รายงานพิเศษ : เกษตรฯเปิดแปลงเรียนรู้ข้าว‘กข43’ที่อยุธยา หนุนรวมแปลงใหญ่ปลูกข้าวเพื่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/295145

รายงานพิเศษ : เกษตรฯเปิดแปลงเรียนรู้ข้าว‘กข43’ที่อยุธยา หนุนรวมแปลงใหญ่ปลูกข้าวเพื่อสุขภาพ

รายงานพิเศษ : เกษตรฯเปิดแปลงเรียนรู้ข้าว‘กข43’ที่อยุธยา หนุนรวมแปลงใหญ่ปลูกข้าวเพื่อสุขภาพ

วันจันทร์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ชาวนาส่วนใหญ่ทำนาแล้วต้องประสบกับภาวะขาดทุน ได้ข้าวคุณภาพต่ำ พบปัญหาวัชพืช ข้าวพันธุ์ปน โรคและแมลงศัตรูข้าว นก และหนู อีกทั้งผลผลิตยังจำหน่ายได้ในราคาต่ำ ทำให้ต้องเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลเรื่อยมา

นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตระหนักถึงปัญหาของชาวนาจึงมีนโยบายให้ทำโครงการจัดทำแปลงเรียนรู้การทำนาคุณภาพแบบประณีตและประหยัดต้นทุน เพื่อเป็นต้นแบบให้กับชาวนาได้นำวิธีไปปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตของตนเองในการแก้ปัญหาต่างๆ ต่อไป โดยพื้นที่ ต.ข้าวงาม อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ชาวนาส่วนใหญ่ปลูกข้าวเกินปีละ 2 ครั้ง ปลูกต่อเนื่องไม่มีการพักดิน ดินเสื่อมโทรมและมีปัญหาวัชพืชจำนวนมาก เมื่อนำผลผลิตไปขายจึงได้ราคาต่ำเพราะมีสิ่งเจือปนมาก กรมการข้าวจึงได้คัดเลือกพื้นที่ 15 ไร่ มาจัดทำเป็นแปลงเรียนรู้การทำนาคุณภาพแบบประณีตและประหยัดต้นทุน โดยเลือกปลูกข้าวพันธุ์ กข43 ซึ่งเป็นพันธุ์รับรองของกรมการข้าวและมีงานวิจัยรองรับว่าเป็นข้าวที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ เป็นข้าวเพื่อสุขภาพ

แปลงเรียนรู้นี้ นอกจากต้องการให้ชาวนาได้เข้ามาศึกษารูปแบบการทำนาแบบประณีตและประหยัดต้นทุน โดยการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรเข้ามาช่วย เช่น เครื่องหยอดข้าวที่สามารถลดต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ข้าวได้จากเดิมกว่า 50% แล้ว ยังมีการใช้เทคโนโลยีการผลิตข้าวอย่างเหมาะสม ในการจัดการดิน ปุ๋ย การให้น้ำ และการเก็บเกี่ยว ยังถ่ายทอดความรู้เรื่องการรวมกลุ่มกันผลิตในรูปแบบของนาแปลงใหญ่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างความเข้มแข็งและสร้างอำนาจต่อรอง รวมทั้งสามารถเชื่อมโยงการตลาดได้ด้วย

นอกจากนี้ วัตถุประสงค์อีกด้านของการทำแปลงเรียนรู้คือ ต้องการรู้ถึงผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ของข้าวพันธุ์ กข43 ต้องการรู้มูลค่าผลผลิตทั้งหมดที่จะออกมาของข้าว 1 ไร่ ตั้งแต่เป็นข้าวสารรวมถึงการนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ทุกชนิด เพื่อให้ได้มูลค่าที่แท้จริงและราคาที่ควรสะท้อนกลับไปสู่ชาวนาว่าควรจะเป็นเท่าไร ซึ่งแปลงเรียนรู้นี้จะเก็บสถิติข้อมูลทุกอย่างเพื่อเปรียบเทียบต้นทุนและผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ ซึ่งต่อไปจะนำเทคโนโลยีและเครื่องจักรกลที่ทันสมัยยิ่งขึ้นมาใช้ เพื่อทดสอบและติดตามผลว่าการทำนาแบบใดประหยัดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม หากชาวนาที่ต้องการปลูกข้าว กข43 อยากให้รวมกลุ่มกันเป็นแปลงใหญ่ มีคณะกรรมการบริหารจัดการกลุ่ม มีพื้นที่ในเขตภาคกลางยิ่งดีเนื่องจากพื้นที่มีความเหมาะสมและน่าจะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า เพราะข้าวพันธุ์นี้จะไม่ส่งเสริมแบบทั่วไป จะเน้นตลาดเฉพาะผู้สนใจต้องลงทะเบียนยื่นความประสงค์กับกรมการข้าวเท่านั้น ส่วนผู้ประกอบการหรือโรงสีข้าวที่ต้องการนำข้าว กข43 ไปแปรรูปก็สามารถติดต่อได้ที่กรมการข้าวเช่นกัน เพื่อกรมการข้าวจะได้เชื่อมโยงการตลาดจับคู่ธุรกิจให้ระหว่างกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการ ที่สำคัญต้องมีการตรวจรับรองระบบการผลิตตามมาตรฐานแปลง GAP โรงสี GMP เพื่อให้ได้ข้าวสารที่ผ่านการรับรองตราสัญลักษณ์ Q และมี QR code กำกับ เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพตลอดกระบวนการผลิตและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ด้วย

ด้าน นายสุวัฒน์ เจียระคงมั่น รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้าวพันธุ์ กข43 มีลักษณะเด่นที่อายุการเก็บเกี่ยวสั้น 95 วัน ปลูกโดยวิธีหว่านน้ำตม คุณภาพของเมล็ดทางการหุงต้มรับประทานดี ข้าวสุกนุ่ม เหนียว มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ต้านทานปานกลางต่อโรคใบไหม้และเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล พื้นที่แนะนำปลูกควรเป็นพื้นที่นาชลประทาน พื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน และเกษตรกรมีช่วงเวลาในการทำนาน้อยกว่า
พื้นที่ปลูกข้าวอื่นๆ หรือพื้นที่ที่มีปัญหาข้าววัชพืชระบาด ที่สำคัญข้าวพันธุ์ กข43 เป็นข้าวขาวที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ซึ่งกรมการข้าวได้ทำการวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล และได้นำไปให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานรับประทาน พบว่าสามารถรักษาระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงขึ้น ทำให้ผู้ป่วยรับประทานข้าวนุ่มได้อย่างมีความสุขมากขึ้น

สำหรับแปลงเรียนรู้ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ที่กรมการข้าวได้เข้าไปส่งเสริมการปลูกข้าว กข43 ด้วยวิธีประณีต พบว่าเกษตรกรเจ้าของแปลงสามารถลดต้นทุนจากเดิมที่ 4,000-5,000 ลดเหลือ 3,000 กว่าบาท ซึ่งเกิดจากการปลูกข้าวโดยใช้เครื่องหยอดลดต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์จาก 30 กก.ต่อไร่ เหลือ 10 กก.ต่อไร่ สามารถลดต้นทุนส่วนนี้ลงได้ 300-400 บาท ส่วนผลผลิตค่าเฉลี่ย 700-800 กก.ต่อไร่ ทั้งนี้ คาดว่าราคาขายข้าวเปลือกน่าจะอยู่ที่ตันละ 10,000 บาท แปรรูปเป็นข้าวสารเฉลี่ยอยู่ที่ 50-70 บาทต่อกก. ซึ่งเชื่อว่าอนาคตข้าวพันธุ์ กข43
จะเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคที่รักสุขภาพ

รายงานพิเศษ : ชาวสวนมะพร้าวสุราษฎร์ฯ กำจัด‘หนอนหัวดำ’อยู่หมัดด้วยสารเคมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/294318

รายงานพิเศษ : ชาวสวนมะพร้าวสุราษฎร์ฯ กำจัด‘หนอนหัวดำ’อยู่หมัดด้วยสารเคมี

รายงานพิเศษ : ชาวสวนมะพร้าวสุราษฎร์ฯ กำจัด‘หนอนหัวดำ’อยู่หมัดด้วยสารเคมี

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

หนอนหัวดำมะพร้าว ศัตรูตัวร้ายที่สร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวทั่วประเทศ แม้ปัจจุบันสถานการณ์การระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวจะคลี่คลายลงไปแล้ว แต่ก็ยังนิ่งนอนใจไม่ได้ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรยังคงเดินหน้าโครงการป้องกันและกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการระบาดต่อไป

นายปราโมทย์ เข็มขาว ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนด้านอารักขาพืชดินและปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า อยากให้เกษตรกรเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์การระบาดของศัตรูพืชอย่างหนอนหัวดำ ที่ระบาดรุนแรงมากในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ด้วยการสำรวจตรวจสภาพพื้นที่การเกษตรหรือสวนมะพร้าวของตนเองก่อนว่ามีปัญหาแมลงศัตรูพืชหรือไม่ ก่อนที่จะขยายไปยังแปลงอื่นที่อยู่ใกล้เคียงสำหรับการผลิตแตนเบียนก็เพื่อให้มีความพร้อมในการนำไปกำจัดศัตรูพืช ถือเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับทุกคน ส่วนสารเคมีแม้จะเป็นสิ่งที่ทางหน่วยงานราชการไม่แนะนำ เนื่องจากมีเอกชนเข้าไปดำเนินการอยู่แล้ว แต่ต้องยอมรับว่าการกำจัดหนอนหัวดำต้องใช้สารเคมีมาช่วย ซึ่งอยากให้เกษตรกรใช้สารเคมีที่เราแนะนำให้เท่านั้น

นางจุตติมา สอนประสม เกษตรกรผู้ปลูกสวนมะพร้าว อยู่บ้านเลขที่ 41 ม.5 บ้านยาง ต.บางใบไม้ อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี เล่าว่า ครอบครัวปลูกมะพร้าวมาตั้งแต่สมัยตาและยายมีเนื้อที่ปลูกมะพร้าว ประมาณ 80 ไร่ ทำมะพร้าวน้ำหอม ปัจจุบันมีปัญหาหนอนหัวดำและรุนแรงมากขึ้นในแปลงมะพร้าว จึงได้ปรึกษากับเจ้าหน้าที่เกษตรในการแก้ไขปัญหาด้วยการฉีดสารเคมีเข้าไปในต้นมะพร้าวที่มีความสูง 12 เมตร ต้นละ 15 ซีซี และภายในหนึ่งเดือนก็เริ่มเห็นว่าใบมะพร้าวเริ่มเขียว แตกทางใบสภาพเปลี่ยนไปจากเดิมที่มีหนอนหัวดำระบาดรวมทั้งการใช้แตนเบียนเข้าช่วย

อย่างไรก็ตาม ตนจะเฝ้าระวังเพื่อป้องกันการเกิดการระบาดของหนอนหัวดำอย่างใกล้ชิด จะไม่นิ่งนอนใจ แม้จะไม่อยู่ในช่วงระบาด และจะปฏิบัติตามคำแนะนำของทางหน่วยงานราชการอย่างเคร่งครัดต่อไป

จุตติมา สอนประสม

จุตติมา สอนประสม
ปราโมทย์ เข็มขาว
ปราโมทย์ เข็มขาว

รายงานพิเศษ : จับตา..แผนพัฒนาลุ่มน้ำพรมโหด แก้วิกฤติน้ำเขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/294139

รายงานพิเศษ : จับตา..แผนพัฒนาลุ่มน้ำพรมโหด แก้วิกฤติน้ำเขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว

รายงานพิเศษ : จับตา..แผนพัฒนาลุ่มน้ำพรมโหด แก้วิกฤติน้ำเขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว

วันอังคาร ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ซึ่ง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้เห็นชอบกำหนดพื้นที่ที่มีศักยภาพเหมาะสมในการจัดตั้งเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจำนวน 10 จังหวัด โดย 1 ใน 10 จังหวัดที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษก็คือ จังหวัดสระแก้ว

รัฐบาลมุ่งหวังให้ เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว ซึ่งมีพื้นที่ครอบคลุมอำเภออรัญประเทศ และอำเภอวัฒนานคร จำนวน 207,500 ไร่ เป็นประตูสู่ประชาคมอาเซียน เพื่อจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ กระจายความเจริญสู่ภูมิภาค ลดความเหลื่อมล้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และส่งเสริมความมั่นคงของประเทศได้ โดยจะให้ความสำคัญกับ อุตสาหกรรมเกษตร อุตสาหกรรมแปรรูปทางการเกษตร เครื่องมือเกษตร อาหาร พลาสติก และโลจิสติกส์ ตลอดอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวเนืื่องเป็นหลัก

อย่างไรก็ตามหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษประสบผลสำเร็จ โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเกี่ยวกับการเกษตร คือ “น้ำ” ต้องมีอย่างพอเพียง และจะต้องไม่ประสบภัยจากน้ำ

กรมชลประทาน จึงได้จัดทำแผนหลักการพัฒนาแหล่งน้ำในลุ่มน้ำห้วยพรมโหดและพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว เพื่อรองรับการจัดตั้ง “เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว” ดังกล่าวขึ้นมา

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ในการศึกษาแผนหลักการพัฒนาแหล่งน้ำดังกล่าว พบว่า หากต้องการให้น้ำมีเพียงพอรองรับเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว และสามารถแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และปัญหาอุทกภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน จะต้องดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำให้เต็มศักยภาพทั้งการสร้างแหล่งเก็บกักน้ำแห่งใหม่ การปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำเดิม การก่อสร้างอาคารควบคุมบังคับน้ำ ระบบกระจายน้ำ รวมถึงการผันน้ำมาจากลุ่มน้ำข้างเคียง และที่สำคัญจะต้องมีการกำหนดเป้าหมายปริมาณการจัดสรรน้ำแต่ละโครงการไว้อย่างชัดเจน เพื่อการเกษตรหรือการอุตสาหกรรมและอุปโภคบริโภค หรือเพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัย

สำหรับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่ได้การศึกษาไว้มีโครงการสำคัญๆ 18 โครงการ จะสามารถกักเก็บน้ำได้เพิ่มขึ้นอีก 62 ล้าน ลบ.ม. และยังมีปริมาณน้ำที่ผันจากพื้นที่ลุ่มน้ำใกล้เคียงอีกประมาณ 35 ล้าน ลบ.ม./ปี มีพื้นที่รับประโยชน์ด้านการเกษตรรวม 68,500 ไร่ โดยแยกเป็นโครงการจัดหาน้ำเพื่ออุตสาหกรรมและอุปโภคบริโภคในเขตเศรษฐกิจพิเศษ 2 โครงการ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างคือ โครงการเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำคลองพระปรง ซึ่งจะได้น้ำใช้การเพิ่มขึ้น 10 ล้าน ลบ.ม. ต่อปี โดยกรมชลประทานดำเนินการก่อสร้าง และโครงการวางท่อผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองพระปรงสู่พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ โดยการประปาส่วนภูมิภาคเป็นผู้ก่อสร้าง

นอกจากนี้ยังมีโครงการเพื่อบรรเทาอุทกภัยพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ 3 โครงการ ได้แก่ คลองผันน้ำหลากอ้อมเมืองอรัญประเทศ โครงการประตูระบายน้ำพร้อมสถานีสูบน้ำปลายคลองพรมโหด และโครงการพนังกั้นน้ำคลองพรมโหด ส่วนที่เหลือ 13 โครงการ เป็นการจัดหาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรสำหรับพื้นที่บริเวณใกล้เคียงเขตเศรษฐกิจพิเศษ รองรับการเจริญเติบโตเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิต แยกเป็นโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 8 แห่ง ก่อสร้างฝาย 2 แห่ง เพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำเดิม 1 แห่ง และขุดลอกอ่างเก็บน้ำ 2 แห่ง โดยมีโครงการที่พร้อมจะดำเนินการได้ทันที 1 แห่ง คือโครงการอ่างเก็บน้ำแซร์ออ อำเภอวัฒนานคร ความจุ 2.34 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งกรมชลประทานมีแผนก่อสร้างในปี พ.ศ.2561

ในส่วนของโครงการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและจัดหาน้ำพื้นที่เกษตร ประกอบด้วย โครงการประตูระบายน้ำบ้านคลองยาง ตำบลผักขะ อำเภอวัฒนานคร จะสามารถกักเก็บน้ำในลำน้ำได้ 629,000 ลบ.ม. โครงการอ่างเก็บน้ำบ้านหนองบัวเหนือ ปัจจุบันเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กของกรมชลประทานตั้งอยู่ที่ ตำบลหันทราย อำเภออรัญประเทศ มีความจุประมาณ 400,000 ลบ.ม. จะพัฒนาให้เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลางให้สามารถเก็บกักน้ำได้ 7.65 ล้าน ลบ.ม. โดยการจัดซื้อที่ดินหน้าอ่างฯประมาณ 1,000 ไร่ ขุดเป็นสระขนาดใหญ่ความลึกประมาณ 5 เมตร พร้อมทั้งปรับปรุงทางระบายน้ำล้นเดิม(spillway) ให้เป็นอาคารระบายน้ำล้นแบบประตูระบายน้ำ โดยจะดำเนินการพร้อมกันกับโครงการอ่างเก็บน้ำบ้านหนองบัวเหนือ เนื่องจากรอยู่ในลุ่มน้ำเดียวกันคือ ลุ่มน้ำพรมโหด สามารถบริหารจัดการน้ำร่วมกันได้

นอกจากนั้นยังมีโครงการเป็นโครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัยพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ ประกอบด้วย โครงการคลองผันน้ำเลี่ยงเมืองอรัญประเทศ และ โครงการประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำปลายห้วยพรมโหด พร้อมพนังป้องกันน้ำท่วม โดยทั้งสองโครงการจะช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ตอนล่างของลุ่มน้ำห้วยพรมโหด โดยเฉพาะบริเวณชุมชนเมืองอรัญประเทศ และย่านการค้าชายแดนได้อย่างมีนัยสำคัญ

นายสุทธิ คำมุงคุณ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 11 บ้านคลองยาง ตำบลผักขะ อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว กล่าวว่า คลองพรมโหดเป็นคลองที่ชาวบ้าน 2 หมู่บ้านใช้น้ำเพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภค แต่ที่ผ่านเรามีปัญหาเรื่องน้ำโดยตลอด บางปีตกชุกน้ำเยอะมากทำให้อาคารบริเวณนี้เสียหายไม่สามารถเก็บกักน้ำไว้ได้ พอถึงฤดูแล้งน้ำก็จะขาดแคลน กรมชลประทานเข้ามาศึกษาก็มีความหวัง และเชื่อมั่นว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำได้ อยากเห็นภาพในวันนั้นที่ชาวบ้านจะได้ใช้น้ำได้อย่างเต็มที่ได้ตลอดไป

นายวัลลภ วรนาม ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองบัว ซึ่งเป็นผู้นำชุมชนและอยู่ในพื้นที่มานานแล้ว กล่าวว่า ในเบื้องต้นหากการพัฒนาจะทำให้คนในชุมชนดีขึ้นก็เห็นด้วยในหลักการ แต่ต้องมาพิจารณารายละเอียดของโครงการอีกครั้งว่าจะมีผลกระทบและจะมีแนวทางในการดูแลชาวบ้านที่มีการถือครองที่ดินจำกัดอย่างไร เพื่อให้ทุกภาคส่วนการใช้น้ำจะได้รับประโยชน์จากการพัฒนาอย่างแท้จริง

“กรมชลประทานมั่นใจว่า หากแผนการพัฒนาแหล่งน้ำสามารถดำเนินการได้ทุกโครงการ ไม่ใช่แค่ เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว เท่านั้นที่จะมีน้ำอย่างพอเพียง แต่พื้นที่เกษตรกรรมที่อยู่ข้างเคียงก็จะมีน้ำความอุดมสมบูรณ์ ปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม จะเกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวในตอนท้าย

รายงานพิเศษ : กลุ่มเกษตรกรทำสวนป่าคลอก‘ภูเก็ต’ สร้างภูมิคุ้มกันให้สมาชิก ด้วยวิธีสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/293943

รายงานพิเศษ : กลุ่มเกษตรกรทำสวนป่าคลอก‘ภูเก็ต’ สร้างภูมิคุ้มกันให้สมาชิก ด้วยวิธีสหกรณ์

รายงานพิเศษ : กลุ่มเกษตรกรทำสวนป่าคลอก‘ภูเก็ต’ สร้างภูมิคุ้มกันให้สมาชิก ด้วยวิธีสหกรณ์

วันจันทร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าพื้นที่ภาคใต้ส่วนใหญ่จะปลูกยางพารา แต่สำหรับพื้นที่ ต.ปากคลอก อ.ถลาง จ.ภูเก็ต นอกจากจะปลูกยางพาราแล้ว ยังมีการรวมกลุ่มของเกษตรกร เพื่อสร้างความเข้มแข็ง โดยการนำเอาระบบสหกรณ์มา
บริการจัดการกลุ่ม และที่สำคัญยังมีการส่งเสริม ให้ปลูกพืชอื่นหมุนเวียน แทนที่จะรอแต่รายได้ในการกรีดยางเพียงอย่างเดียว ทำให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีรายได้ที่มั่นคง

นายวันทา ภุมรารสสุคนธ์ ประธานกลุ่มเกษตรกรทำสวนป่าคลอก กล่าวว่า การรวมกลุ่มด้วยวิธีสหกรณ์ เป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยไม่หวังผลกำไร เพื่อประโยชน์ของสมาชิกเป็นสำคัญ ให้สมาชิกมีความมั่นคงและอยู่ได้อย่างมีความสุข ยึดหลักความซื่อสัตย์ เสียสละ มีคุณธรรม โปร่งใส ซึ่งกลุ่มเกษตรกรทำสวนป่าคลอกสนับสนุนให้สมาชิกทำการเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกพืชผักสวนครัว ที่ให้ผลผลิตระยะสั้นเพื่อดำรงชีพ และระหว่างการรอผลผลิตจากยางพารา หรือแม้แต่ในช่วงราคายางพาราตกต่ำ สมาชิกก็จะมีรายได้จุนเจือครอบครัวตลอด

นอกจากนี้ ทางกลุ่มฯยังได้มีการจัดตั้งกลุ่มย่อยตามความต้องการของสมาชิก เป็นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร โดย
กลุ่มฯได้สนับสนุนงบประมาณและวัสดุอุปกรณ์ องค์ความรู้ เพื่อให้สมาชิกมีรายได้เสริม ส่งเสริมให้ปลูกผักสวนครัวปลอดสารพิษไว้บริโภคและจำหน่าย อีกทั้งยังให้สมาชิกที่ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง ได้ใช้ที่ดินโดยรอบที่ทำการกลุ่มในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้อีกด้วย

ด้าน นายชะลอ การะเกด สมาชิกกลุ่มเกษตรกรทำสวนป่าคลอก กล่าวว่า เดิมตนประกอบอาชีพประมงชายฝั่ง ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง ต้องการมีอาชีพเสริม จึงได้ขอใช้พื้นที่กลุ่มเกษตรกรเพื่อปลูกผัก ทำให้สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ มีรายได้มากขึ้น จากคนที่ไม่มีพื้นที่ใช้ประกอบการปลูกผัก ทำการเกษตร ใช้ความพยายามศึกษาเรียนรู้ และลงมือทำ จนฐานะครอบครัวมั่นคงขึ้น สามารถสร้างบ้าน มีพื้นที่เป็นของตัวเอง ยกระดับของครอบครัวได้ ที่สำคัญตนได้นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ เป็นการช่วยสร้างตั้งแต่ภูมิคุ้มกัน มีการให้ มีการแบ่งปัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทำให้มีความสุขอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ นอกเหนือจากการสร้างภูมิคุ้มกันเรื่องของรายได้ จากการทำเกษตรผสมผสาน มีตลาดจำหน่ายสินค้า กลุ่มเกษตรกรทำสวนป่าคลอกยังได้พัฒนากลุ่มในเรื่องคุณภาพยาง การคัดเกรดยาง ให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง จนกระทั่งเป็นตลาดกลางยางพารา นับว่าเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ช่วยเหลือสมาชิก ไม่ให้มีความเสี่ยงในเรื่องของราคารับซื้อยาง และขายยางพาราได้ราคาที่เป็นธรรม เมื่อสมาชิกมั่นคง กลุ่มก็เข้มแข็งและมั่นคงตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดวิกฤติราคา ผลผลิตการเกษตรตกต่ำ การรวมกลุ่มกันของเกษตรกรเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาในด้านการบริหารจัดการด้านต่างๆ ของเกษตรกรได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการนำหลักการ และวิธีการสหกรณ์มาบริหารจัดการ เป็นการช่วยแก้ปัญหาให้พ้นวิกฤตินั้นๆ ได้อย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : การพัฒนาศักยภาพผลิตลองกองคุณภาพ ของสหกรณ์ในจังหวัดยะลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/293021

รายงานพิเศษ : การพัฒนาศักยภาพผลิตลองกองคุณภาพ ของสหกรณ์ในจังหวัดยะลา

รายงานพิเศษ : การพัฒนาศักยภาพผลิตลองกองคุณภาพ ของสหกรณ์ในจังหวัดยะลา

วันพุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จากปัญหาเกษตรกรทำสวนลองกองในพื้นที่จังหวัดยะลา ที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนอันเนื่องมาจากราคาผลผลิตตกต่ำ ที่ผ่านมาหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ และเอกชนของจังหวัดยะลา ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรการให้ความช่วยเหลือในการแก้ปัญหา ซึ่งจำเป็นต้องสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับเกษตรกรในการจัดการพื้นที่การผลิตอย่างเป็นรูปธรรม และเข้าถึงตัวเกษตรกร โดยได้วางแนวคิดการพัฒนาและสร้างเกษตรกรต้นแบบให้เป็นฐานการผลิตลองกองอย่างมีคุณภาพ (Premium) พัฒนาศักยภาพการผลิตให้สามารถเข้าสู่ระบบตลาด Modern Trade ซึ่งจะเป็นการสร้างมูลค่าสินค้าเกษตร อีกทั้งส่งเสริมสถาบันเกษตรกรในพื้นที่ ให้สามารถทำหน้าที่สนับสนุนและเชื่อมโยงผลผลิตของเกษตรกรที่เป็นผู้ผลิต หรือกลุ่มเกษตรกรไปสู่ตลาดผู้บริโภคปลายทางโดยเฉพาะตลาดผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูง อย่างเช่นตลาด Modern Trade เป็นต้น

นายชาตรี เกตุเรน สหกรณ์จังหวัดยะลา เปิดเผยว่า จากปัญหาดังกล่าว สำนักงานสหกรณ์จังหวัดยะลา จึงได้ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรยะลา โดยมีการบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการเกษตร จัดทำโครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตลองกองคุณภาพ (PREMIUM) ในกลุ่มสมาชิกสหกรณ์ สกต.ยะลา จำกัด โดยในปี พ.ศ.2558 ได้มีการนำร่องจัดทำแปลงต้นแบบ ลองกองพรีเมียม ในพื้นที่บ้านป่าหวัง ตำบลบันนังสตา อำเภอบันนังสตา และบ้านลือมุ อำเภอกรงปินัง จังหวัดยะลา มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการ 49 ราย พื้นที่ดำเนินงาน 120 ไร่เศษ ในการดำเนินการได้มีการบูรณาการทุกส่วนงานที่เกี่ยวข้องนับตั้งแต่การรวมกลุ่มสมาชิก การประชุมกลุ่ม การเตรียมการ การฝึกอบรมเกษตรกรเป้าหมายด้านการเกษตรควบคู่กับการใช้ภูมิปัญญา และมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ในการดำเนินงานส่วนใหญ่ได้รับเงินงบประมาณจาก ธ.ก.ส.ยะลา และสำนักงานสหกรณ์จังหวัดยะลา เป้าหมายผลผลิตลองกองคุณภาพ ประมาณ 500 ตัน

ปี พ.ศ. 2559 ได้ขยายผลการดำเนินงานภายใต้โครงการลองกองพรีเมียม โดยขยายเครือข่ายผู้ผลิตลองกองคุณภาพ (PREMIUM) อีก 200 ครอบครัว พื้นที่ดำเนินงาน 650 ไร่ ขยายแปลงต้นแบบในพื้นที่อำเภอรามัน และอำเภอธารโต โดยได้รับเงินสนับสนุนจาก ธ.ก.ส.ยะลา เพื่อจัดอบรมเกษตรกรเป้าหมายอย่างต่อเนื่องและมีการพัฒนาศักยภาพของผู้นำสหกรณ์ในด้านการผลิตและการตลาด ไปศึกษาดูงานด้านการผลิตและด้านการตลาดในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี, จังหวัดตราด, นครศรีธรรมราช และจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นต้น เป้าหมายผลผลิต ประมาณ 700 ตัน และในปี 2560 ได้กำหนดแผนการขยายเครือข่ายการผลิตลองกองพรีเมียม เพื่อพัฒนาเกษตรกรผู้ผลิตลองกองและได้จัดทำโครงการพัฒนาทายาทเกษตรกร ภายใต้แนวคิด จากรุ่นสู่รุ่น ภายใต้ความร่วมมือด้านวิชาการ จากศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ ที่ 18 สำหรับการขยายพื้นที่แปลงต้นแบบลองกองพรีเมียมในปี 2560 อีกจำนวน 600 พื้นที่ดำเนินการประมาณ 1,950 อำเภอบันนังสะตา ให้ศูนย์คัดแยกบ้านป่าหวัง ของ สกต. ยะลา เป็นเจ้าภาพ มีเป้าหมาย 200 ครอบครัว อำเภอรามัน กำหนดให้ สหกรณ์อิสลามซอฮาบะห์ จำกัด เป็นเจ้าภาพ เป้าหมาย 100 ครอบครัว อำเภอยะหา ให้สหกรณ์การเกษตรยะหา จำกัด เป็นเจ้าภาพ เป้าหมาย 100 ครอบครัว อำเภอกรงปินัง ให้สหกรณ์ผู้เลี้ยงสัตว์กรงปินัง จำกัด เป็นเจ้าภาพ เป้าหมาย 100 ครอบครัว และอำเภอกาบัง ให้วิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกไม้ผลกาบัง เป็นเจ้าภาพ มีเป้าหมาย 100 ครอบครัว

สำหรับการตลาดและช่องทางจำหน่าย สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.ยะลา จำกัด ได้จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ การปล่อยคาราวานลองกองเพื่อมาจำหน่ายในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยรวบรวมลองกองจากเกษตรกรส่งให้ห้างสรรพสินค้า
ประกอบด้วย ห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัส จำกัด ห้างสรรพสินค้าท็อปส์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต ส่งให้กับไปรษณีย์ไทย จำกัด ผ่านช่องทางอร่อยทั่วไทย คอลล์เซ็นเตอร์ 1545 ปล่อยขบวนคาราวานลองกอง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าสู่ กทม. เพื่อจำหน่ายที่สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 และกระจายลองกองผ่าน สกต.ทั่วประเทศ เปิดจุดจำหน่ายในหัวเมืองหลักเช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น นครราชสีมา พระนครศรีอยุธยา ราชบุรี ตามโครงการเพื่อนช่วยเพื่อน คาดว่าจะช่วยทำให้เกษตรกร และชุมชนมีความเข้มแข็งจากการได้เรียนรู้การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการระบบตลาดของลองกอง อย่างครบวงจร ซึ่งผลของการดำเนินการจะทำให้เกิดการส่งเสริมความเข้มแข็งของกลไกการเชื่อมโยงการผลิต และการตลาดลองกอง ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และสามารถสร้างรายได้ในส่วนมูลค่าเพิ่มให้แก่เกษตรกรลูกค้า กลุ่มวิสาหกิจ ชุมชนผู้ปลูกลองกองอย่างมั่นคง และยั่งยืนต่อไป

นอกจากนี้ ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรยะลา จำกัด ยังได้จัดจำหน่ายโดยมุ่งเน้นกระจายลองกองจากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคโดยตรง ผ่านเครือข่ายศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ทั่วประเทศ และเครือข่ายสหกรณ์ทุกภูมิภาค มีการซื้อขายทั้งรูปแบบปกติทั่วไป และการแลกเปลี่ยนสินค้า เช่น ในภาคอีสาน มีการแลกเปลี่ยนกับข้าวสารหอมมะลิ มาจำหน่ายในพื้นที่เป็นต้น สำหรับปี 2560 สหกรณ์ไม่ได้รวบรวมผลผลิตลองกอง เนื่องจากผลกระทบจากปริมาณน้ำฝนมากเกินความจำเป็น ส่งผลให้ผลไม้ทุกชนิดในจังหวัดยะลา เช่น ทุเรียน ลองกอง มีผลผลิตเพียงเล็กน้อย

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรคอนสาร ส่งเสริมสมาชิกทำการเกษตรตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/292806

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรคอนสาร ส่งเสริมสมาชิกทำการเกษตรตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรคอนสาร ส่งเสริมสมาชิกทำการเกษตรตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่

วันอังคาร ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตามที่ ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา ได้จัดโครงการสร้างผู้นำสหกรณ์ต้นแบบสู่ Young Smart Cooperative Directors เพื่อให้ความรู้กับให้แก่บุคลากรสหกรณ์ในเขตภาคอีสานตอนใต้ที่เป็นผู้ที่ทำการเกษตรตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่ และมีความพร้อมสามารถเป็นผู้ถ่ายทอดขยายผลความสำเร็จสู่สมาชิกสหกรณ์รายอื่นได้นั้น หลายสหกรณ์ได้นำองค์ความรู้ไปส่งเสริมให้สมาชิกนำไปปฏิบัติ ทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิต ลดค่าใช้จ่ายประจำวัน และมีรายได้จากการทำเกษตรหมุนเวียนในทุกวัน

นายกัณวีย์ บุญญพันธุ์ ผู้อำนวยศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ภายหลังจากการอบรม คณะของศูนย์ ได้ลงพื้นที่ออกติดตามการขยายผลการอบรม ในเขตจังหวัดชัยภูมิ ระหว่างวันที่ 12-14 กันยายน 2560 ซึ่งมีตัวแทนที่เข้าร่วมโครงการ จากสหกรณ์การเกษตรคอนสาร จำกัด อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ จำนวน 5 ราย ได้แก่ นางอัมพร เดชพรม ผู้จัดการสหกรณ์ นางดารัตน์ หาญปี ผู้ช่วยผู้จัดการ นายเทียน เดชวิจารย์ สมาชิก นายปกรณ์ เหล่าภักดี สมาชิก และนางสาววรรณิษา เหลาแพง สมาชิก ซึ่งจากการติดตามผลการดำเนินการ พบว่าสหกรณ์การเกษตรคอนสาร จำกัด ให้เห็นถึงความสำคัญ ของการทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยสนับสนุนให้มีการขยายผลการทำการเกษตรแบบทฤษฎีใหม่ โดยให้สมาชิกที่ผ่านการอบรมเป็นแปลงสาธิตเข้ารับอบรมนำความรู้จากอบรมบวกกับองค์ความรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง ไปถ่ายทอดผ่านกิจกรรมสู่สมาชิกรายอื่นๆ เพื่อลดต้นทุนการผลิต ได้แก่ การทำปุ๋ยชีวภาพ และปุ๋ยหมักใช้เอง ด้านการลดการใช้แรงงานในการทำเกษตรและเพิ่มผลผลิต ได้แก่ การใช้รถดำนาแทนแรงงานคน การเพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวในกระบะเพาะกล้า ด้านการเพิ่มรายได้ ได้แก่ การปลูกพืชหมุนเวียนในนาข้าว การปลูกพืชหลากหลายชนิด การแบ่งพื้นที่เพาะปลูกและขุดสระเลี้ยงปลา การขยายกิ่งพันธุ์ไม้ผล และการแปรรูปผลผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่า และจากการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิต ลดค่าใช้จ่ายประจำวัน และมีรายได้จากการทำเกษตรหมุนเวียนในทุกวัน ซึ่งจากการดำเนินการดังกล่าวทำให้จำนวนสมาชิกสหกรณ์การเกษตรคอนสาร จำกัด ที่เข้าร่วมโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ จากจำนวน 25 ราย ได้ขยายผลไปเป็นจำนวน 50 ราย และจะดำเนินการต่อไปอย่างต่อเนื่อง

“นอกจากนี้ สหกรณ์การเกษตรคอนสาร จำกัด ยังมีบทบาทในการการส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ หันมาปรับพื้นที่มาทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งแต่เดิม เกษตรกรนิยมปลูกพืชเชิงเดี่ยว ได้แก่ การทำนา สวนยาง และปลูกอ้อย เปลี่ยนมาแบ่งพื้นที่ขุดสระเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ ปลูกพืชให้หลากหลายมากขึ้น โดยสหกรณ์ได้จัดให้มีแปลงสาธิตไว้ที่สหกรณ์ เพื่อถ่ายทอดแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่และการทำเกษตรแบบอินทรีย์ สู่สมาชิกสหกรณ์ และเกษตรกรในชุมชนที่สนใจ และสหกรณ์ยังให้การสนับสนุนจัดหาปัจจัยการผลิตและหาตลาดรับซื้อผลผลิตให้กับสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่อีกด้วย”นายกัณวีย์ กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : สหกรณ์กองทุนสวนยางในเขตปฏิรูปที่ดินชากังราว จำกัด ยืนหยัดอยู่ได้ด้วยระบบสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/292639

รายงานพิเศษ : สหกรณ์กองทุนสวนยางในเขตปฏิรูปที่ดินชากังราว จำกัด ยืนหยัดอยู่ได้ด้วยระบบสหกรณ์

รายงานพิเศษ : สหกรณ์กองทุนสวนยางในเขตปฏิรูปที่ดินชากังราว จำกัด ยืนหยัดอยู่ได้ด้วยระบบสหกรณ์

วันจันทร์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ถึงแม้ว่าในสภาวะปัจจุบัน ราคายางพาราจะไม่ได้สดใสเหมือนในอดีตแต่ด้วยการรวมกลุ่มกันเป็นสหกรณ์ เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับสมาชิกได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังสามารถทำให้สมาชิกมีอาชีพเสริมเพิ่มรายได้นอกเหนือจากการทำสวนยางพาราเพียงอย่างเดียว

สหกรณ์กองทุนสวนยางในเขตปฏิรูปที่ดินชากังราว จำกัด จังหวัดกำแพงเพชร เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ที่ช่วยนำพาสมาชิกให้สามารถข้ามพ้นวิกฤติราคายางพาราตกต่ำไปได้ อีกทั้งยังเป็น 1 ใน 7 สหกรณ์ที่รับคัดเลือกให้เป็นสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ในปี 2560 โดยสหกรณ์มีการมุ่งเน้นในเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตยางพาราของสมาชิกสหกรณ์ เพื่อให้มีความยั่งยืน มีผลผลิตที่ดี และการมีส่วนร่วมของสมาชิก ทำให้การดำเนินการของสหกรณ์ดำเนินการไปได้ด้วยดี

สำหรับการก่อตั้งสหกรณ์กองทุนสวนยางในเขตปฏิรูปที่ดินชากังราว จำกัด นั้น เกิดจาการรวมตัวกันของเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ใน อ.คลองลาน อ.ขาณุวรลักษบุรี อ.ปางศิลาทอง และ อ.คลองขลุง จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2553 ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 356 ราย สหกรณ์ฯ มุ่งดำเนินธุรกิจเพื่อแก้ปัญหาและตอบสนองความต้องการของสมาชิกเป็นสำคัญ มีการดำเนินธุรกิจที่หลากหลาย ทั้งธุรกิจสินเชื่อสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้แก่สมาชิก ธุรกิจรวบรวมผลผลิต ทั้งน้ำยางสด ยางก้อนถ้วย ยางแผ่น และธุรกิจรับฝากเงิน เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์ ได้มีเงินออมไว้ใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากสมาชิกอย่างดี

การเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของสมาชิก เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้สหกรณ์แห่งนี้ประสบความสำเร็จ รวมทั้งยังได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจาก กรมส่งเสริมสหกรณ์ และการยางแห่งประเทศไทย ที่เข้ามาดูแลเป็นพี่เลี้ยงให้แก่สมาชิกสหกรณ์ ให้คำปรึกษา สมาชิกมีส่วนร่วมกันคิด ร่วมกันแก้ปัญหา โดยมีคณะกรรมการเข้ามาร่วมให้ข้อมูลและคำแนะนำในการตัดสินใจ

นางพรทิพย์ สาลิกา สมาชิกสหกรณ์กองทุนสวนยางในเขตปฏิรูปที่ดินชากังราว จำกัด เล่าว่า ก่อนที่จะมาเป็นสมาชิกสหกรณ์นั้น หาตลาดขายยางพารายากมาก และขายไม่ได้ราคา แต่หลังจากเข้ามาเป็นสมาชิกสหกรณ์ นอกจากขายได้ราคาดีขึ้นแล้วยังได้เงินปันผลทุกปี ได้เงินเฉลี่ยคืนตามปริมาณที่ขาย ยิ่งขายมากยิ่งได้มาก ทำให้ปัจจุบันสามารถลืมตาอ้าปากได้ มีกิน มีใช้

การขายยางพาราของสมาชิกสหกรณ์กองทุนสวนยางในเขตปฏิรูปที่ดินชากังราว จำกัด นั้นใช้วิธีรวมซื้อรวมขาย โดยทุกวันพุธ สหกรณ์จะเปิดตลาดนัดเพื่อให้พ่อค้ายางพาราเข้ามาประมูลราคายางพารา ซึ่งทำให้สมาชิกขายยางพาราได้ในราคาที่สูงและเป็นธรรม

ปัจจุบันสมาชิกสหกรณ์กองทุนสวนยางในเขตปฏิรูปที่ดินชากังราว จำกัด มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิมมาก สามารถที่จะใช้ชีวิตได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง คุณภาพชีวิตที่ดีของสมาชิกสหกรณ์ เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่สหกรณ์กองทุนสวนยางในเขตปฏิรูปที่ดินชากังราว จำกัด จังหวัดกำแพงเพชร ได้รับรางวัลสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ปี 2560 และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตของพี่น้องสมาชิกอย่างต่อเนื่อง สหกรณ์จึงมีเป้าหมายที่จะแปรรูป เพิ่มมูลค่ายางพารา พร้อมทั้งพัฒนาคุณภาพให้เป็นไปตามมาตรฐานและเป็นการขยายตลาดให้กับสมาชิกสหกรณ์อีกทางหนึ่งด้วย เพื่อสมาชิกจะสามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จมีอยู่มีกินได้ในอนาคต

รายงานพิเศษ : พลิกฟื้นชีวิตเกษตรกรบ้านนอแลด้วยการพัฒนาที่ดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/292165

รายงานพิเศษ : พลิกฟื้นชีวิตเกษตรกรบ้านนอแลด้วยการพัฒนาที่ดิน

รายงานพิเศษ : พลิกฟื้นชีวิตเกษตรกรบ้านนอแลด้วยการพัฒนาที่ดิน

วันศุกร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้จัดงานสัมมนาวิชาการประจำปี พร้อมจัดพิธีมอบรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี พ.ศ.2560 ให้แก่ส่วนราชการที่ได้รับรางวัล จำนวน 3 ประเภทสาขา ได้แก่ สาขาบริการภาครัฐ สาขาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ และสาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินได้รับรางวัลบริหารภาครัฐแห่งชาติ สาขาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ รางวัลการพัฒนาการบริหาร ระดับดี “ผลงาน : การพัฒนาที่ดินบนพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน หมู่บ้านนอแล ตำบลม่อนปิ่น อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ โดยศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวง สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 6”

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า จากสภาพพื้นที่ทำการเกษตรของบ้านนอแล ต.ม่อนปิ่น อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ที่มีความลาดชันค่อนข้างสูง ทำให้เกิดปัญหาต่างๆมากมาย เนื่องจากการทำเกษตรกรรมขาดระบบการจัดการที่ดี มีการบุกรุกทำลายป่าไม้เพื่อใช้เป็นพื้นที่การเกษตร โดยการหมุนเวียนเปลี่ยนพื้นที่เพื่อทำการเพาะปลูกไปเรื่อยๆ ก่อให้เกิดการชะล้างพังทลายของหน้าดิน เกิดการสูญเสียของชั้นดินที่มีธาตุอาหารพืช ทำให้ทรัพยากรดินเสื่อมโทรม ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง

สำหรับการแก้ปัญหาในเบื้องต้น ศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินฯ ได้เข้าไปดำเนินการสำรวจสภาพการใช้ดินเดิม มีการเก็บตัวอย่างดินเพื่อวิเคราะห์ธาตุอาหาร การจัดฝึกอบรมเกษตรกรให้เข้าใจในมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำ ทั้งในด้านการใช้ประโยชน์ที่ดิน การป้องกันการพังทลายของดิน การดูแลรักษาระบบอนุรักษ์ดินและน้ำและการปรับปรุงบำรุงดินด้วยอินทรียวัตถุ เช่น การปลูกแฝกเสริมขอบของขั้นบันได เพื่อป้องกันดินทรุดตัว การใช้ใบหญ้าแฝกคลุมดินเพื่อรักษาความชื้น สนับสนุนการปรับปรุงดินด้วยพืชตระกูลถั่ว (ถั่วพุ่มดำ) เพื่อเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุและธาตุอาหาร ปรับสภาพดินกรดด้วยปูนโดโลไมท์ ส่งเสริมการผลิตและการใช้ปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ และสารอินทรีย์ชีวภาพอื่น ๆ โดยใช้จุลินทรีย์สารเร่งพด. ในกระบวนการผลิต โดยปัจจุบันมีศูนย์เรียนรู้ของกรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งเป็นอาคารเพื่อผลิตปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ การสนับสนุนถังหมักและกากน้ำตาลเพื่อใช้ในการผลิต รวมถึงการแบ่งกลุ่มเกษตรกรมีจำนวน 24 กลุ่ม เพื่อผลิตปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ พด. 2 สารไล่แมลง พด. 7 โดยใช้เศษวัสดุจากในแปลงมาผลิต จากการเข้าดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 จนถึงปัจจุบันพื้นที่ที่ปรับสภาพดินมีค่า pH สูงขึ้น ปริมาณอินทรียวัตถุสูงขึ้น เกษตรกรทำกินในพื้นที่เดิมมีรายรับจากการจำหน่ายผลผลิตมากขึ้น สภาพความเป็นอยู่ดีขึ้น มีรายรับเฉลี่ย 68,000 บาทต่อปี ปัญหายาเสพติดลดลง และเป็นจุดเรียนรู้ที่ให้บุคลากรภายนอกทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้ามาศึกษาดูงานทุกปี

นับเป็นความสำเร็จของการพัฒนาพื้นที่บ้านนอแล จากอดีตมาสู่ปัจจุบัน ทำให้มีการผลิตพืชได้ตลอดปี โดยใช้พื้นที่ไม่มาก มีการแก้ไขปัญหาแบบครบวงจรและมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

รายงานพิเศษ : ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์บ้านปาเต๊ะเหนือ ร่วมโครงการ‘9101’ส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/291947

รายงานพิเศษ : ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์บ้านปาเต๊ะเหนือ ร่วมโครงการ‘9101’ส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์

รายงานพิเศษ : ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์บ้านปาเต๊ะเหนือ ร่วมโครงการ‘9101’ส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน เป็นโครงการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ กรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานหนึ่งในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้ดำเนินการในส่วนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์และการปรับปรุงดิน เพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกรและชุมชน ด้วยการนำหลักการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานไว้มาเป็นต้นแบบดำเนินการ โดยให้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 ศูนย์ เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาภาคการเกษตรของชุมชนได้มีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน

มงคล ทองจิบ

นายมงคล ทองจิบ ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินสตูล กล่าวว่า ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์จังหวัดสตูล สาขาย่อยบ้านปาเต๊ะเหนือ บ.ปาเต๊ะเหนือ ม.6 ต.เจ๊ะบิลัง อ.เมือง จ.สตูล ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2558 จนกระทั่งปี 2560 เป็นโครงการที่ต่อเนื่อง ซึ่งทางหน่วยงานราชการให้ความเชื่อถือกับธนาคารปุ๋ยอินทรีย์แห่งนี้ ในเรื่องของกระบวนการผลิต และกลุ่มเกษตรกรในชุมชนของ บ.ปาเต๊ะเหนือ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 45 ชุมชนของโครงการ 9101 ที่ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งเป็นสูตรมาตรฐานของกรมพัฒนาที่ดิน โดยได้งบประมาณ จำนวน 5 ล้านบาท ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ จำนวน 600 ตัน ซึ่งจะเป็นค่าแรงครึ่งหนึ่ง ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ โดยจะจ้างเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร หรือที่เรียกว่าเกษตรกรป้ายเขียว เงินจึงถูกแบ่งครึ่งหนึ่งตามนโยบายของรัฐบาล ในส่วนของปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตทั้งหมด 600 ตัน ทางประธานกลุ่ม และคณะกรรมการก็จะดำเนินการต่อยอดโดยการขายให้แก่สมาชิก และหน่วยงานราชการต่างๆ โดยตัวปุ๋ยจะผ่านการวิเคราะห์จากกลุ่มวิเคราะห์ดิน สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 12 เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าปุ๋ยที่ผลิตออกมามีคุณภาพดี และจะมีการใส่เชื้อ พด.3 (เชื้อไตรโคเดอร์มา) ให้แก่เกษตรกร ส่วนเงินรายได้ทั้งหมดจากการขายปุ๋ย จำนวน 600 ตัน ก็จะเข้าสู่ระบบบัญชีของธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ และจะมีการปันผลให้แก่สมาชิกนอกเหนือจากค่าแรงด้วย

“ณ วันนี้เกษตรกร บ.ปาเต๊ะ และพื้นที่ ต.เจ๊ะบิลัง ที่ทางธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ให้ความรู้อยู่ จะมีรูปแบบของการจัดทำแปลงสาธิต เกษตรกรจะมาขอรับปุ๋ยที่นี่ แล้วค่อยจ่ายเงิน หรืออาจได้รับปันผลเป็นปุ๋ยอินทรีย์แทน ซึ่งหากย้อนไปดูก่อนที่จะมีการจัดตั้งธนาคารปุ๋ยฯขึ้นมา ทำไมงานของธนาคารปุ๋ยอินทรีย์จึงไม่คืบหน้า เนื่องจากว่าบางครั้งผู้ผลิต ซึ่งเป็นตัวกลุ่มผู้ผลิตธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ ไม่ให้สมาชิกนำปุ๋ยไปใช้ ตัวสมาชิกเองจึงไม่ใช้และไม่ยอมรับ แต่หลังจากที่เราดำเนินกิจกรรมตรงนี้มาอย่างต่อเนื่อง ทั้ง 45 ชุมชน ของจังหวัดสตูลที่ได้รับงบประมาณมา มีอย่างน้อยครึ่งหนึ่งที่ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ และน้ำหมักชีวภาพ โดยทั้งหมดนี้จะนำไปสู่ขบวนการต่อยอดต่อไป” นายมงคล กล่าว

กอหนี เหตุฉูนุ้ย

ด้าน นายกอหนี เหตุฉูนุ้ย ประธานกลุ่มธนาคารปุ๋ยอินทรีย์จังหวัดสตูล สาขาย่อยบ้านปาเต๊ะเหนือ และเป็นหมอดินอาสาประจำจังหวัด ของสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดสตูล กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อโครงการ 9101 เข้ามา ก็สามารถเชื่อมต่อให้พี่น้องเกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์กันมากขึ้น เนื่องจากโครงการนี้ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี โดยการมอบปุ๋ยอินทรีย์ให้หมู่บ้านละ 100 ตัน แจกจ่ายให้พี่น้องเกษตรกรทุกครัวเรือนที่ทำการเกษตรได้ทดลองใช้ เพื่อให้รู้ว่าเมื่อใช้ปุ๋ยอินทรีย์มาปรับปรุงบำรุงดินแล้ว คุณภาพดินจะดีขึ้นและมีความยั่งยืนมากขึ้นได้อย่างไร ซึ่งคาดว่าในอนาคตหากพี่น้องเกษตรกรเห็นผลดีจากการทดลองใช้ปุ๋ยอินทรีย์แล้ว โรงงานผลิตปุ๋ยของเราน่าจะผลิตขายแทบไม่ทันอย่างแน่นอน

รายงานพิเศษ : ประชุมเชิงปฏิบัติการเสริมศักยภาพ แผนพัฒนาสหกรณ์ระดับอำเภอ‘จ.ปัตตานี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/291416

รายงานพิเศษ : ประชุมเชิงปฏิบัติการเสริมศักยภาพ แผนพัฒนาสหกรณ์ระดับอำเภอ‘จ.ปัตตานี’

รายงานพิเศษ : ประชุมเชิงปฏิบัติการเสริมศักยภาพ แผนพัฒนาสหกรณ์ระดับอำเภอ‘จ.ปัตตานี’

วันอังคาร ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 18 ร่วมกับสหกรณ์จังหวัดปัตตานี จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “การติดตามผลการดำเนินงานการพัฒนาสหกรณ์ภาคการเกษตรเป็นองค์กรหลักระดับอำเภอ” ของจังหวัดปัตตานี เพื่อติดตามผลการดำเนินงานตามแผนพัฒนาศักยภาพของสหกรณ์เพื่อเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาเศรษฐกิจระดับอำเภอและพัฒนาความรู้ เกี่ยวกับการจัดทำแผนธุรกิจในการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ทั่วประเทศ

นายเสน่ห์ สภาพันธ์ ผู้ตรวจราชการกรม เขต 6 ,7 ,8 เปิดเผยว่า สำนักงานสหกรณ์จังหวัดปัตตานี ได้จัดให้ผู้แทนสหกรณ์ภาคการเกษตรระดับอำเภอ ร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการติดตามผลการดำเนินงานการพัฒนาสหกรณ์ภาคการเกษตรเป็นองค์กรหลักระดับอำเภอ เพื่อเป็นการติดตาม ทบทวน ประเมินผล แผนพัฒนาศักยภาพของสหกรณ์ฯให้มีประสิทธิภาพ อันจะนำมาซึ่งความเข้มแข็งของสหกรณ์ ส่งผลให้สหกรณ์ภาคการเกษตรระดับอำเภอเป็นสหกรณ์ที่มีการบริหารงานภายใต้อุดมการณ์ หลักการและวิธีการสหกรณ์ เป็นศูนย์กลางด้านธุรกิจการเกษตรระดับอำเภอ เป็นกลไกขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐผ่านสหกรณ์ เป็นศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์และเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงเครือข่ายของสหกรณ์ระดับอำเภอ ตามนโยบายของกรมส่งเสริมสหกรณ์

นางรอซนานี สันหมุด สหกรณ์จังหวัดปัตตานี กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2560 กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้กำหนดนโยบาย 1 สหกรณ์ 1 อำเภอ โดยจัดทำโครงการพัฒนาสหกรณ์ภาคการเกษตรให้เป็นองค์กรหลักระดับอำเภอ คัดเลือกสหกรณ์ภาคการเกษตรที่ตั้งอยู่ในทุกอำเภอทั่วประเทศ 878 แห่ง ที่มีความพร้อมสำหรับการทำหน้าที่เป็นองค์กรหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของอำเภอนั้นๆ เข้าสู่กระบวนการพัฒนาศักยภาพในด้านต่างๆ โดยแบ่งเป็น สหกรณ์ระดับชั้น 1, สหกรณ์ระดับชั้น 2, สหกรณ์ระดับชั้น 3 และอื่นๆ สำหรับอำเภอที่ไม่สามารถคัดเลือกสหกรณ์ภาคการเกษตรได้ เนื่องจากเป็นสังคมเมืองและไม่ได้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ สำนักงานสหกรณ์จังหวัด ศึกษาสภาวะเศรษฐกิจและสังคมในอำเภอนั้นๆว่า จำเป็นต้องจัดตั้งสหกรณ์ภาคการเกษตรขึ้นมารองรับการเป็นองค์กรหลักสำหรับพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากหรือไม่ เพื่อให้การดำเนินนโยบาย 1 สหกรณ์ 1 อำเภอ ครอบคลุมทุกอำเภอทั่วประเทศภายในปี 2562

สำหรับขั้นตอนการดำเนินโครงการพัฒนาสหกรณ์ภาคการเกษตรให้เป็นองค์กรหลักระดับอำเภอ ในปี 2560 จะเริ่มดำเนินการในสหกรณ์ 363 แห่ง ซึ่งเป็นสหกรณ์ในระดับชั้นที่ 1 กลุ่มที่ 1 (สหกรณ์การเกษตรทั่วไป) ปี 2561 พัฒนาสหกรณ์อีกจำนวน 300 สหกรณ์ และในปี 2562 พัฒนาอีก 278 สหกรณ์ เพื่อให้การดำเนินโครงการครบทุกอำเภอ โดยเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์จากสำนักงานสหกรณ์จังหวัด จะร่วมกับคณะกรรมการสหกรณ์และฝ่ายจัดการของสหกรณ์ วิเคราะห์สภาพแวดล้อมโดยรวมของแต่ละสหกรณ์เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการพัฒนาศักยภาพ ได้แก่ 1.เป็นสหกรณ์ที่มีการบริหารงานภายใต้อุดมการณ์หลักการและวิธีการสหกรณ์ 2.เป็นศูนย์กลางด้านธุรกิจการเกษตรระดับอำเภอ 3.เป็นกลไกขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐผ่านสหกรณ์ 4.เป็นศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์ 5.เป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงเครือข่ายของสหกรณ์ระดับอำเภอ

ทั้งนี้ ในปี 2560 สำนักงานสหกรณ์จังหวัดปัตตานีได้ดำเนินการตามแผนงานของกรม โดยคัดเลือกสหกรณ์ภาคการเกษตรระดับอำเภอจำนวนทั้งสิ้น 11 อำเภอ จาก 12 อำเภอ สำหรับอำเภอที่ไม่สามารถคัดเลือกสหกรณ์ภาคการเกษตรระดับอำเภอได้คือ อำเภอทุ่งยางแดง เนื่องจากสหกรณ์ภาคการเกษตรระดับอำเภอหยุดดำเนินธุรกิจ จึงอยู่ในระหว่างการศึกษาข้อมูลในพื้นที่เพื่อจะพัฒนาสหกรณ์เดิมหรือตั้งสหกรณ์ใหม่ รวมถึงรายงานผลการคัดเลือกและจัดทำแผนปฏิบัติงาน การจัดทำคำสั่งมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์รับผิดชอบระดับอำเภอ การประชุมทำความเข้าใจโครงการ และจัดทำแผนพัฒนาศักยภาพของสหกรณ์ภาคการเกษตรระดับอำเภอระหว่างเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์และเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ฯ และการจัดการฝึกอบรมการพัฒนาคณะกรรมการสหกรณ์ภาคการเกษตรสู่ความเข้มแข็งตามแผนพัฒนาความเข้มแข็งสหกรณ์