รายงานพิเศษ : น้อมนำคำพ่อสอนสู่สหกรณ์เข้มแข็ง สหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงน้ำแขว่ง จำกัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/299575

รายงานพิเศษ : น้อมนำคำพ่อสอนสู่สหกรณ์เข้มแข็ง สหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงน้ำแขว่ง จำกัด

รายงานพิเศษ : น้อมนำคำพ่อสอนสู่สหกรณ์เข้มแข็ง สหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงน้ำแขว่ง จำกัด

วันศุกร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงมีแนวทางการพัฒนาครอบคลุมทั้งด้านบริบทของโลกและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งจะใช้พื้นที่ลุ่มน้ำเป็นขอบเขตในการจัดทำแผนแม่บท เพื่อการพัฒนาที่เน้นความสมดุลในมิติทั้งทางด้านเศรษฐกิจสังคมทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมบนฐานข้อมูลการตัดสินใจที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน ตลอดจนการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมและการพัฒนาองค์กรชุมชนให้เข้มแข็ง เพื่อเป็นกลไกการขับเคลื่อนแผนในอนาคต มีเป้าหมายการดำเนินงานเพื่อให้ชุมชนบนพื้นที่สูงมีคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดี มีความมั่นคงทางอาหาร มีรายได้ที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมภายใต้การมีส่วนร่วมของชุมชน โดยใช้องค์ความรู้และกระบวนการเรียนรู้ของโครงการหลวง ผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่นในการพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูง เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน ภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและแนวทางของโครงการหลวง โดยการใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในลักษณะโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง

สหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงน้ำแขว่ง จำกัด อ.นาหมื่น (น้ำแขว่ง) จังหวัดน่าน เป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายที่ต้องเร่งพัฒนาและช่วยเหลือชาวเขาให้สามารถพึ่งพาตนเองในการปลูกพืชที่มีประโยชน์ และมีมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พออยู่ พอกิน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามพระราชประสงค์ของพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

นายสมเกียรติ ส่วนบุญ ผู้อำนวยการกลุ่มจัดตั้งและส่งเสริมสหกรณ์ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดน่าน กล่าวว่า สหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงน้ำแขว่ง จำกัด อ.นาหมื่น (น้ำแขว่ง) จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2557 ปัจจุบันมีสมาชิก 79 ราย ซึ่งก่อนที่จะจัดตั้งเป็นสหกรณ์เราได้เข้าไปให้ความรู้เกี่ยวกับการสหกรณ์แก่เกษตรกรซึ่งเป็นสมาชิกโครงการหลวง และรับแผนการผลิตจากโครงการหลวงมา โดยให้ความรู้ในเรื่องของสหกรณ์ จนเกิดการรวมกลุ่มกัน ซึ่งเริ่มแรกจะเป็นกลุ่มเตรียมสหกรณ์ก่อนประมาณ 1 ปี เมื่อเกษตรกรรู้และเข้าใจเรื่องการสหกรณ์ดีแล้ว จึงจดทะเบียนให้เป็นสหกรณ์ หลังจากนั้นก็ส่งเสริมตามระบบสหกรณ์ คือ แนะนำในเรื่องของการจัดทำบัญชี การตลาด และการบริหารจัดการภายในสหกรณ์ รวมถึงการบริหารธุรกิจในรูปแบบสหกรณ์ อีกทั้งยังส่งเสริมปัจจัยการตลาด เช่น โรงเรือนพลาสติก เพื่อผลิตผักที่ได้รับแผนการผลิตมาจากโครงการหลวง และสนับสนุนอาคารอเนกประสงค์เพื่อเป็นที่ตั้งสำนักงาน เป็นต้น

“สำหรับสหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงน้ำแขว่ง จำกัด อ.นาหมื่น (น้ำแขว่ง) ถือเป็นสหกรณ์น้องใหม่ที่เพิ่งก่อตั้งได้ไม่นาน การบริหารจัดการอาจจะยังไม่ลงตัวเท่าที่ควร แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือ เกษตรกรเห็นความสำคัญของการนำระบบสหกรณ์เข้ามาใช้ ได้เห็นพลังของการรวมกลุ่ม ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เมื่อมีการปลูกผักหรือเก็บเกี่ยวผลผลิต สมาชิกก็จะมีการลงแขกช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ซึ่งแตกต่างจากเมื่อก่อนที่ต่างคน ต่างทำ” นายสมเกียรติ กล่าว

ด้าน นายศังวาลย์ คำถา ประธานสหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงน้ำแขว่ง จำกัด อ.นาหมื่น (น้ำแขว่ง) กล่าวเพิ่มเติมว่า สหกรณ์มีความเข้มแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเกิดจากความร่วมแรงร่วมใจกันของสมาชิก ในการผลิตและจำหน่ายตามแนววิธีทางสหกรณ์ ส่งผลให้สามารถลดต้นทุนการผลิตได้มาก รวมทั้งขายผลผลิตได้ในราคาที่ดีกว่าเดิม มีรายได้ที่แน่นอน มีเงินเก็บ ส่งผลให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น เมื่อเกษตรกรรายอื่นๆ ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสหกรณ์ เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ก็เริ่มให้ความสนใจมาสมัครเป็นสมาชิกเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม คาดว่าหลังจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้จัดสรรงบประมาณมาให้ในการสร้างสำนักงานแล้ว สหกรณ์ก็จะเดินหน้าดำเนินงานอย่างเต็มรูปแบบมากขึ้น

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงบ้านอมพาย จำกัด สร้างความเข้มแข็งด้วยระบบสหกรณ์-เดินตามรอยพ่อด้วยวิถีพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/299408

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงบ้านอมพาย จำกัด สร้างความเข้มแข็งด้วยระบบสหกรณ์-เดินตามรอยพ่อด้วยวิถีพอเพียง

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงบ้านอมพาย จำกัด สร้างความเข้มแข็งด้วยระบบสหกรณ์-เดินตามรอยพ่อด้วยวิถีพอเพียง

วันพฤหัสบดี ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จากความเข้มแข็งอันเกิดจากการรวมกลุ่ม ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ตามวิธีการสหกรณ์ ประกอบกับการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ ส่งผลให้สหกรณ์เล็กๆ อย่าง สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงบ้านอมพาย จำกัด อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ประสบความสำเร็จ สมาชิกทุกคนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงบ้านอมพาย จำกัด ก่อตั้งเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2558 ปัจจุบันมีสมาชิก 95 ราย ซึ่งเป็นชนเผ่าละว้าทั้งหมด เกษตรกรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำการเกษตร เช่น ปลูกผักในโรงเรือนพลาสติก และปลูกไม้ผลเมืองหนาว ได้แก่ เสาวรสหวาน เคปกูสเบอร์รี่ และอโวคาโด เป็นต้น

นายบรมัตถ์ ทิพกนก ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 5 อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้ส่งเสริมเกี่ยวกับการรวมกลุ่มของเกษตรกร เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และได้สนับสนุนรถไถพรวนในโรงเรือนให้กับสหกรณ์เพื่อให้สมาชิกได้ใช้ร่วมกัน นอกจากนี้ ยังได้อุดหนุนทุนหมุนเวียนในการสร้างโรงเรือนพลาสติกที่ใช้ในการปลูกผัก รวมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรรู้จักการทำบันทึกบัญชีสหกรณ์ ตลอดจนการรับฝากเงินสมาชิกเพื่อส่งเสริมการออม และจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ประเภทวัสดุการเกษตร และสินค้าอุปโภค บริโภค

นายสมศักดิ์ สุนิติปัญญาวงศ์ ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงบ้านอมพาย จำกัด กล่าวว่า เมื่อมีระบบสหกรณ์เข้ามาบริหารจัดการ ก็สามารถช่วยให้ลดต้นทุนการผลิตลงได้มาก เนื่องจากสหกรณ์จะเป็นตัวกลางในการรับซื้อสินค้าทั้งหมดจากสมาชิก เพื่อจำหน่ายให้กับโครงการหลวง ทำให้ไม่ต้องกังวลในเรื่องของราคา เพราะเป็นไปตามกลไกตลาด อีกทั้งยังเป็นแหล่งเงินทุนที่ดีให้แก่สมาชิกอีกด้วย ปัจจุบันสหกรณ์มีเงินทุนหมุนเวียนกว่า 2 ล้านบาท เป็นเงินทุนเรือนหุ้นกว่า 4 แสนบาท เฉลี่ยแล้วเกษตรกรที่เป็นสมาชิกจะมีรายได้ต่อคนปีละ 2 แสนกว่าบาทเลยทีเดียว

นอกจากนี้ ในพื้นที่โครงการหลวงนั้น จะเน้นให้เกษตรกรมีโรงเรือนปลูกผัก จำนวน 5 โรงเรือนต่อครัวเรือน เพื่อสร้างรายได้ต่อเดือน และจะส่งเสริมให้ปลูกไม้ผล ไม่ว่าจะเป็น อโวคาโด เสาวรส เพื่อสร้างรายได้ประจำปี อีกทั้งยังส่งเสริมให้มีการปลูกผักที่สามารถเก็บผลผลิตขายสร้างรายได้ต่อวันด้วย จึงทำให้เกษตรกรมีรายได้ตลอดปี นอกเหนือจากนี้ ยังส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา เพื่อลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ส่งเสริมการพึ่งพาตนเองด้วยการผลิตปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองในครัวเรือน เพื่อลดต้นทุนในการดำเนินชีวิต ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9

แม้ว่าสหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงบ้านอมพาย จำกัด จะเพิ่งก่อตั้งขึ้นไม่นานนัก แต่จากผลการดำเนินงานที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันสมาชิกของสหกรณ์มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีเงินเก็บเพิ่มขึ้น และสามารถพึ่งพาตนเองได้

รายงานพิเศษ : ‘กรมการข้าว’เปิดเกมรุก ใช้นวัตกรรมเกษตรแม่นยำสูงสร้างต้นแบบนาแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/299204

รายงานพิเศษ : ‘กรมการข้าว’เปิดเกมรุก ใช้นวัตกรรมเกษตรแม่นยำสูงสร้างต้นแบบนาแปลงใหญ่

รายงานพิเศษ : ‘กรมการข้าว’เปิดเกมรุก ใช้นวัตกรรมเกษตรแม่นยำสูงสร้างต้นแบบนาแปลงใหญ่

วันพุธ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จากนโยบายส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป้าหมายหลักคือมุ่งพัฒนาเกษตรกรรายย่อย ให้เกิดการรวมกลุ่ม รวมกันบริหารจัดการ เพื่อให้มีพลังของตัวเกษตรกรเอง มีอำนาจในการต่อรองและมีการเชื่อมโยงระหว่างการผลิตกับการตลาดให้ครบวงจร

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าวได้ดำเนินการตามนโยบายส่งเสริมการทำเกษตรแบบแปลงใหญ่ ในรูปของนาแปลงใหญ่โดยบูรณการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน ที่สำคัญคือกลุ่มเกษตรกรชาวนา ซึ่งการขับเคลื่อนส่งเสริมนาแปลงใหญ่อย่างจริงจังในช่วงที่ผ่านมานี้ เกษตรกรมีความเข้าใจและตื่นตัวที่จะเข้าสู่ระบบทำนาแปลงใหญ่มากขึ้น เพราะแค่เกษตรกรมารวมตัวกัน วางแผนจัดการทรัพยากรด้วยกัน บริหารจัดการผลผลิตร่วมกัน และเชื่อมโยงตลาด ก็จะก้าวไปสู่ความเข้มแข็งได้ ทั้งนี้ กรมการข้าวได้เปิดรับสมัครกลุ่มนาแปลงใหญ่อย่างต่อเนื่อง จึงขอเชิญชวนพี่น้องเกษตรกรที่รวมกลุ่มมากกว่า 30 คนขึ้นไป พื้นที่รวมกันมากกว่า 300 ไร่ มาสมัครเข้าสู่โครงการนาแปลงใหญ่ได้ที่หน่วยงานของกรมการข้าว หรือสมัครที่สำนักงานเกษตรตำบล เกษตรอำเภอก็ได้

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์

ที่ผ่านมาการขับเคลื่อนนาแปลงใหญ่ จะมุ่งไปที่การส่งเสริมให้เกษตรกรรวมตัวกัน และบริหารจัดการเพื่อการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต รวมทั้งการบริหารจัดการผลผลิตและเชื่อมโยงตลาด ซึ่งก็มีการดำเนินการไปตามขั้นตอนและเป้าหมายที่กำหนดไว้ จนกระทั่งมีกลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่ส่วนหนึ่งที่เกิดการเปลี่ยนแปลง สามารถบริหารจัดการต้นทุนการผลิตให้ต่ำลง ขณะที่ผลผลิตมีคุณภาพและปริมาณเพิ่มขึ้น

ฉะนั้นทิศทางการขับเคลื่อนนาแปลงใหญ่ ในปี 2561 จะดำเนินการตามนโยบายของ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ ส่งเสริมการทำเกษตรแบบแม่นยำ (Precision Agriculture) ที่เน้นการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่หรือนวัตกรรม และเครื่องจักรกลทางการเกษตรมาใช้ในการบริหารจัดการระบบการผลิตทั้งหมด ตั้งแต่การเตรียมดิน การปลูก วางแผนการใส่ปุ๋ย ให้น้ำ ระยะเวลาการเก็บเกี่ยว เป้าหมายคือการบริหารจัดการลดต้นทุนการผลิตข้าวให้ได้มากกว่าเดิม และเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้นไปอีก ที่สำคัญคือป้องกันความเสี่ยงโดยใช้นวัตกรรมต่างๆ เข้ามาช่วยรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

กรมการข้าวได้เริ่มนำร่องการใช้เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำมาบ้าง เช่น การปรับระดับพื้นที่นา (Land leveling) โดยใช้ระบบเลเซอร์ เพื่อให้ที่นาสม่ำเสมอสามารถควบคุมและรักษาระดับน้ำได้ดี เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้น หรือการใช้โดรน (Drones) ฉีดพ่นยากำจัดศัตรูพืช ซึ่งขณะนี้กำลังพัฒนาไปสู่การใช้โดรนหว่านข้าวด้วย โดยเป็นความร่วมมือกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (NECTEC สวทช.) เป็นส่วนใหญ่ แต่ปี 2561 จะสร้างความร่วมมือกับทุกหน่วยที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการนาข้าวที่ดียิ่งขึ้น โดยกำหนดแผนขับเคลื่อนโครงการนำร่องการบริหารจัดการนาแปลงใหญ่ประชารัฐ โดยใช้เทคโนโลยีเกษตรกรรมความแม่นยำสูง ที่อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี พื้นที่ 3,000 ไร่ เพื่อเป็นแปลงต้นแบบของการบริหารจัดการพื้นที่นาข้าวที่ประสิทธิภาพ สามารถลดต้นทุนการผลิต และมีผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น รวมทั้งผลผลิตมีคุณภาพได้มาตรฐาน ภายใต้การบูรณาการของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการข้าวยังวางเป้าหมายทำแปลงขยายผลใช้เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำสูง อีก 20 แปลง ซึ่งขณะนี้ได้กำหนดพื้นที่จังหวัดที่จะดำเนินการไว้เรียบร้อยแล้ว โดยเน้นพื้นที่แปลงใหญ่ประชารัฐและแปลงใหญ่ทั่วไปที่มีความเข้มแข็ง เพื่อเป็นแปลงต้นแบบเฉพาะของแต่ละสภาพพื้นที่ เช่น พื้นที่นาปี พื้นที่นาปรัง เนื่องจากแต่ละพื้นที่จะมีการบริหารจัดการที่แตกต่างกัน ดังนั้นเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่นำไปส่งเสริมก็อาจจะแตกต่างกันไปตามสภาพพื้นที่ และความพร้อมของแต่ละกลุ่มแปลงใหญ่ อย่างไรก็ตาม คาดหวังว่าการขับเคลื่อนนาแปลงใหญ่ไปสู่การใช้เทคโนโลยีที่มีความแม่นยำสูงนี้ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตภาคเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ ลดผลกระทบจากการเสี่ยงภัยด้านต่างๆ และสร้างภาพลักษณ์ใหม่ทางด้านการเกษตรแก่คนรุ่นใหม่ และจูงใจให้คนรุ่นใหม่หันกลับมาประกอบอาชีพทำการเกษตรกันมากขึ้น และจะเป็นอีกก้าวที่ช่วยยกระดับคุณภาพข้าวและคุณภาพชีวิตชาวนาไทยให้ดีขึ้น

นายสหพรรณ์ ทองพันธุ์ สมาชิกกลุ่มนาแปลงใหญ่ ต.ขามเรียง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม กล่าวว่า โครงการนาแปลงใหญ่เปิดโอกาสให้ชาวนาได้มารวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน ชาวนาได้รับประโยชน์หลายอย่าง โดยเฉพาะการได้ไปอบรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกลุ่มที่ประสบความสำเร็จ ก็ได้เอาความรู้กลับมาปรับปรุงแก้ไขพื้นที่ของตนเอง ซึ่งสภาพพื้นที่ของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน บางคนเป็นนาดอน บางคนเป็นที่ลุ่ม การปรับเปลี่ยนก็แตกต่างกันไป ดังนั้น หากกรมการข้าว มีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ต่างๆ ไว้เป็นต้นแบบ จะช่วยสนับสนุนให้ชาวนาได้เรียนรู้และพัฒนาไปในทางที่ถูกต้องและรวดเร็วขึ้น

รายงานพิเศษ : กลุ่มนาแปลงใหญ่‘มหาสารคาม’ พลิกชีวิตชาวนาขายข้าวเปลือกสู่การแปรรูปข้าวสารตรา‘เขียบนคร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/299062

รายงานพิเศษ : กลุ่มนาแปลงใหญ่‘มหาสารคาม’ พลิกชีวิตชาวนาขายข้าวเปลือกสู่การแปรรูปข้าวสารตรา‘เขียบนคร’

รายงานพิเศษ : กลุ่มนาแปลงใหญ่‘มหาสารคาม’ พลิกชีวิตชาวนาขายข้าวเปลือกสู่การแปรรูปข้าวสารตรา‘เขียบนคร’

วันอังคาร ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

การส่งเสริมการทำนาแปลงใหญ่ที่ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการเข้าไปถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี ตลอดจนสนับสนุนปัจจัยการผลิตที่จำเป็น แม้กระทั่งทำการเชื่อมโยงตลาดจับคู่กลุ่มนาแปลงใหญ่กับผู้ประกอบการ เพื่อหาตลาดรองรับผลผลิตที่แน่นอนให้ มาในวันนี้กลุ่มนาแปลงใหญ่จำนวนไม่น้อยที่ประสบผลสำเร็จ สามารถก้าวพ้นการทำนาในรูปแบบเดิมที่เรียกว่ายิ่งทำยิ่งจน มาสู่การพัฒนาเป็นชาวนารุ่นใหม่ที่นำองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อปรับเปลี่ยนการผลิตข้าวให้มีคุณภาพตามความต้องการของตลาด

กลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่บ้านเขียบ ต.ขามเรียง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม เป็นตัวอย่างหนึ่งที่สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวนาในพื้นที่ให้มีชีวิตที่ดีขึ้น สามารถขายข้าวได้ในราคาที่เป็นธรรม คุ้มค่ากับการลงทุน

นายนัธทวัฒน์ โชติกิตติเสถียร ประธานกลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่บ้านเขียบ เล่าถึงที่มาในการเข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ว่า เดิมทีชาวนาในพื้นที่ก็ต่างคนต่างทำก็มักประสบปัญหาขายข้าวเปลือกได้ในราคาที่ไม่เป็นธรรม จึงมาคิดว่าทำอย่างไรจะได้ข้าวที่มีคุณภาพเพื่อขายให้ได้ราคาดีขึ้น จึงได้รวบรวมสมาชิกได้ 36 คน ดำเนินการเป็นศูนย์ข้าวชุมชนตำบลขามเรียง เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพจำหน่ายให้กับชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียง ต่อมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ทำโครงการส่งเสริมนาแปลงใหญ่ ทางกลุ่มจึงได้เข้าร่วมโครงการตั้งแต่ปี 2558 มีสมาชิกเริ่มแรก 120 คน พื้นที่นารวม 1,000 ไร่ พอปี 2559 ได้เข้ามาอยู่ในส่วนของนาแปลงใหญ่ของกรมการข้าว มีสมาชิกที่อยู่ในพื้นที่ หมู่ที่ 1,3,11,12,13,15,17,19 และ 22 ต.ขามเรียง รวม 200 ราย คิดเป็นพื้นที่ 3,000 ไร่

การดำเนินงานของกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านเขียบ จะมีการบริหารงานในรูปแบบของคณะกรรมการ แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบกันไป และทางกลุ่มมีการปันผลกำไรให้แก่สมาชิกผู้ถือหุ้นด้วย ส่วนด้านการปลูกข้าวนั้นสมาชิกส่วนใหญ่จะปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 และปลูกข้าวเหนียวไว้เพื่อการบริโภคในครัวเรือนด้วย เมล็ดพันธุ์ข้าวส่วนหนึ่งได้รับการสนับสนุนจากกรมการข้าว อีกส่วนทางกลุ่มจะผลิตเอง ทำให้ได้เมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี มีการคัดพันธุ์ปน เก็บไว้ใช้ปลูกในฤดูกาลต่อไปก็ทำให้ข้าวมีคุณภาพ หรือขายเป็นเมล็ดพันธุ์ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงก็ได้ราคาดี สิ่งที่เกิดขึ้นชัดเจนหลังจากเข้าร่วมทำนาแปลงใหญ่คือ ได้รับความรู้และการสนับสนุนเครื่องจักรกลและเทคโนโลยีในการผลิตข้าว โดยเฉพาะเครื่องหยอดข้าว ทำให้ต้นทุนทำนาลดลง จากการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวจากเดิมใช้อยู่ที่ 25-30 กก./ไร่ ก็ลดลงมาที่ 10-15 กก./ไร่ ร่วมกับใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ลดการใช้สารเคมี หันมาผลิตสารชีวภัณฑ์ใช้แทน ที่สำคัญได้รับการถ่ายทอดความรู้เรื่องการผลิตข้าวมาตรฐาน GAP และได้รับการรับรองมาตรฐานจากกรมการข้าว ก็เป็นเครื่องการันตีคุณภาพที่ทำให้ขายข้าวได้ราคามาตรฐานสูงขึ้นด้วย นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนจากงบจังหวัดมหาสารคาม ทั้งเครื่องคัดเมล็ดพันธุ์ เครื่องเกี่ยวข้าว โรงสีข้าว ก็ช่วยลดต้นทุนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเพิ่มช่องทางในการจำหน่ายผลผลิตได้มากขึ้น

“จากเดิมเกษตรกรจะขายแต่ข้าวเปลือกให้กับโรงสี ไม่มีการแปรรูปอะไรทั้งสิ้น พอเข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่หน่วยงานต่างๆ ก็เข้ามาให้ความช่วยเหลือสนับสนุนทุกด้าน จนวันนี้ทางกลุ่มเราสามารถแปรรูปข้าวสาร มีผลิตภัณฑ์ข้าวหอมมะลิเป็นของตัวเอง ภายใต้แบรนด์ ข้าวเขียบนคร จำหน่ายในร้านค้าชุมชน รวมทั้งทำตลาดออนไลน์ สำหรับเป้าหมายของกลุ่มในอนาคตต้องการผลิตข้าวคุณภาพดีเพื่อส่งออกต่างประเทศ เพื่อให้สมาชิกกลุ่มนาแปลงใหญ่มีความเข้มแข็ง มีรายได้ที่มั่นคง”

ด้าน นายวัลลภ ไชยโสดา สมาชิกกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านเขียบ กล่าวเสริมว่า ตนอายุ 65 ปี มีอาชีพทำนามาตั้งแต่บรรพบุรุษ ตนเองก็ทำนามาประมาณ 50 ปี บนเนื้อที่ 31 ไร่ ซึ่งชาวนาก็ทำนากันแบบพื้นบ้านธรรมดาทั่วไป ทำเองขายเอง ราคาก็ไม่ยุติธรรม พอมีการส่งเสริมให้ทำนาแปลงใหญ่ ตนก็คิดว่าจะสามารถเพิ่มอำนาจต่อรองกับโรงสีได้ จึงเข้ามาร่วมกลุ่มกับสมาชิกคนอื่นๆ พอเข้ามาแล้วก็ได้รับความรู้มากมายที่สามารถแก้ปัญหาที่เคยมีมาได้ โดยเฉพาะปัญหาด้านเมล็ดพันธุ์ แต่เดิมทำนาดำก็ไม่ค่อยมีปัญหา แต่พอช่วงหลังนิยมทำนาหว่าน ชาวนาก็ไม่มีความรู้ความเข้าใจก็คิดว่าหว่านเยอะๆ ไว้ดี ก็หว่านไร่ละ 20-30 กก. ไม่เพียงต้นทุนสูง ยังทำให้มีผลเสียตามมาทั้งข้าวไม่มีคุณภาพและมีปัญหาโรคแมลง พอกรมการข้าวมาแนะนำให้ใช้เมล็ดพันธุ์น้อยลงและให้ใช้เมล็ดพันธุ์คุณภาพดี ต้นข้าวไม่แออัดอากาศถ่ายเทสะดวก ต้นข้าวก็แข็งแรงสมบูรณ์ดี

นอกจากนี้ ก่อนหน้าที่มีโครงการเวลาเกษตรกรจะเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ใช้ต้องไปจ้างให้เขาเป่าเพื่อคัดเมล็ดพันธุ์ดีเก็บไว้ใช้ ราคากระสอบละ 5-10 บาท พอได้รับการสนับสนุนเครื่องคัดเมล็ดพันธุ์สมาชิกก็มาใช้บริการโดยจ่ายค่าบริการตามที่ตกลงไว้ เพื่อนำมาเป็นทุนหมุนเวียนในกลุ่ม สมาชิกก็จะมีเมล็ดพันธุ์ที่ดี เปอร์เซ็นต์ความงอกสูงเฉลี่ย 80-100% ผลผลิตข้าวที่ได้ก็มีคุณภาพดีตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันเรามีโรงสีข้าวแปรรูปข้าวได้เอง ช่วยเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ที่ดีขึ้นกว่าการขายแต่ข้าวเปลือกเพียงอย่างเดียว คิดว่าถ้าวันนี้ไม่มีกรมการข้าวและหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ ไม่มีโครงการนาแปลงใหญ่ ชาวนาก็คงทำนากันแบบเดิมเหมือนที่เคยทำกันมา ก็คงจะไม่ก้าวหน้ามาถึงขนาดนี้หรอก

รายงานพิเศษ : กระทรวงเกษตรฯขับเคลื่อน5ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ถวายในหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/298935

รายงานพิเศษ : กระทรวงเกษตรฯขับเคลื่อน5ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ถวายในหลวง

รายงานพิเศษ : กระทรวงเกษตรฯขับเคลื่อน5ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ถวายในหลวง

วันจันทร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

แม้จะผ่านเวลามากว่า 1 ปี แล้วที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้เสด็จสู่ดินแดนแห่งสรวงสวรรค์ แต่พระองค์ก็ได้ทรงพระราชทาน “มรดก” ล้ำค่ามากมายไว้ให้กับลูกหลานไทย โดยเฉพาะปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” อันเป็นแนวทางดำเนินชีวิตอยู่ด้วยความมั่นคงและยั่งยืน และ “เกษตรทฤษฎีใหม่” ระบบการเกษตรที่สามารถจัดการทรัพยากรน้ำและพื้นที่เพาะปลูกให้เกิดประโยชน์สูงสุด จนคนทั้งโลกต่างยกย่องว่า นี่คือ “ศาสตร์พระราชา” อันยิ่งใหญ่ และควรอย่างยิ่งที่จะเดินตามรอย

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ปัญหาของภาคเกษตรที่สำคัญ คือ เกษตรกรส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ และการบริหารจัดการผลิต ทั้งการพัฒนาเรื่องดินและน้ำ ขาดแคลนทุนและโครงสร้างพื้นฐาน มีหนี้สิ้นจากจากผลิตเชิงเดี่ยว และมีความเสี่ยงเสียหายจากภัยพิบัติธรรมชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายปฏิรูปภาคการเกษตร ให้เกษตรกรมีรายได้และความภาคภูมิใจในอาชีพ เป้าหมายเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยกระดับมาตรฐานคุณภาพสินค้าเกษตร ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรแปลงใหญ่ ในเขตพื้นที่
เหมาะสม ซึ่งนอกเหนือจากการผลิตสินค้าหลักแล้ว ยังได้ส่งเสริมเกษตรกรมีการผลิตอาหารที่ปลอดภัยบริโภคอย่างเพียงพอในครัวเรือน และนำรายได้จากการผลิตสินค้าหลักมาเป็นเงินออม เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงในอนาคต และสร้างภูมิคุ้มกันให้เกษตรกร

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดทำโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ปี 2560 ขึ้นเพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยส่งเสริมให้เกษตรกรที่มีความสมัครใจจากพื้นที่ทั่วประเทศ จำนวน 70,000 ราย ได้น้อมนำหลักทฤษฎีใหม่ไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองอย่างเหมาะสม วัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น สามารถลดรายจ่ายในครัวเรือน
และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยในการดำเนินงานดังกล่าว ได้รับความร่วมมือจากสถาบันการศึกษา ปราชญ์เกษตร บริษัทเอกชน สนับสนุนการดำเนินงานในทั่วทุกพื้นที่เป็นอย่างดี

สำหรับผลการดำเนินงานโครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” ปี 2560 มีเกษตรกรสมัครใจเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น จำนวน 70,002 ราย พบว่าหลังจากร่วมโครงการแล้ว เกษตรกรได้นำความรู้เรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียงไปประยุกต์ใช้ทำการเกษตรผสมผสานอย่างเกื้อกูลกัน ตามศักยภาพของตนเองในพื้นที่ เกิดพึ่งพาตนเอง โดยสามารถลดรายจ่ายจากการบริโภคผลผลิตที่ปลอดภัยของตนเองได้เฉลี่ยเดือนละ 533 บาท มีการลดต้นทุนการผลิต และลดใช้การสารเคมี โดยใช้ปัจจัยการผลิตและใช้แรงงานของตนเองได้ เฉลี่ยเดือนละ 556 บาท เกษตรกรมีการเคลื่อนย้ายแรงงานไปทำงานในเมือง ลดลงร้อยละ 1.47 มีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง และจัดทำบัญชีครัวเรือน มีการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ส่งผลให้ครัวเรือนร้อยละ 18.38 สามารถลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลงได้ อีกทั้งยังมีการวางแผนและดำเนินการผลิตในแปลงที่เข้าร่วมโครงการ สร้างรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น เฉลี่ยเดือนละ 4,613 บาท

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวอีกว่า “เพื่อให้การดำเนินงานมีความต่อเนื่องและเกิดการพัฒนาความยั่งยืน ทุกภาคส่วนจึงได้ร่วมกันวางแผนขับเคลื่อนการดำเนินงาน ในปี พ.ศ.2561 โดยกำหนดรับสมัครเกษตรกรที่มีความสมัครใจเข้าร่วมโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่เพิ่มขึ้น จำนวน 70,000 ราย รวมเป็น 140,000 ราย เพื่อถวายรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และร่วมกันทุกภาคส่วนในการพัฒนาภาคเกษตรกรรมให้เกิดความมั่นคง เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้อย่างเพียงพอและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน”

รายงานพิเศษ : ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวเขาน่าน ผ่านการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงด้วยระบบสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/298436

รายงานพิเศษ : ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวเขาน่าน ผ่านการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงด้วยระบบสหกรณ์

รายงานพิเศษ : ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวเขาน่าน ผ่านการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงด้วยระบบสหกรณ์

วันศุกร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จากปัญหาการบุกรุกทำลายพื้นที่ป่าต้นน้ำเพื่อทำการเกษตร และไม่มีระบบการอนุรักษ์ดินและน้ำ จนทำให้เกิดการชะล้างพังทลายของดินในพื้นที่จังหวัดน่าน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรีบแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน ดังนั้น องค์การบริหารส่วนตำบลของแต่ละอำเภอในจังหวัดน่าน ที่ประสบปัญหานี้ จึงได้ขอรับการสนับสนุนไปยังมูลนิธิโครงการหลวง เพื่อสนับสนุนให้เป็นโครงการขยายผลโครงการหลวง(ปัจจุบันเรียกโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง) ในเขตพื้นที่จังหวัดน่าน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับชาวเขาเผ่าต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ให้มีความมั่นคงทางอาหาร มีรายได้ที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน ตลอดจนส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมภายใต้การมีส่วนร่วมของชุมชน โดยใช้องค์ความรู้และกระบวนการเรียนรู้ของโครงการหลวง ผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่นในการพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูง เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน ภายใต้
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและแนวทางของโครงการหลวง โดยการใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในลักษณะโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง

นายสมเกียรติ ส่วนบุญ ผู้อำนวยการกลุ่มจัดตั้งและส่งเสริมสหกรณ์ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดน่าน กล่าวว่า สำนักงานสหกรณ์จังหวัดน่าน ได้รับนโยบายจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อดำเนินการตามพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีพระราชประสงค์จะช่วยชาวเขาให้สามารถช่วยตนเองในการปลูกพืชที่มีประโยชน์ และมีมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการดำรงชีพ มุ่งเน้น ให้พออยู่ พอกิน และพัฒนาไปสู่การอยู่ดี กินดี โดยการให้ความร่วมมือและช่วยเหลือสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง(องค์การมหาชน) ผ่านโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงในจังหวัดน่าน ในการส่งเสริมการนำระบบสหกรณ์ไปใช้ โดยการจัดตั้งกลุ่มเตรียมสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร หรือสหกรณ์ในพื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง เพื่อฝึกให้เกษตรกรรู้จักวิธีดำเนินงานของระบบสหกรณ์และเกิดทัศนคติ เห็นความสำคัญของการมีสหกรณ์ ที่จะช่วยอำนวยประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น ประหยัดค่าใช้จ่ายในด้านการใช้เครื่องมือ เครื่องจักรมาช่วยในการขายพืชผลให้ได้ราคาสูงขึ้น ดีกว่าต่างคนต่างขายและยังช่วยให้ได้เงินทุนมาให้สมาชิกกู้ยืม เนื่องจากแหล่งการผลิต การขนส่งพืชผลไปขายยังตลาด ทำให้เห็นถึงพลังของการรวมกลุ่ม ซึ่งจะเกิดอำนาจในการเจรจาต่อรอง เงินกู้ให้ความเชื่อถือสหกรณ์มากกว่าเกษตรกรรายบุคคล นอกจากนี้ระบบสหกรณ์ยังเป็นพื้นฐานของการ สร้างระบอบประชาธิปไตยอีกด้วย

ที่ผ่านมา ได้มีเกษตรกรชนเผ่าต่างๆในพื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงในจังหวัดน่าน รวมตัวกัน เพื่อช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันโดยเน้นในด้านการส่งเสริมเกษตรกรรมที่ทดแทนการทำไร่ข้าวโพด โดยบูรณาการร่วมกับโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงในแต่ละพื้นที่ นำเอารูปแบบสหกรณ์เข้ามาทดลองใช้และจดทะเบียนเป็นสหกรณ์ จำนวน 4 สหกรณ์ ด้แก่ 1.สหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงขุนสถานบ้านแสนสุข จำกัด อ.นาน้อย (ขุนสถาน) 2.สหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงถ้ำเวียงแก จำกัด อ.สองแคว (ถ้ำเวียงแก) 3.สหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงน้ำแขว่ง จำกัด อ.นาหมื่น (น้ำแขว่ง) และ 4.สหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงน้ำแป่ง จำกัด อ.ท่าวังผา (น้ำแป่ง)

ปัจจุบันทั้ง 4 สหกรณ์ มีสมาชิกรวมกัน จำนวน 265 ราย ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้จัดสรรงบประมาณเพื่อช่วยเหลือด้านอุปกรณ์การผลิต การตลาดรวมจนถึงเงินอุดหนุนในการจัดจ้างเจ้าหน้าที่ช่วยปฏิบัติงานสหกรณ์ แก่สหกรณ์ผ่านสำนักงานสหกรณ์จังหวัดน่าน ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2554 จนถึงปัจจุบัน โดยในแต่ละสหกรณ์มีพัฒนาการที่แตกต่างกันไป สำหรับสหกรณ์ที่มีพัฒนาการที่ดีที่สุด คือ สหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงขุนสถานบ้านแสนสุข จำกัด อ.นาน้อย (ขุนสถาน) ซึ่งปัจจุบันสมาชิกสามารถพึ่งพาตนเองได้แล้ว มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบมากขึ้น รวมทั้งสามารถคิดต่อยอดโครงการต่างๆเพื่อทำงานร่วมกับโครงการหลวงได้อีกด้วย ซึ่งในปีที่ผ่านมาสหกรณ์สามารถรวบรวมผลผลิตพืชผักจากสมาชิกรวม 4 ชนิด ได้แก่ พริกหวาน มะเขือเทศเนื้อ มะเขือเทศเชอร์รี่ และแตงกวาญี่ปุ่น ได้ผลผลิตประมาณ 189,744 กิโลกรัม เพื่อส่งไปยังโครงการหลวงร้อยละ 95 ที่เหลือเป็นผลผลิตที่เสียหายจากโรค และผลผลิตตกเกรดจะขายให้กับพ่อค้ารายย่อย สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับสมาชิก ส่งผลให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

และจากการที่สหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงขุนสถานบ้านแสนสุข จำกัด อ.นาน้อย (ขุนสถาน) มีเขตติดต่อกับอุทยานแห่งชาติขุนสถาน ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ จึงมีแนวคิดในการพัฒนาสหกรณ์ในเชิงท่องเที่ยว โดยการให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเก็บผลผลิตพืชผัก ผลไม้ จากโรงเรือนพลาสติกของสมาชิก มารับประทานหรือนำไปประกอบอาหารได้ เป็นการสร้างรายได้เสริมให้กับสมาชิกอีกทางหนึ่ง

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีสหกรณ์พร้อมขับเคลื่อนสหกรณ์ไทย สร้างธรรมาภิบาลด้านบัญชีการเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/297863

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีสหกรณ์พร้อมขับเคลื่อนสหกรณ์ไทย สร้างธรรมาภิบาลด้านบัญชีการเงิน

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีสหกรณ์พร้อมขับเคลื่อนสหกรณ์ไทย สร้างธรรมาภิบาลด้านบัญชีการเงิน

วันอังคาร ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“สหกรณ์” นับเป็นสถาบันทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีส่วนในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจระดับฐานรากของประเทศไทย ทุกรัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้นผ่านระบบสหกรณ์ โดยมุ่งพัฒนาระบบสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง สามารถเป็นที่พึ่งแก่สมาชิกได้ แต่การที่สหกรณ์จะดำเนินธุรกิจให้อยู่รอดท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจของไทยที่ยังมีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสร้างความเข้มแข็งทางการเงินและสร้างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาวให้กับสหกรณ์ โดยมีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ซึ่งมีภารกิจสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ ด้วยการนำระบบบัญชีมาใช้บริหารจัดการสหกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ความโปร่งใส เริ่มตั้งแต่การเข้าไปตรวจสอบบัญชีให้มีความเข้มแข็งและเป็นมาตรฐานสากล สร้างธรรมาภิบาลด้านบัญชีการเงิน และพัฒนาโปรแกรมระบบบัญชี เพื่อเป็นเครื่องมือให้สหกรณ์สามารถดำเนินธุรกิจที่โปร่งใส มีมาตรฐาน ตรวจสอบได้ และสามารถนำระบบโปรแกรมบัญชีช่วยบริหารจัดการการดำเนินงานของสหกรณ์ ซึ่งนอกจากการตรวจสอบบัญชีแล้ว กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ยังทำหน้าที่กำกับแนะนำด้านการเงินการบัญชีสหกรณ์และติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาสหกรณ์ให้เกิดความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มีหน้าที่หลักคือเป็นผู้ตรวจบัญชีของสหกรณ์ทั้ง 7 ประเภท เพื่อให้สหกรณ์ต่างๆ ดำเนินการด้านบัญชีได้อย่างถูกต้อง มีความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่ดูแลเกษตรกรด้วยการทำหน้าที่ดูแลบัญชีให้กับกลุ่มเกษตรกรซึ่งมีอยู่ทั้งประเทศ 4,000 กว่าราย และสุดท้ายคือ การสอน แนะนำให้เกษตรกรรู้จักการทำบัญชี ทำเป็น ทำได้ ทำจริง ด้วยการสอนแนะการจัดทำบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการประเมินและวางแผนการจัดระเบียบรายรับ-รายจ่าย โดยเฉพาะการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นหรือฟุ่มเฟือยลง รู้จักความพอมี พอกิน พอใช้ เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งแก่ตนเองและครอบครัว โดยมี “ครูบัญชีอาสา” เครือข่ายตัวแทนของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ทำหน้าที่ในการถ่ายทอดความรู้การจัดทำบัญชีสู่เกษตรกร ชุมชน และประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งครูบัญชีอาสาก็ควรจะต้องได้รับการฝึกอบรมองค์ความรู้เพิ่มเติมเพื่อรองรับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น นโยบายเกษตรแปลงใหญ่ เป็นต้น ทั้งนี้ รูปแบบการทำงานของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จำเป็นจะต้องพัฒนาให้ก้าวทันกับธุรกิจในยุคปัจจุบัน เนื่องจากธุรกิจของสหกรณ์ไม่ได้มีเฉพาะสหกรณ์ด้านการเกษตรเพียงอย่างเดียว แต่ธุรกิจของสหกรณ์ก้าวไกลไปมากกว่านั้น เป็นการทำงานร่วมกันของสมาชิก ดังนั้น สมาชิกทุกรายย่อมมีสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของอย่างเท่าเทียมกัน จึงจำเป็นต้องรับทราบข้อมูลต่างๆ อย่างเท่าเทียมกันไปด้วย ไม่ใช่ให้ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้นำทางความคิดหรือการกระทำเพียงผู้เดียว

ในปี 2561 กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้เตรียมนโยบายที่สอดรับกับนโยบายของพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งในด้านของการพัฒนาบุคลากรและพัฒนาองค์กร ซึ่งในส่วนของบุคลากรของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์นั้น จะต้องพัฒนาเข้าสู่ Smart Officer ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งจะต้องมีองค์ความรู้ด้านตรวจสอบบัญชีในระดับมาตรฐานสากล จึงจำเป็นต้องผลักดันหรือสร้างแรงจูงใจให้บุคลากรของกรมฯ เข้าสอบบัญชีรับอนุญาต (Certified Public Accountant) หรือ CPA ให้มากกว่าเดิม
นอกจากนี้ บุคลากรของกรมฯ จะต้องเรียนรู้ธุรกิจที่มีการแปรสภาพ โดยเฉพาะธุรกิจด้านการเงินที่อยู่ในรูปของสหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ซึ่งทั้ง 2 ประเภทมีมูลค่าทุนการดำเนินงานสูงมากและส่งผลกระทบต่อคนในวงกว้าง ดังนั้น บุคลากรของกรมฯ จำเป็นต้องเรียนรู้ธุรกิจด้านนี้ให้รอบคอบมากขึ้น ส่วนการพัฒนาด้านองค์กร ต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมากำลังพลของกรมฯ ยังไม่สอดคล้องกับภารกิจงาน ซึ่งจะต้องกลับมาพิจารณาให้สอดคล้องและสัมพันธ์กับความจำเป็นต่อไป

อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันที่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมหรือที่เรียกว่า Thailand 4.0 ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง วางรากฐานการพัฒนาประเทศระยะยาว โดยขับเคลื่อนไปสู่วิสัยทัศน์ประเทศ “มั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน” ตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวและตอบสนองภาวะความเปลี่ยนแปลงของธุรกิจสหกรณ์และกฎระเบียบต่างๆ ที่มีความก้าวหน้าและรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยพัฒนางานระบบบัญชีด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ มาเป็นเครื่องมือเสริมสร้างความเข้มแข็งทางการเงินของสหกรณ์ อาทิ โปรแกรมระบบบัญชีให้เหมาะสมและครอบคลุมลักษณะการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ตามสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อเพิ่มคุณภาพการให้บริการภาครัฐ และทำให้สหกรณ์มีระบบการเงินและบัญชีที่เป็นมาตรฐาน มีระบบการควบคุมภายในด้านสารสนเทศที่เหมาะสม รวมทั้งสร้างความมั่นคงปลอดภัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้สหกรณ์มีเครื่องมือในการช่วยบริหารจัดการงานสหกรณ์ และช่วยให้ผู้บริหารสหกรณ์สามารถนำข้อมูลสารสนเทศทางการเงิน มาใช้ประกอบการตัดสินใจในการบริหารจัดการได้รวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สหกรณ์ พร้อมทั้งกำหนดมาตรการในการเฝ้าระวังและกำกับดูแล โดยการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการสร้างระบบเตือนภัยทางการเงินแก่สหกรณ์ในระบบ Real Time เพื่อให้สหกรณ์ได้มีข้อมูลสารสนเทศที่ถูกต้อง ทันการณ์ และสามารถรู้เท่าทันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น อีกทั้งยังได้วางกลยุทธ์ในการสร้างมาตรฐานจริยธรรมด้านการเงินการบัญชีแก่ผู้บริหารสหกรณ์ เพื่อให้สหกรณ์มีผู้บริหารที่มีความเป็นมืออาชีพ สามารถรับมือกับภาวะความเสี่ยงในการบริหารการเงิน ความผันผวนทางเศรษฐกิจและการเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากระบบสหกรณ์

“ขบวนการสหกรณ์จะเข้มแข็ง ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมมือกัน โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลสหกรณ์โดยตรง ดังนั้น ต่อจากนี้ไปกรมตรวจบัญชีสหกรณ์และกรมส่งเสริมสหกรณ์จะต้องบูรณาการร่วมมือกันทำงานให้เป็นเนื้อเดียวกัน เพื่อให้การทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งตนจะหาโอกาสหารือราชการกับอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อหาแนวทางทำงานร่วมกันต่อไป รวมถึงความร่วมมือกับหน่วยงานหรือองค์กรอื่นๆ เช่น วิทยาลัยอาชีวศึกษา ซึ่งได้ MOU ไปแล้ว 140 กว่าแห่ง เพื่อให้จัดหลักสูตรในการสอนการทำบัญชีสหกรณ์ เพื่อสร้างบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถด้านบัญชีสหกรณ์รองรับสหกรณ์ต่างๆ ในอนาคต” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : พระราชดำริแก้ปัญหาน้ำอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/297673

รายงานพิเศษ : พระราชดำริแก้ปัญหาน้ำอย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : พระราชดำริแก้ปัญหาน้ำอย่างยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงเป็น “ปราชญ์แห่งน้ำ” ทรงมีพระปรีชาสามารถด้านการพัฒนาแหล่งน้ำในทุกด้าน เห็นได้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเกี่ยวกับน้ำมากกว่า 2,700 โครงการ ที่สามารถแก้ไขทั้งปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง คุณภาพน้ำ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเห็นผลเป็นรูปธรรม จนปัจจุบันกลายเป็น “ศาสตร์พระราชา” ที่ถ่ายทอดและสืบสานไปชั่วลูกชั่วหลาน

กรมชลประทาน เป็นหน่วยงานของรัฐที่มีบทบาทสำคัญในการดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทั้งศึกษา วางแผน และก่อสร้าง ตั้งแต่พื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ

ในพื้นที่ต้นน้ำ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำริในการการอนุรักษ์พื้นที่ต้นน้ำลำธารและพื้นที่ป่า ด้วยการสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้น หรือ ฝายต้นน้ำ (CHECK DAM) โดยได้พระราชทานพระราชดำริความตอนหนึ่งว่า

“…ให้พิจารณาดำเนินการสร้างฝายราคาประหยัด โดยใช้วัสดุราคาถูกและหาง่ายในท้องถิ่น เช่น แบบหินทิ้งคลุมด้วย ตาข่ายปิดกั้นร่องน้ำกับลำธารขนาดเล็กเป็นระยะๆ เพื่อใช้เก็บกักน้ำและตะกอนดินไว้บางส่วน โดยน้ำที่กักเก็บไว้จะซึมเข้าไปในดินทำให้ความชุ่มชื้นแผ่ขยายออกไปทั้งสองข้างต่อไปจะสามารถปลูกพันธุ์ไม้ป้องกันไฟ พันธุ์ไม้โตเร็วและพันธุ์ไม้ไม่ทิ้งใบเพื่อฟื้นฟูที่ต้นน้ำลำธารให้มีสภาพเขียวชอุ่มขึ้นเป็นลำดับ…”

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ในทุกๆพื้นที่ที่กรมชลประทานเข้าไปพัฒนาแหล่งน้ำ จะต้องมีการปลูกป่าทดแทนบริเวณป่าเสื่อมโทรมไม่น้อยกว่า 2 เท่าของพื้นป่าเดิม รวมทั้งยังได้น้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” ในเรื่องฝายชะลอความชุ่มชื้น มาดำเนินการในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ

นอกจากนี้ บริเวณชายขอบป่า กรมชลประทาน ยังได้พัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ เพื่อให้เป็นเครื่องมือ
บริหารจัดการน้ำ ในการแก้ปัญหาภัยแล้ง อุทกภัย คุณภาพน้ำ และรักษาระบบนิเวศน์ของลำน้ำ ตลอดจนสร้างอาชีพเสริมให้กับประชาชนในพื้นที่หลายโครงการ อาทิ

เขื่อนขุนด่านปราการชลอันเนื่องจากพระราชดำริ เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ที่ทรงมีพระราชดำริเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2536 ให้กรมชลประทานพิจารณาวางโครงการ และก่อสร้าง ที่ตำบลหินตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก เพื่อช่วยให้ราษฎรทางตอนล่างมีน้ำใช้ทำการเกษตร การอุปโภคบริโภค รวมทั้งช่วยบรรเทาอุทกภัย โดยได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จสมบูรณ์ ในปี 2547

อ่างเก็บน้ำคลองหลวง รัชชโลทรอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเกาะจันทร์ จังหวัดชลบุรี เปิดดำเนินการเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2559 มีพื้นที่ได้รับประโยชน์กว่า 44,000 ไร่ ช่วยป้องกันและบรรเทาอุทกภัย รวมทั้งเอื้อประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมในบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก

อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา หรือ โครงการห้วยโสมงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งการก่อสร้างตัวอ่างเสร็จสมบูรณ์แล้ว สามารถเก็บกักน้ำและช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วม ให้กับพื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุุรีได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์กว่า 111,300 ไร่

ส่วนพื้นที่กลางน้ำ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำริให้ดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำหลากหลายรูปแบบตามความเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำ ฝาย แก้มลิง สระเก็บน้ำ เป็นต้น อาทิ

โครงการเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี เป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค เพื่อการเกษตรสำหรับพื้นที่ชลประทานใหม่กว่า 174,500 ไร่ และเสริมความมั่นคงเรื่องน้ำให้กับพื้นที่โครงการชลประทานเดิมในทุ่งเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่างอีก 2.2 ล้านไร่ ทั้งยังช่วยบรรเทาอุทกภัยทั้งในพื้นที่ลุ่มน้ำป่าสัก และลุ่มน้ำเจ้าพระยา

นอกจากนี้ในพื้นที่กลางน้ำ ทรงมีพระราชดำริให้สร้างฝายขึ้นเพื่อกักเก็บน้ำไว้ในลำน้ำ และทดน้ำเข้าสู่พื้นที่การเกษตร แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ หลายแห่ง เช่น โครงการฝายแม่งาวพร้อมระบบส่งน้ำบ้านประชาภักดีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลตับเต่า อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย เป็นต้น

ส่วนพื้นที่กลางน้ำที่ประสบปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำ ได้พระราชทานพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาด้วยการใช้แก้มลิง ซึ่งเปรียบเทียบได้กับเมื่อเกิดน้ำท่วมก็ขุดคลองต่างๆเพื่อชักน้ำให้รวมกันแล้วนำมาเก็บไว้เป็นบ่อพักน้ำอันเปรียบได้กับแก้มลิง แล้วจึงระบายน้ำออกภายหลัง

สำหรับพื้นที่ปลายน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ และเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศ แต่มักประสบปัญหาน้ำท่วม กรมชลประทาน ได้นำแนวพระราชดำริแก้มลิงมาใช้ โดยได้ดำเนินโครงการแก้มลิงในพื้นที่ฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา รวมทั้งดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยตามแนวพระราชดำริ ในพื้นที่มีความเสี่ยงอีกหลายแห่ง อาทิ

โครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ กรมชลประทาน ได้ขุดลอกคลองธรรมชาติที่มีอยู่เดิมทั้งหมด พร้อมขุดคลองระบายน้ำสายใหม่คือ “คลองภูมินาถดำริ” ทำให้ในปัจจุบัน ปัญหาอุทกภัยของอำเภอหาดใหญ่ได้บรรเทาเบาบางลงไปเป็นอย่างมาก

โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองจันทบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดจันทบุรี โดยการขุด“คลองภักดีรำไพ” แยกออกจากแม่น้ำจันทบุรีก่อนเข้าถึงตัวเมือง เพื่อผันน้ำส่วนเกินศักยภาพของแม่น้ำจันทบุรีที่จะรองรับปริมาณน้ำได้ ไม่ให้ไหลเข้าสู่ตัวเมืองจันทบุรี ซึ่งนอกจากจะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วม ยังสามารถใช้กักเก็บน้ำจืดได้อีกประมาณ 2 ล้านลูกบาศก์เมตร

นอกจากนี้กรมชลประทานยังเตรียมขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เพื่อเปิดโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราช อันเนื่องมาจาก
พระราชดำริ ซึ่งจะมีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 17,400 ไร่

“กรมชลประทานจะนำพระราชดำริที่เกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ำของพระองค์ท่าน ทั้งที่ยังไม่ดำเนินการ และดำเนินการแล้วยังไม่สมบูรณ์แบบ มาสานต่อดำเนินการให้สำเร็จตามพระราชประสงค์ พร้อมทั้งน้ำศาสตร์พระราชา ในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวน้ำมาศึกษาพัฒนาต่อยอดดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำต่างๆให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม จำกัด น้อมนำพระราชดำริระบบสหกรณ์ในหลวง‘รัชกาลที่ 9’พลิกฟื้นชีวิตชนเผ่าปกาเกอะญอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/297298

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม จำกัด น้อมนำพระราชดำริระบบสหกรณ์ในหลวง‘รัชกาลที่ 9’พลิกฟื้นชีวิตชนเผ่าปกาเกอะญอ

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม จำกัด น้อมนำพระราชดำริระบบสหกรณ์ในหลวง‘รัชกาลที่ 9’พลิกฟื้นชีวิตชนเผ่าปกาเกอะญอ

วันศุกร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม จำกัด

น้อมนำพระราชดำริระบบสหกรณ์ในหลวง‘รัชกาลที่ 9’พลิกฟื้นชีวิตชนเผ่าปกาเกอะญอ

สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม จำกัด จัดตั้งขึ้นตามนโยบายของกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่น้อมนำพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่มีพระราชประสงค์เพื่อช่วยเหลือราษฎรกลุ่มชนเผ่าในพื้นที่สูงให้สามารถดำเนินชีวิต และประกอบอาชีพเป็นหลักแหล่ง ไม่ต้องเร่ร่อน บุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อทำกิน ให้รวมกลุ่มและจัดตั้งสหกรณ์ เพื่อจะได้ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง และขายผลผลิตได้ในราคายุติธรรม

ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม จำกัด มีสมาชิก 431 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่สนใจสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกที่อยู่ในเขตพื้นที่โครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม มีที่ตั้งบ้านเรือนและมีพื้นที่เกษตรกรรมใกล้เคียงกันมารวมตัวกัน

นายธิติสรรค์ คำนึงวศิน ประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมาสหกรณ์ได้ส่งเสริมให้สมาชิกดำเนินธุรกิจร่วมกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ในการผลิตและการจำหน่ายตามแนววิธีทางสหกรณ์ เป็นองค์กรกลางให้ทราบถึงภาวะราคาและการตลาดเพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจในการผลิตเพื่อให้ได้คุณภาพและปริมาณตามความต้องการของตลาด ส่งผลให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ในราคาที่ดีกว่าเดิม ทำให้ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชนดีขึ้น ก่อให้เกิดความมั่นคงแก่ครอบครัวและประเทศชาติ

สำหรับสหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม จำกัด เป็นสหกรณ์ขนาดใหญ่ ที่สมาชิกทั้งหมดเป็นชนเผ่าปกาเกอะญอ ประกอบอาชีพหลักทำไร่ข้าวโพด ทอผ้า และทำเครื่องเงิน โดยสหกรณ์ดำเนินธุรกิจกับสมาชิก รวม 3 ธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจเงินรับฝาก และธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่ายให้กับสมาชิก สำหรับธุรกิจสินเชื่อถือเป็นธุรกิจหลักของสหกรณ์ ในแต่ละปีจะมีสมาชิกมากู้ยืมเงินกับสหกรณ์มากกว่า 70% สหกรณ์จะจ่ายเงินกู้ระยะสั้นให้กับสมาชิกเพื่อนำไปลงทุนในการประกอบอาชีพ เช่น ทำไร่ข้าวโพด จุดเด่นของธุรกิจสินเชื่อ คือ เมื่อครบกำหนดชำระคืน สมาชิกสามารถส่งคืนทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยได้ครบ 100% เนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าปกาเกอะญอ มีลักษณะนิสัยประจำชนเผ่า คือ มีความซื่อสัตย์และตรงเวลา รักษาคำมั่นสัญญา ดังนั้น เมื่อสมาชิกกู้ยืมเงินจากสหกรณ์ไปแล้ว เมื่อถึงเวลาครบกำหนดส่งชำระคืนเงินกู้ สมาชิกจะถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตามสัญญา

ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม จำกัด มีความเข้มแข็ง เกษตรกรทุกคนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามัคคีช่วยเหลือเกื้อกูลกัน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่มีพระราชประสงค์ให้การช่วยเหลือราษฎรชนเผ่าปกาเกอะญอ ให้สามารถดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพเป็นหลักแหล่ง ไม่ต้องเร่ร่อน และบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อทำกินอีกต่อไป

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่ต้นแบบจังหวัดปทุมธานี รวมกลุ่มเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างอำนาจต่อรอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/297088

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่ต้นแบบจังหวัดปทุมธานี รวมกลุ่มเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างอำนาจต่อรอง

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่ต้นแบบจังหวัดปทุมธานี รวมกลุ่มเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างอำนาจต่อรอง

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

การส่งเสริมการทำนาในรูปแบบแปลงใหญ่ จุดประสงค์หลักคือให้ชาวนารวมตัวกันเพื่อรวมกันซื้อ รวมกันผลิต ช่วยลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพผลผลิต มีอำนาจในการต่อรองทางการค้า สามารถขายข้าวได้ในราคาที่เป็นธรรม คุ้มค่ากับการลงทุน เกษตรกรก็จะมีรายได้และคุณภาพที่ดีขึ้น

นายปัญญา ร่มเย็น ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี กรมการข้าว กล่าวว่า การส่งเสริมทำนาแปลงใหญ่ กรมการข้าวเน้นถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เช่น การปลูกข้าวโดยใช้เครื่องหยอดข้าว ที่สามารถลดอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวเพียง 10-15 กก.ต่อไร่ ลดลงจากการทำนาหว่านทั่วไปที่เกษตรกรจะใช้อัตราเมล็ดพันธุ์มากถึง 25-50 กก.ต่อไร่ ร่วมกับแนะนำการใส่ปุ๋ยตามคำแนะนำทางวิชาการ การใช้เชื้อบิวเวอร์เรียและเชื้อไตรโคเดอร์มาในการป้องกันกำจัดโรคและแมลง การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมีอย่างถูกต้องเหมาะสม นอกจากนี้ กรมการข้าวยังผลักดันให้เกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่ผลิตข้าวให้ได้ตามมาตรฐาน GAP เพื่อความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

ผลการดำเนินการส่งเสริมนาแปลงใหญ่ในช่วงตั้งแต่ปี 2558 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน กลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมทำนาแปลงใหญ่ได้รับประโยชน์ที่เด่นชัดคือ เกษตรกรสามารถใช้ความรู้และเทคโนโลยีที่ได้รับไปปฏิบัติ สามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้จากเดิมไม่น้อยกว่า 20% ผลผลิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20% ทำให้มีส่วนต่างกำไรมากขึ้น อีกเรื่องคือเกษตรกรมีความร่วมมือกันมากขึ้น เพราะการรวมกลุ่มทำงานด้วยกันช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองทั้งในการซื้อปัจจัยการผลิตที่ถูกลง การขายข้าวได้ในราคาที่ดีขึ้น

ด้าน นางประนอม มงคลบรรจง นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี กล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดปทุมธานีมีการส่งเสริมทำนาแปลงใหญ่ตั้งแต่ปี 2558-2560 รวม 10 แปลง พอปีนี้มีการปรับหลักเกณฑ์ใหม่ลดจำนวนเกษตรกรและลดพื้นที่เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าร่วมโครงการได้มากขึ้น ก็มีกลุ่มเกษตรกรรวมตัวกันมาสมัครเพิ่มอีก 7 แปลง ดังนั้น ขณะนี้มีนาแปลงใหญ่ที่จะดำเนินการในปี 2561 ทั้งกลุ่มเก่าและกลุ่มใหม่รวม 17 แปลง เกษตรกรจำนวน 1,227 ราย คิดเป็นพื้นที่รวมกันทั้งหมด 30,062 ไร่ โดยแผนการดำเนินนั้นกลุ่มนาแปลงใหญ่กลุ่มเดิมจะเข้าไปพัฒนาต่อยอดจากที่ได้รับมาตรฐาน GAP จะผลักดันให้เข้าสู่มาตรฐานอินทรีย์หรือให้มีการแปรรูปเอง เพื่อยกระดับราคาผลผลิต ส่วนกลุ่มใหม่ก็ต้องถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ ให้พัฒนาไปในทุกด้านตามเป้าหมายที่กำหนดตั้งแต่ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ได้มาตรฐานเข้าสู่การเชื่อมโยงตลาดอย่างครบวงจรต่อไป

สำหรับจังหวัดปทุมธานี มีกลุ่มนาแปลงใหญ่ต้นแบบ ที่สามารถเป็นที่ศึกษาดูงานถ่ายทอดประสบการณ์ตรงให้กับกลุ่มเกษตรกรกลุ่มใหม่ได้เป็นอย่างดี คือ กลุ่มแปลงใหญ่ข้าวต้นแบบ ม.7 ต.บึงกาสาม อ.หนองเสือ มีสมาชิก 50 ราย พื้นที่รวม 1,241 ไร่ นายมนตรี ดวงหิรัญ ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่ต้นแบบ เล่าว่า การทำอาชีพเกษตรของทุกคนที่ผ่านมาจะต่างคนต่างทำ อำนาจต่อรองอะไรก็ไม่มี พอภาครัฐโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมการข้าว เข้ามาส่งเสริมให้เกษตรกรรวมตัวทำนาแปลงใหญ่
เพื่อรวมกันทำ รวมกันซื้อ รวมกันผลิต ทำให้สามารถซื้อปัจจัยการผลิตในราคาที่ถูกลง ต้นทุนก็ลดลงตามไป พอขายก็ต่อรองกับพ่อค้าได้เพราะมีการรวมตัวปริมาณผลผลิตมากก็สามารถเพิ่มราคาขึ้นได้

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่อเข้ามาทำนาแปลงใหญ่คือ มีหน่วยงานราชการต่างๆ เข้ามาให้ความรู้ช่วยให้การทำนามีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เชื่อมโยงตลาดมีแหล่งรับซื้อที่แน่นอน โดยสมาชิกทุกคนตั้งเป้าลดต้นทุนลงจากที่แต่ละคนเคยทำให้ได้ 20% เพราะเกษตรกรแต่ละรายต้นทุนการผลิตไม่เท่ากันก็ให้ยึดต้นทุนเดิมของตนเป็นหลัก เช่น เดิมเคยใช้ต้นทุนอยู่ที่ 4,000 บาท ก็ให้ลดลงเหลือ 3,500 บาท จาก 3,500 เหลือ 3,000 เป็นต้น เพื่อให้ทุกคนมีรายได้ส่วนต่างที่เพิ่มขึ้น สำหรับวิธีการลดต้นทุนการผลิต ก็เริ่มจากลดการใช้เมล็ดพันธุ์เหลือไร่ละ 10-15 กก. ลดการใช้ปุ๋ย เน้นการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ต้องนำดินมาวิเคราะห์ธาตุอาหารก่อนทำการปลูกข้าวในฤดูกาลต่อไป ควบคู่กับลดการใช้สารเคมี หันมาใช้สารชีวภัณฑ์แทน ได้แก่ เชื้อไตรโครเดอร์มา เชื้อบิวเวอเรีย เชื้อเมตาไรเซียม นอกจากลดต้นทุน ต้องมีการบริหารจัดการแปลงอย่างเหมาะสม ทั้งใช้พันธุ์ดี ใช้ปุ๋ยถูกต้องตามเวลาที่พืชต้องการ

“เมื่อก่อนเกษตรกรจะทำนาแบบมีสเต็ปถึงเวลาวันนี้ต้องใส่ปุ๋ยก็ใส่ วันนี้ต้องฉีดยาก็จะฉีดโดยไม่รู้ว่าเป็นช่วงที่จำเป็นหรือไม่ ทำให้เสียต้นทุนโดยเปล่าประโยชน์ก็มี แต่พอได้รับความรู้จากศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ทำให้ใช้ปุ๋ยได้อย่างถูกต้องและใช้สารเคมีปลอดภัยมากขึ้น มีการเก็บเกี่ยวข้าวในระยะเวลาที่เหมาะสม ทำให้ต้นทุนลดลง ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิมเฉลี่ย 845 กก.ต่อไร่ เพิ่มขึ้นเป็น 900-1,000 กก.ต่อไร่ แต่สิ่งที่ตามมานอกจากผลผลิตเพิ่มขึ้น คือผลผลิตมีคุณภาพ เนื่องจากเกษตรกรมีการใช้เมล็ดข้าวพันธุ์ดี มีการคัดพันธุ์ปนเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองในฤดูกาลต่อไป ทำให้เกษตรกรได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ 100% และได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP จากกรมการข้าว ส่งผลให้ขายข้าวให้กับโรงสีหรือผู้ประกอบการที่มีการลงนาม MOU รับซื้อข้าวของกลุ่มนาแปลงใหญ่ในราคานำตลาด สมาชิกลุ่มขายข้าวได้ราคาสูงขึ้นตามคุณภาพ เรียกว่าเข้ามาสู่โครงการนาแปลงใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นทุกด้าน โดยเฉพาะการบูรณาการเข้ามาช่วยเหลือจากทุกหน่วยงาน มีปัญหาหรืออุปสรรคก็เข้ามาช่วยเหลือชี้แนะทันที่ ทำให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งมากขึ้น” นายมนตรี กล่าวทิ้งท้าย