รายงานพิเศษ : จัดใหญ่งานเกษตรไทยก้าวหน้าฯ16-20ส.ค. สืบสานพระราชปณิธาน-เปิดอบรมฝึกอาชีพฟรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/285959

รายงานพิเศษ : จัดใหญ่งานเกษตรไทยก้าวหน้าฯ16-20ส.ค. สืบสานพระราชปณิธาน-เปิดอบรมฝึกอาชีพฟรี

รายงานพิเศษ : จัดใหญ่งานเกษตรไทยก้าวหน้าฯ16-20ส.ค. สืบสานพระราชปณิธาน-เปิดอบรมฝึกอาชีพฟรี

วันจันทร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศจัดงานเกษตรไทยก้าวหน้า ภายใต้ร่มพระบารมียิ่งใหญ่ที่สุดกับมหกรรมสินค้าเกษตรใจกลางเมืองหลวง ณ สวนลุมพินีระหว่างวันที่ 16-20 สิงหาคมนี้ เชิญชมนิทรรศการสืบสานพระราชปณิธาน พบกับสุดยอดนวัตกรรมทางการเกษตร เลือกสรรสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพชั้นเลิศ และเข้าร่วมฝึกอบรมเกษตรคนเมือง เรียนรู้ด้านการเกษตร การทำอาหาร ของใช้สร้างสุขลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ กับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ฟรี เพียงลงทะเบียนจองสิทธิ์ก่อนใคร

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดงาน “เกษตรไทยก้าวหน้า ภายใต้ร่มพระบารมี” อย่างยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 16-20 สิงหาคม 2560 ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ ซึ่งกิจกรรมในงานได้รวมเกษตรกรกว่า 3,000 คน มาแสดงผลผลิตทางการเกษตรคุณภาพมากมายและหลากหลายชนิดสินค้า นอกจากสินค้ามีราคายุติธรรมแล้ว ยังได้พบกับนิทรรศการสานต่อพระราชปณิธานทางด้านการเกษตร การให้บริการคลินิกทางการเกษตร พร้อมให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญการให้บริการความรู้การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผึ้งและแมลงเศรษฐกิจ รวมทั้งการให้คำปรึกษาการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงในสังคมเมือง

นอกจากนี้ ภายในงานยังจัดกิจกรรมฝึกอบรมเกษตรคนเมือง เรียนรู้ด้านการเกษตร การทำอาหาร ของใช้สร้างสุข ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้กับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งเป็นหลักสูตรที่เด่น ดีและมีประโยชน์สำหรับคนในสังคมเมือง โดยหลักสูตรด้านการเกษตร เช่น เทคนิคที่จำเป็นในการปลูกพืชผัก ฝึกทักษะการขยายพันธุ์พืช การเลือกพืชและภาชนะปลูกที่เหมาะสม รวมถึงสามารถแก้ปัญหาพืชผักที่บ้านไม่งามดั่งใจได้ ส่วนหลักสูตรด้านอาหาร อาทิ นวัตกรรมแป้งบัว ซึ่งเป็นนวัตกรรมสำหรับคนเป็นเบาหวานหรือคนที่แพ้แป้งสาลีก็ทานได้ รวมถึงการแปรรูปผลไม้ราคาถูกให้ดูแพง เป็นต้น ส่วนหลักสูตรเกี่ยวกับของใช้สร้างสุขเช่น การเปลี่ยนของซ้ำๆ มาเป็นของน่าใช้ด้วยเดคูพาจและการเลือกวัตถุดิบที่เหมาะสมกับผิวคุณและคนที่คุณรัก สร้างสรรค์รูปแบบตามสไตส์ของคุณเองกับการทำของใช้ในบ้าน เช่น สบู่ ลิปบาล์ม เป็นต้น และยังมีหลักสูตรอื่นๆอีกมากมายกว่า 20 หลักสูตร และการสาธิตการแปรรูปจากผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งหากท่านใดต้องการสู่การประกอบอาชีพในอนาคตเพียงแค่สมัครจองสิทธิ์การฝึกอบรมผ่านเว็บไซต์ http://kasetsunluam.doae.go.th ได้แล้ววันนี้

รายงานพิเศษ : เกษตรกรอำนาจเจริญปรับที่นาปลูกอ้อยแปลงใหญ่ ลดความเสี่ยงเรื่องตลาด-รายได้มั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/284926

รายงานพิเศษ : เกษตรกรอำนาจเจริญปรับที่นาปลูกอ้อยแปลงใหญ่ ลดความเสี่ยงเรื่องตลาด-รายได้มั่นคง

รายงานพิเศษ : เกษตรกรอำนาจเจริญปรับที่นาปลูกอ้อยแปลงใหญ่ ลดความเสี่ยงเรื่องตลาด-รายได้มั่นคง

วันอังคาร ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เกษตรกรในพื้นที่ภาคอีสานหลายรายปรับเปลี่ยนการทำเกษตรแบบเดิมๆ โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกข้าวที่ไม่ได้ผลซ้ำซาก ปรับเปลี่ยนไปทำเกษตรอื่นที่เหมาะสมกว่า ดังเช่น ในจ.อำนาจเจริญที่เกษตรกรรวมตัวกันปรับเปลี่ยนการทำนาในพื้นที่ไม่เหมาะสมมาทำไร่อ้อย ให้สอดรับกับนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ ในลักษณะแปลงใหญ่อ้อยประชารัฐ ซึ่งเป็นการทำเกษตรแปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ (อ้อยโรงงาน) ที่มีการดำเนินการร่วมกันระหว่างเกษตรกร ภาครัฐและเอกชน ในการพัฒนารายได้สินค้าเกษตร สร้างรายได้เร็ว เชื่อมโยงตลาดเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการให้เกษตรกรรายย่อย คาดหวังให้สามารถดูแลตัวเองได้อย่างยั่งยืน

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า แนวทางการขับเคลื่อนเกษตรแปลงใหญ่ในปีงบประมาณ 2560 มีแปลงเกษตรเพิ่มขึ้นจากปี 2559 จำนวน 1,910 แปลง ครอบคลุมพื้นที่ 3,400,000 ไร่ เกษตรกร 250,000 รายอยู่ใน 10 กลุ่มสินค้า 67 ชนิดสินค้า โดยกลุ่มที่เพิ่มขึ้นคือกลุ่มแปลงใหญ่แมลงเศรษฐกิจ เช่น ผึ้งโพรง ชันโรง จิ้งหรีด เป็นต้น ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เน้นแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน เสริมการใช้เทคโนโลยี มีการเชื่อมโยงตลาด และเพิ่มเติมการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเกษตรกรให้เกิดความมั่นคง มีขีดความสามารถในการบริหารจัดการแปลงเกษตรของตนเอง นอกจากนี้ ในแปลงเกษตรที่เข้าร่วมโครงการใหม่จะเน้นให้เกษตรกรได้วิเคราะห์ปัญหา กำหนดแผน ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น และในปี 2561 ได้วางเป้าหมายขยายพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างน้อย1,200 แปลง ขณะที่โรดแมปในระยะ 20 ปีนั้น จะต้องทำให้พื้นที่การเกษตรของไทยร้อยละ 60 เป็นรูปแบบการเกษตรแปลงใหญ่ เนื่องจากการทำเกษตรแปลงใหญ่ สามารถสร้างความเข้มแข็งให้ภาคเกษตรได้จริง จนสามารถเพิ่มรายได้ให้เกษตรที่เข้าร่วมโครงการเกษตรแปลงใหญ่ที่ผ่านเพิ่มขึ้นถึงรายละ 50,000 บาท

สำหรับความคืบหน้านโยบายประชารัฐเกษตรสมัยใหม่ ที่แบ่งกลุ่มสินค้าเป็น 5 กลุ่ม อาทิ พืชเศรษฐกิจหลัก สัตว์บก ประมง เกษตรสร้างรายได้เร็ว (Chash Crop) หนึ่งในพืชเศรษฐกิจหลักที่เกษตรกรสามารถลดพื้นที่ปลูกข้าวคือ อ้อย มีราคารับซื้อที่แน่นอน และสิ่งที่รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พยายามผลักดันคือแปลงใหญ่ประชารัฐ เพราะมีเอกชนดูตลาด รัฐให้ความรู้โดยศูนย์ ศพก. 882 ศูนย์ทั่วประเทศจะเป็นเสาหลักแนะนำเกษตรกร ซึ่งเมื่อพูดถึงลักษณะของเกษตรแปลงใหญ่อ้อย หลายคนคงคิดถึงไร่อ้อยโรงงานที่เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ผืนเดียวกัน แต่จริงๆแล้ว เกษตรแปลงใหญ่คือการรวมกลุ่มของเกษตรกรในหลายๆพื้นที่เข้าด้วยกัน เช่น ที่ตำบลกุดปลาดุก อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ ที่มีการรวมกลุ่ม เกษตรกร 10 ราย เนื้อที่รวมกัน จำนวน 121 ไร่

ด้านนายทรงพันธ์ จันทร์สว่าง เกษตรจังหวัดอำนาจเจริญ กล่าวเสริมว่า จังหวัดอำนาจเจริญ ได้รับมอบหมายจากกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำเนินโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มทำการผลิต มีการบริหารจัดการร่วมกัน เพื่อให้เกิดการรวมกันผลิตและรวมกันจำหน่าย มีตลาดรองรับที่แน่นอน สามารถลดต้นทุนการผลิต มีผลผลิตต่อหน่วยที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งผลผลิตมีคุณภาพได้มาตรฐาน ภายใต้การบูรณาการของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ซึ่งการดำเนินแปลงใหญ่อ้อยประชารัฐ ดำเนินการในพื้นที่ 3 อำเภอ ประกอบด้วย อำเภอเมืองอำนาจเจริญ เกษตรกรเป้าหมาย 159 รายพื้นที่ 2,945 ไร่ อำเภอเสนางนิคม เกษตรกรเป้าหมาย 117 ราย พื้นที่ 2,019 ไร่ อำเภอหัวตะพาน เกษตรกรเป้าหมาย 258 ราย พื้นที่ 2,359 ไร่

แปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ (อ้อยโรงงาน) จังหวัดอำนาจเจริญ มีพื้นที่รวม 7,323 ไร่รวม 3 อำเภอ พื้นที่มีความเหมาะสมพื้นที่พื้นที่ N ของข้าว 3,450 ไร่ ปรับเปลี่ยนปลูกอ้อย 3,047 ไร่ แปลง มีเกษตรกรสมาชิก 534 ราย กลุ่มใหญ่ 3 กลุ่ม มี Smart Farmer 200 คน สินค้าอ้อยโรงงาน และพันธุ์อ้อย ผลผลิตรวม 8,678.4 ตัน มีการดำเนินงานจัดเตรียมข้อมูลพื้นฐานสมาชิกแปลงใหญ่ ถ่ายทอดความรู้ในการบริหารจัดการองค์กรเกษตรในแต่ละแปลง/การรวมกลุ่มเกษตรกรถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกร หลักสูตรการบริหารจัดการการตลาด/เชื่อมโยงการตลาด โดยมีเป้าหมายในการลดต้นทุนการผลิตร้อยละ 7.18 ลดต้นทุนจาก 11,150 บาท/ไร่ เป็น 10,350 บาท/ไร่ เพิ่มผลผลิตร้อยละ 20 จาก 10 ตัน/ไร่ เป็น 12 ตัน/ไร่ กิจกรรมเพื่อบรรลุเป้าหมายในการลดต้นทุนการผลิตส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชตระกูลถั่ว หรือปอเทืองบำรุงดิน ไม่เผาใบอ้อย ลดการอัดแน่นของเครื่องจักรเหยียบย่ำ (Control Traffic)ลดการไถพรวนเพื่อรักษาโครงสร้างดิน เพิ่มผลผลิต ใช้พันธุ์คุณภาพดีใช้ปุ๋ยเหมาะสม จัดระยะปลูกรองรับรถตัดอ้อย 1.65 เมตรขึ้นไป ไถดะลึก 40 เซนติเมตร ลงริบเปอร์ฝังปุ๋ยอินทรีย์ เพิ่มมูลค่าผลผลิต ปฏิบัติตามคำแนะนำของบริษัท และดูแลรักษาต่อเนื่อง บริหารจัดการ แปลงแบบ Mitrphol Modern Farm มาตรฐาน Bonsucro เป็นต้น

รายงานพิเศษ : สสก.9พิษณุโลกเตรียมจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระดับเขต (RW) ครั้งที่ 2 ประจำปี 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/284294

รายงานพิเศษ : สสก.9พิษณุโลกเตรียมจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระดับเขต (RW) ครั้งที่ 2 ประจำปี 2560

รายงานพิเศษ : สสก.9พิษณุโลกเตรียมจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระดับเขต (RW) ครั้งที่ 2 ประจำปี 2560

วันศุกร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สสก.9พิษณุโลกจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้งานซึ่งกันและกันทั้งในระดับจังหวัดและเขต เพื่อสรุปบทเรียนที่ได้จากการทำงานในพื้นที่ ให้เกิดแนวทางปฏิบัติสามารถนำไปใช้ในการดำเนินงานอย่างเหมาะสม

นายเกษม ไตรพิจารณ์ เกษตรจังหวัดพิษณุโลก ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลกกล่าวว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลกดำเนินงานตามระบบส่งเสริมการเกษตร ตามนโยบายกรมส่งเสริมการเกษตร ประจำปี 2560 ในเขตพื้นที่ความรับผิดชอบ 9 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ได้แก่ กำแพงเพชร ตาก นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี โดยมุ่งให้ระบบการผลิตทางการเกษตรของเกษตรกรแต่ละรายนำสู่ระบบการผลิตที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน เพื่อให้ผลผลิตที่เกิดขึ้นจำหน่ายได้ในราคาที่เหมาะสมซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนดีขึ้น การผลักดันให้ไปสู่จุดนั้นได้ เกษตรกรต้องเป็น Smart farmer ทำการเกษตรในลักษณะ Smart Agriculture ทำให้เกิดความยั่งยืนในการพัฒนาและสร้างความอยู่ดีมีสุขได้อย่างแท้จริง ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรมีศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เป็นกลไกหลักขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ ทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกรในพื้นที่ในเรื่องการลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มโอกาสการแข่งขัน ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มบริหารจัดการผลผลิตและการตลาดสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรของประเทศ จากเป้าหมายในการพัฒนาดังกล่าว เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรจำเป็นต้องเป็นผู้รอบรู้เรื่องการเกษตรอย่างแท้จริง สามารถให้คำแนะนำที่ถูกต้องตามหลักวิชาการให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ดังนั้น จึงต้องมีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้งานทั้งระดับจังหวัดและระดับเขต รวมทั้งสรุปบทเรียนที่ได้จากการทำงานในพื้นที่ ทำให้เกิดแนวทางปฏิบัติสามารถนำไปใช้ดำเนินงานอย่างเหมาะสม โดยใช้เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับเขตสรุปผลและถอดองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ นำไปวางแผนปฏิบัติงานตามนโยบายและพันธะกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพในการส่งเสริมการเกษตร และบริการทางการเกษตรแก่เกษตรกรและยังใช้เป็นเวทีเชื่อมโยงให้ความรู้ วิชาการ ระหว่างหน่วยงานในพื้นที่ ตลอดจนนำเสนอผลงานวิชาการในพื้นที่ และเป็นการติดตามการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบาย งาน/ โครงการ หลักการของกรม/ เขต/ จังหวัด โดยให้แต่ละหน่วยงานนำเสนอผลดำเนินงานและถอดองค์ความรู้ โดยเป็นเวทีสรุปผลดำเนินงานและสรุปองค์ความรู้เพื่อจัดเก็บในคลังความรู้ ปี 2560 เป็นการต่อยอดจากการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับเขต (RW) ครั้งที่ 1 ประจำปี 2560 เมื่อวันที่ 15-16 ธันวาคม 2559ที่ผ่านมา

นายเกษมกล่าวเพิ่มเติมว่า บุคคลเป้าหมายในการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับเขต (RW) ครั้งที่ 2 ประจำปี 2560 ประกอบด้วย นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรของสำนักงานเกษตรจังหวัด 9 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง เจ้าหน้าที่จากศูนย์ปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่จากสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรและส่วนกลาง รวม 160 ราย โดยมีนายสงกรานต์ภักดีคง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรคนที่ 1 เป็นประธานเปิดงาน ระหว่างวันที่ 24-25 สิงหาคม ณ โรงแรมวังจันทน์ ริเวอร์วิว อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก

รายงานพิเศษ : เตือนชาวสวนมะพร้าวรับมือศัตรูพืชระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/284135

รายงานพิเศษ : เตือนชาวสวนมะพร้าวรับมือศัตรูพืชระบาด

รายงานพิเศษ : เตือนชาวสวนมะพร้าวรับมือศัตรูพืชระบาด

วันพฤหัสบดี ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ช่วงนี้สิ่งที่ผู้ปลูกมะพร้าวส่วนใหญ่ต้องเผชิญคือศัตรูพืช นอกจากหนอนหัวดำ ที่เป็นศัตรูสำคัญของชาวสวนมะพร้าว ที่รัฐบาลต้องอนุมัติงบประมาณจำนวนมากเพื่อจัดการให้สิ้นซากแล้ว ตอนนี้ยังมีศัตรูมะพร้าวอีก 2 ชนิด ที่ชาวสวนมะพร้าวไม่ควรมองข้าม

นายสมคิด เฉลิมเกียรติ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสุพรรณบุรีกล่าวว่า ศัตรูมะพร้าวตัวร้ายนอกจากหนอนหัวดำแล้ว ยังมีด้วงแรดและด้วงงวงมะพร้าว นอกจากเป็นศัตรูสำคัญของชาวสวนมะพร้าวแล้ว ยังเป็นศัตรูพืชสำคัญของชาวสวนปาล์มในบางพื้นที่อีกด้วย โดยด้วงแรดมะพร้าว เฉพาะตัวเต็มวัยเท่านั้นที่เป็นศัตรูพืช ซึ่งจะไปกัดเจาะโคนทางใบมะพร้าวหรือปาล์มน้ำมันทำให้ทางใบหักง่าย และยังกัดเจาะทำลายยอดอ่อน ทำให้ทางใบที่เกิดใหม่ไม่สมบูรณ์ มีรอยขาดแหว่งเป็นริ้วคล้ายรูปสามเหลี่ยม ถ้าโดนทำลายมากๆอาจกระทบผลผลิต บริเวณที่ด้วงแรดกัดเจาะเป็นเนื้อเยื่ออ่อน ทำให้ด้วงงวงมะพร้าวเข้ามาวางไข่ซ้ำ แล้วฟักตัวเป็นตัวอ่อนกัดกินยอดมะพร้าว ทำให้มะพร้าวตาย

สำหรับแหล่งขยายพันธุ์ของด้วงแรด ได้แก่ บริเวณที่มีต้นมะพร้าว ตอมะพร้าว ทางใบมะพร้าวที่เน่าเปื่อย กองปุ๋ยคอก วงจรชีวิตตัวเต็มวัยอายุ 90-120 วัน ระยะไข่ 10-12 วัน ระยะดักแด้ 23-28 วัน ระยะหนอน 80-150 วัน รวมระยะเวลาตั้งแต่ไข่ถึงตัวเต็มวัยใช้เวลา 4-9 เดือน ตัวเมีย 1 ตัววางไข่ได้สูงสุด 152 ฟอง วิธีป้องกันกำจัดด้วงแรดมะพร้าวมีดังนี้ 1.เผาทำลายทางใบมะพร้าวที่ล่วงหล่น เพื่อลดพื้นที่ขยายพันธุ์ของด้วงแรด 2.ใช้ทรายหยอดบริเวณโคนยอดของมะพร้าว 3.ใช้ลูกเหม็นใส่ที่โคนของยอดอ่อน 6-8 ลูก/ต้น 4.ใช้กับดักล่อฟีโรโมน เพื่อจับตัวเต็มวัยมาทำลาย 5.ใช้เชื้อราเขียวเมตตาไรเซี่ยมกำจัดตัวอ่อนด้วงแรดมะพร้าว

ส่วนด้วงงวงมะพร้าวจะขยายพันธุ์อยู่ในคอมะพร้าว โดยเฉพาะบริเวณที่ด้วงแรดเจาะทำลาย และบางครั้งพบการเข้าทำลายที่โคนต้น อาการที่สังเกตได้คือ ยอดอ่อนมะพร้าวเหี่ยวแห้งและหักพับ ด้วงงวงมะพร้าวมี 2 ชนิด ได้แก่ ด้วงงวงมะพร้าวชนิดเล็กและด้วงงวงมะพร้าวชนิดใหญ่ ตัวเต็มวัยเป็นแมลงปีกแข็งวงจรชีวิต ระยะตัวเต็มวัย 61-139 วัน ระยะไข่ 2-3 วัน ระยะดักแด้ 9-25 วัน ระยะหนอน 61-109 วัน ด้วงงวงมะพร้าวเพศเมีย 1 ตัว วางไข่ได้สูงสุด 527 ฟอง ในเวลา 112 วัน การป้องกันกำจัดด้วงงวงมะพร้าวมีดังนี้ คือ 1.ลดการระบาดของด้วงแรดโดยปฏิบัติตามข้อ 1-5 ตามวิธีการกำจัดด้วงแรดมะพร้าว แต่เพิ่มในส่วนการใช้สารทาร์ ซึ่งเป็นส่วนผสมของน้ำมันเครื่อง 1 ลิตร กับกำมะถันผง 100 กรัม ผสมให้เข้ากันทาบริเวณที่เป็นแผล เพื่อป้องกันไม่ให้ด้วงงวงมะพร้าวเข้าทำลายซ้ำ

“สิ่งสำคัญเกษตรกรต้องรักษาสวนมะพร้าวให้สะอาดอยู่เสมอ เพื่อทำลายแหล่งขยายพันธุ์ของด้วงแรด ถ้าลดการระบาดของด้วงแรดได้ก็จะลดการระบาดของด้วงงวงมะพร้าวไปอีกทางหนึ่ง และที่ขาดไม่ได้คือ เกษตรกรต้องหมั่นสำรวจแปลงมะพร้าวสม่ำเสมอ เมื่อพบการทำลายต้องรีบแก้ไข อย่าปล่อยให้ถึงขั้นระบาด” นายสมคิด กล่าว

หากมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อสอบถามได้ที่ ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสุพรรณบุรี โทร. 0-3544-0926-7 หรือ สำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอ ใกล้บ้านท่านได้ทุกวันในวันเวลาราชการ

รายงานพิเศษ : กลุ่มคนรักษ์มะพร้าวสมุยร่วมด้วยช่วยกันกำจัดหนอนหัวดำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/283881

รายงานพิเศษ : กลุ่มคนรักษ์มะพร้าวสมุยร่วมด้วยช่วยกันกำจัดหนอนหัวดำ

รายงานพิเศษ : กลุ่มคนรักษ์มะพร้าวสมุยร่วมด้วยช่วยกันกำจัดหนอนหัวดำ

วันพุธ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นพื้นที่หนึ่งที่พบการระบาดของหนอนหัวดำ ศัตรูมะพร้าวที่สร้างความเสียหายต่อผลผลิตมะพร้าวของประเทศอยู่ในขณะนี้

นายธเรศ ไข่มุก นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการรักษาราชการแทนเกษตรอำเภอเกาะสมุยกล่าวว่า เกาะสมุยมีชื่อเสียงเป็นแหล่งปลูกมะพร้าวที่สำคัญของประเทศ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติมาท่องเที่ยวจำนวนมากในแต่ละปี ดังนั้น การปลูกมะพร้าวของเกาะสมุยจึงไม่เพียงปลูกเพื่อการค้าเท่านั้น ยังมีจุดประสงค์เพื่อการท่องเที่ยวด้วย กลุ่มผู้ปลูกมะพร้าวจึงแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ ปลูกมะพร้าวเพื่อเก็บผลผลิตขาย กับผู้ปลูกมะพร้าวเพื่อต้องการทิวทัศน์สวยงามทางการท่องเที่ยว

สำหรับพันธุ์มะพร้าวที่ปลูกจะเป็นพันธุ์พื้นเมืองคือ เขียวใหญ่เกาะสมุยที่เป็นพันธุ์ดั้งเดิม พันธุ์เขียวเล็กเกาะสมุย และพันธุ์นาเกมะพร้าวของเกาะสมุยเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก แต่ด้วยสถานการณ์ระบาดของศัตรูมะพร้าวที่พบมาตั้งแต่ปี 2547 คือ แมลงดำหนาม ปีนี้ก็พบหนอนหัวดำ และล่าสุดยังมีปัญหาด้วงแรดอีก ซึ่งปัญหาศัตรูมะพร้าวเหล่านี้ ส่งผลกระทบต่อผลผลิตและปริมาณมะพร้าวที่ลดลง

กรมส่งเสริมการเกษตรโดยสำนักงานเกษตรอำเภอเกาะสมุย ร่วมกับสำนักงานเทศบาลนครเกาะสมุย และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว เพื่อรักษามะพร้าวพืชประจำถิ่นให้อยู่คู่กับเกาะสมุยต่อไป โดยเฉพาะเทศบาลนครเกาะสมุย จะสนับสนุนงบประมาณรป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าวอย่างต่อเนื่อง เช่น กรณีที่ขณะนี้สถานการณ์ด้วงแรดระบาดหนัก สำนักงานเกษตรอำเภอเกาะสมุย เทศบาลนครเกาะสมุย และเครือข่ายพลเมืองสมุย ร่วมกันรณรงค์ป้องกันกำจัดด้วงแรด และสำนักงานเกษตรอำเภอเกาะสมุย ก็จะดูแลจัดการแก้ปัญหาเรื่องหนอนหัวดำด้วย เนื่องจากมีงบประมาณจากโครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว (หนอนหัวดำ) ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่ โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาศัตรูมะพร้าวอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็วและครอบคลุมทุกพื้นที่ ลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้น

โดยในส่วนของการป้องกันกำจัดหนอนหัวดำนั้น สำนักงานเกษตรอำเภอเกาะสมุยดำเนินการตามมาตรการที่กำหนด ตั้งแต่จัดกิจกรรมรณรงค์สร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วมของคนในท้องถิ่น ถ่ายทอดความรู้เรื่องการป้องกันกำจัดหนอนหัวดำด้วยวิธีผสมผสาน ทั้งวิธีกลคือ ตัดทางใบเผาทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยของหนอนหัวดำ การใช้ศัตรูธรรมชาติ คือแตนเบียนบราคอนฮิบิเตอร์ ในการควบคุมศัตรูมะพร้าว การใช้สารเคมีฉีดเข้าต้นและพ่นทางใบ เพื่อตัดวงจรหนอนหัวดำให้สิ้นซาก

พร้อมกันนี้ ได้จัดทำแปลงสาธิตการป้องกันกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวโดยวิธีผสมผสาน เพื่อให้เกษตรกรและผู้สนใจเข้ามาศึกษาเรียนรู้วิธีการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าวอย่างเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของตนเอง เพื่อประสิทธิภาพและความยั่งยืน จากการศึกษาผลการดำเนินการพบว่าวิธีการตัดทางใบ ซึ่งเป็นวิธีที่ดี แต่มีข้อจำกัดคือค่าจ้างแรงงานของเกาะสมุยค่อนข้างสูง ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 300-400บาท/ต้นขณะที่การฉีดสารเคมีเข้าต้น ก็มีค่าแรงสูงกว่าที่อื่นเฉลี่ยอยู่ที่ 60 บาท/ต้นส่วนการปล่อยแตนเบียนบราคอนฮิบิเตอร์ มีต้นทุนต่ำที่สุด เนื่องจากศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช (ศทอ.) ให้การสนับสนุนพ่อแม่พันธุ์แตนเบียนพร้อมกับอุปกรณ์ให้ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนในพื้นที่ เพื่อนำไปผลิตขยายแตนเบียนบราคอนฮิบิเตอร์พร้อมปล่อย ฉะนั้นการใช้แตนเบียนบราคอนฮิบิเตอร์ในการกำจัดหนอนหัวดำจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดของเกาะสมุย เพราะมีต้นทุนต่ำและสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนเตรียมความพร้อมให้ทีมรับจ้างฉีดสารเคมีเข้าต้นและพ่นทางใบ ซึ่งพื้นที่อ.เกาะสมุย มีมะพร้าวที่พบหนอนหัวดำเข้าทำลายรวม 20,124 ต้น แบ่งเป็นมะพร้าวที่มีความสูงมากกว่า 12 เมตร 17,623 ต้น และมะพร้าวที่ความสูงต่ำกว่า 12 เมตร 2,501 ต้น มีทีมรับจ้างรวม 4ทีม แบ่งเป็น ทีมฉีดสารเคมีเข้าต้น3 ทีม และทีมพ่นทางใบ 1 ทีม ทีมละ 3 คน รวม 12 คน ซึ่งแต่ละคนจะต้องผ่านการอบรมความรู้เรื่องการใช้สารเคมีอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อความปลอดภัยต่อตัวผู้ใช้สารเคมีและผลผลิตมะพร้าว รวมถึงสิ่งแวดล้อมโดยสารเคมีที่ใช้ในกรณีมะพร้าวที่มีความสูงมากกว่า 12 เมตรขึ้นไป แต่ห้ามใช้ในมะพร้าวน้ำหอม มะพร้าวกะทิ และมะพร้าวทำน้ำตาล จะใช้วิธีการเจาะเข้าต้น แนะนำใช้สาร emamectin benzoate(อิมาเม็กตินเบนโซเอต) 1.92% EC เท่านั้น ในอัตรา 30 มิลลิลิตรต่อต้นโดยการเจาะลำต้นมะพร้าวสูงจากพื้นดินประมาณ 0.5 – 1 เมตร ในลักษณะมุมเอียงประมาณ 45 องศา จำนวน 2 รู ให้รูอยู่แนวเหนือใต้หรือทิศทางตรงข้ามกัน ขนาดกว้าง 5 หุน ลึก 10 เซนติเมตร

จากนั้นใช้กระบอกฉีดยาดูดสารฉีดเข้าต้นรูละ 15 มิลลิลิตรแล้วใช้ดินน้ำมันอุดรูทันทีและปาดให้ขอบรูเรียบ เพื่อป้องกันสารไหลย้อนออกมาและเพื่อป้องกันอันตรายจากการเข้าสัมผัสสารของมนุษย์หรือสัตว์ ส่วนการพ่นทางใบ ในกรณีที่ต้นสูงไม่ถึง 12 เมตร รวมทั้งมะพร้าวน้ำหอมมะพร้าวกะทิและมะพร้าวทำน้ำตาลทุกระดับความสูง แนะนำให้ใช้สาร cholrantraniliprol(คลอแรนทรานิลิโพรล)5.17% SC อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วบริเวณใต้ใบมะพร้าวอัตราเฉลี่ย 6-10 ลิตรต่อต้น

“ทีมรับจ้างฉีดสารเคมีเข้าต้นและพ่นทางใบของเกาะสมุยหาได้ค่อนข้างยาก เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่มีธุรกิจส่วนตัวอย่างอื่น
ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร รีสอร์ท บ้านพักหรือกิจการเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ค่อนข้างมีฐานะดีและไม่ค่อยมีเวลา ทางสำนักงานเกษตรอำเภอพยายามเข้าไปพูดคุยกับกลุ่มคนรักษ์มะพร้าว ให้เห็นความสำคัญว่ามะพร้าวเกาะสมุยมีดีมากกว่าเพื่อเก็บผลผลิต แต่มันเป็นการท่องเที่ยวสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ กระทั่งได้ผู้เสียสละเข้ามามีส่วนร่วมสมัครเข้าทีม 4 ทีม ซึ่งแต่ละคนมีความมุ่งมั่นที่จะป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าวให้หมดไปจากเกาะสมุย” นายธเรศ กล่าว

รายงานพิเศษ : บูรณาการใช้‘ศาสตร์พระราชา’แก้ปัญหาลุ่มน้ำยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/283655

รายงานพิเศษ : บูรณาการใช้‘ศาสตร์พระราชา’แก้ปัญหาลุ่มน้ำยม

รายงานพิเศษ : บูรณาการใช้‘ศาสตร์พระราชา’แก้ปัญหาลุ่มน้ำยม

วันอังคาร ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ลุ่มน้ำยม เป็น 1 ใน 25 ลุ่มน้ำหลักของประเทศไทย ตั้งอยู่ทางตอนเหนือ มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 23,618 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุม 10 จังหวัด คือ พะเยา น่าน ลำปาง แพร่ ตาก กำแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และนครสรรค์ ลักษณะของลุ่มน้ำนี้จะวางตัวตามแนวเหนือ-ใต้ ทิศเหนือเริ่มจากทิวเขาผีปันน้ำติดกับลุ่มน้ำโขง ทิศใต้ติดกับลุ่มน้ำปิง ทิศตะวันตกติดกับลุ่มน้ำวังและลุ่มน้ำปิง ทิศตะวันออกติดกับลุ่มน้ำน่าน โดยมีแม่น้ำยมเป็นแม่น้ำสายหลักของลุ่มน้ำ อย่างไรก็ตาม ลุ่มน้ำยม เป็นลุ่มน้ำที่มีปัญหาทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งค่อนข้างรุนแรง เนื่องจากขาดแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่

ปัจจุบันในแม่น้ำยมตอนล่าง มีการสร้างฝายเพื่อเก็บกักน้ำไว้ในลำน้ำหลายแห่ง เช่น ฝายสามง่าม และฝายพญาวัง เป็นต้น จากนั้นก็จะสูบน้ำด้วยไฟฟ้าเข้าสู่พื้นที่การเกษตร อย่างไรก็ตามในช่วงฤดูแล้งเกือบตลอดแนวแม่น้ำยมตอนล่าง ลำน้ำมีสภาพแห้งขอด จำเป็นจะต้องบริหารจัดการน้ำร่วมกันกับลุ่มน้ำน่านที่มีศักยภาพความพร้อมมากกว่าเนื่องจากมีแหล่งน้ำต้นทุนขนาดใหญ่ สามารถควบคุมการบริหารน้ำได้ ในช่วงฤดูน้ำหลาก ก็ชะลอการปล่อยน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เพื่อที่จะผันน้ำจากแม่น้ำยมไปยังแม่น้ำน่านให้ช่วยระบายน้ำได้ปริมาณที่มากขึ้น ส่วนฤดูแล้งก็ผันน้ำจากลุ่มน้ำน่านมาช่วยบรรเทาความเดือนร้อนจากการขาดแคลนน้ำของลุ่มน้ำยม

อย่างไรก็ตามการบริหารจัดการน้ำตามแนวทางดังกล่าว สามารถแก้ปัญหาได้บางส่วนเท่านั้น จำเป็นจะต้องพัฒนาอาคารบังคับน้ำ ไม่ว่าจะเป็นฝาย หรือประตูระบายน้ำในแม่น้ำยมเพิ่มขึ้น เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำยมตอนล่าง และการบริหารจัดการร่วมกับลุ่มน้ำน่านมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า กรมชลประทานมีแผนที่จะสร้างอาคารบังคับน้ำ ประเภทประตูระบายน้ำ ในแม่น้ำยมตอนล่างเพิ่มขึ้นอีก 4 แห่ง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ประกอบด้วย

1.โครงการประตูระบายน้ำท่าแห ตำบลกำแพงดิน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร เป็นประตูระบายน้ำคอนกรีต เสริมเหล็กบานระบาย ชนิดบานโค้ง ขนาด 10.00 x 9.00 เมตร จำนวน 4 ช่อง สามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำได้16.75 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) มีพื้นที่รับประโยชน์ 81,111 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ตำบลบางระกำ ตำบลปลักแรด ตำบลวังอิทกตำบลพันเสา ตำบลบ่อทอง ตำบลท่านางงาม อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก และ ตำบลกำแพงดิน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร

2.โครงการฝายบ้านวังจิก ตำบลวังจิก อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร เป็นประตูระบายน้ำคอนกรีตเสริม เหล็กบานระบายชนิดบานโค้ง ขนาด 12.50×8.00 เมตร จำนวน 5 ช่อง สามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำได้ 6.63 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ 37,397 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านนา อำเภอวชิรบารมี ตำบลรังนก ตำบลเนินปอ อำเภอสามง่าม ตำบลวังจิก ตำบลไผ่รอบ ตำบลโพธิ์ประทับช้าง อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร

3.โครงการประตูระบายน้ำท่านางงาม ตำบลท่านางงาม อำบางระก้า จังหวัดพิษณุโลก เป็นประตูระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กบานระบายชนิดบานโค้งขนาด 12.50 x 8.00 เมตร จำนวน 5 ช่อง สามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำได้ 8.24 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ 52,875 ไร่ครอบคลุมพื้นที่ ตำบลชุมแสงสงคราม ตำบลท่านางงาม ตำบลคุยม่วง ตำบลบางระกำ ตำบลบึงกอก อำเภอบางระกา จังหวัดพิษณุโลก

และ 4.โครงการประตูระบายน้ำโพธิ์ประทับช้าง ตำบลไผ่ ท่าโพ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร เป็นประตูระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก บานระบาย ชนิดบานโค้ง ขนาด 10.00 x 9.00 เมตร จำนวน 4 ช่อง สามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำได้ 3.71 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ จำนวน 28,263 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ตำบลวังจิก ตำบลไผ่ท่าโพ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง ตำบลบางลาย อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร

“การดำเนินการศึกษา EIA อาคารบังคับน้ำทั้ง 4 แห่งในลุ่มน้ำยมตอนล่างดังกล่าว ได้ศึกษาครอบคลุมในทุกๆด้าน ทั้งทางด้านทรัพยากรธรรมชาติ ด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคม โดยให้ประชาชน องค์กรพัฒนาเอกชน ตลอดจนหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมแสดงความคิดเห็น นำเสนอข้อมูล ข้อโต้แย้ง หรือข้อเสนอแนะต่างๆ ปรากฏว่าประชาชนในพื้นที่แทบทุกคนเห็นด้วยที่จะให้กรมชลประทานดำเนินการก่อสร้างโดยเร็ว ทั้งนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน……..นี้จากนั้นจะสรุปเรื่องนำเสนอต่อ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) หากไม่ติดปัญหาอะไร น่าจะดำเนินการก่อสร้างได้ในปี……ใช้งบประมาณรวมกันประมาณ………….ล้านบาท” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เคยพระราชทานแนวพระราชดำริ “ศาสตร์พระราชา” ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งซ้ำซากแบบยั่งยืน ว่า “…ต้องมีการดำเนินการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบครบวงจรทั้งการก่อสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ อ่างเก็บน้ำสาขาของแม่น้ำยมการผันน้ำระหว่างลุ่มน้ำ ตลอดจนการขุดลอกคูคลอง หนอง บึงเพื่อกักเก็บน้ำและระบายน้ำในช่วงหน้าน้ำหลาก…”

กรมชลประทานได้นำ “ศาสตร์พระราชา” มาแก้ปัญหาลุ่มน้ำยม ทั้งดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางในสาขาของลุ่มน้ำยมแล้วหลายแห่ง และกำลังจะดำเนินการก่อสร้างอีกหลายแห่งการผันน้ำเชื่อมโยงระหว่างลุ่มน้ำน่านกับลุ่มน้ำยมก็ดำเนินการแล้ว การขุดลอกคูคลอง หนอง บึง เพื่อกักเก็บน้ำก็ดำเนินการแล้วเช่น ยิ่งกว่านั้นยังได้ต่อยอดวางแผนดำเนินโครงการแก้มลิงพื้นที่ลุ่มต่ำเหนือ จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งจะมีมากถึง 69 แห่ง ในเขตจังหวัดสุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และนครสวรรค์ สามารถเก็บกักน้ำไว้ชั่วคราวเพื่อรอการระบายได้ 2,049 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) อีกด้วย

จะเหลือแต่การสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการพัฒนาลุ่มน้ำยมให้สมบูรณ์แบบเท่านั้นที่ยังไม่สามารถดำเนินการใดๆได้เลย ได้แต่รอ…แล้วก็รอ มานานกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว ยังไม่เป็นจริงเลย…

รายงานพิเศษ : ‘กลุ่มแพปลาชุมชน’เมืองเพชรบุรี วิสาหกิจชุมชนดีเด่นของภาคตะวันตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/283042

รายงานพิเศษ : ‘กลุ่มแพปลาชุมชน’เมืองเพชรบุรี วิสาหกิจชุมชนดีเด่นของภาคตะวันตก

รายงานพิเศษ : ‘กลุ่มแพปลาชุมชน’เมืองเพชรบุรี วิสาหกิจชุมชนดีเด่นของภาคตะวันตก

วันศุกร์ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

วิสาหกิจชุมชน เป็นรูปแบบของการรวมตัวของคนในชุมชน เพื่อร่วมกันดำเนินกิจการด้วยการผลิตสินค้าหรือให้บริการด้านต่างๆ เน้นการพึ่งพาซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างรายได้และความเข้มแข็งให้เกิดกับคนในชุมชนนั้นๆ เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจขั้นพื้นฐานที่สำคัญ

นางอ้อมทิพย์ สุทธิพงศ์เกียรติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี กล่าวว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี ดำเนินการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ที่รับผิดชอบ 8 จังหวัดภาคตะวันตก ได้แก่ กาญจนบุรี นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และสุพรรณบุรี โดยมุ่งให้ความรู้ สนับสนุนให้มีการร่วมมือของคนในชุมชน เพื่อนำวัตถุดิบ ทรัพยากร หรือภูมิปัญญาของชุมชนมาใช้ให้เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น

โดยแต่ละปีจะมีการประกวดวิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับเขตขึ้น เพื่อคัดเลือกวิสาหกิจชุมชนที่มีการบริหารจัดการที่ดี มีแนวโน้มการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นตัวอย่างหรือต้นแบบแก่วิสาหกิจชุมชนอื่นในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งในปี 2560 วิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับเขตที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ
คือ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแพปลาชุมชน ต.แหลมผักเบี้ย อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 1 คือ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มสตรีทอผ้าเขาเต่า ต.หนองแก อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 คือ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มป่าชุมชนป่าชุมชนตำบลลุ่มสุ่มต.ลุ่มสุ่ม อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี

วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแพปลาชุมชน เกิดจากการรวมกลุ่มของคนในชุมชนตำบลแหลมผักเบี้ย ดำเนินกิจการแปรรูปและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ
เริ่มก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2551 โดยความโดดเด่นของวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้ คือ มีการกำหนดกฎกติกาสำหรับสมาชิกเพื่อให้เกิดระเบียบในการปฏิบัติร่วมกัน โดยเฉพาะการทำประมงอย่างรับผิดชอบ และมุ่งเน้นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งมีแนวทางฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำที่ชัดเจน โดยคณะกรรมการและสมาชิกกลุ่ม จะมีการประชุมร่วมกัน เพื่อกำหนดกฎระเบียบกติกาในการปฏิบัติ และแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ เพื่อให้เกิดการจัดการที่ดีเพื่อนำไปสู่ความยั่นยืนในอาชีพ ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง มีการจัดการเงินทุนและจัดทำบัญชีอย่างเป็นระบบ โดยกระบวนการแบบมีส่วนร่วมและใช้หลักคุณธรรม สมาชิกทุกคนมีความพอใจ มีเป้าหมายส่งเสริมการทำประมงและบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน และสร้างความมั่นคงทางด้านอาชีพและรายได้แก่ชุมชน ผลิตสินค้าตรงตามความต้องการของลูกค้า สินค้ามีคุณภาพ มีการตรวจสอบควบคุมอย่างสม่ำเสมอ และมีฐานคิดในการกำหนดราคาอย่างมีเหตุผล มีการจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ จะมีการดำเนินกิจกรรมร่วมกันที่มีความหลากหลาย เชื่อมโยง เกื้อกูลกัน เพื่อลดความเสี่ยงในการประกอบกิจการ สามารถสร้างความพอใจและความสุขให้สมาชิก ทำให้สมาชิกมีความเชื่อมั่นในสถาบัน และสร้างความมั่นใจของสมาชิกในการดำเนินการร่วมกับกลุ่มต่อไป ซึ่งจะนำไปสู่ความมั่นคงเข้มแข็งของกลุ่ม สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถบริหารจัดการหนี้สินได้ มีเงินทุนสำรองสำหรับประกอบการได้อย่างต่อเนื่อง การรับสมาชิกเพิ่มขึ้น มีการเตรียมการเพื่อสืบทอดกิจการในอนาคต รวมทั้งมีการตั้งงบประมาณการใช้จ่ายไว้ 20% ต่อปี เพื่อดำเนินกิจกรรมสาธารณประโยชน์ต่างๆ เช่น การสร้างบ้านให้ปลาเป็นการอนุรักษ์ให้ปลาได้มีที่อาศัย การอนุรักษ์พันธุ์ปูม้า โดยให้สมาชิกวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแพปลาชุมชนนำปูไข่นอกกระดอง นำมาเลี้ยงในธนาคารปูม้าเพื่อการขยายพันธุ์ปูและปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ การใช้เครื่องมือประมงตามที่กฎหมายกำหนด

ผลที่เกิดขึ้นในชุมชนที่เห็นผลเป็นรูปธรรม ที่สะท้อนถึงความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแพปลาชุมชนแห่งนี้ ได้แก่ 1.ทรัพยากรสัตว์น้ำมีความสมบูรณ์ จากกิจกรรมสร้างบ้านปลา อนุรักษ์บ้านปู 2.คนในชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น จับสัตว์น้ำได้มากขึ้น และได้ขายสัตว์น้ำในราคาที่เป็นธรรม3.เกิดการจ้างงาน สร้างอาชีพในชุมชน จากการขยายผลการพัฒนาของวิสาหกิจชุมชนในด้านท่องเที่ยวเชิงเกษตร

นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของวิสาหกิจชุมชนที่ประสบผลสำเร็จ จากการร่วมแรงร่วมใจกันของคนในชุมชน นำไปสู่ชุมชนที่เข้มแข็งสร้างงานสร้างรายได้ เกิดความยั่งยืนในอาชีพ

รายงานพิเศษ : ‘มูฮัมหมัดฮากิมลูปูซี’ ยุวเกษตรกรต้นแบบชายแดนภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282845

รายงานพิเศษ : ‘มูฮัมหมัดฮากิมลูปูซี’ ยุวเกษตรกรต้นแบบชายแดนภาคใต้

รายงานพิเศษ : ‘มูฮัมหมัดฮากิมลูปูซี’ ยุวเกษตรกรต้นแบบชายแดนภาคใต้

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตามที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร มีนโยบายในการดำเนินงานส่งเสริมและพัฒนายุวเกษตรกรโดยให้มีการรวมตัวกันของเด็กและเยาวชนที่มีอายุระหว่าง 10-25 ปี ที่มีความสนใจในด้านการเกษตร จัดตั้งเป็นกลุ่มยุวเกษตรกรเพื่อพัฒนาความรู้และทักษะอาชีพการเกษตร ทักษะการดำเนินการชีวิตในสังคมโดยเน้นวิธีการเรียนรู้จากประสบการณ์และปฏิบัติจริง (Learning by doing)
ให้สมาชิกยุวเกษตรกรมีความสามารถและมีความพร้อมในการสืบทอดอาชีพการเกษตรโดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดให้มีการประกวดกลุ่มสมาชิกและที่ปรึกษายุวเกษตรกรทุกปี ทั้งระดับจังหวัด เขต และประเทศ เพื่อเป็นการส่งเสริม สนับสนุน ให้ขวัญกำลังใจแก่กลุ่ม สมาชิก และที่ปรึกษายุวเกษตรกรที่มีผลงานดีเด่น สำหรับเขตภาคใต้ตอนล่าง ในปัจจุบันมีกลุ่มยุวเกษตรกรจำนวน 486 กลุ่ม จำนวนสมาชิก 9,720 คนและในปี 2559 นายมูฮัมหมัดฮากิม ลูปูซีสมาชิกยุวเกษตรกรของกลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนดารุลรอห์มาฮ์ อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1ระดับประเทศ

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กล่าวว่า ตามที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดให้มีการประกวดกลุ่มสมาชิกและที่ปรึกษายุวเกษตรกรเป็นประจำทุกปีเพื่อส่งเสริมและสร้างขวัญกำลังใจให้กับกลุ่มยุวเกษตรกรที่มีผลงานดีเด่น และสำหรับในเขตภาคใต้ตอนล่างนั้นนายมูฮัมหมัดฮากิม ลูปูซี ได้รับคัดเลือกให้ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1ระดับประเทศ โดยนายมูฮัมหมัดฮากิม ลูปูซี เกิดในครอบครัวที่พ่อแม่ทำการเกษตรมีเพียงบ้านหลังเล็กๆ ที่อยู่ติดกับญาติพี่น้อง สังเกตเห็นว่าพ่อแม่มีความสุขกับการปลูกพืชผักต่างๆ และสมาชิกในครอบครัวได้รับประทานผักสดทุกวัน เลยรู้สึกสนุกอยากช่วยพ่อแม่ทำกิจกรรมในยามว่างจากเลิกเรียนและวันหยุด ประกอบกับเมื่อได้เข้ามาเรียนรู้อย่างจริงจังในกลุ่มยุวเกษตรกร ทำให้ตนเองเกิดความชำนาญและมีรายได้ จึงได้ค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมและตั้งใจ เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆที่โรงเรียนและหน่วยงานจัดขึ้น ด้วยความเป็นผู้นำ ตั้งใจ ขยัน หมั่นเพียรและมีความรับผิดชอบ จึงทำให้ได้รับคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานกลุ่มยุวเกษตรกรปัจจุบันนายมูฮัมหมัดฮากิม เป็นยุวเกษตรกรต้นแบบและเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเยาวชนคนอื่นๆในโรงเรียนและหมู่บ้านใกล้เคียง และบ้านที่อยู่อาศัยเป็นที่ศึกษาดูงานให้กับบุคคลทั่วไป โดยได้ปฏิบัติงานตามกระบวนการดำเนินงานของกลุ่มยุวเกษตรกร เช่น การเปิดประชุมสภายุวเกษตรกร, การส่งเสริมกิจกรรมทางการเกษตรต่างๆ และยังกำหนดให้มีการประชุมเดือนละครั้ง เพื่อให้การประชุมเป็นเวทีของการแลกเปลี่ยนการดำเนินงานของกลุ่มยุวเกษตรกร การสรุปผลการดำเนินงานและหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการดำเนินงาน

นอกจากนี้ ยังมีการขยายผลออกไปที่บ้านของสมาชิกและนักเรียนในโรงเรียน เช่นการส่งเสริมการปลูกผักสวนครัว การเพาะเห็ด การเลี้ยงปลาดุก จากการดำเนินงานของกลุ่มยังมีชุมชนและโรงเรียนต่างๆให้ความสนใจมาเรียนรู้และศึกษาดูงาน ในฐานะประธานกลุ่มยุวเกษตรกร ได้พยายามพัฒนาตนเอง และศึกษาหาความรู้สม่ำเสมอเพื่อพัฒนางานของกลุ่ม คอยติดตามดูแลสมาชิกที่ได้มอบหมายให้รับผิดชอบกิจกรรมให้ปฏิบัติหน้าที่ หากเกิดปัญหาก็จะพยายามหาแนวทางแก้ไข โดยขอคำแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษา คณะอาจารย์อยู่เสมอ

กิจกรรมในกลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนดารุลรอห์มาฮ์ ประกอบด้วยกิจกรรมด้านพืช ได้แก่ ปลูกปาล์มน้ำมัน พืชผัก มะนาวปล้องบ่อซีเมนต์ กิจกรรมโรงเพาะชำ เพาะเห็ด ด้านปศุสัตว์ ได้แก่ เลี้ยงเป็ดเทศ ด้านประมง ได้แก่ เลี้ยงปลาดุก โดยนายมูฮัมหมัดฮากิมได้รับมอบหมายให้ดูแลสวนปาล์มน้ำมันไม้ผลในแปลงเกษตร เช่น กล้วย เงาะ มะละกอ ไผ่หวาน มันสำปะหลัง เป็นวิทยากรบรรยายความรู้เรื่อง การผลิตเชื้อราไตรโครเดอร์มา การเลี้ยงเป็ด ไก่ การผลิตปุ๋ยใช้เองและการแปรรูปด้านการเกษตร เช่น มันสำปะหลังทรงเครื่อง น้ำตะไคร้ ชาใบหม่อน ปลาดุกแดดเดียว และเห็ดสวรรค์ ส่วนองค์ความรู้โดดเด่นที่มีคือการเพาะเห็ดแบบครบวงจร สามารถผลิตวัตถุดิบในการเพาะเห็ด ทำก้อนเชื้อเห็ดและออกแบบเตานึ่งก้อนเห็ด

ปัจจุบัน นายมูฮัมหมัดฮากิม ได้เป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้แก่สมาชิกทั้งในโรงเรียน ชุมชน และผู้มาศึกษาดูงาน ทำให้ยุวเกษตรกรและตนเองมีรายได้จากกิจกรรมการเพาะเห็ดส่วนก้อนเชื้อที่ผลิตได้ส่งขายให้กับสมาชิกกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร และเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งสามารถผลิตก้อนเชื้อได้ 800 ก้อนต่อเดือนสำหรับกิจกรรมด้านการเกษตรของครัวเรือน มี 2 จุด คือ จุดที่ 1 ทำร่วมกับบิดา พืชผักที่ปลูกได้แก่ มะเขือชนิดต่างๆ พริก และไม้ผลบริเวณรอบๆบ้านและจุดที่ 2 เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบคนเดียว โดยปลูกพริกขี้หนู ตะไคร้ มะเขือเทศราชินี ผักกาดเขียว ผักบุ้ง ข่า ผักชีฝรั่ง ลองกอง กล้วย เงาะมังคุดและละไม สามารถสร้างรายได้ให้ครอบครัวเดือนละไม่ต่ำกว่า3,000 บาท โดยนายมูฮัมหมัดฮากิม ลูปูซี ใช้หลักแนวคิดที่ว่า “การเกษตรไม่ใช่อาชีพที่ด้อยค่า ล้าหลังและการจับจอบขุดดินเพียงอย่างเดียวแต่สามารถใช้ความรู้เทคนิคเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการผลิตได้”ส่งผลให้ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพการเกษตรสามารถเป็นแบบอย่างให้เยาวชนและเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้

รายงานพิเศษ : เกษตรเขต5สงขลาใช้ศพก.และเครือข่าย ขับเคลื่อนโครงการ9101ตามรอยเท้าพ่อฯภาคใต้ตอนล่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282446

รายงานพิเศษ : เกษตรเขต5สงขลาใช้ศพก.และเครือข่าย ขับเคลื่อนโครงการ9101ตามรอยเท้าพ่อฯภาคใต้ตอนล่าง

รายงานพิเศษ : เกษตรเขต5สงขลาใช้ศพก.และเครือข่าย ขับเคลื่อนโครงการ9101ตามรอยเท้าพ่อฯภาคใต้ตอนล่าง

วันอังคาร ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตามที่พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีนโยบายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดทำโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและชุมชน ด้วยการน้อมนำหลักการทฤษฎีและแนวทางการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรต่างๆ ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ได้พระราชทานไว้ ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรทำการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เน้นการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต พัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรในชุมชน โดยใช้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และเครือข่าย เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาภาคการเกษตรของชุมชนมีส่วนร่วมแบบประชารัฐอย่างยั่งยืน ด้วยการสนับสนุนเงินลงทุนเริ่มต้นให้กับเกษตรกรในชุมชน 9,101 แห่งๆละ 2.5 ล้านบาท รวม 22,752.5 ล้านบาท โดยคาดการณ์จะมีเกษตรกรได้รับประโยชน์ 4 ล้านคน จากจำนวนเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร ประมาณ 5-6 ล้านคน ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติโครงการ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2560 แล้วนั้น ท่านพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เน้นย้ำในที่ประชุมผู้บริหารทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2560 เรื่องการซักซ้อม ทบทวนแนวทางการปฏิบัติงานตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ ใช้งบกลาง ทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณข้ามปีไม่ได้จึงต้องเร่งรัดการดำเนินงาน โครงการนี้ได้เตรียมการไว้มาเป็นระยะหนึ่งแล้ว จึงเริ่มปฏิบัติได้ทันทีเมื่อ ครม.มีมติอนุมัติ หากโครงการนี้สำเร็จจะทำให้เกษตรกรได้เห็นภาพการทำงานในรูปแบบที่ก่อให้เกิดความยั่งยืน เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ต่อเนื่องได้ เน้นความถูกต้อง โปร่งใสในการทำงานเป็นสำคัญ และต้องกระจายอย่างทั่วถึงให้เกษตรกรได้รับประโยชน์ต่อไปด้วย

ทั้งนี้ นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้นำนโยบายดังกล่าวไปขับเคลื่อนให้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืนขึ้น และแต่งตั้งคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ ช่วยเหลือ และสนับสนุนการดำเนินงานโครงการ ตามพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร ทั้งระดับประเทศและระดับเขต โดยระดับประเทศมี 4 คณะ แต่ละคณะมีรองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบพื้นที่สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เป็นประธาน ส่วนระดับเขตมีผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เป็นประธาน

นายรัตนะ สวามีชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ประธานคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ ช่วยเหลือ และสนับสนุนการดำเนินงานโครงการ พื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา ได้ลงพื้นที่จังหวัดตรัง สงขลา ยะลา เพื่อตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร ที่ดำเนินงานโครงการ และได้ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงระหว่างสำนักงานเกษตรจังหวัดสงขลากับคณะกรรมการบริหารโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ระดับชุมชน ของจังหวัดสงขลา ในวันที่ 13 กรกฎาคม 2560 ณ สำนักงานเกษตรจังหวัดสงขลา และพิธีการทำสัญญายืมเงินระหว่างคณะกรรมการชุมชนกับกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับอนุมัติให้จัดทำโครงการของอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ในวันที่ 14 กรกฎาคม 2560 ณ สำนักงานเกษตรอำเภอเบตง จังหวัดยะลา

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กล่าวว่า ผลการขับเคลื่อนความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ว่า มีชุมชนทั้งสิ้น 706 ชุมชน เสนอโครงการ จำนวน 3,008 โครงการ งบประมาณจำนวน 1,741,524,160 บาทผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการ อำเภอ จำนวน 2,975 โครงการ งบประมาณ 1,733,892,079 บาท ซึ่งสำนักงานเกษตรจังหวัดได้รวบรวมส่งสำนักจัดทำงบประมาณเขตพื้นที่ (CBO) เพื่อเสนอขอความเห็นชอบแผนปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ โดยได้รับความเห็นชอบ จำนวน 2,975 โครงการ งบประมาณ 1,733,870,869 บาท ประกอบด้วย ด้านการผลิตพืชและพันธุ์พืช จำนวน 610 โครงการ งบประมาณ 298,660,057 บาท ด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ จำนวน 633 โครงการ งบประมาณ 492,178,325 บาท ด้านการจัดการศัตรูพืช จำนวน 15 โครงการ งบประมาณ 3,856,671 บาท ด้านฟาร์มชุมชน จำนวน 139 โครงการงบประมาณ 115,055,682 บาท ด้านการผลิตอาหาร การแปรรูปผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร จำนวน 270 โครงการงบประมาณ 87,175,771 บาท ด้านปศุสัตว์ จำนวน 867 โครงการ งบประมาณ 482,477,742 ด้านประมง จำนวน 428 โครงการ งบประมาณ 241,808,599 บาท และด้านการปรับปรุงบำรุงดิน จำนวน 13 โครงการ งบประมาณ 12,658,022 บาท

นายไพศาลยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าขณะนี้สำนักงานเกษตรจังหวัดทุกจังหวัดในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ได้โอนเงินให้กับคณะกรรมการ ชุมชนแล้วทั้ง 706 ชุมชน จำนวน 2,975 โครงการ งบประมาณ 1,733,870,869 บาท แยกเป็นจังหวัดตรัง 109 ชุมชน 552 โครงการ งบประมาณ 261,965,801 บาท จังหวัดพัทลุง 81 ชุมชน 650 โครงการ งบประมาณ 191,410,900 บาท จังหวัดสงขลา 159 ชุมชน 555 โครงการ งบประมาณ 394,162,692 บาท จังหวัดสตูล 45 ชุมชน 252 โครงการงบประมาณ 106,659,576 บาท จังหวัดปัตตานี 144 ชุมชน 387 โครงการ งบประมาณ 359,977,400 บาท จังหวัดยะลา 72 ชุมชน 366 โครงการ งบประมาณ 179,718,300 บาท และจังหวัดนราธิวาส 96 ชุมชน 213 โครงการ งบประมาณ 239,976,200 บาท

ผลสำเร็จของการดำเนินงานโครงการนี้ คือชุมชนที่เข้าร่วมโครงการมีความเข้มแข็ง เกิดการเรียนรู้ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ตามแนวทางพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ และยุทธศาสตร์ชาติ20 ปี ของรัฐบาล เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ และก่อให้กระแสเงินหมุนเวียนในชุมชน และชุมชน 706 ชุมชน (ศพก. และเครือข่าย) ของภาคใต้ตอนล่าง มีการบริหารจัดการด้านการเกษตรตรงตามความต้องการของชุมชน

รายงานพิเศษ : พ.ร.ก.จัดการคนต่างด้าวปี’60 กับผลกระทบภาคเกษตรไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282288

รายงานพิเศษ : พ.ร.ก.จัดการคนต่างด้าวปี’60 กับผลกระทบภาคเกษตรไทย

รายงานพิเศษ : พ.ร.ก.จัดการคนต่างด้าวปี’60 กับผลกระทบภาคเกษตรไทย

วันจันทร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จากการออกพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 เพื่อการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวให้มีระบบและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เป็นการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวและปัญหาการค้ามนุษย์ด้านแรงงานโดยมีการเพิ่มความคุ้มครองแรงงานต่างที่ถูกเอาเปรียบ และเพิ่มโทษนายจ้างทำผิดกฎหมาย

ดร.ภูมิศักดิ์ ราศรี ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า ศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร (KU – OAE Foresight Center : KOFC) ได้วิเคราะห์สถานการณ์แรงงานต่างด้าวที่มีผลต่อเศรษฐกิจการเกษตรไทย พบว่า แรงงานภาคเกษตรมีแนวโน้มลดลง จากปี 2554 มีแรงงานภาคเกษตรอยู่ 14.88 ล้านคน ปีนี้ลดลงเหลือ 11 ล้านคน ขณะที่นอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น จาก 23.58 ล้านคน ในปี 2554 เป็น 26.4 ล้านคน ในปีนี้ ซึ่งเกิดจากปัจจัยแรงงานภาคเกษตรที่มีอยู่เริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (aging society) เพิ่มขึ้น ประกอบกับแรงงานภาคการเกษตรวัยหนุ่มสาวที่ได้รับการศึกษาเคลื่อนย้ายเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม และเกษตรกรมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้นจากราคาปุ๋ยเคมี สารกำจัดศัตรูพืช ค่าจ้างแรงงาน จึงเป็นเหตุให้มีการนำเข้าแรงงานต่างด้าวเพื่อลดต้นทุนการผลิตและทดแทนแรงงานของไทย

โดยแรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานในไทยขณะนี้มีอยู่ประมาณ 1.56 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าวสัญชาติ กัมพูชา ลาว และเมียนมา ในจำนวนนี้เป็นแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในภาคเกษตร จำนวน 248,281 คน แบ่งเป็นแรงงานภาคเกษตรและปศุสัตว์ 149,799 คน และแรงงานประมง 98,482 คน สำหรับปัจจัยที่ส่งผลให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศไทยหลักๆ คือ อัตราค่าจ้างแรงงาน/เงินเดือน ซึ่งไทยมีค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านมาก ระดับดัชนีผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) ที่สูงเป็นตัวดึงดูดคนให้เข้าไปทำงานในประเทศมากขึ้น นอกจากนี้ มาตรฐานค่าครองชีพที่ไม่สูงมากนัก ก็เป็นอีกหนึ่งแรงดึงดูดให้แรงงานต่างด้าวสนใจเข้ามาทำงานในประเทศไทย

เมื่อวิเคราะห์ผลกระทบจาก พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ต่อภาคเกษตรไทย ในส่วนที่เป็นผลบวก คือ การจ้างแรงงานต่างด้าวภาคเกษตรที่ได้รับอนุญาตทำงานคงเหลือทั่วราชอาณาจักร ประจำเดือนมิถุนายน 2560 จำนวน 248,281 ราย (เกษตรและปศุสัตว์,ประมง) ก่อให้เกิดผลด้านมูลค่าทางเศรษฐกิจ 17,876.23 ล้านบาท รวมถึงยังช่วยทดแทนแรงงานภาคเกษตรที่ขาดแคลน โดยเฉพาะงานที่คนไทยไม่นิยมทำ ได้แก่ งาน 3 D ได้แก่ สกปรก (dirty) อันตราย (dangerous) ยาก (difficult) นอกจากนี้ ยังมีส่วนช่วยลดค่าจ้างแรงงานภายในและลดเงินเฟ้อสินค้า เพราะการจ้างแรงงานต่างด้าวที่ราคาต่ำกว่าแรงงานไทยส่งผลต่อต้นทุนการผลิตลดลงด้วย

ในส่วนของแรงงานต่างด้าวที่ไม่ได้ถูกจัดเก็บข้อมูลในระบบหรือยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนซึ่งจากการประเมินเบื้องต้นพบว่า มีประมาณ 1 ล้านราย โดยคิดเป็นแรงงานต่างด้าวในภาคเกษตรที่อยู่นอกระบบ (เกษตรและปศุสัตว์,ประมง) ประมาณ 17% หรือ จำนวน 170,000 ราย เมื่อทำการวิเคราะห์ผลกระทบเศรษฐกิจภาคเกษตร จากกรณีที่แรงงานต่างด้าวภาคเกษตรที่อยู่นอกระบบเดินทางกลับประเทศหรือย้ายกลับถิ่นฐานเดิมของตนเอง สามารถแบ่งเป็น 3 กรณี ดังนี้ กรณีที่ 1 แรงงานต่างด้าวในภาคเกษตรที่อยู่นอกระบบขาดไป 5% ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคเกษตร สินค้าพืช จำนวน 434.31 ล้านบาท รองลงมา คือ สาขาประมง 244.80 ล้านบาท และสาขาปศุสัตว์ 174.42 ล้านบาท รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 853.53 ล้านบาท กรณีที่ 2 แรงงานต่างด้าวในภาคเกษตรที่อยู่นอกระบบขาดไป 10% ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคเกษตร สินค้าพืช จำนวน 868.62 ล้านบาท รองลงมา คือ สาขาประมง 489.60 ล้านบาทและสาขาปศุสัตว์ 348.84 ล้านบาท รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 1,707.06ล้านบาท กรณีที่ 3 แรงงานต่างด้าวในภาคเกษตรที่อยู่นอกระบบขาดไป ร้อยละ 15 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคเกษตร สินค้าพืชจำนวน 1,302.93 ล้านบาท สาขาประมง 734.40 ล้านบาท และสาขาปศุสัตว์ 523.26 ล้านบาท รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 2,560.59 ล้านบาท

ทั้งนี้ ศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตรมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 2 ระยะ ดังนี้ ระยะสั้น ปรับบทลงโทษหรือขยายระยะเวลาการนำ พ.ร.ก. มาใช้เนื่องจากบทลงโทษที่เกิดจาก พ.ร.ก.นั้นค่อนข้างรุนแรงและกะทันหัน เกิดปัญหาการปรับตัวไม่ทัน ส่งผลกระทบผู้ผลิตหรือเจ้าของกิจการที่ทำการเกษตรโดยการจ้างแรงงานต่างด้าว ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวอย่างถูกกฎหมาย อีกทั้งภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมอำนวยความสะดวกในการขึ้นทะเบียน ลดความซับซ้อน ยุ่งยากเพื่อให้ผู้ประกอบการและแรงงานมีความสะดวกมากขึ้น เช่น การให้บริการของศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (ONE STOP SERVICE) และควรดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการสร้างสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ เพื่อกระตุ้นและเร่งรัดให้นายจ้าง ขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวอย่างถูกกฎหมายได้ทันระยะเวลาที่ภาครัฐพิจารณาขยายให้

ส่วนระยะยาว ควรส่งเสริมการนำเทคโนโลยีการเกษตรไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดปัญหาขาดแคลนแรงงาน และการจัดงบประมาณในการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว โดยส่วนหนึ่งได้มาจากเงินค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่ได้จากการจดทะเบียนหรือต่ออายุแรงงานต่างด้าวที่รัฐสมทบให้อีกส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ ให้มีเงินงบประมาณสนับสนุนอย่างเพียงพอต่อกรรมการด้านต่างๆ ที่จะสามารถเป็นแรงขับเคลื่อนในการแก้ปัญหาดังกล่าวได้