รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรเร่งผลักดันกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร เสริมทัพ‘ชุมชนเข้มแข็ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/348347

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรเร่งผลักดันกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร เสริมทัพ‘ชุมชนเข้มแข็ง’

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรเร่งผลักดันกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร เสริมทัพ‘ชุมชนเข้มแข็ง’

วันศุกร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร มีพันธกิจที่สำคัญคือ การส่งเสริมพัฒนาเกษตรกร ครอบครัวเกษตรกร องค์กรเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน ให้มีความเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้ มีขีดความสามารถในการผลิตและการจัดการสินค้าเกษตรตามความต้องการของตลาด โดยงานส่งเสริมกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรและเคหกิจเกษตร เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับชุมชน สร้างงาน สร้างรายได้ ให้ชุมชนมีความอยู่ดีกินดี

ว่าที่ร้อยตรี สมสวย ปัญญาสิทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า งานส่งเสริมสถาบันเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเกษตรกร กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร หรือ วิสาหกิจชุมชน ล้วนเป็นงานหลักสำคัญของกรมส่งเสริมการเกษตรที่มีการดำเนินงานมาเป็นระยะเวลานาน จนถึงปัจจุบัน มีกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรหลายกลุ่มที่สามารถยืนอยู่ได้บนความสามัคคีของสมาชิก จนก่อให้เกิดความเข้มแข็ง ดังเช่น กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรแปรรูปเกษตรท้องถิ่น ตำบลแหลมรัง อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร ที่สามารถดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง จนสามารถสร้างรายได้ให้กับสมาชิกได้จวบจนถึงปัจจุบัน ซึ่งนับเป็นอีกกลุ่มที่สามารถเป็นต้นแบบให้กลุ่มอื่นได้ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรจะพยายามพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับดำเนินการแก้ไขปัญหาอันจะเป็นอุปสรรคในการดำเนินงานส่งเสริมกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรไปพร้อมๆ กัน ทั้งนี้ก็เพื่อผลักดันและส่งเสริมให้กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเหล่านี้มีความเข้มแข็งและสามารถสร้างอาชีพในระดับชุมชนและพึ่งพาตนเองให้ได้มากยิ่งขึ้นไป

ด้าน นางฉนิช วรบัณฑิต ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรแปรรูปเกษตรท้องถิ่น ตำบลแหลมรัง อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร เปิดเผยว่าสมาชิกกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรแปรรูปเกษตรท้องถิ่น ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา ทำสวนกล้วย ทำไร่อ้อย ข้าวโพด ถั่วเขียว สมาชิกกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรส่วนใหญ่จะเป็นคนภาคอีสาน ที่อพยพกันมาจับจองซื้อที่ดินเพื่อทำการเกษตร เมื่อประมาณ ปี 2521 โดยมาอยู่ตามไร่นาของตัวเองที่จับจองไว้ เมื่ออยู่หลายครอบครัวจึงตั้งเป็นหมู่บ้าน ชื่อ “บ้านสุขเกษม” อาชีพหลักคือทำนา และปลูกกล้วยน้ำว้าตามหัวไร่ปลายนา ด้วยสภาพดินที่มีความอุดมสมบูรณ์กล้วยน้ำว้าจึงให้ผลผลิตที่ดีและมีพ่อค้าเข้ามารับซื้อถึงในหมู่บ้าน เกษตรกรจึงทำสวนกล้วยเพิ่มมากขึ้น เมื่อผลผลิตมากขึ้น พ่อค้าจึงกดราคา ผู้นำแม่บ้านในขณะนั้นจึงได้ปรึกษาหารือกัน เพื่อแก้ไขปัญหาพ่อค้ากดราคากล้วยน้ำว้า จึงได้รวบรวมสมาชิกได้ 12 คน จัดตั้งกลุ่ม “แม่บ้านเกษตรกรแปรรูปเกษตรท้องถิ่น” โดยมีเกษตรอำเภอบึงนาราง และเกษตรตำบลแหลมรัง เป็นที่ปรึกษา วัตถุประสงค์เพื่อ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าการเกษตร ส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ให้แก่สมาชิกและคนในชุมชน ส่งเสริมการออมทรัพย์และผลิตอาหารที่ปลอดภัย

โดยเมื่อรวมกลุ่มได้แล้วจึงระดมทุนโดยการถือหุ้น หุ้นละ 200 บาท รวม 20 หุ้น เป็นเงิน 4,000 บาท เพื่อนำเงินมาซื้อ น้ำมัน น้ำตาล และวัสดุที่จำเป็นในการทำกล้วยฉาบเค็ม ฉาบหวาน สำหรับสินค้าที่กลุ่มผลิตจะขายในชุมชน ชุมชนใกล้เคียง และออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม เมื่อการดำเนินกิจกรรมของกลุ่มดีขึ้นจึงได้ยื่นจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านแปรรูปเกษตรท้องถิ่น เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2550 ปัจจุบันมีสมาชิก จำนวน 24 คน และร่วมกำหนดวิสัยทัศน์และพันธกิจร่วมกันคือ สร้างรายได้เสริม เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรผลิตของดีที่ปลอดภัย โดยในปี พ.ศ. 2552 สำนักงานเกษตรจังหวัดพิจิตร ได้พิจารณาสนับสนุนงบประมาณจากโครงการแปรรูปผลผลิตเกษตร เสมือนเป็นจุดเริ่มต้นให้กลุ่มได้มีกำลังใจในการร่วมดำเนินกิจกรรมของกลุ่มให้เข้มแข็งขึ้น ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของกลุ่มได้รับรองมาตรฐาน อย. ในผลิตภัณฑ์ กล้วยอบน้ำผึ้ง กล้วยกวน กล้วยทอดกรอบรสหวาน กล้วยทอดกรอบรสเค็ม กล้วยฉาบสมุนไพรใบเตย กล้วยตาก ส่วนกล้วยอบน้ำผึ้ง ได้รับรางวัล OTOP 3 ดาว ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้ให้การสนับสนุนโครงการพัฒนาศักยภาพและยกระดับมาตรฐานด้วยการพัฒนากล่องบรรจุภัณฑ์กล้วยตาก พร้อมทั้งสนับสนุนอุปกรณ์การผลิตเพื่อเข้าสู่มาตรฐานการผลิต Primary GMP อีกด้วย

“จุดเด่นของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรแปรรูปเกษตรท้องถิ่น คือสามารถแก้ปัญหาราคากล้วยตกต่ำได้ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร โดยการแปรรูปเป็นสินค้าใหม่ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ส่งเสริมการออม และเกิดทุนหมุนเวียนในชุมชน เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตร และการแปรรูปผลผลิตเกษตร สร้างงานให้แก่สมาชิกและคนในชุมชน ส่งเสริมการดำเนินชีวิตตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และสร้างความมั่นคงด้านอาหาร โดยมีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาให้การสนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมส่งเสริมการเกษตร ที่เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ เช่น กรมการพัฒนาชุมชน กรมการปกครอง องค์การบริหารส่วนตำบลแหลมรัง สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดพิจิตร ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ธนาคารออมสิน เป็นต้น” นางฉนิช กล่าว

รายงานพิเศษ : ‘นกแสก’มิตรแท้ชาวสวนปาล์ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/347639

รายงานพิเศษ : ‘นกแสก’มิตรแท้ชาวสวนปาล์ม

รายงานพิเศษ : ‘นกแสก’มิตรแท้ชาวสวนปาล์ม

วันอังคาร ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เมื่อพูดถึงนกแสกคนส่วนใหญ่ที่รู้จักจะมีความอคติกับนกชนิดนี้ไปในทางลบเสมอ ภาพลักษณ์ไม่ค่อยดี เพราะถ้าเห็นหรือได้ยินเสียงร้องแหลมๆที่เกาะหรือบินผ่านหรือร้องดังมาจากหลังคาบ้านเรือนของใครแล้วนั้น โดยเฉพาะกลางคืนที่เดือนมืดๆ เสียงนั้นฟังแล้วชวนให้คนที่ไม่ชอบ จะรังเกียจมาก คิดไปต่างๆ นานา ต่อมาอีกไม่นานคนในบ้านนั้นจะต้องมีการเสียชีวิตเกิดขึ้น จึงทำให้มีการเข้าใจผิดแล้วส่งความคิดนี้ต่อๆกันไปจากรุ่นสู่รุ่น ว่าเป็นนกผี นกอัปมงคลหรือนกแห่งความตายบ้าง ไม่สมควรให้อยู่ใกล้บ้าน ถ้ามีโอกาสก็จะทำการไล่หรือฆ่าทิ้งไปเลย โดยหารู้ไม่ว่า นกตัวที่มาเกาะหลังคาบ้านนั้นมันมารอที่จะจับหนูเป็นอาหาร และเสียงที่ร้องออกมานั้นเป็นการเรียกคู่หาแฟนหรือเสียงเรียกลูกให้มากินอาหารที่แม่นกจับมาได้เท่านั้น เพราะอาหารโปรดที่แสนอร่อยของมันก็คือหนูทุกชนิด มันไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยกับมนุษย์แต่อย่างใดเลย มีแต่เป็นมิตรที่ช่วยกำจัดหนูทั้งที่บ้านอยู่อาศัยและไร่นาของเกษตรกร

นกแสกหรือนกแฝกหรือนกเค้าหน้าลิง เป็นนกที่น่ารักมากในต่างประเทศเขาเลี้ยงเป็นนกสวยงาม มีลักษณะหัวใหญ่ ใบหน้าเป็นรูปหัวใจ ขนที่ใบหน้ามีสีขาว ตามีขนาดใหญ่ มีสันจมูก จะงอยปากแหลม ขนที่ลำตัวและหน้าอกมีสีขาว ขนที่ปีกมีสีเหลืองอมน้ำตาล มีจุดประสีเทาดำ ปีกสองข้างเมื่อกางได้ยาว ประมาณ 80 ซม. มีลักษณะพิเศษบินได้อย่างเงียบเชียบ ขามีขนาดใหญ่ ยาว มีเล็บโค้งงอเป็นเขี้ยว ปลายเล็บแหลมคม(สำหรับจับเหยื่อ) เป็นนกในตระกูลเดียวกับนกฮูก นกเค้าแมว เป็นนกประจำถิ่นของไทยมีอยู่ทั่วทุกภาคของไทย เป็นนกกลางคืน อาศัยอยู่ใกล้ชุมชน ทำรังเองไม่เป็น ต้องอาศัยโพรงไม้หรือช่อง/ซอกหลังคาบ้านเรือนที่ร้างหรืออาคารต่างๆ เป็นที่วางไข่ กินหนูเป็นอาหาร มีพฤติกรรมล่าเหยื่อในที่โล่ง เพราะสามารถมองเห็นเหยื่อได้ชัดเจนในเวลากลางคืน เช่น ทุ่งหญ้า ท้องนา ชายป่าหรือในสวนปาล์มน้ำมัน

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากข้อมูลของกรมวิชาการเกษตร พบว่า นกแสก 1 ตัวจะกินหนูเป็นอาหาร เฉลี่ยแล้ววันละ 1-2 ตัวโดยการใช้กรงเล็บที่แข็งแรงและแหลมคมจับเหยื่อแล้วกลืนทันที (จะไม่จิกและฉีกหนูเป็นชิ้นๆ เหมือนเหยี่ยว ยกเว้นลูกนกแสกที่ยังกลืนหนูทั้งตัวไม่ได้แม่จะฉีกให้กิน) ชิ้นส่วนของเหยื่อที่ย่อยไม่ได้ เช่น กระดูก ขน จะถูกหยอกออกมาทางปากเสียก่อนซึ่งมีลักษณะเป็นก้อนกลมสีดำๆ จากนั้นจึงจะกินเหยื่อครั้งต่อไปได้ ดังนั้น ถ้ามีนกแสก 1 ตัวในสวนปาล์มน้ำมัน ก็สามารถกินหนูได้ประมาณ 350-700 ตัวต่อปี ซึ่งเป็นการคุ้มค่ามากถ้าหากได้ร่วมมือร่วมใจกันอนุรักษ์หรือจะเลี้ยงนกแสกไว้เป็นผู้ช่วยเกษตรกรไว้ควบคุมหนู โดยเฉพาะในสวนปาล์มหรือนาข้าว ซึ่งนกแสกที่อยู่ในธรรมชาติจะมีช่วงผสมพันธุ์ วางไข่และเลี้ยงลูกประมาณเดือนกันยายน-กุมภาพันธ์ โดยจะเลี้ยงลูก 2 ครอกติดต่อกัน (วางไข่ 2 ครั้ง/ปี) วางไข่จำนวนไข่ 5-7 ฟองต่อครั้ง สูงสุด 15 ฟอง ตัวเมียจะทำหน้าที่ฟักไข่ ประมาณ 30 วัน ส่วนตัวผู้ทำหน้าที่ ออกหาอาหาร ใช้เวลาฟักไข่ 18 ชม.ต่อวัน ลูกนกที่ฟักออกมาในระยะแรกจะไม่มีขนพ่อแม่นกจะช่วยกันดูแลอย่างใกล้ชิด พ่อนกจะออกล่าเหยื่อมาป้อนให้แม่และลูกนกทุกวัน พอลูกนกอายุได้ประมาณ 7-8 สัปดาห์เริ่มฝึกล่าเหยื่อ (หนูเป็นๆ) จนชำนาญแล้วแยกจากพ่อแม่ไปหากินตามธรรมชาติต่อไป อนึ่งหนูที่นกแสกกินนั้นจะต้องเป็นหนูที่ไม่ได้กินยาเบื่อมาก่อนเพราะถ้ากินหนูที่มียาเบื่ออยู่ในท้องเข้าไปแล้ว นกก็จะตายด้วยยาเบื่อชนิดนั้นด้วย ฉะนั้นถ้าหากเกษตรกรจะเลี้ยงหรือใช้ประโยชน์จากนกแสกในธรรมชาติเพื่อควบคุมหนูนั้น จะต้องงดใช้ยาเบื่อหนูทุกชนิดในแปลงด้วย

จะเห็นได้ว่านกแสกมีบทบาทสำคัญมากในระบบนิเวศ ช่วยควบคุมประชากรหนู ลดความสูญเสียและเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ลดการใช้สารเคมีกำจัดหนู ลดต้นทุนการผลิต ลดพาหะนำโรคสัตว์สู่คน ตลอดจนลดมลพิษในสภาพแวดล้อม กรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะนักส่งเสริมการเกษตร จึงมุ่งให้ความรู้แก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไปได้เห็นคุณค่าของนกแสกด้วยข้อมูลวิชาการที่ถูกต้อง เพื่อปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์และทัศนคติของนกแสกให้เป็น มหามิตรที่สำคัญของเกษตรกรโดยการส่งเสริมการอนุรักษ์และหรือการเลี้ยงนกแสกไว้ในเรือกสวนไร่นาของเกษตรกรได้อย่างถูกวิธี จึงจะนับว่าเป็นการนำทรัพยากรธรรมชาติตัวนี้ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืนและคุ้มค่ามากที่สุด

รายงานพิเศษ : สสก.9ชูแปลงใหญ่ลำไย‘สามเงา’เมืองตาก เชื่อมศพก.พัฒนาคุณภาพเป็นสินค้าส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/347376

รายงานพิเศษ : สสก.9ชูแปลงใหญ่ลำไย‘สามเงา’เมืองตาก เชื่อมศพก.พัฒนาคุณภาพเป็นสินค้าส่งออก

รายงานพิเศษ : สสก.9ชูแปลงใหญ่ลำไย‘สามเงา’เมืองตาก เชื่อมศพก.พัฒนาคุณภาพเป็นสินค้าส่งออก

วันจันทร์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สสก.9 พิษณุโลก กรมส่งเสริมการเกษตร ชูแปลงใหญ่ลำไย อ.สามเงา จ.ตาก เป็นต้นแบบเกษตรแปลงใหญ่ที่เชื่อมโยงเครือข่าย ศพก.ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตลำไยนอกฤดูคุณภาพ ร่วมกันผลิตลำไยเกรดเอส่งออกได้ราคาสูง

นายนิพนธ์ แรมวิโรจน์ ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาบุคลากร สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร ที่ 9 จ.พิษณุโลก กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 พิษณุโลก ได้ดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล โดยขับเคลื่อนเรื่องของการทำเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อแก้ปัญหาทั้งระบบ เชื่อมโยงเครือข่ายผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หรือ ศพก. มีวัตถุประสงค์เพื่อลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิต รวมไปถึงแก้ปัญหาในเรื่องของการตลาดตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานการผลิตทั้งหมด ซึ่งแนวทางการขับเคลื่อนในรูปของแปลงใหญ่ที่มุ่งเน้นให้เกษตรรวมกันซื้อรวมกันขายทั้งผลผลิตทางการเกษตรและการจัดซื้อปัจจัยการผลิต เพื่อให้สามารถลดต้นทุนการผลิตได้อย่างน้อย 20% และเพิ่มผลผลิตให้ได้ 20% ซึ่งการดำเนินงานในระดับพื้นที่ จะมีสำนักงานในระดับจังหวัดและอำเภอ เป็นผู้รับผิดชอบในด้านของการดำเนินงานทั้งด้าน ศพก.และแปลงใหญ่ โดยยึดเกษตรกรเป็นศูนย์กลางในด้านองค์ความรู้ แล้วเข้าไปพัฒนาองค์ความรู้ตามความต้องการของเกษตร

สำหรับจังหวัดตาก ได้ขับเคลื่อนโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ มาตั้งแต่ปี 2559 จำนวน 35 แปลง ประกอบด้วย แปลงใหญ่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 12 แปลง แปลงใหญ่ข้าว 10 แปลง และแปลงใหญ่ลำไย 5 แปลง ส่วนอีก 8 แปลงที่เหลือ ได้แก่ มันสำปะหลัง อโวคาโด พืชผัก มันฝรั่ง กล้วยหอม แพะ โคขุน และประมง ซึ่งกระจายอยู่อำเภอต่างๆ ของจังหวัดตาก ยกตัวอย่างการผลิตลำไยแปลงใหญ่ ที่มีอยู่ 5 แปลงในอ.วังเจ้า อ.บ้านตากและอ.สามเงา โดยใน อ.สามเงามีอยู่ 3 แปลง ที่ต.ย่านรี 2 แปลง พื้นที่รวม 1,023 ไร่ เกษตรกร 80 ราย ส่วนที่ ต.สามเงา พื้นที่รวม 445 ไร่ เกษตรกร 40 ราย และเป็นที่ตั้งของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ประจำอำเภอสามเงาด้วย เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการผลิตลำไยนอกฤดูคุณภาพ

ด้าน ลุงมนัส โตเอี่ยม ประธานแปลงใหญ่ลำไย และเจ้าของศูนย์ ศพก. อ.สามเงา จ.ตาก เปิดเผยว่า การผลิตลำไย ของ อ.สามเงา จ.ตาก มีมากว่า 30 ปีแล้ว เมื่อก่อนจะต่างคนต่างทำ แต่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ได้มีการรวมกันเป็นแปลงใหญ่ตามคำแนะนำของกระทรวงเกษตรฯ มีสมาชิกประมาณ 50 ราย เฉลี่ยพื้นที่ปลูกรายละ 20-30 ไร่ สมาชิกทุกคนจึงได้มีการปรึกษาพูดคุยกันมากขึ้น มีการแลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น มีการปรึกษากันเกี่ยวการทำลำไยคุณภาพเพื่อให้สามารถส่งออกได้และเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตได้

โดยลุงมนัสบอกว่า ส่วนตัวมีสวนลำไยอยู่ 2 แปลง รวมพื้นที่ประมาณ 20 ไร่ (แปลงหนึ่งอายุ 33 ปี มี 40 ต้น และอีกแปลงอายุ 16-17 ปี) ระยะปลูก 12×12 เมตร เลี้ยงทรงพุ่มให้กว้าง และไม่ชนกัน หลังจากปลูกไปประมาณ 3 ปี ก็เริ่มให้ผลผลิต แต่ตอนนี้เฉลี่ยที่อายุต้น 16 ปี ให้ผลผลิตประมาณ 200-250 กิโลกรัม (เป็นผลผลิตแบบคัดเกรด) สร้างรายได้ให้ประมาณ 6,000-7,000 บาท/ปี ส่งตลาดจีนเป็นหลัก ส่วนตลาดอินโดนีเซียจะอยู่ในช่วงประมาณเดือนกันยายน โดยการเก็บผลผลิตจำหน่ายจะอยู่ที่การตกลงกับคนซื้อ ถ้าเราเก็บเองเราจะมีปัญหาด้านแรงงาน แต่ถ้าขายแบบเหมาสวนทางพ่อค้าเขาจะมีทีมงานมาเก็บเอง ซึ่งในด้านตลาดนั้น จริงๆ แล้ว ช่วงเดือนกค.-ส.ค. ทางอินโดนีเซียจะไม่รับซื้อของไทยเพราะเขาจะบริโภคของประเทศเขาก่อน แต่ตอนนี้เรามีตลาดหลักอีกแห่ง คือ ประเทศจีน โดยจีนต้องการเบอร์ที่สวย เบอร์ใหญ่ ผิวดี โดยการซื้อขาย พ่อค้าจะเข้าไปดูที่สวน สวนไหนผลผลิตสวยได้ตรงตามมาตรฐานก็จะรับซื้อ แต่สวนไหนยังไม่ตรงตามต้องการ ลูกยังเล็กอยู่เขาก็จะยังไม่ซื้อ

“การรวมตัวเป็นแปลงใหญ่เกิดผลดีต่อเกษตรกร ทั้งด้านการวางแผนการผลิตให้ได้คุณภาพและสามารถรวบรวมผลผลิตได้ในปริมาณที่ตลาดต้องการ โดยไม่ถูกกดราคา อีกทั้ง สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนจากการรวมกันทำแบบแปลงใหญ่ คือต้นทุนการผลผลิตที่ลดลง ยกตัวอย่างที่สวน ใน 1 แปลง ประมาณ 10 ไร่ จะต้องใส่ปุ๋ยอยู่ประมาณ 6 กระสอบ ใส่เดือนละ 2 ครั้ง เมื่อเรารวมกันทำแบบแปลงใหญ่ มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และช่วยกันผลิตปุ๋ยสั่งตัดใช้เอง ด้วยการซื้อแม่ปุ๋ยมาผสมตามสูตร ทำให้ช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยลงได้ จากการซื้อปุ๋ยเคมีใช้ประมาณ 2,000 บาท/ครั้ง หรือลดต้นทุนได้ 4,000 บาท/เดือน นับว่าเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรมาก”ลุงมนัส กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : สสก.5หนุนเกษตรกรบ้านบาเลาะต่อยอดองค์ความรู้ สร้างงาน-สร้างรายได้ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/346904

รายงานพิเศษ : สสก.5หนุนเกษตรกรบ้านบาเลาะต่อยอดองค์ความรู้ สร้างงาน-สร้างรายได้ยั่งยืน

รายงานพิเศษ : สสก.5หนุนเกษตรกรบ้านบาเลาะต่อยอดองค์ความรู้ สร้างงาน-สร้างรายได้ยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กรมส่งเสริมการเกษตร หนุนเกษตรกรบ้านบาเลาะ สายบุรี ปัตตานี ดูงานศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ แล้วนำมาต่อยอดพัฒนาชุมชน สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ อย่างยั่งยืน

นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า บ้านบาเลาะ ตำบลปะเสยะวอ อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ครอบคลุมพื้นที่ 2,035 ไร่ มีสภาพเป็นสันทรายหรือพื้นที่หาดทรายเก่าที่มีลักษณะเป็นที่ราบบนสันทรายขนานไปกับพื้นที่พรุที่เป็นที่ลุ่มต่ำมีน้ำท่วมขัง ทางด้านทิศตะวันออกของหมู่บ้านติดกับคลองแฆแฆ ซึ่งเป็นคลองชลประทาน ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้มีพระราชดำริให้กรมชลประทานขุดคลอง ไว้เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ใช้ทำการเกษตร อุปโภคและบริโภค พื้นที่มีลักษณะเป็นดินทราย มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ น้ำท่วมขังในฤดูฝน สภาพพื้นที่จึงไม่เหมาะสมต่อการปลูกพืช ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้มีความพยายามที่จะให้เกษตรกรบ้านบาเลาะมีการปลูกพืชผักเพื่อบริโภคในครัวเรือน โดยเน้นการปลูกพืชผักที่หลากหลาย พร้อมทั้งได้ส่งนักวิชาการเกษตรเข้าพื้นที่เพื่อให้คำแนะนำการปรับปรุง บำรุงดิน และนำเกษตรกรไปศึกษาดูงานในพื้นที่ของเกษตรกรหมู่บ้านอื่นๆ ที่ประสบความสำเร็จ เพื่อนำองค์ความรู้มาต่อยอดพัฒนาให้ชุมชนของตัวเองสามารถพลิกฟื้นกลับมาทำเกษตรทำกินได้อย่างยั่งยืน

โดย นายสุริยา สะมะแอ ผู้ใหญ่บ้านบาเลาะ ก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่มีพื้นฐานการทำอาชีพด้านการเกษตรมาก่อน แต่มีโอกาสได้ร่วมเดินทางไปศึกษาดูงานศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยการสนับสนุนของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กรมส่งเสริมการเกษตร เมื่อกลับจากดูงานจึงเกิดแนวคิดที่จะทำแปลงเกษตรเพื่อเป็นต้นแบบให้กับชาวบ้านในชุมชน มีการรวมกลุ่มชาวบ้านในชุมชนประมาณ 11 ราย ร่วมกันทำการเกษตรแบบผสมผสานในพื้นที่ 5 ไร่ ซึ่งมีสภาพเป็นดินทรายจัด สมาชิกประกอบด้วยผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) และผู้นำชุมชน โดยมีผู้ใหญ่สุริยา สะมะแอ เป็นประธาน กลุ่มเกษตรผสมผสานบ้านบาเลาะ ได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักคิดในการดำเนินการ โดยศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการให้ความรู้การบริหารจัดการพื้นที่ รวมถึงการปรับปรุงบำรุงดินจนสามารถปลูกพืชผักได้หลากหลาย เกษตรกรในกลุ่มได้ศึกษาเรียนรู้การทำเกษตรแบบผสมผสานบนพื้นที่ดินทรายจัดไปพร้อมๆ กัน มีการวางแผนร่วมกัน นอกจากนี้สมาชิกในกลุ่มยังได้นำความรู้ที่ได้จากแปลงเกษตรขยายผลสู่พื้นที่บริเวณบ้านของตนเองด้วย

ทั้งนี้ เกษตรกรบ้านบาเลาะซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพทำนาและปลูกพืชผักในพื้นที่นาหลังการเก็บเกี่ยว แต่พื้นที่อาศัยส่วนใหญ่เป็นสันทรายจึงปล่อยเป็นพื้นที่ว่างเปล่า หลังจากได้เข้าอบรมเกี่ยวกับการปรับปรุง บำรุงดิน และศึกษาดูงานในพื้นที่ของเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ กลุ่มเกษตรกรบ้านบาเลาะจึงมีความสนใจ และได้รวมกลุ่มทำการเกษตรผสมผสานบนพื้นที่ดินทรายจัดขึ้น โดยมีการแบ่งพื้นที่ให้สมาชิกใช้ประโยชน์อย่างเป็นธรรม มีการทำบัญชีค่าใช้จ่าย และรายได้จากการจำหน่ายผลผลิต มีการแบ่งปันผลกำไรด้วยความเป็นธรรม มีการบริหารกลุ่มที่สามารถตรวจสอบได้ โดยมีศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ คอยให้ความรู้ คำแนะนำการบริหารจัดการพื้นที่ การวางแผนการปลูกพืช การปรับปรุงบำรุงดิน ตลอดจนการดูแลรักษา จนสามารถปลูกพืชผักได้ผล สามารถถ่ายทอดให้สมาชิกในชุมชนได้ กลุ่มเกษตรผสมผสานบ้านบาเลาะจึงเป็นจุดเรียนรู้ดูงานของชุมชน และเป็นแหล่งฝึกปฏิบัติของเกษตรกรที่สนใจทำการเกษตรผสมผสานบนพื้นที่ดินทรายจัดของชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียงอีกด้วย ในการผลิตพืชผักชนิดนั้น กลุ่มจะหารือร่วมกัน เพื่อให้มีการปลูกตามความถนัดของเกษตรกรแต่ละราย สามารถผลิตได้ทั้งปี โดยที่ผลผลิตไม่ล้นตลาด ทำให้เกษตรกรมีรายได้ในครัวเรือนตลอดทั้งปี

นายสุพิท จิตรภักดี

นายสุพิท กล่าวอีกว่า กลุ่มเกษตรกรบ้านบาเลาะ ได้มีการขยายผล สร้างกลุ่มอาชีพ ซึ่งประกอบด้วย กลุ่มปลูกผักเสี้ยน เนื่องจากผักเสี้ยนเป็นผักที่พบขึ้นได้ทั่วไป ปลูกง่าย และคนในพื้นที่นิยมรับประทาน โดยการนำมาดองเปรี้ยว โดยในตลาดมักมีผักเสี้ยนดองวางขายตลอดปี เกษตรกรบ้านบาเลาะที่ปลูกผักเสี้ยนจึงได้มีการรวมกลุ่มเกษตรผู้ปลูกผักเสี้ยนขึ้นเพื่อจะได้ช่วยเหลือกันในด้านต่างๆ กลุ่มแปรรูปผักเสี้ยนดองเนื่องจากผักเสี้ยนที่ปลูกกันในพื้นที่มีผลผลิตมาก จึงได้มีการจัดตั้งกลุ่มขึ้นแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร โดยนำผักเสี้ยนที่ปลูกในพื้นที่มาแปรรูปเป็นผักเสี้ยนดอง เพื่อเป็นการถนอมอาหาร สำหรับบริโภค และจำหน่ายในชุมชนและตลาดใกล้เคียง กลุ่มปลูกมันสำปะหลังและมันเทศ ในพื้นที่บ้านบาเลาะมีเกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลัง และมันเทศอยู่บ้างแล้ว แต่ยังขาดการจัดการดูแลที่ถูกต้อง เหมาะสม จึงต้องมีการรวมกลุ่มกันของเกษตรที่ปลูกมันสำปะหลัง โดยจะเข้าไปให้ความรู้แก่กลุ่มเกษตรกรในเรื่องของการปลูก และการดูแลรักษาอย่างถูกวิธี รวมถึงการทำงานแบบกลุ่มเพื่อให้มีการช่วยเหลือกันในด้านการซื้อปัจจัยการผลิต และการจำหน่าย กลุ่มแปรรูปมันสำปะหลังและมันเทศ ได้มีการเข้าไปส่งเสริมให้มีการจัดตั้งกลุ่มการถนอมอาหาร และแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร โดยการนำเอาผลผลิตจากกลุ่มปลูกมันสำปะหลังและมันเทศ มาแปรรูปเป็นมันทอดกรอบปรุงรส จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ประจำชุมชนที่สามารถสร้างเสริมให้แก่เกษตรในพื้นที่ได้ดีอีกทางหนึ่ง กลุ่มปลูกผัก เป็นการปลูกผักแบบผสมผสาน บนพื้นที่ดินทราย โดยจะปลูกพืชหลากหลายชนิดสลับ หมุนเวียนกันตามความต้องการของการบริโภคในชุมชน และตลาดใกล้เคียง เช่น ถั่วฝักยาว บวบ พริก มะเขือ เป็นต้น โดยเจ้าหน้าที่จะคอยให้คำปรึกษาด้านการวางแผนการปลูก การทำบัญชีรายรับรายจ่าย และปัญหาต่างๆ ในการปลูกพืชผักอยู่เสมอ

รายงานพิเศษ : ‘ปุ๋ยเคมี ไม่ใช่สารพิษ’ ใช้ถูกชนิด ถูกอัตรา ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/346638

รายงานพิเศษ : ‘ปุ๋ยเคมี ไม่ใช่สารพิษ’  ใช้ถูกชนิด ถูกอัตรา ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

รายงานพิเศษ : ‘ปุ๋ยเคมี ไม่ใช่สารพิษ’ ใช้ถูกชนิด ถูกอัตรา ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร 

ปุ๋ยเคมี คือ ธาตุอาหารของพืช ซึ่งพืชต้องการเพื่อใช้ในการเจริญเติบโต ธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของพืชมีอยู่ด้วยกัน 16 ธาตุ แต่มีอยู่ในดิน 13 ธาตุ โดยธาตุอาหารหลักที่พืชต้องการในปริมาณมาก แต่ในดินมักจะขาด คือ ไนโตรเจน (N:เอ็น) ฟอสฟอรัส (P:พี) และโพแทสเซียม (K:เค) จึงจำเป็นต้องเพิ่มเติมให้ในรูปของปุ๋ยเคมี

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในดินมีธาตุอาหารที่พืชต้องการเพื่อใช้ในการเจริญเติบโตแตกกิ่งก้านสาขา ผลิดอกออกผล ถ้าเป็นดินที่บุกเบิกใหม่หรือผ่านการใช้ที่ดินทำการเกษตรได้ไม่นาน ธาตุอาหารในดินยังคงมีอยู่มาก พืชสามารถนำไปใช้ได้เพียงพอกับความต้องการ แต่ในกรณีพื้นที่ผ่านการทำการเกษตรต่อเนื่องมายาวนาน พืชจะดูดดึงธาตุอาหารออกไปจากดินอย่างถาวรโดยติดไปกับผลผลิตที่ถูกเก็บเกี่ยวออกไป หากเกษตรกรขาดการปรับปรุงบำรุงดินและเติมธาตุอาหารในดินอย่างเหมาะสมเพื่อชดเชยส่วนที่ขาด ก็จะไม่เพียงพอต่อความต้องการของพืช ปุ๋ยเคมีจึงเข้ามามีส่วนช่วยเติมธาตุอาหารที่ขาดในดิน

คำว่า “ปุ๋ยเคมี” หลายคนมองว่าเป็นสารเคมีที่มีความไม่ปลอดภัย ใช้แล้วเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ใช้และผู้บริโภครวมถึงสิ่งแวดล้อม แต่ความเป็นจริงแล้ว ปุ๋ยเคมีผลิตจากหินและแร่ในธรรมชาติ แร่ธาตุในหินบางชนิดสามารถเป็นปุ๋ยเคมีให้พืชใช้โดยตรง เช่น หินฟอสเฟต ให้ธาตุฟอสฟอรัส (P) ซึ่งเป็นธาตุอาหารหลักที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช นอกนั้นส่วนใหญ่ต้องใช้กระบวนการทางเคมีสังเคราะห์ให้กลายเป็นสารประกอบอนินทรีย์ที่ให้แร่ธาตุอาหารแก่พืช ซึ่งเมื่อใส่ลงไปในดินที่มีความชื้นเหมาะสม ปุ๋ยเคมีจะละลายให้พืชดูดไปใช้ประโยชน์ได้อย่างรวดเร็ว แต่ปุ๋ยเคมีบางชนิดก็สังเคราะห์จากสารอินทรีย์ ได้แก่ ปุ๋ยยูเรีย (สูตร 46-0-0) ปุ๋ยเคมีแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ ปุ๋ยเชิงเดี่ยว ปุ๋ยเชิงประกอบ และปุ๋ยเชิงผสม ซึ่งปุ๋ยเชิงเดี่ยว คือ ปุ๋ยเคมีที่มีธาตุอาหารหลัก คือ ไนโตรเจน (N) หรือ ฟอสฟอรัส (P) หรือ โพแทสเซียม (K) ธาตุใดธาตุหนึ่งเพียงธาตุเดียว ปุ๋ยเชิงประกอบ คือ ปุ๋ยเคมีที่มีธาตุอาหารหลักตั้งแต่ 2 ธาตุขึ้นไป เกิดขึ้นจากกระบวนการทางเคมี ได้เป็นสารประกอบทางเคมี ส่วนปุ๋ยเชิงผสมคือ ปุ๋ยเคมีที่มีธาตุอาหารหลักตั้งแต่ 2 ธาตุขึ้นไปเช่นเดียวกัน แต่เกิดจากการนำปุ๋ยเชิงเดี่ยวหรือปุ๋ยเชิงประกอบ หรือเรียกอีกอย่างว่า แม่ปุ๋ย เช่น ยูเรีย (สูตร 46-0-0) ไดเเอมโมเนียมฟอสเฟต (สูตร 18-46-0) โพแทสเซียมคลอไรด์ (สูตร 0-0-60) มาผสมกัน เป็นปุ๋ยสูตรต่างๆ ทั้งในลักษณะเป็นปุ๋ยปั้นเม็ด หรือปุ๋ยผสมแบบคลุกเคล้าให้มีสัดส่วนของธาตุอาหาร N-P-K ตามที่ต้องการ

ปุ๋ยเคมี จำเป็นต่อการผลิตทางการเกษตรเพื่อการแข่งขัน (ยกเว้นการผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์) เพื่อให้ได้ปริมาณผลผลิตและคุณภาพเพิ่มขึ้น แต่ถ้าใส่มากเกินไปก็เป็นการสิ้นเปลืองต้นทุน หรือใส่น้อยเกินไปก็ทำให้ดินเสื่อมโทรม ฉะนั้นสิ่งสำคัญของการใช้ปุ๋ยเคมีควรใช้อย่างถูกต้องเหมาะสมต่อความอุดมสมบูรณ์ของดิน ความต้องการของพืช สอดคล้องกับช่วงเวลาที่พืชต้องการ และใส่ถูกวิธี เช่นในพืชไร่ใส่ปุ๋ยเคมีแล้วต้องพรวนกลบเพื่อป้องกันการสูญเสีย

กรมส่งเสริมการเกษตร ตระหนักถึงปัญหาต้นทุนการผลิตของเกษตรกรที่สูงขึ้นจากการใช้ปุ๋ยเคมีไม่ถูกต้อง จึงมีนโยบายส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแนะนำให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยให้ถูกชนิด ถูกอัตรา โดยการวิเคราะห์ดินก่อนการปลูกพืชหรือก่อนการใส่ปุ๋ย เพื่อทราบความอุดมสมบูรณ์ของดิน ณ ขณะนั้น และใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินหรือปุ๋ยสั่งตัด ซึ่งเป็นการใช้ปุ๋ยเท่าที่จำเป็น (พอดี) กับความต้องการของพืช ลดผลกระทบจากการใช้ปุ๋ยไม่ถูกต้อง โดยเกษตรกรสามารถส่งตัวอย่างดินไปตรวจวิเคราะห์ได้ที่ห้องปฏิบัติการ หรือ ถ้าต้องการคำแนะนำการใช้ปุ๋ยเบื้องต้นที่เหมาะสมกับสภาพดินของตนเองและรวดเร็วใช้บริการได้ที่ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) 882 ศูนย์ทั่วประเทศ โดยสอบถามได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านท่าน

อย่างไรก็ตาม แม้ปุ๋ยเคมีจะมีข้อดี คือ มีปริมาณธาตุอาหารพืชสูง ใช้ปริมาณเล็กน้อยก็เพียงพอในการปลดปล่อยธาตุอาหารให้แก่พืชได้รวดเร็ว พืชนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที แต่การใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเดียวไปนานๆ ก็มีผลกระทบต่อดิน ทำให้ดินแข็งไม่ร่วนซุย เพราะปุ๋ยเคมีไม่ได้ช่วยเรื่องปรับปรุงสมบัติทางกายภาพของดิน หรือการใช้ปุ๋ยเคมีบางชนิดอย่างเดียวนานๆ อาจทำให้ดินเป็นกรด โดยเฉพาะปุ๋ยที่มีไนโตรเจนในรูปแอมโมเนียมเป็นองค์ประกอบ ดังนั้น นอกจากการใช้ปุ๋ยเคมีให้ถูกต้องเหมาะสมตามความอุดมสมบูรณ์ของดินและความต้องการของพืชแล้ว ควรใช้ปุ๋ยแบบผสมผสานร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ และอาจรวมถึงปุ๋ยชีวภาพด้วย เนื่องจากปุ๋ยแต่ละประเภทมีบทบาทหน้าที่ที่แตกต่างกัน การใช้ร่วมกันจะช่วยเสริมประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยเคมี ทำให้พืชดูดธาตุอาหารจากปุ๋ยเคมีที่ใส่ลงไปได้มากขึ้น เพื่อสร้างสมดุลทางระบบนิเวศ ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างรายได้ให้เกษตรกรเพิ่มขึ้น รวมทั้งรักษาทรัพยากรดินให้อุดมสมบูรณ์เพื่อการทำเกษตรกรรมที่ยั่งยืน

รายงานพิเศษ : เฝ้าระวังศัตรูพืชอุบัติใหม่หรืออุบัติซ้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/346399

รายงานพิเศษ : เฝ้าระวังศัตรูพืชอุบัติใหม่หรืออุบัติซ้ำ

รายงานพิเศษ : เฝ้าระวังศัตรูพืชอุบัติใหม่หรืออุบัติซ้ำ

วันพุธ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ศัตรูพืชเป็นปัญหาหลักของเกษตรกรผู้ปลูกพืชมาโดยตลอด ซึ่งไม่เพียงเป็นศัตรูพืชที่พบเป็นประจำหรือมีการระบาดซ้ำอยู่บ่อยครั้งแล้วยังต้องมีการเตรียมพร้อมรับมือกับศัตรูพืชอุบัติใหม่หรือชนิดใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อนด้วย

นางจิระนุช ชาญณรงค์กุล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การที่ศัตรูพืชเกิดระบาดใหม่หรือกลับมาระบาดซ้ำได้ ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายด้าน เช่น พืชมีความอ่อนแอ ศัตรูพืชเป็นสายพันธุ์รุนแรง เพิ่มปริมาณได้รวดเร็ว และสภาพแวดล้อมเหมาะสม รวมถึงการปฏิบัติทางการเกษตร และการใช้พันธุ์จากแหล่งที่พบการระบาด ซึ่งถือเป็นการนำศัตรูพืชจากแหล่งหนึ่งไปสู่อีกแหล่งหนึ่งได้ง่าย บางชนิดสร้างความเสียหายได้ถึง 100%

ทั้งนี้ ศัตรูพืชที่ไม่เคยพบการระบาดมาก่อน หากเกิดการระบาดจึงเรียกว่าเป็นการเกิด “ศัตรูพืชอุบัติใหม่” ไม่ว่าจะเป็นโรคพืช แมลงศัตรูพืช วัชพืช ซึ่งอาจมีหลายนัย นัยแรกคือ ไม่เคยเกิดในประเทศไทย มาก่อนถือเป็นศัตรูพืชอุบัติใหม่ในไทย โดยการแพร่ระบาดมาจาก ลม ฝน พายุ ที่นำพาชิ้นส่วนที่ขยายพันธุ์ได้ หรือแม้กระทั่งแมลงต่างๆ หรืออาจมาจากท่อนพันธุ์หรือชิ้นส่วนของพืช ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ

นัยที่สอง คือ ไม่เคยพบการระบาดในพื้นที่มาก่อน เช่น ไม่เคยพบการระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมาก่อน โดยปกติจะระบาดเฉพาะที่ภาคตะวันตกและภาคใต้ แต่ต่อมาพบว่าเกิดการระบาดขึ้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่นนี้ถือว่าหนอนหัวดำเป็นศัตรูพืชอุบัติใหม่ของพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

นัยที่สาม คือ เชื้อโรคหรือแมลงที่เดิมไม่ใช่ศัตรูพืชแต่กลายเป็นศัตรูพืช เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงหรือปัจจัยต่างๆ กระตุ้นให้เชื้อโรคหรือแมลงเหล่านั้นเข้าทำลายพืชกลายเป็นศัตรูพืชได้ เช่น ตัวอ่อนของจักจั่น ทำลายรากอ้อยทำให้อ้อยชะงักการเจริญเติบโตและยืนต้นตาย

นางจิระนุช ชาญณรงค์กุล

ส่วน ศัตรูพืชอุบัติซ้ำ หมายถึงศัตรูพืชที่เคยพบการระบาดมาก่อน อาจเกิดมานานหลายปี 10 ปี หรือ มากกว่านั้นแล้วการระบาดยุติ หรือไม่มีการระบาดรุนแรงแต่ยังคงพบความเสียหายอยู่บ้าง กระทั่งปัจจัยต่างๆ มีความเหมาะสมก็กระตุ้นให้เกิดการระบาดรุนแรง หรือกลับมาระบาดใหม่ได้ เช่น การระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวที่เกิดการระบาดรุนแรงเมื่อปี 2557 ในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งภาครัฐได้จัดทำโครงการเพื่อการจัดการกระทั่งไม่เกิดการระบาด ต่อมาในปี 2560 เกิดการระบาดรุนแรงขึ้นอีกครั้ง

ดังนั้น ปัจจัยที่ทำให้เกิดศัตรูพืชอุบัติใหม่ และกลับมาอุบัติซ้ำอย่างแรก คือ พืช ทั้งชนิดพืช พันธุ์พืช ระดับความต้านทานต่อศัตรูพืช ซึ่งการปลูกพืชพันธุ์อ่อนแอเป็นสาเหตุสำคัญของการระบาดรุนแรงและเป็นแหล่งส่งเสริมการทวีจำนวนศัตรูพืชได้ปริมาณมากอย่างไม่มีสิ้นสุดตราบเท่าอายุขัยของพืชเหล่านั้น ปัจจัยที่สองคือ ศัตรูพืช ที่มีผลต่อการระบาดคือ ชนิด สายพันธุ์วงจรชีวิต แหล่งกำเนิดและแหล่งสะสมของการขยายพันธุ์ การทวีจำนวนและการแพร่ระบาด โดยชิ้นส่วนพืช หรือเศษซากพืช ดิน ซึ่งเป็นแหล่งสะสมศัตรูพืช แล้วแพร่ระบาดและการถ่ายทอดไปสู่ต้นใหม่หรือพื้นที่ปลูกใหม่ปัจจัยที่สาม คือ สภาพแวดล้อมเนื่องจากศัตรูพืชหลายชนิดที่เคยพบว่าเคยได้สร้างความเสียหายต่อพืชมาตั้งแต่อดีต ปัจจุบันก็ยังพบการระบาดอย่างต่อเนื่อง สาเหตุหลักนอกจากปัญหาการปลูกพืชเชิงเดี่ยว หรือปลูกพืชพันธุ์เดียวที่ไม่มีความหลากหลายทางพันธุกรรมแล้ว ยังขึ้นกับวิวัฒนาการของเชื้อโรค วงจรชีวิตของแมลงและการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม รวมทั้งสภาพอากาศ โดยปัจจัยสภาพแวดล้อมนั้นนอกจากเป็นสาเหตุของการเกิดการระบาดแล้วยังมีอิทธิพลต่อทั้งการเจริญของพืชและศัตรูพืชด้วยเช่นกัน

กรมส่งเสริมการเกษตร โดยกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย พยายามสร้างระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยการระบาดของศัตรูพืช โดยจัดทำมีแปลงติดตามสถานการณ์การระบาดศัตรูพืชกระจายตามจุดต่างๆ ทั่วประเทศโดยในปี 2561 มีการจัดตั้งแปลงติดตามการระบาดศัตรูพืชจำนวน 1,890 แปลง 38 ชนิดพืช และการดำเนินการสำรวจติดตามสถานการณ์การระบาดศัตรูพืชของพืชเศรษฐกิจ 7 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และมะพร้าวเป็นประจำทุกสัปดาห์ เพื่อประมวลผลและแจ้งเตือนการระบาดของศัตรูพืชได้ทันท่วงที รวมทั้งพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีด้านการจัดการศัตรูพืชและดินปุ๋ยให้มีประสิทธิภาพและทันสมัย พัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่และสร้างการมีส่วนร่วมของเกษตรกรและชุมชนผ่านเครือข่ายศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน เพื่อการควบคุมศัตรูพืชอย่างถูกต้องเหมาะสม ลดผลกระทบที่เกิดจากศัตรูพืชเข้าทำลายผลผลิตของเกษตรกรให้ได้มากที่สุด

รายงานพิเศษ : 116ปีกรมชลประทาน ฉลาด ถูกต้อง รวดเร็ว ตรงเป้าหมาย..ก้าวสู่องค์กรอัจฉริยะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/346147

รายงานพิเศษ : 116ปีกรมชลประทาน  ฉลาด ถูกต้อง รวดเร็ว ตรงเป้าหมาย..ก้าวสู่องค์กรอัจฉริยะ

รายงานพิเศษ : 116ปีกรมชลประทาน ฉลาด ถูกต้อง รวดเร็ว ตรงเป้าหมาย..ก้าวสู่องค์กรอัจฉริยะ

วันอังคาร ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นับจากวันที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนา กรมคลอง ขึ้นในปี พ.ศ. 2445 เพื่อทำหน้าที่ดูแล น้ำ ของประเทศอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการสมัยใหม่ ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นกรมทดน้ำ และกรมชลประทานในปัจจุบัน และเมื่อในวันที่ 13 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมามีอายุครบ 116 ปี และก้าวย่างขึ้นสู่ปีที่ 117

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า 116 ปีของกรมชลประทานเป็นปีแห่งความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ รวมทั้งการนำศาสตร์พระราชา มาสานต่อในการแก้ปัญหาและพัฒนาแหล่งน้ำ พร้อมทั้งได้ตั้งเป้าหมายที่จะการขับเคลื่อนและเร่งรัดการดำเนินงานโครงการตามพระราชดำริที่ยังไม่ได้ดำเนินการ 157 โครงการให้แล้วเสร็จภายในปี 2562

นอกจากนี้ กรมชลประทานยังได้การดำเนินงานตามภารกิจหลักประสบผลสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการน้ำในวิกฤตการณ์น้ำท่วมปี 2560 ซึ่งประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากพายุหลายสิบลูกทำให้มีฝนตกทั้งประเทศเฉลี่ยสูงถึง 1,829 มิลลิเมตร ใกล้เคียงกับปี 2554 ที่เกิดมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ ซึ่งมีปริมาณเฉลี่ย 1,824 มิลลิเมตร แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นในปี 2560 กลับน้อยมาก เนื่องจากการวางแผนบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา ที่ได้มีการปรับเปลี่ยนปฏิทินการปลูกข้าวในพื้นที่ทุ่งบางระกำ และ 12 ทุ่งลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างใหม่ เพื่อใช้เป็นแก้มลิงธรรมชาติในการรับน้ำได้มากกว่า 2,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) พร้อมทั้งมีการกำจัดวัชพืช สิ่งกีดขวางทางน้ำ และเตรียมสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และเครื่องจักรกลต่างๆ ในการรับมือไว้ล่วงหน้า ตลอดจนได้วางแผนจัดจราจรทางน้ำ ทำให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผลผลิตการเกษตรแทบไม่ได้รับความเสียหายใดๆ ทั้งสิ้น

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรชลประทานฝ่ายบำรุงรักษา กล่าวว่า ความสำเร็จในการบริการจัดการน้ำปี 2560 ส่วนหนึ่งมาจากการทำงานของศูนย์ปฏิบัตการน้ำอัจฉริยะ (Smart Water Operation Center : SWOC) ซึ่งเป็นศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ คลังข้อมูล กรมชลประทาน และเป็นศูนย์กลางติดตามสถานการณ์น้ำแบบเรียลไทม์ รวบรวม วิเคราะห์ คาดการณ์ เพื่อประกอบการตัดสินใจบริหารจัดการน้ำในสภาวะวิกฤติต่างๆ ทำให้สามารถสั่งการได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ ซึ่งกรมชลประทาน มีแผนที่จะขยายผลศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ ให้ครอบคลุมครบทั้ง 17 สำนักงานชลประทานในส่วนภูมิภาค รวมทั้งสร้างห้องปฏิบัติการด้านส่งน้ำระดับโครงการชลประทานทุกโครงการ คาดว่าในปีงบประมาณ 2561 จะสามารถดำเนินการได้ 172 โครงการ

รองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษา กล่าวต่อว่า ตั้งแต่ปี 2557-2560 กรมชลประทานยังประสบความสำเร็จในการเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักและพื้นที่ชลประทานได้มากกว่าในอดีตถึง 3 เท่าตัว จากเดิม 30.3 ล้านไร่ เพิ่มอีก 2.4 ล้านไร่ รวมเป็น 32.7 ล้านไร่ และเพิ่มปริมาณการเก็บกับน้ำต้นทุนในระบบชลประทานจาก 79,898 ล้าน ลบ.ม. อีก 1,483 ล้านลบ.ม. เป็น 81,841 ล้าน ลบ.ม. รวมทั้งยังสามารถกจัดรูปที่ดินเพื่อการเกษตร ซึ่งเป็นการวางผังจัดรูปที่ดินใหม่พร้อมระบบชลประทานและระบบน้ำ ได้ถึง 444,800 ไร่

นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทานฝ่ายก่อสร้าง เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2560 กรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างโครงการชลประทานถึง 274 โครงการ เป็นโครงการขนาดเล็ก 173 โครงการ ขนาดกลาง 90 โครงการ และขนาดใหญ่ 11 โครงการ กระจายอยู่ทั่วประเทศ สามารถเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักได้ 437.74 ล้านลบ.ม. และเพ่ิมพื้นที่ชลประทานได้ 434,00 ไร่ นอกจากนี้ยังได้ตั้งเป้่าในปี 2561 จะเพิ่มพื้นที่ชลประทานอีก 427,224 ไร่ เพิ่มปริมาณเก็บกักน้ำให้ ได้ 154.8 ล้านลบ.ม. โดยจะการก่อสร้างโครงการชลประทานขนาดเล็ก 152 โครงการ ขนาดกลาง 78 โครงการ และขนาดใหญ่ 11 และวางแผนปรับปรุงบำรุงรักษา ซ่อมแซมอาคารชลประทานทั่วประเทศอีก 6,960 โครงการ

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทานฝ่ายวิชาการ กล่าวว่า ในปีที่กรมชลประทานครบรอบ 116 ปี จะเป็นปีที่มีการจัดทำฐานข้อมูลใหญ่ (BIG DATA) ทำให้กรมชลประทานสามารถมองภาพรวมการบริหารจัดการน้ำของทั้งประเทศได้อย่างชัดเจน สามารถวางแผนป้องกันและแก้ปัญหาไปพร้อมกันได้ โดยข้อมูลทั้งหมดจะส่งให้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อนำไปเชื่อมโยงกับข้อมูลของหน่วยงานอื่นๆ ทั้งหมด และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ก็จะสามารถใช้วิเคราะห์เรื่องน้ำ พืช ราคาสินค้าต่างๆ ได้ ซึ่งจะทำให้การพัฒนาโครงการชลประทานและการบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างเหมาะสม นายมนัส กำเนิดมณี รองอธิบดีกรมชลประทานฝ่ายบริหารกล่าวว่า การพัฒนาบุคลากรของกรมชลประทานซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 28,000 คน เป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่กรมชลประทานได้ดำเนินการในปีที่มีอายุครบ 116 ปี โดยนโยบายมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการสร้างความสุขในการทำงาน ทำให้ได้รับโล่เกียรติคุณ “องค์กรแห่งความสุข” รวมทั้งยังได้การนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ มาใช้เป็นเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูลประมวลผลอัตรากำลัง โดยวิเคราะห์จากกิจกรรม ข้อมูลปริมาณงาน มาตรฐานระยะเวลาในการปฏิบัติงาน และข้อมูลการเกษียณอายุ ทำให้สามารถวิเคราะห์อัตรากำลังของข้าราชการและพนักงานราชการได้ อย่างชัดเจน สามารถปรับปรุงข้อมูลและวิเคราะห์อัตรากำลังให้ ทันสมัยได้ตลอดเวลา และพิจารณาเกลี่ยอัตรากำลังและการขอจัดสรรอัตรากำลังพนักงานราชการเพิ่มเติมได้อย่างเหมาะสม

การปฏิบัติงานและความสำเร็จต่างๆ ดังกล่าว เป็นการเดินบนเส้นทางไปสู่การเป็น “องค์กรอัจฉริยะ” ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ในยุทธศาสตร์กรมชลประทาน 20 ปี ซึ่งจะต้องเริ่มจากการพัฒนานวัตกรรมและองค์ความรู้ที่สามารถต่อยอดได้ รวมทั้งการศึกษาและนำมาใช้ อย่างเป็นระบบที่ทันสมัยบนฐานดิจิทัล ที่สามารถเชื่อมโยงกับฐานข้อมูล และองค์ความรู้ในด้านต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งพัฒนาระบบการทำงานให้ มีความยืดหยุ่น เปลี่ยนแปลงรูปแบบได้อย่างรวดเร็วตามสถานการณ์ ที่สำคัญจะต้องทำงานอย่างฉลาด

“ทำงานอย่างฉลาด ไม่จำเป็นต้องทำมากแต่ได้งานมาก คือ ทำงานได้ ถูกต้อง รวดเร็ว และตรงเป้าหมาย” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวถึงสโลแกนในการทำงาน ในยุคที่มีอายุครบ 116 ปี และย่างขึ้นสู่ปีที่ 117 โดยมีจุดหมายปลายทางที่จะเป็นองค์กรอัจฉริยะ ในปี 2579

รายงานพิเศษ : สสก.9พิษณุโลกผลักดัน‘อ.ศรีนคร’สุโขทัย แหล่งผลิตมะม่วงโชคอนันต์รายใหญ่ของประเทศไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/345870

รายงานพิเศษ : สสก.9พิษณุโลกผลักดัน‘อ.ศรีนคร’สุโขทัย  แหล่งผลิตมะม่วงโชคอนันต์รายใหญ่ของประเทศไทย

รายงานพิเศษ : สสก.9พิษณุโลกผลักดัน‘อ.ศรีนคร’สุโขทัย แหล่งผลิตมะม่วงโชคอนันต์รายใหญ่ของประเทศไทย

วันจันทร์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก กรมส่งเสริมการเกษตร หนุนเกษตรกร อ.ศรีนคร จ.สุโขทัย ที่ประสบปัญหาจากการทำนา มาปลูกมะม่วงโชคอนันต์ พร้อมดันเป็นกลุ่มแปลงใหญ่ ส่งผลผลิตขายทั้งในและต่างประเทศ

นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร เกษตรจังหวัดพิษณุโลก ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ตำบลน้ำขุม อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย เป็นแหล่งปลูกมะม่วงโชคอนันต์แหล่งใหญ่ของประเทศไทย โดยมีพื้นที่ปลูกจำนวน 10,220 ไร่ ได้ผลผลิตเฉลี่ย 2,997 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งแต่เดิมเกษตรกรที่นี่ทำนาเป็นหลักแต่ประสบปัญหาในการปลูกข้าวเนื่องจากภูมิอากาศไม่เหมาะสม ต้นทุนการผลิตสูง ทั้งปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง จากปัญหาดังกล่าว ทำให้เกษตรกรในพื้นที่เปลี่ยนไปปลูกมะม่วงโชคอนันต์ เนื่องจากภูมิอากาศของที่นี่จะสม่ำเสมอตลอดปี หน้าฝนไม่ค่อยมีฝน หน้าหนาวก็ไม่ค่อยหนาวแต่เหมาะสมสำหรับการปลูกมะม่วงโชคอนันต์เนื่องจากมะม่วงโชคอนันต์ ไม่ชอบฝน ไม่ชอบหนาว ชอบอากาศร้อนและอุณหภูมิเฉลี่ยคงที่ตลอดปี กรมส่งเสริมการเกษตรได้เข้ามาให้การสนับสนุน ให้ความรู้ในการผลิต เทคนิคและกระบวนการต่างๆ ในการส่งเสริมการปลูกมะม่วงโชคอนันต์ให้กับเกษตรกร ก่อให้เกิดการรวมกลุ่มแปลงใหญ่ปลูกมะม่วงโชคอนันต์ และมีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ในตำบลน้ำชุม อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย รวมถึงให้การสนับสนุนโครงการอื่นๆ ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย

ด้าน นายสายชล จันทร์วิไร เกษตรกรต้นแบบและเป็นประธาน ศพก. อ.ศรีนคร กล่าวว่า การปลูกมะม่วงโชคอนันต์เพื่อให้ผลผลิตทั้งปีหรือโดยเฉลี่ยให้ผลผลิต 3 ครั้งต่อปี จะมีกระบวนการปลูกตั้งแต่การปลูก กล่าวคือ ระยะในการปลูกให้มีระยะห่าง 2×3 เมตร จะได้ประมาณ 250 ต้นต่อไร่ มีการตัดแต่งกิ่งพุ่มไม่ให้สูงเกินไปเพื่อสะดวกในการเก็บผลผลิตและใช้เลื่อยมือ ส่วนพื้นที่ให้ทำยกร่องสูงเพื่อป้องกันน้ำท่วมขัง เนื่องจากมะม่วงโชคอนันต์ไม่ชอบน้ำ สำหรับการขยายพันธุ์ เริ่มแรกใช้ต้นพันธุ์พื้นเมืองที่มีอยู่ในพื้นที่ เช่น มะม่วงกะล่อน ปลูกให้ได้ประมาณ 1 ปีครึ่ง จากนั้น ให้ทำการเสียบยอดโดยใช้กิ่งพันธุ์โชคอนันต์ เพื่อให้ได้พันธุ์ที่ทนต่ออากาศได้ดีในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นเทคนิคในการผลิตกิ่งพันธุ์มะม่วงโชคอนันต์ของที่นี่ นอกจากนี้ จะต้องมีการตัดแต่งกิ่งปีละ 2 ครั้ง ถ้าเจอกิ่งแห้ง มีเชื้อรา ให้รีบตัดทิ้ง หรือเจอกิ่งกระโดงให้ตัดออก ไม่ควรให้มีพุ่มในแต่ละต้นมาชนกัน หากต้องการทำนอกฤดู จะตัดแต่งกิ่งช่วงปลายเดือนเมษายน ถึง พฤษภาคม และราดสารเคมีเพื่อชะลอพุ่ม ประมาณ 20 วัน เมื่อถึงเวลาดึงช่อ ให้ใช้สารดึงช่อฉีดทุกๆ 15 วัน ซึ่งมะม่วงจะให้ผลผลิตประมาณเดือนตุลาคม ซึ่งสามารถเก็บขายเป็นมะม่วงนอกฤดูได้

 

ในด้านการตลาด แปลงใหญ่มะม่วงโชคอนันต์จะมีการจำหน่ายแบ่งเป็น ขายผลอ่อน ผลแก่ และตกเกรด โดยผลอ่อนจะส่งไปขายยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา กัมพูชา เนื่องจากนิยมทานผลอ่อน ผลแก่จะเข้าตลาดอุตสาหกรรมแปรรูป โรงงานมะม่วงกระป๋อง แช่อิ่ม มะม่วงดอง เป็นต้น หากขายผลดิบในช่วงฤดูกาลของมะม่วงจะตกอยู่ที่ 4 บาทต่อกิโลกรัม หากเป็นมะม่วงนอกฤดูจะขายได้ราคาสูงถึง 20-25 บาทต่อกิโลกรัม ปัจจุบัน ศพก.มะม่วงศรีนครได้คิดค้นเครื่องคัดแยกผลสด ผลแก่ของมะม่วงโชคอนันต์และนำมาใช้เรียบร้อยแล้ว ต้นทุนเครื่องอยู่ที่ 120,000 บาท ซึ่งตนได้เป็นผู้ออกแบบเอง เริ่มใช้มาแล้วตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา ส่วนผลมะม่วงที่ตกเกรด จะนำไปดองในน้ำยาถัง โดยจะมีบริษัทมารับซื้อต่อ และบางส่วนนำไปทำมะม่วงอบแห้ง แปรรูปในรูปแบบของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร

“มะม่วงโชคอนันต์ มีจุดเด่นตรงที่ตลาดต้องการมากเนื่องจากสามารถแปรรูปได้หลากหลายผลิตภัณฑ์ มีอนาคตที่สดใสเนื่องจากตลาดในต่างประเทศก็นิยมบริโภค ซึ่งศพก.มะม่วงศรีนครมีทั้งเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่และต่างพื้นที่เข้ามาศึกษาดูงานเป็นจำนวนมาก เป็นแหล่งเรียนรู้การปลูกมะม่วงโชคอนันต์ต้นแบบทำให้สามารถนำความรู้ในด้านเทคนิคการปลูกและให้ได้มาตรฐาน นำกลับไปพัฒนาในแปลงของตนเองได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่ให้มีรายได้อย่างยั่งยืน” นายสายชลกล่าวทิ้งท้าย

อาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร

อาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร

รายงานพิเศษ : เกษตรฯรณรงค์ผลิตลำไยคุณภาพ ลดการพึ่งพาตลาดส่งออก-ยกระดับรายได้เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/344854

รายงานพิเศษ : เกษตรฯรณรงค์ผลิตลำไยคุณภาพ  ลดการพึ่งพาตลาดส่งออก-ยกระดับรายได้เกษตรกร

รายงานพิเศษ : เกษตรฯรณรงค์ผลิตลำไยคุณภาพ ลดการพึ่งพาตลาดส่งออก-ยกระดับรายได้เกษตรกร

วันพุธ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะของเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ดำเนินการโครงการรณรงค์การผลิตลำไยคุณภาพ ปี 2561 พัฒนาคุณภาพผลผลิตลำไยเป็นเกรด AA เพื่อกระตุ้นการบริโภคสดภายในประเทศ ลดการพึ่งพาตลาดส่งออก

นายสมชาย ชายณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ดำเนินโครงการรณรงค์ผลิตลำไยคุณภาพ ปี 2561 ซึ่งถือเป็น 1 ในนโยบายสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาล ตามมติคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ หรือ Fruit Board ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายกฤษฎา บุญราช) เป็นประธาน โดยมีเป้าหมายที่จะผลิตลำไยคุณภาพเพื่อพัฒนาคุณภาพยกเกรด จากเกรด A เป็น AA โดยเริ่มตั้งแต่การเตรียมต้นจนถึงการพัฒนาคุณภาพ ซึ่งจะเน้นการตัดแต่งช่อผล เพื่อให้มีปริมาณจำนวนผลในช่อให้เหมาะสม เพื่อพัฒนาคุณภาพลำไยจากเกรด A เป็น AA ให้ได้

ทั้งนี้ คาดว่าปี 2561 ผลผลิตลำไยของ 8 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย พะเยา น่าน แพร่ ลำปาง และจังหวัดตาก จะเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 45,757 ตัน คิดเป็นร้อยละ 7.5 เป็นผลผลิตในฤดู 386,342 ตัน (59%) และนอกฤดู 272,831 ตัน (41%) เนื่องจากกรมส่งเสริมการเกษตรได้มีการส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตลำไยนอกฤดูอย่างต่อเนื่อง และเกษตรกรยอมรับและปฏิบัติตามมาผลิตลำไยนอกฤดูเพิ่มขึ้น ซึ่งจากการประมาณการผลผลิตลำไยในฤดู ครั้งที่ 2/2561 ของคณะทำงานจัดทำข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคเหนือ ปี 2561 พบว่า จังหวัดเชียงใหม่ มีผลผลิตสูงสุด 138,373 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาร้อยละ 3.18 รองลงมาคือจังหวัดลำพูน 125,120 ตัน ลดลงจากปีที่ผ่านมาร้อยละ 2.19 เนื่องจากเกษตรกรปรับเปลี่ยนไปผลิตลำไยนอกฤดูเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร ที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ กำหนดให้มีการติดตามสถานการณ์การผลิตลำไยอย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนประชุมคณะทำงานจัดทำข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคเหนือ ครั้งที่ 3/2561 วันที่ 25 มิถุนายน 2561 ที่จะถึงนี้

สำหรับโครงการรณรงค์การผลิตลำไยคุณภาพปี 2561 ที่กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการ มีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตลำไยคุณภาพแก่เกษตรกร และเพิ่มปริมาณผลผลิตลำไยคุณภาพตามความต้องการของตลาด โดยมีเป้าหมายพัฒนาเกษตรกร 6,543 ราย ผลิตลำไยคุณภาพมากกว่า 28,000 ตัน ในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคเหนือ โดยใช้กลไกแปลงใหญ่และศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เป็นเครื่องมือในการทำงาน ซึ่งที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเกษตรได้มีการดำเนินงานแปลงใหญ่ลำไย ปี 2559–2561 ในพื้นที่ ไปแล้วจำนวน 53 แปลง เกษตรกร จำนวน 4,543 ราย และศพก.ลำไย มีจำนวน 21 ศูนย์ เกษตรกร จำนวน 17,867 ราย

“แนวทางส่งเสริมการผลิตลำไยคุณภาพ จะใช้เทคนิคการตัดช่อลำไย ซึ่งเป็นความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเช่น มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นการตัดช่อผล ซึ่งจะช่วยเพิ่มขนาดผลลำไย และทำให้ผลมีขนาดที่สม่ำเสมอ ผลสุกเร็วขึ้น ต้นลำไยไม่โทรม ขนาดผลผลิตมีขนาดใหญ่ตรงใจกับผู้บริโภคและความต้องการของตลาดรวมถึงมีแนวทางการผลิตที่เน้นความปลอดภัยของผลผลิต เพิ่มผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่ให้สูง เลือกช่วงการผลิตให้เหมาะสม และสร้างเครือข่ายการผลิตและการตลาด ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรสามารถทำราคาลำไยต่อกิโลกรัมที่สูงขึ้นในราคาเกรด AA เพื่อกระตุ้นการบริโภคสดภายในประเทศ และลดการพึ่งพาตลาดอินโดนีเซีย เพิ่มช่องทางแข่งขันสินค้าเกษตรกับนานาประเทศพร้อมเกิดการพัฒนาสินค้าเกษตรให้อยู่พัฒนาได้อย่างยั่งยืนต่อไป” นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

รายงานพิเศษ : ใช้ชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืชแทนเคมี ประหยัดและปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/344412

รายงานพิเศษ : ใช้ชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืชแทนเคมี  ประหยัดและปลอดภัย

รายงานพิเศษ : ใช้ชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืชแทนเคมี ประหยัดและปลอดภัย

วันจันทร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ศัตรูพืชเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย เกษตรกรมักเคยชินกับการใช้สารเคมีกำจัด ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง อีกทั้งสารเคมียังเป็นอันตรายต่อสุขภาพของเกษตรกรผู้ใช้ รวมทั้งมีพิษตกค้างในผลผลิตส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้น หากใช้สารเคมีต่อเนื่อง ศัตรูพืชต้านทานต่อสารเคมี ทำให้การกำจัดเป็นไปอย่างยุ่งยาก จะต้องใช้สารเคมีในปริมาณที่สูงขึ้น ใช้บ่อยขึ้นหรือใช้สารที่มีพิษมากขึ้น ยิ่งทำให้เกิดผลเสียมากมาย จึงมีความพยายามหาวิธีในการกำจัดศัตรูพืชที่มีประสิทธิภาพ ประหยัดและปลอดภัย ซึ่งหนึ่งในวิธีนั้นได้แก่ การใช้ชีวภัณฑ์

ชีวภัณฑ์ คือ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นสิ่งมีชีวิต ที่ใช้ในการควบคุมศัตรูพืช ได้แก่ ตัวห้ำ ตัวเบียน และเชื้อจุลินทรีย์ ในที่นี้
จะพูดถึงเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อรา 3 ชนิด ได้แก่ เชื้อรากำจัดเชื้อราสาเหตุโรคพืชคือ เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า เชื้อราที่ใช้กำจัดแมลงศัตรูพืช คือ เชื้อราบิวเวอเรีย และเชื้อราเมตตาไรเซี่ยม ซึ่งปัจจุบันได้รับความนิยม และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

เชื้อราดังกล่าวมีคุณสมบัติเหมือนสารเคมี ในการกำจัดโรคพืชและแมลงศัตรูพืชหลายชนิด แต่ไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ ผู้บริโภค และไม่มีฤทธิ์ตกค้างในสิ่งแวดล้อมเหมือนสารเคมี และที่สำคัญเกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้ เพราะเกษตรกรสามารถผลิตขยายใช้เองได้ และเชื้อจุลินทรีย์เป็นสิ่งมีชีวิตเมื่อใช้แล้วสามารถขยายพันธุ์ ได้เองในธรรมชาติไม่ต้องใช้บ่อยเหมือนสารเคมี

 

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานที่ส่งเสริมการใช้เชื้อจุลินทรีย์เพื่อลดละเลิกการใช้สารเคมี โดยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ แบ่งเป็นในส่วนกลางคือกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย (กอป.) และหน่วยงานที่อยู่ในภูมิภาคต่างๆ ระดับเขต คือ ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช (ศทอ.) มีทั้งหมด 9 ศูนย์ และมีหน่วยงานในระดับผู้ปฏิบัติในพื้นที่ คือ ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) ซึ่งประกอบด้วย ศจช.หลัก 882 ศูนย์ และศจช.เครือข่ายอีก 882 ศูนย์ รวมทั้งสิ้น 1,764 ศูนย์

กระบวนการส่งเสริมการผลิตสารชีวภัณฑ์ ทาง กอป.จะทำหน้าที่ผลิตหัวเชื้อบริสุทธิ์และแข็งแรง ส่งให้กับ ศทอ. ซึ่งศทอ.จะใช้เชื้อดังกล่าวผลิตเป็นหัวเชื้อขยายส่งให้ ศจช.ตามความต้องการ จากนั้น ศจช.ซึ่งมีสมาชิกเป็นเกษตรกรในชุมชนก็จะร่วมกันผลิตขยายเชื้อตามความต้องการใช้จริง โดยมีเจ้าหน้าที่จาก ศทอ. จังหวัดและอำเภอ คอยเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่อง เพื่อการผลิตและนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เนื่องจากการใช้ชีวภัณฑ์ได้รับความนิยมจากเกษตรกรและบุคคลทั่วไปมาก ทำให้มีการผลิตและการใช้จุลินทรีย์อย่างกว้างขวาง แต่ถ้ามีการผลิตและการใช้เชื้อโดยขาดความรู้และความเข้าใจมักทำให้เกิดการปนเปื้อน และเมื่อใช้จุลินทรีย์ไม่บริสุทธิ์นอกจากทำให้ใช้ควบคุมศัตรูพืชไม่ได้ผลแล้ว ยังทำให้เกิดความเสียหายและอาจเป็นอันตรายได้ กรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะที่เป็นหน่วยงานแรกๆ ที่แนะนำและส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตและใช้เชื้อราในการควบคุมศัตรูพืชได้ตระหนักถึงปัญหานี้และได้มีนโยบายให้ ปี 2560 เป็นปีแห่งการยกระดับมาตรฐานชีวภัณฑ์ โดยกำหนดมาตรฐานชีวภัณฑ์ที่นำมาใช้ในการกำจัดศัตรูพืช และส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตขยายชีวภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน เพื่อให้นำไปใช้ควบคุมศัตรูพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดต้นทุนการผลิต มีความปลอดภัยต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม

ทุกหน่วยงานในกรมส่งเสริมการเกษตรที่รับผิดชอบเรื่องนี้ทุกระดับ ต้องมีการรณรงค์ให้เกษตรกรผลิตขยายเชื้ออย่างถูกต้องและมีการสุ่มตรวจมาตรฐานอย่างเป็นระบบ ทั้งยังแนะนำให้เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับฤดูกาลผลิตเพื่อสามารถใช้เชื้อในช่วงระยะเวลาที่มีประสิทธิภาพที่สุด และลดภาระในการเก็บรักษาเชื้อด้วย