รายงานพิเศษ : ม.เกษตรจับมือ2องค์กร พัฒนา‘กาวน้ำผสมน้ำยางธรรมชาติ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/307051

รายงานพิเศษ : ม.เกษตรจับมือ2องค์กร พัฒนา‘กาวน้ำผสมน้ำยางธรรมชาติ’

รายงานพิเศษ : ม.เกษตรจับมือ2องค์กร พัฒนา‘กาวน้ำผสมน้ำยางธรรมชาติ’

วันอังคาร ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นมหาวิทยาลัยที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านเกษตร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสร้างผลงานวิจัยและเทคโนโลยีใหม่ๆ ขึ้นมา เพื่อพัฒนางานด้านการเกษตรของประเทศไทยให้มีความทันสมัยสามารถแข่งขันได้กับต่างประเทศ ตลอดจนยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้มีความมั่นคง มั่นคั่งและยั่งยืน สิ่งหนึ่งที่มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญคือ การส่งเสริมให้บุคลากรของมหาวิทยาลัยสร้างงานวิจัย สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ที่มีศักยภาพตรงกับความต้องการของผู้ใช้ และงานวิจัยมีความพร้อมที่จะให้ภาคเอกชนนำไปใช้ในการพัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ หรือสร้างผลิตภัณฑ์จากงานวิจัย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในยุคปัจจุบันที่ต้องการนำเทคโนโลยีที่สร้างสรรค์ขึ้นจากสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ไปช่วยในการพัฒนาผู้ประกอบการของประเทศให้มีความเข้มแข็ง

ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ลงนามข้อตกลงอนุญาตให้ใช้สิทธิในผลงานวิจัย “กาวน้ำที่มีส่วนผสมของน้ำยางธรรมชาติ,ฟีนอลิก เรซิน และกัมโรซินและกรรมวิธีการผลิต” เลขที่อนุสิทธิบัตร 10454 และลงนามต่อยอดและพัฒนาผลงานวิจัยเรื่อง “การวิจัยกาวน้ำยางแข็งตัวและไฟลามช้าสำหรับแผ่นบอร์ดจากเศษผ้า” กับบริษัท สามพิม จำกัด พร้อมกันนี้ ทางบริษัท สามพิม จำกัด และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ลงนาม “สัญญารับทุนสนับสนุนโครงการนวัตกรรม เรื่อง “การวิจัยกาวน้ำยางแข็งตัวและไฟลามช้าสำหรับแผ่นบอร์ดจากเศษผ้า” ซึ่งในการลงนามบันทึกข้อตกลงการอนุญาตให้ใช้สิทธิในผลงานวิจัย เรื่อง “กาวน้ำที่มีส่วนผสมของน้ำยางธรรมชาติ ฟีนอลิก เรซิน และกัมโรซินและกรรมวิธีการผลิต” เลขที่อนุสิทธิบัตร 10454 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ผู้ให้สิทธิบริษัท สามพิม จำกัด และทางบริษัทยังได้สนับสนุนทุนการวิจัยเพื่อต่อยอดและพัฒนาผลงานวิจัยชิ้นใหม่ คือ “การวิจัยกาวน้ำยางแข็งตัวและไฟลามช้าสำหรับแผ่นบอร์ดจากเศษผ้า” และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่สำคัญโดยได้ให้ทุนสนับสนุนโครงการนวัตกรรม เพื่อช่วยในการขับเคลื่อนนวัตกรรมผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยเฉพาะการใช้น้ำยางพาราให้ใช้ประโยชน์ได้จริง และต่อยอดองค์ความรู้ใหม่ๆ ได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาด ซึ่งเป็นนิมิตหมายที่ดีผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ และยังเป็นการสนับสนุนนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล โดยเฉพาะผลงานวิจัยที่ได้นำน้ำยางพาราของประเทศไทยไปแปรรูปและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ที่สำคัญจะเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับน้ำยางพาราของประเทศไทยให้มีราคาที่สูงขึ้น และยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสารธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย และนวัตกรรมใหม่ๆ จะทำให้เกิดเป็นรูปธรรมในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศต่อไปในอนาคตด้วย

ดร.วีรศักดิ์ สมิทธพงศ์ นักวิจัยจากศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางวัสดุยางและพอลิเมอร์เพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ภาควิชาวัสดุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หัวหน้าโครงการวิจัยและคณะ ได้กล่าวถึงผลงานวิจัยเรื่อง “กาวน้ำที่มีส่วนผสมของน้ำยางธรรมชาติ,ฟินอลิก เรซิน และกัมโรซินและกรรมวิธีการผลิต” ซึ่งได้รับอนุสิทธิบัตร 10454 (12 ธันวาคม 2557) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์กาวน้ำที่มีส่วนผสมของน้ำยางพาราจากธรรมชาติของประเทศไทย ซึ่งมีคุณสมบัติการติดที่ดี มีความเหนียว มีคุณภาพคงที่ ไม่มีตัวทำลายอินทรีย์ สามารถใช้ติดระหว่างผ้ากับผ้า ผ้ากับยาง และระหว่างวัสดุประเภทอื่นๆ ได้ดี เช่น จำพวกกระเป๋า พื้นรองเท้าผ้าใบ ในการทำวิจัยได้ดำเนินการคัดเรซิน 2 ชนิดคือ ฟีนอลิก เรซิน และกัมโรซิน ซึ่งสามารถช่วยปรับปรุงคุณสมบัติในกระบวนการผลิตให้ยางคอมพาวด์ไหลง่าย และทำให้สารตัวเติมผสมเข้ากับยางได้ดีขึ้น ผสมร่วมกับตัวทำละลายที่เป็นน้ำ ไม่ใช้ตัวทำลายอินทรีย์ที่มีพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ในการวิจัยได้นำเรซิน 2 ชนิดมาผสมกับน้ำยางธรรมชาติสามารถเพิ่มคุณสมบัติการติดของกาวในตัวละลายที่เป็นน้ำ โดยได้ทำการทดสอบ พบว่า มีคุณสมบัติการติดมากกว่ากาวน้ำที่มีเรซินชนิดเดียวในความเข้มข้นของเรซินเท่ากัน ทั้งนี้ ได้มีการทดสอบปริมาณของแข็ง (total solid content) ค่าความเป็นกรดด่าง (pH) ค่าความหนืด และประสิทธิภาพของแรงดึงเฉลี่ยจาก peel test 1800 ระหว่างผ้ากับผ้าแล้ว ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ที่กำหนด สำหรับส่วนผสมกาวน้ำยางพาราที่เหมาะสม ให้สามารถมีความคงที่ ลดปัจจัยผลกระทบจากคุณภาพน้ำยาง โดยเพิ่มคุณสมบัติการติด เพื่อเพิ่มความเหนียวและความสามารถในการติดแน่น

จุดเด่นของผลงานวิจัย คือ การใช้น้ำยางพาราของประเทศไทย มาใช้ในการผลิตกาวโดยไม่ต้องนำเข้าพอลิเมอร์สังเคราะห์จากต่างประเทศ และไม่มีส่วนประกอบของสารที่เป็นพิษสูง เช่น ฟอร์มาลดีไฮด์ ที่มีกลิ่นเหม็นรบกวน และมีอันตรายต่อสุขภาพ การใช้น้ำยางพาราในการผลิตกาว จะช่วยลดต้นทุนการผลิต เหนียวติดแน่น ไม่ติดไฟ และสามารถเชื่อมวัสดุที่มีรูพรุนเข้าด้วยกัน ทนต่อการบ่มเร่งได้ดี และเป็นการเพิ่มมูลค่าของน้ำยางพาราและเหมาะสำหรับใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม และเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เพื่อส่งขายทั้ง ในและต่างประเทศ

ผลงานวิจัยชิ้นดังกล่าว ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ทำบันทึกข้อตกลงอนุญาตให้ใช้สิทธิในผลงานวิจัย “กาวน้ำที่มีส่วนผสมของน้ำยางธรรมชาติ, ฟีนอลิก เรซิน และกัมโรซินและกรรมวิธีการผลิต” เลขที่อนุสิทธิบัตร 10454 และลงนามต่อยอดและพัฒนาผลงานวิจัยดังกล่าวให้ได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ เรื่อง “การวิจัยกาวน้ำยางแข็งตัวและไฟลามช้าสำหรับแผ่นบอร์ดจากเศษผ้า” กับบริษัท สามพิม จำกัด และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กับบริษัท สามพิม จำกัด ลงนามในสัญญารับทุนสนับสนุนโครงการนวัตกรรม

รายงานพิเศษ : สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านทรายแก้ว จำกัด สมาชิกร่วมใจ นำพาสหกรณ์เข้มแข็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/306282

รายงานพิเศษ : สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านทรายแก้ว จำกัด สมาชิกร่วมใจ นำพาสหกรณ์เข้มแข็ง

รายงานพิเศษ : สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านทรายแก้ว จำกัด สมาชิกร่วมใจ นำพาสหกรณ์เข้มแข็ง

วันศุกร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ปัจจุบันคงปฏิเสธไม่ได้ว่า การรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน หรือการจัดตั้งเป็นสหกรณ์ สามารถช่วยในเรื่องของการต่อรองราคา ลดความเสี่ยงทางการตลาด ควบคุมคุณภาพ เพื่อสร้างทางรอดให้กับเกษตรกร ในสภาวะที่ราคาผลผลิตตกต่ำ และตลาดไม่แน่นอน เช่นเดียวกับสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านทรายแก้ว จำกัด ที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของชาวสวนยางในพื้นที่ ต.เขาไชยราช และ ต.ปากคลอง อ.ปะทิว จ.ชุมพร ได้รับผลกระทบจากราคายางพาราตกต่ำ รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย และสถานที่รับซื้อยางอยู่ไกล

นางสาวศรีทอง มากยอด ประธานสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านทรายแก้ว จำกัด กล่าวว่า สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านทรายแก้ว จำกัด ดำเนินธุรกิจรวบรวมน้ำยางสด เพื่อแปรรูป และจำหน่ายให้กับบริษัท และชุมนุมสหกรณ์สวนยางชุมพร จำกัด โดยรับซื้อน้ำยางสดจากสมาชิกทุกวัน อีกทั้งยังดำเนินธุรกิจแปรรูปยางอัดก้อน ธุรกิจการบริการรับจ้างผลิตยางคอมปาว ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจเงินรับฝาก ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่ายให้สมาชิกในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด เป็นการลดต้นทุนให้แก่สมาชิกไปในตัว

“สมาชิกทุกคนในสหกรณ์จะคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของสหกรณ์ จึงร่วมมือกันส่งน้ำยางคุณภาพให้กับสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง พอถึงสิ้นปี สหกรณ์มีผลกำไรก็จะจัดสรรกำไรส่วนนั้นคืนให้กับสมาชิก อีกทั้งยังมีการต่อยอดทำยางอัดก้อน ซึ่งได้รับมาตรฐาน GMP ที่สามารถส่งออกและต่อรองกับผู้ซื้อเพื่อเพิ่มมูลค่าได้ นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมให้สมาชิกมีอาชีพเสริม โดยการสนับสนุนเงินทุนจากสหกรณ์จังหวัด เพื่อให้สมาชิกกู้ยืมไปทำการเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้สมาชิกมีความเข้มแข็งมากขึ้น” นางสาวศรีทอง กล่าว

นางอำพร จันทร์นฤเบศร์ สมาชิกสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านทรายแก้ว จำกัด กล่าวว่า เมื่อก่อนสถานที่รับซื้อน้ำยางอยู่ไกล เดินทางลำบาก อีกทั้งยังไม่มีอำนาจในการต่อรองราคา แต่หลังจากนำมาขายให้สหกรณ์นอกจากไม่ต้องเดินทางไกลแล้ว ยังขายได้ราคาดีกว่าท้องตลาดทั่วไป ราคาสูงกว่าการนำไปขายกันเอง เนื่องจากสหกรณ์ช่วยพยุงราคา บางครั้งราคาตกต่ำ ตลาดซื้อไม่ได้แต่สหกรณ์รับซื้อได้ สามารถเป็นที่พึ่งพาให้กับสมาชิกได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้ชีวิตมั่นคงขึ้น

ที่ผ่านมาสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านทรายแก้ว จำกัด บริหารจัดการธุรกิจต่างๆ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะมีผลต่อรายได้ของสมาชิก อย่างเช่น ในช่วงที่ราคายางแผ่นรมควันสูง สหกรณ์จะขายยางแผ่นรมควันมาก แต่ถ้าราคายางแผ่นรมควันตกต่ำ จะต้องมีการแปรรูปเป็นยางอัดก้อนเพื่อง่ายต่อการเก็บรักษา ไม่ให้ยางเสียไปโดยไม่ได้ราคา ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อที่สหกรณ์จะได้สามารถรับซื้อน้ำยางสดจากสมาชิกได้ทุกวันเช่นเดิม สมาชิกก็จะมีรายได้ทุกวัน

จากการบริหารจัดการตามวิธีการสหกรณ์ประกอบกับความสามัคคีของสมาชิก จึงนำมาซึ่งความเข้มแข็งของสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านทรายแก้ว จำกัด รวมถึงความยั่งยืนในอาชีพ และชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของสมาชิกด้วย

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรบ้านดงกล้วย จำกัด จัดสรรที่ทำกินให้สมาชิก สร้างอาชีพ เสริมรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/304979

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรบ้านดงกล้วย จำกัด จัดสรรที่ทำกินให้สมาชิก สร้างอาชีพ เสริมรายได้

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรบ้านดงกล้วย จำกัด จัดสรรที่ทำกินให้สมาชิก สร้างอาชีพ เสริมรายได้

วันศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สหกรณ์การเกษตรบ้านดงกล้วย จำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือสมาชิกที่ได้รับการจัดสรรที่ดินในพื้นที่ปฏิรูปที่ดินในจังหวัดกาฬสินธุ์ ที่เคยบุกรุกป่าสงวนดงแม่แผดและไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง โดยนำหลักและวิธีการสหกรณ์มาใช้ในการบริหารจัดการ เพื่อให้สมาชิกมีความอยู่ดีกินดี สามารถช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้

นายชาติตระการ ผลชื่น ประธานสหกรณ์การเกษตรบ้านดงกล้วย จำกัด กล่าวว่า ได้มีการจัดสรรพื้นที่ให้สมาชิก จำนวน 2.5 ไร่ เพื่อปลูกบ้านและทำแปลงผักของตัวเอง ส่งเสริมสมาชิกให้มีกลุ่มอาชีพ เพื่อสร้างรายได้อย่างมั่นคง อาทิเช่น การปลูกพืชผัก กลุ่มจักสาน เลี้ยงปลา เลี้ยงกบ การเพาะเห็ดฟางกองเตี้ย เพื่อสร้างความสามัคคีให้กับมวลสมาชิก โดยสหกรณ์จะเป็นผู้สนับสนุนอุปกรณ์ และเป็นจุดรวบรวมผลผลิตของสมาชิก รวมทั้งหาตลาดและช่องทางการจำหน่าย เพื่อให้สมาชิกจำหน่ายผลผลิตได้ในราคายุติธรรม ไม่ถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง

“แม้สหกรณ์แห่งนี้จะเริ่มดำเนินการได้ไม่นาน แต่สามารถช่วยพลิกฟื้นชีวิตให้กับสมาชิกหลายรายมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จากบางรายที่ไม่มีแม้ที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง บางรายบุกรุกพื้นที่ต้นน้ำต้องอยู่แบบหลบๆ ซ่อนๆ แต่หลังจากได้รับที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย และดำเนินการในรูปแบบสหกรณ์ส่งผลให้ปัจจุบันมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” นายชาติตระการ กล่าว

นางนภัส สังเกษกิจ สมาชิกสหกรณ์การเกษตรบ้านดงกล้วย จำกัด กล่าวว่า ตอนนี้มีทั้งบ้านและที่ดินทำกินเป็นของตัวเองแล้ว ปลูกผักขาย มีรายได้ทุกวัน ไม่ต้องไปรับจ้างที่อื่น โดยผลผลิตทั้งหมดจะส่งขายให้กับสหกรณ์ ซึ่งสหกรณ์จะหาตลาดให้ ทำให้ชีวิตดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก

ขณะที่ นายธวัชชัย พยังเฆ สมาชิกสหกรณ์การเกษตรบ้านดงกล้วย จำกัด กล่าวว่า แต่ก่อนอาศัยอยู่บนพื้นที่ต้นน้ำ ปลูกมันสำปะหลัง และอ้อย เป็นอาชีพหลัก มีรายได้ไม่แน่นอน และต้องอยู่อย่างหลบๆซ่อนๆเจ้าหน้าที่ เพราะบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนอยู่ หลังจากได้รับการจัดสรรที่ดินเป็นของตนเองและเข้ามาเป็นสมาชิกสหกรณ์ จึงสามารถทำอาชีพได้หลากหลายขึ้น ทั้งเลี้ยงกบ เลี้ยงไก่
เลี้ยงปลา เอาไว้กินเองและขาย ทำให้มีรายได้ที่มั่นคง มีเงินออมเพื่ออนาคต

ทั้งนี้ ในอนาคตสหกรณ์การเกษตรบ้านดงกล้วย จำกัด จะมีโครงการที่จะส่งเสริมการปลูกหม่อนแปลงใหญ่ ตลอดจนส่งเสริมการแปรรูปหม่อนครบวงจร เพื่อให้สมาชิกมีรายได้ มีความมั่นคง เพื่อตอกย้ำความเชื่อมั่นของสมาชิกที่เห็นสหกรณ์เป็นที่พึ่งได้อย่างแท้จริง

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรบ้านสร้าง จำกัด ส่งเสริมสมาชิกเลี้ยงกุ้งร่วมกับปลานิล สร้างรายได้ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/303588

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรบ้านสร้าง จำกัด ส่งเสริมสมาชิกเลี้ยงกุ้งร่วมกับปลานิล สร้างรายได้ยั่งยืน

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรบ้านสร้าง จำกัด ส่งเสริมสมาชิกเลี้ยงกุ้งร่วมกับปลานิล สร้างรายได้ยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เดิมสมาชิกของสหกรณ์การเกษตรบ้านสร้าง จำกัด อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี ประกอบอาชีพทำนาเป็นอาชีพหลัก แต่เนื่องจากสภาพพื้นที่เพาะปลูกไม่เหมาะสมประกอบกับต้นทุนปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้น อีกทั้งราคาข้าวยังมีความผันผวนตลอดเวลา สหกรณ์การเกษตรบ้านสร้าง จำกัด จึงได้นำกระบวนการสหกรณ์มาผนวกกับนโยบายของรัฐบาล ส่งเสริมให้สมาชิกปรับเปลี่ยนจากการประกอบอาชีพทำนามาเป็นการเลี้ยงพันธุ์สัตว์น้ำแทนเนื่องจากสภาพพื้นที่มีความเหมาะสมมากกว่า

นายสุรพล วงศ์พันธ์เสือ ประธานกรรมการ สหกรณ์การเกษตรบ้านสร้าง จำกัด กล่าวว่า การเลี้ยงปลานิลร่วมกับกุ้งนั้น เริ่มมาจากระยะแรกสหกรณ์ส่งเสริมให้สมาชิกทำบ่อเลี้ยงกุ้งกุลาดำ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากเกิดโรคระบาด ต่อมาสมาชิกสหกรณ์ที่ลงทุนทำบ่อกุ้งไปแล้ว จึงพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส นำพันธุ์ปลานิลมาปล่อยในบ่อกุ้ง เพื่อทำเป็นบ่อปลา ปรากฏว่าสามารถจับได้ทั้งปลานิลและกุ้งขึ้นมาจำหน่าย สร้างรายได้ให้กับสมาชิกเป็นอย่างดี จากนั้นสหกรณ์จึงประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ความรู้ ขยายผลไปสู่สมาชิกรายอื่นๆ พร้อมกับรับนโยบายรัฐเข้ามาบูราณาการเกิดเป็นโครงการแปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ปลานิลร่วมกับกุ้ง โดยคัดเลือกสมาชิกที่มีความพร้อมเข้าร่วมโครงการ จำนวน 15 ราย เนื้อที่ 548 ไร่

สำหรับผลที่ได้รับจากการเลี้ยงปลานิลร่วมกับกุ้งนั้น สามารถสร้างรายได้ดีกว่าการเลี้ยงกุ้งหรือเลี้ยงปลานิลเพียงอย่างเดียว โดยสหกรณ์ได้ส่งเสริมให้สมาชิกเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม ซึ่งระหว่างรอปลานิลเจริญเติบโตได้ขนาด ก็สามารถเลี้ยงกุ้งได้ถึง 3 รอบ เพราะกุ้งใช้ระยะเวลา 3 เดือนก็สามารถจับขายได้ สมาชิกลงทุนเฉพาะซื้อลูกพันธุ์กุ้ง จำนวน 30,000 ตัว ต้นทุนอยู่ที่ 1,050 บาทต่อการเลี้ยง 1 รอบ สามารถจับกุ้งได้ประมาณ 80-90 กิโลกรัม จำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 100 บาท สร้างรายได้ 8,000-9,000 บาท ซึ่งใน 1 ปี สมาชิกจะมีรายได้หักต้นทุนแล้ว 20,850-23,850 บาท และรายได้จากปลานิล หากเลี้ยงในบ่อขนาด 10 ไร่ จะมีรายได้ประมาณ 140,000-160,000 บาท รวมแล้วสมาชิกจะมีรายได้เกือบ 200,000 บาทต่อปีเลยทีเดียว

ด้านนายสันติ ชูศรี สมาชิกสหกรณ์การเกษตรบ่อสร้าง จำกัด กล่าวว่า เมื่อก่อนเลี้ยงปลาอย่างเดียว ซึ่งใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงค่อนข้างนานกว่าจะจับขายได้ ส่งผลให้มีต้นทุนสูง แต่หลังจากนำกุ้งมาเลี้ยงร่วมด้วย ทำให้มีรายได้จากการขายกุ้ง ระหว่างรอปลานิลโตได้ขนาดจนจับขายได้ และหลังจากที่ได้มาเข้าร่วมโครงการเกษตรแปลงใหญ่ ทางสหกรณ์ก็มีทุนมาช่วยเหลือสมาชิก ในรูปแบบของการให้สมาชิกซื้ออาหารเงินเชื่อได้ ทำให้ไม่ต้องไปหากู้เงินจากที่อื่นมาซื้ออาหาร ลดปัญหาหนี้สิน ส่งผลให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ระบบสหกรณ์ถือเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยฟื้นฟูและยกระดับคุณภาพชีวิตของสมาชิกให้ดีขึ้น เพียงแค่สมาชิกมีความมุ่งมั่นและตั้งใจ ดำเนินงานตามแนวทางของสหกรณ์ ซึ่งสหกรณ์จะคอยเป็นพี่เลี้ยงเคียงข้างสมาชิก เพื่อสร้างอาชีพและสร้างรายได้ที่ยั่งยืนสู่สมาชิกต่อไป

รายงานพิเศษ : ‘กรมการข้าว’จัดงานรำลึก20ปีประติมากรรมข้าวป่า หนุนการอนุรักษ์ต้นกำเนิดข้าวปลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/302240

รายงานพิเศษ : ‘กรมการข้าว’จัดงานรำลึก20ปีประติมากรรมข้าวป่า หนุนการอนุรักษ์ต้นกำเนิดข้าวปลูก

รายงานพิเศษ : ‘กรมการข้าว’จัดงานรำลึก20ปีประติมากรรมข้าวป่า หนุนการอนุรักษ์ต้นกำเนิดข้าวปลูก

วันศุกร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“ข้าวป่า” เป็นทรัพยากรชีวภาพที่มีความสำคัญต่อมวลมนุษยชาติ เพราะเป็นบรรพบุรุษหรือต้นกำเนิดของข้าวที่ใช้ปลูกและบริโภคเป็นอาหารหลักของประชากรโลกในปัจจุบัน ซึ่งมีรายงานว่าข้าวป่าพบอยู่ในแหล่งต่างๆ ทั่วโลกจำนวนไม้น้อยกว่า 22 ชนิด และพบในประเทศไทยอย่างน้อย 5 ชนิด ในจำนวนนี้ 2 ชนิด คือ rufipogon และ nivara เป็นบรรพบุรุษของข้าวปลูก

โดยข้าวป่าที่พบอยู่ทั่วไปในธรรมชาตินั้น จะสังเกตเห็นความแปรปรนของลักษณะทางสัณฐานวิทยาต่างๆ ได้อย่างชัดเจน แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางพันธุกรรมและการมีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง จึงนับว่าข้าวป่าเป็นแหล่งพันธุกรรมที่สำคัญและมีศักยภาพที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต ทั้งนี้ กรมการข้าว จึงได้จัดสัมมนาเรื่อง “งานวิจัยข้าวป่าและการอนุรักษ์ข้าวป่าในถิ่นเดิม และนิทรรศการครบรอบ 20 ปี ประติมากรรมเมล็ดข้าวป่า (MOMI)” ขึ้นมา ณ ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ต.รังสิต อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี

นายอำพล เสนาณรงค์ ผู้เคยดำรงตำแหน่งองคมนตรีในรัชกาลที่ 9 เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนางานวิจัยข้าวป่าและการอนุรักษ์ข้าวป่าในถิ่นเดิม ว่า เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมาในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2540 ตนได้เป็นประธานในพิธีรับมอบประติมากรรมเมล็ดข้าวป่า หรือ โมมิ (MOMI) จาก Mr.Mitsuaki Tanabe ประติมากรชาวญี่ปุ่น ที่มีเจตนารมณ์ต้องการสื่อให้คนทั่วไปได้เห็นความสำคัญของข้าวป่าและความจำเป็นที่จะต้องอนุรักษ์แหล่งพันธุกรรมข้าวป่า ซึ่ง Mr.Tanabe ได้รวบรวมทุนทรัพย์จากแหล่งต่างๆ นำมาสร้าง โมมิ ในหลากหลายรูปแบบแล้วมอบให้แก่หน่วยงานในหลายประเทศ เช่น สถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ (ฟิลิปปินส์) ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี (ไทย) ธนาคารเมล็ดพันธุ์พืชโลกสวาลบาร์ด (นอร์เวย์) เป็นต้น โดยในประเทศไทย ประติมากรรมเมล็ดข้าวป่า หรือ MOMI-1997 WILD RICE ทำด้วยเหล็กไร้สนิมที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน ตั้งอยู่ที่แปลงนาทดลองภายในศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ขณะเดียวกัน Mr.Tanabe ยังได้น้อมเกล้าฯ ถวายโมมิขนาดเล็กแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ทรงสนับสนุนการอนุรักษ์ข้าวป่าในสภาพธรรมชาติ พร้อมกันนั้นยังได้สร้าง โมมิทำจากไม้ไผ่มอบให้แก่ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานีด้วย

โมมิ เป็นสิ่งดึงดูดใจต่อผู้พบเห็นและนำสู่ความตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญของทรัพยากรข้าวป่า เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับพระราชวิสัยทัศน์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีแนวความคิดเกี่ยวกับข้าวป่าที่พบเห็นอยู่ทั่วไปว่า
ประเทศไทยควรศึกษาพันธุ์ข้าวป่า รวมทั้ง gene ข้าวป่าอย่างลึกซึ้ง เพื่อเป็นพื้นฐานของการปรับปรุงพันธุ์ข้าวโดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

ด้าน นายกฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ข้าวป่า คือข้าวที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ อยู่ในสกุล (Genus) เดียวกันกับข้าวปลูก คือ สกุลออไรซา (Oryza) แต่มีหลากหลายชนิด (Species) โดยพบในประเทศไทย 5 ชนิด ได้แก่ ชนิด rufipogon, nivara, officinalis ridleyi และ granulate ในจำนวนนี้ 2 ชนิด คือ rufipogon และ nivara มีความสำคัญในฐานะเป็นบรรพบุรุษของข้าวปลูก ลักษณะของข้าวป่านั้นเป็นวัชพืช เมล็ดเล็ก ร่วงง่าย แต่มีลักษณะบางประการที่ไม่อาจหาได้จากพันธุกรรมข้าวปลูก ได้แก่ การเป็นพืชข้ามปี เรณูเป็นหมัน ความต้านทานโรคแมลง ความทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น ทนแล้ง ทนดินเปรี้ยว ซึ่งอาจนำมาใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวได้

ปัจจุบันมีการนำข้าวป่ามาใช้ประโยชน์ เช่น ยีนต้านทานโรคขอบใบแห้งของข้าว และแหล่งของความเป็นหมันของเกสรตัวผู้ ที่ใช้ในโครงการข้าวลูกผสมของประเทศจีนได้มาจากข้าวป่า ในประเทศไทยมีการผสมข้ามชนิดเพื่อถ่ายทอดลักษณะต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระหว่างข้าวปลูกพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 และข้าวป่า O.Minuta ซึ่งเก็บรวบรวมไว้ที่ศูนย์ปฏิบัติการและเก็บเมล็ดพันธุ์เชื้อพันธุ์ข้าวแห่งชาติ โดยใช้ข้าวป่าเป็นต้นพ่อด้วยวิธีกู้คัพภะ (embryo rescue) และใช้สารโคลชิซีนชักนำให้เกิดการเพิ่มจำนวนโครโมโซม สามารถคัดเลือกได้สายพันธุ์ที่แสดงลักษณะต้านทานแมลงเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้ดีกว่าพันธุ์สุพรรณบุรี 1 ที่ใช้เป็นพันธุ์ต้านทานมาตรฐาน

ทั้งนี้ ในวาระครบรอบ 20 ปี ของประติมากรรมเมล็ดข้าวป่า หรือ โมมิ นับว่าเป็นโอกาสอันควรรำลึกถึงความสำคัญของข้าวป่า ตามเจตนารมณ์ของผู้สร้างประติมากรรมโมมิ กรมการข้าว จึงได้จัดให้มีนิทรรศการครบรอบ 20 ปี โมมิ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของทรัพยากรข้าวป่า รวมทั้งจัดสัมมนาเรื่องงานวิจัยข้าวป่าและการอนุรักษ์ข้าวป่าในถิ่นเดิมขึ้นมา เพื่อติดตามความก้าวหน้าของงานวิจัยข้าวป่า ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างผู้เกี่ยวข้องและกระตุ้นให้นักวิจัยตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรข้าวป่าและการอนุรักษ์ข้าวป่าให้อยู่คู่กับถิ่นเดิมสืบไป

“ข้าวป่าอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ อันเนื่องมาจากการพัฒนาประเทศ การขยายเมือง สร้างถนน ทำให้แหล่งข้าวป่าถูกทำลายหมดสิ้นไป มีรายงานว่าในช่วงระยะเวลาเพียง 10 ปี (2526-2536) ปริมาณข้าวป่าในประเทศไทยลดลงถึง 23% อย่างไรก็ตาม กรมการข้าวได้ดำเนินการนำเมล็ดข้าวป่าที่เก็บรวบรวมจากแหล่งต่างๆ มาอนุรักษ์ไว้ในธนาคารเชื้อพันธุ์ (germplasm bank) รวมทั้งดูแลรักษาแปลงอนุรักษ์ทรัพยากรข้าวป่าในถิ่นเดิม (insitu conservation) เพื่อให้ข้าวป่ายังคงมีวิวัฒนาการและความหลากหลายทางพันธุกรรมต่อไปในสภาพธรรมชาติ และเป็นแหล่งสนับสนุนที่ถาวรของการปรับปรุงพันธุ์ข้าวปลูกในอนาคต” รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าว

รายงานพิเศษ : ร้านสหกรณ์โรงพยาบาลพัทลุง จำกัด รับฝากขายสินค้าจากสมาชิก สร้างรายได้เสริม เพิ่มความยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/302014

รายงานพิเศษ : ร้านสหกรณ์โรงพยาบาลพัทลุง จำกัด รับฝากขายสินค้าจากสมาชิก สร้างรายได้เสริม เพิ่มความยั่งยืน

รายงานพิเศษ : ร้านสหกรณ์โรงพยาบาลพัทลุง จำกัด รับฝากขายสินค้าจากสมาชิก สร้างรายได้เสริม เพิ่มความยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ร้านสหกรณ์โรงพยาบาลพัทลุง จำกัด ถือเป็นสหกร์ร้านค้าที่ประสบความสำเร็จ สามารถนำพาสมาชิกไปสู่เป้าหมายปลายทางที่กำหนดไว้อย่างมั่นคง นั่นคือ คุณภาพชีวิตของสมาชิกดีขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้น หนี้สินลดลง จนได้รับรางวัลสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2560 ประเภทสหกรณ์ร้านค้า นอกจากนี้ ยังดูแลและบริการสมาชิกผ่านโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิกให้สามารถมีรายได้เสริม รวมทั้งจัดหาสินค้ามาจำหน่ายในราคาที่เป็นธรรม ลดภาระค่าใช้จ่ายของสมาชิก

นายเฉลียว เพ็งเกลี้ยง ประธานร้านสหกรณ์โรงพยาบาลพัทลุง จำกัด กล่าวว่า ทางร้านสหกรณ์ฯมีการรับฝากขายสินค้าจากสมาชิก เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่สมาชิกตามโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิก ด้วยการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจกับสหกรณ์ออมทรัพย์ ที่จะมีโครงการให้สมาชิกของร้านค้าสหกรณ์ที่ขาดทุนทรัพย์สามารถกู้เงิน เพื่อนำมาลงทุนในการซื้อวัตถุดิบมาผลิตสินค้าไปวางจำหน่ายในร้านสหกรณ์ โดยสมาชิกจะนำสินค้าของตนมาส่งที่ร้านสหกรณ์ และนำสินค้าไปเรียงที่ชั้นวางตามที่สหกรณ์ได้จัดหมวดหมู่ไว้ให้ ซึ่งแบ่งเป็นหมวดหมู่ชัดเจน เพื่อสะดวกต่อผู้บริโภคที่เข้ามาซื้อสินค้า อย่างไรก็ตาม ถึงแม้สินค้าที่สมาชิกนำมาวางขายในร้านหกรณ์ฯจะมีความหลากหลาย แต่ร้านสหกรณ์โรงพยาบาลพัทลุง ก็มีมาตรการในการควบคุมคุณภาพของสินค้า และตรวจสอบคุณภาพอยู่เสมอ ทำให้สินค้าเป็นที่มั่นใจและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ส่งผลดีต่อรายได้ของสมาชิกที่นำสินค้ามาวางขาย

นางรุ่งทิวา จ่างเมฆ สมาชิกร้านสหกรณ์โรงพยาบาลพัทลุง จำกัด กล่าวว่า ตนเป็นสมาชิกคนหนึ่งของร้านสหกรณ์โรงพยาบาลพัทลุง จำกัด ที่ต้องการหารายได้เสริมจากการเป็นเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลพัทลุงซึ่งเป็นงานประจำที่ทำอยู่ เนื่องจากรายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในครอบครัว จึงใช้เวลาว่างหลังจากเลิกงานมาทำเบเกอรี่ อย่างเค้กกล้วยหอม นำมาฝากขายที่ร้านสหกรณ์ เป็นเวลากว่า 7 ปีแล้ว ซึ่งจากที่เคยเป็นแค่รายได้เสริมเล็กๆ น้อยๆ แต่หลังจากสินค้าขายดี จึงเพิ่มการผลิตมากขึ้น จนทุกวันนี้ได้กลายเป็นรายได้หลักที่หล่อเลี้ยงครอบครัว ทำให้มีความเป็นอยู่ดี และมีความสุขมากขึ้น

นอกเหนือจากการดูแลสมาชิกให้มีรายได้เสริมจากการรับฝากขายสินค้าแล้ว ร้านสหกรณ์โรงพยาบาลพัทลุง จำกัด ยังมีการพัฒนาการบริการให้มีความหลากหลาย เพิ่มความสะดวกและรวดเร็วเพิ่มขึ้น เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของสมาชิก และญาติผู้ป่วย รวมถึงประชาชนทั่วไปที่มาใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการเสริม อย่างเคาน์เตอร์เซอร์วิส ร้านถ่ายเอกสาร ร้านกาแฟ โดยธุรกิจทั้งหลายเหล่านี้ ทำให้ร้านสหกรณ์โรงพยาบาลพัทลุง จำกัด มีกำไรเพิ่มมากขึ้น สามารถดูแลสมาชิกให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพราะเมื่อสมาชิกเข้มแข็ง สหกรณ์ก็จะสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

รายงานพิเศษ : สหกรณ์นิคมพิชัยพัฒนา จำกัด สนองนโยบายภาครัฐผ่านวิธีการสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/300822

รายงานพิเศษ : สหกรณ์นิคมพิชัยพัฒนา จำกัด สนองนโยบายภาครัฐผ่านวิธีการสหกรณ์

รายงานพิเศษ : สหกรณ์นิคมพิชัยพัฒนา จำกัด สนองนโยบายภาครัฐผ่านวิธีการสหกรณ์

วันศุกร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สหกรณ์นิคมพิชัยพัฒนา จำกัด จ.อุตรดิตถ์ เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ที่สามารถดำเนินงานตามเจตนารมณ์การเป็นสหกรณ์ ที่มุ่งเน้นการบริการอย่างเป็นมิตร ด้วยธุรกิจครบวงจร เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต เอื้ออาทรต่อสมาชิกและชุมชน จนส่งผลให้มวลสมาชิกมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้อย่างแท้จริง

นายเสนอ บุญบุตร ประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์นิคมพิชัยพัฒนา จำกัด กล่าวว่า สหกรณ์นิคมพิชัยพัฒนา จำกัด ดำเนินงานมากว่า 34 ปีแล้ว ซึ่งที่ผ่านมา มีการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์วาระแห่งชาติ ด้านสหกรณ์ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม ส่งเสริมกิจกรรมเรียนรู้ตามวิถีสหกรณ์ โดยเชื่อว่าวิธีการสหกรณ์จะช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของสมาชิกให้มีความอยู่ดีกินดี สามารถช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ ซึ่งการดำเนินงานของสหกรณ์ ดำเนินการภายใต้ 3 โครงการหลัก คือ โครงการนาแปลงใหญ่ที่เป็นแปลงต้นแบบปี 2559 โครงการโคขุนสหกรณ์นิคมพิชัยพัฒนา จำกัด และโครงการ Young Smart Farmer

สำหรับโครงการนาแปลงใหญ่ที่เป็นแปลงต้นแบบปี 2559 นั้น มีสมาชิกเข้าร่วม 770 ราย พื้นที่จำนวน 20,000 ไร่ ผลิตทั้งเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ ข้าวเพื่อส่งเข้าโรงสี และข้าวโภชนาการ ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ให้การสนับสนุนงบประมาณก่อสร้างโรงคัดแยกเมล็ดพันธุ์ข้าว อีกทั้งยังมีแนวทางในการพัฒนาศักยภาพการผลิตข้าวของสมาชิก โดยสหกรณ์ได้ผลักดันให้สมาชิกเข้าสู่มาตรฐาน GAP แล้ว 70 ราย ในปี 2560 ตั้งเป้าขยายเพิ่มขึ้น 280 ราย ซึ่งหลังจากที่สมาชิกได้เข้าร่วมนาแปลงใหญ่ ส่งผลให้สามารถลดต้นทุนลงได้ จากเดิมต้นทุนต่อไร่อยู่ที่ 4,403 บาท ปัจจุบันเหลือเพียง 3,808 บาท ลดลงถึง 582 บาท/ไร่ และตั้งเป้าจะลดต้นทุนการผลิตของสมาชิกให้มากขึ้น โดยส่งเสริมให้สมาชิกเข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ที่จะสามารถลดต้นทุนการผลิตได้อีกมาก ซึ่งทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้การสนับสนุนงบการก่อสร้างโรงสีข้าวขนาดเล็ก เพื่อใช้ในการสีข้าวอินทรีย์ สร้างเป็นผลิตภัณฑ์ข้าวอินทรีย์ ของสหกรณ์จำหน่ายเพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชนและสมาชิก

ส่วนโครงการโคขุนสหกรณ์นิคมพิชัยพัฒนา จำกัด เป็นโครงการที่ดำเนินการควบคู่ไปกับนาแปลงใหญ่ เป็นการสร้างอาชีพเสริมจากการทำนาให้แก่สมาชิก เพื่อลดความเสี่ยงกรณีที่ผลผลิตข้าวได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติธรรมชาติ หรือราคาตกต่ำ ปัจจุบันมีการส่งเสริมให้สมาชิก จำนวน 14 ราย ที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ กู้เงินจากสหกรณ์ลงทุนเลี้ยงโคขุน อัตราดอกเบี้ยต่ำ 6 บาท/ปี เลี้ยงร่วมกันบริเวณโรงเลี้ยงของสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้การสนับสนุนงบประมาณในการสร้างโรงเรือนเลี้ยงโคขุน โรงเก็บอาหาร อุปกรณ์ต่างๆ และยังมีภาคีเครือข่ายอย่างปศุสัตว์จังหวัดอุตรดิตถ์ สหกรณ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน เป็นผู้ควบคุมมาตรฐานการเลี้ยง และเป็นพี่เลี้ยงจัดหาแหล่งซื้อโคขุน อีกทั้งยังมีสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนมาร่วมเป็นเครือข่าย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ปัจจัยด้านอาหารสัตว์ และซื้อขายโคขุนในราคาเป็นธรรม สร้างความมั่นคงในอาชีพการเลี้ยงโคขุนของสมาชิก ซึ่งนอกจากสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการจะมีรายได้จากการขายโคขุนแล้ว ยังมีรายได้เสริมจากการปลูกหญ้าเนเปียร์ ส่งขายให้กับสหกรณ์ โดยตั้งเป้าขยายการเลี้ยงโคขุนจาก 100 ตัว เป็น 500 ตัว

นอกจากนี้ ยังได้ขับเคลื่อนโครงการ Young Smart Farmer เพื่อสร้างทายาทสหกรณ์ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ ที่จะสืบทอดอาชีพและพัฒนาต่อยอดการดำเนินธุรกิจ ปรับเปลี่ยนและพัฒนาการเกษตรให้ทันสมัย ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค พัฒนาศักยภาพสมาชิก นำไปปฏิบัติจริงให้เกิดผลในพื้นที่ เพื่อสร้างอาชีพที่มั่นคง สู่การมีรายได้ที่ยั่งยืนของสมาชิกต่อไป

รายงานพิเศษ : น้อมนำคำพ่อสอนสู่สหกรณ์เข้มแข็ง สหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงน้ำแขว่ง จำกัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/299575

รายงานพิเศษ : น้อมนำคำพ่อสอนสู่สหกรณ์เข้มแข็ง สหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงน้ำแขว่ง จำกัด

รายงานพิเศษ : น้อมนำคำพ่อสอนสู่สหกรณ์เข้มแข็ง สหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงน้ำแขว่ง จำกัด

วันศุกร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงมีแนวทางการพัฒนาครอบคลุมทั้งด้านบริบทของโลกและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งจะใช้พื้นที่ลุ่มน้ำเป็นขอบเขตในการจัดทำแผนแม่บท เพื่อการพัฒนาที่เน้นความสมดุลในมิติทั้งทางด้านเศรษฐกิจสังคมทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมบนฐานข้อมูลการตัดสินใจที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน ตลอดจนการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมและการพัฒนาองค์กรชุมชนให้เข้มแข็ง เพื่อเป็นกลไกการขับเคลื่อนแผนในอนาคต มีเป้าหมายการดำเนินงานเพื่อให้ชุมชนบนพื้นที่สูงมีคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดี มีความมั่นคงทางอาหาร มีรายได้ที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมภายใต้การมีส่วนร่วมของชุมชน โดยใช้องค์ความรู้และกระบวนการเรียนรู้ของโครงการหลวง ผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่นในการพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูง เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน ภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและแนวทางของโครงการหลวง โดยการใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในลักษณะโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง

สหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงน้ำแขว่ง จำกัด อ.นาหมื่น (น้ำแขว่ง) จังหวัดน่าน เป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายที่ต้องเร่งพัฒนาและช่วยเหลือชาวเขาให้สามารถพึ่งพาตนเองในการปลูกพืชที่มีประโยชน์ และมีมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พออยู่ พอกิน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามพระราชประสงค์ของพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

นายสมเกียรติ ส่วนบุญ ผู้อำนวยการกลุ่มจัดตั้งและส่งเสริมสหกรณ์ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดน่าน กล่าวว่า สหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงน้ำแขว่ง จำกัด อ.นาหมื่น (น้ำแขว่ง) จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2557 ปัจจุบันมีสมาชิก 79 ราย ซึ่งก่อนที่จะจัดตั้งเป็นสหกรณ์เราได้เข้าไปให้ความรู้เกี่ยวกับการสหกรณ์แก่เกษตรกรซึ่งเป็นสมาชิกโครงการหลวง และรับแผนการผลิตจากโครงการหลวงมา โดยให้ความรู้ในเรื่องของสหกรณ์ จนเกิดการรวมกลุ่มกัน ซึ่งเริ่มแรกจะเป็นกลุ่มเตรียมสหกรณ์ก่อนประมาณ 1 ปี เมื่อเกษตรกรรู้และเข้าใจเรื่องการสหกรณ์ดีแล้ว จึงจดทะเบียนให้เป็นสหกรณ์ หลังจากนั้นก็ส่งเสริมตามระบบสหกรณ์ คือ แนะนำในเรื่องของการจัดทำบัญชี การตลาด และการบริหารจัดการภายในสหกรณ์ รวมถึงการบริหารธุรกิจในรูปแบบสหกรณ์ อีกทั้งยังส่งเสริมปัจจัยการตลาด เช่น โรงเรือนพลาสติก เพื่อผลิตผักที่ได้รับแผนการผลิตมาจากโครงการหลวง และสนับสนุนอาคารอเนกประสงค์เพื่อเป็นที่ตั้งสำนักงาน เป็นต้น

“สำหรับสหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงน้ำแขว่ง จำกัด อ.นาหมื่น (น้ำแขว่ง) ถือเป็นสหกรณ์น้องใหม่ที่เพิ่งก่อตั้งได้ไม่นาน การบริหารจัดการอาจจะยังไม่ลงตัวเท่าที่ควร แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือ เกษตรกรเห็นความสำคัญของการนำระบบสหกรณ์เข้ามาใช้ ได้เห็นพลังของการรวมกลุ่ม ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เมื่อมีการปลูกผักหรือเก็บเกี่ยวผลผลิต สมาชิกก็จะมีการลงแขกช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ซึ่งแตกต่างจากเมื่อก่อนที่ต่างคน ต่างทำ” นายสมเกียรติ กล่าว

ด้าน นายศังวาลย์ คำถา ประธานสหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงน้ำแขว่ง จำกัด อ.นาหมื่น (น้ำแขว่ง) กล่าวเพิ่มเติมว่า สหกรณ์มีความเข้มแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเกิดจากความร่วมแรงร่วมใจกันของสมาชิก ในการผลิตและจำหน่ายตามแนววิธีทางสหกรณ์ ส่งผลให้สามารถลดต้นทุนการผลิตได้มาก รวมทั้งขายผลผลิตได้ในราคาที่ดีกว่าเดิม มีรายได้ที่แน่นอน มีเงินเก็บ ส่งผลให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น เมื่อเกษตรกรรายอื่นๆ ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสหกรณ์ เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ก็เริ่มให้ความสนใจมาสมัครเป็นสมาชิกเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม คาดว่าหลังจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้จัดสรรงบประมาณมาให้ในการสร้างสำนักงานแล้ว สหกรณ์ก็จะเดินหน้าดำเนินงานอย่างเต็มรูปแบบมากขึ้น

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงบ้านอมพาย จำกัด สร้างความเข้มแข็งด้วยระบบสหกรณ์-เดินตามรอยพ่อด้วยวิถีพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/299408

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงบ้านอมพาย จำกัด สร้างความเข้มแข็งด้วยระบบสหกรณ์-เดินตามรอยพ่อด้วยวิถีพอเพียง

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงบ้านอมพาย จำกัด สร้างความเข้มแข็งด้วยระบบสหกรณ์-เดินตามรอยพ่อด้วยวิถีพอเพียง

วันพฤหัสบดี ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จากความเข้มแข็งอันเกิดจากการรวมกลุ่ม ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ตามวิธีการสหกรณ์ ประกอบกับการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ ส่งผลให้สหกรณ์เล็กๆ อย่าง สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงบ้านอมพาย จำกัด อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ประสบความสำเร็จ สมาชิกทุกคนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงบ้านอมพาย จำกัด ก่อตั้งเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2558 ปัจจุบันมีสมาชิก 95 ราย ซึ่งเป็นชนเผ่าละว้าทั้งหมด เกษตรกรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำการเกษตร เช่น ปลูกผักในโรงเรือนพลาสติก และปลูกไม้ผลเมืองหนาว ได้แก่ เสาวรสหวาน เคปกูสเบอร์รี่ และอโวคาโด เป็นต้น

นายบรมัตถ์ ทิพกนก ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 5 อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้ส่งเสริมเกี่ยวกับการรวมกลุ่มของเกษตรกร เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และได้สนับสนุนรถไถพรวนในโรงเรือนให้กับสหกรณ์เพื่อให้สมาชิกได้ใช้ร่วมกัน นอกจากนี้ ยังได้อุดหนุนทุนหมุนเวียนในการสร้างโรงเรือนพลาสติกที่ใช้ในการปลูกผัก รวมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรรู้จักการทำบันทึกบัญชีสหกรณ์ ตลอดจนการรับฝากเงินสมาชิกเพื่อส่งเสริมการออม และจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ประเภทวัสดุการเกษตร และสินค้าอุปโภค บริโภค

นายสมศักดิ์ สุนิติปัญญาวงศ์ ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงบ้านอมพาย จำกัด กล่าวว่า เมื่อมีระบบสหกรณ์เข้ามาบริหารจัดการ ก็สามารถช่วยให้ลดต้นทุนการผลิตลงได้มาก เนื่องจากสหกรณ์จะเป็นตัวกลางในการรับซื้อสินค้าทั้งหมดจากสมาชิก เพื่อจำหน่ายให้กับโครงการหลวง ทำให้ไม่ต้องกังวลในเรื่องของราคา เพราะเป็นไปตามกลไกตลาด อีกทั้งยังเป็นแหล่งเงินทุนที่ดีให้แก่สมาชิกอีกด้วย ปัจจุบันสหกรณ์มีเงินทุนหมุนเวียนกว่า 2 ล้านบาท เป็นเงินทุนเรือนหุ้นกว่า 4 แสนบาท เฉลี่ยแล้วเกษตรกรที่เป็นสมาชิกจะมีรายได้ต่อคนปีละ 2 แสนกว่าบาทเลยทีเดียว

นอกจากนี้ ในพื้นที่โครงการหลวงนั้น จะเน้นให้เกษตรกรมีโรงเรือนปลูกผัก จำนวน 5 โรงเรือนต่อครัวเรือน เพื่อสร้างรายได้ต่อเดือน และจะส่งเสริมให้ปลูกไม้ผล ไม่ว่าจะเป็น อโวคาโด เสาวรส เพื่อสร้างรายได้ประจำปี อีกทั้งยังส่งเสริมให้มีการปลูกผักที่สามารถเก็บผลผลิตขายสร้างรายได้ต่อวันด้วย จึงทำให้เกษตรกรมีรายได้ตลอดปี นอกเหนือจากนี้ ยังส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา เพื่อลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ส่งเสริมการพึ่งพาตนเองด้วยการผลิตปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองในครัวเรือน เพื่อลดต้นทุนในการดำเนินชีวิต ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9

แม้ว่าสหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงบ้านอมพาย จำกัด จะเพิ่งก่อตั้งขึ้นไม่นานนัก แต่จากผลการดำเนินงานที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันสมาชิกของสหกรณ์มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีเงินเก็บเพิ่มขึ้น และสามารถพึ่งพาตนเองได้

รายงานพิเศษ : ‘กรมการข้าว’เปิดเกมรุก ใช้นวัตกรรมเกษตรแม่นยำสูงสร้างต้นแบบนาแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/299204

รายงานพิเศษ : ‘กรมการข้าว’เปิดเกมรุก ใช้นวัตกรรมเกษตรแม่นยำสูงสร้างต้นแบบนาแปลงใหญ่

รายงานพิเศษ : ‘กรมการข้าว’เปิดเกมรุก ใช้นวัตกรรมเกษตรแม่นยำสูงสร้างต้นแบบนาแปลงใหญ่

วันพุธ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จากนโยบายส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป้าหมายหลักคือมุ่งพัฒนาเกษตรกรรายย่อย ให้เกิดการรวมกลุ่ม รวมกันบริหารจัดการ เพื่อให้มีพลังของตัวเกษตรกรเอง มีอำนาจในการต่อรองและมีการเชื่อมโยงระหว่างการผลิตกับการตลาดให้ครบวงจร

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าวได้ดำเนินการตามนโยบายส่งเสริมการทำเกษตรแบบแปลงใหญ่ ในรูปของนาแปลงใหญ่โดยบูรณการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน ที่สำคัญคือกลุ่มเกษตรกรชาวนา ซึ่งการขับเคลื่อนส่งเสริมนาแปลงใหญ่อย่างจริงจังในช่วงที่ผ่านมานี้ เกษตรกรมีความเข้าใจและตื่นตัวที่จะเข้าสู่ระบบทำนาแปลงใหญ่มากขึ้น เพราะแค่เกษตรกรมารวมตัวกัน วางแผนจัดการทรัพยากรด้วยกัน บริหารจัดการผลผลิตร่วมกัน และเชื่อมโยงตลาด ก็จะก้าวไปสู่ความเข้มแข็งได้ ทั้งนี้ กรมการข้าวได้เปิดรับสมัครกลุ่มนาแปลงใหญ่อย่างต่อเนื่อง จึงขอเชิญชวนพี่น้องเกษตรกรที่รวมกลุ่มมากกว่า 30 คนขึ้นไป พื้นที่รวมกันมากกว่า 300 ไร่ มาสมัครเข้าสู่โครงการนาแปลงใหญ่ได้ที่หน่วยงานของกรมการข้าว หรือสมัครที่สำนักงานเกษตรตำบล เกษตรอำเภอก็ได้

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์

ที่ผ่านมาการขับเคลื่อนนาแปลงใหญ่ จะมุ่งไปที่การส่งเสริมให้เกษตรกรรวมตัวกัน และบริหารจัดการเพื่อการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต รวมทั้งการบริหารจัดการผลผลิตและเชื่อมโยงตลาด ซึ่งก็มีการดำเนินการไปตามขั้นตอนและเป้าหมายที่กำหนดไว้ จนกระทั่งมีกลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่ส่วนหนึ่งที่เกิดการเปลี่ยนแปลง สามารถบริหารจัดการต้นทุนการผลิตให้ต่ำลง ขณะที่ผลผลิตมีคุณภาพและปริมาณเพิ่มขึ้น

ฉะนั้นทิศทางการขับเคลื่อนนาแปลงใหญ่ ในปี 2561 จะดำเนินการตามนโยบายของ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ ส่งเสริมการทำเกษตรแบบแม่นยำ (Precision Agriculture) ที่เน้นการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่หรือนวัตกรรม และเครื่องจักรกลทางการเกษตรมาใช้ในการบริหารจัดการระบบการผลิตทั้งหมด ตั้งแต่การเตรียมดิน การปลูก วางแผนการใส่ปุ๋ย ให้น้ำ ระยะเวลาการเก็บเกี่ยว เป้าหมายคือการบริหารจัดการลดต้นทุนการผลิตข้าวให้ได้มากกว่าเดิม และเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้นไปอีก ที่สำคัญคือป้องกันความเสี่ยงโดยใช้นวัตกรรมต่างๆ เข้ามาช่วยรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

กรมการข้าวได้เริ่มนำร่องการใช้เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำมาบ้าง เช่น การปรับระดับพื้นที่นา (Land leveling) โดยใช้ระบบเลเซอร์ เพื่อให้ที่นาสม่ำเสมอสามารถควบคุมและรักษาระดับน้ำได้ดี เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้น หรือการใช้โดรน (Drones) ฉีดพ่นยากำจัดศัตรูพืช ซึ่งขณะนี้กำลังพัฒนาไปสู่การใช้โดรนหว่านข้าวด้วย โดยเป็นความร่วมมือกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (NECTEC สวทช.) เป็นส่วนใหญ่ แต่ปี 2561 จะสร้างความร่วมมือกับทุกหน่วยที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการนาข้าวที่ดียิ่งขึ้น โดยกำหนดแผนขับเคลื่อนโครงการนำร่องการบริหารจัดการนาแปลงใหญ่ประชารัฐ โดยใช้เทคโนโลยีเกษตรกรรมความแม่นยำสูง ที่อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี พื้นที่ 3,000 ไร่ เพื่อเป็นแปลงต้นแบบของการบริหารจัดการพื้นที่นาข้าวที่ประสิทธิภาพ สามารถลดต้นทุนการผลิต และมีผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น รวมทั้งผลผลิตมีคุณภาพได้มาตรฐาน ภายใต้การบูรณาการของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการข้าวยังวางเป้าหมายทำแปลงขยายผลใช้เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำสูง อีก 20 แปลง ซึ่งขณะนี้ได้กำหนดพื้นที่จังหวัดที่จะดำเนินการไว้เรียบร้อยแล้ว โดยเน้นพื้นที่แปลงใหญ่ประชารัฐและแปลงใหญ่ทั่วไปที่มีความเข้มแข็ง เพื่อเป็นแปลงต้นแบบเฉพาะของแต่ละสภาพพื้นที่ เช่น พื้นที่นาปี พื้นที่นาปรัง เนื่องจากแต่ละพื้นที่จะมีการบริหารจัดการที่แตกต่างกัน ดังนั้นเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่นำไปส่งเสริมก็อาจจะแตกต่างกันไปตามสภาพพื้นที่ และความพร้อมของแต่ละกลุ่มแปลงใหญ่ อย่างไรก็ตาม คาดหวังว่าการขับเคลื่อนนาแปลงใหญ่ไปสู่การใช้เทคโนโลยีที่มีความแม่นยำสูงนี้ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตภาคเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ ลดผลกระทบจากการเสี่ยงภัยด้านต่างๆ และสร้างภาพลักษณ์ใหม่ทางด้านการเกษตรแก่คนรุ่นใหม่ และจูงใจให้คนรุ่นใหม่หันกลับมาประกอบอาชีพทำการเกษตรกันมากขึ้น และจะเป็นอีกก้าวที่ช่วยยกระดับคุณภาพข้าวและคุณภาพชีวิตชาวนาไทยให้ดีขึ้น

นายสหพรรณ์ ทองพันธุ์ สมาชิกกลุ่มนาแปลงใหญ่ ต.ขามเรียง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม กล่าวว่า โครงการนาแปลงใหญ่เปิดโอกาสให้ชาวนาได้มารวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน ชาวนาได้รับประโยชน์หลายอย่าง โดยเฉพาะการได้ไปอบรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกลุ่มที่ประสบความสำเร็จ ก็ได้เอาความรู้กลับมาปรับปรุงแก้ไขพื้นที่ของตนเอง ซึ่งสภาพพื้นที่ของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน บางคนเป็นนาดอน บางคนเป็นที่ลุ่ม การปรับเปลี่ยนก็แตกต่างกันไป ดังนั้น หากกรมการข้าว มีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ต่างๆ ไว้เป็นต้นแบบ จะช่วยสนับสนุนให้ชาวนาได้เรียนรู้และพัฒนาไปในทางที่ถูกต้องและรวดเร็วขึ้น