รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีฯส่งเสริมครูบัญชีอาสา สร้างเครือข่ายชุมชน-มีภูมิคุ้มกัน-พึ่งพาตนเองได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/343856

รายงานพิเศษ :  กรมตรวจบัญชีฯส่งเสริมครูบัญชีอาสา สร้างเครือข่ายชุมชน-มีภูมิคุ้มกัน-พึ่งพาตนเองได้

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีฯส่งเสริมครูบัญชีอาสา สร้างเครือข่ายชุมชน-มีภูมิคุ้มกัน-พึ่งพาตนเองได้

วันศุกร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากสภาวะสังคมปัจจุบันที่เต็มไปด้วยกระแสวัตถุนิยมและความฟุ่มเฟือย จนทำให้คนไทยหลงเดินทางผิดไปตามกระแสนิยมจนกลายเป็นปัญหา โดยเฉพาะปัญหาหนี้สินที่ไม่มีวันจบสิ้น การทำบัญชีหรือการจดบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับเงื่อนไขปัจจัยในการดำรงชีวิตของตัวเองและภายในครอบครัว กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จึงส่งเสริมครูบัญชีอาสา ให้เป็นแกนนำสร้างเครือข่าย ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรในชุมชน ให้รู้จักการทำบัญชีครัวเรือน เพราะเป็นสิ่งสำคัญ ที่ถือเป็นเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้แก้ไขปัญหาความเป็นอยู่ของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งไม่เพียงทำให้ทราบรายรับ-รายจ่าย และข้อมูลทางการเงินเท่านั้น แต่ข้อมูลทางบัญชีสามารถนำมาเป็นข้อมูลในการตัดสินใจและการพัฒนาในด้านต่างๆ ให้ผู้ทำบัญชีสามารถดำรงชีวิตได้อย่างประสบความสำเร็จ

นายโอภาส ทองยงค์

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ให้การส่งเสริมให้มีครูบัญชีอาสาทั่วประเทศ จำนวน 6,838 คน ซึ่งล้วนเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถและมีความเชี่ยวชาญในการประกอบอาชีพด้านการเกษตรควบคู่กับการนำบัญชีไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน จนสามารถนำข้อมูลทางบัญชีไปใช้การวางแผนประกอบอาชีพ และถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เครือข่ายในชุมชนให้มีความเข้มแข็ง มีภูมิคุ้มกัน พึ่งพาตนเองได้ เป็นต้นแบบให้เกษตรกรได้ใช้เป็นแนวทางการประกอบอาชีพ

ทั้งนี้ การทำบัญชีถือเป็นรากฐานสำคัญของวิถีชีวิต อย่างน้อยที่สุดคือเป็นความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการวิเคราะห์ข้อมูลทางบัญชีจะส่งผลให้เกิดช่องทางในการออมและเพิ่มรายได้ ซึ่งจะนำไปสู่ความสุขที่เกิดจากความพอเพียงในชีวิตถ้าพี่น้องเกษตรกรรู้จักการทำบัญชี โดยบันทึกบัญชีทุกวันต่อไปการทำอาชีพการเกษตรทุกอย่าง เราจะรู้ความเหมาะสมรู้เวลา รู้ว่าเวลาใดผลิตผลจะขายได้ราคา เวลาใดจะเกิดภัยธรรมชาติบ่อยๆ ก็หยุดปลูกไปทำอย่างอื่นก่อน เมื่อทำบัญชีติดต่อกันจะเห็นทุกอย่างและสามารถกำหนดแผนการประกอบอาชีพและแผนในการดำเนินชีวิต เป็นการสร้างวินัยให้ตนเองและครอบครัว ซึ่งกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ตั้งใจจะส่งเสริมให้มีครูบัญชีเพิ่มขึ้น เพื่อสร้างเครือข่ายทางด้านบัญชีในชุมชนให้มีความเข้มแข็งมีภูมิคุ้มกัน พึ่งพาตนเองได้ด้วยการทำบัญชีครัวเรือน โดยไม่ได้ยึดเอาจำนวนเป็นหลัก แต่จะมุ่งเน้นในเรื่องของคุณภาพ

น.ส.ทองใส สมศรี

ด้าน น.ส.ทองใส สมศรี ครูบัญชีอาสา อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี ผู้ที่นำการทำบัญชีครัวเรือนมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันและช่วยวางแผนในการทำเกษตรจนประสบความสำเร็จ จนได้รับเลือกให้เป็นครูบัญชีอาสาของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ บอกว่า อดีตเคยทำเกษตรเคมี แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ยิ่งทำก็มีแต่ปัญหาหนี้สินตามมา จึงเปลี่ยนมาทำการเกษตรแบบอินทรีย์ ดำเนินชีวิตแบบพอเพียงและน้อมนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาปรับใช้ โดยเริ่มจากการหาความรู้เข้าอบรมตามโครงการพระราชดำริ แล้วนำกลับมาปฏิบัติ โดยทำการปลูกพืชหลายอย่าง ทั้งทำนา ทำสวนโดยเน้นสวนผลไม้เป็นหลัก ซึ่งมีพื้นที่สวนทั้งหมด 10 ไร่ ปลูกมังคุด เงาะ ทุเรียน ลองกอง และปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ผสมผสานในสวนผลไม้ โดยเบื้องหลังความสำเร็จไม่เพียงแต่การทำสวนแบบผสมผสานที่ลดความเสี่ยงในเรื่องการปลูกพืชเชิงเดี่ยว และการทำสวนแบบอินทรีย์สามารถลดต้นทุนได้มากเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำบัญชี เพราะเมื่อมีการทำบัญชีจะทำให้รู้ว่าเราลงทุนไปกับอะไรบ้าง บางอย่างก็เป็นการจ่ายที่ไม่จำเป็น ใช้ชีวิตในแบบทุนนิยม สังคมกระแส ถ้าเราตามเขามากเราก็เซฟตัวเองไม่ได้ ทำให้รายได้ในแต่ละปีไม่เพียงพอต่อรายจ่าย เมื่อทำบัญชีเราจึงตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป จากที่เคยเป็นหนี้ สามารถใช้หนี้ได้หมดภายใน 4 ปี และสามารถนำระบบบัญชีครัวเรือนมาช่วยวางแผนในการลดต้นทุนการผลิตให้ลงมาเหลือประมาณ 3 หมื่นบาท/ปี ในขณะที่รายได้เพิ่มขึ้น เมื่อหักลบต้นทุนออกแล้ว ยังเหลือกำไรประมาณ 3-4 แสนบาท/ปี

“ปัจจุบันได้รับคัดเลือกให้เป็นประธานศูนย์ ศพก. และเป็นประธานแปลงใหญ่มังคุดของ อ.ขลุง รวมถึงเป็นครูบัญชีอาสา โดยก่อนที่จะได้เป็นครูบัญชีนั้น ก็ได้ไปเข้าอบรมกับทางกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จากนั้นก็นำมาแนะนำต่อให้กับสมาชิกให้มีการจดบันทึกค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน และจดบันทึกต้นทุนด้านการทำเกษตร ปัจจุบันมีสมาชิกเครือข่ายบัญชี จำนวน 82 คน สามารถทำบัญชีได้แล้ว 50 คน ส่วนที่เหลือยังทำไม่คล่อง เนื่องจากเป็นผู้สูงอายุ โดยสิ่งที่ได้จากการทำบัญชี จะบอกให้เรารู้ว่าในตลอดทั้งปีที่ผ่านมาเราได้มีการลงทุนอะไรไปบ้าง และมีผลกำไรอะไรงอกเงยขึ้นมาบ้าง ทำให้ประเมินค่าใช้จ่ายได้ สำหรับเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรที่ยังไม่เคยทำบัญชียังไม่รู้จักการทำบัญชี ลองปรึกษากรมตรวจบัญชีสหกรณ์เพื่อเรียนรู้การทำบัญชีครัวเรือน เริ่มจากการจดบัญชีไว้ในใจเป็นลำดับแรกและมาจดในสมุดบัญชีรายรับ-รายจ่าย แยกให้ทุกช่องแล้วมาลบหักเหลือ จะรู้ว่าเดือนหนึ่งๆเราจะมีเงินเหลือเท่าไร เงินใช้เท่าไร มันจะรู้โดยอัตโนมัติของมันเอง ยืนยันว่าการทำบัญชีจะเป็นหนทางชี้ทางรวยได้แน่นอน”ครูทองใส กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรแนะใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมพอดี หนทางลดต้นทุนอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/343623

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรแนะใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมพอดี หนทางลดต้นทุนอย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรแนะใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมพอดี หนทางลดต้นทุนอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

การใช้ปุ๋ยให้ถูกต้องเหมาะสมตามความอุดมสมบูรณ์ของดินและความต้องการของพืช เป็นการลดต้นทุนการผลิตอย่างถูกวิธีมากที่สุด เนื่องจากต้นทุนการผลิตของเกษตรกรส่วนใหญ่อยู่ที่ค่าปุ๋ยเคมีเป็นอันดับต้นๆ เพราะปุ๋ยเคมีกว่า 90% ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้มีราคาค่อนข้างสูง ขณะเดียวกัน เกษตรกรมักใส่ปุ๋ยตามคำแนะนำทั่วไป โดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสมของสภาพพื้นที่ของตนเอง ทำให้บางครั้งใส่ปุ๋ยเกินความต้องการของพืช เป็นการสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์

นางชัญญา ทิพานุกะ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการจัดการดินปุ๋ย กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การจัดการดินและปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดต้นทุนการผลิตนั้น เกษตรกรสามารถทำได้ไม่ยาก เพียงแค่เริ่มต้นด้วยการนำตัวอย่างดินมาตรวจวิเคราะห์ก่อนการปลูกพืชหรือก่อนการใส่ปุ๋ย เพื่อทราบความอุดมสมบูรณ์ของดิน ณ ขณะนั้น ซึ่งปัจจุบันมีหลายหน่วยงานที่ให้บริการตรวจวิเคราะห์ดินในห้องปฏิบัติการ แต่เกษตรกรอาจไม่สะดวกหรือส่งแล้วบางครั้งอาจได้รับผลการวิเคราะห์ดินล่าช้า กรมส่งเสริมการเกษตรจึงสนับสนุนให้ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนที่กระจายอยู่ในทุกอำเภอทั่วประเทศมีชุดตรวจสอบ N (เอ็น) P (พี) K (เค) และ pH (พีเอช : ความเป็นกรดเป็นด่าง) ในดินแบบรวดเร็ว เพื่อให้บริการตรวจวิเคราะห์และให้คำแนะนำการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินเบื้องต้นให้กับสมาชิกและรวมถึงเกษตรกรในชุมชน โดยใช้เวลาในการวิเคราะห์ตัวอย่างละประมาณ 30 นาที เกษตรกรจะทราบได้ทันทีว่าพื้นที่ดินของตนเองมีธาตุอาหารหลัก (N, P, K) อยู่มากน้อยเพียงใด จะช่วยให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยเท่าที่จำเป็น เรียกว่า พอดีกับความต้องการของพืช ถูกชนิด และถูกอัตราลดผลกระทบจากการใช้ปุ๋ยไม่ถูกต้อง และช่วยให้ต้นพืชแข็งแรงต้านทางโรคและแมลง

เมื่อเกษตรกรรู้จักดินของตัวเองเป็นอย่างดีแล้ว ก็สามารถจัดการเรื่องปุ๋ยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งในเรื่องการใช้ปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตรไม่ได้มุ่งเน้นเจาะจงส่งเสริมเฉพาะปุ๋ยเคมีเป็นหลัก แต่มีการส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยด้วยวิธีผสมผสานร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากปุ๋ยแต่ละประเภทมีคุณสมบัติแตกต่างกัน

กรณี ปุ๋ยเคมี วัตถุประสงค์หลักที่ใช้เพื่อให้ธาตุอาหารแก่พืชอย่างรวดเร็วตรงกับช่วงเวลาที่พืชต้องการ และหากใช้ได้ถูกสูตร ถูกอัตราตามค่าวิเคราะห์ดินและที่สำคัญคือถูกเวลา คือใส่ปุ๋ยตรงกับช่วงเวลาที่พืชมีความต้องการธาตุอาหารนั้นๆ ก็จะเกิดประโยชน์สูงสุด แต่ปุ๋ยเคมีไม่ช่วยเรื่องการปรับโครงสร้างของดิน จึงจำเป็นต้องเสริมด้วย ปุ๋ยอินทรีย์ ที่มีคุณสมบัติในการเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน ช่วยปรับปรุงสมบัติทางกายภาพของดิน ทำให้ดินโปร่ง ร่วนซุย ระบายน้ำและถ่ายเทอากาศได้ดี ทำให้รากพืชชอนไชไปหาธาตุอาหารได้ง่ายขึ้น และช่วยเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ในดิน แต่ปุ๋ยอินทรีย์ก็มีข้อจำกัด คือ มีปริมาณธาตุอาหารอยู่น้อยเมื่อเปรียบเทียบกับปุ๋ยเคมี และธาตุอาหารพืชส่วนใหญ่อยู่ในรูปของสารประกอบอินทรีย์ พืชไม่สามารถดูดไปใช้ประโยชน์ได้ทันทีต้องผ่านกระบวนการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ในดินก่อนจึงค่อยๆ ปลดปล่อยธาตุอาหารให้พืชนำไปใช้ได้ แต่อาจไม่ตรงกับช่วงเวลาและปริมาณที่พืชต้องการ

ส่วนปุ๋ยชีวภาพ เป็นปุ๋ยที่ประกอบด้วยจุลินทรีย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ และมีคุณสมบัติพิเศษสามารถสังเคราะห์สารประกอบธาตุอาหารพืชได้เอง หรือสามารถสกัดธาตุอาหารที่อยู่ในดินให้ละลายออกมาอยู่ในรูปที่พืชดูดไปใช้ประโยชน์ได้ หรือจากการตรึงไนโตรเจนจากอากาศให้แก่พืช ช่วยเสริมประสิทธิภาพปุ๋ยเคมี และลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมี แต่ปัจจุบันปุ๋ยชีวภาพยังมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับพืชทุกชนิด ส่วนใหญ่จะผลิตมาเฉพาะเจาะจงกับพืชแต่ละชนิดเท่านั้น

“ดินแต่ละชนิดมีความอุดมสมบูรณ์แตกต่างกันและขึ้นกับการบำรุงรักษาของเกษตรกรแต่ละราย ปุ๋ยแต่ละประเภทก็มีบทบาทหน้าที่แตกต่าง ฉะนั้นเกษตรกรจำเป็นต้องมีการจัดการดินและปุ๋ยอย่างถูกต้องและเหมาะสม ซึ่งจะเป็นแนวทางในการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรได้อย่างยั่งยืน และทำให้เกษตรกรสามารถแข่งขันได้ ในสภาวะตลาดที่มีการแข่งขันสูงในปัจจุบัน” นางชัญญา กล่าวย้ำ


ชัญญา ทิพานุกะ

ชัญญา ทิพานุกะ

รายงานพิเศษ : ศพก.แหล่งเรียนรู้สู่ความสำเร็จ สร้างความเข้มแข็งเกษตรกรไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/343126

รายงานพิเศษ : ศพก.แหล่งเรียนรู้สู่ความสำเร็จ สร้างความเข้มแข็งเกษตรกรไทย

รายงานพิเศษ : ศพก.แหล่งเรียนรู้สู่ความสำเร็จ สร้างความเข้มแข็งเกษตรกรไทย

วันอังคาร ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

การทำการเกษตรของประเทศไทยล้วนต้องใช้ปัจจัยการผลิตหลายชนิดควบคู่กันไป ไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืชสวน พืชไร่ เกษตรกรต้องหา เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย เครื่องจักรการเกษตร และแรงงาน เข้ามาทำงานควบคู่กับการเกษตรเสมอ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีออกมาสู่ตลาด ที่ผ่านมา รัฐบาลมีแนวคิดการลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง บางทฤษฎีส่งผลสำเร็จให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน บางทฤษฎีเกษตรกรไม่สามารถนำไปปรับใช้ได้ในพื้นที่ เกษตรกรจึงจำเป็นต้องมีการเรียนรู้จากผู้ที่ประสบความสำเร็จในด้านต่างๆเพื่อนำมาใช้กับกระบวนการผลิตของตนเอง ซึ่งการที่เกษตรกรจะหาบุคคลตัวอย่างหรือพื้นที่เกษตรกรต้นแบบนั้น เกษตรกรสามารถเข้าไปศึกษาได้ที่ “ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร”

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายมุ่งมั่นให้ “เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี ประชาชนมีความมั่นคงด้านอาหาร เป็นฐานสร้างรายได้ให้แผ่นดิน” จึงได้ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ 15 โครงการ อาทิ ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ / ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) / พัฒนาเกษตรกรสู่ Smart Farmer / เกษตรอินทรีย์ / พัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน (GAP) และตลาดสินค้าเกษตร เป็นต้น พร้อมมุ่งเน้นการพัฒนาและการแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ (Area based) เพื่อแก้ปัญหาที่มีความเฉพาะเจาะจง สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม และความต้องการสินค้าเกษตรของตลาด โดยใช้หลักการตลาดนำการผลิต ประกอบกับการส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรไทยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปปรับใช้ในกระบวนการผลิตสินค้าเกษตร รวมทั้งต่อยอดการพัฒนาภาคเกษตร และอุตสาหกรรมการเกษตร ด้วยการสร้างความเชื่อมโยงอุตสาหกรรมการเกษตรให้เกิดความเข้มแข็งระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างโอกาสในการขยายเครือข่ายทางธุรกิจสู่ภูมิภาคอาเซียนและตลาดโลก

นอกจากนี้กระทรวงเกษตรฯ ยังได้ผลักดันโครงการสนับสนุนการผลิตหรือจัดหาปุ๋ยสั่งตัดผ่านสถาบันเกษตรกร เป็นอีกหนึ่งแนวทางในการสนับสนุนให้สถาบันเกษตรกรมีการดำเนินธุรกิจที่หลากหลาย มีประโยชน์และตอบโจทย์ความต้องการของสมาชิก ทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯได้ให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร โดยเน้นให้มีศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรในชุมชน เพื่อเป็นจุดถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตรของชุมชนและเป็นที่ให้บริการข้อมูลข่าวสารและบริการด้านการเกษตร ประกอบกับในสภาวะปัจจุบันสถานการณ์การผลิตสินค้าเกษตรของเกษตรกรมีปัญหาในเรื่องต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างสูง ปัญหาโรคแมลง พื้นดินขาดความอุดมสมบูรณ์ทำให้ผลผลิตที่ได้มีปริมาณน้อย และมีคุณภาพต่ำ เกษตรกรส่วนใหญ่จึงประสบปัญหาการขาดทุนเกิดหนี้สินและไม่สามารถพึ่งตนเองได้

นายกฤษฎา กล่าวต่อไปว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดตั้ง ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หรือ (ศพก.) ขึ้น เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรของชุมชน พร้อมทั้งเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการเกษตรโดยเน้นการเรียนรู้จากเกษตรกรต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิต โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำองค์ความรู้ที่ได้รับจาก ศพก. ไปประยุกต์ใช้ในการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิต

สำหรับการเตรียมฤดูกาลผลิตใหม่ กระทรวงเกษตรฯ เน้นนโยบายการตลาดนำการผลิต โดยการควบคุมคุณภาพ โดยมี ศพก. และระบบส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการ มีเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้ดีขึ้นและมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยมีการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวง เช่น ศพก. แปลงใหญ่ เกษตรทฤษฎีใหม่ Zoning by Agri – MAP เป็นต้น ซึ่งนโยบายเหล่านี้จะใช้ ศพก. เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน และ ศพก. จะเป็นสถานที่เรียนรู้ นำไปสู่การผลิตร่วมกันแบบแปลงใหญ่ โดยอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วย และในส่วนภูมิภาค กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายให้จังหวัดดำเนินการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ฤดูกาลผลิตใหม่ ปี’60/61 โดยให้หน่วยงานในสังกัด บูรณาการการทำงานร่วมกันในการสนับสนุนเกษตรกรให้มีองค์ความรู้เพื่อวางแผนการผลิต เข้าถึงปัจจัยการผลิต บริหารจัดการความเสี่ยง และสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร

ดังตัวอย่างผลสำเร็จการลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ในจังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งมี ศพก. จำนวน 6 ศูนย์ ในพื้นที่ 6 อำเภอ โดยมีเกษตรกรต้นแบบที่เป็น Smart Farmer มีความรู้ ทักษะและความพร้อมในการถ่ายทอดองค์ความรู้ จำนวน 6 ศูนย์ ซึ่ง ศพก. มีฐานเรียนรู้ ให้เกษตรกรสามารถเข้ามาเรียนรู้ได้จากของจริงและสามารถนำไปปฏิบัติในกิจกรรมของตนเองได้ ซึ่งในปี 2561 จังหวัดสิงห์บุรีจะมีการขยายศูนย์เครือข่ายในด้านการเกษตรให้ครอบคลุมทุกตำบล รวม 74 ศูนย์ เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้ามาเรียนรู้ และรับการบริการข้อมูลข่าวสารจากศูนย์ ศพก. หลักได้ โดยที่เกษตรกรต้นแบบของศูนย์เครือข่ายมีความพร้อมในการให้บริการในด้านข้อมูลการเกษตร ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร มีการเชื่อมโยงแปลงใหญ่จำนวน 10 แปลง ในพื้นที่ 6 อำเภอ โดยแปลงใหญ่ได้รับความรู้จากหลักสูตรการเรียนรู้ของ ศพก. นำไปส่งเสริมการผลิตในรูปแบบแปลงใหญ่

ซึ่งประโยชน์ที่จะได้รับเมื่อเกษตรกรเข้ามาเรียนรู้ใน ศพก. คือ เกษตรกรสามารถเข้ามาเรียนรู้ได้ตามหลักสูตรและแผนการเรียนรู้ของศูนย์ สามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับกลับไปปรับใช้ในกิจกรรมของตนเอง สามารถแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรได้ตรงต่อความต้องการของเกษตรกรในชุมชน ศพก.จึงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเกษตรของชุมชน สร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์และกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมจากเกษตรกรสู่เกษตรกร ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง จึงก่อให้เกิดการพัฒนาในภาคการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

รายงานพิเศษ : ‘การตลาดนำการผลิต’ พลิกแนวคิดการเกษตรไทยสู่ความมั่นคงระยะยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/342281

รายงานพิเศษ : ‘การตลาดนำการผลิต’  พลิกแนวคิดการเกษตรไทยสู่ความมั่นคงระยะยาว

รายงานพิเศษ : ‘การตลาดนำการผลิต’ พลิกแนวคิดการเกษตรไทยสู่ความมั่นคงระยะยาว

วันศุกร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“การตลาดนำการผลิต” ในภาคการเกษตร เป็นแนวคิดด้านการบริหารจัดการสินค้าเกษตรแบบใหม่ เพื่อให้ปริมาณการผลิตและความต้องการสินค้าเกษตรเกิดความสมดุลกัน โดยสนับสนุนให้เกษตรกรเชื่อมโยงกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน สหกรณ์การเกษตร และผู้ค้า ซึ่งที่ผ่านมามีการดำเนินงานคืบหน้าแล้วหลายโครงการ เช่น การส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ พื้นที่ 3.72 ล้านไร่ การส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ปลูกข้าวอินทรีย์ 120,000 ไร่ มีเกษตรกรเข้าร่วมกว่า 36,000 ราย ช่วยให้ต้นทุนลดลงและขายข้าวได้ราคาสูงกว่าข้าวทั่วไป ตันละ 2,000-8,000 บาท รวมทั้งยังเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าเกษตรใน 38 จังหวัด สร้างมูลค่ารวมกว่า 400 ล้านบาท

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า นโยบายการพัฒนาการเกษตรของกระทรวงเกษตรฯ ที่ผ่านมา ได้มุ่งเน้นการลดต้นทุนการผลิต และยกระดับมาตรฐานสินค้า โดยขับเคลื่อนผ่านนโยบายสำคัญ 15 เรื่อง ประกอบกับในปัจจุบันภาคการเกษตรยังมีปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างต่อเนื่อง เช่น ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ผลผลิตล้นตลาด ต้นทุนการผลิตสูง ประสบภัยแล้งหรือน้ำท่วม เป็นต้น อีกทั้งยังมีสาเหตุมาจากเกษตรกรไทยยังขาดปัจจัยสำคัญ 3 ด้าน คือ 1.ขาดความรู้ / 2.ขาดเงินทุน / และ 3.ไม่มีตลาดรองรับ ด้วยเหตุนี้กระทรวงเกษตรฯ จึงกำหนดนโยบาย “การตลาดนำการผลิต” ซึ่งจะเป็นแนวทางให้เกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร วางแผนการผลิตเพื่อตอบสนองกับความต้องการของตลาด โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานร่วมกัน ตัวอย่างเช่น จังหวัดที่นำนโยบายนี้ไปปฏิบัติและสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ จังหวัดอุดรธานี โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดอุดรธานี ได้จัดพิธีลงนาม MOU ตามพันธสัญญานำร่อง “การตลาดนำการผลิต” ระหว่างโรงพยาบาลกับวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ ในการจัดซื้อรายการอาหาร ประเภท ข้าวสาร พืชผัก และผลไม้ ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสหกรณ์การเกษตร หรือการรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน (SMEs) เพื่อหาตลาดและสร้างอำนาจการต่อรองด้านราคาให้กับเกษตรกร ขณะนี้เชื่อมโยงสหกรณ์ 518 แห่ง กับภาคเอกชน 109 แห่ง และมีสหกรณ์ 55 แห่ง ส่งออกผลผลิตไปต่างประเทศ รวม 28 ประเทศ ทำให้เกิดการซื้อขายผลผลิตเกษตร รวม 818,873 ตัน มูลค่า 17,009 ล้านบาท

นอกจากนี้ ในด้านสินค้าประมง กรมประมง ได้ใช้นโยบาย “การตลาดนำการผลิต” เพื่อสร้างสมดุลทางการตลาด ภายใต้ “โครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่” เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มการผลิตและการบริหารจัดการร่วมกัน โดยกรมประมงได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาแปลงใหญ่ด้านประมงระยะเวลา 5 ปี (2560-2564) มีเป้าหมายพัฒนาแปลงให้ได้ 300 แปลง โดยผลักดันให้เกษตรกรในแปลงใหญ่มีการรวมกลุ่ม จำนวน 30 คน พื้นที่ไม่ต่ำกว่า 300 ไร่ เพื่อร่วมกันวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในพื้นที่

ปัจจุบัน มีเกษตรกรที่เข้าร่วมกลุ่มแปลงใหญ่ด้านการประมง จำนวน 77 แปลง เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 4,667 ราย พื้นที่ประมาณ 48,000 ไร่ มีชนิดสัตว์น้ำที่หลากหลายตามความเหมาะสมของพื้นที่และศักยภาพของเกษตรกร โดยการดำเนินภายในปี 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งมีแปลงใหญ่ที่ประสบความสำเร็จ สามารถลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตสินค้าประมง พร้อมยกระดับฟาร์มสู่มาตรฐาน GAP ของกรมประมง และอยู่ระหว่างการดำเนินการส่งเสริมเกษตรกรปฏิบัติตามมาตรฐาน GAP มกษ.7401-2557 รวมทั้งสร้างตลาดสินค้าประมงที่แน่นอน โดยมีการเจรจาธุรกิจระหว่างห้างสรรพสินค้า และบริษัทเอกชน ได้แก่ สหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำท่าทอง จำกัด จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นแปลงใหญ่ที่ประสบความสำเร็จที่สุด โดยได้รับรางวัลชนะเลิศ อันดับ 1 ในการประกวดแปลงใหญ่สินค้าประมง ประจำปี 2560 ของกรมประมง สหกรณ์เลี้ยงปลาบ้านต๊ำเมืองพะเยา จำกัด จังหวัดพะเยา และสหกรณ์ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชลบุรี จำกัด จังหวัดชลบุรี

เช่นเดียวกับการวางแผนการผลิตข้าวโดยใช้ “การตลาดนำการผลิต” ได้วางกรอบเป้าหมายความต้องการใช้ข้าวสำหรับการผลิต ปี 2561/62 ภายใต้ตลาดนำการผลิต (Demand Driven) จำนวน 30.42 ล้านตันข้าวเปลือก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าว จึงได้กำหนดแผนการผลิตข้าว ปี 2561/62 ตามความต้องการใช้ข้าวดังกล่าว จำนวน 70.42 ล้านไร่ ผลผลิต 33.422 ล้านตันข้าวเปลือก แบ่งเป็น รอบที่ 1 จำนวน 58.21 ล้านไร่ แยกเป็น ข้าวหอมมะลิ 23.27 ล้านไร่ ข้าวหอมจังหวัด 2.82 ล้านไร่ ข้าวหอมไทย (ข้าวหอมปทุม) 1.03 ล้านไร่ ข้าวเจ้า 14.84 ล้านไร่ (ข้าวเจ้าพื้นนิ่ม 0.74 ล้านไร่ ข้าวเจ้าพื้นแข็ง 14.10 ล้านไร่) ข้าวเหนียว 15.78 ล้านไร่ ข้าว กข43 0.12 ล้านไร่ ข้าวอินทรีย์ 0.28 ล้านไร่ และข้าวสี 0.07 ล้านไร่ และ รอบที่ 2 มีพื้นที่ปลูกข้าว จำนวน 12.61 ล้านไร่ คาดการณ์ผลผลิต 7.86 ล้านตันข้าวเปลือก

จะเห็นได้ว่านโยบาย “การตลาดนำการผลิต” สามารถช่วยวางแผนการผลิตให้กับเกษตรกร สามารถช่วยลดต้นทุนการผลิต อีกทั้งเกษตรกรจะมีตลาดรองรับสินค้าที่แน่นอน ผลผลิตไม่ล้นตลาด เกษตรกรมีรายได้และมีความมั่นคงในอาชีพเกษตรกรรมมากยิ่งขึ้น

รายงานพิเศษ : เกษตรกรเขต2เปิด‘Field Day’บ้านแพ้ว ถ่ายทอดเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมะพร้าวน้ำหอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/341822

รายงานพิเศษ : เกษตรกรเขต2เปิด‘Field Day’บ้านแพ้ว  ถ่ายทอดเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมะพร้าวน้ำหอม

รายงานพิเศษ : เกษตรกรเขต2เปิด‘Field Day’บ้านแพ้ว ถ่ายทอดเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมะพร้าวน้ำหอม

วันพุธ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ถือเป็นแหล่งผลิตมะพร้าวน้ำหอมคุณภาพดี โดยมีพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมรวม 18,461 ไร่ คิดเป็น 80% ของพื้นที่ มีเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวจำนวน 1,814 ครัวเรือน มะพร้าวน้ำหอมจึงเป็นพืชเศรษฐกิจของอำเภอบ้านแพ้ว ที่สร้างมูลค่า 496 ล้านบาทต่อปี แต่ด้วยสภาพการปลูกส่วนใหญ่ปลูกเป็นพืชเชิงเดี่ยว มะพร้าวส่วนใหญ่มีอายุมากกว่า 10 ปี แม้มีบำรุงอย่างต่อเนื่องก็ยังคงมีผลกระทบให้สวนมะพร้าวเสื่อมโทรม ผลผลิตลดลง และทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นด้วย

จากสถานการณ์ดังกล่าว ทางสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จ.ราชบุรี กรมส่งเสริมการเกษตร ที่ดูแลรับผิดชอบพื้นที่นี้ จึงได้จัดกิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ในพื้นที่อำเภอบ้านแพ้ว เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้รับทราบเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ ช่องทางการตลาด แหล่งข้อมูล การเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของตนเอง

 

นางอ้อมทิพย์ สุทธิพงศ์เกียรติ์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จ.ราชบุรี กล่าวว่า การจัดงานถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มฤดูกาลผลิตใหม่ หรือ Field Day ปี 2561 ในวาระครบรอบ 50 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร กำหนดจัดงานในทุกจังหวัด จังหวัดละ 1 จุด สำหรับจังหวัดสมุทรสาคร ได้เลือกจัดงานขึ้น ที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภอบ้านแพ้ว มีวัตถุประสงค์หลักคือเตรียมความพร้อมเกษตรกรก่อนเข้าสู่การเริ่มต้นการผลิตใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งเป็นสินค้าหลักของเกษตรกรในพื้นที่ พัฒนาคุณภาพมาตรฐาน ลดต้นทุนการผลิต เชื่อมโยงการตลาด และนวัตกรรมการแปรรูป สร้างคุณภาพสินค้า การใช้เครื่องจักรกลเข้ามาสนับสนุนการเกษตร ตลอดจนส่งเสริมการปลูกพืชอื่นแซมในร่องสวนมะพร้าวเพื่อเพิ่มรายได้ เช่น ผักกูด พลู หรือพืชผัก เป็นต้น

โดยกิจกรรมในงาน Field Day ประกอบด้วย 4 สถานีการเรียนรู้ ได้แก่ การเพาะพันธุ์มะพร้าวน้ำหอม การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการพ่นสารเคมี การป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าวแบบผสมผสาน และนวัตกรรมและการแปรรูปมะพร้าว และยังมีฐานความรู้ 3 องค์ประกอบ คือ การจัดการดินและปุ๋ย การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า และเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมงานจำนวน 200 ราย จะได้รับการถ่ายทอดความรู้แบบเห็นของจริง ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของการ
จัดงาน ที่ต้องการให้เกษตรกรเข้าถึงองค์ความรู้ที่เหมาะสม เกิดการประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับกิจกรรมทางการเกษตรของตนเอง จะทำให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งและอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

ด้าน นายบุญลอย ทรัพย์มา ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.อ.บ้านแพ้ว) กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดีที่มีการจัดกิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ เกษตรกรจะได้ตื่นตัว เนื่องจากภายในงานจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เกษตรกรชาวสวนมะพร้าวสามารถนำไปใช้พัฒนาสวนของตนเองได้ เนื่องจากปกติตนในฐานะประธาน ศพก. ก็ได้ทำสวนมะพร้าวโดยนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ได้รับการถ่ายทอดมาพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นแบบอย่างให้เกษตรกรรายอื่น อย่างเช่น การใช้สารชีวภัณฑ์ในการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว หรือใช้แตนเบียนควบคุมหนอนหัวดำ หรือใช้เทคโนโลยีเรือพ่นสารชีวภัณฑ์ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตลงได้ โดยตนได้ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้กับสมาชิก ศพก. อยู่ตลอด รวมถึงมีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันตลอดทำให้ไม่ค่อยพบปัญหามากนัก แต่สำหรับเกษตรกรที่อยู่นอกพื้นที่บางทีก็พบปัญหาาศัตรูพืชเข้าทำลายสวนมะพร้าว เขาก็จะเลือกใช้แต่สารเคมีในการกำจัด ทำให้ต้นทุนสูง ผลผลิตตกต่ำ และไม่ปลอดภัยในเรื่องสารพิษตกค้าง

“การจัดงาน Field Day จะช่วยเปิดโอกาสให้เกษตรกรในละแวกพื้นที่อำเภอบ้านแพ้ว ได้เข้ามายัง ศพก.บ้านแพ้วมากขึ้น เพื่อมารับองค์ความรู้และเทคโนโลยีกลับไปปรับปรุงพัฒนาเพิ่มศักยภาพการผลิตมะพร้าวน้ำหอม เพิ่มพูนรายได้ในครัวเรือน อยากให้เกษตรกรมารวมตัวรวมกลุ่มกัน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับอาชีพชาวสวนมะพร้าวน้ำหอมอำเภอบ้านแพ้ว” ลุงบุญลอย ประธานศพก.บ้านแพ้ว กล่าว

เกษตรกรที่สนใจอยากได้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับมะพร้าวน้ำหอม สามารถไปศึกษาเรียนรู้ได้ที่ ศพก.บ้านแพ้ว เลขที่ 56/1 ม.5 ต.บ้านแพ้ว อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร เบอร์ติดต่อ 08-9493-2622 ลุงบุญลอย ประธานศพก. พร้อมให้คำแนะนำ

รายงานพิเศษ : หนุนใช้โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (FAS) เพิ่มประสิทธิภาพบริหารงานสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/341586

รายงานพิเศษ : หนุนใช้โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (FAS)  เพิ่มประสิทธิภาพบริหารงานสหกรณ์

รายงานพิเศษ : หนุนใช้โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (FAS) เพิ่มประสิทธิภาพบริหารงานสหกรณ์

วันอังคาร ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สถานการณ์ปัจจุบัน ข้อมูลนับเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้บริหารสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการนำข้อมูลทางบัญชีไปใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการสหกรณ์ จึงจำเป็นต้องขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้วยนวัตกรรม โดยพัฒนานวัตกรรมที่ตอบสนองพฤติกรรมของคนในสังคมปัจจุบัน ให้ทันเทคโนโลยีและการสื่อสารที่พัฒนาก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ขับเคลื่อนภารกิจการทำงานที่หลากหลายมิติในการนำระบบบัญชี เข้าไปใช้ในการบริหารจัดการสหกรณ์ ตามภารกิจหลักของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ซึ่งมีหน้าที่ในการวางระบบบัญชีสหกรณ์ ตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ รวมถึงการส่งเสริมและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบัญชีสู่สหกรณ์ สมาชิกสหกรณ์ เกษตรกร และประชาชนทั่วไป โดยดำเนินงานควบคู่กับการพัฒนางานระบบบัญชีและกลไกที่จะส่งเสริมระบบบัญชีให้มีความทันสมัย และเท่าทันกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน โดยกรม ได้ดำเนินการพัฒนาโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์มาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปรับปรุงโปรแกรมระบบบัญชีให้เหมาะสมและครอบคลุมลักษณะการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ เพื่อเพิ่มคุณภาพการให้บริการภาครัฐ และทำให้สหกรณ์มีระบบการเงินและบัญชีที่เป็นมาตรฐาน และมีระบบการควบคุมภายในด้านสารสนเทศที่เหมาะสม รวมทั้งสร้างความมั่นคงปลอดภัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ

โดยหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยในการบริหารงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร คือ โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (Cooperative Full Pack Accounting Software : FAS) ซึ่งกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการบริหารงานของสหกรณ์ และเป็นส่วนสำคัญในการช่วยบริหารจัดการงานภาคสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โปรแกรมดังกล่าว ได้รับการออกแบบให้ครอบคลุมตามธุรกิจของสหกรณ์ในทุกๆ ด้าน และมีความทันสมัย เป็นปัจจุบัน ช่วยลดข้อผิดพลาดในการทำงานและมีระบบข้อมูลทางบัญชีที่ได้มาตรฐานสามารถปิดบัญชีประจำปีได้อย่างรวดเร็ว จึงนับว่าเป็นเครื่องมือในการสร้างความแข็งแกร่งทางบัญชี และสามารถให้บริการสมาชิกแบบจุดเดียว (One Stop Service) เพื่อให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร มีเครื่องมือในการช่วยบริหารจัดการงานสหกรณ์ และช่วยให้ผู้บริหารสหกรณ์สามารถนำข้อมูลสารสนเทศทางการเงิน มาใช้ประกอบการตัดสินใจในการบริหารจัดการได้รวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สหกรณ์ ซึ่งกรม ได้สนับสนุนให้ทุกสหกรณ์ ได้นำโปรแกรมฯ ไปใช้ โดยมีสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ ในแต่ละจังหวัด คอยดูแลและให้คำปรึกษาแนะนำในการติดตั้ง โดยที่สหกรณ์ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

โอภาส ทองยงค์

นอกจากนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ยังได้พัฒนานวัตกรรมใหม่ๆอย่าง Smart4M ผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ เช่น มือถือ เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มคนได้ง่ายและสะดวกต่อการใช้งานอีกด้วยสำหรับ Smart4M ประกอบไปด้วย Smart Me เป็นแอพพลิเคชั่นสำหรับสมาชิกสหกรณ์และบุคคลทั่วไปในการใช้บันทึกข้อมูลบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพ Smart Member แอพพลิเคชั่นสำหรับสมาชิกสหกรณ์ ที่ช่วยให้สมาชิกสหกรณ์สามารถตรวจสอบฐานะทางการเงินของตนเองได้ตลอดเวลา Smart Manage แอพพลิเคชั่นสำหรับกรรมการสหกรณ์ ใช้ติดตามและตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์ และ Smart Monitor แอพพลิเคชั่นสำหรับผู้สอบบัญชี ผู้กำกับดูแลและผู้ที่เกี่ยวข้อง สามารถติดตามความเคลื่อนไหวและความผิดปกติทางการเงินของสหกรณ์ นับเป็นนวัตกรรมที่จะช่วยให้เกษตรกร สมาชิกสหกรณ์ กรรมการสหกรณ์ และผู้เกี่ยวข้องได้ประโยชน์จากการใช้ข้อมูลเหล่านี้ให้เข้าถึงได้มากที่สุด และเป็นประโยชน์ต่อตัวเองได้มากที่สุดอีกด้วย

“สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรสามารถนำโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ไปใช้ในการบริหารองค์กรและใช้ในการตัดสินใจอย่างถูกต้อง และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด นำไปสู่การขับเคลื่อนและพัฒนาองค์กรให้เจริญเติบโต จนสามารถสนองประโยชน์ให้แก่สมาชิกสหกรณ์ได้ ซึ่งปัจจุบันมีสหกรณ์ที่นำโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (FAS) ไปใช้ในการทำงบการเงินและการบริหารจัดการข้อมูลทางการเงินการบัญชีแบบครบวงจร จำนวน 2,563 แห่ง แบ่งเป็นสหกรณ์ 2,543 สหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกร 20 กลุ่ม” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

ดาริน ปราบไพริน

สหกรณ์นิคมสอยดาว จำกัด อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี เป็นสหกรณ์หนึ่งที่ใช้โปรแกรมระบบบัญชีครบวงจร (FAS) จนได้รับรางวัลสหกรณ์ดีเด่น ประจำปี 2560 ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ โดย น.ส.ดาริน ปราบไพริน ผู้จัดการสหกรณ์นิคมสอยดาว จำกัด กล่าวว่า โปรแกรมระบบบัญชีครบวงจร (FAS) เป็นโปรแกรมที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้พัฒนาขึ้น ช่วยให้การจัดการบัญชีในสหกรณ์เขาสอยดาว จำกัด มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โปรแกรมดังกล่าวพัฒนารูปแบบการใช้งานได้ตรงตามระบบบัญชีที่เคยทำกันมา แต่เพื่อความไม่ประมาทก็ยังใช้ระบบบัญชีแบบเดิมควบคู่กันไปด้วย ทำให้ได้ข้อมูลมีความทันสมัยเป็นปัจจุบัน ช่วยลดข้อผิดพลาดในการทำงานและมีระบบข้อมูลทางบัญชีที่ได้มาตรฐาน สามารถปิดบัญชีประจำปีได้อย่างรวดเร็ว นับว่าเป็นเครื่องมือในการสร้างความแข็งแกร่งทางบัญชีได้เป็นอย่างดี และยังสามารถให้บริการสมาชิกแบบจุดเดียว (One Stop Service) เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์ใช้บริการได้อย่างรวดเร็ว โดยได้นำเทคโนโลยี FAS เชื่อมโยงผ่านมือถือของสมาชิกที่สามารถใช้ดูข้อมูลได้โดยไม่ต้องเดินทางมาถึงสำนักงาน หากสมาชิกท่านใดที่ไม่ได้ใช้มือถือก็มีคอมพิวเตอร์เพื่อให้สมาชิกได้มาตรวจสอบข้อมูล รายละเอียดบัญชีของตัวเองได้ที่สำนักงานสหกรณ์กันตลอดทั้งวัน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ทำให้สมาชิกสหกรณ์สอยดาวมีความพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง

นับเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมใหม่ๆสำหรับโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียในกระบวนการสหกรณ์และสถาบันเกษตรกรทั้งหมด มีส่วนร่วมในการพัฒนาศักยภาพและความโปร่งใสในการดำเนินงานของสหกรณ์ นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์ได้อย่างยั่งยืนต่อไป เกษตรกรหรือผู้สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สอบถามได้ที่ สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์จังหวัด หรือกลุ่มพัฒนาระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ โทรศัพท์ 0-2016-8888 ต่อ 4311,4313,4317

รายงานพิเศษ : ‘สสก.5’ส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ สร้างงานสร้างรายได้ปาล์มน้ำมัน‘สตูล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/341354

รายงานพิเศษ : ‘สสก.5’ส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่  สร้างงานสร้างรายได้ปาล์มน้ำมัน‘สตูล’

รายงานพิเศษ : ‘สสก.5’ส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ สร้างงานสร้างรายได้ปาล์มน้ำมัน‘สตูล’

วันจันทร์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปาล์มน้ำมันเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดสตูล เป็นลำดับที่ 2 รองจากยางพารา ที่ผ่านมาเกษตรกรทำสวนปาล์มน้ำมันในลักษณะต่างคนต่างทำ พึ่งพาปัจจัยการผลิตและแรงงานจากภายนอก ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง ผลผลิตและคุณภาพผลผลิตต่ำ ส่งผลต่อกำไรและรายได้ต่ำตามไปด้วย จึงเกิดการรวมตัวเป็นแปลงใหญ่ เพื่อร่วมบริหารจัดการ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ยกระดับมาตรฐานผลผลิตตามความต้องการของตลาด และเชื่อมโยงตลาดในลักษณะประชารัฐ

นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กรมส่งเสริมการเกษตร
เปิดเผยว่า จ.สตูล มีการรวมกลุ่มเกษตรกรดำเนินงานโครงการส่งเสริมการเกษตรระบบแปลงใหญ่สินค้าปาล์มน้ำมันมาตั้งแต่ปี 2559 ถึงปัจจุบัน 12 แปลง รวม 8,660.50 ไร่ หรือร้อยละ 7.92 ของพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันทั้งจังหวัด เกษตรกร 907 ครอบครัว สำหรับตำบลนิคมพัฒนา อำเภอมะนัง ซึ่งเป็นกรณีตัวอย่างระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ สินค้าปาล์มน้ำมัน มีพื้นที่ปลูก 2,125 ไร่ เกษตรกร 183 ราย ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อยพื้นที่ปลูกไม่เกินรายละ 15 ไร่ การจำหน่ายผลผลิตแบบต่างคนต่างขายให้กับลานเทในพื้นที่และโรงงานอุตสาหกรรม ขาดการรวมกลุ่ม เกษตรกรประสบปัญหาต้นทุนผลิตสูง ผลผลิตต่ำเฉลี่ย 2,419 กก./ไร่/ปี

ปลายปี 2557 อ.มะนัง ได้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตปาล์มน้ำมันที่ ต.นิคมพัฒนา ในแปลงของเกษตรกรต้นแบบ นายหวาหาบ ยาบา หมู่ที่ 5 ต.นิคมพัฒนา ซึ่งใช้ภูมิปัญญาและวิชาการดูแลรักษาปาล์มน้ำมันให้ผลผลิตสูงไม่น้อยกว่า 5 ตัน/ไร่/ปี ต้นทุนการผลิตต่ำเป็นแหล่งเรียนรู้ของเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อขยายผลการดำเนินงานของศูนย์เรียนรู้ในการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต พัฒนาคุณภาพผลผลิต และขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรฯให้เห็นเป็นรูปธรรม จึงได้รวบรวมสมาชิกเกษตรกรผู้ผ่านการเรียนรู้จากศูนย์เรียนรู้ฯ และเกษตรกรข้างเคียง และใช้ข้อมูล Zoning by Agri-map รวมกลุ่มส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ ในหมู่ที่ 1 3 5 6 และ 9 จำนวน 132 แปลง พื้นที่ 1,606 ไร่ เกษตรกร 124 ราย โดยมีทีมผู้จัดการแปลงที่มีเกษตรอำเภอเป็นหัวหน้าทีมดำเนินการจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานของเกษตรกรที่สมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิก เพื่อนำข้อมูลที่จัดเก็บได้มาวิเคราะห์ต้นทุนการผลิต การตลาด เทคโนโลยีและการปฏิบัติของเกษตรกร และนำข้อมูลพื้นฐานดังกล่าวบันทึกเข้าระบบ bigfarm.doae.go.th แล้วนำข้อมูลที่ได้จากการจัดเก็บและวิเคราะห์ให้ที่ประชุมร่วมพิจารณาในการกำหนดเป้าหมายการพัฒนา มีมติกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานภายในระยะเวลา 3 ปี คือ ลดต้นทุนการผลิตร้อยละ 20 จากไร่ละ 5,618 บาท/ปี เหลือ 4,494 บาท/ปี เพิ่มผลผลิตร้อยละ 20 คือ จากไร่ละ 2,419 กิโลกรัม/ปี เป็น 2,903 กิโลกรัม/ปี

ในการดำเนินการ สมาชิกทุกคนจะลดต้นทุนการใช้ปุ๋ย โดยใช้แม่ปุ๋ยหรือผสมปุ๋ยใช้เอง แทนการซื้อปุ๋ยสำเร็จ โดยรวมกันซื้อครั้งละมากๆ เพื่อให้ได้ราคาถูกลง ใช้องค์กรด้านทุนในพื้นที่ เช่น สหกรณ์กองทุนสงเคราะห์สวนยางพาราประจำตำบล เป็นหน่วยจัดหาปัจจัยการผลิตราคาถูกและสินเชื่อช่วยสมาชิกที่ขาดเงินทุน ตลอดจนด้านการตลาด ส่วนการเพิ่มผลผลิต สมาชิกทุกคนปฏิบัติดูแลรักษาสวนปาล์มน้ำมันตามหลักวิชาการและแผนการผลิต รวมทั้งเคร่งครัดการเก็บเกี่ยวผลผลิตที่สุกตามมาตรฐานทะลายปาล์มน้ำมันที่โรงงานอุตสาหกรรมต้องการ

การดำเนินงานกลุ่มมีความเข้มแข็ง โดยคณะกรรมการกลุ่มทำหน้าที่ประสานและบูรณาการกับทีมผู้จัดการแปลง ภาคีเครือข่าย และสมาชิก ได้รับทุนสนับสนุน จากงบพัฒนาจังหวัดสตูล ปี 2559 ภายใต้โครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตสินค้าเกษตร โดยสมาชิกแปลงใหญ่รับการสนับสนุนปัจจัยการผลิต กิจกรรมการผสมปุ๋ยใช้เองในสวนปาล์มน้ำมัน จำนวน 50 ราย โรงงานอุตสาหกรรมบริษัทปาล์มไทยพัฒนา ให้การสนับสนุนการติดตั้งระบบน้ำในสวนปาล์มน้ำมัน สมาชิกแปลงใหญ่ พื้นที่ 300 ไร่ 2,000,000 บาท เป็นแปลงสาธิตการเพิ่มผลผลิต และงบพัฒนาจังหวัด ปี 2560 ภายใต้โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชเศรษฐกิจโดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม กิจกรรมการจัดระบบน้ำในสวนปาล์มน้ำมัน พื้นที่ 40 ไร่ งบประมาณ 800,000 บาท

นายสุพิทกล่าวอีกว่า ผลจากการดำเนินงาน ส่งผลให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้จากไร่ละ 5,618 บาท เหลือ 4,547 บาท ลดลงไร่ละ 1,071 บาท ได้ปริมาณผลผลิตเพิ่มจากเดิมไร่ละ 2,419 กก./ปี เป็น 2,957 กก./ปี เพิ่มขึ้นไร่ละ 538 กก. ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยไร่ละ 2,738 บาท ผลผลิตปาล์มน้ำมันมีคุณภาพได้มาตรฐาน เกษตรกรมีความรู้การปฏิบัติดูแลรักษาสวนปาล์มน้ำมันอย่างถูกต้อง มีการวางแผนการผลิตร่วมกัน มีการใช้ปุ๋ยที่ถูกช่วงเวลา (พฤษภาคม-กรกฎาคม) ในต้นฤดูฝนที่พร้อมกัน มีการปฏิบัติดูแลรักษาสวนปาล์มน้ำมันตามหลักวิชาการที่เหมือนกัน มีการจัดทำบัญชีครัวเรือน ทำให้บริหารผลผลิตได้ชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ยังมีการเชื่อมโยงระหว่างแปลงใหญ่กับหน่วยงานด้านการตลาด เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ลานเทรับซื้อผลผลิตในพื้นที่ และสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ ทำให้เกษตรกรสมาชิกขายผลผลิตให้กับโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ได้ราคาที่สูงกว่าราคาหน้าโรงงานอีกด้วย

รายงานพิเศษ : ‘สสก.6’เชียงใหม่รณรงค์ผลิตลำไยคุณภาพ เน้นตลาดบริโภคสด-ยกระดับรายได้เกษตรกรภาคเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/340861

รายงานพิเศษ : ‘สสก.6’เชียงใหม่รณรงค์ผลิตลำไยคุณภาพ  เน้นตลาดบริโภคสด-ยกระดับรายได้เกษตรกรภาคเหนือ

รายงานพิเศษ : ‘สสก.6’เชียงใหม่รณรงค์ผลิตลำไยคุณภาพ เน้นตลาดบริโภคสด-ยกระดับรายได้เกษตรกรภาคเหนือ

วันศุกร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากสถานการณ์การส่งออกลำไยไปยังประเทศอินโดนีเซียในปีนี้ดูเหมือนจะมีปัญหาไม่น้อย เนื่องจากประเทศอินโดนีเซียได้สั่งงดการนำเข้าลำไยจากประเทศไทย จำนวน 28,000 ตัน ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ลำไยออกสู่ตลาดมากที่สุด ทำให้ส่งผลกระทบต่อผลผลิตลำไยที่กำลังจะออกในปีนี้ ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการรณรงค์ผลิตลำไยคุณภาพ เพื่อกระตุ้นการบริโภคในประเทศ และทดแทนตลาดอินโดนีเซีย

ทั้งนี้ ปี 2556 – 2560 ประเทศไทยส่งออกลำไยสดไปยังอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นจาก 59,869.60 ตัน ในปี 2556 เป็น 97,180.86 ตัน ในปี 2560 โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยมีปริมาณผลผลิตออกมาก (ช่วงพีค) คือ เดือนกรกฎาคม – สิงหาคม มีการส่งออกเพิ่มขึ้นจาก 15,546.21 ตัน ในปี 2556 เป็น 28,387.96 ตัน ในปี 2560 ซึ่งกรณีอินโดนีเซียงดการนำเข้าในช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม คาดว่าจะกระทบต่อปริมาณผลผลิตลำไยสดที่ไม่สามารถนำเข้าได้ สอดคล้องกับปริมาณการส่งออกที่มากที่สุดในปี 2560 ประมาณ 28,387.96 ตัน หรือคิดประมาณร้อยละ 30 ของลำไยในช่วงพีคทั้งหมด

นายนเรศ ฝีปากเพราะ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า โครงการรณรงค์ผลิตลำไยคุณภาพ ปี 2561 เป็น 1 ในนโยบายสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาล ตามมติคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ หรือ Fruit Board ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายกฤษฎา บุญราช) เป็นประธาน โดยมีเป้าหมายที่จะผลิตลำไยคุณภาพเพื่อพัฒนาคุณภาพยกเกรด จากเกรด A เป็น AA ซึ่งจากการงดการนำเข้าลำไยของอินโดนีเซียในปีนี้ จำนวน 28,000 ตัน ทำให้ต้องเปลี่ยนเป้าหมายโดยได้ดำเนินการร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ในการพัฒนาคุณภาพลำไย โดยเริ่มตั้งแต่การเตรียมต้นจนถึงการพัฒนาคุณภาพ ซึ่งจะเน้นการตัดแต่งช่อผล เพื่อให้มีปริมาณจำนวนผลในช่อให้เหมาะสม เพื่อพัฒนาคุณภาพลำไยจากเกรด A เป็น AA ให้ได้

โดยในปี 2561 คาดการณ์ว่าจะมีเนื้อที่ให้ผล จำนวน 837,721 ไร่ ผลผลิตรวม ประมาณ 659,134 ตัน จำแนกเป็นลำไยในฤดู จำนวน 639,413 ไร่ ผลผลิตจำนวน 386,303 ตัน และลำไยนอกฤดู จำนวน 198,308 ไร่ ผลผลิต จำนวน 272,831 ตัน โดยผลผลิตในฤดูมีปริมาณมากกว่า ปี 2560 ร้อยละ 2.28

สำหรับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนี้ ตั้งเป้าไว้ที่ 6,543 ราย แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มปราชญ์ชาวบ้าน กลุ่มศพก.กับแปลงใหญ่ลำไย และกลุ่มเกษตรกรรายใหม่ โดยสามารถผลิตลำไยคุณภาพได้มากกว่า 20,000 ตัน ซึ่งจะเน้นพัฒนาในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน เนื่องจากเป็นแหล่งผลิตที่ใหญ่ที่สุดของภาคเหนือ

“ที่ผ่านมาเกษตรกรส่วนใหญ่ ร้อยละ 80 ตลาดหลักจะอยู่ที่ตลาดลำไยอบแห้งทั้งเปลือกหรือตลาดลูกร่วง แต่หลังจากได้เข้าร่วมโครงการ ได้มีการปรับเปลี่ยนมาทำเป็นลำไยสดช่อ มีการพัฒนาคุณภาพการตัดแต่งช่อผล มีการดูแลรักษาตามกระบวนการจัดการคุณภาพที่ดีและเหมาะสม จนสามารถยกระดับผลผลิตและเปลี่ยนตลาดเป้าหมายจากตลาดลูกร่วงมาเป็นตลาดบริโภคสดได้ โดยในปีนี้มีเป้าหมายผลิตลำไยเกรด AA ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 เป็นการยกระดับรายได้ของเกษตรกรให้เพิ่มขึ้น มั่นคง และยั่งยืนกว่าเดิม” นายนเรศ กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : ‘ฟาร์มเห็ดอัจฉริยะ’ชัยนาท ต้นแบบ‘เกษตรกรรุ่นใหม่’กับการทำเกษตรยุค4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/340214

รายงานพิเศษ : ‘ฟาร์มเห็ดอัจฉริยะ’ชัยนาท ต้นแบบ‘เกษตรกรรุ่นใหม่’กับการทำเกษตรยุค4.0

รายงานพิเศษ : ‘ฟาร์มเห็ดอัจฉริยะ’ชัยนาท ต้นแบบ‘เกษตรกรรุ่นใหม่’กับการทำเกษตรยุค4.0

วันอังคาร ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

‘ฟาร์มเห็ดอัจฉริยะ’ชัยนาท

ต้นแบบ‘เกษตรกรรุ่นใหม่’กับการทำเกษตรยุค4.0

ใช้ระบบEvapสั่งด้วยสมาร์ทโฟน-ผลิตเห็ดขายตลอดปี

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท (สสก.1) โชว์ผลงานเกษตรกรกรุ่นใหม่ ต้นแบบเกษตรกรสู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตรในยุค 4.0 สามารถผลิตเห็ดป้อนตลาดตลอดทั้งปี ด้วยการใช้ระบบ Evap ควบคุมโรงเพาะเห็ดด้วยสมาร์ทโฟน สร้างคุณภาพผลผลิตเห็ดได้อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่าการพัฒนาและสร้างคนรุ่นใหม่เข้าสู่ภาคการเกษตรนั้น ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่สสก.1 มีการดำเนินงานมาอย่างเข้มข้นและต่อเนื่องโดยเฉพาะการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เน้นใช้องค์ความรู้ในเรื่องของเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการประกอบอาชีพ ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยยกระดับพัฒนาการทำเกษตรในยุคปัจจุบันให้ก้าวไปสู่การทำเกษตรยุค 4.0 ได้อย่างแท้จริง ประกอบการส่งเสริมให้มีการบริหารจัดการและขับเคลื่อนชุมชนโดยคนในชุมชนเองนั้น ส่งผลให้เกิดการพัฒนาเป็นไปตามความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง สำหรับฟาร์มเห็ดอัจฉริยะ ซึ่งเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีการใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่มาพัฒนาการทำเกษตรด้วยการเพาะเลี้ยงเห็ดด้วยระบบปิด หรือระบบ Evap พร้อมกับคิดค้นโปรแกรมในการบริหารจัดการฟาร์มเห็ดด้วยสมาร์ทโฟนส่งผลให้ฟาร์มแห่งนี้เป็นแหล่งผลิตเห็ดที่มีคุณภาพสม่ำเสมอเป็นที่ต้องการของตลาด โดยไม่มีเรื่องโรคและแมลงรบกวน และสามารถพัฒนาต่อยอดไปสู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตรตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้อย่างแท้จริง

นายพัชรพล โพธิ์พันธุ์ เจ้าของจาวาฟาร์ม ฟาร์มเห็ดอัจฉริยะยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ จ.ชัยนาท กล่าวว่า การทำฟาร์มเห็ดเริ่มต้นมาจากตนนั้นมีความสนใจจากนั้นก็เริ่มศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง มีการลองผิดลองถูกบ้าง ทำให้ตนเองเรียนรู้จากประสบการณ์จริงในการทำการเกษตร เพราะทุกขั้นตอนเน้นทำด้วยตนเองทั้งหมด เริ่มตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบทำก้อนเชื้อเห็ด การดูแลระบบการเพาะเห็ด โดยที่เลือกใช้ระบบ Evap เพราะมองว่าการควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และการสเปรย์น้ำให้โรงเพาะเห็ด ถ้าผ่านระบบควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และใช้ระบบอัตโนมัติ โดยติดตั้งระบบการสั่งงานผ่านสมาร์ทโฟนไปยังกล่องควบคุมที่ทำหน้าที่ในการสั่งงานตามสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงในโรงเรือนเพื่อปรับความชื้นและอุณหภูมิให้เหมาะสมกับเห็ดอยู่ตลอด เพื่อให้เห็ดมีดอกที่สมบูรณ์ และออกดอกในปริมาณที่มากขึ้น สามารถบริหารจัดการโรงเรือนเพาะเห็ดได้ง่ายและสะดวก

แต่ทั้งนี้การใช้ระบบดังกล่าวก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะถ้าเปิดตลอดเวลาเลยทำให้เปลืองค่าน้ำค่าไฟ และทำให้เห็ดออกดอกไม่ดี จากการศึกษาพบว่าจะต้องมีช่วงกระตุ้น และช่วงพักบ้าง และคุมปริมาณอากาศให้ได้เพราะมีผลต่อความยาวของก้านดอก และความแก่ของดอก จึงได้มีการพัฒนาระบบให้มีความเหมาะสมกับโรงเพาะเห็ด จนปัจจุบันระบบดังกล่าวมีความเหมาะสมกับการเพาะเห็ด ส่งผลให้เห็ดออกดอกตลอดทั้งปีซึ่งสามารถช่วยเกษตรกรทำฟาร์มเห็ดโดยใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการฟาร์มได้ถึง 90% ส่วนอีก 10% เกษตรกรยังคงต้องใช้แรงงานคนในการเก็บดอกช่วงเช้า และเย็น และแม้ว่าระบบดังกล่าวจะมีต้นทุนการผลิตต่อโรงเรือนที่ค่อนข้างสูง ขนาดของโรงเรือนหน้ากว้าง 6 เมตร ยาว 15 เมตร บรรจุเห็ดได้ 15,000 ก้อน มีต้นทุนประมาณ 2-3 แสนบาท เป็นค่าวัสดุโรงเรือน แต่ก็มีเกษตรกรหลายรายเริ่มสนใจ ขณะนี้มีเครือข่ายที่ทำอยู่ถ้าเป็นช่วงหน้าฝนจำนวน 4 ราย โดยในช่วงที่เห็ดล้นตลาด แต่แม่ค้าก็ยังรับเห็ดของฟาร์มในราคาเดิมและรับทั้งหมด เพราะเรื่องคุณภาพ เนื่องจากสภาวะอากาศในโรงเรือนที่เหมาะสมทำให้ได้ดอกเห็ดสวย สะอาด มีการคัดขนาดดอกบรรจุลงบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม ให้เห็ดโดนอากาศข้างนอกน้อยที่สุดเพื่อช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเห็ดได้

“ผมเป็นเกษตรกรรายเดี่ยวมาก่อนที่เคยคิดว่าเราอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียว แม้ว่าการใช้ระบบดังกล่าวจะมีข้อดี แต่การที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการ YSF ทำให้ตนเองเปลี่ยนแนวคิดในการทำการเกษตรที่กว้างมากยิ่งขึ้น ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างกันและได้นำความรู้มาพัฒนาอาชีพอย่างต่อเนื่อง เรียนรู้ว่าการทำธุรกิจเกษตรต้องมีมาตรฐานต่างๆ รองรับ รวมทั้งได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้จากหน่วยงานภาครัฐที่เป็นประโยชน์” นายพัชรพล กล่าว

รายงานพิเศษ : ศพก.ปัว‘จ.น่าน’ต้นแบบการทำนาโยน ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตได้จริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/339974

รายงานพิเศษ : ศพก.ปัว‘จ.น่าน’ต้นแบบการทำนาโยน ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตได้จริง

รายงานพิเศษ : ศพก.ปัว‘จ.น่าน’ต้นแบบการทำนาโยน ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตได้จริง

วันจันทร์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายให้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) กระจายอยู่ทุกอำเภอทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 882 ศูนย์ เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรของชุมชนที่เกิดจากปัญหาของชุมชนและสามารถตอบสนองความต้องการด้านการเกษตรของชุมชนได้ และเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการเกษตร มุ่งเน้นการเรียนรู้จากเกษตรกรต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร การเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนและการพัฒนาคุณภาพตลอดจนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิตโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเกษตรกรต้นแบบ เพื่อให้เกษตรกรที่มาเรียนรู้เกิดความรู้ ความเข้าใจ มีการใช้ปัจจัยการผลิตได้อย่างเหมาะสม และนำองค์ความรู้ที่ได้รับจาก ศพก. ไปประยุกต์ใช้เพื่อลดต้นทุนการผลิต เพิ่มปริมาณ และคุณภาพของผลผลิต รวมทั้งยังเป็นจุดที่ให้บริการข้อมูลข่าวสารและบริการด้านการเกษตรต่างๆ กับเกษตรกร อีกทั้งยังใช้เป็นจุดนัดพบ พบปะพูดคุยของเจ้าหน้าที่กับเกษตรกร และเกษตรกรกับเกษตรกรด้วยกันเอง

นางสาวดารณี สุวรรณโพธิ์ศรีผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมการผลิตข้าว กรมการข้าว กล่าวว่า จากศพก. จำนวน 882 ศูนย์ จะแบ่งเป็น ศพก.ด้านข้าวอยู่450 ศูนย์ โดยกิจกรรมด้านข้าวของแต่ละ ศพก.จะมีความโดดเด่นแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความสามารถและความถนัดของเจ้าของศูนย์เรียนรู้นั้นๆ เป็นหลัก เช่น บางแห่งเน้นหนักเรื่องการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีบางแห่งทำนาอินทรีย์ บางแห่งเน้นเรื่องการลดต้นทุนการผลิตข้าว เป็นต้น ทั้งนี้กรมการข้าวในฐานะเป็นหน่วยงานหลักในการดูแล ศพก.ด้านข้าว ก็จะถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีการผลิตและนวัตกรรมด้านข้าวที่เหมาะสมกับ ศพก.แต่ละแห่ง

พร้อมกันนี้ กรมการข้าวยังได้จัดทำแปลงเรียนรู้การปลูกข้าวในพื้นที่ของ ศพก.ทั้ง 450 ศูนย์ เพื่อเป็นต้นแบบการจัดการแปลงนาอย่างเหมาะสม ให้เกษตรกรในชุมชนได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้และนำกลับไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของตนเองต่อไปที่สำคัญในปีนี้ กรมการข้าวยังได้จัดกิจกรรมให้นำนักเรียน นักศึกษา เข้ามาศึกษาดูงานในแปลงเรียนรู้ของ ศพก.ด้านข้าว เพื่อปลูกฝังเยาวชนให้รู้จักว่าการทำนามีขั้นตอนหรือกิจกรรมอะไรบ้าง เพื่อให้เขารักและหวงแหนอาชีพการทำนา และสืบทอดอาชีพนี้ให้คงอยู่อย่างยั่งยืน

ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร อ.ปัว จ.น่าน เป็นศพก.แห่งหนึ่งที่มีความโดดเด่นด้านการลดต้นทุนการผลิตข้าว โดย นายจันทร์ พรมรังกา เจ้าของศพก. อ.ปัว เล่าว่า การทำนาของตนจะใช้วิธีโยนกล้า หรือทำนาโยนซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ศูนย์วิจัยข้าวแพร่ กรมการข้าวได้เข้ามาแนะนำส่งเสริม ซึ่งสามารถลดต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ข้าวจากเดิมที่ทำนาดำต้องใช้เมล็ดพันธุ์ข้าว15-20 กก.ต่อไร่ พอมาทำนาโยนใช้กล้าพันธุ์ข้าวประมาณ 60 ถาดเท่านั้น หรือประมาณ 4 กก.ต่อไร่

ดารณี สุวรรณโพธิ์ศรี

นอกจากนี้ ทำนาโยนยังลดค่าจ้างแรงงานจากเดิมที่จ้างเหมาดำนาไร่ละ 1,500 บาท ตนมีพื้นที่นา 4 ไร่ ก็จะมีต้นทุนค่าจ้างแรงงานถึง 6,000 บาท แต่นาโยนใช้แรงงานในครัวเรือนเพียง 2 คน
ก็ทำได้ คิดค่าแรงงานเฉลี่ยคนละ 300 บาท รวมเป็น 600 บาทต่อไร่ก็จะมีต้นทุนค่าแรงอยู่ที่ 2,400 บาททำให้ต้นทุนส่วนนี้ลดลงไปได้มากทีเดียว ขณะที่ผลผลิตข้าวก็เพิ่มขึ้น โดยปลูกข้าวพันธุ์สันป่าตอง 1 กข 6 กข 10 จากปกตินาดำไร่หนึ่งได้ผลผลิตเฉลี่ย700 กก. เป็นนาโยนได้ผลผลิต 968 กก.ต่อไร่ เนื่องจากการทำนาโยนเป็นการทำนาแบบประณีตกอหนึ่งแตกรวงได้ 30-40 รวง เมื่อใช้เมล็ดพันธุ์น้อย ข้าวไม่แออัดก็ควบคุมวัชพืชได้ง่ายขึ้น สามารถควบคุมคุณภาพข้าวได้เป็นอย่างดีอีกทั้งทางสมาชิกได้รวมกลุ่มกันผลิตปุ๋ยหมักไว้ใช้เองก็ช่วยลดต้นทุนปุ๋ยเคมีได้ส่วนหนึ่ง

“จากประสบการณ์ในการทดลองทำนาโยนมา 2-3 ปี โดยเริ่มจากทำนาโยนควบคู่กับทำนาดำ เพื่อเปรียบเทียบว่าอะไรดีกว่ากัน ก็พบว่าทำนาโยนสามารถลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้จริง ตนจึงได้หันมาทำนาโยนทั้งหมด และส่งเสริมให้สมาชิก ศพก.ได้ทำตาม ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 30 รายได้หันมาทำนาโยนและมีสมาชิกอีกหลายรายที่สนใจแนวทางการทำนาโยน ซึ่งตนอยากให้สมาชิกทำตามวิถีที่เราทำทุกวันนี้ เพื่อประหยัดต้นทุนและมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น” นายจันทร์ กล่าวย้ำ