รายงานพิเศษ : สสก.9พิษณุโลกผลักดัน‘อ.ศรีนคร’สุโขทัย แหล่งผลิตมะม่วงโชคอนันต์รายใหญ่ของประเทศไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/345870

รายงานพิเศษ : สสก.9พิษณุโลกผลักดัน‘อ.ศรีนคร’สุโขทัย  แหล่งผลิตมะม่วงโชคอนันต์รายใหญ่ของประเทศไทย

รายงานพิเศษ : สสก.9พิษณุโลกผลักดัน‘อ.ศรีนคร’สุโขทัย แหล่งผลิตมะม่วงโชคอนันต์รายใหญ่ของประเทศไทย

วันจันทร์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก กรมส่งเสริมการเกษตร หนุนเกษตรกร อ.ศรีนคร จ.สุโขทัย ที่ประสบปัญหาจากการทำนา มาปลูกมะม่วงโชคอนันต์ พร้อมดันเป็นกลุ่มแปลงใหญ่ ส่งผลผลิตขายทั้งในและต่างประเทศ

นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร เกษตรจังหวัดพิษณุโลก ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ตำบลน้ำขุม อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย เป็นแหล่งปลูกมะม่วงโชคอนันต์แหล่งใหญ่ของประเทศไทย โดยมีพื้นที่ปลูกจำนวน 10,220 ไร่ ได้ผลผลิตเฉลี่ย 2,997 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งแต่เดิมเกษตรกรที่นี่ทำนาเป็นหลักแต่ประสบปัญหาในการปลูกข้าวเนื่องจากภูมิอากาศไม่เหมาะสม ต้นทุนการผลิตสูง ทั้งปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง จากปัญหาดังกล่าว ทำให้เกษตรกรในพื้นที่เปลี่ยนไปปลูกมะม่วงโชคอนันต์ เนื่องจากภูมิอากาศของที่นี่จะสม่ำเสมอตลอดปี หน้าฝนไม่ค่อยมีฝน หน้าหนาวก็ไม่ค่อยหนาวแต่เหมาะสมสำหรับการปลูกมะม่วงโชคอนันต์เนื่องจากมะม่วงโชคอนันต์ ไม่ชอบฝน ไม่ชอบหนาว ชอบอากาศร้อนและอุณหภูมิเฉลี่ยคงที่ตลอดปี กรมส่งเสริมการเกษตรได้เข้ามาให้การสนับสนุน ให้ความรู้ในการผลิต เทคนิคและกระบวนการต่างๆ ในการส่งเสริมการปลูกมะม่วงโชคอนันต์ให้กับเกษตรกร ก่อให้เกิดการรวมกลุ่มแปลงใหญ่ปลูกมะม่วงโชคอนันต์ และมีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ในตำบลน้ำชุม อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย รวมถึงให้การสนับสนุนโครงการอื่นๆ ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย

ด้าน นายสายชล จันทร์วิไร เกษตรกรต้นแบบและเป็นประธาน ศพก. อ.ศรีนคร กล่าวว่า การปลูกมะม่วงโชคอนันต์เพื่อให้ผลผลิตทั้งปีหรือโดยเฉลี่ยให้ผลผลิต 3 ครั้งต่อปี จะมีกระบวนการปลูกตั้งแต่การปลูก กล่าวคือ ระยะในการปลูกให้มีระยะห่าง 2×3 เมตร จะได้ประมาณ 250 ต้นต่อไร่ มีการตัดแต่งกิ่งพุ่มไม่ให้สูงเกินไปเพื่อสะดวกในการเก็บผลผลิตและใช้เลื่อยมือ ส่วนพื้นที่ให้ทำยกร่องสูงเพื่อป้องกันน้ำท่วมขัง เนื่องจากมะม่วงโชคอนันต์ไม่ชอบน้ำ สำหรับการขยายพันธุ์ เริ่มแรกใช้ต้นพันธุ์พื้นเมืองที่มีอยู่ในพื้นที่ เช่น มะม่วงกะล่อน ปลูกให้ได้ประมาณ 1 ปีครึ่ง จากนั้น ให้ทำการเสียบยอดโดยใช้กิ่งพันธุ์โชคอนันต์ เพื่อให้ได้พันธุ์ที่ทนต่ออากาศได้ดีในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นเทคนิคในการผลิตกิ่งพันธุ์มะม่วงโชคอนันต์ของที่นี่ นอกจากนี้ จะต้องมีการตัดแต่งกิ่งปีละ 2 ครั้ง ถ้าเจอกิ่งแห้ง มีเชื้อรา ให้รีบตัดทิ้ง หรือเจอกิ่งกระโดงให้ตัดออก ไม่ควรให้มีพุ่มในแต่ละต้นมาชนกัน หากต้องการทำนอกฤดู จะตัดแต่งกิ่งช่วงปลายเดือนเมษายน ถึง พฤษภาคม และราดสารเคมีเพื่อชะลอพุ่ม ประมาณ 20 วัน เมื่อถึงเวลาดึงช่อ ให้ใช้สารดึงช่อฉีดทุกๆ 15 วัน ซึ่งมะม่วงจะให้ผลผลิตประมาณเดือนตุลาคม ซึ่งสามารถเก็บขายเป็นมะม่วงนอกฤดูได้

 

ในด้านการตลาด แปลงใหญ่มะม่วงโชคอนันต์จะมีการจำหน่ายแบ่งเป็น ขายผลอ่อน ผลแก่ และตกเกรด โดยผลอ่อนจะส่งไปขายยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา กัมพูชา เนื่องจากนิยมทานผลอ่อน ผลแก่จะเข้าตลาดอุตสาหกรรมแปรรูป โรงงานมะม่วงกระป๋อง แช่อิ่ม มะม่วงดอง เป็นต้น หากขายผลดิบในช่วงฤดูกาลของมะม่วงจะตกอยู่ที่ 4 บาทต่อกิโลกรัม หากเป็นมะม่วงนอกฤดูจะขายได้ราคาสูงถึง 20-25 บาทต่อกิโลกรัม ปัจจุบัน ศพก.มะม่วงศรีนครได้คิดค้นเครื่องคัดแยกผลสด ผลแก่ของมะม่วงโชคอนันต์และนำมาใช้เรียบร้อยแล้ว ต้นทุนเครื่องอยู่ที่ 120,000 บาท ซึ่งตนได้เป็นผู้ออกแบบเอง เริ่มใช้มาแล้วตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา ส่วนผลมะม่วงที่ตกเกรด จะนำไปดองในน้ำยาถัง โดยจะมีบริษัทมารับซื้อต่อ และบางส่วนนำไปทำมะม่วงอบแห้ง แปรรูปในรูปแบบของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร

“มะม่วงโชคอนันต์ มีจุดเด่นตรงที่ตลาดต้องการมากเนื่องจากสามารถแปรรูปได้หลากหลายผลิตภัณฑ์ มีอนาคตที่สดใสเนื่องจากตลาดในต่างประเทศก็นิยมบริโภค ซึ่งศพก.มะม่วงศรีนครมีทั้งเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่และต่างพื้นที่เข้ามาศึกษาดูงานเป็นจำนวนมาก เป็นแหล่งเรียนรู้การปลูกมะม่วงโชคอนันต์ต้นแบบทำให้สามารถนำความรู้ในด้านเทคนิคการปลูกและให้ได้มาตรฐาน นำกลับไปพัฒนาในแปลงของตนเองได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่ให้มีรายได้อย่างยั่งยืน” นายสายชลกล่าวทิ้งท้าย

อาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร

อาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร

รายงานพิเศษ : เกษตรฯรณรงค์ผลิตลำไยคุณภาพ ลดการพึ่งพาตลาดส่งออก-ยกระดับรายได้เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/344854

รายงานพิเศษ : เกษตรฯรณรงค์ผลิตลำไยคุณภาพ  ลดการพึ่งพาตลาดส่งออก-ยกระดับรายได้เกษตรกร

รายงานพิเศษ : เกษตรฯรณรงค์ผลิตลำไยคุณภาพ ลดการพึ่งพาตลาดส่งออก-ยกระดับรายได้เกษตรกร

วันพุธ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะของเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ดำเนินการโครงการรณรงค์การผลิตลำไยคุณภาพ ปี 2561 พัฒนาคุณภาพผลผลิตลำไยเป็นเกรด AA เพื่อกระตุ้นการบริโภคสดภายในประเทศ ลดการพึ่งพาตลาดส่งออก

นายสมชาย ชายณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ดำเนินโครงการรณรงค์ผลิตลำไยคุณภาพ ปี 2561 ซึ่งถือเป็น 1 ในนโยบายสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาล ตามมติคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ หรือ Fruit Board ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายกฤษฎา บุญราช) เป็นประธาน โดยมีเป้าหมายที่จะผลิตลำไยคุณภาพเพื่อพัฒนาคุณภาพยกเกรด จากเกรด A เป็น AA โดยเริ่มตั้งแต่การเตรียมต้นจนถึงการพัฒนาคุณภาพ ซึ่งจะเน้นการตัดแต่งช่อผล เพื่อให้มีปริมาณจำนวนผลในช่อให้เหมาะสม เพื่อพัฒนาคุณภาพลำไยจากเกรด A เป็น AA ให้ได้

ทั้งนี้ คาดว่าปี 2561 ผลผลิตลำไยของ 8 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย พะเยา น่าน แพร่ ลำปาง และจังหวัดตาก จะเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 45,757 ตัน คิดเป็นร้อยละ 7.5 เป็นผลผลิตในฤดู 386,342 ตัน (59%) และนอกฤดู 272,831 ตัน (41%) เนื่องจากกรมส่งเสริมการเกษตรได้มีการส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตลำไยนอกฤดูอย่างต่อเนื่อง และเกษตรกรยอมรับและปฏิบัติตามมาผลิตลำไยนอกฤดูเพิ่มขึ้น ซึ่งจากการประมาณการผลผลิตลำไยในฤดู ครั้งที่ 2/2561 ของคณะทำงานจัดทำข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคเหนือ ปี 2561 พบว่า จังหวัดเชียงใหม่ มีผลผลิตสูงสุด 138,373 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาร้อยละ 3.18 รองลงมาคือจังหวัดลำพูน 125,120 ตัน ลดลงจากปีที่ผ่านมาร้อยละ 2.19 เนื่องจากเกษตรกรปรับเปลี่ยนไปผลิตลำไยนอกฤดูเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร ที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ กำหนดให้มีการติดตามสถานการณ์การผลิตลำไยอย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนประชุมคณะทำงานจัดทำข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคเหนือ ครั้งที่ 3/2561 วันที่ 25 มิถุนายน 2561 ที่จะถึงนี้

สำหรับโครงการรณรงค์การผลิตลำไยคุณภาพปี 2561 ที่กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการ มีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตลำไยคุณภาพแก่เกษตรกร และเพิ่มปริมาณผลผลิตลำไยคุณภาพตามความต้องการของตลาด โดยมีเป้าหมายพัฒนาเกษตรกร 6,543 ราย ผลิตลำไยคุณภาพมากกว่า 28,000 ตัน ในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคเหนือ โดยใช้กลไกแปลงใหญ่และศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เป็นเครื่องมือในการทำงาน ซึ่งที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเกษตรได้มีการดำเนินงานแปลงใหญ่ลำไย ปี 2559–2561 ในพื้นที่ ไปแล้วจำนวน 53 แปลง เกษตรกร จำนวน 4,543 ราย และศพก.ลำไย มีจำนวน 21 ศูนย์ เกษตรกร จำนวน 17,867 ราย

“แนวทางส่งเสริมการผลิตลำไยคุณภาพ จะใช้เทคนิคการตัดช่อลำไย ซึ่งเป็นความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเช่น มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นการตัดช่อผล ซึ่งจะช่วยเพิ่มขนาดผลลำไย และทำให้ผลมีขนาดที่สม่ำเสมอ ผลสุกเร็วขึ้น ต้นลำไยไม่โทรม ขนาดผลผลิตมีขนาดใหญ่ตรงใจกับผู้บริโภคและความต้องการของตลาดรวมถึงมีแนวทางการผลิตที่เน้นความปลอดภัยของผลผลิต เพิ่มผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่ให้สูง เลือกช่วงการผลิตให้เหมาะสม และสร้างเครือข่ายการผลิตและการตลาด ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรสามารถทำราคาลำไยต่อกิโลกรัมที่สูงขึ้นในราคาเกรด AA เพื่อกระตุ้นการบริโภคสดภายในประเทศ และลดการพึ่งพาตลาดอินโดนีเซีย เพิ่มช่องทางแข่งขันสินค้าเกษตรกับนานาประเทศพร้อมเกิดการพัฒนาสินค้าเกษตรให้อยู่พัฒนาได้อย่างยั่งยืนต่อไป” นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

รายงานพิเศษ : ใช้ชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืชแทนเคมี ประหยัดและปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/344412

รายงานพิเศษ : ใช้ชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืชแทนเคมี  ประหยัดและปลอดภัย

รายงานพิเศษ : ใช้ชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืชแทนเคมี ประหยัดและปลอดภัย

วันจันทร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ศัตรูพืชเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย เกษตรกรมักเคยชินกับการใช้สารเคมีกำจัด ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง อีกทั้งสารเคมียังเป็นอันตรายต่อสุขภาพของเกษตรกรผู้ใช้ รวมทั้งมีพิษตกค้างในผลผลิตส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้น หากใช้สารเคมีต่อเนื่อง ศัตรูพืชต้านทานต่อสารเคมี ทำให้การกำจัดเป็นไปอย่างยุ่งยาก จะต้องใช้สารเคมีในปริมาณที่สูงขึ้น ใช้บ่อยขึ้นหรือใช้สารที่มีพิษมากขึ้น ยิ่งทำให้เกิดผลเสียมากมาย จึงมีความพยายามหาวิธีในการกำจัดศัตรูพืชที่มีประสิทธิภาพ ประหยัดและปลอดภัย ซึ่งหนึ่งในวิธีนั้นได้แก่ การใช้ชีวภัณฑ์

ชีวภัณฑ์ คือ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นสิ่งมีชีวิต ที่ใช้ในการควบคุมศัตรูพืช ได้แก่ ตัวห้ำ ตัวเบียน และเชื้อจุลินทรีย์ ในที่นี้
จะพูดถึงเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อรา 3 ชนิด ได้แก่ เชื้อรากำจัดเชื้อราสาเหตุโรคพืชคือ เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า เชื้อราที่ใช้กำจัดแมลงศัตรูพืช คือ เชื้อราบิวเวอเรีย และเชื้อราเมตตาไรเซี่ยม ซึ่งปัจจุบันได้รับความนิยม และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

เชื้อราดังกล่าวมีคุณสมบัติเหมือนสารเคมี ในการกำจัดโรคพืชและแมลงศัตรูพืชหลายชนิด แต่ไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ ผู้บริโภค และไม่มีฤทธิ์ตกค้างในสิ่งแวดล้อมเหมือนสารเคมี และที่สำคัญเกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้ เพราะเกษตรกรสามารถผลิตขยายใช้เองได้ และเชื้อจุลินทรีย์เป็นสิ่งมีชีวิตเมื่อใช้แล้วสามารถขยายพันธุ์ ได้เองในธรรมชาติไม่ต้องใช้บ่อยเหมือนสารเคมี

 

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานที่ส่งเสริมการใช้เชื้อจุลินทรีย์เพื่อลดละเลิกการใช้สารเคมี โดยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ แบ่งเป็นในส่วนกลางคือกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย (กอป.) และหน่วยงานที่อยู่ในภูมิภาคต่างๆ ระดับเขต คือ ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช (ศทอ.) มีทั้งหมด 9 ศูนย์ และมีหน่วยงานในระดับผู้ปฏิบัติในพื้นที่ คือ ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) ซึ่งประกอบด้วย ศจช.หลัก 882 ศูนย์ และศจช.เครือข่ายอีก 882 ศูนย์ รวมทั้งสิ้น 1,764 ศูนย์

กระบวนการส่งเสริมการผลิตสารชีวภัณฑ์ ทาง กอป.จะทำหน้าที่ผลิตหัวเชื้อบริสุทธิ์และแข็งแรง ส่งให้กับ ศทอ. ซึ่งศทอ.จะใช้เชื้อดังกล่าวผลิตเป็นหัวเชื้อขยายส่งให้ ศจช.ตามความต้องการ จากนั้น ศจช.ซึ่งมีสมาชิกเป็นเกษตรกรในชุมชนก็จะร่วมกันผลิตขยายเชื้อตามความต้องการใช้จริง โดยมีเจ้าหน้าที่จาก ศทอ. จังหวัดและอำเภอ คอยเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่อง เพื่อการผลิตและนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เนื่องจากการใช้ชีวภัณฑ์ได้รับความนิยมจากเกษตรกรและบุคคลทั่วไปมาก ทำให้มีการผลิตและการใช้จุลินทรีย์อย่างกว้างขวาง แต่ถ้ามีการผลิตและการใช้เชื้อโดยขาดความรู้และความเข้าใจมักทำให้เกิดการปนเปื้อน และเมื่อใช้จุลินทรีย์ไม่บริสุทธิ์นอกจากทำให้ใช้ควบคุมศัตรูพืชไม่ได้ผลแล้ว ยังทำให้เกิดความเสียหายและอาจเป็นอันตรายได้ กรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะที่เป็นหน่วยงานแรกๆ ที่แนะนำและส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตและใช้เชื้อราในการควบคุมศัตรูพืชได้ตระหนักถึงปัญหานี้และได้มีนโยบายให้ ปี 2560 เป็นปีแห่งการยกระดับมาตรฐานชีวภัณฑ์ โดยกำหนดมาตรฐานชีวภัณฑ์ที่นำมาใช้ในการกำจัดศัตรูพืช และส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตขยายชีวภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน เพื่อให้นำไปใช้ควบคุมศัตรูพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดต้นทุนการผลิต มีความปลอดภัยต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม

ทุกหน่วยงานในกรมส่งเสริมการเกษตรที่รับผิดชอบเรื่องนี้ทุกระดับ ต้องมีการรณรงค์ให้เกษตรกรผลิตขยายเชื้ออย่างถูกต้องและมีการสุ่มตรวจมาตรฐานอย่างเป็นระบบ ทั้งยังแนะนำให้เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับฤดูกาลผลิตเพื่อสามารถใช้เชื้อในช่วงระยะเวลาที่มีประสิทธิภาพที่สุด และลดภาระในการเก็บรักษาเชื้อด้วย

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีฯส่งเสริมครูบัญชีอาสา สร้างเครือข่ายชุมชน-มีภูมิคุ้มกัน-พึ่งพาตนเองได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/343856

รายงานพิเศษ :  กรมตรวจบัญชีฯส่งเสริมครูบัญชีอาสา สร้างเครือข่ายชุมชน-มีภูมิคุ้มกัน-พึ่งพาตนเองได้

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีฯส่งเสริมครูบัญชีอาสา สร้างเครือข่ายชุมชน-มีภูมิคุ้มกัน-พึ่งพาตนเองได้

วันศุกร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากสภาวะสังคมปัจจุบันที่เต็มไปด้วยกระแสวัตถุนิยมและความฟุ่มเฟือย จนทำให้คนไทยหลงเดินทางผิดไปตามกระแสนิยมจนกลายเป็นปัญหา โดยเฉพาะปัญหาหนี้สินที่ไม่มีวันจบสิ้น การทำบัญชีหรือการจดบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับเงื่อนไขปัจจัยในการดำรงชีวิตของตัวเองและภายในครอบครัว กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จึงส่งเสริมครูบัญชีอาสา ให้เป็นแกนนำสร้างเครือข่าย ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรในชุมชน ให้รู้จักการทำบัญชีครัวเรือน เพราะเป็นสิ่งสำคัญ ที่ถือเป็นเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้แก้ไขปัญหาความเป็นอยู่ของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งไม่เพียงทำให้ทราบรายรับ-รายจ่าย และข้อมูลทางการเงินเท่านั้น แต่ข้อมูลทางบัญชีสามารถนำมาเป็นข้อมูลในการตัดสินใจและการพัฒนาในด้านต่างๆ ให้ผู้ทำบัญชีสามารถดำรงชีวิตได้อย่างประสบความสำเร็จ

นายโอภาส ทองยงค์

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ให้การส่งเสริมให้มีครูบัญชีอาสาทั่วประเทศ จำนวน 6,838 คน ซึ่งล้วนเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถและมีความเชี่ยวชาญในการประกอบอาชีพด้านการเกษตรควบคู่กับการนำบัญชีไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน จนสามารถนำข้อมูลทางบัญชีไปใช้การวางแผนประกอบอาชีพ และถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เครือข่ายในชุมชนให้มีความเข้มแข็ง มีภูมิคุ้มกัน พึ่งพาตนเองได้ เป็นต้นแบบให้เกษตรกรได้ใช้เป็นแนวทางการประกอบอาชีพ

ทั้งนี้ การทำบัญชีถือเป็นรากฐานสำคัญของวิถีชีวิต อย่างน้อยที่สุดคือเป็นความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการวิเคราะห์ข้อมูลทางบัญชีจะส่งผลให้เกิดช่องทางในการออมและเพิ่มรายได้ ซึ่งจะนำไปสู่ความสุขที่เกิดจากความพอเพียงในชีวิตถ้าพี่น้องเกษตรกรรู้จักการทำบัญชี โดยบันทึกบัญชีทุกวันต่อไปการทำอาชีพการเกษตรทุกอย่าง เราจะรู้ความเหมาะสมรู้เวลา รู้ว่าเวลาใดผลิตผลจะขายได้ราคา เวลาใดจะเกิดภัยธรรมชาติบ่อยๆ ก็หยุดปลูกไปทำอย่างอื่นก่อน เมื่อทำบัญชีติดต่อกันจะเห็นทุกอย่างและสามารถกำหนดแผนการประกอบอาชีพและแผนในการดำเนินชีวิต เป็นการสร้างวินัยให้ตนเองและครอบครัว ซึ่งกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ตั้งใจจะส่งเสริมให้มีครูบัญชีเพิ่มขึ้น เพื่อสร้างเครือข่ายทางด้านบัญชีในชุมชนให้มีความเข้มแข็งมีภูมิคุ้มกัน พึ่งพาตนเองได้ด้วยการทำบัญชีครัวเรือน โดยไม่ได้ยึดเอาจำนวนเป็นหลัก แต่จะมุ่งเน้นในเรื่องของคุณภาพ

น.ส.ทองใส สมศรี

ด้าน น.ส.ทองใส สมศรี ครูบัญชีอาสา อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี ผู้ที่นำการทำบัญชีครัวเรือนมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันและช่วยวางแผนในการทำเกษตรจนประสบความสำเร็จ จนได้รับเลือกให้เป็นครูบัญชีอาสาของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ บอกว่า อดีตเคยทำเกษตรเคมี แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ยิ่งทำก็มีแต่ปัญหาหนี้สินตามมา จึงเปลี่ยนมาทำการเกษตรแบบอินทรีย์ ดำเนินชีวิตแบบพอเพียงและน้อมนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาปรับใช้ โดยเริ่มจากการหาความรู้เข้าอบรมตามโครงการพระราชดำริ แล้วนำกลับมาปฏิบัติ โดยทำการปลูกพืชหลายอย่าง ทั้งทำนา ทำสวนโดยเน้นสวนผลไม้เป็นหลัก ซึ่งมีพื้นที่สวนทั้งหมด 10 ไร่ ปลูกมังคุด เงาะ ทุเรียน ลองกอง และปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ผสมผสานในสวนผลไม้ โดยเบื้องหลังความสำเร็จไม่เพียงแต่การทำสวนแบบผสมผสานที่ลดความเสี่ยงในเรื่องการปลูกพืชเชิงเดี่ยว และการทำสวนแบบอินทรีย์สามารถลดต้นทุนได้มากเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำบัญชี เพราะเมื่อมีการทำบัญชีจะทำให้รู้ว่าเราลงทุนไปกับอะไรบ้าง บางอย่างก็เป็นการจ่ายที่ไม่จำเป็น ใช้ชีวิตในแบบทุนนิยม สังคมกระแส ถ้าเราตามเขามากเราก็เซฟตัวเองไม่ได้ ทำให้รายได้ในแต่ละปีไม่เพียงพอต่อรายจ่าย เมื่อทำบัญชีเราจึงตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป จากที่เคยเป็นหนี้ สามารถใช้หนี้ได้หมดภายใน 4 ปี และสามารถนำระบบบัญชีครัวเรือนมาช่วยวางแผนในการลดต้นทุนการผลิตให้ลงมาเหลือประมาณ 3 หมื่นบาท/ปี ในขณะที่รายได้เพิ่มขึ้น เมื่อหักลบต้นทุนออกแล้ว ยังเหลือกำไรประมาณ 3-4 แสนบาท/ปี

“ปัจจุบันได้รับคัดเลือกให้เป็นประธานศูนย์ ศพก. และเป็นประธานแปลงใหญ่มังคุดของ อ.ขลุง รวมถึงเป็นครูบัญชีอาสา โดยก่อนที่จะได้เป็นครูบัญชีนั้น ก็ได้ไปเข้าอบรมกับทางกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จากนั้นก็นำมาแนะนำต่อให้กับสมาชิกให้มีการจดบันทึกค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน และจดบันทึกต้นทุนด้านการทำเกษตร ปัจจุบันมีสมาชิกเครือข่ายบัญชี จำนวน 82 คน สามารถทำบัญชีได้แล้ว 50 คน ส่วนที่เหลือยังทำไม่คล่อง เนื่องจากเป็นผู้สูงอายุ โดยสิ่งที่ได้จากการทำบัญชี จะบอกให้เรารู้ว่าในตลอดทั้งปีที่ผ่านมาเราได้มีการลงทุนอะไรไปบ้าง และมีผลกำไรอะไรงอกเงยขึ้นมาบ้าง ทำให้ประเมินค่าใช้จ่ายได้ สำหรับเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรที่ยังไม่เคยทำบัญชียังไม่รู้จักการทำบัญชี ลองปรึกษากรมตรวจบัญชีสหกรณ์เพื่อเรียนรู้การทำบัญชีครัวเรือน เริ่มจากการจดบัญชีไว้ในใจเป็นลำดับแรกและมาจดในสมุดบัญชีรายรับ-รายจ่าย แยกให้ทุกช่องแล้วมาลบหักเหลือ จะรู้ว่าเดือนหนึ่งๆเราจะมีเงินเหลือเท่าไร เงินใช้เท่าไร มันจะรู้โดยอัตโนมัติของมันเอง ยืนยันว่าการทำบัญชีจะเป็นหนทางชี้ทางรวยได้แน่นอน”ครูทองใส กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรแนะใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมพอดี หนทางลดต้นทุนอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/343623

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรแนะใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมพอดี หนทางลดต้นทุนอย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรแนะใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมพอดี หนทางลดต้นทุนอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

การใช้ปุ๋ยให้ถูกต้องเหมาะสมตามความอุดมสมบูรณ์ของดินและความต้องการของพืช เป็นการลดต้นทุนการผลิตอย่างถูกวิธีมากที่สุด เนื่องจากต้นทุนการผลิตของเกษตรกรส่วนใหญ่อยู่ที่ค่าปุ๋ยเคมีเป็นอันดับต้นๆ เพราะปุ๋ยเคมีกว่า 90% ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้มีราคาค่อนข้างสูง ขณะเดียวกัน เกษตรกรมักใส่ปุ๋ยตามคำแนะนำทั่วไป โดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสมของสภาพพื้นที่ของตนเอง ทำให้บางครั้งใส่ปุ๋ยเกินความต้องการของพืช เป็นการสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์

นางชัญญา ทิพานุกะ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการจัดการดินปุ๋ย กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การจัดการดินและปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดต้นทุนการผลิตนั้น เกษตรกรสามารถทำได้ไม่ยาก เพียงแค่เริ่มต้นด้วยการนำตัวอย่างดินมาตรวจวิเคราะห์ก่อนการปลูกพืชหรือก่อนการใส่ปุ๋ย เพื่อทราบความอุดมสมบูรณ์ของดิน ณ ขณะนั้น ซึ่งปัจจุบันมีหลายหน่วยงานที่ให้บริการตรวจวิเคราะห์ดินในห้องปฏิบัติการ แต่เกษตรกรอาจไม่สะดวกหรือส่งแล้วบางครั้งอาจได้รับผลการวิเคราะห์ดินล่าช้า กรมส่งเสริมการเกษตรจึงสนับสนุนให้ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนที่กระจายอยู่ในทุกอำเภอทั่วประเทศมีชุดตรวจสอบ N (เอ็น) P (พี) K (เค) และ pH (พีเอช : ความเป็นกรดเป็นด่าง) ในดินแบบรวดเร็ว เพื่อให้บริการตรวจวิเคราะห์และให้คำแนะนำการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินเบื้องต้นให้กับสมาชิกและรวมถึงเกษตรกรในชุมชน โดยใช้เวลาในการวิเคราะห์ตัวอย่างละประมาณ 30 นาที เกษตรกรจะทราบได้ทันทีว่าพื้นที่ดินของตนเองมีธาตุอาหารหลัก (N, P, K) อยู่มากน้อยเพียงใด จะช่วยให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยเท่าที่จำเป็น เรียกว่า พอดีกับความต้องการของพืช ถูกชนิด และถูกอัตราลดผลกระทบจากการใช้ปุ๋ยไม่ถูกต้อง และช่วยให้ต้นพืชแข็งแรงต้านทางโรคและแมลง

เมื่อเกษตรกรรู้จักดินของตัวเองเป็นอย่างดีแล้ว ก็สามารถจัดการเรื่องปุ๋ยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งในเรื่องการใช้ปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตรไม่ได้มุ่งเน้นเจาะจงส่งเสริมเฉพาะปุ๋ยเคมีเป็นหลัก แต่มีการส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยด้วยวิธีผสมผสานร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากปุ๋ยแต่ละประเภทมีคุณสมบัติแตกต่างกัน

กรณี ปุ๋ยเคมี วัตถุประสงค์หลักที่ใช้เพื่อให้ธาตุอาหารแก่พืชอย่างรวดเร็วตรงกับช่วงเวลาที่พืชต้องการ และหากใช้ได้ถูกสูตร ถูกอัตราตามค่าวิเคราะห์ดินและที่สำคัญคือถูกเวลา คือใส่ปุ๋ยตรงกับช่วงเวลาที่พืชมีความต้องการธาตุอาหารนั้นๆ ก็จะเกิดประโยชน์สูงสุด แต่ปุ๋ยเคมีไม่ช่วยเรื่องการปรับโครงสร้างของดิน จึงจำเป็นต้องเสริมด้วย ปุ๋ยอินทรีย์ ที่มีคุณสมบัติในการเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน ช่วยปรับปรุงสมบัติทางกายภาพของดิน ทำให้ดินโปร่ง ร่วนซุย ระบายน้ำและถ่ายเทอากาศได้ดี ทำให้รากพืชชอนไชไปหาธาตุอาหารได้ง่ายขึ้น และช่วยเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ในดิน แต่ปุ๋ยอินทรีย์ก็มีข้อจำกัด คือ มีปริมาณธาตุอาหารอยู่น้อยเมื่อเปรียบเทียบกับปุ๋ยเคมี และธาตุอาหารพืชส่วนใหญ่อยู่ในรูปของสารประกอบอินทรีย์ พืชไม่สามารถดูดไปใช้ประโยชน์ได้ทันทีต้องผ่านกระบวนการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ในดินก่อนจึงค่อยๆ ปลดปล่อยธาตุอาหารให้พืชนำไปใช้ได้ แต่อาจไม่ตรงกับช่วงเวลาและปริมาณที่พืชต้องการ

ส่วนปุ๋ยชีวภาพ เป็นปุ๋ยที่ประกอบด้วยจุลินทรีย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ และมีคุณสมบัติพิเศษสามารถสังเคราะห์สารประกอบธาตุอาหารพืชได้เอง หรือสามารถสกัดธาตุอาหารที่อยู่ในดินให้ละลายออกมาอยู่ในรูปที่พืชดูดไปใช้ประโยชน์ได้ หรือจากการตรึงไนโตรเจนจากอากาศให้แก่พืช ช่วยเสริมประสิทธิภาพปุ๋ยเคมี และลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมี แต่ปัจจุบันปุ๋ยชีวภาพยังมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับพืชทุกชนิด ส่วนใหญ่จะผลิตมาเฉพาะเจาะจงกับพืชแต่ละชนิดเท่านั้น

“ดินแต่ละชนิดมีความอุดมสมบูรณ์แตกต่างกันและขึ้นกับการบำรุงรักษาของเกษตรกรแต่ละราย ปุ๋ยแต่ละประเภทก็มีบทบาทหน้าที่แตกต่าง ฉะนั้นเกษตรกรจำเป็นต้องมีการจัดการดินและปุ๋ยอย่างถูกต้องและเหมาะสม ซึ่งจะเป็นแนวทางในการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรได้อย่างยั่งยืน และทำให้เกษตรกรสามารถแข่งขันได้ ในสภาวะตลาดที่มีการแข่งขันสูงในปัจจุบัน” นางชัญญา กล่าวย้ำ


ชัญญา ทิพานุกะ

ชัญญา ทิพานุกะ

รายงานพิเศษ : ศพก.แหล่งเรียนรู้สู่ความสำเร็จ สร้างความเข้มแข็งเกษตรกรไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/343126

รายงานพิเศษ : ศพก.แหล่งเรียนรู้สู่ความสำเร็จ สร้างความเข้มแข็งเกษตรกรไทย

รายงานพิเศษ : ศพก.แหล่งเรียนรู้สู่ความสำเร็จ สร้างความเข้มแข็งเกษตรกรไทย

วันอังคาร ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

การทำการเกษตรของประเทศไทยล้วนต้องใช้ปัจจัยการผลิตหลายชนิดควบคู่กันไป ไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืชสวน พืชไร่ เกษตรกรต้องหา เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย เครื่องจักรการเกษตร และแรงงาน เข้ามาทำงานควบคู่กับการเกษตรเสมอ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีออกมาสู่ตลาด ที่ผ่านมา รัฐบาลมีแนวคิดการลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง บางทฤษฎีส่งผลสำเร็จให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน บางทฤษฎีเกษตรกรไม่สามารถนำไปปรับใช้ได้ในพื้นที่ เกษตรกรจึงจำเป็นต้องมีการเรียนรู้จากผู้ที่ประสบความสำเร็จในด้านต่างๆเพื่อนำมาใช้กับกระบวนการผลิตของตนเอง ซึ่งการที่เกษตรกรจะหาบุคคลตัวอย่างหรือพื้นที่เกษตรกรต้นแบบนั้น เกษตรกรสามารถเข้าไปศึกษาได้ที่ “ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร”

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายมุ่งมั่นให้ “เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี ประชาชนมีความมั่นคงด้านอาหาร เป็นฐานสร้างรายได้ให้แผ่นดิน” จึงได้ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ 15 โครงการ อาทิ ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ / ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) / พัฒนาเกษตรกรสู่ Smart Farmer / เกษตรอินทรีย์ / พัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน (GAP) และตลาดสินค้าเกษตร เป็นต้น พร้อมมุ่งเน้นการพัฒนาและการแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ (Area based) เพื่อแก้ปัญหาที่มีความเฉพาะเจาะจง สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม และความต้องการสินค้าเกษตรของตลาด โดยใช้หลักการตลาดนำการผลิต ประกอบกับการส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรไทยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปปรับใช้ในกระบวนการผลิตสินค้าเกษตร รวมทั้งต่อยอดการพัฒนาภาคเกษตร และอุตสาหกรรมการเกษตร ด้วยการสร้างความเชื่อมโยงอุตสาหกรรมการเกษตรให้เกิดความเข้มแข็งระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างโอกาสในการขยายเครือข่ายทางธุรกิจสู่ภูมิภาคอาเซียนและตลาดโลก

นอกจากนี้กระทรวงเกษตรฯ ยังได้ผลักดันโครงการสนับสนุนการผลิตหรือจัดหาปุ๋ยสั่งตัดผ่านสถาบันเกษตรกร เป็นอีกหนึ่งแนวทางในการสนับสนุนให้สถาบันเกษตรกรมีการดำเนินธุรกิจที่หลากหลาย มีประโยชน์และตอบโจทย์ความต้องการของสมาชิก ทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯได้ให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร โดยเน้นให้มีศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรในชุมชน เพื่อเป็นจุดถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตรของชุมชนและเป็นที่ให้บริการข้อมูลข่าวสารและบริการด้านการเกษตร ประกอบกับในสภาวะปัจจุบันสถานการณ์การผลิตสินค้าเกษตรของเกษตรกรมีปัญหาในเรื่องต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างสูง ปัญหาโรคแมลง พื้นดินขาดความอุดมสมบูรณ์ทำให้ผลผลิตที่ได้มีปริมาณน้อย และมีคุณภาพต่ำ เกษตรกรส่วนใหญ่จึงประสบปัญหาการขาดทุนเกิดหนี้สินและไม่สามารถพึ่งตนเองได้

นายกฤษฎา กล่าวต่อไปว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดตั้ง ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หรือ (ศพก.) ขึ้น เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรของชุมชน พร้อมทั้งเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการเกษตรโดยเน้นการเรียนรู้จากเกษตรกรต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิต โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำองค์ความรู้ที่ได้รับจาก ศพก. ไปประยุกต์ใช้ในการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิต

สำหรับการเตรียมฤดูกาลผลิตใหม่ กระทรวงเกษตรฯ เน้นนโยบายการตลาดนำการผลิต โดยการควบคุมคุณภาพ โดยมี ศพก. และระบบส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการ มีเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้ดีขึ้นและมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยมีการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวง เช่น ศพก. แปลงใหญ่ เกษตรทฤษฎีใหม่ Zoning by Agri – MAP เป็นต้น ซึ่งนโยบายเหล่านี้จะใช้ ศพก. เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน และ ศพก. จะเป็นสถานที่เรียนรู้ นำไปสู่การผลิตร่วมกันแบบแปลงใหญ่ โดยอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วย และในส่วนภูมิภาค กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายให้จังหวัดดำเนินการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ฤดูกาลผลิตใหม่ ปี’60/61 โดยให้หน่วยงานในสังกัด บูรณาการการทำงานร่วมกันในการสนับสนุนเกษตรกรให้มีองค์ความรู้เพื่อวางแผนการผลิต เข้าถึงปัจจัยการผลิต บริหารจัดการความเสี่ยง และสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร

ดังตัวอย่างผลสำเร็จการลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ในจังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งมี ศพก. จำนวน 6 ศูนย์ ในพื้นที่ 6 อำเภอ โดยมีเกษตรกรต้นแบบที่เป็น Smart Farmer มีความรู้ ทักษะและความพร้อมในการถ่ายทอดองค์ความรู้ จำนวน 6 ศูนย์ ซึ่ง ศพก. มีฐานเรียนรู้ ให้เกษตรกรสามารถเข้ามาเรียนรู้ได้จากของจริงและสามารถนำไปปฏิบัติในกิจกรรมของตนเองได้ ซึ่งในปี 2561 จังหวัดสิงห์บุรีจะมีการขยายศูนย์เครือข่ายในด้านการเกษตรให้ครอบคลุมทุกตำบล รวม 74 ศูนย์ เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้ามาเรียนรู้ และรับการบริการข้อมูลข่าวสารจากศูนย์ ศพก. หลักได้ โดยที่เกษตรกรต้นแบบของศูนย์เครือข่ายมีความพร้อมในการให้บริการในด้านข้อมูลการเกษตร ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร มีการเชื่อมโยงแปลงใหญ่จำนวน 10 แปลง ในพื้นที่ 6 อำเภอ โดยแปลงใหญ่ได้รับความรู้จากหลักสูตรการเรียนรู้ของ ศพก. นำไปส่งเสริมการผลิตในรูปแบบแปลงใหญ่

ซึ่งประโยชน์ที่จะได้รับเมื่อเกษตรกรเข้ามาเรียนรู้ใน ศพก. คือ เกษตรกรสามารถเข้ามาเรียนรู้ได้ตามหลักสูตรและแผนการเรียนรู้ของศูนย์ สามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับกลับไปปรับใช้ในกิจกรรมของตนเอง สามารถแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรได้ตรงต่อความต้องการของเกษตรกรในชุมชน ศพก.จึงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเกษตรของชุมชน สร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์และกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมจากเกษตรกรสู่เกษตรกร ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง จึงก่อให้เกิดการพัฒนาในภาคการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

รายงานพิเศษ : ‘การตลาดนำการผลิต’ พลิกแนวคิดการเกษตรไทยสู่ความมั่นคงระยะยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/342281

รายงานพิเศษ : ‘การตลาดนำการผลิต’  พลิกแนวคิดการเกษตรไทยสู่ความมั่นคงระยะยาว

รายงานพิเศษ : ‘การตลาดนำการผลิต’ พลิกแนวคิดการเกษตรไทยสู่ความมั่นคงระยะยาว

วันศุกร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“การตลาดนำการผลิต” ในภาคการเกษตร เป็นแนวคิดด้านการบริหารจัดการสินค้าเกษตรแบบใหม่ เพื่อให้ปริมาณการผลิตและความต้องการสินค้าเกษตรเกิดความสมดุลกัน โดยสนับสนุนให้เกษตรกรเชื่อมโยงกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน สหกรณ์การเกษตร และผู้ค้า ซึ่งที่ผ่านมามีการดำเนินงานคืบหน้าแล้วหลายโครงการ เช่น การส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ พื้นที่ 3.72 ล้านไร่ การส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ปลูกข้าวอินทรีย์ 120,000 ไร่ มีเกษตรกรเข้าร่วมกว่า 36,000 ราย ช่วยให้ต้นทุนลดลงและขายข้าวได้ราคาสูงกว่าข้าวทั่วไป ตันละ 2,000-8,000 บาท รวมทั้งยังเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าเกษตรใน 38 จังหวัด สร้างมูลค่ารวมกว่า 400 ล้านบาท

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า นโยบายการพัฒนาการเกษตรของกระทรวงเกษตรฯ ที่ผ่านมา ได้มุ่งเน้นการลดต้นทุนการผลิต และยกระดับมาตรฐานสินค้า โดยขับเคลื่อนผ่านนโยบายสำคัญ 15 เรื่อง ประกอบกับในปัจจุบันภาคการเกษตรยังมีปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างต่อเนื่อง เช่น ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ผลผลิตล้นตลาด ต้นทุนการผลิตสูง ประสบภัยแล้งหรือน้ำท่วม เป็นต้น อีกทั้งยังมีสาเหตุมาจากเกษตรกรไทยยังขาดปัจจัยสำคัญ 3 ด้าน คือ 1.ขาดความรู้ / 2.ขาดเงินทุน / และ 3.ไม่มีตลาดรองรับ ด้วยเหตุนี้กระทรวงเกษตรฯ จึงกำหนดนโยบาย “การตลาดนำการผลิต” ซึ่งจะเป็นแนวทางให้เกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร วางแผนการผลิตเพื่อตอบสนองกับความต้องการของตลาด โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานร่วมกัน ตัวอย่างเช่น จังหวัดที่นำนโยบายนี้ไปปฏิบัติและสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ จังหวัดอุดรธานี โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดอุดรธานี ได้จัดพิธีลงนาม MOU ตามพันธสัญญานำร่อง “การตลาดนำการผลิต” ระหว่างโรงพยาบาลกับวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ ในการจัดซื้อรายการอาหาร ประเภท ข้าวสาร พืชผัก และผลไม้ ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสหกรณ์การเกษตร หรือการรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน (SMEs) เพื่อหาตลาดและสร้างอำนาจการต่อรองด้านราคาให้กับเกษตรกร ขณะนี้เชื่อมโยงสหกรณ์ 518 แห่ง กับภาคเอกชน 109 แห่ง และมีสหกรณ์ 55 แห่ง ส่งออกผลผลิตไปต่างประเทศ รวม 28 ประเทศ ทำให้เกิดการซื้อขายผลผลิตเกษตร รวม 818,873 ตัน มูลค่า 17,009 ล้านบาท

นอกจากนี้ ในด้านสินค้าประมง กรมประมง ได้ใช้นโยบาย “การตลาดนำการผลิต” เพื่อสร้างสมดุลทางการตลาด ภายใต้ “โครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่” เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มการผลิตและการบริหารจัดการร่วมกัน โดยกรมประมงได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาแปลงใหญ่ด้านประมงระยะเวลา 5 ปี (2560-2564) มีเป้าหมายพัฒนาแปลงให้ได้ 300 แปลง โดยผลักดันให้เกษตรกรในแปลงใหญ่มีการรวมกลุ่ม จำนวน 30 คน พื้นที่ไม่ต่ำกว่า 300 ไร่ เพื่อร่วมกันวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในพื้นที่

ปัจจุบัน มีเกษตรกรที่เข้าร่วมกลุ่มแปลงใหญ่ด้านการประมง จำนวน 77 แปลง เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 4,667 ราย พื้นที่ประมาณ 48,000 ไร่ มีชนิดสัตว์น้ำที่หลากหลายตามความเหมาะสมของพื้นที่และศักยภาพของเกษตรกร โดยการดำเนินภายในปี 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งมีแปลงใหญ่ที่ประสบความสำเร็จ สามารถลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตสินค้าประมง พร้อมยกระดับฟาร์มสู่มาตรฐาน GAP ของกรมประมง และอยู่ระหว่างการดำเนินการส่งเสริมเกษตรกรปฏิบัติตามมาตรฐาน GAP มกษ.7401-2557 รวมทั้งสร้างตลาดสินค้าประมงที่แน่นอน โดยมีการเจรจาธุรกิจระหว่างห้างสรรพสินค้า และบริษัทเอกชน ได้แก่ สหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำท่าทอง จำกัด จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นแปลงใหญ่ที่ประสบความสำเร็จที่สุด โดยได้รับรางวัลชนะเลิศ อันดับ 1 ในการประกวดแปลงใหญ่สินค้าประมง ประจำปี 2560 ของกรมประมง สหกรณ์เลี้ยงปลาบ้านต๊ำเมืองพะเยา จำกัด จังหวัดพะเยา และสหกรณ์ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชลบุรี จำกัด จังหวัดชลบุรี

เช่นเดียวกับการวางแผนการผลิตข้าวโดยใช้ “การตลาดนำการผลิต” ได้วางกรอบเป้าหมายความต้องการใช้ข้าวสำหรับการผลิต ปี 2561/62 ภายใต้ตลาดนำการผลิต (Demand Driven) จำนวน 30.42 ล้านตันข้าวเปลือก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าว จึงได้กำหนดแผนการผลิตข้าว ปี 2561/62 ตามความต้องการใช้ข้าวดังกล่าว จำนวน 70.42 ล้านไร่ ผลผลิต 33.422 ล้านตันข้าวเปลือก แบ่งเป็น รอบที่ 1 จำนวน 58.21 ล้านไร่ แยกเป็น ข้าวหอมมะลิ 23.27 ล้านไร่ ข้าวหอมจังหวัด 2.82 ล้านไร่ ข้าวหอมไทย (ข้าวหอมปทุม) 1.03 ล้านไร่ ข้าวเจ้า 14.84 ล้านไร่ (ข้าวเจ้าพื้นนิ่ม 0.74 ล้านไร่ ข้าวเจ้าพื้นแข็ง 14.10 ล้านไร่) ข้าวเหนียว 15.78 ล้านไร่ ข้าว กข43 0.12 ล้านไร่ ข้าวอินทรีย์ 0.28 ล้านไร่ และข้าวสี 0.07 ล้านไร่ และ รอบที่ 2 มีพื้นที่ปลูกข้าว จำนวน 12.61 ล้านไร่ คาดการณ์ผลผลิต 7.86 ล้านตันข้าวเปลือก

จะเห็นได้ว่านโยบาย “การตลาดนำการผลิต” สามารถช่วยวางแผนการผลิตให้กับเกษตรกร สามารถช่วยลดต้นทุนการผลิต อีกทั้งเกษตรกรจะมีตลาดรองรับสินค้าที่แน่นอน ผลผลิตไม่ล้นตลาด เกษตรกรมีรายได้และมีความมั่นคงในอาชีพเกษตรกรรมมากยิ่งขึ้น

รายงานพิเศษ : เกษตรกรเขต2เปิด‘Field Day’บ้านแพ้ว ถ่ายทอดเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมะพร้าวน้ำหอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/341822

รายงานพิเศษ : เกษตรกรเขต2เปิด‘Field Day’บ้านแพ้ว  ถ่ายทอดเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมะพร้าวน้ำหอม

รายงานพิเศษ : เกษตรกรเขต2เปิด‘Field Day’บ้านแพ้ว ถ่ายทอดเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมะพร้าวน้ำหอม

วันพุธ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ถือเป็นแหล่งผลิตมะพร้าวน้ำหอมคุณภาพดี โดยมีพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมรวม 18,461 ไร่ คิดเป็น 80% ของพื้นที่ มีเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวจำนวน 1,814 ครัวเรือน มะพร้าวน้ำหอมจึงเป็นพืชเศรษฐกิจของอำเภอบ้านแพ้ว ที่สร้างมูลค่า 496 ล้านบาทต่อปี แต่ด้วยสภาพการปลูกส่วนใหญ่ปลูกเป็นพืชเชิงเดี่ยว มะพร้าวส่วนใหญ่มีอายุมากกว่า 10 ปี แม้มีบำรุงอย่างต่อเนื่องก็ยังคงมีผลกระทบให้สวนมะพร้าวเสื่อมโทรม ผลผลิตลดลง และทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นด้วย

จากสถานการณ์ดังกล่าว ทางสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จ.ราชบุรี กรมส่งเสริมการเกษตร ที่ดูแลรับผิดชอบพื้นที่นี้ จึงได้จัดกิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ในพื้นที่อำเภอบ้านแพ้ว เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้รับทราบเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ ช่องทางการตลาด แหล่งข้อมูล การเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของตนเอง

 

นางอ้อมทิพย์ สุทธิพงศ์เกียรติ์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จ.ราชบุรี กล่าวว่า การจัดงานถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มฤดูกาลผลิตใหม่ หรือ Field Day ปี 2561 ในวาระครบรอบ 50 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร กำหนดจัดงานในทุกจังหวัด จังหวัดละ 1 จุด สำหรับจังหวัดสมุทรสาคร ได้เลือกจัดงานขึ้น ที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภอบ้านแพ้ว มีวัตถุประสงค์หลักคือเตรียมความพร้อมเกษตรกรก่อนเข้าสู่การเริ่มต้นการผลิตใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งเป็นสินค้าหลักของเกษตรกรในพื้นที่ พัฒนาคุณภาพมาตรฐาน ลดต้นทุนการผลิต เชื่อมโยงการตลาด และนวัตกรรมการแปรรูป สร้างคุณภาพสินค้า การใช้เครื่องจักรกลเข้ามาสนับสนุนการเกษตร ตลอดจนส่งเสริมการปลูกพืชอื่นแซมในร่องสวนมะพร้าวเพื่อเพิ่มรายได้ เช่น ผักกูด พลู หรือพืชผัก เป็นต้น

โดยกิจกรรมในงาน Field Day ประกอบด้วย 4 สถานีการเรียนรู้ ได้แก่ การเพาะพันธุ์มะพร้าวน้ำหอม การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการพ่นสารเคมี การป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าวแบบผสมผสาน และนวัตกรรมและการแปรรูปมะพร้าว และยังมีฐานความรู้ 3 องค์ประกอบ คือ การจัดการดินและปุ๋ย การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า และเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมงานจำนวน 200 ราย จะได้รับการถ่ายทอดความรู้แบบเห็นของจริง ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของการ
จัดงาน ที่ต้องการให้เกษตรกรเข้าถึงองค์ความรู้ที่เหมาะสม เกิดการประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับกิจกรรมทางการเกษตรของตนเอง จะทำให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งและอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

ด้าน นายบุญลอย ทรัพย์มา ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.อ.บ้านแพ้ว) กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดีที่มีการจัดกิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ เกษตรกรจะได้ตื่นตัว เนื่องจากภายในงานจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เกษตรกรชาวสวนมะพร้าวสามารถนำไปใช้พัฒนาสวนของตนเองได้ เนื่องจากปกติตนในฐานะประธาน ศพก. ก็ได้ทำสวนมะพร้าวโดยนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ได้รับการถ่ายทอดมาพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นแบบอย่างให้เกษตรกรรายอื่น อย่างเช่น การใช้สารชีวภัณฑ์ในการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว หรือใช้แตนเบียนควบคุมหนอนหัวดำ หรือใช้เทคโนโลยีเรือพ่นสารชีวภัณฑ์ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตลงได้ โดยตนได้ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้กับสมาชิก ศพก. อยู่ตลอด รวมถึงมีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันตลอดทำให้ไม่ค่อยพบปัญหามากนัก แต่สำหรับเกษตรกรที่อยู่นอกพื้นที่บางทีก็พบปัญหาาศัตรูพืชเข้าทำลายสวนมะพร้าว เขาก็จะเลือกใช้แต่สารเคมีในการกำจัด ทำให้ต้นทุนสูง ผลผลิตตกต่ำ และไม่ปลอดภัยในเรื่องสารพิษตกค้าง

“การจัดงาน Field Day จะช่วยเปิดโอกาสให้เกษตรกรในละแวกพื้นที่อำเภอบ้านแพ้ว ได้เข้ามายัง ศพก.บ้านแพ้วมากขึ้น เพื่อมารับองค์ความรู้และเทคโนโลยีกลับไปปรับปรุงพัฒนาเพิ่มศักยภาพการผลิตมะพร้าวน้ำหอม เพิ่มพูนรายได้ในครัวเรือน อยากให้เกษตรกรมารวมตัวรวมกลุ่มกัน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับอาชีพชาวสวนมะพร้าวน้ำหอมอำเภอบ้านแพ้ว” ลุงบุญลอย ประธานศพก.บ้านแพ้ว กล่าว

เกษตรกรที่สนใจอยากได้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับมะพร้าวน้ำหอม สามารถไปศึกษาเรียนรู้ได้ที่ ศพก.บ้านแพ้ว เลขที่ 56/1 ม.5 ต.บ้านแพ้ว อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร เบอร์ติดต่อ 08-9493-2622 ลุงบุญลอย ประธานศพก. พร้อมให้คำแนะนำ

รายงานพิเศษ : หนุนใช้โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (FAS) เพิ่มประสิทธิภาพบริหารงานสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/341586

รายงานพิเศษ : หนุนใช้โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (FAS)  เพิ่มประสิทธิภาพบริหารงานสหกรณ์

รายงานพิเศษ : หนุนใช้โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (FAS) เพิ่มประสิทธิภาพบริหารงานสหกรณ์

วันอังคาร ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สถานการณ์ปัจจุบัน ข้อมูลนับเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้บริหารสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการนำข้อมูลทางบัญชีไปใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการสหกรณ์ จึงจำเป็นต้องขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้วยนวัตกรรม โดยพัฒนานวัตกรรมที่ตอบสนองพฤติกรรมของคนในสังคมปัจจุบัน ให้ทันเทคโนโลยีและการสื่อสารที่พัฒนาก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ขับเคลื่อนภารกิจการทำงานที่หลากหลายมิติในการนำระบบบัญชี เข้าไปใช้ในการบริหารจัดการสหกรณ์ ตามภารกิจหลักของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ซึ่งมีหน้าที่ในการวางระบบบัญชีสหกรณ์ ตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ รวมถึงการส่งเสริมและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบัญชีสู่สหกรณ์ สมาชิกสหกรณ์ เกษตรกร และประชาชนทั่วไป โดยดำเนินงานควบคู่กับการพัฒนางานระบบบัญชีและกลไกที่จะส่งเสริมระบบบัญชีให้มีความทันสมัย และเท่าทันกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน โดยกรม ได้ดำเนินการพัฒนาโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์มาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปรับปรุงโปรแกรมระบบบัญชีให้เหมาะสมและครอบคลุมลักษณะการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ เพื่อเพิ่มคุณภาพการให้บริการภาครัฐ และทำให้สหกรณ์มีระบบการเงินและบัญชีที่เป็นมาตรฐาน และมีระบบการควบคุมภายในด้านสารสนเทศที่เหมาะสม รวมทั้งสร้างความมั่นคงปลอดภัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ

โดยหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยในการบริหารงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร คือ โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (Cooperative Full Pack Accounting Software : FAS) ซึ่งกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการบริหารงานของสหกรณ์ และเป็นส่วนสำคัญในการช่วยบริหารจัดการงานภาคสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โปรแกรมดังกล่าว ได้รับการออกแบบให้ครอบคลุมตามธุรกิจของสหกรณ์ในทุกๆ ด้าน และมีความทันสมัย เป็นปัจจุบัน ช่วยลดข้อผิดพลาดในการทำงานและมีระบบข้อมูลทางบัญชีที่ได้มาตรฐานสามารถปิดบัญชีประจำปีได้อย่างรวดเร็ว จึงนับว่าเป็นเครื่องมือในการสร้างความแข็งแกร่งทางบัญชี และสามารถให้บริการสมาชิกแบบจุดเดียว (One Stop Service) เพื่อให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร มีเครื่องมือในการช่วยบริหารจัดการงานสหกรณ์ และช่วยให้ผู้บริหารสหกรณ์สามารถนำข้อมูลสารสนเทศทางการเงิน มาใช้ประกอบการตัดสินใจในการบริหารจัดการได้รวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สหกรณ์ ซึ่งกรม ได้สนับสนุนให้ทุกสหกรณ์ ได้นำโปรแกรมฯ ไปใช้ โดยมีสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ ในแต่ละจังหวัด คอยดูแลและให้คำปรึกษาแนะนำในการติดตั้ง โดยที่สหกรณ์ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

โอภาส ทองยงค์

นอกจากนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ยังได้พัฒนานวัตกรรมใหม่ๆอย่าง Smart4M ผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ เช่น มือถือ เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มคนได้ง่ายและสะดวกต่อการใช้งานอีกด้วยสำหรับ Smart4M ประกอบไปด้วย Smart Me เป็นแอพพลิเคชั่นสำหรับสมาชิกสหกรณ์และบุคคลทั่วไปในการใช้บันทึกข้อมูลบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพ Smart Member แอพพลิเคชั่นสำหรับสมาชิกสหกรณ์ ที่ช่วยให้สมาชิกสหกรณ์สามารถตรวจสอบฐานะทางการเงินของตนเองได้ตลอดเวลา Smart Manage แอพพลิเคชั่นสำหรับกรรมการสหกรณ์ ใช้ติดตามและตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์ และ Smart Monitor แอพพลิเคชั่นสำหรับผู้สอบบัญชี ผู้กำกับดูแลและผู้ที่เกี่ยวข้อง สามารถติดตามความเคลื่อนไหวและความผิดปกติทางการเงินของสหกรณ์ นับเป็นนวัตกรรมที่จะช่วยให้เกษตรกร สมาชิกสหกรณ์ กรรมการสหกรณ์ และผู้เกี่ยวข้องได้ประโยชน์จากการใช้ข้อมูลเหล่านี้ให้เข้าถึงได้มากที่สุด และเป็นประโยชน์ต่อตัวเองได้มากที่สุดอีกด้วย

“สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรสามารถนำโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ไปใช้ในการบริหารองค์กรและใช้ในการตัดสินใจอย่างถูกต้อง และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด นำไปสู่การขับเคลื่อนและพัฒนาองค์กรให้เจริญเติบโต จนสามารถสนองประโยชน์ให้แก่สมาชิกสหกรณ์ได้ ซึ่งปัจจุบันมีสหกรณ์ที่นำโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (FAS) ไปใช้ในการทำงบการเงินและการบริหารจัดการข้อมูลทางการเงินการบัญชีแบบครบวงจร จำนวน 2,563 แห่ง แบ่งเป็นสหกรณ์ 2,543 สหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกร 20 กลุ่ม” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

ดาริน ปราบไพริน

สหกรณ์นิคมสอยดาว จำกัด อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี เป็นสหกรณ์หนึ่งที่ใช้โปรแกรมระบบบัญชีครบวงจร (FAS) จนได้รับรางวัลสหกรณ์ดีเด่น ประจำปี 2560 ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ โดย น.ส.ดาริน ปราบไพริน ผู้จัดการสหกรณ์นิคมสอยดาว จำกัด กล่าวว่า โปรแกรมระบบบัญชีครบวงจร (FAS) เป็นโปรแกรมที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้พัฒนาขึ้น ช่วยให้การจัดการบัญชีในสหกรณ์เขาสอยดาว จำกัด มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โปรแกรมดังกล่าวพัฒนารูปแบบการใช้งานได้ตรงตามระบบบัญชีที่เคยทำกันมา แต่เพื่อความไม่ประมาทก็ยังใช้ระบบบัญชีแบบเดิมควบคู่กันไปด้วย ทำให้ได้ข้อมูลมีความทันสมัยเป็นปัจจุบัน ช่วยลดข้อผิดพลาดในการทำงานและมีระบบข้อมูลทางบัญชีที่ได้มาตรฐาน สามารถปิดบัญชีประจำปีได้อย่างรวดเร็ว นับว่าเป็นเครื่องมือในการสร้างความแข็งแกร่งทางบัญชีได้เป็นอย่างดี และยังสามารถให้บริการสมาชิกแบบจุดเดียว (One Stop Service) เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์ใช้บริการได้อย่างรวดเร็ว โดยได้นำเทคโนโลยี FAS เชื่อมโยงผ่านมือถือของสมาชิกที่สามารถใช้ดูข้อมูลได้โดยไม่ต้องเดินทางมาถึงสำนักงาน หากสมาชิกท่านใดที่ไม่ได้ใช้มือถือก็มีคอมพิวเตอร์เพื่อให้สมาชิกได้มาตรวจสอบข้อมูล รายละเอียดบัญชีของตัวเองได้ที่สำนักงานสหกรณ์กันตลอดทั้งวัน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ทำให้สมาชิกสหกรณ์สอยดาวมีความพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง

นับเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมใหม่ๆสำหรับโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียในกระบวนการสหกรณ์และสถาบันเกษตรกรทั้งหมด มีส่วนร่วมในการพัฒนาศักยภาพและความโปร่งใสในการดำเนินงานของสหกรณ์ นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์ได้อย่างยั่งยืนต่อไป เกษตรกรหรือผู้สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สอบถามได้ที่ สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์จังหวัด หรือกลุ่มพัฒนาระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ โทรศัพท์ 0-2016-8888 ต่อ 4311,4313,4317

รายงานพิเศษ : ‘สสก.5’ส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ สร้างงานสร้างรายได้ปาล์มน้ำมัน‘สตูล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/341354

รายงานพิเศษ : ‘สสก.5’ส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่  สร้างงานสร้างรายได้ปาล์มน้ำมัน‘สตูล’

รายงานพิเศษ : ‘สสก.5’ส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ สร้างงานสร้างรายได้ปาล์มน้ำมัน‘สตูล’

วันจันทร์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปาล์มน้ำมันเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดสตูล เป็นลำดับที่ 2 รองจากยางพารา ที่ผ่านมาเกษตรกรทำสวนปาล์มน้ำมันในลักษณะต่างคนต่างทำ พึ่งพาปัจจัยการผลิตและแรงงานจากภายนอก ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง ผลผลิตและคุณภาพผลผลิตต่ำ ส่งผลต่อกำไรและรายได้ต่ำตามไปด้วย จึงเกิดการรวมตัวเป็นแปลงใหญ่ เพื่อร่วมบริหารจัดการ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ยกระดับมาตรฐานผลผลิตตามความต้องการของตลาด และเชื่อมโยงตลาดในลักษณะประชารัฐ

นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กรมส่งเสริมการเกษตร
เปิดเผยว่า จ.สตูล มีการรวมกลุ่มเกษตรกรดำเนินงานโครงการส่งเสริมการเกษตรระบบแปลงใหญ่สินค้าปาล์มน้ำมันมาตั้งแต่ปี 2559 ถึงปัจจุบัน 12 แปลง รวม 8,660.50 ไร่ หรือร้อยละ 7.92 ของพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันทั้งจังหวัด เกษตรกร 907 ครอบครัว สำหรับตำบลนิคมพัฒนา อำเภอมะนัง ซึ่งเป็นกรณีตัวอย่างระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ สินค้าปาล์มน้ำมัน มีพื้นที่ปลูก 2,125 ไร่ เกษตรกร 183 ราย ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อยพื้นที่ปลูกไม่เกินรายละ 15 ไร่ การจำหน่ายผลผลิตแบบต่างคนต่างขายให้กับลานเทในพื้นที่และโรงงานอุตสาหกรรม ขาดการรวมกลุ่ม เกษตรกรประสบปัญหาต้นทุนผลิตสูง ผลผลิตต่ำเฉลี่ย 2,419 กก./ไร่/ปี

ปลายปี 2557 อ.มะนัง ได้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตปาล์มน้ำมันที่ ต.นิคมพัฒนา ในแปลงของเกษตรกรต้นแบบ นายหวาหาบ ยาบา หมู่ที่ 5 ต.นิคมพัฒนา ซึ่งใช้ภูมิปัญญาและวิชาการดูแลรักษาปาล์มน้ำมันให้ผลผลิตสูงไม่น้อยกว่า 5 ตัน/ไร่/ปี ต้นทุนการผลิตต่ำเป็นแหล่งเรียนรู้ของเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อขยายผลการดำเนินงานของศูนย์เรียนรู้ในการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต พัฒนาคุณภาพผลผลิต และขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรฯให้เห็นเป็นรูปธรรม จึงได้รวบรวมสมาชิกเกษตรกรผู้ผ่านการเรียนรู้จากศูนย์เรียนรู้ฯ และเกษตรกรข้างเคียง และใช้ข้อมูล Zoning by Agri-map รวมกลุ่มส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ ในหมู่ที่ 1 3 5 6 และ 9 จำนวน 132 แปลง พื้นที่ 1,606 ไร่ เกษตรกร 124 ราย โดยมีทีมผู้จัดการแปลงที่มีเกษตรอำเภอเป็นหัวหน้าทีมดำเนินการจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานของเกษตรกรที่สมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิก เพื่อนำข้อมูลที่จัดเก็บได้มาวิเคราะห์ต้นทุนการผลิต การตลาด เทคโนโลยีและการปฏิบัติของเกษตรกร และนำข้อมูลพื้นฐานดังกล่าวบันทึกเข้าระบบ bigfarm.doae.go.th แล้วนำข้อมูลที่ได้จากการจัดเก็บและวิเคราะห์ให้ที่ประชุมร่วมพิจารณาในการกำหนดเป้าหมายการพัฒนา มีมติกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานภายในระยะเวลา 3 ปี คือ ลดต้นทุนการผลิตร้อยละ 20 จากไร่ละ 5,618 บาท/ปี เหลือ 4,494 บาท/ปี เพิ่มผลผลิตร้อยละ 20 คือ จากไร่ละ 2,419 กิโลกรัม/ปี เป็น 2,903 กิโลกรัม/ปี

ในการดำเนินการ สมาชิกทุกคนจะลดต้นทุนการใช้ปุ๋ย โดยใช้แม่ปุ๋ยหรือผสมปุ๋ยใช้เอง แทนการซื้อปุ๋ยสำเร็จ โดยรวมกันซื้อครั้งละมากๆ เพื่อให้ได้ราคาถูกลง ใช้องค์กรด้านทุนในพื้นที่ เช่น สหกรณ์กองทุนสงเคราะห์สวนยางพาราประจำตำบล เป็นหน่วยจัดหาปัจจัยการผลิตราคาถูกและสินเชื่อช่วยสมาชิกที่ขาดเงินทุน ตลอดจนด้านการตลาด ส่วนการเพิ่มผลผลิต สมาชิกทุกคนปฏิบัติดูแลรักษาสวนปาล์มน้ำมันตามหลักวิชาการและแผนการผลิต รวมทั้งเคร่งครัดการเก็บเกี่ยวผลผลิตที่สุกตามมาตรฐานทะลายปาล์มน้ำมันที่โรงงานอุตสาหกรรมต้องการ

การดำเนินงานกลุ่มมีความเข้มแข็ง โดยคณะกรรมการกลุ่มทำหน้าที่ประสานและบูรณาการกับทีมผู้จัดการแปลง ภาคีเครือข่าย และสมาชิก ได้รับทุนสนับสนุน จากงบพัฒนาจังหวัดสตูล ปี 2559 ภายใต้โครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตสินค้าเกษตร โดยสมาชิกแปลงใหญ่รับการสนับสนุนปัจจัยการผลิต กิจกรรมการผสมปุ๋ยใช้เองในสวนปาล์มน้ำมัน จำนวน 50 ราย โรงงานอุตสาหกรรมบริษัทปาล์มไทยพัฒนา ให้การสนับสนุนการติดตั้งระบบน้ำในสวนปาล์มน้ำมัน สมาชิกแปลงใหญ่ พื้นที่ 300 ไร่ 2,000,000 บาท เป็นแปลงสาธิตการเพิ่มผลผลิต และงบพัฒนาจังหวัด ปี 2560 ภายใต้โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชเศรษฐกิจโดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม กิจกรรมการจัดระบบน้ำในสวนปาล์มน้ำมัน พื้นที่ 40 ไร่ งบประมาณ 800,000 บาท

นายสุพิทกล่าวอีกว่า ผลจากการดำเนินงาน ส่งผลให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้จากไร่ละ 5,618 บาท เหลือ 4,547 บาท ลดลงไร่ละ 1,071 บาท ได้ปริมาณผลผลิตเพิ่มจากเดิมไร่ละ 2,419 กก./ปี เป็น 2,957 กก./ปี เพิ่มขึ้นไร่ละ 538 กก. ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยไร่ละ 2,738 บาท ผลผลิตปาล์มน้ำมันมีคุณภาพได้มาตรฐาน เกษตรกรมีความรู้การปฏิบัติดูแลรักษาสวนปาล์มน้ำมันอย่างถูกต้อง มีการวางแผนการผลิตร่วมกัน มีการใช้ปุ๋ยที่ถูกช่วงเวลา (พฤษภาคม-กรกฎาคม) ในต้นฤดูฝนที่พร้อมกัน มีการปฏิบัติดูแลรักษาสวนปาล์มน้ำมันตามหลักวิชาการที่เหมือนกัน มีการจัดทำบัญชีครัวเรือน ทำให้บริหารผลผลิตได้ชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ยังมีการเชื่อมโยงระหว่างแปลงใหญ่กับหน่วยงานด้านการตลาด เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ลานเทรับซื้อผลผลิตในพื้นที่ และสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ ทำให้เกษตรกรสมาชิกขายผลผลิตให้กับโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ได้ราคาที่สูงกว่าราคาหน้าโรงงานอีกด้วย