รายงานพิเศษ : วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเกษตรพัฒนา ตัวอย่างความเข้มแข็งของชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/351939

รายงานพิเศษ : วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเกษตรพัฒนา ตัวอย่างความเข้มแข็งของชุมชน

รายงานพิเศษ : วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเกษตรพัฒนา ตัวอย่างความเข้มแข็งของชุมชน

วันอังคาร ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี ได้ดำเนินการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่รับผิดชอบ 8 จังหวัดภาคตะวันตก ได้แก่ กาญจนบุรี นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาครและสุพรรณบุรี

นางอ้อมทิพย์ สุทธิพงศ์เกียรติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี กล่าวว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 ให้ความสำคัญในการผลักดันกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ โดยกลุ่มที่เข้มแข็งอยู่แล้วก็พัฒนายกระดับมาตรฐานสินค้าหรือบริการให้ดียิ่งขึ้น ส่วนกลุ่มไหนที่ผลประเมินอยู่ในขั้นต้องปรับปรุง ก็จะส่งเสริมให้เขามีการจัดทำแผนพัฒนาว่าสมาชิกกลุ่มอยากทำอะไร เจ้าหน้าที่จะได้ถ่ายทอดองค์ความรู้หรือพาไปอบรม ดูงาน แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกลุ่มที่ประสบความสำเร็จ ตลอดจนประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อบูรณาการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนให้มีความเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้ในที่สุด

ตัวอย่างวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเกษตรพัฒนา ต.เกษตรพัฒนา อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร เป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ที่เกิดจากการรวมตัวกันของคนในชุมชน ทำผลิตภัณฑ์แปรรูปน้ำสมุนไพร จากวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่น จนประสบความสำเร็จสินค้าได้มาตรฐานผ่านการรับรองจาก อย. ทุกชนิด มีออเดอร์สั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่องจนผลิตแทบไม่ทัน สร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับสมาชิก

จากการลงพื้นที่เยี่ยมเยียนสมาชิกวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเกษตรพัฒนา จะพบว่ารูปแบบการดำเนินงานของกลุ่มนี้ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ทั้งความสะอาดและปลอดภัย แต่สิ่งหนึ่งที่พบคือสมาชิกมีอายุเฉลี่ยค่อนข้างมาก อาจจะต้องมีการนำลูกหลานหรือยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ (Young Smart Farmer) เข้ามาช่วยเสริม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยเฉพาะการพัฒนาบรรจุภัณฑ์หรือแพ็กเกจจิ้ง ซึ่งตอนนี้ยังเป็นรูปแบบธรรมดาที่วางจำหน่ายตามร้านค้าทั่วไป หากพัฒนาให้มีรูปแบบที่ทันสมัย สามารถมอบให้เป็นของฝากของขวัญเพื่อสุขภาพได้ก็จะยกระดับสินค้าไปสู่ตลาดอีกระดับหนึ่งได้ ทั้งนี้ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 มีโครงการที่ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายใต้ชื่อว่า FIN FIN ในการพัฒนารูปแบบแพ็กเกจจิ้งให้กับกลุ่มเกษตรกร ซึ่งในปี 2562 จะพิจารณานำกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้เข้าร่วมโครงการดังกล่าว

นางสมศรี เกตุแก้ว ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเกษตรพัฒนา เล่าว่า ตอนก่อตั้งกลุ่มภายใต้ชื่อกลุ่มสตรีสหกรณ์บ้านเกษตรพัฒนา เมื่อปี 2528 เพื่อรวมกลุ่มสมาชิกหารายได้เสริมหลังว่างจากการทำการเกษตร ซึ่งทำมาหลายอย่างเริ่มจากดอกไม้จัน ผลไม้หยี ผลไม้อบแห้ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงได้ปรับมาเป็นทำน้ำผลไม้ที่หาวัตถุดิบได้ท้องถิ่น เช่น น้ำฝรั่ง น้ำองุ่น น้ำลำไย น้ำข้าวโพด

หลังจากนั้นปี 2543 พื้นที่ในชุมชนมีการปลูกว่านหางจระเข้กันเยอะมาก โรงงานรับซื้อในราคากิโลกรัมละ 2 บาท และบางครั้งก็ไม่มารับซื้อตามสัญญา ทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน จึงได้ลองทำน้ำว่านหางจระเข้พร้อมดื่มแบบจริงจัง โดยรับซื้อว่านหางจระเข้จากเกษตรกรในพื้นที่ โดยประกันราคากิโลกรัมละ 4 บาท ได้คิดค้น ปรับปรุงสูตรจนได้รสชาติตามที่พอใจ จึงผลิตออกวางจำหน่าย ซึ่งในช่วงแรกสินค้ายังไม่ได้รับความนิยมก็ต้องไปออกร้าน ประชาสัมพันธ์ตามงานต่างๆ จนทำให้สินค้าเป็นที่รู้จักในวงกว้าง เมื่อปี 2549 ได้จัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเกษตรพัฒนา โดยขึ้นทะเบียนกับสำนักงานเกษตรอำเภอบ้านแพ้ว กรมส่งเสริมการเกษตร ปัจจุบันเป็นแหล่งผลิตน้ำว่านหางจระเข้พร้อมดื่ม (กลิ่นใบเตย ลิ้นจี่ องุ่น) และน้ำสมุนไพรพร้อมดื่ม (น้ำเก๊กฮวย น้ำเฉาก๊วย น้ำตะไคร้ น้ำอัญชัน และน้ำมะตูม) โดยสินค้าทุกชนิดได้รับการรับรองมาตรฐานจาก อย.

กว่าจะมาถึงวันนี้ ก็ต้องผ่านอุปสรรคมาหลายรูปแบบ เช่น การให้เครดิตลูกค้านำสินค้าไปขายก่อนแล้วจ่ายทีหลัง เมื่อถึงเวลาชำระเงินมีการตีคืนสินค้าเสียหายเพราะไม่ได้แช่เย็น ทำให้กลุ่มขาดทุน จึงมีกฎเกณฑ์ว่าจะไม่ส่งสินค้าที่ไหน ลูกค้าต้องเป็นผู้มารับสินค้าเองที่สถานที่ผลิตและรับผลิตตามจำนวนที่ลูกค้าสั่งเท่านั้น เน้นผลิตใหม่สดวันต่อวัน และไม่รับเปลี่ยนคืนหากสินค้าเสียหายจากการที่ลูกค้าไม่รักษาคุณภาพสินค้า ไม่แช่เย็น และไม่เปิดเครดิตสินค้า รับชำระเป็นเงินสดเท่านั้น โดยได้กำหนดราคาขายส่งไว้ต่ำ มีผลกำไรจากราคาทุนเพียงเล็กน้อย แค่พออยู่ได้ เน้นส่งเสริมให้สมาชิกมีอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ ซึ่งก็ทำให้สมาชิกทุกคนอยู่ได้ ชุมชนมีความเข้มแข็ง

รายงานพิเศษ : ผลไม้ภาคใต้4ชนิดพร้อมออกสู่ตลาดช่วงครึ่งปีหลัง หนุนประชาชนบริโภคผลไม้ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/351743

รายงานพิเศษ : ผลไม้ภาคใต้4ชนิดพร้อมออกสู่ตลาดช่วงครึ่งปีหลัง  หนุนประชาชนบริโภคผลไม้ไทย

รายงานพิเศษ : ผลไม้ภาคใต้4ชนิดพร้อมออกสู่ตลาดช่วงครึ่งปีหลัง หนุนประชาชนบริโภคผลไม้ไทย

วันจันทร์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หลังจากผลไม้ภาคตะวันออก ได้ออกตลาดมาให้ผู้บริโภคได้ลิ้มลองจนใกล้จะหมดฤดู ก็จะมาถึงช่วงของผลไม้ในพื้นที่ภาคใต้ที่กำลังเริ่มทยอยออกมาอีกระลอก ทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก.ได้ร่วมมือกับคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจ 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน เงาะ มังคุด และลองกอง ปี 2561 ภาพรวมทั้งประเทศ รวมทุกจังหวัดที่มีเนื้อที่ให้ผลแล้วพบว่า ทุเรียนมีผลผลิตรวม 726,809 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 91,778 ตัน เพิ่มขึ้น 14.45% เงาะมีผลผลิตรวม 275,366 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 26,253 ตัน เพิ่มขึ้น 10.54% มังคุดมีผลผลิตรวม 167,156 ตัน ลดลงจากปีที่แล้ว 42,724 ตัน ลดลง 20.36% และลองกองมีผลผลิตรวม 103,145 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 55,086 ตัน เพิ่มขึ้น 114.62% ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปลายเดือนมิถุนายน 2561 พบว่า ทุเรียนออกสู่ตลาดแล้ว 435,368 ตัน หรือ 60% เงาะออกสู่ตลาดแล้ว 159,715 ตัน หรือ 58% มังคุดออกสู่ตลาดแล้ว 55,800 ตัน หรือ 33% และลองกองออกสู่ตลาดแล้ว 4,424 ตัน หรือ 4% โดยมีแหล่งผลิตจากภาคตะวันออก ขณะที่ผลไม้ภาคใต้กำลังเริ่มทยอยให้ผลผลิต

 

สำหรับสถานการณ์ผลผลิตผลไม้ 4 ชนิดในช่วงครึ่งปีหลัง (ก.ค.-ธ.ค.) ส่วนใหญ่เป็นผลผลิตที่ออกสู่ตลาดจากภาคใต้ ซึ่งพบว่า ทุเรียน จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดอีก 40% รวมประมาณ 291,441 ตัน ซึ่งจะออกสู่ตลาดมากช่วงเดือนก.ค.-ก.ย. แต่จะออกมากสุดในช่วงเดือนส.ค. ส่วนเงาะจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดอีก 42% หรือประมาณ 115,651 ตัน และจะออกสู่ตลาดมากในช่วงส.ค.-ก.ย. มังคุด จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดอีก 64% รวมประมาณ 111,356 ตัน และจะออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนก.ค.-ก.ย. แต่จะออกมากสุดในช่วงเดือนส.ค. และลองกองจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดอีก 96% รวมประมาณ 98,721 ตัน ซึ่งจะออกสู่ตลาดในช่วงเดือนส.ค.-ต.ค.แต่ออกมากสุดในเดือนก.ย.

แม้ทุเรียนและมังคุดของภาคตะวันออกได้ออกสู่ตลาดไปแล้ว แต่ผู้บริโภคสามารถรอผลผลิตจากภาคใต้ที่จะออกมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคมได้เช่นกัน ส่วนลองกอง โดยเฉพาะลองกองตันหยงมัส ผลผลิตจะออกสู่ตลาดในเดือนส.ค.เป็นต้นไป จึงขอเชิญชวนผู้บริโภคช่วยกันสนับสนุนผลผลิตจากเกษตรกรในช่วงเวลาดังกล่าว และหากท่านที่ต้องการอุดหนุนหรือสั่งจองในปริมาณมาก สามารถติดต่อโดยตรงไปยังเกษตรจังหวัด เกษตรและสหกรณ์จังหวัด หรือสหกรณ์จังหวัดในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม ปี 2561 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เน้นหลักการบริหารจัดการผลไม้ให้มีข้อมูลการผลิตที่ชัดเจน เพื่อเชื่อมโยงกับตลาด
ผู้ซื้อได้อย่างเหมาะสมโดยให้จังหวัดมีการบริหารจัดการผลไม้แบบเบ็ดเสร็จด้วยตัวเอง จัดทำแผนบริหารจัดการผลไม้ในพื้นที่ ซึ่งมีคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) เป็นแกนหลัก เชื่อมโยงกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในจังหวัด ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้เน้นบริหารจัดการเชิงปริมาณจัดสมดุลอุปสงค์ อุปทาน ด้วยการส่งเสริมเกษตรกรรายย่อยให้รวมกลุ่มเพื่อผลิตไม้ผลคุณภาพตามระบบส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ การถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถผลิตไม้ผลคุณภาพนอกฤดู พร้อมเชื่อมโยงและหาตลาดรองรับผลผลิตอย่างต่อเนื่อง

รายงานพิเศษ : ‘สกก.ศรีเสลี่ยม จำกัด’ปลูกกล้วยหอมเขียวคาเวนดิชส่งออก ตอบโจทย์ตลาดคนรักสุขภาพ-สร้างรายได้ตลอดปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/350530

รายงานพิเศษ : ‘สกก.ศรีเสลี่ยม จำกัด’ปลูกกล้วยหอมเขียวคาเวนดิชส่งออก  ตอบโจทย์ตลาดคนรักสุขภาพ-สร้างรายได้ตลอดปี

รายงานพิเศษ : ‘สกก.ศรีเสลี่ยม จำกัด’ปลูกกล้วยหอมเขียวคาเวนดิชส่งออก ตอบโจทย์ตลาดคนรักสุขภาพ-สร้างรายได้ตลอดปี

วันอังคาร ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กล้วยหอมเขียวคาเวนดิช นับว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีการส่งออกมากที่สุดถึง 95 เปอร์เซ็นต์ ในตลาดโลก โดยประเทศที่ส่งออกกล้วยชนิดนี้มากที่สุด คือ เอกวาดอร์ รองลงมาคือ ฟิลิปปินส์ สำหรับในประเทศไทย กล้วยพันธุ์นี้ถือเป็นกล้วยหอมน้องใหม่ที่เกษตรกรเริ่มหันมาปลูกเพื่อการส่งออก เนื่องจากในหลายประเทศ เช่น จีน ญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆ นิยมบริโภคกล้วยหอมชนิดนี้มากกว่ากล้วยชนิดอื่น เพราะมากด้วยคุณค่าทางยาและโภชนาการ

สหกรณ์การเกษตรศรีเสลี่ยม จำกัด จังหวัดสุโขทัย เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ที่ส่งเสริมให้เกษตรกรสมาชิกหันมาปลูกกล้วยหอมเขียวคาเวนดิชเพื่อการส่งออก และแปรรูปขายในประเทศ โดยเน้นตลาดคนรักสุขภาพ เป็นการสร้างรายได้เสริมให้กับสมาชิกหลังการทำนา

นายวีรวิชญ์ ศรีปา ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรศรีเสลี่ยม จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมาสมาชิกส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นการทำนาเป็นหลัก แต่หลายปีที่ผ่านมา ราคาไม่ดีนัก ประกอบกับสภาพดินฟ้าอากาศไม่เอื้ออำนวย ทำให้ผลผลิตและรายได้น้อยลง มีเพียงพอแค่ใช้จ่ายในครัวเรือนเท่านั้น ดังนั้น จึงได้ลองส่งเสริมให้สมาชิกปลูกกล้วยหอมเขียวคาเวนดิชเพื่อส่งออก เนื่องจากเป็นที่ต้องการของตลาดและแนวโน้มการส่งออกค่อนข้างดี โดยเริ่มปลูกเมื่อปีที่แล้ว ลองผิดลองถูกด้วยตนเองก่อน แล้วค่อยๆส่งเสริมให้สมาชิกที่สนใจปลูก ปัจจุบันมีสมาชิกเข้าร่วมโครงการจำนวน 10 ราย พื้นที่มากกว่า 30 ไร่ โดยสหกรณ์จะมีการปล่อยสินเชื่อเพื่อให้สมาชิกกู้ไปลงทุน จำนวน 20,000 บาทต่อไร่ และคิดดอกเบี้ยพิเศษ นอกจากนั้นยังมีคู่มือการปลูก กล้าพันธุ์ พร้อมทั้งส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลให้คำแนะนำแก่สมาชิกถึงในแปลงอีกด้วย

“การปลูกกล้วยต่างจากการปลูกข้าว คือ กล้วยสามารถแตกหน่อ ขยายต้นได้เรื่อยๆ โดย 1 หน่อ ขยายได้ถึง 3 รุ่น การลงทุน 1 ไร่ ประมาณ 18,000 บาท ใช้หน่อกล้วยในการปลูก 320 ต้นต่อไร่ ราคาหน่อละ 35-40 บาท อีกทั้งยังต้องมีการเตรียมดิน ใส่ปุ๋ย ซึ่งการเตรียมแปลงต้องทำดินให้ร่วนซุยมากที่สุด เว้นระยะปลูก 2×2 เมตร ทั้งนี้ ปีแรกอาจจะลงทุนมากหน่อย แต่ในปีต่อไปการลงทุนจะน้อยลงเรื่อยๆ นอกจากนี้สหกรณ์ยังส่งเสริมให้สมาชิกหมักจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงใช้เอง เพื่อช่วยลดต้นทุน และถ่ายทอดให้สมาชิกรู้จักการบริหารจัดการแปลงที่ดี ซึ่งที่ผ่านมาสมาชิกสามารถคืนทุนและมีกำไรตั้งแต่รุ่นแรก บางรายมีรายได้ไร่ละ 50,000 บาท และคาดว่าในระยะเวลา 2-3 ปี สามารถสร้างรายได้มากกว่า 100,000 บาทต่อไร่เลยทีเดียว” นายวีรวิชญ์ กล่าว

สำหรับเทคนิคในการปลูกกล้วยเพื่อให้สามารถส่งออกได้ราคาดีนั้น ต้องคำนวณให้กล้วยที่ปลูกให้ผลผลิตในช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ เพื่อไม่ให้ผลผลิตออกตรงกับจีน ราคาจะอยู่ที่ 10 บาทต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ กล้วยที่จะส่งออก ต้องนับอายุหลังจากตัดปลี 65-70 วัน และลักษณะของผลกล้วยจะต้องมีเหลี่ยม เพื่อสะดวกต่อการขนส่งระยะไกล อีกทั้งการบรรจุหีบห่อจะบรรจุเป็นหวี จำนวน 6 หวีต่อกล่อง ดูดซีนสุญญากาศเพื่อไม่ใหอากาศเข้า

ปัจจุบันนอกจากจะมีการส่งออกกล้วยชนิดนี้ไปยังประเทศฟิลิปปินส์ มองโกเลีย ดูไบ และจีนแล้ว ยังแปรรูปขายในประเทศด้วย เช่น กล้วยฉาบ กล้วยลูกเดี่ยว โดยตลาดหลักอยู่ที่จังหวัดพิษณุโลก และกำลังผลักดันไปสู่ตลาดโมเดิร์นเทรด รวมทั้งเจาะกลุ่มคนรักสุขภาพ โรงพยาบาล และโรงเรียนต่อไป

รายงานพิเศษ : ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดศัตรูพืชอุบัติใหม่หรืออุบัติซ้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/350329

รายงานพิเศษ : ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดศัตรูพืชอุบัติใหม่หรืออุบัติซ้ำ

รายงานพิเศษ : ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดศัตรูพืชอุบัติใหม่หรืออุบัติซ้ำ

วันจันทร์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ตามที่ทราบกันแล้วว่า ศัตรูพืชมีทั้งเป็นศัตรูพืชที่เกิดขึ้นเป็นประจำกับศัตรูพืชเฝ้าระวังที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นแต่มีโอกาสจะเป็นศัตรูพืชที่อุบัติใหม่ได้

นางสาวสุมนา สิมาสฤษฏ์ ผู้อำนวยการกลุ่มพยากรณ์และเตือนการระบาดศัตรูพืช กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้เกิดศัตรูพืชอุบัติใหม่ และกลับมาอุบัติซ้ำ ได้แก่ 1.พืช ทั้งชนิดพืช พันธุ์พืช ระดับความต้านทานต่อศัตรูพืช การปลูกพืชพันธุ์อ่อนแอเป็นสาเหตุสำคัญของการระบาดที่รุนแรง และยังเป็นแหล่งเพิ่มปริมาณศัตรูพืชอย่างไม่มีสิ้นสุดตราบเท่าอายุขัยของพืชเหล่านั้น การระบาดของศัตรูพืชจะขึ้นกับการกระจายตัวของพืชอาศัย หากปลูกพืชอาศัยชนิดที่มีความเฉพาะเจาะจงต่อศัตรูพืชหนาแน่นเป็นบริเวณกว้าง จะเหมาะสมต่อการพัฒนาการระบาดของศัตรูพืชเป็นอย่างมาก และหากพืชนั้นเป็นพันธุ์อ่อนแอด้วยแล้วจะยิ่งเป็นเหตุให้เกิดระบาดรุนแรงเพิ่มขึ้นหลายเท่า การลดความหนาแน่นของพืชด้วยการลดพื้นที่ปลูกหรือปลูกพืชพันธุ์ต้านทานแซมหรือปลูกพืชแบบผสมผสานจะช่วยลดการระบาดลงได้

เมื่อกล่าวถึงพันธุ์พืชต้านทาน แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ 1) ความต้านทานแบบจำเพาะกับชนิดของโรคและแมลง มียีนควบคุมน้อยคู่ ลักษณะต้านทานแสดงออกอย่างชัดเจน สามารถแยกออกเป็นกลุ่มตามระดับความต้านทานได้ พืชที่มีความต้านทานแบบจำเพาะมักแสดงออกกับบางสายพันธุ์ของโรคหรือแมลงเท่านั้น 2) ความต้านทานแบบไม่จำเพาะกับชนิดของโรคและแมลง เป็นลักษณะความต้านทานที่ควบคุมโดยยีนหลายคู่ การแสดงออกของลักษณะความต้านทานจึงแยกเป็นกลุ่มชัดเจนไม่ได้ ลักษณะความต้านทานแบบไม่จำเพาะนี้อาจเรียกว่า Tolerance ก็ได้ พืชที่มีลักษณะความต้านทานแบบนี้มักแสดงความต้านทานกับโรคหรือแมลงได้หลายสายพันธุ์ และมีระดับความต้านทานต่อสายพันธุ์ต่างๆ ได้เกือบเท่ากัน ความต้านทานแบบนี้มักไม่สมบูรณ์อาจปรากฏอาการของโรคอยู่บ้างเล็กน้อย โดยทั่วไปหากพืชที่มียีนต้านทานโรคปลูกในพื้นที่กว้างเป็นจำนวนมากจะมีการผสมตัวเองทำให้มีความต้านทานสูงต่อศัตรูพืชเฉพาะสายพันธุ์ แต่สำหรับพืชที่ขยายพันธุ์จากส่วนขยายพันธุ์ เมื่อมีศัตรูพืชเข้าทำลายจะพบการระบาดอย่างรุนแรง

2.ศัตรูพืช สิ่งมีชีวิตที่สร้างความเสียหายให้แก่พืชที่ปลูก เช่น ทำความเสียหายจากการวางไข่ที่เนื้อเยื่อพืชแล้วกระตุ้นให้พืชเกิดการเจริญผิดปกติเกิดปุ่มปมขึ้น มีการปล่อยสารพิษต่อพืชทำให้เนื้อเยื่อพืชเหี่ยวแห้ง เกิดอาการคล้ายใบไหม้ ทำให้ใบพืชบิดงอผิดรูปร่างไป นอกจากนี้แมลงบางชนิดยังเป็นพาหะนำโรคมาสู่พืชได้อีกด้วย สาเหตุที่ศัตรูพืชเกิดการระบาด คือ ศัตรูพืชมีการขยายพันธุ์เพิ่มปริมาณโดยเฉพาะจากพืชอาศัยที่อ่อนแอการเพิ่มปริมาณก็จะยิ่งมากขึ้น เมื่อศัตรูพืชมีปริมาณเพิ่มขึ้นก็จะมีการแพร่กระจายจากแหล่งที่กำเนิดไปยังที่อื่นๆ โดยผ่านปัจจัยต่างๆ เช่น เศษซากพืช ดิน ลม น้ำ แม้กระทั่งส่วนขยายพันธุ์ของพืช สำหรับศัตรูพืชอุบัติใหม่เป็นศัตรูที่ไม่เคยเกิดการระบาดมาก่อน ณ สถานที่หนึ่งซึ่งต่อมากลายเป็นศัตรูพืช ณ สถานที่นั้น ซึ่งอาจมีสาเหตุจากการเคลื่อนย้ายของศัตรูพืชเองที่อพยพเข้ามาหรือแพร่กระจายโดย ลม ฝน น้ำ และพาหะอื่นๆ เช่น การแพร่กระจายของไมยราบยักษ์ จากภาคเหนือลงมายังภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศ หรือจากการนำเข้าศัตรูพืชมาจากต่างประเทศทั้งโดยเจตนา เช่น การระบาดของผักตบชวา และไม่เจตนา เช่น การระบาดของหนอนหัวดำที่ติดมากับปาล์มประดับ หรือผลมะพร้าวที่นำเข้ามาจากประเทศในแถบอินเดีย ศรีลังกา

3.สภาพแวดล้อม นอกจากเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคพืชและแมลงระบาดแล้ว ยังมีอิทธิพลต่อพืช ทำให้พืชอ่อนแอเกิดโรคง่าย สภาพแวดล้อมที่กล่าวถึง ได้แก่ อุณหภูมิ ความชื้น แสงแดด ลม ความเป็นกรดและด่าง แร่ธาตุอาหาร ออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ อินทรียวัตถุ ชนิดและเนื้อดิน ฝนและน้ำค้าง สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนมีผลต่อการเจริญเติบโตและการเข้าทำลายของศัตรูพืชทั้งสิ้น การเปลี่ยนแปลงหรือทำลายสภาพสมดุลของธรรมชาติ จะทำให้ศัตรูจากแหล่งใกล้เคียงอพยพเข้าไปยังพื้นที่ใหม่ เนื่องจากแหล่งอาศัยของมันถูกทำลาย เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพป่าไปเป็นพื้นที่เกษตร ทำให้เกิดการระบาดของตั๊กแตนปาทังก้า จักจั่นในไร่อ้อย หรือการระบาดของหนูในนาข้าว การเปลี่ยนแปลงของศัตรูธรรมชาติทำให้การควบคุมโดยธรรมชาติเสียสมดุลไป เกิดการระบาดของศัตรูพืชจากที่ไม่เคยระบาดมาก่อน หรือการกลับมาระบาดใหม่ในพื้นที่ที่ไม่เคยมีการระบาดมานานแล้ว

ดังนั้น เกษตรกรต้องเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ของโรคและแมลงอย่างต่อเนื่อง โดยหมั่นสำรวจและตรวจสอบพื้นที่ของตนเอง เพื่อเตรียมความพร้อมหาแนวทางในการควบคุมโรคและแมลงที่อาจเกิดขึ้นได้ทันท่วงที หากเกิดการระบาดหรือมีแนวโน้มว่าจะระบาดของโรคและแมลงชนิดใหม่ๆที่ไม่เคยพบในพื้นที่หรือเคยพบเมื่อนานมาแล้ว โดยเมื่อสำรวจพบการระบาดของโรคและแมลงสามารถปรึกษาและขอคำแนะนำได้ที่กรมส่งเสริมการเกษตร หรือสำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน

รายงานพิเศษ : ‘สสก.6’เดินหน้าปั้นเกษตรกรรุ่นใหม่ สู่การเป็นผู้ประกอบการ-ผู้นำด้านเกษตร‘4.0’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/349813

รายงานพิเศษ : ‘สสก.6’เดินหน้าปั้นเกษตรกรรุ่นใหม่ สู่การเป็นผู้ประกอบการ-ผู้นำด้านเกษตร‘4.0’

รายงานพิเศษ : ‘สสก.6’เดินหน้าปั้นเกษตรกรรุ่นใหม่ สู่การเป็นผู้ประกอบการ-ผู้นำด้านเกษตร‘4.0’

วันศุกร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากนโยบายของรัฐบาลในการดูแลลูกหลานของเกษตรกร โดยการพัฒนาและสร้างคนรุ่นใหม่เข้าสู่เกษตรยุคใหม่ ผลิตเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เรียนรู้เรื่องเทคโนโลยี การใช้เครื่องมือ การบริหารจัดการและขับเคลื่อนชุมชน โดยมุ่งหวังให้คนรุ่นใหม่จบภาคการเกษตร มีความรู้ความสามารถด้านวิชาการเกษตรทั้งระบบ เพื่อความยั่งยืนในการประกอบอาชีพการเกษตร การพึ่งพาตนเอง และการแข่งขันทางการค้าในอนาคต

โดยความสามารถของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่หันมาทำการเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนจากทำมากได้น้อยเป็นทำน้อยได้มาก สอดคล้องกับโมเดล Thailand 4.0 เกิดการเปลี่ยนแปลงจากการเกษตรแบบดั้งเดิมไป สู่การเกษตรสมัยใหม่ เน้นการบริหารจัดการและเทคโนโลยี (Smart Farming) และการเกษตรแม่นยำสูง (Precision Farming) มีการใช้วิทยาการ ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัย และพัฒนา แล้วต่อยอดเป็น กลุ่มอาหารเกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ (Food, Agriculture & Bio-Tech) ซึ่งเป็น platform ในการสร้าง New Startups ด้านเทคโนโลยีการเกษตร การเปลี่ยนสินค้าเกษตรให้เป็นอาหารสุขภาพหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีมูลค่าสูง ตลอดจนการใช้ ICT เพื่อการพัฒนา Digital Market

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้มีนโยบายปฏิรูปการเกษตรของประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศ ที่จะต้องดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในด้านการพัฒนา ทั้งประโยชน์ในการบริหารจัดการด้านการเกษตรและประโยชน์เพื่อเกษตรกรที่จะได้รับการพัฒนาที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการ ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดี

นายนเรศ ฝีปากเพราะ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ มีทิศทางการดำเนินงานตามกรมส่งเสริมการเกษตร ประจำปีงบประมาณ 2561 ในการสร้างสมดุลของการพัฒนาและส่งเสริมการเกษตรตลอดเส้นทางของการเป็นผู้ประกอบการด้านการเกษตร (The whole process of agri-industry) โดยเกษตรกรคือผู้ประกอบการด้านการเกษตร ซึ่งตั้งแต่ปี 2557 ได้ดำเนินงานพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer เน้นกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเชื่อมโยงเครือข่าย โดยให้เกษตรกรเป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้และออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง” และมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเป็น “ผู้จัดการเรียนรู้” ปัจจุบันมีเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 9,249 ราย ผ่านการประเมินคุณสมบัติเป็น Young Smart Farmer จำนวน 7,598 ราย และพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ รวม ปี 2561 มีประมาณ 940 ราย ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการพัฒนาต่อยอดให้ Young Smart Farmer เป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ ที่มีการบริหารจัดการการเกษตรด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม สามารถพึ่งพาตนเองได้ และเป็นผู้นำทางการเกษตรในท้องถิ่น รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรและองค์กรเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง และดำเนินงานด้านการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนทำให้ชุมชนเติบโตทางเศรษฐกิจจากฐานการเกษตรได้

ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและพัฒนา Young Smart Farmer ให้เป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ที่มีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ นวัตกรรม ฐานข้อมูล (Big Data) และเครือข่ายในการทำธุรกิจเกษตร รวมทั้งเป็นผู้นำด้านเกษตร 4.0 และเพื่อพัฒนาและยกระดับผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่สู่การเกษตรตามมาตรฐานสินค้าและการตลาดสากล สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ จึงได้จัดให้มีการอบรมหลักสูตรผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ โครงการพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมแพร่นครา อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ โดยอบรมดังกล่าวจะเน้นในการสร้างแนวคิดเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่ต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และการทดสอบผลิตภัณฑ์กับกลุ่มเป้าหมาย การเจรจาต่อรอง ฯลฯ และจะมีการอบรมอีกครั้งในเวทีที่ 2 เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความพร้อมมากยิ่งขึ้นในการเป็นผู้ประกอบการเกษตรต่อไป

รายงานพิเศษ : เกษตรเขต2จัด‘Green Market #Farmer Market’ เปิดตลาดสินค้าคุณภาพสู่ตลาดไฮเอนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/349596

รายงานพิเศษ : เกษตรเขต2จัด‘Green Market #Farmer Market’ เปิดตลาดสินค้าคุณภาพสู่ตลาดไฮเอนด์

รายงานพิเศษ : เกษตรเขต2จัด‘Green Market #Farmer Market’ เปิดตลาดสินค้าคุณภาพสู่ตลาดไฮเอนด์

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ ส่งเสริมให้มีการจัดตลาดเกษตรกรขึ้น เพื่อให้เป็นแหล่งที่เกษตรกรจะได้นำสินค้าดีมีคุณภาพและปลอดภัย มาวางจำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งในส่วของกรมส่งเสริมการเกษตรได้ดูแลตลาดเกษตรกรอยู่ 57 ตลาดกระจายอยู่ทั่วประเทศ

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมากรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการเรื่องตลาดเกษตรกร ซึ่งส่วนใหญ่ตลาดเกษตรกรจะอยู่หน้าศาลากลางจังหวัด หรือหน้าสำนักงานเกษตรจังหวัด แต่ยังไม่ได้ก้าวเข้าไปสู่ซุปเปอร์มาร์เก็ต ห้างสรรพสินค้าหรือตลาดระดับบน (ตลาดไฮเอนด์) แต่ขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 ที่รับผิดชอบพื้นที่ 8 จังหวัดภาคตะวันตก ได้เดินหน้าไปอีกขั้นในการร่วมมือกับศูนย์การค้ามาร์เก็ตวิลเลจ หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นแหล่งที่ผู้บริโภคทั้งชาวไทยและชาวต่างชาตินิยมเข้ามาเลือกซื้อหาสินค้า และยังเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อค่อนข้างสูง จึงเป็นโอกาสที่จะได้ผลักดันให้เกษตรกรผู้ผลิตสินค้าดีมีคุณภาพได้มาพบปะกับผู้บริโภคโดยตรง

ขณะนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานเกษตรจังหวัดทุกจังหวัด นำรูปแบบการดำเนินการเชื่อมโยงการผลิตการตลาดสินค้าเกษตร GAP และตลาดเกษตรกร ไปสู่ตลาดห้างสรรพสินค้าที่อยู่ในพื้นที่ เพื่อนำสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP เกษตรอินทรีย์ หรือมาตรฐานอื่นๆ ไปสู่กลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันเรามีกลุ่มเกษตรกรที่ดำเนินการผลิตสินค้าคุณภาพและได้รับการรับรองมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเกษตรกรหรือวิสาหกิจชุมชน ที่อยู่ในระบบแปลงใหญ่ก็ดี หรือกลุ่มผู้ผลิตสินค้า GAP หรือกลุ่มเกษตรอินทรีย์ อยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร จะผลักดันให้กลุ่มเกษตรกรเหล่านี้ยกระดับการผลิตเพื่อเข้าไปสู่ตลาดไฮเอนด์มากขึ้น

“วันนี้เราต้องสร้างความรู้สึกหรือสร้างการรับรู้ของผู้บริโภค ให้คำนึงถึงการบริโภคสินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภัย ซึ่งมีความสำคัญต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค เมื่อผู้บริโภคมีความต้องการสินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภัย ก็จะเป็นตัวผลักดันให้เกษตรกรผลิตสินค้าให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น เป็นไปตามแนวทางการตลาดนำการผลิตนั่นเอง” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวย้ำ

นางอ้อมทิพย์ สุทธิพงศ์เกียรติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จ.ราชบุรี กล่าวว่า ศูนย์การค้ามาร์เก็ตวิลเลจ หัวหิน ได้ให้การสนับสนุนเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์นำสินค้าดีมีคุณภาพมาวางจำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยตรง ในตลาด Green Market เป็นประจำเดือนละ 1 ครั้ง ติดต่อกันมาตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งทำให้สินค้าเกษตรได้รับความสนใจมากขึ้น จึงเห็นว่าควรจะขยายโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไปสู่เกษตรกรในเครือข่ายภาคตะวันตกทั้ง 8 จังหวัด เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตสินค้าเกษตรที่มีความปลอดภัย สามารถเชื่อมโยงการผลิตและการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จึงได้ร่วมมือกับมาร์เก็ตวิลเลจ จัดงานเชื่อมโยงการผลิตการตลาดสินค้าเกษตร GAP และตลาดเกษตรกร “Green Market # Farm Market” ขึ้นในระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน ถึง 2 กรกฎาคม 2561

ภายในงานจะประกอบไปด้วย การแสดงสินค้าเกษตรพรีเมียมกว่า 36 รายการ เป็นสินค้าสดและสินค้าแปรรูปที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน รวมถึงนวัตกรรมทางการเกษตร อีกทั้งมีการให้บริการวิเคราะห์สารพิษตกค้างในเลือดของโรงพยาบาลหัวหิน และการให้ความรู้เรื่องการเพิ่มช่องทางการขายสินค้าเกษตรผ่านไปรษณีย์ออนไลน์จากบริษัทไปรษณีย์ไทย สาขาหัวหิน ทั้งนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ การจัดแสดงนิทรรศการผลผลิตการเกษตร ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP การเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการและผู้ผลิต การสาธิต การประกอบอาหารจากผลิตภัณฑ์ภายในงาน การแข่งขันทานผลไม้ตามฤดูกาล และการจัดนาทีทอง ลด แลก แจก ชิม

ซึ่งเชื่อมั่นว่าการจัดงานครั้งนี้จะช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการตลาด การบริหารจัดการผลผลิตที่มีคุณภาพและมาตรฐานของเกษตรกรในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคตะวันตก รวมทั้งเจ้าหน้าที่และเกษตรกรได้มีโอกาสศึกษา เรียนรู้รูปแบบและขั้นตอนการดำเนินงานของตลาดสินค้าเกษตร สามารถนำไปขยายผลในพื้นที่ของตนเองได้ในอนาคต ที่สำคัญคือได้ประชาสัมพันธ์สินค้าปลอดภัยได้มาตรฐานจากตลาดเกษตรกรให้เป็นที่รู้จักอย่าง
กว้างขวางมากขึ้น

รายงานพิเศษ : เกษตรฯยก‘ชุมพร’ต้นแบบความสำเร็จ ใช้ไตรโคเดอร์ม่าป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าในทุเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/349328

รายงานพิเศษ : เกษตรฯยก‘ชุมพร’ต้นแบบความสำเร็จ  ใช้ไตรโคเดอร์ม่าป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าในทุเรียน

รายงานพิเศษ : เกษตรฯยก‘ชุมพร’ต้นแบบความสำเร็จ ใช้ไตรโคเดอร์ม่าป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าในทุเรียน

วันพุธ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ทุเรียน เป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่มีความสำคัญ มีศักยภาพในการส่งออกสูงและเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่อง จังหวัดชุมพร เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่มีการปลูกทุเรียนกันมาก มีพื้นที่ปลูกประมาณ 164,099 ไร่ แต่ปัญหาอย่างหนึ่งที่พบมากที่สุดของการทำสวนทุเรียน คือโรครากเน่าโคนเน่า ที่นับเป็นปัญหาสำคัญของคนปลูกทุเรียนมาโดยตลอด

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยถึงสถานการณ์ของโรครากเน่าโคนเน่าในทุเรียนว่า พื้นที่อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร เป็นพื้นที่หนึ่งที่เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนต้องเผชิญกับปัญหาโรครากเน่าโคนเน่าที่ระบาดหนัก เพราะอากาศแปรปรวนมีความชื้นสูง รวมทั้งการบริหารจัดการที่ยังไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ จนสวนทุเรียนได้รับความเสียหายอย่างหนัก เกษตรกรหลายรายมีความคิดว่าจะโค่นต้นทุเรียนทิ้ง เพื่อไปปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นแทนก็มี กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานเกษตรอำเภอท่าแซะ ได้ส่งเสริมแนะนำให้เกษตรกรใช้ “เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า” ในการควบคุมโรคพืช เนื่องจากเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าเป็นเชื้อราปฏิปักษ์หรือเชื้อราที่เป็นศัตรูต่อเชื้อสาเหตุโรคพืชหลายชนิดได้ จึงช่วยทำลายเชื้อราไฟทอฟธอราซึ่งเป็นสาเหตุของโรครากเน่าโคนเน่าในดินให้มีปริมาณลดลง ช่วยให้รากที่มีอยู่เดิมหรือรากที่แตกใหม่ไม่ให้เชื้อราไฟทอฟธอราเข้าไปทำลายได้ เชื้อราไตรโคเดอร์ม่ายังมีส่วนช่วยให้พืชเกิดความต้านทานต่อเชื้อโรค ที่สำคัญเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าเป็นสารชีวภัณฑ์ที่มีความปลอดภัย

กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาใช้ไตรโคเดอร์ม่าป้องกันโรคพืชแทนการใช้สารเคมี อีกทั้งส่งเสริมให้รวมกลุ่มกันผลิตไตรโคเดอร์ม่าไว้ใช้เอง เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมโรคพืชได้อย่างถูกต้องเหมาะสม เนื่องจากที่ผ่านมาเกษตรกรนิยมใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรคพืช แต่พบว่าการใช้สารเคมีนอกจากราคาแพงส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต ยังก่อให้เกิดมลภาวะตามมาอีกด้วย และเกิดความไม่ปลอดภัยต่อผลผลิตมีสารตกค้าง รวมถึงความไม่ปลอดภัยต่อตัวเกษตรกรและผู้บริโภคด้วย

นางจิรนุช ชาญณรงค์กุล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กล่าวเพิ่มเติมว่า การใช้ชีวภัณฑ์ โดยเฉพาะเชื้อที่เป็นจุลินทรีย์ในการควบคุมแมลงศัตรูพืชและโรคพืชได้รับความนิยมจากเกษตรกรในยุคปัจจุบันค่อนข้างมาก เนื่องจากต้นทุนถูกกว่าสารเคมี และยังสามารถผลิตได้เอง มีความปลอดภัยสูง ซึ่งการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าเพื่อป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าในทุเรียน ก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่กรมส่งเสริมการเกษตรสนับสนุนให้เกษตรกรนำไปใช้ เพื่อลดต้นทุน ลดความเสียหายของผลผลิต และเพิ่มมูลค่าให้กับทุเรียนได้เป็นอย่างดี นอกจากการส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตสารชีวภัณฑ์ไว้ใช้เองแล้ว ทางกรมส่งเสริมการเกษตร ยังมีมาตรการควบคุมมาตรฐานการผลิตสารชีวภัณฑ์ที่กลุ่มเกษตรกรผลิต เพื่อให้ได้มาตรฐานสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการสุ่มตัวอย่างนำไปตรวจเป็นระยะ 2-3 เดือนครั้ง รวมทั้งมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเกษตรตำบล เกษตรอำเภอ หรือจังหวัด และศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช ที่อยู่ในพื้นที่คอยลงพื้นที่ให้คำแนะนำในการผลิตและใช้สารชีวภัณฑ์อย่างถูกต้องเหมาะสมตลอดเวลา

ด้านนางสำเนียง สุขเนาว์ เจ้าของแปลงต้นแบบการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าในทุเรียน บ้านบางฝนตก หมู่ 18 ตำบลรับร่อ อำเภอท่าแซะ จ.ชุมพร เล่าว่า ตนมีพื้นที่ปลูกทุเรียนอยู่ 15 ไร่ หลายปีก่อนประสบปัญหาโรครากเน่าโคนเน่าทำลายต้นทุเรียนเกือบทั้งหมด ตอนนั้นทำยังไงก็ไม่หายใช้สารเคมีก็ไม่เป็นผล เชื้อราไฟทอฟธอราทำลายต้นทุเรียนเป็นแผลตั้งแต่ข้างบนยอดลงมาถึงโคนต้น ใบเหี่ยวเฉา ลูกไม่สมบูรณ์ จนคิดว่าทุเรียนต้องตายหมดสวนแน่ๆ จึงคิดที่จะโค่นทุเรียนไปปลูกปาล์มน้ำมันแทนแล้ว พอดีมาเจอกับเกษตรอำเภอท่าแซะ คุณสว่าง โกดี ปัจจุบันเกษียณอายุราชการแล้ว เข้ามาแนะนำมาอบรมถ่ายทอดความรู้ ให้รู้จักเชื้อไตรโคเดอร์ม่า ว่าสามารถแก้ปัญหาโรครากเน่าโคนเน่าได้ ซึ่งตอนแรกลูกชาย นายอรุณวิชญ์ สุขเนาว์ ไม่เชื่อเลย แต่ตนคิดว่าไม่มีอะไรจะเสียแล้วก็เลยลองทำ โดยทั้งหว่านรอบโคนต้น ฉีดลำต้น ทรงพุ่ม ฉีดทุก 15 วัน พอผ่านไปประมาณ 6 เดือน สภาพต้นทุเรียนที่เหมือนจะตายเริ่มฟื้น เมื่อเห็นผลอย่างนั้นก็ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าป้องกันกำจัดโรคในสวนทุเรียนมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันกว่า 4 ปีแล้ว และก็ยังจะใช้ต่อไป รวมทั้งอยากเชิญชวนให้เกษตรกรที่ประสบปัญหาหันมาใช้สารชีวภัณฑ์ทดแทนสารเคมี เพราะไม่เพียงช่วยลดต้นทุน ยังปลอดภัยต่อตัวเกษตรกรและผู้บริโภค

ปัจจุบันแปลงของนางสำเนียง สุขเนาว์ และลูกชาย ถูกยกให้เป็นแปลงต้นแบบการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าในทุเรียนที่ประสบความสำเร็จเห็นผลอย่างชัดเจน ซึ่งนำไปสู่การขยายผลการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าอย่างกว้างขวางของพื้นที่จังหวัดชุมพร

ตัวอย่างเช่น นายสุนันท์ เพชรทอง เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน (สวนลุงนุ้ย) หมู่ 7 ต.หงษ์เจริญ อ.ท่าแซะ เป็นแปลงขยายผลการเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าในทุเรียนและยังใช้กับพืชอื่นที่ปลูกแบบผสมผสาน หรือสวนสมรม บนพื้นที่ 50 ไร่ ใช้วิธีการฉีดพ่นและโรยโคนต้น รวมถึงมีการนำเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าไปปิดปากแผลตามลำต้น ช่วยให้โรคและแมลงลดลง ผลผลิตได้มากขึ้น ซึ่งที่สวนลุงนุ้ยสามารถผลิตทุเรียนคุณภาพ มีระบบจัดการสินค้าทุเรียนให้มีมาตรฐานตรวจสอบย้อนกลับได้ด้วย QR code การันตีคุณภาพสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค และยังได้รับคัดเลือกให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางเกษตรที่สำคัญของอำเภอท่าแซะด้วย

ขณะที่นายสุรพศ สุวรรณรักษา ผู้ใหญ่บ้าน ม.9 ต.หงษ์เจริญ อ.ท่าแซะ ในฐานะผู้ประสานงานของศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ต.หงษ์เจริญ กล่าวว่า ตนและเกษตรกรในพื้นที่ เป็นชาวสวนผู้ปลูกทุเรียนที่ประสบปัญหาต้นทุเรียนตาย ผลผลิตเสียหายจากโรครากเน่าโคนเน่า จึงได้มารวมกลุ่มกัน สมาชิก 42 ราย เพื่อมาช่วยกันผลิตเชื้อราไตรโคเดอร์ม่า นำไปใช้ป้องกันโรคในสวนทุเรียน ซึ่งผลจากการดำเนินการพบว่ามีประสิทธิภาพที่ดีกว่าการใช้สารเคมี ทำให้สมาชิกในกลุ่มมีความเชื่อถือในการทำอาชีพแบบยั่งยืน ลดรายจ่ายได้เยอะ อีกทั้งยังดีต่อสุขภาพของชาวบ้านอีกด้วย ปัจจุบันสมาชิกได้นำไปใช้กว่า 70% ของจำนวนสมาชิก ครอบคลุมพื้นที่สวนทุเรียนกว่า 400 ไร่ และมีแนวโน้มที่จะขยายผลการใช้ไปสู่พื้นที่หมู่บ้านใกล้เคียงคิดเป็นพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 1,000 ไร่

สำหรับเกษตรกรท่านใดที่สนใจเรื่องการใช้สารชีวภัณฑ์ป้องกันโรคพืช สามารถสอบถามได้ที่ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) ใกล้บ้าน หรือที่หน่วยงานของกรมส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ได้เลย

รายงานพิเศษ : สสก.8จัดมหกรรมส่งเสริมการเกษตรภาคใต้ตอนบน ครบรอบ50ปีกรมส่งเสริมการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/349156

รายงานพิเศษ : สสก.8จัดมหกรรมส่งเสริมการเกษตรภาคใต้ตอนบน ครบรอบ50ปีกรมส่งเสริมการเกษตร

รายงานพิเศษ : สสก.8จัดมหกรรมส่งเสริมการเกษตรภาคใต้ตอนบน ครบรอบ50ปีกรมส่งเสริมการเกษตร

วันอังคาร ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายส่งเสริมและพัฒนาด้านการผลิตสินค้าให้มีคุณภาพและพัฒนาเกษตรกร องค์กรเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนให้เข้มแข็ง ภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ดีขึ้น โดยนำระบบส่งเสริมการเกษตร (T&V System) มาใช้ขับเคลื่อนการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

นายธาร นวลนึก ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริม และพัฒนาการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี กรมส่งเสริมการเกษตรกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้พัฒนางานส่งเสริมการเกษตรสู่การเป็น Smart Agriculture สอดรับนโยบาย Thailand 4.0 ด้วยความเชื่อมั่นในศักยภาพภาคเกษตร การสร้างความสมดุลในการพัฒนาให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้ และให้นักส่งเสริมการเกษตรและเกษตรกรเป็นเพื่อนคู่คิดเป็นมิตรแท้ ร่วมกันสร้างสรรค์ผลผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการของผู้บริโภคและสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนทั้ง 7 จังหวัดเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาบุคลากรการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร การส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรและเคหกิจเกษตร การช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยพิบัติต่างๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งการดำเนินโครงการตามนโยบายสำคัญของรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง

และเนื่องในวาระครบรอบ 50 ปี ของการสถาปนากรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงได้กำหนดจัดงานมหกรรมส่งเสริมการเกษตรภาคใต้ตอนบนขึ้น ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน 2561 -วันที่ 5 กรกฎาคม 2561 ณ สนามสหกรณ์จังหวัดสุราษฎร์ธานี เลขที่ 138-138/1 หมู่ที่ 3 ตำบลหนองไทร อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานส่งเสริมการเกษตรภาคใต้ตอนบน ส่งเสริมและพัฒนาความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร 4.0 และแสดงศักยภาพการผลิตสินค้า ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของวิสาหกิจชุมชน สถาบันเกษตรกรในภาคใต้ตอนบน

“กิจกรรมในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการผลงานส่งเสริมการเกษตรและจำหน่ายสินค้า ผลผลิต ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของวิสาหกิจชุมชน องค์กรเกษตรกร การเชื่อมโยงการผลิตตลาดสินค้าเกษตร GAP การสัมมนาสร้างเครือข่ายตลาดเกษตรกร เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างเครือข่าย Young Smart Farmer และเวทียกย่องเชิดชูเกียรติอาสาสมัครเกษตร เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนสินค้าเกษตรภาคใต้ตอนบน เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร 4.0 จากสำนักงานเกษตรจังหวัด 7 จังหวัด ศูนย์ปฏิบัติการ 5 ศูนย์ สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน เกษตรกร องค์กรเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ ที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตได้ รวมไปถึงจัดให้มีการประกวดบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร การประกวดผลผลิตทางการเกษตร เช่น การประกวดปาล์มน้ำมัน และทุเรียนหมอนทอง การประกวดพืชจำนวน 6 ชนิดพืช ได้แก่ กล้วยหอมทอง มะพร้าวอ่อน เงาะโรงเรียน มังคุด ทุเรียนพันธุ์พื้นเมือง และสับปะรดปัตตาเวีย การประกวดผลผลิตทางการเกษตรประเภทใหญ่-ยาว 4 ชนิด ได้แก่ ไข่เป็ด หอยนางรม มะพร้าวแกง และสะตอ และยังมีการแข่งขันการกรีดยางอีกด้วย”นายธาร กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรวังชิ้น จำกัด ส่งสินค้าเดลิเวอรี่-ลดค่าครองชีพ-ยกระดับคุณภาพชีวิตสมาชิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/348885

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรวังชิ้น จำกัด ส่งสินค้าเดลิเวอรี่-ลดค่าครองชีพ-ยกระดับคุณภาพชีวิตสมาชิก

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรวังชิ้น จำกัด ส่งสินค้าเดลิเวอรี่-ลดค่าครองชีพ-ยกระดับคุณภาพชีวิตสมาชิก

วันจันทร์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากความห่างไกลกันระหว่างสำนักงานสหกรณ์การเกษตรวังชิ้น จำกัด จังหวัดแพร่ กับหมู่บ้านของสมาชิก จึงเป็นที่มาของการกระจายสินค้าแบบเดลิเวอรี่โดยศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับสมาชิก และที่สำคัญสามารถช่วยลดต้นทุนในการขนส่งและเดินทางให้แก่สมาชิกได้มาก

นายไพฑูรย์ มานะศักดิ์สกุล ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรวังชิ้น จำกัด จังหวัดแพร่ กล่าวว่า ในส่วนของศูนย์กระจายสินค้าแห่งนี้ เริ่มดำเนินงานเมื่อ 4 ปีที่แล้ว โดยจะเน้นบริการร้านค้าในหมู่บ้านเป็นหลัก ที่ผ่านมาสหกรณ์มีการจัดส่งสินค้าตามหมู่บ้านอยู่แล้ว โดยเริ่มต้นจากน้ำมันและก๊าซหุงต้ม ต่อมาสมาชิกที่เป็นร้านค้าเริ่มมีความต้องการอยากให้สหกรณ์จัดส่งสินค้าอุปโภค บริโภคด้วย สหกรณ์จึงตอบสนองความต้องการของสมาชิก แต่อาจจะมีคู่แข่งทางการตลาดอย่างบริษัทเอกชนที่มีการส่งสินค้าตามหมู่บ้านเช่นกัน สหกรณ์จึงค่อยๆดึงลูกค้ากลับมา เนื่องจากร้านค้าส่วนใหญ่จะเป็นสมาชิกสหกรณ์ จึงมีสิทธิพิเศษในการซื้อสินค้าในราคาส่ง และร้านค้าสมาชิกจะได้ยอดเฉลี่ยคืนในแต่ละปี อีกทั้งสหกรณ์ยังสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับร้านค้าสมาชิก เพื่อนำไปต่อเติมร้านหรือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ส่งผลให้ปัจจุบันมีร้านค้าสมาชิกตัวแทนอยู่ถึง 400 ร้านค้า

ปัจจุบันสหกรณ์มีหน่วยรถในการบริการสินค้าอุปโภค บริโภค ไปตามพื้นที่ต่างๆ โดยจะมีรถส่งสินค้าประจำ จำนวน 2 คัน ซึ่งรถแต่ละคันจะมีสินค้ามากกว่า 200 รายการ และจะแยกประเภทสินค้ากัน คือ รถคันแรกจะเป็นสินค้าประเภทเครื่องปรุง และของกิน ส่วนอีกคันจะเป็นสินค้าประเภทเครื่องดื่มชนิดต่างๆ ซึ่งสหกรณ์จะมีตารางการส่งสินค้าที่ชัดเจน 6 วันทำการ ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันเสาร์ โดยจะแยกพื้นที่กัน ใน 1 วันสามารถจัดส่งสินค้าให้กับร้านค้าสมาชิกได้วันละกว่า 40 ร้านค้า ซึ่งจะส่งสินค้าแต่ละร้านอาทิตย์ละ 1 รอบ ดังนั้นร้านค้าสมาชิกจึงสามารถบริหารจัดการสต๊อกสินค้าให้เพียงพอในการขาย พร้อมกับเตรียมเงินสดไว้ซื้อสินค้ากับสหกรณ์ได้ เป็นการอำนวยความสะดวกพร้อมกับช่วยลดต้นทุนการขนส่งให้กับสมาชิกได้อีกด้วย แต่หากร้านค้าใดมีความต้องการสินค้าเพิ่มก่อนถึงรอบการส่ง ก็สามารถโทร.สั่งออเดอร์จากศูนย์ได้ โดยจะมีรถส่งสินค้าตามออเดอร์อีก 3 คัน

“การดำเนินงานที่ผ่านมาของศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากจำนวนยอดขายเพิ่มขึ้นทุกปี และที่สำคัญที่สุดคือ สมาชิกซึ่งถือเป็นหัวใจของสหกรณ์ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพราะสามารถลดค่าครองชีพได้มาก นี่คือสิ่งที่สหกรณ์ภาคภูมิใจ” นายไพฑูรย์ กล่าว

สำหรับแผนการดำเนินงานในปีนี้สหกรณ์ฯจะขยายตลาดสินค้าประเภทของสด อาหารทะเล ผัก ผลไม้ โดยร่วมกับทางจังหวัดแพร่ ในการจัดทำตลาดนัดสินค้าเกษตร นอกจากนี้จะส่งเสริมให้สมาชิกปลูกผัก ผลไม้อินทรีย์ ซึ่งทางสหกรณ์ฯจะรวบรวมผลผลิต และทำการตลาดให้ โดยจะขยายตลาดไปยังห้างสรรพสินค้า หรือตลาดโมเดิร์นเทรดต่อไป

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรเร่งผลักดันกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร เสริมทัพ‘ชุมชนเข้มแข็ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/348347

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรเร่งผลักดันกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร เสริมทัพ‘ชุมชนเข้มแข็ง’

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรเร่งผลักดันกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร เสริมทัพ‘ชุมชนเข้มแข็ง’

วันศุกร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร มีพันธกิจที่สำคัญคือ การส่งเสริมพัฒนาเกษตรกร ครอบครัวเกษตรกร องค์กรเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน ให้มีความเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้ มีขีดความสามารถในการผลิตและการจัดการสินค้าเกษตรตามความต้องการของตลาด โดยงานส่งเสริมกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรและเคหกิจเกษตร เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับชุมชน สร้างงาน สร้างรายได้ ให้ชุมชนมีความอยู่ดีกินดี

ว่าที่ร้อยตรี สมสวย ปัญญาสิทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า งานส่งเสริมสถาบันเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเกษตรกร กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร หรือ วิสาหกิจชุมชน ล้วนเป็นงานหลักสำคัญของกรมส่งเสริมการเกษตรที่มีการดำเนินงานมาเป็นระยะเวลานาน จนถึงปัจจุบัน มีกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรหลายกลุ่มที่สามารถยืนอยู่ได้บนความสามัคคีของสมาชิก จนก่อให้เกิดความเข้มแข็ง ดังเช่น กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรแปรรูปเกษตรท้องถิ่น ตำบลแหลมรัง อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร ที่สามารถดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง จนสามารถสร้างรายได้ให้กับสมาชิกได้จวบจนถึงปัจจุบัน ซึ่งนับเป็นอีกกลุ่มที่สามารถเป็นต้นแบบให้กลุ่มอื่นได้ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรจะพยายามพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับดำเนินการแก้ไขปัญหาอันจะเป็นอุปสรรคในการดำเนินงานส่งเสริมกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรไปพร้อมๆ กัน ทั้งนี้ก็เพื่อผลักดันและส่งเสริมให้กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเหล่านี้มีความเข้มแข็งและสามารถสร้างอาชีพในระดับชุมชนและพึ่งพาตนเองให้ได้มากยิ่งขึ้นไป

ด้าน นางฉนิช วรบัณฑิต ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรแปรรูปเกษตรท้องถิ่น ตำบลแหลมรัง อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร เปิดเผยว่าสมาชิกกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรแปรรูปเกษตรท้องถิ่น ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา ทำสวนกล้วย ทำไร่อ้อย ข้าวโพด ถั่วเขียว สมาชิกกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรส่วนใหญ่จะเป็นคนภาคอีสาน ที่อพยพกันมาจับจองซื้อที่ดินเพื่อทำการเกษตร เมื่อประมาณ ปี 2521 โดยมาอยู่ตามไร่นาของตัวเองที่จับจองไว้ เมื่ออยู่หลายครอบครัวจึงตั้งเป็นหมู่บ้าน ชื่อ “บ้านสุขเกษม” อาชีพหลักคือทำนา และปลูกกล้วยน้ำว้าตามหัวไร่ปลายนา ด้วยสภาพดินที่มีความอุดมสมบูรณ์กล้วยน้ำว้าจึงให้ผลผลิตที่ดีและมีพ่อค้าเข้ามารับซื้อถึงในหมู่บ้าน เกษตรกรจึงทำสวนกล้วยเพิ่มมากขึ้น เมื่อผลผลิตมากขึ้น พ่อค้าจึงกดราคา ผู้นำแม่บ้านในขณะนั้นจึงได้ปรึกษาหารือกัน เพื่อแก้ไขปัญหาพ่อค้ากดราคากล้วยน้ำว้า จึงได้รวบรวมสมาชิกได้ 12 คน จัดตั้งกลุ่ม “แม่บ้านเกษตรกรแปรรูปเกษตรท้องถิ่น” โดยมีเกษตรอำเภอบึงนาราง และเกษตรตำบลแหลมรัง เป็นที่ปรึกษา วัตถุประสงค์เพื่อ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าการเกษตร ส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ให้แก่สมาชิกและคนในชุมชน ส่งเสริมการออมทรัพย์และผลิตอาหารที่ปลอดภัย

โดยเมื่อรวมกลุ่มได้แล้วจึงระดมทุนโดยการถือหุ้น หุ้นละ 200 บาท รวม 20 หุ้น เป็นเงิน 4,000 บาท เพื่อนำเงินมาซื้อ น้ำมัน น้ำตาล และวัสดุที่จำเป็นในการทำกล้วยฉาบเค็ม ฉาบหวาน สำหรับสินค้าที่กลุ่มผลิตจะขายในชุมชน ชุมชนใกล้เคียง และออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม เมื่อการดำเนินกิจกรรมของกลุ่มดีขึ้นจึงได้ยื่นจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านแปรรูปเกษตรท้องถิ่น เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2550 ปัจจุบันมีสมาชิก จำนวน 24 คน และร่วมกำหนดวิสัยทัศน์และพันธกิจร่วมกันคือ สร้างรายได้เสริม เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรผลิตของดีที่ปลอดภัย โดยในปี พ.ศ. 2552 สำนักงานเกษตรจังหวัดพิจิตร ได้พิจารณาสนับสนุนงบประมาณจากโครงการแปรรูปผลผลิตเกษตร เสมือนเป็นจุดเริ่มต้นให้กลุ่มได้มีกำลังใจในการร่วมดำเนินกิจกรรมของกลุ่มให้เข้มแข็งขึ้น ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของกลุ่มได้รับรองมาตรฐาน อย. ในผลิตภัณฑ์ กล้วยอบน้ำผึ้ง กล้วยกวน กล้วยทอดกรอบรสหวาน กล้วยทอดกรอบรสเค็ม กล้วยฉาบสมุนไพรใบเตย กล้วยตาก ส่วนกล้วยอบน้ำผึ้ง ได้รับรางวัล OTOP 3 ดาว ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้ให้การสนับสนุนโครงการพัฒนาศักยภาพและยกระดับมาตรฐานด้วยการพัฒนากล่องบรรจุภัณฑ์กล้วยตาก พร้อมทั้งสนับสนุนอุปกรณ์การผลิตเพื่อเข้าสู่มาตรฐานการผลิต Primary GMP อีกด้วย

“จุดเด่นของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรแปรรูปเกษตรท้องถิ่น คือสามารถแก้ปัญหาราคากล้วยตกต่ำได้ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร โดยการแปรรูปเป็นสินค้าใหม่ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ส่งเสริมการออม และเกิดทุนหมุนเวียนในชุมชน เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตร และการแปรรูปผลผลิตเกษตร สร้างงานให้แก่สมาชิกและคนในชุมชน ส่งเสริมการดำเนินชีวิตตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และสร้างความมั่นคงด้านอาหาร โดยมีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาให้การสนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมส่งเสริมการเกษตร ที่เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ เช่น กรมการพัฒนาชุมชน กรมการปกครอง องค์การบริหารส่วนตำบลแหลมรัง สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดพิจิตร ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ธนาคารออมสิน เป็นต้น” นางฉนิช กล่าว