รายงานพิเศษ : ‘ปิยะ แตะขอบฟ้า’ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ต้นแบบจัดการพื้นที่น้อย สร้างมูลค่าได้มาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/287726

รายงานพิเศษ : ‘ปิยะ แตะขอบฟ้า’ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์  ต้นแบบจัดการพื้นที่น้อย สร้างมูลค่าได้มาก

รายงานพิเศษ : ‘ปิยะ แตะขอบฟ้า’ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ต้นแบบจัดการพื้นที่น้อย สร้างมูลค่าได้มาก

วันพฤหัสบดี ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เกษตรกรรุ่นใหม่หรือ Young Smart Farmer กำลังสำคัญที่จะนำพาภาคเกษตรให้เจริญก้าวหน้าไปสู่การเป็นเกษตรกรยุคใหม่ หรือเกษตร 4.0 เนื่องจากเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ ใช้นวัตกรรม เทคโนโลยีหรือช่องการสื่อสารออนไลน์เข้ามาพัฒนาระบบการผลิต การตลาด และมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจเกษตรของตนเองอย่างไม่หยุดยั้ง

นางอ้อมทิพย์ สุทธิพงศ์เกียรติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี กล่าวว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี ดูแลรับผิดชอบพื้นที่ 8 จังหวัดภาคตะวันตก ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาครและสุพรรณบุรี ปัจจุบันมีเกษตรกรรุ่นใหม่จำนวนมากที่สามารถพัฒนาตนเองและผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง จนได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค ตลอดจนได้รับการยอมรับจากเกษตรกรรุ่นใหม่ด้วยกันเอง

ตัวอย่าง เกษตรกรรุ่นใหม่ของจังหวัดสุพรรณบุรี คือ นายปิยะกิจประสงค์ ที่หันหลังให้กับงานบริษัทเอกชนเพื่อกลับมาสานต่ออาชีพเกษตรที่บ้านเกิด ด้วยวัย 31 ปี กับการทำฟาร์มมะเขือเทศเชอรี่ บนพื้นที่เพียง 1 ไร่ แต่สามารถสร้างรายได้ดีเพราะผลิตภัณฑ์เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคในระยะเวลาอันรวดเร็ว ผ่านช่องทางสื่อออนไลน์

นายปิยะ เล่าว่า ตอนแรกก็ทำงานบริษัทเอกชนประมาณ 6 ปี เริ่มรู้สึกเบื่องาน ประกอบกับที่บ้านมีพื้นที่นิดหน่อยก็เลยอยากกลับไปทำงานที่บ้าน จุดมุ่งหมายแรกที่ตั้งธงไว้เลยคือเรามีพื้นที่น้อยประมาณ 1 ไร่ ทำยังไงให้สามารถสร้างมูลค่าจากพื้นที่ที่มีจำกัดให้ได้มากที่สุด จึงเลือกปลูกมะเขือเทศในเรือนระบบปิด เพราะใช้ระยะเวลาปลูกไม่นานแต่มีผลผลิตทยอยเก็บขายได้ต่อเนื่อง และสามารถทำรสชาติให้เป็นเอกลักษณ์ของเราเองได้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ “ฟาร์มมะเขือเทศเชอรี่ แตะขอบฟ้า” ที่มาของชื่อฟาร์มมาจากผมชอบใส่รองเท้าแตะช้างดาวที่มีขอบสีฟ้าทำงาน เพื่อนๆ เลยตั้งฉายาว่าแตะขอบฟ้าผมคิดว่าฉายานี้ดีเพราะมองอีกด้านว่าขอบฟ้าคือเราจะมุ่งไปข้างหน้าก็เลยใช้ชื่อฟาร์มนี้มาตลอด

โดยเริ่มทำฟาร์มแตะขอบฟ้ามาตั้งแต่ปี 2556 ช่วงนั้นอายุ 27 ปี เริ่มทำการปลูกแบบทั่วไป ในช่วงนี้ได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ทำให้เราพบจุดเปลี่ยน เพราะโครงการนี้ทำให้เรามีเครือข่ายเพิ่มขึ้น ได้องค์ความรู้ที่เครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ภาคตะวันตกถ่ายทอดให้ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์หลายอย่าง ทำให้เราได้เปิดโลกกว้าง นอกจากนั้น ยังได้รับโอกาสให้ไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น ได้เห็นการทำเกษตรที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง สามารถนำกลับมาปรับใช้กับฟาร์มของเราได้เป็นอย่างดี

สิ่งที่ผมได้รับจากการเป็นยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ คือ “เกษตรกรรุ่นใหม่ต้องเป็นมากกว่าเกษตรกร คือต้องเก่งทั้งด้านผลิตและขายเป็น” ผมจึงจำหน่ายตรงให้กับผู้บริโภค โดยมาอาศัยช่องทางโซเชียลมีเดีย อย่างเฟซบุ๊คในชื่อ “ฟาร์มมะเขือเทศเชอรี่ แตะขอบฟ้า” จะโพสต์ข้อมูลการทำฟาร์มมะเขือเทศเชอรี่ พอมีผลผลิตก็โพสต์ขายผู้สนใจสามารถเห็นก็จะสั่งซื้อหรือเดินทางมาท่องเที่ยวฟาร์มโดยตรงได้ ซึ่งเวลานักท่องเที่ยวมาเที่ยวอย่างน้อยต้องถ่ายรูปอัพรูปลงโซเชียลมีเดีย หรือเช็คอินสถานที่ฟาร์มของเรา แค่นี้เราก็ได้ตลาดเพิ่มโดยไม่เสียค่าโฆษณาใดๆ เลย

การปลูกมะเขือเทศเชอรี่ของผมเน้นความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นอันดับแรก เพราะผมถือว่าผู้บริโภคคือครอบครัว จะไม่เอาของไม่ดีมาขายเด็ดขาด ผมปลูกมะเขือเทศเชอรี่ตามมาตรฐาน GAP คือ ในช่วงแรกประมาณ 1 เดือนจะใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดแมลง และเมื่อเริ่มติดผลจะไม่ใช้สารเคมีเลย หากจำเป็นจะเว้นระยะให้นานที่สุดเพื่อความปลอดภัย ตัวอย่างเช่น เมื่อมีเพลี้ยไฟระบาดหนักมากต้องฉีดพ่นสารเคมีเพื่อกำจัด ถ้าลูกค้าติดต่อขอซื้อผมจะปฏิเสธเพราะไม่ปลอดภัยต่อลูกค้าผมมองว่าทุกอาชีพต้องมีจรรยาบรรณ เกษตรกรก็ต้องมีจรรยาบรรณ ถ้าผมจะขายต้องมั่นใจว่าปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งผมไม่ได้คิดว่าทำเพื่อธุรกิจเพียงอย่างเดียวแต่ทำเพราะมีความสุข ฉะนั้นผู้บริโภคที่ซื้อของเราไปบริโภคก็ต้องได้รับสิ่งที่ดีปลอดภัย 100%

ในด้านการบริหารจัดการ เช่น ระบบน้ำจะให้น้ำวันละ 5-6 ครั้งโดยใช้ไทม์เมอร์ตั้งเวลาอัตโนมัติ ซึ่งในอนาคตจะนำระบบ IoT (Internet
of Things) สั่งการทุกอย่างผ่านระบบอินเตอร์เนตจากสมาร์ทโฟน ขณะนี้อยู่ระหว่างการเก็บข้อมูลสถิติ เช่น อุณหภูมิในโรงเรือนเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขโรงเรือนให้เหมาะสมต่อไป ส่วนการจัดการปุ๋ยจะซื้อแม่ปุ๋ยมาผสมเองทำให้ได้สูตรปุ๋ยที่ต้องการ ส่งผลให้มะเขือเทศเชอรี่ที่นี่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครและผู้บริโภคมีความต้องการเพราะ “หวาน กรอบ ไร้เมล็ด อร่อย และยังคงความสดใหม่ เสมือนคุณเก็บจากต้น”

ขอฝากถึงเพื่อนเกษตรกรว่าไม่จำเป็นต้องทำเกษตรบนพื้นที่ขนาด 20-30 ไร่ แต่เรามาทำพื้นที่น้อยแต่สร้างมูลค่าให้ได้มากขึ้นจะดีกว่า อย่างผมใช้พื้นที่ 1 ไร่ แบ่งปลูกมะเขือเทศเชอรี่เป็น 2 รอบต่อปี รอบหนึ่งตั้งแต่เพาะเมล็ดจนถึงเก็บผลผลิตรวมเวลา 6 เดือน เฉลี่ยมะเขือเทศเชอรี่หนึ่งต้นให้ผลผลิต 2 กก. ผมขายผลผลิต 100 บาทต่อ กก. รอบหนึ่งได้ผลผลิตประมาณ 3 ตัน หนึ่งปีจะได้รวม 6 ตัน ก็มีรายได้ที่คุ้มค่าพอสมควร แค่รายได้รอบเดียวก็สามารถคืนทุนที่ลงไปโดยเฉพาะค่าโรงเรือน ส่วนค่าน้ำ ไฟ ปุ๋ย ไม่สูงมากนัก อีกทั้งไม่มีค่าจ้างแรงงานเพราะผมใช้แรงงานตัวเอง ถือคติทำแค่ที่เราทำไหว เน้นคุณภาพไม่เน้นปริมาณ ส่วนความต้องการมะเขือเทศเชอรี่ที่มากขึ้น ผมก็อาศัยเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรเฟรชฟิน ซึ่งเป็นกลุ่มยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ของจังหวัดสุพรรณบุรีเข้ามาเสริม ปัจจุบันมีสมาชิกกลุ่ม 10 คน คนที่ปลูกมะเขือเทศเชอรี่ก็จะใช้สูตรเดียวกัน บริหารจัดการเหมือนกันและมารวมกันขายภายใต้แบรนด์เดียวกันคือ KASET FRESH FIN (เกษตร เฟรช ฟิน)

“ในอนาคตผมจะพัฒนาฟาร์มแตะขอบฟ้าให้เป็นศูนย์เรียนรู้ เป็นแหล่งสร้างแรงบันดาลใจให้คนที่ตกงานหรืออยากผันตัวมาทำการเกษตรได้เข้ามาเรียนรู้ เพราะผมมองว่าอาชีพเกษตรกรเป็นอาชีพหลักของคนไทย ถ้าพัฒนาระบบการจัดการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่ดีเพราะเกษตรกรไทยเก่งในการผลิตอยู่แล้ว เพียงแต่เชื่อมโยงตลาดได้ก็จะยั่งยืน”ปิยะ กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : พด.ร่วมโชว์นวัตกรรม-ความก้าวหน้า‘AGRI-MAP’ ในงาน‘เกษตรไทยก้าวหน้า ใต้ร่มพระบารมี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/287309

รายงานพิเศษ : พด.ร่วมโชว์นวัตกรรม-ความก้าวหน้า‘AGRI-MAP’ ในงาน‘เกษตรไทยก้าวหน้า ใต้ร่มพระบารมี’

รายงานพิเศษ : พด.ร่วมโชว์นวัตกรรม-ความก้าวหน้า‘AGRI-MAP’ ในงาน‘เกษตรไทยก้าวหน้า ใต้ร่มพระบารมี’

วันอังคาร ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดงาน “เกษตรไทยก้าวหน้า ใต้ร่มพระบารมี” ระหว่างวันที่ 16-20 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในการทรงงานด้านเกษตร และเผยแพร่พระราชกรณียกิจในด้านต่างๆ

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดินได้ร่วมจัดนิทรรศการและให้บริการภายใต้ภารกิจของกรม ภายในงานครั้งนี้ ได้แก่ การนำเสนอผลงานนวัตกรรม โดยจัดแสดงนิทรรศการแผนที่การเกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) การใช้นวัตกรรมจุลินทรีย์ พด. ในการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และนำเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จมานำเสนอ ตลอดจนให้บริการทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการตรวจวิเคราะห์ดิน ด้วยชุดวิเคราะห์ดินอย่างง่าย (LDD Test Kit) ซึ่งเป็นชุดวิเคราะห์ดินเคลื่อนที่ การให้คำแนะนำในการใช้ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์สารเร่ง พด. พร้อมทั้งแจกจ่ายผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์สารเร่ง พด. ต่างๆ และน้ำหมักชีวภาพพร้อมใช้

อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับนิทรรศการแผนที่ Agri-Map ที่จัดแสดงภายในงาน ซึ่งปัจจุบันได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องจนเป็น Agri-Map Online และพัฒนาเข้าสู่ระบบ On Mobile ก็คือสามารถใช้ได้ในโทรศัพท์มือถือ หรือ Smart Phone ที่เราใช้กัน โดยสามารถใช้ดูข้อมูล Agri-Mapได้แล้ว รวมถึงนิทรรศการ การใช้บริการ การให้ความรู้เรื่องการฟื้นฟูปรับปรุงบำรุงดิน ให้มีความสมบูรณ์ เหมาะสมกับการเพาะปลูกพืชในแต่ละพื้นที่ ลดต้นทุนการผลิต สร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่เกษตรกร ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการให้เกษตรกรไทยมีรายได้ที่ยั่งยืนในอนาคต โดยการดำเนินงานของกรมพัฒนาที่ดินหลังจากนี้ จะมีการส่งเจ้าหน้าที่สถานีพัฒนาที่ดิน รวมถึงหมอดินอาสาในพื้นที่ ลงพื้นที่เพื่อแนะนำให้ความรู้เกษตรกร ในเรื่องของการใช้นวัตกรรมจุลินทรีย์ พด.ผลิตปุ๋ยหมัก นำหมักชีวภาพ การผลิตสารขับไล่แมลงศัตรูพืช และแนะนำวิธีการเพิ่มอินทรียวัตถุในดินด้วยการปลูกพืชปุ๋ยสดชนิดต่างๆ การให้คำแนะนำในเรื่องของชนิดดินในพื้นที่และวิธีการปรับปรุงดินให้เหมาะสมกับพืชที่ปลูก อีกทั้งยังจัดให้มีบริการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่เพิ่มความสะดวกให้แก่เกษตรกรที่ต้องการความรู้และคำแนะนำอีกด้วย

งาน “เกษตรไทยก้าวหน้า ใต้ร่มพระบารมี” ถือได้ว่าเป็นมหกรรมการเกษตรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี ที่จัดแสดง
ผลงานเด่น นวัตกรรมการเกษตรสมัยใหม่ของหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การให้บริการวิชาการด้านการเกษตร ตลอดจนการนำผลสำเร็จทางการเกษตรตามนโยบายรัฐบาล ผ่านการดำเนินกิจกรรมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) วิสาหกิจชุมชน ตลาดเกษตรกร Smart Farmer และ Young Smart Farmer ภายใต้การพัฒนาการเกษตร โดยผู้เข้าร่วมชมงานจะเรียนรู้นวัตกรรมสมัยใหม่รู้จักวิธีคิด รู้จัดวิชาการ รู้จักการบริหารจัดการด้านตลาด เพื่อนำไปปรับใช้ได้ในอนาคต และเป็นมิติใหม่ของการพัฒนาด้านการเกษตร เพื่อพร้อมก้าวเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ต่อไป

อย่างไรก็ตาม สำหรับเกษตรกรที่สนใจเกี่ยวกับการนำนวัตกรรมจุลินทรีย์ พด.ไปใช้ การวิเคราะห์ดิน วิธีการปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์อย่างถูกวิธี สามารถสอบถามเพิ่มได้ที่หมอดินอาสา เจ้าหน้าที่สถานีพัฒนาที่ดินในพื้นที่ของท่านหรือสายด่วน กรมพัฒนาที่ดิน โทร. 1760

รายงานพิเศษ : ‘เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา’ เพิ่มศักยภาพแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/287124

รายงานพิเศษ : ‘เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา’ เพิ่มศักยภาพแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

รายงานพิเศษ : ‘เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา’ เพิ่มศักยภาพแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

วันจันทร์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงให้ความสำคัญในเรื่องการพัฒนาแหล่งน้ำ ได้มีพระราชกระแสให้เร่งรัดงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ให้แล้วเสร็จ เพื่อให้สามารถบรรเทาความเดือดร้อนของราษฎรได้ตามพระราชประสงค์

นอกจากนี้ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังมีนโยบายสำคัญให้กรมชลประทานน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” มาใช้การแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำของประเทศอีกด้วย

กรมชลประทาน ในฐานะหน่วยงานหลักที่การรับผิดชอบเรื่องน้ำของประเทศ ได้น้อมนำพระราชกระแสของรัชกาลที่ 10ดังกล่าว มาดำเนินโครงการสืบสานงานโครงการชลประทานอันเนื่องมาจากพระราชดำริแบบบูรณาการร่วมกับมูลนิธิปิดทองหลังพระ โดยนำศาสตร์พระราชาตามนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ มาใช้ในการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำจากโครงการชลประทานขนาดเล็กอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ในการดำเนินโครงการดังกล่าว กรมชลประทานจะนำองค์ความรู้ 6 มิติ ของในหลวง รัชกาลที่ 9 ซึ่งประกอบด้วย น้ำ ดินเกษตร พลังงานทดแทน ป่า และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งหลักการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ คือ การเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ตลอดจนหลักการทรงงานและหลักการโครงการมาใช้ในการดำเนินงาน

ทั้งนี้จากการสำรวจโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั่วประเทศ พบว่า ในปัจจุบันมีโครงการที่ยังไม่มีระบบชลประทานทั้งหมด 1,645 โครงการ มีทั้งที่เป็น ฝาย อ่างเก็บน้ำและรูปแบบอื่นๆ กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ซึ่งกรมชลประทานจะเร่งศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้ครอบคลุมในทุกมิติและได้บรรจุในแผนยุทธศาสตร์น้ำของชาติในช่วงปี 2561-2564 โดยมีเป้าหมายที่จะดำเนินการก่อสร้างระบบชลประทานให้เพียงพอกับความต้องการของประชาชนในทั่วทุกภาคของประเทศ จะได้มีแหล่งน้ำสำหรับเพื่อการอุปโภคบริโภคและทำการเพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เห็นแบบอย่างการทำงานที่เป็นรูปธรรม กรมชลประทานได้เริ่มดำเนินโครงการดังกล่าวที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นจังหวัดที่กรมชลประทานได้ดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ รวมทั้งสิ้น 242 โครงการ โดยเป็นโครงการที่มีระบบชลประทานจัดส่งน้ำแล้ว 187 โครงการ และอีก 55 โครงการ ยังไม่มีระบบชลประทานต้องส่งน้ำตามลำน้ำเดิม ซึ่งกรมชลประทานตั้งเป้าหมายที่จะดำเนินการเพิ่มศักยภาพการใช้น้ำ ด้วยการปรับปรุง พัฒนา และต่อยอดโครงการให้ครบทั้ง 242 โครงการ

ในเบื้องต้นได้ได้ร่วมกับประชาชน และกลุ่มผู้ใช้น้ำพิจารณาคัดเลือกโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กอันเนื่องมาจากพระราชดำริและโครงการชลประทานขนาดเล็กที่ส่วนราชการถ่ายโอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วมีการชำรุดเสียหายจากการใช้งานตามระยะเวลา ต้องมีการปรับปรุงบำรุงรักษา เช่น ฝายห้วยส้าน ตำบลจอมหมอกแก้ว อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นโครงการที่กลุ่มผู้ใช้น้ำต้องดำเนินการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพให้สามารถใช้งานได้ดีกว่าเดิม และพร้อมที่จะร่วมกันลงแรงในการดำเนินงานโดยมีภาครัฐและเอกชนร่วมกันสนับสนุนงบประมาณและวัสดุอุปกรณ์มาดำเนินโครงการเป็นนำร่องก่อน

สำหรับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ชาวบ้านได้เสนอแนวทางในการพัฒนาเพื่อต่อยอดให้ใช้ประโยชน์ได้เพิ่มขึ้น อาทิ โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ข้าวต้มท่าสุด อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่ที่บ้านแม่ข้าวต้มท่าสุด หมู่ที่ 10 ตำบลท่าสุดอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ก่อสร้างตามคำร้องขอของราษฎรในพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากขาดแคลนน้ำ จึงขอพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณในการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่ข้าวต้มท่าสุดในปีงบประมาณ 2538 เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กมีความระดับเก็บกักอยู่ที่ 520,000 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) โดยมีพื้นที่รับน้ำฝน7.00 ตารางกิโลเมตร และปริมาณน้ำทั้งปีที่ไหลลงอ่างฯประมาณ4 ล้านลบ.ม. ก็จะเป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคให้กับราษฎรในพื้นที่ได้ จำนวน 6 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ที่ 2 บ้านสันต้นกอกหมู่ที่ 3 บ้านแม่ข้าวต้มท่าสุด หมู่ที่ 4 บ้านห้วยเคียน หมู่ที่ 5บ้านบ่อทอง หมู่ที่ 8 บ้านศรีวิเชียร และหมู่ที่ 10 บ้านแม่ข้าวต้มท่าสุดรวมจำนวนทั้งสิ้น 2,262 ครัวเรือน มีประชากรได้รับประโยชน์ 5,198 คน และยังสามารถช่วยพื้นที่เพาะปลูกได้ถึง 1,200 ไร่ และกลุ่มผู้ใช้น้ำมีแนวคิดที่จัดทำการเกษตรแบบเกษตรแปลงใหญ่ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถือเป็นการบูรณาการให้มีการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

โครงการอ่างเก็บน้ำแม่มอญ อันเนื่องมาจากพระราชดำริตั้งอยู่ที่บ้านป่าซางใต้ หมู่ที่ 2 ตำบลโป่งแพร่ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย ซึ่งราษฎรในพื้นที่ได้ขอพระราชทานสร้างอ่างฯในปีงบประมาณ 2532 ความจุในระดับเก็บกักอยู่ที่ 960,000 ลบ.ม.โดยมีพื้นที่รับน้ำฝน 12.00 ตารางกิโลเมตร ปริมาณน้ำทั้งปีที่ไหลลงอ่างอยู่ที่ 7.44 ล้านลบ.ม. ในแต่ละปีก็จะช่วยกันทำความสะอาดเขื่อนและคลองส่งน้ำปีละ 2 ครั้ง แต่ด้วยคลองส่งน้ำยังเป็นคลองดินจึงเกิดการสูญเสียน้ำและดูแลรักษาลำบาก กลุ่มผู้ใช้น้ำจึงต้องการปรับให้เป็นคลองดาดคอนกรีต และต้องการวางระบบคลองส่งน้ำจากสายซอยเข้าสู่ในแปลงน้ำหรือคลองไส้ไก่ โดยจากการพูดคุยหากมีวัสดุอุปกรณ์ ชาวบ้านจะช่วยกันลงแรงในการทำงาน เพื่อให้สามารถใช้น้ำจากโครงการที่ได้รับพระราชทานจากในหลวง รัชกาลที่ 9 ให้เกิดสูงสุด ซึ่งหากมีการเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการน้ำของอ่างเก็บน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด จะเป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคให้กับราษฎรในพื้นที่ จำนวน 490 ครัวเรือนประชากร 1,082 คน และสามารถส่งน้ำสนับสนุนพื้นที่เกษตรกรรมได้200 ไร่

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร แม้พระองค์ท่านจะเสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว แต่ “ศาสตร์พระราชา” ที่พระราชทานไว้ กระทรวงเกษตรฯได้นำมาต่อยอด ขยายผล สร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับประเทศชาติ และสร้างความมั่นคงให้กับอาชีพการเกษตรได้อย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : จัดใหญ่งานเกษตรไทยก้าวหน้าฯ16-20ส.ค. สืบสานพระราชปณิธาน-เปิดอบรมฝึกอาชีพฟรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/285959

รายงานพิเศษ : จัดใหญ่งานเกษตรไทยก้าวหน้าฯ16-20ส.ค. สืบสานพระราชปณิธาน-เปิดอบรมฝึกอาชีพฟรี

รายงานพิเศษ : จัดใหญ่งานเกษตรไทยก้าวหน้าฯ16-20ส.ค. สืบสานพระราชปณิธาน-เปิดอบรมฝึกอาชีพฟรี

วันจันทร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศจัดงานเกษตรไทยก้าวหน้า ภายใต้ร่มพระบารมียิ่งใหญ่ที่สุดกับมหกรรมสินค้าเกษตรใจกลางเมืองหลวง ณ สวนลุมพินีระหว่างวันที่ 16-20 สิงหาคมนี้ เชิญชมนิทรรศการสืบสานพระราชปณิธาน พบกับสุดยอดนวัตกรรมทางการเกษตร เลือกสรรสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพชั้นเลิศ และเข้าร่วมฝึกอบรมเกษตรคนเมือง เรียนรู้ด้านการเกษตร การทำอาหาร ของใช้สร้างสุขลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ กับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ฟรี เพียงลงทะเบียนจองสิทธิ์ก่อนใคร

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดงาน “เกษตรไทยก้าวหน้า ภายใต้ร่มพระบารมี” อย่างยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 16-20 สิงหาคม 2560 ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ ซึ่งกิจกรรมในงานได้รวมเกษตรกรกว่า 3,000 คน มาแสดงผลผลิตทางการเกษตรคุณภาพมากมายและหลากหลายชนิดสินค้า นอกจากสินค้ามีราคายุติธรรมแล้ว ยังได้พบกับนิทรรศการสานต่อพระราชปณิธานทางด้านการเกษตร การให้บริการคลินิกทางการเกษตร พร้อมให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญการให้บริการความรู้การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผึ้งและแมลงเศรษฐกิจ รวมทั้งการให้คำปรึกษาการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงในสังคมเมือง

นอกจากนี้ ภายในงานยังจัดกิจกรรมฝึกอบรมเกษตรคนเมือง เรียนรู้ด้านการเกษตร การทำอาหาร ของใช้สร้างสุข ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้กับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งเป็นหลักสูตรที่เด่น ดีและมีประโยชน์สำหรับคนในสังคมเมือง โดยหลักสูตรด้านการเกษตร เช่น เทคนิคที่จำเป็นในการปลูกพืชผัก ฝึกทักษะการขยายพันธุ์พืช การเลือกพืชและภาชนะปลูกที่เหมาะสม รวมถึงสามารถแก้ปัญหาพืชผักที่บ้านไม่งามดั่งใจได้ ส่วนหลักสูตรด้านอาหาร อาทิ นวัตกรรมแป้งบัว ซึ่งเป็นนวัตกรรมสำหรับคนเป็นเบาหวานหรือคนที่แพ้แป้งสาลีก็ทานได้ รวมถึงการแปรรูปผลไม้ราคาถูกให้ดูแพง เป็นต้น ส่วนหลักสูตรเกี่ยวกับของใช้สร้างสุขเช่น การเปลี่ยนของซ้ำๆ มาเป็นของน่าใช้ด้วยเดคูพาจและการเลือกวัตถุดิบที่เหมาะสมกับผิวคุณและคนที่คุณรัก สร้างสรรค์รูปแบบตามสไตส์ของคุณเองกับการทำของใช้ในบ้าน เช่น สบู่ ลิปบาล์ม เป็นต้น และยังมีหลักสูตรอื่นๆอีกมากมายกว่า 20 หลักสูตร และการสาธิตการแปรรูปจากผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งหากท่านใดต้องการสู่การประกอบอาชีพในอนาคตเพียงแค่สมัครจองสิทธิ์การฝึกอบรมผ่านเว็บไซต์ http://kasetsunluam.doae.go.th ได้แล้ววันนี้

รายงานพิเศษ : เกษตรกรอำนาจเจริญปรับที่นาปลูกอ้อยแปลงใหญ่ ลดความเสี่ยงเรื่องตลาด-รายได้มั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/284926

รายงานพิเศษ : เกษตรกรอำนาจเจริญปรับที่นาปลูกอ้อยแปลงใหญ่ ลดความเสี่ยงเรื่องตลาด-รายได้มั่นคง

รายงานพิเศษ : เกษตรกรอำนาจเจริญปรับที่นาปลูกอ้อยแปลงใหญ่ ลดความเสี่ยงเรื่องตลาด-รายได้มั่นคง

วันอังคาร ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เกษตรกรในพื้นที่ภาคอีสานหลายรายปรับเปลี่ยนการทำเกษตรแบบเดิมๆ โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกข้าวที่ไม่ได้ผลซ้ำซาก ปรับเปลี่ยนไปทำเกษตรอื่นที่เหมาะสมกว่า ดังเช่น ในจ.อำนาจเจริญที่เกษตรกรรวมตัวกันปรับเปลี่ยนการทำนาในพื้นที่ไม่เหมาะสมมาทำไร่อ้อย ให้สอดรับกับนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ ในลักษณะแปลงใหญ่อ้อยประชารัฐ ซึ่งเป็นการทำเกษตรแปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ (อ้อยโรงงาน) ที่มีการดำเนินการร่วมกันระหว่างเกษตรกร ภาครัฐและเอกชน ในการพัฒนารายได้สินค้าเกษตร สร้างรายได้เร็ว เชื่อมโยงตลาดเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการให้เกษตรกรรายย่อย คาดหวังให้สามารถดูแลตัวเองได้อย่างยั่งยืน

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า แนวทางการขับเคลื่อนเกษตรแปลงใหญ่ในปีงบประมาณ 2560 มีแปลงเกษตรเพิ่มขึ้นจากปี 2559 จำนวน 1,910 แปลง ครอบคลุมพื้นที่ 3,400,000 ไร่ เกษตรกร 250,000 รายอยู่ใน 10 กลุ่มสินค้า 67 ชนิดสินค้า โดยกลุ่มที่เพิ่มขึ้นคือกลุ่มแปลงใหญ่แมลงเศรษฐกิจ เช่น ผึ้งโพรง ชันโรง จิ้งหรีด เป็นต้น ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เน้นแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน เสริมการใช้เทคโนโลยี มีการเชื่อมโยงตลาด และเพิ่มเติมการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเกษตรกรให้เกิดความมั่นคง มีขีดความสามารถในการบริหารจัดการแปลงเกษตรของตนเอง นอกจากนี้ ในแปลงเกษตรที่เข้าร่วมโครงการใหม่จะเน้นให้เกษตรกรได้วิเคราะห์ปัญหา กำหนดแผน ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น และในปี 2561 ได้วางเป้าหมายขยายพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างน้อย1,200 แปลง ขณะที่โรดแมปในระยะ 20 ปีนั้น จะต้องทำให้พื้นที่การเกษตรของไทยร้อยละ 60 เป็นรูปแบบการเกษตรแปลงใหญ่ เนื่องจากการทำเกษตรแปลงใหญ่ สามารถสร้างความเข้มแข็งให้ภาคเกษตรได้จริง จนสามารถเพิ่มรายได้ให้เกษตรที่เข้าร่วมโครงการเกษตรแปลงใหญ่ที่ผ่านเพิ่มขึ้นถึงรายละ 50,000 บาท

สำหรับความคืบหน้านโยบายประชารัฐเกษตรสมัยใหม่ ที่แบ่งกลุ่มสินค้าเป็น 5 กลุ่ม อาทิ พืชเศรษฐกิจหลัก สัตว์บก ประมง เกษตรสร้างรายได้เร็ว (Chash Crop) หนึ่งในพืชเศรษฐกิจหลักที่เกษตรกรสามารถลดพื้นที่ปลูกข้าวคือ อ้อย มีราคารับซื้อที่แน่นอน และสิ่งที่รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พยายามผลักดันคือแปลงใหญ่ประชารัฐ เพราะมีเอกชนดูตลาด รัฐให้ความรู้โดยศูนย์ ศพก. 882 ศูนย์ทั่วประเทศจะเป็นเสาหลักแนะนำเกษตรกร ซึ่งเมื่อพูดถึงลักษณะของเกษตรแปลงใหญ่อ้อย หลายคนคงคิดถึงไร่อ้อยโรงงานที่เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ผืนเดียวกัน แต่จริงๆแล้ว เกษตรแปลงใหญ่คือการรวมกลุ่มของเกษตรกรในหลายๆพื้นที่เข้าด้วยกัน เช่น ที่ตำบลกุดปลาดุก อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ ที่มีการรวมกลุ่ม เกษตรกร 10 ราย เนื้อที่รวมกัน จำนวน 121 ไร่

ด้านนายทรงพันธ์ จันทร์สว่าง เกษตรจังหวัดอำนาจเจริญ กล่าวเสริมว่า จังหวัดอำนาจเจริญ ได้รับมอบหมายจากกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำเนินโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มทำการผลิต มีการบริหารจัดการร่วมกัน เพื่อให้เกิดการรวมกันผลิตและรวมกันจำหน่าย มีตลาดรองรับที่แน่นอน สามารถลดต้นทุนการผลิต มีผลผลิตต่อหน่วยที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งผลผลิตมีคุณภาพได้มาตรฐาน ภายใต้การบูรณาการของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ซึ่งการดำเนินแปลงใหญ่อ้อยประชารัฐ ดำเนินการในพื้นที่ 3 อำเภอ ประกอบด้วย อำเภอเมืองอำนาจเจริญ เกษตรกรเป้าหมาย 159 รายพื้นที่ 2,945 ไร่ อำเภอเสนางนิคม เกษตรกรเป้าหมาย 117 ราย พื้นที่ 2,019 ไร่ อำเภอหัวตะพาน เกษตรกรเป้าหมาย 258 ราย พื้นที่ 2,359 ไร่

แปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ (อ้อยโรงงาน) จังหวัดอำนาจเจริญ มีพื้นที่รวม 7,323 ไร่รวม 3 อำเภอ พื้นที่มีความเหมาะสมพื้นที่พื้นที่ N ของข้าว 3,450 ไร่ ปรับเปลี่ยนปลูกอ้อย 3,047 ไร่ แปลง มีเกษตรกรสมาชิก 534 ราย กลุ่มใหญ่ 3 กลุ่ม มี Smart Farmer 200 คน สินค้าอ้อยโรงงาน และพันธุ์อ้อย ผลผลิตรวม 8,678.4 ตัน มีการดำเนินงานจัดเตรียมข้อมูลพื้นฐานสมาชิกแปลงใหญ่ ถ่ายทอดความรู้ในการบริหารจัดการองค์กรเกษตรในแต่ละแปลง/การรวมกลุ่มเกษตรกรถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกร หลักสูตรการบริหารจัดการการตลาด/เชื่อมโยงการตลาด โดยมีเป้าหมายในการลดต้นทุนการผลิตร้อยละ 7.18 ลดต้นทุนจาก 11,150 บาท/ไร่ เป็น 10,350 บาท/ไร่ เพิ่มผลผลิตร้อยละ 20 จาก 10 ตัน/ไร่ เป็น 12 ตัน/ไร่ กิจกรรมเพื่อบรรลุเป้าหมายในการลดต้นทุนการผลิตส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชตระกูลถั่ว หรือปอเทืองบำรุงดิน ไม่เผาใบอ้อย ลดการอัดแน่นของเครื่องจักรเหยียบย่ำ (Control Traffic)ลดการไถพรวนเพื่อรักษาโครงสร้างดิน เพิ่มผลผลิต ใช้พันธุ์คุณภาพดีใช้ปุ๋ยเหมาะสม จัดระยะปลูกรองรับรถตัดอ้อย 1.65 เมตรขึ้นไป ไถดะลึก 40 เซนติเมตร ลงริบเปอร์ฝังปุ๋ยอินทรีย์ เพิ่มมูลค่าผลผลิต ปฏิบัติตามคำแนะนำของบริษัท และดูแลรักษาต่อเนื่อง บริหารจัดการ แปลงแบบ Mitrphol Modern Farm มาตรฐาน Bonsucro เป็นต้น

รายงานพิเศษ : สสก.9พิษณุโลกเตรียมจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระดับเขต (RW) ครั้งที่ 2 ประจำปี 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/284294

รายงานพิเศษ : สสก.9พิษณุโลกเตรียมจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระดับเขต (RW) ครั้งที่ 2 ประจำปี 2560

รายงานพิเศษ : สสก.9พิษณุโลกเตรียมจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระดับเขต (RW) ครั้งที่ 2 ประจำปี 2560

วันศุกร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สสก.9พิษณุโลกจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้งานซึ่งกันและกันทั้งในระดับจังหวัดและเขต เพื่อสรุปบทเรียนที่ได้จากการทำงานในพื้นที่ ให้เกิดแนวทางปฏิบัติสามารถนำไปใช้ในการดำเนินงานอย่างเหมาะสม

นายเกษม ไตรพิจารณ์ เกษตรจังหวัดพิษณุโลก ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลกกล่าวว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลกดำเนินงานตามระบบส่งเสริมการเกษตร ตามนโยบายกรมส่งเสริมการเกษตร ประจำปี 2560 ในเขตพื้นที่ความรับผิดชอบ 9 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ได้แก่ กำแพงเพชร ตาก นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี โดยมุ่งให้ระบบการผลิตทางการเกษตรของเกษตรกรแต่ละรายนำสู่ระบบการผลิตที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน เพื่อให้ผลผลิตที่เกิดขึ้นจำหน่ายได้ในราคาที่เหมาะสมซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนดีขึ้น การผลักดันให้ไปสู่จุดนั้นได้ เกษตรกรต้องเป็น Smart farmer ทำการเกษตรในลักษณะ Smart Agriculture ทำให้เกิดความยั่งยืนในการพัฒนาและสร้างความอยู่ดีมีสุขได้อย่างแท้จริง ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรมีศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เป็นกลไกหลักขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ ทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกรในพื้นที่ในเรื่องการลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มโอกาสการแข่งขัน ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มบริหารจัดการผลผลิตและการตลาดสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรของประเทศ จากเป้าหมายในการพัฒนาดังกล่าว เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรจำเป็นต้องเป็นผู้รอบรู้เรื่องการเกษตรอย่างแท้จริง สามารถให้คำแนะนำที่ถูกต้องตามหลักวิชาการให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ดังนั้น จึงต้องมีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้งานทั้งระดับจังหวัดและระดับเขต รวมทั้งสรุปบทเรียนที่ได้จากการทำงานในพื้นที่ ทำให้เกิดแนวทางปฏิบัติสามารถนำไปใช้ดำเนินงานอย่างเหมาะสม โดยใช้เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับเขตสรุปผลและถอดองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ นำไปวางแผนปฏิบัติงานตามนโยบายและพันธะกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพในการส่งเสริมการเกษตร และบริการทางการเกษตรแก่เกษตรกรและยังใช้เป็นเวทีเชื่อมโยงให้ความรู้ วิชาการ ระหว่างหน่วยงานในพื้นที่ ตลอดจนนำเสนอผลงานวิชาการในพื้นที่ และเป็นการติดตามการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบาย งาน/ โครงการ หลักการของกรม/ เขต/ จังหวัด โดยให้แต่ละหน่วยงานนำเสนอผลดำเนินงานและถอดองค์ความรู้ โดยเป็นเวทีสรุปผลดำเนินงานและสรุปองค์ความรู้เพื่อจัดเก็บในคลังความรู้ ปี 2560 เป็นการต่อยอดจากการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับเขต (RW) ครั้งที่ 1 ประจำปี 2560 เมื่อวันที่ 15-16 ธันวาคม 2559ที่ผ่านมา

นายเกษมกล่าวเพิ่มเติมว่า บุคคลเป้าหมายในการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับเขต (RW) ครั้งที่ 2 ประจำปี 2560 ประกอบด้วย นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรของสำนักงานเกษตรจังหวัด 9 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง เจ้าหน้าที่จากศูนย์ปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่จากสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรและส่วนกลาง รวม 160 ราย โดยมีนายสงกรานต์ภักดีคง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรคนที่ 1 เป็นประธานเปิดงาน ระหว่างวันที่ 24-25 สิงหาคม ณ โรงแรมวังจันทน์ ริเวอร์วิว อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก

รายงานพิเศษ : เตือนชาวสวนมะพร้าวรับมือศัตรูพืชระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/284135

รายงานพิเศษ : เตือนชาวสวนมะพร้าวรับมือศัตรูพืชระบาด

รายงานพิเศษ : เตือนชาวสวนมะพร้าวรับมือศัตรูพืชระบาด

วันพฤหัสบดี ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ช่วงนี้สิ่งที่ผู้ปลูกมะพร้าวส่วนใหญ่ต้องเผชิญคือศัตรูพืช นอกจากหนอนหัวดำ ที่เป็นศัตรูสำคัญของชาวสวนมะพร้าว ที่รัฐบาลต้องอนุมัติงบประมาณจำนวนมากเพื่อจัดการให้สิ้นซากแล้ว ตอนนี้ยังมีศัตรูมะพร้าวอีก 2 ชนิด ที่ชาวสวนมะพร้าวไม่ควรมองข้าม

นายสมคิด เฉลิมเกียรติ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสุพรรณบุรีกล่าวว่า ศัตรูมะพร้าวตัวร้ายนอกจากหนอนหัวดำแล้ว ยังมีด้วงแรดและด้วงงวงมะพร้าว นอกจากเป็นศัตรูสำคัญของชาวสวนมะพร้าวแล้ว ยังเป็นศัตรูพืชสำคัญของชาวสวนปาล์มในบางพื้นที่อีกด้วย โดยด้วงแรดมะพร้าว เฉพาะตัวเต็มวัยเท่านั้นที่เป็นศัตรูพืช ซึ่งจะไปกัดเจาะโคนทางใบมะพร้าวหรือปาล์มน้ำมันทำให้ทางใบหักง่าย และยังกัดเจาะทำลายยอดอ่อน ทำให้ทางใบที่เกิดใหม่ไม่สมบูรณ์ มีรอยขาดแหว่งเป็นริ้วคล้ายรูปสามเหลี่ยม ถ้าโดนทำลายมากๆอาจกระทบผลผลิต บริเวณที่ด้วงแรดกัดเจาะเป็นเนื้อเยื่ออ่อน ทำให้ด้วงงวงมะพร้าวเข้ามาวางไข่ซ้ำ แล้วฟักตัวเป็นตัวอ่อนกัดกินยอดมะพร้าว ทำให้มะพร้าวตาย

สำหรับแหล่งขยายพันธุ์ของด้วงแรด ได้แก่ บริเวณที่มีต้นมะพร้าว ตอมะพร้าว ทางใบมะพร้าวที่เน่าเปื่อย กองปุ๋ยคอก วงจรชีวิตตัวเต็มวัยอายุ 90-120 วัน ระยะไข่ 10-12 วัน ระยะดักแด้ 23-28 วัน ระยะหนอน 80-150 วัน รวมระยะเวลาตั้งแต่ไข่ถึงตัวเต็มวัยใช้เวลา 4-9 เดือน ตัวเมีย 1 ตัววางไข่ได้สูงสุด 152 ฟอง วิธีป้องกันกำจัดด้วงแรดมะพร้าวมีดังนี้ 1.เผาทำลายทางใบมะพร้าวที่ล่วงหล่น เพื่อลดพื้นที่ขยายพันธุ์ของด้วงแรด 2.ใช้ทรายหยอดบริเวณโคนยอดของมะพร้าว 3.ใช้ลูกเหม็นใส่ที่โคนของยอดอ่อน 6-8 ลูก/ต้น 4.ใช้กับดักล่อฟีโรโมน เพื่อจับตัวเต็มวัยมาทำลาย 5.ใช้เชื้อราเขียวเมตตาไรเซี่ยมกำจัดตัวอ่อนด้วงแรดมะพร้าว

ส่วนด้วงงวงมะพร้าวจะขยายพันธุ์อยู่ในคอมะพร้าว โดยเฉพาะบริเวณที่ด้วงแรดเจาะทำลาย และบางครั้งพบการเข้าทำลายที่โคนต้น อาการที่สังเกตได้คือ ยอดอ่อนมะพร้าวเหี่ยวแห้งและหักพับ ด้วงงวงมะพร้าวมี 2 ชนิด ได้แก่ ด้วงงวงมะพร้าวชนิดเล็กและด้วงงวงมะพร้าวชนิดใหญ่ ตัวเต็มวัยเป็นแมลงปีกแข็งวงจรชีวิต ระยะตัวเต็มวัย 61-139 วัน ระยะไข่ 2-3 วัน ระยะดักแด้ 9-25 วัน ระยะหนอน 61-109 วัน ด้วงงวงมะพร้าวเพศเมีย 1 ตัว วางไข่ได้สูงสุด 527 ฟอง ในเวลา 112 วัน การป้องกันกำจัดด้วงงวงมะพร้าวมีดังนี้ คือ 1.ลดการระบาดของด้วงแรดโดยปฏิบัติตามข้อ 1-5 ตามวิธีการกำจัดด้วงแรดมะพร้าว แต่เพิ่มในส่วนการใช้สารทาร์ ซึ่งเป็นส่วนผสมของน้ำมันเครื่อง 1 ลิตร กับกำมะถันผง 100 กรัม ผสมให้เข้ากันทาบริเวณที่เป็นแผล เพื่อป้องกันไม่ให้ด้วงงวงมะพร้าวเข้าทำลายซ้ำ

“สิ่งสำคัญเกษตรกรต้องรักษาสวนมะพร้าวให้สะอาดอยู่เสมอ เพื่อทำลายแหล่งขยายพันธุ์ของด้วงแรด ถ้าลดการระบาดของด้วงแรดได้ก็จะลดการระบาดของด้วงงวงมะพร้าวไปอีกทางหนึ่ง และที่ขาดไม่ได้คือ เกษตรกรต้องหมั่นสำรวจแปลงมะพร้าวสม่ำเสมอ เมื่อพบการทำลายต้องรีบแก้ไข อย่าปล่อยให้ถึงขั้นระบาด” นายสมคิด กล่าว

หากมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อสอบถามได้ที่ ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสุพรรณบุรี โทร. 0-3544-0926-7 หรือ สำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอ ใกล้บ้านท่านได้ทุกวันในวันเวลาราชการ

รายงานพิเศษ : กลุ่มคนรักษ์มะพร้าวสมุยร่วมด้วยช่วยกันกำจัดหนอนหัวดำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/283881

รายงานพิเศษ : กลุ่มคนรักษ์มะพร้าวสมุยร่วมด้วยช่วยกันกำจัดหนอนหัวดำ

รายงานพิเศษ : กลุ่มคนรักษ์มะพร้าวสมุยร่วมด้วยช่วยกันกำจัดหนอนหัวดำ

วันพุธ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นพื้นที่หนึ่งที่พบการระบาดของหนอนหัวดำ ศัตรูมะพร้าวที่สร้างความเสียหายต่อผลผลิตมะพร้าวของประเทศอยู่ในขณะนี้

นายธเรศ ไข่มุก นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการรักษาราชการแทนเกษตรอำเภอเกาะสมุยกล่าวว่า เกาะสมุยมีชื่อเสียงเป็นแหล่งปลูกมะพร้าวที่สำคัญของประเทศ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติมาท่องเที่ยวจำนวนมากในแต่ละปี ดังนั้น การปลูกมะพร้าวของเกาะสมุยจึงไม่เพียงปลูกเพื่อการค้าเท่านั้น ยังมีจุดประสงค์เพื่อการท่องเที่ยวด้วย กลุ่มผู้ปลูกมะพร้าวจึงแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ ปลูกมะพร้าวเพื่อเก็บผลผลิตขาย กับผู้ปลูกมะพร้าวเพื่อต้องการทิวทัศน์สวยงามทางการท่องเที่ยว

สำหรับพันธุ์มะพร้าวที่ปลูกจะเป็นพันธุ์พื้นเมืองคือ เขียวใหญ่เกาะสมุยที่เป็นพันธุ์ดั้งเดิม พันธุ์เขียวเล็กเกาะสมุย และพันธุ์นาเกมะพร้าวของเกาะสมุยเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก แต่ด้วยสถานการณ์ระบาดของศัตรูมะพร้าวที่พบมาตั้งแต่ปี 2547 คือ แมลงดำหนาม ปีนี้ก็พบหนอนหัวดำ และล่าสุดยังมีปัญหาด้วงแรดอีก ซึ่งปัญหาศัตรูมะพร้าวเหล่านี้ ส่งผลกระทบต่อผลผลิตและปริมาณมะพร้าวที่ลดลง

กรมส่งเสริมการเกษตรโดยสำนักงานเกษตรอำเภอเกาะสมุย ร่วมกับสำนักงานเทศบาลนครเกาะสมุย และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว เพื่อรักษามะพร้าวพืชประจำถิ่นให้อยู่คู่กับเกาะสมุยต่อไป โดยเฉพาะเทศบาลนครเกาะสมุย จะสนับสนุนงบประมาณรป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าวอย่างต่อเนื่อง เช่น กรณีที่ขณะนี้สถานการณ์ด้วงแรดระบาดหนัก สำนักงานเกษตรอำเภอเกาะสมุย เทศบาลนครเกาะสมุย และเครือข่ายพลเมืองสมุย ร่วมกันรณรงค์ป้องกันกำจัดด้วงแรด และสำนักงานเกษตรอำเภอเกาะสมุย ก็จะดูแลจัดการแก้ปัญหาเรื่องหนอนหัวดำด้วย เนื่องจากมีงบประมาณจากโครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว (หนอนหัวดำ) ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่ โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาศัตรูมะพร้าวอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็วและครอบคลุมทุกพื้นที่ ลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้น

โดยในส่วนของการป้องกันกำจัดหนอนหัวดำนั้น สำนักงานเกษตรอำเภอเกาะสมุยดำเนินการตามมาตรการที่กำหนด ตั้งแต่จัดกิจกรรมรณรงค์สร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วมของคนในท้องถิ่น ถ่ายทอดความรู้เรื่องการป้องกันกำจัดหนอนหัวดำด้วยวิธีผสมผสาน ทั้งวิธีกลคือ ตัดทางใบเผาทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยของหนอนหัวดำ การใช้ศัตรูธรรมชาติ คือแตนเบียนบราคอนฮิบิเตอร์ ในการควบคุมศัตรูมะพร้าว การใช้สารเคมีฉีดเข้าต้นและพ่นทางใบ เพื่อตัดวงจรหนอนหัวดำให้สิ้นซาก

พร้อมกันนี้ ได้จัดทำแปลงสาธิตการป้องกันกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวโดยวิธีผสมผสาน เพื่อให้เกษตรกรและผู้สนใจเข้ามาศึกษาเรียนรู้วิธีการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าวอย่างเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของตนเอง เพื่อประสิทธิภาพและความยั่งยืน จากการศึกษาผลการดำเนินการพบว่าวิธีการตัดทางใบ ซึ่งเป็นวิธีที่ดี แต่มีข้อจำกัดคือค่าจ้างแรงงานของเกาะสมุยค่อนข้างสูง ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 300-400บาท/ต้นขณะที่การฉีดสารเคมีเข้าต้น ก็มีค่าแรงสูงกว่าที่อื่นเฉลี่ยอยู่ที่ 60 บาท/ต้นส่วนการปล่อยแตนเบียนบราคอนฮิบิเตอร์ มีต้นทุนต่ำที่สุด เนื่องจากศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช (ศทอ.) ให้การสนับสนุนพ่อแม่พันธุ์แตนเบียนพร้อมกับอุปกรณ์ให้ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนในพื้นที่ เพื่อนำไปผลิตขยายแตนเบียนบราคอนฮิบิเตอร์พร้อมปล่อย ฉะนั้นการใช้แตนเบียนบราคอนฮิบิเตอร์ในการกำจัดหนอนหัวดำจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดของเกาะสมุย เพราะมีต้นทุนต่ำและสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนเตรียมความพร้อมให้ทีมรับจ้างฉีดสารเคมีเข้าต้นและพ่นทางใบ ซึ่งพื้นที่อ.เกาะสมุย มีมะพร้าวที่พบหนอนหัวดำเข้าทำลายรวม 20,124 ต้น แบ่งเป็นมะพร้าวที่มีความสูงมากกว่า 12 เมตร 17,623 ต้น และมะพร้าวที่ความสูงต่ำกว่า 12 เมตร 2,501 ต้น มีทีมรับจ้างรวม 4ทีม แบ่งเป็น ทีมฉีดสารเคมีเข้าต้น3 ทีม และทีมพ่นทางใบ 1 ทีม ทีมละ 3 คน รวม 12 คน ซึ่งแต่ละคนจะต้องผ่านการอบรมความรู้เรื่องการใช้สารเคมีอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อความปลอดภัยต่อตัวผู้ใช้สารเคมีและผลผลิตมะพร้าว รวมถึงสิ่งแวดล้อมโดยสารเคมีที่ใช้ในกรณีมะพร้าวที่มีความสูงมากกว่า 12 เมตรขึ้นไป แต่ห้ามใช้ในมะพร้าวน้ำหอม มะพร้าวกะทิ และมะพร้าวทำน้ำตาล จะใช้วิธีการเจาะเข้าต้น แนะนำใช้สาร emamectin benzoate(อิมาเม็กตินเบนโซเอต) 1.92% EC เท่านั้น ในอัตรา 30 มิลลิลิตรต่อต้นโดยการเจาะลำต้นมะพร้าวสูงจากพื้นดินประมาณ 0.5 – 1 เมตร ในลักษณะมุมเอียงประมาณ 45 องศา จำนวน 2 รู ให้รูอยู่แนวเหนือใต้หรือทิศทางตรงข้ามกัน ขนาดกว้าง 5 หุน ลึก 10 เซนติเมตร

จากนั้นใช้กระบอกฉีดยาดูดสารฉีดเข้าต้นรูละ 15 มิลลิลิตรแล้วใช้ดินน้ำมันอุดรูทันทีและปาดให้ขอบรูเรียบ เพื่อป้องกันสารไหลย้อนออกมาและเพื่อป้องกันอันตรายจากการเข้าสัมผัสสารของมนุษย์หรือสัตว์ ส่วนการพ่นทางใบ ในกรณีที่ต้นสูงไม่ถึง 12 เมตร รวมทั้งมะพร้าวน้ำหอมมะพร้าวกะทิและมะพร้าวทำน้ำตาลทุกระดับความสูง แนะนำให้ใช้สาร cholrantraniliprol(คลอแรนทรานิลิโพรล)5.17% SC อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วบริเวณใต้ใบมะพร้าวอัตราเฉลี่ย 6-10 ลิตรต่อต้น

“ทีมรับจ้างฉีดสารเคมีเข้าต้นและพ่นทางใบของเกาะสมุยหาได้ค่อนข้างยาก เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่มีธุรกิจส่วนตัวอย่างอื่น
ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร รีสอร์ท บ้านพักหรือกิจการเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ค่อนข้างมีฐานะดีและไม่ค่อยมีเวลา ทางสำนักงานเกษตรอำเภอพยายามเข้าไปพูดคุยกับกลุ่มคนรักษ์มะพร้าว ให้เห็นความสำคัญว่ามะพร้าวเกาะสมุยมีดีมากกว่าเพื่อเก็บผลผลิต แต่มันเป็นการท่องเที่ยวสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ กระทั่งได้ผู้เสียสละเข้ามามีส่วนร่วมสมัครเข้าทีม 4 ทีม ซึ่งแต่ละคนมีความมุ่งมั่นที่จะป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าวให้หมดไปจากเกาะสมุย” นายธเรศ กล่าว

รายงานพิเศษ : บูรณาการใช้‘ศาสตร์พระราชา’แก้ปัญหาลุ่มน้ำยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/283655

รายงานพิเศษ : บูรณาการใช้‘ศาสตร์พระราชา’แก้ปัญหาลุ่มน้ำยม

รายงานพิเศษ : บูรณาการใช้‘ศาสตร์พระราชา’แก้ปัญหาลุ่มน้ำยม

วันอังคาร ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ลุ่มน้ำยม เป็น 1 ใน 25 ลุ่มน้ำหลักของประเทศไทย ตั้งอยู่ทางตอนเหนือ มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 23,618 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุม 10 จังหวัด คือ พะเยา น่าน ลำปาง แพร่ ตาก กำแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และนครสรรค์ ลักษณะของลุ่มน้ำนี้จะวางตัวตามแนวเหนือ-ใต้ ทิศเหนือเริ่มจากทิวเขาผีปันน้ำติดกับลุ่มน้ำโขง ทิศใต้ติดกับลุ่มน้ำปิง ทิศตะวันตกติดกับลุ่มน้ำวังและลุ่มน้ำปิง ทิศตะวันออกติดกับลุ่มน้ำน่าน โดยมีแม่น้ำยมเป็นแม่น้ำสายหลักของลุ่มน้ำ อย่างไรก็ตาม ลุ่มน้ำยม เป็นลุ่มน้ำที่มีปัญหาทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งค่อนข้างรุนแรง เนื่องจากขาดแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่

ปัจจุบันในแม่น้ำยมตอนล่าง มีการสร้างฝายเพื่อเก็บกักน้ำไว้ในลำน้ำหลายแห่ง เช่น ฝายสามง่าม และฝายพญาวัง เป็นต้น จากนั้นก็จะสูบน้ำด้วยไฟฟ้าเข้าสู่พื้นที่การเกษตร อย่างไรก็ตามในช่วงฤดูแล้งเกือบตลอดแนวแม่น้ำยมตอนล่าง ลำน้ำมีสภาพแห้งขอด จำเป็นจะต้องบริหารจัดการน้ำร่วมกันกับลุ่มน้ำน่านที่มีศักยภาพความพร้อมมากกว่าเนื่องจากมีแหล่งน้ำต้นทุนขนาดใหญ่ สามารถควบคุมการบริหารน้ำได้ ในช่วงฤดูน้ำหลาก ก็ชะลอการปล่อยน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เพื่อที่จะผันน้ำจากแม่น้ำยมไปยังแม่น้ำน่านให้ช่วยระบายน้ำได้ปริมาณที่มากขึ้น ส่วนฤดูแล้งก็ผันน้ำจากลุ่มน้ำน่านมาช่วยบรรเทาความเดือนร้อนจากการขาดแคลนน้ำของลุ่มน้ำยม

อย่างไรก็ตามการบริหารจัดการน้ำตามแนวทางดังกล่าว สามารถแก้ปัญหาได้บางส่วนเท่านั้น จำเป็นจะต้องพัฒนาอาคารบังคับน้ำ ไม่ว่าจะเป็นฝาย หรือประตูระบายน้ำในแม่น้ำยมเพิ่มขึ้น เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำยมตอนล่าง และการบริหารจัดการร่วมกับลุ่มน้ำน่านมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า กรมชลประทานมีแผนที่จะสร้างอาคารบังคับน้ำ ประเภทประตูระบายน้ำ ในแม่น้ำยมตอนล่างเพิ่มขึ้นอีก 4 แห่ง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ประกอบด้วย

1.โครงการประตูระบายน้ำท่าแห ตำบลกำแพงดิน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร เป็นประตูระบายน้ำคอนกรีต เสริมเหล็กบานระบาย ชนิดบานโค้ง ขนาด 10.00 x 9.00 เมตร จำนวน 4 ช่อง สามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำได้16.75 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) มีพื้นที่รับประโยชน์ 81,111 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ตำบลบางระกำ ตำบลปลักแรด ตำบลวังอิทกตำบลพันเสา ตำบลบ่อทอง ตำบลท่านางงาม อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก และ ตำบลกำแพงดิน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร

2.โครงการฝายบ้านวังจิก ตำบลวังจิก อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร เป็นประตูระบายน้ำคอนกรีตเสริม เหล็กบานระบายชนิดบานโค้ง ขนาด 12.50×8.00 เมตร จำนวน 5 ช่อง สามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำได้ 6.63 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ 37,397 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านนา อำเภอวชิรบารมี ตำบลรังนก ตำบลเนินปอ อำเภอสามง่าม ตำบลวังจิก ตำบลไผ่รอบ ตำบลโพธิ์ประทับช้าง อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร

3.โครงการประตูระบายน้ำท่านางงาม ตำบลท่านางงาม อำบางระก้า จังหวัดพิษณุโลก เป็นประตูระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กบานระบายชนิดบานโค้งขนาด 12.50 x 8.00 เมตร จำนวน 5 ช่อง สามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำได้ 8.24 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ 52,875 ไร่ครอบคลุมพื้นที่ ตำบลชุมแสงสงคราม ตำบลท่านางงาม ตำบลคุยม่วง ตำบลบางระกำ ตำบลบึงกอก อำเภอบางระกา จังหวัดพิษณุโลก

และ 4.โครงการประตูระบายน้ำโพธิ์ประทับช้าง ตำบลไผ่ ท่าโพ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร เป็นประตูระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก บานระบาย ชนิดบานโค้ง ขนาด 10.00 x 9.00 เมตร จำนวน 4 ช่อง สามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำได้ 3.71 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ จำนวน 28,263 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ตำบลวังจิก ตำบลไผ่ท่าโพ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง ตำบลบางลาย อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร

“การดำเนินการศึกษา EIA อาคารบังคับน้ำทั้ง 4 แห่งในลุ่มน้ำยมตอนล่างดังกล่าว ได้ศึกษาครอบคลุมในทุกๆด้าน ทั้งทางด้านทรัพยากรธรรมชาติ ด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคม โดยให้ประชาชน องค์กรพัฒนาเอกชน ตลอดจนหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมแสดงความคิดเห็น นำเสนอข้อมูล ข้อโต้แย้ง หรือข้อเสนอแนะต่างๆ ปรากฏว่าประชาชนในพื้นที่แทบทุกคนเห็นด้วยที่จะให้กรมชลประทานดำเนินการก่อสร้างโดยเร็ว ทั้งนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน……..นี้จากนั้นจะสรุปเรื่องนำเสนอต่อ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) หากไม่ติดปัญหาอะไร น่าจะดำเนินการก่อสร้างได้ในปี……ใช้งบประมาณรวมกันประมาณ………….ล้านบาท” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เคยพระราชทานแนวพระราชดำริ “ศาสตร์พระราชา” ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งซ้ำซากแบบยั่งยืน ว่า “…ต้องมีการดำเนินการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบครบวงจรทั้งการก่อสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ อ่างเก็บน้ำสาขาของแม่น้ำยมการผันน้ำระหว่างลุ่มน้ำ ตลอดจนการขุดลอกคูคลอง หนอง บึงเพื่อกักเก็บน้ำและระบายน้ำในช่วงหน้าน้ำหลาก…”

กรมชลประทานได้นำ “ศาสตร์พระราชา” มาแก้ปัญหาลุ่มน้ำยม ทั้งดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางในสาขาของลุ่มน้ำยมแล้วหลายแห่ง และกำลังจะดำเนินการก่อสร้างอีกหลายแห่งการผันน้ำเชื่อมโยงระหว่างลุ่มน้ำน่านกับลุ่มน้ำยมก็ดำเนินการแล้ว การขุดลอกคูคลอง หนอง บึง เพื่อกักเก็บน้ำก็ดำเนินการแล้วเช่น ยิ่งกว่านั้นยังได้ต่อยอดวางแผนดำเนินโครงการแก้มลิงพื้นที่ลุ่มต่ำเหนือ จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งจะมีมากถึง 69 แห่ง ในเขตจังหวัดสุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และนครสวรรค์ สามารถเก็บกักน้ำไว้ชั่วคราวเพื่อรอการระบายได้ 2,049 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) อีกด้วย

จะเหลือแต่การสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการพัฒนาลุ่มน้ำยมให้สมบูรณ์แบบเท่านั้นที่ยังไม่สามารถดำเนินการใดๆได้เลย ได้แต่รอ…แล้วก็รอ มานานกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว ยังไม่เป็นจริงเลย…

รายงานพิเศษ : ‘กลุ่มแพปลาชุมชน’เมืองเพชรบุรี วิสาหกิจชุมชนดีเด่นของภาคตะวันตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/283042

รายงานพิเศษ : ‘กลุ่มแพปลาชุมชน’เมืองเพชรบุรี วิสาหกิจชุมชนดีเด่นของภาคตะวันตก

รายงานพิเศษ : ‘กลุ่มแพปลาชุมชน’เมืองเพชรบุรี วิสาหกิจชุมชนดีเด่นของภาคตะวันตก

วันศุกร์ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

วิสาหกิจชุมชน เป็นรูปแบบของการรวมตัวของคนในชุมชน เพื่อร่วมกันดำเนินกิจการด้วยการผลิตสินค้าหรือให้บริการด้านต่างๆ เน้นการพึ่งพาซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างรายได้และความเข้มแข็งให้เกิดกับคนในชุมชนนั้นๆ เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจขั้นพื้นฐานที่สำคัญ

นางอ้อมทิพย์ สุทธิพงศ์เกียรติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี กล่าวว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี ดำเนินการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ที่รับผิดชอบ 8 จังหวัดภาคตะวันตก ได้แก่ กาญจนบุรี นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และสุพรรณบุรี โดยมุ่งให้ความรู้ สนับสนุนให้มีการร่วมมือของคนในชุมชน เพื่อนำวัตถุดิบ ทรัพยากร หรือภูมิปัญญาของชุมชนมาใช้ให้เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น

โดยแต่ละปีจะมีการประกวดวิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับเขตขึ้น เพื่อคัดเลือกวิสาหกิจชุมชนที่มีการบริหารจัดการที่ดี มีแนวโน้มการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นตัวอย่างหรือต้นแบบแก่วิสาหกิจชุมชนอื่นในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งในปี 2560 วิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับเขตที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ
คือ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแพปลาชุมชน ต.แหลมผักเบี้ย อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 1 คือ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มสตรีทอผ้าเขาเต่า ต.หนองแก อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 คือ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มป่าชุมชนป่าชุมชนตำบลลุ่มสุ่มต.ลุ่มสุ่ม อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี

วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแพปลาชุมชน เกิดจากการรวมกลุ่มของคนในชุมชนตำบลแหลมผักเบี้ย ดำเนินกิจการแปรรูปและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ
เริ่มก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2551 โดยความโดดเด่นของวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้ คือ มีการกำหนดกฎกติกาสำหรับสมาชิกเพื่อให้เกิดระเบียบในการปฏิบัติร่วมกัน โดยเฉพาะการทำประมงอย่างรับผิดชอบ และมุ่งเน้นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งมีแนวทางฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำที่ชัดเจน โดยคณะกรรมการและสมาชิกกลุ่ม จะมีการประชุมร่วมกัน เพื่อกำหนดกฎระเบียบกติกาในการปฏิบัติ และแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ เพื่อให้เกิดการจัดการที่ดีเพื่อนำไปสู่ความยั่นยืนในอาชีพ ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง มีการจัดการเงินทุนและจัดทำบัญชีอย่างเป็นระบบ โดยกระบวนการแบบมีส่วนร่วมและใช้หลักคุณธรรม สมาชิกทุกคนมีความพอใจ มีเป้าหมายส่งเสริมการทำประมงและบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน และสร้างความมั่นคงทางด้านอาชีพและรายได้แก่ชุมชน ผลิตสินค้าตรงตามความต้องการของลูกค้า สินค้ามีคุณภาพ มีการตรวจสอบควบคุมอย่างสม่ำเสมอ และมีฐานคิดในการกำหนดราคาอย่างมีเหตุผล มีการจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ จะมีการดำเนินกิจกรรมร่วมกันที่มีความหลากหลาย เชื่อมโยง เกื้อกูลกัน เพื่อลดความเสี่ยงในการประกอบกิจการ สามารถสร้างความพอใจและความสุขให้สมาชิก ทำให้สมาชิกมีความเชื่อมั่นในสถาบัน และสร้างความมั่นใจของสมาชิกในการดำเนินการร่วมกับกลุ่มต่อไป ซึ่งจะนำไปสู่ความมั่นคงเข้มแข็งของกลุ่ม สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถบริหารจัดการหนี้สินได้ มีเงินทุนสำรองสำหรับประกอบการได้อย่างต่อเนื่อง การรับสมาชิกเพิ่มขึ้น มีการเตรียมการเพื่อสืบทอดกิจการในอนาคต รวมทั้งมีการตั้งงบประมาณการใช้จ่ายไว้ 20% ต่อปี เพื่อดำเนินกิจกรรมสาธารณประโยชน์ต่างๆ เช่น การสร้างบ้านให้ปลาเป็นการอนุรักษ์ให้ปลาได้มีที่อาศัย การอนุรักษ์พันธุ์ปูม้า โดยให้สมาชิกวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแพปลาชุมชนนำปูไข่นอกกระดอง นำมาเลี้ยงในธนาคารปูม้าเพื่อการขยายพันธุ์ปูและปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ การใช้เครื่องมือประมงตามที่กฎหมายกำหนด

ผลที่เกิดขึ้นในชุมชนที่เห็นผลเป็นรูปธรรม ที่สะท้อนถึงความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแพปลาชุมชนแห่งนี้ ได้แก่ 1.ทรัพยากรสัตว์น้ำมีความสมบูรณ์ จากกิจกรรมสร้างบ้านปลา อนุรักษ์บ้านปู 2.คนในชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น จับสัตว์น้ำได้มากขึ้น และได้ขายสัตว์น้ำในราคาที่เป็นธรรม3.เกิดการจ้างงาน สร้างอาชีพในชุมชน จากการขยายผลการพัฒนาของวิสาหกิจชุมชนในด้านท่องเที่ยวเชิงเกษตร

นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของวิสาหกิจชุมชนที่ประสบผลสำเร็จ จากการร่วมแรงร่วมใจกันของคนในชุมชน นำไปสู่ชุมชนที่เข้มแข็งสร้างงานสร้างรายได้ เกิดความยั่งยืนในอาชีพ