รายงานพิเศษ : เกษตรเขต5สงขลาใช้ศพก.และเครือข่าย ขับเคลื่อนโครงการ9101ตามรอยเท้าพ่อฯภาคใต้ตอนล่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282446

รายงานพิเศษ : เกษตรเขต5สงขลาใช้ศพก.และเครือข่าย ขับเคลื่อนโครงการ9101ตามรอยเท้าพ่อฯภาคใต้ตอนล่าง

รายงานพิเศษ : เกษตรเขต5สงขลาใช้ศพก.และเครือข่าย ขับเคลื่อนโครงการ9101ตามรอยเท้าพ่อฯภาคใต้ตอนล่าง

วันอังคาร ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตามที่พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีนโยบายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดทำโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและชุมชน ด้วยการน้อมนำหลักการทฤษฎีและแนวทางการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรต่างๆ ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ได้พระราชทานไว้ ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรทำการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เน้นการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต พัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรในชุมชน โดยใช้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และเครือข่าย เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาภาคการเกษตรของชุมชนมีส่วนร่วมแบบประชารัฐอย่างยั่งยืน ด้วยการสนับสนุนเงินลงทุนเริ่มต้นให้กับเกษตรกรในชุมชน 9,101 แห่งๆละ 2.5 ล้านบาท รวม 22,752.5 ล้านบาท โดยคาดการณ์จะมีเกษตรกรได้รับประโยชน์ 4 ล้านคน จากจำนวนเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร ประมาณ 5-6 ล้านคน ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติโครงการ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2560 แล้วนั้น ท่านพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เน้นย้ำในที่ประชุมผู้บริหารทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2560 เรื่องการซักซ้อม ทบทวนแนวทางการปฏิบัติงานตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ ใช้งบกลาง ทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณข้ามปีไม่ได้จึงต้องเร่งรัดการดำเนินงาน โครงการนี้ได้เตรียมการไว้มาเป็นระยะหนึ่งแล้ว จึงเริ่มปฏิบัติได้ทันทีเมื่อ ครม.มีมติอนุมัติ หากโครงการนี้สำเร็จจะทำให้เกษตรกรได้เห็นภาพการทำงานในรูปแบบที่ก่อให้เกิดความยั่งยืน เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ต่อเนื่องได้ เน้นความถูกต้อง โปร่งใสในการทำงานเป็นสำคัญ และต้องกระจายอย่างทั่วถึงให้เกษตรกรได้รับประโยชน์ต่อไปด้วย

ทั้งนี้ นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้นำนโยบายดังกล่าวไปขับเคลื่อนให้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืนขึ้น และแต่งตั้งคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ ช่วยเหลือ และสนับสนุนการดำเนินงานโครงการ ตามพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร ทั้งระดับประเทศและระดับเขต โดยระดับประเทศมี 4 คณะ แต่ละคณะมีรองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบพื้นที่สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เป็นประธาน ส่วนระดับเขตมีผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เป็นประธาน

นายรัตนะ สวามีชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ประธานคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ ช่วยเหลือ และสนับสนุนการดำเนินงานโครงการ พื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา ได้ลงพื้นที่จังหวัดตรัง สงขลา ยะลา เพื่อตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร ที่ดำเนินงานโครงการ และได้ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงระหว่างสำนักงานเกษตรจังหวัดสงขลากับคณะกรรมการบริหารโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ระดับชุมชน ของจังหวัดสงขลา ในวันที่ 13 กรกฎาคม 2560 ณ สำนักงานเกษตรจังหวัดสงขลา และพิธีการทำสัญญายืมเงินระหว่างคณะกรรมการชุมชนกับกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับอนุมัติให้จัดทำโครงการของอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ในวันที่ 14 กรกฎาคม 2560 ณ สำนักงานเกษตรอำเภอเบตง จังหวัดยะลา

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กล่าวว่า ผลการขับเคลื่อนความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ว่า มีชุมชนทั้งสิ้น 706 ชุมชน เสนอโครงการ จำนวน 3,008 โครงการ งบประมาณจำนวน 1,741,524,160 บาทผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการ อำเภอ จำนวน 2,975 โครงการ งบประมาณ 1,733,892,079 บาท ซึ่งสำนักงานเกษตรจังหวัดได้รวบรวมส่งสำนักจัดทำงบประมาณเขตพื้นที่ (CBO) เพื่อเสนอขอความเห็นชอบแผนปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ โดยได้รับความเห็นชอบ จำนวน 2,975 โครงการ งบประมาณ 1,733,870,869 บาท ประกอบด้วย ด้านการผลิตพืชและพันธุ์พืช จำนวน 610 โครงการ งบประมาณ 298,660,057 บาท ด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ จำนวน 633 โครงการ งบประมาณ 492,178,325 บาท ด้านการจัดการศัตรูพืช จำนวน 15 โครงการ งบประมาณ 3,856,671 บาท ด้านฟาร์มชุมชน จำนวน 139 โครงการงบประมาณ 115,055,682 บาท ด้านการผลิตอาหาร การแปรรูปผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร จำนวน 270 โครงการงบประมาณ 87,175,771 บาท ด้านปศุสัตว์ จำนวน 867 โครงการ งบประมาณ 482,477,742 ด้านประมง จำนวน 428 โครงการ งบประมาณ 241,808,599 บาท และด้านการปรับปรุงบำรุงดิน จำนวน 13 โครงการ งบประมาณ 12,658,022 บาท

นายไพศาลยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าขณะนี้สำนักงานเกษตรจังหวัดทุกจังหวัดในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ได้โอนเงินให้กับคณะกรรมการ ชุมชนแล้วทั้ง 706 ชุมชน จำนวน 2,975 โครงการ งบประมาณ 1,733,870,869 บาท แยกเป็นจังหวัดตรัง 109 ชุมชน 552 โครงการ งบประมาณ 261,965,801 บาท จังหวัดพัทลุง 81 ชุมชน 650 โครงการ งบประมาณ 191,410,900 บาท จังหวัดสงขลา 159 ชุมชน 555 โครงการ งบประมาณ 394,162,692 บาท จังหวัดสตูล 45 ชุมชน 252 โครงการงบประมาณ 106,659,576 บาท จังหวัดปัตตานี 144 ชุมชน 387 โครงการ งบประมาณ 359,977,400 บาท จังหวัดยะลา 72 ชุมชน 366 โครงการ งบประมาณ 179,718,300 บาท และจังหวัดนราธิวาส 96 ชุมชน 213 โครงการ งบประมาณ 239,976,200 บาท

ผลสำเร็จของการดำเนินงานโครงการนี้ คือชุมชนที่เข้าร่วมโครงการมีความเข้มแข็ง เกิดการเรียนรู้ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ตามแนวทางพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ และยุทธศาสตร์ชาติ20 ปี ของรัฐบาล เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ และก่อให้กระแสเงินหมุนเวียนในชุมชน และชุมชน 706 ชุมชน (ศพก. และเครือข่าย) ของภาคใต้ตอนล่าง มีการบริหารจัดการด้านการเกษตรตรงตามความต้องการของชุมชน

รายงานพิเศษ : พ.ร.ก.จัดการคนต่างด้าวปี’60 กับผลกระทบภาคเกษตรไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282288

รายงานพิเศษ : พ.ร.ก.จัดการคนต่างด้าวปี’60 กับผลกระทบภาคเกษตรไทย

รายงานพิเศษ : พ.ร.ก.จัดการคนต่างด้าวปี’60 กับผลกระทบภาคเกษตรไทย

วันจันทร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จากการออกพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 เพื่อการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวให้มีระบบและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เป็นการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวและปัญหาการค้ามนุษย์ด้านแรงงานโดยมีการเพิ่มความคุ้มครองแรงงานต่างที่ถูกเอาเปรียบ และเพิ่มโทษนายจ้างทำผิดกฎหมาย

ดร.ภูมิศักดิ์ ราศรี ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า ศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร (KU – OAE Foresight Center : KOFC) ได้วิเคราะห์สถานการณ์แรงงานต่างด้าวที่มีผลต่อเศรษฐกิจการเกษตรไทย พบว่า แรงงานภาคเกษตรมีแนวโน้มลดลง จากปี 2554 มีแรงงานภาคเกษตรอยู่ 14.88 ล้านคน ปีนี้ลดลงเหลือ 11 ล้านคน ขณะที่นอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น จาก 23.58 ล้านคน ในปี 2554 เป็น 26.4 ล้านคน ในปีนี้ ซึ่งเกิดจากปัจจัยแรงงานภาคเกษตรที่มีอยู่เริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (aging society) เพิ่มขึ้น ประกอบกับแรงงานภาคการเกษตรวัยหนุ่มสาวที่ได้รับการศึกษาเคลื่อนย้ายเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม และเกษตรกรมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้นจากราคาปุ๋ยเคมี สารกำจัดศัตรูพืช ค่าจ้างแรงงาน จึงเป็นเหตุให้มีการนำเข้าแรงงานต่างด้าวเพื่อลดต้นทุนการผลิตและทดแทนแรงงานของไทย

โดยแรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานในไทยขณะนี้มีอยู่ประมาณ 1.56 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าวสัญชาติ กัมพูชา ลาว และเมียนมา ในจำนวนนี้เป็นแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในภาคเกษตร จำนวน 248,281 คน แบ่งเป็นแรงงานภาคเกษตรและปศุสัตว์ 149,799 คน และแรงงานประมง 98,482 คน สำหรับปัจจัยที่ส่งผลให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศไทยหลักๆ คือ อัตราค่าจ้างแรงงาน/เงินเดือน ซึ่งไทยมีค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านมาก ระดับดัชนีผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) ที่สูงเป็นตัวดึงดูดคนให้เข้าไปทำงานในประเทศมากขึ้น นอกจากนี้ มาตรฐานค่าครองชีพที่ไม่สูงมากนัก ก็เป็นอีกหนึ่งแรงดึงดูดให้แรงงานต่างด้าวสนใจเข้ามาทำงานในประเทศไทย

เมื่อวิเคราะห์ผลกระทบจาก พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ต่อภาคเกษตรไทย ในส่วนที่เป็นผลบวก คือ การจ้างแรงงานต่างด้าวภาคเกษตรที่ได้รับอนุญาตทำงานคงเหลือทั่วราชอาณาจักร ประจำเดือนมิถุนายน 2560 จำนวน 248,281 ราย (เกษตรและปศุสัตว์,ประมง) ก่อให้เกิดผลด้านมูลค่าทางเศรษฐกิจ 17,876.23 ล้านบาท รวมถึงยังช่วยทดแทนแรงงานภาคเกษตรที่ขาดแคลน โดยเฉพาะงานที่คนไทยไม่นิยมทำ ได้แก่ งาน 3 D ได้แก่ สกปรก (dirty) อันตราย (dangerous) ยาก (difficult) นอกจากนี้ ยังมีส่วนช่วยลดค่าจ้างแรงงานภายในและลดเงินเฟ้อสินค้า เพราะการจ้างแรงงานต่างด้าวที่ราคาต่ำกว่าแรงงานไทยส่งผลต่อต้นทุนการผลิตลดลงด้วย

ในส่วนของแรงงานต่างด้าวที่ไม่ได้ถูกจัดเก็บข้อมูลในระบบหรือยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนซึ่งจากการประเมินเบื้องต้นพบว่า มีประมาณ 1 ล้านราย โดยคิดเป็นแรงงานต่างด้าวในภาคเกษตรที่อยู่นอกระบบ (เกษตรและปศุสัตว์,ประมง) ประมาณ 17% หรือ จำนวน 170,000 ราย เมื่อทำการวิเคราะห์ผลกระทบเศรษฐกิจภาคเกษตร จากกรณีที่แรงงานต่างด้าวภาคเกษตรที่อยู่นอกระบบเดินทางกลับประเทศหรือย้ายกลับถิ่นฐานเดิมของตนเอง สามารถแบ่งเป็น 3 กรณี ดังนี้ กรณีที่ 1 แรงงานต่างด้าวในภาคเกษตรที่อยู่นอกระบบขาดไป 5% ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคเกษตร สินค้าพืช จำนวน 434.31 ล้านบาท รองลงมา คือ สาขาประมง 244.80 ล้านบาท และสาขาปศุสัตว์ 174.42 ล้านบาท รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 853.53 ล้านบาท กรณีที่ 2 แรงงานต่างด้าวในภาคเกษตรที่อยู่นอกระบบขาดไป 10% ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคเกษตร สินค้าพืช จำนวน 868.62 ล้านบาท รองลงมา คือ สาขาประมง 489.60 ล้านบาทและสาขาปศุสัตว์ 348.84 ล้านบาท รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 1,707.06ล้านบาท กรณีที่ 3 แรงงานต่างด้าวในภาคเกษตรที่อยู่นอกระบบขาดไป ร้อยละ 15 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคเกษตร สินค้าพืชจำนวน 1,302.93 ล้านบาท สาขาประมง 734.40 ล้านบาท และสาขาปศุสัตว์ 523.26 ล้านบาท รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 2,560.59 ล้านบาท

ทั้งนี้ ศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตรมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 2 ระยะ ดังนี้ ระยะสั้น ปรับบทลงโทษหรือขยายระยะเวลาการนำ พ.ร.ก. มาใช้เนื่องจากบทลงโทษที่เกิดจาก พ.ร.ก.นั้นค่อนข้างรุนแรงและกะทันหัน เกิดปัญหาการปรับตัวไม่ทัน ส่งผลกระทบผู้ผลิตหรือเจ้าของกิจการที่ทำการเกษตรโดยการจ้างแรงงานต่างด้าว ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวอย่างถูกกฎหมาย อีกทั้งภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมอำนวยความสะดวกในการขึ้นทะเบียน ลดความซับซ้อน ยุ่งยากเพื่อให้ผู้ประกอบการและแรงงานมีความสะดวกมากขึ้น เช่น การให้บริการของศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (ONE STOP SERVICE) และควรดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการสร้างสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ เพื่อกระตุ้นและเร่งรัดให้นายจ้าง ขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวอย่างถูกกฎหมายได้ทันระยะเวลาที่ภาครัฐพิจารณาขยายให้

ส่วนระยะยาว ควรส่งเสริมการนำเทคโนโลยีการเกษตรไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดปัญหาขาดแคลนแรงงาน และการจัดงบประมาณในการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว โดยส่วนหนึ่งได้มาจากเงินค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่ได้จากการจดทะเบียนหรือต่ออายุแรงงานต่างด้าวที่รัฐสมทบให้อีกส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ ให้มีเงินงบประมาณสนับสนุนอย่างเพียงพอต่อกรรมการด้านต่างๆ ที่จะสามารถเป็นแรงขับเคลื่อนในการแก้ปัญหาดังกล่าวได้

รายงานพิเศษ : เตือนชาวนาเฝ้าระวัง ภัยร้ายจากเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/281817

รายงานพิเศษ : เตือนชาวนาเฝ้าระวัง ภัยร้ายจากเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

รายงานพิเศษ : เตือนชาวนาเฝ้าระวัง ภัยร้ายจากเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

วันศุกร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ศัตรูตัวร้ายของข้าว ที่สร้างผลกระทบต่อชาวนาไทยมาโดยตลอด เนื่องจากการทำนาของชาวนาในปัจจุบันมีการปลูกข้าวมากขึ้นและต่อเนื่องทั้งปี ไม่มีการพักนา ใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ข้าวมากเกินไป ปลูกข้าวพันธุ์เดียวกันต่อเนื่อง และใช้สารเคมีไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนส่งผลต่อการแพร่ระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอย่างมาก

นายสมคิด เฉลิมเกียรติ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์ศัตรูข้าว พบว่าในขณะนี้เริ่มพบการทำลายของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในนาข้าวบางพื้นที่ โดยเฉพาะข้าวที่มีอายุตั้งแต่ 25-45 วันขึ้นไป ทั้งนี้ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เป็นแมลงศัตรูข้าวประเภทปากดูด อยู่ในอันดับโฮม็อพเทอร่า แมลงที่อยู่ในอันดับนี้ ได้แก่ แมลงประเภทเพลี้ยต่างๆ เช่น เพลี้ยกระโดด เพลี้ยจักจั่น แมลงหวี่ขาว เพลี้ยแป้ง เป็นต้น ซึ่งเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล มีความเฉพาะเจาะจงต่อพืชอาหารเพียงชนิดเดียวคือ ข้าว เท่านั้น ทั้งระยะตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากเซลล์ท่อน้ำท่ออาหารบริเวณโคนต้นข้าวเหนือน้ำ ต้นข้าวจะแสดงอาการ ใบเหลืองเหี่ยว แห้งตายเป็นหย่อมๆ เรียกว่าอาการฮ็อพเพอร์เบิร์น นอกจากนี้ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลยังเป็นแมลงพาหะนำเชื้อโรคไวรัส ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคใบหงิก หรือโรคจู๋

สำหรับแนวทางป้องกันกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล มีดังนี้ ขั้นแรก เกษตรกรควรเลือกพันธุ์ข้าวที่มีความต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เช่น สุพรรณบุรี 1 สุพรรณบุรี 2 สุพรรณบุรี 90ปทุมธานี 1 พิษณุโลก 2 ชัยนาท 1 และชัยนาท 2 ขั้นที่สอง ต้องทำการสำรวจแปลงนาทุกสัปดาห์หลังจากข้าวงอก ถ้าพบจำนวนตัวอ่อนของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล แต่ยังไม่ถึง 10 ตัว/กอ เป็นระยะที่เป็นตัวอ่อนยังไม่มีปีก แนะนำให้ใช้สารสกัดสะเดาในอัตรา 100-120 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ผสมสารจับใบฉีดพ่นในช่วงเย็นหรือกรณีส่วนใหญ่เป็นตัวเต็มวัยมีปีกแล้ว แนะนาให้ใช้เชื้อราบิวเวอร์เรีย ฉีดพ่น อัตรา 1 กิโลกรัม/น้ำ 40 ลิตร ผสมสารจับใบฉีดพ่นในช่วงแสงแดดอ่อน

หากมีความจำเป็นต้องใช้สารเคมีควรใช้สารเคมีตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร ดังนี้ ใช้สารบูโพรเฟซีน (แอปพลอด 10% WP) อัตรา 25 กรัม/น้ำ 20 ลิตร หรือใช้สารอีโทเฟนพรอกซ์ (ทรีบอน 10% EC) อัตรา 20 ซีซี/น้ำ 20 ลิตรหรือบูโพรเฟซิน/ไอโซโปรคาร์บ (แอปซิน/มิพซิน 5%/20% WP ) อัตรา 50 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นเมื่อพบเป็นระยะตัวเต็มวัยเป็นส่วนใหญ่

นายสมคิดกล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตของเกษตรกร จึงขอเน้นย้ำให้พี่น้องเกษตรกรที่ปลูกข้าว หมั่นสำรวจแปลงนาทุกสัปดาห์ หากพบร่องรอยการทำลายของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลให้รีบป้องกันกำจัดตามแนวทางข้างต้นทันที จะช่วยลดความเสียหายต่อผลผลิตของเกษตรกร และยังทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง อีกทั้งทำให้ผลผลิตมีคุณภาพและปริมาณที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นไปตามนโยบาย ของ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการให้ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิต 20% และผลผลิตที่ได้ปลอดภัยจากการใช้สารเคมี

หากเกษตรกรท่านใดมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสุพรรณบุรี โทร. 035-440926-7 หรือสำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน

รายงานพิเศษ : สสก.9ร่วมกับศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีฯพิษณุโลก ส่งเสริมการใช้สารชีวภัณฑ์ในการควบคุมศัตรูพืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/281575

รายงานพิเศษ : สสก.9ร่วมกับศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีฯพิษณุโลก ส่งเสริมการใช้สารชีวภัณฑ์ในการควบคุมศัตรูพืช

รายงานพิเศษ : สสก.9ร่วมกับศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีฯพิษณุโลก ส่งเสริมการใช้สารชีวภัณฑ์ในการควบคุมศัตรูพืช

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ เกษตรกรเริ่มทำนา พืชไร่ ปลูกพืชผัก ลงทุนเพาะปลูก เพื่อหวังผลผลิตสูงและดีมีคุณภาพ แต่เกษตรกรส่วนใหญ่มักประสบปัญหา เรื่อง โรค แมลงศัตรูพืชระบาด ทำให้ใช้สารเคมีปริมาณมากเกินความจำเป็น ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สภาพแวดล้อม ผลผลิตมีสารพิษตกค้างและต้นทุนการผลิตสูง

นายเกษม ไตรพิจารณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า ได้ร่วมกับศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดพิษณุโลก โดยมีนางรุ่งรดา ปกิจเฟื่องฟู ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดพิษณุโลก จัดทำแนวทางในการลดต้นทุนการผลิตในด้านการควบคุมศัตรูพืชนั้น ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้สารชีวภัณฑ์ ในการควบคุมศัตรูพืชเพื่อลดต้นทุนการผลิต ตั้งแต่เริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ จึงแนะนำการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาซึ่งเป็นเชื้อราชั้นสูงที่สามารถควบคุมเชื้อราสาเหตุโรคพืชได้หลายชนิด เช่น เชื้อราไฟทอปธอร่า สาเหตุของ โรครากเน่า โคนเน่า เชื้อราฟิวซาเรียม สาเหตุของโรคเหี่ยว เชื้อราสเคลอโรเทียม สาเหตุของโรคโคนเน่า โรคเหี่ยว เชื้อราพิเทียม ที่เป็นสาเหตุของโรคเมล็ดเน่า เชื้อราไรซ็อคโทเนีย สาเหตุของโรคเน่าระดับดิน และเชื้อราไตรโคเดอร์มา ยังช่วยลดกิจกรรมของ เชื้อราสาเหตุของโรคพืช ช่วยลดปริมาณเชื้อราสาเหตุของโรคพืช เพิ่มการเจริญเติบโตของพืช ช่วยย่อยธาตุอาหารในดินช่วยเพิ่มการเจริญเติบโต ต้นพืชมีความแข็งแรงขึ้น

วิธีการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา เกษตรกรสามารถใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา ตั้งแต่การคลุกเมล็ด โดยใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา 1 ช้อนแกง/เมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม หรือการฉีดพ่น ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา 1 กิโลกรัม/น้ำ 200 ลิตร ผสมสารจับใบ แล้วนำไปฉีดพ่น ช่วงเวลาเย็น การหว่านลงดิน โดยใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา 1 กิโลกรัมผสมรำละเอียด 4 กิโลกรัมผสมปุ๋ยหมัก 100 กิโลกรัม หรือ ตามอัตราส่วน 1:4:100 ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันก่อนนำไปใช้ อัตราการใช้ พื้นที่ 1 ตารางเมตร ใช้ส่วนผสม 1-5 กิโลกรัม โรยรอบทรงพุ่มไม้ผล หรือบนแปลงปลูก การใช้ไปกับระบบน้ำ เชื้อราไตรโคเดอร์มา 1 กิโลกรัม/น้ำ 200 ลิตร แล้วปล่อยไปตามระบบน้ำ เช่น น้ำหยด หรือปริงเกอร์ การใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา ทำให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิตเกี่ยวกับการใช้สารเคมีกำจัดเชื้อราโรคพืช ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ปัญหาด้านแมลงศัตรูพืช ทำลายผลผลิต ซึ่งมีสารชีวภัณฑ์ที่ช่วยควบคุมแมลงศัตรูพืช ได้แก่ เชื้อราบิวเวอเรีย (ราขาว) เป็นเชื้อจุลินทรีย์ที่จัดเป็นพวก เชื้อราทำลายแมลง มีคุณสมบัติในการทำลายแมลงได้หลายชนิด ทำลายแมลงโดยผลิตเอนไซน์ที่เป็นพิษต่อแมลงศัตรูพืช และเป็นเชื้อราที่อาศัยกินเศษซากที่ผุพัง สามารถป้องกันกำจัด เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ แมลงหวี่ขาว ฯลฯ โดยเมื่อฉีดพ่นเชื้อราบิวเวอเรีย ถูกตัวแมลง สปอร์ของเชื้อราบิวเวอเรีย เมื่อไปติดอยู่กับผนังลำตัวแมลงและจะเข้าสู่ลำตัวแมลงทางผนังลำตัวรูหายใจ บาดแผล และเมื่อมีความชื้นเหมาะสมกับการงอกสปอร์ก็จะแทงทะลุผนังลำตัวเข้าสู่เนื้อเยื่อของแมลงโดยอาศัยน้ำย่อยต่างๆ จากนั้นเชื้อราจะงอกเข้าสู่ช่องว่างของตัวแมลง และสร้างเส้นใยทำลายชั้นไขมันและแพร่กระจายทั่วไปในช่องว่างภายในตัวแมลง โดยแมลงจะแสดงอาการเป็นโรค คือ เบื่ออาหาร กินน้อยลง อ่อนเพลีย และไม่เคลื่อนไหว สีผนังลำตัวจะเปลี่ยนไป จะมีจุดสีดำตรงบริเวณที่ถูกเชื้อราเข้าทำลาย เมื่อแมลงตายเส้นใยจะพัฒนาต่อไปโดยแทงผ่านผนังลำตัวแมลงออกสู่นอกตัวแมลงและสร้างสปอร์ขึ้นปกคลุมผนังลำตัวด้านนอกของตัวแมลง สปอร์แพร่กระจายไปตามลมฝน เชื้อราจึงสามารถขยายพันธุ์ต่อไปได้เมื่อมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมก็จะทำลายแมลงศัตรูพืชต่อไป

สำหรับวิธีการใช้เชื้อราบิวเวอเรีย ในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช วิธีการใช้เชื้อราบิวเวอเรียที่เจริญบนเมล็ดข้าวโพดหรือข้าว อัตรา 1 กก. น้ำ 50 ลิตร แล้วเติมสารจับใบเล็กน้อย จากนั้นกรองด้วยผ้าขาวบาง การฉีดพ่นเชื้อราบิวเวอเรียให้มีประสิทธิภาพ คือ พ่นให้ถูกตัวแมลงศัตรูพืชหรือบริเวณ ที่แมลงศัตรูพืชเกาะหรืออาศัยอยู่ให้มากที่สุด ช่วงระยะเวลาการพ่นควรเป็นช่วงที่แมลงศัตรูพืชออกหากิน หรือเวลาเย็นมีสภาพแวดล้อมเหมาะสมต่อการงอกและการเจริญเติบโตของเชื้อรา คือมีความชื้นสูงและแสงแดดอ่อนๆ ให้น้ำกับแปลงพืชในวันรุ่งขึ้น เพื่อเพิ่มความชื้น และสำรวจแปลงพืช ถ้าพบว่ามีศัตรูพืชอยู่ให้พ่น เชื้อราบิวเวอเรีย ทุก 7 วัน

“การใช้เชื้อราบิวเวอเรีย ทำให้ระบบนิเวศเกษตรเกิดความสมดุล เป็นเชื้อราที่มีความเฉพาะเจาะจงสูง ไม่ทำลายศัตรูธรรมชาติ จึงปลอดภัยต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม ทำให้เกษตรกร ลดการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ส่งผลให้ลดต้นทุนการผลิต การใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา และเชื้อราบิวเวอเรีย จึงเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยป้องกันและกำจัดศัตรูพืชและลดต้นทุนการผลิต ส่งผลให้ผลผลิตปลอดภัยได้มาตรฐาน สร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกร” นายเกษม กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : เกษตรแปลงใหญ่ไก่ดำบ้านเชิงหวาย ‘สร้างอาชีพ-สร้างรายได้’จากอาชีพเสริมสู่อาชีพหลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/281400

รายงานพิเศษ : เกษตรแปลงใหญ่ไก่ดำบ้านเชิงหวาย ‘สร้างอาชีพ-สร้างรายได้’จากอาชีพเสริมสู่อาชีพหลัก

รายงานพิเศษ : เกษตรแปลงใหญ่ไก่ดำบ้านเชิงหวาย ‘สร้างอาชีพ-สร้างรายได้’จากอาชีพเสริมสู่อาชีพหลัก

วันพุธ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พื้นที่อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่มีการทำนาเป็นอาชีพหลัก แต่ด้วยสภาพพื้นที่ซึ่งอยู่เหนือเขื่อนทำให้ต้องประสบกับปัญหาภัยแล้งอยู่อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายลดพื้นที่การปลูกข้าวในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อลดความเสี่ยงที่เกิดความเสียหายจากภัยแล้ง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้คนในชุมชนหันมาทำอาชีพเสริม สร้างรายได้ด้วยการเลี้ยงไก่ดำพร้อมกับได้เข้าร่วมโครงการรัฐบาลในรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่ไก่ดำ รวมพื้นที่ รวมสินค้า เพื่อขายทั้งเนื้อสด และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากไก่ดำ ช่วยสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนมากขึ้น

นายพูนศักดิ์ เหลืองหิรัญ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมการผลิต สำนักงานเกษตรจังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยว่า สำนักงานเกษตรจังหวัดพิษณุโลก ได้ดำเนินกิจกรรมเกษตรแปลงใหญ่ตามนโยบายของกรมส่งเสริมการเกษตร โดยมุ่งเน้นการพัฒนาสินค้าเกษตรให้ได้คุณภาพ มีมาตรฐานและมีความปลอดภัย เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร ปัจจุบัน จังหวัดพิษณุโลกมีพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ที่ผ่านการรับรองแล้วจำนวน 12 แปลง 6 ชนิดสินค้า ประกอบด้วย 1.แปลงใหญ่มะม่วง 2.แปลงใหญ่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 3.แปลงใหญ่ข้าว 4.แปลงใหญ่พืชผัก (จำนวน 2 แปลง) 5.แปลงใหญ่กระบือ (จำนวน 3 แปลง) และ 6.แปลงใหญ่ไก่ดำ โดยในปี 2560 จะมีแปลงใหญ่เพิ่มขึ้นอีกจำนวน 4 แปลง โดยมีการบูรณาการกันทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อขับเคลื่อนโครงการเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมและสร้างความเข้าใจให้กับเกษตรกรในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

สำหรับแปลงใหญ่ไก่ดำ เป็นการรวมกลุ่มกันของเกษตรกรเพื่อร่วมกันผลิต แปรรูปและทำตลาด ซึ่งผลจากการร่วมมือกันทำในลักษณะแปลงใหญ่ ทำให้ได้รับการบูรณาการจากหน่วยงานต่างๆ เข้ามาให้คำแนะนำช่วยเหลือ จนถือว่าเป็นกลุ่มที่ประสบความสำเร็จและมีความเข้มแข็ง สามารถต่อยอดธุรกิจแปรรูปผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายชนิดและเป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของการดำเนินโครงการเกษตรแปลงใหญ่

นายประเดิม เมืองมูล ประธานแปลงใหญ่ไก่ดำ กล่าวว่า เกษตรกรในพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งอยู่อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ทำนาได้ผลผลิตตกต่ำ ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน จึงต้องมองหาอาชีพเสริม โดยเริ่มนำไก่ดำสายพันธุ์ เคยู ภูพาน ซึ่งเป็นงานวิจัยและพัฒนาโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จ.สกลนคร มาเลี้ยงเมื่อปลายปี 2556 และได้เพาะขยายพันธุ์เรื่อยมา จนกระทั่งปี 2558 ได้รวมกลุ่มเกษตรกรในหมู่บ้านเชิงหวายและชักชวนให้เลี้ยงไก่ดำเพื่อเป็นอาชีพเสริมเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง พร้อมกับจัดตั้งกลุ่มผู้เลี้ยงไก่ดำเป็นวิสาหกิจชุมชนไก่ดำสมุนไพรบ้านเซิงหวายขึ้น โดยมีกรรมการก่อตั้ง 15 คน จนปัจจุบันมีสมาชิกรวม 75 คน

ทั้งนี้ ลักษณะของไก่ดำพันธุ์ดังกล่าว จะมีขนสีขาวทั้งตัวผู้และตัวเมีย เนื้อดำ หนังดำ กระดูกดำ เป็นไก่ที่เลี้ยงง่าย โตไว เมื่อโตเต็มที่ตัวผู้จะมีน้ำหนัก 3-3.5 กิโลกรัม ตัวเมียหนัก 2.8-3 กิโลกรัม โดยทั่วไปนิสัยของไก่ดำจะไม่ก้าวร้าวการเลี้ยงไก่ดำเชิงหวายของกลุ่มสมาชิก จะเป็นการเลี้ยงแบบกึ่งขังกึ่งปล่อย โดยใช้วัสดุธรรมชาติสร้างโรงเรือนและวัตถุดิบอาหารสัตว์จะใช้พืชอาหารสัตว์ที่สามารถปลูกเองได้ เช่น ข้าวโพด ตะไคร้ ถั่ว การเลี้ยงไก่แบบนี้เรียกว่า การเลี้ยงไก่ดำอารมณ์ดี จะทำให้ไก่ดำไม่เครียดและทำให้ผลผลิตแบบธรรมชาติอาหารปลอดภัย โดยปัจจุบันเกษตรกรสมาชิกที่เลี้ยงไก่ดำเฉลี่ย 300 ตัวต่อรุ่น จะมีรายได้เฉลี่ย 5,000-7,500 บาทต่อรุ่น ซึ่งทางกลุ่มจะส่งเสริมให้สมาชิกเลี้ยงเป็นรุ่นๆเพื่อให้มีรายได้ต่อเนื่องทุกเดือน

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนไก่ดำสมุนไพรบ้านเซิงหวายได้เข้าร่วมโครงการแปลงใหญ่มาตั้งแต่ปี 2559 โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไก่ดำสมุนไพรบ้านเซิงหวาย จะทำหน้าที่เป็นศูนย์เรียนรู้ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เริ่มจากการเพาะพันธุ์ การฟักไข่ด้วยตู้อบพลังงานไฟฟ้า การอนุบาล และวิธีการเลี้ยงดูในกรงแยกเป็นห้องๆ สำหรับพ่อพันธุ์กับแม่พันธุ์ มีห้องขุนโดยเฉพาะปัจจุบันการดำเนินงานค่อนข้างลงตัวไม่มีปัญหาอะไร แต่ในส่วนของการทำตลาด มองว่าการทำตลาดด้วยการขายเนื้อสดเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่สามารถเข้าถึงตลาดได้ทั้งหมด ดังนั้นจึงมุ่งหวังที่จะเน้นการทำตลาดแปรรูปเป็นอาหารสด และอาหารแปรรูป ขณะนี้กลุ่มมีผลิตภัณฑ์แปรรูป ประกอบด้วย ลูกชิ้นไก่ดำ, ยอไก่ดำ, โบโลน่าไก่ดำ, แฮมไก่ดำ, ฮอทดอกไก่ดำ, สบู่ไก่ดำ และโลชั่นไก่ดำ อย่างไรก็ตามขณะนี้กลุ่มฯ อยู่ในช่วงการทำแผนธุรกิจเพื่อขอสนับสนุนงบประมาณจากโครงการแปลงใหญ่มาต่อยอดการดำเนินงานของกลุ่มฯ โดยมีเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ในพื้นที่ เข้ามาให้คำปรึกษาในด้านต่างๆ เพื่อให้กลุ่มมีแนวทางในการดำเนินงานที่มีความเข้มแข็งรวมทั้งให้เกษตรกรมีอาชีพการเลี้ยงไก่ดำที่มั่นคงและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น รวมถึงพัฒนาปรับปรุงฟาร์ม ช็อป และแพ็กเกจจิ้ง ซึ่งในอนาคตหากกลุ่มฯ มีความเข้มแข็งและตลาดไก่ดำไปได้ด้วยดี การจัดตั้งเป็นโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์จากไก่ดำน่าจะอีกหนึ่งแผนในการดำเนินในโครงการแปลงใหญ่ต่อไป

รายงานพิเศษ : สศก.โชว์ตัวเลขดัชนีรายได้เกษตรกรครึ่งปี’60เพิ่ม15% ผู้ปลูกมังคุดเฮรับรายได้สูงกว่าพืชทุกตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/280542

รายงานพิเศษ : สศก.โชว์ตัวเลขดัชนีรายได้เกษตรกรครึ่งปี’60เพิ่ม15% ผู้ปลูกมังคุดเฮรับรายได้สูงกว่าพืชทุกตัว

รายงานพิเศษ : สศก.โชว์ตัวเลขดัชนีรายได้เกษตรกรครึ่งปี’60เพิ่ม15% ผู้ปลูกมังคุดเฮรับรายได้สูงกว่าพืชทุกตัว

วันศุกร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ได้ทำการวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรของไทยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2560 พบว่ามีทิศทางที่ดีขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ทั้งด้านผลผลิต และราคาที่เพิ่มขึ้นนำไปสู่รายได้ของเกษตรกรที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในช่วงครึ่งปีแรก โดยวัดจากดัชนีรายได้เกษตรกรตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน 2560 พบว่า ภาพรวมรายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นจากปี’59 ที่ 142.42% เพิ่มขึ้นเป็น 163.79% คิดเป็นสัดส่วนรายได้เกษตรกรที่เพิ่มขึ้นถึง 15.01% ซึ่งเกิดจากปัจจัยของสภาพอากาศเอื้ออำนวยและเกษตรกรมีการบริหารจัดการแปลงที่ดีขึ้น ทำให้ผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น นำไปสู่ค่าเฉลี่ยด้านดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดิม 103.69%เพิ่มเป็น 113.73% หรือเพิ่มขึ้น 9.68% จากปีที่ผ่านมา โดยสินค้าสำคัญที่มีการผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า อ้อยโรงงาน ปาล์มน้ำมันทุเรียน เงาะ มังคุด และกุ้งขาวแวนนาไม ส่วนด้านดัชนีราคาก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 137.35% เป็น 144.02% คิดเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น 4.86%

หากวิเคราะห์รายหมวดสินค้าสำคัญ พบว่า หมวดพืชผล สร้างรายได้ให้เกษตรกรมากที่สุด โดยขยายตัว จากช่วงครึ่งปีแรกของปี 2559 ที่ 135.10% ครึ่งปี 2560 อยู่ที่ 164.03 เพิ่มขึ้นถึง 21.42% รองลงมาคือ หมวดประมง ขยายตัวจาก 185.39% เป็น 176.93% หรือเพิ่มขึ้น 17.81% แต่หมวดปศุสัตว์ มีการหดตัวลดลงจากปีก่อนที่ 185.39% เหลือ 176.93% ลดลง 4.56% เนื่องจากปัญหาโรคระบาดในสัตว์ปีกและสุกรในบางพื้นที่ ทั้งนี้สินค้าสำคัญที่สร้างรายได้แก่เกษตรกรในช่วงครึ่งปีแรก ได้แก่ มังคุด ทุเรียน ข้าวเปลือกเจ้า ยางพารา อ้อยโรงงาน กุ้งขาวแวนนาไม เงาะ และ ปาล์มน้ำมัน

โดยมังคุด สร้างรายได้ให้เกษตรกรโดดเด่นที่สุดในช่วงครึ่งปีแรกนี้ ซึ่งมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 116.39% เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตมังคุดปรับตัวเพิ่มขึ้น 17.28% เนื่องจากสภาพอากาศมีความเย็นเหมาะสม และดัชนีราคาเพิ่มขึ้น 84.50% เนื่องจากตลาดยังมีความต้องการต่อเนื่อง เช่นเดียวกับ ทุเรียน ที่เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนมีรายได้เพิ่มขึ้นอยู่ในค่าเฉลี่ย 79.29% เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตทุเรียนปรับตัวเพิ่มขึ้น 42.91% จากสภาพอากาศปีนี้มีความเย็นเหมาะสม ส่งผลให้ออกดอกได้มากขึ้น ในทางเดียวกันดัชนีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 25.46% เพราะปริมาณผลผลิตทุเรียนกว่า 60% ของทุเรียนทั้งประเทศส่งออกไปยังต่างประเทศทั้งจีน ไต้หวัน ฮ่องกง และเวียดนาม

ส่วนข้าวเปลือกเจ้า รายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเปลือกเจ้า ช่วงครึ่งปีแรก ปรับตัวเพิ่มขึ้น 71% เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตข้าวเปลือกปรับตัวเพิ่มขึ้น 88.81% ซึ่งเป็นข้าวนาปรังที่ปลูกในเขตชลประทานไม่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ส่วนดัชนีราคาปรับตัวลดลง 3.84% ตามกลไกตลาดที่มีปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ด้านยางพารา รายได้เกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ปรับตัวเพิ่มขึ้น 53.28% เป็นผลมาจากดัชนีราคายางพาราปรับตัวเพิ่มขึ้น 55.86% เนื่องจากกลุ่มผู้ส่งออกยาง 3 ประเทศ ทั้งไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ได้กำหนดนโยบายควบคุมปริมาณการส่งออก ส่วนดัชนีผลผลิตปรับตัวลดลง 1.66% ซึ่งเกิดจากช่วงที่ผ่านมา สภาพอากาศทางภาคใต้ของประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย มีฝนหนักอย่างต่อเนื่องและเกิดอุทกภัยในหลายพื้นที่สำคัญของการปลูกยาง

ขณะที่อ้อยโรงงาน พบว่ารายได้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยโรงงาน ปรับตัวเพิ่มขึ้น 45.31% เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตอ้อยโรงงานปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.88% จากคุณภาพผลผลิตอ้อยในปีการผลิต 2559/60 อยู่ในเกณฑ์ที่ดี ประกอบกับการเพิ่มประสิทธิภาพด้านกระบวนการผลิตน้ำตาลของโรงงานทุกแห่งส่งผลดีต่อผลผลิตน้ำตาลทราย ในทางเดียวกันดัชนีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 34.70% จากราคาน้ำตาลทรายโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นทั่วโลก ได้ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนน้ำตาล ส่งผลให้ราคาน้ำตาลทรายได้ปรับตัวสูง ส่วนของปาล์มน้ำมัน รายได้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.04% เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตปาล์มน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น 14.72% เนื่องจากสภาพอากาศที่เหมาะสม ส่วนดัชนีราคาปรับตัวลดลง 6.70% ตามกลไกตลาดที่มีปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น และ กุ้งขาวแวนนาไม รายได้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม ปรับตัวเพิ่มขึ้น 17.81% เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตกุ้งขาวแวนนาไมปรับตัวเพิ่มขึ้น 9.16% จากสภาพอากาศปีนี้มีความเหมาะสม และได้แก้ไขปัญหาโรคกุ้งตายด่วน (EMS) รวมทั้งมีการปรับโครงสร้างฟาร์มโดยมีการจัดการฟาร์มอย่างเป็นระบบ ในทางเดียวกันดัชนีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.93% เนื่องจากผลกระทบต่อเนื่องจากปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย

“จะเห็นได้ว่าตัวเลขภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในช่วงครึ่งแรกของปี 2560 ในแต่ละด้านมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2559 ไม่ว่าจะเป็นรายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นถึง 15% ผลผลิตสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นในค่าเฉลี่ยเกือบ 10% และดัชนีราคาเพิ่มขึ้นเกือบ 5% ซึ่งเป็นผลมาจากหลายปัจจัยทั้งด้านสภาพอากาศเอื้ออำนวย ปริมาณน้ำฝนอยู่ในเกณฑ์ค่าเฉลี่ยปกติ การบริหารจัดการน้ำชลประทานที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนความต้องการสินค้าเกษตรในตลาดโลกที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรมีการผลิตสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นด้วยทั้งนี้ สศก. คาดการณ์ว่าภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในช่วงครึ่งปีหลังก็จะยังอยู่ในทิศทางที่เป็นบวกเช่นเดียวกับช่วงครึ่งปีแรก” นางสาวจริยา กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : บูรณาการ‘ศาสตร์พระราชา’แก้ปัญหาลุ่มน้ำยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/280138

รายงานพิเศษ : บูรณาการ‘ศาสตร์พระราชา’แก้ปัญหาลุ่มน้ำยม

รายงานพิเศษ : บูรณาการ‘ศาสตร์พระราชา’แก้ปัญหาลุ่มน้ำยม

วันพุธ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ลุ่มน้ำยม เป็น 1 ใน 25 ลุ่มน้ำหลักของประเทศไทย ตั้งอยู่ทางตอนเหนือ มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 23,618 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุม 10 จังหวัด คือ พะเยา น่าน ลำปาง แพร่ ตาก กำแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และนครสรรค์ ลักษณะของลุ่มน้ำนี้จะวางตัวตามแนวเหนือ-ใต้ ทิศเหนือเริ่มจากทิวเขาผีปันน้ำติดกับลุ่มน้ำโขง ทิศใต้ติดกับลุ่มน้ำปิง ทิศตะวันตกติดกับลุ่มน้ำวังและลุ่มน้ำปิง ทิศตะวันออกติดกับลุ่มน้ำน่าน โดยมีแม่น้ำยมเป็นแม่น้ำสายหลักของลุ่มน้ำ

อย่างไรก็ตาม ลุ่มน้ำยม เป็นลุ่มน้ำที่มีปัญหาเรื่องน้ำ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมหรือน้ำแล้งค่อนข้างรุนแรง เนื่องจากขาดแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่ลุ่มน้ำตอนบน เพื่อช่วยชะลอและเก็บกักน้ำไว้ ส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำทุกปีในช่วงฤดูน้ำหลาก แต่พอเข้าสู่ช่วงฤดูแล้ว ก็จะเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำทันที ชาวบ้านต้องนำดินลงไปทำฝายกันน้ำชั่วคราวเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ ส่งผลให้ปริมาณตะกอนดินในแม่น้ำยมมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นทุกปี ซึ่งก็จะเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนล่าง

ปัจจุบันในแม่น้ำยมตอนล่าง มีการสร้างฝายเพื่อเก็บกักน้ำไว้ในลำน้ำหลายแห่ง เช่น ฝายสามง่าม และฝายพญาวัง เป็นต้น จากนั้นก็จะสูบน้ำด้วยไฟฟ้าเข้าสู่พื้นที่การเกษตร อย่างไรก็ตามในช่วงฤดูแล้งเกือบตลอดแนวแม่น้ำยมตอนล่าง ลำน้ำมีสภาพแห้งขอด จำเป็นจะต้องบริหารจัดการน้ำร่วมกันกับลุ่มน้ำน่านที่มีศักยภาพความพร้อมมากกว่าเนื่องจากมีแหล่งน้ำต้นทุนขนาดใหญ่ สามารถควบคุมการบริหารน้ำได้ ในช่วงฤดูน้ำหลาก ก็ชะลอการปล่อยน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เพื่อที่จะผันน้ำจากแม่น้ำน้ำยมไปยังแม่น้ำน่านให้ช่วยระบายน้ำได้ปริมาณที่มากขึ้น ส่วนฤดูแล้งก็ผันน้ำจากลุ่มน้ำน่านมาช่วยบรรเทาความเดือนร้อนจากการขาดแคลนน้ำของลุ่มน้ำยม

อย่างไรก็ตามการบริหารจัดการน้ำตามแนวทางดังกล่าว สามารถแก้ปัญหาได้บางส่วนเท่านั้น จำเป็นจะต้องพัฒนาอาคารบังคับน้ำ ไม่ว่าจะเป็นฝาย หรือประตูระบายน้ำในแม่น้ำยมเพิ่มขึ้น เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำยมตอนล่าง และการบริหารจัดการร่วมกับลุ่มน้ำน่านมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานมีแผนที่จะสร้างอาคารบังคับน้ำ ประเภทประตูระบายน้ำ ในแม่น้ำยมตอนล่างเพิ่มขึ้นอีก 4 แห่ง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ประกอบด้วย

1.โครงการประตูระบายน้ำท่าแห ตำบลกำแพงดิน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร เป็นประตูระบายน้ำคอนกรีต เสริมเหล็กบานระบาย ชนิดบานโค้ง ขนาด 10.00 x 9.00 เมตร จำนวน 4 ช่อง สามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำได้ 16.75 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) มีพื้นที่รับประโยชน์ 81,111 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ตำบลบางระกำ ตำบลปลักแรด ตำบลวังอิทก ตำบลพันเสา ตำบลบ่อทอง ตำบลท่านางงาม อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก และ ตำบลกำแพงดิน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร

2.โครงการฝายบ้านวังจิก ตำบลวังจิก อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร เป็นประตูระบายน้ำคอนกรีตเสริม เหล็กบานระบายชนิดบานโค้ง ขนาด 12.50 x 8.00 เมตร จำนวน 5 ช่อง สามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำได้ 6.63 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ 37,397 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านนา อำเภอวชิรบารมี ตำบลรังนก ตำบลเนินปอ อำเภอสามง่าม ตำบลวังจิก ตำบลไผ่รอบ ตำบลโพธิ์ประทับช้าง อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร

3.โครงการประตูระบายน้ำท่านางงาม ตำบลท่านางงาม อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เป็นประตูระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กบานระบายชนิดบานโค้ง ขนาด 12.50 x 8.00 เมตร จำนวน 5 ช่อง สามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำได้ 8.24 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ 52,875 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ตำบลชุมแสงสงคราม ตำบลท่านางงาม ตำบลคุยม่วง ตำบลบางระกำ ตำบลบึงกอก อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก

และ 4.โครงการประตูระบายน้ำโพธิ์ประทับช้าง ตำบลไผ่ ท่าโพ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร เป็นประตูระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก บานระบาย ชนิดบานโค้ง ขนาด 10.00 x 9.00 เมตร จำนวน 4 ช่อง สามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำได้ 3.71 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ จำนวน 28,263 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ตำบลวังจิก ตำบลไผ่ท่าโพ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง ตำบลบางลาย อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร

“การดำเนินการศึกษา EIA อาคารบังคับน้ำทั้ง 4 แห่งในลุ่มน้ำยมตอนล่างดังกล่าว ได้ศึกษาครอบคลุมในทุกๆด้าน ทั้งทางด้านทรัพยากรธรรมชาติ ด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคม โดยให้ประชาชน องค์กรพัฒนาเอกชน ตลอดจนหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมแสดงความคิดเห็น นำเสนอข้อมูล ข้อโต้แย้ง หรือข้อเสนอแนะต่างๆ ปรากฎว่าประชาชนในพื้นที่แทบทุกคนเห็นด้วยที่จะให้กรมชลประทานดำเนินการก่อสร้างโดยเร็ว” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เคยพระราชทานแนวพระราชดำริ“ศาสตร์พระราชา” ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งซ้ำซากแบบยั่งยืน ว่า “…ต้องมีการดำเนินการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบครบวงจร ทั้งการก่อสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ อ่างเก็บน้ำสาขาของแม่น้ำยม การผันน้ำระหว่างลุ่มน้ำ ตลอดจนการขุดลอกคูคลอง หนอง บึง เพื่อกักเก็บน้ำและระบายน้ำในช่วงหน้าน้ำหลาก…”

กรมชลประทานได้นำ “ศาสตร์พระราชา” มาแก้ปัญหาลุ่มน้ำยม ทั้งดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางในสาขาของลุ่มน้ำยมแล้วหลายแห่ง และกำลังจะดำเนินการก่อสร้างอีกหลายแห่ง การผันน้ำเชื่อมโยงระหว่างลุ่มน้ำน่านกับลุ่มน้ำยมก็ดำเนินการแล้ว การขุดลอกคูคลอง หนอง บึง เพื่อกักเก็บน้ำก็ดำเนินการแล้วเช่น ยิ่งกว่านั้นยังได้ต่อยอดวางแผนดำเนินโครงการแก้มลิงพื้นที่ลุ่มต่ำเหนือ จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งจะมีมากถึง 69 แห่ง ในเขตจังหวัดสุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และนครสวรรค์ สามารถเก็บกักน้ำไว้ชั่วคราวเพื่อรอการระบายได้ 2,049 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) อีกด้วย

จะเหลือแต่การสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการพัฒนาลุ่มน้ำยมให้สมบูรณ์แบบเท่านั้นที่ยังไม่สามารถดำเนินการใดๆได้เลย ได้แต่รอ…แล้วก็รอ มานานกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว ยังไม่เป็นจริงเลย…

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรลงพื้นที่ชลบุรี หนุนเกษตรกรกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวด้วยวิธีผสมผสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/279977

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรลงพื้นที่ชลบุรี หนุนเกษตรกรกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวด้วยวิธีผสมผสาน

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรลงพื้นที่ชลบุรี หนุนเกษตรกรกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวด้วยวิธีผสมผสาน

วันอังคาร ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สถานการณ์การระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าว ขณะนี้พบการระบาดใน 29 จังหวัด พื้นที่รวม 109,409 ไร่ หรือประมาณ 9% ของพื้นที่ปลูกมะพร้าวทั้งประเทศ ซึ่งพื้นที่ที่ระบาดมาก 5 อันดับแรก ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ 93,293 ไร่ ชลบุรี 5,238 ไร่ สุราษฎร์ธานี 2,647 ไร่สมุทรสาคร 1,738 ไร่ และฉะเชิงเทรา 913 ไร่

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า วิธีการแก้ไขปัญหาหนอนหัวดำมะพร้าวระบาดทำลายผลผลิตที่ได้ผลที่สุด คือการใช้วิธีผสมผสาน ใช้หลากหลายวิธีร่วมกัน ไม่เน้นวิธีใดวิธีหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว เนื่องจากที่ผ่านมาการแก้ปัญหาหนอนหัวดำมะพร้าวเคยใช้สารเคมีในการควบคุมกำจัดอย่างเดียว แม้จะสามารถลดพื้นที่การระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวได้ในระดับหนึ่งแต่ต่อมาหนอนหัวดำก็ยังกลับมาระบาดซ้ำอีก เพราะยังหลงเหลือแหล่งที่อยู่อาศัยของหนอนหัวดำ ดังนั้นในปีนี้คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ดำเนินการภายใต้ “โครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว (หนอนหัวดำ) ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่ โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน”

สำหรับมาตรการในการกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวเน้นการมีส่วนร่วม ฉะนั้นวิธีการแรกที่เกษตรกรสามารถทำได้ทันทีคือการดูแลรักษาความสะอาดแปลง หมั่นสำรวจแปลงถ้าพบศัตรูพืชคือหนอนหัวดำมะพร้าวให้รีบตัดทางใบและเผาทำลาย เพื่อตัดแหล่งอาศัยทันที จากนั้นให้ใช้ศัตรูธรรมชาติคือปล่อยแตนเบียนบราคอน เข้าไปควบคุมประชากรหนอนหัวดำไม่ให้แพร่ขยายพันธุ์เพิ่มขึ้น ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้พยายามรณรงค์ส่งเสริมให้เกษตรกร มีการเพาะขยายพันธุ์แตนเบียนบราคอนไว้ใช้ในการควบคุมหนอนหัวดำ เนื่องจากตระหนักดีกว่าลำพังราชการดำเนินการเองทั้งหมดคงไม่เพียงพอ จึงได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบมาอาศัยความร่วมมือจากเกษตรกรที่รวมกลุ่มกันเป็นศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) ช่วยในการขยายพันธุ์แตนเบียนพร้อมปล่อยในพื้นที่ที่พบการระบาดของหนอนหัวดำ โดยศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช เป็นหน่วยสนับสนุนพ่อแม่พันธุ์แตนเบียนบราคอน พร้อมทั้งถ่ายทอดความรู้การผลิตและขยายพันธุ์แตนเบียนให้กับเกษตรกร ตามหลักวิชาการแนะนำให้ปล่อยแตนเบียนบราคอน อัตรา 200 ตัวต่อพื้นที่ 1 ไร่ ปล่อยทุกๆ 15 วัน แต่หากเกษตรกรสามารถปล่อยแตนเบียนได้มากกว่าอัตราที่กำหนดก็ยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการลดจำนวนหนอนหัวดำได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งขณะนี้มีการปล่อยแตนเบียนบราคอนในพื้นที่ 29 จังหวัดอย่างต่อเนื่อง

การใช้สารเคมีก็เป็นหนึ่งในวิธีผสมผสาน แต่จะใช้เป็นทางเลือกสุดท้าย โดยเฉพาะกรณีที่มีการระบาดมากๆ หรือไม่สามารถควบคุมด้วยวิธีการที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เพื่อตัดวงจรการระบาดให้ลดลงอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การใช้สารเคมีจำเป็นต้องใช้ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรเท่านั้น เนื่องจากมีการศึกษาวิจัยมาแล้วว่าสารเคมีชนิดใดมีประสิทธิภาพในการทำลายหนอนหัวดำมะพร้าว ทั้งยังไม่มีสารพิษตกค้างทั้งในน้ำหรือเนื้อมะพร้าว จึงปลอดภัยต่อเกษตรกรผู้ใช้สารเคมีรวมถึงผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม

“การป้องกันกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวที่ได้ผลที่สุดนอกจากต้องใช้วิธีผสมผสานแล้ว สิ่งสำคัญเหนือสิ่งใดคือการมีส่วนร่วมของเกษตรกรและชุมชน เนื่องจากหากทุกฝ่ายไม่ร่วมมือกัน หรือไม่ดำเนินการให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ที่พบการระบาด การแก้ปัญหาก็จะไม่ยั่งยืน และจะย้อนกลับมาสร้างปัญหาอีกในอนาคต” นายประสงค์ กล่าวย้ำ

ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนตำบลโป่ง อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนแห่งหนึ่งที่มีการผลิตและขยายพันธุ์แตนเบียนไว้ใช้กันเองมาอย่างต่อเนื่อง พบว่าเกษตรกรสามารถผลิตแตนเบียนบราคอนไว้ใช้ควบคุมกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวเห็นผลเป็นที่น่าพอใจ

นายวิชาญ บำรุงยา ประธานศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนตำบลโป่ง กล่าวว่า เมื่อปี 2554 เกษตรกรในพื้นที่ที่ปลูกมะพร้าวประสบปัญหาหนอนหัวดำระบาดทำลายผลผลิตอย่างมาก ตอนนั้นไม่ทราบวิธีกำจัดศัตรูพืชชนิดนี้ จึงได้ปรึกษาเกษตรตำบล ได้รับคำแนะนำให้ตัดทางใบเผาทำลายหนอนหัวดำ และพาไปศึกษาดูงานการผลิตแตนเบียนบราคอนศัตรูธรรมชาติที่สามารถกำจัดหนอนหัวดำได้ต่อมาปี 2556 ทางกรมส่งเสริมการเกษตรได้สนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ทั้งค่าวัสดุอุปกรณ์ พ่อ-แม่พันธุ์แตนเบียนบราคอน และให้นักวิชาการมาสอนการผลิตแตนเบียนให้กับสมาชิกกลุ่ม 30 คน ทางกลุ่มจึงได้ผลิตขยายแตนเบียนใช้กันเองในกลุ่มมาอย่างต่อเนื่อง โดยจะปล่อยแตนเบียนอัตราที่สูงกว่าคำแนะนำของทางการ เพราะเราผลิตได้เองก็ปล่อยได้มากขึ้น สามารถควบคุมการระบาดของหนอนหัวดำได้ผลเป็นที่น่าพอใจ นอกจากนี้ ยังได้ถ่ายทอดความรู้การผลิตขยายแตนเบียนให้กับเกษตรกรรายอื่นที่สนใจ จนมีเกษตรกรบางรายที่ปัจจุบันใช้การปล่อยแตนเบียนบราคอนในสวนมะพร้าวอย่างเดียวไม่ใช้สารเคมีเลยก็มี

รายงานพิเศษ : เจาะลึก…การพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนด สร้างความมั่นคงให้พื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/279825

รายงานพิเศษ : เจาะลึก...การพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนด สร้างความมั่นคงให้พื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก

รายงานพิเศษ : เจาะลึก…การพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนด สร้างความมั่นคงให้พื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก

วันจันทร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จังหวัดจันทบุรี เป็นจังหวัดทางชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ตั้งอยู่ในเขตอิทธิพลของร่องความกดอากาศต่ำของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และลมดีเปรสชั่นจากทางด้านตะวันออกของประเทศ ทำให้มีปริมาณฝนมากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ เฉลี่ยถึง 2,600 มิลลิเมตร (มม.)/ปี มีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยต่อปีถึงมากถึง 6,662 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)

แต่…จันทบุรีกลับขาดแหล่งกักเก็บน้ำ

ปัจจุบัน จ.จันทบุรี มีแหล่งเก็บกักน้ำทั้งสิ้น 187 แห่ง เก็บกักน้ำได้ 262 ล้านลบ.ม. สามารถส่งน้ำไปให้พื้นที่ชลประทานได้ 439,440 ไร่ จากพื้นที่เกษตร 2.3 ล้านไร่ ซึ่งจะเห็นว่าความสามารถในการเก็บน้ำของจังหวัดยังไม่ถึง 1% ของปริมาณน้ำท่า ที่เหลืออีกหลายพันล้าน ลบ.ม. ได้ไหลลงทะเลไปเปล่าประโยชน์

นอกจากนี้ พื้นที่ป่าต้นน้ำที่จะคอยดูดซับน้ำยังถูกบุกรุกทำลาย ดังนั้นเมื่อเกิดฝนตกหนักติดต่อกันหลายวันน้ำก็จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่างทันที ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมเป็นประจำ ขณะที่เมื่อถึงฤดูแล้งก็จะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ และน้ำทะเลหนุนสูงเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรม เพราะขาดแหล่งกักเก็บน้ำ ไม่มีน้ำไปผลักดันน้ำเค็ม ปัญหานี้เกิดขึ้นซ้ำซากเกือบทุกปี หนักบ้างเบาบ้างแล้วแต่ว่า ปีนั้นๆ สภาพฝนเป็นอย่างไร

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า การแก้ไขปัญหาน้ำของ จ.จันทบุรี จำเป็นต้องพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำเพิ่มขึ้นในทุกลุ่มน้ำ ซึ่งกรมชลประทานได้วางแผนที่จะพัฒนาแหล่งน้ำให้สามารถเก็บกักน้ำได้ร้อยละ 20 ของปริมาณน้ำท่า หรือประมาณ 1,333 ลบ.ม. และเพิ่มพื้นที่ชลประทานอีก 934,000 ไร่ หรือร้อยละ 40 ของพื้นที่ทางการเกษตรทั้งหมด ซึ่ง จ.จันทบุรี เป็นรอยต่อของ 3 ลุ่มน้ำ คือ ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก ลุ่มน้ำพระสะทึง และลุ่มน้ำโตนเลสาบ นอกจากนี้ยังมีลุ่มน้ำสาขาอีกหลายแห่ง

ลุ่มน้ำคลองวังโตนด เป็นหนึ่งในลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก ก็ประสบปัญหาเรื่องน้ำทั้งเช่นเดียวกับลุ่มน้ำอื่นๆ ของ จ.จันทบุรี ในปี 2535 กรมชลประทานได้เข้าไปศึกษาการพัฒนาลุ่มน้ำเบื้องต้นพบว่า ต้องมีการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางในพื้นที่ต้นน้ำ 4 แห่งตามลำดับความสำคัญ ดังนี้ อ่างเก็บน้ำคลองประแกด ต.พวา อ.แก่งหางแมว ความจุ 60 ล้าน ลบ.ม. อ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่ ต.พวา อ.แก่งหางแมว ความจุ 68 ล้าน ลบ.ม. อ่างเก็บน้ำคลองหางแมว ต.ขุนซ่อง อ.แก่งหางแมว ความจุ 80 ล้าน ลบ.ม. และอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ต.ขุนซ่อง อ.แก่งหางแมว ความจุ 99 ล้าน ลบ.ม.

“ขณะนี้อ่างเก็บน้ำคลองประแกด อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2561 ส่วนอ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่ และอ่างเก็บน้ำคลองหางแมว น่าจะเริ่มก่อสร้างปีได้ในปี 2561 เหลือเฉพาะอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดที่อยู่กำลังดำเนินการศึกษาทบทวนความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล่้อม”

โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด เป็น 1 ใน 4 อ่างที่มีความสำคัญและมีขนาดใหญ่ที่สุด นอกจากการศึกษาเบื้องต้นเมื่อปี 2535 แล้ว กรมชลประทานได้การศึกษาความเหมาะสมอีกครั้งในปี 2545 แต่ต่อมาเมื่อปี 2552 กรมอุทยานแห่งชาติฯได้ประกาศให้ บริเวณพื้นที่โครงการบางส่วนอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น กรมชลประทานจึงได้ศึกษาวิเคราะห์ความเหมาะสมและทบทวนผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EHIA) เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

“ขณะนี้การศึกษาได้เสร็จเรียบร้อยแล้ว มีผลสรุปยืนยันว่า มีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำได้ในทุกภาคส่วน และยังสามารถบรรเทาอุทกภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความคุ้มค่าในการลงทุน หากไม่ติดขัดปัญหาอะไร น่าจะสามารถเริ่มต้นดำเนินการก่อสร้างได้ในปี 2563” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ตัวเขื่อนตั้งอยู่บริเวณบ้านโป่งเกตุ ต.ขุนซ่อง อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี มีลักษณะเป็นเขื่อนดินสูง 25 เมตร ยาว 3,000 เมตร อ่างเก็บน้ำมีความจุ 99.50 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับน้ำฝน 255 ตร.กม. และมีปริมาณน้ำท่าไหลลงอ่างฯในเกณฑ์เฉลี่ย 120 ล้าน ลบ.ม./ปี เมื่อแล้วเสร็จจะมีพื้นที่ได้รับประโยชน์ถึงประมาณ 88,000 ไร่ และจะทำให้การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองวังโตนดได้เต็มประสิทธิภาพ สามารถบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำและปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยฟื้นฟูสภาพนิเวศวิทยา คุณภาพน้ำ ตลอดลำน้ำให้อุดมสมบูรณ์ เพื่อเป็นแหล่งน้ำดิบสำหรับอุปโภคบริโภคในพื้นที่อย่างเพียงพอ

นอกจากนี้ยังสามารถผันน้ำส่วนเกินความต้องการในช่วงฤดูฝน จากบริเวณฝายวังโตนดเข้าสู่ระบบชลประทานไปเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง เพื่อเป็นแหล่งน้ำดิบสำรองรองรับ โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในระยะแรกเฉลี่ยประมาณปีละ 60 ล้าน ลบ.ม. และสามารถเพิ่มปริมาณการผันน้ำในอนาคตได้ถึง 100 ล้านลบ.ม.อีกด้วย ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงน้ำให้กับพื้นที่ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ที่เป็นเขตเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศไทย

“หากสามารถดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำได้เต็มศักยภาพครบทั้ง 4 แห่ง พร้อมฝายคลองวังโตนดตามแผนการพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนด ของกรมชลประทานนั้น จะทำให้ลุ่มน้ำคลองวังโตนดเป็นลุ่มน้ำตัวอย่างอีกลุ่มน้ำหนึ่ง ที่สามารถบริหารจัดการแก้ปัญหาเรื่องน้ำ ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง และผลักดันน้ำเค็ม ได้อย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้ทั่วทั้งลุ่มน้ำ เสริมความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับลุ่มน้ำคลองวังโตนด ซึ่งเป็นแหล่งปลูกผลไม้ส่งออกชั้นดีของประเทศ ไม่ว่า ทุเรียน ลำไย มังคุด เงาะ กล้วยไข่ สร้างรายได้เข้าประเทศปีละกว่า 25,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีน้ำเหลือที่ส่งไ่ปช่วยเสริมความมั่นคงให้กับพื้นที่ EEC อีกด้วย” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

ด้าน นายวิเชียร งามระเบียบ รองประธานกลุ่มบริหารการใช้น้ำคลองวังโตนด ซึ่งเป็นหนึ่งในเกษตรกรที่ใช้น้ำจากคลองวังโตนดตอนล่าง กล่าวด้วยว่าเกษตรกรส่วนใหญ่จะประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายนของทุกปี เนื่องจากน้ำในคลองแห้งต้องซื้อน้ำใส่รถมาใช้รดสวนผลไม้ ที่สูบน้ำจากประตูระบายน้ำทุ่งเบญจาที่สร้างปิดกั้นคลองวังโตนด แต่หลังจากที่กรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างประตูระบายน้ำทุ่งเบญจาปิดกั้นคลองวังโตนดแล้วเสร็จและเปิดใช้งานเมื่อ 3-4 เดือนที่ผ่านมา เกษตรกรมีน้ำเพียงพอ มีความสุข รายได้ก็ดีขึ้นด้วย และหากกรมชลประทานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำทางตอนบนทั้ง 4 แห่ง เสร็จสมบูรณ์ ก็ยินดีที่จะแบ่งปันน้ำในส่วนที่เหลือใช้ให้กับพื้นที่อื่นๆ ที่ต้องการน้ำด้วย

หากมองประโยชน์ที่ทุกภาคส่วนจะได้รับ เมื่อเทียบกับเงินลงทุนที่ใช้ในการพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนดประมาณ 3,416 ล้านบาทแล้ว ถือว่าคุ้มค่ามาก

รายงานพิเศษ : อลังการ‘งานวันเกษตรแห่งชาติ’ ‘สานปณิธานพ่อ’ส่งต่อความรู้ถึงมือเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/279408

รายงานพิเศษ : อลังการ‘งานวันเกษตรแห่งชาติ’ ‘สานปณิธานพ่อ’ส่งต่อความรู้ถึงมือเกษตรกร

รายงานพิเศษ : อลังการ‘งานวันเกษตรแห่งชาติ’ ‘สานปณิธานพ่อ’ส่งต่อความรู้ถึงมือเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“ภาคการเกษตร” มีบทบาทและความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมไทย เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นแหล่งผลิตอาหารและสร้างความมั่นคงทางอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงคนได้ทั้งโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นฐานวัตถุดิบให้กับภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการที่สร้างรายได้เข้าประเทศปีละมหาศาล รวมทั้งยังข้องเกี่ยวกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่นของคนไทยมาช้านาน

การพัฒนาภาคการเกษตรให้มีความก้าวหน้าและเท่าทันต่อกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลก จึงถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2560 กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก และจังหวัดชลบุรี จัด “งานวันเกษตรแห่งชาติ” ประจำปี 2560 ระหว่างวันที่ 8-16 กรกฎาคม ภายใต้แนวคิด “เกษตรสืบสานปณิธานของพ่อ” เพื่อน้อมรำลึกใน พระมหากรุณาธิคุณอันที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 โดยได้รับพระกรุณาจากพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ เสด็จเป็นองค์ประธาน ในวันเสาร์ที่ 8 กรกฎาคม 2560 นี้ เวลา 15.00 น.

ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวต่อว่า “สำหรับกิจกรรมที่สำคัญภายในงาน คือการนำเสนอศาสตร์พระราชา ผ่านกระบวนทัศน์ในรูปแบบนิทรรศการและมัลติมีเดียให้ผู้ชมได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด เพื่อน้อมรำลึกในพระราชกรณียกิจพระปรีชาสามารถ และพระอัจฉริยภาพ “พ่อของแผ่นดิน” นอกจากนั้นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 22 หน่วยงาน ยังจะได้นำเสนอองค์ความรู้จากงานวิจัยใหม่ๆ ทั้งเทคโนโลยี นวัตกรรม และสิ่งประดิษฐ์ รวมทั้งงานส่งเสริมด้านวิชาการทั้งน้ำ ดิน พืช ปศุสัตว์ ประมง งานสหกรณ์ งานบัญชี ตลอดจนการตลาด ไปสู่เกษตรกร เพื่อให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการจัดการผลผลิต ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และภูมิอากาศ อาทิ นิทรรศการชุดปราชญ์ของแผ่นดินสืบสานงานพ่อ, ตามรอยเสด็จภาคตะวันออก, ปณิธานของพ่อสานต่อเพื่อชาวนาไทยให้ยั่งยืน, ทรัพยากรดินจากยอดดอยสู่ชายทะเล, ปลาพระราชทาน, ปศุสัตว์ใต้พระบารมี, เศรษฐกิจการเกษตรสืบสานปณิธานเพื่อการเกษตรไทย, รากฐานอาหารปลอดภัยพ่อสร้างไว้ให้เดินตาม เป็นต้น

ด้าน อาจารย์ศรัณยา รักเสรี รองคณบดีคณะเกษตรและทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก กล่าวว่า การจัดงานวันเกษตรแห่งชาติครั้งนี้ถือเป็นการจัดงานครั้งแรกในภาคตะวันออกและตรงกับโอกาสครบรอบ 60 ปีการก่อตั้งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตบางพระ ซึ่งมหาวิทยาลัยมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้รับโอกาสเป็นเจ้าภาพจัดงานครั้งนี้ ขณะนี้การเตรียมความพร้อมสำหรับต้อนรับผู้เข้าเที่ยวชมงาน มีความพร้อม 100% ภายในงานนอกจากมีการจัดนิทรรศการตามรอยพ่อ รวมทั้งนิทรรศการเผยแพร่องค์ความรู้ของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนแล้วยังมีการจัดกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น การจัดแสดงโชว์ “บัว” ซึ่งถือเป็นไฮไลท์ของมหาวิทยาลัย ในฐานะเป็นศูนย์วิจัยสายพันธุ์บัวที่ดีที่สุดจนมีชื่อเสียงโด่งดังและได้รับรางวัลมากมายทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ การจัดเสวนาทางด้านวิชาการ การแสดงผลงานทางด้านนวัตกรรมทางการเกษตร วิทยาศาสตร์ ของคณาจารย์ นิสิต นักศึกษา รวมถึงกิจกรรมสาระบันเทิงและการแข่งขันการประกวดต่างๆ ไม่น้อยกว่า 21 กิจกรรม เช่น การประกวดนางงามเกษตร การแข่งขันประกวดบัว การแข่งขันไก่ชน การแข่งขันอากาศยานปีกหมุน ศึกปีกหมุนประลองทักษะ (Mini Drone) การแข่งขันเมนูไข่พระอาทิตย์ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้จัดพื้นที่ให้เกษตรกร และผู้ประกอบการSMEs ได้นำสินค้ามาจำหน่ายในราคาผู้ผลิตส่งตรงถึงผู้บริโภค สำหรับความสะดวกในการเข้าชมงาน มหาวิทยาลัย ได้จัดพื้นที่จอดรถบริเวณลานตลาดนัดรถไฟสำหรับรองรับรถยนต์ได้กว่า 1,000 คัน พร้อมทั้งจัดบริการรถรับ-ส่งฟรี ส่วนภายในบริเวณงานได้จัดให้มีรถพ่วงวิ่งวนให้บริการตลอดงาน

ดังนั้น จึงขอเชิญชวนประชาชนทุกท่านเข้าชม“งานวันเกษตรแห่งชาติ” ระหว่างวันที่ 8-16 กรกฎาคม 2560 ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก ต.บางพระ อ.ศรีราชาจ.ชลบุรี เวลา 08.00-22.00 น. ทุกวัน