รายงานพิเศษ : รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ภายใต้รัฐบาลยุค คสช. พ.ศ.2557–ปัจจุบัน (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/314930

รายงานพิเศษ : รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ภายใต้รัฐบาลยุค คสช. พ.ศ.2557–ปัจจุบัน (2)

รายงานพิเศษ : รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ภายใต้รัฐบาลยุค คสช. พ.ศ.2557–ปัจจุบัน (2)

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สำหรับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในยุคของ พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ เป็นนโยบายภายใต้ข้อเสนอของธุรกิจเอกชนที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรรายใหญ่ๆ เป็นนโยบายที่ถูกกำหนดเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนเหล่านี้ เช่น

1.การขยายพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ 4 ชนิด ได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และปาล์มน้ำมัน เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตไปป้อนอุตสาหกรรมของกลุ่มทุนเหล่านี้ โดยไม่คำนึงถึงราคาที่เกษตรกรจะได้รับ

2.โครงการเกษตรแปลงใหญ่ ที่ดูเสมือนว่าเป็นนโยบายที่จะให้เกษตรกรที่ปลูกพืชชนิดเดียวกัน มีพื้นที่ติดกัน มารวมตัวกัน เพื่อประสิทธิในการบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุนการผลิต โดยรัฐบาลให้การสนับสนุนให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ มีการใช้เครื่องจักรกลเกษตรร่วมกัน ลดการใช้แรงงาน และมีตลาดที่รองรับแน่นอน แต่ในทางปฏิบัติ ความหมายของเกษตรแปลงใหญ่ไม่ได้เป็นไปตามแนวทางดังกล่าว เพราะในหลายโครงการ พื้นที่ของแปลงใหญ่ไม่ได้ติดกัน เพียงแต่อยู่ในอำเภอเดียวกัน และเอาจำนวนพื้นที่มารวมกันก็ถือว่าเป็นเกษตรแปลงใหญ่แล้ว แม้แต่ความร่วมมือการประสานงานของเกษตรกรก็ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง

3.การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ที่ให้มีอยู่ทุกตำบล และทุกอำเภอ จำนวน 882 ศูนย์ ทั่วประเทศ เพื่อให้เป็นศูนย์เรียนรู้สำหรับพี่น้องเกษตรกรที่จะมารับการฝึก อบรม นำรูปแบบของการบริหารจัดการไปปรับใช้ในการประกอบอาชีพของตนเอง โดยการบูรณาการของหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือเป็น One Stop Service ของภาคการเกษตรในทุกตำบลก็ไม่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง ไม่เป็นไปตามการประชาสัมพันธ์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะการบูรณาการของหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านพืช ด้านประมง ด้านปศุสัตว์ เพราะขาดศูนย์กลางของการบริหารงาน หรือ Single Command ที่เป็นที่ยอมรับของทุกหน่วยงาน

4.โครงการ 9101 ที่ใช้งบประมาณ มากกว่า 22,000 ล้านบาทเพื่อจัดทำโครงการจากข้อเสนอของประชาคมแต่ละหมู่บ้าน ให้งบประมาณหมู่บ้านละ 2.5 ล้านบาท โดยกำหนดให้เป็นค่าจ้างแรงงานไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของวงเงินที่ตั้งไว้ ส่วนที่เหลือเป็นค่าวัสดุอุปกรณ์ในการจัดทำโครงการตามข้อเสนอของประชาคม แต่เนื่องจากระยะเวลาในการดำเนินงานโครงการ มีเวลาดำเนินการเพียง 3 เดือน ทำให้เกิดปัญหาในการบริหารโครงการมากมาย เช่น การจัดประชุมประชาคมเพื่อพิจารณาโครงการ รวมทั้งข้อเสนอต่างๆ ไม่สามารถกระจายให้คนในหมู่บ้านได้รับทราบอย่างทั่วถึง ผู้มีส่วนร่วมส่วนมากจะเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำท้องถิ่น หรือบุคคลที่ใกล้ชิดกับกลุ่มคนเหล่านี้ หรือการว่าจ้างชาวบ้านให้เข้ามาปฏิบัติงานโครงการ โดยมีค่าตอบแทนโดยการจ้างแรงงานรายวันขั้นต่ำ 300 บาท กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนบางกลุ่ม ไม่กระจายไปอย่างทั่วถึง ทำให้เกิดปัญหาในการร้องเรียนในระยะต่อมา รวมทั้งการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ก็ทำด้วยความเร่งรีบ เพราะเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงิน เพราะต้องเบิกให้หมดภายในระยะเวลาที่กำหนด

โครงการ 9101 เป็นนโยบายที่ดี ใช้เงินมหาศาล กระจายไปทุกหมู่บ้าน ชาวบ้านได้รับประโยชน์นับเป็นล้านคน เสียดายที่เป็นโครงการที่เร่งรัด มีระยะเวลาดำเนินการสั้น ผลที่ตามมาคือ ขณะนี้ข้าราชการของกรมส่งเสริมการเกษตร ผู้รับผิดชอบขับเคลื่อนโครงการนี้ กำลังถูกตรวจสอบจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน จากทหาร เพราะมีจุดอ่อนในการใช้จ่ายเงิน ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างแรงงาน ค่าจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ที่ก่อให้เกิดการร้องเรียนได้ง่ายที่สุด ซึ่งกำลังเกิดขึ้นในหลายตำบล หลายอำเภอ หลายจังหวัด และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดข้าราชการกรมส่งเสริมการเกษตร จะกลายเป็นแพะที่จะสังเวยนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่จะเป็นตราบาปติดตัวไปชั่วชีวิต “ใครเป็นผู้รับผิดชอบต่อชะตากรรมของพวกเขาเหล่านี้”

5.โครงการเกษตรอินทรีย์ ที่กลายมาเป็นสรณะของยุทธศาสตร์การเกษตรของรัฐมนตรีช่วยว่าการฯ ที่มาจากกระทรวงพาณิชย์ ที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็น Hub ของเกษตรอินทรีย์ โดยที่ท่านขาดความรู้ ความเข้าใจ และไม่เข้าถึงเรื่องของวิถีความยากง่ายในการทำเกษตรอินทรีย์ ทั้งๆ ที่เกษตรอินทรีย์ นั้น เป็นเพียงทางเลือกหนึ่งในระบบเกษตรและยังขัดแย้งกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการขยายพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจ 4 ชนิด การทำเกษตรแปลงใหญ่ ก่อให้เกิดความสับสนต่อผู้ปฏิบัติงาน งานส่วนใหญ่ของรัฐมนตรีช่วยฯ จึงไปให้ความสำคัญกับเรื่องเกษตรอินทรีย์ และให้เวลาส่วนใหญ่ไปกับงานของกรมการข้าว จึงไม่สามารถจับต้องให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ สิ่งที่เกษตรกรคาดหวังจากรัฐมนตรีช่วยฯ ซึ่งเคยเป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์ คือ การแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ซึ่งเป็นงานที่ท่านมีความชำนาญ นับว่าล้มเหลวเพราะราคาสินค้าเกษตร ไม่ว่าจะเป็นยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง (ยกเว้น อ้อย) อาจจะตกต่ำที่สุดในระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา

สิ่งที่ผมวิเคราะห์เหล่านี้ คือ ผลงานของท่านรัฐมนตรี (พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ) และรัฐมนตรีช่วยฯ ปลัดกระทรวง ที่ปรึกษา ที่ท่านฉัตรชัยตั้งขึ้นมา

ผมเชื่อว่านโยบายและโครงการเหล่านี้ จะค่อยๆ หายไป พร้อมกับวันเวลาที่ท่านจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไป เหลือไว้แต่ความเจ็บปวดของข้าราชการและพี่น้องเกษตรกรไทย จากนโยบายของท่านภายในระยะเวลา 2 ปี

อนันต์ ดาโลดม

นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย

รายงานพิเศษ : รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้รัฐบาลยุคคสช. พ.ศ. 2557 – ปัจจุบัน (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/314727

รายงานพิเศษ : รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ภายใต้รัฐบาลยุคคสช. พ.ศ. 2557 - ปัจจุบัน (1)

รายงานพิเศษ : รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้รัฐบาลยุคคสช. พ.ศ. 2557 – ปัจจุบัน (1)

วันพุธ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ตั้งแต่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 จนถึงวันนี้ นับเป็นระยะเวลาประมาณ 3 ปีครึ่ง ที่ได้จัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ ประกอบด้วยคณะรัฐมนตรีมาแล้วหลายชุด ตามความเหมาะสม ตามสถานการณ์ จนถึงชุดปัจจุบัน สื่อมวลชนได้ให้ชื่อว่า “รัฐบาลประยุทธ์ 5”

สำหรับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรีว่าการมาแล้ว 3 คน คือ

1.ท่านแรก คือ คุณปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ซึ่งดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2557 ถึงเดือนสิงหาคม 2558 เป็นระยะเวลาประมาณ 1 ปี โดยมีปลัด กระทรวง คือ นายชวลิต ชูขจร ซึ่งในยุคของคุณปีติพงศ์ เนื่องจากท่านเคยดำรงตำแหน่งเป็นปลัดกระทรวงนี้มาก่อน จึงคุ้นเคยกับระบบการทำงานและผู้บริหารในระดับกรมเป็นอย่างดี ได้รับความร่วมมือค่อนข้างจะสูง แต่เนื่องจากท่านเป็นคนนิ่มนวล ใจดี มีอารมณ์ขัน ทำงานในลักษณะ “สุขนิยม” โดยเฉพาะการปฏิรูปทางด้านนโยบาย ระบบทำงานตามแนวทางของ คสช. ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก ส่วนมากยังคงเป็นการทำงานในรูปแบบเดิมๆ ประกอบกับผู้ช่วยรัฐมนตรี (คุณอภิชาติ พงษ์ศรีหดุลชัย) รวมทั้งที่ปรึกษาส่วนใหญ่เป็นอดีตอธิบดี ก็เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านมาก่อน ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้คืออุปสรรคและปัญหาของการบริหารงานของ คุณปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา

แต่คุณปีติพงศ์ มีส่วนที่ดีมากคือ ความซื่อสัตย์สุจริต ท่านไม่เคยแสวงหาผลประโยชน์ตั้งแต่สมัยเป็นข้าราชการ จนมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพราะท่านมีพอแล้ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สมัยท่านปีติพงศ์ เป็นรัฐมนตรี จึงเป็น “เกษตรไปเรื่อยๆ” ในยุคของ คสช. ที่ต้องการการปฏิรูป

2.ท่านที่สอง เมื่อคุณปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา พ้นตำแหน่งไป คสช. ได้แต่งตั้งให้ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2558 ได้มีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานจากรูปแบบเดิมๆ มาเป็นรูปแบบใหม่โดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทีมงานบริหารในระดับกระทรวง และในส่วนของรัฐมนตรีฉัตรชัย คือ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันอังคารที่ 1 กันยายน 2558

ก.ได้ย้าย นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวง ไปเป็นผู้ตรวจราชการพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ข.แต่งตั้ง นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ อธิบดีกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาเป็นปลัดกระทรวงแทน นายชวลิต ชูขจร

ค.แต่งตั้ง นายธนพร ศรียากูล หัวหน้าพรรคคนธรรมดาแห่งประเทศไทย (คนผู้นี้มีชื่อเสียงที่รู้จักกันดีในแวดวงนักธุรกิจการเมือง) เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี

ง.แต่งตั้ง นางจินตนา ชัยยวรรณาการ อดีตอธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี

ส่วนเลขานุการรัฐมนตรี และคณะที่ปรึกษาอีกหลายท่าน มาจากสายทหาร และต่อมาได้มีการแต่งตั้ง นางสาวชุติมา บุณยประภัศร อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ มาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ซึ่งองค์ประกอบของบุคคลที่ล้อมรอบตัวท่านรัฐมนตรี (พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ) เป็นบุคคล ภายนอกที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริงในภาคการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นทางด้านสังคมของเกษตรกร ปัญหาของภาคการเกษตร ความเดือดร้อนทุกข์ยาก จุดแข็งและจุดอ่อนของภาคเกษตรไทยที่มีความสลับซับซ้อนที่ต้องการผู้บริหารที่มีความรู้ ความสามารถ มีความเข้าใจ และเห็นอกเห็นใจที่จะนำมาซึ่งแนวนโยบายและยุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาของพี่น้องเกษตรกรทั้งระบบ

อนันต์ ดาโลดม

นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย

รายงานพิเศษ : ‘กรมชลประทาน’อีก20ปีจะเป็นองค์กรอัจฉริยะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/314285

รายงานพิเศษ : ‘กรมชลประทาน’อีก20ปีจะเป็นองค์กรอัจฉริยะ

รายงานพิเศษ : ‘กรมชลประทาน’อีก20ปีจะเป็นองค์กรอัจฉริยะ

วันจันทร์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมชลประทาน เป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบและการสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับประเทศ ได้ตั้งเป้าหมายที่จะเป็น “องค์กรอัจฉริยะที่มุ่งสร้างความมั่นคงด้านน้ำ (Water Security)” โดยสามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้จำนวน 49.5 ล้านไร่ มีปริมาณน้ำเก็บกัก 93.655 ล้านลูกบาศก์เมตร มีการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ 14.1 ล้านไร่ มีพื้นที่จัดรูปที่ดิน จำนวน 14.46 ล้านไร่ และมีครัวเรือนได้รับประโยชน์ถึง 7.431 ล้านครัวเรือน ให้ได้ภายในปี 2579 ดังนั้นในปี 2561 จึงได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์กรมชลประทานขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนงานให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวภายใน 20 ปี

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ของกรมชลประทานที่กำหนดขึ้นมาจะสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนยุทธศาสตร์พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 แผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ 20 ปี รวมทั้งเป็นการเตรียมการเพื่อรองรับสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ ตลอดจนแผนปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรน้ำอีกด้วย

ทั้งนี้ในปี 2561 ซึ่งเป็นปีที่กรมชลประทานจะมีอายุครบ 116 ปี ได้มีการกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ไว้ 7 ด้าน ภายใต้กรอบแนวคิด “RID No.1” ซึ่งประกอบด้วย

ด้านแรก กรมชลประทานจะให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษคือ การเร่งรัดการดำเนินงานโครงการตามพระราชดำริ โดยเร่งรัดงานพระราชดำริที่ยังไม่ได้ดำเนินการ จำนวน 159 โครงการ ให้แล้วเสร็จภายในปี 2562 พร้อมทั้งดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการและติดตามประเมินผลอย่างเป็นระบบ

ด้านที่สอง การปรับปรุงกระบวนการจัดทำแผนงานและงบประมาณทั้งระบบ โดยจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาลุ่มน้ำในระดับจังหวัด กลุ่มจังหวัด และระดับภาค พร้อมทั้งปรับปรุงการจัดแผนงานระยะปานกลาง (MTEF) เช่น แผนศึกษา สำรวจ ออกแบบ จัดหาที่ดิน ก่อสร้าง แผนงาน
ปรับปรุงระบบชลประทาน แผนงานซ่อมแซมระบบชลประทาน เป็นต้น เพื่อให้มีความสอดคล้องกันและสามารถปฏิบัติได้จริง สามารถจัดสรร
งบประมาณให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์กรมชลประทาน และปี 2561 จะเป็นปีแรกที่ริเริ่มแนวทาง PPP (Public – Private Partnership) ซึ่งเป็นการร่วมทุนภาครัฐและเอกชนมาใช้ในการทำงานชลประทาน

ด้านที่สาม กรมชลประทานจะการเร่งรัดการพัฒนาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทาน ประกอบด้วย การเร่งรัดการดำเนินการโครงการขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็กให้เป็นไปตามแผน โดยโครงการขนาดใหญ่ที่จะเริ่มดำเนินโครงการในปีนี้ที่สำคัญคือ โครงการคลองระบายน้ำหลาก บางบาล-บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อผันน้ำเลี่ยงตัวเมืองพระนครศรีอยุธยาให้ระบายน้ำได้สูงสุดประมาณ 1,200 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม./วินาที) โดยจะเริ่มทำการปักหมุดกันพื้นที่ที่จะก่อสร้าง คาดว่าจะก่อสร้างได้ในปี 2562 และโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก เพิ่มอัตราการระบายน้ำจาก 130 ลบ.ม./วินาที เป็น 930 ลบ.ม./วินาที ระยะทางยาว 120 กม. โดยได้เริ่มทำการสำรวจและออกแบบรายละเอียดแล้ว คาดว่าจะก่อสร้างได้ในปี 2561 นอกจากนี้จะดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราช การพัฒนาระบบการแพร่กระจายน้ำในระดับแปลงนาให้ครอบคลุม พร้อมทั้งจัดทำแผนงานรองรับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC)

ด้านที่สี่ การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ โดยการต่อยอดศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ หรือ SWOC ให้สามารถพยากรณ์และเตือนภัยได้อย่างแม่นยำ พร้อมทั้งทำการปรับปรุงโครงการชลประทานที่มีอายุการใช้งานมานานให้สามารถใช้งานสอดคล้องกับสภาพในปัจจุบันได้ ตลอดจนสร้างทางเลือกในการดำเนินการส่งน้ำและบำรุงรักษาในงานชลประทาน ดำเนินการตรวจสอบ วิเคราะห์ ความมั่นคงของเขื่อน (dam safety) โดยจะปรับปรุงให้มีความมั่นคงแข็งแรง รวมทั้งจะดำเนินการวางแผนเตรียมการรับมืออุทกภัยและภัยแล้ง การบูรณาการความร่วมมือกับ Single Command ในระดับพื้นที่

นอกจากนี้ ยังจะพัฒนาสถานีทดลองการใช้น้ำชลประทานทั้ง 882 แห่ง ให้เป็นศูนย์เรียนรู้และศูนย์เครือข่ายของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร พร้อมทั้งพัฒนาศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เชียงใหม่ และศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.สกลนคร ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของประชาชนอย่างเพียงพอ ดำเนินการตรวจสอบการใช้พื้นที่ราชพัสดุและแก้ไขปัญหาการบุกรุกของราษฎร พัฒนาปรับปรุงเพื่อใช้พื้นที่เขตคลองเป็นพื้นที่แก้มลิง และขยายผลพื้นที่ลุ่มต่ำ เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในยามวิกฤติ

ด้านที่ห้า กรมชลประทานจะเร่งทำการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกขั้นตอน ของกระบวนการพัฒนาแหล่งน้ำและบริหารจัดการน้ำ การสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ประสบภัยจากน้ำ การเร่งรัดการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำ ในรูปแบบคณะกรรมการจัดการชลประทาน (JMC) และอาสาสมัครชลประทานให้เต็มพื้นที่ชลประทาน และทบทวนการดำเนินการโครงการ 1 โครงการ 1 ล้านบาท

ด้านที่หก การนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการปฏิบัติงาน โดยการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการพัฒนาและบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาระบบการทำงานและกระบวนการที่ทันสมัยบนฐานดิจิทัล หรือ Digital Platform การพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อใช้ในการปฏิบัติงาน (Big Data) รวมทั้งการเร่งรัดการจัดหาอุปกรณ์ เครื่องจักร เครื่องมือ ที่ทันสมัยมาใช้ในการปฏิบัติงาน

และด้านที่เจ็ด กรมชลประทานจะดำเนินการพัฒนาองค์กรอย่างเป็นระบบ โดยการปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงาน การปรับปรุงและดูแลพิพิธภัณฑ์ให้มีความเหมาะสม การเร่งรัดการปรับโครงสร้างหน่วยงาน การดำเนินการถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังผู้ปฏิบัติผ่านกิจกรรม KM และ Unit School การน้อมนำศาสตร์พระราชาไปสู่การปฏิบัติ ผ่านหลักสูตรการอบรม การเตรียมการเพื่อรองรับสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ ตลอดจนการเตรียมการเพื่อรองรับแผนปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
(ด้านทรัพยากรน้ำ) และการส่งเสริมให้บุคลากรปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กร

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ดังกล่าว กรมชลประทานได้แบ่งการทำงานเป็น 4 ระยะดังนี้ ระยะแรก เริ่มตั้งแต่ปี 2560 ที่ผ่านมาจนถึงปี 2564 เป็นช่วงเสริมพลังใหม่สู่การเปลี่ยนแปลง โดยได้มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ พร้อมทั้งเชื่อมโยงระบบงานสำคัญให้เป็นระบบเดียว ระยะที่สอง ตั้งแต่ปี 2565-2569 เป็นการสร้างภาคีเครือข่ายและความร่วมมือ เป็นศูนย์กลางการควบคุมและบริหารน้ำระบบอัจฉริยะ และจะมีการก่อสร้างระบบชลประทานด้วยนวัตกรรมชั้นสูง

ระยะที่สาม ตั้งแต่ปี 2570-2574 จะเป็นการปฏิรูประบบกระบวนงาน มีการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านชลประทานและการบริหารจัดการน้ำ
ให้กับหน่วยงานอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และระยะที่สี่ ตั้งแต่ปี 2575-2579 เป็นการดำเนินการให้กรมชลประทานเป็นองค์กรอัจฉริยะ สร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับประเทศชาติสำเร็จตามเป้าหมาย

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงของการบริหารจัดการน้ำที่จะเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป ก็คือ ความมีเอกภาพในการบริหารจัดการมากขึ้น หลังจากที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้ใช้อำนาจตาม ม.44 จัดตั้ง สำนักบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ขึ้นมา ซึ่งเป็นหน่วยงานขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ ตลอดจนวางแผนในการบริหารจัดการน้ำ ในส่วนของกรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำหน่วยงานอื่นๆ จะเป็นหน่วยงานปฏิบัติ ความซ้ำซ้อนก็จะไม่เกิดขึ้น

“ทิศทางการทำงานของกรมชลประทานในปัจจุบันและอนาคต ถ้าหากสามารถดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ทั้งยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ยุทธศาสตร์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตลอดจนยุทธศาสตร์ของกรมชลประทานให้สัมฤทธิผล จะทำให้กรมชลประทานเป็นองค์กรอัจฉริยะ ที่จะสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับประเทศได้อย่างแน่นอน” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวยืนยัน

รายงานพิเศษ : พด.ขานรับขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ภาคเหนือ เพิ่มขีดสามารถการแข่งขันตามกลไกตลาดอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/313279

รายงานพิเศษ : พด.ขานรับขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ภาคเหนือ  เพิ่มขีดสามารถการแข่งขันตามกลไกตลาดอย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : พด.ขานรับขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ภาคเหนือ เพิ่มขีดสามารถการแข่งขันตามกลไกตลาดอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

รมช.เกษตรฯ มอบนโยบายให้กรมพัฒนาที่ดิน เดินหน้าขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ภาคเหนืออย่างต่อเนื่อง ภายใต้กรอบแนวความคิดตามนโยบายของรัฐบาล ฯพณฯ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในด้านการขับเคลื่อนการบริหารจัดการ และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันสินค้าเกษตรที่เป็นไปตามกลไกของตลาด

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเปิดการประชุมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ภาคเหนือว่า จากกรอบแนวความคิดการพัฒนาการเกษตรของประเทศไทยตามนโยบาย ฯพณฯ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการยกระดับสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้มีความยั่งยืนภายใต้กรอบการดำเนินงาน คือ

1.ราคาสินค้าเกษตร จะต้องเป็นไปตามกลไกของตลาด โดยรัฐบาลไม่ต้องการใช้งบประมาณเข้าไปแทรกแซงและบิดเบือนกลไกของราคาจนทำให้เกิดความเสียหาย

2.พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรใหม่ โดยร่วมมือและผนึกกำลังระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกษตรกร ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และกลุ่มเครือข่าย โดยเน้นการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตต่อไร่ คำนึงถึงความต้องการของตลาด และพัฒนาคุณภาพของผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาด

3.การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรใหม่ ใช้แนวทางการใช้องค์ความรู้ และเทคโนโลยีที่เหมาะสม รวมถึงเน้นการพัฒนาด้านนวัตกรรม

4.สนับสนุนให้เกิดการรวมกลุ่มเกษตรกร เพื่อสร้างพลังและมีอำนาจในการต่อรอง และ

5.สนับสนุนให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลด้านการตลาด และจัดระบบตลาดให้เป็นตลาดกลาง เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้ามาแลกเปลี่ยน สร้างโอกาสพบกันระหว่างผู้ผลิตและผู้ซื้อ เกษตรกรโดยภาครัฐจะเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณในการจัดปัจจัยพื้นฐานที่จะเอื้ออำนวยต่อการผลิตของเกษตรกร เช่น ระบบชลประทาน ระบบการบริหารความเสี่ยง โดยจัดทำระบบประกันภัยพืชผล จากนั้นก็ให้ภาคเกษตรกร ภาครัฐ ภาคเอกชน ร่วมมือการบริหารจัดการความเสี่ยงร่วมกัน

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ จัดเป็นนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญและกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2564 แล้ว ดังนั้น หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงอย่างกรมพัฒนาที่ดินจะต้องร่วมมือกันดำเนินการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ให้เป็นไปตามแนวทางที่กำหนดไว้ ซึ่งจะต้องเน้นการขับเคลื่อนให้เกิด “การทำเกษตรอินทรีย์ถือเป็นวิถีการเกษตรไทย” ให้ได้ รวมทั้งจะต้องสามารถสร้างการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ด้วยระบบที่มีความสะดวกต่อเกษตรกร อีกทั้งการจัดทำการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ควรทำการตกลง ร่วมมือ เพื่อรักษาคุณภาพของผลผลิตให้ได้ตามมาตรฐาน ซึ่งในส่วนของนโยบายรัฐบาล ได้มีนโยบาย “ตลาดประชารัฐ” ซึ่งเน้นให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมมือ และเกิดการเชื่อมโยงระบบตลาด หากนำสินค้าเกษตรอินทรีย์เข้าสู่ระบบ และพัฒนาเข้าไปสู่ตลาดระดับสูง การผลิตสินค้าอินทรีย์มีเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาดีขึ้น เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น การเกษตรประเทศไทยก็จะมีความมั่นคงและยั่งยืนอย่างแท้จริง

ด้าน นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ภาคเหนือ กล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดินได้มีการจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ในเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งภาพรวมภาคเกษตรของภาคเหนือที่ผ่านมามีการขยายตัวของการผลิตเกษตรอินทรีย์มากขึ้น โดยพื้นที่ภาคเหนือที่มีการผลิตสินค้าอินทรีย์ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน แม่ฮ่องสอน พิจิตร อุทัยธานี และเพชรบูรณ์ โดยมีพืชอินทรีย์สำคัญได้แก่ ชาอินทรีย์ ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง แม่ฮ่องสอน ข้าวอินทรีย์ และข้าวหอมมะลิ 105 อินทรีย์ และภายใต้กรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติพ.ศ.2560 – 2564 และการขับเคลื่อนภายใต้แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ.2560 – 2564 ได้มีการดำเนินงานการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ ประกอบด้วยประเด็นยุทธศาสตร์สำคัญ 4 ยุทธศาสตร์ ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานพร้อมกับมีการแต่งตั้งคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และคณะทำงาน จำนวน 4 คณะ ได้แก่ คณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ คณะอนุกรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ระดับภาค จำนวน 6 ภาค และคณะทำงานพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของจังหวัด

ทั้งนี้การผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนตามนโยบายเกษตรอินทรีย์ภาคเหนือในปี 2560 ที่ผ่านมาสามารถสรุปได้ว่า การขับเคลื่อนงานตามยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2564 ภาคเหนือ ได้ดำเนินการในด้านการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ ด้านมาตรการตรวจรับรองมาตรฐาน การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ PGS การพัฒนาเกษตรสู่การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ PGS การจัดทำฐานข้อมูลเกษตรอินทรีย์ และโครงการข้าวอินทรีย์ การดำเนินงานโดยใช้ การตลาด นำการผลิต มีความก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัด อาทิ สามารถดำเนินการจัดการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาการเกษตรอินทรีย์ภาคเหนือจำนวน 2 ครั้ง และจากการเดินทางมาตรวจเยี่ยมและติดตามงานของพลอากาศเอกประจิน จั่นตอง ที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2560 ได้มีการรายงานผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์มีความก้าวหน้าเป็นที่น่าพอใจ อีกทั้งการดำเนินงานขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ร่วมกับคณะทำงานพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของจังหวัด ก็ได้มีการประสานความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานในพื้นที่อย่างเข้มแข็ง โดยคณะทำงานการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของจังหวัดมีการจัดประชุมเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานในระดับจังหวัดอย่างต่อเนื่อง

“หนึ่งในตัวอย่างเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จได้แก่ นางผ่องพรรณ สะหลี เกษตรกรหมู่ 1 ตำบลป่าไผ่ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เกษตรกรได้ดำเนินการปลูกเกษตรผสมผสาน และแปลงสมุนไพรในพื้นที่ 2 ไร่ ดำเนินการด้วยตนเอง โดยมีกรมพัฒนาที่ดินให้การสนับสนุนด้านองค์ความรู้ต่างๆ สามารถเก็บผลผลิตพืชผักอินทรีย์ขายในตลาดข่วงอินทรีย์ และตลาดเจเจมาร์เกต จำหน่วย 2 วันต่อสัปดาห์ มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 20,000 – 30,000 บาท พืชผักในแปลงได้รับการรับรองในระบบ PGS และแปลงเกษตรกรยังใช้เป็นศูนย์การเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ในระบบ PGS ในเวลาต่อมา ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นต้นแบบให้กับกลุ่มเกษตรกรที่อยู่ในเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ต่อไป” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าว

รายงานพิเศษ : ผ่ายุทธศาสตร์ดันราคายางทะลุเป้า! ของขวัญปีใหม่ 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/311178

รายงานพิเศษ : ผ่ายุทธศาสตร์ดันราคายางทะลุเป้า!  ของขวัญปีใหม่ 2561

รายงานพิเศษ : ผ่ายุทธศาสตร์ดันราคายางทะลุเป้า! ของขวัญปีใหม่ 2561

วันพุธ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สถานการณ์ยางพาราช่วงปลายปีนี้ ปกติราคาจะอยู่ในช่วงขาลงเช่นเดียวกับทุกปี ปีนี้ยางแผ่นรมควันชั้น 3 ราคาไม่ถึง 50 บาทต่อกิโลกรัม ต่ำกว่าราคาต้นทุนของการปลูกยาง จนทำให้เกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศโดยเฉพาะชาวสวนยางภาคใต้เดือดร้อน ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

ในที่สุดคณะรัฐมนตรีก็ได้มอบของขวัญปีใหม่ให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง โดยเห็นชอบมาตรการแก้ปัญหาราคายางตั้งแต่ระดับต้นทาง กลางทาง และปลายทาง รวม 7 โครงการ มีเป้าหมายให้ราคายางพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 65 บาทต่อกิโลกรัม โดย 5 โครงการแรกเป็นไปตามที่คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) เสนอ คือ

1.โครงการสนับสนุนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกร เพื่อรวบรวมยางพาราวงเงิน 10,000 ล้านบาท มีค่าใช้จ่ายเบี้ยประกัน 0.36% ต่อปี หรือ 36 ล้านบาทต่อปี เป็นเวลา 3 ปี รวม 108 ล้านบาท เดิม ครม. ให้ใช้เงินจากกองทุนพัฒนายางพารา แต่ กนย. เห็นว่าตามกฎหมายไม่สามารถดำเนินการได้ จึงเสนอ ครม. ให้รัฐสนับสนุนงบประมาณค่าเบี้ยประกันแทน และสนับสนุนค่าบริหารโครงการ 0.14% ด้วย

2.โครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง วงเงิน 20,000 ล้านบาทเป้าหมายดูดซับยางออกจากระบบ 350,000 ตัน จากผลผลิตทั้งปี ประมาณ 3.2 ล้านตัน ระยะเวลาตั้งแต่เดือนมกราคม 2561-ธันวาคม 2562 โดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ในอัตราตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินร้อยละ 3 ต่อปี (ไม่เกิน 600 ล้านบาท) ตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 ถึงเดือนธันวาคม 2562 และมีระยะเวลาการชำระเงินคืนเงินกู้ไม่เกิน 1 ปีนับจากวันทำสัญญาต่อปี

3.โครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้รับแจ้งความประสงค์ในการใช้ยางของหน่วยงานรัฐปี 2561 และรัฐบาลมีนโยบายพร้อมสั่งการให้หน่วยงานภาครัฐใช้ยางพาราภายในประเทศเพิ่มขึ้น จะใช้งบประมาณรับซื้อยางใหม่จากเกษตรกร 12,000 ล้านบาท เพื่อนำมาให้กับหน่วยงานรัฐในโครงการต่างๆ โดยใช้งบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการ กยท. กล่าวว่า โครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐนี้จะช่วยดูดซับปริมาณยางออกจากตลาด ทำให้ราคายางมีเสถียรภาพมากขึ้น โดย กยท. รับซื้อผลผลิตยางพารา ได้แก่ ยางแผ่นดิบคุณภาพ 3 น้ำยางสด ยางก้อนถ้วย หรือยางชนิดอื่นๆ
ผ่าน ตลาดยาง กยท. ตลาดเครือข่าย และตลาดกลางยางพารา กยท. ในช่วงเดือนธันวาคม 2560-30 เมษายน 2561 จำนวน 200,000 ตัน
เพื่อนำไปใช้งานหน่วยงานภาครัฐ เช่น การทำถนนลาดยางมะตอยผสมยางพาราชนิดผสมร้อน ทำชั้นพื้นทางของถนน ทำยางปูพื้น ทำสนามฟุตซอลทำสนามเด็กเล่น ยางปูสระน้ำ เป็นต้น

4.โครงการควบคุมปริมาณผลผลิต มีเป้าหมายจะลดพื้นที่การปลูกยางถาวร 2 แสนไร่ และลดพื้นที่ปลูกยางชั่วคราวอีก 2 แสนไร่ รวม 4 แสนไร่ โดยใช้เงินจากกองทุนพัฒนายางพารา และลดปริมาณผลผลิตยางของหน่วยงานภาครัฐที่มีสวนยางจำนวน 1 แสนกว่าไร่ ใช้งบกลางมาดำเนินการ 303 ล้านบาท

“โครงการนี้เป็นการสร้างความสมดุลระหว่างปริมาณการผลิตและความต้องการใช้ ด้วยมาตรการลดพื้นที่ปลูกควบคุมปริมาณผลผลิต เป็นการเร่งรัดการโค่นยางมากยิ่งขึ้น ด้วยการสนับสนุนการโค่นยางเพื่อปลูกแทนด้วยไม้ยืนต้นชนิดอื่น ทั้งไม้ผล ไม้แปรรูป และอื่นๆ ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ จำนวน 2 แสนไร่ พร้อมสนับสนุนปัจจัยการผลิตให้ชาวสวนยางรายละ 4,000 บาท ในช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม 2561 นี้ จะเป็นการลดพื้นที่ปลูกยางแบบถาวร นอกจากนี้ยังส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรชาวสวนยางปลูกแทนด้วยยางพันธุ์ดี เน้นการปลูกแทนแบบผสมผสานอีกจำนวน 2 แสนไร่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต ซึ่งจะลดปริมาณผลผลิตได้ไม่น้อยกว่า 90,000 ตัน”ผู้ว่าการ กยท. กล่าว

ส่วนการลดปริมาณผลผลิตยางของหน่วยงานภาครัฐที่มีสวนยาง 1 แสนกว่าไร่ ซึ่งประกอบด้วย สวนยางของ กยท. กรมวิชาการเกษตร และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) นั้น เป็นมาตรการระยะสั้นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดได้ไม่น้อยกว่า 6,780 ตันในระยะเวลา 3 เดือน คือ ตั้งแต่เดือนมกราคม-มีนาคม 2561 นอกจากนี้ ยังมีมาตรการรัฐบาลไทยร่วมมือกับประเทศอินโดนีเซีย และมาเลเซีย งดการส่งออกยางปริมาณ 350,000 ตัน 3 เดือน เพื่อให้เกิดสมดุลในตลาดโลก

5.โครงการจัดตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพราคายาง ระหว่าง กยท.และผู้ส่งออกรายใหญ่ 5 บริษัท มีเงินตั้งต้น 1,200 ล้านบาท มอบหมายให้ กยท.หารือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดความชัดเจนก่อนไปตั้งกองทุนต่อไป

ส่วนอีก 2 โครงการ เป็นการทบทวนมติ ครม.เดิมคือ โครงการชดเชยดอกเบี้ยเพื่อสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง วงเงิน 15,000 ล้านบาท สำหรับขยายกำลังการผลิตหรือปรับเปลี่ยนเครื่องจักร ให้กับผู้ประกอบการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางชั้นปลายน้ำ ส่วนนี้ ครม. เคยอนุมัติวงเงินสินเชื่อไว้แล้ว 15,000 ล้านบาท และกำหนดให้สมัครเข้าร่วมโครงการถึงเดือนกันยายน 2559 แต่ขณะนี้ยังเหลือวงเงินอยู่ 6,112 ล้านบาท จึงให้ขยายเวลารับสมัครไปถึงเดือนมิถุนายน 2561 จากปัจจุบันมีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 29 ราย แต่ได้รับอนุมัติสินเชื่อเข้าร่วมโครงการฯเพียง 16 ราย วงเงินรวมมากกว่า 8,887 ล้านบาท ทำให้ปริมาณการใช้ยางเพิ่มขึ้น 35,550 ตัน/ปี ขณะนี้ มีผู้สนใจเข้าร่วมโครงการอีกหลายราย ซึ่งจะเป็นการช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้ยางภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น

สำหรับโครงการสุดท้ายคือ โครงการสนับสนุนสินเชื่อสถาบันเกษตรกรแปรรูปยางพารา ซึ่งกำหนดวงเงินสินเชื่อไว้ 5,000 ล้านบาท รัฐชดเชยดอกเบี้ยให้ 3% และกองทุนพัฒนาสหกรณ์ สนับสนุนดอกเบี้ยให้สถาบันเกษตรกร 0.49% ต่อปี เนื่องจากตามพ.ร.บ.สหกรณ์กำหนดให้กองทุนพัฒนาสหกรณ์ช่วยเหลือได้เฉพาะสถาบันเกษตรกรที่เป็นสหกรณ์เท่านั้น ดังนั้น กลุ่มเกษตรกรหรือวิสาหกิจชุมชนไม่สามารถรับเงินอุดหนุนดอกเบี้ยจากกองทุนนี้ได้ ครม. จึงมีมติให้รัฐสนับสนุนอัตราดอกเบี้ยให้กลุ่มเกษตรกรหรือวิสาหกิจชุมชนในอัตรา 0.49% แทนกองทุนพัฒนาสหกรณ์ โดยยอดประมาณการตลอดระยะเวลาโครงการฯ 10 ปี (ตั้งแต่ปี 2558-2567) รวมเป็นเงินประมาณการทั้งสิ้น 3,868,000 บาท แบ่งเป็นกลุ่มเกษตรกร 3,564,000 บาท วิสาหกิจชุมชน จำนวน 304,000 บาท

อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการแก้ปัญหายางพาราอย่างยั่งยืน ล่าสุด กนย. ยังเห็นชอบให้มีการขับเคลื่อน ยุทธศาสตร์ยางพารา 20 ปี (พ.ศ.2560 – 2579) ซึ่งยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้ผ่านกระบวนการการมีส่วนร่วมและและประชาพิจารณ์เรียบร้อยแล้วจากทุกภาคส่วนเรียบร้อยแล้ว โดยจะมีการพัฒนาเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ให้มีความเข้มแข็ง และมีรายได้ที่มั่นคง ส่งเสริมการผลิตยาง ผลิตภัณฑ์ยาง และไม้ยางพาราให้มีคุณภาพได้มาตรฐานระดับสากล รวมทั้ง ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าแปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง ส่งเสริมการดำเนินธุรกิจแปรรูปยาง ไม้ยางพารา และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ พัฒนาระบบตลาด และช่องทางการจัดจำหน่ายยาง และผลิตภัณฑ์ยาง ไม้ยางพารา ส่งเสริมการใช้ยางภายในประเทศ

นอกจากนี้ยุทธศาสตร์ยางพารา ยังกำหนดให้มีปรับปรุงข้อมูลสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับยางพาราทั้งระบบ ให้มีความเป็นเอกภาพ และปรับปรุงกฎระเบียบ กฎหมาย ตลอดจนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราจะเป็นแนวทางและกรอบการแก้ปัญหายางพาราในระดับโครงสร้างโดยการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการใช้และการส่งออกด้วยการเพิ่มปริมาณการใช้ยางภายในประเทศ และมุ่งเน้นการส่งออกสินค้าในรูปของผลิตภัณฑ์ยางอีกด้วย

ราคาเป้าหมาย 65 บาทต่อกิโลกรัมจะสำเร็จหรือไม่ ปี 2561 รู้กัน!!

รายงานพิเศษ : พด.เปิดความก้าวหน้าขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ จากการมุ่งเน้นพัฒนาส่งเสริมนวัตกรรมด้านเกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/310735

รายงานพิเศษ : พด.เปิดความก้าวหน้าขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์  จากการมุ่งเน้นพัฒนาส่งเสริมนวัตกรรมด้านเกษตรอินทรีย์

รายงานพิเศษ : พด.เปิดความก้าวหน้าขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ จากการมุ่งเน้นพัฒนาส่งเสริมนวัตกรรมด้านเกษตรอินทรีย์

วันจันทร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ.2560-2564 ที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบ เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2560 ภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์ คือ ยุทธศาสตร์ที่ 1 ส่งเสริมการวิจัย การสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้ และนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ ยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนาการผลิตสินค้าและบริการเกษตรอินทรีย์ ยุทธศาสตร์ที่ 3 พัฒนาการตลาดสินค้าและบริการ และการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ยุทธศาสตร์ที่ 4 การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ ปัจจุบันการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ได้นำไปสู่การปฏิบัติตั้งแต่ระดับท้องถิ่นถึงระดับชาติ โดยมีกลไกในการให้ความรู้และคำแนะนำ มีการติดตามประเมินผลเป็นระยะๆ เป็นการบูรณาการให้เกิดผลเป็นรูปธรรม รวมทั้งจัดสรรงบประมาณในการบริหารจัดการโครงการต่างๆ ให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ตามมติของคณะรัฐมนตรีที่ได้มอบหมายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเป็นหน่วยงานหลัก พร้อมกับใช้ 3 กลยุทธ์ในการดำเนินงาน ได้แก่ 1.กลยุทธ์ ใช้รูปแบบยโสธรโมเดลโดยภาคเอกชน เป็นหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ 2.กลยุทธ์ สนับสนุนแหล่งเงินทุนเพื่อพัฒนาเกษตรอินทรีย์ 3.กลยุทธ์ สร้างกลไกและเครือข่ายการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ไปสู่การปฏิบัติ

นายลักษณ์ กล่าวว่า จากการที่นายกรัฐมนตรี มีนโยบายที่เน้นการทำงานในระดับภูมิภาค 6 ภูมิภาค ประกอบด้วย ภาคเหนือ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ และภาคใต้ชายแดน ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางของกระทรวงมหาดไทย จึงมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ระดับภาค มีวัตถุประสงค์เพื่อประสานการขับเคลื่อนจากจังหวัด กับคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนในระดับกระทรวง และคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ โดยคณะอนุกรรมการระดับภาคทำหน้าที่บูรณาการในภูมิภาค ทั้งในส่วนของการผลิต เรื่องความรู้ เรื่องโลจิสติกส์ เชื่อมโยงตลาดจากจังหวัดหนึ่งไปจังหวัดอื่นๆ หรือจังหวัดเล็กไปจังหวัดใหญ่ มีสถาบันการศึกษาขนาดใหญ่ในแต่ละภูมิภาคเป็นพี่เลี้ยง

โดยคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนในระดับกระทรวง ได้กำหนดหลักเกณฑ์ กฎ ระเบียบ แผนงาน โครงการ ที่จะต้องรองรับ Agenda และ Function รายละเอียดงบประมาณ ด้านการตลาด การเชื่อมโยงเครือข่าย รวมทั้งการจัดทำโครงการนำร่อง ทยอยไปตามลำดับความสำคัญ เพื่อผลักดันยุทธศาสตร์ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนระดับภาค เพื่อช่วยกลั่นกรองรายละเอียดแผนงาน สำหรับกลไกการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ของประเทศได้มีการเชื่อมโยงตั้งแต่คณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ระดับภาค และคณะทำงานพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของจังหวัด เพื่อให้เกิดการบูรณาการแผนงาน/โครงการ ลงสู่พื้นที่ต่อไป

ด้าน นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับผลการติดตามความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ขณะนี้ ประธานคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ (พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี) มีนโยบายให้แต่ละภาคจัดประชุม เพื่อติดตามความก้าวหน้าและรับฟังข้อเสนอแนะ ปัญหาอุปสรรคของแต่ละภูมิภาคในการดำเนินการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ และจัดทำแผนบูรณาการแต่ละจังหวัดเพื่อเสนอต่อ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ และคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ โดยมีการจัดประชุม ครั้งแรกภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จังหวัดอุดรธานี เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2560 และครั้งที่ 2 ให้จัดประชุมติดตามความก้าวหน้าภาคเหนือในวันที่ 7 ธันวาคม 2560 ณ จังหวัดเชียงใหม่ โดยกรมพัฒนาที่ดินเป็นเจ้าภาพ ซึ่งมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายลักษณ์ วจนานวัช เป็นประธาน

โดยการประชุมดังกล่าวทั้ง 2 ครั้ง นั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ภาคเหนือ รับฟังและแลกเปลี่ยน ปัญหาอุปสรรคการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ภาคเหนือ และแสดงสินค้าเกษตรอินทรีย์ภาคเหนือ เป็นการพบปะกันระหว่าง ผู้ผลิต ผู้ซื้อและหน่วยงานที่ให้การสนับสนุน ซึ่งประโยชน์ที่ได้รับจากการประชุมติดตามผลการดำเนินงานดังกล่าว นอกจากรับทราบนโยบายในการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ และกลุ่มเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นข้อเสนอแนะ และปัญหาอุปสรรคต่อผู้บริหารที่รับผิดชอบนโยบายเกษตรอินทรีย์แล้ว ยังพบว่าการดำเนินงานในโครงการดังกล่าวมีความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ภาคเหนือ สามารถเผยแพร่สินค้ากลุ่มเกษตรอินทรีย์ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้น เนื่องจากการพบปะกันระหว่างผู้ผลิตสินค้าอินทรีย์ผู้รับซื้อ
ส่งผลให้เกิดการเชื่อมโยงตลาดที่เข้มแข็งขึ้น

รายงานพิเศษ : กลุ่มเกษตรกรทำนาปลายกลัด ดำเนินชีวิตด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/310237

รายงานพิเศษ : กลุ่มเกษตรกรทำนาปลายกลัด  ดำเนินชีวิตด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง

รายงานพิเศษ : กลุ่มเกษตรกรทำนาปลายกลัด ดำเนินชีวิตด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง

วันศุกร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2515 เกษตรกรในพื้นที่ตำบลปลายกลัด อำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้รวมกลุ่มกันระดมทุนจัดตั้งเป็นกลุ่มเกษตรกรทำนาปลายกลัด เพื่อดำเนินธุรกิจสินเชื่อ และธุรกิจรวมซื้อให้แก่สมาชิก โดยได้รับการส่งเสริมทางด้านองค์ความรู้จากสำนักงานสหกรณ์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นำระบบสหกรณ์มาบริหารจัดการ ขับเคลื่อนการดำเนินงานของกลุ่ม ทำให้กลุ่มเกษตรกรทำนาปลายกลัดมีความเข้มแข็งและสามารถพึ่งพาตนเองได้มาจนถึงปัจจุบัน

นางสานิต โพธิ์พิทักษ์ รองประธานกลุ่มเกษตรกรทำนาปลายกลัด กล่าวว่า สมาชิกส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพทำนาเป็นหลัก จึงได้มีการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรทำนาปลายกลัดขึ้นมา เพื่อเป็นการช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกัน รวมทั้งใช้เวลาว่างหลังจากการทำนา เพื่อสร้างรายได้เสริม โดยมีเจ้าหน้าที่ ของกรมส่งเสริมสหกรณ์เข้ามาให้คำแนะนำ ส่งเสริมแนวทางการบริหารจัดการในรูปแบบของสหกรณ์ เพื่อให้สมาชิกทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ มีการประชุมคณะกรรมการดำเนินงานและมีการจัดสรรกำไรสุทธิตามระบบของสหกรณ์ นอกจากนี้ ยังให้งบประมาณในการสนับสนุนด้านปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้สมาชิกรวมกลุ่มกันเลี้ยงสัตว์ และแปรรูปผลิตภัณฑ์

ที่ผ่านมาสมาชิกกลุ่มเกษตรกรทำนาปลายกลัด ได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตมาโดยตลอด เมื่อว่างเว้นจากการทำนา สมาชิกจะเลี้ยงสัตว์ ปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อบริโภคในครัวเรือน เพื่อเป็นการลดรายจ่าย และหากเหลือจากการบริโภคแล้วก็สามารถนำไปขายสร้างรายได้ นอกจากนี้ยังมีการรวมกลุ่มกันแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร โดยรับซื้อผลผลิตจากชาวบ้านในพื้นที่มาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ จำหน่าย เช่น ข้าว จะนำมาแปรรูปเป็นข้าวตัง กล้วย จะนำมาทำเป็นกล้วยตาก และไข่เป็ด ไข่ไก่ จะนำมาทำเป็นขนมทองหยอด ทองหยิบ ฝอยทอง เป็นต้น สามารถสร้างรายได้เพิ่มให้กับสมาชิกกลุ่มอย่างเป็นกอบเป็นกำ

นางเตือนจิต กองศรี สมาชิกกลุ่มเกษตรกรทำนาปลายกลัด กล่าวว่า หลังจากหมดฤดูกาลทำนา ตนก็จะปลูกพืชผักสวนครัว พืชสมุนไพร เลี้ยงเป็ด ไก่ ปลา กบ ขายเพื่อสร้างรายได้เสริม โดยได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต คือ ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก เงินทองไม่รั่วไหล พออยู่พอกิน แค่นี้ชีวิตก็มีความสุขแล้ว

นอกเหนือจากระบบสหกรณ์จะส่งเสริมให้กลุ่มเกษตรกรมีความเข้มแข็งแล้ว การน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในกลุ่ม ก็เป็นอีกหนึ่งหนทางที่จะทำให้เกษตรกรมีภูมิคุ้มกันและสามารถพึ่งพาตนเองได้เป็นหลัก เพื่อความยั่งยืนในการประกอบอาชีพต่อไป

รายงานพิเศษ : เจาะลึก…แผนบริหารจัดการน้ำกรมชลประทาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/308077

รายงานพิเศษ : เจาะลึก...แผนบริหารจัดการน้ำกรมชลประทาน

รายงานพิเศษ : เจาะลึก…แผนบริหารจัดการน้ำกรมชลประทาน

วันจันทร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ฤดูฝนปีนี้มีพายุพัดผ่านประเทศไทยหลายลูกไม่ว่าจะเป็นพายุโซนร้อน “ตาลัส” พายุโซนร้อน “เซินกา” พายุไต้ฝุ่น “ทกซูรี” ตลอดจนยังมีพายุดีเปรสชั่น หย่อมความกดอากาศต่ำที่ทำให้เกิดฝนตกหนัก จนเกิดภาวะน้ำท่วมในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำชีและลุ่มน้ำมูลในภาคอีสาน และบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่เปรียบเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศ ก็ได้รับผลกระทบจากพายุที่พัดผ่านเช่นกัน แต่ด้วยมีการวางแผนบริหารจัดการน้ำที่ดีทำให้ผลผลิตทางการเกษตรแทบจะไม่ได้รับความเสียหายเลย แม้จะมีภาวะน้ำท่วมเกิดขึ้นในบางพื้นที่ก็ตาม โดยกรมชลประทานใช้ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (Smart Water Operation Center) หรือ SWOC ที่เพิ่งเปิดใช้งานปีนี้เป็นปีแรก เป็นศูนย์บัญชาการในการประมวลวิเคราะห์ ติดตาม และพยากรณ์สถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ช่วยราชการในตำแหน่งอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ก่อนที่จะเข้าฤดูฝน กรมชลประทานได้วางแผนบริหารจัดการน้ำ โดยได้คาดการณ์ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้ง 34 แห่งทั่วประเทศ พร้อมทำการพร่องน้ำให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อที่จะสามารถรองรับน้ำฝนที่ตกลงมาให้ได้มากที่สุด และใช้ในการหน่วงน้ำ ในขณะเดียวกัน จะต้องไม่ระบายน้ำออกมากเกินไป เพราะจะต้องมีปริมาณน้ำสำรองกักเก็บไว้ให้เพียงพอ สำหรับใช้ในกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะการทำนาปรังช่วงฤดูแล้งของฤดูกาล 2560/61 ด้วย

ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา กรมชลประทานดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้มีการปรับเปลี่ยนปฏิทินการปลูกพืชให้เร็วขึ้น เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จก่อนฤดูน้ำหลากจะมาถึง เพื่อใช้พื้นที่ดังกล่าวรับน้ำฝนในพื้นที่และใช้เป็นทุ่งหน่วงน้ำชะลอการระบายน้ำไม่ให้กระทบกับพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างที่อาจจะท่วมในพื้นที่ชุมชน เศรษฐกิจ และพื้นที่ราชการ ซึ่งอาจจะสร้างความเสียหายในภาพรวมของประเทศได้ จำนวน 13 ทุ่ง ประกอบด้วยพื้นที่เจ้าพระยาตอนบนจำนวน 1 ทุ่ง คือทุ่งบางระกำ มีพื้นที่รวมประมาณ 0.26 ล้านไร่ วางแผนรับน้ำประมาณ 400 ล้านลูกบาศก์เมตร และ 12 ทุ่งในพื้นที่เจ้าพระตอนล่าง มีพื้นที่ประมาณ 1.15 ล้านไร่ วางแผนรับน้ำประมาณ 1,500 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมปริมาณน้ำที่วางแผนตัดยอดน้ำ ประมาณ 1,900 ล้านลูกบาศก์เมตร รักษาระดับน้ำในทุ่งลึกประมาณ 1.5-2.5 เมตร ตามสภาพพื้นที่ในทุ่งไม่ให้กระทบต่อการสัญจรไปมา และการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชนในพื้นที่ โดยมีการสร้างกระบวนการรับรู้ให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดตั้งแต่ปลายปี 2559 ที่ผ่านมา มีการวางแผนตรวจสอบอาคารชลประทานให้พร้อมรับสถานการณ์ การจัดจราจรทางน้ำ กำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ ตลอดจนเตรียมความพร้อมเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ เรือผลักดันน้ำ และเครื่องจักรกล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ

เมื่อเริ่มเข้าฤดูฝนการบริหารจัดการน้ำส่วนใหญ่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ เริ่มดำเนินการผันน้ำเข้าทุ่งบางระกำเป็นลำดับแรกตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2560 และอีก 12 ทุ่งที่เหลือในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างสามารถหน่วงน้ำตัดยอดน้ำเก็บกักในทุ่งได้ถึง 2,185 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยเก็บกักในทุ่งบางระกำ ประมาณ 500 ล้านลูกบาศก์เมตร และที่เหลือประมาณ และ 12 ทุ่งที่เหลือประมาณ 1,685 ล้านลูกบาศก์เมตร วางแผนระบายน้ำออกจากทุ่งให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 ธันวาคม 2560 แต่จะยังคงเหลือน้ำค้างทุ่งบางส่วนที่เก็บกักในคลองส่งน้ำ ประมาณ 439 ล้านลูกบาศก์เมตร จากปริมาณน้ำที่คงค้างดังกล่าว อยู่ในทุ่งบางระกำ 100 ล้านลูกบาศก์เมตร และใน 12 ทุ่งเจ้าพระยาตอนล่างอีกประมาณ 339 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อให้เกษตรกรใช้ในการเพาะปลูกข้าวในฤดูการถัดไปตามแผนและข้อตกลงที่ได้สร้างการรับรู้กับประชาชนในพื้นที่ของแต่ละทุ่งแล้ว

สำหรับภาคอีสานที่ประสบปัญหาน้ำท่วม เนื่องจากฝนที่ตกหนักในพื้นที่ ทั้งด้านเหนืออ่างเก็บน้ำ และท้ายอ่างฯ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ อีกทั้งยังมีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนลำปาวและเขื่อนอุบลรัตน์เป็นจำนวนมาก กรมชลประทานได้บริหารจัดการโดยจัดจราจรน้ำ ซึ่งได้ทยอยระบายน้ำจากเขื่อนลำปาวก่อน จากนั้นจึงเริ่มระบายน้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ เป็นลำดับถัดมา โดยเฉพาะเขื่อนอุบลรัตน์ มีปริมาณน้ำไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง จนทำให้มีปริมาณน้ำสูงสุดถึง 2,969 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 122 ของปริมาณการกักเก็บ เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2560 ซึ่งเกินปริมาณความจุ ทำให้ต้องเพิ่มการระบายน้ำ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้ลดการระบายลงเหลือวันละ 8.30 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่กลับเข้าสู่สภาวะปกติ มีการเตรียมแปลงทำนาปรังแล้ว คาดว่าฤดูแล้งปีนี้จะสามารถส่งน้ำเพื่อสนับสนุนการเกษตรได้เต็มพื้นที่ ตามความต้องการของเกษตรกรอย่างแน่นอน

ส่วนภาคใต้ยังเป็นพื้นที่ที่จะต้องเฝ้าระวัง เพราะขณะนี้เป็นช่วงฤดูฝนของภาคใต้ แต่กรมชลประทาน ได้เตรียมความพร้อมด้วยการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมรับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น โดยได้มีการขุดลอกคลองต่างๆ กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ พร้อมได้ส่งเครื่องจักร เครื่องมือ ประกอบด้วย เครื่องสูบน้ำ 380 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ 180 เครื่อง เครื่องกำเนิดไฟฟ้า 63 เครื่อง รถบรรทุก 34 คัน รถขุดตีนตะขาบ 30 คัน รถแทรกเตอร์ 3 คัน และรถลากจูง 12 คัน ไปไว้ที่จุดพักเครื่องจักร 16 แห่งในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้พร้อมเตรียมรับสถานการณ์ไว้แล้ว

นอกจากนี้ ยังได้พร่องน้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ ให้อยู่ในระดับเกณฑ์ควบคุมการบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำ และได้สั่งการให้โครงการชลประทานในพื้นที่เฝ้าระวังเตรียมรับสถานการณ์น้ำจากฝนตกหนักและน้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด รวมทั้งจัดทำข้อมูลเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผ่านทางช่องทางต่างๆ และรายงานให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับทราบสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่องโดยมีศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ เป็นศูนย์บัญชาการและบริหารจัดการน้ำ

ขณะนี้พื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สิ้นสุดฤดูฝนแล้ว ปริมาณน้ำที่กักเก็บในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้งประเทศ 34 แห่ง ค่อนข้างดี ปัจจุบัน (1 ธ.ค. 2560) สถานการณ์อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ มีปริมาณน้ำในอ่างฯ 60,154 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 85 ของความจุอ่างฯ เป็นน้ำใช้การได้ 36,610 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 77 มากกว่าปี 2559 จำนวน 9,558 ล้านลูกบาศก์เมตร (ปี 2559 มีน้ำใช้การได้ 27,052 ล้านลูกบาศก์เมตร) โดยมีอ่างฯ ที่น้ำอยู่ในเกณฑ์ดีมาก คือ น้ำมากกว่า 80% ถึง 22 แห่ง อยู่ในเกณฑ์ดี-พอใช้ 12 แห่ง และไม่มีอ่างฯ ที่อยู่ในเกณฑ์น้ำน้อย ในส่วนของลุ่มเจ้าพระยา อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้ง 4 แห่งมีปริมาณน้ำใช้การดังนี้ เขื่อนภูมิพล 7,180 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 74 เขื่อนสิริกิติ์ 5,676 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 76 ในขณะที่เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนกับเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำใช้การ 100 % คือ 897 และ 957 ล้านลูกบาศก์เมตร ตามลำดับ (ข้อมูล ณ วันที่ 1 ธันวาคม 2560) ซึ่งถือว่ามีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำค่อนข้างดีมาก จะส่งผลดีต่อการวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งที่จะมาถึง คาดว่าจะมีการปลูกนาปรังเต็มพื้นที่ทั่วประเทศ ประมาณ 8.35 ล้านไร่ โดยอยู่ในลุ่มเจ้าพระยาประมาณ 5.17 ล้านไร่ อย่างไรก็ตามต้องขึ้นกับนโยบายข้าวครบวงจรของรัฐบาล ที่จะมีการควบคุมพื้นที่การเพาะปลูกในแต่ละรอบการทำนาด้วย

กรมชลประทานวางแผนจัดสรรน้ำในฤดูแล้งปี 2560/2561 จากปริมาณน้ำใช้การทั้งประเทศ ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 จำนวน 42,313 ล้านลูกบาศก์เมตร จัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค 2,167 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อระบบนิเวศและอื่นๆ 6,948 ล้านลูกบาศก์เมตร สำรองน้ำต้นฤดูฝน 16,797 ล้านลูกบาศก์เมตร และเพื่อภาคการเกษตร 15,952 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อการเพาะปลูกพืชประมาณ 13.75 ล้านไร่ ปัจจุบัน เพาะปลูกแล้ว 1.16 ล้านไร่ (ข้อมูลเพาะปลูก ณ วันที่ 22 พฤศจิกายน 2560)

ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา กรมชลประทาน วางแผนจัดสรรน้ำในฤดูแล้ง ปี 2560/61 จากปริมาณน้ำ 14,187 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค 1,140 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อการรักษาระบบนิเวศน์และอื่นๆ 1,450 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อการเกษตร 5,110 ล้านลูกบาศก์เมตร และจะเหลือน้ำสำรองต้นฤดูฝนปี 2561 (พฤษภาคม-กรกฎาคม) อีกประมาณ 6,487 ล้านลูกบาศก์เมตร

การบริหารจัดการน้ำทั้งประเทศในปีนี้จะสำเร็จมากน้อยแค่ไหน?เป็นไปตามแผนที่วางไว้หรือไม่? เป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถของอธิบดีกรมชลประทานคนใหม่ที่ชื่อ “ดร.ทองเปลว กองจันทร์”

ทองเปลว กองจันทร์

ทองเปลว กองจันทร์

รายงานพิเศษ : ส่งเสริมอาชีพ-สร้างรายได้ที่มั่นคงด้วยการออม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/307637

รายงานพิเศษ : ส่งเสริมอาชีพ-สร้างรายได้ที่มั่นคงด้วยการออม

รายงานพิเศษ : ส่งเสริมอาชีพ-สร้างรายได้ที่มั่นคงด้วยการออม

วันศุกร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ส่งเสริมอาชีพ-สร้างรายได้ที่มั่นคงด้วยการออม ความสำเร็จของสหกรณ์การเกษตรเมืองมหาสารคาม จำกัด

สหกรณ์การเกษตรเมืองมหาสารคามจำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2517 สหกรณ์ดำเนินธุรกิจเพื่อสมาชิกเช่นเดียวกับสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจจัดหาปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพในราคายุติธรรม เป็นการช่วยสมาชิกลดต้นทุนการผลิต ทำให้
เป็นที่ยอมรับของสมาชิกและเกษตรกรทั่วไป

แต่สิ่งที่ทำให้สหกรณ์การเกษตรเมืองมหาสารคาม จำกัด และสมาชิกของสหกรณ์ประสบความสำเร็จ เข้มแข็งและมีภูมิคุ้มกันมาจนถึงทุกวันนี้คือ การส่งเสริมการออมเงินของสมาชิกผ่านโครงการสร้างความเข้มแข็งโดยการออม

นางสาวเพลินทิพย์ ศรีสารคาม ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเมืองมหาสารคาม จำกัด กล่าวว่า สหกรณ์ต้องการให้สมาชิกรู้จักการออมตามรอยในหลวง รัชกาลที่ 9 จึงได้จัดทำโครงการสร้างความเข้มแข็งโดยการออมขึ้น เพื่อให้สมาชิกรู้จักเก็บออมเพื่ออนาคต แบ่งสันปันส่วนเงินรายได้มาเก็บออม โดยสหกรณ์จะส่งเสริมอาชีพให้กับสมาชิก เพื่อให้สมาชิกมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง จนสามารถนำเงินมาฝากเพื่อเก็บออมกับสหกรณ์ได้ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่สมาชิกจะได้รับจากเงินฝากออมอยู่ที่ ร้อยละ 4.50 บาท

ทั้งนี้ สหกรณ์ได้ส่งเสริมอาชีพเพื่อสร้างรายได้เสริมให้แก่สมาชิก โดยแบ่งเป็นกลุ่มอาชีพ อาทิ กลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้าบ้านท่าตูม จ.มหาสารคามที่เกิดจากการรวมตัวกันของสมาชิกสหกรณ์ ที่มีความชอบ และความถนัดเหมือนกัน นำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์กับความทันสมัย ถัก ทอ ออกแบบ ตัดแต่ง ออกมาเป็นเสื้อผ้าสวมใส่ที่สวยงามร่วมสมัย เพิ่มมูลค่าให้กับผ้าพื้นเมือง สร้างรายได้ให้กับสมาชิก โดยสหกรณ์จะช่วยหาช่องทางการตลาดให้ ส่งผลให้วันนี้สมาชิกกลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้าบ้านท่าตูม มีรายได้มั่นคงหนี้สินลดลง และมีเงินออมเพื่ออนาคต

นางอุมาภรณ์ ประทุมไชย ประธานกลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้าบ้านท่าตูม สมาชิกสหกรณ์การเกษตรเมืองมหาสารคาม จำกัด กล่าวว่า เมื่อก่อนหลังจากเสร็จสิ้นฤดูกาลทำนา เกษตรกรส่วนใหญ่จะไม่มีงานทำ จึงจำเป็นต้องไปหางานทำต่างจังหวัด ดังนั้น จึงคิดว่ากลุ่มแม่บ้านน่าจะมีอาชีพเสริม จึงตั้งกลุ่มเพื่อระดมหุ้น และนำหุ้นไปฝากกับสหกรณ์ทุกเดือน เมื่อมีเงินฝากมากขึ้น จึงได้นำเงินออมนั้นมาเป็นทุนในการซื้อผ้า และอุปกรณ์ตัดเย็บต่างๆ ส่วนสมาชิกคนไหนมีฝีมือในการตัดเย็บ หรือทอผ้า ก็จะมีค่าแรงให้ทำให้ปัจจุบันสมาชิกมีรายได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ขณะที่ นางเยาวรัตน์ ประทุมไชยสมาชิกสหกรณ์การเกษตรเมืองมหาสารคาม จำกัด กล่าวเสริมว่า แต่ก่อนทำผ้าโหลรายได้ไม่ค่อยมั่นคง หลังจากเข้ามาเป็นสมาชิกสหกรณ์ และเป็นช่างตัดเย็บเสื้อผ้าของกลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้าบ้านท่าตูม ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น จากเมื่อก่อนเคยมีรายได้วันละ 100 กว่าบาท ปัจจุบันมีรายได้เพิ่มเป็นวันละประมาณ 300-400 บาท ซึ่งเพียงพอต่อรายจ่าย
ในครอบครัว และมีเงินเก็บ

จากความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และมีเงินออมของสมาชิก นำมาซึ่งความมั่นคงในชีวิต เมื่อสมาชิกมั่นคง นั่นหมายความสำเร็จของสหกรณ์การเกษตรเมืองมหาสารคาม จำกัด

รายงานพิเศษ : อ่างเก็บน้ำพระราชา‘นฤบดินทรจินดา’ ประโยชน์ชัด…ทั้งบรรเทาปัญหาน้ำและสิ่งแวดล้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/307197

รายงานพิเศษ : อ่างเก็บน้ำพระราชา‘นฤบดินทรจินดา’ ประโยชน์ชัด...ทั้งบรรเทาปัญหาน้ำและสิ่งแวดล้อม

รายงานพิเศษ : อ่างเก็บน้ำพระราชา‘นฤบดินทรจินดา’ ประโยชน์ชัด…ทั้งบรรเทาปัญหาน้ำและสิ่งแวดล้อม

วันพุธ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“อ่างเก็บน้ำของพระราชา”

นับจากนี้เป็นต้นไป เชื่อว่าพวกเราคนไทยคงจะเริ่มคุ้นเคยกับถ้อยคำประโยคนี้มากขึ้น นั่นเป็นเพราะ “อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา” โครงการห้วยโสมงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “อ่างเก็บน้ำของพระราชา” และใช้เวลาก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2553 นั้น บัดนี้การก่อสร้างในส่วนของตัวอ่างเก็บน้ำและอาคารประกอบได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว และพร้อมแล้วสำหรับการเป็นแหล่งน้ำเพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชนในลุ่มน้ำปราจีนบุรี

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ช่วยราชการในตำแหน่งอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา หรือที่คนส่วนใหญ่ คุ้นเคยในชื่อเดิม คือ “โครงการห้วยโสมงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นตามแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ การบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝน ปัญหาขาดแคลนน้ำช่วงฤดูแล้ง รวมทั้งช่วยรักษาระบบนิเวศน์ ผลักดันน้ำเค็ม น้ำเน่าเสีย ในแม่น้ำปราจีนบุรีและแม่น้ำบางปะกง ซึ่งที่ผ่านมาปัญหาเหล่านี้ได้สร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชาชนในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2552 อนุมัติให้กรมชลประทานเริ่มดำเนินการก่อสร้างโครงการ และต่อมาเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2559 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานชื่อว่า “อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา” หมายถึง“อ่างเก็บน้ำที่สร้างขึ้นตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”และนับได้ว่าเป็นอ่างเก็บน้ำแห่งสุดท้ายที่ได้รับพระราชทานชื่อจากพระองค์

นิรันดร์ บัวจู

ทั้งนี้อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดาตั้งอยู่ที่บ้านแก่งยาว ตำบลแก่งดินสอ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ลักษณะเป็นเขื่อนดินสูง 32.75 เมตร กว้าง 9 เมตร ยาว 3,967.51 เมตร ความจุ 295 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยขณะนี้การก่อสร้างในส่วนอ่างเก็บน้ำได้เสร็จสมบูรณ์โดยสามารถเริ่มเก็บกักน้ำได้ตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา ส่วนการก่อสร้างระบบชลประทานคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2563 ซึ่งจะส่งผลให้สามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้อีกมากถึง 111,300 ไร่

ด้าน นายสุชาติ ธนะพฤกษ์ เกษตรกรเจ้าของ“สวนนายแป๊ะ” เลขที่ 182 หมู่ 2 ตำบลแก่งดินสอ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นเกษตรกรผู้ปลูกส้มเขียวหวานและทุเรียนบนพื้นที่กว่า 60 ไร่ แม้จะไม่ได้เป็นพื้นที่ที่จะรับประโยชน์จากอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดาโดยตรงจากระบบชลประทานที่กำลังก่อสร้างอยู่ แต่ก็เป็นเกษตรกรที่ได้รับประโยชน์จากการระบายน้ำลงลำน้ำเดิม เปิดเผยว่า ในอดีตจังหวัดปราจีนบุรีมักประสบปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งเป็นประจำทุกปี เพราะไม่มีแหล่งเก็บกักน้ำที่ไหลมาจากห้วยโสมง ดังนั้นเมื่อถึงฤดูฝนจึงมักเกิดน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่การเกษตร ชุมชน บ้านเรือน และพื้นที่เศรษฐกิจต่างๆ ขณะที่พอถึงหน้าแล้ง น้ำในลำห้วยก็ไหลออกไปจนหมดจนเกิดภัยแล้ง สร้างความเสียหายแก่พื้นที่การเกษตรบริเวณท้ายน้ำและยังเกิดปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำ น้ำเน่าเสีย จนทำให้บางปีชาวบ้านต้องเดือดร้อนหนัก เพราะไม่มีน้ำสำหรับผลิตน้ำประปา

นายสุชาติ กล่าวต่อว่า หลังจากอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดาเริ่มเก็บกักน้ำตั้งแต่ปี 2559 ที่ผ่านมา ก็เป็นที่น่าสังเกตว่าประชาชนในพื้นที่ไม่ต้องประสบกับเหตุน้ำท่วมรุนแรงอีกเลย ส่วนภัยแล้งก็ไม่ต้องพูดถึง เพราะเมื่อมีอ่างเก็บน้ำก็ทำให้มีน้ำเพียงพอที่จะปลูกพืชผลทางการเกษตร รวมทั้งไม่มีปัญหาน้ำเค็มดันเข้ามาอีกเลยในปีนี้ในส่วนของพื้นที่สวนผลไม้ของผมถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่ในเขตการส่งน้ำของโครงการ แต่ก็ได้รับประโยชน์จากการระบายน้ำลงลำห้วยในฤดูแล้ง เนื่องจากระดับน้ำในลำน้ำสูงขึ้น ทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำน้อยลง ส่วนในฤดูฝน ก่อนหน้ามีอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ ก็เกิดน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี หลังจากที่มีอ่างเก็บน้ำปัญหาเหล่านี้ก็หมดไป

นายสุชาติ ธนะพฤกษ์

นายนิรันดร์ บัวจู ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 ตำบลแก่งดินสอ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี เปิดเผยว่า ในอดีตพื้นที่อำเภอนาดีไม่ได้เพียงแต่จะต้องประสบกับปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งเท่านั้น แต่ด้วยความที่มีอาณาเขตติดต่อกับอุทยานแห่งชาติปางสีดาและอุทยานแห่งชาติทับลาน ซึ่งมีป่าไม้และสัตว์ป่าจำนวนมาก ทำให้ที่ผ่านมามักต้องเผชิญกับปัญหาการบุกรุกป่า ไฟป่า และการลักลอบล่าสัตว์อย่างต่อเนื่อง แต่ภายหลังจากอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดาเริ่มเก็บกักน้ำเมื่อปี 2559 ก็ทำให้ปัญหาเหล่านี้หมดไป

“เมื่อก่อนปัญหาเยอะมาก อย่างแรกเลย คือ ไฟป่า ถ้ามองไปตามขอบเขาในช่วงหน้าแล้งจะไม่เห็นเป็นป่าเขียวขจีเหมือนทุกวันนี้ เพราะจะถูกไฟป่าเผาหมด ปัญหาอีกอย่าง คือ เรื่องการล่าสัตว์ป่า โดยเฉพาะช่วงเดือนสี่เดือนห้าซึ่งจะมีแหล่งน้ำหรือคลองเล็กคลองน้อยตามหย่อมเขาและมีสัตว์ป่าลงมาหากิน ซึ่งกลุ่มนายพรานมันรู้ดี จึงมาใช้เป็นจุดซุ่มดักยิงสัตว์ป่ากันตรงนี้ แต่หลังจากมีอ่างเก็บน้ำ สัตว์ป่าก็กินน้ำได้จากทุกที่ นายพรานก็เข้ามาไม่ได้ รวมถึงพวกตัดไม้ทำลายป่าด้วย ขณะที่ไฟป่าก็หมดไป เพราะป่าชุ่มชื้นขึ้น จนตอนนี้ชาวบ้านสบายใจได้แล้ว”

นายนิรันดร์ กล่าวอีกว่า นอกจากปัญหาสิ่งแวดล้อมที่หมดไปแล้ว กรมชลประทานร่วมกับกรมประมง ยังได้จัดหาพันธุ์ปลามาปล่อยลงในแหล่งน้ำ ทำให้เกิดอาชีพประมงขึ้น มีชาวบ้านทั้งในและนอกพื้นที่เข้ามาหาปลาในอ่างเก็บน้ำมากขึ้น บรรดาผู้นำชุมชนจึงร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมชลประทานวางแนวทางจัดระเบียบการจับปลาให้เกิดความเรียบร้อยตั้งแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะการจัดตั้งสหกรณ์แพปลาห้วยโสมงขึ้น ใครจับปลาได้ก็ให้นำมาขายกับสหกรณ์ ผลกำไรที่ได้นำมาแบ่งปันกัน และนำรายได้ส่วนหนึ่งไปสนับสนุนกิจกรรมสาธารณประโยชน์ รวมทั้งไปซื้อพันธุ์ปลามาปล่อยเพิ่ม ชาวบ้านที่ไม่มีอาชีพ ไม่ได้ทำงานโรงงาน ก็สามารถมีรายได้จากการหาปลา รวมทั้งคนที่ไปทำงานต่างจังหวัด ก็กลับคืนถิ่นมาประกอบอาชีพที่บ้านเกิดของตนเอง ถือเป็นการสร้างงานสร้างอาชีพที่มั่นคงให้กับชาวบ้าน และเป็นการทำให้ท้องถิ่นเกิดความเข้มแข็งอย่างถาวร

และนี่ก็เป็นสิ่งที่สามารถยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า “อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา” มิได้มีคุณค่าเพียงแค่การแก้ไขปัญหาน้ำเพื่อปัดเป่าปัญหาให้แก่ประชาชนลุ่มน้ำปราจีนบุรีเท่านั้น แต่ยังมีคุณค่ามหาศาลที่ครอบคลุมไปถึงการดูแลปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการพัฒนาและสร้างความมั่นคงให้กับคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งเหมาะสมและคู่ควรอย่างยิ่งกับสมญานาม “อ่างเก็บน้ำของพระราชา”

ดร.ทองเปลว กองจันทร์