กล่าวว่า แม้แต่กรณี เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ก็ยังไม่มีการพูดกันว่าจะมาเป็นหัวหน้าพรรค ความชัดเจนจะอยู่เมื่อมีการประชุมสมาชิกพรรคซึ่งเรียกว่าเป็นการประชุมสมัชชาที่ประชุมพร้อมกันทั่วประเทศผ่านระบบเทเลคอนเฟอเรนซ์คนเป็นแสนๆ คนจะตัดสินว่าจะเลือกใครเป็นผู้บริหารพรรค 9 คน ตกลงกันเลยว่า 2 ปีแรกใครทำหน้าที่หัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค 2 ปี ต่อไปใครทำ เพราะไม่ต้องการให้ใครคนเดียวมามีอิทธิพลครอบงำพรรค 4 ปี เลือกใหม่

นอกจากนี้ สมัชชาพรรคจะเลือกกรรมการบริหารอีกชุด คณะกรรมการกำกับควบคุมวินัยและจริยธรรม คุมกรรมการบริหาร สส. รัฐมนตรี ให้ทำงานอยู่ในกรอบจริยธรรม ไม่ปล่อยทำผิดเสียหายบ้านเมือง กรรมการชุดนี้จะจัดการกันก่อนภายในพรรค ทำให้การเมืองสะอาด

“พรรคจะมีสโมสรเยาวชน จะเอาคนหนุ่มๆ สาวๆ มาเรียนรู้เรื่องการเมือง เอาเข้าโรงเรียนการเมืองของพรรค รัฐธรรมนูญเป็นไง โครงสร้างเป็นไง กฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นไง กฎหมายเกี่ยวข้องเป็นไง จนช่ำชองก็จะดึงมาทำงานการเมืองระดับสูงขึ้น พรรคไม่ได้ทำการเมืองเฉพาะกิจ แต่อยู่ยาวให้เป็นที่พึ่งประชาชนให้ได้”​

สำหรับฐานเสียงที่ทับซ้อนจนต้องแข่งกันเองกับประชาธิปัตย์นั้น สุเทพ กล่าวว่า ว่ากันตามจริงทุกพรรคต้องช่วงชิงในทางการเมือง ใครสามารถขอคะแนนนิยมประชาชนในพื้นที่ไหนต้องทำทั้งนั้น พรรคนี้ส่งทุกเขตเลือกตั้ง 350 เขต เราไม่ตั้งตัวเป็นศัตรูทางการเมืองกับใครทั้งสิ้น ใครก็ตามที่มีเจตนาดีต่อประเทศหวังดีต่อบ้านเมือง ปฏิรูปประเทศให้เจริญรุดหน้าเรายินดีร่วมมือด้วย

ทั้งนี้ รปช.ไม่ได้เป็นศัตรูกับพรรคนั้นพรรคนี้ ส่งทุกเขต ภาคเหนือ อีสาน ต้องแข่งกับพรรคอื่น ไม่ใช่แค่ภาคใต้ต้องแข่งกับประชาธิปัตย์ ย้ำว่าเราไม่จำเป็นต้องชนะการเลือกตั้งทุกเขต เราได้ที่หนึ่ง สอง สาม สี่ แต่คะแนนรวมตามเป้าเราพอใจ เพราะฉะนั้น ขอคนอื่นอย่าได้คิดว่าเราเป็นศัตรู คิดว่ามาร่วมทำงานกับพวกเรากันดีกว่า สร้างบ้านเมืองให้เจริญรุดหน้า

“ผมไม่เคยอยู่พรรคการเมืองอื่นมาก่อนเลย ตั้งแต่ลงสมัครผู้แทนครั้งแรกก็อยู่พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่ 2522 เกือบ 40 ปีที่อยู่ในพรรคก็มีส่วนทำงานให้พรรค ทำให้พรรคเจริญเติบโตขึ้น แต่ความรักความห่วงที่มีต่อประชาธิปัตย์ เมื่อเทียบกับความรักความห่วงที่มีต่อประเทศไทย ผมต้องเลือกประเทศไทย ต้องคิดเราทำการเมืองให้ประเทศอยู่รอด ให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤตที่หัวเลี้ยวหัวต่อไปให้ได้”

สุเทพ กล่าวว่า ตอนตัดสินใจร่วมตั้งพรรค รปช. ไม่ได้ไปคุยกับ ชวน หลีกภัย ซึ่งส่วนตัวเคารพท่าน​เหมือนครูบาอาจารย์ทางการเมือง แต่เชื่อว่าระหว่างตนเองกับท่านมีความเข้าใจกัน ท่านชวนเป็นคนรักชาติรักแผ่นดิน เป็นนักการเมืองที่เป็นแบบฉบับตัวอย่าง ซึ่งตนเองได้เรียนรู้จากท่านเยอะ

“ผมเชื่อว่าท่านรู้เข้าใจการตัดสินใจของผมไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของตัวผมเอง ผมคิดเรื่องชาติ เรื่องแผ่นดินเป็นหลัก ผมจำได้วันที่ผมไปเรียนท่านว่าจะลาออกจากพรรค เปลี่ยนเส้นทางการต่อสู้ ​ไปต่อสู้ร่วมกับประชาชน ท่านก็เข้าใจเตือนผมว่าออกไป ​ไม่เป็นไรอย่าทำอะไรผิดกฎหมาย” ​

ถามถึงคะแนนเสียงภาคใต้ที่คาดว่าจะได้รับ สุเทพ กล่าวว่า ประเมินไม่ได้ ไม่ใช่คนเพ้อเจ้อ ​คิดว่าขอให้ประชาชนเข้าใจอุดมการณ์ การทำงานของเรามาลงคะแนนให้ ถึงได้ที่สอง ที่สาม ก็พอใจ จำนวนนี้ ผู้ร่วมก่อตั้ง ผู้เป็นเจ้าของพรรค แสดงให้เห็นว่าอนาคตพรรคเราจะเป็นไง

“ส่วนสุราษฎร์ธานี เกือบ 40 ปีทำงานร่วมกับพี่น้องประชาชนชาวสุราษฎร์ ใกล้ชิด​เชื่อว่าพี่น้องประชาชนชาวสุราษฎร์เข้าใจผม เข้าใจจุดยืนทางการเมือง เข้าใจเป้าหมายทางการเมืองผม ซึ่งมีโอกาส ที่ผมจะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งที่สุราษฎร์ได้ ผมเชื่อว่าได้มากกว่าประชาธิปัตย์ ส่วนจะได้เท่าไร ผมไม่รู้”​

ถามว่ารู้สึกยังไงกับอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งออกไปจากพรรคมักจะไม่ประสบความสำเร็จ สุเทพ กล่าวว่า ส่วนตัวแตกต่างจากท่านเหล่านั้น ตนเองไม่ได้ต่อสู้เพื่อตัวเอง ดังนั้น ประเมินความสำเร็จยาก เพราะไม่ได้ลงสมัคร สส. แต่ถ้าถามความสำเร็จคืออะไร คือการที่เราตั้งพรรคของประชาชนเป็นครั้งแรกได้ ถือว่าสำเร็จ

ส่วนการส่งคนแข่งขันกับ กปปส. ของประชาธิปัตย์จะมีการยอมหลบให้กันหรือไม่ สุเทพ กล่าวว่า ความรู้สึก ความผูกพันส่วนตัวนั่นเรื่องหนึ่ง​ แต่การทำงานการเมืองก็ต้องเป็นเรื่องของพรรค พรรคนี้ส่งผู้สมัครครบ 350 เขตไม่หลบให้ใครเลย ยกเว้นหาตัวคนไม่ได้อีกเรื่องหนึ่ง​​

ถามว่ามั่นใจหรือไม่จะมีเลือกตั้งตามโรดแมป สุเทพ กล่าวว่า วันนี้ประเทศไทยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินหน้าสู่เลือกตั้ง เดินหน้าประเทศต่อไปตามวิถีทางประชาธิปไตย ​ทำให้การเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรม

กล้อง “เลนเชนจ์” เห็นผล ไหลลื่น ลดอุบัติเหตุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/553952

  • วันที่ 10 มิ.ย. 2561 เวลา 07:36 น.

กล้อง "เลนเชนจ์" เห็นผล ไหลลื่น ลดอุบัติเหตุ

สำรวจผลลัพธ์จากการติดตั้งกล้องตรวจจับรถเบียด-ปาด-แทรก คอสะพาน-อุโมงค์ 15 จุดทั่วกรุงเทพฯ

**************************

โดย….กันติพิชญ์ ใจบุญ

การติดตั้งกล้องวงจรปิดของกองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) เพื่อตรวจสอบบันทึกภาพผู้กระทำความผิดฝ่าฝืนกฎหมายจราจรโดยเฉพาะปัญหาเรื่องการเปลี่ยนเลนในที่ห้าม กล้องทั้ง 15 จุดกระจายไปอยู่ในจุดที่มีรถจำนวนมาก และมุ่งเน้นไปที่ทางขึ้นสะพานข้ามแยก ทางลงอุโมงค์ลอดทางแยก และการเปลี่ยนเลนก็สร้างปัญหาต่อกระแสจราจร ส่งผลให้ท้องถนนติดขัดอย่างหนัก

นัยของความผิดการเปลี่ยนเลนครั้งนี้ เป็นที่ชัดเจนว่าตำรวจจราจรเมืองหลวงค่อนข้างเอาจริง เพราะนับตั้งแต่เปิดกล้องทดลองกันไปตั้งแต่ต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ยอดผู้กระทำความผิดที่ฝ่าฝืนปาดเบียด แซงในเส้นทึบ พุ่งไปหลายหมื่นคัน และต้องมาเสียค่าปรับรายละ 1,000 บาท

ปัญหาดังกล่าวถูกคาดหวังจากกล้องวงจรปิดว่า จะช่วยให้การจราจรของกรุงเทพฯ ดียิ่งขึ้น และยิ่งตอกย้ำจาก พ.ต.อ.กิตติ อริยานนท์ รองผู้บังคับการตำรวจจราจร สะท้อนภาพปัญหาว่า นับตั้งแต่วันแรกที่ปูพรมเอาจริงกับการบังคับใช้กฎหมายเปลี่ยนเลนคือ วันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา 1 เดือนผ่านพ้นไปหมาดๆ กล้องสามารถบันทึกภาพรถที่ทำผิดได้ประมาณถึง 1 หมื่นคัน/วัน แต่จำนวนนี้สามารถออกใบสั่งได้ประมาณ 1,800 คัน/วันเท่านั้น สาเหตุเพราะกรมการขนส่งทางบก อนุญาตให้ตำรวจเข้าตรวจสอบข้อมูลทะเบียนรถในแง่งานจราจรทั่วประเทศได้ 6 หมื่นคัน/วัน ซึ่งก็กำลังแก้ไขระบบกันอยู่ และเสร็จสิ้นแล้วจะสามารถตรวจสอบรถได้ถึง 2 แสนคัน/วัน และน่าจะครอบคลุมทุกการกระทำความผิดได้

ที่น่าสนใจจากข้อมูลของ พ.ต.อ.กิตติ บอกเล่าว่า ยอดผู้กระทำความผิดหายไปจากถนนราว 30% หรือเป็นตัวเลขจากเดิมที่เราจับภาพผู้กระทำความผิดเปลี่ยนเลนได้ราว 2.7-3 หมื่นคัน เหลือราว 2 หมื่นคันนับตั้งแต่วันที่ 9 พ.ค.เป็นต้นมา เรียกว่าประชาชนค่อนข้างปรับตัว และระมัดระวังการกระทำความผิดมากขึ้น

“เราประเมินผ่านตัวชี้วัด 3 ด้านว่า กล้องทำงานได้ผล คือ การลื่นไหลของจราจร การฝ่าฝืนลดลง และอุบัติเหตุไม่เกิดขึ้น ซึ่งผลลัพธ์หลังการบังคับใช้ไปในทิศทางที่ดีอย่างมาก โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ที่เราจับปรับด้วยเช่นกัน ยอดการกระทำผิดของรถจักรยานยนต์ลดลงตามไปด้วยหลังการบังคับใช้กฎหมายเข้มข้น”

พ.ต.อ.กิตติ ให้ภาพว่า กล้องที่จับภาพผู้กระทำความผิดในส่วนรถจักรยานยนต์จะเป็นการจับภาพเฉพาะทะเบียน หรือด้านหลังรถจักรยานยนต์เท่านั้น จึงไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลแต่อย่างใด ส่วนผู้กระทำผิดรายอื่นๆ นั้น ขณะนี้ บก.จร.กำลังทยอยส่งใบสั่งไปยังที่อยู่ตามทะเบียนรถเพื่อให้มาจ่ายค่าปรับ หากฝ่าฝืนหรือเพิกเฉยไม่อาจต่อทะเบียนได้

“ประเด็นการต่อทะเบียนรถยนต์ หรือเสียภาษีประจำปี ขณะนี้ทราบว่ากรมการขนส่งทางบกกำลังพัฒนาซอฟต์แวร์ให้เชื่อมโยงกับระบบบันทึกผู้กระทำความผิดของ บก.จร.อยู่ และคาดว่าระบบจะสมบูรณ์ในระยะเวลา 2 เดือนข้างหน้า ต่อไปหากใครไม่ชำระค่าปรับเมื่อไปต่อทะเบียน ระบบจะขึ้นแจ้งทันทีว่าต้องชำระค่าปรับก่อนถึงจะต่อทะเบียนได้ แต่หากปฏิเสธค่าปรับในขณะนี้ กรมการขนส่งทางบกจะออกใบทะเบียนชั่วคราวอายุ 30 วันให้ และให้ต้องชำระให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด” พ.ต.อ.กิตติ ย้ำ

รอง ผบก.จร.ฉายภาพอนาคตอีกว่า จากนี้จะเน้นการใช้เทคโนโลยีเข้ามาจัดการกับผู้ที่กระทำความผิดจราจรมากกว่าการใช้ตำรวจจราจรเข้าไปบังคับ โดยเฉพาะในทุกกรณีความผิดที่เกิดขึ้น ทั้งนี้เพื่อลดการเผชิญหน้าระหว่างผู้ขับขี่และตำรวจ ลดการทุจริต อีกทั้งเทคโนโลยีสามารถทำงานแทนตำรวจได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเราจะเอากำลังพลไปช่วยเหลือประชาชน และดูแลสภาพการจราจรจะมีประโยชน์กว่า

อีกด้านกับปัญหาจราจรของกรุงเทพฯ ความเห็นของ ปนัดดา ชำนาญสุข นักวิชาการศูนย์วิจัยป้องกันอุบัติเหตุทางถนน โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีเข้ามาแก้ไขปัญหาจราจร สะท้อนไว้น่าสนใจว่า เห็นด้วยกับการนำเทคโนโลยีมาใช้ในงานจราจรแทนที่กำลังพล เพราะทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าตำรวจจราจรเมืองกรุง ไม่เพียงพอที่จะควบคุมพฤติกรรมฝ่าฝืนวินัยจราจรของผู้ขับขี่ อีกทั้งการใช้กล้องมาจับผิด สร้างแนวโน้มตามหลักจิตวิทยาให้ผู้ขับขี่ไม่กล้ากระทำความผิด เพราะรู้สึกว่าโอกาสจะรอดพ้นความผิดมีน้อย ซึ่งเทคโนโลยีตอบสนองกับเรื่องนี้ได้ดี

อีกทั้งความถี่การทำงานของระบบเทคโนโลยีไม่มีการผ่อนปรนให้ผู้กระทำความผิด คนทำผิดกฎหมายจะไม่มีสิทธิมาเจรจาไกล่เกลี่ยเพื่อให้พ้นผิด นั่นเท่ากับลดการเผชิญหน้า ลดการมีอคติระหว่างตำรวจและผู้ขับขี่ลงไปได้

“มันจะนำไปสู่พฤติกรรมบนท้องถนนที่ดีขึ้น แต่หากจะติดตั้งต่อไปในจุดอื่นๆ นอกเหนือทั้ง 15 จุด ตำรวจควรคำนึงถึงความเหมาะสมของพื้นที่โดยใช้หลักการป้องกันอุบัติเหตุมากกว่าการไหลลื่นของกระแสจราจร สำคัญอย่างมาก อีกทั้งผลวิจัยยังระบุชัดเจนว่าการเปลี่ยนเลนกะทันหัน การปาดหน้ากันทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงกว่าเมาแล้วขับ และเมื่อชนกันก็เป็นปัญหารถติดตามมา”

ปนัดดา เสริมอีกว่า การใช้เทคโนโลยีเพื่อจัดการปัญหาจราจรไม่ควรหยุดอยู่เพียงแค่กรุงเทพฯ เพราะในหัวเมืองใหญ่ หรือแม้แต่เมืองรองอุบัติเหตุยังคงเกิดขึ้นมากซึ่งสาเหตุมาจากพฤตินิสัยของผู้ขับขี่ที่ไม่เคารพกฎจราจร กอปรกับมีถนนที่ดี กว้าง ยิ่งทำความเร็วกันมากขึ้น เมื่อมีอุบัติเหตุจึงเป็นเรื่องใหญ่ อย่างไรก็ตาม ข้อสำคัญคือในส่วนแบ่งค่าปรับที่นำส่งท้องถิ่นเพื่อเป็นงบในการช่วยแก้ไขปัญหานั้น ทุกวันนี้ยังไม่พบว่าถูกนำมาใช้เพื่อป้องกันอุบัติเหตุอย่างจริงจัง ทั้งที่ควรจะนำเงินส่วนนั้นมาช่วยชีวิตประชาชนบนท้องถนนและรัฐบาลต้องตระหนักเรื่องนี้

หวั่นอำนาจนอกกติกา แทรกแซงเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/553731

  • วันที่ 08 มิ.ย. 2561 เวลา 06:12 น.

หวั่นอำนาจนอกกติกา แทรกแซงเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ผู้แทนพรรคการเมืองห่วงเลือกตั้ง ครั้งหน้ายังไม่สุจริตเที่ยงธรรมแม้มีกลไกใหม่ โดยในเวทีเสวนา “กลไกปราบโกงเลือกตั้ง ใช้กับใคร ใช้ได้จริงหรือ?” ซึ่งจัดโดย สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. ที่โรงแรมเซ็นทรา บายเซ็นทารา ศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ ซึ่งมี จุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย  และ เจษฎ์  โทณะวณิก นักนิติศาสตร์และที่ปรึกษา กรธ. เป็นวิทยากร โดยมีสาระน่าสนใจดังนี้

จุรินทร์ ระบุว่า การเลือกตั้งจะมีเมื่อไหร่นั้นต้องถาม คสช.  แต่ถ้าดูเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญนับนิ้วได้ว่าอีก 11 เดือนไกลกว่านั้นไม่ได้ แต่ที่ห่วงคือเงื่อนไขนอกรัฐธรรมนูญที่มีคำพูดว่าไม่สงบก็ไม่ต้องเลือก ซึ่งไม่ได้ระบุในมาตราไหน แต่กระทบหากมีคนคิดเอาว่าใช้จริงๆ ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดหรือไม่เกิด

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญนี้เป็นฉบับปราบโกงและบังคับใช้มา 1 ปีแล้ว  ถามว่าปราบโกงได้จริงหรือ ซึ่งความจริงจะปราบโกงได้ต้องควบคู่กับระบอบประชาธิปไตยที่มีการตรวจสอบถ่วงดุล ไม่ใช่การปกครองที่ตรวจสอบไม่ได้

“การมีกลไกปราบโกงอย่างเดียวก็ยังไม่เที่ยงธรรมเต็มใบยังต้องมีอย่างน้อย 3 ปัจจัย 1.กติกาต้องเป็นธรรม  2.การบังคับใช้กติกาต้องเป็นธรรม  3.การใช้อำนาจรัฐของผู้มีอำนาจต้องเป็นธรรม  ความสุจริตเที่ยงธรรมทั้งองคาพยพจึงจะเกิดขึ้น  และเชื่อว่าเลือกตั้งครั้งหน้ายังไม่มีโอกาสสุจริตเที่ยงธรรมเต็มร้อย  เพราะทั้ง 3 ปัจจัยยังมีเครื่องหมายคำถาม”

จุรินทร์ อธิบายอีกว่าตัวกติกายังมีปัญหา รัฐธรรมนูญเองไม่สุจริตเที่ยงธรรมตั้งแต่ต้นหลายมาตรา โดยเฉพาะรูปแบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ไปกำหนดให้พรรคเดียวกันคนละเบอร์  อาจมีเป้าหมายเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นเบี้ยหัวแตก  เอื้อต่อการสืบทอดอำนาจ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างบทเฉพาะกาล 5 ปี  ให้ สว.มาเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย  เพราะผู้ที่คัดกรอง สว. 250 เสียง คือ คสช.เอง  ซึ่งการไม่ขัดรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้แปลว่าเที่ยงธรรม ยิ่งมีการเซตซีโร่พรรคและสมาชิกพรรค ห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง เป็นต้น  เกิดข้อวิจารณ์ว่าเอื้อพรรคใหม่บอนไซพรรคเดิม

ขณะเดียวกันผู้มีอำนาจก็มีทีท่าเปลี่ยนจากกรรมการมาเป็นผู้เล่นในสนามเอง การยื้อเวลาปลดล็อก  ข่าวใช้พลังดูดทางการเมือง รวมทั้งความเป็นห่วงเรื่องการใช้อำนาจเหนือองค์กรอิสระ ล้วนเป็นคำถามถึงความสุจริตเที่ยงธรรม

“กลไกปราบโกงต้องใช้กับทุกคนทุกพรรคทุกฝ่าย  ส่วนจะใช้ได้จริงหรือไม่ก็ขึ้นกับ กกต.ว่าต้องไม่เป็นเสือหมอบ หรือเสือกระดาษ” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวทิ้งท้าย

ขณะที่ คุณหญิงสุดารัตน์ มองว่าการจะปราบโกงได้ต้องเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองลงไปดำเนินการแข่งขันกันด้วยนโยบาย จะได้ไม่เกิดการซื้อสิทธิขายเสียง แต่กลับไม่เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองต่างๆ ทำแบบนั้น เมื่อพรรคการเมืองทำอะไรไม่ได้ไม่ใช่ปัญหาของพรรคการเมือง แต่เป็นการตัดโอกาสของประชาชนที่จะใช้พรรคการเมืองแก้ปัญหา

“การเลือกตั้งครั้งหน้า เราจะเจอปัญหาการใช้อำนาจรัฐผ่านราชการ ซึ่งจะเป็นที่หนักใจของ กกต. ซึ่งน่าเห็นใจ มีบางองค์กรถูกเซตซีโร่ บางองค์กรไม่ถูกเซต ทั้งที่เป็นองค์กรอิสระเหมือนกัน ภายใต้กฎหมายเดียวกัน นี่คือการใช้อำนาจพิเศษเข้ามาแทรกแซง เช่นเดียวกับการใช้อำนาจพิเศษปลดกรรมการบางท่าน ซึ่งอำนาจพิเศษนี้จะอยู่ทั้งก่อนการเลือกตั้ง ระหว่างการเลือกตั้ง และหลังการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการสร้างความหนักใจให้แก่ผู้ใช้กฎหมาย”

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวอีกว่า เมื่อก้าวเข้าสู่บรรยากาศของการเลือกตั้ง คนเป็นห่วงในเรื่องของการใช้อำนาจที่อาจทำให้เกิดความไม่เที่ยงธรรม เพราะวันนี้ผู้เขียนกติกาบอกจะไม่เป็นกรรมการแล้ว แต่จะลงมาเป็นผู้เล่น ทั้งที่ยังเป็นผู้ที่ยังมีอำนาจในการตัดสิน แบบนี้จะเที่ยงธรรมได้จริงหรือไม่

“เป็นความผิดปกติและไม่เป็นไปตามครรลอง และไม่เป็นไปตามหลักการ การเลือกตั้งครั้งหน้าจึงจะเป็นการเลือกตั้งครั้งที่หนักหน่วงสำหรับการจัดการเลือกตั้ง กกต.ควรคุมทุกอย่างได้ แต่วันนี้ท่านกลับถูกคุมด้วยมาตรา 44 วันนี้คงไม่ใช่ปัญหาของพรรคการเมืองที่โดนยุบอยู่พรรคเดียวอีกแล้ว แต่เป็นปัญหาของทุกพรรค นอกจากพรรคที่จะไปอยู่กับผู้มีอำนาจ” คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุ

ขณะที่ เจษฎ์ มองว่าเงื่อนไขต่างๆ ที่จะทำให้การเลือกตั้งถูกลากไปอีกไม่มีอีกแล้ว ถ้าพูดว่าจะมีการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์และยุติธรรม ยังไม่เห็นว่าจะมีการทุจริต แต่สิ่งที่ได้สัมผัสจากการลงพื้นที่พูดคุยกับประชาชน คือ เมื่อมีการเลือกตั้งทุกครั้งจะมีการทุจริตเลือกตั้งทุกหน่วย  ดังนั้นต้องเริ่มจากกลไกจากเสรีภาพของการตั้งพรรคการเมือง ซึ่งถ้าหากพรรคการเมืองนั้นไม่มีสมาชิกที่มีอุดมการณ์และจรรยาบรรณที่ดีก็ย่อมจะมีผลต่อการคัดเลือกผู้สมัครที่เหมาะสม หรือไม่สามารถหลุดพ้นพรรคที่เป็นของนายทุน และจะกระทบต่อการทำไพรมารีโหวตซึ่งเป็นหน้าด่านของการปราบโกง เพราะว่าจะไม่ได้ ผู้สมัครที่ไม่ซื้อสิทธิขายเสียง

“ตอนนี้รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวติดอาวุธให้กับประชาชนแล้ว โดยในรัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ว่าในการเลือกตั้งบางเขต ถ้ามีประชาชนไม่ประสงค์ลงคะแนนมากกว่าการประสงค์ลงคะแนนบุคคลใดในพื้นที่นั้น จะต้องจัดการเลือกตั้งใหม่และผู้สมัครในตอนแรกก็ห้ามลง และเชื่อว่าประชาชนเป็นกลไกที่ดีที่สุด และจะต้องอาศัยข้าราชการด้วย เพราะการทุจริตของนักการเมืองจะเกิดไม่ได้ ถ้าไม่มีข้าราชการเข้ามาร่วมด้วย” เจษฎ์ กล่าว

พระพยอม หนุนชะล้างสงฆ์ สมณศักดิ์อย่าเล่นเส้น-สอบบัญชีวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/553616

  • วันที่ 07 มิ.ย. 2561 เวลา 06:53 น.

พระพยอม หนุนชะล้างสงฆ์ สมณศักดิ์อย่าเล่นเส้น-สอบบัญชีวัด

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

ศรัทธาของพุทธศาสนิกชนกำลังถูก สั่นคลอนอย่างหนักหน่วง หลังจากที่ 7 พระชั้นผู้ใหญ่ตกเป็นผู้ต้องหาคดีทุจริต ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับเงินทอง

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเรื่องความโลภ ความอยากในทรัพย์สิน อำนาจ บารมี เป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดมลทินภายในจิตใจ ที่สามารถแปรเปลี่ยนคนดี หรือคนที่เป็นอันเคารพกราบไหว้ เฉกเช่นพระสงฆ์ ให้กล้ากระทำความผิดที่หักข้อกฎหมายของทางโลก

เกิดคำถามว่า ถึงเวลาแล้วหรือไม่ ที่การปฏิรูปวงการพระสงฆ์ของเมืองไทยควรเกิดขึ้นอย่างจริงจังและเร่งด่วนในทันที

เสียงของพระผู้ใหญ่ที่รู้จักกันดีในเมืองไทยอย่าง พระราชธรรมนิเทศ หรือ พระพยอม กลฺยาโณ พระนักเทศน์และเจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว สะท้อน มุมมองที่เกิดขึ้นกับอดีตพระเถระและอดีตพระชั้นผู้ใหญ่ของประเทศ ที่ถูกดำเนินคดีประวัติศาสตร์ไว้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะกับคำถามที่ว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นจะกระเทือนต่อพุทธศาสนิกชนหรือไม่ ซึ่งคำตอบจากพระนักเทศน์ชื่อดัง ผู้นี้ มองว่าศรัทธาของประชาชนไม่ได้สั่นคลอนลงไปแม้แต่น้อย

“ที่บอกว่าไม่สั่นคลอน เพราะเห็นได้ชัดว่าเมื่อวันวิสาขบูชาที่ผ่านมา ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังเดินทางไปทำบุญยังวัดต่างๆ ที่อดีตพระสงฆ์ไปก่อเรื่องเอาไว้ ซึ่งทำให้เห็นว่าพุทธศาสนากับตัวบุคคลนั้นได้แยกออกจากกัน และพระธรรมมีผลต่อจิตใจพุทธศาสนิกชนมากกว่าตัวพระสงฆ์” พระพยอม สะท้อนมุมมอง

พระพยอมเห็นภาพที่ชัดเจนและเปรียบเทียบว่า ประชาชนหรือพุทธศาสนิกชนมองศาสนาว่าคือต้นไม้ใหญ่ และพระสงฆ์คือคนที่ปีนขึ้นไปเก็บดอกผล แต่คนที่ละโมบโลภมากเมื่อปีนขึ้นไปแล้วก็อาจตกลงมา กรณีที่เกิดขึ้นก็เช่นกัน เราจึงได้เห็นภาพว่าคนฉลาดมากขึ้น แยกแยะออกจากกันระหว่างพระไม่ดีกับศาสนา และเชื่อได้สนิทว่า การกวาดล้างวงการสงฆ์เพื่อให้สะอาดมากขึ้นจะเกิดขึ้นอีกแน่นอน เพราะสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล มีความก้าวหน้า ซึ่งพระองค์จะนำพาพระพุทธศาสนาให้ก้าวไกลได้อย่างดี

“เรื่องเงินๆ ทองๆ กับพระสงฆ์เป็นเรื่องที่ยุ่งยากอย่างมาก จะไปว่าคนมาบริจาคเงินให้ก็ไม่ได้ เพราะเขาคง ไม่บริจาคจำนวนมากแน่นอน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือรัฐบาลจ่ายเงินงบประมาณให้กับวัดมากเกินไป เมื่อคนเห็นเงินมันก็เกิดกิเลส เกิดความโลภ ข้าราชการก็เหมือนกัน เราจึงเห็นภาพเงินทอนวัดกันตามมา พระก็มาเป็นลูกน้องข้าราชการที่คุมงบประมาณเพราะอยากได้เงินได้ทอง” พระพยอม ให้ความเห็น

แต่กระนั้น พระยอมมองว่าจากเหตุการณ์ทุจริตที่เกิดขึ้น ต้องดำเนินการ 3 เรื่องอย่างจริงจังและเด็ดขาด ซึ่งจะช่วยให้วงการพระสงฆ์กลับมาดียิ่งขึ้น คือ 1.คัดสรรคนมาบวชให้ดี อย่าเน้นปริมาณ หลายวัดเอาคนมาบวชเป็นหมื่นๆ คน ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรตามมา 2.การเลื่อนชั้นยศ สมณศักดิ์ จะต้องเอาคนที่มีความรู้ความสามารถ ไม่ใช่เส้นสายดั่งที่ผ่านมา และ 3.ต้องมีการตรวจสอบบัญชีวัดอย่างเข้มข้น และต้องมีกรรมการวัดเข้าร่วมตรวจสอบบัญชีด้วย

มโน เลาหวณิช

อีกหนึ่งความคิดเห็นที่น่าสนใจ ไม่น้อยอย่าง มโน เลาหวณิช อาจารย์วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬา ภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉายภาพว่า แม้เหตุการณ์ครั้งนี้หลายฝ่ายคาดหวังว่าจะนำพาไปสู่การปฏิรูปสงฆ์ แต่ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะอำนาจของสงฆ์ถูกฝังรากลึกและยังถูกใช้ในระบบพวกพ้อง เส้นสายมาช้านาน อีกทั้งอำนาจของสงฆ์ยังคงถูกรวบรวมไว้อยู่ที่เดียว ไม่มีการกระจายอำนาจ หรือแม้แต่การตรวจสอบก็ไม่มี ทำให้สงฆ์เหมือนเป็นใหญ่และทำตามอำเภอใจ ไม่สนว่าจะละเลยพระธรรมวินัย หรือผิดจากกิจของสงฆ์ ยิ่งเจ้าอาวาสบางรูปก็เหมือนเป็นราชา มีอาณาจักรเล็กๆ ของตนเอง ซึ่งก็คือวัด เพราะเราไร้ซึ่งการตรวจสอบ

“เงินงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนามันมหาศาลอย่างมาก อย่างรัฐบาลชุดก่อนก็เพิ่มงบประมาณให้ถึง 5,000 ล้านบาท และก้อนที่ใหญ่ที่สุดคือเงินอุดหนุนโรงเรียนวัดปริยัติธรรม ที่สูงถึง 1,200 ล้านบาท และที่น่าสนใจคือเมื่อก่อนเงินงบประมาณส่วนนี้ไม่มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดเลย จุดนี้คือสิ่งสำคัญ พระผู้ใหญ่เลยกล้า กล้าที่จะทำผิดกฎหมาย กล้าที่จะทุจริต” มโน ให้มุมมอง

มโน ระบุว่า ดังนั้น เมื่อมีเงินจำนวนมากมาอยู่ตรงหน้า และการทุจริตคอร์รัปชั่นนับเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วในวงข้าราชการ เมื่อมารวมกับพระที่มักมาก การทุจริตก็ยิ่งร้ายกาจและสร้างความ เสียหายอย่างหนักหน่วง เพราะอำนาจเป็นเรื่องที่น่ากลัว เมื่อพระกล้าทำทุจริต มีเงินมีทองมาก ก็นำพามาด้วยสีกา มีการเลี้ยงดูปูเสื่อ หรือบางส่วนเห็นช่องทางก็ตั้งบริษัททำธุรกิจ ทั้งๆ ที่ศาสนาห้ามเอาไว้เพราะไม่อยากให้ยุ่งกับเรื่องเงินทอง แต่ก็ไม่อาจทัดทานจิตใจของคนที่ละโมบโลภมากได้ แม้คนคนนั้นจะดำรงตัวอยู่ในผ้าเหลืองให้คนกราบไหว้ก็ตาม

“การปฏิรูปพระสงฆ์ต้องใช้พระธรรมวินัยเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เอาพระเป็นตัวตั้ง มีการตรวจสอบในทุกหน่วยงาน หากตรวจสอบพระกันอย่างจริงจัง เชื่อว่าปัญหาทุจริตคงไม่มีพระที่ไหนจะกล้าทำแน่นอน” มโน ทิ้งท้าย

ปรับหลักสูตรทุกระดับ แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/553526

  • วันที่ 06 มิ.ย. 2561 เวลา 10:55 น.

ปรับหลักสูตรทุกระดับ แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

แม้จะผ่านพ้นวันสิ่งแวดล้อมโลกไปเพียงแค่ 1 วัน แต่ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่หมักหมมในทุกวันนี้ ยังไม่อาจสลายได้อย่างรวดเร็ว และอาจกล่าวได้ว่า บนพื้นที่ประเทศไทยที่มีอยู่ราว 320 ล้านไร่ ในชั่วยามนี้ยังคงมีปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่าง “ครอบคลุม” ในทุกด้านทีเดียว

บนเวทีเสวนาภายใต้หัวข้อ เรื่อง “การศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมในยุค Disruption” ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งระดมข้อคิดเห็นตั้งแต่บุคคลระดับสูง นักวิชาการ ประชาชนทั่วไป มาสะท้อนข้อคิดเห็นเพื่อหาหนทางแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย และผลสรุปออกมาว่า การสร้างองค์ความรู้ผ่านการศึกษาที่มุ่งเน้นด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับคนรุ่นใหม่ และคนยุคปัจจุบันที่จะอยู่เพื่ออนาคต น่าจะเป็นทางออกสำคัญในการต่อลมหายใจของประเทศ

เฉกเช่น พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี บอกเล่าถึงมุมมองของปัญหาผ่านเวทีเสวนานี้ไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมเกิดจากสาเหตุที่หลากหลาย และที่สำคัญ คือ การเมือง

“การเมืองมีการเอาใจฐานเสียงรากหญ้าโดยให้ที่ดินทำกิน แต่สุดท้ายชาวบ้านเอาไปเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ จากนั้นมาขอที่ดินจากการเมืองรอบใหม่ ปัญหาจึงวนเวียนอยู่อย่างเดิม และจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และสังคม” พล.อ.ดาว์พงษ์ สะท้อนถึงปัญหา

เมื่อปัญหาเกิดขึ้นการเรียนรู้เพื่อแก้ไขจึงเกิดตาม ซึ่งจากปัญหาดังกล่าว พล.อ.ดาว์พงษ์ สะท้อนว่า จะนำไปสู่การเปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้ฝึกทักษะทางความคิด ความสามารถ และสติปัญญาเพื่อพัฒนาศักยภาพ ผ่านการจัดทำรายวิชา “เรื่องสิ่งแวดล้อมเรื่องของเรา” มุ่งเน้นเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างทรัพยากรน้ำ พลังงาน และเกษตรอาหาร บนพื้นฐานการใช้และอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมในอนาคต

พิสุทธิ์ เพียรมนกุล รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ฯ และผู้จัดทำ CHULA MOOC ด้านสิ่งแวดล้อม ให้ภาพว่า การสร้างทรัพยากรมนุษย์ให้มีลักษณะรักษาสิ่งแวดล้อม ต้องสร้างความตระหนักทำให้เยาวชนเห็นว่าขณะนี้แทบไม่เหลือแหล่งน้ำมีคุณภาพแล้ว อีกทั้งบ้านเรายังติดอันดับ 6 ที่มีขยะมากที่สุดของโลก จึงต้องทำให้คนเห็นปัญหา จากนั้นทำให้มุมมองปัญหานั้นลงมือแก้ไขจริงๆ

“การสร้างองค์ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมยอมรับว่าเป็นเรื่องยาก แต่ต้องทำให้เป็นเรื่องง่าย โดยเฉพาะต้องเข้าให้ถึงคน 3 กลุ่ม คือ 1.เด็กอนุบาล ต้องเริ่มปลูกฝังแต่เด็ก 2.ครู สำคัญมากที่จะนำองค์ความรู้ไปปลูกฝัง และ 3.พระ คือการเข้าถึงจุดศูนย์รวมจิตใจแหล่งชุมชนทุกแห่งได้เป็นอย่างดี”

ไม่ต่างจากมุมมองของ นงรัตน์ อิสโร ตัวแทนกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เห็นว่า การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมต้องเริ่มทำให้เยาวชนให้ใฝ่รู้ และสิ่งแวดล้อมอาจจำต้องแฝงอยู่ในทุกวิชา เช่น ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ เป็นต้น และเหนืออื่นใด ต้องไม่ทำให้การศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องไกลตัว ในทางกลับกันต้องทำเป็นเรื่อง “ใกล้ตัว” เพื่อให้เด็กหันมาสนใจสิ่งแวดล้อมด้วยตนเอง

“อาจจะเริ่มด้วยการรณรงค์ยุติการใช้พลาสติก จากนั้นก็ขยับไปสู่การรณรงค์ให้ห้างสรรพสินค้าเลิกใช้ถุงพลาสติกอย่างจริงจัง ซึ่งพลังเยาวชนจะขับเคลื่อนได้” นงรัตน์ ฉายภาพความคิดเห็น

ฝนถล่มทั่วทุกภาค ปภ.เตือน 61 จังหวัดรับมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/553366

  • วันที่ 05 มิ.ย. 2561 เวลา 06:21 น.

ฝนถล่มทั่วทุกภาค ปภ.เตือน 61 จังหวัดรับมือ

โดย…ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์

ฝนที่ตกกระหน่ำทั่วประเทศจากอิทธิพลพายุดีเปรสชันบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลางและมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย ทำให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ออกประกาศเตือนให้พื้นที่ 61 จังหวัดทั่วทุกภาคเตรียมพร้อมรับมือภาวะฝนตกและตกหนักบางพื้นที่ ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และคลื่นลมแรงบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเล

ทั้งนี้ 61 จังหวัดดังกล่าว แยกเป็น ภาคเหนือ 17 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำพูน ลำปาง น่าน แพร่ ตาก สุโขทัย อุตรดิตถ์ พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร นครสวรรค์ และอุทัยธานี

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 17 จังหวัด ได้แก่ เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา มหาสารคาม กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี

ภาคกลาง 18 จังหวัด ได้แก่ สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี สระแก้ว นครนายก ปราจีนบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และกรุงเทพมหานคร

ภาคใต้ 9 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา พังงา ภูเก็ต และกระบี่

อย่างไรก็ตาม ฝนที่ตกต่อเนื่องส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังแล้วในหลายจังหวัด โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก

ที่ จ.ขอนแก่น เกิดน้ำท่วมขังหลายพื้นที่ โดยเฉพาะถนนมิตรภาพทั้งขาขึ้นขาล่อง เส้นทางขอนแก่น-นครราชสีมา บริเวณด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลไปจนถึงทางลอดอุโมงค์ระดับน้ำท่วมสูงถึง 60 เซนติเมตร ทำให้การจราจรติดขัดอย่างมาก สมศักดิ์ จังตระกุล ผวจ.ขอนแก่น ได้สั่งการให้สูบน้ำออกจากบึงหนองโคตร ซึ่งเป็นบึงสาธารณะรับน้ำขนาดใหญ่ 1 ใน 3 ของเขตเมือง เพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่คลองส่งน้ำให้ไหลลงสู่บึงทุ่งสร้าง แล้วไปลงสู่แม่น้ำพองและแม่น้ำชี

ส่วนในเขตเทศบาลนครสกลนคร พื้นที่ต่ำถนนบางสายน้ำท่วมขังสูง 20-30 เซนติเมตร การระบายน้ำเป็นไปอย่างล่าช้า เนื่องจากมีเศษขยะจำนวนมากอุดตันบริเวณท่อระบายน้ำ ทำให้ไปลดประสิทธิภาพการระบายน้ำในเขตเทศบาล

วิชาญ แท่นหิน ปภ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ได้ประกาศเตือนให้ทั้ง 18 อำเภอติดตามข่าวสาร หากพื้นที่ใดมีปริมาณน้ำฝนสะสมทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และเอ่อล้นตลิ่งให้แจ้งปกครองในพื้นที่ ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมทรัพยากร เครื่องจักรกล และแผนปฏิบัติการเผชิญเหตุ รวมถึงกำลังเจ้าหน้าที่ให้มีความพร้อมปฏิบัติงาน อำนวยความสะดวก และให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยตลอด 24 ชั่วโมง

ด้าน จ.ตราด ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องก็ทำให้เกิดน้ำท่วมขัง ถนนสุขุมวิท ช่วงกิโลเมตรที่ 315-316 บ้านหนองบัว ต.วังกระแจะ อ.เมืองตราด ช่วงหน้าโรงแรมตราดซิตี้ ถึงปั๊มน้ำมันบางจากความสูงประมาณ 20-30 เซนติเมตร รถยนต์ไปมาด้วยความลำบาก นอกจากนี้ยังเกิดฝนตกหนักในอีกหลายพื้นที่ แต่ยังไม่มีรายงานน้ำท่วมขัง ขณะที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดตราด ได้ประกาศแจ้งเตือนให้ประชาชนระมัดระวังเรื่องฝนตกหนัก และอาจจะเกิดดินสไลด์ในพื้นที่เสี่ยงทั้งใน อ.บ่อไร่ และ อ.เกาะช้าง ในระยะ 2-3 วันนี้

สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวถึงการรับมือพายุฝนในปีนี้ ว่า กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝนปี 2561 นี้ จะมีค่าฝนเฉลี่ยน้อยกว่าปกติ 5-10% ซึ่งน้อยกว่าปี 2560 โดยอาจจะเกิดฝนทิ้งช่วง ในช่วงเดือน มิ.ย.นี้ ส่วนพายุ 1-2 ลูก จะเข้ามาในช่วงเดือน ส.ค. หรือเดือน ก.ย.นี้ ซึ่งได้เฝ้าระวังอยู่และได้มีการพร่องน้ำและทำแก้มลิงบางพื้นที่แล้ว อย่างไรก็ตามในสัปดาห์หน้าจะลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในอดีต จำนวน 28 แห่ง ทั้งนี้ เบื้องต้นได้เตรียมแผนรองรับและนำเครื่องมือไปติดตั้งประจำจุดไว้อยู่แล้ว

สำหรับแผนการรองรับสถานการณ์น้ำหลากในปีนี้นั้น เลขาธิการฯ สทนช. บอกว่า มีพื้นที่เสี่ยงอยู่ประมาณ 10 พื้นที่ ซึ่งได้ชี้เป้าให้ไปเตรียมการรับมือแล้ว ให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ชี้เป้า

เลขาฯ สทนช. กล่าวว่า การคาดการณ์จะเป็นหน้าที่ของส่วนหน้า คือ กรมอุตุนิยมวิทยา สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (จิสด้า) และกรมทรัพยากรธรณี หลังจากนั้นหน่วยงานที่บริหารจัดการที่มีพื้นที่เป็นของตัวเอง คือกรมชลประทาน กทม. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และกรมทรัพยากรน้ำ ซึ่งมีพื้นที่ฟื้นฟูแหล่งน้ำขนาดใหญ่ จะลงพื้นที่เพื่อกำหนดบทบาทให้ชัดเจนว่า หากมีการเกิดน้ำหลากจะต้องทำอย่างไรบ้าง ซึ่งทุกแหล่งน้ำจะต้องมีเจ้าภาพหลัก

อย่างไรก็ตาม เลขาฯ สทนช.ห่วงสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ ประมาณ 40-50 แห่ง เนื่องจากมีปริมาณเกิน 80% ของความจุ จึงได้สั่งการให้จัดทำแผนปฏิบัติการให้ชัดเจนว่าถ้าน้ำเข้ามาฝนตกจำนวนมากจะมีมาตรการอะไรบ้าง และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ซึ่งจังหวัดจะต้องรับทราบเรื่องนี้ด้วย

เมื่อเข้าหน้าฝน การรับมือน้ำท่วมจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องเตรียมพร้อม

บรรยายภาพ – น้ำท่วมขังถนนสุขุมวิท ในพื้นที่ จ.ตราด

รายงานพิเศษ : เกาะติดสถานการณ์ยางครึ่งปีแรก…แนวโน้มอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/404429

รายงานพิเศษ : เกาะติดสถานการณ์ยางครึ่งปีแรก…แนวโน้มอนาคต

รายงานพิเศษ : เกาะติดสถานการณ์ยางครึ่งปีแรก…แนวโน้มอนาคต

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สถานการณ์ยางครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2562 มีแนวโน้มที่ดีขึ้นเล็กน้อย ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 เมื่อเดือนตุลาคม 2561 ราคาอยู่ประมาณ 42 บาทต่อกิโลกรัม จากนั้นราคาได้ไต่ระดับขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงเดือนมีนาคม 2562 ราคาได้ทะลุ 50 บาทต่อกิโลกรัม ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมาราคาได้ขึ้นมาทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 54 บาทต่อกิโลกรัม

ในครึ่งปีหลังของปี 2562 สถานการณ์ราคายางพาราของไทยจะเป็นอย่างไร ?

นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า จากปัจจัยทั้งภายในและต่างประเทศจะทำให้ราคายางเพิ่มสูงขึ้นกว่าช่วงครึ่งปีแรกอย่างแน่นอน สำหรับความต้องการใช้ยางในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศจีนซึ่งเป็นตลาดยางที่สำคัญของไทย รัฐบาลจีนมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศที่ชะลอตัวลง ซึ่งจะให้ความต้องการใช้ยางเพิ่มขึ้น ประกอบกับ การประชุมนัดพิเศษของ สภาไตรภาคียางพารา (ITRC) ซึ่งมี 3 ประเทศผู้ผลิตยางรายใหญ่ของโลก คือ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ที่ผ่านมา มีมติตั้งคณะทำงานร่วม 3 ประเทศ เพื่อหาข้อสรุปในการออกมาตรการรักษาเสถียรภาพราคายางพารา โดยจะพิจารณาใช้ 5 มาตรการ คือ

1.จำกัดปริมาณส่งออกยาง โดยจะพิจารณาหาปริมาณที่เหมาะสมซึ่งจะอยู่ระหว่าง 200,000-300,000 ตัน 2.เพิ่มปริมาณใช้ยางในประเทศของทั้ง 3 ประเทศ 3.ลดพื้นที่ปลูกยางพาราเพื่อปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน 4.จัดตั้งตลาดกลางเพื่อซื้อขายยางพาราในตลาดซื้อขายจริง และตลาดซื้อขายล่วงหน้า โดยเป็นตลาดที่จัดตั้งร่วมกันระหว่างภูมิภาค (Regional Rubber Market : RRM) และ5.ตั้งสภายางแห่งอาเซียน (ASEAN Rubber Council : ARC) เพื่อเป็นเวทีให้ทั้ง 3 ประเทศ มาพูดคุยกันตั้งแต่แปรรูปยางพารา ศึกษาวิจัยรวมทั้งเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้

นอกจากนี้ ล่าสุดยังมีดังนั้น ช่วงครึ่งปีหลังจึงเริ่มมีจากปัจจุบันที่มีการใช้ยางในประเทศเพียง 600,000 ตันต่อปี หรือประมาณร้อยละ 14 ของกำลังการผลิตทั่วประเทศ คือ 4.5 ล้านตันต่อปีเท่านั้น โดยเฉพาะการดำเนินประเทศรัฐสุลต่านโอมาน เป็นอีกประเทศที่ให้ความสนใจนวัตกรรมถนนยางพารา เนื่องจากโอมานมีสภาพภูมิประเทศเป็นทะเลทราย อากาศร้อน ประสบปัญหาการเกิดร่องล้อบนถนนยางมะตอย ในขณะที่ถนนยางพาราโดดเด่นในเรื่องคุณสมบัติการทนความร้อนได้มากกว่าถนนยางมะตอยปกติ มีค่าความยืดหยุ่น คืนตัวดีและแข็งแรง มีอายุใช้งานที่มากกว่าทำให้เหมาะสมกับประเทศในเขตร้อนอย่างเช่น โอมาน

ความสำเร็จในการศึกษาวิจัย แปรรูปผลิตภัณฑ์ใหม่ๆจากยางพาราจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเสถียรภาพให้ยางพารา เพราะจะไม่ทำให้ตลาดยางยึดโยงกับการนำไปเป็นวัตถุดิบผลิตเป็นล้อยาง หรือล้อรถยนต์เท่านั้น ล่าสุด กยท. ร่วมมือกับคณะแพทย์ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ทำงานวิจัยเพื่อนำน้ำยางพาราแท้ 100% ในประเทศไทยมาผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงสื่อการเรียนการสอนให้นักศึกษาแพทย์ พยาบาล ซึ่งนอกจากจะช่วยให้วงการแพทย์ได้อุปกรณ์ที่ตรงความต้องการในสาขาอาชีพแล้ว ยังช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ลดค่าใช้จ่ายนำเข้าจากต่างประเทศที่มีราคาสูง และที่สำคัญยังช่วยเพิ่มปริมาณการใช้ยางธรรมชาติในประเทศอีกด้วย

สำหรับอุปกรณ์สำหรับใช้ในทางการแพทย์ รวมถึงสื่อการเรียนการสอนที่ประสบผลสำเร็จในการวิจัยดังกล่าวเช่น แบบหุ่นจำลองช่วยฝึกตัดชิ้นเนื้อ ซึ่งกยท.ร่วมกับหน่วยออร์โธปิดิกส์เนื้องอกกระดูกและเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ผลิตขึ้นมาเพื่อให้แพทย์ประจำบ้าน และนักศึกษาแพทย์ใช้ฝึกทักษะหัตถการในการหาชิ้นเนื้อมะเร็ง เนื้องอก เดิมเป็นหุ่นที่ทำมาจากยางสังเคราะห์ซึ่งเนื้อสัมผัสต่างจากเนื้อมนุษย์จริง แต่มีราคาแพงหลักแสนบาท ในขณะที่หุ่นจำลองที่ กยท.ได้ผลิตออกมาทำจากน้ำยางพารา 100% มีคุณสมบัติเหมือนเนื้อมนุษย์มากที่สุด แต่มีราคาเพียงแค่หลักหมื่น นอกจากนี้ กยท.ยังได้ทำงานวิจัยร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ในการใช้น้ำยางในการผลิตแผ่นฝึกเย็บแผล ราคาแค่แผ่นละ200-300 บาท จากเดิมใช้ทำจากซิลิโคน ราคาแผ่นละ 700-800 บาท

อีกผลงานที่ กยท.ประสบผลสำเร็จในการวิจัยคือ ผลิตภัณฑ์แผ่นรองพื้นรองเท้าเพื่อสุขภาพที่ผลิตจากยางพารา 100% รับน้ำหนักได้ดี มีผลดีต่อสุขภาพ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนจดสิทธิบัตร เพื่อทำผลิตภัณฑ์ในเชิงพาณิชย์ต่อไป

จะเห็นได้ว่า ปัจจัยต่างๆทั้งในและต่างประเทศในครึ่งปีหลัง รวมทั้งความร่วมมือของกลุ่มประเทศผู้ผลิตยางพารา ตลอดจนผลงานด้านการวิจัย ของกยท. ที่เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม ล้วนจะทำให้ความต้องการใช้ยางพาราเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ราคายางในอนาคต มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพแน่นอน!!

รายงานพิเศษ : ก.พร.ผสานพลังขรก.ยุคใหม่ รวมพลังหยุดยั้งคอร์รัปชัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/404456

รายงานพิเศษ : ก.พร.ผสานพลังขรก.ยุคใหม่ รวมพลังหยุดยั้งคอร์รัปชัน

รายงานพิเศษ : ก.พร.ผสานพลังขรก.ยุคใหม่ รวมพลังหยุดยั้งคอร์รัปชัน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พร.) เปิดเผยว่า สำนักงาน ก.พร. ได้เดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาระบบราชการให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้จัดกิจกรรมเสริมสร้างธรรมาภิบาล “ค่ายรวมพลังหยุดยั้งคอร์รัปชัน” ที่จังหวัดนครนายก  เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการต่อต้านคอร์รัปชัน และความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ โดยมีข้าราชการจากหน่วยงานต่างๆ ถึง 22 หน่วยงาน เข้าร่วมกิจกรรม อาทิ กรมที่ดิน  กรมศุลกากร กรมการปกครอง กรมการขนส่งทางบก กรมอุทยานสัตว์ป่า และพันธุ์พืช ฯลฯ เพื่อให้การขับเคลื่อนประเทศบรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี และนโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ตลอดจนเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของภาครัฐด้านความโปร่งใส  และการต่อต้านการทุจริต

โดยกิจกรรมภายในค่ายรวมพลังหยุดยั้งคอร์รัปชัน ที่ จ.นครนายก ประกอบไปด้วยการถ่ายทอดความรู้จากวิทยากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญโดยตรง และยังมีกิจกรรม Walk rally “รวมพลังความคิด พิชิตงานภายใต้หลักธรรมาภิบาล” ที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า กิจกรรม Workshop “รวมพลังความคิด ต้านทุจริตด้วยจิตพอเพียง” พร้อมการศึกษาดูงานที่ศูนย์เรียนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริระดับอำเภอ บ้านทุ่งกระโปรง เพื่อศึกษาดูงานแหล่งเรียนรู้เกษตรพอเพียงเกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสาน และศึกษาดูงานการสานต่อแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ณ ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ อีกด้วย

ทั้งนี้ ทางสำนักงาน ก.พร. มีความคาดหวังว่า ตัวแทนของหน่วยงานราชการที่มาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ จะเป็นเสมือนตัวแทนของข้าราชการยุคใหม่ ที่มีทั้งความรู้ คู่คุณธรรมและมีความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ และยังเป็นกำลังสำคัญของหน่วยงานในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันให้กับข้าราชการไทยในทุกรูปแบบ เพื่อเป็นการพัฒนาระบบราชการ เพื่อชีวิตที่ดีของประชาชนต่อไป

รายงานพิเศษ : กรมชลประทานยันความพร้อม สั่งคุมเข้มบริหารจัดการน้ำรับมือภัยแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/403924

รายงานพิเศษ : กรมชลประทานยันความพร้อม สั่งคุมเข้มบริหารจัดการน้ำรับมือภัยแล้ง

รายงานพิเศษ : กรมชลประทานยันความพร้อม สั่งคุมเข้มบริหารจัดการน้ำรับมือภัยแล้ง

วันอังคาร ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ต้องยอมรับว่าฤดูแล้งปี 2562 มาเร็วกว่าทุกปี และเนื่องจากปรากฏการณ์เอลนินโญ่ส่งผลกระทบให้ฤดูแล้งยาวนานกว่าปกติและยังมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น รวมทั้งประเทศไทยมีโอกาสเสี่ยงต่อความแปรปรวนทางสภาพอากาศอีกด้วย ซึ่งรัฐบาลสั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมรับมือปัญหาขาดแคลนน้ำที่อาจเกิดในพื้นที่ที่เสี่ยงกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบเรื่องน้ำของประเทศได้เตรียมความพร้อมรับมือภัยแล้งที่เกิดขึ้นอย่างไรบ้าง

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า สถานการณ์น้ำของประเทศในภาพรวม ปริมาณน้ำในแหล่งเก็บน้ำต่างๆยังเพียงพอกับความต้องการใช้ โดยขณะนี้ มีน้ำต้นทุนสำหรับใช้การได้จากทุกแหล่งน้ำรวม 29,102 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ขณะที่ความต้องการใช้น้ำจนกว่าจะเข้าฤดูฝนมี 8,719 ล้านลบ.ม. ดังนั้น จะเห็นได้ว่าปริมาณน้ำต้นทุนที่จะจัดสรรมีเพียงพอถึงเดือนพฤษภาคม 2562 และเพียงพอสำหรับสำรองต้นฤดูฝนอีก 20,115 ล้านลบ.ม. พื้นที่ในเขตชลประทานไม่ขาดแคลนน้ำอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปรากฏการณ์เอลนินโญ่ส่งผลกระทบให้ฤดูแล้งยาวนานกว่าปกติ ทำให้บางพื้นที่ในเขตชลประทานไม่มีการสนับสนุนน้ำ เพื่อทำนาปรังและเพื่อเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง เนื่องจากมีปริมาณอ่างเก็บน้ำมีน้ำต้นทุนน้อยเมื่อสิ้นสุดฤดูฝน 2561 จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการน้ำอย่างเคร่งครัด ลดความเสียหายให้เหลือน้อยที่สุดซึ่งมี 6 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น และอ่างเก็บน้ำแม่มอก จ.สุโขทัย จะไม่จัดสรรน้ำสนับสนุนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2561/62 อ่างเก็บน้ำลำนางรอง จ.บุรีรัมย์ อ่างเก็บน้ำทับเสลา จ.อุทัยธานี อ่างเก็บน้ำกระเสียว จ.สุพรรณบุรี และ อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง จ.นครราชสีมา จะจัดสรรน้ำสนับสนุนเฉพาะการเพาะปลูกพืชไร่ พืชผัก พืชใช้น้ำน้อย อย่างไรก็ตามทุกพื้นที่มีน้ำเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศจนถึงเดือนกรกฎาคม 2562

ส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทาน จากการวิเคราะห์ของสำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พบว่ามีพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค 7 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ชัยภูมิ เชียงใหม่ นครราชสีมา นครสวรรค์ ราชบุรี และเลย และพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรรวม 18 จังหวัด เช่น อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร ขอนแก่น ซึ่งแต่ละพื้นที่อาจได้รับผลกระทบต่างกัน

“เมื่อเปรียบเทียบปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่เมื่อปีที่แล้ว ณ เวลานี้มีน้ำกักเก็บ 27,400 ล้านลบ.ม. เวลาเดียวกัน ขณะนี้มีปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างฯขนาดใหญ่ 23,600 ล้านลบ.ม. น้อยกว่าปีที่แล้ว 3,800 ล้านลบ.ม. จึงขอความร่วมมือเกษตรกรงดปลูกข้าวต่อเนื่องหลังเก็บเกี่ยว” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

สำหรับสถานการณ์น้ำล่าสุด (20 มี.ค.2562) น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง มีปริมาณรวมกัน 47,910 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 63 ของความจุ เป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 23,984 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 46 เฉพาะอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ปริมาณน้ำในอ่างฯ 45,391 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 64 โดยเป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 21,849 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 46 เทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา จะมีปริมาณน้ำน้อยกว่าเล็กน้อย

ส่วนการจัดสรรน้ำใช้น้ำจากโครงการชลประทานขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศช่วงฤดูแล้ง ปี 2561/2562 วางแผนจัดสรรน้ำเพื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูแล้งวันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา ขณะนั้นมีปริมาณน้ำต้นทุนใช้การได้ 39,570 ล้านลบ.ม. โดยวางแผนจัดสรรน้ำทั้งประเทศ 23,100 ล้าน ลบ.ม. ตามลำดับ ความสำคัญดังนี้ เพื่อการอุปโภค-บริโภค 2,404 ล้าน ลบ.ม. รักษาระบบนิเวศและอื่นๆ 6,440 ล้าน ลบ.ม. เกษตรกรรม 13,953 ล้าน ลบ.ม.และอุตสาหกรรม 303 ล้าน ลบ.ม.

“การจัดสรรน้ำช่วงที่ผ่านมาเป็นไปตามแผน ปัจจุบัน ใช้น้ำไปแล้ว 7,076 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 88 ของแผนจัดสรรน้ำ ส่วนผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ในเขตโครงการชลประทานขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศ จัดสรรให้ปลูกพืชฤดูแล้ง 10.46 ล้านไร่ ปลูกไปแล้ว 9.04 ล้านไร่ แต่หากพิจารณาเฉพาะข้าวนาปรัง วางแผนให้ปลูก 8.03 ล้านไร่ ขณะนี้ปลูกไปแล้ว 8.46 ล้านไร่ เกินแผนที่วางไว้ โดยเฉพาะลุ่มเจ้าพระยาวางแผนให้ปลูก 5.30 ล้านไร่ ขณะนี้ปลูกไปแล้ว 5.85 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 110.38 ของแผนที่กำหนดไว้ กรมชลประทานขอความร่วมมือจากเกษตรกรงดทำนารอบที่ 3 หรือนาปรังรอบที่ 2 และขอให้ประชาชนใช้น้ำประหยัด เพื่อให้มีน้ำเพียงพอตลอดฤดูแล้ง สำรองไว้ใช้ช่วงต้นฤดูฝน” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวในตอนท้าย

รายงานพิเศษ : สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนไชยราษฎร์ฯ ใช้ระบบบัญชีบริหารธุรกิจสู่ความสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/403691

รายงานพิเศษ : สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนไชยราษฎร์ฯ ใช้ระบบบัญชีบริหารธุรกิจสู่ความสำเร็จ

รายงานพิเศษ : สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนไชยราษฎร์ฯ ใช้ระบบบัญชีบริหารธุรกิจสู่ความสำเร็จ

วันจันทร์ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในปัจจุบัน “สหกรณ์” นับเป็นสถาบันทางเศรษฐกิจและสังคมที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของไทย โดยมีการดำเนินธุรกิจที่หลากหลายเทียบเท่าภาคเอกชนและมีเงินทุนหมุนเวียนจำนวนมหาศาล ซึ่งหากนับรวมทุนดำเนินงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศขณะนี้ รวมเป็นจำนวนกว่า 3.2 ล้านล้านบาท หรือมากเป็นอันดับ 3 ของประเทศ

สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน เป็นสหกรณ์ประเภทหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นจากการรวมเงินทุนของกลุ่มของสมาชิกที่อาศัยอยู่ในวงสัมพันธ์เดียวกัน เช่น ที่อยู่อาศัย สถานที่ทำงาน สถานศึกษา หรือมีการประกอบอาชีพเดียวกัน หลักการดำเนินงานของสหกรณ์จึงกำหนดขึ้นมาภายใต้อุดมการณ์ของการร่วมมือกัน เพื่อมุ่งช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยมีสมาชิกเป็นเจ้าของสหกรณ์ ซึ่งการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน มีความเกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมทางการเงินโดยตรง ทั้งธุรกิจการให้บริการเงินรับฝาก หรือการให้บริการเงินกู้ยืมแก่สมาชิก การส่งเสริมความรู้ด้านการเงินการบัญชี จึงเป็นสิ่งที่คณะกรรมการสหกรณ์ ฝ่ายจัดการ รวมไปถึงสมาชิกสหกรณ์ จำเป็นต้องให้ความสำคัญ เพื่อช่วยให้ระบบการเงินการบัญชีของสหกรณ์มีความเข้มแข็ง มีการควบคุมภายในที่ดี ดำเนินธุรกิจได้อย่างโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิก และป้องกันความเสี่ยงจากการทุจริตได้

สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนไชยราษฎร์ จำกัด จ.สุราษฎร์ธานี เป็นหนึ่งในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนที่มีการนำระบบบัญชีมาใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจสหกรณ์ โดยได้รับการส่งเสริมความรู้และสนับสนุนการใช้โปรแกรมระบบบัญชีจากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เริ่มจากการใช้ระบบโปรแกรมบัญชีแยกประเภทเป็นโปรแกรมแรก ในปี 2549 และใช้เต็มทุกระบบเมื่อ ปี 2554 นับเป็นสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งแรกที่ใช้โปรแกรมของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี นอกจากการใช้โปรแกรมระบบบัญชีแล้ว สหกรณ์ฯ ยังได้นำนวัตกรรม Smart4M มาใช้อำนวยความสะดวกให้แก่คณะกรรมการและสมาชิก ได้มีช่องทางเข้าถึงข้อมูลสหกรณ์ด้วยเทคโนโลยีซึ่งสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวก ทุกที่ ทุกเวลา ทำให้ตัดสินใจในการบริหารงานสหกรณ์ได้รวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ และสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งสหกรณ์ฯ ได้คิดต่อยอดจากการใช้งานโปรแกรม โดยการให้สมาชิกสามารถชำระค่าหุ้น เงินฝากและชำระหนี้ผ่านทางธนาคาร และส่งเอกสารการชำระเงินผ่านทางกลุ่มไลน์ของสหกรณ์ เพื่อที่สหกรณ์จะได้ตรวจสอบรายการชำระเงินดังกล่าวแล้วบันทึกบัญชีรายการรับเงินในระบบโปรแกรม ซึ่งสมาชิกสามารถตรวจสอบรายการชำระเงินของสมาชิกได้ทันทีผ่านทาง Application Smart4M หลังจากสหกรณ์บันทึกรายการรับเงินแล้ว ซึ่งจะเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่สมาชิกไม่ต้องเดินทางมาทำธุรกรรมทางการเงินกับสหกรณ์ด้วยตัวเอง เป็นการลดเวลาและค่าใช้จ่ายสำหรับสมาชิก ซึ่งปฏิบัติงานอยู่นอกพื้นที่ทำการสหกรณ์ ไม่ต้องมาติดต่อกับสหกรณ์ด้วยตนเอง

 

 

นายหิรัญ เรืองสวัสดิ์ รองประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนไชยราษฎร์ จำกัด กล่าวว่า สหกรณ์ฯ จัดตั้งขึ้น จากการรวมตัวของชาวบ้านในพื้นที่อ.ไชยราษฎร์ ได้มีสหกรณ์เป็นแหล่งเงินทุนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิก ทั้งนี้ ปัจจุบันสหกรณ์ฯ มีเงินทุนหมุนเวียนจำนวนกว่า 50 ล้านบาท การบริหารเงินของสมาชิกจึงต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ มีมาตรฐาน ตรวจสอบได้ สหกรณ์ฯ จึงได้นำเครื่องมือที่เปรียบเป็นหัวใจหลักในการบริหารงาน คือ ระบบบัญชี มาใช้ขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้รู้ตัวตน รู้ฐานะทางการเงิน รู้ทุน รู้ความสามารถในการนำเงินไปลงทุนหรือให้บริการสมาชิก เห็นถึงอดีต ปัจจุบัน และวางแผนไปสู่อนาคตได้ เริ่มจากทำบัญชีด้วยมือ ก็ปรับเปลี่ยนตามยุคสมัยมาใช้ระบบโปรแกรมบัญชี โดยได้รับการสนับสนุนแนะนำการทำบัญชีและให้บริการติดตั้งโปรแกรมระบบบัญชีต่างๆ จากสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์สุราษฎร์ธานี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งจากการนำระบบบัญชีมาใช้ ช่วยให้การบริหารงานคล่องตัว คณะกรรมการได้เห็นงบการเงินและนำหลักฐานทางบัญชีมาวางแผนการบริหารจัดการ ที่สำคัญคือ การสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิกสหกรณ์ ได้เห็นถึงความพร้อมในการบริหารงานของสหกรณ์ที่มีความโปร่งใส มีระบบบัญชีที่เป็นมาตรฐาน ทำให้สหกรณ์ได้รับรางวัลชมเชย ด้านการจัดทำบัญชีและงบการเงินในปี 2551 และได้รับรางวัลประเภทสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนดีเด่นด้านการจัดทำบัญชีและงบการเงิน ในปี 2552

ในส่วนของการส่งเสริมการทำบัญชีให้แก่สมาชิก สหกรณ์ฯ ได้ส่งเสริมให้สมาชิกมีการจัดทำบัญชีครัวเรือน โดยมีเจ้าหน้าที่สหกรณ์ฯ ที่เป็นครูบัญชีอาสาของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มาช่วยให้คำแนะนำ ปรึกษา การจัดทำบัญชีแก่สมาชิกที่สนใจ ซึ่งหลักฐานจากการทำบัญชีของสมาชิกจะเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาการให้เงินกู้ของสมาชิกแต่ละราย

“สหกรณ์ฯ มุ่งเน้นในส่วนของคุณภาพคนโดยใช้สหกรณ์เป็นเครื่องมือ เพื่อพัฒนาคนพร้อมกับมีแหล่งเงินทุนด้วย โดยหลักเกณฑ์การให้กู้แก่สมาชิก พิจารณาจาก 1.การสะสมหุ้น สมาชิกมีการถือหุ้นกับสหกรณ์อย่างสม่ำเสมอ 2.สมาชิกจะต้องผ่านการอบรมสมาชิกใหม่และการอบรมสมาชิกรายปี 3.การร่วมกิจกรรมกับสหกรณ์ เช่น การประชุมใหญ่สามัญประจำปี หรือกิจกรรมอื่นของสหกรณ์ที่ให้สมาชิกมีส่วนร่วม 4.วัตถุประสงค์ในการกู้กับความสามารถในการชำระคืนของสมาชิกแต่ละราย ซึ่งคนที่ทำบัญชีครัวเรือนจะได้สิทธิพิเศษในการพิจารณาให้เงินกู้ เรื่องนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่เราให้ความสำคัญ ถือเป็นเครดิตของคนที่เข้ามากู้ โดยดูจากระเบียบวินัยในการใช้จ่ายเงินของเขาด้วย”รองประธานสหกรณ์ฯ กล่าว

การนำบัญชีมาใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจสหกรณ์ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จ สะท้อนให้เห็นตัวตนของสหกรณ์ได้อย่างชัดเจน ทั้งผลการดำเนินงาน ฐานะทางการเงิน ช่วยป้องกันการทุจริตและป้องกันการสูญหายของสินทรัพย์ นอกจากนี้ยังใช้เป็นแหล่งข้อมูลทางการเงินในการตัดสินใจด้านต่างๆ ของผู้บริหาร เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลทางบัญชี สามารถนำมาวางแผนควบคุม วัดผลดำเนินงาน และตัดสินใจในการขยายธุรกิจและการงานด้านต่างๆ นำมาสู่ความสำเร็จในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิกและพัฒนาสหกรณ์ให้เติบโตอย่างยั่งยืน