รายงานพิเศษ : ศพก.ปัว‘จ.น่าน’ต้นแบบการทำนาโยน ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตได้จริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/339974

รายงานพิเศษ : ศพก.ปัว‘จ.น่าน’ต้นแบบการทำนาโยน ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตได้จริง

รายงานพิเศษ : ศพก.ปัว‘จ.น่าน’ต้นแบบการทำนาโยน ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตได้จริง

วันจันทร์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายให้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) กระจายอยู่ทุกอำเภอทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 882 ศูนย์ เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรของชุมชนที่เกิดจากปัญหาของชุมชนและสามารถตอบสนองความต้องการด้านการเกษตรของชุมชนได้ และเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการเกษตร มุ่งเน้นการเรียนรู้จากเกษตรกรต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร การเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนและการพัฒนาคุณภาพตลอดจนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิตโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเกษตรกรต้นแบบ เพื่อให้เกษตรกรที่มาเรียนรู้เกิดความรู้ ความเข้าใจ มีการใช้ปัจจัยการผลิตได้อย่างเหมาะสม และนำองค์ความรู้ที่ได้รับจาก ศพก. ไปประยุกต์ใช้เพื่อลดต้นทุนการผลิต เพิ่มปริมาณ และคุณภาพของผลผลิต รวมทั้งยังเป็นจุดที่ให้บริการข้อมูลข่าวสารและบริการด้านการเกษตรต่างๆ กับเกษตรกร อีกทั้งยังใช้เป็นจุดนัดพบ พบปะพูดคุยของเจ้าหน้าที่กับเกษตรกร และเกษตรกรกับเกษตรกรด้วยกันเอง

นางสาวดารณี สุวรรณโพธิ์ศรีผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมการผลิตข้าว กรมการข้าว กล่าวว่า จากศพก. จำนวน 882 ศูนย์ จะแบ่งเป็น ศพก.ด้านข้าวอยู่450 ศูนย์ โดยกิจกรรมด้านข้าวของแต่ละ ศพก.จะมีความโดดเด่นแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความสามารถและความถนัดของเจ้าของศูนย์เรียนรู้นั้นๆ เป็นหลัก เช่น บางแห่งเน้นหนักเรื่องการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีบางแห่งทำนาอินทรีย์ บางแห่งเน้นเรื่องการลดต้นทุนการผลิตข้าว เป็นต้น ทั้งนี้กรมการข้าวในฐานะเป็นหน่วยงานหลักในการดูแล ศพก.ด้านข้าว ก็จะถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีการผลิตและนวัตกรรมด้านข้าวที่เหมาะสมกับ ศพก.แต่ละแห่ง

พร้อมกันนี้ กรมการข้าวยังได้จัดทำแปลงเรียนรู้การปลูกข้าวในพื้นที่ของ ศพก.ทั้ง 450 ศูนย์ เพื่อเป็นต้นแบบการจัดการแปลงนาอย่างเหมาะสม ให้เกษตรกรในชุมชนได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้และนำกลับไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของตนเองต่อไปที่สำคัญในปีนี้ กรมการข้าวยังได้จัดกิจกรรมให้นำนักเรียน นักศึกษา เข้ามาศึกษาดูงานในแปลงเรียนรู้ของ ศพก.ด้านข้าว เพื่อปลูกฝังเยาวชนให้รู้จักว่าการทำนามีขั้นตอนหรือกิจกรรมอะไรบ้าง เพื่อให้เขารักและหวงแหนอาชีพการทำนา และสืบทอดอาชีพนี้ให้คงอยู่อย่างยั่งยืน

ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร อ.ปัว จ.น่าน เป็นศพก.แห่งหนึ่งที่มีความโดดเด่นด้านการลดต้นทุนการผลิตข้าว โดย นายจันทร์ พรมรังกา เจ้าของศพก. อ.ปัว เล่าว่า การทำนาของตนจะใช้วิธีโยนกล้า หรือทำนาโยนซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ศูนย์วิจัยข้าวแพร่ กรมการข้าวได้เข้ามาแนะนำส่งเสริม ซึ่งสามารถลดต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ข้าวจากเดิมที่ทำนาดำต้องใช้เมล็ดพันธุ์ข้าว15-20 กก.ต่อไร่ พอมาทำนาโยนใช้กล้าพันธุ์ข้าวประมาณ 60 ถาดเท่านั้น หรือประมาณ 4 กก.ต่อไร่

ดารณี สุวรรณโพธิ์ศรี

นอกจากนี้ ทำนาโยนยังลดค่าจ้างแรงงานจากเดิมที่จ้างเหมาดำนาไร่ละ 1,500 บาท ตนมีพื้นที่นา 4 ไร่ ก็จะมีต้นทุนค่าจ้างแรงงานถึง 6,000 บาท แต่นาโยนใช้แรงงานในครัวเรือนเพียง 2 คน
ก็ทำได้ คิดค่าแรงงานเฉลี่ยคนละ 300 บาท รวมเป็น 600 บาทต่อไร่ก็จะมีต้นทุนค่าแรงอยู่ที่ 2,400 บาททำให้ต้นทุนส่วนนี้ลดลงไปได้มากทีเดียว ขณะที่ผลผลิตข้าวก็เพิ่มขึ้น โดยปลูกข้าวพันธุ์สันป่าตอง 1 กข 6 กข 10 จากปกตินาดำไร่หนึ่งได้ผลผลิตเฉลี่ย700 กก. เป็นนาโยนได้ผลผลิต 968 กก.ต่อไร่ เนื่องจากการทำนาโยนเป็นการทำนาแบบประณีตกอหนึ่งแตกรวงได้ 30-40 รวง เมื่อใช้เมล็ดพันธุ์น้อย ข้าวไม่แออัดก็ควบคุมวัชพืชได้ง่ายขึ้น สามารถควบคุมคุณภาพข้าวได้เป็นอย่างดีอีกทั้งทางสมาชิกได้รวมกลุ่มกันผลิตปุ๋ยหมักไว้ใช้เองก็ช่วยลดต้นทุนปุ๋ยเคมีได้ส่วนหนึ่ง

“จากประสบการณ์ในการทดลองทำนาโยนมา 2-3 ปี โดยเริ่มจากทำนาโยนควบคู่กับทำนาดำ เพื่อเปรียบเทียบว่าอะไรดีกว่ากัน ก็พบว่าทำนาโยนสามารถลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้จริง ตนจึงได้หันมาทำนาโยนทั้งหมด และส่งเสริมให้สมาชิก ศพก.ได้ทำตาม ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 30 รายได้หันมาทำนาโยนและมีสมาชิกอีกหลายรายที่สนใจแนวทางการทำนาโยน ซึ่งตนอยากให้สมาชิกทำตามวิถีที่เราทำทุกวันนี้ เพื่อประหยัดต้นทุนและมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น” นายจันทร์ กล่าวย้ำ

รายงานพิเศษ : สภาเกษตรกรฯร่วมมือภาครัฐและเอกชนจีน พัฒนาต่อยอดภาคเกษตรไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/338583

รายงานพิเศษ : สภาเกษตรกรฯร่วมมือภาครัฐและเอกชนจีน พัฒนาต่อยอดภาคเกษตรไทย

รายงานพิเศษ : สภาเกษตรกรฯร่วมมือภาครัฐและเอกชนจีน พัฒนาต่อยอดภาคเกษตรไทย

วันจันทร์ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปัจจุบันสาธารณรัฐประชาชนจีนมีการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี นวัตกรรม เจริญก้าวหน้าอย่างมาก ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้ผู้ประกอบการจีนไปลงทุนต่างประเทศ ตามนโยบาย “Go Out Aboard” และ“One Belt, One Road” ได้ จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะนำไปสู่ความร่วมมือทางด้านการเกษตรระหว่างประเทศไทยกับประเทศจีน

ล่าสุด สภาเกษตรกรแห่งชาติ นำโดย นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานฯ ได้เข้าพบคุณจาง เพ้ย ตง ที่ปรึกษาฝ่ายการค้าและเศรษฐกิจ และเข้าพบ ฯพณฯ ลวี่ เจี้ยน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เพื่อหารือความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างสภาเกษตรกรแห่งชาติ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน และมูลนิธิพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรไทย เพื่อนำไปสู่ความร่วมมือด้านการพัฒนาเกษตรกรของทั้ง 2 ประเทศ พร้อมกับได้ศึกษาดูงานด้านไผ่ เห็ด และเครื่องจักรกลเกษตร ใน 3 มณฑลของจีน ได้แก่ มณฑลเจ้อเจียง ซานตงและหูหนาน

นายประพัฒน์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า หากสามารถประสานความร่วมมือระหว่างกันได้อย่างใกล้ชิดจะสนับสนุนให้เกิดการพัฒนายกระดับเกษตรกรไทยไปสู่ความเจริญก้าวหน้าอย่างเข้มแข็ง มั่นคง ยั่งยืน ซึ่งจากการเข้าศึกษาดูงานด้านไผ่ อุตสาหกรรมแปรรูปไผ่ของจีนมีความก้าวหน้ามาก มีสถาบันวิจัยไผ่แห่งชาติเป็นพี่เลี้ยงในอุตสาหกรรมนี้ มีนักวิชาการด้านไผ่อยู่ประมาณ 300 คน คอยให้คำปรึกษาแนะนำเกษตรกรผู้ปลูกไผ่,สายพันธุ์ไผ่ , การแปรรูปกลางน้ำปลายน้ำทุกระดับ เช่น ตัดแต่ง อบ ให้สี ทอเสื่อ ทอเป็นหัตถกรรมไผ่ หมอนไผ่ เฟอร์นิเจอร์จากไผ่ ซึ่งจะมีการแปรรูปต้นน้ำกลางน้ำในหมู่บ้านแล้วส่งไปยังโรงงานใหญ่ สามารถนำไผ่แช่น้ำกาวแล้วอบแห้งจึงอัดฮาร์ดบอร์ดเป็นไม้อัดหนา อัดจนกลายเป็นไม้เนื้อแข็งซึ่งเป็นไม้ที่แข็งที่สุดในโลก ส่งไปขายที่เยอรมนีเป็นหลัก รวมทั้งยุโรป โดยโรงงานมียอดขายปีละ 1 หมื่นล้านหยวนหรือราวห้าหมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ จีนยังใช้ไผ่เป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาความยากจน แก้ปัญหาการชะล้างหน้าดิน ความชื้น การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ซึ่งประเทศจีนประสบความสำเร็จในการพัฒนาอุตสาหกรรมไผ่ เราสามารถถอดบทเรียนมาใช้กับประเทศไทยได้เพื่อให้ไผ่เป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ของไทย โดย China National Bamboo Research Center เมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง ยินดีให้ความร่วมมือด้านเทคนิคและวิชาการ ด้วยการจัดส่งผู้เชี่ยวชาญมาช่วยศึกษาวิจัย พัฒนาการปลูกไผ่และยกระดับการแปรรูปเพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ตลอดจนยินดีให้การสนับสนุนด้านการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มพูนพัฒนาความรู้ ความสามารถ และทักษะในการบริหารจัดการ การปลูก การแปรรูปไผ่ให้แก่เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องของไทย รวมทั้งบริษัทแปรรูปผลิตภัณฑ์จากไผ่ของจีน สนใจจะร่วมมือด้านการค้า การลงทุนในประเทศไทยด้วย

ด้านการเข้าศึกษาดูงานเรื่องเห็ด เห็ดในจีนมีหลากหลายสายพันธุ์ทั้งจากธรรมชาติและจากการวิจัยของสถาบันวิจัยเห็ดของมณฑลซาน ตง มีการนำเห็ดมาอบความร้อนเพื่อฆ่าเชื้อแล้วแช่ในน้ำจืดบริสุทธิ์นำไปบรรจุขวดและกระป๋องขายได้ทั่วประเทศจีน มีโรงงานแปรรูปเห็ดขนาดใหญ่ ทำน้ำเห็ด เห็ดอบแห้ง จำหน่ายปีหนึ่ง 500 ล้านหยวน หรือ ประมาณ 2,500 ล้านบาท โดยโรงงานที่ไปดูงานใช้เครื่องจักร automatic ใช้หุ่นยนต์เป็นหลัก มีแรงงานไม่เกิน 5 คน หากมีความร่วมมือด้านเทคนิคและวิชาการเพื่อการศึกษาวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมเห็ดในประเทศไทยจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร จะเป็นอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ผลตอบแทนที่ดีให้แก่เกษตรกร

ส่วนการเข้าศึกษาดูงานด้านเครื่องจักรกลเกษตร โรงงานขนาดใหญ่ผลิตเครื่องจักรกลขนาดหนัก รถแทรกเตอร์ขนาดใหญ่ รถเกี่ยวข้าวขนาดใหญ่ทั้งล้อยางและตีนตะขาบเป็นโรงงานของบริษัทมหาชนของจีน อีกโรงงานผลิตเครื่องจักรกลขนาดกลางและขนาดเล็กอยู่ที่มณฑลหูหนาน มีเครื่องเกี่ยวข้าวร้อยกว่าแรงม้าขนาดบรรจุ 1 ตันคล้ายที่เกษตรกรไทยใช้ รถไถขนาดเล็กซึ่งทั้ง 2 รายการราคาต่ำกว่าไทยราว 30% เครื่องสีข้าววันละตันราคาขายหน้าโรงงานประมาณ 4-5,000 บาท มีเครื่องอบธัญพืชซึ่งใช้พลังงานจากชีวมวลต้นทุนต่ำมาก หากจัดให้มีการแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตรของไทย เช่น ข้าวหอมมะลิ ยางพารา และผลไม้ กับเครื่องจักรกลเกษตรของจีน รวมถึงการร่วมมือจัดแสดงสินค้า การแลกเปลี่ยนการเยือน การร่วมมือด้านเทคนิคและวิชาการ ตลอดจนถึงการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นฐานการลงทุนเพื่อการขยายการดำเนินธุรกิจสู่ประเทศอาเซียน ตามแนวนโยบาย “One Belt, One Road Initiative” จะเป็นทิศทางที่ดี

นอกเหนือจากนั้น ยังมีการบันทึกความเข้าใจและบันทึกความตั้งใจของสภาเกษตรกรแห่งชาติกับ 3 มณฑลของประเทศจีน เพื่อให้พาณิชย์มณฑลที่เป็นผู้บริหารเรื่องเศรษฐกิจของมณฑลเป็นเจ้าภาพในการทำบันทึกความเข้าใจ ในการส่งเจ้าหน้าที่และตัวแทนบริษัทมาศึกษาดูงานในประเทศไทย แสวงหาความร่วมมือในเชิงรูปธรรมทั้งในระยะสั้น และระยะยาว โดยทั้ง 3 มณฑลพร้อมที่จะนำสินค้าเกษตรของประเทศไทยไปวางจำหน่าย และเปิดช่องทางให้เป็นพิเศษสำหรับสภาเกษตรกรแห่งชาติ เช่น มณฑลซานตง จะเปิดโกดังและเจรจากับพ่อค้าให้มาทำข้อตกลงเรื่องการซื้อข้าวหอมมะลิออแกนิกส์จากประเทศไทย และผลไม้หลากหลายที่ ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดนี้สภาเกษตรกรแห่งชาติได้จัดทำบันทึกนำเรียนนายกรัฐมนตรีเพื่อการสนับสนุนกิจกรรมร่วมกันของทั้งสองประเทศต่อไป

รายงานพิเศษ : เกษตรเขต8‘สุราษฎร์ธานี’ปลื้มชุมชนท่าข้าม คว้าอันดับ1ระดับประเทศ‘ชุมชนดีเด่น’โครงการเกษตรยั่งยืน1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/337394

รายงานพิเศษ : เกษตรเขต8‘สุราษฎร์ธานี’ปลื้มชุมชนท่าข้าม คว้าอันดับ1ระดับประเทศ‘ชุมชนดีเด่น’โครงการเกษตรยั่งยืน1

รายงานพิเศษ : เกษตรเขต8‘สุราษฎร์ธานี’ปลื้มชุมชนท่าข้าม คว้าอันดับ1ระดับประเทศ‘ชุมชนดีเด่น’โครงการเกษตรยั่งยืน1

วันอังคาร ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร ประกาศผลการประกวดโครงการดีเด่นและชุมชนดีเด่น ตามโครงการเกษตรยั่งยืน 1 ชุมชนท่าข้าม คว้ารางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ระดับประเทศ ด้านชุมชนดีเด่น ภายใต้การส่งเสริมของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี

นายธาร นวลนึก ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่าตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดทำโครงการเกษตร ยั่งยืน 1 (โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ เดิม) โดยมีหลักการสำคัญคือ ให้ชุมชนเป็นผู้กำหนดโครงการพัฒนาโดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนและบริหารจัดการโครงการด้วยตนเอง ภายใต้การสนับสนุนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดการพัฒนาที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนแล้ว ยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลไกการทำงานในพื้นที่ ทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ผ่านกระบวนการคิด วิเคราะห์ และนำไปปฏิบัติจริง ทำให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในการแก้ไขปัญหาให้เหมาะสมกับสภาพของท้องถิ่นและชุมชน อันจะส่งผลต่อเนื่องให้ภาคการเกษตรมีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน และกรมส่งเสริมการเกษตรได้มีการประกวดชุมชนดีเด่นและโครงการดีเด่นภายใต้ร่มพระบารมีเพื่อการพัฒนาการเกษตรที่ยั่งยืน ระดับประเทศ โดยได้พิจารณาคัดเลือกชุมชนดีเด่นจำนวน 9 ชุมชน และโครงการดีเด่นตาม 9 ประเภทโครงการ ได้แก่ ด้านการผลิตพืชและพันธุ์พืช ด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ด้านการจัดการศัตรูพืช ด้านฟาร์มชุมชน ด้านการผลิตอาหาร การแปรรูปผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ด้านปศุสัตว์ ด้านประมง ด้านปรับปรุงบำรุงดิน และด้านอื่นๆ จำนวน 71 โครงการ เพื่อเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ ยกย่อง เชิดชูเกียรติ ประกาศเกียรติคุณ

ในส่วนของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี รับผิดชอบมีได้รับรางวัลดังนี้คือ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ชุมชนที่ 1 ตำบลท่าข้าม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้รับโล่รางวัลด้านชุมชนดีเด่น อันดับ 1 และชุมชนที่ 17 ตำบลทุ่งรัง อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้รับประกาศเกียรติบัตร รางวัลชมเชย ด้านปรับปรุงบำรุงดิน ด้านการผลิตพืชและพันธุ์พืช จังหวัดกระบี่ โครงการส่งเสริมการเรียนรู้อาชีพเพาะเห็ดแครง ต.อ่าวลึก อ.อ่าวลึก จังหวัดกระบี่ ได้รับรางวัลชมเชย จังหวัดระนอง ด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ โครงการส่งเสริมการผลิตปุ๋ยหมักเพื่อพัฒนาระบบการผลิตพืชปลอดภัยและอินทรีย์ ต.ปากจั่น อ.กระบุรี จ.ระนอง ได้รับรางวัลดีเด่นอันดับ 1 และด้านปศุสัตว์ โครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงไก่พันธุ์ไข่ ต.หาดส้มแป้น อ.เมืองระนอง จ.ระนอง ได้รับรางวัลดีเด่นอันดับ 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช ด้านการจัดการศัตรูพืช โครงการห้องปฏิบัติการอารักขาพืชชุมชนบ้านพิตำ ต.กรุงชิง อ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช ได้รับรางวัลชมเชย จังหวัดชุมพร ด้านฟาร์มชุมชน โครงการตลาดสินค้าชุมชน ต.วังตะกอ อ.หลังสวน จ.ชุมพร ได้รับรางวัล ชมเชย จังหวัดพังงา ด้านการผลิตอาหาร การแปรรูป และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร โครงการแปรรูปผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ (กะปิ) ต.มะรุ่ย อ.ทับปุด จ.พังงา ได้รับรางวัลชมเชย จังหวัดภูเก็ต ด้านประมง โครงการเลี้ยงกุ้งชีวภาพปลอดสารเคมี ต.ไม้ขาว อ.ถลาง จ.ภูเก็ต

สำหรับชุมชนท่าข้ามที่ได้รับรางวัลชุมชนดีเด่นอันดับ 1 นั้น เนื่องจากภูมิประเทศของชุมชนเป็นที่ราบลุ่ม ทำให้เกิดน้ำท่วมขังซ้ำซาก ประกอบกับเกษตรกรมีการใช้สารเคมีในการทำเกษตรติดต่อกันมาเป็นระยะเวลานาน ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง สภาพดินขาดความสมบูรณ์ ส่งผลกระทบต่อปริมาณและคุณภาพของผลผลิต เมื่อมีโครงการเกษตร ยั่งยืน 1 (โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ เดิม) สมาชิกในชุมชนจึงเกิดแนวคิดที่จะช่วยกันผลิตชีวภัณฑ์และปุ๋ยหมักใช้เองในชุมชน เพื่อแก้ปัญหาสภาพดิน ลดต้นทุนการผลิตและรักษาสมดุลของระบบนิเวศ ซึ่งทุกกิจกรรมดำเนินการโดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงขับเคลื่อนผ่าน ศพก. เป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เน้นการดำเนินงานแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาชุมชนสู่ความยั่งยืน โดยมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 132 ราย ผลลัพธ์ที่ได้คือ เกิดความรัก ความสามัคคี ปัญหาถูกแก้ไขโดยใช้หลักการชุมชนมีส่วนร่วม สมาชิกทุกครัวเรือนร่วมกันใช้ปุ๋ยหมักที่ผลิตได้ ไปพัฒนาดินให้อุดมสมบูรณ์ ชุมชนมีกิจกรรมต่างๆ เชื่อมโยงกัน พึ่งพา เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน เช่น กลุ่มผู้ปลูกผักปลูกผลไม้ กลุ่มผลิตปุ๋ย กลุ่มผลิตสารชีวภัณฑ์ กลุ่มเลี้ยงสัตว์ กลุ่มจัดการตลาดสินค้า เป็นต้น

“ผลจากการดำเนินโครงการดังกล่าวโดยยึดหลักการมีส่วนร่วมของชุมชน ส่งผลให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการทั้ง 132 ราย มีรายได้ 2,610,480 บาท (รายได้ทั้งชุมชน) ซึ่งมาจากการร่วมเป็นแรงงาน การจำหน่ายชีวภัณฑ์และปุ๋ยหมัก เกิดการขยายผลและพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยการผลิตสารชีวภัณฑ์ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยเคมีสั่งตัดและการส่งเสริมอาชีพเกษตรกร เช่น แปรรูปผลผลิตสินค้าเกษตรและการประมงเป็นต้น มีการผลิตผัก ผลไม้ GAP จำหน่ายในห้างสรรพสินค้า ซึ่งผู้บริโภคให้การตอบรับเป็นอย่างดี เนื่องจากมั่นใจในความปลอดภัย จึงนับว่าเป็นชุมชนแบบอย่างที่มีแนวทางในการพัฒนาด้านการเกษตรให้มีความเจริญเติบโตยั่งยืน”นายธาร กล่าวทิ้งท้าย

ธาร นวลนึก

ธาร นวลนึก

รายงานพิเศษ : เปิดผลวิเคราะห์ โครงการไทยนิยมยั่งยืน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ-เกษตรกรทั่วประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/337198

รายงานพิเศษ : เปิดผลวิเคราะห์ โครงการไทยนิยมยั่งยืน  ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ-เกษตรกรทั่วประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้น

รายงานพิเศษ : เปิดผลวิเคราะห์ โครงการไทยนิยมยั่งยืน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ-เกษตรกรทั่วประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้น

วันจันทร์ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“โครงการไทยนิยม ยั่งยืน” คือแผนการพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืน ที่มุ่งเน้นการพัฒนาที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ผ่านการขับเคลื่อนบูรณาการของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ที่สำคัญคือภาคประชาชน ตามแนวทางประชารัฐ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน สามารถแก้ปัญหาทั้งด้านความมั่นคง และด้านเศรษฐกิจและสังคมควบคู่กันไป ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถือว่ามีส่วนในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืน ที่มีความเกี่ยวโยงกับประชากรจำนวนมากของประเทศ

 

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ตามที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้เห็นชอบพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ 2561 เพื่อดำเนินการขับเคลื่อนไทยนิยม ยั่งยืน ซึ่งในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับจัดสรรงบประมาณ จำนวนทั้งสิ้น 24,993 ล้านบาท ประกอบด้วย 2 แผนงานคือ 1) แผนงานยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเจ้าภาพ วงเงินรวมประมาณ 24,300 ล้านบาท แบ่งเป็นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 23,796 ล้านบาท (17 โครงการ) และกระทรวงอุตสาหกรรม 498 ล้านบาท (2 โครงการ) และกระทรวงพาณิชย์ 6 ล้านบาท (1 โครงการ) และ 2) แผนงานยุทธศาสตร์เสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิต มี กระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพ โดยเป็นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 693 ล้านบาท (2 โครงการ)

สศก. ได้ทำการวิเคราะห์ผลกระทบของโครงการไทยนิยม ยั่งยืนต่อเศรษฐกิจภาพรวม และประโยชน์ที่เกิดขึ้นต่อเกษตรกร
พบว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจภาพรวม งบประมาณที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับทั้งสิ้น 24,993 ล้านบาท จะก่อให้เกิดการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่า 63,599 ล้านบาท (2.54 เท่าของงบประมาณ) โดยแบ่งออกเป็นด้านการผลิต 47,563 ล้านบาท จากค่าจัดซื้อจัดหาวัสดุอุปกรณ์ในโครงการลงทุนก่อสร้าง ส่งผลให้เกิดการผลิตสินค้าวัสดุที่เกี่ยวเนื่องในระบบห่วงโซ่การผลิต และด้านรายได้ 16,035 ล้านบาท จากค่าจ้างแรงงานในโครงการต่างๆ ซึ่งเป็นรายได้แรงงานที่จะถูกนำไปจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภคของครัวเรือนและกระจายไปเป็นรายได้ของร้านค้ารวมถึงธุรกิจในชุมชนที่ต่อเนื่อง

 

ส่วนผลกระทบต่อเกษตรกร วัดจากผลได้ที่เกษตรกรได้รับจากกิจกรรมโครงการต่างๆ ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง เช่น รายได้เกษตรกรที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตที่ลดลง และโครงสร้างพื้นฐานที่ก่อสร้างเพิ่มขึ้นหรือพัฒนาให้ดีขึ้น โดยผลวิเคราะห์ พบว่า เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้น 35,304 ล้านบาท/ปี โดยเพิ่มขึ้นจากกิจกรรมการพัฒนาแหล่งน้ำชลประทานในการเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 2.12 ล้านไร่ คิดเป็น 10,288 ล้านบาท กิจกรรมเพิ่มศักยภาพการผลิตและการพัฒนาทักษะอาชีพ 23,897 ล้านบาท กิจกรรมการลดต้นทุนการผลิตด้วยการสนับสนุนเมล็ดพืชและสัตว์พันธุ์ดี 874 ล้านบาท และกิจกรรมเสริมศักยภาพธุรกิจสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 245 ล้านบาท

นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตรได้รับการพัฒนาเพิ่มขึ้น จากกิจกรรมการสร้างฝายชะลอน้ำเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ 1,341 แห่ง ซึ่งจะก่อให้เกิดความยั่งยืนในการทำการเกษตรในอนาคต ทั้งในพื้นที่นอกเขตชลประทาน และพื้นที่ ส.ป.ก.

รายงานพิเศษ : เกษตรเตรียมพร้อมรับมือพายุฤดูร้อน ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/336617

รายงานพิเศษ : เกษตรเตรียมพร้อมรับมือพายุฤดูร้อน  ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ

รายงานพิเศษ : เกษตรเตรียมพร้อมรับมือพายุฤดูร้อน ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ

วันศุกร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ตามที่ กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศเตือนพายุฤดูร้อนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาคใต้ กรมส่งเสริมการเกษตร จึงเตรียมความพร้อมรับมือป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตร วางมาตรการป้องกันและลดผลกระทบจากพายุฤดูร้อน เสริมสร้างศักยภาพและความสามารถของชุมชนในพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถปรับตัวต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเกษตรกรชาวสวนในพื้นที่ภาคตะวันออก ที่ผลไม้หลายชนิดเริ่มให้ผลผลิต ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง และภาคเหนือ ได้แก่ ลิ้นจี่

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากนโยบายของนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้ปรับกลไกขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเกษตร โดยให้ความสำคัญกับการปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ไขปัญหาภาคเกษตรระดับจังหวัด (Chief of Operation หรือ COO) และคณะทำงานปฏิบัติการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ไขปัญหาการเกษตรระดับอำเภอ (Operation Team หรือ OT) โดยในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตรจะมีเกษตรจังหวัดและเกษตรอำเภอ เป็นหัวหน้าทีมปฏิบัติงานในพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ รับผิดชอบในการดำเนินงาน 2 ส่วนคือ การขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นโดยทั่วไปในการผลิตและบางกรณีสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ เช่น ต้นทุนการผลิตสูง ผลผลิตต่อไร่ต่ำ สินค้าเกษตรไม่มีคุณภาพ ผลผลิตล้นตลาด ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำและการแก้ไขปัญหาการเกษตรในพื้นที่ กรณีเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เป็นปัญหาที่ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างชัดเจน แต่ถ้ามีระบบการติดตาม เฝ้าระวังสถานการณ์ในพื้นที่ จะทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเสียหาย/ความเดือดร้อนของเกษตรกรได้ ลักษณะของปัญหาในกรณีฉุกเฉิน เช่น ปัญหาภัยแล้ง อุทกภัย วาตภัย และศัตรูพืชระบาด รวมถึงปัญหาเฉพาะเหตุการณ์ในพื้นที่ เช่น การจำหน่ายผลผลิตด้อยคุณภาพ เป็นต้น

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร มีแผนเตรียมความพร้อมเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติด้านการเกษตรอยู่เสมอ โดยการให้ความรู้แก่เกษตรกรในการรับมือกับวาตภัยและอุทกภัย กรณีเกิดวาตภัยได้ส่งเสริมให้ปลูกต้นไม้บังลม (Wind Break) เช่น ไผ่ กระถิน เพื่อลดความรุนแรงของลมก่อนที่จะเข้าถึงสวนผลไม้หรือพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งวิธีนี้สามารถช่วยลดความสูญเสียจากพายุลมแรงได้ดีมาก หรือตัดแต่งกิ่งที่แน่นทึบหรือกิ่งที่ไม่ให้ผลผลิตออก เพื่อให้ทรงพุ่มโปร่ง ไม่ต้านลม สำหรับต้นไม้ผลที่อายุมากและมีลำต้นสูง อาจตัดทอนส่วนยอดให้ต่ำลง เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นไม้โค่นล้มง่ายเมื่อถูกลมพายุพัดแรง ขณะเดียวกันควรใช้เชือกโยงกิ่งและต้น เพื่อป้องกันกิ่งฉีกหัก รวมทั้งใช้ไม้ค้ำกิ่งและค้ำต้นเพื่อช่วยพยุงไม่ให้โค่นลงได้ง่าย และทยอยเก็บผลผลิตที่แก่ออกไปบ่มหรือจำหน่ายก่อน เพื่อลดความเสียหายที่อาจได้รับจากพายุ สำหรับสวนไม้ผลที่ได้รับผลกระทบจากพายุสามารถฟื้นฟูได้ โดยการตัดแต่งกิ่งที่ฉีกหัก หรือต้นไม้ที่โค่นล้มออกทันทีที่พื้นดินในบริเวณสวนแห้ง ไม่ควรนำเครื่องจักรกลเข้าไปในสวนขณะที่ดินยังเปียกชื้นอยู่ เพราะจะทำให้โครงสร้างดินถูกทำลาย กรณีที่มีดินโคลนทับถมเข้ามาในสวน เมื่อดินแห้งให้ขุดหรือปาดเอาดินโคลนที่ทับถมออกจากบริเวณทรงพุ่มให้ลึกถึงระดับดินเดิม เพื่อให้การถ่ายเทอากาศดีขึ้น และหากต้นไม้เอนลง ให้ใช้เชือกหรือลวดดึงลำต้นให้ตั้งตรง โดยยึดไว้กับหลักหรือไม้ผลต้นอื่น พร้อมตัดแต่งกิ่งออก 1 ใน 3 ของที่มีอยู่ ซึ่งจะช่วยให้ต้นไม้ผลฟื้นตัวเร็วขึ้น

ด้าน นายธงอาจ จันทร์แดง ผู้อำนวยการกลุ่มช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยด้านพืช กองแผนงาน กรมส่งเสริมการเกษตร อธิบายเพิ่มเติมว่า ขั้นตอนการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ กรณีที่เกษตรกรได้รับผลกระทบหรือประสบภัยพิบัติ กรมส่งเสริมการเกษตรได้ยึดหลักปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2556 คือ เกษตรกรที่จะได้รับความช่วยเหลือต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร ไว้ก่อนเกิดภัย และช่วยเหลือเกษตรกรตามจำนวนพื้นที่จริงที่ได้รับความเสียหาย ทั้งนี้ รายละไม่เกิน 30 ไร่ โดยมีอัตราการช่วยเหลือตามประเภทของสินค้าเกษตรคือ ข้าว อัตราไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ อัตราไร่ละ 1,148 บาท พืชสวนและอื่นๆ อัตราไร่ละ 1,690 บาท ซึ่งจะมีขั้นตอนและวิธีการดำเนินการให้ความช่วยเหลือคือ เมื่อเกิดภัยพิบัติ และผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเขตพื้นที่การให้ความช่วยเหลือฯ โดยให้เกษตรกรยื่นแบบความจำนงขอรับการช่วยเหลือ (กษ 01) และมีการรับรองโดยผู้นำท้องถิ่น พร้อมกับตรวจสอบพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย มีการตรวจสอบกับทะเบียนเกษตรกร รวมถึงคณะกรรมการตรวจสอบระดับหมู่บ้านตรวจสอบพื้นที่เสียหายจริงและรับรอง หลังจากนั้นทำการบันทึกและประมวลข้อมูล ติดประกาศคัดค้านไม่น้อยกว่า 3 วัน และเสนอคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติระดับอำเภอ/จังหวัด (ก.ช.ภ.อ./ก.ช.ภ.จ.) เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือ โดยใช้เงินทดรองในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด วงเงิน 20 ล้านบาท ซึ่งหากไม่เพียงพอ นำเสนอกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อขอใช้เงินทดรองราชการในอำนาจปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วงเงิน 50 ล้านบาท

“กรมส่งเสริมการเกษตร เตรียมความพร้อมเพื่อดูแลให้ความช่วยเหลือและให้บริการทางการเกษตรแก่เกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านต่างๆ ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยงจากสาธารณภัยที่จะเกิดขึ้นและบริหารจัดการความเสี่ยง โดยการป้องกัน ลด และบรรเทาผลกระทบ
เตรียมความพร้อมเพื่อ การเผชิญเหตุ และการฟื้นฟูในกลับสู่ภาวะปกติหรือพัฒนาให้ดีกว่าเดิม มีการจัดทำข้อมูลทะเบียนเกษตรกร
ผู้ปลูกพืชให้เป็นปัจจุบัน และติดตามสถานการณ์เพื่อประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนภัยแก่เกษตรกร นอกจากนี้ ยังให้คำแนะนำในการดูแลพืช กำจัดศัตรูพืช วางแผนการปลูกพืชให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ รายงานพื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบ และการให้ความช่วยเหลือเกษตรกร ตามบทบาทภารกิจ หน้าที่ และระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวข้องอีกด้วย”

รายงานพิเศษ : นครปฐม…เปิดคอร์ส CPD Unit School เสริมทักษะบุคลากรเรียนรู้‘การจัดสรรกำไรสุทธิ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/336410

x

รายงานพิเศษ : นครปฐม...เปิดคอร์ส CPD Unit School  เสริมทักษะบุคลากรเรียนรู้‘การจัดสรรกำไรสุทธิ’

รายงานพิเศษ : นครปฐม…เปิดคอร์ส CPD Unit School เสริมทักษะบุคลากรเรียนรู้‘การจัดสรรกำไรสุทธิ’

วันพฤหัสบดี ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายให้ทุกหน่วยงานดำเนินการพัฒนาความรู้ ความสามารถ และเตรียมพร้อมบุคลากรภายในองค์กรทุกระดับ เพื่อให้บุคลากรสามารถปฏิบัติงานตามบทบาทภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถบรูณาการทำงานร่วมกันทั้งภายในหน่วยงานและทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่แก่องค์กร ซึ่งมุ่งเน้นวิธีการเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้ร่วมกันภายในองค์กร อย่างต่อเนื่อง และใช้งบประมาณอย่างประหยัด โดยใช้การเรียนรู้แบบ “Unit School”

กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงได้สั่งการให้หน่วยงานดำเนินการจัดการเรียนการสอนแบบ Unit School โดยกำหนดจัดการเรียนการสอนแบบ “CPD Unit School” ขึ้น เพื่อจัดการเรียนการสอนในหน่วยงานเพื่อพัฒนาความรู้ ความสามารถ และเตรียมพร้อมบุคลากรทุกระดับให้บุคลากรสามารถปฏิบัติงานตามบทบาทภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างเครือข่ายและวัฒนธรรมการเรียนรู้ในองค์กรแก่บุคลากรกรมส่งเสริมสหกรณ์ในทุกระดับและทุกหน่วยงาน

สำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครปฐม นำโดย นางอุไร ทับเทศ สหกรณ์จังหวัดนครปฐม เล็งเห็นว่า การจัดสรรกำไรสุทธิประจำปี มีขั้นตอนในการปฏิบัติงาน และต้องดำเนินการให้เป็นไปตามข้อบังคับ และระเบียบ ต่างๆ หากดำเนินการไม่ถูกต้องจะทำให้เกิดข้อผิดพลาด ในการจัดสรร ทำให้สมาชิกอาจได้รับเงินปันผล หรือเงินเฉลี่ยคืนล่าช้า ประกอบกับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดจะได้รับความรู้ และเข้าใจวิธีการจัดสรรกำไรมากขึ้นกว่าเดิม

ดังนั้น สำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครปฐม ได้บูรณาการร่วมกับสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์นครปฐม จัดการเรียนการสอนแบบ CPD Unit School เรื่อง “การจัดสรรกำไรสุทธิ” เพื่อบูรณาการและวางแผนการทำงานร่วมกัน ในการแนะนำส่งเสริมสหกรณ์ในจังหวัดนครปฐม ให้ดำเนินการจัดสรรกำไรสุทธิและการดำเนินการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ถูกต้องตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 ระเบียบ ข้อบังคับ และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีนางมลฤดี ชาวกงจักร ผู้อำนวยการกลุ่มจัดตั้งและส่งเสริมสหกรณ์ เป็นผู้สอน ณ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครปฐม

โดย นางอุไร ทับเทศ สหกรณ์จังหวัดนครปฐม มองว่า การจัดการเรียนการสอนแบบ CPD Unit School จะช่วยให้บุคลากรสำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครปฐม มีความรู้ พัฒนาทักษะ เป็นการเตรียมความพร้อมบุคลากรทุกระดับสามารถปฏิบัติงานตามภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อเป็นการสร้างเครือข่าย และวัฒนธรรมมการเรียนรู้ในองค์กรแก่บุคลากรสำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครปฐม

นอกจากนี้ สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์นครปฐม โดยนางสาวจินดา เสถียรุจิกานนท์ หัวหน้าสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์นครปฐม ได้เห็นความสำคัญในการเรียนการสอนแบบ Unit School จึงได้นำเจ้าหน้าที่ของสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์นครปฐม เข้าร่วมรับฟังด้วย พร้อมกันนี้ ยังได้ร่วมกันวางแนวทางในการตรวจให้รอบคอบและข้อสังเกตต่างๆ ที่เจ้าหน้าที่ควรพิจารณา เพื่อนำไปแนะนำ ส่งเสริมสหกรณ์ สามารถทำการจัดสรรกำไรสุทธิ ถูกต้อง ตามระเบียบ ข้อบังคับ และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และลดข้อผิดพลาดได้

ดังนั้น การเรียนรู้แบบ “Unit School” จึงเป็นแนวทางหนึ่งในการสร้างความเข้าใจให้กับบุคลากรในทุกระดับ ได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการตรวจสอบการจัดสรรกำไรสุทธิของสหกรณ์ตามกฎหมาย และการเฝ้าระวัง เพื่อที่จะสามารถนำไปปฏิบัติหน้าที่ในการกำกับดูแลสหกรณ์ พร้อมพัฒนาสหกรณ์สู่ความเข้มแข็ง ตามวิสัยทัศน์ของรัฐบาล คือ “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

รายงานพิเศษ : ‘พงษ์พัฒน์ แก้วพะเนาว์’ ต้นแบบเกษตรกรรุ่นใหม่ ปันความสำเร็จผ่านศูนย์บ่มเพาะฯสู่เพื่อนเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/336216

รายงานพิเศษ : ‘พงษ์พัฒน์ แก้วพะเนาว์’ ต้นแบบเกษตรกรรุ่นใหม่  ปันความสำเร็จผ่านศูนย์บ่มเพาะฯสู่เพื่อนเกษตรกร

รายงานพิเศษ : ‘พงษ์พัฒน์ แก้วพะเนาว์’ ต้นแบบเกษตรกรรุ่นใหม่ ปันความสำเร็จผ่านศูนย์บ่มเพาะฯสู่เพื่อนเกษตรกร

วันพุธ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“พงษ์พัฒน์ แก้วพะเนาว์” หรือ “ปลิว” อายุ 26 ปี เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีใจรักในอาชีพเกษตรกรรม และมุ่งมั่นตั้งใจศึกษาเล่าเรียนด้านการเกษตรโดยตรง จนจบมหาวิทยาลัยแม่โจ้ อีกทั้งเคยเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนของไทย-อิสราเอลด้วย ซึ่งหลังจากเรียนจบก็ตัดสินใจทำการเกษตรแบบเต็มตัว โดยการทำเกษตรผสมผสาน ภายใต้ชื่อแก้วพะเนาว์ออแกนิคฟาร์ม จนประสบความสำเร็จ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 4 ขอนแก่น ได้เล็งเห็นความสามารถและแนวคิดของคุณปลิว จึงส่งเสริมให้เป็น Young Smart Farmer และผลักดันให้ฟาร์มเกษตรแห่งนี้เป็นศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ และเป็นต้นแบบให้เกษตรกรรายอื่นๆ ต่อไป

นายพงษ์พัฒน์ เล่าให้ฟังว่า ศูนย์บ่มเพาะแห่งนี้ ตั้งอยู่ตำบลนาภู อำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม มีพื้นที่ทั้งหมด 7 ไร่ โดยจะเน้นการปลูกพืชผักเป็นหลัก ซึ่งพืชผักเหล่านี้ก็จะตอบโจทย์ทั้งหมดในฟาร์ม เช่น เวลาเก็บผักขายก็จะมีเศษพืชผัก เราก็จะนำไปเลี้ยงปลา เลี้ยงหมู ส่วนมูลหมู จะนำมาทำปุ๋ยหมักใบไม้ เพื่อนำไปใส่ให้กับพืชผักที่ปลูก ส่วนปลาที่เลี้ยงไว้ จะนำไปทำปุ๋ยปลาสดเพื่อทำเป็นน้ำหมักชีวภาพใช้เลี้ยงต้นพืช เป็นการทำเกษตรผสมผสานแบบหมุนเวียนที่สามารถช่วยลดต้นทุนได้มากและมีความปลอดภัย นอกจากนี้ ยังได้คิดค้นวิธีการกำจัดแมลงแบบธรรมชาติ โดยการ “แกล้งแมลง” ซึ่งจะใช้เทคนิคการปลูกผักผสมผสานสลับร่องกันเพื่อให้แมลงเกิดความสับสน และจำไม่ได้ว่าผักไหนอยู่แปลงไหน พร้อมกับได้ผสมผสานเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ มาปรับใช้จนเกิดความแม่นยำในการเก็บเกี่ยว รวมถึงระบบน้ำหยดเพื่อให้น้ำกระจายไปสู่พืชอย่างสม่ำเสมอ

“ปัจจุบันมีกลุ่มเกษตรกรทั้งภายในชุมชน หมู่บ้านอื่น หรือแม้แต่เกษตรกรต่างพื้นที่ สนใจเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม พร้อมกับการฝึกปฏิบัติจริงเป็นจำนวนมาก โดยเราจะถ่ายทอดเทคนิคการคิดและวิเคราะห์ เพื่อให้สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในพื้นที่ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ดินและการแก้ไข สอนการทำปุ๋ยหมักชีวภาพโดยใช้วัตถุดิบในพื้นที่เพื่อนำไปบำรุงต้นพืช รวมไปถึงการคิดวิเคราะห์ด้านการตลาดโดยเน้นการลดค่าขนส่งให้ได้มากที่สุด เป็นต้น” นายพงษ์พัฒน์ กล่าว

นอกเหนือจากคนรุ่นเก่าที่เข้ามาศึกษาเรียนรู้ภายในศูนย์บ่มเพาะแล้ว ยังมีการส่งเสริมการทำอาชีพเกษตรให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในพื้นที่ เพื่อให้คนรุ่นใหม่สนใจในเรื่องของการเกษตรมากขึ้น โดยการจัดตั้งกลุ่มยุวเกษตรกรและสอนให้มีความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการทำเกษตร รักในอาชีพเกษตรกรรม เพื่อเป็นการสืบทอดอาชีพนี้ไม่ให้สูญหายไป

นับว่า “พงษ์พัฒน์ แก้วพะเนาว์” เป็นตัวอย่างของคนรุ่นใหม่ ที่มีแนวความคิดก้าวหน้า สามารถพัฒนาพื้นที่การเกษตรของตนเองให้มีความยั่งยืน จนกลายเป็นแปลงต้นแบบที่สามารถถ่ายทอดไปสู่เกษตรกรรายอื่นได้

 

รายงานพิเศษ : เปิดศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ นำร่องแห่งแรกของภาคกลางที่‘ลพบุรี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/336015

รายงานพิเศษ : เปิดศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ นำร่องแห่งแรกของภาคกลางที่‘ลพบุรี’

รายงานพิเศษ : เปิดศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ นำร่องแห่งแรกของภาคกลางที่‘ลพบุรี’

วันอังคาร ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดตัวศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่นำร่อง จ.ลพบุรี เป็นศูนย์แรกในเขตภาคกลาง ขานรับนโยบายรัฐบาลด้วยหวังพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่สู่การทำเกษตรยุค 4.0 ได้อย่างมั่นคง

ว่าที่ร้อยตรี ดร.สมสวย ปัญญาสิทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากนโยบายการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่โดยการจัดตั้งศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่จังหวัดละ 1 ศูนย์ ให้ครบทั้ง 77 ศูนย์ ใน 77 จังหวัด ซึ่งขณะนี้ดำเนินการจัดตั้งไปแล้ว 27 ศูนย์ 27 จังหวัด ที่เหลืออีก 50 ศูนย์ 50 จังหวัด อยู่ระหว่างดำเนินการคัดเลือกให้เป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้และฝึกอบรมวิชาการด้านการเกษตรในแต่ละพื้นที่ ภายใต้เป้าหมายที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้วางไว้คือ ต้องการให้เกษตรกรมีอาชีพเป็นของตนเอง เข้าสู่การรวมกลุ่ม เชื่อมโยงเครือข่ายหรือวิสาหกิจชุมชน และสามารถพัฒนาเป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่สู่ตลาดสากล และมีความเข้มแข็งได้ต่อไป โดยกรม จะมีการดำเนินงานสนับสนุนทั้งด้านวิชาการความรู้เพิ่มเติม รวมไปถึงงบประมาณบางส่วน ที่จะนำมาใช้ในการสนับสนุนเพื่อให้เกิดการพัฒนาการสร้างผลิตภัณฑ์ให้มีความเป็นอัตลักษณ์เฉพาะแต่ละพื้นที่ เพื่อรองรับความต้องการของตลาดปัจจุบันได้ รวมถึงสนับสนุนให้ศูนย์ดังกล่าวยังเป็นแหล่งรวบรวมสินค้าเกษตรของเกษตรกรรุ่นใหม่และเครือข่าย เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้เครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ภายใต้หลักคิดตลาดนำการผลิตในพื้นที่อีกด้วย

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1จังหวัดชัยนาท กล่าวต่อว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลในเรื่องการดูแลลูกหลานของเกษตรกร โดยการพัฒนาและสร้างคนรุ่นใหม่เข้าสู่เกษตรยุคใหม่ ผลิตเกษตรกรและชาวนารุ่นใหม่ให้เรียนรู้เรื่องเทคโนโลยี การใช้เครื่องมือ การบริหารจัดการและขับเคลื่อนชุมชน โดยมุ่งหวังให้คนรุ่นใหม่ มีความรู้ความสามารถในการทำการเกษตร ก่อให้เกิดความยั่งยืนในการประกอบอาชีพการเกษตร การพึ่งพาตนเอง และการแข่งขันทางการค้าในอนาคต โดยการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer จัดกระบวนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อนำความรู้ที่ได้มาพัฒนาตนเอง เชื่อมโยงจนเกิดเครือข่าย Young Smart Farmer ทุกภาคของประเทศ

โดยในส่วนของ สสก.เขต 1 ซึ่งรับผิดชอบ 9 จังหวัดในภาคกลาง ซึ่งได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่อย่างเต็มรูปแบบ มาตั้งแต่ปี 2557 ตามนโยบายของกรมส่งเสริมการเกษตร โดยมุ่งเน้นให้เกิดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการสร้างเครือข่าย โดยให้เกษตรกรเป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้และออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง” โดยมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเป็น “ผู้จัดการเรียนรู้” เพื่อพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้สามารถทดแทนเกษตรกรที่สูงอายุ สร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่มาประกอบอาชีพด้านการเกษตรมากขึ้น ผ่านการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การตลาด และการบริหารจัดการ โดยในปี 2557 มีเกษตรกรรุ่นใหม่ในพื้นที่ภาคกลางจำนวน 236 คน และได้ขยายเครือข่ายเพิ่มขึ้นในปี 2560 เป็น 910 คน สามารถเกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายอย่างเป็นรูปธรรม เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ สินค้ามีการพัฒนาคุณภาพมาตรฐาน มีตลาดรองรับแน่นอนหลากหลายช่องทาง เช่น องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ตลาดเกษตรกร ตลาดค้าส่ง ตลาดค้าปลีกชุมชน และตลาดออนไลน์

สำหรับการดำเนินงานในปี 2561 ได้ร่วมขับเคลื่อนงานพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ โดยใช้เครือข่าย Young Smart Farmer เป็นกลไกในการขับเคลื่อน ผ่านการสร้างกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเชื่อมโยงปัจจัยการผลิต องค์ความรู้ พัฒนาเข้าสู่ภาคธุรกิจเกษตร โดยการพิจารณาพื้นที่ ที่มีศักยภาพเป็นศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่นำร่องภาคกลาง ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ให้เป็นศูนย์ต้นแบบในการขับเคลื่อนศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ อีก 8 จุด ในพื้นที่ภาคกลาง รวมทั้งเป็นต้นแบบของยุวเกษตรกร โดยเกษตรกรรุ่นใหม่ในพื้นที่สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในกิจกรรมการเกษตรและสามารถพัฒนาต่อยอดไปสู่ผู้ประกอบการเกษตรได้ มุ่งเน้นให้เป็นศูนย์ที่พัฒนาเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการเกษตรเป็นผู้นำด้านการเกษตร 4.0 มีเทคโนโลยีสมัยใหม่ นวัตกรรม และหลักการธุรกิจเกษตร เป็นแหล่งรวบรวมฐานข้อมูล เป็นศูนย์กลางการประสานงานเครือข่ายเกษตรกร เจ้าหน้าที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนสร้างทายาทเกษตรกร เป็นต้นแบบของยุวเกษตรกร และสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่

“ทั้งนี้ศูนย์บ่มเพาะแห่งแรกของภาคกลางที่จัดตั้งขึ้นใน จ.ลพบุรี แห่งนี้ที่นอกจากเป็นการนำร่องเป็นศูนย์ฯ แรกที่จัดตั้งขึ้นในภาคกลางแล้ว ที่เลือกพื้นที่นี้เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความเข้มแข็งในระดับชุมชน สามารถเป็นศูนย์ต้นแบบที่มีเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีการเชื่อมโยงเครือข่ายถึง 10 ด้าน มีการการดำเนินงานพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่มาอย่างต่อเนื่อง
และมีจุดเด่นในเรื่องของการนำศาสตร์พระราชาสอดแทรกเข้าไป ทำให้การดำเนินงานมีความสอดคล้องกับวิถีชุมชนที่จะนำไปสู่เป้าหมายของการพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรในพื้นที่ให้มีความยั่งยืนต่อไปได้” นายไพศาล กล่าว

รายงานพิเศษ : เดินหน้าจัดตั้ง‘กองขยายพันธุ์พืช’ สร้างพืชพันธุ์ดีออกสู่ตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/335360

รายงานพิเศษ : เดินหน้าจัดตั้ง‘กองขยายพันธุ์พืช’ สร้างพืชพันธุ์ดีออกสู่ตลาด

รายงานพิเศษ : เดินหน้าจัดตั้ง‘กองขยายพันธุ์พืช’ สร้างพืชพันธุ์ดีออกสู่ตลาด

วันศุกร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

พันธุ์พืชที่มีคุณภาพดี เป็นปัจจัยหลักที่สำคัญ และจำเป็นสำหรับเกษตรกรในการผลิตพืช เพื่อให้มีผลผลิตสูง และมีคุณภาพดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะลดต้นทุนของเกษตรกรโดยตรง เนื่องจากการใช้พันธุ์ที่มีคุณภาพดีจะลดปริมาณการใช้พันธุ์ต่อไร่ นอกจากนี้ยังทำให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น แต่ที่ผ่านมาการผลิตพืชเศรษฐกิจหลายชนิด (ยกเว้นข้าว) เกษตรกรยังไม่สามารถเข้าถึงพันธุ์ดี โดยเฉพาะพันธุ์พืชที่ได้มาจากการวิจัยและพัฒนาของหน่วยราชการ จึงทำให้พันธุ์ดีเหล่านั้นมีไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ของเกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตร จึงจัดตั้งกองขยายพันธุ์พืช โดยขยายฐานการผลิตจากศูนย์เพาะเลี้ยงกว่า 10 ศูนย์ ทั่วประเทศ เพิ่มการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชรองรับการปฏิรูปภาคการเกษตร สร้างแหล่งพืชพันธุ์ดี มีมาตรฐานแก่เกษตรกร

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า พันธุ์พืชที่มีคุณภาพดี เป็นปัจจัยหลักที่สำคัญและจำเป็นสำหรับเกษตรกรในการผลิตพืช เพื่อให้มีผลผลิตสูงและมีคุณภาพดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะลดต้นทุนของเกษตรกรโดยตรง แต่ที่ผ่านมาการผลิตพืชเศรษฐกิจหลายชนิด ยกเว้นข้าว เกษตรกรส่วนใหญ่ยังไม่สามารถเข้าถึงพันธุ์ดี โดยเฉพาะพันธุ์พืชที่ได้มาจากการวิจัยและพัฒนาของหน่วยราชการ ประกอบกับยังไม่มีหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบโดยตรงในการผลิตและขยายพันธุ์พืชในชั้นพันธุ์ขยายและพันธุ์จำหน่ายไปสู่เกษตรกร จึงทำให้พันธุ์ดีเหล่านั้นมีไม่เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกร จากสถานการณ์ดังกล่าว ต้องมีการนำเข้าผลผลิตหรือวัตถุดิบอื่นทดแทนจากต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี และคาดว่าความต้องการใช้พันธุ์พืชพันธุ์ดีในอีก 10 ปีข้างหน้า จะมีความต้องการพันธุ์พืชตระกูลถั่ว ประมาณ 22,468 ตัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ประมาณ 25,500 ตัน และพืชผักประมาณ 5 ตัน นอกจากนี้ยังมีความต้องการพันธุ์หน่อไม้ฝรั่ง ที่จะต้องรองรับพื้นที่ จำนวน 20,000 ไร่ ท่อนพันธุ์มันสะอาด รองรับพื้นที่ จำนวน 8 ล้านไร่ และท่อนพันธุ์อ้อยสะอาด รองรับพื้นที่ จำนวน 11 ล้านไร่

เพื่อเป็นการสนองนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้มีพันธุ์พืชพันธุ์ดีออกสู่ตลาด ในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรและแก้ปัญหาการขาดแคลนพันธุ์พืชที่มีคุณภาพและราคาแพง กรมส่งเสริมการเกษตรพิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ประหยัดงบประมาณ และเป็นการต่อยอดจากทรัพยากรที่มีอยู่เดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงจัดตั้งกองขยายพันธุ์พืช และปรับปรุงศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร (พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง) จำนวน 10 ศูนย์ ซึ่งปัจจุบันนี้มีกำลังการผลิตพืชเนื้อเยื่อ อ้อย กล้วย หน่อไม้ฝรั่ง และไม้ดอกไม้ประดับจำนวน 2,200,000 ต้นต่อปี ให้สามารถผลิตเพิ่มได้เป็น 8,000,000 ต้นต่อปี สำหรับที่จะขยายพันธุ์ดีที่ได้รับจากหน่วยงานวิจัยไปสู่เกษตรกรต่อไป

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้อำนวยการกองขยายพันธุ์พืชอีกหน้าที่หนึ่งได้กล่าวว่า กองขยายพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตร จะดำเนินการผลิตและกระจายพันธุ์พืชพันธุ์ดี พร้อมให้บริการเมล็ดพันธุ์พืชชั้นพันธุ์จำหน่ายให้กับสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และศูนย์พันธุ์พืชชุมชนในเขตรับผิดชอบของศูนย์ขยายพันธุ์พืช โดยจะปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์พืชเพาะเลี้ยงเดิมให้เป็นศูนย์ขยายพันธุ์พืช จำนวน 10 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชจังหวัดตรัง นครศรีธรรมราช ชลบุรี สุพรรณบุรี นครราชสีมา อุดรธานี บุรีรัมย์ มหาสารคาม ลำพูน และพิษณุโลก โดยศูนย์จะทำหน้าที่ในการดำเนินการสนับสนุน กำกับ ดูแล สมาคมผู้รวบรวมและจำหน่ายพันธุ์พืชพันธุ์ดีและชมรมผู้ผลิตและจำหน่ายพันธุ์พืช โดยการถ่ายทอดความรู้ในการผลิตเมล็ดพันธุ์ และพันธุ์พืช และให้บริการตรวจสอบคุณภาพ เพื่อให้การดำเนินการผลิตเมล็ดพันธุ์ของภาคเอกชนเป็นไปตาม พ.ร.บ.พันธุ์พืช ปี 2518 นอกจากนี้ ยังทำหน้าที่ศึกษาวิจัย และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง และการจัดการพันธุ์พืช วางแผนการผลิตเมล็ดพันธุ์ และพืชพันธุ์ดี ให้เป็นไปตามนโยบายและยุทธศาสตร์และสอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกร จำหน่ายและให้บริการเมล็ดพันธุ์ และพืชพันธุ์ดีแก่เกษตรกร รวมถึงดำเนินการบริหารจัดการกองทุนหมุนเวียน

“การจัดตั้งกองขยายพันธุ์พืชจะเป็นฐานการผลิตพืชพันธุ์ดี เช่น พวกพืชตระกูลถั่ว ข้าวโพด พืชผัก สมุนไพร ไม้ดอก ในส่วนต้นพันธุ์ ได้แก่ พริก พืชผัก กล้วย มะละกอ มะนาว มะม่วง ได้ไม่น้อยกว่า 28,000 ตัน/ปี ส่วนท่อนพันธุ์ ได้แก่ มันสำปะหลัง อ้อย และส่วนเนื้อเยื่อ ได้แก่ หน่อไม้ฝรั่ง กล้วย ทั้ง 3 ส่วนนี้ สามารถผลิตได้จำนวน 8 ล้านต้น/ปี ทำให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงพันธุ์พืชพันธุ์ดีที่มีคุณภาพและมีราคาที่เหมาะสม ช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ผลผลิตเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ผลผลิตพืชเศรษฐกิจของประเทศไทยมีคุณภาพดี มีปริมาณผลผลิตเพิ่มมากขึ้น สามารถลดการนำเข้าผลผลิตและวัตถุดิบทดแทนจากต่างประเทศ ส่งผลให้ประเทศไทยจะมีความมั่นคงทางด้านอาหารและมีเมล็ดพันธุ์สำรองไว้ใช้ภายในประเทศ ก่อให้เกิดความมั่นคงด้านเมล็ดพันธุ์พืชของประเทศต่อไป” รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมสหกรณ์จับมือกระทรวงพาณิชย์ ดันตลาดข้าว‘กข 43’เข้าห้างโมเดิร์นเทรด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/333880

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมสหกรณ์จับมือกระทรวงพาณิชย์  ดันตลาดข้าว‘กข 43’เข้าห้างโมเดิร์นเทรด

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมสหกรณ์จับมือกระทรวงพาณิชย์ ดันตลาดข้าว‘กข 43’เข้าห้างโมเดิร์นเทรด

วันศุกร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์ จับมือกระทรวงพาณิชย์ขยายตลาดข้าว กข 43 ของสหกรณ์ วางแผนจำหน่ายตามห้างโมเดิร์นเทรด ร้านสหกรณ์ในมหาวิทยาลัยและร้านสหกรณ์ในโรงพยาบาล รวมถึงศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ทั่วประเทศ หลังกระแสตอบรับจากผู้บริโภคชื่นชอบรสชาติอร่อย เหนียวนุ่ม แคลอรี่ต่ำ ไฟเบอร์สูง และน้ำตาลน้อย ตอบโจทย์คนรักสุขภาพที่ต้องการควบคุมน้ำหนักและเบาหวาน เตรียมหนุนขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มอีก 1 แสนไร่ โดยกรมการข้าวสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการรับรองคุณภาพแก่สหกรณ์

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ร่วมกับกรมการข้าวส่งเสริมให้สหกรณ์เพิ่มปริมาณการผลิตข้าว กข 43 โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานสนับสนุนเรื่องพื้นที่ปลูกข้าว กข 43 คัดเลือกสหกรณ์ที่มีศักยภาพในการผลิตข้าว และสนใจเข้าร่วมโครงการ ทำหน้าที่ดูแลและสนับสนุนเกษตรกรที่เป็นสมาชิกปลูกข้าว กข 43 ตามข้อกำหนด เริ่มตั้งแต่การขึ้นทะเบียนสมาชิกผู้ปลูกข้าว กข 43 การดูแลแปลงปลูกและควบคุมคุณภาพแปลงตามมาตรฐาน GAP จนถึงขั้นตอนรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกร และหากสหกรณ์ใดมีโรงสีข้าวที่ผ่านมาตรฐาน GMP แล้ว ก็สามารถแปรรูปเป็นข้าวสาร เพื่อจำหน่ายสู่ตลาดได้ทันที แต่ถ้าสหกรณ์ยังไม่มีโรงสีก็สามารถที่จะรวบรวมข้าวเปลือกจากสมาชิกเพื่อส่งจำหน่ายให้กับโรงสีเอกชน

ขณะเดียวกัน กรมการข้าว จะเข้ามาช่วยดูแลตั้งแต่ขั้นตอนคัดเมล็ดพันธุ์ ดูแลแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์และแปลงผลิตข้าวของสมาชิกสหกรณ์  การตรวจรับรองระบบมาตรฐาน GAP และรับรอง GMP โรงสีข้าวของสหกรณ์ สำหรับการสนับสนุนเรื่องเมล็ดพันธุ์ หากเป็นสหกรณ์ที่เพิ่งเข้าร่วมโครงการ จะได้รับการสนับสนุน 30% จากกรมการข้าว ส่วนที่เหลือเกษตรกรต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ผ่านสหกรณ์ที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว กข 43 และผ่านการตรวจสอบรับรองคุณภาพจากกรมการข้าวแล้ว ในราคากิโลกรัมละ 19 บาท  ซึ่งกรมการข้าว มีเมล็ดพันธุ์เพียงพอที่จะจำหน่ายให้กับสหกรณ์ที่จะนำไปส่งเสริมสมาชิกได้เพาะปลูกในเดือนเมษายนนี้  โดยจะเริ่มที่สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการในพื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำก่อน ส่วนพื้นที่อื่นจะเริ่มปลูกในเดือนพฤษภาคม 2561 ซึ่งคาดว่าการปลูกข้าว กข 43  จะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรที่ทำนาปีและนาปรังประมาณ 19,000 บาทต่อฤดูกาลผลิต

นายพิเชษฐ์  กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีสหกรณ์ได้วางแผนการผลิตข้าว กข 43 นาปี พื้นที่เพาะปลูกรวม 15,016 ไร่ 12 สหกรณ์ ได้แก่ สหกรณ์
การเกษตรดอนเจดีย์ จำกัด 500 ไร่ สหกรณ์การเกษตรบ้านลาด จำกัด 300 ไร่ สหกรณ์การเกษตรเขาย้อย จำกัด 200 ไร่ สหกรณ์การเกษตรท่าเรือ จำกัด 300 ไร่ สหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินช้างใหญ่ จำกัด 2,000 ไร่ สหกรณ์นิคมลานสัก จำกัด 3,000 ไร่สหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์ จำกัด 1,220 ไร่ สหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด 5,014 ไร่ สหกรณ์การเกษตรนิคมฯบางระกำ จำกัด 1,000 ไร่ สหกรณ์การเกษตรบางมูลนาก จำกัด 452 ไร่ สหกรณ์การเกษตรโพทะเล จำกัด 500 ไร่ และสหกรณ์นิคมสวรรคโลก จำกัด (กลุ่มนาแปลงใหญ่ข้าวคลองมะพลับ) 500 ไร่ และยังมีสหกรณ์ที่สนใจจะเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติมอีก 4แห่ง คือ สหกรณ์การเกษตรคลองหลวง จำกัด สหกรณ์การเกษตร ลำลูกกา จำกัด สหกรณ์การเกษตรบรรพต จำกัด และสหกรณ์การเกษตรเมืองอุทัยธานี  จำกัด

ทั้งนี้ กรมจะเร่งส่งเสริมสมาชิกสหกรณ์หันมาปลูกข้าวพันธุ์  กข 43 แทนข้าวพันธุ์ทั่วไป เนื่องจากเป็นข้าวที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน คุณสมบัติของข้าว กข 43 เป็นพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ รสชาติเหนียวนุ่มรับประทานอร่อย มีค่าน้ำตาลอยู่ในระดับปานกลางถึงต่ำ เหมาะกับผู้บริโภคที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานและผู้ที่ห่วงใยสุขภาพ รวมถึงผู้ที่กำลังลดน้ำหนัก  เพราะเมื่อรับประทานข้าว กข 43 ซึ่งมีน้ำตาลต่ำ ร่างกายก็จะเปลี่ยนแป้งไปเป็นน้ำตาลได้ช้าลง ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และช่วยอิ่มท้องนานไม่หิวง่าย ซึ่งในอนาคตกรมมีแผนที่จะสนับสนุนสหกรณ์ต่างๆ ขยายพื้นที่เพาะปลูกข้าว กข 43 ให้ครบ 1 แสนไร่ และขณะนี้มีหลายสหกรณ์ทยอยสมัครเข้าร่วมโครงการ แต่เนื่องจากข้าวพันธุ์ กข 43 เป็นพันธุ์ข้าวที่ปลูกได้เฉพาะในเขตภาคกลางและภาคเหนือตอนล่างที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ เป็นข้าวไม่ไวแสง อายุเก็บเกี่ยวเพียง 95 วัน ดังนั้น ลักษณะพื้นที่ปลูกจะมุ่งไปที่สหกรณ์ที่ผลิตข้าวในระบบแปลงใหญ่ หากสหกรณ์ใดยังไม่ได้เป็นสหกรณ์ที่อยู่ในระบบแปลงใหญ่ จะต้องสมัครเข้าเป็นระบบการทำเกษตรแบบแปลงใหญ่เสียก่อน เพื่อให้หน่วยงานราชการอื่นเข้าไปส่งเสริมในเรื่องของการปลูก ทั้งการให้ข้อมูลและการถ่ายทอดองค์ความรู้การเพาะปลูก การตรวจรับรองระบบการผลิตที่ตรงตามมาตรฐาน และการส่งเสริมการตลาดนำการผลิต

สำหรับการขยายช่องทางการจำหน่ายข้าว กข 43 ภายในประเทศ กรมได้หารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ในการวางแผนการตลาด โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ประสานกับภาคเอกชน ทั้งโรงสีและผู้ประกอบการที่สนใจทำข้อตกลงซื้อขายข้าวร่วมกับเครือข่ายสหกรณ์ ในเบื้องต้นจะมีสหกรณ์ 9 แห่งในจังหวัดสุพรรณบุรี เพชรบุรี พระนครศรีอยุธยา อุทัยธานีและชัยนาท รวบรวมผลผลิตข้าว กข 43 ในฤดูนาปรังที่ผ่านมา จำนวน 941 ตัน เพื่อเตรียมส่งมอบตามข้อตกลงซื้อขายในลอตแรก มูลค่า 11.763 ล้านบาท

“ตลาดหลักๆ ที่สหกรณ์จะส่งจำหน่ายส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการที่ตกลงจะซื้อข้าวเปลือก กข 43 เพื่อนำไปแปรรูปเช่น บริษัท ข้าว อิ่ม ทิพย์ จำกัด  บริษัท ไทยฮา จำกัด (มหาชน) บริษัท เมดิฟูดส์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ผกากาญจน์ จำกัด  บริษัท ตราสามใบเถา จำกัด โรงสีปอรุ่งเรืองธัญญา โดยกำหนดส่งมอบตั้งแต่กลางเดือนเมษายนนี้ เป็นต้นไป ในราคาตันละ 12,500 บาท ณ ความชื้นที่ 15%  ซึ่งเกษตรกรมีความพึงพอใจกับราคานี้มาก เพราะเมื่อเทียบกับผลผลิตต่อไร่ของข้าวชนิดอื่นแล้ว ปรากฏว่าข้าว กข 43 ขายได้กำไรที่ดีกว่า และคาดว่าข้าวเปลือก กข 43 ลอตแรกของสหกรณ์ที่ผลิตออกมา จะสามารถกระจายออกสู่ตลาดได้ทั้งหมด” นายพิเชษฐ์ กล่าว

แม้ว่าตลาดรองรับข้าว กข 43  ขณะนี้ยังเป็นตลาดค้าส่งข้าวเปลือกเป็นหลัก แต่ก็มีสหกรณ์บางแห่งที่มีโรงสีข้าว เช่น สหกรณ์การเกษตรดอนเจดีย์ จำกัดและสหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์ จำกัด ได้แปรรูปข้าว กข 43 เป็นข้าวสาร บรรจุถุงสุญญากาศที่มีเครื่องหมายรับรองคุณภาพจากกรมการข้าวว่าเป็นข้าว กข 43 แท้ที่ผลิตจากสหกรณ์ และวางขายตามตลาดทั่วไป ซึ่งกรมจะสนับสนุนให้สหกรณ์ขยายช่องทางการจำหน่ายเพิ่มขึ้น โดยตั้งเป้าหมายที่จะนำไปวางขายภายในห้างโมเดิร์นเทรด ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ตามจังหวัดต่างๆ รวมถึงร้านสหกรณ์ในมหาวิทยาลัยและร้านสหกรณ์ในโรงพยาบาลทั่วประเทศ ซึ่งคาดว่าจะเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่ดูแลสุขภาพได้ตรงจุด อีกทั้งยังมีแผนจะประชาสัมพันธ์ข้าว กข 43 ของสหกรณ์ผ่าน Social Media ด้วย เพื่อจะสนับสนุนข้าว กข 43 ให้ติดตลาด มุ่งเจาะฐานลูกค้ากลุ่มคนที่รักษาสุขภาพ และในอนาคตได้ตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันให้เป็นข้าวออแกนิค เพื่อดึงดูดลูกค้ามากขึ้น

“ขณะนี้ได้รับการติดต่อจากห้างบิ๊กซีและบริษัท แอมเวย์ เพื่อเจรจาขอสั่งซื้อ ซึ่งคาดว่าข้าว กข 43 ของสหกรณ์จะสามารถนำไปวางขายใน
ห้างบิ๊กซีได้เร็วๆ นี้  ขณะเดียวกันทางกระทรวงพาณิชย์จะเข้ามาช่วยในเรื่องการประชาสัมพันธ์และทำตลาด โดยหาภาคเอกชนที่สนใจสั่งซื้อข้าว กข 43 เข้ามาจับมือเป็นคู่ค้ากับสหกรณ์ด้วย”นายพิเชษฐ์ กล่าว