รายงานพิเศษ : นายกแจ๊สเมืองปทุมธานีเตือนมวลน้ำปีนี้น้องๆปี’54 ปชช.อย่าประมาทร่วมสมาคมอบจ.ช่วยเหลือคนปทุม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/610256

รายงานพิเศษ : นายกแจ๊สเมืองปทุมธานีเตือนมวลน้ำปีนี้น้องๆปี’54  ปชช.อย่าประมาทร่วมสมาคมอบจ.ช่วยเหลือคนปทุม

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายบุญชู จันทร์สุวรรณ นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย มอบหมายให้ นางบังอร วิลาวัลย์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมองค์การบริหารร่วมจังหวัดแห่งประเทศไทย ร่วมลงพื้นที่มอบถุงยังชีพ 1,000 ถุง ให้กับ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี นางรุจศลักษณ์ธูปกระจ่าง ตั้งวงษ์เลิศ (น้องบาย) เลขานุการนายก อบจ.ปทุมธานี เพื่อไปมอบให้กับประชาชนเพื่อเป็นกำลังใจและบรรเทาภัยให้กับผู้ที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วม 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลบางหลวง ตำบลบางเดื่อ และตำบลบ้านฉาง ที่ชุมชนวัดบางหลวง ตำบลบางหลวง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี

สืบเนื่องจากกองอำนวยการน้ำแห่งชาติได้ประเมินและวิเคราะห์ปริมาณฝนตกร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน)
คาดการณ์ปริมาณน้ำหลากจากตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยาจากแม่น้ำปิงจะทำให้มีน้ำไหลผ่านบริเวณอำเภอเมืองจังหวัดนครสวรรค์ เพิ่มสูงสุดจากอัตรา 2,484 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 3,000-3,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในวันที่ 22 ตุลาคม 2564 โดยจะบริหารจัดการน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยา ด้วยการหน่วงน้ำและผันน้ำเข้าคลองต่างๆ ด้านเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ทำให้มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท อยู่ในเกณฑ์ 2,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณเหนือเขื่อนและท้ายเขื่อนเจ้าพระยา มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น จากปัจจุบันประมาณ20-40 เซนติเมตร ในช่วงวันที่ 23-30 ตุลาคม 2564

ด้าน นางบังอร วิลาวัลย์ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า นายบุญชู จันทร์สุวรรณ นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย (นายก อบจ.สุพรรณบุรี) ได้มอบหมายให้ตนเองและทีมงานที่มาด้วยความตั้งใจและห่วยใยพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมไม่ว่าผู้ประสบภัยจะอยู่ที่ไหน สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย จะเข้าไปช่วย ส่วนในจังหวัดปทุมธานีวันนี้ได้จัดถุงยังชีพ1,000 ชุด บรรจุบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป10 ซอง ปลากระป๋อง 10 กระป๋อง และข้าวสารหนัง 15 กิโลกรัม เพื่อบรรเทาภัยให้กับผู้ที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วม 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลบางหลวง ตำบลบางเดื่อ และตำบลบ้านฉาง จำนวน 500 ชุด และอีก 500 ชุด ทางพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี และทีมงานจะนำไปมอบยังจุดอื่นๆที่ได้รับความเดือดร้อนต่อไป

ส่วน พล.ต.ท.คำรณวิทย์ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า ปีนี้น้ำมาเยอะน้องๆ ปี 2554 อยากให้พี่น้องประชาชนทุกคนอย่าประมาท ทาง อบจ.ได้ประสานกับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ โดยการนำแพโฟมมามอบให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบแล้ว นอกจากนี้ยังห่วงเรื่องของกระแสไฟ เนื่องจากอุบัติเหตุไฟดูดอาจเกิดขึ้นได้ เช่นที่ วัดอัมพุวราราม ต.บ้านงิ้ว อ.สามโคก จ.ปทุมธานี โดยพระสงฆ์ถูกไฟฟ้าช็อตขณะขนย้ายสิ่งของกระสอบทรายวางเป็นทางเดิน และยังมีสุนัขถูกไฟฟ้าช็อตตาย 1 ตัว ภายในวัด เบื้องต้นได้นำไม้ตรวจสอบกระแสไฟฟ้าในน้ำและมีเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดปทุมธานี ร่วมถึงนักศึกษาอาชีวะวิทยาลัยเทคนิคปทุมธานีช่วยเหลือในการตรวจกระแสไฟและเคลื่อนย้ายปลั๊กไฟฟ้ารวมถึงมอเตอร์ไฟฟ้าให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบซึ่งหลังน้ำลดก็จะมีเจ้าหน้าที่และนักศึกษาที่เกี่ยวกับไฟฟ้ามาซ่อมแซมให้เหมือนเดิมในส่วนของวันนี้ต้องขอบคุณสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย ที่สนับสนุนจัดถุงยังชีพจำนวน 1,000 ชุด เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยจากน้ำเอ่อล้นริมแม่น้ำเจ้าพระยานอกคันกั้นน้ำซึ่งจะนำไปมอบให้กับประชาชที่ได้รับความเดือดร้อนให้ทั่วถึงต่อไป

อนันต์ วิจิตรประชา

รายงานพิเศษ : เนรมิตป่าคอนกรีตลานจอดรถเป็นสวนไม้ดอกไม้ประดับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608649

รายงานพิเศษ : เนรมิตป่าคอนกรีตลานจอดรถเป็นสวนไม้ดอกไม้ประดับ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ภาพที่เห็นอยู่นี้ เป็นลานจอดรถของห้างลีวิวัฒน์สาขา 7 ที่มีการวาดภาพ Street Art ตึก 7 ชั้น 35 เมตร โดยคุณสมศักดิ์ อรุโณประโยชน์  ประธานกลุ่ม หจก.ลีวิวัฒน์ มีแนวคิด ในการพัฒนาลานจอดรถซึ่งมีป่าคอนกรีตโดยรอบให้มาเป็นสวนไม้ดอกไม้ประดับ ตั้งแต่ปากทางเข้าลานจอดรถถนนไทรบุรี จะมีซุ้มไม้ดอกไม้ประดับ สองข้างทาง รวมทั้งกลุ่มตรงกลางที่เป็นทางแยก เข้า-ออกของรถก็จะทำเป็นศาลาทรงไทยประดับประดาด้วยไม้ดอกไม้ประดับหลากหลายสายพันธุ์นานาชนิดและมีเก้าอี้ม้าหินสำหรับนั่งพักผ่อนในศาลาด้วย เนื่องจากตนเองมีความชอบในเรื่องไม้ดอกไม้ประดับอยู่แล้วจึงต้องการที่จะนำไม้ดอกไม้ประดับ มาทำเป็นสวนดอกไม้ บริเวณลานจอดรถให้เป็นสีเขียว

อีกทั้งงาน Street Art ตึก 7 ชั้น สูง 35 เมตร ก็จะแล้วเสร็จในวันที่ 15 ตุลาคมนี้ ซึ่งจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวที่จะมาชื่นชมกับภาพ Street Art 
และนำรถมาจอดที่ลานจอดรถก็ยังจะได้ชื่นชมกับความสวยงามของสวนไม้ดอกไม้ประดับนานาชนิด หลากหลายสายพันธุ์ ที่สร้างความร่มรื่นสวยงามเขียวชอุ่มบริเวณลานจอดรถ เพื่อให้ลูกค้าที่มาจับจ่ายใช้สอยภายในห้างสามารถเข้ามาชื่นชมกับสวนไม้ดอกไม้ประดับบริเวณลานจอดรถตรงนี้ได้ โดยทางห้างเปิดสวนไม้ดอกไม้ประดับ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ตลอดเวลา

ในขณะเดียวกัน คุณสมศักดิ์ ก็ได้มีไอเดียในการพัฒนาดัดแปลงคูระบายน้ำโดยรอบบริเวณลานจอดรถให้กลายมาเป็นบ่อเลี้ยงปลา ที่มีทั้งปลาดุกปลานิล และปลาทับทิม โดยใช้ระบบน้ำหมุนเวียนตลอดเวลาตามหลักวิชาการ รวมทั้งให้อาหารเม็ดแทนอาหารสด มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำทุก 7 วันและมีพนักงานของห้างคอยดูแลทำความสะอาดภายในสวนไม้ดอกไม้ประดับแห่งนี้

สำหรับคูน้ำบ่อเลี้ยงปลาก็มีฝาปิด เป็นช่วงๆและใช้ไม้ดอกไม้ประดับ มาประดับบริเวณฝาปิดให้กลมกลืน ภายในสวนดอกไม้อย่างลงตัวจะเห็นได้ว่า ภายในสวนแห่งนี้จะมีไม้ดอกไม้ประดับกว่า 100 ชนิด ที่นำมาประดับอย่างลงตัวและมีทางเดินให้กับประชาชนที่สนใจเข้ามาเที่ยวชมได้ตลอดเวลาเข้าชมฟรีและจะเข้าไปถ่ายเซลฟี่กับไม้ดอกไม้ประดับก็ได้

นายวิบูลย์ อรุโณประโยชน์ บุตรชายของคุณสมศักดิ์ กล่าวว่า แรกเริ่มเดิมทีวัตถุประสงค์และการสร้างสวนดอกไม้มาจาก คุณพ่อผมท่านชอบต้นไม้ ก็เลยอยากจะให้สร้างบรรยากาศบริเวณลานจอดรถที่เป็นป่าคอนกรีตเฉยๆ ต้องการจะสร้างความร่มรื่น บรรยากาศสำหรับคนที่มาจอดรถแล้วได้เห็น แทนที่จะได้เห็นคอนกรีตเห็นตึกโดยรอบก็จะได้เห็นความร่มรื่นขึ้นมา แล้วก็ตัวท่านเองก็อยากจะให้ต้นไม้ทำให้ลูกค้ามีความรู้สึกที่ดีๆ ร่มรื่นเมื่อจอดรถจะได้เห็นต้นไม้ ระหว่างรอการจับจ่ายใช้สอย ก็จะมีการนั่งนกชมไม้ไปก่อน อันนี้เป็นความคิดของคุณพ่อ

ปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์

รายงานพิเศษ : รองผู้ว่าฯสมุทรสงคราม เยี่ยมศูนย์การเรียนรู้ โคก หนอง นา โมเดล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/607362

รายงานพิเศษ : รองผู้ว่าฯสมุทรสงคราม เยี่ยมศูนย์การเรียนรู้ โคก หนอง นา โมเดล

วันศุกร์ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสุพจน์ ยศสิงห์คำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดฯ พร้อมด้วย นางชยาณี มัจฉาเดช พัฒนาการจังหวัดสมุทรสงคราม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์การเรียนรู้โคก หนอง นา โมเดลหมู่ที่ 6 ตำบลบางสะแก อำเภอบางคนที โดยมี นายมนัสบุญพยุง กำนันตำบลบางสะแก และประชาชนในตำบลบางสะแกต้อนรับ และนำชมการดำเนินการปรับพื้นที่ โคก หนอง นาโมเดล ตามโครงการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง กิจกรรมที่ 4 การพัฒนาศูนย์เรียนรู้ทฤษฎีรูปแบบใหม่ โคก หนอง นา พัฒนาชุมชน แปลงพื้นที่ 3 ไร่ ครัวเรือนต้นแบบใช้ประโยชน์ในพื้นที่ตามหลักกสิกรรมธรรมชาติ เพื่อพัฒนาให้เป็นศูนย์เรียนรู้ในพื้นที่ สร้างความมั่นคงทางอาหาร ให้สามารถพึ่งตนเองและเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน

รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดฯ กล่าวว่า ศูนย์การเรียนรู้ โคก หนอง นา โมเดล ตำบลบางสะแก แห่งนี้ จะเป็นแหล่งการถ่ายทอดความรู้การบริหารจัดการน้ำด้วยศาสตร์พระราชา ในพื้นที่ศูนย์การเรียนรู้ โคก หนอง นา โมเดลร่วมเปลี่ยนแปลงให้เกิดความยั่งยืนภายใต้สถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ร่วมพิชิตความยากจน มุ่งถ่ายทอดสู่แนวทางศาสตร์พระราชา การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพดี มีความสุขกันถ้วนหน้า และยังมุ่งเน้นความเป็นอัตลักษณ์ของเมือง 3 น้ำ 3 นา3 ศาสนา 3 อำเภอ ดึงการมีส่วนร่วมจากทุกภาคี สร้างแผ่นดินนี้ให้อุดมสมบูรณ์

หากเรามีพื้นที่ตามแบบมาตรฐาน โคก หนอง นา โมเดล ขนาดพื้นที่ 3 ไร่ที่กักเก็บน้ำในระดับความลึก 3 เมตร เราจะกักเก็บน้ำได้ 4,000 ลูกบาศก์เมตรถ้าเรามีโคก หนอง นา 1 ล้านแปลง เราจะกักเก็บน้ำได้ 4,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี จะเป็นสถานที่กักเก็บน้ำ แก้ปัญหาน้ำล้นฝั่ง แก้ปัญหาภัยแล้งได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

สราวุฒิ ศรีธนานันท์

รายงานพิเศษ : ประมูลโละสต๊อกยาง…ได้มากกว่าเสีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605057

รายงานพิเศษ : ประมูลโละสต๊อกยาง...ได้มากกว่าเสีย

วันอังคาร ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ทิศทางสถานการณ์ราคายางพาราจะเป็นอย่างไรในไตรมาสสุดท้าย หลังจากทิศทางราคายางเริ่มค่อยๆลดลงตั้งแต่กรกฎาคม 2564 เป็นต้นมา ราคายางเฉลี่ยในเดือนกันยายน 2564 ยางแผ่นรมควันชั้น 3 ราคา 52.29 บาท/กก. ยางแผ่นดิบ ราคา 50.12 บาท/กก. และน้ำยางสด ราคา 47.92 บาท/กก.

อย่างไรก็ตามทิศทางราคายางยังไม่แน่นอนในปัจจุบัน มีการจับไปโยงกับกรณีที่ การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) ประมูลระบายสต๊อกยางจำนวน 104,763.35 ตัน ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมาว่า เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ยางมีแนวโน้มลดลง และยังกล่าวหาว่ามีความไม่โปร่งใส ทำให้ประเทศชาติเสียหายอีกด้วย

เรื่องนี้จริงหรือไม่ จะเอาหลักฐานความเป็นจริงมาพิจารณาวิเคราะห์กัน?

ราคายางในเดือนเมษายน 2564 ก่อนที่จะเปิดประมูลยาง ราคาเฉลี่ยยางแผ่นรมควันชั้น 3 ราคา 62.80 บาท/กก. ยางแผ่นดิบ ราคา 60.13 บาท/กก. และน้ำยางสดราคา 59.52 บาท/กก.

สำหรับยางที่ กยท.เปิดประมูลในลอตดังกล่าว เป็นยางเก่าค้างสต๊อกจากโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง เมื่อปี 2555 และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง เมื่อปี 2557 ที่รับซื้อเข้ามาเพื่อตัดปริมาณยางในตลาดรักษาสถานภาพราคายาง รวมกันประมาณ 278,000 ตัน โดยในปีเดียวกันคือปี 2557 ก็ได้มีการเปิดประมูลเพื่อระบายยางจำนวนดังกล่าวเป็นครั้งแรก แต่บริษัทที่ชนะการประมูลไม่ทำตามสัญญารับซื้อไปเพียงแค่ 37,602 ตัน เพราะราคายางตกลงมาอย่างมากจึงรับซื้อไม่ครบ ทำให้ยางยังคงค้างสต๊อกจำนวนมาก

ต่อมาระหว่างปี 2559-2560 ได้เปิดประมูลครั้งที่ 2 เป็นการประมูลแบบคละเหมาคุณภาพแยกโกดัง ให้พ่อค้าเข้าไปตรวจสอบคุณภาพ
หากพอใจโกดังไหนที่ประมูลโกดังนั้น พ่อค้าก็เลือกยางที่คุณภาพดีไปหมด เหลือเฉพาะที่ยางเก่าคุณภาพไม่ดี จำนวน 104,763.35 ตัน และมีพ่อค้าบางกลุ่มนำยางในสต๊อกดังกล่าวไปอ้างว่า “ยางไม่ขาดมีในสต๊อกเป็นแสนๆตัน” เพื่อกดราคารับซื้อยางจากเกษตรกร ทั้งๆที่ยางดังกล่าวเป็นยางเสื่อมสภาพ ซึ่งได้มีการตรวจสอบคุณภาพและการประเมินมูลค่าสต๊อกยางแล้วจาก คณะกรรมการบริหารสต๊อกยาง บริษัทผู้ประเมินอิสระ ผู้แทนของเกษตรกรชาวสวนยาง และสถาบันวิจัยยาง กยท. แล้วว่า “เป็นยางเสื่อมสภาพ” ที่ไม่มีสภาพพร้อมใช้ ถ้าจะใช้จะต้องนำไปฟื้นฟูปรับสภาพใหม่ ซึ่งจะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในส่วนนี้

นอกจากนี้การเก็บรักษายางในสต๊อกยังมีค่าใช้จ่ายในเรื่อง ค่าเช่าโกดัง ค่าประกันภัยยางพารา โดย ระหว่างปี 2555-2559 ใช้เงินไปทั้งสิ้น 2,317 ล้านบาท และระหว่างปี 2559-2564 ใช้เงินไปอีก 925 ล้านบาท เป็นการนำเงินจากกองทุน
พัฒนายางพาราซึ่งเป็นเงินที่ดูแลเกษตรกรชาวสวนยางมาใช้

ดังนั้นคณะกรรมการการยางธรรมชาติ (กนย.) ซึ่งมีทั้งหมด 31 ท่าน โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นรองประธาน และผู้แทนส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานเอกชน ผู้แทนเกษตรกรและเครือข่ายเกษตร ตลอดจนผู้ว่าการ กยท. ร่วมเป็นกรรมการ ได้มีมติเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2563 ให้ระบายยางในสต๊อกดังกล่าวให้หมดโดยเร็ว และนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 ซึ่ง ครม.ก็มีมติเห็นชอบให้เร่งระบายยางในสต๊อก เพื่อลดภาระงบประมาณและรักษาประโยชน์สูงสุดของรัฐ โดยต้องดูจังหวะที่เหมาะสมและไม่กระทบกับราคายางในตลาดมากนัก

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังได้ให้นโยบาย กยท. ด้วยว่า ให้ดูช่วงเวลาที่เหมาะสมในการระบายเพื่อไม่ให้กระทบราคายางในตลาดโดยที่พี่น้องเกษตรกรต้องได้รับประโยชน์สูงสุด รวมทั้งต้องรักษาผลประโยชน์ของภาครัฐเพราะเป็นเงินภาษีพี่น้องประชาชน และที่สำคัญต้องถูกต้องตามระเบียบ สุจริตโปร่งใสตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน โดยรัฐมนตรีเฉลิมชัยได้เน้นย้ำที่สุดคือ “ห้ามทุจริตคอร์รัปชั่นโดยเด็ดขาด”

คณะกรรมการ กยท. ที่มีผู้แทนจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนเกษตรกรชาวสวนยาง
ผู้แทนสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้แทนที่มีความเชี่ยวชาญทางการค้า เป็นกรรมการ ได้มีมติเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2564 ให้ กยท.ดำเนินการระบายสต๊อกยางในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2564 เนื่องจากเป็นฤดูปิดกรีด ปริมาณผลผลิตมีไม่มาก การระบายยางในช่วงเวลานี้จะมีผลกระทบต่อตลาดน้อยหรือแทบไม่มีผลกระทบเลย

การเปิดประมูลขายยางในสต๊อกครั้งที่ 3 จำนวน 104,763.35 ตันดังกล่าว ได้มีการกำหนดราคากลาง และหลักเกณฑ์การประมูลคำนึงถึงผลประโยชน์ของรัฐเป็นสำคัญ และเป็นไปตามมติของคณะกรรมการ กยท. ที่ได้มีการพิจารณาตามขั้นตอนอย่างเป็นระบบ เหมาะสม และโปร่งใส ทั้งนี้ มีบริษัทที่ผ่านคุณสมบัติตามประกาศเบื้องต้นและสามารถเข้าร่วมประมูลได้มีจำนวน 6 ราย แต่มีเพียงบริษัทเดียวที่สนใจเข้ายื่นประมูล คือ บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด(มหาชน) ซึ่งบริษัทดังกล่าวมีคุณสมบัติครบถ้วนตรงตามที่ระบุไว้ในประกาศทุกประการ อีกทั้งยังเสนอซื้อยางในราคาที่สูงกว่าที่ กยท. กำหนด โดยเสนอซื้อในราคา 37.28 บาทต่อกิโลกรัม รวมมูลค่าประมาณ 3,900 ล้านบาท

ทำไมราคาที่เสนอซื้อถูกกว่า ราคายางในช่วงเวลานั้น?

ราคายางแผนรมควันชั้น 3 ในเดือนเมษายน 2564 เฉลี่ย 62.80 บาท/กก. แต่นี่คือ ราคายางใหม่ ดังนั้นจะเอาราคายางเก่า 9 ปีที่เสื่อมสภาพแล้วจะนำมาเปรียบเทียบกันกับราคายางใหม่ แล้วกล่าวหาว่า รัฐเสียประโยชน์ และเป็นการทุบราคายาง ไม่น่าจะถูกต้อง

คิดง่ายๆ รถยนต์ใหม่ป้ายแดง กับรถยนต์เก่า 9 ปีที่ขับไม่ได้ จะขายในราคาเท่ากันหรือไม่? และเมื่อขายรถยนต์เก่าในราคาถูก จะเป็นการทุบราคารถยนต์ใหม่…ใช่หรือครับ?

นอกจากนี้ในการประมูลขายยางในสต๊อกครั้งที่ 3 ยังได้กำหนดให้บริษัทผู้ชนะการประมูลต้องดำเนินการชำระเงินทั้งหมดให้แก่ กยท. ภายในวันที่ 28 พฤษภาคม 2564 และดำเนินการรับมอบยางให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 
31 พฤษภาคม 2564 หากพ้นจากระยะเวลาที่กำหนด ผู้ชนะการประมูลต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเองทั้งหมด พร้อมยังกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมว่า บริษัทผู้ประมูลยางได้ต้องซื้อยางจากสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางอีก 1 เท่าของปริมาณยางที่ประมูลได้ ทั้งนี้เพื่อลดผลกระทบที่จะนำมาเป็นข้ออ้างกดราคารับซื้อยางในช่วงไตรมาสสุดท้ายที่จะมียางใหม่ออกสู่ตลาดจำนวนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้มั่นใจได้ว่า จะได้บริษัทที่มีศักยภาพในการผลิตและแปรรูป ตลอดจนมีความเข้มแข็งทางการเงินพอเพียง เพื่อการันตี
ว่าจะไม่สร้างความเสียหายให้กับรัฐ และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรชาวสวนยาง กยท.จึงได้กำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะประมูลด้วยว่าจะต้องเคยร่วมประมูลซื้อยางที่มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาทกับ กยท. และโรงงานต้องมีปริมาณการผลิตและแปรรูป มากกว่า 200,000 ตัน ในปี 2563 ตลอดจนต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน 200 ล้านบาท พร้อมให้ยืนหลักฐานแสดงความสามารถในการชำระเงิน หรือหลักฐานที่ธนาคารรับรองไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท

หลังจาก บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด(มหาชน) เป็นผู้ชนะการประมูล ราคายางใหม่ในตลาดไม่ได้ลดลงเลย ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ในเดือนพฤษภาคม 2564 ราคาเฉลี่ย 68.27 บาท/กก. ในเดือนมิถุนายน 2564 ราคาเฉลี่ย 61.48 บาท/กก. ราคายังอยู่ในระดับใกล้เคียงกันกับก่อนที่จะเปิดประมูลยาง แสดงว่า ารประมูลยางเก่าในสต๊อกครั้งนี้ไม่มีผลต่อราคายางใหม่ในตลาด

ราคายางเริ่มลดลงในเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2564 ซึ่งน่าจะมาจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ค่อนข้างรุนแรง ประกอบกับยางใหม่เริ่มออกสู่ตลาดมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติของ Demand กับ Supply

ก่อนหน้านี้ นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้วิเคราะห์ไว้ว่า ในช่วงนี้ของทุกๆปี ผลผลิตยางจะออกสู่ตลาดค่อนข้างมากอยู่แล้ว ราคายางจึงจะลดลงบ้าง แต่ปีนี้ปัจจัยหลักที่จะมีผลต่อราคายางน่าจะมาจากสถานการณ์การระบาดขอโควิด-19 ที่รุนแรง ทำให้ตลาดยางยังมีความกังวล แต่ถ้ามองในระยะยาวการระบาดของโควิด-19 คลี่คลาย ความต้องการใช้ยางจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ผนวกกับโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะ 3 มาตรการสนับสนุนการทำสวนยางแบบผสมผสาน และมาตรการอื่นๆของรัฐบาลแล้ว ราคายางในอนาคตน่าจะสดใสอย่างมีเสถียรภาพ

หากพิจารณาวิเคราะห์ให้ดีๆแล้ว ถ้ากยท.ไม่ตัดสินใจขายยางเก่าในสต๊อกในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมาราคายางในปัจจุบันอาจจะต่ำกว่านี้อย่างแน่นอนเพราะต่างชาติคิดว่า ยังมียางในสต๊อก แล้วก็จะกดราคารับซื้อ ยางใหม่ที่ออกสู่ตลาดมากขึ้นในช่วงนี้….ราคายางแผ่นรมควันอาจจะต่ำกว่า40 บาท/กก.ก็เป็นไปได้

รายงานพิเศษ : พระราชดำริ ‘อ่างพวง’ สร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ลุ่มน้ำชีตอนบน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/604015

รายงานพิเศษ : พระราชดำริ ‘อ่างพวง’  สร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ลุ่มน้ำชีตอนบน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระราชทานพระราชดำริดำเนินโครงการ “โครงข่ายอ่างเก็บน้ำ” หรือ “อ่างพวง”ในพื้นที่อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี และอ.หัวหินจ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อปี 2532 และแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี 2549 ทำให้สามารถผันน้ำจาก อ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำมากมาช่วยเหลืออ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการใช้น้ำอย่างคุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุด และก่อให้เกิดความมั่นคงในเรื่องน้ำในพื้นที่

กรมชลประทานได้น้อมนำแนวพระราชดำริ “อ่างพวง” ดังกล่าว และพระราชปณิธานของ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่จะ “สืบสาน รักษา และต่อยอด” โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้เกิดสัมฤทธิผลสู่พสกนิกรทั่วทั้งแผ่นดิน มาขับเคลื่อนมาใช้แก้ปัญหาน้ำในพื้นที่ต่างๆ อาทิ

พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC) 3 จังหวัดคือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ซึ่งมีปัญหาขาดแคลนน้ำ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการน้อมนำแนวพระราชดำริ “อ่างพวง” มาต่อยอด ขยายผลสร้างความมั่นคงด้านน้ำด้วย “โครงข่ายน้ำภาคตะวันออก”โดยสร้างระบบผันน้ำด้วยท่อส่งน้ำ คลองส่งน้ำและลำน้ำธรรมชาติ เชื่อมโยงระหว่างอ่างเก็บน้ำที่สำคัญๆ เข้าด้วยกันเป็นโครงข่ายในลักษณะอ่างพวง ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล อ่างเก็บน้ำดอกกราย อ่างเก็บน้ำหนองค้อ และอ่างเก็บน้ำบางพระโดยมีอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง เป็นศูนย์กลาง พร้อมทั้งยังสร้างระบบโครงข่ายผันน้ำจากลุ่มน้ำคลองวังโตนด จ.จันทบุรี มายังอ่างเก็บน้ำประแสร์ โครงข่ายผันน้ำคลองโพล้-อ่างเก็บน้ำประแสร์ และระบบสูบน้ำกลับคลองสะพาน-อ่างประแสร์

นอกจากนี้ยังสร้างระบบโครงข่ายผันน้ำจากคลองพระองค์ไชยยานุชิต และจากแม่น้ำบางปะกงมาเติมอ่างเก็บน้ำบางพระ ซึ่งล่าสุดโครงข่ายผันน้ำนี้ ยังช่วยสูบผันน้ำบรรเทาภาวะน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในจ.สมุทรปราการอีกด้วย ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำให้พื้นที่ EEC และภาคการเกษตรมีน้ำสมบูรณ์เพียงพอตลอดทั้งปี

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานยังได้น้อมนำแนวพระราชดำริ “อ่างพวง” และพระราชปณิธาน “สืบสาน รักษา และต่อยอด”
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาใช้วางแผนดำเนินโครงการอ่างพ่วงในลุ่มน้ำชีตอนบน

“กรมชลประทานได้น้อมนำแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 เรื่องอ่างพวงมาวางโครงการเพื่อเพิ่มน้ำต้นทุนให้กับประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนบนและเป็นการดำเนินการตามพระราชปณิธาน สืบสาน รักษา ต่อยอด ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่ ที่ต้องการให้ช่วยเหลือราษฎรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านการใช้ประโยชน์ในทุกมิติอย่างแท้จริง ซึ่งการทำอ่างพวงถือเป็นแนวทางในการบริหารน้ำที่แต่ละอ่างจะสามารถเติมเต็มปริมาณน้ำระหว่างกัน เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้เต็มประสิทธิภาพ”นายประพิศกล่าว

สำหรับ “อ่่างพวง” ในพื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนบนนั้น จะเป็นการสร้างโครงข่ายอ่างเก็บน้ำจำนวน 5 แห่งด้วยกัน ประกอบด้วย

อ่างเก็บน้ำลำน้ำชีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.บ้านเขว้า จ.ชัยภูมิ มีความจุ 70.21 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จจะเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสนับสนุนสถานีสูบน้ำตามลำน้ำชีมีพื้นที่ทั้ง 2 ฝั่งได้รับประโยชน์ฤดูฝน 75,000 ไร่และในฤดูแล้ง 30,000 ไร่ ราษฎรได้รับประโยชน์27 หมู่บ้าน กว่า 22,000 คนในพื้นที่ อ.หนองบัวระเหวอ.บ้านเขว้า และ อ.เมืองชัยภูมิ อีกทั้งสนับสนุนการใช้น้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคอย่างเพียงพอตลอดทั้งปี และสนับสนุนแหล่งน้ำเพื่อการทำประมง รวมทั้งช่วยชะลอน้ำ บรรเทาอุทกภัยบริเวณพื้นที่ท้ายอ่างเก็บน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2567

อ่างเก็บน้ำลำสะพุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ มีความจุ46.90 ล้านลบ.ม. เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จจะสามารถส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกในฤดูฝน 40,000 ไร่ ฤดูแล้ง 28,000 ไร่ และน้ำสำหรับการอุปโภค-บริโภคของชาวบ้านในเขตเทศบาลหนองบัวแดง อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ และพื้นที่ใกล้เคียงพร้อมกับไม่น้อยกว่า 2.16 ล้านลบ.ม.ต่อปี นอกจากนี้ยังสามารถส่งน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศและเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนได้อีกด้วย คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2567

อ่างเก็บน้ำลำเจียงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ภักดีชุมพล และ อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ มีความจุ 45.17 ล้านลบ.ม. ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างเช่นกัน เมื่อแล้วเสร็จจะมีพื้นที่รับประโยชน์ 30,000 ไร่ มีน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคในพื้นที่อย่างพอเพียง เป็นแหล่งน้ำประมงน้ำจืดในพื้นที่และแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหญ่ของทั้ง 2 อำเภอดังกล่าวคาดว่าจะแล้งเสร็จในปี 2567

อ่างเก็บน้ำพระอาจารย์จื่อ(ลำกระจวน) อ.ซับใหญ่ จ.ชัยภูมิ มีความจุ 33.44 ล้านลบ.ม. ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง เมื่อเสร็จแล้วจะมีพื้นที่รับประโยชน์ 15,000 ไร่ มีน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคในพื้นที่อย่างพอเพียงและเป็นแหล่งท่องเที่ยวของอ.ซับใหญ่ คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2566

และอ่างเก็บน้ำโปร่งขุนเพชร เป็นโครงการเดียวที่ขณะนี้ดำเนินการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยสร้างปิดกั้นลำเชียงทาสาขาของแม่น้ำชี ที่ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิมีความจุ 43.70 ล้านลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์12,000 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ด้านเหนืออ่างเก็บน้ำ2,500 ไร่ ในเขตต.โป่งนก อ.เทพสถิต พื้นที่ด้านท้ายอ่างเก็บน้ำ 5,400 ไร่ ในเขตต.โคกสะอาด อ.หนองบัวระเหว และพื้นที่รับประโยชน์จากฝายพระอาจารย์จื่อ 4,100 ไร่ในเขต ต.โคกสะอาด และต.หนองบัวระเหว อ.หนองบัวระเหว สามารถส่งน้ำสนับสนุนช่วยเหลือพื้นที่โครงการสูบน้ำด้วยไฟฟ้า ในฤดูฝนให้สามารถทำการเพาะปลูกได้อย่างเต็มพื้นที่ประมาณ 100,000 ไร่ และในฤดูแล้ง 2,500 ไร่ นอกจากนี้ยังจะเป็นแหล่งทำการประมง แหล่งน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคของราษฎรในพื้นที่ ช่วยบรรเทาอุทกภัยทางด้านท้ายน้ำ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจอีกด้วย

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวด้วยว่า ปัจจุบันราษฎรเห็นคุณค่าของแหล่งน้ำ ให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาและการบริหารจัดการน้ำมากยิ่งขึ้น การพัฒนาแหล่งน้ำต้นในลุ่มน้ำชีตอนบน และการเชื่อมโยงโครงการอ่างเก็บน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 3 แห่ง ร่วมกับอ่างเก็บน้ำที่กรมชลประทานดำเนินก่อสร้างอีก 2 แห่งดังกล่าว จะทำให้ลุ่มน้ำชีตอนบนมีแหล่งเก็บกักน้ำต้นทุนขนาดใหญ่มีปริมาณรวมกันถึง 239.43 ล้านลบ.ม. และมีพื้นที่รับประโยชน์มากกว่า 223,000 ไร่ ซึ่งจะสร้างมั่นคงเรื่องน้ำให้กับลุ่มน้ำชี และเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเติมเต็ม ต่อยอดคุณภาพชีวิตของราษฎรในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี และยังเป็นการพัฒนาและบริหารจัดการน้ำตลอดทั้งลำน้ำชีเกิดผลประโยชน์คุ้มค่าสูงสุดอีกด้วย

อีกปัญหาหนึ่งที่พื้นที่ลุ่มชีตอนบนประสบก็คือ ปัญหาน้ำท่วม โดยเฉพาะตัวเมืองชัยภูมิ ฤดูน้ำหลากจะประสบปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำ กรมชลประทานจึงได้ดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองชัยภูมิ (ระยะที่ 1) ประกอบด้วยงานสำคัญๆคือ การขุดคลองผันน้ำจากลำปะทาวทางฝั่งตะวันออก ตั้งแต่บริเวณหน้าประตูระบายน้ำ(ปตร.)โนนทันให้มาลงที่สระเทวดาด้านท้ายเมือง (ก่อนลงลำน้ำชี) ความยาว 8.4 กิโลเมตร ผันน้ำได้ปริมาณ 150 ลบ.ม.ต่อวินาที การขุดคลองห้วยดินแดงซึ่งเป็นคลองธรรมชาติที่มีอยู่แล้วให้เชื่อมกับลำปะทาว ความยาว 1.33 กิโลเมตร จากสภาพคลองเดิมที่ยังไม่ได้เชื่อมต่อกัน พร้อมทั้งสร้าง ปตร.กุดสวง กับ ปตร.ห้วยเสียว เพื่อใช้เป็นอาคารบังคับน้ำทำหน้าที่ผันน้ำเข้าในคลองห้วยดินแดงไปเชื่อมต่อกับลำปะทาว ซึ่งจะสามารถผันน้ำได้ประมาณ 50 ลบ.ม.ต่อวินาที

นอกจากนี้ยังจะดำเนินการการก่อสร้างอาคารบังคับน้ำอีก 7 แห่ง พร้อมพัฒนาแหล่งเก็บน้ำบริเวณสระเทวดาเพื่อชะลอน้ำไว้ใช้ส่งให้พื้นที่เพาะปลูกในอีก 5 ตำบล 17 หมู่บ้าน 18,610 ไร่มีราษฎรได้รับประโยชน์ 11,824 ครัวเรือน หากโครงการนี้แล้วเสร็จ จะสามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมในเขตเทศบาลเมืองชัยภูมิที่ได้เกิดขึ้นเป็นระยะเวลาตลอด 25 ปีที่ผ่านมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ คาดว่า โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองชัยภูมิ (ระยะที่ 1) จะแล้วเสร็จภายในปี 2567

เมื่อทุกโครงการแล้วเสร็จสมบูรณ์ ลุ่มน้ำชีตอนบนเป็นลุ่มน้ำที่มีความมั่นคงในเรื่องน้ำ ทั้งน้ำเพื่อการอุปโภค-บริภาคน้ำเพื่อการเกษตร น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ และการป้องกันน้ำท่วมอย่างยั่งยืนแน่นอน….

รายงานพิเศษ : กรมชลประทาน…ได้รับคะแนนคุณธรรมและโปร่งใส ระดับ ‘A’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603246

รายงานพิเศษ : กรมชลประทาน...ได้รับคะแนนคุณธรรมและโปร่งใส ระดับ ‘A’

วันจันทร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2561 เห็นชอบให้ หน่วยงานภาครัฐทุกหน่วยงานให้ความร่วมมือและเข้าร่วมการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment: ITA) ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2561-2564

การประเมิน ITA เป็นเครื่องมือในเชิงบวกที่มุ่งพัฒนาระบบราชการไทยในเชิงสร้างสรรค์มากกว่ามุ่งจับผิด เป็นการประเมินที่มีจุดมุ่งหมายที่จะก่อให้เกิดการปรับปรุงพัฒนาด้านคุณธรรมและความโปร่งใส ในหน่วยงานภาครัฐ ถือเป็นการประเมินที่ครอบคลุมหน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศ โดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ สำนักงาน ป.ป.ช. เป็นหน่วยงานในการกำหนดแนวทางและเครื่องมือการประเมิน

กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานหลักด้านน้ำของประเทศ เป็นหน่วยงานรัฐอีกหน่วยงานหนึ่งที่เข้าร่วมประเมิน ITA ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายกรมชลประทาน และแนวทางการขับเคลื่อนงานชลประทานภายใต้แนวคิด RID TEAM “เราจะก้าวไปด้วยกัน”

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน ได้มอบนโยบายให้ผู้บริหารและข้าราชการของกรมชลประทาน ยึดหลักการ
“มุ่งมั่นทำงาน สืบสานพันธกิจ สุจริตโปร่งใส” พร้อมตั้งเจตจำนงบริหารราชการและปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาล โดยจะยึดมั่นในความซื่อสัตย์ สุจริต มีคุณธรรม มีความโปร่งใส มีความพร้อมรับผิดชอบ ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

นอกจากนี้ การขับเคลื่อนงานชลประทานภายใต้แนวคิด RID TEAM ซึ่งเป็นแนวคิดที่จะความมุ่งมั่นร่วมกันพัฒนากรมชลประทานให้เป็นองค์กรที่ดีไปด้วยกัน ยังได้กำหนดนโยบายการดำเนินงานไว้ 4ด้าน โดยเฉพาะในด้านที่ 3 คือ นโยบายด้านองค์การ ได้กำหนดที่จะยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้วิสัยทัศน์ที่มีเป้าหมายทั้งในระยะสั้นและระยะยาวผ่านการวางกลยุทธ์อย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งส่งเสริมการดำเนินงานตามหลัก ธรรมาภิบาล สร้างจิตสำนึกให้บุคลากรปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอีกด้วย

นายศักดิ์ศิริ อยู่สุข รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า การกำหนดให้หน่วยงานภาครัฐเข้าร่วมประเมิน ITA นั้น เพื่อต้องการทราบถึงสถานะและปัญหาการดำเนินงาน ด้านคุณธรรมและความโปร่งใสขององค์กร สามารถนำมาใช้ปรับปรุงพัฒนาองค์กรให้มีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านการปฏิบัติงาน การให้บริการ และการอำนวยความสะดวกต่อประชาชน อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อการนำไปใช้ในการจัดการแนวทางการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบในปีงบประมาณต่อๆไป

นอกจากนี้ การประเมิน ITA ยังถูกกำหนดให้เป็นเครื่องมือในการยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานภาครัฐตามตัวชี้วัดที่กําหนดไว้ในแผนแม่บท ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20ปี ในประเด็นการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบอีกด้วย

สำหรับการประเมิน ITA ในปีงบประมาณ 2564 นั้น มีหน่วยงานของรัฐเข้าร่วมประเมินจากทั่วประเทศ 8,300 หน่วยงาน แบ่งเป็นกลุ่มได้ 8 ประเภทประกอบด้วย 1.หน่วยงานธุรการขององค์กรศาล องค์กรอัยการองค์กรอิสระ และหน่วยในสังกัดรัฐสภา 2.ส่วนราชการระดับกรม 3.รัฐวิสาหกิจ 4.องค์การมหาชน 5.กองทุนและหน่วยงานของรัฐอ่ืนๆ 6.สถาบันอุดมศึกษา 7.จังหวัดเฉพาะส่วนราชการส่วนภูมิภาค และ8.องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน โดยทำการประเมินตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 31 กรกฎาคม 2564

สำนักงาน ป.ป.ช. ได้แจ้งผลการประเมิน ITA ปี 2564ในภาพรวมระดับประเทศพบว่ามีผลคะแนนเฉล่ีย 81.25 คะแนน ซึ่งสูงกว่าปีที่ผ่านมา 13.35 คะแนน เป้าหมายแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ 20 ปี ประเด็นการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ได้กำหนดเป้าหมายในปี 2564 ไว้ที่ 85 คะแนนขึ้นไปเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของหน่วยงานภาครัฐทั้งหมด หรือประมาณ 5,395 แห่ง แต่ปรากฏว่ามีหน่วยงานภาครัฐที่มีคะแนนบรรลุเป้าหมายจำนวน 4,146 แห่ง หรือคิดเป็น 49.95%

“กรมชลประทาน ซึ่งอยู่ในประเภทส่วนราชการระดับกรมผลการประเมิน ITA ปี 2564 ได้คะแนนอยู่ที่ 93.11 คะแนน อยู่ในเกณฑ์ระดับผลประเมิน A สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยคือ 81.25 คะแนน และยังสูงกว่าคะแนนเป้าหมายในปี 2564 ของแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ 20 ปี ประเด็นการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่กำหนดไว้ที่ 85 คะแนนอีกด้วย” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

นอกจากนี้หากพิจารณาผลการประเมิน ITA ปี 2564 เฉพาะในประเภทที่ 2 คือ ส่วนราชการระดับกรม ซึ่งจากการประเมินผลของ สำนักงาน ป.ป.ช. พบว่า มีคะแนนเฉล่ียอยู่ที่ 92.07 คะแนน แต่กรมชลประทานก็ได้คะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ยดังกล่าว

สำหรับคะแนนผลการประเมิน ITA ที่กรมชลประทานได้ 93.11 คะแนน ระดับผลประเมิน “A” นั้น มาจากคะแนนประเมินผลในด้านต่างๆดังนี้ การป้องกันการทุจริตได้ 93.75 คะแนน การเปิดเผยข้อมูลได้ 100 คะแนน การปรับปรุงการทำงานได้ 95.40 คะแนน ประสิทธิภาพการสื่อสารได้ 97.61 คะแนน คุณภาพการดำเนินงานได้ 97.03 คะแนน การแก้ปัญหาการทุจริตได้ 82.48 คะแนน การใช้ทรัพย์สินของราชการได้ 81.42 คะแนน การใช้อำนาจหน้าที่ได้ 85.68 คะแนน การใช้งบประมาณได้ 84.11 คะแนน และการปฏิบัติหน้าที่ได้ 88.80 คะแนน

รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า แม้กรมชลประทานจะได้รับผลการประเมิน ITA ในระดับ “A” แต่ยังจะมุ่งมั่นปรับปรุงพัฒนาองค์กรให้มีประสิทธิภาพ ในทุกด้านๆ จะเห็นได้จากในช่วงที่ผ่านมากรมชลประทานได้รับรางวัลต่างๆมากมาย อาทิ ในปี 2563 ที่ผ่านมา กรมชลประทานได้รับรางวัลเลิศรัฐ จากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ถึง 3 รางวัล คือ

1.รางวัลการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ระดับดีเด่น ประเภทรางวัลเลื่องลือขยายผลได้แก่ ผลงานการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน : ณ ฝายแม่ลาวฝั่งขวาจังหวัดเชียงราย (ต้นแบบดอยงู) ซึ่งเป็นผลงานที่ดำเนินงานจากการพัฒนาต่อยอดจากผลงานการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเกษตรกรและกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่อ่างเก็บน้ำดอยงู จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นต้นแบบที่เคยได้รับรางวัล และนำไปขยายผลต่อยอดจนประสบความสำเร็จ

2.รางวัลการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ระดับดี ประเภทรางวัลสัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม ได้แก่ ผลงานการบริหารจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วมของสถานีสูบน้ำแก่งคอย-บ้านหมอ

และ3.รางวัลการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ระดับดี ประเภทรางวัลผู้นำหุ้นส่วนความร่วมมือ โดยคณะกรรมการจัดการน้ำชลประทานแก่งคอย-บ้านหมอ (JMC) ผลงานการบริหารจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วมของสถานีสูบน้ำแก่งคอย-บ้านหมอ ที่ล้วนเป็นผลจากการดำเนินการบริหารจัดการน้ำร่วมกับหน่วยงานระดับท้องถิ่น และเกษตรกรในพื้นที่ ด้วยการจัดตั้งกลุ่ม JMC ทั้งในระดับโครงการ และระดับฝ่าย เพื่อร่วมกันบริหารจัดการน้ำในพื้นที่อย่างทั่วถึง สร้างการมีส่วนร่วมระหว่างหน่วยงานราชการกับประชาชน

ก่อนหน้านั้น ในปี 2562 กรมชลประทานก็ได้รับรางวัลเลิศรัฐ จาก ก.พ.ร. 3 รางวัล เช่นกัน เป็นรางวัลระดับดีเด่น 2 รางวัลในสาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม คือ ประเภทรางวัลสัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม จากผลงานการบริหารจัดการน้ำ
แบบมีส่วนร่วมในระบบนิเวศ 3 น้ำ แพรกหนามแดงโครงการชลประทานสมุทรสงคราม และประเภทรางวัลผู้นำหุ้นส่วนความร่วมมือ (EngagedCitizen) ผลงานจากกลุ่มบริหารจัดการน้ำชลประทานรวมใจการพัฒนาเมืองสามน้ำ แพรกหนามแดง

ส่วนอีก 1 รางวัล เป็นรางวัลระดับดีเป็นรางวัลในสาขาบริการภาครัฐ ประเภทพัฒนาการบริการ จากสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะกรมชลประทาน

ผลงานของกรมชลประทานในที่ผ่านมาการขับเคลื่อนงานชลประทานภายใต้แนวคิด RID TEAM และรางวัลต่างๆ ที่ได้รับ ผนวกกับคุณธรรมและความโปร่งใส ที่มีผลการประเมิน ITA ระดับ “A” เป้าหมายที่จะขับเคลื่อนก้าวสู่ การเป็น องค์กรอัจฉริยะด้านน้ำในปี 2580….ไม่ไกลเกินฝัน

รายงานพิเศษ : ปักหมุดพัฒนาจุดท่องเที่ยว‘ป่าแก่งกระจาน’แหล่งมรดกโลก ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต-ต่อยอดรายได้ให้ชุมชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602165

รายงานพิเศษ : ปักหมุดพัฒนาจุดท่องเที่ยว‘ป่าแก่งกระจาน’แหล่งมรดกโลก ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต-ต่อยอดรายได้ให้ชุมชน

รายงานพิเศษ : ปักหมุดพัฒนาจุดท่องเที่ยว‘ป่าแก่งกระจาน’แหล่งมรดกโลก ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต-ต่อยอดรายได้ให้ชุมชน

วันพุธ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช เดินหน้าที่พัฒนาจุดท่องเที่ยว กลุ่มป่าแก่งกระจาน แหล่งมรดกโลก เน้น 2 กิจกรรมส่งเสริม กับ 6 แนวทางพัฒนาเบื้องต้น มุ่งเป้าพัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างรายได้เสริมให้ชุมชน

นายคมกริช เศรษบุบผา นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการพิเศษ ทำหน้าที่ผู้อำนวยการส่วนจัดการท่องเที่ยวและนันทนาการ สำนักอุทยานแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยสามัญครั้งที่ 44เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ผ่านระบบทางไกล โดยมีสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นเจ้าภาพ ได้มีมติขึ้นทะเบียนกลุ่มป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลก ภายใต้เกณฑ์ข้อที่ 10 ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ สำหรับกลุ่มป่าแก่งกระจาน เป็นผืนป่าขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาตะนาวศรีมีพื้นที่ครอบคลุม 3 จังหวัด คือ จังหวัดราชบุรี เพชรบุรี และ ประจวบคีรีขันธ์ ประกอบด้วยพื้นที่อุทยานแห่งชาติ 3 แห่ง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 1 แห่ง คือ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อุทยานแห่งชาติกุยบุรี อุทยานแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี มีเนื้อที่ประมาณ 2.5 ล้านไร่ หรือ 4,089 ตารางกิโลเมตร มีความยาวตั้งแต่เหนือสุดถึงใต้สุดของพื้นที่มากกว่า 200 กิโลเมตร

จากตำแหน่งที่ตั้งอยู่ในเขตนิเวศอินโดมาลายันซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างภูมิศาสตร์ย่อยของพืชพันธุ์สัตว์ป่าหลายเขตมาประจบกัน อีกทั้งยังเป็นผืนป่าขนาดใหญ่ที่ต่อเนื่องไปกับเทือกเขาตะนาวศรี ทำให้กลุ่มป่าแก่งกระจานเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปเอเชีย และยังเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดพันธุ์พืช และพันธุ์สัตว์ ที่ใกล้สูญพันธุ์ และมีคุณค่า
โดดเด่นระดับโลก

“สำหรับแผนพัฒนาการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม จะเน้นรูปแบบท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่เกี่ยวกับระบบนิเวศ และวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยต่อยอดการเสริมรายได้ให้เพิ่มมากขึ้นจากของเดิมที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานได้ดำเนินการมาก่อนหน้านี้ ก็ได้รับความร่วมมือสนับสนุนเป็นอย่างดี ทั้งจากประชาชน ชุมชน องค์กรภาคีต่างๆ โดยในช่วงรับฤดูการท่องเที่ยวในช่วงปลายปีนี้ จะเน้นดำเนินการใน 2 กิจกรรมสำคัญ คือ1) พัฒนาพื้นที่กางเต็นท์ กิจกรรมล่องแพ และปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกบริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ที่ กจ.10 (ห้วยแม่สะเรียง) มีสำนักอุทยานแห่งชาติ รับผิดชอบดำเนินการ และ2) ศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรม ของชุมชนชาวบ้านบางกลอยล่าง โดยจะมีสถาบันที่มีการเรียนการสอนที่เกี่ยวข้องการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เป็นผู้ดำเนินการ”ทั้งนี้เพื่อให้มีแผนการดำเนินการซึ่งจะส่งผลต่อความยั่งยืนในระยะยาว

นายคมกริชกล่าวต่อไปว่า “สำหรับแนวทางดำเนินการนั้น สำนักอุทยานแห่งชาติ โดยส่วนจัดการท่องเที่ยวและนันทนาการ และส่วนพัฒนาอุทยานแห่งชาติ ซึ่งได้รับมอบหมายให้ขับเคลื่อนแผนงาน ได้มีการลงพื้นที่หมู่บ้านบางกลอยล่าง เป็นที่เรียบร้อย พร้อมสรุปผลรายงานเบื้องต้น ใน 6 แนวทางดำเนินการสู่การพัฒนาตามแผน ประกอบด้วย 1) กำหนดแผนงานโครงการ โดยการกำหนดกิจกรรม ระยะเวลา พร้อมงบประมาณ ผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดกรอบและภาพรวมดำเนินงาน 2) การหาแนวร่วม ภาคีเครือข่าย เตรียมความพร้อมของชุมชนในการพัฒนาการกิจกรรมการท่องเที่ยว เช่น การฝึกฝีมือและอาชีพต่างๆ การให้บริการการท่องเที่ยว การส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยว เป็นต้น”

แนวทางที่ 3) การประกอบกิจกรรมล่องแพซึ่งต้องประสานกับชุมชน รวมถึงมีการจัดตั้งเป็นกลุ่มผู้ให้บริการ เพื่อกระจายรายได้และผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม 4) การให้บริการพื้นที่ลานกางเต็นท์ จะต้องมีการสร้างห้องน้ำเพิ่มเติม หรือปรับปรุงอาคารอเนกประสงค์ที่มีอยู่ให้สามารถอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวได้ตามความเหมาะสม ซึ่งในส่วนพัฒนาอุทยานแห่งชาติได้ลงพื้นที่สำรวจ และวางแผนในการออกแบบก่อสร้างเป็นที่เรียบร้อยแล้ว5) จัดระบบป้ายสื่อความหมาย ซึ่งส่วนจัดการท่องเที่ยวและนันทนาการ กำลังดำเนินการกำหนดและออกแบบป้ายสื่อความหมายทั้งในส่วนของการติดตั้งบริเวณพื้นที่ลานกางเต็นท์ และบริเวณหมู่บ้าน และ 6) ก่อนที่เริ่มกิจกรรมการท่องเที่ยว จำเป็นต้องจัดประชุมชาวบ้านเพื่อสร้างความเข้าใจและหาแนวร่วม ในการประกอบกิจกรรมต่างๆ เช่น กิจกรรมการล่องแพ การนำเที่ยวชมหมู่บ้านดูงานจักสาน ดูงานเกษตรตามแนวพระราชดำริ เยี่ยมสวนผลไม้ เป็นต้น

“จากเป้าหมายสำคัญ คือ ความยั่งยืนในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ดังนั้น สำนักอุทยานแห่งชาติ จึงเน้นยึดหลัก การคัดสรร “ของเดิมที่มีอยู่”แล้วสื่อสารกับชาวบ้าน ชุมชน ให้พยายามคิดค้น สร้างสรรค์ สินค้าและบริการเพื่อปูทางสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเชิงนิเวศที่มาช่วยเพิ่มรายได้ และนำผลตอบแทนนั้นมาบำรุงรักษาและจัดการแหล่งท่องเที่ยว ภายใต้ความร่วมมือ ความรัก หวงแหนและเป็นเจ้าของแหล่งท่องเที่ยว” นายคมกริช กล่าวในที่สุด