รายงานพิเศษ : กลุ่มนาแปลงใหญ่‘มหาสารคาม’ พลิกชีวิตชาวนาขายข้าวเปลือกสู่การแปรรูปข้าวสารตรา‘เขียบนคร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/299062

รายงานพิเศษ : กลุ่มนาแปลงใหญ่‘มหาสารคาม’ พลิกชีวิตชาวนาขายข้าวเปลือกสู่การแปรรูปข้าวสารตรา‘เขียบนคร’

รายงานพิเศษ : กลุ่มนาแปลงใหญ่‘มหาสารคาม’ พลิกชีวิตชาวนาขายข้าวเปลือกสู่การแปรรูปข้าวสารตรา‘เขียบนคร’

วันอังคาร ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

การส่งเสริมการทำนาแปลงใหญ่ที่ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการเข้าไปถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี ตลอดจนสนับสนุนปัจจัยการผลิตที่จำเป็น แม้กระทั่งทำการเชื่อมโยงตลาดจับคู่กลุ่มนาแปลงใหญ่กับผู้ประกอบการ เพื่อหาตลาดรองรับผลผลิตที่แน่นอนให้ มาในวันนี้กลุ่มนาแปลงใหญ่จำนวนไม่น้อยที่ประสบผลสำเร็จ สามารถก้าวพ้นการทำนาในรูปแบบเดิมที่เรียกว่ายิ่งทำยิ่งจน มาสู่การพัฒนาเป็นชาวนารุ่นใหม่ที่นำองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อปรับเปลี่ยนการผลิตข้าวให้มีคุณภาพตามความต้องการของตลาด

กลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่บ้านเขียบ ต.ขามเรียง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม เป็นตัวอย่างหนึ่งที่สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวนาในพื้นที่ให้มีชีวิตที่ดีขึ้น สามารถขายข้าวได้ในราคาที่เป็นธรรม คุ้มค่ากับการลงทุน

นายนัธทวัฒน์ โชติกิตติเสถียร ประธานกลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่บ้านเขียบ เล่าถึงที่มาในการเข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ว่า เดิมทีชาวนาในพื้นที่ก็ต่างคนต่างทำก็มักประสบปัญหาขายข้าวเปลือกได้ในราคาที่ไม่เป็นธรรม จึงมาคิดว่าทำอย่างไรจะได้ข้าวที่มีคุณภาพเพื่อขายให้ได้ราคาดีขึ้น จึงได้รวบรวมสมาชิกได้ 36 คน ดำเนินการเป็นศูนย์ข้าวชุมชนตำบลขามเรียง เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพจำหน่ายให้กับชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียง ต่อมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ทำโครงการส่งเสริมนาแปลงใหญ่ ทางกลุ่มจึงได้เข้าร่วมโครงการตั้งแต่ปี 2558 มีสมาชิกเริ่มแรก 120 คน พื้นที่นารวม 1,000 ไร่ พอปี 2559 ได้เข้ามาอยู่ในส่วนของนาแปลงใหญ่ของกรมการข้าว มีสมาชิกที่อยู่ในพื้นที่ หมู่ที่ 1,3,11,12,13,15,17,19 และ 22 ต.ขามเรียง รวม 200 ราย คิดเป็นพื้นที่ 3,000 ไร่

การดำเนินงานของกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านเขียบ จะมีการบริหารงานในรูปแบบของคณะกรรมการ แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบกันไป และทางกลุ่มมีการปันผลกำไรให้แก่สมาชิกผู้ถือหุ้นด้วย ส่วนด้านการปลูกข้าวนั้นสมาชิกส่วนใหญ่จะปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 และปลูกข้าวเหนียวไว้เพื่อการบริโภคในครัวเรือนด้วย เมล็ดพันธุ์ข้าวส่วนหนึ่งได้รับการสนับสนุนจากกรมการข้าว อีกส่วนทางกลุ่มจะผลิตเอง ทำให้ได้เมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี มีการคัดพันธุ์ปน เก็บไว้ใช้ปลูกในฤดูกาลต่อไปก็ทำให้ข้าวมีคุณภาพ หรือขายเป็นเมล็ดพันธุ์ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงก็ได้ราคาดี สิ่งที่เกิดขึ้นชัดเจนหลังจากเข้าร่วมทำนาแปลงใหญ่คือ ได้รับความรู้และการสนับสนุนเครื่องจักรกลและเทคโนโลยีในการผลิตข้าว โดยเฉพาะเครื่องหยอดข้าว ทำให้ต้นทุนทำนาลดลง จากการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวจากเดิมใช้อยู่ที่ 25-30 กก./ไร่ ก็ลดลงมาที่ 10-15 กก./ไร่ ร่วมกับใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ลดการใช้สารเคมี หันมาผลิตสารชีวภัณฑ์ใช้แทน ที่สำคัญได้รับการถ่ายทอดความรู้เรื่องการผลิตข้าวมาตรฐาน GAP และได้รับการรับรองมาตรฐานจากกรมการข้าว ก็เป็นเครื่องการันตีคุณภาพที่ทำให้ขายข้าวได้ราคามาตรฐานสูงขึ้นด้วย นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนจากงบจังหวัดมหาสารคาม ทั้งเครื่องคัดเมล็ดพันธุ์ เครื่องเกี่ยวข้าว โรงสีข้าว ก็ช่วยลดต้นทุนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเพิ่มช่องทางในการจำหน่ายผลผลิตได้มากขึ้น

“จากเดิมเกษตรกรจะขายแต่ข้าวเปลือกให้กับโรงสี ไม่มีการแปรรูปอะไรทั้งสิ้น พอเข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่หน่วยงานต่างๆ ก็เข้ามาให้ความช่วยเหลือสนับสนุนทุกด้าน จนวันนี้ทางกลุ่มเราสามารถแปรรูปข้าวสาร มีผลิตภัณฑ์ข้าวหอมมะลิเป็นของตัวเอง ภายใต้แบรนด์ ข้าวเขียบนคร จำหน่ายในร้านค้าชุมชน รวมทั้งทำตลาดออนไลน์ สำหรับเป้าหมายของกลุ่มในอนาคตต้องการผลิตข้าวคุณภาพดีเพื่อส่งออกต่างประเทศ เพื่อให้สมาชิกกลุ่มนาแปลงใหญ่มีความเข้มแข็ง มีรายได้ที่มั่นคง”

ด้าน นายวัลลภ ไชยโสดา สมาชิกกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านเขียบ กล่าวเสริมว่า ตนอายุ 65 ปี มีอาชีพทำนามาตั้งแต่บรรพบุรุษ ตนเองก็ทำนามาประมาณ 50 ปี บนเนื้อที่ 31 ไร่ ซึ่งชาวนาก็ทำนากันแบบพื้นบ้านธรรมดาทั่วไป ทำเองขายเอง ราคาก็ไม่ยุติธรรม พอมีการส่งเสริมให้ทำนาแปลงใหญ่ ตนก็คิดว่าจะสามารถเพิ่มอำนาจต่อรองกับโรงสีได้ จึงเข้ามาร่วมกลุ่มกับสมาชิกคนอื่นๆ พอเข้ามาแล้วก็ได้รับความรู้มากมายที่สามารถแก้ปัญหาที่เคยมีมาได้ โดยเฉพาะปัญหาด้านเมล็ดพันธุ์ แต่เดิมทำนาดำก็ไม่ค่อยมีปัญหา แต่พอช่วงหลังนิยมทำนาหว่าน ชาวนาก็ไม่มีความรู้ความเข้าใจก็คิดว่าหว่านเยอะๆ ไว้ดี ก็หว่านไร่ละ 20-30 กก. ไม่เพียงต้นทุนสูง ยังทำให้มีผลเสียตามมาทั้งข้าวไม่มีคุณภาพและมีปัญหาโรคแมลง พอกรมการข้าวมาแนะนำให้ใช้เมล็ดพันธุ์น้อยลงและให้ใช้เมล็ดพันธุ์คุณภาพดี ต้นข้าวไม่แออัดอากาศถ่ายเทสะดวก ต้นข้าวก็แข็งแรงสมบูรณ์ดี

นอกจากนี้ ก่อนหน้าที่มีโครงการเวลาเกษตรกรจะเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ใช้ต้องไปจ้างให้เขาเป่าเพื่อคัดเมล็ดพันธุ์ดีเก็บไว้ใช้ ราคากระสอบละ 5-10 บาท พอได้รับการสนับสนุนเครื่องคัดเมล็ดพันธุ์สมาชิกก็มาใช้บริการโดยจ่ายค่าบริการตามที่ตกลงไว้ เพื่อนำมาเป็นทุนหมุนเวียนในกลุ่ม สมาชิกก็จะมีเมล็ดพันธุ์ที่ดี เปอร์เซ็นต์ความงอกสูงเฉลี่ย 80-100% ผลผลิตข้าวที่ได้ก็มีคุณภาพดีตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันเรามีโรงสีข้าวแปรรูปข้าวได้เอง ช่วยเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ที่ดีขึ้นกว่าการขายแต่ข้าวเปลือกเพียงอย่างเดียว คิดว่าถ้าวันนี้ไม่มีกรมการข้าวและหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ ไม่มีโครงการนาแปลงใหญ่ ชาวนาก็คงทำนากันแบบเดิมเหมือนที่เคยทำกันมา ก็คงจะไม่ก้าวหน้ามาถึงขนาดนี้หรอก

รายงานพิเศษ : กระทรวงเกษตรฯขับเคลื่อน5ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ถวายในหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/298935

รายงานพิเศษ : กระทรวงเกษตรฯขับเคลื่อน5ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ถวายในหลวง

รายงานพิเศษ : กระทรวงเกษตรฯขับเคลื่อน5ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ถวายในหลวง

วันจันทร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

แม้จะผ่านเวลามากว่า 1 ปี แล้วที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้เสด็จสู่ดินแดนแห่งสรวงสวรรค์ แต่พระองค์ก็ได้ทรงพระราชทาน “มรดก” ล้ำค่ามากมายไว้ให้กับลูกหลานไทย โดยเฉพาะปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” อันเป็นแนวทางดำเนินชีวิตอยู่ด้วยความมั่นคงและยั่งยืน และ “เกษตรทฤษฎีใหม่” ระบบการเกษตรที่สามารถจัดการทรัพยากรน้ำและพื้นที่เพาะปลูกให้เกิดประโยชน์สูงสุด จนคนทั้งโลกต่างยกย่องว่า นี่คือ “ศาสตร์พระราชา” อันยิ่งใหญ่ และควรอย่างยิ่งที่จะเดินตามรอย

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ปัญหาของภาคเกษตรที่สำคัญ คือ เกษตรกรส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ และการบริหารจัดการผลิต ทั้งการพัฒนาเรื่องดินและน้ำ ขาดแคลนทุนและโครงสร้างพื้นฐาน มีหนี้สิ้นจากจากผลิตเชิงเดี่ยว และมีความเสี่ยงเสียหายจากภัยพิบัติธรรมชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายปฏิรูปภาคการเกษตร ให้เกษตรกรมีรายได้และความภาคภูมิใจในอาชีพ เป้าหมายเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยกระดับมาตรฐานคุณภาพสินค้าเกษตร ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรแปลงใหญ่ ในเขตพื้นที่
เหมาะสม ซึ่งนอกเหนือจากการผลิตสินค้าหลักแล้ว ยังได้ส่งเสริมเกษตรกรมีการผลิตอาหารที่ปลอดภัยบริโภคอย่างเพียงพอในครัวเรือน และนำรายได้จากการผลิตสินค้าหลักมาเป็นเงินออม เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงในอนาคต และสร้างภูมิคุ้มกันให้เกษตรกร

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดทำโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ปี 2560 ขึ้นเพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยส่งเสริมให้เกษตรกรที่มีความสมัครใจจากพื้นที่ทั่วประเทศ จำนวน 70,000 ราย ได้น้อมนำหลักทฤษฎีใหม่ไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองอย่างเหมาะสม วัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น สามารถลดรายจ่ายในครัวเรือน
และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยในการดำเนินงานดังกล่าว ได้รับความร่วมมือจากสถาบันการศึกษา ปราชญ์เกษตร บริษัทเอกชน สนับสนุนการดำเนินงานในทั่วทุกพื้นที่เป็นอย่างดี

สำหรับผลการดำเนินงานโครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” ปี 2560 มีเกษตรกรสมัครใจเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น จำนวน 70,002 ราย พบว่าหลังจากร่วมโครงการแล้ว เกษตรกรได้นำความรู้เรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียงไปประยุกต์ใช้ทำการเกษตรผสมผสานอย่างเกื้อกูลกัน ตามศักยภาพของตนเองในพื้นที่ เกิดพึ่งพาตนเอง โดยสามารถลดรายจ่ายจากการบริโภคผลผลิตที่ปลอดภัยของตนเองได้เฉลี่ยเดือนละ 533 บาท มีการลดต้นทุนการผลิต และลดใช้การสารเคมี โดยใช้ปัจจัยการผลิตและใช้แรงงานของตนเองได้ เฉลี่ยเดือนละ 556 บาท เกษตรกรมีการเคลื่อนย้ายแรงงานไปทำงานในเมือง ลดลงร้อยละ 1.47 มีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง และจัดทำบัญชีครัวเรือน มีการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ส่งผลให้ครัวเรือนร้อยละ 18.38 สามารถลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลงได้ อีกทั้งยังมีการวางแผนและดำเนินการผลิตในแปลงที่เข้าร่วมโครงการ สร้างรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น เฉลี่ยเดือนละ 4,613 บาท

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวอีกว่า “เพื่อให้การดำเนินงานมีความต่อเนื่องและเกิดการพัฒนาความยั่งยืน ทุกภาคส่วนจึงได้ร่วมกันวางแผนขับเคลื่อนการดำเนินงาน ในปี พ.ศ.2561 โดยกำหนดรับสมัครเกษตรกรที่มีความสมัครใจเข้าร่วมโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่เพิ่มขึ้น จำนวน 70,000 ราย รวมเป็น 140,000 ราย เพื่อถวายรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และร่วมกันทุกภาคส่วนในการพัฒนาภาคเกษตรกรรมให้เกิดความมั่นคง เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้อย่างเพียงพอและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน”

รายงานพิเศษ : ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวเขาน่าน ผ่านการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงด้วยระบบสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/298436

รายงานพิเศษ : ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวเขาน่าน ผ่านการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงด้วยระบบสหกรณ์

รายงานพิเศษ : ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวเขาน่าน ผ่านการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงด้วยระบบสหกรณ์

วันศุกร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จากปัญหาการบุกรุกทำลายพื้นที่ป่าต้นน้ำเพื่อทำการเกษตร และไม่มีระบบการอนุรักษ์ดินและน้ำ จนทำให้เกิดการชะล้างพังทลายของดินในพื้นที่จังหวัดน่าน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรีบแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน ดังนั้น องค์การบริหารส่วนตำบลของแต่ละอำเภอในจังหวัดน่าน ที่ประสบปัญหานี้ จึงได้ขอรับการสนับสนุนไปยังมูลนิธิโครงการหลวง เพื่อสนับสนุนให้เป็นโครงการขยายผลโครงการหลวง(ปัจจุบันเรียกโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง) ในเขตพื้นที่จังหวัดน่าน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับชาวเขาเผ่าต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ให้มีความมั่นคงทางอาหาร มีรายได้ที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน ตลอดจนส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมภายใต้การมีส่วนร่วมของชุมชน โดยใช้องค์ความรู้และกระบวนการเรียนรู้ของโครงการหลวง ผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่นในการพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูง เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน ภายใต้
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและแนวทางของโครงการหลวง โดยการใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในลักษณะโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง

นายสมเกียรติ ส่วนบุญ ผู้อำนวยการกลุ่มจัดตั้งและส่งเสริมสหกรณ์ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดน่าน กล่าวว่า สำนักงานสหกรณ์จังหวัดน่าน ได้รับนโยบายจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อดำเนินการตามพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีพระราชประสงค์จะช่วยชาวเขาให้สามารถช่วยตนเองในการปลูกพืชที่มีประโยชน์ และมีมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการดำรงชีพ มุ่งเน้น ให้พออยู่ พอกิน และพัฒนาไปสู่การอยู่ดี กินดี โดยการให้ความร่วมมือและช่วยเหลือสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง(องค์การมหาชน) ผ่านโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงในจังหวัดน่าน ในการส่งเสริมการนำระบบสหกรณ์ไปใช้ โดยการจัดตั้งกลุ่มเตรียมสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร หรือสหกรณ์ในพื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง เพื่อฝึกให้เกษตรกรรู้จักวิธีดำเนินงานของระบบสหกรณ์และเกิดทัศนคติ เห็นความสำคัญของการมีสหกรณ์ ที่จะช่วยอำนวยประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น ประหยัดค่าใช้จ่ายในด้านการใช้เครื่องมือ เครื่องจักรมาช่วยในการขายพืชผลให้ได้ราคาสูงขึ้น ดีกว่าต่างคนต่างขายและยังช่วยให้ได้เงินทุนมาให้สมาชิกกู้ยืม เนื่องจากแหล่งการผลิต การขนส่งพืชผลไปขายยังตลาด ทำให้เห็นถึงพลังของการรวมกลุ่ม ซึ่งจะเกิดอำนาจในการเจรจาต่อรอง เงินกู้ให้ความเชื่อถือสหกรณ์มากกว่าเกษตรกรรายบุคคล นอกจากนี้ระบบสหกรณ์ยังเป็นพื้นฐานของการ สร้างระบอบประชาธิปไตยอีกด้วย

ที่ผ่านมา ได้มีเกษตรกรชนเผ่าต่างๆในพื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงในจังหวัดน่าน รวมตัวกัน เพื่อช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันโดยเน้นในด้านการส่งเสริมเกษตรกรรมที่ทดแทนการทำไร่ข้าวโพด โดยบูรณาการร่วมกับโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงในแต่ละพื้นที่ นำเอารูปแบบสหกรณ์เข้ามาทดลองใช้และจดทะเบียนเป็นสหกรณ์ จำนวน 4 สหกรณ์ ด้แก่ 1.สหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงขุนสถานบ้านแสนสุข จำกัด อ.นาน้อย (ขุนสถาน) 2.สหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงถ้ำเวียงแก จำกัด อ.สองแคว (ถ้ำเวียงแก) 3.สหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงน้ำแขว่ง จำกัด อ.นาหมื่น (น้ำแขว่ง) และ 4.สหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงน้ำแป่ง จำกัด อ.ท่าวังผา (น้ำแป่ง)

ปัจจุบันทั้ง 4 สหกรณ์ มีสมาชิกรวมกัน จำนวน 265 ราย ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้จัดสรรงบประมาณเพื่อช่วยเหลือด้านอุปกรณ์การผลิต การตลาดรวมจนถึงเงินอุดหนุนในการจัดจ้างเจ้าหน้าที่ช่วยปฏิบัติงานสหกรณ์ แก่สหกรณ์ผ่านสำนักงานสหกรณ์จังหวัดน่าน ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2554 จนถึงปัจจุบัน โดยในแต่ละสหกรณ์มีพัฒนาการที่แตกต่างกันไป สำหรับสหกรณ์ที่มีพัฒนาการที่ดีที่สุด คือ สหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงขุนสถานบ้านแสนสุข จำกัด อ.นาน้อย (ขุนสถาน) ซึ่งปัจจุบันสมาชิกสามารถพึ่งพาตนเองได้แล้ว มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบมากขึ้น รวมทั้งสามารถคิดต่อยอดโครงการต่างๆเพื่อทำงานร่วมกับโครงการหลวงได้อีกด้วย ซึ่งในปีที่ผ่านมาสหกรณ์สามารถรวบรวมผลผลิตพืชผักจากสมาชิกรวม 4 ชนิด ได้แก่ พริกหวาน มะเขือเทศเนื้อ มะเขือเทศเชอร์รี่ และแตงกวาญี่ปุ่น ได้ผลผลิตประมาณ 189,744 กิโลกรัม เพื่อส่งไปยังโครงการหลวงร้อยละ 95 ที่เหลือเป็นผลผลิตที่เสียหายจากโรค และผลผลิตตกเกรดจะขายให้กับพ่อค้ารายย่อย สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับสมาชิก ส่งผลให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

และจากการที่สหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงขุนสถานบ้านแสนสุข จำกัด อ.นาน้อย (ขุนสถาน) มีเขตติดต่อกับอุทยานแห่งชาติขุนสถาน ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ จึงมีแนวคิดในการพัฒนาสหกรณ์ในเชิงท่องเที่ยว โดยการให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเก็บผลผลิตพืชผัก ผลไม้ จากโรงเรือนพลาสติกของสมาชิก มารับประทานหรือนำไปประกอบอาหารได้ เป็นการสร้างรายได้เสริมให้กับสมาชิกอีกทางหนึ่ง

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีสหกรณ์พร้อมขับเคลื่อนสหกรณ์ไทย สร้างธรรมาภิบาลด้านบัญชีการเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/297863

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีสหกรณ์พร้อมขับเคลื่อนสหกรณ์ไทย สร้างธรรมาภิบาลด้านบัญชีการเงิน

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีสหกรณ์พร้อมขับเคลื่อนสหกรณ์ไทย สร้างธรรมาภิบาลด้านบัญชีการเงิน

วันอังคาร ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“สหกรณ์” นับเป็นสถาบันทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีส่วนในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจระดับฐานรากของประเทศไทย ทุกรัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้นผ่านระบบสหกรณ์ โดยมุ่งพัฒนาระบบสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง สามารถเป็นที่พึ่งแก่สมาชิกได้ แต่การที่สหกรณ์จะดำเนินธุรกิจให้อยู่รอดท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจของไทยที่ยังมีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสร้างความเข้มแข็งทางการเงินและสร้างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาวให้กับสหกรณ์ โดยมีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ซึ่งมีภารกิจสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ ด้วยการนำระบบบัญชีมาใช้บริหารจัดการสหกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ความโปร่งใส เริ่มตั้งแต่การเข้าไปตรวจสอบบัญชีให้มีความเข้มแข็งและเป็นมาตรฐานสากล สร้างธรรมาภิบาลด้านบัญชีการเงิน และพัฒนาโปรแกรมระบบบัญชี เพื่อเป็นเครื่องมือให้สหกรณ์สามารถดำเนินธุรกิจที่โปร่งใส มีมาตรฐาน ตรวจสอบได้ และสามารถนำระบบโปรแกรมบัญชีช่วยบริหารจัดการการดำเนินงานของสหกรณ์ ซึ่งนอกจากการตรวจสอบบัญชีแล้ว กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ยังทำหน้าที่กำกับแนะนำด้านการเงินการบัญชีสหกรณ์และติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาสหกรณ์ให้เกิดความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มีหน้าที่หลักคือเป็นผู้ตรวจบัญชีของสหกรณ์ทั้ง 7 ประเภท เพื่อให้สหกรณ์ต่างๆ ดำเนินการด้านบัญชีได้อย่างถูกต้อง มีความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่ดูแลเกษตรกรด้วยการทำหน้าที่ดูแลบัญชีให้กับกลุ่มเกษตรกรซึ่งมีอยู่ทั้งประเทศ 4,000 กว่าราย และสุดท้ายคือ การสอน แนะนำให้เกษตรกรรู้จักการทำบัญชี ทำเป็น ทำได้ ทำจริง ด้วยการสอนแนะการจัดทำบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการประเมินและวางแผนการจัดระเบียบรายรับ-รายจ่าย โดยเฉพาะการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นหรือฟุ่มเฟือยลง รู้จักความพอมี พอกิน พอใช้ เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งแก่ตนเองและครอบครัว โดยมี “ครูบัญชีอาสา” เครือข่ายตัวแทนของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ทำหน้าที่ในการถ่ายทอดความรู้การจัดทำบัญชีสู่เกษตรกร ชุมชน และประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งครูบัญชีอาสาก็ควรจะต้องได้รับการฝึกอบรมองค์ความรู้เพิ่มเติมเพื่อรองรับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น นโยบายเกษตรแปลงใหญ่ เป็นต้น ทั้งนี้ รูปแบบการทำงานของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จำเป็นจะต้องพัฒนาให้ก้าวทันกับธุรกิจในยุคปัจจุบัน เนื่องจากธุรกิจของสหกรณ์ไม่ได้มีเฉพาะสหกรณ์ด้านการเกษตรเพียงอย่างเดียว แต่ธุรกิจของสหกรณ์ก้าวไกลไปมากกว่านั้น เป็นการทำงานร่วมกันของสมาชิก ดังนั้น สมาชิกทุกรายย่อมมีสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของอย่างเท่าเทียมกัน จึงจำเป็นต้องรับทราบข้อมูลต่างๆ อย่างเท่าเทียมกันไปด้วย ไม่ใช่ให้ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้นำทางความคิดหรือการกระทำเพียงผู้เดียว

ในปี 2561 กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้เตรียมนโยบายที่สอดรับกับนโยบายของพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งในด้านของการพัฒนาบุคลากรและพัฒนาองค์กร ซึ่งในส่วนของบุคลากรของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์นั้น จะต้องพัฒนาเข้าสู่ Smart Officer ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งจะต้องมีองค์ความรู้ด้านตรวจสอบบัญชีในระดับมาตรฐานสากล จึงจำเป็นต้องผลักดันหรือสร้างแรงจูงใจให้บุคลากรของกรมฯ เข้าสอบบัญชีรับอนุญาต (Certified Public Accountant) หรือ CPA ให้มากกว่าเดิม
นอกจากนี้ บุคลากรของกรมฯ จะต้องเรียนรู้ธุรกิจที่มีการแปรสภาพ โดยเฉพาะธุรกิจด้านการเงินที่อยู่ในรูปของสหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ซึ่งทั้ง 2 ประเภทมีมูลค่าทุนการดำเนินงานสูงมากและส่งผลกระทบต่อคนในวงกว้าง ดังนั้น บุคลากรของกรมฯ จำเป็นต้องเรียนรู้ธุรกิจด้านนี้ให้รอบคอบมากขึ้น ส่วนการพัฒนาด้านองค์กร ต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมากำลังพลของกรมฯ ยังไม่สอดคล้องกับภารกิจงาน ซึ่งจะต้องกลับมาพิจารณาให้สอดคล้องและสัมพันธ์กับความจำเป็นต่อไป

อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันที่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมหรือที่เรียกว่า Thailand 4.0 ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง วางรากฐานการพัฒนาประเทศระยะยาว โดยขับเคลื่อนไปสู่วิสัยทัศน์ประเทศ “มั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน” ตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวและตอบสนองภาวะความเปลี่ยนแปลงของธุรกิจสหกรณ์และกฎระเบียบต่างๆ ที่มีความก้าวหน้าและรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยพัฒนางานระบบบัญชีด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ มาเป็นเครื่องมือเสริมสร้างความเข้มแข็งทางการเงินของสหกรณ์ อาทิ โปรแกรมระบบบัญชีให้เหมาะสมและครอบคลุมลักษณะการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ตามสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อเพิ่มคุณภาพการให้บริการภาครัฐ และทำให้สหกรณ์มีระบบการเงินและบัญชีที่เป็นมาตรฐาน มีระบบการควบคุมภายในด้านสารสนเทศที่เหมาะสม รวมทั้งสร้างความมั่นคงปลอดภัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้สหกรณ์มีเครื่องมือในการช่วยบริหารจัดการงานสหกรณ์ และช่วยให้ผู้บริหารสหกรณ์สามารถนำข้อมูลสารสนเทศทางการเงิน มาใช้ประกอบการตัดสินใจในการบริหารจัดการได้รวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สหกรณ์ พร้อมทั้งกำหนดมาตรการในการเฝ้าระวังและกำกับดูแล โดยการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการสร้างระบบเตือนภัยทางการเงินแก่สหกรณ์ในระบบ Real Time เพื่อให้สหกรณ์ได้มีข้อมูลสารสนเทศที่ถูกต้อง ทันการณ์ และสามารถรู้เท่าทันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น อีกทั้งยังได้วางกลยุทธ์ในการสร้างมาตรฐานจริยธรรมด้านการเงินการบัญชีแก่ผู้บริหารสหกรณ์ เพื่อให้สหกรณ์มีผู้บริหารที่มีความเป็นมืออาชีพ สามารถรับมือกับภาวะความเสี่ยงในการบริหารการเงิน ความผันผวนทางเศรษฐกิจและการเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากระบบสหกรณ์

“ขบวนการสหกรณ์จะเข้มแข็ง ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมมือกัน โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลสหกรณ์โดยตรง ดังนั้น ต่อจากนี้ไปกรมตรวจบัญชีสหกรณ์และกรมส่งเสริมสหกรณ์จะต้องบูรณาการร่วมมือกันทำงานให้เป็นเนื้อเดียวกัน เพื่อให้การทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งตนจะหาโอกาสหารือราชการกับอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อหาแนวทางทำงานร่วมกันต่อไป รวมถึงความร่วมมือกับหน่วยงานหรือองค์กรอื่นๆ เช่น วิทยาลัยอาชีวศึกษา ซึ่งได้ MOU ไปแล้ว 140 กว่าแห่ง เพื่อให้จัดหลักสูตรในการสอนการทำบัญชีสหกรณ์ เพื่อสร้างบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถด้านบัญชีสหกรณ์รองรับสหกรณ์ต่างๆ ในอนาคต” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : พระราชดำริแก้ปัญหาน้ำอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/297673

รายงานพิเศษ : พระราชดำริแก้ปัญหาน้ำอย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : พระราชดำริแก้ปัญหาน้ำอย่างยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงเป็น “ปราชญ์แห่งน้ำ” ทรงมีพระปรีชาสามารถด้านการพัฒนาแหล่งน้ำในทุกด้าน เห็นได้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเกี่ยวกับน้ำมากกว่า 2,700 โครงการ ที่สามารถแก้ไขทั้งปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง คุณภาพน้ำ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเห็นผลเป็นรูปธรรม จนปัจจุบันกลายเป็น “ศาสตร์พระราชา” ที่ถ่ายทอดและสืบสานไปชั่วลูกชั่วหลาน

กรมชลประทาน เป็นหน่วยงานของรัฐที่มีบทบาทสำคัญในการดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทั้งศึกษา วางแผน และก่อสร้าง ตั้งแต่พื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ

ในพื้นที่ต้นน้ำ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำริในการการอนุรักษ์พื้นที่ต้นน้ำลำธารและพื้นที่ป่า ด้วยการสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้น หรือ ฝายต้นน้ำ (CHECK DAM) โดยได้พระราชทานพระราชดำริความตอนหนึ่งว่า

“…ให้พิจารณาดำเนินการสร้างฝายราคาประหยัด โดยใช้วัสดุราคาถูกและหาง่ายในท้องถิ่น เช่น แบบหินทิ้งคลุมด้วย ตาข่ายปิดกั้นร่องน้ำกับลำธารขนาดเล็กเป็นระยะๆ เพื่อใช้เก็บกักน้ำและตะกอนดินไว้บางส่วน โดยน้ำที่กักเก็บไว้จะซึมเข้าไปในดินทำให้ความชุ่มชื้นแผ่ขยายออกไปทั้งสองข้างต่อไปจะสามารถปลูกพันธุ์ไม้ป้องกันไฟ พันธุ์ไม้โตเร็วและพันธุ์ไม้ไม่ทิ้งใบเพื่อฟื้นฟูที่ต้นน้ำลำธารให้มีสภาพเขียวชอุ่มขึ้นเป็นลำดับ…”

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ในทุกๆพื้นที่ที่กรมชลประทานเข้าไปพัฒนาแหล่งน้ำ จะต้องมีการปลูกป่าทดแทนบริเวณป่าเสื่อมโทรมไม่น้อยกว่า 2 เท่าของพื้นป่าเดิม รวมทั้งยังได้น้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” ในเรื่องฝายชะลอความชุ่มชื้น มาดำเนินการในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ

นอกจากนี้ บริเวณชายขอบป่า กรมชลประทาน ยังได้พัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ เพื่อให้เป็นเครื่องมือ
บริหารจัดการน้ำ ในการแก้ปัญหาภัยแล้ง อุทกภัย คุณภาพน้ำ และรักษาระบบนิเวศน์ของลำน้ำ ตลอดจนสร้างอาชีพเสริมให้กับประชาชนในพื้นที่หลายโครงการ อาทิ

เขื่อนขุนด่านปราการชลอันเนื่องจากพระราชดำริ เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ที่ทรงมีพระราชดำริเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2536 ให้กรมชลประทานพิจารณาวางโครงการ และก่อสร้าง ที่ตำบลหินตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก เพื่อช่วยให้ราษฎรทางตอนล่างมีน้ำใช้ทำการเกษตร การอุปโภคบริโภค รวมทั้งช่วยบรรเทาอุทกภัย โดยได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จสมบูรณ์ ในปี 2547

อ่างเก็บน้ำคลองหลวง รัชชโลทรอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเกาะจันทร์ จังหวัดชลบุรี เปิดดำเนินการเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2559 มีพื้นที่ได้รับประโยชน์กว่า 44,000 ไร่ ช่วยป้องกันและบรรเทาอุทกภัย รวมทั้งเอื้อประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมในบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก

อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา หรือ โครงการห้วยโสมงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งการก่อสร้างตัวอ่างเสร็จสมบูรณ์แล้ว สามารถเก็บกักน้ำและช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วม ให้กับพื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุุรีได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์กว่า 111,300 ไร่

ส่วนพื้นที่กลางน้ำ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำริให้ดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำหลากหลายรูปแบบตามความเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำ ฝาย แก้มลิง สระเก็บน้ำ เป็นต้น อาทิ

โครงการเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี เป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค เพื่อการเกษตรสำหรับพื้นที่ชลประทานใหม่กว่า 174,500 ไร่ และเสริมความมั่นคงเรื่องน้ำให้กับพื้นที่โครงการชลประทานเดิมในทุ่งเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่างอีก 2.2 ล้านไร่ ทั้งยังช่วยบรรเทาอุทกภัยทั้งในพื้นที่ลุ่มน้ำป่าสัก และลุ่มน้ำเจ้าพระยา

นอกจากนี้ในพื้นที่กลางน้ำ ทรงมีพระราชดำริให้สร้างฝายขึ้นเพื่อกักเก็บน้ำไว้ในลำน้ำ และทดน้ำเข้าสู่พื้นที่การเกษตร แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ หลายแห่ง เช่น โครงการฝายแม่งาวพร้อมระบบส่งน้ำบ้านประชาภักดีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลตับเต่า อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย เป็นต้น

ส่วนพื้นที่กลางน้ำที่ประสบปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำ ได้พระราชทานพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาด้วยการใช้แก้มลิง ซึ่งเปรียบเทียบได้กับเมื่อเกิดน้ำท่วมก็ขุดคลองต่างๆเพื่อชักน้ำให้รวมกันแล้วนำมาเก็บไว้เป็นบ่อพักน้ำอันเปรียบได้กับแก้มลิง แล้วจึงระบายน้ำออกภายหลัง

สำหรับพื้นที่ปลายน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ และเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศ แต่มักประสบปัญหาน้ำท่วม กรมชลประทาน ได้นำแนวพระราชดำริแก้มลิงมาใช้ โดยได้ดำเนินโครงการแก้มลิงในพื้นที่ฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา รวมทั้งดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยตามแนวพระราชดำริ ในพื้นที่มีความเสี่ยงอีกหลายแห่ง อาทิ

โครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ กรมชลประทาน ได้ขุดลอกคลองธรรมชาติที่มีอยู่เดิมทั้งหมด พร้อมขุดคลองระบายน้ำสายใหม่คือ “คลองภูมินาถดำริ” ทำให้ในปัจจุบัน ปัญหาอุทกภัยของอำเภอหาดใหญ่ได้บรรเทาเบาบางลงไปเป็นอย่างมาก

โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองจันทบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดจันทบุรี โดยการขุด“คลองภักดีรำไพ” แยกออกจากแม่น้ำจันทบุรีก่อนเข้าถึงตัวเมือง เพื่อผันน้ำส่วนเกินศักยภาพของแม่น้ำจันทบุรีที่จะรองรับปริมาณน้ำได้ ไม่ให้ไหลเข้าสู่ตัวเมืองจันทบุรี ซึ่งนอกจากจะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วม ยังสามารถใช้กักเก็บน้ำจืดได้อีกประมาณ 2 ล้านลูกบาศก์เมตร

นอกจากนี้กรมชลประทานยังเตรียมขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เพื่อเปิดโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราช อันเนื่องมาจาก
พระราชดำริ ซึ่งจะมีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 17,400 ไร่

“กรมชลประทานจะนำพระราชดำริที่เกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ำของพระองค์ท่าน ทั้งที่ยังไม่ดำเนินการ และดำเนินการแล้วยังไม่สมบูรณ์แบบ มาสานต่อดำเนินการให้สำเร็จตามพระราชประสงค์ พร้อมทั้งน้ำศาสตร์พระราชา ในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวน้ำมาศึกษาพัฒนาต่อยอดดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำต่างๆให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม จำกัด น้อมนำพระราชดำริระบบสหกรณ์ในหลวง‘รัชกาลที่ 9’พลิกฟื้นชีวิตชนเผ่าปกาเกอะญอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/297298

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม จำกัด น้อมนำพระราชดำริระบบสหกรณ์ในหลวง‘รัชกาลที่ 9’พลิกฟื้นชีวิตชนเผ่าปกาเกอะญอ

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม จำกัด น้อมนำพระราชดำริระบบสหกรณ์ในหลวง‘รัชกาลที่ 9’พลิกฟื้นชีวิตชนเผ่าปกาเกอะญอ

วันศุกร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม จำกัด

น้อมนำพระราชดำริระบบสหกรณ์ในหลวง‘รัชกาลที่ 9’พลิกฟื้นชีวิตชนเผ่าปกาเกอะญอ

สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม จำกัด จัดตั้งขึ้นตามนโยบายของกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่น้อมนำพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่มีพระราชประสงค์เพื่อช่วยเหลือราษฎรกลุ่มชนเผ่าในพื้นที่สูงให้สามารถดำเนินชีวิต และประกอบอาชีพเป็นหลักแหล่ง ไม่ต้องเร่ร่อน บุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อทำกิน ให้รวมกลุ่มและจัดตั้งสหกรณ์ เพื่อจะได้ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง และขายผลผลิตได้ในราคายุติธรรม

ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม จำกัด มีสมาชิก 431 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่สนใจสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกที่อยู่ในเขตพื้นที่โครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม มีที่ตั้งบ้านเรือนและมีพื้นที่เกษตรกรรมใกล้เคียงกันมารวมตัวกัน

นายธิติสรรค์ คำนึงวศิน ประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมาสหกรณ์ได้ส่งเสริมให้สมาชิกดำเนินธุรกิจร่วมกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ในการผลิตและการจำหน่ายตามแนววิธีทางสหกรณ์ เป็นองค์กรกลางให้ทราบถึงภาวะราคาและการตลาดเพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจในการผลิตเพื่อให้ได้คุณภาพและปริมาณตามความต้องการของตลาด ส่งผลให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ในราคาที่ดีกว่าเดิม ทำให้ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชนดีขึ้น ก่อให้เกิดความมั่นคงแก่ครอบครัวและประเทศชาติ

สำหรับสหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม จำกัด เป็นสหกรณ์ขนาดใหญ่ ที่สมาชิกทั้งหมดเป็นชนเผ่าปกาเกอะญอ ประกอบอาชีพหลักทำไร่ข้าวโพด ทอผ้า และทำเครื่องเงิน โดยสหกรณ์ดำเนินธุรกิจกับสมาชิก รวม 3 ธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจเงินรับฝาก และธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่ายให้กับสมาชิก สำหรับธุรกิจสินเชื่อถือเป็นธุรกิจหลักของสหกรณ์ ในแต่ละปีจะมีสมาชิกมากู้ยืมเงินกับสหกรณ์มากกว่า 70% สหกรณ์จะจ่ายเงินกู้ระยะสั้นให้กับสมาชิกเพื่อนำไปลงทุนในการประกอบอาชีพ เช่น ทำไร่ข้าวโพด จุดเด่นของธุรกิจสินเชื่อ คือ เมื่อครบกำหนดชำระคืน สมาชิกสามารถส่งคืนทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยได้ครบ 100% เนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าปกาเกอะญอ มีลักษณะนิสัยประจำชนเผ่า คือ มีความซื่อสัตย์และตรงเวลา รักษาคำมั่นสัญญา ดังนั้น เมื่อสมาชิกกู้ยืมเงินจากสหกรณ์ไปแล้ว เมื่อถึงเวลาครบกำหนดส่งชำระคืนเงินกู้ สมาชิกจะถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตามสัญญา

ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม จำกัด มีความเข้มแข็ง เกษตรกรทุกคนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามัคคีช่วยเหลือเกื้อกูลกัน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่มีพระราชประสงค์ให้การช่วยเหลือราษฎรชนเผ่าปกาเกอะญอ ให้สามารถดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพเป็นหลักแหล่ง ไม่ต้องเร่ร่อน และบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อทำกินอีกต่อไป

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่ต้นแบบจังหวัดปทุมธานี รวมกลุ่มเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างอำนาจต่อรอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/297088

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่ต้นแบบจังหวัดปทุมธานี รวมกลุ่มเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างอำนาจต่อรอง

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่ต้นแบบจังหวัดปทุมธานี รวมกลุ่มเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างอำนาจต่อรอง

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

การส่งเสริมการทำนาในรูปแบบแปลงใหญ่ จุดประสงค์หลักคือให้ชาวนารวมตัวกันเพื่อรวมกันซื้อ รวมกันผลิต ช่วยลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพผลผลิต มีอำนาจในการต่อรองทางการค้า สามารถขายข้าวได้ในราคาที่เป็นธรรม คุ้มค่ากับการลงทุน เกษตรกรก็จะมีรายได้และคุณภาพที่ดีขึ้น

นายปัญญา ร่มเย็น ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี กรมการข้าว กล่าวว่า การส่งเสริมทำนาแปลงใหญ่ กรมการข้าวเน้นถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เช่น การปลูกข้าวโดยใช้เครื่องหยอดข้าว ที่สามารถลดอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวเพียง 10-15 กก.ต่อไร่ ลดลงจากการทำนาหว่านทั่วไปที่เกษตรกรจะใช้อัตราเมล็ดพันธุ์มากถึง 25-50 กก.ต่อไร่ ร่วมกับแนะนำการใส่ปุ๋ยตามคำแนะนำทางวิชาการ การใช้เชื้อบิวเวอร์เรียและเชื้อไตรโคเดอร์มาในการป้องกันกำจัดโรคและแมลง การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมีอย่างถูกต้องเหมาะสม นอกจากนี้ กรมการข้าวยังผลักดันให้เกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่ผลิตข้าวให้ได้ตามมาตรฐาน GAP เพื่อความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

ผลการดำเนินการส่งเสริมนาแปลงใหญ่ในช่วงตั้งแต่ปี 2558 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน กลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมทำนาแปลงใหญ่ได้รับประโยชน์ที่เด่นชัดคือ เกษตรกรสามารถใช้ความรู้และเทคโนโลยีที่ได้รับไปปฏิบัติ สามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้จากเดิมไม่น้อยกว่า 20% ผลผลิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20% ทำให้มีส่วนต่างกำไรมากขึ้น อีกเรื่องคือเกษตรกรมีความร่วมมือกันมากขึ้น เพราะการรวมกลุ่มทำงานด้วยกันช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองทั้งในการซื้อปัจจัยการผลิตที่ถูกลง การขายข้าวได้ในราคาที่ดีขึ้น

ด้าน นางประนอม มงคลบรรจง นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี กล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดปทุมธานีมีการส่งเสริมทำนาแปลงใหญ่ตั้งแต่ปี 2558-2560 รวม 10 แปลง พอปีนี้มีการปรับหลักเกณฑ์ใหม่ลดจำนวนเกษตรกรและลดพื้นที่เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าร่วมโครงการได้มากขึ้น ก็มีกลุ่มเกษตรกรรวมตัวกันมาสมัครเพิ่มอีก 7 แปลง ดังนั้น ขณะนี้มีนาแปลงใหญ่ที่จะดำเนินการในปี 2561 ทั้งกลุ่มเก่าและกลุ่มใหม่รวม 17 แปลง เกษตรกรจำนวน 1,227 ราย คิดเป็นพื้นที่รวมกันทั้งหมด 30,062 ไร่ โดยแผนการดำเนินนั้นกลุ่มนาแปลงใหญ่กลุ่มเดิมจะเข้าไปพัฒนาต่อยอดจากที่ได้รับมาตรฐาน GAP จะผลักดันให้เข้าสู่มาตรฐานอินทรีย์หรือให้มีการแปรรูปเอง เพื่อยกระดับราคาผลผลิต ส่วนกลุ่มใหม่ก็ต้องถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ ให้พัฒนาไปในทุกด้านตามเป้าหมายที่กำหนดตั้งแต่ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ได้มาตรฐานเข้าสู่การเชื่อมโยงตลาดอย่างครบวงจรต่อไป

สำหรับจังหวัดปทุมธานี มีกลุ่มนาแปลงใหญ่ต้นแบบ ที่สามารถเป็นที่ศึกษาดูงานถ่ายทอดประสบการณ์ตรงให้กับกลุ่มเกษตรกรกลุ่มใหม่ได้เป็นอย่างดี คือ กลุ่มแปลงใหญ่ข้าวต้นแบบ ม.7 ต.บึงกาสาม อ.หนองเสือ มีสมาชิก 50 ราย พื้นที่รวม 1,241 ไร่ นายมนตรี ดวงหิรัญ ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่ต้นแบบ เล่าว่า การทำอาชีพเกษตรของทุกคนที่ผ่านมาจะต่างคนต่างทำ อำนาจต่อรองอะไรก็ไม่มี พอภาครัฐโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมการข้าว เข้ามาส่งเสริมให้เกษตรกรรวมตัวทำนาแปลงใหญ่
เพื่อรวมกันทำ รวมกันซื้อ รวมกันผลิต ทำให้สามารถซื้อปัจจัยการผลิตในราคาที่ถูกลง ต้นทุนก็ลดลงตามไป พอขายก็ต่อรองกับพ่อค้าได้เพราะมีการรวมตัวปริมาณผลผลิตมากก็สามารถเพิ่มราคาขึ้นได้

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่อเข้ามาทำนาแปลงใหญ่คือ มีหน่วยงานราชการต่างๆ เข้ามาให้ความรู้ช่วยให้การทำนามีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เชื่อมโยงตลาดมีแหล่งรับซื้อที่แน่นอน โดยสมาชิกทุกคนตั้งเป้าลดต้นทุนลงจากที่แต่ละคนเคยทำให้ได้ 20% เพราะเกษตรกรแต่ละรายต้นทุนการผลิตไม่เท่ากันก็ให้ยึดต้นทุนเดิมของตนเป็นหลัก เช่น เดิมเคยใช้ต้นทุนอยู่ที่ 4,000 บาท ก็ให้ลดลงเหลือ 3,500 บาท จาก 3,500 เหลือ 3,000 เป็นต้น เพื่อให้ทุกคนมีรายได้ส่วนต่างที่เพิ่มขึ้น สำหรับวิธีการลดต้นทุนการผลิต ก็เริ่มจากลดการใช้เมล็ดพันธุ์เหลือไร่ละ 10-15 กก. ลดการใช้ปุ๋ย เน้นการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ต้องนำดินมาวิเคราะห์ธาตุอาหารก่อนทำการปลูกข้าวในฤดูกาลต่อไป ควบคู่กับลดการใช้สารเคมี หันมาใช้สารชีวภัณฑ์แทน ได้แก่ เชื้อไตรโครเดอร์มา เชื้อบิวเวอเรีย เชื้อเมตาไรเซียม นอกจากลดต้นทุน ต้องมีการบริหารจัดการแปลงอย่างเหมาะสม ทั้งใช้พันธุ์ดี ใช้ปุ๋ยถูกต้องตามเวลาที่พืชต้องการ

“เมื่อก่อนเกษตรกรจะทำนาแบบมีสเต็ปถึงเวลาวันนี้ต้องใส่ปุ๋ยก็ใส่ วันนี้ต้องฉีดยาก็จะฉีดโดยไม่รู้ว่าเป็นช่วงที่จำเป็นหรือไม่ ทำให้เสียต้นทุนโดยเปล่าประโยชน์ก็มี แต่พอได้รับความรู้จากศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ทำให้ใช้ปุ๋ยได้อย่างถูกต้องและใช้สารเคมีปลอดภัยมากขึ้น มีการเก็บเกี่ยวข้าวในระยะเวลาที่เหมาะสม ทำให้ต้นทุนลดลง ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิมเฉลี่ย 845 กก.ต่อไร่ เพิ่มขึ้นเป็น 900-1,000 กก.ต่อไร่ แต่สิ่งที่ตามมานอกจากผลผลิตเพิ่มขึ้น คือผลผลิตมีคุณภาพ เนื่องจากเกษตรกรมีการใช้เมล็ดข้าวพันธุ์ดี มีการคัดพันธุ์ปนเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองในฤดูกาลต่อไป ทำให้เกษตรกรได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ 100% และได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP จากกรมการข้าว ส่งผลให้ขายข้าวให้กับโรงสีหรือผู้ประกอบการที่มีการลงนาม MOU รับซื้อข้าวของกลุ่มนาแปลงใหญ่ในราคานำตลาด สมาชิกลุ่มขายข้าวได้ราคาสูงขึ้นตามคุณภาพ เรียกว่าเข้ามาสู่โครงการนาแปลงใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นทุกด้าน โดยเฉพาะการบูรณาการเข้ามาช่วยเหลือจากทุกหน่วยงาน มีปัญหาหรืออุปสรรคก็เข้ามาช่วยเหลือชี้แนะทันที่ ทำให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งมากขึ้น” นายมนตรี กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : ‘ข้าวโครงการบางระกำโมเดล 60’เชื่อมโยงตลาดด้วยกลไกสหกรณ์ สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้เกษตรกรในพื้นที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/296007

รายงานพิเศษ : ‘ข้าวโครงการบางระกำโมเดล 60’เชื่อมโยงตลาดด้วยกลไกสหกรณ์ สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้เกษตรกรในพื้นที่

รายงานพิเศษ : ‘ข้าวโครงการบางระกำโมเดล 60’เชื่อมโยงตลาดด้วยกลไกสหกรณ์ สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้เกษตรกรในพื้นที่

วันศุกร์ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“โครงการบางระกำโมเดล 60” จัดทำขึ้นเพื่อต้องการส่งเสริมการประชาสัมพันธ์และสนับสนุนการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้  เพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลผลิตและผลิตภัณฑ์แปรรูปของเกษตรกรในพื้นที่โครงการ โดยมีพื้นที่ครอบคลุม 4 อำเภอ ในจังหวัดพิษณุโลก  คือ อำเภอพรหมพิราม อำเภอบางระกำ อำเภอเมือง อำเภอวัดโบสถ์  และพื้นที่ของจังหวัดสุโขทัย บางส่วน มีพื้นที่ รวม 265,041 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ น้ำท่วมซ้ำซากของลุ่มน้ำยม-ลุ่มน้ำน่าน เกษตรกรในพื้นที่ประกอบอาชีพทำนา โดยพันธุ์ข้าวที่เกษตรกรนิยมนำมาใช้ทำการเพาะปลูก คือ สายพันธุ์พิษณุโลก 2  กข.61 และ กข.41 เป็นข้าวอายุสั้น มีความต้านทานโรคแมลง เป็นพันธุ์ข้าวที่มีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่เพาะปลูกและให้ผลผลิตต่อไร่สูง

นายธัชชัย สีสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก  กล่าวว่า การดำเนินงานที่ผ่านมา ได้มีการขับเคลื่อนแผนบูรณาการทำงานร่วมกับกองทัพภาคที่ 3 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชุมชนและเกษตรกรในพื้นที่ตามแนวทางประชารัฐ เพื่อร่วมกันวางแผนบริหารจัดการน้ำและปรับแผนการเพาะปลูกข้าวนาปีให้เร็วขึ้น จากเดือนพฤษภาคม ของทุกปี เป็นวันที่ 1 เมษายน เพื่อให้เกษตรกรทำการเพาะปลูก และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตให้เสร็จสิ้น ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม ก่อนฤดูน้ำหลาก โดยใช้พื้นที่นาหลังการเก็บเกี่ยวเป็นแหล่งรองรับน้ำหลากและหน่วงน้ำให้กับพื้นที่เจ้าพระยาตอนล่าง  ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนทุ่งนาสีเขียว เป็นทุ่งน้ำสีขาว ลดน้ำท่วมข้าว เพิ่มน้ำสร้างปลา” เพราะเมื่อถึงฤดูน้ำหลาก จะทำให้เกษตรกรชาวนา มีอาชีพเสริมจากการจับปลาขาย รวมกลุ่มกันแปรรูปผลิตภัณฑ์จากปลา เพื่อนำมาจำหน่ายทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ยังได้มีการบูรณาการงานร่วมกันของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จังหวัดพิษณุโลก ในการส่งเสริมสนับสนุนแผนการผลิตสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการนำร่อง “การแปรรูปผลผลิตข้าว” จากเกษตรกรในพื้นที่บางระกำโมเดล จัดจำหน่ายเป็นข้าวสารเพื่อการบริโภค โดยมีการตั้งคณะทำงาน เพื่อประชุมหารือกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนร่วมกัน โดยมีข้อสรุปเบื้องต้น คือ ใช้กลไกสหกรณ์มาเชื่อมโยงระบบตลาดข้าวของเกษตรกรในพื้นที่  เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทาง กลางทาง และปลายทาง  โดยกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนให้สหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด และสหกรณ์การเกษตรนิคมฯ บางระกำ จำกัด ดำเนินการรวบรวมและรับซื้อผลผลิตข้าวเปลือกจากเกษตรกรสมาชิกในราคานำตลาด เพื่อแก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่ม

นายสมศักดิ์ แสนศิริ สหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก กล่าวเพิ่มเติมว่า  ในส่วนของสหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด  ได้ดำเนินการรวบรวมผลผลิตข้าวเปลือกจากเกษตรกรสมาชิกในพื้นที่บางระกำโมเดล  ซึ่งสหกรณ์ รับซื้อผลผลิตในราคานำตลาด สูงกว่าตันละ 100-200 บาท โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้สนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ จากเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ มาเป็นทุนหมุนเวียนให้สหกรณ์ใช้ดำเนินการรวบรวมรับซื้อผลผลิตข้าวเปลือกจากเกษตรกร นอกจากนี้ สหกรณ์ ยังได้รับสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนจากโครงการต่างๆ ตามนโยบายรัฐบาลผ่านทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร  สำหรับขั้นตอนการแปรรูปข้าว สหกรณ์ ได้ทำการส่งมอบข้าวเปลือกพันธุ์พิษณุโลก 2  จำนวน 4 ตัน และข้าวเปลือกพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 4.61 ตัน ให้กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาพิษณุโลก ทำการแปรรูปข้าว เพื่อผลิตเป็นข้าวสารจำหน่าย ถุงละ 1 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 28 บาท ภายใต้แบรนด์ “ข้าวโครงการบางระกำโมเดล 60” ซึ่งมีปริมาณผลผลิตข้าวสาร  3,690 กิโลกรัม  ข้าวสารที่บรรจุใส่ถุง 1 กิโลกรัม ประกอบด้วย ข้าวพิษณุโลก 2 ผสมกับข้าวหอมมะลิ ในอัตราส่วน 50 : 50 เหมาะสำหรับที่จะนำไปบริโภคในครัวเรือน

ด้านกลไกตลาดได้มีการเชื่อมโยงกับสหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด  ซึ่งเป็นศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ระดับจังหวัด และระดับภาค  โดยทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาพิษณุโลก ได้ทำการส่งมอบ “ข้าวโครงการบางระกำโมเดล 60” ในลอตแรก จำนวน 3,690 ถุง  ให้กับสหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด  ทำหน้าที่เป็นผู้แทนจัดจำหน่าย  เพื่อกระจายผลิตภัณฑ์ “ข้าวโครงการบางระกำโมเดล 60” ให้แก่บุคลากรภาครัฐและประชาชนทั่วไปบริโภคข้าวในราคายุติธรรม ซึ่งถือเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่บางระกำโมเดล ก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ  สร้างรายได้และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลผลิตและผลิตภัณฑ์แปรรูปของเกษตรกรในพื้นที่โครงการบางระกำโมเดล

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสั่งซื้อข้าวสาร “ข้าวโครงการบางระกำโมเดล 60” ได้ที่สหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 890/16 ถนนบรมไตรโลกนารถ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ติดต่อฝ่ายการตลาด โทร. 0-5525-8449

รายงานพิเศษ : แนะนำอธิบดีใหม่ ‘โอภาส ทองยงค์’ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/295808

รายงานพิเศษ : แนะนำอธิบดีใหม่ ‘โอภาส ทองยงค์’ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์

รายงานพิเศษ : แนะนำอธิบดีใหม่ ‘โอภาส ทองยงค์’ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2560 นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ประจำกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ โดยมีผู้บริหารกรมกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ต้อนรับอย่างพร้อมเพรียง ณ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์โดยนายโอภาสเติบโตและเป็นลูกหม้อมาจากกรมปศุสัตว์ จบการศึกษาปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (บธ.ม.) มหาวิทยาลัยศรีปทุม ปริญญาตรี สาขาวิชารัฐศาสตร์ (ศศ.บ.) มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผ่านสายงานบริหารมาหลายตำแหน่งตั้งแต่ปศุสัตว์จังหวัด เลขานุกากรมปศุสัตว์ ผู้อำนวยการกองและผู้อำนวยการสำนักต่างๆ ในกรมปศุสัตว์ ก่อนจะมาเติบโตในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในตำแหน่งผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระหว่างปี 2556-2558 และได้รับโอกาสไปชิมลางในตำแหน่งรองอธิบดีกรมปศุสัตว์อยู่ระยะหนึ่ง (2558-2559) ก่อนจะย้ายมาเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ เมื่อปลายปี 2559 รับผิดชอบ เขตตรวจราชการที่ 2 จังหวัดชัยนาท ลพบุรี สิงห์บุรี และอ่างทอง และเขตตรวจราชการที่ 18 จังหวัดกำแพงเพชร นครสวรรค์ พิจิตร และอุทัยธานีและกรมปศุสัตว์

นายโอภาสได้รับความไว้วางใจจาก พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เข้ารับไม้ต่อจากนางบริสุทธิ์
เปรมประพันธ์ ที่เกษียณราชการไปเมื่อ 30 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา เพื่อเข้ามาพัฒนาระบบบริหารจัดการด้านการเงินการบัญชีของสหกรณ์และสถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง โปร่งใส ก้าวไกลและพึ่งพาตนเองได้ ยกระดับสหกรณ์และเกษตรกร ให้มีระบบบริหารจัดการด้านการเงินการบัญชีที่มีคุณภาพและน่าเชื่อถือต่อไป นายโอภาสถือว่าเป็นอธิบดีป้ายแดงที่เจ้ากระทรวงเกษตรฯไว้วางใจและผลักดันให้นั่งบริหารกรมสำคัญที่มีบทบาทดูแลสถาบันเกษตรกร และเป็นกำลังหลักในการพัฒนาเกษตรกรไทยให้เป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) มีความรู้ความสามารถด้านการประกอบอาชีพของตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยเน้นการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจในระดับรากหญ้าเพื่อเป็นฐานหลักในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ต่อไป

รายงานพิเศษ : 45 ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/295595

รายงานพิเศษ : 45 ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์

รายงานพิเศษ : 45 ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์

วันพุธ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

1 ตุลาคมของทุกปี ถือเป็นวันสถาปนากรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งปี 2560 นี้ ครบรอบ 45 ปีเต็มแล้ว โดยในปีนี้ได้รับเกียรติจาก พลเอกประสาท สุขเกษตร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมสหกรณ์ ครบรอบ 45 ปี มีกิจกรรม การสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกรมส่งเสริมสหกรณ์ การทำบุญเลี้ยงพระ การอ่านสาร พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และพิธีมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ให้กับข้าราชการของกรมส่งเสริมสหกรณ์ มีคณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานและผู้ปฏิบัติงานในกรมส่งเสริมสหกรณ์ อดีตผู้บริหารกรมส่งเสริมสหกรณ์ และบุคลากรในขบวนการสหกรณ์เข้าร่วมในพิธี โดยมีนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมด้วยนายเชิดชัย พรหมแก้ว นายประยูร อินสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และคณะผู้บริหารกรมฯร่วมให้การต้อนรับ ณ บริเวณลานพระอนุสาวรีย์พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรุงเทพมหานคร