รายงานพิเศษ : เดินหน้าจัดตั้ง‘กองขยายพันธุ์พืช’ สร้างพืชพันธุ์ดีออกสู่ตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/335360

รายงานพิเศษ : เดินหน้าจัดตั้ง‘กองขยายพันธุ์พืช’ สร้างพืชพันธุ์ดีออกสู่ตลาด

รายงานพิเศษ : เดินหน้าจัดตั้ง‘กองขยายพันธุ์พืช’ สร้างพืชพันธุ์ดีออกสู่ตลาด

วันศุกร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

พันธุ์พืชที่มีคุณภาพดี เป็นปัจจัยหลักที่สำคัญ และจำเป็นสำหรับเกษตรกรในการผลิตพืช เพื่อให้มีผลผลิตสูง และมีคุณภาพดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะลดต้นทุนของเกษตรกรโดยตรง เนื่องจากการใช้พันธุ์ที่มีคุณภาพดีจะลดปริมาณการใช้พันธุ์ต่อไร่ นอกจากนี้ยังทำให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น แต่ที่ผ่านมาการผลิตพืชเศรษฐกิจหลายชนิด (ยกเว้นข้าว) เกษตรกรยังไม่สามารถเข้าถึงพันธุ์ดี โดยเฉพาะพันธุ์พืชที่ได้มาจากการวิจัยและพัฒนาของหน่วยราชการ จึงทำให้พันธุ์ดีเหล่านั้นมีไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ของเกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตร จึงจัดตั้งกองขยายพันธุ์พืช โดยขยายฐานการผลิตจากศูนย์เพาะเลี้ยงกว่า 10 ศูนย์ ทั่วประเทศ เพิ่มการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชรองรับการปฏิรูปภาคการเกษตร สร้างแหล่งพืชพันธุ์ดี มีมาตรฐานแก่เกษตรกร

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า พันธุ์พืชที่มีคุณภาพดี เป็นปัจจัยหลักที่สำคัญและจำเป็นสำหรับเกษตรกรในการผลิตพืช เพื่อให้มีผลผลิตสูงและมีคุณภาพดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะลดต้นทุนของเกษตรกรโดยตรง แต่ที่ผ่านมาการผลิตพืชเศรษฐกิจหลายชนิด ยกเว้นข้าว เกษตรกรส่วนใหญ่ยังไม่สามารถเข้าถึงพันธุ์ดี โดยเฉพาะพันธุ์พืชที่ได้มาจากการวิจัยและพัฒนาของหน่วยราชการ ประกอบกับยังไม่มีหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบโดยตรงในการผลิตและขยายพันธุ์พืชในชั้นพันธุ์ขยายและพันธุ์จำหน่ายไปสู่เกษตรกร จึงทำให้พันธุ์ดีเหล่านั้นมีไม่เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกร จากสถานการณ์ดังกล่าว ต้องมีการนำเข้าผลผลิตหรือวัตถุดิบอื่นทดแทนจากต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี และคาดว่าความต้องการใช้พันธุ์พืชพันธุ์ดีในอีก 10 ปีข้างหน้า จะมีความต้องการพันธุ์พืชตระกูลถั่ว ประมาณ 22,468 ตัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ประมาณ 25,500 ตัน และพืชผักประมาณ 5 ตัน นอกจากนี้ยังมีความต้องการพันธุ์หน่อไม้ฝรั่ง ที่จะต้องรองรับพื้นที่ จำนวน 20,000 ไร่ ท่อนพันธุ์มันสะอาด รองรับพื้นที่ จำนวน 8 ล้านไร่ และท่อนพันธุ์อ้อยสะอาด รองรับพื้นที่ จำนวน 11 ล้านไร่

เพื่อเป็นการสนองนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้มีพันธุ์พืชพันธุ์ดีออกสู่ตลาด ในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรและแก้ปัญหาการขาดแคลนพันธุ์พืชที่มีคุณภาพและราคาแพง กรมส่งเสริมการเกษตรพิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ประหยัดงบประมาณ และเป็นการต่อยอดจากทรัพยากรที่มีอยู่เดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงจัดตั้งกองขยายพันธุ์พืช และปรับปรุงศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร (พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง) จำนวน 10 ศูนย์ ซึ่งปัจจุบันนี้มีกำลังการผลิตพืชเนื้อเยื่อ อ้อย กล้วย หน่อไม้ฝรั่ง และไม้ดอกไม้ประดับจำนวน 2,200,000 ต้นต่อปี ให้สามารถผลิตเพิ่มได้เป็น 8,000,000 ต้นต่อปี สำหรับที่จะขยายพันธุ์ดีที่ได้รับจากหน่วยงานวิจัยไปสู่เกษตรกรต่อไป

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้อำนวยการกองขยายพันธุ์พืชอีกหน้าที่หนึ่งได้กล่าวว่า กองขยายพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตร จะดำเนินการผลิตและกระจายพันธุ์พืชพันธุ์ดี พร้อมให้บริการเมล็ดพันธุ์พืชชั้นพันธุ์จำหน่ายให้กับสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และศูนย์พันธุ์พืชชุมชนในเขตรับผิดชอบของศูนย์ขยายพันธุ์พืช โดยจะปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์พืชเพาะเลี้ยงเดิมให้เป็นศูนย์ขยายพันธุ์พืช จำนวน 10 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชจังหวัดตรัง นครศรีธรรมราช ชลบุรี สุพรรณบุรี นครราชสีมา อุดรธานี บุรีรัมย์ มหาสารคาม ลำพูน และพิษณุโลก โดยศูนย์จะทำหน้าที่ในการดำเนินการสนับสนุน กำกับ ดูแล สมาคมผู้รวบรวมและจำหน่ายพันธุ์พืชพันธุ์ดีและชมรมผู้ผลิตและจำหน่ายพันธุ์พืช โดยการถ่ายทอดความรู้ในการผลิตเมล็ดพันธุ์ และพันธุ์พืช และให้บริการตรวจสอบคุณภาพ เพื่อให้การดำเนินการผลิตเมล็ดพันธุ์ของภาคเอกชนเป็นไปตาม พ.ร.บ.พันธุ์พืช ปี 2518 นอกจากนี้ ยังทำหน้าที่ศึกษาวิจัย และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง และการจัดการพันธุ์พืช วางแผนการผลิตเมล็ดพันธุ์ และพืชพันธุ์ดี ให้เป็นไปตามนโยบายและยุทธศาสตร์และสอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกร จำหน่ายและให้บริการเมล็ดพันธุ์ และพืชพันธุ์ดีแก่เกษตรกร รวมถึงดำเนินการบริหารจัดการกองทุนหมุนเวียน

“การจัดตั้งกองขยายพันธุ์พืชจะเป็นฐานการผลิตพืชพันธุ์ดี เช่น พวกพืชตระกูลถั่ว ข้าวโพด พืชผัก สมุนไพร ไม้ดอก ในส่วนต้นพันธุ์ ได้แก่ พริก พืชผัก กล้วย มะละกอ มะนาว มะม่วง ได้ไม่น้อยกว่า 28,000 ตัน/ปี ส่วนท่อนพันธุ์ ได้แก่ มันสำปะหลัง อ้อย และส่วนเนื้อเยื่อ ได้แก่ หน่อไม้ฝรั่ง กล้วย ทั้ง 3 ส่วนนี้ สามารถผลิตได้จำนวน 8 ล้านต้น/ปี ทำให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงพันธุ์พืชพันธุ์ดีที่มีคุณภาพและมีราคาที่เหมาะสม ช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ผลผลิตเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ผลผลิตพืชเศรษฐกิจของประเทศไทยมีคุณภาพดี มีปริมาณผลผลิตเพิ่มมากขึ้น สามารถลดการนำเข้าผลผลิตและวัตถุดิบทดแทนจากต่างประเทศ ส่งผลให้ประเทศไทยจะมีความมั่นคงทางด้านอาหารและมีเมล็ดพันธุ์สำรองไว้ใช้ภายในประเทศ ก่อให้เกิดความมั่นคงด้านเมล็ดพันธุ์พืชของประเทศต่อไป” รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมสหกรณ์จับมือกระทรวงพาณิชย์ ดันตลาดข้าว‘กข 43’เข้าห้างโมเดิร์นเทรด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/333880

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมสหกรณ์จับมือกระทรวงพาณิชย์  ดันตลาดข้าว‘กข 43’เข้าห้างโมเดิร์นเทรด

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมสหกรณ์จับมือกระทรวงพาณิชย์ ดันตลาดข้าว‘กข 43’เข้าห้างโมเดิร์นเทรด

วันศุกร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์ จับมือกระทรวงพาณิชย์ขยายตลาดข้าว กข 43 ของสหกรณ์ วางแผนจำหน่ายตามห้างโมเดิร์นเทรด ร้านสหกรณ์ในมหาวิทยาลัยและร้านสหกรณ์ในโรงพยาบาล รวมถึงศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ทั่วประเทศ หลังกระแสตอบรับจากผู้บริโภคชื่นชอบรสชาติอร่อย เหนียวนุ่ม แคลอรี่ต่ำ ไฟเบอร์สูง และน้ำตาลน้อย ตอบโจทย์คนรักสุขภาพที่ต้องการควบคุมน้ำหนักและเบาหวาน เตรียมหนุนขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มอีก 1 แสนไร่ โดยกรมการข้าวสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการรับรองคุณภาพแก่สหกรณ์

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ร่วมกับกรมการข้าวส่งเสริมให้สหกรณ์เพิ่มปริมาณการผลิตข้าว กข 43 โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานสนับสนุนเรื่องพื้นที่ปลูกข้าว กข 43 คัดเลือกสหกรณ์ที่มีศักยภาพในการผลิตข้าว และสนใจเข้าร่วมโครงการ ทำหน้าที่ดูแลและสนับสนุนเกษตรกรที่เป็นสมาชิกปลูกข้าว กข 43 ตามข้อกำหนด เริ่มตั้งแต่การขึ้นทะเบียนสมาชิกผู้ปลูกข้าว กข 43 การดูแลแปลงปลูกและควบคุมคุณภาพแปลงตามมาตรฐาน GAP จนถึงขั้นตอนรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกร และหากสหกรณ์ใดมีโรงสีข้าวที่ผ่านมาตรฐาน GMP แล้ว ก็สามารถแปรรูปเป็นข้าวสาร เพื่อจำหน่ายสู่ตลาดได้ทันที แต่ถ้าสหกรณ์ยังไม่มีโรงสีก็สามารถที่จะรวบรวมข้าวเปลือกจากสมาชิกเพื่อส่งจำหน่ายให้กับโรงสีเอกชน

ขณะเดียวกัน กรมการข้าว จะเข้ามาช่วยดูแลตั้งแต่ขั้นตอนคัดเมล็ดพันธุ์ ดูแลแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์และแปลงผลิตข้าวของสมาชิกสหกรณ์  การตรวจรับรองระบบมาตรฐาน GAP และรับรอง GMP โรงสีข้าวของสหกรณ์ สำหรับการสนับสนุนเรื่องเมล็ดพันธุ์ หากเป็นสหกรณ์ที่เพิ่งเข้าร่วมโครงการ จะได้รับการสนับสนุน 30% จากกรมการข้าว ส่วนที่เหลือเกษตรกรต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ผ่านสหกรณ์ที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว กข 43 และผ่านการตรวจสอบรับรองคุณภาพจากกรมการข้าวแล้ว ในราคากิโลกรัมละ 19 บาท  ซึ่งกรมการข้าว มีเมล็ดพันธุ์เพียงพอที่จะจำหน่ายให้กับสหกรณ์ที่จะนำไปส่งเสริมสมาชิกได้เพาะปลูกในเดือนเมษายนนี้  โดยจะเริ่มที่สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการในพื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำก่อน ส่วนพื้นที่อื่นจะเริ่มปลูกในเดือนพฤษภาคม 2561 ซึ่งคาดว่าการปลูกข้าว กข 43  จะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรที่ทำนาปีและนาปรังประมาณ 19,000 บาทต่อฤดูกาลผลิต

นายพิเชษฐ์  กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีสหกรณ์ได้วางแผนการผลิตข้าว กข 43 นาปี พื้นที่เพาะปลูกรวม 15,016 ไร่ 12 สหกรณ์ ได้แก่ สหกรณ์
การเกษตรดอนเจดีย์ จำกัด 500 ไร่ สหกรณ์การเกษตรบ้านลาด จำกัด 300 ไร่ สหกรณ์การเกษตรเขาย้อย จำกัด 200 ไร่ สหกรณ์การเกษตรท่าเรือ จำกัด 300 ไร่ สหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินช้างใหญ่ จำกัด 2,000 ไร่ สหกรณ์นิคมลานสัก จำกัด 3,000 ไร่สหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์ จำกัด 1,220 ไร่ สหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด 5,014 ไร่ สหกรณ์การเกษตรนิคมฯบางระกำ จำกัด 1,000 ไร่ สหกรณ์การเกษตรบางมูลนาก จำกัด 452 ไร่ สหกรณ์การเกษตรโพทะเล จำกัด 500 ไร่ และสหกรณ์นิคมสวรรคโลก จำกัด (กลุ่มนาแปลงใหญ่ข้าวคลองมะพลับ) 500 ไร่ และยังมีสหกรณ์ที่สนใจจะเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติมอีก 4แห่ง คือ สหกรณ์การเกษตรคลองหลวง จำกัด สหกรณ์การเกษตร ลำลูกกา จำกัด สหกรณ์การเกษตรบรรพต จำกัด และสหกรณ์การเกษตรเมืองอุทัยธานี  จำกัด

ทั้งนี้ กรมจะเร่งส่งเสริมสมาชิกสหกรณ์หันมาปลูกข้าวพันธุ์  กข 43 แทนข้าวพันธุ์ทั่วไป เนื่องจากเป็นข้าวที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน คุณสมบัติของข้าว กข 43 เป็นพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ รสชาติเหนียวนุ่มรับประทานอร่อย มีค่าน้ำตาลอยู่ในระดับปานกลางถึงต่ำ เหมาะกับผู้บริโภคที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานและผู้ที่ห่วงใยสุขภาพ รวมถึงผู้ที่กำลังลดน้ำหนัก  เพราะเมื่อรับประทานข้าว กข 43 ซึ่งมีน้ำตาลต่ำ ร่างกายก็จะเปลี่ยนแป้งไปเป็นน้ำตาลได้ช้าลง ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และช่วยอิ่มท้องนานไม่หิวง่าย ซึ่งในอนาคตกรมมีแผนที่จะสนับสนุนสหกรณ์ต่างๆ ขยายพื้นที่เพาะปลูกข้าว กข 43 ให้ครบ 1 แสนไร่ และขณะนี้มีหลายสหกรณ์ทยอยสมัครเข้าร่วมโครงการ แต่เนื่องจากข้าวพันธุ์ กข 43 เป็นพันธุ์ข้าวที่ปลูกได้เฉพาะในเขตภาคกลางและภาคเหนือตอนล่างที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ เป็นข้าวไม่ไวแสง อายุเก็บเกี่ยวเพียง 95 วัน ดังนั้น ลักษณะพื้นที่ปลูกจะมุ่งไปที่สหกรณ์ที่ผลิตข้าวในระบบแปลงใหญ่ หากสหกรณ์ใดยังไม่ได้เป็นสหกรณ์ที่อยู่ในระบบแปลงใหญ่ จะต้องสมัครเข้าเป็นระบบการทำเกษตรแบบแปลงใหญ่เสียก่อน เพื่อให้หน่วยงานราชการอื่นเข้าไปส่งเสริมในเรื่องของการปลูก ทั้งการให้ข้อมูลและการถ่ายทอดองค์ความรู้การเพาะปลูก การตรวจรับรองระบบการผลิตที่ตรงตามมาตรฐาน และการส่งเสริมการตลาดนำการผลิต

สำหรับการขยายช่องทางการจำหน่ายข้าว กข 43 ภายในประเทศ กรมได้หารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ในการวางแผนการตลาด โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ประสานกับภาคเอกชน ทั้งโรงสีและผู้ประกอบการที่สนใจทำข้อตกลงซื้อขายข้าวร่วมกับเครือข่ายสหกรณ์ ในเบื้องต้นจะมีสหกรณ์ 9 แห่งในจังหวัดสุพรรณบุรี เพชรบุรี พระนครศรีอยุธยา อุทัยธานีและชัยนาท รวบรวมผลผลิตข้าว กข 43 ในฤดูนาปรังที่ผ่านมา จำนวน 941 ตัน เพื่อเตรียมส่งมอบตามข้อตกลงซื้อขายในลอตแรก มูลค่า 11.763 ล้านบาท

“ตลาดหลักๆ ที่สหกรณ์จะส่งจำหน่ายส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการที่ตกลงจะซื้อข้าวเปลือก กข 43 เพื่อนำไปแปรรูปเช่น บริษัท ข้าว อิ่ม ทิพย์ จำกัด  บริษัท ไทยฮา จำกัด (มหาชน) บริษัท เมดิฟูดส์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ผกากาญจน์ จำกัด  บริษัท ตราสามใบเถา จำกัด โรงสีปอรุ่งเรืองธัญญา โดยกำหนดส่งมอบตั้งแต่กลางเดือนเมษายนนี้ เป็นต้นไป ในราคาตันละ 12,500 บาท ณ ความชื้นที่ 15%  ซึ่งเกษตรกรมีความพึงพอใจกับราคานี้มาก เพราะเมื่อเทียบกับผลผลิตต่อไร่ของข้าวชนิดอื่นแล้ว ปรากฏว่าข้าว กข 43 ขายได้กำไรที่ดีกว่า และคาดว่าข้าวเปลือก กข 43 ลอตแรกของสหกรณ์ที่ผลิตออกมา จะสามารถกระจายออกสู่ตลาดได้ทั้งหมด” นายพิเชษฐ์ กล่าว

แม้ว่าตลาดรองรับข้าว กข 43  ขณะนี้ยังเป็นตลาดค้าส่งข้าวเปลือกเป็นหลัก แต่ก็มีสหกรณ์บางแห่งที่มีโรงสีข้าว เช่น สหกรณ์การเกษตรดอนเจดีย์ จำกัดและสหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์ จำกัด ได้แปรรูปข้าว กข 43 เป็นข้าวสาร บรรจุถุงสุญญากาศที่มีเครื่องหมายรับรองคุณภาพจากกรมการข้าวว่าเป็นข้าว กข 43 แท้ที่ผลิตจากสหกรณ์ และวางขายตามตลาดทั่วไป ซึ่งกรมจะสนับสนุนให้สหกรณ์ขยายช่องทางการจำหน่ายเพิ่มขึ้น โดยตั้งเป้าหมายที่จะนำไปวางขายภายในห้างโมเดิร์นเทรด ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ตามจังหวัดต่างๆ รวมถึงร้านสหกรณ์ในมหาวิทยาลัยและร้านสหกรณ์ในโรงพยาบาลทั่วประเทศ ซึ่งคาดว่าจะเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่ดูแลสุขภาพได้ตรงจุด อีกทั้งยังมีแผนจะประชาสัมพันธ์ข้าว กข 43 ของสหกรณ์ผ่าน Social Media ด้วย เพื่อจะสนับสนุนข้าว กข 43 ให้ติดตลาด มุ่งเจาะฐานลูกค้ากลุ่มคนที่รักษาสุขภาพ และในอนาคตได้ตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันให้เป็นข้าวออแกนิค เพื่อดึงดูดลูกค้ามากขึ้น

“ขณะนี้ได้รับการติดต่อจากห้างบิ๊กซีและบริษัท แอมเวย์ เพื่อเจรจาขอสั่งซื้อ ซึ่งคาดว่าข้าว กข 43 ของสหกรณ์จะสามารถนำไปวางขายใน
ห้างบิ๊กซีได้เร็วๆ นี้  ขณะเดียวกันทางกระทรวงพาณิชย์จะเข้ามาช่วยในเรื่องการประชาสัมพันธ์และทำตลาด โดยหาภาคเอกชนที่สนใจสั่งซื้อข้าว กข 43 เข้ามาจับมือเป็นคู่ค้ากับสหกรณ์ด้วย”นายพิเชษฐ์ กล่าว

รายงานพิเศษ : สศก.เปิดข้อมูลไม้ผลภาคตะวันออกผลผลิตลดลงทุกชนิด ก.เกษตรฯเตรียมแผนรับมือครอบคลุมรอบด้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/333677

รายงานพิเศษ : สศก.เปิดข้อมูลไม้ผลภาคตะวันออกผลผลิตลดลงทุกชนิด  ก.เกษตรฯเตรียมแผนรับมือครอบคลุมรอบด้าน

รายงานพิเศษ : สศก.เปิดข้อมูลไม้ผลภาคตะวันออกผลผลิตลดลงทุกชนิด ก.เกษตรฯเตรียมแผนรับมือครอบคลุมรอบด้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ช่วงนี้ผลไม้ภาคตะวันออกทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง เริ่มทยอยออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สำรวจพื้นที่พบว่าผลไม้ทั้ง 4 ชนิด มีเนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว แต่มีผลผลิตลดลง เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สศก. โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 จังหวัดชลบุรี (สศท.6) และศูนย์สารสนเทศการเกษตร ร่วมกับคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออก ได้บูรณาการสำรวจจัดทำข้อมูลปริมาณการผลิตไม้ผลเอกภาพปี 2561 โดยทำการวิเคราะห์ผลสำรวจในพื้นที่จังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนบริหารจัดการไม้ผลตั้งแต่ต้นฤดู สำหรับผลสำรวจข้อมูลเอกภาพพบว่า เนื้อที่ยืนต้นของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน 678,203 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่มีจำนวน 677,061 ไร่ คิดเป็นเนื้อที่เพิ่มขึ้น 1,142 ไร่ หรือ 0.17% โดยทุเรียน เพิ่มขึ้น 2.56% ขณะที่มังคุดลดลง 0.30% เงาะ ลดลง 1.63% และ ลองกอง ลดลง 8.97% เนื่องจากเกษตรกรมีการตัดโค่นต้นมังคุด เงาะ และลองกองเพื่อปลูกทุเรียนทดแทน เนื้อที่ให้ผลของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน 615,172 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่มีจำนวน 605,481 ไร่ เพิ่มขึ้น 9,691 ไร่ หรือ 1.60% โดยทุเรียน เพิ่มขึ้น 4.32% มังคุด เพิ่มขึ้น 1.49% ส่วนเงาะ ลดลง 0.94% ลองกอง ลดลง 6.89%

โดยผลผลิตรวมทั้ง 4 สินค้า มีประมาณ 647,522 ตัน ลดลงจากปี 2560 ที่มีจำนวน 792,113 ตัน ลดลง 144,591 ตัน หรือ 18.25% ลดลงทุกชนิด โดยมังคุด ลดลงมากที่สุด 64.81% รองลงมาคือ ลองกอง ลดลง 32.05% เงาะ ลดลง 9.81% และทุเรียน ลดลง 4.37% เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน ทั้งอากาศหนาว ร้อน และฝนตก สลับในแต่ละวัน ทำให้ไม้ผลปรับสภาพต้นไม่ทัน ไม่เอื้ออำนวยในการติดดอก ออกผล ไม้ผลออกใบอ่อนแทนการออกดอก ทั้งนี้ ผลผลิตจะออกมากช่วงปลายเดือนพฤษภาคมต่อเนื่องถึงต้นเดือนมิถุนายน

ด้านผลผลิตต่อไร่ทั้ง 4 สินค้า พบว่าลดลงทุกสินค้า โดยผลผลิตต่อไร่ มังคุด ลดลงมากที่สุด 65.34% รองลงมา คือ ลองกอง ลดลง 27% เงาะ ลดลง 8.94% และ ทุเรียน ลดลง 8.31% เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน ตั้งแต่ปลายปี 2560 ถึงต้นปี 2561 ในระยะที่ต้นไม้กำลังจะเริ่มติดดอก ออกผล ต้นไม้ปรับสภาพต้นไม่ทัน อีกทั้งในปีที่ผ่านมา มังคุดติดผลมาก และติดผลล่าช้า จึงพักสะสมอาหาร และคาดการณ์ปีนี้จะออกดอกล่าช้า บวกกับสภาพอากาศแปรปรวน เป็นการออกใบอ่อนแทนการออก นอกจากนี้ ต้นทุเรียนประสบปัญหาเชื้อราไฟทอปเธอราที่ระบาดในปี 2560 ทำให้ทุเรียนเป็นโรครากโคนเน่ายืนต้นตาย ขยายเป็นพื้นที่กว้างทั้งจังหวัดจันทบุรีและตราด โดยเฉพาะแหล่งผลิตใหญ่ในจังหวัดจันทบุรี ได้รับผลกระทบมากทำให้จำนวนต้นต่อไร่ที่ให้ผลผลิตได้ลดลง แม้จะมีต้นใหม่เริ่มให้ผลเพิ่มขึ้นในปีนี้ แต่ปริมาณการติดผลต่อต้นไม่มาก

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดแนวทางบริหารจัดการผลไม้ ปี 2561 ที่ยังคงเน้นเรื่องคุณภาพ ปริมาณ และความปลอดภัยเป็นสำคัญ ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น การส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพผลผลิตสู่มาตรฐาน (GAP) และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ส่งเสริมเกษตรกรให้รวมกลุ่มเพื่อผลิตไม้ผลในลักษณะแปลงใหญ่ อบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยี ส่วนในเชิงปริมาณ เช่น การเชื่อมโยงตลาดล่วงหน้า การจัดทำแผนบริหารจัดการผลผลิตส่วนเกิน เป็นต้น โดยจังหวัดจะจัดทำรายละเอียดของแผนบริหารจัดการผลไม้ในพื้นที่โดยมีคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) เป็นแกนหลักในการกลั่นกรองเชื่อมโยงบูรณาการแผนงานหรือโครงการต่อไป

ส่วนด้านการบริหารจัดการเรื่องคุณภาพของสินค้า โดยเฉพาะคุณภาพของทุเรียน ที่ภาคตะวันออก เน้นให้ทั้งผู้ผลิตและผู้ค้า (ล้งและแม่ค้า) ตัด รับซื้อ และขายทุเรียนที่ได้อายุตัดตามมาตรฐาน มีการออกประกาศควบคุมและบทลงโทษของผู้กระทำผิด อีกทั้งสถานการณ์ในขณะนี้ สภาพดินฟ้าอากาศแปรปรวนในช่วงเดือนเมษายน มีพายุฤดูร้อนซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกับไม้ผล ผลผลิตร่วงหล่นเสียหายเพิ่มเติมจากที่ผลวิเคราะห์ประมาณการผลผลิตไว้ในครั้งนี้ สศท.6 จะได้ติดตามสถานการณ์ ความเสียหายจากภัยต่างๆ ที่จะกระทบกับปริมาณผลผลิตในภาพรวมต่อไปทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 จังหวัดชลบุรี โทร. 0-3835-2435 หรืออี-เมล zone6@oae.go.th

รายงานพิเศษ : ‘ฝนหลวง’เดินหน้าปฏิบัติการสู้ภัยแล้ง ปลูกป่าแม่กวงฯ‘เชียงใหม่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/332701

รายงานพิเศษ : ‘ฝนหลวง’เดินหน้าปฏิบัติการสู้ภัยแล้ง ปลูกป่าแม่กวงฯ‘เชียงใหม่’

รายงานพิเศษ : ‘ฝนหลวง’เดินหน้าปฏิบัติการสู้ภัยแล้ง ปลูกป่าแม่กวงฯ‘เชียงใหม่’

วันศุกร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เร่งสร้างความพร้อมในการปฏิบัติการสู้ภัยแล้งปี’61 น้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” และพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ปลูกป่าเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับเขื่อนแม่กวงฯ จ.เชียงใหม่ พร้อมอนุรักษ์ป่าไม้ สร้างระบบนิเวศและความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศเพื่อช่วยให้การปฏิบัติการฝนหลวงมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กิจกรรมการปลูกป่าจัดขึ้นเพื่อสานต่อพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร บริเวณลุ่มรับน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่นับเป็นอีกหนึ่งภารกิจเพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าและสร้างความชุ่มชื้นเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ทรัพยากรป่าไม้ ฟื้นฟูสภาพพื้นที่ป่าไม้ให้สามารถกลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์ เป็นการเพิ่มผืนป่าและสร้างความชุ่มชื้นให้กับป่าต้นน้ำ เพื่อเป็นต้นทุนความชื้นสำหรับการปฏิบัติการฝนหลวงให้กับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รวมไปถึงเป็นการสร้างความเข้าใจในการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่จะรักษาระบบนิเวศป่าไม้ สิ่งแวดล้อมและเอื้อประโยชน์ต่อพื้นที่ชุมชนได้อย่างยั่งยืน ที่จะส่งผลในการสนับสนุนแผนการดำเนินการโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืช เพื่อสร้างความชุ่มชื้นและเพิ่มผืนป่าของกรมฝนหลวง ที่จะเกิดขึ้นทั่วประเทศไทยสานต่อพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร

ด้าน นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกิจกรรมการปลูกป่าสร้างพื้นที่สีเขียวในพื้นที่ต้นน้ำในปีนี้กรมฝนหลวงฯ ได้กำหนดให้มีขึ้นทั้ง 5 ภูมิภาค เป็นกิจกรรมการปลูกป่าและไม้ยืนต้นโดยในพื้นที่ภาคเหนือ กำหนดจัดกิจกรรม ปลูกป่าบริเวณพื้นที่ป่าลุ่มรับน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำและแหล่งน้ำที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของภาคเหนือ รวมทั้งยังเป็นบริเวณที่สามารถช่วยสร้างความชื้นสัมพัทธ์ที่จะเอื้อต่อการปฏิบัติการฝนหลวงให้กับพื้นที่การเกษตรทางภาคเหนืออีกด้วย

สำหรับไม้ยืนต้นและไม้ผลที่ใช้ปลูกในครั้งนี้ มีจำนวนทั้งสิ้น 400 ต้น ประกอบด้วย ไม้ยืนต้น จำนวน 300 ต้น ได้แก่ ยางนา 150 ต้น ตะเคียน 30 ต้น ประดู่ 30 ต้น ก่อใบเลื่อม 30 ต้น มะค่าแต้ 30 ต้น และมะขามป้อม 30 ต้น และไม้ผล จำนวน 100 ต้น ได้แก่ ชมพู่ 30 ต้น มะยม 20 ต้น ขนุน 20 ต้น และฝรั่ง 30 ต้น ซึ่งเป็นการเพิ่มพื้นที่ป่าที่สามารถช่วยเป็นป่าไม้สำคัญของพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ซึ่งจะก่อให้เกิดระบบนิเวศที่ดีต่อไปอย่างไรก็ตามกิจกรรมดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งสำคัญในการปฏิบัติการฝนหลวงในภารกิจสู้ภัยแล้งที่สำคัญ ที่ถือเป็นภารกิจหลักของกรม ที่จะต้องเร่งดำเนินการในพื้นที่อื่นๆ ต่อเนื่องต่อไป และเกิดผลเช่นเดียวกับกิจกรรมในครั้งนี้ที่ได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีจากการได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากหน่วยงานทั้งจากภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา ประชาชนทั่วไปในพื้นที่ รวมทั้งอาสาสมัครฝนหลวงของภาคเหนือ

รายงานพิเศษ : ‘นิตยา จันชัยภูมิ’ครูบัญชีอาสาดีเด่น จังหวัดสุพรรณบุรี ผู้นำบัญชีสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/331421

รายงานพิเศษ : ‘นิตยา จันชัยภูมิ’ครูบัญชีอาสาดีเด่น จังหวัดสุพรรณบุรี  ผู้นำบัญชีสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์

รายงานพิเศษ : ‘นิตยา จันชัยภูมิ’ครูบัญชีอาสาดีเด่น จังหวัดสุพรรณบุรี ผู้นำบัญชีสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์

วันศุกร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีภารกิจหนึ่งที่สำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ โดยการนำระบบบัญชีมาใช้บริหารจัดการสหกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ความโปร่งใส ส่งผลประโยชน์สู่สมาชิกและช่วยสร้างฐานรากเศรษฐกิจชุมชนที่มีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศได้อย่างแข็งแกร่ง

นางนิตยา จันชัยภูมิ ครูบัญชีดีเด่นระดับภาคประจำปี 2561 จากจังหวัดสุพรรณบุรี และผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ จำกัด จังหวัดสุพรรณบุรี ได้นำระบบบัญชีที่ได้เรียนรู้จากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มาช่วยสร้างความเข้มแข็งแก่สมาชิกสหกรณ์ โดยครูนิตยาเริ่มต้นบันทึกบัญชีเมื่อปี 2548 จากการได้รับการสอนแนะการจดบันทึกบัญชีรายรับ-รายจ่ายในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพจากสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์สุพรรณบุรี จึงนำข้อมูลที่ได้รับจากการบันทึกบัญชีมาวิเคราะห์และปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ทำให้สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นได้ ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น หลังจากมีการจดบันทึกบัญชีอย่างต่อเนื่อง และมองเห็นประโยชน์ของบัญชีจึงมีความคิดที่จะต่อยอดองค์ความรู้สู่บุคคลอื่น เริ่มจากสมาชิกในครอบครัวมาสู่บุคลากรของสหกรณ์ และสมาชิก

จากการทำหน้าที่เป็นผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ จำกัด ทำให้ทราบว่าสมาชิกสหกรณ์ ซึ่งล้วนเป็นเกษตรกรประสบปัญหาหนี้สินทั้งในระบบและนอกระบบ ต้นทุนในการประกอบอาชีพสูง มีรายได้ไม่พอกับรายจ่าย ครูนิตยาจึงส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์โดยเฉพาะสมาชิกที่มีภาระหนี้ค้างต่างๆ ทดลองจดบันทึกบัญชีเพื่อดูการใช้จ่ายและให้คำแนะนำในการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ซึ่งหลังจากนำข้อมูลทางบัญชีมาใช้วิเคราะห์ก็ทำให้เกษตรกรเห็นถึงประโยชน์ของการบันทึกบัญชี สามารถลดต้นทุนการผลิตและมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการนำสินค้าทางการเกษตรไปวางขายในสหกรณ์ ทำให้ปัจจุบันสมาชิกสามารถชำระหนี้ค้างได้ถึง 90% นอกจากช่วยเหลือสมาชิกแล้ว ยังนำระบบบัญชีไปปรับใช้กับการดำเนินงานของสหกรณ์โดยนำมาปรับเป็นฐานข้อมูลของสหกรณ์ เพื่อใช้ในการวางแผนการจัดซื้อสินค้าที่เป็นต้นทุนการเกษตร จัดซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อรวมกันซื้อให้ได้ในราคาที่ถูกและนำมาจำหน่ายให้กับสมาชิกต่อไป

ครูนิตยา ได้สร้างเครือข่ายครูบัญชีซึ่งเป็นผู้จัดการสหกรณ์ เจ้าหน้าที่สหกรณ์ และกรรมการสหกรณ์ของสหกรณ์หนองหญ้าไซ จำกัด และทำหน้าที่เป็นประธานชมรมครูบัญชีระดับจังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อให้สามารถถ่ายทอดความรู้ทางบัญชีแก่สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรในจังหวัดสุพรรณบุรี รวมทั้งได้ขยายเครือข่ายไปยังเยาวชนของชาติ โดยเข้าไปสอนแนะการจดบันทึกบัญชีให้กับนักเรียนในจังหวัดสุพรรณบุรี และร่วมกับสหกรณ์จัดโครงการออมทรัพย์ ออมความดีถวายพ่อหลวง มอบทุนการศึกษาแก่บุตรหลานสมาชิก และนักเรียนที่จดบันทึกบัญชีรายรับ รายจ่ายอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน ครูนิตยา เป็นตัวแทนกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ในการทำหน้าที่เป็นวิทยากรสอนแนะการจัดทำบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพควบคู่กับการทำงานในสหกรณ์การเกษตร หนองหญ้าไซ จำกัด ซึ่งสหกรณ์สามารถนำข้อมูลจากการจดบันทึกบัญชีมาใช้ในการวางแผนการจัดการงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดให้กับสหกรณ์และมวลสมาชิก เพื่อให้สมาชิกมีความเป็นอยู่ที่ดี และมีความสุขมากขึ้น

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ขานรับบัตร‘Co-Op Member Card’ ช่วยพัฒนาระบบธุรกรรม‘ง่าย-สะดวก’สมาชิกได้ประโยชน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/329755

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ขานรับบัตร‘Co-Op Member Card’  ช่วยพัฒนาระบบธุรกรรม‘ง่าย-สะดวก’สมาชิกได้ประโยชน์

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ขานรับบัตร‘Co-Op Member Card’ ช่วยพัฒนาระบบธุรกรรม‘ง่าย-สะดวก’สมาชิกได้ประโยชน์

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ภายหลังที่ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ทำข้อตกลงกับธนาคารกรุงไทยในการพัฒนาระบบบริหารจัดการทางการเงินให้สหกรณ์และสมาชิกสหกรณ์ เพื่อให้เข้ากับยุคดิจิทัลและนวัตกรรมทางการเงินแบบไร้เงินสด โดยเชิญชวนให้สหกรณ์ที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ พัฒนาระบบธุรกรรมทางการเงิน ด้วยการทำบัตรเงินสด e-Money หรือบัตรเติมเงินแทนการถือเงินสดให้กับสมาชิกสหกรณ์ หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า Co-Op Member Card ซึ่งบัตรดังกล่าวจะใช้แทนเงินสด สหกรณ์สามารถโอนเงินกู้ เงินปันผลและจ่ายค่ารับซื้อผลผลิตจากสมาชิกได้ใส่ไว้ในบัตร และสมาชิกสามารถนำบัตรนี้ไปกดเงินสดได้ที่ตู้ ATM ของธนาคารทุกแห่ง ซึ่งการกดเงินจากตู้ ATM ดังกล่าว จะคิดค่าบริการอัตราเดียวกับ ATM ทั่วไป โดยธนาคารกรุงไทยจะคิดต้นทุนค่าบัตรเพียงใบละ 50 บาทใช้ได้ 5 ปี และไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี

นอกจากนี้ บัตรเงินสด Co-Op Member Card สมาชิกสหกรณ์สามารถนำบัตรดังกล่าวไปใช้ในการ ซื้อสินค้า เช่น ปัจจัยการผลิต ทั้งปุ๋ย ยา เมล็ดพันธุ์ และสินค้าอุปโภค-บริโภคที่ร้านค้าของสหกรณ์ ซึ่งสหกรณ์สามารถบริหารเงินสดได้แบบ Online โดยไม่ต้องสำรองเงินสดจำนวนมากไว้ที่สหกรณ์และสามารถจ่ายค่าผลผลิตและเงินกู้ให้กับสมาชิกได้ทันท่วงที รวมทั้งสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ผ่าน KTB Corporate Online ซึ่งสมาชิกจะเกิดความสะดวกในการรับบริการจากสหกรณ์ ประหยัดเวลาและประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาที่สหกรณ์

นางสาวพนิตตา ทองเล็ก ผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์กรมศุลกากร จำกัด กรุงเทพมหานคร หนึ่งในผู้เข้าร่วมการประชุมรับฟังการชี้แจงความร่วมมือ ในการพัฒนาระบบบริหารจัดการทางการเงินสหกรณ์ระหว่าง กรมส่งเสริมสหกรณ์ กับธนาคารกรุงไทย เปิดเผยถึงประโยชน์ของโครงการบัตรเงินสด  Co-Op Member Card ร่วมกับธนาคารกรุงไทยว่า โครงการนี้เป็นประโยชน์กับสมาชิกสหกรณ์ เป็นก้าวแรกของการพัฒนาระบบธุรกรรมทางการเงินสหกรณ์ในอนาคต เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล ซึ่งบัตรนี้เหมาะสำหรับให้บริการแก่สมาชิกที่อยู่ห่างไกลสหกรณ์และเดินทางไม่สะดวก เพราะเมื่อสหกรณ์โอนเงินเข้าบัตรเงินสด Co-Op Member Card แล้ว สมาชิกสามารถนำบัตรไปกดเงินกับตู้เอทีเอ็มได้ทุกธนาคาร ซึ่งเป็นความปลอดภัยทั้งกับสหกรณ์และสมาชิก สิ่งที่สหกรณ์และสมาชิกที่ได้รับประโยชน์ คือ 1.สหกรณ์ไม่ต้องมีต้นทุนสูงในการที่ทุกสัปดาห์ต้องนั่งรถไปเบิกเงินจากธนาคารมาหลายล้านบาทเพื่อมาจ่ายเงินกู้หรือเงินปันผลให้สมาชิก 2. ไม่ต้องเสี่ยงไปหิ้วเงินสดมาโดยจ้างตำรวจนั่งรถไปด้วย 3. ลดต้นทุนในการทำธุรกรรมทางการเงินของสหกรณ์

“ขอเสนอให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ สนับสนุนการพัฒนาระบบธุรกรรมการเงินในรูปแบบบัตรเงินสด Co-Op Member Card ให้กับสหกรณ์ 3 ประเภทคือ สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์ร้านค้าและสหกรณ์บริการอย่างกว้างขวาง โครงการนี้เป็นประโยชน์จริงๆ เพราะสหกรณ์กับสมาชิกต้องมีการทำธุรกรรมซึ่งกันและกัน ซึ่งคาดหวังว่าในอนาคตขบวนการสหกรณ์จะร่วมกันพัฒนาระบบศูนย์กลางทางการเงิน เชื่อมโยงกันเหมือนในต่างประเทศที่มีการพัฒนาระบบการเงินและการบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น ซึ่งมีชุมนุมสหกรณ์ของประเทศนั้นทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางการเงิน ซึ่งจะทำให้เงินทุกบาทหมุนเวียนอยู่ในระบบสหกรณ์” ผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์กรมศุลกากร จำกัด กล่าว

นายกฤษณา สร้อยแสง ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรรัตนบุรี จำกัด จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ที่ร่วมโครงการกล่าวว่า ขณะนี้มีสมาชิกที่ทำบัตรเงินสด Co-Op Member Card มีจำนวน 2,000 คน ซึ่งสหกรณ์ได้เริ่มทำตั้งแต่ ปี 58 แต่ช่วงเริ่มต้นเมื่อ 3 ปีก่อน อาจจะมีสมาชิกสนใจเข้าร่วมไม่มากนัก แต่เมื่อกรมส่งเสริมสหกรณ์เข้ามาร่วมกับทางกรุงไทยทำโครงการนี้ขึ้น และมีการประชุมเพื่อนำเสนอรายละเอียดและประโยชน์ต่างๆ ทำให้สหกรณ์มีความสนใจที่จะเข้าร่วมโครงการนี้อย่างจริงจัง โดยสหกรณ์จะเร่งประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความเข้าใจและชี้ให้เห็นประโยชน์ที่สมาชิกจะได้รับ เพราะว่าอยากให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ ซึ่งสหกรณ์ได้ทำแผนในการส่งเสริมการใช้บัตรเงินสดให้กับสมาชิกว่า สมาชิกที่ทำบัตรกันแล้ว 2,000 ราย จะต้องนำบัตรนี้มาใช้ในการทำธุรกรรมการเงินไม่น้อยกว่า 50% เพราะสหกรณ์ต้องการลดความเสี่ยงในเรื่องของความปลอดภัยในการขนเงินสด เงินขาดประจำวัน เงินเก็บเกินบัญชีและเรื่องการทุจริตเงินของเจ้าหน้าที่ สหกรณ์มองเห็นโอกาสและประโยชน์มากมายจากการใช้บัตรเงินสด Co-Op Member Card นี้ ซึ่งจะต้องทำความเข้าใจเพื่อให้สมาชิกให้ความร่วมมือและสมัครใจทำบัตรเงินสดกับสหกรณ์เพิ่มมากขึ้น

“นอกเหนือจากสหกรณ์ลดความเสี่ยงในการเบิกถอนเงินสดจำนวนมาก มาไว้ที่สหกรณ์แล้ว ประโยชน์ที่จะเกิดกับสมาชิก คือ สมาชิกไม่ต้องเป็นภาระในเรื่องของการพกเงินสดจำนวนมากไว้กับตัว เพื่อนำมาชำระหนี้หรือซื้อสินค้าจากสหกรณ์ เพียงแค่นำบัตรเงินสดเพียงใบเดียวก็สามารถมาชำระหนี้ หรือซื้อปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ ยาปราบศัตรูพืช น้ำมันเชื้อเพลิง และชำระค่าสินค้าอุปโภค-บริโภคกับสหกรณ์ได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินสด สามารถตรวจสอบยอดซื้อขายผ่าน Online ได้ทันที เหมือนการเป็นสมาชิกที่ใช้บริการกับห้างค้าปลีกทั่วไป นอกจากนี้ รายได้จากการที่สมาชิกนำข้าวเปลือกมาขายให้สหกรณ์ สหกรณ์ก็จะชำระค่าผลผลิตโดยการเติมเงินใส่ไว้ในบัตรให้เขา และเขาก็นำไปกดเงินสดออกจากบัตรได้ตามปกติ ประโยชน์ของสหกรณ์อีกประการหนึ่ง คือ ไม่ต้องจ้างตำรวจมาเฝ้าและไปขนเงินที่เบิกจากธนาคารมาให้ ไม่ต้องใช้เจ้าหน้าที่มานั่งนับเงินสด ซึ่งทำให้เสียเวลาและจำนวนบุคลากร สามารถไปปฏิบัติงานด้านอื่นที่สำคัญได้อีกหลากหลาย โดยเฉพาะในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ เกษตรกรจะนำข้าวเปลือกมาขายที่สหกรณ์จำนวนมาก แต่เราไม่ต้องไปเบิกเงินสดมาเก็บไว้ เพราะใช้วิธีโอนเงินค่าข้าวผ่านทางบัตรเงินสดให้กับสมาชิกแต่ละราย เจ้าหน้าที่สหกรณ์เพียงแค่มาเช็คเงินว่าเข้าระบบหรือยัง ทำให้มีความสะดวกรวดเร็วและไม่ต้องเป็นภาระในการเก็บเงินสดจำนวนมากไว้ที่สหกรณ์ ซึ่งโครงการนี้ นับว่ามีประโยชน์เยอะมากถ้ามองดีๆ” ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรรัตนบุรี จำกัด กล่าว

รายงานพิเศษ : ‘ศาสตร์พระราชา’พัฒนาแหล่งน้ำตามพระราชดำริ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/329238

รายงานพิเศษ : ‘ศาสตร์พระราชา’พัฒนาแหล่งน้ำตามพระราชดำริ

รายงานพิเศษ : ‘ศาสตร์พระราชา’พัฒนาแหล่งน้ำตามพระราชดำริ

วันอังคาร ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ทรงห่วงใยโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงพระราชทานพระราชกระแสให้ติดตาม ขับเคลื่อน และเร่งรัด รวมทั้งแก้ไขปัญหาอุปสรรคการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์ บังเกิดประโยชน์สูงสุดกับราษฎร และเพื่อให้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริสำเร็จตามวัตถุประสงค์ คณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงได้แต่งตั้ง
คณะอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในระดับพื้นที่ 4 ภาคขึ้นมา เพื่อติดตาม ขับเคลื่อน เร่งรัด และบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

กรมชลประทาน ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบและสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับประเทศ ได้นำพระราชกระแสดังกล่าว มากำหนดไว้ในแนวทางการปฏิบัติงานเพื่อขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กรมชลประทาน ซึ่งมีแนวทางขับเคลื่อน 7 แนวทาง แนวทางที่กรมชลประทานให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก คือ เร่งรัดการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน ได้สั่งการให้เร่งรัดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในด้านการพัฒนาแหล่งน้ำที่ยังไม่ได้ดำเนินการ ซึ่งมีอยู่จำนวน 168 โครงการให้แล้วเสร็จตามแผนงานที่วางไว้ โดยให้ดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการและติดตามประเมินผลอย่างเป็นระบบ แบ่งเป็นแต่ละภูมิภาค คือ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้

พื้นที่ภาคเหนือ เป็นอีกพื้นที่ที่ประสบปัญหาเรื่องน้ำค่อนข้างมาก เนื่องจากสภาพภูมิประเทศมีความลาดชัน ป่าไม้ถูกทำลาย ในฤดูฝนเกิดปัญหาน้ำป่าไหลหลากฤดูแล้งประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานพระราชดำริโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นหลายโครงการมีทั้งโครงการที่ กรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ และโครงการที่อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมในการก่อสร้าง

อย่างไรก็ตามให้การขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเป็นไปเป้าหมาย คณะอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริพื้นที่ภาคเหนือ ที่มี นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นประธาน ได้ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2560 จนถึงปัจจุบันรวมถึง 6 ครั้ง จำนวน 36 โครงการ โดยครั้งล่าสุดคือครั้งที่ 6 มีจำนวน 13 โครงการ ทุกโครงการมีความก้าวหน้าอย่างน่าพอใจประกอบด้วย โครงการที่ได้รับจัดสรรงบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) แล้วมีจำนวน 1 โครงการ ได้แก่ โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยลอย ตำบลวังทอง อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำชลประทานขนาดเล็ก งบประมาณค่าก่อสร้าง 37.66 ล้านบาท ปัจจุบันมีผลงานก่อสร้างร้อยละ 30

พลากร สุวรรณรัฐ

โครงการที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของ กปร. เพื่ออนุมัติงบประมาณดำเนินงานก่อสร้างในปีงบประมาณ 2561 จำนวน 5 โครงการ ได้แก่ โครงการสถานีสูบน้ำแม่เชียงรายลุ่ม 2 พร้อมระบบส่งน้ำ ตำบลแม่พริก อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง งบประมาณค่าก่อสร้าง 36.81 ล้านบาท สถานภาพมีความพร้อมในการก่อสร้าง โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่เย๊าะพร้อมระบบส่งน้ำ ตำบลเวียงมอก อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง โครงการนี้แม้แบบก่อสร้างแล้วเสร็จก็ตาม แต่มีพื้นที่บางส่วนอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ โซน C เกิน 50 ไร่ ดังนั้นจะต้องศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE) เพื่อนำไปใช้ประกอบการขออนุญาตใช้พื้นที่ต่อไป งบประมาณค่าก่อสร้าง 42.83 ล้านบาท โครงการฝายแม่ อางบ้านน้ำล้อม ตำบลบ้านแลง อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง งบประมาณค่าก่อสร้าง 19.50 ล้านบาท สถานภาพโครงการมีความพร้อมในการก่อสร้าง โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยเฮี้ยพร้อมระบบส่งน้ำ ตำบลนิคมพัฒนา อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง งบประมาณค่าก่อสร้าง 51.59 ล้านบาทสถานภาพโครงการมีความพร้อมในการก่อสร้าง และโครงการอ่างเก็บน้ำแม่อาง ตำบลบ้านแลง อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลางดำเนินการต่อเนื่องมากกว่า 1 ปี โดยในปีแรกขอรับการสนับสนุนจาก กปร.งบประมาณค่าก่อสร้าง 18 ล้านบาท สถานภาพโครงการมีความพร้อมในการก่อสร้าง

โครงการที่อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อม จำนวน 7 โครงการ เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กที่อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมในการดำเนินการก่อสร้างจำนวน 5 โครงการ ประกอบด้วย โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแหน ตำบลแม่ทะ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง มีความจุ 192,000 ลูกบาศก์เมตร ส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกได้ 300 ไร่ ขณะนี้อยู่ระหว่างการขออนุญาตใช้พื้นที่จากกรมป่าไม้ คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 โดยของบสนับสนุนการก่อสร้างจาก กปร.จำนวน 15 ล้านบาท โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่สุย ตำบลบ้านค่า อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง ค่อนข้างจะล่าช้าเนื่องจากมีผู้คัดค้านโครงการจำนวน 14 รายและมีพื้นที่บางส่วนอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน ซึ่งกรมชลประทานจะประสานกับหน่วยงานปกครองในพื้นที่เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง พร้อมทั้งเร่งขออนุญาตใช้พื้นที่จากกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช โครงการนี้สามารถช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูก 3,000 ไร่ โครงการฝายแม่อางบ้านดงพร้อมระบบส่งน้ำ ตำบลบ้านแลง อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง ขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบ คาดว่าจะสามารถก่อสร้างในปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 โครงการอ่างเก็บน้ำแม่จางตอนบน ตำบลจาเหนือ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง มีความจุ 1.44 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกจำนวน 1,500 ไร่ มีแผนงานศึกษา IEE ในปีงบประมาณ พ.ศ.2561 คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 และโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่เคียน ตำบลปงเตา อำเภองาว จังหวัดลำปาง มีความจุที่ระดับเก็บกัก 2.67 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูก 1,800 ไร่ มีแผนศึกษา IEE เจาะสำรวจธรณี และขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าไม้ภายในปีงบประมาณ พ.ศ.2561 มีแผนก่อสร้างภายในปี 2563

ส่วนอีก 2 โครงการ เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง ซึ่งจะต้องทำการศึกษาความเหมาะสมและจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เนื่องจากพื้นที่ก่อสร้างและพื้นที่น้ำท่วมอยู่ทั้งในเขตป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ และพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1A ประกอบด้วย โครงการอ่างเก็บน้ำแม่บอม(แม่ตุ๋ย) ตำบลบ้านขอ อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง มีความจุที่ระดับเก็บกัก 10.24 ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกได้ประมาณ 6,000 ไร่ คาดว่าจะสามารถก่อสร้างได้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 โดยขอสนับสนุนงบประมาณจาก กปร. ในปีแรกจำนวน 31 ล้านบาท และโครงการอ่างเก็บน้ำแม่งาว ตำบลบ้านร้อง อำเภองาว จังหวัดลำปาง มีความจุที่ระดับเก็บกัก 18.81 ล้านลูกบาศก์เมตรสามารถช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกได้ประมาณ 13,628 ไร่ คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 โดยจะขอรับการสนับสนุนงบประมาณจาก กปร. ในปีแรก จำนวน 40 ล้านบาท

นายประพิศ จันทร์มา 

นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีฝ่ายก่อสร้าง กรมชลประทาน ได้รายงานสรุปผลการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทั้ง 36 โครงการ ที่องคมนตรีได้ลงพื้นที่ติดตามทั้ง 6 ครั้งว่า ในจำนวน 36 โครงการดังกล่าว กรมชลประทานได้ดำเนินการของบประมาณปี 2561 จาก กปร.จำนวน 19 โครงการ เป็นโครงการที่แล้วเสร็จภายในปี 2561 จำนวน 16 โครงการ และเป็นโครงการต่อเนื่องอีก 3 โครงการ ส่วนที่เหลืออีก 17 โครงการ จะดำเนินการของบประมาณในปีต่อๆ ไป

นอกจากนี้ ในจำนวน 36 โครงการดังกล่าว ยังได้ขอดำเนินการเปลี่ยนแปลงงบประมาณปี 2561 เพื่อศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม จำนวน 1 โครงการ และการประสานงานขอช่างรังวัดเพิ่มเติม เพื่อปฏิบัติงานรังวัดที่ดินให้กับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ปี พ.ศ. 2561-2562 จำนวน 6 โครงการ อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานจะจัดทำกรอบระยะเวลา เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการ
กำกับ ติดตาม และขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริให้เป็นไปตามเป้าหมายทุกโครงการ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรรัชกาลที่ 9 ได้รับการยกย่องให้เป็น “ปราชญ์แห่งน้ำ” เพราะพระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถในด้านการพัฒนาแหล่งน้ำในทุกๆ ด้าน ทรงทุ่มเท พระวรกายในการศึกษาวิจัยและการพัฒนาแหล่งน้ำ จนเกิดเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเกี่ยวกับน้ำมากกว่า 2,700 โครงการ สามารถแก้ไขทั้งปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง คุณภาพน้ำ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างประโยชน์มหาศาลให้กับประเทศไทยและพสกนิกรชาวไทย จนในปัจจุบันกลายเป็น “ศาสตร์พระราชา” ที่ถ่ายทอดและสืบสานต่อไป ชั่วลูกชั่วหลาน

โครงการพัฒนาแหล่งน้ำทั้ง 36 โครงการดังกล่าว เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ยังคงเหลืออีกกว่า 100 โครงการในภูมิภาคต่างๆ โดยกรมชลประทานจะเร่งดำเนินงานให้แล้วเสร็จตามพระราชกระแสรับสั่งของในหลวงรัชกาลที่ 10 ต่อไป

รายงานพิเศษ : ผ่าทางตัน…ปรับปรุงการจัดเก็บเงิน ‘Cess’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/327767

รายงานพิเศษ : ผ่าทางตัน...ปรับปรุงการจัดเก็บเงิน ‘Cess’

รายงานพิเศษ : ผ่าทางตัน…ปรับปรุงการจัดเก็บเงิน ‘Cess’

วันอังคาร ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ค่าธรรมเนียมส่งออกยางพารา หรือที่เรียกกันว่า เงิน “Cess” เป็นเงินที่ การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) จัดเก็บจากผู้ส่งออกยางนอกราขอาณาจักร เพื่อนำมาสมทบเป็นกองทุนพัฒนายางพารา ช่วยเหลือ สนับสนุนและส่งเสริมสวัสดิการให้เกษตรกร สถาบันเกษตร ตลอดจนผู้ประกอบกิจการยางพาราทั้งระบบ ซึ่งล่าสุดตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา กยท.ได้ปรับอัตราการจัดเก็บเงิน Cess ใหม่จากแบบขั้นบันไดตามราคายาง มาเป็นการจัดเก็บในอัตราคงที่ กิโลกรัมละ 2 บาท ซึ่งจะส่งผลดีมากกว่า

ที่ผ่านมา กยท.จะเก็บเงิน Cess ได้ประมาณปีละ 8,000-9,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้อมูลตัวเลขการจัดเก็บค่าธรรมเนียมส่งออกยางพาราของ 3 หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับยางคือ กยท. กรมศุลกากร และกรมวิชาการเกษตร ปรากฏว่าไม่ตรงกัน น่าจะมีการรั่วไหลของเงิน Cess ล่าสุดได้มีการประเมินเปรียบเทียบสถิติพื้นที่ปลูกยางในประเทศไทยโดยใช้ฐานข้อมูลเดิมเป็นเกณฑ์ พบว่า ปี 2560 มีพื้นที่ปลูกยางพาราประมาณ 20.5 ล้านไร่ มีปริมาณผลผลิตประมาณ 4.5 ล้านตัน ซึ่งเป็นตัวเลขใกล้เคียงกับตัวเลขการส่งออกยาง

ถ้าคิดแค่ปริมาณการส่งออกกับเงิน Cess ที่เก็บได้ก็ไม่น่าจะมีการรั่วไหลแต่ความเป็นจริง ล่าสุดได้มีการใช้ดาวเทียมของ Gistda สำรวจพื้นที่การปลูกยางพาราทั่วประเทศ พบว่าในปีเดียวกันคือปี 2560 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกยางมากกกว่า 32 ล้านไร่ มากกว่าฐานข้อมูลเดิมกว่า 11 ล้านไร่

เทียบบัญญัติไตรยางศ์อย่างง่ายๆ ถ้าหากพื้นที่ปลูกยาง 32 ล้านไร่ ปริมาณผลผลิตยางที่ออกมาก็ไม่ควรจะน้อยกว่า 7.0 ล้านตัน และควรจะเก็บเงิน Cess ได้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 12,000 กว่่าล้านบาทต่อปี แล้วเงิน Cess ที่ควรจะได้มาใช้พัฒนายางพาราไทยและช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางอีกกว่า 4,000 ล้านบาทต่อปี หายไปไหน?

นี่แหละคือที่มาของ “การปรับปรุงระบบจัดเก็บค่าธรรมเนียมส่งยางพาราออกนอกราชอาณาจักร(Cess)”

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการ กยท. เปิดเผยว่า กยท.ดำเนินการปรับปรุงระบบการจัดเก็บเงิน Cess เพื่อให้มีความชัดเจนและโปร่งใส ข้อมูลตรวจสอบได้ทั้งระบบ ซึ่งที่ผ่านมาปริมาณผลผลิตยางที่แท้จริงอาจคลาดเคลื่อนไปมาก และตัวเลขการส่งออกจริงอาจสูงกว่าที่เป็นอยู่ คณะกรรมการ กยท. ที่มี พลเอกฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข เป็นประธาน ไม่นิ่งนอนใจได้มีความเห็นว่า หากมีการลักลอบส่งออกยาง หรือการหลบเลี่ยงภาษีส่งออกจริงจะต้องดำเนินการตามระเบียบข้อกฎหมายต่อผู้สมรู้ร่วมคิดในการกระทำความผิดให้ถึงที่สุด จึงได้มีการตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อสืบหาข้อเท็จจริงในเรื่องการหลบเลี่ยงการจ่ายเงิน Cess ขึ้นมา โดยประสานความร่วมมือกับกรมศุลกากรทั้งการลงพื้นที่เพื่อไปสังเกตุการณ์

ตามด่านต่างๆทั่วประเทศ และขณะนี้อยู่ในระหว่างรวบรวมข้อมูลหลักฐาน

นอกจากนี้คณะกรรมการ กยท. ยังได้เชิญผู้แทนจากกรมศุลกากร และสำนักงานอัยการสูงสุด เข้าร่วมให้ข้อมูลในปัญหาต่างๆ ที่พบ และเหตุผลที่ กยท.จะปรับปรุงระบบการจัดเก็บเงิน Cess ใหม่ เนื่องจากเกิดการรั่วไหลจริง ที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ทั้งระบบ ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ กยท. ขาดความพร้อมเรื่องของเครื่องชั่งบริเวณด่านก่อนผ่านพิธีศุลกากร และที่สำคัญการปรับปรุงระบบการจัดเก็บเงิน Cess มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บสูงขึ้น เพิ่มคุณภาพการบริการ และมีความโปร่งใสในการบริหารงาน โดยสามารถดำเนินการผ่านระบบ NSW (National Single Window) เชื่อมโยงข้อมูลการจัดเก็บค่าธรรมเนียมตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางไปยังด่านต่างๆ ทั่วประเทศได้อย่างถูกต้องแม่นยำเป็นระบบสามารถตรวจสอบได้

“ปัญหาความรั่วไหลในการจัดเก็บเงิน Cess ถือเป็นเรื่องสำคัญของทั้งผู้บริหารและพนักงาน กยท. ที่จะร่วมกันในการสอดส่องดูแลเพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างให้กับกลุ่มคนใดหรือบุคคลใดเข้ามาหาประโยชน์จากเรื่องนี้ เพราะการบริหารจัดเก็บเงิน Cess เพื่อนำเข้ากองทุนพัฒนายางพารา ถือเป็นหน้าที่หนึ่งที่ กยท.จะต้องดูแลให้เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่เกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยาง ในการนำไปพัฒนาวงการยางพาราไทยต่อไป” ผู้ว่าการ กยท.กล่าวย้ำ

สำหรับการปรับปรุงระบบจัดเก็บเงิน Cess นั้น คณะกรรมการ กยท.ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า แนวทาง การว่าจ้างเอกชนมาดำเนินการปรับปรุงระบบทั้งหมด และเป็นผู้ลงทุนให้ทั้งหมด โดยที่ กยท. เป็นผู้ควบคุมขั้นตอนการดำเนินงานและจ่ายเป็นค่าจ้างให้ตามที่ตกลง จะประหยัดงบประมาณ แต่ได้ระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และรวดเร็วกว่า กยท.ดำเนินการเอง จึงได้ประกาศหาผู้สนใจให้เสนอวิธีการปรับปรุงระบบการจัดเงิน Cess เมื่อเดือน มกราคม ปี 2561 ที่ผ่านมา

แต่…เกิดความเข้าใจผิด คิดว่า จะให้เอกชนมาจัดเก็บเงิน Cess แทน กยท. และได้ผลตอบแทนถึงร้อยละ 5 ของเงิน Cess ที่จัดเก็บได้ หากประเมินจากยอดเงิน Cess เดิมเอกชนจะมีรายได้ไม่น้อยกว่า 400 ล้านบาท!!

โดยเฉพาะสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการยางแห่งประเทศไทย (สร.กยท.) ได้ออกแถลงการณ์ ขอให้ กยท. ทบทวนและยกเลิกการให้เอกชนจัดเก็บเงิน CESS และเห็นว่าการคิดอัตราค่าตอบแทนร้อยละ 5 ของค่าธรรมเนียมที่จัดเก็บได้ ย่อมส่งผลกระทบต่อพนักงาน และจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรชาวสวนยางในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กยท. ควรจะการพัฒนาต่อยอดการชำระเงินค่าธรรมเนียมการส่งออกยางพารา เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์เชื่องโยงกับระบบการจัดเก็บภาษีของกรมศุลกากร (NSW) ที่ กยท.ทำอยู่ในปัจจุบันมากกว่า ซึ่งจะมีความสะดวกรวดเร็วและป้องกันการหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าธรรมเนียมได้

ในขณะเดียวกันแกนนำ ชาวสวนยางได้เรียกร้องไปยังชาวสวนยางทั่วประเทศร่วมคัดค้านการให้เอกชนจัดเก็บเงิน CESS เพราะเป็นการสูญเสียงบประมาณ และอาจเกิดช่องทางทุจริต

เรื่องนี้ร้อนถึงผู้ว่าฯ กยท. ต้องออกมาชี้แจงความจริง

ดร.ธีธัชกล่าวว่า การให้เอกชนเข้ามาดำเนินการนั้น เป็นเรื่องของการวางระบบการจัดเก็บค่าธรรมเนียม ตั้งแต่จัดหาที่ดินบริเวณด่านต่างๆ ทั่วประเทศกว่า 17 ด่าน ติดตั้งระบบเครื่องชั่งรถบรรทุกดิจิทัล มีความรู้เรื่องการวางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อการเชื่อมต่อข้อมูลของการส่งออกยางทั้งระบบของหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบ โดยระบบต้องสามารถวิเคราะห์ข้อมูลที่สำคัญของการส่งออกยาง และนำข้อมูลที่ได้มาวางแผนการตลาดล่วงหน้า ประเมินความเสี่ยงของผู้ส่งออกยางแต่ละราย ซึ่งจะสามารถลดปัญหาการสูญเสีย อุดรอยรั่ว พัฒนาระบบการจัดเก็บค่าธรรมเนียมให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

“ไม่ใช่การจ้างเอกชนมาเก็บค่าธรรมเนียมฯ ย้ำว่าเจ้าหน้าที่ของ กยท.ยังทำหน้าที่รับเงินค่าธรรมเนียมผ่านระบบ NSW เช่นเดิม ในส่วนของอัตราค่าจ้าง อาจแตกต่างกันได้ตามวิธีการที่ผู้รับจ้างแต่ละรายเสนอมาให้พิจารณาคัดเลือก แต่เพดานสูงสุดต้องไม่เกินร้อยละ 5 ของค่าธรรมเนียมที่จัดเก็บได้ ซึ่งจะต้องเป็นธรรมทั้งกับ กยท. และผู้รับจ้าง จึงขอยืนยันว่า โครงการดังกล่าว
มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ของกองทุนพัฒนายางพารา อันเป็นหน้าที่สำคัญตามพ.ร.บ. กยท. พ.ศ. 2558 กำหนดไว้ ว่าจะต้องดูแลให้เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่เกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยาง ในการนำไปพัฒนาวงการยางพาราไทย” ผู้ว่าการ กยท.กล่าวยืนยัน

อย่างไรก็ตาม เพื่อยืนยันความโปร่งใส ลดกระแสความไม่เข้าใจ กยท. จึงมีคำสั่งให้ชะลอการดำเนินการรับข้อเสนอในการว่าจ้างเอกชนไปก่อน เพื่อเปิดรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพิ่มเติม และนำแนวทางต่างๆ ไปเสนอต่อคณะกรรมการ กยท. ในการประชุมประจำเดือนมีนาคม 2561 ที่จะถึงนี้

เรื่องการจับเก็บเงิน Cess เป็นปัญหาลึกลับซับซ้อนสะสมนานมาแล้ว อยากให้มองผลประโยชน์ที่ประเทศชาติ และเกษตรกรชาวสวนยางที่จะได้รับเป็นสำคัญ…ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่มีแต่ได้อย่างเดียว แต่ถ้าทำแล้ว ได้ผลประโยชน์ที่ได้รับมีมากกว่า ก็จะน่าจะทำ

เรื่องนี้….ผลจะออกมาเป็นอย่างไร 21 มีนาคม 2561 นี้น่าจะมีคำตอบ..

รายงานพิเศษ : ‘ศุภธนิศร์ ภูเวียงจันทร์’ครูบัญชีดีเด่นระดับภาคปี 2561 ต่อยอดความสำเร็จชุมชนต้นแบบพัฒนาศูนย์เรียนรู้ด้านบัญชีครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/326231

รายงานพิเศษ : ‘ศุภธนิศร์ ภูเวียงจันทร์’ครูบัญชีดีเด่นระดับภาคปี 2561 ต่อยอดความสำเร็จชุมชนต้นแบบพัฒนาศูนย์เรียนรู้ด้านบัญชีครบวงจร

รายงานพิเศษ : ‘ศุภธนิศร์ ภูเวียงจันทร์’ครูบัญชีดีเด่นระดับภาคปี 2561 ต่อยอดความสำเร็จชุมชนต้นแบบพัฒนาศูนย์เรียนรู้ด้านบัญชีครบวงจร

วันอังคาร ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สนับสนุนและพัฒนาให้อาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี หรือครูบัญชีอาสา เป็นตัวแทนของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ในการทำหน้าที่สอนแนะและกระตุ้นการเรียนรู้และติดตามผลการจัดทำบัญชี เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปนำ “บัญชี” ไปใช้เป็นเครื่องมือนำทางให้ผู้ทำบัญชี รู้จักคิด รู้จักจ่าย รู้จักออม และเกิดแรงจูงใจที่จะปรับเปลี่ยนตนเองสู่ชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ก่อเกิดแนวคิดพัฒนาอาชีพ ทำให้รู้รายได้ รู้รายจ่าย มีเงินออม ก้าวสู่การดำเนินชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

ศุภธนิศร์ ภูเวียงจันทร์ ครูบัญชีดีเด่น ระดับภาค ประจำปี 2561 วัย 29 ปี จากตำบลดอยหล่อ อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นครูบัญชีรุ่นใหม่ที่ปฏิบัติงานเป็นครูบัญชีอาสาของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ โดยส่งเสริมการทำบัญชีให้เกษตรกรและชาวบ้านในชุมชนมาเป็นเวลากว่า 11 ปี เพื่อให้เกษตรกรและคนในชุมชนเห็นความสำคัญของการทำบัญชี ซึ่งประสบการณ์การสอนและติดตามการทำบัญชี ทำให้ทราบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นหนี้จากการทำการเกษตร ไม่สามารถชำระหนี้ได้ จึงมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะใช้บัญชี เป็นเครื่องมือ ปลดหนี้ให้เกษตรกร โดยคำนึงถึงหนี้เป็นหลักและใช้ต้นทุนในการขับเคลื่อนทำให้เกิดกำไรจากการประกอบอาชีพ และสามารถชำระหนี้ได้

ผลงานสำคัญคือการเป็นผู้พัฒนาโมเดลบ้านร้องส้มป่อย 4.0 ซึ่งเกิดจากการเข้าไปขับเคลื่อนให้เกษตรกรในชุมชนบ้านร้องส้มป่อย ตำบลทุ่งสะโตก อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีสมาชิก 53 ครัวเรือน ได้เห็นความสำคัญในการจัดทำบัญชีทั้งบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ และนำข้อมูลจากการบันทึกบัญชีไปวิเคราะห์ตนเอง ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงจากหมู่บ้านที่เกษตรกรมีหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ กลายเป็นชุมชนที่มีระบบจัดการที่ดีและเข้มแข็ง จนพัฒนาเป็นชุมชนต้นแบบคนรักการทำบัญชี

“ชุมชนบ้านร้องส้มป่อย เดิมทีเป็นชุมชนขนาดเล็กมีเฉพาะที่อยู่อาศัย และมีหนี้สินเป็นจำนวนมาก ส่วนมากเป็นหนี้นอกระบบ จึงได้นำระบบบัญชีมาใช้เป็นตัวขับเคลื่อนในการปลดหนี้ ให้ชาวบ้านใช้บัญชีในการคิดวิเคราะห์ และแยกแยะค่าใช้จ่ายต่างๆ ในชุมชน ในครัวเรือน และหาวิธีลดค่าใช้จ่ายเหล่านี้ให้ได้ โดยใช้แนวคิดของชุมชนเป็นหลัก และส่งเสริมให้ชาวบ้านมีอาชีพหลัก อาชีพรอง อาชีพเสริม ทำให้มีเงินหมุนเวียนในครัวเรือน มีเงินออม จนตอนนี้หนี้นอกระบบหายไป ชาวบ้านมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและยังเป็นต้นแบบให้หมู่บ้านใกล้เคียงมาดูงานและนำไปปฏิบัติตามแบบอย่าง” ครูศุภธนิศร์ กล่าวถึงความสำเร็จของการขับเคลื่อนการทำบัญชีในชุมชนต้นแบบ

หลังจากพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนบ้านร้องส้มป่อยให้สามารถจัดทำบัญชีได้ทุกครัวเรือนจนสามารถปลดหนี้นอกระบบได้สำเร็จแล้ว ครูศุภธนิศร์ ยังเตรียมขยายผลเครือข่ายคนทำบัญชีให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น โดยใช้แบบอย่างจากชุมชนบ้านร้องส้มป่อย เป็นโมเดลในการพัฒนาในชุมชนอื่นๆ ต่อไป

“คิดที่จะขยายเครือข่ายคนทำบัญชีให้มากขึ้น อาศัยหลักเดิมของชุมชนบ้านร้องส้มป่อยมาเป็นโมเดลต้นแบบ โดยจะขยายไปที่ชุมชนดอยหล่อ ชุมชนบ้านวังพานทอง ชุมชนบ้านไร่สว่างอารมณ์ และชุมชนในบริเวณใกล้ๆ ซึ่งสามารถนำโมเดลของบ้านร้องส้มป่อย มาประยุกต์ให้เข้ากับวิถีชีวิตของตนเองและปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ รวมไปถึงการชำระหนี้ด้วย โดยตอนนี้ได้เริ่มดำเนินการแล้ว เริ่มจากการเผยแพร่องค์ความรู้ในศูนย์ศพก.ก่อน และจะกระจายสู่ชุมชนใกล้ๆ ต่อไป”

กลุ่มเด็กและเยาวชน เป็นอีกกลุ่มเป้าหมายหนึ่งของการขยายเครือข่ายการทำบัญชี โดยครูศุภธนิศร์ ได้นำบัญชีต้นกล้าเศรษฐกิจพอเพียง มาส่งเสริมความรู้ให้แก่เด็กนักเรียน ทำให้มีเครือข่ายครูบัญชีรุ่นเยาว์เพิ่มขึ้น รวมทั้งปรับแนวการสอนการทำบัญชีให้เข้ากับกลุ่มคนรุ่นใหม่นี้ โดยนำแอพพลิเคชั่น Smart Me ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ไปสอนแนะให้นักเรียนโครงการยุวเกษตรกร โรงเรียนสันติสุข อำเภอดอยหล่อ ได้เรียนรู้การบันทึกบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพ ผ่านอุปกรณ์ Smart Phone ควบคู่กับการนำไปปฏิบัติงานจริงในโครงการ และขยายผลนำไปสอนผู้ปกครองและสมาชิกในชุมชนด้วย

ศูนย์การเรียนรู้บัญชีเกษตรครบวงจร เป็นโครงการล่าสุดที่ครูศุภธนิศร์ริเริ่มให้มีขึ้นภายในศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)โดยบูรณาการร่วมกับชมรมครูบัญชีจังหวัดเชียงใหม่ และชมรมครูบัญชีระดับภาคของสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ที่ 7 กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรและเป็นฐานเรียนรู้ด้านบัญชีครบวงจรให้กับเกษตรกรและคนในชุมชน โดยให้บริการสอนแนะบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน บัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ เชื่อมโยงกับโครงการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และส่งเสริมการใช้นวัตกรรม Smart Me แก่เกษตรกร เพื่อมุ่งเน้นให้เกษตรกร มีการนำบัญชีไปใช้ คิดวิเคราะห์วางแผนในการประกอบอาชีพ สามารถลดหนี้ แก้จน ลดต้นทุน พร้อมวางแผนการผลิตได้อย่างเหมาะสมโดยตั้งเป้าพัฒนาศูนย์เรียนรู้ด้านบัญชีฯแห่งแรก ในศพก.บ้านไร่สว่างอารมณ์ จ.เชียงใหม่ และขยายไปยังจังหวัดใกล้เคียงใน จ.ลำพูน และแม่ฮ่องสอน เพื่อขยายเครือข่ายศูนย์การเรียนรู้ด้านบัญชีในชุมชนต่อไป

“ศพก.บ้านไร่สว่างอารมณ์ เป็น ศพก.ใหม่เพิ่งจัดตั้งเมื่อปี 2561 ซึ่งเราได้ระดมแนวคิดให้มีกิจกรรมใหม่ขึ้นมา คือ ศูนย์การเรียนรู้บัญชีเกษตรครบวงจร เพื่อตั้งเป็นต้นแบบในการเรียนการสอนบัญชีแบบครบวงจรมีการเรียนการสอนทั้งการบันทึกบัญชีลงในสมุดและในแอพพลิเคชั่นด้วย ซึ่งเกษตรกรและประชาชนที่เข้ามาเรียนรู้ในศูนย์ฯ สามารถนำข้อมูลที่บันทึกบัญชีไปวิเคราะห์ถึงต้นทุน และภาระหนี้สินได้ โดยจะทำนำร่องใน 3 จังหวัด คือ ลำพูน เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน”

ปัจจุบันศุภธนิศร์ ภูเวียงจันทร์ ยังคงทำหน้าที่เป็นวิทยากรสอนแนะการจัดทำบัญชีทั้งบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน บัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ และบัญชีต้นกล้าเศรษฐกิจพอเพียงอีกทั้งสอนแนะการใช้แอพพลิเคชั่น Smart Me แก่เกษตรกรและประชาชนผู้ที่สนใจเพื่อขยายเครือข่ายการทำบัญชีให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายและมุ่งมั่นตั้งใจพัฒนาเกษตรกรไทยให้มีความเป็นอยู่ที่ดี ไม่มีหนี้สิน โดยใช้บัญชีเป็นเครื่องมือนำทางตามคำปรัชญาของตนเองที่ว่า “ผมจะใช้บัญชี เป็นเครื่องมือปลดหนี้ให้เกษตรกร”

“ในการทำบัญชี ถ้าเรารู้ เข้าใจ มันบันทึกไม่ยาก นอกจากเราจะได้ประโยชน์ในการบันทึก ในการทราบรายรับ-รายจ่ายของเราแล้ว ยังได้ประโยชน์ในการคิดวิเคราะห์ จำแนกในส่วนของต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน จากบัญชีที่เราบันทึกมา และปรับใช้ ปรับลดให้เกิดประโยชน์ในการดำเนินชีวิต และนำไปใช้เท่าที่จำเป็น เกิดเป็นเงินออมให้เก็บใช้ในอนาคต” ศุภธนิศร์ กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : เจาะอุโมงค์ส่งน้ำแม่กวง…บูรณาการหน่วยงานน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/324763

รายงานพิเศษ : เจาะอุโมงค์ส่งน้ำแม่กวง...บูรณาการหน่วยงานน้ำ

รายงานพิเศษ : เจาะอุโมงค์ส่งน้ำแม่กวง…บูรณาการหน่วยงานน้ำ

วันอังคาร ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในเรื่องการแก้ปัญหาเกี่ยวกับน้ำของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และคุณภาพน้ำ เพราะน้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาประเทศ

แต่ปัจจุบันมีหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำกว่า 30 หน่วยงาน ทำงานซ้ำซ้อนขาดประสิทธิภาพ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และนายกรัฐมนตรี จึงมีคำสั่ง ที่ 46/2560 จัดตั้ง สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำของประเทศทั้งระบบมีเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงาน โดยทำหน้าที่บูรณาการงาน ข้อมูล แผนงาน โครงการ งบประมาณ ตลอดจนการติดตามประเมินผล และควบคุมการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำของประเทศ ให้เป็นไปตามเป้าหมาย

โครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธาร จ.เชียงใหม่ เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่ใช้งบมากกว่า 15,000 ล้านบาท ที่ถูกนำมาเร่งรัดดำเนินการตามคำสั่งการดังกล่าว เนื่องจากมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน โดยมีกรมชลประทานเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงาน

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ผ่านมาการดำเนินโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ค่อนข้างจะล่าช้า จึงได้สั่งการให้ สทนช. เร่งรัดบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับนโยบายและพื้นที่ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามแผนที่วางไว้ และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ในเรื่องการสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำภาคการผลิต (เกษตรและอุตสาหกรรม) และการจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย ซึ่งโครงการนี้จะสามารถสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำ แก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ น้ำท่วม และคุณภาพน้ำในลุ่มน้ำปิงได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า ในปัจจุบันการเติบโตทั้งทางด้านการท่องเที่ยว อุตสาหกรรม และการขยายตัวของชุมชนในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูนเป็นไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มีความต้องการใช้น้ำในปริมาณที่สูงกว่าปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำเป็นปริมาณปีละ 137 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) และในอนาคตมีแนวโน้มว่าจะขาดแคลนน้ำมากถึงปีละ 173 ล้านลบ.ม.

โครงการเพิ่มปริมาณนํ้าในอ่างเก็บนํ้าเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จังหวัดเชียงใหม่ เป็นการพัฒนาลุ่มน้ำปิงตอนบนซึ่งมีลุ่มน้ำสาขาสำคัญๆ 3 ลุ่มน้ำคือ ลุ่มน้ำแม่กวง ลุ่มน้ำแม่งัด และลุ่มน้ำแม่แตง โดยที่ผ่านมาได้มีการสร้างอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธาราอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตั้งแต่ปี พ.ศ.2519 เพื่อประโยชน์ด้านอุปโภค บริโภค และการเกษตร ในเขตพื้นที่ จ.เชียงใหม่และลำพูน แต่มีปัญหาน้ำไม่เพียงพอกับความต้องการ ประกอบน้ำปริมาณน้ำท่าที่ไหลลงอ่างฯโดยเฉลี่ยในแต่ละปีจะมีน้อยกว่าปริมาณความจุ ในขณะที่ปริมาณน้ำท่า ในลุ่มน้ำแม่งัด และแม่แตง ในฤดูฝนจะมีปริมาณน้ำมากเกินความต้องการเกิดภาวะน้ำท่วมเป็นประจำ

ดังนั้นเพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในทั้ง 3 ลุ่มน้ำดังกล่าว ซึ่งล้วนเป็นลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำปิง เกิดประโยชน์สูงสุด จึงได้ดำเนินโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธาราดังกล่าว โดยเจาะอุโมงค์ส่งน้ำเพื่อส่งน้ำจากลำน้ำแม่แตง ในส่วนที่เกินความต้องการช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนพฤศจิกายน ประมาณ 113 ล้านลบ.ม.ต่อปี ไปยังอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล และผันน้ำส่วนเกินของอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ประมาณ 47 ล้านลบ.ม.ต่อปี ผ่านอุโมงค์ส่งน้ำไปยังอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา รวมปริมาณน้ำที่ผันทั้งสิ้นประมาณ 160 ล้านลบ.ม.ต่อปี

นอกจากนี้ยังจะดำเนินโครงการส่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล กลับไปยังระบบส่งน้ำของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แตง เพื่อสนับสนุนให้พื้นที่การเกษตรในลุ่มน้ำแม่แตงในฤดูแล้งประมาณ 25 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีอีกด้วย ซึ่งจะทำให้ประชาชนที่อยู่ทั้ง 3 ลุ่มน้ำย่อยของลุ่มน้ำปิง ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ ทำให้มีความมั่นคงในเรื่องน้ำตลอดปี ทั้งน้ำเพื่อการเกษตร การอุปโภคบริโภค ลดปัญหาน้ำท่วมโดยเฉพาะในลุ่มน้ำแม่แตง รวมทั้งพื้นที่เศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่

อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างจะล่าช้ากว่าแผนที่กำหนดไว้ เนื่องจากซึ่งโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่มีการเจาะอุโมงค์ส่งน้ำที่ใหญ่และยาวที่สุดในประเทศไทย ทำให้มีหลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า แม้การดำเนินงานขณะนี้จะล่าช้าไปบ้าง กรมชลประทานจะบูรณาการกับ สทนช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งดำเนินงานโครงการดังกล่าว ให้แล้วเสร็จตามแผนงาน คือ ภายในปี 2564 เพื่อสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำ แก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ ปัญหาน้ำท่วม และปัญหาคุณภาพน้ำในลุ่มน้ำปิงอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

สำหรับความก้าวหน้าในการก่อสร้างนั้น ซึ่งจะแบ่งการขุดเจาะอุโมงค์ส่งน้ำออกเป็น 2 ช่วง ด้วยกันคือ อุโมงค์ส่งน้ำช่วงแม่งัด-แม่กวง และอาคารประกอบ ระยะทาง 22.975 กิโลเมตร ปัจจุบันสามารถขุดได้ระยะทาง 4,713 เมตร คิดเป็นความก้าวหน้า 26.604% ส่วนช่วงที่ 2 คือ อุโมงค์ส่งน้ำช่วงแม่แตง-แม่งัดและอาคารประกอบ ระยะทาง 25.624 กิโลเมตร ปัจจุบันสามารถขุดได้ระยะทาง 647 เมตร คิดเป็นความก้าวหน้า 9.945 %

ส่วนการขอใช้พื้นที่ในการดำเนินโครงการในส่วนที่เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ประมาณ 745 ไร่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อนุมัติเรียบร้อยแล้ว จะเหลือ
เฉพาะพื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติศรีลานนา จำนวนประมาณ 229 ไร่ อยู่ระหว่างการเสนอคณะรัฐมนตรี เห็นชอบในหลักการเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติ

“เมื่อโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธาราแล้วเสร็จ จะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนของอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธาราเฉลี่ยปีละประมาณ 160 ล้านลบ.ม. ซึ่งจะใช้ในการเกษตร อุปโภค-บริโภค อุตสาหกรรม และรักษาระบบนิเวศ ช่วยเพิ่มเสถียรภาพการส่งน้ำของพื้นที่ชลประทานโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จำนวน 175,000 ไร่ และ เพิ่มพื้นที่เพาะปลูกช่วงฤดูแล้งของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แตง จำนวน 14,550 ไร่ ช่วยสนับสนุนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การท่องเที่ยว และภาคอุตสาหกรรม ในเขตพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน จากปีละ 13.31 ล้านลบ.ม. เป็น 49.99 ล้านลบ.ม.” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังจะเพิ่มขีดความสามารถและประสิทธิภาพในการจัดการน้ำในลุ่มน้ำปิงตอนบน โดยกรมชลประทานจะนำระบบโทรมาตรและระบบเตือนภัยน้ำท่วมมาใช้ในการบริหารจัดการน้ำและเตือนภัยจากน้ำหลากที่เกิดขึ้นล่วงหน้าอีกด้วย

สทนช.จะเป็นหน่วยงานหลักร่วมบูรณาการกับกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างอุโมงค์ส่งน้ำที่ใหญ่จะยาวที่สุดในประเทศไทยครั้งนี้ สำเร็จได้ตามเป้าหมายหรือไม่ ปี 2564 รู้กัน….