รายงานพิเศษ : เจาะอุโมงค์ส่งน้ำแม่กวง…บูรณาการหน่วยงานน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/324763

รายงานพิเศษ : เจาะอุโมงค์ส่งน้ำแม่กวง...บูรณาการหน่วยงานน้ำ

รายงานพิเศษ : เจาะอุโมงค์ส่งน้ำแม่กวง…บูรณาการหน่วยงานน้ำ

วันอังคาร ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในเรื่องการแก้ปัญหาเกี่ยวกับน้ำของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และคุณภาพน้ำ เพราะน้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาประเทศ

แต่ปัจจุบันมีหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำกว่า 30 หน่วยงาน ทำงานซ้ำซ้อนขาดประสิทธิภาพ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และนายกรัฐมนตรี จึงมีคำสั่ง ที่ 46/2560 จัดตั้ง สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำของประเทศทั้งระบบมีเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงาน โดยทำหน้าที่บูรณาการงาน ข้อมูล แผนงาน โครงการ งบประมาณ ตลอดจนการติดตามประเมินผล และควบคุมการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำของประเทศ ให้เป็นไปตามเป้าหมาย

โครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธาร จ.เชียงใหม่ เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่ใช้งบมากกว่า 15,000 ล้านบาท ที่ถูกนำมาเร่งรัดดำเนินการตามคำสั่งการดังกล่าว เนื่องจากมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน โดยมีกรมชลประทานเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงาน

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ผ่านมาการดำเนินโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ค่อนข้างจะล่าช้า จึงได้สั่งการให้ สทนช. เร่งรัดบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับนโยบายและพื้นที่ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามแผนที่วางไว้ และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ในเรื่องการสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำภาคการผลิต (เกษตรและอุตสาหกรรม) และการจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย ซึ่งโครงการนี้จะสามารถสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำ แก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ น้ำท่วม และคุณภาพน้ำในลุ่มน้ำปิงได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า ในปัจจุบันการเติบโตทั้งทางด้านการท่องเที่ยว อุตสาหกรรม และการขยายตัวของชุมชนในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูนเป็นไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มีความต้องการใช้น้ำในปริมาณที่สูงกว่าปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำเป็นปริมาณปีละ 137 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) และในอนาคตมีแนวโน้มว่าจะขาดแคลนน้ำมากถึงปีละ 173 ล้านลบ.ม.

โครงการเพิ่มปริมาณนํ้าในอ่างเก็บนํ้าเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จังหวัดเชียงใหม่ เป็นการพัฒนาลุ่มน้ำปิงตอนบนซึ่งมีลุ่มน้ำสาขาสำคัญๆ 3 ลุ่มน้ำคือ ลุ่มน้ำแม่กวง ลุ่มน้ำแม่งัด และลุ่มน้ำแม่แตง โดยที่ผ่านมาได้มีการสร้างอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธาราอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตั้งแต่ปี พ.ศ.2519 เพื่อประโยชน์ด้านอุปโภค บริโภค และการเกษตร ในเขตพื้นที่ จ.เชียงใหม่และลำพูน แต่มีปัญหาน้ำไม่เพียงพอกับความต้องการ ประกอบน้ำปริมาณน้ำท่าที่ไหลลงอ่างฯโดยเฉลี่ยในแต่ละปีจะมีน้อยกว่าปริมาณความจุ ในขณะที่ปริมาณน้ำท่า ในลุ่มน้ำแม่งัด และแม่แตง ในฤดูฝนจะมีปริมาณน้ำมากเกินความต้องการเกิดภาวะน้ำท่วมเป็นประจำ

ดังนั้นเพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในทั้ง 3 ลุ่มน้ำดังกล่าว ซึ่งล้วนเป็นลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำปิง เกิดประโยชน์สูงสุด จึงได้ดำเนินโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธาราดังกล่าว โดยเจาะอุโมงค์ส่งน้ำเพื่อส่งน้ำจากลำน้ำแม่แตง ในส่วนที่เกินความต้องการช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนพฤศจิกายน ประมาณ 113 ล้านลบ.ม.ต่อปี ไปยังอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล และผันน้ำส่วนเกินของอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ประมาณ 47 ล้านลบ.ม.ต่อปี ผ่านอุโมงค์ส่งน้ำไปยังอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา รวมปริมาณน้ำที่ผันทั้งสิ้นประมาณ 160 ล้านลบ.ม.ต่อปี

นอกจากนี้ยังจะดำเนินโครงการส่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล กลับไปยังระบบส่งน้ำของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แตง เพื่อสนับสนุนให้พื้นที่การเกษตรในลุ่มน้ำแม่แตงในฤดูแล้งประมาณ 25 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีอีกด้วย ซึ่งจะทำให้ประชาชนที่อยู่ทั้ง 3 ลุ่มน้ำย่อยของลุ่มน้ำปิง ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ ทำให้มีความมั่นคงในเรื่องน้ำตลอดปี ทั้งน้ำเพื่อการเกษตร การอุปโภคบริโภค ลดปัญหาน้ำท่วมโดยเฉพาะในลุ่มน้ำแม่แตง รวมทั้งพื้นที่เศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่

อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างจะล่าช้ากว่าแผนที่กำหนดไว้ เนื่องจากซึ่งโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่มีการเจาะอุโมงค์ส่งน้ำที่ใหญ่และยาวที่สุดในประเทศไทย ทำให้มีหลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า แม้การดำเนินงานขณะนี้จะล่าช้าไปบ้าง กรมชลประทานจะบูรณาการกับ สทนช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งดำเนินงานโครงการดังกล่าว ให้แล้วเสร็จตามแผนงาน คือ ภายในปี 2564 เพื่อสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำ แก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ ปัญหาน้ำท่วม และปัญหาคุณภาพน้ำในลุ่มน้ำปิงอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

สำหรับความก้าวหน้าในการก่อสร้างนั้น ซึ่งจะแบ่งการขุดเจาะอุโมงค์ส่งน้ำออกเป็น 2 ช่วง ด้วยกันคือ อุโมงค์ส่งน้ำช่วงแม่งัด-แม่กวง และอาคารประกอบ ระยะทาง 22.975 กิโลเมตร ปัจจุบันสามารถขุดได้ระยะทาง 4,713 เมตร คิดเป็นความก้าวหน้า 26.604% ส่วนช่วงที่ 2 คือ อุโมงค์ส่งน้ำช่วงแม่แตง-แม่งัดและอาคารประกอบ ระยะทาง 25.624 กิโลเมตร ปัจจุบันสามารถขุดได้ระยะทาง 647 เมตร คิดเป็นความก้าวหน้า 9.945 %

ส่วนการขอใช้พื้นที่ในการดำเนินโครงการในส่วนที่เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ประมาณ 745 ไร่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อนุมัติเรียบร้อยแล้ว จะเหลือ
เฉพาะพื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติศรีลานนา จำนวนประมาณ 229 ไร่ อยู่ระหว่างการเสนอคณะรัฐมนตรี เห็นชอบในหลักการเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติ

“เมื่อโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธาราแล้วเสร็จ จะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนของอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธาราเฉลี่ยปีละประมาณ 160 ล้านลบ.ม. ซึ่งจะใช้ในการเกษตร อุปโภค-บริโภค อุตสาหกรรม และรักษาระบบนิเวศ ช่วยเพิ่มเสถียรภาพการส่งน้ำของพื้นที่ชลประทานโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จำนวน 175,000 ไร่ และ เพิ่มพื้นที่เพาะปลูกช่วงฤดูแล้งของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แตง จำนวน 14,550 ไร่ ช่วยสนับสนุนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การท่องเที่ยว และภาคอุตสาหกรรม ในเขตพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน จากปีละ 13.31 ล้านลบ.ม. เป็น 49.99 ล้านลบ.ม.” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังจะเพิ่มขีดความสามารถและประสิทธิภาพในการจัดการน้ำในลุ่มน้ำปิงตอนบน โดยกรมชลประทานจะนำระบบโทรมาตรและระบบเตือนภัยน้ำท่วมมาใช้ในการบริหารจัดการน้ำและเตือนภัยจากน้ำหลากที่เกิดขึ้นล่วงหน้าอีกด้วย

สทนช.จะเป็นหน่วยงานหลักร่วมบูรณาการกับกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างอุโมงค์ส่งน้ำที่ใหญ่จะยาวที่สุดในประเทศไทยครั้งนี้ สำเร็จได้ตามเป้าหมายหรือไม่ ปี 2564 รู้กัน….

รายงานพิเศษ : ‘ศูนย์ถ่ายทอดฯสหกรณ์ที่18’ ร่วมกิจกรรมส่งเสริมการออมฯสหกรณ์เกษตรสะบ้าย้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/324518

รายงานพิเศษ : ‘ศูนย์ถ่ายทอดฯสหกรณ์ที่18’  ร่วมกิจกรรมส่งเสริมการออมฯสหกรณ์เกษตรสะบ้าย้อย

รายงานพิเศษ : ‘ศูนย์ถ่ายทอดฯสหกรณ์ที่18’ ร่วมกิจกรรมส่งเสริมการออมฯสหกรณ์เกษตรสะบ้าย้อย

วันจันทร์ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 18 จังหวัดสงขลา ร่วมจัดนิทรรศการด้านการสหกรณ์และจัดกิจกรรมเรียนรู้การสหกรณ์ให้แก่สมาชิกสหกรณ์ และผู้เข้าร่วมงานโครงการส่งเสริมการออมและพบปะสมาชิกสัมพันธ์ ครอบครัวเดียวกันประจำปี 2561 ณ อาคารศูนย์รวบรวมผลิตผลทางการเกษตรสหกรณ์การเกษตรสะบ้าย้อย จำกัด เพื่อเผยแพร่ความรู้เรื่องการสหกรณ์สู่สมาชิกสหกรณ์และบุคลากรของชุมชน

นางสาวประโลมใจ เนียมแกล้ว ผู้อำนวยการศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 18 จังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 18 จังหวัดสงขลา ได้มอบหมายให้ นางสาวจิราภรณ์ คำบาง นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการ และเจ้าหน้าที่ร่วมจัดนิทรรศการด้านการสหกรณ์ และจัดกิจกรรมเรียนรู้การสหกรณ์ให้แก่สมาชิกสหกรณ์และผู้เข้าร่วมงานโครงการส่งเสริมการออมและพบปะสมาชิกสัมพันธ์ ครอบครัวเดียวกัน ประจำปี 2561 ของสหกรณ์การเกษตรสะบ้าย้อย จำกัด พร้อมเปิดตลาดสีเขียว ณ อาคารศูนย์รวบรวมผลิตผลทางการเกษตรสหกรณ์การเกษตรสะบ้าย้อย จำกัด ซึ่งถือเป็นประเพณีที่จัดต่อเนื่องกันมาทุกปี เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์ได้ตระหนักถึงการเก็บออม สร้างบำเหน็จให้กับตนเอง มีภูมิคุ้มกันในชีวิตบั้นปลายหลังวัยเกษียณ สร้างความแข็งแกร่งในด้านเงินทุนให้กับองค์กร สมาชิกเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ต่ำลง สร้างความรักความสามัคคีในหมู่คณะต่างวัฒนธรรม

โดยในการจัดงานครั้งนี้มีการจัดให้กลุ่มสมาชิกนำผลผลิตทางการเกษตรมาออกร้านจำหน่าย ซึ่งเป็นการเริ่มต้นการพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรของสมาชิกให้มีความมั่นคง ยั่งยืน สร้างเสริมรายได้ให้กับสมาชิกสหกรณ์การเกษตรสะบ้าย้อย จำกัด อีกด้วย สำหรับในปี 2561 มีสมาชิกสหกรณ์ มาร่วมงานกว่า 1,000 คน และสามารถออมเงินเข้าร่วมโครงการ เป็นจำนวน 4,300,000 บาท สมาชิกสหกรณ์นำสินค้าทางการเกษตรมาจำหน่ายในงาน จำนวน 46 ร้าน

ทั้งนี้ สหกรณ์การเกษตรสะบ้าย้อย จำกัด จัดตั้งและได้รับการจดทะเบียน เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2520 ปัจจุบันดำเนินการ
มาแล้ว 41 ปี มีทุนดำเนินงานรวม 400 ล้านบาท มีสมาชิกทั้งสิ้น 2,141 คน แบ่งเป็นกลุ่มสมาชิก จำนวน 46 กลุ่ม กระจายอยู่ทั้งอำเภอสะบ้าย้อย สมาชิกมีทั้งไทยพุทธและไทยมุสลิม โดยมีการดำเนินธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่ายสหกรณ์ฯ จัดหาสินค้ามาจำหน่าย มีสินค้า ข้าวสาร ปุ๋ย อาหารสัตว์ เคมีการเกษตร และวัสดุอุปกรณ์การเกษตรอื่นๆ ที่จำเป็น จำหน่ายในราคาสมาชิกและบุคคลภายนอก ทั้งเงินสดและเงินเชื่อ ธุรกิจรับฝากและออมเงิน เพื่อส่งเสริมการออมของสมาชิกสหกรณ์และครอบครัว ประกอบด้วย เงินฝากสัจจะออมทรัพย์ เงินฝากออมทรัพย์(เผื่อเรียก) เงินฝากออมทรัพย์พิเศษ ธุรกิจการให้เงินกู้แก่สมาชิก เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรสมาชิกเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพ ประกอบด้วย เงินกู้ระยะสั้น
เงินกู้ระยะปานกลาง เงินกู้ระยะยาวและเงินกู้ในอำนาจผู้จัดการ กรณีฉุกเฉิน ใช้หุ้น สัจจะและเงินฝาก หรือทุกอย่างรวมกันค้ำประกัน ธุรกิจรวบรวมผลิตผลทางการเกษตร เพื่อการรวบรวมและรับซื้อผลผลิตจากสมาชิกหรือเกษตรกรทั่วไป เพื่อเป็นการสร้างอำนาจต่อรองในการขายผลผลิตในตลาด ยกระดับราคาผลผลิต ซึ่งเป็นการช่วยเหลือสมาชิกให้ขายผลผลิต ได้ในราคาที่เป็นธรรม และไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบในเรื่องของการชั่ง และด้านราคา

“การจัดโครงการส่งเสริมการออมและพบปะสมาชิกสัมพันธ์ครอบครัวเดียวกัน ประจำปี 2561 ของสหกรณ์การเกษตรสะบ้าย้อย จำกัด เป็นการร่วมขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในการยกระดับคน การบริหารจัดการมาตรฐานสินค้าเกษตร สู่เกษตร 4.0 (Enhancing Man, Management and Standard toward Agriculture 4.0) เพื่อสร้างความเข้มแข็งของสมาชิกและสหกรณ์ ภายใต้แนวทางการดำเนินการ ประกอบด้วย การพัฒนาอาชีพแก่สมาชิก การส่งเสริมการออม และการส่งเสริมการจัดสวัสดิการเพื่อสมาชิก ซึ่งในโครงการดังกล่าว ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 18 จังหวัดสงขลา ได้ร่วมจัดนิทรรศการด้านการสหกรณ์และจัดกิจกรรมเรียนรู้การสหกรณ์ให้แก่สมาชิกสหกรณ์และผู้เข้าร่วมงาน เพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้เรื่องการสหกรณ์สู่สมาชิกสหกรณ์และบุคลากรของชุมชน และส่งเสริมให้สหกรณ์การเกษตรสะบ้าย้อย จำกัด เป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนชุมชนสู่ความยั่งยืนต่อไป”นางสาวประโลมใจ กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : ‘16มีนาคม’ร่วมรำลึกวันสถาปนากรมการข้าว หน่วยงานต้นน้ำกำหนดอนาคตภาคการผลิตข้าวไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323991

รายงานพิเศษ : ‘16มีนาคม’ร่วมรำลึกวันสถาปนากรมการข้าว  หน่วยงานต้นน้ำกำหนดอนาคตภาคการผลิตข้าวไทย

รายงานพิเศษ : ‘16มีนาคม’ร่วมรำลึกวันสถาปนากรมการข้าว หน่วยงานต้นน้ำกำหนดอนาคตภาคการผลิตข้าวไทย

วันศุกร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ผ่านมาแล้ว 12 ปี สำหรับการจัดตั้งกรมการข้าว หน่วยงานภายในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้รับการสถาปนาให้เป็นองค์กรภาครัฐอีกหน่วยงานหนึ่ง เมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2549 เพื่อให้เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการค้นคว้าวิจัยปรับปรุงพันธุ์ข้าว เทคโนโลยีการผลิตข้าว และส่งเสริมการผลิตข้าวทั้งระบบสู่ชาวนาทั่วประเทศ ถือเป็นต้นน้ำที่มีความหมายอย่างยิ่งใหญ่ในการกำหนดอนาคตของข้าวไทย

ภารกิจของหน่วยงานกรมการข้าวนี้ ครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์ เสนอแนะ การจัดทำยุทธศาสตร์ด้านการผลิตข้าวของประเทศ การศึกษาวิจัยพัฒนาพันธุ์ การนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้
ในการพัฒนาการผลิตและการแปรรูปข้าวให้เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ การอนุรักษ์พันธุกรรมข้าว การผลิตและการกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว การส่งเสริมสนับสนุนการจัดการสินค้าข้าว การตรวจสอบและรับรองมาตรฐานข้าว การสร้างมูลค่าเพิ่ม การแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การเผยแพร่องค์ความรู้เรื่องข้าวแก่ชาวนาและผู้ประกอบการค้าข้าว รวมทั้งการอนุรักษ์และส่งเสริมวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านข้าว และการร่วมมือกับต่างประเทศ โดยทุกภารกิจล้วนสนองนโยบายภาครัฐและมุ่งหวังให้ภาคการผลิตข้าวของประเทศถูกยกระดับขึ้น ขณะเดียวกันชาวนาได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง มีรายได้มั่นคง และเกิดความยั่งยืนในอาชีพ

การขับเคลื่อนงานกรมการข้าวต่อจากนี้ไปนั้น นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว ผู้นำคนปัจจุบัน กล่าวว่า กรมการข้าวยึดหลักการดำเนินงานการขับเคลื่อนตามนโยบายสำคัญปี 2561 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ปัจจุบันนี้มีนายกฤษฎา บุญราช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเป็นนโยบายที่สานต่อจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ท่านก่อน โดยมีนโยบายสำคัญคือ แผนการขับเคลื่อน Smart Agricultural Curve ปี 2561 ที่กำหนดให้เป็นปีแห่งการพัฒนาคน และยกระดับการบริหารจัดการ ซึ่งกรมการข้าวมีแผนขับเคลื่อนเรื่องนี้ ได้แก่ แผนการผลิตข้าวครบวงจร ทั้งนี้ขับเคลื่อนงานตามแนวทางการปฏิบัติงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยึดหลัก 3 ต. (ต่อ เติม แต่ง) ให้เกิดความใกล้ชิดกับประชาชน มีบุคลากรพื้นที่อยู่หน้างาน การทำงานอยู่ในกรอบแนวทางการพัฒนาการเกษตรไปสู่ความยั่งยืน และเกิดการพัฒนาฐานข้อมูล

การดำเนินงานด้านข้าวของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนายลักษณ์ วจนานวัชรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้คุมทัพเน้นการทำงานสนองนโยบายรัฐบาลในเรื่องราคาข้าว การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าว การนำองค์ความรู้ด้านการเกษตร ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ เข้ามาช่วยในการทำการเกษตรสมัยใหม่ การรวมกลุ่มของชาวนาเป็นกลุ่มเกษตรกรหรือสหกรณ์ การเผยแพร่ข้อมูลองค์ความรู้เรื่องการตลาด และการสนับสนุนปัจจัยพื้นฐานที่เอื้ออำนวยต่อการผลิตภาคการเกษตรให้เพียงพอและมีความสมบูรณ์มากขึ้น ขณะที่การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านข้าวของกรมการข้าวมุ่งที่โครงการสำคัญต่างๆ อาทิ โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (นาแปลงใหญ่) โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ โครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าว GAP ครบวงจร โครงการส่งเสริมระบบการเกษตรแบบแม่นยำสูง โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพชั้นเลิศ โครงการส่งเสริมการผลิตและการตลาดข้าวพันธุ์ กข43 เพื่อสุขภาพแบบครบวงจร

ในวาระเวียนมาบรรจบครบรอบปีที่ 12 ของกรมการข้าวนี้ กรมการข้าวได้จัดงานวันสถาปนากรมการข้าว เนื่องในโอกาสครบรอบ 12 ปี เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมรำลึกถึงวันสถาปนากรมการข้าว พร้อมทั้งได้มีโอกาสเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานด้านการวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้องด้านข้าวในรอบ 12 ปี และสร้างขวัญกำลังใจให้แก่บุคลากรของกรมการข้าว เครือข่ายชาวนา รวมถึงองค์กรภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 14-16 มีนาคม 2561 มีรายละเอียดดังนี้

วันที่ 14 มีนาคม 2561 พิธีเปิดการประชุมวิชาการประจำปี 2561 “ยกระดับข้าวไทยด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี” โดยนายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ โรงแรมมารวยการ์เด้น การประชุมวิชาการนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-15 มีนาคม 2561 มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอผลงานวิชาการ นวัตกรรม และเทคโนโลยีด้านข้าวของกรมการข้าว สู่การนำไปใช้ประโยชน์ ตลอดจนเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างนักวิชาการและผู้เกี่ยวข้อง

วันที่ 16 มีนาคม 2561 ซึ่งเป็นวันสถาปนากรมการข้าวเริ่มจากภาคเช้าเวลา 07.00 น. ถวายภัตตาหารเช้าแด่พระสงฆ์ จำนวน 9 รูป พิธีบวงสรวงแม่โพสพ พิธีไหว้ศาลพระภูมิ พิธีไหว้เจ้าที่ และพิธีสงฆ์ จากนั้นเวลาประมาณ 08.30 น. เป็นต้นไป เป็นพิธีร่วมแสดงความยินดีจากหน่วยงานต่างๆ โดยกำหนดรับบริจาคเงินสมทบทุนศิริราชมูลนิธิเพื่อก่อสร้าง “อาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา” แทนการรับดอกไม้ และมอบของที่ระลึกให้แขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงาน จากนั้นเป็นพิธีมอบโล่รางวัลหน่วยงานดีเด่นของกรมการข้าวและบุคลากรดีเด่นของกรมการข้าว “คนดีศรีข้าว” และพิธีรับมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์

อนันต์ สุวรรณรัตน์

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมสหกรณ์ ขยายความร่วมมือไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323303

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมสหกรณ์  ขยายความร่วมมือไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมสหกรณ์ ขยายความร่วมมือไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

วันอังคาร ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 5 นครราชสีมา ขยายความร่วมมือส่งเสริมงานสหกรณ์ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับกรมส่งเสริมกสิกรรมและสหกรณ์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จัดทำหลักสูตร “การจัดตั้งสหกรณ์ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการจัดตั้งสหกรณ์และมีความรู้เกี่ยวกับธุรกิจในรูปแบบสหกรณ์ได้อย่างถูกต้อง เพื่อที่จะสามารถจัดตั้งสหกรณ์ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งจะเป็นกลไกหลักในการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมในภูมิภาคให้มีความเข้มแข็ง มั่นคงและยั่งยืนต่อไป

นายกัณวีย์ บุญญพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 5 สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เล็งถึงความสำคัญของความร่วมมือในการพัฒนาสหกรณ์ในภูมิภาคอาเซียนให้มีความเข้มแข็ง เพื่อเป็นกลไกหลักในการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมในภูมิภาคให้มีความเข้มแข็ง มั่นคง และยั่งยืน จึงได้ร่วมมือกับกรมส่งเสริมกสิกรรมและสหกรณ์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือตามโครงการความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทย-ลาว โดยมุ่งเน้นในการส่งเสริมสหกรณ์ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอย่างเป็นระบบ โดยในเบื้องต้นทาง สปป.ลาว มีความประสงค์จัดตั้งสหกรณ์ใน 3 แขวง ได้แก่ แขวงไชยบุรี นครหลวงเวียงจันทน์ และแขวงจำปาสัก เพื่อส่งเสริมให้เป็นสหกรณ์ต้นแบบเพื่อขยายผลต่อไปในพื้นที่อื่น ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ดำเนินการประสานงานตามโครงการความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทย-ลาว และได้มีการจัดประชุมร่วมกันของผู้บริหารในระดับกรมฯ และในระดับพื้นที่ของทั้งสองประเทศ

ทั้งนี้ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีความต้องการจัดตั้งสหกรณ์ แต่ประชาชนยังขาดความเข้าใจในเรื่องสหกรณ์ ไม่เห็นความสำคัญของสหกรณ์ ไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการรวมกลุ่ม พนักงานส่งเสริมของบริษัท/ภาครัฐบาลของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจในด้านการสหกรณ์ ประชาชนไม่มีความเข้าใจเรื่องการสหกรณ์ ประชาชนส่วนใหญ่ที่สมัครเข้าเป็นสมาชิก ก็เพื่อหวังผลประโยชน์ส่วนตัว ในขณะที่คณะกรรมการของสหกรณ์ก็ไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการสหกรณ์อย่างแท้จริงและขาดความรู้ในเรื่องของการจัดทำบัญชีของสหกรณ์ ดังนั้น ด้วยความเห็นชอบทั้งสองฝ่าย จึงได้กำหนดให้มีการฝึกอบรมด้านการสหกรณ์ให้แก่ผู้นำกลุ่มคณะกรรมการ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของกรมส่งเสริมกสิกรรมและสหกรณ์ บริษัทไฟฟ้าหงสา จำกัด ตามแผนงานที่ได้จัดทำร่วมกันจัดฝึกอบรมในประเทศไทย โดยฝ่ายไทยจะรับผิดชอบค่าที่พัก ค่าอาหาร และค่าพาหนะ นับแต่ชายแดนฝั่งไทย และส่งนักวิชาการสหกรณ์ เจ้าหน้าที่ของไทยไปติดตามและให้คำแนะนำในฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

“ความคืบหน้าการดำเนินการ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เห็นชอบในหลักการให้ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา จัดฝึกอบรมตามโครงการความร่วมมือด้านการสหกรณ์ระหว่างไทย-ลาว หลักสูตร “การจัดตั้งสหกรณ์ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการจัดตั้งสหกรณ์และมีความรู้เกี่ยวกับธุรกิจในรูปแบบสหกรณ์ได้อย่างถูกต้อง เพื่อที่จะสามารถจัดตั้งสหกรณ์ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้ โดยจะมีการให้ความรู้เกี่ยวกับการสหกรณ์อย่างรอบด้าน ทั้งเรื่องการสหกรณ์ การจัดตั้งสหกรณ์ กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับสหกรณ์ การดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ รวมถึงเรื่องบัญชี ซึ่งผู้เข้าร่วมโครงการประกอบด้วยผู้นำกลุ่มเกษตรกร ผู้แทนกลุ่ม เจ้าหน้าที่ภาครัฐของสปป.ลาว จากแขวงไชยบุรี นครหลวงเวียงจันทน์ และจำปาสัก รวม 50 คน โดยผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ รวมถึงไปศึกษาดูงานสหกรณ์ที่ประสบความสำเร็จในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา โดยโครงการนี้จะกำหนดจัดในระหว่างวันที่ 18 มีนาคม ถึงวันที่ 1 เมษายน 2561 ที่จะถึงนี้”นายกัณวีย์ กล่าวทิ้งท้าย

 

รายงานพิเศษ : รัฐบาลติดปีก‘สหกรณ์’ เสริมความแกร่งเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323113

รายงานพิเศษ : รัฐบาลติดปีก‘สหกรณ์’  เสริมความแกร่งเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชาติ

รายงานพิเศษ : รัฐบาลติดปีก‘สหกรณ์’ เสริมความแกร่งเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชาติ

วันจันทร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

วิวัฒนาการของระบบสหกรณ์ในประเทศไทย เริ่มต้นเมื่อ พ.ศ. 2458 ปลายสมัยรัชกาลที่ 5 โดยพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ อธิบดีกรมพาณิชย์และสถิติ ได้ทรงทดลองนำวิธีการสหกรณ์เข้ามาดำเนินการครั้งแรกในประเทศไทย โดยก่อตั้งสหกรณ์แห่งแรก คือ สหกรณ์วัดจันทร์ ไม่จำกัดสินใช้ ณ ตำบลวัดจันทร์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2459

ต่อมาวิธีการสหกรณ์ได้รับการยอมรับว่า สามารถช่วยแก้ไขปัญหาความเป็นอยู่ให้กับชาวบ้านได้และมีการขยายผลการจัดตั้งสหกรณ์ขึ้นในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ คณะรัฐมนตรีจึงกำหนดให้วันที่ 26 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็น “วันสหกรณ์แห่งชาติ”และในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 นี้ เป็นโอกาสของวันครบรอบ 102 ปี สหกรณ์ไทย

การเติบโตของระบบสหกรณ์ในประเทศไทยนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทำให้หลายภาคส่วนเล็งเห็นถึงบทบาทและศักยภาพของสหกรณ์ โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คาดหวังจะใช้กลไกของสหกรณ์ เป็นกำลังสำคัญในการยกระดับชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นโดยมอบนโยบายให้หน่วยงานต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ทั่วประเทศ เพื่อให้สหกรณ์ทำหน้าที่ในการส่งเสริมอาชีพ สร้างความกินดีอยู่ดีให้กับประชาชน และส่งผ่านความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากรัฐบาลไปสู่ประชาชน นั่นเพราะปัจจุบันประเทศไทยมีสหกรณ์ทั้งในและนอกภาคการเกษตรกว่า 8,100 แห่ง สมาชิกรวม 12 ล้านครอบครัว สินทรัพย์สหกรณ์ทั้งประเทศมีมากถึง 2.7 ล้านล้านบาท ดังนั้น หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบกำกับดูแลสหกรณ์ คือ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งมีภารกิจหลักเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานของสหกรณ์ทั่วประเทศ จึงได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วน เดินหน้าในการพัฒนาสหกรณ์มีความเจริญก้าวหน้าและเข้มแข็งตามเป้าหมายที่รัฐบาลคาดหวังไว้

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจที่กำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายการทำงานในปี 2561 ให้กระทรวงเกษตรฯเร่งสร้างสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งเพื่อสร้างอำนาจต่อรองให้กับเกษตรกร และอยากเห็นสหกรณ์เป็นกำลังของเกษตรกรที่แท้จริงในการพัฒนาและช่วยปฏิรูปภาคการเกษตรให้สำเร็จ
สิ่งที่อยากเห็นในอนาคตอันใกล้นี้ คือ การผลักดันให้สหกรณ์นำระบบอีคอมเมิร์ซเข้ามาเชื่อมโยงกับภาคการท่องเที่ยวและขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชนของตนเองไปยังตลาดทั้งในและต่างประเทศ

ขณะเดียวกัน ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้คุยกับผู้แทนสหกรณ์ต่างๆว่า ในวาระที่การสหกรณ์ก้าวเข้ามาสู่ 102 ปี รัฐบาลจะหาทางยกระดับสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ ล่าสุดรัฐบาลกำลังคุยเรื่องการแก้ไขพระราชบัญญัติสหกรณ์ ที่เป็นกฎหมายใหญ่ให้รองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตและสอดรับกับการพัฒนาระบบสหกรณ์มากขึ้น

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมที่จะระดมสรรพกำลังจากทุกหน่วยงานภายใต้การกำกับของกระทรวงพาณิชย์ ในการเข้ามาช่วยสหกรณ์ให้ก้าวข้ามผ่านปีที่ 102 ไปได้อย่างราบรื่น
ด้วยการสานพลังความร่วมมือในการจัดหาช่องทางการตลาดรองรับผลผลิตเพื่อสนับสนุนธุรกิจสหกรณ์ภาคการเกษตร เพื่อเป็นการการันตีว่า เมื่อสหกรณ์ส่งเสริมสมาชิกให้ผลิตสินค้าดี มีคุณภาพ เมื่อสหกรณ์ทำหน้าที่ในการรวบรวมผลผลิตหรือแปรรูปผลผลิตออกมาเป็นสินค้าแล้ว จะมีตลาดรองรับสินค้าของสหกรณ์อย่างชัดเจน สิ่งสำคัญคือ ต้องดำเนินการภายใต้หลักคิด “ตลาดนำการผลิต” นำข้อมูลรอบด้านมาใช้วางแผนการผลิตให้มีปริมาณและคุณภาพที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

ด้าน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ก็เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่พร้อมเข้ามาช่วยเสริมศักยภาพในการดำเนินธุรกิจให้กับสหกรณ์ภาคการเกษตร โดย นายสมศักดิ์ กังธีระวัฒน์ รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. ระบุว่า ธ.ก.ส.มีความพร้อมจัดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำคอยสนับสนุนแก่สหกรณ์ที่ต้องการเงินทุนไปดำเนินกิจการทั้งการผลิต การรวบรวมสินค้า และการแปรรูปก่อนจัดจำหน่าย ขณะเดียวกัน ธ.ก.ส.ยังเข้ามาร่วมมือกับกรมส่งเสริมสหกรณ์พัฒนาระบบฐานข้อมูลและระบบบัญชี ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ ก็จะคิดโครงการเพื่อฝึกอบรมสหกรณ์ให้มีความเชี่ยวชาญเรื่องของระบบการเงินด้วย

ขณะที่ นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในระยะสั้นของการสร้างความเข้มแข็งของสหกรณ์ภาคการเกษตร ต้องทำองค์กรให้มีความพร้อมก่อน ทั้งด้านการบริหารงานการควบคุมภายใน การทำธุรกิจที่ตอบสนองความต้องการของสมาชิก และที่สำคัญที่สุด คือ ต้องสร้างธรรมาภิบาลของผู้บริหารสหกรณ์ให้ดียิ่งขึ้น เพื่อนำไปสู่เป้าหมายของการสร้างสหกรณ์ขึ้นมาเป็นองค์กรสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ

ขณะเดียวกันยังต้องการเห็นสหกรณ์การเกษตร เป็นองค์กรที่พึ่งพิงตัวเองมากกว่ารอความช่วยเหลือจากภายนอก สหกรณ์ขนาดใหญ่ต้องช่วยเกื้อหนุนสหกรณ์ขนาดเล็ก โดยให้สหกรณ์ขนาดเล็กทำหน้าที่ผลิต สหกรณ์ขนาดใหญ่ทำหน้าที่หาตลาด เดินหน้าไปด้วยกัน และยกระดับให้เหมือน SMEs รวมถึงต้องการให้สหกรณ์ทำหน้าที่ดูแลความเป็นอยู่ และส่งเสริมอาชีพให้กับชาวบ้าน ซึ่งจะต้องกระตุ้นให้เกษตรกรรายย่อยเข้ามาร่วมเป็นสมาชิกของสหกรณ์ให้ได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน .

ส่วนสหกรณ์นอกภาคเกษตร เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน สิ่งสำคัญที่ต้องกู้กลับมาคือ “ภาพลักษณ์” เพราะทุกวันนี้คนส่วนใหญ่มักมองภาพสหกรณ์ออมทรัพย์หรือสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนในมุมของการทุจริต เรื่องนี้จะต้องเร่งสร้างกระบวนการของสหกรณ์ใหม่ ชูตัวเองขึ้นมา โดยเฉพาะกรรมการสหกรณ์ต้องบริหารงานโดยยึดประโยชน์ของสมาชิกเป็นที่ตั้ง และร่วมกันวางเกณฑ์กติกาในการป้องกันความเสี่ยงให้กับตัวเอง โดยไม่ต้องให้รัฐมาคอยกำกับ เพื่อสร้างรูปแบบการบริหารงานได้เหมาะสม เช่นเดียวกับการสร้างสวัสดิการต่างๆ ดูแลสมาชิก ซึ่งจะช่วยลดภาระภาครัฐในการจัดสวัสดิการลงมาดูแลในแต่ละปีด้วย

“พิเชษฐ์” ทิ้งท้ายด้วยว่า “การจะให้ภาครัฐไปช่วยเหลือเป็นรายคนเป็นไปไม่ได้เลย วันนี้ถ้าหากชาวบ้านมีการรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์ รัฐบาลก็สามารถผ่านความช่วยเหลือผ่านทางสหกรณ์ไปยังสมาชิกก็คือประชาชนได้ ดังนั้น สหกรณ์จะเป็นกลไกสำคัญที่จะเข้าไปพัฒนาชุมชนแทนภาครัฐ การที่ทุกภาคส่วนได้เข้ามาดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล ช่วยกันเสริมสร้างศักยภาพและยกระดับความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อนำสหกรณ์ก้าวเข้าสู่ ยุคใหม่ เป็นองค์กรที่ช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากและดูแลสวัสดิการให้คนในสังคมไทย

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมสหกรณ์ขับเคลื่อน‘Smart Agricultural Curve’2561 ‘ปีแห่งการพัฒนาคนและยกระดับการบริหารจัดการ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.naewna.com/local/322311

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมสหกรณ์ขับเคลื่อน‘Smart Agricultural Curve’2561  ‘ปีแห่งการพัฒนาคนและยกระดับการบริหารจัดการ’

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมสหกรณ์ขับเคลื่อน‘Smart Agricultural Curve’2561 ‘ปีแห่งการพัฒนาคนและยกระดับการบริหารจัดการ’

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความเป็นอยู่ของประชาชน ทั้งในพื้นที่และประเทศโดยรวม ทำให้ประชาชนในพื้นที่ไม่สามารถดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้ตามปกติ ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ปัญหาความไม่สงบเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันในหลายมิติ ทั้งมิติด้านการเมือง สังคมวัฒนธรรม และเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนโดย กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหนึ่งในหน่วยงานหลักที่ร่วมดำเนินงานแก้ไขปัญหาในมิติการพัฒนา (มิติเศรษฐกิจ) ในการพัฒนาศักยภาพคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยใช้หลักการสหกรณ์และการรวมกลุ่ม โดยมีความเชื่อมโยงกับนโยบายของรัฐบาลในการเร่งแก้ไขปัญหาการใช้ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยนำยุทธศาสตร์ เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา มาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการ

นางสาวประโลมใจ เนียมแกล้ว ผู้อำนวยการศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 18 จังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า จากสภาพพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกร ซึ่งภายใต้กรอบนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการขับเคลื่อน 14 นโยบายสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการพัฒนายกระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์ การพัฒนาข้าราชการและเกษตรกรให้เป็น Smart Officer และ Smart Farmer นั้น ในปีงบประมาณ 2561 กรมส่งเสริมสหกรณ์ จะเดินหน้าขับเคลื่อน “Smart Agricultural Curve” และกำหนดให้ปี 2561 เป็น “ปีแห่งการพัฒนาคน และยกระดับการบริหารจัดการ” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น ทั้งด้านสังคม มีรายได้ที่เพิ่มขึ้น ตลอดทั้งมีความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกร ซึ่งดำเนินการภายใต้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 20 ปี ตามแนวคิดประเทศไทย 4.0 คือ “เกษตรกรมั่นคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน”

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 18 จังหวัดสงขลา ดำเนินการจัดทำโครงการส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรในจังหวัดชายแดนภาคใต้มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่งบประมาณ 2551 จนถึงปัจจุบัน โดยในปีงบประมาณ 2561 ได้กำหนดให้จัดโครงการอบรม 2 หลักสูตร ได้แก่ 1.หลักสูตร “เผยแพร่ความรู้เรื่องประชารัฐกับสหกรณ์สู่ชุมชน” กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่นและผู้นำศาสนาใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และสงขลา วัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้นำชุมชน มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการสหกรณ์ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและยุทธศาสตร์ประชารัฐ สามารถถ่ายทอดวิถีชีวิตพอเพียงแบบสหกรณ์และประชารัฐให้กับบุคลากรในชุมชน ตลอดจนประชาสัมพันธ์งานสหกรณ์และประชารัฐขยายสู่ผู้นำองค์กรอื่น และสร้างแนวร่วมทางเศรษฐกิจและสังคมตามหลักการสหกรณ์ โดยได้ดำเนินการเมื่อวันที่ 11–16 ธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา มีผู้นำเข้ารับการอบรมจำนวน 187 คน ระหว่างการอบรม ผู้นำชุมชนได้เข้าศึกษาดูงานและรับความรู้ในเรื่องการบริหารการจัดการสหกรณ์และการดำเนินงานสหกรณ์ การส่งเสริมกลุ่มอาชีพในสหกรณ์ จากสหกรณ์การเกษตรพระพรหม อำเภอพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช และสหกรณ์การเกษตรเมืองสุราษฎร์ธานี จำกัด อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี

หลักสูตรที่ 2 “ส่งเสริมพัฒนาผู้นำสหกรณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้” กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย กรรมการ ฝ่ายจัดการ และสมาชิกแกนนำของสหกรณ์โคเนื้อมือนารอ จำกัด จังหวัดนราธิวาส มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้นำสหกรณ์มีความรู้ความเข้าใจในการบริหารจัดการของสหกรณ์สู่ความเข้มแข็ง มีความรู้ความเข้าใจในการดำเนินธุรกิจและสามารถดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ตรงตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสหกรณ์ ซึ่งดำเนินการเมื่อวันที่ 20–23 ธันวาคม 2560 มีผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 100 คน ระหว่างการอบรม ผู้นำสหกรณ์ได้เข้าศึกษาดูงาน และรับความรู้ในเรื่องการบริหารจัดการฟาร์มโคนม จากสหกรณ์โคนมพัทลุง จำกัด และการบริหารจัดการฟาร์มโคเนื้อของสหกรณ์
โคเนื้อพัทลุง จำกัด

“ในการจัดโครงการทั้ง 2 หลักสูตร เป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเข้าใจที่ดีระหว่างภาครัฐกับประชาชนในเขต 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยตัวแทนผู้นำชุมชน และผู้นำสหกรณ์ ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ ได้มาทำกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกัน ในระยะต่อไปจะเป็นการขับเคลื่อนและถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับไปสู่สมาชิกในชุมชนและสมาชิกสหกรณ์ในพื้นที่ทั้ง 5 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมที่ดีขึ้น ความรู้ที่ได้รับสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมอาชีพ ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้า สร้างมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรและมีส่วนในการร่วมกันสนับสนุนและพัฒนาอาชีพการเกษตรของคนไทย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น”นางสาวประโลมใจ กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : ‘กรมส่งเสริมสหกรณ์’ส่งตัวแทน ร่วมประชุม‘ACM-Phase3’ที่เมียนมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.naewna.com/local/322117

รายงานพิเศษ : ‘กรมส่งเสริมสหกรณ์’ส่งตัวแทน  ร่วมประชุม‘ACM-Phase3’ที่เมียนมา

รายงานพิเศษ : ‘กรมส่งเสริมสหกรณ์’ส่งตัวแทน ร่วมประชุม‘ACM-Phase3’ที่เมียนมา

วันพุธ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ส่งตัวแทนร่วมประชุมโครงการ “Strengthening Capacity Building  in Agriculture Sector in ASEAN Countries-Phase 3 (CB Project 3)” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมง ประเทศญี่ปุ่น สำนักงานเลขาธิการอาเซียน และประเทศสมาชิกอาเซียน มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรในประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งระบบ รวมถึงพัฒนาศักยภาพของสหกรณ์ภาคการเกษตรและสถาบันเกษตรกร ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียน รวม 9 ประเทศ ยกเว้นสิงคโปร์ รวมถึงผู้แทนกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมง ประเทศญี่ปุ่น ผู้แทนสหภาพสหกรณ์การเกษตรกลางแห่งประเทศญี่ปุ่น (JA-ZENCHU) และผู้แทนสำนักงานเลขาธิการอาเซียน ซึ่งที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการเสนอโครงการ และได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้จัดโครงการ 1-2 โครงการในแต่ละช่วงโครงการ และในการประชุมครั้งนี้ ได้นำเสนอโครงการการฝึกอบรมด้านการวางแผนกลยุทธ์สำหรับสหกรณ์ต่อที่ประชุม ซึ่งได้รับความเห็นชอบให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ดำเนินการในช่วงเดือนกรกฎาคม 2561 ที่จะถึงนี้

นายกัณวีย์ บุญญพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 5 สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มอบหมายให้เดินทางไปเข้าร่วมประชุมประจำปี The 1st Annual Coordination Meeting of the “Strengthening Capacity Building in Agriculture Sector in ASEAN Countries – Phase 3 (CB Project 3)” ระหว่างวันที่ 6 – 9 ธันวาคม 2560 ณ เมืองพุกาม สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา โดยการประชุมดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อรับทราบผลการดำเนินงานโครงการในระยะที่ผ่านมาและพิจารณากรอบโครงการที่จะดำเนินการในปี 2561 ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย ผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียนยกเว้นสิงคโปร์ รวม 9 ประเทศ รวมถึงผู้แทนจากกระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมง ประเทศญี่ปุ่น ผู้แทนสหภาพสหกรณ์การเกษตรกลางแห่งประเทศญี่ปุ่น (JA-ZENCHU) และผู้แทนสำนักงานเลขาธิการอาเซียน

กัณวีย์ บุญญพันธุ์

โดยโครงการ “Strengthening Capacity Building in Agriculture Sector in ASEAN Countries – Phase 3 (CB Project 3)” เป็นโครงการที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมง ประเทศญี่ปุ่น สำนักงานเลขาธิการอาเซียนและประเทศสมาชิกอาเซียน มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านต่างๆที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรในประเทศสมาชิกอาเซียน ทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ รวมถึงพัฒนาศักยภาพของสหกรณ์ภาคการเกษตร และสถาบันเกษตรกร รูปแบบการดำเนินงานโครงการผ่านการฝึกอบรม สัมมนา โดยโครงการได้แบ่งระยะการดำเนินการเป็นช่วง (Phase) ช่วงละ 3 ปี ปัจจุบันได้ดำเนินการมาถึงช่วงที่ 3 ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาโครงการที่ประเทศสมาชิกเสนอเพื่อดำเนินการในปี 2561 โดยมีโครงการ Follow Up Program จำนวน 7 โครงการ โครงการฝึกอบรมจำนวน 6 โครงการ โครงการสัมมนา จำนวน 1 โครงการ ซึ่งประเทศไทยโดยสำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์

“กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้นำเสนอโครงการฝึกอบรมการวางแผนยุทธศาสตร์และการจัดการ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในสหกรณ์การเกษตรและสถาบันเกษตรกร (Training Course on Strategic and Management Planning for Sustainable Development of Agricultural Cooperative and Farmer Institutions) โดยได้นำเสนอแนวคิดการกำหนดโครงการฝึกอบรมใน 3 ประเด็น คือ 1.แนวทางหลักการ อุดมการณ์ วิธีการสหกรณ์ อันเป็นรากฐานในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้มความกินดี อยู่ดี มีสันติสุข และเป็นพื้นฐานในการส่งเสริมให้อาชีพเกษตรกรรมมีความมั่นคง และยั่งยืน 2.เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN Sustainable Development Goals :SDGs) ซึ่งวางกรอบแนวทางไว้ อาทิ การขจัดความยากจน การผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และ 3.ปรัชญาเศรษฐกิจพอพียง ซึ่งเป็นวิถีแห่งแนวทางการดำเนินชีวิตที่ก่อให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานไว้ และเป็นที่ยอบรับทั่วโลกว่าเป็นแนวทางที่สามารถนำมาใช้ได้จริงในการแก้ไขปัญหาของเกษตรกร และในสังคมโดยรวม โดยได้นำทั้ง 3 แนวทางมาเป็นแนวทางในการวางเนื้อหาหลักสูตร โดยที่ประชุมได้เห็นชอบโครงการที่ประเทศไทยนำเสนอโดยให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก โดยกำหนดจัดในวันที่ 24 มิถุนายน ถึงวันที่ 7 กรกฎาคม 2561”นายกัณวีย์ กล่าว

รายงานพิเศษ : ศูนย์ถ่ายทอดฯสหกรณ์ที่5ขับเคลื่อนการบริหารจัดการสหกรณ์ สู่ความเข้มแข็งผ่านกระบวนการให้ความรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/317570

รายงานพิเศษ : ศูนย์ถ่ายทอดฯสหกรณ์ที่5ขับเคลื่อนการบริหารจัดการสหกรณ์  สู่ความเข้มแข็งผ่านกระบวนการให้ความรู้

รายงานพิเศษ : ศูนย์ถ่ายทอดฯสหกรณ์ที่5ขับเคลื่อนการบริหารจัดการสหกรณ์ สู่ความเข้มแข็งผ่านกระบวนการให้ความรู้

วันพุธ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากเป้าหมายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ด้วยการสร้างแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยนำนวัตกรรมเทคโนโลยีและองค์ความรู้เข้ามาช่วยขับเคลื่อน เพื่อให้สามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และนำไปสู่เป้าหมายปลายทางคือ คุณภาพชีวิตของเกษตรกรดีขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้น หนี้สินลดลง และมีความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกร สร้างรายได้หลักให้กับประเทศต่อไป

นายกัณวีย์ บุญญพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 5 จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า ศูนย์ถ่ายทอดฯ สหกรณ์ที่ 5 การขับเคลื่อนการบริหารจัดการสหกรณ์ โดยส่งเสริมให้ระบบสหกรณ์เป็นองค์กรรูปแบบเศรษฐกิจที่เกิดจากการรวมตัวของประชาชนเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันด้านอาชีพตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ และมีความสอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากสหกรณ์เข้มแข็งแล้ว จะสามารถสร้างความมั่นคงทางอาชีพให้สมาชิกได้ ดังนั้น การที่สหกรณ์จะสามารถสนองตอบต่อความต้องการที่แท้จริงของสมาชิกได้ จะต้องมีส่วนร่วมระหว่างสมาชิก กรรมการ ฝ่ายจัดการสหกรณ์ ผู้ตรวจสอบกิจการ ในการร่วมกันคิด ตัดสินใจ รับผลประโยชน์ และประเมินผลร่วมกัน ตามหลักการบริหารจัดการกิจการที่ดี โดยเฉพาะสมาชิกสหกรณ์จะต้องมีจิตสำนึกในความเป็นเจ้าของสหกรณ์ เป็นผู้บริหารและเป็นผู้ใช้บริการ ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของระบบสหกรณ์ที่แตกต่างจากธุรกิจอื่น ที่ทุกคนทุกฝ่ายต้องร่วมกันทำหน้าที่ของตนเองด้วยความเสียสละ ช่วยเหลือซึ่งกันและกันจึงจะผลักดันให้สหกรณ์เข้มแข็งได้ แต่หากขาดการมีส่วนร่วมดูแลกำกับในกิจการของสหกรณ์ก็จะไม่สามารถดำเนินกิจการสู่เป้าหมายได้

สำหรับในปี 2561 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดให้เป็นปีแห่งการพัฒนาคน และยกระดับการบริหารจัดการ (The year of developing human resources and enhancingmanagement capability) กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้กำหนดแนวทางการดำเนินงาน ใน 4 แนวทาง คือ 1.สร้างความเข้มแข็งของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 2.ส่งเสริมสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรให้มีบทบาทขับเคลื่อนนโยบายรัฐ 3.ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้า/สร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร และ 4.พัฒนาคน ซึ่งการพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการสหกรณ์สู่ความเข้มแข็ง โดยการพัฒนาบุคลากรทุกฝ่ายในสหกรณ์ให้รู้บทบาทหน้าที่ และทำหน้าที่ของตนเอง รวมถึงร่วมกันกำกับดูแลกิจการสหกรณ์เพื่อสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนให้แก่สมาชิก ซึ่งจะส่งผลให้สหกรณ์มีความเข้มแข็งและสมาชิกมีความอยู่ดี กินดี ต่อไป

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 5 ดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการสหกรณ์สู่ความเข้มแข็ง มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการบริหารจัดการสหกรณ์ให้เข้มแข็ง โดยพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการสหกรณ์ ผู้นำกลุ่มในการบริหารจัดการและขับเคลื่อนแผนงานให้สนองความต้องการอันจำเป็นของสมาชิกได้ และให้สมาชิกเข้าใจสิทธิ หน้าที่ แนวทางดำเนินงานรูปแบบสหกรณ์และการมีส่วนร่วมในการกำกับ ดูแลกิจการสหกรณ์ โดยได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อร่วมกันหาแนวทาง ทิศทางการดำเนินงานของสหกรณ์อย่างมีส่วนร่วมทั้งระดับคณะกรรมการสหกรณ์ ประธานกลุ่มเลขานุการกลุ่มและสมาชิกสหกรณ์ โดยได้จัดโครงการแล้วในจังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ ซึ่งในแต่ละจังหวัดได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการและให้ความรู้ในด้านการวางแผนการบริหารจัดการและได้มีการระดมความคิดร่วมกันในการวางแผนในการพัฒนาสหกรณ์ของตนเองในแต่ละบริบทของสหกรณ์

“ผลจากการดำเนินโครงการ สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการได้มีการกำหนดแผนงานของตนเอง อาทิ การสร้างความเข้มแข็งทางการเงิน โดยโครงการระดมทุน กระตุ้นเงินฝาก การลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มปริมาณผลผลิต โดยโครงการการรณรงค์ไถกลบตอซัง ลดการใช้ปุ๋ยเคมี การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง เป็นต้น ทั้งนี้ เมื่อมีดำเนินการไประยะหนึ่งประมาณ 3 เดือน หรือ 6 เดือน ศูนย์ฯ ร่วมกับสำนักงานสหกรณ์จังหวัด จะติดตามผลการดำเนินการโครงการตามแผนที่แต่ละสหกรณ์ได้วางไว้ เพื่อให้ทราบผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับสมาชิก ปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้น เพื่อหาแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข และส่งเสริมให้เกิดประโยชน์กับสมาชิกของสหกรณ์อย่างแท้จริง และมีความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป”นายกัณวีย์ กล่าว

รายงานพิเศษ : ฝนหลวงฯก้าวสู่ปีที่5‘สานต่อศาสตร์พระราชา’ พัฒนางานวิจัย-การบินเพิ่มประสิทธิภาพปฏิบัติการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/317305

รายงานพิเศษ : ฝนหลวงฯก้าวสู่ปีที่5‘สานต่อศาสตร์พระราชา’  พัฒนางานวิจัย-การบินเพิ่มประสิทธิภาพปฏิบัติการ

รายงานพิเศษ : ฝนหลวงฯก้าวสู่ปีที่5‘สานต่อศาสตร์พระราชา’ พัฒนางานวิจัย-การบินเพิ่มประสิทธิภาพปฏิบัติการ

วันอังคาร ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้เกียรติเป็นประธานในงานวันคล้ายวันสถาปนากรมฝนหลวงและการบินเกษตร ครบรอบปีที่ 5 วันที่ 25 มกราคม 2561 ณ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร และร่วมแสดงความยินดีแก่ คณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ พร้อมเปิดเผยว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นเพื่อสนองงานตามโครงการพระราชดำริฝนหลวงที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้ทรงพระราชดำริขึ้นเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาความทุกข์ยากของเกษตรกรและประชาชน ที่ประสบกับความแห้งแล้ง ขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค โดยตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา บุคลากรของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจ ในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีฝนหลวงเสมอมา ตามตำราพระราชทานฝนหลวง ซึ่งเป็นศาสตร์พระราชาที่สามารถช่วยเหลือประชาชนในประเทศ ตลอดจนเผยแผ่ แนวทางการแก้ไขปัญหาภัยแล้งไปยังต่างประเทศเพื่อช่วยเหลือประชาชนทั่วไปในระดับโลกด้วย จึงขอให้บุคลากรของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีความมุ่งมั่นและพัฒนางานเกี่ยวกับการปฏิบัติการฝนหลวงให้ดียิ่งขึ้นต่อๆ ไป พร้อมกับภูมิใจในหน้าที่การงานอันมีเกียรติ

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า สำหรับการก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรนั้น ตามที่กรมฝนหลวงฯ ได้กำหนดวิสัยทัศน์ในระยะ 20 ปี ในการเป็นองค์กรชั้นนำในระดับโลกด้านการดัดแปรสภาพอากาศตามศาสตร์ของพระราชาภายในปี 2579 เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งและบรรเทาภัยพิบัติอื่นๆ อันเนื่องมาจากความผันแปรของภูมิอากาศ โดยบริหารจัดการน้ำในชั้นบรรยากาศให้เกิดฝนมีปริมาณและการกระจายที่เหมาะสมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำฝน ตลอดจนการให้บริการด้านการบิน เพื่อสนับสนุนภารกิจการทำฝน การวิจัย และกิจกรรมด้านการเกษตรอื่นๆ โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้มีแนวทางการดำเนิน ความร่วมมือทางวิชาการกับหน่วยงานภายนอกเพิ่มเติมในปีนี้อีก จำนวน 4หน่วยงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการ ดัดแปรสภาพอากาศ บริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ พัฒนาบุคลากร และด้านการบิน โดยมีแนวทางความร่วมมือกับแต่ละหน่วยงาน ดังนี้

1.การดำเนินความร่วมมือกับสำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการดำเนินความร่วมมือด้านวิชาการ โดยจะได้ร่วมกันส่งเสริมการดำเนินการตามมาตรฐานการบิน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และข้อมูลสารสนเทศในการบริหารจัดการพื้นที่ป่าต้นน้ำ รวมทั้งดำเนินการมาตรฐานการซ่อมบำรุงอากาศยาน และพัฒนาศักยภาพของบุคลากรด้านการบิน

2.การดำเนินความร่วมมือกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยร่วมกันวางแผนกำหนดเป้าหมายในการปฏิบัติการฝนหลวงให้สอดคล้องกับแผนบริหารจัดการน้ำใต้ดิน ทั้งในเชิงพื้นที่ ปริมาณ และคุณภาพน้ำ

3.การดำเนินความร่วมมือกับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) เป็นการดำเนินความร่วมมือด้านการวิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพแบบจำลองคาดการณ์สภาพอากาศระยะสั้น โดยใช้ข้อมูลตรวจอากาศชั้นบน เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการฝนหลวง

4.การดำเนินความร่วมมือกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน โดยเป็นการดำเนินความร่วมมือด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เน้นความร่วมมือด้านวิชาการ และการวางแผนการปฏิบัติการ เพื่อความมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำ และสามารถรองรับภาวะวิกฤติของภัยพิบัติได้อย่างเหมาะสม และด้านการวิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยร่วมกันวิจัย พัฒนาด้านวิชาการและเทคโนโลยีการปฏิบัติการฝนหลวงและการดัดแปรสภาพอากาศ

“การบูรณาการความร่วมมือกับทั้ง 4 หน่วยงานดังกล่าวนี้ จะนำไปสู่การบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการและครบวัฏจักรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งน้ำบนฟ้า โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร น้ำผิวดิน โดยกรมชลประทาน ซึ่งทั้ง 2 หน่วยงาน ได้บูรณาการความร่วมมือเพื่อเติมน้ำต้นทุนในเขื่อนกักเก็บน้ำ มาตั้งแต่ปี 2558 และในปี 2561 จะได้ร่วมมือกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เพื่อบริหารจัดการน้ำใต้ดินด้วย นอกจากนี้ ยังนำไปสู่การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ และฟื้นฟูพื้นที่ ป่าต้นน้ำให้มีความอุดมสมบูรณ์ รวมทั้งสร้างความเข้มแข็งด้านการเกษตร ซึ่งผลสัมฤทธิ์จากการดำเนินการดังกล่าว จะเป็นการสืบสานพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช บรมนาถบพิตร ที่มุ่งหวังให้คนไทยมีคุณภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ตลอดจนเป็นการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ เกษตรกรมั่นคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง ทรัพยากรการเกษตรยั่งยืน” นายสุรสีห์ กล่าว

รายงานพิเศษ : ‘ม.เกษตรศาสตร์’เตรียมพร้อม จัดประชุมอธิการบดีนานาชาติกว่า60แห่งทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/317075

รายงานพิเศษ : ‘ม.เกษตรศาสตร์’เตรียมพร้อม  จัดประชุมอธิการบดีนานาชาติกว่า60แห่งทั่วโลก

รายงานพิเศษ : ‘ม.เกษตรศาสตร์’เตรียมพร้อม จัดประชุมอธิการบดีนานาชาติกว่า60แห่งทั่วโลก

วันจันทร์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า บทบาทของมหาวิทยาลัยไทยและมหาวิทยาลัยโลก กับการบริหารจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษารูปแบบใหม่ จำเป็นจะต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้เตรียมจัดการประชุมอธิการบดีนานาชาติ เฉลิมฉลองเนื่องในวาระครบรอบ 75 ปี แห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ KU Presidents Forum: In Celebration on the 75th Anniversary of Kasetsart University ภายใต้หัวข้อของการประชุม “Higher Education Time of Change” มีกำหนดจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 31 มกราคม- 2 กุมภาพันธ์ 2561 ณ ห้องประชุมสุธรรม อารีกุล อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

โดยในการประชุมดังกล่าวจะมีการเปิดให้อธิการบดี ผู้บริหาร บุคลากร นิสิตและนักศึกษา จากมหาวิทยาลัยในประเทศไทยและมหาวิทยาลัยทั่วโลก ได้เข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อการบริหารจัดการศึกษาในอนาคต ประกอบด้วยมหาวิทยาลัยในต่างประเทศจำนวน 12 ประเทศ ได้แก่ ฟินแลนด์ สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น สาธารณรัฐประชาชนจีน เนเธอร์แลนด์ เวียดนาม นิวซีแลนด์ อิตาลี อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ พม่า และลาว รวม 35 แห่ง มหาวิทยาลัยในประเทศไทย รวม 31 แห่ง เอกอัครราชทูต และผู้แทนจาก 4 ประเทศ

ทั้งนี้มหาวิทยาลัยในประเทศไทยและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ต่างปรับตัวปรับการทำงานและจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับสังคมปัจจุบันที่เปลี่ยนไปจากอดีต ทั้งในด้านเทคโนโลยี ลักษณะงานอาชีพใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดจนการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ทำให้จำนวนเยาวชน นิสิต นักศึกษาลดลง มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องเน้นการเรียนการสอนในระดับผู้ใหญ่หรือกลุ่มคนวัยทำงานมากขึ้น นอกจากนี้มหาวิทยาลัยต้องมุ่งสร้างงานวิจัยที่เน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ หลักสูตรศาสตร์แห่งแผ่นดินของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่มีการบูรณาการข้ามศาสตร์ และตอบสนองต่อผู้เรียนซึ่งมีความหลากหลายโดยไม่จำเป็นต้องได้รับปริญญา นับเป็นโอกาสดีที่เราจะได้นำเสนอการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย แลกเปลี่ยนมุมมองกับมหาวิทยาลัยที่เป็นต้นแบบทางการจัดการศึกษาของโลก

ดร.จงรัก กล่าวว่า สำหรับพิธีเปิดการประชุมอธิการบดีนานาชาติ จะมีขึ้นในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 09.00 น. ที่ห้องประชุม สุธรรม อารีกุล อาคารสารนิเทศ 50 ปี มก. ส่วนรูปแบบของการประชุม ประกอบด้วยการปาฐกถาพิเศษและการเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งประเด็นหลักของการประชุมในช่วงเช้าวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 จะมุ่งเน้นรูปแบบการศึกษาของสังคมปัจจุบันที่ไม่เหมือนเดิมและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ต่อด้วยการเสวนาภายใต้ประเด็นหลักที่เกี่ยวกับบทบาทของมหาวิทยาลัย ในการเตรียมการศึกษาในสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลง โดยมีประธานในการเสวนาคือรักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ส่วนประเด็นหลักในช่วงบ่าย จะมุ่งเน้นบทบาทของมหาวิทยาลัยในการผลิตงานวิจัยที่ยั่งยืนและการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม

หลังจากการปาฐกถาพิเศษอีกสองหัวข้อได้แก่ การส่งเสริมการเป็นมหาวิทยาลัยที่ยั่งยืนและมีความรับผิดชอบต่อสังคมเพื่ออนาคต และ การบูรณาการกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ ในการสร้างสรรค์งานวิจัยที่ยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคม จากนั้นจะเป็นการเสวนาภายใต้ประเด็นหลักที่เกี่ยวกับกลยุทธ์ที่มหาวิทยาลัยคู่สัญญาใช้ในการให้เชิญชวนให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ร่วมสร้างงานวิจัยที่ยั่งยืนและแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ต่อจากนั้น การประชุมอธิการบดีการระดับนานาชาติ KU Presidents Forum ก็จะปิดท้ายด้วยการประชุมระหว่างอธิการบดีจากทุกมหาวิทยาลัยที่มาร่วมงาน ต่อด้วยงานเลี้ยงอาหารค่ำที่จะเปิดโอกาสให้มีการสร้างเครือข่ายระหว่างมหาวิทยาลัยตลอดจนคณะวิชาต่างๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่มาร่วมงาน ตามด้วยการร่วมวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์สามบูรพาจารย์ พิธีลงนาม
บันทึกความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และมหาวิทยาลัยคู่สัญญาบางแห่ง