รายงานพิเศษ : เกษตรเขต2จัด‘Green Market #Farmer Market’ เปิดตลาดสินค้าคุณภาพสู่ตลาดไฮเอนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/349596

รายงานพิเศษ : เกษตรเขต2จัด‘Green Market #Farmer Market’ เปิดตลาดสินค้าคุณภาพสู่ตลาดไฮเอนด์

รายงานพิเศษ : เกษตรเขต2จัด‘Green Market #Farmer Market’ เปิดตลาดสินค้าคุณภาพสู่ตลาดไฮเอนด์

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ ส่งเสริมให้มีการจัดตลาดเกษตรกรขึ้น เพื่อให้เป็นแหล่งที่เกษตรกรจะได้นำสินค้าดีมีคุณภาพและปลอดภัย มาวางจำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งในส่วของกรมส่งเสริมการเกษตรได้ดูแลตลาดเกษตรกรอยู่ 57 ตลาดกระจายอยู่ทั่วประเทศ

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมากรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการเรื่องตลาดเกษตรกร ซึ่งส่วนใหญ่ตลาดเกษตรกรจะอยู่หน้าศาลากลางจังหวัด หรือหน้าสำนักงานเกษตรจังหวัด แต่ยังไม่ได้ก้าวเข้าไปสู่ซุปเปอร์มาร์เก็ต ห้างสรรพสินค้าหรือตลาดระดับบน (ตลาดไฮเอนด์) แต่ขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 ที่รับผิดชอบพื้นที่ 8 จังหวัดภาคตะวันตก ได้เดินหน้าไปอีกขั้นในการร่วมมือกับศูนย์การค้ามาร์เก็ตวิลเลจ หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นแหล่งที่ผู้บริโภคทั้งชาวไทยและชาวต่างชาตินิยมเข้ามาเลือกซื้อหาสินค้า และยังเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อค่อนข้างสูง จึงเป็นโอกาสที่จะได้ผลักดันให้เกษตรกรผู้ผลิตสินค้าดีมีคุณภาพได้มาพบปะกับผู้บริโภคโดยตรง

ขณะนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานเกษตรจังหวัดทุกจังหวัด นำรูปแบบการดำเนินการเชื่อมโยงการผลิตการตลาดสินค้าเกษตร GAP และตลาดเกษตรกร ไปสู่ตลาดห้างสรรพสินค้าที่อยู่ในพื้นที่ เพื่อนำสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP เกษตรอินทรีย์ หรือมาตรฐานอื่นๆ ไปสู่กลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันเรามีกลุ่มเกษตรกรที่ดำเนินการผลิตสินค้าคุณภาพและได้รับการรับรองมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเกษตรกรหรือวิสาหกิจชุมชน ที่อยู่ในระบบแปลงใหญ่ก็ดี หรือกลุ่มผู้ผลิตสินค้า GAP หรือกลุ่มเกษตรอินทรีย์ อยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร จะผลักดันให้กลุ่มเกษตรกรเหล่านี้ยกระดับการผลิตเพื่อเข้าไปสู่ตลาดไฮเอนด์มากขึ้น

“วันนี้เราต้องสร้างความรู้สึกหรือสร้างการรับรู้ของผู้บริโภค ให้คำนึงถึงการบริโภคสินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภัย ซึ่งมีความสำคัญต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค เมื่อผู้บริโภคมีความต้องการสินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภัย ก็จะเป็นตัวผลักดันให้เกษตรกรผลิตสินค้าให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น เป็นไปตามแนวทางการตลาดนำการผลิตนั่นเอง” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวย้ำ

นางอ้อมทิพย์ สุทธิพงศ์เกียรติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จ.ราชบุรี กล่าวว่า ศูนย์การค้ามาร์เก็ตวิลเลจ หัวหิน ได้ให้การสนับสนุนเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์นำสินค้าดีมีคุณภาพมาวางจำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยตรง ในตลาด Green Market เป็นประจำเดือนละ 1 ครั้ง ติดต่อกันมาตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งทำให้สินค้าเกษตรได้รับความสนใจมากขึ้น จึงเห็นว่าควรจะขยายโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไปสู่เกษตรกรในเครือข่ายภาคตะวันตกทั้ง 8 จังหวัด เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตสินค้าเกษตรที่มีความปลอดภัย สามารถเชื่อมโยงการผลิตและการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จึงได้ร่วมมือกับมาร์เก็ตวิลเลจ จัดงานเชื่อมโยงการผลิตการตลาดสินค้าเกษตร GAP และตลาดเกษตรกร “Green Market # Farm Market” ขึ้นในระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน ถึง 2 กรกฎาคม 2561

ภายในงานจะประกอบไปด้วย การแสดงสินค้าเกษตรพรีเมียมกว่า 36 รายการ เป็นสินค้าสดและสินค้าแปรรูปที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน รวมถึงนวัตกรรมทางการเกษตร อีกทั้งมีการให้บริการวิเคราะห์สารพิษตกค้างในเลือดของโรงพยาบาลหัวหิน และการให้ความรู้เรื่องการเพิ่มช่องทางการขายสินค้าเกษตรผ่านไปรษณีย์ออนไลน์จากบริษัทไปรษณีย์ไทย สาขาหัวหิน ทั้งนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ การจัดแสดงนิทรรศการผลผลิตการเกษตร ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP การเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการและผู้ผลิต การสาธิต การประกอบอาหารจากผลิตภัณฑ์ภายในงาน การแข่งขันทานผลไม้ตามฤดูกาล และการจัดนาทีทอง ลด แลก แจก ชิม

ซึ่งเชื่อมั่นว่าการจัดงานครั้งนี้จะช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการตลาด การบริหารจัดการผลผลิตที่มีคุณภาพและมาตรฐานของเกษตรกรในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคตะวันตก รวมทั้งเจ้าหน้าที่และเกษตรกรได้มีโอกาสศึกษา เรียนรู้รูปแบบและขั้นตอนการดำเนินงานของตลาดสินค้าเกษตร สามารถนำไปขยายผลในพื้นที่ของตนเองได้ในอนาคต ที่สำคัญคือได้ประชาสัมพันธ์สินค้าปลอดภัยได้มาตรฐานจากตลาดเกษตรกรให้เป็นที่รู้จักอย่าง
กว้างขวางมากขึ้น

รายงานพิเศษ : เกษตรฯยก‘ชุมพร’ต้นแบบความสำเร็จ ใช้ไตรโคเดอร์ม่าป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าในทุเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/349328

รายงานพิเศษ : เกษตรฯยก‘ชุมพร’ต้นแบบความสำเร็จ  ใช้ไตรโคเดอร์ม่าป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าในทุเรียน

รายงานพิเศษ : เกษตรฯยก‘ชุมพร’ต้นแบบความสำเร็จ ใช้ไตรโคเดอร์ม่าป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าในทุเรียน

วันพุธ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ทุเรียน เป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่มีความสำคัญ มีศักยภาพในการส่งออกสูงและเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่อง จังหวัดชุมพร เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่มีการปลูกทุเรียนกันมาก มีพื้นที่ปลูกประมาณ 164,099 ไร่ แต่ปัญหาอย่างหนึ่งที่พบมากที่สุดของการทำสวนทุเรียน คือโรครากเน่าโคนเน่า ที่นับเป็นปัญหาสำคัญของคนปลูกทุเรียนมาโดยตลอด

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยถึงสถานการณ์ของโรครากเน่าโคนเน่าในทุเรียนว่า พื้นที่อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร เป็นพื้นที่หนึ่งที่เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนต้องเผชิญกับปัญหาโรครากเน่าโคนเน่าที่ระบาดหนัก เพราะอากาศแปรปรวนมีความชื้นสูง รวมทั้งการบริหารจัดการที่ยังไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ จนสวนทุเรียนได้รับความเสียหายอย่างหนัก เกษตรกรหลายรายมีความคิดว่าจะโค่นต้นทุเรียนทิ้ง เพื่อไปปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นแทนก็มี กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานเกษตรอำเภอท่าแซะ ได้ส่งเสริมแนะนำให้เกษตรกรใช้ “เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า” ในการควบคุมโรคพืช เนื่องจากเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าเป็นเชื้อราปฏิปักษ์หรือเชื้อราที่เป็นศัตรูต่อเชื้อสาเหตุโรคพืชหลายชนิดได้ จึงช่วยทำลายเชื้อราไฟทอฟธอราซึ่งเป็นสาเหตุของโรครากเน่าโคนเน่าในดินให้มีปริมาณลดลง ช่วยให้รากที่มีอยู่เดิมหรือรากที่แตกใหม่ไม่ให้เชื้อราไฟทอฟธอราเข้าไปทำลายได้ เชื้อราไตรโคเดอร์ม่ายังมีส่วนช่วยให้พืชเกิดความต้านทานต่อเชื้อโรค ที่สำคัญเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าเป็นสารชีวภัณฑ์ที่มีความปลอดภัย

กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาใช้ไตรโคเดอร์ม่าป้องกันโรคพืชแทนการใช้สารเคมี อีกทั้งส่งเสริมให้รวมกลุ่มกันผลิตไตรโคเดอร์ม่าไว้ใช้เอง เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมโรคพืชได้อย่างถูกต้องเหมาะสม เนื่องจากที่ผ่านมาเกษตรกรนิยมใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรคพืช แต่พบว่าการใช้สารเคมีนอกจากราคาแพงส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต ยังก่อให้เกิดมลภาวะตามมาอีกด้วย และเกิดความไม่ปลอดภัยต่อผลผลิตมีสารตกค้าง รวมถึงความไม่ปลอดภัยต่อตัวเกษตรกรและผู้บริโภคด้วย

นางจิรนุช ชาญณรงค์กุล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กล่าวเพิ่มเติมว่า การใช้ชีวภัณฑ์ โดยเฉพาะเชื้อที่เป็นจุลินทรีย์ในการควบคุมแมลงศัตรูพืชและโรคพืชได้รับความนิยมจากเกษตรกรในยุคปัจจุบันค่อนข้างมาก เนื่องจากต้นทุนถูกกว่าสารเคมี และยังสามารถผลิตได้เอง มีความปลอดภัยสูง ซึ่งการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าเพื่อป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าในทุเรียน ก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่กรมส่งเสริมการเกษตรสนับสนุนให้เกษตรกรนำไปใช้ เพื่อลดต้นทุน ลดความเสียหายของผลผลิต และเพิ่มมูลค่าให้กับทุเรียนได้เป็นอย่างดี นอกจากการส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตสารชีวภัณฑ์ไว้ใช้เองแล้ว ทางกรมส่งเสริมการเกษตร ยังมีมาตรการควบคุมมาตรฐานการผลิตสารชีวภัณฑ์ที่กลุ่มเกษตรกรผลิต เพื่อให้ได้มาตรฐานสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการสุ่มตัวอย่างนำไปตรวจเป็นระยะ 2-3 เดือนครั้ง รวมทั้งมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเกษตรตำบล เกษตรอำเภอ หรือจังหวัด และศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช ที่อยู่ในพื้นที่คอยลงพื้นที่ให้คำแนะนำในการผลิตและใช้สารชีวภัณฑ์อย่างถูกต้องเหมาะสมตลอดเวลา

ด้านนางสำเนียง สุขเนาว์ เจ้าของแปลงต้นแบบการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าในทุเรียน บ้านบางฝนตก หมู่ 18 ตำบลรับร่อ อำเภอท่าแซะ จ.ชุมพร เล่าว่า ตนมีพื้นที่ปลูกทุเรียนอยู่ 15 ไร่ หลายปีก่อนประสบปัญหาโรครากเน่าโคนเน่าทำลายต้นทุเรียนเกือบทั้งหมด ตอนนั้นทำยังไงก็ไม่หายใช้สารเคมีก็ไม่เป็นผล เชื้อราไฟทอฟธอราทำลายต้นทุเรียนเป็นแผลตั้งแต่ข้างบนยอดลงมาถึงโคนต้น ใบเหี่ยวเฉา ลูกไม่สมบูรณ์ จนคิดว่าทุเรียนต้องตายหมดสวนแน่ๆ จึงคิดที่จะโค่นทุเรียนไปปลูกปาล์มน้ำมันแทนแล้ว พอดีมาเจอกับเกษตรอำเภอท่าแซะ คุณสว่าง โกดี ปัจจุบันเกษียณอายุราชการแล้ว เข้ามาแนะนำมาอบรมถ่ายทอดความรู้ ให้รู้จักเชื้อไตรโคเดอร์ม่า ว่าสามารถแก้ปัญหาโรครากเน่าโคนเน่าได้ ซึ่งตอนแรกลูกชาย นายอรุณวิชญ์ สุขเนาว์ ไม่เชื่อเลย แต่ตนคิดว่าไม่มีอะไรจะเสียแล้วก็เลยลองทำ โดยทั้งหว่านรอบโคนต้น ฉีดลำต้น ทรงพุ่ม ฉีดทุก 15 วัน พอผ่านไปประมาณ 6 เดือน สภาพต้นทุเรียนที่เหมือนจะตายเริ่มฟื้น เมื่อเห็นผลอย่างนั้นก็ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าป้องกันกำจัดโรคในสวนทุเรียนมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันกว่า 4 ปีแล้ว และก็ยังจะใช้ต่อไป รวมทั้งอยากเชิญชวนให้เกษตรกรที่ประสบปัญหาหันมาใช้สารชีวภัณฑ์ทดแทนสารเคมี เพราะไม่เพียงช่วยลดต้นทุน ยังปลอดภัยต่อตัวเกษตรกรและผู้บริโภค

ปัจจุบันแปลงของนางสำเนียง สุขเนาว์ และลูกชาย ถูกยกให้เป็นแปลงต้นแบบการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าในทุเรียนที่ประสบความสำเร็จเห็นผลอย่างชัดเจน ซึ่งนำไปสู่การขยายผลการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าอย่างกว้างขวางของพื้นที่จังหวัดชุมพร

ตัวอย่างเช่น นายสุนันท์ เพชรทอง เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน (สวนลุงนุ้ย) หมู่ 7 ต.หงษ์เจริญ อ.ท่าแซะ เป็นแปลงขยายผลการเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าในทุเรียนและยังใช้กับพืชอื่นที่ปลูกแบบผสมผสาน หรือสวนสมรม บนพื้นที่ 50 ไร่ ใช้วิธีการฉีดพ่นและโรยโคนต้น รวมถึงมีการนำเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าไปปิดปากแผลตามลำต้น ช่วยให้โรคและแมลงลดลง ผลผลิตได้มากขึ้น ซึ่งที่สวนลุงนุ้ยสามารถผลิตทุเรียนคุณภาพ มีระบบจัดการสินค้าทุเรียนให้มีมาตรฐานตรวจสอบย้อนกลับได้ด้วย QR code การันตีคุณภาพสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค และยังได้รับคัดเลือกให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางเกษตรที่สำคัญของอำเภอท่าแซะด้วย

ขณะที่นายสุรพศ สุวรรณรักษา ผู้ใหญ่บ้าน ม.9 ต.หงษ์เจริญ อ.ท่าแซะ ในฐานะผู้ประสานงานของศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ต.หงษ์เจริญ กล่าวว่า ตนและเกษตรกรในพื้นที่ เป็นชาวสวนผู้ปลูกทุเรียนที่ประสบปัญหาต้นทุเรียนตาย ผลผลิตเสียหายจากโรครากเน่าโคนเน่า จึงได้มารวมกลุ่มกัน สมาชิก 42 ราย เพื่อมาช่วยกันผลิตเชื้อราไตรโคเดอร์ม่า นำไปใช้ป้องกันโรคในสวนทุเรียน ซึ่งผลจากการดำเนินการพบว่ามีประสิทธิภาพที่ดีกว่าการใช้สารเคมี ทำให้สมาชิกในกลุ่มมีความเชื่อถือในการทำอาชีพแบบยั่งยืน ลดรายจ่ายได้เยอะ อีกทั้งยังดีต่อสุขภาพของชาวบ้านอีกด้วย ปัจจุบันสมาชิกได้นำไปใช้กว่า 70% ของจำนวนสมาชิก ครอบคลุมพื้นที่สวนทุเรียนกว่า 400 ไร่ และมีแนวโน้มที่จะขยายผลการใช้ไปสู่พื้นที่หมู่บ้านใกล้เคียงคิดเป็นพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 1,000 ไร่

สำหรับเกษตรกรท่านใดที่สนใจเรื่องการใช้สารชีวภัณฑ์ป้องกันโรคพืช สามารถสอบถามได้ที่ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) ใกล้บ้าน หรือที่หน่วยงานของกรมส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ได้เลย

รายงานพิเศษ : สสก.8จัดมหกรรมส่งเสริมการเกษตรภาคใต้ตอนบน ครบรอบ50ปีกรมส่งเสริมการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/349156

รายงานพิเศษ : สสก.8จัดมหกรรมส่งเสริมการเกษตรภาคใต้ตอนบน ครบรอบ50ปีกรมส่งเสริมการเกษตร

รายงานพิเศษ : สสก.8จัดมหกรรมส่งเสริมการเกษตรภาคใต้ตอนบน ครบรอบ50ปีกรมส่งเสริมการเกษตร

วันอังคาร ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายส่งเสริมและพัฒนาด้านการผลิตสินค้าให้มีคุณภาพและพัฒนาเกษตรกร องค์กรเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนให้เข้มแข็ง ภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ดีขึ้น โดยนำระบบส่งเสริมการเกษตร (T&V System) มาใช้ขับเคลื่อนการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

นายธาร นวลนึก ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริม และพัฒนาการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี กรมส่งเสริมการเกษตรกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้พัฒนางานส่งเสริมการเกษตรสู่การเป็น Smart Agriculture สอดรับนโยบาย Thailand 4.0 ด้วยความเชื่อมั่นในศักยภาพภาคเกษตร การสร้างความสมดุลในการพัฒนาให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้ และให้นักส่งเสริมการเกษตรและเกษตรกรเป็นเพื่อนคู่คิดเป็นมิตรแท้ ร่วมกันสร้างสรรค์ผลผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการของผู้บริโภคและสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนทั้ง 7 จังหวัดเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาบุคลากรการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร การส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรและเคหกิจเกษตร การช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยพิบัติต่างๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งการดำเนินโครงการตามนโยบายสำคัญของรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง

และเนื่องในวาระครบรอบ 50 ปี ของการสถาปนากรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงได้กำหนดจัดงานมหกรรมส่งเสริมการเกษตรภาคใต้ตอนบนขึ้น ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน 2561 -วันที่ 5 กรกฎาคม 2561 ณ สนามสหกรณ์จังหวัดสุราษฎร์ธานี เลขที่ 138-138/1 หมู่ที่ 3 ตำบลหนองไทร อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานส่งเสริมการเกษตรภาคใต้ตอนบน ส่งเสริมและพัฒนาความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร 4.0 และแสดงศักยภาพการผลิตสินค้า ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของวิสาหกิจชุมชน สถาบันเกษตรกรในภาคใต้ตอนบน

“กิจกรรมในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการผลงานส่งเสริมการเกษตรและจำหน่ายสินค้า ผลผลิต ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของวิสาหกิจชุมชน องค์กรเกษตรกร การเชื่อมโยงการผลิตตลาดสินค้าเกษตร GAP การสัมมนาสร้างเครือข่ายตลาดเกษตรกร เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างเครือข่าย Young Smart Farmer และเวทียกย่องเชิดชูเกียรติอาสาสมัครเกษตร เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนสินค้าเกษตรภาคใต้ตอนบน เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร 4.0 จากสำนักงานเกษตรจังหวัด 7 จังหวัด ศูนย์ปฏิบัติการ 5 ศูนย์ สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน เกษตรกร องค์กรเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ ที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตได้ รวมไปถึงจัดให้มีการประกวดบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร การประกวดผลผลิตทางการเกษตร เช่น การประกวดปาล์มน้ำมัน และทุเรียนหมอนทอง การประกวดพืชจำนวน 6 ชนิดพืช ได้แก่ กล้วยหอมทอง มะพร้าวอ่อน เงาะโรงเรียน มังคุด ทุเรียนพันธุ์พื้นเมือง และสับปะรดปัตตาเวีย การประกวดผลผลิตทางการเกษตรประเภทใหญ่-ยาว 4 ชนิด ได้แก่ ไข่เป็ด หอยนางรม มะพร้าวแกง และสะตอ และยังมีการแข่งขันการกรีดยางอีกด้วย”นายธาร กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรวังชิ้น จำกัด ส่งสินค้าเดลิเวอรี่-ลดค่าครองชีพ-ยกระดับคุณภาพชีวิตสมาชิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/348885

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรวังชิ้น จำกัด ส่งสินค้าเดลิเวอรี่-ลดค่าครองชีพ-ยกระดับคุณภาพชีวิตสมาชิก

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรวังชิ้น จำกัด ส่งสินค้าเดลิเวอรี่-ลดค่าครองชีพ-ยกระดับคุณภาพชีวิตสมาชิก

วันจันทร์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากความห่างไกลกันระหว่างสำนักงานสหกรณ์การเกษตรวังชิ้น จำกัด จังหวัดแพร่ กับหมู่บ้านของสมาชิก จึงเป็นที่มาของการกระจายสินค้าแบบเดลิเวอรี่โดยศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับสมาชิก และที่สำคัญสามารถช่วยลดต้นทุนในการขนส่งและเดินทางให้แก่สมาชิกได้มาก

นายไพฑูรย์ มานะศักดิ์สกุล ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรวังชิ้น จำกัด จังหวัดแพร่ กล่าวว่า ในส่วนของศูนย์กระจายสินค้าแห่งนี้ เริ่มดำเนินงานเมื่อ 4 ปีที่แล้ว โดยจะเน้นบริการร้านค้าในหมู่บ้านเป็นหลัก ที่ผ่านมาสหกรณ์มีการจัดส่งสินค้าตามหมู่บ้านอยู่แล้ว โดยเริ่มต้นจากน้ำมันและก๊าซหุงต้ม ต่อมาสมาชิกที่เป็นร้านค้าเริ่มมีความต้องการอยากให้สหกรณ์จัดส่งสินค้าอุปโภค บริโภคด้วย สหกรณ์จึงตอบสนองความต้องการของสมาชิก แต่อาจจะมีคู่แข่งทางการตลาดอย่างบริษัทเอกชนที่มีการส่งสินค้าตามหมู่บ้านเช่นกัน สหกรณ์จึงค่อยๆดึงลูกค้ากลับมา เนื่องจากร้านค้าส่วนใหญ่จะเป็นสมาชิกสหกรณ์ จึงมีสิทธิพิเศษในการซื้อสินค้าในราคาส่ง และร้านค้าสมาชิกจะได้ยอดเฉลี่ยคืนในแต่ละปี อีกทั้งสหกรณ์ยังสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับร้านค้าสมาชิก เพื่อนำไปต่อเติมร้านหรือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ส่งผลให้ปัจจุบันมีร้านค้าสมาชิกตัวแทนอยู่ถึง 400 ร้านค้า

ปัจจุบันสหกรณ์มีหน่วยรถในการบริการสินค้าอุปโภค บริโภค ไปตามพื้นที่ต่างๆ โดยจะมีรถส่งสินค้าประจำ จำนวน 2 คัน ซึ่งรถแต่ละคันจะมีสินค้ามากกว่า 200 รายการ และจะแยกประเภทสินค้ากัน คือ รถคันแรกจะเป็นสินค้าประเภทเครื่องปรุง และของกิน ส่วนอีกคันจะเป็นสินค้าประเภทเครื่องดื่มชนิดต่างๆ ซึ่งสหกรณ์จะมีตารางการส่งสินค้าที่ชัดเจน 6 วันทำการ ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันเสาร์ โดยจะแยกพื้นที่กัน ใน 1 วันสามารถจัดส่งสินค้าให้กับร้านค้าสมาชิกได้วันละกว่า 40 ร้านค้า ซึ่งจะส่งสินค้าแต่ละร้านอาทิตย์ละ 1 รอบ ดังนั้นร้านค้าสมาชิกจึงสามารถบริหารจัดการสต๊อกสินค้าให้เพียงพอในการขาย พร้อมกับเตรียมเงินสดไว้ซื้อสินค้ากับสหกรณ์ได้ เป็นการอำนวยความสะดวกพร้อมกับช่วยลดต้นทุนการขนส่งให้กับสมาชิกได้อีกด้วย แต่หากร้านค้าใดมีความต้องการสินค้าเพิ่มก่อนถึงรอบการส่ง ก็สามารถโทร.สั่งออเดอร์จากศูนย์ได้ โดยจะมีรถส่งสินค้าตามออเดอร์อีก 3 คัน

“การดำเนินงานที่ผ่านมาของศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากจำนวนยอดขายเพิ่มขึ้นทุกปี และที่สำคัญที่สุดคือ สมาชิกซึ่งถือเป็นหัวใจของสหกรณ์ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพราะสามารถลดค่าครองชีพได้มาก นี่คือสิ่งที่สหกรณ์ภาคภูมิใจ” นายไพฑูรย์ กล่าว

สำหรับแผนการดำเนินงานในปีนี้สหกรณ์ฯจะขยายตลาดสินค้าประเภทของสด อาหารทะเล ผัก ผลไม้ โดยร่วมกับทางจังหวัดแพร่ ในการจัดทำตลาดนัดสินค้าเกษตร นอกจากนี้จะส่งเสริมให้สมาชิกปลูกผัก ผลไม้อินทรีย์ ซึ่งทางสหกรณ์ฯจะรวบรวมผลผลิต และทำการตลาดให้ โดยจะขยายตลาดไปยังห้างสรรพสินค้า หรือตลาดโมเดิร์นเทรดต่อไป

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรเร่งผลักดันกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร เสริมทัพ‘ชุมชนเข้มแข็ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/348347

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรเร่งผลักดันกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร เสริมทัพ‘ชุมชนเข้มแข็ง’

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรเร่งผลักดันกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร เสริมทัพ‘ชุมชนเข้มแข็ง’

วันศุกร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร มีพันธกิจที่สำคัญคือ การส่งเสริมพัฒนาเกษตรกร ครอบครัวเกษตรกร องค์กรเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน ให้มีความเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้ มีขีดความสามารถในการผลิตและการจัดการสินค้าเกษตรตามความต้องการของตลาด โดยงานส่งเสริมกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรและเคหกิจเกษตร เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับชุมชน สร้างงาน สร้างรายได้ ให้ชุมชนมีความอยู่ดีกินดี

ว่าที่ร้อยตรี สมสวย ปัญญาสิทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า งานส่งเสริมสถาบันเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเกษตรกร กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร หรือ วิสาหกิจชุมชน ล้วนเป็นงานหลักสำคัญของกรมส่งเสริมการเกษตรที่มีการดำเนินงานมาเป็นระยะเวลานาน จนถึงปัจจุบัน มีกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรหลายกลุ่มที่สามารถยืนอยู่ได้บนความสามัคคีของสมาชิก จนก่อให้เกิดความเข้มแข็ง ดังเช่น กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรแปรรูปเกษตรท้องถิ่น ตำบลแหลมรัง อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร ที่สามารถดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง จนสามารถสร้างรายได้ให้กับสมาชิกได้จวบจนถึงปัจจุบัน ซึ่งนับเป็นอีกกลุ่มที่สามารถเป็นต้นแบบให้กลุ่มอื่นได้ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรจะพยายามพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับดำเนินการแก้ไขปัญหาอันจะเป็นอุปสรรคในการดำเนินงานส่งเสริมกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรไปพร้อมๆ กัน ทั้งนี้ก็เพื่อผลักดันและส่งเสริมให้กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเหล่านี้มีความเข้มแข็งและสามารถสร้างอาชีพในระดับชุมชนและพึ่งพาตนเองให้ได้มากยิ่งขึ้นไป

ด้าน นางฉนิช วรบัณฑิต ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรแปรรูปเกษตรท้องถิ่น ตำบลแหลมรัง อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร เปิดเผยว่าสมาชิกกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรแปรรูปเกษตรท้องถิ่น ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา ทำสวนกล้วย ทำไร่อ้อย ข้าวโพด ถั่วเขียว สมาชิกกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรส่วนใหญ่จะเป็นคนภาคอีสาน ที่อพยพกันมาจับจองซื้อที่ดินเพื่อทำการเกษตร เมื่อประมาณ ปี 2521 โดยมาอยู่ตามไร่นาของตัวเองที่จับจองไว้ เมื่ออยู่หลายครอบครัวจึงตั้งเป็นหมู่บ้าน ชื่อ “บ้านสุขเกษม” อาชีพหลักคือทำนา และปลูกกล้วยน้ำว้าตามหัวไร่ปลายนา ด้วยสภาพดินที่มีความอุดมสมบูรณ์กล้วยน้ำว้าจึงให้ผลผลิตที่ดีและมีพ่อค้าเข้ามารับซื้อถึงในหมู่บ้าน เกษตรกรจึงทำสวนกล้วยเพิ่มมากขึ้น เมื่อผลผลิตมากขึ้น พ่อค้าจึงกดราคา ผู้นำแม่บ้านในขณะนั้นจึงได้ปรึกษาหารือกัน เพื่อแก้ไขปัญหาพ่อค้ากดราคากล้วยน้ำว้า จึงได้รวบรวมสมาชิกได้ 12 คน จัดตั้งกลุ่ม “แม่บ้านเกษตรกรแปรรูปเกษตรท้องถิ่น” โดยมีเกษตรอำเภอบึงนาราง และเกษตรตำบลแหลมรัง เป็นที่ปรึกษา วัตถุประสงค์เพื่อ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าการเกษตร ส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ให้แก่สมาชิกและคนในชุมชน ส่งเสริมการออมทรัพย์และผลิตอาหารที่ปลอดภัย

โดยเมื่อรวมกลุ่มได้แล้วจึงระดมทุนโดยการถือหุ้น หุ้นละ 200 บาท รวม 20 หุ้น เป็นเงิน 4,000 บาท เพื่อนำเงินมาซื้อ น้ำมัน น้ำตาล และวัสดุที่จำเป็นในการทำกล้วยฉาบเค็ม ฉาบหวาน สำหรับสินค้าที่กลุ่มผลิตจะขายในชุมชน ชุมชนใกล้เคียง และออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม เมื่อการดำเนินกิจกรรมของกลุ่มดีขึ้นจึงได้ยื่นจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านแปรรูปเกษตรท้องถิ่น เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2550 ปัจจุบันมีสมาชิก จำนวน 24 คน และร่วมกำหนดวิสัยทัศน์และพันธกิจร่วมกันคือ สร้างรายได้เสริม เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรผลิตของดีที่ปลอดภัย โดยในปี พ.ศ. 2552 สำนักงานเกษตรจังหวัดพิจิตร ได้พิจารณาสนับสนุนงบประมาณจากโครงการแปรรูปผลผลิตเกษตร เสมือนเป็นจุดเริ่มต้นให้กลุ่มได้มีกำลังใจในการร่วมดำเนินกิจกรรมของกลุ่มให้เข้มแข็งขึ้น ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของกลุ่มได้รับรองมาตรฐาน อย. ในผลิตภัณฑ์ กล้วยอบน้ำผึ้ง กล้วยกวน กล้วยทอดกรอบรสหวาน กล้วยทอดกรอบรสเค็ม กล้วยฉาบสมุนไพรใบเตย กล้วยตาก ส่วนกล้วยอบน้ำผึ้ง ได้รับรางวัล OTOP 3 ดาว ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้ให้การสนับสนุนโครงการพัฒนาศักยภาพและยกระดับมาตรฐานด้วยการพัฒนากล่องบรรจุภัณฑ์กล้วยตาก พร้อมทั้งสนับสนุนอุปกรณ์การผลิตเพื่อเข้าสู่มาตรฐานการผลิต Primary GMP อีกด้วย

“จุดเด่นของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรแปรรูปเกษตรท้องถิ่น คือสามารถแก้ปัญหาราคากล้วยตกต่ำได้ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร โดยการแปรรูปเป็นสินค้าใหม่ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ส่งเสริมการออม และเกิดทุนหมุนเวียนในชุมชน เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตร และการแปรรูปผลผลิตเกษตร สร้างงานให้แก่สมาชิกและคนในชุมชน ส่งเสริมการดำเนินชีวิตตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และสร้างความมั่นคงด้านอาหาร โดยมีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาให้การสนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมส่งเสริมการเกษตร ที่เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ เช่น กรมการพัฒนาชุมชน กรมการปกครอง องค์การบริหารส่วนตำบลแหลมรัง สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดพิจิตร ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ธนาคารออมสิน เป็นต้น” นางฉนิช กล่าว

รายงานพิเศษ : ‘นกแสก’มิตรแท้ชาวสวนปาล์ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/347639

รายงานพิเศษ : ‘นกแสก’มิตรแท้ชาวสวนปาล์ม

รายงานพิเศษ : ‘นกแสก’มิตรแท้ชาวสวนปาล์ม

วันอังคาร ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เมื่อพูดถึงนกแสกคนส่วนใหญ่ที่รู้จักจะมีความอคติกับนกชนิดนี้ไปในทางลบเสมอ ภาพลักษณ์ไม่ค่อยดี เพราะถ้าเห็นหรือได้ยินเสียงร้องแหลมๆที่เกาะหรือบินผ่านหรือร้องดังมาจากหลังคาบ้านเรือนของใครแล้วนั้น โดยเฉพาะกลางคืนที่เดือนมืดๆ เสียงนั้นฟังแล้วชวนให้คนที่ไม่ชอบ จะรังเกียจมาก คิดไปต่างๆ นานา ต่อมาอีกไม่นานคนในบ้านนั้นจะต้องมีการเสียชีวิตเกิดขึ้น จึงทำให้มีการเข้าใจผิดแล้วส่งความคิดนี้ต่อๆกันไปจากรุ่นสู่รุ่น ว่าเป็นนกผี นกอัปมงคลหรือนกแห่งความตายบ้าง ไม่สมควรให้อยู่ใกล้บ้าน ถ้ามีโอกาสก็จะทำการไล่หรือฆ่าทิ้งไปเลย โดยหารู้ไม่ว่า นกตัวที่มาเกาะหลังคาบ้านนั้นมันมารอที่จะจับหนูเป็นอาหาร และเสียงที่ร้องออกมานั้นเป็นการเรียกคู่หาแฟนหรือเสียงเรียกลูกให้มากินอาหารที่แม่นกจับมาได้เท่านั้น เพราะอาหารโปรดที่แสนอร่อยของมันก็คือหนูทุกชนิด มันไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยกับมนุษย์แต่อย่างใดเลย มีแต่เป็นมิตรที่ช่วยกำจัดหนูทั้งที่บ้านอยู่อาศัยและไร่นาของเกษตรกร

นกแสกหรือนกแฝกหรือนกเค้าหน้าลิง เป็นนกที่น่ารักมากในต่างประเทศเขาเลี้ยงเป็นนกสวยงาม มีลักษณะหัวใหญ่ ใบหน้าเป็นรูปหัวใจ ขนที่ใบหน้ามีสีขาว ตามีขนาดใหญ่ มีสันจมูก จะงอยปากแหลม ขนที่ลำตัวและหน้าอกมีสีขาว ขนที่ปีกมีสีเหลืองอมน้ำตาล มีจุดประสีเทาดำ ปีกสองข้างเมื่อกางได้ยาว ประมาณ 80 ซม. มีลักษณะพิเศษบินได้อย่างเงียบเชียบ ขามีขนาดใหญ่ ยาว มีเล็บโค้งงอเป็นเขี้ยว ปลายเล็บแหลมคม(สำหรับจับเหยื่อ) เป็นนกในตระกูลเดียวกับนกฮูก นกเค้าแมว เป็นนกประจำถิ่นของไทยมีอยู่ทั่วทุกภาคของไทย เป็นนกกลางคืน อาศัยอยู่ใกล้ชุมชน ทำรังเองไม่เป็น ต้องอาศัยโพรงไม้หรือช่อง/ซอกหลังคาบ้านเรือนที่ร้างหรืออาคารต่างๆ เป็นที่วางไข่ กินหนูเป็นอาหาร มีพฤติกรรมล่าเหยื่อในที่โล่ง เพราะสามารถมองเห็นเหยื่อได้ชัดเจนในเวลากลางคืน เช่น ทุ่งหญ้า ท้องนา ชายป่าหรือในสวนปาล์มน้ำมัน

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากข้อมูลของกรมวิชาการเกษตร พบว่า นกแสก 1 ตัวจะกินหนูเป็นอาหาร เฉลี่ยแล้ววันละ 1-2 ตัวโดยการใช้กรงเล็บที่แข็งแรงและแหลมคมจับเหยื่อแล้วกลืนทันที (จะไม่จิกและฉีกหนูเป็นชิ้นๆ เหมือนเหยี่ยว ยกเว้นลูกนกแสกที่ยังกลืนหนูทั้งตัวไม่ได้แม่จะฉีกให้กิน) ชิ้นส่วนของเหยื่อที่ย่อยไม่ได้ เช่น กระดูก ขน จะถูกหยอกออกมาทางปากเสียก่อนซึ่งมีลักษณะเป็นก้อนกลมสีดำๆ จากนั้นจึงจะกินเหยื่อครั้งต่อไปได้ ดังนั้น ถ้ามีนกแสก 1 ตัวในสวนปาล์มน้ำมัน ก็สามารถกินหนูได้ประมาณ 350-700 ตัวต่อปี ซึ่งเป็นการคุ้มค่ามากถ้าหากได้ร่วมมือร่วมใจกันอนุรักษ์หรือจะเลี้ยงนกแสกไว้เป็นผู้ช่วยเกษตรกรไว้ควบคุมหนู โดยเฉพาะในสวนปาล์มหรือนาข้าว ซึ่งนกแสกที่อยู่ในธรรมชาติจะมีช่วงผสมพันธุ์ วางไข่และเลี้ยงลูกประมาณเดือนกันยายน-กุมภาพันธ์ โดยจะเลี้ยงลูก 2 ครอกติดต่อกัน (วางไข่ 2 ครั้ง/ปี) วางไข่จำนวนไข่ 5-7 ฟองต่อครั้ง สูงสุด 15 ฟอง ตัวเมียจะทำหน้าที่ฟักไข่ ประมาณ 30 วัน ส่วนตัวผู้ทำหน้าที่ ออกหาอาหาร ใช้เวลาฟักไข่ 18 ชม.ต่อวัน ลูกนกที่ฟักออกมาในระยะแรกจะไม่มีขนพ่อแม่นกจะช่วยกันดูแลอย่างใกล้ชิด พ่อนกจะออกล่าเหยื่อมาป้อนให้แม่และลูกนกทุกวัน พอลูกนกอายุได้ประมาณ 7-8 สัปดาห์เริ่มฝึกล่าเหยื่อ (หนูเป็นๆ) จนชำนาญแล้วแยกจากพ่อแม่ไปหากินตามธรรมชาติต่อไป อนึ่งหนูที่นกแสกกินนั้นจะต้องเป็นหนูที่ไม่ได้กินยาเบื่อมาก่อนเพราะถ้ากินหนูที่มียาเบื่ออยู่ในท้องเข้าไปแล้ว นกก็จะตายด้วยยาเบื่อชนิดนั้นด้วย ฉะนั้นถ้าหากเกษตรกรจะเลี้ยงหรือใช้ประโยชน์จากนกแสกในธรรมชาติเพื่อควบคุมหนูนั้น จะต้องงดใช้ยาเบื่อหนูทุกชนิดในแปลงด้วย

จะเห็นได้ว่านกแสกมีบทบาทสำคัญมากในระบบนิเวศ ช่วยควบคุมประชากรหนู ลดความสูญเสียและเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ลดการใช้สารเคมีกำจัดหนู ลดต้นทุนการผลิต ลดพาหะนำโรคสัตว์สู่คน ตลอดจนลดมลพิษในสภาพแวดล้อม กรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะนักส่งเสริมการเกษตร จึงมุ่งให้ความรู้แก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไปได้เห็นคุณค่าของนกแสกด้วยข้อมูลวิชาการที่ถูกต้อง เพื่อปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์และทัศนคติของนกแสกให้เป็น มหามิตรที่สำคัญของเกษตรกรโดยการส่งเสริมการอนุรักษ์และหรือการเลี้ยงนกแสกไว้ในเรือกสวนไร่นาของเกษตรกรได้อย่างถูกวิธี จึงจะนับว่าเป็นการนำทรัพยากรธรรมชาติตัวนี้ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืนและคุ้มค่ามากที่สุด

รายงานพิเศษ : สสก.9ชูแปลงใหญ่ลำไย‘สามเงา’เมืองตาก เชื่อมศพก.พัฒนาคุณภาพเป็นสินค้าส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/347376

รายงานพิเศษ : สสก.9ชูแปลงใหญ่ลำไย‘สามเงา’เมืองตาก เชื่อมศพก.พัฒนาคุณภาพเป็นสินค้าส่งออก

รายงานพิเศษ : สสก.9ชูแปลงใหญ่ลำไย‘สามเงา’เมืองตาก เชื่อมศพก.พัฒนาคุณภาพเป็นสินค้าส่งออก

วันจันทร์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สสก.9 พิษณุโลก กรมส่งเสริมการเกษตร ชูแปลงใหญ่ลำไย อ.สามเงา จ.ตาก เป็นต้นแบบเกษตรแปลงใหญ่ที่เชื่อมโยงเครือข่าย ศพก.ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตลำไยนอกฤดูคุณภาพ ร่วมกันผลิตลำไยเกรดเอส่งออกได้ราคาสูง

นายนิพนธ์ แรมวิโรจน์ ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาบุคลากร สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร ที่ 9 จ.พิษณุโลก กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 พิษณุโลก ได้ดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล โดยขับเคลื่อนเรื่องของการทำเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อแก้ปัญหาทั้งระบบ เชื่อมโยงเครือข่ายผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หรือ ศพก. มีวัตถุประสงค์เพื่อลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิต รวมไปถึงแก้ปัญหาในเรื่องของการตลาดตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานการผลิตทั้งหมด ซึ่งแนวทางการขับเคลื่อนในรูปของแปลงใหญ่ที่มุ่งเน้นให้เกษตรรวมกันซื้อรวมกันขายทั้งผลผลิตทางการเกษตรและการจัดซื้อปัจจัยการผลิต เพื่อให้สามารถลดต้นทุนการผลิตได้อย่างน้อย 20% และเพิ่มผลผลิตให้ได้ 20% ซึ่งการดำเนินงานในระดับพื้นที่ จะมีสำนักงานในระดับจังหวัดและอำเภอ เป็นผู้รับผิดชอบในด้านของการดำเนินงานทั้งด้าน ศพก.และแปลงใหญ่ โดยยึดเกษตรกรเป็นศูนย์กลางในด้านองค์ความรู้ แล้วเข้าไปพัฒนาองค์ความรู้ตามความต้องการของเกษตร

สำหรับจังหวัดตาก ได้ขับเคลื่อนโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ มาตั้งแต่ปี 2559 จำนวน 35 แปลง ประกอบด้วย แปลงใหญ่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 12 แปลง แปลงใหญ่ข้าว 10 แปลง และแปลงใหญ่ลำไย 5 แปลง ส่วนอีก 8 แปลงที่เหลือ ได้แก่ มันสำปะหลัง อโวคาโด พืชผัก มันฝรั่ง กล้วยหอม แพะ โคขุน และประมง ซึ่งกระจายอยู่อำเภอต่างๆ ของจังหวัดตาก ยกตัวอย่างการผลิตลำไยแปลงใหญ่ ที่มีอยู่ 5 แปลงในอ.วังเจ้า อ.บ้านตากและอ.สามเงา โดยใน อ.สามเงามีอยู่ 3 แปลง ที่ต.ย่านรี 2 แปลง พื้นที่รวม 1,023 ไร่ เกษตรกร 80 ราย ส่วนที่ ต.สามเงา พื้นที่รวม 445 ไร่ เกษตรกร 40 ราย และเป็นที่ตั้งของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ประจำอำเภอสามเงาด้วย เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการผลิตลำไยนอกฤดูคุณภาพ

ด้าน ลุงมนัส โตเอี่ยม ประธานแปลงใหญ่ลำไย และเจ้าของศูนย์ ศพก. อ.สามเงา จ.ตาก เปิดเผยว่า การผลิตลำไย ของ อ.สามเงา จ.ตาก มีมากว่า 30 ปีแล้ว เมื่อก่อนจะต่างคนต่างทำ แต่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ได้มีการรวมกันเป็นแปลงใหญ่ตามคำแนะนำของกระทรวงเกษตรฯ มีสมาชิกประมาณ 50 ราย เฉลี่ยพื้นที่ปลูกรายละ 20-30 ไร่ สมาชิกทุกคนจึงได้มีการปรึกษาพูดคุยกันมากขึ้น มีการแลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น มีการปรึกษากันเกี่ยวการทำลำไยคุณภาพเพื่อให้สามารถส่งออกได้และเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตได้

โดยลุงมนัสบอกว่า ส่วนตัวมีสวนลำไยอยู่ 2 แปลง รวมพื้นที่ประมาณ 20 ไร่ (แปลงหนึ่งอายุ 33 ปี มี 40 ต้น และอีกแปลงอายุ 16-17 ปี) ระยะปลูก 12×12 เมตร เลี้ยงทรงพุ่มให้กว้าง และไม่ชนกัน หลังจากปลูกไปประมาณ 3 ปี ก็เริ่มให้ผลผลิต แต่ตอนนี้เฉลี่ยที่อายุต้น 16 ปี ให้ผลผลิตประมาณ 200-250 กิโลกรัม (เป็นผลผลิตแบบคัดเกรด) สร้างรายได้ให้ประมาณ 6,000-7,000 บาท/ปี ส่งตลาดจีนเป็นหลัก ส่วนตลาดอินโดนีเซียจะอยู่ในช่วงประมาณเดือนกันยายน โดยการเก็บผลผลิตจำหน่ายจะอยู่ที่การตกลงกับคนซื้อ ถ้าเราเก็บเองเราจะมีปัญหาด้านแรงงาน แต่ถ้าขายแบบเหมาสวนทางพ่อค้าเขาจะมีทีมงานมาเก็บเอง ซึ่งในด้านตลาดนั้น จริงๆ แล้ว ช่วงเดือนกค.-ส.ค. ทางอินโดนีเซียจะไม่รับซื้อของไทยเพราะเขาจะบริโภคของประเทศเขาก่อน แต่ตอนนี้เรามีตลาดหลักอีกแห่ง คือ ประเทศจีน โดยจีนต้องการเบอร์ที่สวย เบอร์ใหญ่ ผิวดี โดยการซื้อขาย พ่อค้าจะเข้าไปดูที่สวน สวนไหนผลผลิตสวยได้ตรงตามมาตรฐานก็จะรับซื้อ แต่สวนไหนยังไม่ตรงตามต้องการ ลูกยังเล็กอยู่เขาก็จะยังไม่ซื้อ

“การรวมตัวเป็นแปลงใหญ่เกิดผลดีต่อเกษตรกร ทั้งด้านการวางแผนการผลิตให้ได้คุณภาพและสามารถรวบรวมผลผลิตได้ในปริมาณที่ตลาดต้องการ โดยไม่ถูกกดราคา อีกทั้ง สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนจากการรวมกันทำแบบแปลงใหญ่ คือต้นทุนการผลผลิตที่ลดลง ยกตัวอย่างที่สวน ใน 1 แปลง ประมาณ 10 ไร่ จะต้องใส่ปุ๋ยอยู่ประมาณ 6 กระสอบ ใส่เดือนละ 2 ครั้ง เมื่อเรารวมกันทำแบบแปลงใหญ่ มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และช่วยกันผลิตปุ๋ยสั่งตัดใช้เอง ด้วยการซื้อแม่ปุ๋ยมาผสมตามสูตร ทำให้ช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยลงได้ จากการซื้อปุ๋ยเคมีใช้ประมาณ 2,000 บาท/ครั้ง หรือลดต้นทุนได้ 4,000 บาท/เดือน นับว่าเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรมาก”ลุงมนัส กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : สสก.5หนุนเกษตรกรบ้านบาเลาะต่อยอดองค์ความรู้ สร้างงาน-สร้างรายได้ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/346904

รายงานพิเศษ : สสก.5หนุนเกษตรกรบ้านบาเลาะต่อยอดองค์ความรู้ สร้างงาน-สร้างรายได้ยั่งยืน

รายงานพิเศษ : สสก.5หนุนเกษตรกรบ้านบาเลาะต่อยอดองค์ความรู้ สร้างงาน-สร้างรายได้ยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กรมส่งเสริมการเกษตร หนุนเกษตรกรบ้านบาเลาะ สายบุรี ปัตตานี ดูงานศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ แล้วนำมาต่อยอดพัฒนาชุมชน สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ อย่างยั่งยืน

นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า บ้านบาเลาะ ตำบลปะเสยะวอ อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ครอบคลุมพื้นที่ 2,035 ไร่ มีสภาพเป็นสันทรายหรือพื้นที่หาดทรายเก่าที่มีลักษณะเป็นที่ราบบนสันทรายขนานไปกับพื้นที่พรุที่เป็นที่ลุ่มต่ำมีน้ำท่วมขัง ทางด้านทิศตะวันออกของหมู่บ้านติดกับคลองแฆแฆ ซึ่งเป็นคลองชลประทาน ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้มีพระราชดำริให้กรมชลประทานขุดคลอง ไว้เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ใช้ทำการเกษตร อุปโภคและบริโภค พื้นที่มีลักษณะเป็นดินทราย มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ น้ำท่วมขังในฤดูฝน สภาพพื้นที่จึงไม่เหมาะสมต่อการปลูกพืช ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้มีความพยายามที่จะให้เกษตรกรบ้านบาเลาะมีการปลูกพืชผักเพื่อบริโภคในครัวเรือน โดยเน้นการปลูกพืชผักที่หลากหลาย พร้อมทั้งได้ส่งนักวิชาการเกษตรเข้าพื้นที่เพื่อให้คำแนะนำการปรับปรุง บำรุงดิน และนำเกษตรกรไปศึกษาดูงานในพื้นที่ของเกษตรกรหมู่บ้านอื่นๆ ที่ประสบความสำเร็จ เพื่อนำองค์ความรู้มาต่อยอดพัฒนาให้ชุมชนของตัวเองสามารถพลิกฟื้นกลับมาทำเกษตรทำกินได้อย่างยั่งยืน

โดย นายสุริยา สะมะแอ ผู้ใหญ่บ้านบาเลาะ ก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่มีพื้นฐานการทำอาชีพด้านการเกษตรมาก่อน แต่มีโอกาสได้ร่วมเดินทางไปศึกษาดูงานศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยการสนับสนุนของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กรมส่งเสริมการเกษตร เมื่อกลับจากดูงานจึงเกิดแนวคิดที่จะทำแปลงเกษตรเพื่อเป็นต้นแบบให้กับชาวบ้านในชุมชน มีการรวมกลุ่มชาวบ้านในชุมชนประมาณ 11 ราย ร่วมกันทำการเกษตรแบบผสมผสานในพื้นที่ 5 ไร่ ซึ่งมีสภาพเป็นดินทรายจัด สมาชิกประกอบด้วยผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) และผู้นำชุมชน โดยมีผู้ใหญ่สุริยา สะมะแอ เป็นประธาน กลุ่มเกษตรผสมผสานบ้านบาเลาะ ได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักคิดในการดำเนินการ โดยศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการให้ความรู้การบริหารจัดการพื้นที่ รวมถึงการปรับปรุงบำรุงดินจนสามารถปลูกพืชผักได้หลากหลาย เกษตรกรในกลุ่มได้ศึกษาเรียนรู้การทำเกษตรแบบผสมผสานบนพื้นที่ดินทรายจัดไปพร้อมๆ กัน มีการวางแผนร่วมกัน นอกจากนี้สมาชิกในกลุ่มยังได้นำความรู้ที่ได้จากแปลงเกษตรขยายผลสู่พื้นที่บริเวณบ้านของตนเองด้วย

ทั้งนี้ เกษตรกรบ้านบาเลาะซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพทำนาและปลูกพืชผักในพื้นที่นาหลังการเก็บเกี่ยว แต่พื้นที่อาศัยส่วนใหญ่เป็นสันทรายจึงปล่อยเป็นพื้นที่ว่างเปล่า หลังจากได้เข้าอบรมเกี่ยวกับการปรับปรุง บำรุงดิน และศึกษาดูงานในพื้นที่ของเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ กลุ่มเกษตรกรบ้านบาเลาะจึงมีความสนใจ และได้รวมกลุ่มทำการเกษตรผสมผสานบนพื้นที่ดินทรายจัดขึ้น โดยมีการแบ่งพื้นที่ให้สมาชิกใช้ประโยชน์อย่างเป็นธรรม มีการทำบัญชีค่าใช้จ่าย และรายได้จากการจำหน่ายผลผลิต มีการแบ่งปันผลกำไรด้วยความเป็นธรรม มีการบริหารกลุ่มที่สามารถตรวจสอบได้ โดยมีศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ คอยให้ความรู้ คำแนะนำการบริหารจัดการพื้นที่ การวางแผนการปลูกพืช การปรับปรุงบำรุงดิน ตลอดจนการดูแลรักษา จนสามารถปลูกพืชผักได้ผล สามารถถ่ายทอดให้สมาชิกในชุมชนได้ กลุ่มเกษตรผสมผสานบ้านบาเลาะจึงเป็นจุดเรียนรู้ดูงานของชุมชน และเป็นแหล่งฝึกปฏิบัติของเกษตรกรที่สนใจทำการเกษตรผสมผสานบนพื้นที่ดินทรายจัดของชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียงอีกด้วย ในการผลิตพืชผักชนิดนั้น กลุ่มจะหารือร่วมกัน เพื่อให้มีการปลูกตามความถนัดของเกษตรกรแต่ละราย สามารถผลิตได้ทั้งปี โดยที่ผลผลิตไม่ล้นตลาด ทำให้เกษตรกรมีรายได้ในครัวเรือนตลอดทั้งปี

นายสุพิท จิตรภักดี

นายสุพิท กล่าวอีกว่า กลุ่มเกษตรกรบ้านบาเลาะ ได้มีการขยายผล สร้างกลุ่มอาชีพ ซึ่งประกอบด้วย กลุ่มปลูกผักเสี้ยน เนื่องจากผักเสี้ยนเป็นผักที่พบขึ้นได้ทั่วไป ปลูกง่าย และคนในพื้นที่นิยมรับประทาน โดยการนำมาดองเปรี้ยว โดยในตลาดมักมีผักเสี้ยนดองวางขายตลอดปี เกษตรกรบ้านบาเลาะที่ปลูกผักเสี้ยนจึงได้มีการรวมกลุ่มเกษตรผู้ปลูกผักเสี้ยนขึ้นเพื่อจะได้ช่วยเหลือกันในด้านต่างๆ กลุ่มแปรรูปผักเสี้ยนดองเนื่องจากผักเสี้ยนที่ปลูกกันในพื้นที่มีผลผลิตมาก จึงได้มีการจัดตั้งกลุ่มขึ้นแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร โดยนำผักเสี้ยนที่ปลูกในพื้นที่มาแปรรูปเป็นผักเสี้ยนดอง เพื่อเป็นการถนอมอาหาร สำหรับบริโภค และจำหน่ายในชุมชนและตลาดใกล้เคียง กลุ่มปลูกมันสำปะหลังและมันเทศ ในพื้นที่บ้านบาเลาะมีเกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลัง และมันเทศอยู่บ้างแล้ว แต่ยังขาดการจัดการดูแลที่ถูกต้อง เหมาะสม จึงต้องมีการรวมกลุ่มกันของเกษตรที่ปลูกมันสำปะหลัง โดยจะเข้าไปให้ความรู้แก่กลุ่มเกษตรกรในเรื่องของการปลูก และการดูแลรักษาอย่างถูกวิธี รวมถึงการทำงานแบบกลุ่มเพื่อให้มีการช่วยเหลือกันในด้านการซื้อปัจจัยการผลิต และการจำหน่าย กลุ่มแปรรูปมันสำปะหลังและมันเทศ ได้มีการเข้าไปส่งเสริมให้มีการจัดตั้งกลุ่มการถนอมอาหาร และแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร โดยการนำเอาผลผลิตจากกลุ่มปลูกมันสำปะหลังและมันเทศ มาแปรรูปเป็นมันทอดกรอบปรุงรส จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ประจำชุมชนที่สามารถสร้างเสริมให้แก่เกษตรในพื้นที่ได้ดีอีกทางหนึ่ง กลุ่มปลูกผัก เป็นการปลูกผักแบบผสมผสาน บนพื้นที่ดินทราย โดยจะปลูกพืชหลากหลายชนิดสลับ หมุนเวียนกันตามความต้องการของการบริโภคในชุมชน และตลาดใกล้เคียง เช่น ถั่วฝักยาว บวบ พริก มะเขือ เป็นต้น โดยเจ้าหน้าที่จะคอยให้คำปรึกษาด้านการวางแผนการปลูก การทำบัญชีรายรับรายจ่าย และปัญหาต่างๆ ในการปลูกพืชผักอยู่เสมอ

รายงานพิเศษ : ‘ปุ๋ยเคมี ไม่ใช่สารพิษ’ ใช้ถูกชนิด ถูกอัตรา ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/346638

รายงานพิเศษ : ‘ปุ๋ยเคมี ไม่ใช่สารพิษ’  ใช้ถูกชนิด ถูกอัตรา ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

รายงานพิเศษ : ‘ปุ๋ยเคมี ไม่ใช่สารพิษ’ ใช้ถูกชนิด ถูกอัตรา ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร 

ปุ๋ยเคมี คือ ธาตุอาหารของพืช ซึ่งพืชต้องการเพื่อใช้ในการเจริญเติบโต ธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของพืชมีอยู่ด้วยกัน 16 ธาตุ แต่มีอยู่ในดิน 13 ธาตุ โดยธาตุอาหารหลักที่พืชต้องการในปริมาณมาก แต่ในดินมักจะขาด คือ ไนโตรเจน (N:เอ็น) ฟอสฟอรัส (P:พี) และโพแทสเซียม (K:เค) จึงจำเป็นต้องเพิ่มเติมให้ในรูปของปุ๋ยเคมี

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในดินมีธาตุอาหารที่พืชต้องการเพื่อใช้ในการเจริญเติบโตแตกกิ่งก้านสาขา ผลิดอกออกผล ถ้าเป็นดินที่บุกเบิกใหม่หรือผ่านการใช้ที่ดินทำการเกษตรได้ไม่นาน ธาตุอาหารในดินยังคงมีอยู่มาก พืชสามารถนำไปใช้ได้เพียงพอกับความต้องการ แต่ในกรณีพื้นที่ผ่านการทำการเกษตรต่อเนื่องมายาวนาน พืชจะดูดดึงธาตุอาหารออกไปจากดินอย่างถาวรโดยติดไปกับผลผลิตที่ถูกเก็บเกี่ยวออกไป หากเกษตรกรขาดการปรับปรุงบำรุงดินและเติมธาตุอาหารในดินอย่างเหมาะสมเพื่อชดเชยส่วนที่ขาด ก็จะไม่เพียงพอต่อความต้องการของพืช ปุ๋ยเคมีจึงเข้ามามีส่วนช่วยเติมธาตุอาหารที่ขาดในดิน

คำว่า “ปุ๋ยเคมี” หลายคนมองว่าเป็นสารเคมีที่มีความไม่ปลอดภัย ใช้แล้วเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ใช้และผู้บริโภครวมถึงสิ่งแวดล้อม แต่ความเป็นจริงแล้ว ปุ๋ยเคมีผลิตจากหินและแร่ในธรรมชาติ แร่ธาตุในหินบางชนิดสามารถเป็นปุ๋ยเคมีให้พืชใช้โดยตรง เช่น หินฟอสเฟต ให้ธาตุฟอสฟอรัส (P) ซึ่งเป็นธาตุอาหารหลักที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช นอกนั้นส่วนใหญ่ต้องใช้กระบวนการทางเคมีสังเคราะห์ให้กลายเป็นสารประกอบอนินทรีย์ที่ให้แร่ธาตุอาหารแก่พืช ซึ่งเมื่อใส่ลงไปในดินที่มีความชื้นเหมาะสม ปุ๋ยเคมีจะละลายให้พืชดูดไปใช้ประโยชน์ได้อย่างรวดเร็ว แต่ปุ๋ยเคมีบางชนิดก็สังเคราะห์จากสารอินทรีย์ ได้แก่ ปุ๋ยยูเรีย (สูตร 46-0-0) ปุ๋ยเคมีแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ ปุ๋ยเชิงเดี่ยว ปุ๋ยเชิงประกอบ และปุ๋ยเชิงผสม ซึ่งปุ๋ยเชิงเดี่ยว คือ ปุ๋ยเคมีที่มีธาตุอาหารหลัก คือ ไนโตรเจน (N) หรือ ฟอสฟอรัส (P) หรือ โพแทสเซียม (K) ธาตุใดธาตุหนึ่งเพียงธาตุเดียว ปุ๋ยเชิงประกอบ คือ ปุ๋ยเคมีที่มีธาตุอาหารหลักตั้งแต่ 2 ธาตุขึ้นไป เกิดขึ้นจากกระบวนการทางเคมี ได้เป็นสารประกอบทางเคมี ส่วนปุ๋ยเชิงผสมคือ ปุ๋ยเคมีที่มีธาตุอาหารหลักตั้งแต่ 2 ธาตุขึ้นไปเช่นเดียวกัน แต่เกิดจากการนำปุ๋ยเชิงเดี่ยวหรือปุ๋ยเชิงประกอบ หรือเรียกอีกอย่างว่า แม่ปุ๋ย เช่น ยูเรีย (สูตร 46-0-0) ไดเเอมโมเนียมฟอสเฟต (สูตร 18-46-0) โพแทสเซียมคลอไรด์ (สูตร 0-0-60) มาผสมกัน เป็นปุ๋ยสูตรต่างๆ ทั้งในลักษณะเป็นปุ๋ยปั้นเม็ด หรือปุ๋ยผสมแบบคลุกเคล้าให้มีสัดส่วนของธาตุอาหาร N-P-K ตามที่ต้องการ

ปุ๋ยเคมี จำเป็นต่อการผลิตทางการเกษตรเพื่อการแข่งขัน (ยกเว้นการผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์) เพื่อให้ได้ปริมาณผลผลิตและคุณภาพเพิ่มขึ้น แต่ถ้าใส่มากเกินไปก็เป็นการสิ้นเปลืองต้นทุน หรือใส่น้อยเกินไปก็ทำให้ดินเสื่อมโทรม ฉะนั้นสิ่งสำคัญของการใช้ปุ๋ยเคมีควรใช้อย่างถูกต้องเหมาะสมต่อความอุดมสมบูรณ์ของดิน ความต้องการของพืช สอดคล้องกับช่วงเวลาที่พืชต้องการ และใส่ถูกวิธี เช่นในพืชไร่ใส่ปุ๋ยเคมีแล้วต้องพรวนกลบเพื่อป้องกันการสูญเสีย

กรมส่งเสริมการเกษตร ตระหนักถึงปัญหาต้นทุนการผลิตของเกษตรกรที่สูงขึ้นจากการใช้ปุ๋ยเคมีไม่ถูกต้อง จึงมีนโยบายส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแนะนำให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยให้ถูกชนิด ถูกอัตรา โดยการวิเคราะห์ดินก่อนการปลูกพืชหรือก่อนการใส่ปุ๋ย เพื่อทราบความอุดมสมบูรณ์ของดิน ณ ขณะนั้น และใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินหรือปุ๋ยสั่งตัด ซึ่งเป็นการใช้ปุ๋ยเท่าที่จำเป็น (พอดี) กับความต้องการของพืช ลดผลกระทบจากการใช้ปุ๋ยไม่ถูกต้อง โดยเกษตรกรสามารถส่งตัวอย่างดินไปตรวจวิเคราะห์ได้ที่ห้องปฏิบัติการ หรือ ถ้าต้องการคำแนะนำการใช้ปุ๋ยเบื้องต้นที่เหมาะสมกับสภาพดินของตนเองและรวดเร็วใช้บริการได้ที่ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) 882 ศูนย์ทั่วประเทศ โดยสอบถามได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านท่าน

อย่างไรก็ตาม แม้ปุ๋ยเคมีจะมีข้อดี คือ มีปริมาณธาตุอาหารพืชสูง ใช้ปริมาณเล็กน้อยก็เพียงพอในการปลดปล่อยธาตุอาหารให้แก่พืชได้รวดเร็ว พืชนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที แต่การใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเดียวไปนานๆ ก็มีผลกระทบต่อดิน ทำให้ดินแข็งไม่ร่วนซุย เพราะปุ๋ยเคมีไม่ได้ช่วยเรื่องปรับปรุงสมบัติทางกายภาพของดิน หรือการใช้ปุ๋ยเคมีบางชนิดอย่างเดียวนานๆ อาจทำให้ดินเป็นกรด โดยเฉพาะปุ๋ยที่มีไนโตรเจนในรูปแอมโมเนียมเป็นองค์ประกอบ ดังนั้น นอกจากการใช้ปุ๋ยเคมีให้ถูกต้องเหมาะสมตามความอุดมสมบูรณ์ของดินและความต้องการของพืชแล้ว ควรใช้ปุ๋ยแบบผสมผสานร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ และอาจรวมถึงปุ๋ยชีวภาพด้วย เนื่องจากปุ๋ยแต่ละประเภทมีบทบาทหน้าที่ที่แตกต่างกัน การใช้ร่วมกันจะช่วยเสริมประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยเคมี ทำให้พืชดูดธาตุอาหารจากปุ๋ยเคมีที่ใส่ลงไปได้มากขึ้น เพื่อสร้างสมดุลทางระบบนิเวศ ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างรายได้ให้เกษตรกรเพิ่มขึ้น รวมทั้งรักษาทรัพยากรดินให้อุดมสมบูรณ์เพื่อการทำเกษตรกรรมที่ยั่งยืน

รายงานพิเศษ : เฝ้าระวังศัตรูพืชอุบัติใหม่หรืออุบัติซ้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/346399

รายงานพิเศษ : เฝ้าระวังศัตรูพืชอุบัติใหม่หรืออุบัติซ้ำ

รายงานพิเศษ : เฝ้าระวังศัตรูพืชอุบัติใหม่หรืออุบัติซ้ำ

วันพุธ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ศัตรูพืชเป็นปัญหาหลักของเกษตรกรผู้ปลูกพืชมาโดยตลอด ซึ่งไม่เพียงเป็นศัตรูพืชที่พบเป็นประจำหรือมีการระบาดซ้ำอยู่บ่อยครั้งแล้วยังต้องมีการเตรียมพร้อมรับมือกับศัตรูพืชอุบัติใหม่หรือชนิดใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อนด้วย

นางจิระนุช ชาญณรงค์กุล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การที่ศัตรูพืชเกิดระบาดใหม่หรือกลับมาระบาดซ้ำได้ ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายด้าน เช่น พืชมีความอ่อนแอ ศัตรูพืชเป็นสายพันธุ์รุนแรง เพิ่มปริมาณได้รวดเร็ว และสภาพแวดล้อมเหมาะสม รวมถึงการปฏิบัติทางการเกษตร และการใช้พันธุ์จากแหล่งที่พบการระบาด ซึ่งถือเป็นการนำศัตรูพืชจากแหล่งหนึ่งไปสู่อีกแหล่งหนึ่งได้ง่าย บางชนิดสร้างความเสียหายได้ถึง 100%

ทั้งนี้ ศัตรูพืชที่ไม่เคยพบการระบาดมาก่อน หากเกิดการระบาดจึงเรียกว่าเป็นการเกิด “ศัตรูพืชอุบัติใหม่” ไม่ว่าจะเป็นโรคพืช แมลงศัตรูพืช วัชพืช ซึ่งอาจมีหลายนัย นัยแรกคือ ไม่เคยเกิดในประเทศไทย มาก่อนถือเป็นศัตรูพืชอุบัติใหม่ในไทย โดยการแพร่ระบาดมาจาก ลม ฝน พายุ ที่นำพาชิ้นส่วนที่ขยายพันธุ์ได้ หรือแม้กระทั่งแมลงต่างๆ หรืออาจมาจากท่อนพันธุ์หรือชิ้นส่วนของพืช ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ

นัยที่สอง คือ ไม่เคยพบการระบาดในพื้นที่มาก่อน เช่น ไม่เคยพบการระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมาก่อน โดยปกติจะระบาดเฉพาะที่ภาคตะวันตกและภาคใต้ แต่ต่อมาพบว่าเกิดการระบาดขึ้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่นนี้ถือว่าหนอนหัวดำเป็นศัตรูพืชอุบัติใหม่ของพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

นัยที่สาม คือ เชื้อโรคหรือแมลงที่เดิมไม่ใช่ศัตรูพืชแต่กลายเป็นศัตรูพืช เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงหรือปัจจัยต่างๆ กระตุ้นให้เชื้อโรคหรือแมลงเหล่านั้นเข้าทำลายพืชกลายเป็นศัตรูพืชได้ เช่น ตัวอ่อนของจักจั่น ทำลายรากอ้อยทำให้อ้อยชะงักการเจริญเติบโตและยืนต้นตาย

นางจิระนุช ชาญณรงค์กุล

ส่วน ศัตรูพืชอุบัติซ้ำ หมายถึงศัตรูพืชที่เคยพบการระบาดมาก่อน อาจเกิดมานานหลายปี 10 ปี หรือ มากกว่านั้นแล้วการระบาดยุติ หรือไม่มีการระบาดรุนแรงแต่ยังคงพบความเสียหายอยู่บ้าง กระทั่งปัจจัยต่างๆ มีความเหมาะสมก็กระตุ้นให้เกิดการระบาดรุนแรง หรือกลับมาระบาดใหม่ได้ เช่น การระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวที่เกิดการระบาดรุนแรงเมื่อปี 2557 ในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งภาครัฐได้จัดทำโครงการเพื่อการจัดการกระทั่งไม่เกิดการระบาด ต่อมาในปี 2560 เกิดการระบาดรุนแรงขึ้นอีกครั้ง

ดังนั้น ปัจจัยที่ทำให้เกิดศัตรูพืชอุบัติใหม่ และกลับมาอุบัติซ้ำอย่างแรก คือ พืช ทั้งชนิดพืช พันธุ์พืช ระดับความต้านทานต่อศัตรูพืช ซึ่งการปลูกพืชพันธุ์อ่อนแอเป็นสาเหตุสำคัญของการระบาดรุนแรงและเป็นแหล่งส่งเสริมการทวีจำนวนศัตรูพืชได้ปริมาณมากอย่างไม่มีสิ้นสุดตราบเท่าอายุขัยของพืชเหล่านั้น ปัจจัยที่สองคือ ศัตรูพืช ที่มีผลต่อการระบาดคือ ชนิด สายพันธุ์วงจรชีวิต แหล่งกำเนิดและแหล่งสะสมของการขยายพันธุ์ การทวีจำนวนและการแพร่ระบาด โดยชิ้นส่วนพืช หรือเศษซากพืช ดิน ซึ่งเป็นแหล่งสะสมศัตรูพืช แล้วแพร่ระบาดและการถ่ายทอดไปสู่ต้นใหม่หรือพื้นที่ปลูกใหม่ปัจจัยที่สาม คือ สภาพแวดล้อมเนื่องจากศัตรูพืชหลายชนิดที่เคยพบว่าเคยได้สร้างความเสียหายต่อพืชมาตั้งแต่อดีต ปัจจุบันก็ยังพบการระบาดอย่างต่อเนื่อง สาเหตุหลักนอกจากปัญหาการปลูกพืชเชิงเดี่ยว หรือปลูกพืชพันธุ์เดียวที่ไม่มีความหลากหลายทางพันธุกรรมแล้ว ยังขึ้นกับวิวัฒนาการของเชื้อโรค วงจรชีวิตของแมลงและการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม รวมทั้งสภาพอากาศ โดยปัจจัยสภาพแวดล้อมนั้นนอกจากเป็นสาเหตุของการเกิดการระบาดแล้วยังมีอิทธิพลต่อทั้งการเจริญของพืชและศัตรูพืชด้วยเช่นกัน

กรมส่งเสริมการเกษตร โดยกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย พยายามสร้างระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยการระบาดของศัตรูพืช โดยจัดทำมีแปลงติดตามสถานการณ์การระบาดศัตรูพืชกระจายตามจุดต่างๆ ทั่วประเทศโดยในปี 2561 มีการจัดตั้งแปลงติดตามการระบาดศัตรูพืชจำนวน 1,890 แปลง 38 ชนิดพืช และการดำเนินการสำรวจติดตามสถานการณ์การระบาดศัตรูพืชของพืชเศรษฐกิจ 7 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และมะพร้าวเป็นประจำทุกสัปดาห์ เพื่อประมวลผลและแจ้งเตือนการระบาดของศัตรูพืชได้ทันท่วงที รวมทั้งพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีด้านการจัดการศัตรูพืชและดินปุ๋ยให้มีประสิทธิภาพและทันสมัย พัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่และสร้างการมีส่วนร่วมของเกษตรกรและชุมชนผ่านเครือข่ายศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน เพื่อการควบคุมศัตรูพืชอย่างถูกต้องเหมาะสม ลดผลกระทบที่เกิดจากศัตรูพืชเข้าทำลายผลผลิตของเกษตรกรให้ได้มากที่สุด