รายงานพิเศษ : ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์บ้านปาเต๊ะเหนือ ร่วมโครงการ‘9101’ส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/291947

รายงานพิเศษ : ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์บ้านปาเต๊ะเหนือ ร่วมโครงการ‘9101’ส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์

รายงานพิเศษ : ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์บ้านปาเต๊ะเหนือ ร่วมโครงการ‘9101’ส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน เป็นโครงการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ กรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานหนึ่งในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้ดำเนินการในส่วนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์และการปรับปรุงดิน เพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกรและชุมชน ด้วยการนำหลักการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานไว้มาเป็นต้นแบบดำเนินการ โดยให้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 ศูนย์ เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาภาคการเกษตรของชุมชนได้มีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน

มงคล ทองจิบ

นายมงคล ทองจิบ ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินสตูล กล่าวว่า ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์จังหวัดสตูล สาขาย่อยบ้านปาเต๊ะเหนือ บ.ปาเต๊ะเหนือ ม.6 ต.เจ๊ะบิลัง อ.เมือง จ.สตูล ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2558 จนกระทั่งปี 2560 เป็นโครงการที่ต่อเนื่อง ซึ่งทางหน่วยงานราชการให้ความเชื่อถือกับธนาคารปุ๋ยอินทรีย์แห่งนี้ ในเรื่องของกระบวนการผลิต และกลุ่มเกษตรกรในชุมชนของ บ.ปาเต๊ะเหนือ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 45 ชุมชนของโครงการ 9101 ที่ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งเป็นสูตรมาตรฐานของกรมพัฒนาที่ดิน โดยได้งบประมาณ จำนวน 5 ล้านบาท ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ จำนวน 600 ตัน ซึ่งจะเป็นค่าแรงครึ่งหนึ่ง ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ โดยจะจ้างเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร หรือที่เรียกว่าเกษตรกรป้ายเขียว เงินจึงถูกแบ่งครึ่งหนึ่งตามนโยบายของรัฐบาล ในส่วนของปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตทั้งหมด 600 ตัน ทางประธานกลุ่ม และคณะกรรมการก็จะดำเนินการต่อยอดโดยการขายให้แก่สมาชิก และหน่วยงานราชการต่างๆ โดยตัวปุ๋ยจะผ่านการวิเคราะห์จากกลุ่มวิเคราะห์ดิน สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 12 เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าปุ๋ยที่ผลิตออกมามีคุณภาพดี และจะมีการใส่เชื้อ พด.3 (เชื้อไตรโคเดอร์มา) ให้แก่เกษตรกร ส่วนเงินรายได้ทั้งหมดจากการขายปุ๋ย จำนวน 600 ตัน ก็จะเข้าสู่ระบบบัญชีของธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ และจะมีการปันผลให้แก่สมาชิกนอกเหนือจากค่าแรงด้วย

“ณ วันนี้เกษตรกร บ.ปาเต๊ะ และพื้นที่ ต.เจ๊ะบิลัง ที่ทางธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ให้ความรู้อยู่ จะมีรูปแบบของการจัดทำแปลงสาธิต เกษตรกรจะมาขอรับปุ๋ยที่นี่ แล้วค่อยจ่ายเงิน หรืออาจได้รับปันผลเป็นปุ๋ยอินทรีย์แทน ซึ่งหากย้อนไปดูก่อนที่จะมีการจัดตั้งธนาคารปุ๋ยฯขึ้นมา ทำไมงานของธนาคารปุ๋ยอินทรีย์จึงไม่คืบหน้า เนื่องจากว่าบางครั้งผู้ผลิต ซึ่งเป็นตัวกลุ่มผู้ผลิตธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ ไม่ให้สมาชิกนำปุ๋ยไปใช้ ตัวสมาชิกเองจึงไม่ใช้และไม่ยอมรับ แต่หลังจากที่เราดำเนินกิจกรรมตรงนี้มาอย่างต่อเนื่อง ทั้ง 45 ชุมชน ของจังหวัดสตูลที่ได้รับงบประมาณมา มีอย่างน้อยครึ่งหนึ่งที่ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ และน้ำหมักชีวภาพ โดยทั้งหมดนี้จะนำไปสู่ขบวนการต่อยอดต่อไป” นายมงคล กล่าว

กอหนี เหตุฉูนุ้ย

ด้าน นายกอหนี เหตุฉูนุ้ย ประธานกลุ่มธนาคารปุ๋ยอินทรีย์จังหวัดสตูล สาขาย่อยบ้านปาเต๊ะเหนือ และเป็นหมอดินอาสาประจำจังหวัด ของสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดสตูล กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อโครงการ 9101 เข้ามา ก็สามารถเชื่อมต่อให้พี่น้องเกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์กันมากขึ้น เนื่องจากโครงการนี้ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี โดยการมอบปุ๋ยอินทรีย์ให้หมู่บ้านละ 100 ตัน แจกจ่ายให้พี่น้องเกษตรกรทุกครัวเรือนที่ทำการเกษตรได้ทดลองใช้ เพื่อให้รู้ว่าเมื่อใช้ปุ๋ยอินทรีย์มาปรับปรุงบำรุงดินแล้ว คุณภาพดินจะดีขึ้นและมีความยั่งยืนมากขึ้นได้อย่างไร ซึ่งคาดว่าในอนาคตหากพี่น้องเกษตรกรเห็นผลดีจากการทดลองใช้ปุ๋ยอินทรีย์แล้ว โรงงานผลิตปุ๋ยของเราน่าจะผลิตขายแทบไม่ทันอย่างแน่นอน

รายงานพิเศษ : ประชุมเชิงปฏิบัติการเสริมศักยภาพ แผนพัฒนาสหกรณ์ระดับอำเภอ‘จ.ปัตตานี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/291416

รายงานพิเศษ : ประชุมเชิงปฏิบัติการเสริมศักยภาพ แผนพัฒนาสหกรณ์ระดับอำเภอ‘จ.ปัตตานี’

รายงานพิเศษ : ประชุมเชิงปฏิบัติการเสริมศักยภาพ แผนพัฒนาสหกรณ์ระดับอำเภอ‘จ.ปัตตานี’

วันอังคาร ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 18 ร่วมกับสหกรณ์จังหวัดปัตตานี จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “การติดตามผลการดำเนินงานการพัฒนาสหกรณ์ภาคการเกษตรเป็นองค์กรหลักระดับอำเภอ” ของจังหวัดปัตตานี เพื่อติดตามผลการดำเนินงานตามแผนพัฒนาศักยภาพของสหกรณ์เพื่อเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาเศรษฐกิจระดับอำเภอและพัฒนาความรู้ เกี่ยวกับการจัดทำแผนธุรกิจในการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ทั่วประเทศ

นายเสน่ห์ สภาพันธ์ ผู้ตรวจราชการกรม เขต 6 ,7 ,8 เปิดเผยว่า สำนักงานสหกรณ์จังหวัดปัตตานี ได้จัดให้ผู้แทนสหกรณ์ภาคการเกษตรระดับอำเภอ ร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการติดตามผลการดำเนินงานการพัฒนาสหกรณ์ภาคการเกษตรเป็นองค์กรหลักระดับอำเภอ เพื่อเป็นการติดตาม ทบทวน ประเมินผล แผนพัฒนาศักยภาพของสหกรณ์ฯให้มีประสิทธิภาพ อันจะนำมาซึ่งความเข้มแข็งของสหกรณ์ ส่งผลให้สหกรณ์ภาคการเกษตรระดับอำเภอเป็นสหกรณ์ที่มีการบริหารงานภายใต้อุดมการณ์ หลักการและวิธีการสหกรณ์ เป็นศูนย์กลางด้านธุรกิจการเกษตรระดับอำเภอ เป็นกลไกขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐผ่านสหกรณ์ เป็นศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์และเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงเครือข่ายของสหกรณ์ระดับอำเภอ ตามนโยบายของกรมส่งเสริมสหกรณ์

นางรอซนานี สันหมุด สหกรณ์จังหวัดปัตตานี กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2560 กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้กำหนดนโยบาย 1 สหกรณ์ 1 อำเภอ โดยจัดทำโครงการพัฒนาสหกรณ์ภาคการเกษตรให้เป็นองค์กรหลักระดับอำเภอ คัดเลือกสหกรณ์ภาคการเกษตรที่ตั้งอยู่ในทุกอำเภอทั่วประเทศ 878 แห่ง ที่มีความพร้อมสำหรับการทำหน้าที่เป็นองค์กรหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของอำเภอนั้นๆ เข้าสู่กระบวนการพัฒนาศักยภาพในด้านต่างๆ โดยแบ่งเป็น สหกรณ์ระดับชั้น 1, สหกรณ์ระดับชั้น 2, สหกรณ์ระดับชั้น 3 และอื่นๆ สำหรับอำเภอที่ไม่สามารถคัดเลือกสหกรณ์ภาคการเกษตรได้ เนื่องจากเป็นสังคมเมืองและไม่ได้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ สำนักงานสหกรณ์จังหวัด ศึกษาสภาวะเศรษฐกิจและสังคมในอำเภอนั้นๆว่า จำเป็นต้องจัดตั้งสหกรณ์ภาคการเกษตรขึ้นมารองรับการเป็นองค์กรหลักสำหรับพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากหรือไม่ เพื่อให้การดำเนินนโยบาย 1 สหกรณ์ 1 อำเภอ ครอบคลุมทุกอำเภอทั่วประเทศภายในปี 2562

สำหรับขั้นตอนการดำเนินโครงการพัฒนาสหกรณ์ภาคการเกษตรให้เป็นองค์กรหลักระดับอำเภอ ในปี 2560 จะเริ่มดำเนินการในสหกรณ์ 363 แห่ง ซึ่งเป็นสหกรณ์ในระดับชั้นที่ 1 กลุ่มที่ 1 (สหกรณ์การเกษตรทั่วไป) ปี 2561 พัฒนาสหกรณ์อีกจำนวน 300 สหกรณ์ และในปี 2562 พัฒนาอีก 278 สหกรณ์ เพื่อให้การดำเนินโครงการครบทุกอำเภอ โดยเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์จากสำนักงานสหกรณ์จังหวัด จะร่วมกับคณะกรรมการสหกรณ์และฝ่ายจัดการของสหกรณ์ วิเคราะห์สภาพแวดล้อมโดยรวมของแต่ละสหกรณ์เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการพัฒนาศักยภาพ ได้แก่ 1.เป็นสหกรณ์ที่มีการบริหารงานภายใต้อุดมการณ์หลักการและวิธีการสหกรณ์ 2.เป็นศูนย์กลางด้านธุรกิจการเกษตรระดับอำเภอ 3.เป็นกลไกขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐผ่านสหกรณ์ 4.เป็นศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์ 5.เป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงเครือข่ายของสหกรณ์ระดับอำเภอ

ทั้งนี้ ในปี 2560 สำนักงานสหกรณ์จังหวัดปัตตานีได้ดำเนินการตามแผนงานของกรม โดยคัดเลือกสหกรณ์ภาคการเกษตรระดับอำเภอจำนวนทั้งสิ้น 11 อำเภอ จาก 12 อำเภอ สำหรับอำเภอที่ไม่สามารถคัดเลือกสหกรณ์ภาคการเกษตรระดับอำเภอได้คือ อำเภอทุ่งยางแดง เนื่องจากสหกรณ์ภาคการเกษตรระดับอำเภอหยุดดำเนินธุรกิจ จึงอยู่ในระหว่างการศึกษาข้อมูลในพื้นที่เพื่อจะพัฒนาสหกรณ์เดิมหรือตั้งสหกรณ์ใหม่ รวมถึงรายงานผลการคัดเลือกและจัดทำแผนปฏิบัติงาน การจัดทำคำสั่งมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์รับผิดชอบระดับอำเภอ การประชุมทำความเข้าใจโครงการ และจัดทำแผนพัฒนาศักยภาพของสหกรณ์ภาคการเกษตรระดับอำเภอระหว่างเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์และเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ฯ และการจัดการฝึกอบรมการพัฒนาคณะกรรมการสหกรณ์ภาคการเกษตรสู่ความเข้มแข็งตามแผนพัฒนาความเข้มแข็งสหกรณ์

รายงานพิเศษ : พด.ร่วมบูรณาการ‘แปลงใหญ่’สตูล เน้นปรับปรุงดิน-หนุนปัจจัยผลิตลดต้นทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/290457

รายงานพิเศษ : พด.ร่วมบูรณาการ‘แปลงใหญ่’สตูล เน้นปรับปรุงดิน-หนุนปัจจัยผลิตลดต้นทุน

รายงานพิเศษ : พด.ร่วมบูรณาการ‘แปลงใหญ่’สตูล เน้นปรับปรุงดิน-หนุนปัจจัยผลิตลดต้นทุน

วันศุกร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วางแนวทางการปฏิบัติเพื่อนำไปสู่เป้าหมายการปฏิรูปภาคการเกษตรไทยร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ครบวงจร มีการนำนวัตกรรมแบบอัจฉริยะมาใช้ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป และการตลาด ยกระดับมูลค่าด้วยคุณภาพมาตรฐานสินค้าการเกษตร ประหยัดทรัพยากรน้ำ มีการใช้พื้นที่การเกษตรให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อสนองนโยบายประชารัฐ โดยแนวคิดการยกกระดาษ A4 ให้ทุกหน่วยงานทำงานแบบบูรณาการสามารถทำงานขับเคลื่อนร่วมกัน

โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ปี 2560 เป็นอีกหนึ่งแนวคิดบูรณาการเพื่อขับเคลื่อนงานตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มการผลิตเพื่อง่ายต่อการบริหารจัดการ การใช้ทรัพยากรในการผลิต และการใช้เครื่องมือ เครื่องจักรทางการเกษตรร่วมกัน ช่วยลดต้นทุนการผลิต สร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและชุมชน ซึ่งมีพื้นที่เป้าหมาย 1,000 แปลง (พืช สัตว์ ประมง) ในพื้นที่ 77 จังหวัด

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า สำหรับโครงการดังกล่าว ในส่วนของกรมพัฒนาที่ดินให้การสนับสนุนกิจกรรมปรับปรุงบำรุงดิน เพื่อผลิตพืชแต่ละชนิด 910 แปลง (ยกเว้นแปลงสัตว์-ประมง) ซึ่งเป็นแปลงนาข้าว 519 แปลง 68 จังหวัด พืชไร่ 150 แปลง 40 จังหวัด ไม้ผลไม้ยืนต้น รวม 174 แปลง 51 จังหวัด และพืชผัก 67 แปลง 52 จังหวัด ตัวอย่างเช่น พื้นที่โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ (ข้าวครบวงจร) จังหวัดสตูล ซึ่งเจ้าหน้าที่สถานีพัฒนาที่ดินและหมอดินอาสาได้ลงพื้นที่เพื่อให้คำแนะนำเกษตรกรเกี่ยวกับสภาพดิน การวิเคราะห์ค่าดิน ซึ่งพบว่า สภาพดินในจังหวัดสตูลส่วนใหญ่มีสภาพเป็นกรดสูง เจ้าหน้าที่จึงต้องเข้ามาช่วยเหลือและแก้ไขโดยสนับสนุนปัจจัยการผลิตด้านต่างๆ เช่น โดโลไมท์ เพื่อลดความเป็นกรดของดิน จากนั้นจึงแนะนำให้เกษตรกรเพิ่มธาตุอาหารในดิน โดยการปลูกพืชปุ๋ยสดอย่างปอเทือง และทำการไถกลบ เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุและธาตุอาหารในดิน การใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพของกรมพัฒนาที่ดิน อย่างเช่น สารเร่ง ซุปเปอร์ พด. 1 เพื่อผลิตปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงสูตรพระราชทานสมเด็จพระเทพฯ การผลิตน้ำหมักชีวภาพด้วยสารเร่ง ซุปเปอร์พด. 2 จากเศษวัสดุเหลือใช้ในครัวเรือนและไร่นา รวมถึงการให้องค์ความรู้เกี่ยวกับการไถกลบตอซัง แทนการเผาตอซังหลังการเก็บเกี่ยว

ด้าน นายมงคล ทองจิบ ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินสตูล กล่าวว่า สถานีพัฒนาที่ดินสตูลให้ความสำคัญในการดำเนินนโยบายในการให้คำแนะนำและมอบองค์ความรู้ ด้านการพัฒนาที่ดินพื้นที่นาร้างอย่างมีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำแก่เกษตรกรให้สามารถดำเนินการได้เอง รวมถึงปัจจัยการผลิตเพื่อปรับปรุงบำรุงดินให้มีคุณภาพ เพิ่มผลผลิตที่ดีให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ ที่ผ่านมาพบว่า ผลตอบรับจากเกษตรกรเป็นที่น่าพอใจมาก เพราะการปฏิบัติตามคำแนะนำของเกษตรกรในการปรับปรุงบำรุงดิน การใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพได้ช่วยลดต้นทุนให้แก่เกษตรกรได้อย่างเห็นผล ผลผลิตที่เกิดขึ้นมีความปลอดภัยไร้สารเคมีและมีตลาดรองรับที่แน่นอน และที่สำคัญคือการที่เกษตรกรมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและชุมชนได้อย่างยั่งยืนแท้จริง

ขณะที่ นายสมชาย เหมาะแหล่ หมอดินประจำตำบลกำแพง อ.ละงู จังหวัดสตูล กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาตนในฐานะหมอดินอาสาได้เข้ามาให้ความรู้เกี่ยวกับการรวมกลุ่มเพื่อพลิกฟื้นพื้นที่นาร้าง ให้เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรอีกครั้ง โดยเฉพาะการรวมกลุ่มกันเพื่อปลูกข้าวพันธุ์ “อัลฮัมดุลิลละห์”และ“พันธุ์สปอร์ต” ซึ่งเป็นพันธุ์พื้นเมืองที่นิยมบริโภคกันทั่วไปในพื้นที่ภาคใต้ การให้ความรู้เกี่ยวกับการผลิตปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพไว้ใช้เอง การใช้โดโลไมท์ การปลูกพืชปุ๋ยสด การไถกลบตอซัง การใส่น้ำหมักลงไปในแปลงนาก่อนการปลูกข้าว เพื่อปรับปรุงบำรุงดินให้เหมาะต่อการปลูกข้าว จะเห็นได้ว่าสภาพดินในพื้นที่นาร้างกลับมามีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น มีระบบนิเวศดีขึ้น เพราะในแปลงนามีไส้เดือนมาอยู่อาศัย สังเกตได้จากมูลไส้เดือนเกิดขึ้น มีสัตว์น้ำขนาดเล็กมาอาศัยอยู่อย่างเช่น ปลา ปู ที่สำคัญการปฏิบัติตามคำแนะนำและการใช้ผลิตภัณฑ์ของกรมพัฒนาที่ดิน ช่วยลดต้นทุนการผลิตได้จากเดิม 5,000-6,000 บาทต่อไร่ เหลือเพียงประมาณ 3,200 บาทต่อไร่ เนื่องจากการลดใช้ปุ๋ยและสารเคมีในแปลงนา ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากสภาพดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ การรวมกลุ่มทำเกษตรแปลงใหญ่ ยังสามารถสร้างรายได้ จากการปลูกพืชผักใช้น้ำน้อยและเหมาะสมกับพื้นที่อย่างเช่น ข้าวโพด ต้นเม็ดมะม่วงหิมพานต์ตามคันนา และทางกลุ่มได้จัดส่งผลผลิตไปจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า เช่น แม็คโคร สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอีกช่องทางด้วย

รายงานพิเศษ : กรมพัฒนาที่ดินกับความก้าวหน้า งานขับเคลื่อนนโยบาย‘กระดาษ A4’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/290247

รายงานพิเศษ : กรมพัฒนาที่ดินกับความก้าวหน้า งานขับเคลื่อนนโยบาย‘กระดาษ A4’

รายงานพิเศษ : กรมพัฒนาที่ดินกับความก้าวหน้า งานขับเคลื่อนนโยบาย‘กระดาษ A4’

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จากการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ) ได้วางแนวทางการปฏิบัติเพื่อนำไปสู่เป้าหมายการปฏิรูปภาคการเกษตรไทยร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ครบวงจร มีการนำนวัตกรรมแบบอัจฉริยะมาใช้ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป และการตลาด ยกระดับมูลค่าด้วยคุณภาพมาตรฐานสินค้าการเกษตร ประหยัดทรัพยากรน้ำ มีการใช้พื้นที่การเกษตรให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อสนองนโยบายประชารัฐ โดยแนวคิดการยกกระดาษ A4 ให้ทุกหน่วยงานทำงานแบบบูรณาการ สามารถทำงานขับเคลื่อนตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กระดาษ A4 เปรียบเหมือนพื้นที่การเกษตรของไทย 149 ล้านไร่ ที่มีอยู่จำกัดในปัจจุบัน ซึ่งจะมีการพัฒนาหรือทำอย่างไรที่จะทำให้เกษตรกรไทยไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ นั่นคือ การยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้ดีขึ้น มีความภาคภูมิใจในอาชีพ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีรายได้มั่นคง โดยเร่งดำเนินงานตามนโยบายที่สำคัญ 9 เรื่อง (13 แผนงาน) ได้แก่ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) แปลงใหญ่ Zoning by Agri-Mapมาตรฐานสินค้าเกษตร เกษตรอินทรีย์ เกษตร GAP เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสาน ธนาคารสินค้าเกษตร แผนผลิตข้าวครบวงจร การจัดหาที่ดินทำกินของ ส.ป.ก. และระบบส่งน้ำ กระจายน้ำ น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย คือสินค้าเกษตรมีคุณภาพ มีตลาดรองรับ สามารถลดต้นทุนได้ 20% ผลผลิตเพิ่มขึ้น 20%

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า กรม ได้เร่งดำเนินการขับเคลื่อนงานตามนโยบายที่สำคัญใน 6 เรื่อง จาก 13 แผนงาน ประจำปี’60 ได้แก่ 1. ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (ศพก.) อำเภอละ1 ศูนย์ 882 ศูนย์ทั่วประเทศ โดยได้จัดทำจุดเรียนรู้การพัฒนาที่ดิน เพื่อการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการพัฒนาที่ดินเพื่อช่วยลดต้นทุนเพิ่มผลผลิตให้แก่เกษตรกรประชาชนผู้สนใจทั่วประเทศ ดำเนินการได้ครบตามแผนงาน 882 ศูนย์ / 2. โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ปี 2560 พื้นที่เป้าหมาย1,000 แปลง (พืช สัตว์ ประมง) ในพื้นที่ 77 จังหวัด กรมให้การสนับสนุนกิจกรรมปรับปรุงบำรุงดิน เพื่อผลิตพืชแต่ละชนิด 910 แปลง (ยกเว้นแปลงสัตว์-ประมง รวม 90 แปลง) ดังนี้ แปลงนาข้าว รวม 519 แปลง 68 จังหวัด รวม1,251,194 ไร่ เกษตรกร 88,992 ราย แปลงพืชไร่ รวม 150 แปลง 40 จังหวัด รวมพื้นที่ 246,630 ไร่ เกษตรกร 16,103 ราย แปลงไม้ผลไม้ยืนต้น รวม 174 แปลง 51 จังหวัด รวมพื้นที่ 416,994 ไร่เกษตรกร 21,493 รายแปลงพืชผัก รวม 67 แปลง 52 จังหวัด รวมพื้นที่ 26,991 ไร่เกษตรกร 5,821 ราย/3.โครงการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning by Agri-map) แผน 100,000 ไร่ ดำเนินงานได้ 34,371.75 ไร่ (34.37%)/4. มาตรฐานสินค้าเกษตร เป็นการเก็บตัวอย่างดินในพื้นที่เกษตรกรเพื่อตรวจวิเคราะห์ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรดิน การให้คำแนะนำการใช้ปุ๋ยเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน แผน 700 ตัวอย่างดำเนินงานได้ 640 ตัวอย่าง (91.43%) เกษตรอินทรีย์ แผน 10,150 ไร่ดำเนินงานได้ 14,176.75 ไร่ (139.69%)

5.การขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ (5 ประสาน) นำเกษตรกรศึกษาดูงานแปลงต้นแบบ เป้าหมาย 6,292 ราย และสนับสนุนปัจจัยการผลิตพื้นฐาน เป้าหมาย 2,008 แปลง ดำเนินงานได้ 1,832 ราย / 6. โครงการธนาคารสินค้าเกษตร เป้าหมาย 80 แห่ง ดำเนินงานได้ครบ 80 แห่ง ผลิตปุ๋ยหมักพระราชทาน ครบเป้าหมาย 2,682 ตัน ผลิตน้ำหมักครบเป้าหมาย 759,500 ลิตร / 7. การผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร (ปอเทือง) ดำเนินการ 3 ขั้นตอน ดังนี้ ไถเตรียมดิน เป้าหมาย 194,510.27 ไร่ (100%) ไถกลบเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด (3 ใน 4 ของพื้นที่) เป้าหมาย 145,830.67 ไร่ ดำเนินงานได้ 124,347.44 ไร่ เก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์และไถกลบ (1 ใน 4 ของพื้นที่)เป้าหมาย 5,841,552 กิโลกรัม ดำเนินการได้ 116,690.20 กิโลกรัม ดำเนินการแล้วเสร็จและผลการดำเนินงานไม่ได้ตามเป้าหมายเนื่องจากปัญหาภัยแล้งมีโรคแมลงและหนอนระบาด / 8. โครงการจัดที่ดินทำกินและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดินในเขตปฏิรูป (ส.ป.ก.) ดำเนินการใน 6 ขั้นตอน ได้แก่ การรับข้อมูลขอบเขตพื้นที่โครงการจาก ส.ป.ก. เป้าหมาย 21 แปลง ดำเนินงานได้ 21 แปลง การวิเคราะห์ข้อมูลดิน การใช้ที่ดิน และความเหมาะสมของดินต่อการปลูกพืช เป้าหมาย 12 แปลง ดำเนินการได้ 10 แปลง การจัดทำร่างแนวทางการใช้ที่ดินในพื้นที่ ส.ป.ก. เป้าหมาย 12 แปลง ดำเนินงานได้ 10 แปลง การพิจารณาและตรวจสอบแนวทางการใช้ที่ดินในพื้นที่ ส.ป.ก. / ประสานงานและจัดส่งรายงานให้ ส.ป.ก. จังหวัด ติดตามและรายงานผลการดำเนินงานของโครงการ เป้าหมายอย่างละ 12 แปลง ดำเนินงานได้ อย่างละ 7 แปลง

9.การพัฒนาแหล่งน้ำและการบริหารจัดการน้ำ (1) โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ เป้าหมาย 187 แห่ง ดำเนินงานได้ 174 แห่ง / แหล่งน้ำขนาดเล็ก เป้าหมาย 149 แห่ง ดำเนินงานได้ 138 แห่ง / ระบบท่อส่งน้ำ เป้าหมาย 38 แห่ง ดำเนินงานได้ 36 แห่ง และมีเงินเหลือจ่ายสามารถดำเนินโครงการเพิ่มเติมอีก 47 แห่ง ดำเนินงานได้ 36 แห่ง (โดยเป็นแหล่งน้ำขนาดเล็ก เป้าหมาย 40 แห่ง ดำเนินงานได้ 29 แห่ง / ระบบท่อส่งน้ำเป้าหมาย 7 แห่ง ดำเนินงานได้ 6 แห่ง (2) โครงการพัฒนาแหล่งน้ำชุมชน เป้าหมาย 7 แห่ง ดำเนินงานได้ 5 แห่ง (3) โครงการพัฒนาแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน เป้าหมาย 44,000 บ่อ ดำเนินงานได้ 44,000 บ่อ และมีเงินเหลือจ่ายสามารถดำเนินโครงการเพิ่มเติมอีก 2,967 บ่อ ดำเนินงานได้ 2,888 บ่อ / 10. Smart Farmer เป้าหมาย 82,744 ราย ดำเนินงานได้ 82,744 ราย แบ่งการจัดฝึกอบรมหมอดินอาสาประจำหมู่บ้าน 74,558 ราย หมอดินอาสาประจำตำบล 7,213 ราย หมอดินอาสาประจำอำเภอ 896 ราย หมอดินอาสาประจำจังหวัด 77 ราย / 11. Smart Office เป้าหมาย 1,367 ราย ดำเนินงานได้ 1,406 ราย โดยแบ่งเป็น (1) โครงการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากรเป็น Smart Office (ภายในกรม) เป้าหมาย 1,201 ราย ดำเนินงานได้ 1,211 ราย (2) โครงการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากรเป็น Smart Office (ภายนอกกรม) เป้าหมาย 166 ราย ดำเนินงานได้ 195 ราย / 12. มาตรฐานสินค้าเกษตร เกษตรกรมีการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน มีการผลิตและใช้ปัจจัยการผลิตที่ได้มาตรฐานอย่างยั่งยืน เป้าหมาย 700 ตัวอย่าง ดำเนินงานได้ 640 ตัวอย่าง

ทั้งนี้ กรมพัฒนาที่ดินได้มุ่งเน้นการพัฒนาที่ดินในพื้นที่การเกษตรของประเทศไทย ให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะการเพาะปลูกพืชให้เหมาะสมกับพื้นที่เกษตรกรรม หรือการจัด Zoning การทำวิจัยเพื่อการพัฒนาที่ดิน ทั้งด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำ การปรับปรุง แก้ไขดินที่มีปัญหา รวมทั้งปฏิบัติการพัฒนาที่ดินและการอนุรักษ์น้ำให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ได้นำไปปรับใช้ เพื่อการพัฒนาการเกษตรให้เป็นไปอย่างยั่งยืนต่อไป

รายงานพิเศษ : สร้างผู้นำสหกรณ์ต้นแบบ สู่‘Young Smart Cooperative Directors’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/290054

รายงานพิเศษ : สร้างผู้นำสหกรณ์ต้นแบบ สู่‘Young Smart Cooperative Directors’

รายงานพิเศษ : สร้างผู้นำสหกรณ์ต้นแบบ สู่‘Young Smart Cooperative Directors’

วันพุธ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายที่จะพัฒนาเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer เป็นเพื่อนคู่คิดเพื่อให้เกษตรกรไทยมีความพร้อม ความรู้ ความเชี่ยวชาญในการประกอบอาชีพด้านการเกษตร สอดคล้องกับวิถีชีวิต และลักษณะการประกอบอาชีพของแต่ละบุคคล มีการให้ความสำคัญในการใช้องค์ความรู้ และข้อมูลในการตัดสินใจ มีการนำเทคโนโลยี ภูมิปัญญา และวิธีการปฏิบัติที่ดีมาใช้ หรือพัฒนา โดยตระหนักถึงคุณภาพและปริมาณความต้องการของตลาด รวมถึงความปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้เล็งเห็นว่าการที่จะทำให้สมาชิกสหกรณ์ที่เป็นเกษตรกรเกิดความเข้มแข็ง มีคุณภาพชีวิตที่ดี เกิดการรวมกลุ่มช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามวิธีการสหกรณ์ มีความรู้ในด้านต่างๆ ที่เหมาะสม อาทิ ความรู้ในเรื่องการเกษตรที่ตนทำอยู่ มีข้อมูลที่จะใช้ในการประกอบการตัดสินใจในการผลิตและการตลาด รวมทั้งมีความตระหนักถึงคุณภาพของสินค้าเกษตรที่ตนผลิตและความปลอดภัยต่อผู้บริโภคที่จะซื้อสินค้า และท้ายที่สุดมีความภูมิใจในอาชีพเกษตร สามารถถ่ายทอดประสบการณ์ความรู้ไปยังสมาชิกเกษตรกรรายอื่นได้

นายกัณวีย์ บุญญพันธุ์ ผู้อำนวยศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า กรมส่งสริมสหกรณ์ จึงได้จัดกิจกรรมพัฒนาเกษตรกรสู่เกษตรกรปราดเปรื่อง ซึ่งจะเกิดผลดีอย่างมากกับสมาชิกสหกรณ์การเกษตร โดยมีแนวความคิดในการสร้างผู้นำต้นแบบรุ่นใหม่ในสหกรณ์ภาคการเกษตรให้ได้รับการสนับสนุนเป็น Young Smart Cooperative Directors ควบคู่สู่วิถีการเป็น Smart Farmer ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อไป สำหรับบุคลากรสำคัญในสหกรณ์การเกษตรที่จะขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าวในสหกรณ์คือคณะกรรมการดำเนินการ ประธานกลุ่ม เลขานุการกลุ่มและสมาชิกชั้นนำของสหกรณ์ โดยเฉพาะที่ยังมีอายุไม่มากนักจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสหกรณ์ภาคการเกษตร และเป็นผู้ที่จะได้รับการถ่ายทอดประสบการณ์จากสมาชิกรุ่นก่อน ตลอดจนองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมใหม่ๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาพัฒนาสหกรณ์ภาคการเกษตรได้อย่างยั่งยืนและสามารถขยายผลไปสู่สมาชิกรายอื่นต่อไป

ดังนั้น กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงมีแนวคิดในการสร้างผู้นำต้นแบบรุ่นใหม่ในสหกรณ์เพื่อเป็น Young Smart Cooperative Directors ได้สอดคล้องกับการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์กรมส่งเสริมสหกรณ์ 20 ปี ที่จะพัฒนากลุ่มสมาชิกสหกรณ์ต้นแบบ และการพัฒนาผู้นำสหกรณ์ (Smart Leadership Development) เพื่อให้มีความรู้ด้านการบริหารจัดการสหกรณ์ บนพื้นฐานการทำเกษตรทฤษฎีใหม่และเศรษฐกิจพอเพียง และในด้านยุทธศาสตร์การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ภายใต้การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ในสหกรณ์ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาผู้นำต้นแบบรุ่นใหม่ให้สามารถสร้างและพัฒนานวัตกรรมที่เป็นประโยชน์นำมาใช้ในการดำเนินงานสหกรณ์ ตลอดจนยุทธศาสตร์การสร้างความยั่งยืนด้วยภูมิปัญญาสหกรณ์ ซึ่งผู้นำสหกรณ์รุ่นใหม่นี้จะเป็นผู้ที่ได้รับการปลูกฝังให้มีแนวคิดด้านการดำเนินงานที่ดีภายใต้ระบบสหกรณ์ ทั้งนี้ เพื่อให้ก้าวสู่การเป็นผู้นำสหกรณ์ที่มีคุณภาพ Smart Cooperative Directors สำหรับการพัฒนาผู้นำสหกรณ์ยังเป็นการสนับสนุนการเป็น Smart Farmer อันจะส่งผลดีต่อการขับเคลื่อนภาคการเกษตรของประเทศด้วย

กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงได้จัดโครงการฝึกอบรมหลักสูตร “โครงการสร้างผู้นำต้นแบบสู่ Young Smart Cooperative Diirectors” เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาผู้นำต้นแบบรุ่นใหม่ในสหกรณ์ ให้สามารถเป็นสมาชิกชั้นนำ ประธานกลุ่ม เลขานุการกลุ่ม ตลอดจนคณะกรรมการสหกรณ์ที่เข้าใจในระบบสหกรณ์ สามารถเป็นผู้นำต้นแบบด้านเศรษฐกิจพอเพียง มีความรู้ด้านนวัตกรรมเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ ตลอดจนสามารถเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสหกรณ์ให้เกิดความเข้มแข็ง ยั่งยืนต่อไป โดยกลุ่มเป้าหมาย เป็นบุคลากรสหกรณ์ที่เป็นคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ประธานกลุ่ม/เลขานุการกลุ่ม/สมาชิกสหกรณ์ชั้นนำในสหกรณ์ภาคการเกษตรที่มีอายุไม่เกิน 50 ปี และเป็นผู้ที่ทำการเกษตรตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่ และมีความพร้อมสามารถเป็นผู้ถ่ายทอดขยายผลความสำเร็จสู่สมาชิกสหกรณ์รายอื่นได้ โดยเนื้อหาการอบรมจะเกี่ยวกับการพัฒนาผู้นำสหกรณ์รุ่นใหม่ การสร้างความมั่นคงทางอาชีพของเกษตรกร และแนวทางการพัฒนาความเข้มแข็งของสหกรณ์ เมื่อผ่านการอบรมแล้วผู้เข้ารับการอบรมจะต้องนำองค์ความรู้ที่ได้ไปถ่ายทอดต่อ และขยายผลไปยังสมาชิกสหกรณ์คนอื่นๆ

“กรมส่งเสริมสหกรณ์ คาดหวังว่า โครงการนี้จะทำให้เกิดผู้นำสหกรณ์ต้นแบบรุ่นใหม่ที่มีองค์ความรู้ในการประกอบอาชีพ และสร้างความมั่นคงทางอาชีพตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และสามารถถ่ายทอดขยายผลความสำเร็จสู่สมาชิก และเป็นผู้นำที่มีแนวคิด มีองค์ความรู้ มีคุณธรรมในการบริหารงานสหกรณ์ตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของสหกรณ์ ทำให้สหกรณ์เข้มแข็งสามารถสร้างความมั่นคงทางอาชีพและการดำรงชีวิตของสมาชิกได้อย่างมั่นคง ยั่งยืนต่อไป” นายกัณวีย์ กล่าวทิ้งท้าย

จังหวัดสระแก้วเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่ได้รับการจัดแปลงที่ดินในพื้นที่ ส.ป.ก. ตามคำสั่ง หน.คสช. ที่ 36/2559 โดยนำมาพัฒนาพื้นที่ให้มีความพร้อมสำหรับทำกินและพักอาศัย ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน การยึดคืนพื้นที่ ปรับพื้นที่/ก่อสร้างถนน สำรวจตรวจสอบความเหมาะสมของที่ดินในการทำการเกษตรโดยใช้ Agri-Map การพัฒนาแหล่งน้ำ สนับสนุนการเลี้ยงโคเนื้อ ส่งเสริมอาชีพเสริมเพื่อสร้างรายได้ระหว่างรอการเลี้ยงโคเนื้อ ส่งเสริมการรวมกลุ่มจัดตั้งสหกรณ์ สนับสนุนแหล่งน้ำบาดาล ก่อสร้างที่พักอาศัย คัดเลือกเกษตรกร และอำนวยความสะดวกไฟฟ้า/น้ำประปา นับเป็นการทำงานเชิงบูรณาการอย่างแท้จริง และเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานในพิธีมอบเอกสารที่ดิน ส.ป.ก. ที่ยึดคืนตามคำสั่ง หน.คสช. ที่ 36/2559

ซึ่งได้นำมาจัดสรรให้เกษตรที่ยากไร้ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว จำนวน 303 ราย 3,342 ไร่ 10 แปลง โดยมอบให้แก่ประธานสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินอำเภอโคกสูง อรัญประเทศ วัฒนานคร และวังน้ำเย็น รวมทั้งสิ้น 4 สหกรณ์ พร้อมมอบบ้านจำลองและ ปัจจัยการผลิตให้แก่ผู้แทนสมาชิกสหกรณ์อำเภอโคกสูง จำนวน 4 ราย ซึ่งในส่วนของกรมพัฒนาที่ดิน โดยสถานีพัฒนาที่ดินสระแก้วได้ร่วมวางแผนดำเนินการใช้ข้อมูลแผนที่Agri-Map ตรวจสอบความเหมาะสมของดินและให้การสนับสนุนปัจจัยการผลิต (เมล็ดพันธุ์ปอเทือง) สำหรับมอบให้แก่กลุ่มสมาชิกสหกรณ์นำไปปลูกเป็นปุ๋ยพืชสดเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน ณ พื้นที่หมู่ที่ 14 ตำบลหนองม่วง อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว

จากมาตรการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินในพื้นที่ ส.ป.ก. โดยมิชอบด้วยกฎหมาย กรมพัฒนาที่ดินได้มีร่วมวางแผนดำเนินการ โดยใช้ข้อมูลแผนที่ทรัพยากรดินและข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อวิเคราะห์สภาพดินปัญหาต่างๆ และวางแนวทางการจัดการพื้นที่เพื่อการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน ใช้แผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) เป็นเครื่องมือบริหารจัดการจัดทำข้อมูลเชิงพื้นที่สำหรับการวางแผนและประเมินผลการปรับเปลี่ยนกิจกรรมการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสม (N) โดยนำข้อมูลขอบเขตแปลงที่ยึดคืนจาก ส.ป.ก. ใช้ในการวางแผนข้อมูลดินและแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดิน

พร้อมด้วยคำแนะนำเบื้องต้น และจัดส่งให้ ส.ป.ก. จังหวัด ไปร่วมประชุมพิจารณาแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินกับ คทช. จังหวัด พร้อมส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่ ส.ป.ก. ให้มีความรู้ความเข้าใจและทำการเก็บตัวอย่างดินเพื่อการตรวจวิเคราะห์ได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ และเห็นความสำคัญของตรวจวิเคราะห์ดินก่อนการเพาะปลูกพืช เพื่อให้ทราบว่าในดินมีธาตุอาหารสำคัญอะไรบ้างที่จำเป็นสำหรับการเพาะปลูกพืช จะต้องทำการปรับปรุงบำรุงดินด้วยวิธีการใดให้มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสำหรับการเพาะปลูกพืช เพื่อช่วยเหลือให้เกษตรกรรายย่อยได้ลดต้นทุนการผลิต โดยกรมพัฒนาที่ดินจะให้การสนับสนุนเกษตรกรด้านปัจจัยการผลิตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านองค์ความรู้การพัฒนาที่ดิน เมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสดชนิดต่างๆ เช่น ปอเทือง ถั่วพุ่ม ถั่วพร้า โสนแอพฟริกัน ถั่วมะแฮะ และอื่นๆ สำหรับปลูกเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน วัสดุปูน เช่น โดโลไมท์ ปูนมาร์ล ปูนหินฝุ่นบด เพื่อการปรับปรุงสภาพดินเปรี้ยว-ดินกรด ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพจุลินทรีย์ สารเร่ง พด. ชนิดต่างๆ เพื่อใช้ช่วยลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต รวมทั้งการแจกจ่ายพันธุ์กล้าหญ้าแฝกสำหรับปลูกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ ช่วยรักษาสภาพแวดล้อมต่อไป

รายงานพิเศษ : พด.เตรียมนำ ‘LDD Soil Guide’ จัดแสดงในงาน Thailand Innovation and Design Expo 2017

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/289847

รายงานพิเศษ : พด.เตรียมนำ ‘LDD Soil Guide’  จัดแสดงในงาน Thailand Innovation and Design Expo 2017

รายงานพิเศษ : พด.เตรียมนำ ‘LDD Soil Guide’ จัดแสดงในงาน Thailand Innovation and Design Expo 2017

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

แอพพลิเคชั่น “LDD Soil Guide” เป็นนวัตกรรมด้านดินและปุ๋ยที่กรมพัฒนาที่ดินจัดทำขึ้น ซึ่งเป็นผลงานด้านนวัตกรรมและการออกแบบร่วมกับกลุ่ม Startup Thailand ทั้ง 10 กลุ่มสินค้า โดยแอพพลิเคชั่นนี้ เป็น 1 ใน 100 ผลงานนวัตกรรมที่ได้รับการคัดเลือกให้จัดแสดงในส่วนของนิทรรศการ Startup Showcase ในงาน Thailand Innovation and Design Expo 2017 (T.I.D.E.2017) ระหว่างวันที่ 14-17 กันยายน 2560 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร ซึ่งจัดขึ้นโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า กรม จะร่วมจัดแสดงนิทรรศการ พร้อมนักวิชาการประจำบูธ เพื่อให้ความรู้ด้านดิน และวิธีการนำดินมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตร เผยแพร่ความรู้เรื่องดินผ่านแอพพลิเคชั่นให้แก่ผู้เข้าร่วมงานนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ซึ่ง “LDD Soil Guide” นอกจากใช้บนโทรศัพท์มือถือแล้ว ยังสามารถใช้บนคอมพิวเตอร์ทั่วไปได้อีกด้วย โดยเข้าไปในเว็บไซต์กรมพัฒนาที่ดิน http://www.ldd.go.th

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดงผลงานการประดิษฐ์คิดค้น ด้านนวัตกรรมและงานออกแบบและกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย เป็นเวทีให้กับนักออกแบบ นักคิด นักประดิษฐ์ และผู้ประกอบการของไทยเผยแพร่ผลงาน สร้างปฏิสัมพันธ์ เชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพื่อก่อให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ในอนาคต

“LDD Soil Guide เป็นแอพพลิเคชั่นที่นำเสนอแผนที่ดิน ข้อมูลและสมบัติของดิน พร้อมคำแนะนำในการจัดการดิน ปุ๋ย ตามความเหมาะสมสำหรับพืชรวมทั้งข้อจำกัดต่างๆ ในเบื้องต้น ควบคู่กับแอพพลิเคชั่น “ปุ๋ยรายแปลง” ซึ่งเป็นการให้คำแนะนำจัดการดินและปุ๋ย เมื่อมีการเก็บตัวอย่างดินและมีผลวิเคราะห์ดินเป็นรายแปลง โดยใช้แอพพลิเคชั่น LDD Soil Guide ในการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นของพื้นที่ก่อน เพื่อให้ทราบสมบัติ ลักษณะของดิน ข้อจำกัด แนวทางจัดการดินและปุ๋ยของดินนั้นๆ หากหาแนวทางการจัดการดินและปุ๋ยได้ตามต้องการ สอดคล้องกับสภาพที่เป็นจริงในพื้นที่ และสามารถนำคำแนะนำนั้นไปปรับใช้ไนพื้นที่ทำการเกษตรได้ทันที แต่หากมีข้อสงสัยในคำแนะนำที่อาจไม่ตรงกับสภาพพื้นที่ปัจจุบัน เนื่องจากมีการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างเข้มข้นและขาดการบำรุงรักษาอย่างถูกวิธี ทำให้ต้นทุนการผลิตพืชเพิ่มขึ้น ผลผลิตลดน้อยลง หรือคาดการณ์ว่าอาจจะมีปุ๋ยเคมีหรือสารเคมีตกค้างมากเกินไป สามารถเก็บตัวอย่างดินส่งตรวจวิเคราะห์ได้ที่สถานีพัฒนาที่ดินหรือหมออาสาประจำหมู่บ้าน เมื่อได้รับผลการวิเคราะห์แล้ว ก็จะมีคำแนะนำการจัดการดินและปุ๋ยที่มีประสิทธิภาพประกอบมาด้วย ซึ่งเกษตรกรสามารถนำคำแนะนำมาใช้ในการปรับปรุงพื้นที่ทางการเกษตรร่วมกับการใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพกรมพัฒนาที่ดิน อาทิ สารเร่งซุปเปอร์ พด.1 เพื่อผลิตปุ๋ยหมัก สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 เพื่อผลิตน้ำหมักชีวภาพ สารเร่งซุปเปอร์ พด.3 ป้องกันโรคโคนเน่าหรือรากเน่า สารเร่งซุปเปอร์ พด.6 บำบัดน้ำเสีย ขจัดกลิ่นเหม็นและกำจัดลูกน้ำยุงรำคาญ และสารเร่ง พด.7 ป้องกันแมลงและศัตรูพืช รวมถึงการปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าว

สำหรับผู้ที่สนใจต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1-12 สถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัด หมอดินอาสาประจำหมู่บ้าน/ชุมชน หรือ กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมพัฒนาที่ดิน โทร. 0-2579-8515

รายงานพิเศษ : ศาสตร์พระราชารับมือน้ำเหนือ…ลุ่มเจ้าพระยาพ้นวิกฤติ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/288841

รายงานพิเศษ : ศาสตร์พระราชารับมือน้ำเหนือ...ลุ่มเจ้าพระยาพ้นวิกฤติ!

รายงานพิเศษ : ศาสตร์พระราชารับมือน้ำเหนือ…ลุ่มเจ้าพระยาพ้นวิกฤติ!

วันพุธ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“พายุเซินกา” พัดผ่านประเทศไทย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง น้ำท่วมในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่จังหวัดสกลนคร ร้อยเอ็ด ยโสธร และอุบลราชธานี สร้างความเสียหายให้กับชีวิต ทรัพย์สิน และผลผลิตทางการเกษตร แต่ในพื้นที่ภาคกลางโดยเฉพาะลุ่มเจ้าพระยานั้น แม้จะมีฝนตกอย่างต่อเนื่องแต่ก็ไม่ได้สร้างความเสียหาย พืชผลทางการเกษตร สามารถเก็บเกี่ยวข้าวนาปีได้โดยไม่ได้รับความเสียหายใดๆ

ล่าสุดกรมอุตุนิยมวิทยา โดย นายวันชัย ศักดิ์อุดมไชย อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกมาเตือนว่า ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน 2560 ยังคงมีฝนตกชุกหนาแน่น โดยเฉพาะในภาคกลาง และภาคใต้ฝั่งตะวันตกกับมีฝนหนักหลายพื้นที่และหนักมากบางแห่ง อาจก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหลหลาก รวมทั้งน้ำล้นตลิ่งในบางแห่ง จากนั้นถึงจะลดลงและเข้าสู่ฤดูหนาวในเดือนตุลาคม 2560

กรมชลประทาน ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบเรื่องน้ำของประเทศ ได้วางแผนรับมือน้ำเหนือที่อาจจะไหลหลากลงมา โดยนำ “ศาสตร์พระราชา” ในเรื่องของแก้มลิงมาขยายผลใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ “โครงการบริหารจัดการน้ำแบบประชาชนมีส่วนร่วม พื้นที่ทุ่งหน่วงน้ำบางระกำ” หรือ “โครงการบางระกำโมเดล 60” จึงเกิดขึ้น โดยเปลี่ยนปฏิทินการทำนาปีของเกษตรกรทุ่งบางระกำ ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำใน 2 จังหวัด คือ พิษณุโลก สุโขทัย

นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า การปรับเปลี่ยนปฏิทินในการทำนาปีของเกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าว นอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงที่ผลผลิตข้าวจะได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมแล้ว ยังส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ภาครัฐเองก็ยังสามารถประหยัดงบประมาณที่จะจ่ายเงินชดเชยค่าความเสียหายจากน้ำท่วม และที่สำคัญหลังจากเกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิต ยังสามารถใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นแก้มลิงธรรมชาติ รองรับน้ำในฤดูน้ำหลาก เพื่อลดผลกระทบจากอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นในเขตชุมชน พื้นที่เศรษฐกิจ และสถานที่ราชการของจังหวัดสุโขทัย ตลอดจนเป็นการหน่วงน้ำรอการระบายไม่ให้เกิดผลกระทบกับลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างอีกด้วย โดยจะควบคุมระดับน้ำท่วมไม่ให้กระทบต่อที่อยู่อาศัยและการสัญจรของราษฎร ซึ่งจะสามารถเก็บกักน้ำได้สูงสุดประมาณ 400 ล้านลบ.ม. ในระยะเวลาประมาณ 3-4 เดือน

นอกจากนี้ยังจะช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เสริมจากการทำอาชีพประมง ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำ และการปล่อยน้ำให้ท่วมนาในช่วงนี้ จะทำให้ปลาชุกชุมมากเป็นพิเศษ เนื่องจากเมล็ดข้าวที่ร่วงหล่นในช่วงเก็บเกี่ยวหรือเกิดขึ้นมาใหม่ จะเป็นอาหารอย่างดีของปลา รวมทั้งน้ำที่เก็บกักไว้ยังสามารถนำมาบริหารจัดการใช้เป็นน้ำต้นทุนในการทำนาปรัง และการอุปโภคบริโภคเป็นการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดอีกด้วย

โดยปกติเกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนล่าง จะทำนาปีในช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม เพราะต้องรอน้ำฝนก่อน เนื่องจากไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำต้นทุนภายในลุ่มน้ำ จึงมีความเสี่ยงสูงที่ผลผลิตจะได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม กระทรวงเกษตรฯโดยกรมชลประทานจึงได้ปรับเปลี่ยนปฏิทินการทำนาปีใหม่ ให้มาทำนาปีตั้งแต่เดือนเมษายน 2560 จากเดือนเมษายน2560 ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน “โครงการบางระกำโมเดล 60” การดำเนินงานประสบผลสำเร็จตามแผนที่วางไว้

นายชำนาญ ชูเที่ยง ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายมน่าน กรมชลประทาน กล่าวว่า ขณะนี้ เกษตรกรได้เก็บเกี่ยวข้าวเสร็จทั้งหมดแล้ว และกรมชลประทานเริ่มระบายน้ำจากแม่น้ำยมสายเก่าและแม่น้ำยมสายหลัก เข้าไปกักเก็บไว้บ้างแล้วประมาณ 100,000 ไร่ ในอัตราเฉลี่ยประมาณ 150 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ต่อวินาที หรือวันละ 12 ล้านลบ.ม. รวมปริมาณน้ำที่มีอยู่ทั้งในคลองและในทุ่งบางละกำแล้วประมาณ 120 ล้านลบ.ม. ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกประมาณ 280 ล้าน ลบ.ม.

“แม้การเก็บเกี่ยวข้าวของเกษตรกรบางส่วนอาจจะล่าช้าไปบ้าง แต่สามารถเก็บเกี่ยวข้าวได้ทุกแปลง โดยที่ไม่ได้รับความเสียหายจากน้ำ” นายชำนาญกล่าว

การวางแผนใช้พื้นที่ลุ่มต่ำเป็นแก้มลิง ตามศาสตร์พระราชานั้น กรมชลประทานไม่ได้ดำเนินการแค่ “โครงการบางระกำโมเดล 60” เท่านั้น ยังมีการขยายผลไปยังพื้นที่ลุ่มต่ำอื่นๆ ที่มีลักษณะภูมิประเทศที่ใกล้เคียงหรือคล้ายคลึงกัน เช่น ทุ่งบางบาล ที่จะใช้เป็นพื้นที่รับน้ำในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างก่อนที่จะเข้าสู่กรุงเทพฯและปริมณฑล ซึ่งมีพื้นที่กว่า 30,000 ไร่ ครอบคลุม 4 อำเภอ อำเภอเสนา อำเภอผักไห่ อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และอำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง สามารถหน่วงน้ำรอการระบายได้ประมาณ 75 ล้าน ลบ.ม.

นายพงศ์ศักดิ์ อรุณวิจิตรสกุล ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 11 กรมชลประทาน ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ปริมณฑลรอบกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย จังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร กล่าวว่ากรมชลประทานได้ขอความร่วมมือจากเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณทุ่งบางบาล ให้ปล่อยพื้นที่นาให้ว่างหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวนาปรังในเดือนกันยายน 2560 ที่จะถึงนี้ อย่าเพิ่งทำนาปีต่อเนื่อง เพื่อเตรียมสำรองพื้นที่ไว้ใช้เป็นแก้มลิงธรรมชาติ ตัดยอดน้ำที่จะไหลลงสู่กรุงเทพฯและปริมณฑล

แต่สถานการณ์น้ำจะต้องวิกฤติจริงๆ ถึงจะปล่อยน้ำเข้าพื้นที่นาดังกล่าว

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างขณะนี้ยังไม่วิกฤติ ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนที่จะไหลเข้าสู่เขตกรุงเทพฯ ณ สถานีวัดน้ำบางไทรยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ล่าสุดอัตราการไหลเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1,568 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ยังต่ำกว่าเกณฑ์วิกฤติคือ 3,000-3,500 ลูกบาศก์ต่อวินาที ซึ่งกรมชลประทานได้ใช้โอกาสนี้ในการพร่องน้ำในคลองสายต่างๆ เขตปริมณฑลให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและปลอดภัย เพื่อรองรับปริมาณน้ำเหนือที่จะไหลลงมาในช่วงสิงหาคม-กันยายนนี้

“สถานการณ์น้ำในพื้นที่ปริมณฑลในขณะนี้ยังไม่น่าเป็นห่วง ไม่มีสัญญาณใดๆ ที่จะเกิดน้ำท่วม ปริมาณน้ำเหนือที่ไหลลงมาทั้งในแม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำท่าจีน อยู่ในเกณฑ์ปกติ ส่วนปริมาณน้ำในเขื่อนที่มีผลกระทบต่อลุ่มเจ้าพระยา คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ยังมีปริมาณน้ำเพียงร้อยละ 55 ของปริมาณความจุเท่านั้น ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 10,000 ล้านลูกบาศก์เมตร” ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 11 กล่าว

ขณะนี้เริ่มเข้าสู่ช่วงปลายฤดูฝนแล้ว แม้จะมีฝนตกหนักบ้างในบางพื้นที่ แต่สำหรับลุ่มเจ้าพระยาแล้วปัจจัยต่างๆที่จะส่งสัญญาณว่าจะเกิดน้ำท่วมใหญ่เหมือนปี 2554 ยังไม่มีเลย ในขณะที่การเตรียมพร้อมรับมือ ตามแนวทาง “ศาสตร์พระราชา” ของกรมชลประทาน มีความพร้อมเต็ม 100%

ปี 2560 ลุ่มเจ้าพระยาไม่เกิดมหาอุทกภัยซ้ำรอยปี 2554 แน่นอน…..ฟันธง!!

รายงานพิเศษ : ‘YOUNG SMART FARMER’เขต1 ยกระดับฟาร์มเห็ดด้วยนวัตกรรมระบบการจัดสภาพแวดล้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/288425

รายงานพิเศษ : ‘YOUNG SMART FARMER’เขต1 ยกระดับฟาร์มเห็ดด้วยนวัตกรรมระบบการจัดสภาพแวดล้อม

รายงานพิเศษ : ‘YOUNG SMART FARMER’เขต1 ยกระดับฟาร์มเห็ดด้วยนวัตกรรมระบบการจัดสภาพแวดล้อม

วันจันทร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายพัชรพล โพธิ์พันธุ์ จาวาฟาร์ม Young Smart Farmer จ.ชัยนาท กล่าวว่า ปัจจุบันตนทำฟาร์มเห็ดในรูปแบบโรงเรือนระบบปิด ซึ่งในการปฏิบัติงานของทางฟาร์มนั้นจะมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีเข้าไปช่วยในทุกๆส่วนของการดำเนินงาน เพื่อเพิ่มคุณภาพ และลดแรงงานจากเจ้าของกิจการ และการจ้างงาน ตั้งแต่การผลิตก้อนเชื้อจะใช้การผสมโดยชั่งตวงวัตถุดิบทุกชนิด การปรับความชื้นโดยการคำนวณระบบดิจิตอล นับเป็นการยกระดับฟาร์มเห็ดธรรมดาให้เป็นสมาร์ทฟาร์ม (Smart Farm) โดยการใช้นวัตกรรมด้านการเกษตรมากขึ้น เพื่อนำไปสู่การเพิ่มผลผลิตและพัฒนาภาคการเกษตรให้ยั่งยืนในอนาคต ทั้งเรื่องการผลิตก้อนเชื้อ การสืบค้นย้อนกลับได้ (Tracing) การทำก้อนเชื้อแบบประณีต ลดการสูญเสีย การทำโรงเรือนแบบปิดปรับสภาพแวดล้อมอัตโนมัติ สามารถติดตามได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านระบบอินเตอร์เนต (Iot) และนำการตลาดแบบออนไลน์ มาเป็นส่วนช่วยในการเพิ่มการตลาด

พัชรพล  โพธิ์พันธุ์ 

ซึ่งการผลิตก้อนเชื้อโดยทั่วไปใช้ความเคยชินและประสบการณ์ในการทำงาน การอัดก้อนเชื้อด้วยเครื่องจักร ใช้ระบบการนึ่งฆ่าเชื้อควบคุมด้วยระบบอัตโนมัติ การบ่มก้อนเชื้อในโรงเรือนปรับอากาศ การใช้ระบบ Barcode เข้ามาช่วยในการสืบค้นข้อมูลย้อนกลับได้ ส่วนการเปิดดอกเห็ดทำในโรงเรือนระบบปิด และปรับอากาศภายในโรงเรือนด้วยระบบ Evap ซึ่งควบคุมด้วยเซนเซอร์วัดอุณหภูมิและความชื้น ให้ความชื้นผ่านระบบ พ่นหมอก และ CoolingPad ทำให้สามารถควบคุมสภาวะแวดล้อมให้เหมาะสมกับเห็ดที่เปิดดอกได้ ช่วยให้สามรถทำผลผลิตได้ใกล้เคียงกันตลอดทั้งปี อีกทั้งสามารถคอนโทรล มอนิเตอร์ ผ่านอินเตอร์เนตและโทรศัพท์มือถือได้ตลอดเวลา

ด้านการตลาด เนื่องจากทางฟาร์มจะมีการเก็บข้อมูลทั้งหมดไว้ ข้อมูลการผลิตก้อนเชื้อ การเปิดดอก สภาพอากาศ ผลผลิต ทำให้สามารถคำนวณและคาดการณ์ ผลผลิตได้แน่นอน มีผลทำให้สามารถเจรจากับผู้ค้าได้ง่ายขึ้น อีกทั้งการผลิตของดอกเห็ดในระบบปิด จะทำให้การปนเปื้อนของผลผลิตน้อยลงกว่าโรงเรือนธรรมดามาก มีผลให้ดอกเห็ดจากทางฟาร์มสามารถยืดอายุการเก็บรักษาได้นานขึ้น ซึ่งถือเป็นจุดเด่นที่พอใจ และกำลังเริ่มใช้วิธีโฆษณาผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย เพื่อเพิ่มขยายช่องทางการตลาดให้มากขึ้น

นอกจากการขายดอกเห็ดสดๆ แล้วฟาร์มของเรายังมุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ในเบื้องต้นทางฟาร์มกำลังเริ่มทดลองการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากเห็ด เช่น น้ำพริกเห็ดกรอบ เห็ดสวรรค์ แหนมเห็ด ข้าวเกรียบเห็ด และได้มีการทดลองการปลูกพืชในระบบโรงเรือนและไฮโดรโพนิคเพิ่มขึ้น โดยมีแผนจะเปิดเป็นแปลงท่องเที่ยวการเกษตร และร้านค้าผลิตภัณฑ์จากฟาร์มในพื้นที่ฟาร์มต่อไป

“ในยุคปัจจุบันเกษตรกรยุคใหม่ จะต้องเรียนรู้ที่จะนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ในด้านการเกษตรให้มากขึ้น เพื่อเป็นการสร้างมูลค่าสินค้าและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรโดยเฉพาะตามแนวนโยบายของภาครัฐที่ต้องการปรับเปลี่ยนเข้าสู่ยุค Thailand 4.0 เพื่อให้ประเทศไทยกลายเป็นกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง เน้นการผลิตในพื้นที่ที่ไม่มากแต่สามารถสร้างรายได้ที่ดีพอเลี้ยงครอบครัวได้อย่างยั่งยืน รวมถึงอาจจะต้องเปลี่ยนจากการผลิตสินค้า “โภคภัณฑ์” มาเป็นการผลิตที่ลดแรงงาน แต่เพิ่มคุณภาพและจำนวนของผลผลิตที่ได้ ภายใต้การใช้แนวคิดที่ว่าต้องทำงานน้อยลง แต่ได้ผลผลิตที่ดีและมีคุณภาพมาตรฐานมากขึ้น

ไม่เพียงเท่านี้ต้องมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลาไม่ยึดติดกับองค์ความรู้เดิม และพร้อมที่จะเปิดใจทดลองใช้เทคโนโลยีพร้อมองค์
ความรู้ใหม่ๆ ด้วยการแปรรูปและออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อยู่เสมอเพื่อเพิ่มมูลค่า ต้องสร้างกลุ่มเป็นเครือข่ายในการประสานงาน แลกเปลี่ยนความรู้ใหม่ๆ พร้อมทั้งเรียนรู้ประสบการณ์ด้านการเกษตรจากสมาชิกเพิ่มเติมอีกด้วย ทั้งยังเป็นเครือข่ายในการขยายตลาด โดยมีความเข้มแข็งสามารถต่อรองกับตลาด คนกลาง หรือสามารถเป็นลู่ทางในการส่งตรงผลผลิตสู่ผู้บริโภคได้” นายพัชรพล กล่าว

อย่างไรก็ตาม จากการปรับตนเองมาสู่การทำเกษตรยุคสมัยใหม่ที่เน้นการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้มากขึ้น นับเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการผลักดันให้เกษตรกรไทยมีการพัฒนา และสามารถลืมแนวคิดและความเชื่อเก่าๆในสังคม ที่ว่าเกษตรกรต้องใช้แรงงานแลกเงินไปวันๆ หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน เป็นกลุ่มคนระดับล่าง รายได้ต่ำ เปลี่ยนมาเป็นการประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่มีความมั่นคงยั่งยืน มีอิสระในการทำงาน สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ มีการตลาดแบบเครือข่าย ส่งเสริมการจ้างงานในชุมชนอีกด้วย

สำหรับใครที่ต้องการศึกษาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเพาะเห็ดที่ทันสมัย หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ จาวาฟาร์ม 60/7 หมู่ที่ 8 ตำบลแพรกศรีราชาอำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท เบอร์โทรศัพท์ 09-5635-1811

รายงานพิเศษ : ทุเรียนทรายขาวปัตตานีอีกหนึ่งความสำเร็จ ของการขับเคลื่อนแปลงใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/287930

รายงานพิเศษ : ทุเรียนทรายขาวปัตตานีอีกหนึ่งความสำเร็จ ของการขับเคลื่อนแปลงใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง

รายงานพิเศษ : ทุเรียนทรายขาวปัตตานีอีกหนึ่งความสำเร็จ ของการขับเคลื่อนแปลงใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง

วันศุกร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ทุเรียนทรายขาว เป็นทุเรียนที่มีพื้นที่ปลูกอยู่บริเวณเชิงเขา ของเทือกเขาสันกาลาคีรี เป็นทุเรียนหมอนทองพันธุ์ดี ที่ผ่านการดูแลด้วยประสบการณ์จากรุ่นสู่รุ่น ด้วยภูมิปัญญาของบรรพชน ประกอบกับพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์ แหล่งน้ำจากเทือกเขาตามธรรมชาติ อากาศบริสุทธิ์ ส่งผลให้ทุเรียนทรายขาวมีคุณภาพ มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น เนื้อแห้ง เปลือกบาง รสหวาน หอม ปราศจากสารเคมี จนเป็นที่กล่าวขาน

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กล่าวว่า ตามที่พลเอกฉัตรชัย
สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายเน้นให้ความสำคัญในเรื่องการลดต้นทุนการผลิต โดยการรวมแปลงการผลิตของเกษตรกรเป็นแปลงใหญ่อันจะก่อให้เกิดกิจกรรมลดต้นทุนการผลิตตามที่กำหนดและสามารถวัดผลสัมฤทธิ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม เป็นการเพิ่มโอกาสในการแข่งขันให้กับสินค้าเกษตร ทั้งนี้จะต้องทำการผลิตในพื้นที่ที่มีความเหมาะสม ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ประกาศเขตพื้นที่เหมาะสมสำหรับการผลิตสินค้า 20 ชนิด ไว้แล้ว โดยมีหลักการคือการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต อาทิ ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ รวมทั้งผลผลิตมีคุณภาพได้มาตรฐาน ตรงตามความต้องการของตลาด มีการผลิตร่วมกันเป็นกลุ่มและมีการเชื่อมโยงกับตลาดเพื่อบริหารจัดการให้เกิดสมดุลระหว่างอุปทานและอุปสงค์ของสินค้า แก้ปัญหาเรื่องสินค้าล้นตลาดและราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ซึ่งจากการกำกับ ดูแล การ
ขับเคลื่อนงานการส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ ในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ปัจจุบันมีแปลงใหญ่ที่ผ่านระบบการรายงานจากจังหวัดแล้ว จำนวน 149 แปลง เป็นแปลงใหญ่ ปี 2559 จำนวน 29 แปลง และแปลงใหญ่ ปี 2560 จำนวน 120 แปลง มีสินค้า จำนวน 19 ชนิด ประกอบด้วย ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน มังคุด ลองกอง เงาะ ส้มโอปูโก ส้มโชกุน มะนาว สละ ฝรั่ง มะพร้าว กล้วยหิน พืชผัก ไม้ดอกไม้ประดับ ผึ้ง แพะ และกุ้งขาว เกษตรกร 11,423 ราย พื้นที่ 80,058 ไร่ และยังอยู่ระหว่างการพิจารณาแปลงใหญ่เพิ่มเติมจำนวน 29 แปลง ทั้งนี้ สินค้าที่มีการส่งเสริมและพัฒนาในรูปแบบแปลงใหญ่ สามารถทำให้เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง คือ แปลงใหญ่ทุเรียนทรายขาว ตำบลทรายขาว อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี

ด้าน นายดลรอมาน สาเมาะบาซา ประธานแปลงใหญ่ทุเรียนทรายขาว ตำบลทรายขาว อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี กล่าวว่า ทุเรียนเป็นราชาแห่งผลไม้ที่คนไทยและชาวต่างชาติให้การยอมรับ การส่งเสริมและพัฒนาในรูปแบบแปลงใหญ่ เป็นอีกหนึ่งนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนในพื้นที่ตำบลทรายขาย มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในการประกอบอาชีพด้านการเกษตร ปัจจุบันมีเกษตรกร 120 ราย 136 แปลง พื้นที่ 362 ไร่ และเมื่อปี 2559 เกษตรกรสามารถผลิตทุเรียนระดับ Premium Grade จำนวน 18.1 ตัน ได้ราคากิโลกรัมละ 90-100 บาท ต่างจากราคาทั่วไปถึงกิโลกรัมละ 30 บาท และรับซื้อทุเรียนตกเกรดราคาสูงกว่าท้องตลาดทั่วไป กิโลกรัมละ 1 บาท จำนวน 27.15 ตัน สามารถนำรายได้เข้าสู่ชุมชนได้เป็นอย่างดี นับว่าเป็นผลสำเร็จจาการบูรณาการการทำงานระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร ในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

นายไพศาลยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่าผลสำเร็จจากการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรในรูปแบบแปลงใหญ่ สรุปได้ดังนี้คือ 1.เกิดการ
บูรณาการการขับเคลื่อนงานของหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ภาคเอกชน และภาคประชน ประกอบด้วย สำนักงานเกษตร สำนักงานพาณิชย์ สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ สถานีพัฒนาที่ดิน ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร เกษตรและสหกรณ์ สำนักงานจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบลทรายขาว กำนันผู้ใหญ่บ้าน ห้างเซ็นทรัล เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนซึ่งเป็นสมาชิกแปลงใหญ่ 2. ลดต้นทุนการผลิต จากกิจกรรม 1) ใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน 2) ใช้สารชีวภัณฑ์ทดแทนสารเคมี 3) ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยคอก ทดแทนปุ๋ยเคมี ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง จากเดิม 11,000 บาท/ไร่ เป็น 9,500 บาท/ไร่ (ลดลงร้อยละ 13.64) 3.เพิ่มผลิต จากกิจกรรม 1) การใช้ปุ๋ยถูกต้องและเหมาะสม 2) การตัดแต่งกิ่ง ทรงพุ่ม 3) การป้องกัน กำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสาน ผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก 1,000 กิโลกรัม/ไร่ เป็น 1,200 กิโลกรัม/ไร่ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.33)

4.เพิ่มคุณภาพผลผลิต จากกิจกรรม อบรมและตรวจรับรองการผลิตตามมาตรฐาน GAP ผลผลิตได้มาตรฐาน GAP ทุกแปลง 5.เพิ่มมูลค่าผลผลิต จากกิจกรรม 1) จัดทำระบบ QR code 2) ทำป้าย Story ติดสติ๊กเกอร์ 3) ทุเรียน Premium Grade ในราคาสูงกว่าราคาตลาดทั่วไป 30 บาท โดยบริษัทจะรับผิดชอบค่าโสหุ้ย เช่น ค่าขนส่ง ค่าสติ๊กเกอร์ และค่าจัดทำ QR code และมีการสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรแปรรูปทุเรียนกวนจากผลผลิตที่ตกเกรด นอกจากนี้ สินค้าตกเกรดบางส่วนยังมีการส่งขายตลาดไทย ตลาดนนทบุรี และตลาดอื่นๆ ทั้งนี้ ทุเรียนทรายขาว ได้รับรางวัลชนะเลิศสุดยอดทุเรียน เมื่อปี 2559 ในงาน Amazing Durian Festival 2016 ณ กรุงเทพมหานคร จากนักชิมทุเรียนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ และ 6.ส่งเสริมอาชีพเสริมรายได้จากการเลี้ยงสัตว์ พริกไทย ผักเหลียง ทำเกษตรกรลดรายจ่ายลงครัวเรือนละ 1,000-2,000 บาท และสามารถเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรครัวเรือนละ 1,000-2,000 บาท เช่นกัน

รายงานพิเศษ : ‘ปิยะ แตะขอบฟ้า’ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ต้นแบบจัดการพื้นที่น้อย สร้างมูลค่าได้มาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/287726

รายงานพิเศษ : ‘ปิยะ แตะขอบฟ้า’ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์  ต้นแบบจัดการพื้นที่น้อย สร้างมูลค่าได้มาก

รายงานพิเศษ : ‘ปิยะ แตะขอบฟ้า’ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ต้นแบบจัดการพื้นที่น้อย สร้างมูลค่าได้มาก

วันพฤหัสบดี ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เกษตรกรรุ่นใหม่หรือ Young Smart Farmer กำลังสำคัญที่จะนำพาภาคเกษตรให้เจริญก้าวหน้าไปสู่การเป็นเกษตรกรยุคใหม่ หรือเกษตร 4.0 เนื่องจากเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ ใช้นวัตกรรม เทคโนโลยีหรือช่องการสื่อสารออนไลน์เข้ามาพัฒนาระบบการผลิต การตลาด และมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจเกษตรของตนเองอย่างไม่หยุดยั้ง

นางอ้อมทิพย์ สุทธิพงศ์เกียรติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี กล่าวว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี ดูแลรับผิดชอบพื้นที่ 8 จังหวัดภาคตะวันตก ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาครและสุพรรณบุรี ปัจจุบันมีเกษตรกรรุ่นใหม่จำนวนมากที่สามารถพัฒนาตนเองและผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง จนได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค ตลอดจนได้รับการยอมรับจากเกษตรกรรุ่นใหม่ด้วยกันเอง

ตัวอย่าง เกษตรกรรุ่นใหม่ของจังหวัดสุพรรณบุรี คือ นายปิยะกิจประสงค์ ที่หันหลังให้กับงานบริษัทเอกชนเพื่อกลับมาสานต่ออาชีพเกษตรที่บ้านเกิด ด้วยวัย 31 ปี กับการทำฟาร์มมะเขือเทศเชอรี่ บนพื้นที่เพียง 1 ไร่ แต่สามารถสร้างรายได้ดีเพราะผลิตภัณฑ์เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคในระยะเวลาอันรวดเร็ว ผ่านช่องทางสื่อออนไลน์

นายปิยะ เล่าว่า ตอนแรกก็ทำงานบริษัทเอกชนประมาณ 6 ปี เริ่มรู้สึกเบื่องาน ประกอบกับที่บ้านมีพื้นที่นิดหน่อยก็เลยอยากกลับไปทำงานที่บ้าน จุดมุ่งหมายแรกที่ตั้งธงไว้เลยคือเรามีพื้นที่น้อยประมาณ 1 ไร่ ทำยังไงให้สามารถสร้างมูลค่าจากพื้นที่ที่มีจำกัดให้ได้มากที่สุด จึงเลือกปลูกมะเขือเทศในเรือนระบบปิด เพราะใช้ระยะเวลาปลูกไม่นานแต่มีผลผลิตทยอยเก็บขายได้ต่อเนื่อง และสามารถทำรสชาติให้เป็นเอกลักษณ์ของเราเองได้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ “ฟาร์มมะเขือเทศเชอรี่ แตะขอบฟ้า” ที่มาของชื่อฟาร์มมาจากผมชอบใส่รองเท้าแตะช้างดาวที่มีขอบสีฟ้าทำงาน เพื่อนๆ เลยตั้งฉายาว่าแตะขอบฟ้าผมคิดว่าฉายานี้ดีเพราะมองอีกด้านว่าขอบฟ้าคือเราจะมุ่งไปข้างหน้าก็เลยใช้ชื่อฟาร์มนี้มาตลอด

โดยเริ่มทำฟาร์มแตะขอบฟ้ามาตั้งแต่ปี 2556 ช่วงนั้นอายุ 27 ปี เริ่มทำการปลูกแบบทั่วไป ในช่วงนี้ได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ทำให้เราพบจุดเปลี่ยน เพราะโครงการนี้ทำให้เรามีเครือข่ายเพิ่มขึ้น ได้องค์ความรู้ที่เครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ภาคตะวันตกถ่ายทอดให้ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์หลายอย่าง ทำให้เราได้เปิดโลกกว้าง นอกจากนั้น ยังได้รับโอกาสให้ไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น ได้เห็นการทำเกษตรที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง สามารถนำกลับมาปรับใช้กับฟาร์มของเราได้เป็นอย่างดี

สิ่งที่ผมได้รับจากการเป็นยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ คือ “เกษตรกรรุ่นใหม่ต้องเป็นมากกว่าเกษตรกร คือต้องเก่งทั้งด้านผลิตและขายเป็น” ผมจึงจำหน่ายตรงให้กับผู้บริโภค โดยมาอาศัยช่องทางโซเชียลมีเดีย อย่างเฟซบุ๊คในชื่อ “ฟาร์มมะเขือเทศเชอรี่ แตะขอบฟ้า” จะโพสต์ข้อมูลการทำฟาร์มมะเขือเทศเชอรี่ พอมีผลผลิตก็โพสต์ขายผู้สนใจสามารถเห็นก็จะสั่งซื้อหรือเดินทางมาท่องเที่ยวฟาร์มโดยตรงได้ ซึ่งเวลานักท่องเที่ยวมาเที่ยวอย่างน้อยต้องถ่ายรูปอัพรูปลงโซเชียลมีเดีย หรือเช็คอินสถานที่ฟาร์มของเรา แค่นี้เราก็ได้ตลาดเพิ่มโดยไม่เสียค่าโฆษณาใดๆ เลย

การปลูกมะเขือเทศเชอรี่ของผมเน้นความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นอันดับแรก เพราะผมถือว่าผู้บริโภคคือครอบครัว จะไม่เอาของไม่ดีมาขายเด็ดขาด ผมปลูกมะเขือเทศเชอรี่ตามมาตรฐาน GAP คือ ในช่วงแรกประมาณ 1 เดือนจะใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดแมลง และเมื่อเริ่มติดผลจะไม่ใช้สารเคมีเลย หากจำเป็นจะเว้นระยะให้นานที่สุดเพื่อความปลอดภัย ตัวอย่างเช่น เมื่อมีเพลี้ยไฟระบาดหนักมากต้องฉีดพ่นสารเคมีเพื่อกำจัด ถ้าลูกค้าติดต่อขอซื้อผมจะปฏิเสธเพราะไม่ปลอดภัยต่อลูกค้าผมมองว่าทุกอาชีพต้องมีจรรยาบรรณ เกษตรกรก็ต้องมีจรรยาบรรณ ถ้าผมจะขายต้องมั่นใจว่าปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งผมไม่ได้คิดว่าทำเพื่อธุรกิจเพียงอย่างเดียวแต่ทำเพราะมีความสุข ฉะนั้นผู้บริโภคที่ซื้อของเราไปบริโภคก็ต้องได้รับสิ่งที่ดีปลอดภัย 100%

ในด้านการบริหารจัดการ เช่น ระบบน้ำจะให้น้ำวันละ 5-6 ครั้งโดยใช้ไทม์เมอร์ตั้งเวลาอัตโนมัติ ซึ่งในอนาคตจะนำระบบ IoT (Internet
of Things) สั่งการทุกอย่างผ่านระบบอินเตอร์เนตจากสมาร์ทโฟน ขณะนี้อยู่ระหว่างการเก็บข้อมูลสถิติ เช่น อุณหภูมิในโรงเรือนเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขโรงเรือนให้เหมาะสมต่อไป ส่วนการจัดการปุ๋ยจะซื้อแม่ปุ๋ยมาผสมเองทำให้ได้สูตรปุ๋ยที่ต้องการ ส่งผลให้มะเขือเทศเชอรี่ที่นี่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครและผู้บริโภคมีความต้องการเพราะ “หวาน กรอบ ไร้เมล็ด อร่อย และยังคงความสดใหม่ เสมือนคุณเก็บจากต้น”

ขอฝากถึงเพื่อนเกษตรกรว่าไม่จำเป็นต้องทำเกษตรบนพื้นที่ขนาด 20-30 ไร่ แต่เรามาทำพื้นที่น้อยแต่สร้างมูลค่าให้ได้มากขึ้นจะดีกว่า อย่างผมใช้พื้นที่ 1 ไร่ แบ่งปลูกมะเขือเทศเชอรี่เป็น 2 รอบต่อปี รอบหนึ่งตั้งแต่เพาะเมล็ดจนถึงเก็บผลผลิตรวมเวลา 6 เดือน เฉลี่ยมะเขือเทศเชอรี่หนึ่งต้นให้ผลผลิต 2 กก. ผมขายผลผลิต 100 บาทต่อ กก. รอบหนึ่งได้ผลผลิตประมาณ 3 ตัน หนึ่งปีจะได้รวม 6 ตัน ก็มีรายได้ที่คุ้มค่าพอสมควร แค่รายได้รอบเดียวก็สามารถคืนทุนที่ลงไปโดยเฉพาะค่าโรงเรือน ส่วนค่าน้ำ ไฟ ปุ๋ย ไม่สูงมากนัก อีกทั้งไม่มีค่าจ้างแรงงานเพราะผมใช้แรงงานตัวเอง ถือคติทำแค่ที่เราทำไหว เน้นคุณภาพไม่เน้นปริมาณ ส่วนความต้องการมะเขือเทศเชอรี่ที่มากขึ้น ผมก็อาศัยเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรเฟรชฟิน ซึ่งเป็นกลุ่มยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ของจังหวัดสุพรรณบุรีเข้ามาเสริม ปัจจุบันมีสมาชิกกลุ่ม 10 คน คนที่ปลูกมะเขือเทศเชอรี่ก็จะใช้สูตรเดียวกัน บริหารจัดการเหมือนกันและมารวมกันขายภายใต้แบรนด์เดียวกันคือ KASET FRESH FIN (เกษตร เฟรช ฟิน)

“ในอนาคตผมจะพัฒนาฟาร์มแตะขอบฟ้าให้เป็นศูนย์เรียนรู้ เป็นแหล่งสร้างแรงบันดาลใจให้คนที่ตกงานหรืออยากผันตัวมาทำการเกษตรได้เข้ามาเรียนรู้ เพราะผมมองว่าอาชีพเกษตรกรเป็นอาชีพหลักของคนไทย ถ้าพัฒนาระบบการจัดการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่ดีเพราะเกษตรกรไทยเก่งในการผลิตอยู่แล้ว เพียงแต่เชื่อมโยงตลาดได้ก็จะยั่งยืน”ปิยะ กล่าวทิ้งท้าย