รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมสหกรณ์ ขยายความร่วมมือไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323303

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมสหกรณ์  ขยายความร่วมมือไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมสหกรณ์ ขยายความร่วมมือไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

วันอังคาร ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 5 นครราชสีมา ขยายความร่วมมือส่งเสริมงานสหกรณ์ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับกรมส่งเสริมกสิกรรมและสหกรณ์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จัดทำหลักสูตร “การจัดตั้งสหกรณ์ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการจัดตั้งสหกรณ์และมีความรู้เกี่ยวกับธุรกิจในรูปแบบสหกรณ์ได้อย่างถูกต้อง เพื่อที่จะสามารถจัดตั้งสหกรณ์ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งจะเป็นกลไกหลักในการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมในภูมิภาคให้มีความเข้มแข็ง มั่นคงและยั่งยืนต่อไป

นายกัณวีย์ บุญญพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 5 สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เล็งถึงความสำคัญของความร่วมมือในการพัฒนาสหกรณ์ในภูมิภาคอาเซียนให้มีความเข้มแข็ง เพื่อเป็นกลไกหลักในการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมในภูมิภาคให้มีความเข้มแข็ง มั่นคง และยั่งยืน จึงได้ร่วมมือกับกรมส่งเสริมกสิกรรมและสหกรณ์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือตามโครงการความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทย-ลาว โดยมุ่งเน้นในการส่งเสริมสหกรณ์ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอย่างเป็นระบบ โดยในเบื้องต้นทาง สปป.ลาว มีความประสงค์จัดตั้งสหกรณ์ใน 3 แขวง ได้แก่ แขวงไชยบุรี นครหลวงเวียงจันทน์ และแขวงจำปาสัก เพื่อส่งเสริมให้เป็นสหกรณ์ต้นแบบเพื่อขยายผลต่อไปในพื้นที่อื่น ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ดำเนินการประสานงานตามโครงการความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทย-ลาว และได้มีการจัดประชุมร่วมกันของผู้บริหารในระดับกรมฯ และในระดับพื้นที่ของทั้งสองประเทศ

ทั้งนี้ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีความต้องการจัดตั้งสหกรณ์ แต่ประชาชนยังขาดความเข้าใจในเรื่องสหกรณ์ ไม่เห็นความสำคัญของสหกรณ์ ไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการรวมกลุ่ม พนักงานส่งเสริมของบริษัท/ภาครัฐบาลของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจในด้านการสหกรณ์ ประชาชนไม่มีความเข้าใจเรื่องการสหกรณ์ ประชาชนส่วนใหญ่ที่สมัครเข้าเป็นสมาชิก ก็เพื่อหวังผลประโยชน์ส่วนตัว ในขณะที่คณะกรรมการของสหกรณ์ก็ไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการสหกรณ์อย่างแท้จริงและขาดความรู้ในเรื่องของการจัดทำบัญชีของสหกรณ์ ดังนั้น ด้วยความเห็นชอบทั้งสองฝ่าย จึงได้กำหนดให้มีการฝึกอบรมด้านการสหกรณ์ให้แก่ผู้นำกลุ่มคณะกรรมการ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของกรมส่งเสริมกสิกรรมและสหกรณ์ บริษัทไฟฟ้าหงสา จำกัด ตามแผนงานที่ได้จัดทำร่วมกันจัดฝึกอบรมในประเทศไทย โดยฝ่ายไทยจะรับผิดชอบค่าที่พัก ค่าอาหาร และค่าพาหนะ นับแต่ชายแดนฝั่งไทย และส่งนักวิชาการสหกรณ์ เจ้าหน้าที่ของไทยไปติดตามและให้คำแนะนำในฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

“ความคืบหน้าการดำเนินการ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เห็นชอบในหลักการให้ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา จัดฝึกอบรมตามโครงการความร่วมมือด้านการสหกรณ์ระหว่างไทย-ลาว หลักสูตร “การจัดตั้งสหกรณ์ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการจัดตั้งสหกรณ์และมีความรู้เกี่ยวกับธุรกิจในรูปแบบสหกรณ์ได้อย่างถูกต้อง เพื่อที่จะสามารถจัดตั้งสหกรณ์ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้ โดยจะมีการให้ความรู้เกี่ยวกับการสหกรณ์อย่างรอบด้าน ทั้งเรื่องการสหกรณ์ การจัดตั้งสหกรณ์ กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับสหกรณ์ การดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ รวมถึงเรื่องบัญชี ซึ่งผู้เข้าร่วมโครงการประกอบด้วยผู้นำกลุ่มเกษตรกร ผู้แทนกลุ่ม เจ้าหน้าที่ภาครัฐของสปป.ลาว จากแขวงไชยบุรี นครหลวงเวียงจันทน์ และจำปาสัก รวม 50 คน โดยผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ รวมถึงไปศึกษาดูงานสหกรณ์ที่ประสบความสำเร็จในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา โดยโครงการนี้จะกำหนดจัดในระหว่างวันที่ 18 มีนาคม ถึงวันที่ 1 เมษายน 2561 ที่จะถึงนี้”นายกัณวีย์ กล่าวทิ้งท้าย

 

รายงานพิเศษ : รัฐบาลติดปีก‘สหกรณ์’ เสริมความแกร่งเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323113

รายงานพิเศษ : รัฐบาลติดปีก‘สหกรณ์’  เสริมความแกร่งเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชาติ

รายงานพิเศษ : รัฐบาลติดปีก‘สหกรณ์’ เสริมความแกร่งเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชาติ

วันจันทร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

วิวัฒนาการของระบบสหกรณ์ในประเทศไทย เริ่มต้นเมื่อ พ.ศ. 2458 ปลายสมัยรัชกาลที่ 5 โดยพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ อธิบดีกรมพาณิชย์และสถิติ ได้ทรงทดลองนำวิธีการสหกรณ์เข้ามาดำเนินการครั้งแรกในประเทศไทย โดยก่อตั้งสหกรณ์แห่งแรก คือ สหกรณ์วัดจันทร์ ไม่จำกัดสินใช้ ณ ตำบลวัดจันทร์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2459

ต่อมาวิธีการสหกรณ์ได้รับการยอมรับว่า สามารถช่วยแก้ไขปัญหาความเป็นอยู่ให้กับชาวบ้านได้และมีการขยายผลการจัดตั้งสหกรณ์ขึ้นในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ คณะรัฐมนตรีจึงกำหนดให้วันที่ 26 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็น “วันสหกรณ์แห่งชาติ”และในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 นี้ เป็นโอกาสของวันครบรอบ 102 ปี สหกรณ์ไทย

การเติบโตของระบบสหกรณ์ในประเทศไทยนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทำให้หลายภาคส่วนเล็งเห็นถึงบทบาทและศักยภาพของสหกรณ์ โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คาดหวังจะใช้กลไกของสหกรณ์ เป็นกำลังสำคัญในการยกระดับชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นโดยมอบนโยบายให้หน่วยงานต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ทั่วประเทศ เพื่อให้สหกรณ์ทำหน้าที่ในการส่งเสริมอาชีพ สร้างความกินดีอยู่ดีให้กับประชาชน และส่งผ่านความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากรัฐบาลไปสู่ประชาชน นั่นเพราะปัจจุบันประเทศไทยมีสหกรณ์ทั้งในและนอกภาคการเกษตรกว่า 8,100 แห่ง สมาชิกรวม 12 ล้านครอบครัว สินทรัพย์สหกรณ์ทั้งประเทศมีมากถึง 2.7 ล้านล้านบาท ดังนั้น หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบกำกับดูแลสหกรณ์ คือ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งมีภารกิจหลักเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานของสหกรณ์ทั่วประเทศ จึงได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วน เดินหน้าในการพัฒนาสหกรณ์มีความเจริญก้าวหน้าและเข้มแข็งตามเป้าหมายที่รัฐบาลคาดหวังไว้

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจที่กำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายการทำงานในปี 2561 ให้กระทรวงเกษตรฯเร่งสร้างสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งเพื่อสร้างอำนาจต่อรองให้กับเกษตรกร และอยากเห็นสหกรณ์เป็นกำลังของเกษตรกรที่แท้จริงในการพัฒนาและช่วยปฏิรูปภาคการเกษตรให้สำเร็จ
สิ่งที่อยากเห็นในอนาคตอันใกล้นี้ คือ การผลักดันให้สหกรณ์นำระบบอีคอมเมิร์ซเข้ามาเชื่อมโยงกับภาคการท่องเที่ยวและขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชนของตนเองไปยังตลาดทั้งในและต่างประเทศ

ขณะเดียวกัน ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้คุยกับผู้แทนสหกรณ์ต่างๆว่า ในวาระที่การสหกรณ์ก้าวเข้ามาสู่ 102 ปี รัฐบาลจะหาทางยกระดับสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ ล่าสุดรัฐบาลกำลังคุยเรื่องการแก้ไขพระราชบัญญัติสหกรณ์ ที่เป็นกฎหมายใหญ่ให้รองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตและสอดรับกับการพัฒนาระบบสหกรณ์มากขึ้น

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมที่จะระดมสรรพกำลังจากทุกหน่วยงานภายใต้การกำกับของกระทรวงพาณิชย์ ในการเข้ามาช่วยสหกรณ์ให้ก้าวข้ามผ่านปีที่ 102 ไปได้อย่างราบรื่น
ด้วยการสานพลังความร่วมมือในการจัดหาช่องทางการตลาดรองรับผลผลิตเพื่อสนับสนุนธุรกิจสหกรณ์ภาคการเกษตร เพื่อเป็นการการันตีว่า เมื่อสหกรณ์ส่งเสริมสมาชิกให้ผลิตสินค้าดี มีคุณภาพ เมื่อสหกรณ์ทำหน้าที่ในการรวบรวมผลผลิตหรือแปรรูปผลผลิตออกมาเป็นสินค้าแล้ว จะมีตลาดรองรับสินค้าของสหกรณ์อย่างชัดเจน สิ่งสำคัญคือ ต้องดำเนินการภายใต้หลักคิด “ตลาดนำการผลิต” นำข้อมูลรอบด้านมาใช้วางแผนการผลิตให้มีปริมาณและคุณภาพที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

ด้าน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ก็เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่พร้อมเข้ามาช่วยเสริมศักยภาพในการดำเนินธุรกิจให้กับสหกรณ์ภาคการเกษตร โดย นายสมศักดิ์ กังธีระวัฒน์ รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. ระบุว่า ธ.ก.ส.มีความพร้อมจัดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำคอยสนับสนุนแก่สหกรณ์ที่ต้องการเงินทุนไปดำเนินกิจการทั้งการผลิต การรวบรวมสินค้า และการแปรรูปก่อนจัดจำหน่าย ขณะเดียวกัน ธ.ก.ส.ยังเข้ามาร่วมมือกับกรมส่งเสริมสหกรณ์พัฒนาระบบฐานข้อมูลและระบบบัญชี ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ ก็จะคิดโครงการเพื่อฝึกอบรมสหกรณ์ให้มีความเชี่ยวชาญเรื่องของระบบการเงินด้วย

ขณะที่ นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในระยะสั้นของการสร้างความเข้มแข็งของสหกรณ์ภาคการเกษตร ต้องทำองค์กรให้มีความพร้อมก่อน ทั้งด้านการบริหารงานการควบคุมภายใน การทำธุรกิจที่ตอบสนองความต้องการของสมาชิก และที่สำคัญที่สุด คือ ต้องสร้างธรรมาภิบาลของผู้บริหารสหกรณ์ให้ดียิ่งขึ้น เพื่อนำไปสู่เป้าหมายของการสร้างสหกรณ์ขึ้นมาเป็นองค์กรสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ

ขณะเดียวกันยังต้องการเห็นสหกรณ์การเกษตร เป็นองค์กรที่พึ่งพิงตัวเองมากกว่ารอความช่วยเหลือจากภายนอก สหกรณ์ขนาดใหญ่ต้องช่วยเกื้อหนุนสหกรณ์ขนาดเล็ก โดยให้สหกรณ์ขนาดเล็กทำหน้าที่ผลิต สหกรณ์ขนาดใหญ่ทำหน้าที่หาตลาด เดินหน้าไปด้วยกัน และยกระดับให้เหมือน SMEs รวมถึงต้องการให้สหกรณ์ทำหน้าที่ดูแลความเป็นอยู่ และส่งเสริมอาชีพให้กับชาวบ้าน ซึ่งจะต้องกระตุ้นให้เกษตรกรรายย่อยเข้ามาร่วมเป็นสมาชิกของสหกรณ์ให้ได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน .

ส่วนสหกรณ์นอกภาคเกษตร เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน สิ่งสำคัญที่ต้องกู้กลับมาคือ “ภาพลักษณ์” เพราะทุกวันนี้คนส่วนใหญ่มักมองภาพสหกรณ์ออมทรัพย์หรือสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนในมุมของการทุจริต เรื่องนี้จะต้องเร่งสร้างกระบวนการของสหกรณ์ใหม่ ชูตัวเองขึ้นมา โดยเฉพาะกรรมการสหกรณ์ต้องบริหารงานโดยยึดประโยชน์ของสมาชิกเป็นที่ตั้ง และร่วมกันวางเกณฑ์กติกาในการป้องกันความเสี่ยงให้กับตัวเอง โดยไม่ต้องให้รัฐมาคอยกำกับ เพื่อสร้างรูปแบบการบริหารงานได้เหมาะสม เช่นเดียวกับการสร้างสวัสดิการต่างๆ ดูแลสมาชิก ซึ่งจะช่วยลดภาระภาครัฐในการจัดสวัสดิการลงมาดูแลในแต่ละปีด้วย

“พิเชษฐ์” ทิ้งท้ายด้วยว่า “การจะให้ภาครัฐไปช่วยเหลือเป็นรายคนเป็นไปไม่ได้เลย วันนี้ถ้าหากชาวบ้านมีการรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์ รัฐบาลก็สามารถผ่านความช่วยเหลือผ่านทางสหกรณ์ไปยังสมาชิกก็คือประชาชนได้ ดังนั้น สหกรณ์จะเป็นกลไกสำคัญที่จะเข้าไปพัฒนาชุมชนแทนภาครัฐ การที่ทุกภาคส่วนได้เข้ามาดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล ช่วยกันเสริมสร้างศักยภาพและยกระดับความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อนำสหกรณ์ก้าวเข้าสู่ ยุคใหม่ เป็นองค์กรที่ช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากและดูแลสวัสดิการให้คนในสังคมไทย

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมสหกรณ์ขับเคลื่อน‘Smart Agricultural Curve’2561 ‘ปีแห่งการพัฒนาคนและยกระดับการบริหารจัดการ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.naewna.com/local/322311

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมสหกรณ์ขับเคลื่อน‘Smart Agricultural Curve’2561  ‘ปีแห่งการพัฒนาคนและยกระดับการบริหารจัดการ’

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมสหกรณ์ขับเคลื่อน‘Smart Agricultural Curve’2561 ‘ปีแห่งการพัฒนาคนและยกระดับการบริหารจัดการ’

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความเป็นอยู่ของประชาชน ทั้งในพื้นที่และประเทศโดยรวม ทำให้ประชาชนในพื้นที่ไม่สามารถดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้ตามปกติ ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ปัญหาความไม่สงบเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันในหลายมิติ ทั้งมิติด้านการเมือง สังคมวัฒนธรรม และเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนโดย กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหนึ่งในหน่วยงานหลักที่ร่วมดำเนินงานแก้ไขปัญหาในมิติการพัฒนา (มิติเศรษฐกิจ) ในการพัฒนาศักยภาพคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยใช้หลักการสหกรณ์และการรวมกลุ่ม โดยมีความเชื่อมโยงกับนโยบายของรัฐบาลในการเร่งแก้ไขปัญหาการใช้ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยนำยุทธศาสตร์ เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา มาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการ

นางสาวประโลมใจ เนียมแกล้ว ผู้อำนวยการศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 18 จังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า จากสภาพพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกร ซึ่งภายใต้กรอบนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการขับเคลื่อน 14 นโยบายสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการพัฒนายกระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์ การพัฒนาข้าราชการและเกษตรกรให้เป็น Smart Officer และ Smart Farmer นั้น ในปีงบประมาณ 2561 กรมส่งเสริมสหกรณ์ จะเดินหน้าขับเคลื่อน “Smart Agricultural Curve” และกำหนดให้ปี 2561 เป็น “ปีแห่งการพัฒนาคน และยกระดับการบริหารจัดการ” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น ทั้งด้านสังคม มีรายได้ที่เพิ่มขึ้น ตลอดทั้งมีความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกร ซึ่งดำเนินการภายใต้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 20 ปี ตามแนวคิดประเทศไทย 4.0 คือ “เกษตรกรมั่นคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน”

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 18 จังหวัดสงขลา ดำเนินการจัดทำโครงการส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรในจังหวัดชายแดนภาคใต้มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่งบประมาณ 2551 จนถึงปัจจุบัน โดยในปีงบประมาณ 2561 ได้กำหนดให้จัดโครงการอบรม 2 หลักสูตร ได้แก่ 1.หลักสูตร “เผยแพร่ความรู้เรื่องประชารัฐกับสหกรณ์สู่ชุมชน” กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่นและผู้นำศาสนาใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และสงขลา วัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้นำชุมชน มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการสหกรณ์ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและยุทธศาสตร์ประชารัฐ สามารถถ่ายทอดวิถีชีวิตพอเพียงแบบสหกรณ์และประชารัฐให้กับบุคลากรในชุมชน ตลอดจนประชาสัมพันธ์งานสหกรณ์และประชารัฐขยายสู่ผู้นำองค์กรอื่น และสร้างแนวร่วมทางเศรษฐกิจและสังคมตามหลักการสหกรณ์ โดยได้ดำเนินการเมื่อวันที่ 11–16 ธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา มีผู้นำเข้ารับการอบรมจำนวน 187 คน ระหว่างการอบรม ผู้นำชุมชนได้เข้าศึกษาดูงานและรับความรู้ในเรื่องการบริหารการจัดการสหกรณ์และการดำเนินงานสหกรณ์ การส่งเสริมกลุ่มอาชีพในสหกรณ์ จากสหกรณ์การเกษตรพระพรหม อำเภอพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช และสหกรณ์การเกษตรเมืองสุราษฎร์ธานี จำกัด อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี

หลักสูตรที่ 2 “ส่งเสริมพัฒนาผู้นำสหกรณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้” กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย กรรมการ ฝ่ายจัดการ และสมาชิกแกนนำของสหกรณ์โคเนื้อมือนารอ จำกัด จังหวัดนราธิวาส มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้นำสหกรณ์มีความรู้ความเข้าใจในการบริหารจัดการของสหกรณ์สู่ความเข้มแข็ง มีความรู้ความเข้าใจในการดำเนินธุรกิจและสามารถดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ตรงตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสหกรณ์ ซึ่งดำเนินการเมื่อวันที่ 20–23 ธันวาคม 2560 มีผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 100 คน ระหว่างการอบรม ผู้นำสหกรณ์ได้เข้าศึกษาดูงาน และรับความรู้ในเรื่องการบริหารจัดการฟาร์มโคนม จากสหกรณ์โคนมพัทลุง จำกัด และการบริหารจัดการฟาร์มโคเนื้อของสหกรณ์
โคเนื้อพัทลุง จำกัด

“ในการจัดโครงการทั้ง 2 หลักสูตร เป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเข้าใจที่ดีระหว่างภาครัฐกับประชาชนในเขต 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยตัวแทนผู้นำชุมชน และผู้นำสหกรณ์ ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ ได้มาทำกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกัน ในระยะต่อไปจะเป็นการขับเคลื่อนและถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับไปสู่สมาชิกในชุมชนและสมาชิกสหกรณ์ในพื้นที่ทั้ง 5 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมที่ดีขึ้น ความรู้ที่ได้รับสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมอาชีพ ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้า สร้างมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรและมีส่วนในการร่วมกันสนับสนุนและพัฒนาอาชีพการเกษตรของคนไทย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น”นางสาวประโลมใจ กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : ‘กรมส่งเสริมสหกรณ์’ส่งตัวแทน ร่วมประชุม‘ACM-Phase3’ที่เมียนมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.naewna.com/local/322117

รายงานพิเศษ : ‘กรมส่งเสริมสหกรณ์’ส่งตัวแทน  ร่วมประชุม‘ACM-Phase3’ที่เมียนมา

รายงานพิเศษ : ‘กรมส่งเสริมสหกรณ์’ส่งตัวแทน ร่วมประชุม‘ACM-Phase3’ที่เมียนมา

วันพุธ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ส่งตัวแทนร่วมประชุมโครงการ “Strengthening Capacity Building  in Agriculture Sector in ASEAN Countries-Phase 3 (CB Project 3)” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมง ประเทศญี่ปุ่น สำนักงานเลขาธิการอาเซียน และประเทศสมาชิกอาเซียน มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรในประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งระบบ รวมถึงพัฒนาศักยภาพของสหกรณ์ภาคการเกษตรและสถาบันเกษตรกร ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียน รวม 9 ประเทศ ยกเว้นสิงคโปร์ รวมถึงผู้แทนกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมง ประเทศญี่ปุ่น ผู้แทนสหภาพสหกรณ์การเกษตรกลางแห่งประเทศญี่ปุ่น (JA-ZENCHU) และผู้แทนสำนักงานเลขาธิการอาเซียน ซึ่งที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการเสนอโครงการ และได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้จัดโครงการ 1-2 โครงการในแต่ละช่วงโครงการ และในการประชุมครั้งนี้ ได้นำเสนอโครงการการฝึกอบรมด้านการวางแผนกลยุทธ์สำหรับสหกรณ์ต่อที่ประชุม ซึ่งได้รับความเห็นชอบให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ดำเนินการในช่วงเดือนกรกฎาคม 2561 ที่จะถึงนี้

นายกัณวีย์ บุญญพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 5 สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มอบหมายให้เดินทางไปเข้าร่วมประชุมประจำปี The 1st Annual Coordination Meeting of the “Strengthening Capacity Building in Agriculture Sector in ASEAN Countries – Phase 3 (CB Project 3)” ระหว่างวันที่ 6 – 9 ธันวาคม 2560 ณ เมืองพุกาม สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา โดยการประชุมดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อรับทราบผลการดำเนินงานโครงการในระยะที่ผ่านมาและพิจารณากรอบโครงการที่จะดำเนินการในปี 2561 ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย ผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียนยกเว้นสิงคโปร์ รวม 9 ประเทศ รวมถึงผู้แทนจากกระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมง ประเทศญี่ปุ่น ผู้แทนสหภาพสหกรณ์การเกษตรกลางแห่งประเทศญี่ปุ่น (JA-ZENCHU) และผู้แทนสำนักงานเลขาธิการอาเซียน

กัณวีย์ บุญญพันธุ์

โดยโครงการ “Strengthening Capacity Building in Agriculture Sector in ASEAN Countries – Phase 3 (CB Project 3)” เป็นโครงการที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมง ประเทศญี่ปุ่น สำนักงานเลขาธิการอาเซียนและประเทศสมาชิกอาเซียน มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านต่างๆที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรในประเทศสมาชิกอาเซียน ทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ รวมถึงพัฒนาศักยภาพของสหกรณ์ภาคการเกษตร และสถาบันเกษตรกร รูปแบบการดำเนินงานโครงการผ่านการฝึกอบรม สัมมนา โดยโครงการได้แบ่งระยะการดำเนินการเป็นช่วง (Phase) ช่วงละ 3 ปี ปัจจุบันได้ดำเนินการมาถึงช่วงที่ 3 ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาโครงการที่ประเทศสมาชิกเสนอเพื่อดำเนินการในปี 2561 โดยมีโครงการ Follow Up Program จำนวน 7 โครงการ โครงการฝึกอบรมจำนวน 6 โครงการ โครงการสัมมนา จำนวน 1 โครงการ ซึ่งประเทศไทยโดยสำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์

“กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้นำเสนอโครงการฝึกอบรมการวางแผนยุทธศาสตร์และการจัดการ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในสหกรณ์การเกษตรและสถาบันเกษตรกร (Training Course on Strategic and Management Planning for Sustainable Development of Agricultural Cooperative and Farmer Institutions) โดยได้นำเสนอแนวคิดการกำหนดโครงการฝึกอบรมใน 3 ประเด็น คือ 1.แนวทางหลักการ อุดมการณ์ วิธีการสหกรณ์ อันเป็นรากฐานในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้มความกินดี อยู่ดี มีสันติสุข และเป็นพื้นฐานในการส่งเสริมให้อาชีพเกษตรกรรมมีความมั่นคง และยั่งยืน 2.เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN Sustainable Development Goals :SDGs) ซึ่งวางกรอบแนวทางไว้ อาทิ การขจัดความยากจน การผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และ 3.ปรัชญาเศรษฐกิจพอพียง ซึ่งเป็นวิถีแห่งแนวทางการดำเนินชีวิตที่ก่อให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานไว้ และเป็นที่ยอบรับทั่วโลกว่าเป็นแนวทางที่สามารถนำมาใช้ได้จริงในการแก้ไขปัญหาของเกษตรกร และในสังคมโดยรวม โดยได้นำทั้ง 3 แนวทางมาเป็นแนวทางในการวางเนื้อหาหลักสูตร โดยที่ประชุมได้เห็นชอบโครงการที่ประเทศไทยนำเสนอโดยให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก โดยกำหนดจัดในวันที่ 24 มิถุนายน ถึงวันที่ 7 กรกฎาคม 2561”นายกัณวีย์ กล่าว

รายงานพิเศษ : ศูนย์ถ่ายทอดฯสหกรณ์ที่5ขับเคลื่อนการบริหารจัดการสหกรณ์ สู่ความเข้มแข็งผ่านกระบวนการให้ความรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/317570

รายงานพิเศษ : ศูนย์ถ่ายทอดฯสหกรณ์ที่5ขับเคลื่อนการบริหารจัดการสหกรณ์  สู่ความเข้มแข็งผ่านกระบวนการให้ความรู้

รายงานพิเศษ : ศูนย์ถ่ายทอดฯสหกรณ์ที่5ขับเคลื่อนการบริหารจัดการสหกรณ์ สู่ความเข้มแข็งผ่านกระบวนการให้ความรู้

วันพุธ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากเป้าหมายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ด้วยการสร้างแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยนำนวัตกรรมเทคโนโลยีและองค์ความรู้เข้ามาช่วยขับเคลื่อน เพื่อให้สามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และนำไปสู่เป้าหมายปลายทางคือ คุณภาพชีวิตของเกษตรกรดีขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้น หนี้สินลดลง และมีความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกร สร้างรายได้หลักให้กับประเทศต่อไป

นายกัณวีย์ บุญญพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 5 จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า ศูนย์ถ่ายทอดฯ สหกรณ์ที่ 5 การขับเคลื่อนการบริหารจัดการสหกรณ์ โดยส่งเสริมให้ระบบสหกรณ์เป็นองค์กรรูปแบบเศรษฐกิจที่เกิดจากการรวมตัวของประชาชนเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันด้านอาชีพตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ และมีความสอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากสหกรณ์เข้มแข็งแล้ว จะสามารถสร้างความมั่นคงทางอาชีพให้สมาชิกได้ ดังนั้น การที่สหกรณ์จะสามารถสนองตอบต่อความต้องการที่แท้จริงของสมาชิกได้ จะต้องมีส่วนร่วมระหว่างสมาชิก กรรมการ ฝ่ายจัดการสหกรณ์ ผู้ตรวจสอบกิจการ ในการร่วมกันคิด ตัดสินใจ รับผลประโยชน์ และประเมินผลร่วมกัน ตามหลักการบริหารจัดการกิจการที่ดี โดยเฉพาะสมาชิกสหกรณ์จะต้องมีจิตสำนึกในความเป็นเจ้าของสหกรณ์ เป็นผู้บริหารและเป็นผู้ใช้บริการ ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของระบบสหกรณ์ที่แตกต่างจากธุรกิจอื่น ที่ทุกคนทุกฝ่ายต้องร่วมกันทำหน้าที่ของตนเองด้วยความเสียสละ ช่วยเหลือซึ่งกันและกันจึงจะผลักดันให้สหกรณ์เข้มแข็งได้ แต่หากขาดการมีส่วนร่วมดูแลกำกับในกิจการของสหกรณ์ก็จะไม่สามารถดำเนินกิจการสู่เป้าหมายได้

สำหรับในปี 2561 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดให้เป็นปีแห่งการพัฒนาคน และยกระดับการบริหารจัดการ (The year of developing human resources and enhancingmanagement capability) กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้กำหนดแนวทางการดำเนินงาน ใน 4 แนวทาง คือ 1.สร้างความเข้มแข็งของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 2.ส่งเสริมสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรให้มีบทบาทขับเคลื่อนนโยบายรัฐ 3.ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้า/สร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร และ 4.พัฒนาคน ซึ่งการพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการสหกรณ์สู่ความเข้มแข็ง โดยการพัฒนาบุคลากรทุกฝ่ายในสหกรณ์ให้รู้บทบาทหน้าที่ และทำหน้าที่ของตนเอง รวมถึงร่วมกันกำกับดูแลกิจการสหกรณ์เพื่อสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนให้แก่สมาชิก ซึ่งจะส่งผลให้สหกรณ์มีความเข้มแข็งและสมาชิกมีความอยู่ดี กินดี ต่อไป

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 5 ดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการสหกรณ์สู่ความเข้มแข็ง มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการบริหารจัดการสหกรณ์ให้เข้มแข็ง โดยพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการสหกรณ์ ผู้นำกลุ่มในการบริหารจัดการและขับเคลื่อนแผนงานให้สนองความต้องการอันจำเป็นของสมาชิกได้ และให้สมาชิกเข้าใจสิทธิ หน้าที่ แนวทางดำเนินงานรูปแบบสหกรณ์และการมีส่วนร่วมในการกำกับ ดูแลกิจการสหกรณ์ โดยได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อร่วมกันหาแนวทาง ทิศทางการดำเนินงานของสหกรณ์อย่างมีส่วนร่วมทั้งระดับคณะกรรมการสหกรณ์ ประธานกลุ่มเลขานุการกลุ่มและสมาชิกสหกรณ์ โดยได้จัดโครงการแล้วในจังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ ซึ่งในแต่ละจังหวัดได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการและให้ความรู้ในด้านการวางแผนการบริหารจัดการและได้มีการระดมความคิดร่วมกันในการวางแผนในการพัฒนาสหกรณ์ของตนเองในแต่ละบริบทของสหกรณ์

“ผลจากการดำเนินโครงการ สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการได้มีการกำหนดแผนงานของตนเอง อาทิ การสร้างความเข้มแข็งทางการเงิน โดยโครงการระดมทุน กระตุ้นเงินฝาก การลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มปริมาณผลผลิต โดยโครงการการรณรงค์ไถกลบตอซัง ลดการใช้ปุ๋ยเคมี การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง เป็นต้น ทั้งนี้ เมื่อมีดำเนินการไประยะหนึ่งประมาณ 3 เดือน หรือ 6 เดือน ศูนย์ฯ ร่วมกับสำนักงานสหกรณ์จังหวัด จะติดตามผลการดำเนินการโครงการตามแผนที่แต่ละสหกรณ์ได้วางไว้ เพื่อให้ทราบผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับสมาชิก ปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้น เพื่อหาแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข และส่งเสริมให้เกิดประโยชน์กับสมาชิกของสหกรณ์อย่างแท้จริง และมีความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป”นายกัณวีย์ กล่าว

รายงานพิเศษ : ฝนหลวงฯก้าวสู่ปีที่5‘สานต่อศาสตร์พระราชา’ พัฒนางานวิจัย-การบินเพิ่มประสิทธิภาพปฏิบัติการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/317305

รายงานพิเศษ : ฝนหลวงฯก้าวสู่ปีที่5‘สานต่อศาสตร์พระราชา’  พัฒนางานวิจัย-การบินเพิ่มประสิทธิภาพปฏิบัติการ

รายงานพิเศษ : ฝนหลวงฯก้าวสู่ปีที่5‘สานต่อศาสตร์พระราชา’ พัฒนางานวิจัย-การบินเพิ่มประสิทธิภาพปฏิบัติการ

วันอังคาร ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้เกียรติเป็นประธานในงานวันคล้ายวันสถาปนากรมฝนหลวงและการบินเกษตร ครบรอบปีที่ 5 วันที่ 25 มกราคม 2561 ณ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร และร่วมแสดงความยินดีแก่ คณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ พร้อมเปิดเผยว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นเพื่อสนองงานตามโครงการพระราชดำริฝนหลวงที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้ทรงพระราชดำริขึ้นเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาความทุกข์ยากของเกษตรกรและประชาชน ที่ประสบกับความแห้งแล้ง ขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค โดยตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา บุคลากรของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจ ในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีฝนหลวงเสมอมา ตามตำราพระราชทานฝนหลวง ซึ่งเป็นศาสตร์พระราชาที่สามารถช่วยเหลือประชาชนในประเทศ ตลอดจนเผยแผ่ แนวทางการแก้ไขปัญหาภัยแล้งไปยังต่างประเทศเพื่อช่วยเหลือประชาชนทั่วไปในระดับโลกด้วย จึงขอให้บุคลากรของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีความมุ่งมั่นและพัฒนางานเกี่ยวกับการปฏิบัติการฝนหลวงให้ดียิ่งขึ้นต่อๆ ไป พร้อมกับภูมิใจในหน้าที่การงานอันมีเกียรติ

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า สำหรับการก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรนั้น ตามที่กรมฝนหลวงฯ ได้กำหนดวิสัยทัศน์ในระยะ 20 ปี ในการเป็นองค์กรชั้นนำในระดับโลกด้านการดัดแปรสภาพอากาศตามศาสตร์ของพระราชาภายในปี 2579 เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งและบรรเทาภัยพิบัติอื่นๆ อันเนื่องมาจากความผันแปรของภูมิอากาศ โดยบริหารจัดการน้ำในชั้นบรรยากาศให้เกิดฝนมีปริมาณและการกระจายที่เหมาะสมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำฝน ตลอดจนการให้บริการด้านการบิน เพื่อสนับสนุนภารกิจการทำฝน การวิจัย และกิจกรรมด้านการเกษตรอื่นๆ โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้มีแนวทางการดำเนิน ความร่วมมือทางวิชาการกับหน่วยงานภายนอกเพิ่มเติมในปีนี้อีก จำนวน 4หน่วยงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการ ดัดแปรสภาพอากาศ บริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ พัฒนาบุคลากร และด้านการบิน โดยมีแนวทางความร่วมมือกับแต่ละหน่วยงาน ดังนี้

1.การดำเนินความร่วมมือกับสำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการดำเนินความร่วมมือด้านวิชาการ โดยจะได้ร่วมกันส่งเสริมการดำเนินการตามมาตรฐานการบิน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และข้อมูลสารสนเทศในการบริหารจัดการพื้นที่ป่าต้นน้ำ รวมทั้งดำเนินการมาตรฐานการซ่อมบำรุงอากาศยาน และพัฒนาศักยภาพของบุคลากรด้านการบิน

2.การดำเนินความร่วมมือกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยร่วมกันวางแผนกำหนดเป้าหมายในการปฏิบัติการฝนหลวงให้สอดคล้องกับแผนบริหารจัดการน้ำใต้ดิน ทั้งในเชิงพื้นที่ ปริมาณ และคุณภาพน้ำ

3.การดำเนินความร่วมมือกับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) เป็นการดำเนินความร่วมมือด้านการวิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพแบบจำลองคาดการณ์สภาพอากาศระยะสั้น โดยใช้ข้อมูลตรวจอากาศชั้นบน เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการฝนหลวง

4.การดำเนินความร่วมมือกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน โดยเป็นการดำเนินความร่วมมือด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เน้นความร่วมมือด้านวิชาการ และการวางแผนการปฏิบัติการ เพื่อความมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำ และสามารถรองรับภาวะวิกฤติของภัยพิบัติได้อย่างเหมาะสม และด้านการวิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยร่วมกันวิจัย พัฒนาด้านวิชาการและเทคโนโลยีการปฏิบัติการฝนหลวงและการดัดแปรสภาพอากาศ

“การบูรณาการความร่วมมือกับทั้ง 4 หน่วยงานดังกล่าวนี้ จะนำไปสู่การบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการและครบวัฏจักรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งน้ำบนฟ้า โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร น้ำผิวดิน โดยกรมชลประทาน ซึ่งทั้ง 2 หน่วยงาน ได้บูรณาการความร่วมมือเพื่อเติมน้ำต้นทุนในเขื่อนกักเก็บน้ำ มาตั้งแต่ปี 2558 และในปี 2561 จะได้ร่วมมือกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เพื่อบริหารจัดการน้ำใต้ดินด้วย นอกจากนี้ ยังนำไปสู่การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ และฟื้นฟูพื้นที่ ป่าต้นน้ำให้มีความอุดมสมบูรณ์ รวมทั้งสร้างความเข้มแข็งด้านการเกษตร ซึ่งผลสัมฤทธิ์จากการดำเนินการดังกล่าว จะเป็นการสืบสานพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช บรมนาถบพิตร ที่มุ่งหวังให้คนไทยมีคุณภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ตลอดจนเป็นการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ เกษตรกรมั่นคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง ทรัพยากรการเกษตรยั่งยืน” นายสุรสีห์ กล่าว

รายงานพิเศษ : ‘ม.เกษตรศาสตร์’เตรียมพร้อม จัดประชุมอธิการบดีนานาชาติกว่า60แห่งทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/317075

รายงานพิเศษ : ‘ม.เกษตรศาสตร์’เตรียมพร้อม  จัดประชุมอธิการบดีนานาชาติกว่า60แห่งทั่วโลก

รายงานพิเศษ : ‘ม.เกษตรศาสตร์’เตรียมพร้อม จัดประชุมอธิการบดีนานาชาติกว่า60แห่งทั่วโลก

วันจันทร์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า บทบาทของมหาวิทยาลัยไทยและมหาวิทยาลัยโลก กับการบริหารจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษารูปแบบใหม่ จำเป็นจะต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้เตรียมจัดการประชุมอธิการบดีนานาชาติ เฉลิมฉลองเนื่องในวาระครบรอบ 75 ปี แห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ KU Presidents Forum: In Celebration on the 75th Anniversary of Kasetsart University ภายใต้หัวข้อของการประชุม “Higher Education Time of Change” มีกำหนดจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 31 มกราคม- 2 กุมภาพันธ์ 2561 ณ ห้องประชุมสุธรรม อารีกุล อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

โดยในการประชุมดังกล่าวจะมีการเปิดให้อธิการบดี ผู้บริหาร บุคลากร นิสิตและนักศึกษา จากมหาวิทยาลัยในประเทศไทยและมหาวิทยาลัยทั่วโลก ได้เข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อการบริหารจัดการศึกษาในอนาคต ประกอบด้วยมหาวิทยาลัยในต่างประเทศจำนวน 12 ประเทศ ได้แก่ ฟินแลนด์ สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น สาธารณรัฐประชาชนจีน เนเธอร์แลนด์ เวียดนาม นิวซีแลนด์ อิตาลี อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ พม่า และลาว รวม 35 แห่ง มหาวิทยาลัยในประเทศไทย รวม 31 แห่ง เอกอัครราชทูต และผู้แทนจาก 4 ประเทศ

ทั้งนี้มหาวิทยาลัยในประเทศไทยและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ต่างปรับตัวปรับการทำงานและจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับสังคมปัจจุบันที่เปลี่ยนไปจากอดีต ทั้งในด้านเทคโนโลยี ลักษณะงานอาชีพใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดจนการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ทำให้จำนวนเยาวชน นิสิต นักศึกษาลดลง มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องเน้นการเรียนการสอนในระดับผู้ใหญ่หรือกลุ่มคนวัยทำงานมากขึ้น นอกจากนี้มหาวิทยาลัยต้องมุ่งสร้างงานวิจัยที่เน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ หลักสูตรศาสตร์แห่งแผ่นดินของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่มีการบูรณาการข้ามศาสตร์ และตอบสนองต่อผู้เรียนซึ่งมีความหลากหลายโดยไม่จำเป็นต้องได้รับปริญญา นับเป็นโอกาสดีที่เราจะได้นำเสนอการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย แลกเปลี่ยนมุมมองกับมหาวิทยาลัยที่เป็นต้นแบบทางการจัดการศึกษาของโลก

ดร.จงรัก กล่าวว่า สำหรับพิธีเปิดการประชุมอธิการบดีนานาชาติ จะมีขึ้นในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 09.00 น. ที่ห้องประชุม สุธรรม อารีกุล อาคารสารนิเทศ 50 ปี มก. ส่วนรูปแบบของการประชุม ประกอบด้วยการปาฐกถาพิเศษและการเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งประเด็นหลักของการประชุมในช่วงเช้าวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 จะมุ่งเน้นรูปแบบการศึกษาของสังคมปัจจุบันที่ไม่เหมือนเดิมและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ต่อด้วยการเสวนาภายใต้ประเด็นหลักที่เกี่ยวกับบทบาทของมหาวิทยาลัย ในการเตรียมการศึกษาในสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลง โดยมีประธานในการเสวนาคือรักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ส่วนประเด็นหลักในช่วงบ่าย จะมุ่งเน้นบทบาทของมหาวิทยาลัยในการผลิตงานวิจัยที่ยั่งยืนและการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม

หลังจากการปาฐกถาพิเศษอีกสองหัวข้อได้แก่ การส่งเสริมการเป็นมหาวิทยาลัยที่ยั่งยืนและมีความรับผิดชอบต่อสังคมเพื่ออนาคต และ การบูรณาการกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ ในการสร้างสรรค์งานวิจัยที่ยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคม จากนั้นจะเป็นการเสวนาภายใต้ประเด็นหลักที่เกี่ยวกับกลยุทธ์ที่มหาวิทยาลัยคู่สัญญาใช้ในการให้เชิญชวนให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ร่วมสร้างงานวิจัยที่ยั่งยืนและแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ต่อจากนั้น การประชุมอธิการบดีการระดับนานาชาติ KU Presidents Forum ก็จะปิดท้ายด้วยการประชุมระหว่างอธิการบดีจากทุกมหาวิทยาลัยที่มาร่วมงาน ต่อด้วยงานเลี้ยงอาหารค่ำที่จะเปิดโอกาสให้มีการสร้างเครือข่ายระหว่างมหาวิทยาลัยตลอดจนคณะวิชาต่างๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่มาร่วมงาน ตามด้วยการร่วมวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์สามบูรพาจารย์ พิธีลงนาม
บันทึกความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และมหาวิทยาลัยคู่สัญญาบางแห่ง

รายงานพิเศษ : ม.เกษตรฯ เตรียมจัดงานวันเกษตรแห่งชาติปี2561 ชูแนวคิด‘ศาสตร์พระราชา พัฒนาเกษตรไทย4.0’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/316147

รายงานพิเศษ : ม.เกษตรฯ เตรียมจัดงานวันเกษตรแห่งชาติปี2561  ชูแนวคิด‘ศาสตร์พระราชา พัฒนาเกษตรไทย4.0’

รายงานพิเศษ : ม.เกษตรฯ เตรียมจัดงานวันเกษตรแห่งชาติปี2561 ชูแนวคิด‘ศาสตร์พระราชา พัฒนาเกษตรไทย4.0’

วันพุธ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ จัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2561 ภายใต้แนวคิด “ศาสตร์พระราชา การพัฒนาเกษตรไทยสู่ 4.0” พร้อมระดม 22 หน่วยงานในสังกัด โชว์นวัตกรรมด้านการเกษตรมาจัดแสดง เชื่อมโยงศาสตร์พระราชาสู่แนวทางพัฒนาเกษตรกรไทย หวังยกระดับคุณภาพชีวิต

ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายบริหารกิจการภายใน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า การจัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2561 ซึ่งปีนี้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับมอบหมายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเจ้าภาพจัดงาน ภายใต้ธีมงาน “ร่วมกันก้าวไป เกษตรไทย 4.0” ซึ่งได้ให้นโยบายหลักการในการทำงานให้น้อมนำศาสตร์พระราชา หลักการทำงาน หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งโครงการพระราชดำริต่างๆ มาบูรณาการและเชื่อมโยงกับศาสตร์อื่นๆ หรือนำมาเป็นต้นแบบในการทำวิจัย การเรียนการสอนที่ปัจจุบันโลกเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน แต่ยังยึดศาสตร์พระราชาเป็นต้นแบบ เป็นตัวตั้งในการตั้งโจทย์ เพื่อศึกษา วิจัย ให้ตอบโจทย์และสามารถแก้ไขปัญหาของประเทศได้ โดยเฉพาะด้านการเกษตร อาหารและเทคโนโลยีชีวภาพในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการลดเวลาการทำงาน ลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ เพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนเพื่อพัฒนาประเทศไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืน ที่สำคัญนักวิจัย นักวิชาการ จะต้องลงพื้นที่จริง ไปคุยกับเกษตรกรชาวบ้าน เพื่อนำปัญหาหรือภูมิปัญญาของท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้านมาศึกษาค้นคว้าวิจัย และร่วมกันสร้างนวัตกรรมใหม่ หรือร่วมกันพัฒนาต่อยอดงานวิจัย อันจะนำมาพัฒนาคุณภาพชีวิต ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชาติให้มีความผาสุกและมีความยั่งยืนตลอดไป

โดยในงานดังกล่าวจะมีการเผยแพร่ผลงานที่ด้านการพัฒนาการเกษตร ผลงานทางวิชาการ ผลงานวิจัย รวมทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมของนักวิจัย ของภาครัฐและเอกชนให้แก่เกษตรกร ประชาชน นักเรียน นิสิตและนักศึกษาได้นำไปบูรณาการและนำไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพหรือในการดำเนินชีวิตประจำวันซึ่งในส่วนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้มีการนำสิ่งประดิษฐ์คิดค้นและพัฒนาผลงานนวัตกรรมงานวิจัยในด้านต่างๆ จำนวน 100 ผลงาน ภายใต้แนวคิด “เทคโนโลยีก้าวไกล พัฒนาเศรษฐกิจไทยไป 4.0” มานำเสนอ สำหรับไฮไลท์การจัดงานวันเกษตรแห่งชาติในส่วนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คือการจัดแสดงนวัตกรรมผลงานวิจัยหรือผลงานที่พัฒนาต่อยอดใหม่ๆ ของนักวิจัย นักวิชาการ และภาครัฐและเอกชนนำมาจัดแสดงภายใต้แนวคิด “เทคโนโลยีก้าวไกล พัฒนาเศรษฐกิจไทยไป 4.0” เปิดให้ชมตั้งแต่เวลา 10.00-17.00 น. ภายในอาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ โดยจัดแบ่งเป็นโซนต่างๆ ประกอบด้วย

นิทรรศการ “เทคโนโลยีก้าวไกล พัฒนาเศรษฐกิจไทยไป 4.0” จำนวน 100 ผลงาน 9 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มเกษตรและการแปรรูป 22 ผลงาน กลุ่มอาหาร 13 ผลงาน กลุ่มเครื่องจักร เครื่องมือ จำนวน 5 ผลงาน กลุ่มสิ่งแวดล้อม 6 ผลงาน กลุ่มสัตว์และประมง 15 ผลงาน กลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 13 ผลงาน อาทิ กลุ่มผลงานที่ได้รับรางวัลของ มก. 12 ผลงาน กลุ่มภาคเอกชนที่รับอนุญาตให้ใช้สิทธิในงานวิจัย จำนวน 9 ผลงาน และกลุ่มหน่วยงาน มก. จำนวน 5 ผลงาน อาทิ UBI TM FIN FIN INNOVATION Cordybiotech

นอกจากนี้ จะมีการสาธิตผลงานนวัตกรรม การฝึกอบรมวิชาชีพระยะสั้น การจัดแสดงผลงานผลิตภัณฑ์ ที่เป็นอาหาร และไม่ใช่อาหาร ผลิตภัณฑ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่ชนะการประกวด Thailand Green Design Awards 2018 ผลิตภัณฑ์จาก KU Farm Ku Outlet รวมทั้งการประกวดและการแสดง อาทิ แนวคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรมเพื่อพัฒนาอาหารและบรรจุภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคยุคใหม่ การประกวดไม้ดอก ไม้ประดับ กล้วยไม้ ผลไม้ สัตว์เลี้ยง (แพะ แกะ) ปลากัด การจัดตู้ปลาสำหรับนักเรียนระดับต่างๆ กิจกรรมการจำหน่ายของชมรม สโมสร และร้านอาหารของนิสิตคณะต่างๆ ตลอดจนการแสดงศิลปวัฒนธรรมบนเวทีกลาง และตลาดนัด 13 โซน เพื่อเปิดพื้นที่ให้กลุ่มเกษตรกร กลุ่มสหกรณ์การเกษตร องค์กรการเกษตร มาจำหน่ายสินค้า ผลิตผลทางการเกษตร เช่น ข้าวสาร มะขามหวาน ผลิตภัณฑ์แปรรูป หอมกระเทียม เทคโนโลยีการเกษตร เครื่องจักรกลการเกษตร ต้นไม้ อุปกรณ์ทางการเกษตร นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นและของเด่นของดังจาก 8 ตลาดน้ำ ตลาดบก ตลาดโบราณ และสินค้าอื่นๆ อีกมากมาจำหน่ายภายในงาน

ดร.ดำรงค์ กล่าวอีกว่า ในปีนี้นับเป็นครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้มีการพัฒนาระบบการจัดจำหน่ายสินค้าด้วยเทคโนโลยี เพื่อประหยัดการใช้ทรัพยากรการผลิตเงินตราและธนบัตร เพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาลสู่ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งมหาวิทยาลัยโดยความร่วมมือจากธนาคารไทยพาณิชย์ ในการซื้อสินค้าในงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2561 สามารถซื้อสินค้าจากร้านค้าภายในงานผ่านการสแกน QR Code ด้วย แอพพลิเคชั่นจากธนาคารต่างๆ และมีโปรโมชั่นพิเศษ เฉพาะผู้ใช้ SCB Easy App อีกช่องทางหนึ่งด้วย ในส่วนของการประชุมทางวิชาการ ครั้งที่ 56 ภายใต้หัวข้อ “ศาสตร์เกษตรสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ซึ่งมหาวิทยาลัยได้ร่วมกับทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานอื่นๆ มาร่วมจัด ในวันที่ 30 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2561 ณ อาคารจุฬาภรณ์พิศาลศิลป์ และอาคารศูนย์เรียนรวม 3 โดยงานวันเกษตรแห่งชาติ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 มกราคม – 3 กุมภาพันธ์ 2561 ณ บริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ติดตามรายละเอียดงานวันเกษตรแห่งชาติได้ http://www.ku.ac.th/

รายงานพิเศษ : สมาคมสื่อมวลชนเกษตรฯ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดกิจกรรมวันเด็กพร้อมมอบทุนการศึกษาประจำปี 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/315659

รายงานพิเศษ : สมาคมสื่อมวลชนเกษตรฯ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  จัดกิจกรรมวันเด็กพร้อมมอบทุนการศึกษาประจำปี 2561

รายงานพิเศษ : สมาคมสื่อมวลชนเกษตรฯ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดกิจกรรมวันเด็กพร้อมมอบทุนการศึกษาประจำปี 2561

วันจันทร์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

13 มกราคม 2561 ที่ผ่านมา สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทยร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขน ได้จัดกิจกรรมงานวันเด็กพร้อมกับมอบทุนการศึกษาให้กับบุตรธิดาของสมาชิกโดยมี ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์รักษาการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เป็นประธานเปิดงานพิธีมอบทุนการศึกษาบุตร-ธิดา ประจำปี 2561 พร้อมด้วย นายสาโรช บุญแสง ประธานที่ปรึกษาสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย ในฐานะผู้ก่อตั้งโครงการมอบทุนการศึกษา รวมไปถึง
ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่ร่วมสนับสนุนทุนการศึกษาได้เข้าร่วมมอบทุนในกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย

ทั้งนี้ กิจกรรมการมอบทุนการศึกษาให้กับบุตรธิดาของสมาชิกสมาคมฯ ได้จัดขึ้นเป็นประจำของทุกปีในช่วงวันเสาร์ที่สองของเดือนมกรคม ตรงกับวันเด็ก โดยภายในงานจะประกอบไปด้วยกิจกรรมสำหรับเด็กๆ ได้แก่ การเล่นเกมส์ชิงรางวัลต่างๆ มากมาย พร้อมด้วยซุ้มอาหารจากผู้สนับสนุนการจัดงานในครั้งนี้ทั้งจากภาครัฐเอกชน และกลุ่มเกษตรกรต่างๆ ที่นำอาหารทั้งคาวหวานมาไว้บริการให้กับเด็กและผู้สื่อข่าว นอกจากกิจกรรมการมอบทุนการศึกษา และกิจกรรมวันเด็กแล้ว ยังมีกิจกรรมร้อยดวงใจ สายสัมพันธ์ ครอบครัวสื่อมวลชนสายเกษตร ซึ่งจัดขึ้นโดย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ร่วมกับสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย อีกด้วย

 

รายงานพิเศษ : รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ภายใต้รัฐบาลยุคคสช. พ.ศ. 2557–ปัจจุบัน (3)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/315201

รายงานพิเศษ : รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ภายใต้รัฐบาลยุคคสช. พ.ศ. 2557–ปัจจุบัน (3)

รายงานพิเศษ : รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ภายใต้รัฐบาลยุคคสช. พ.ศ. 2557–ปัจจุบัน (3)

วันศุกร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

อีกประการหนึ่ง การแต่งตั้งผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.)ท่านได้เสนอแต่งตั้ง นายธีธัช สุขสะอาด เป็นผู้ว่าฯกยท. และแต่งตั้ง พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข มาเป็นประธานกรรมการ กยท. ไม่ทราบว่าท่านได้รู้จัก นายธีธัช และประวัติของนายคนนี้มากน้อยเพียงใด อดีตที่ นายธีธัช เคยเป็น ผอ.องค์การตลาด กระทรวงมหาดไทย ได้สร้างวีรกรรมอะไรไว้บ้าง มีความรู้ความสามารถในเรื่องยางอย่างไร

ตลอดระยะเวลาที่ นายธีธัช ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯกยท. เป็นช่วงที่ราคายางตกต่ำอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรชาวสวนยางจึงรวมตัวกันในรูปของสหกรณ์ สมาคม สหพันธ์ชาวสวนยาง และออกมาเคลื่อนไหวให้มีการปลด นายธีธัช รวมทั้งให้มีการตรวจสอบเรื่องความโปร่งใสในการบริหารงานหลายๆ เรื่อง จนต้องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่หลังจาก พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ พ้นตำแหน่ง รมว.เกษตรฯ ไปแล้วไม่ทราบว่าผลการตรวจสอบออกมาเป็นอย่างไร

พล.อ.ฉัตรชัย ยังได้สร้างวีรกรรมเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ท่านจะจากไป คือ ย้าย นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ที่ท่านแต่งตั้งด้วยมือของท่านเอง พ้นจากปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และแต่งตั้ง นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อดีตอธิบดีกรมชลประทาน เป็นปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560 ซึ่งมีเวลาทำงานเพียง 1 ปี คุณเลิศวิโรจน์ จะเกษียณอายุราชการใน
วันที่ 30 กันยายน 2561

ตลอดเวลา 2 ปี 3 เดือน 4 วัน (19 สิงหาคม 2558 – 23 พฤศจิกายน 2560) นับว่าเป็นช่วงตกต่ำที่สุด และมีการใช้งบประมาณมากที่สุดของกระทรวงเกษตรฯ และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยไม่ได้มีการพัฒนาอาชีพการเกษตรที่จะก่อให้เกิดความยั่งยืนต่อไปในอนาคต

3.เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 เราก็ได้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คนที่ 3 ในยุค คสช. คือ นายกฤษฎา บุญราช ที่เพิ่งเกษียณอายุราชการจากปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมกับรัฐมนตรีช่วย อีก 2 ท่าน คือ นายลักษณ์ วจนานวัช อดีตผู้จัดการธ.ก.ส.และ นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง ฯลฯ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โชคดีที่ได้ คุณกฤษฎามาเป็นรัฐมนตรีว่าการ ถึงแม้ผมจะไม่รู้จักท่านเป็นการส่วนตัว แต่ได้ติดตามผลงานของท่านมาโดยตลอด และในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
ผมได้มีโอกาสร่วมประชุมกับท่านหลายครั้ง ในฐานะที่ผมเป็นกรรมการของ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เป็นหัวหน้าทีมภาครัฐ และ คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี เป็นหัวหน้าทีมภาคเอกชนผมได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ท่านกฤษฎา บุญราช เป็นผู้ใหญ่ที่พูดน้อย มีหลักการ เป็นที่ยอมรับของ รมว.มหาดไทย และข้าราชการกระทรวงมหาดไทย สามารถทำงานร่วมกับภาคเอกชนได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ การที่ท่านได้ปฏิบัติงานในภูมิภาคตั้งแต่ระดับอำเภอ จากนายอำเภอจนเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดหลายจังหวัด จนมาเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย ท่านน่าจะมีความเข้าใจถึงสภาพความเป็นอยู่ของพี่น้องในชนบท ซึ่งรวมถึงพี่น้องเกษตรกร อันเป็นบุคคลกลุ่มใหญ่ในชนบทได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในยุค คสช. ที่คนในภาคการเกษตรไม่ได้รับโอกาสมากนักในการเข้าไปร่วมทำงานกับ คสช.ไม่ว่าจะในสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ทั้ง 11 ด้าน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หรือคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ คุณกฤษฎา บุญราช จึงน่าจะเป็นบุคคลที่เหมาะสมที่สุดที่จะเข้ามาเป็นผู้ขับเคลื่อนการทำงานของกระทรวงเกษตรฯ

สำหรับ คุณลักษณ์ วจนานวัช ซึ่งอดีตเคยเป็นผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การ เกษตร ท่านมีพื้นความรู้ทางด้านการเกษตร และเศรษฐศาสตร์การเกษตรเป็นอย่างดี โดยเฉพาะในขณะที่ท่านดำรงตำแหน่งผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ท่านได้นำพาให้ ธ.ก.ส. ผ่านพ้นวิกฤติจากโครงการรับจำนำข้าวในสมัยของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ ธ.ก.ส. เป็นหน่วยงานหลักในการบริหารการจ่ายเงินให้แก่เกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการรับจำนำ ซึ่งมีเกษตรกรจำนวนมาก และใช้วงเงินมหาศาล แต่ ธ.ก.ส. ก็สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยประสบการณ์และความเข้าใจในสภาพความเป็นอยู่ ความยากลำบากในการประกอบอาชีพ และความต้องการของพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะเงินทุนและปัจจัยพื้นฐานอื่นๆ ที่จะเป็นเครื่องมือสนับสนุนประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกร ประกอบกับบุคลิกภาพที่อ่อนน้อม และผ่านงานใหญ่มามาก ท่านน่าจะเป็นกลไกอันสำคัญที่สามารถจะทำงานร่วมกับปลัดกระทรวง อธิบดี ข้าราชการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจนพี่น้องเกษตรกรได้เป็นอย่างดี

ส่วน คุณวิวัฒน์ ศัลยกำธร ผมไม่เคยรู้จัก แต่ในฐานะที่ผมเป็นนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเคยเป็นข้าราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ได้รับทราบว่าท่านผู้นี้ มักดูถูกและสบประมาทพวกเราอยู่เสมอ และเมื่อคุณวิวัฒน์ ได้มาเป็น รมช.เกษตรฯ และมีที่ปรึกษาที่คิดว่าตัวเองเก่งกว่าทุกคนเข้ามาร่วมทำงานหลายท่านซึ่งต่างก็อ้างตัวเป็นปราชญ์ เป็นผู้รู้เรื่องการเกษตรที่ไม่มีใครเทียบได้ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ ได้สร้างศูนย์ฝึกอบรมของตัวเอง รวมทั้งเครือข่ายและกำลังผลักดันที่จะให้มีการใช้ศูนย์เหล่านี้ ขับเคลื่อนงานของกระทรวงเกษตรฯ แทนที่จะดำเนินการผ่านศูนย์วิจัยและพัฒนา หรือ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) จะเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายและงบประมาณ และเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interests)

ผมเกรงว่า ด้วยวิธีการของท่าน อาจจะไม่ได้รับความร่วมมือจากข้าราชการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และในระยะเวลาที่ผ่านมาเพียง 2 เดือน คุณวิวัฒน์ เป็นรัฐมนตรีที่ออกมาให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนมากที่สุด และที่ท่านพูดเร็วไปก็คือเรื่องการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น

ในฐานะที่ผมเป็นนักเกษตร อดีตข้าราชการสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และปัจจุบันผันตัวมาเป็นเกษตรกร ขอเอาใจช่วยท่านรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คนที่ 3 ในยุค คสช. ให้นำพาพี่น้องเกษตรกรไปสู่อนาคตที่ดีขึ้นตามเจตนารมณ์ของรัฐบาลต่อไป

อนันต์ ดาโลดม

นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย