รายงานพิเศษ : ‘แก้มลิงข้าว’แก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำ นำประโยชน์สู่สมาชิกสหกรณ์การเกษตรเมืองอุตรดิตถ์ จำกัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/353262

รายงานพิเศษ : ‘แก้มลิงข้าว’แก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำ  นำประโยชน์สู่สมาชิกสหกรณ์การเกษตรเมืองอุตรดิตถ์ จำกัด

รายงานพิเศษ : ‘แก้มลิงข้าว’แก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำ นำประโยชน์สู่สมาชิกสหกรณ์การเกษตรเมืองอุตรดิตถ์ จำกัด

วันอังคาร ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

โครงการชะลอพืชผลการเกษตร(แก้มลิง) ตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน เป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ ดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลในการยกระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์และสถาบันเกษตรกร ตลอดจนช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องผลผลิตล้นตลาด โดยสนับสนุนสหกรณ์ทำหน้าที่เป็นแก้มลิงในการเก็บรวบรวมผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ ทั้งข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลังและยางพารา เพื่อชะลอปริมาณผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว โดยกรมจะสนับสนุนอุปกรณ์การตลาด ทั้งฉาง ลานตาก โกดัง เครื่องอบลดความชื้นและอุปกรณ์ในการแปรรูปผลผลิตการเกษตรให้สหกรณ์ใช้เก็บรวบรวมผลผลิตไว้ รอเวลาที่เหมาะสม จึงจะทยอยนำออกสู่ตลาด เพื่อสร้างเสถียรภาพราคาผลผลิตการเกษตรให้แก่เกษตรกร

นายประพันธ์ มายรรยงค์

สหกรณ์การเกษตรเมืองอุตรดิตถ์ จำกัด เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว โดยใช้ชื่อว่าโครงการแก้มลิงข้าว เนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่ปลูกข้าวเป็นหลัก เป็นการช่วยลดการไหลบ่าของข้าว เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

นายประพันธ์ มายรรยงค์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเมืองอุตรดิตถ์ จำกัด กล่าวว่า ในอดีตที่ผ่านมาเมื่อสมาชิกเก็บเกี่ยวข้าวแล้วก็จะขายไป ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับเกษตรกรรายอื่นๆ ทำให้ข้าวล้นตลาด และราคาตกต่ำ แต่หลังจากมีโครงการนี้เข้ามา ภาครัฐจะสนับสนุนเงินทุนในการรวบรวมข้าวมาให้สหกรณ์ เมื่อสมาชิกนำข้าวมาขาย สหกรณ์จะรับซื้อในราคานำตลาด เช่น จากที่เคยซื้อในราคาตันละ 7,000 บาท ก็ซื้อในราคาตันละ 7,300 บาท ที่สำคัญเกษตรกรที่จะนำข้าวมาขายให้กับสหกรณ์ ต้องมาเอง รวมถึงต้องขึ้นทะเบียนและขายข้าวตามพื้นที่ที่ขึ้นทะเบียนไว้เท่านั้น

สำหรับในปีที่ผ่านมา สหกรณ์สามารถรวบรวมข้าวได้ประมาณ 50,000 – 60,000 ตัน ขายไปบ้างบางส่วน แต่ในส่วนที่เข้าโครงการเก็บได้ถึง 27,559 ตัน ซึ่งสหกรณ์จะได้ค่าเก็บรักษาตันละ 1,500 บาท และได้เงินเฉลี่ยคืนกว่า 41,300,000 บาท โดยในปีนี้ตั้งเป้ารวบรวมข้าวเข้าโครงการไม่ต่ำกว่า 40,000 ตัน

“โครงการนี้สามารถเพิ่มอำนาจการต่อรองให้กับสหกรณ์ได้มาก โดยสหกรณ์จะตกลงราคาซื้อขายข้าวกับพ่อค้าในช่วงที่ข้าวขาดตลาด ทำให้สามารถเพิ่มราคาข้าวได้สูงขึ้น และมีเงินเฉลี่ยคืนให้กับสมาชิกได้ โดยในปีที่ผ่านมาสามารถเฉลี่ยคืนสมาชิกได้ตันละ 500 บาท” นายประพันธ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา สหกรณ์การเกษตรเมืองอุตรดิตถ์ จำกัด ได้ดำเนินงานตามอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ เพื่อนำประโยชน์สู่มวลสมาชิก ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยเริ่มจากการส่งเสริมสมาชิกผลิตพันธุ์ข้าวคุณภาพครบวงจร ภายใต้โครงการส่งเสริมการเกษตรแบบนาแปลงใหญ่ รวมทั้งเพิ่มมูลค่าโดยการคัดคุณภาพข้าวที่สมาชิกเข้าโครงการนาแปลงใหญ่ และไม่เข้าโครงการนาแปลงใหญ่ รวมถึงสมาชิกเกษตรกรทั่วไป เพื่อเพิ่มมูลค่าในการที่จะเข้าโครงการชะลอข้าว โดยการผลิตเป็นข้าวสารตราอุดม และสหกรณ์จะหาตลาด เพื่อจำหน่ายให้กับเครือข่ายทั้งในพื้นที่ และทั่วประเทศ

รายงานพิเศษ : ภาวะโลกร้อนกระตุ้นศัตรูพืชแกร่งขึ้น เตือนเกษตรกรปรับตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/353093

รายงานพิเศษ : ภาวะโลกร้อนกระตุ้นศัตรูพืชแกร่งขึ้น  เตือนเกษตรกรปรับตัว

รายงานพิเศษ : ภาวะโลกร้อนกระตุ้นศัตรูพืชแกร่งขึ้น เตือนเกษตรกรปรับตัว

วันจันทร์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ศัตรูพืช” รวมถึงโรคพืชเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือผิดปกติต่อพืชผลทางการเกษตร โดยปัจจุบันมีสภาวะแวดล้อมที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความผิดปกติหรือสร้างความเสียหายให้กับพืชได้มากขึ้น

นางจิระนุช ชาญณรงค์กุล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นจากก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse gasses : GHG) ในชั้นบรรยากาศ ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาล้วนมาจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ โดยในรอบศตวรรษที่ผ่านมาอุณหภูมิของโลกสูงขึ้นประมาณ 0.8 ํc และคาดว่าจะสูงขึ้นอีก 0.9- 3.5 ํc ในปี ค.ศ.2100 การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นส่งผลเสียต่อการเจริญเติบโตและการเพาะปลูกพืชหลายชนิด รวมถึงส่งผลกับการแพร่กระจาย และความรุนแรงของเชื้อโรคพืชหลายชนิด กระบวนการเกิดโรคพืชมากมายเกิดการพัฒนาและมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยที่พืชและเชื้อสาเหตุเกิดการปรับตัวไปตามภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งส่งผลถึงปัจจัยหลักของกระบวนการเกิดโรค รวมถึงแมลงศัตรูพืชชนิดต่างๆ ด้วย

ปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคพืชที่กล่าวถึงมีด้วยกัน 3 ประการคือ พืช เชื้อสาเหตุโรคพืช และสภาพแวดล้อม โดยความสัมพันธ์ของทั้งสามปัจจัยอยู่ในรูปแบบที่เรียกว่า สามเหลี่ยมโรคพืช (Disease triangle) ซึ่งในแต่ละด้านของสามเหลี่ยมประกอบไปด้วย พืชที่เป็นพันธุ์อ่อนแอหรืออยู่ในระยะอ่อนแอต่อโรค เชื้อสาเหตุโรคพืชที่มีความรุนแรงและมีปริมาณที่เหมาะสมในการเข้าทำลายพืช และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเข้าทำลายของเชื้อและส่งเสริมให้พืชอ่อนแอต่อโรค หากขาดปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งหรือด้านใดด้านหนึ่งของสามเหลี่ยมก็จะไม่เกิดโรคพืชขึ้นหรือไม่สามารถประกอบเป็นสามเหลี่ยมที่สมบูรณ์ได้

นางสาวชิดชนก คงเกตุ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กลุ่มส่งเสริมการวินิจฉัยศัตรูพืช กล่าวถึงผลกระทบของภาวะโลกร้อนที่มีต่อศัตรูพืชว่า สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนส่งผลกระทบอย่างแน่นอนกับการปรับตัวและการเปลี่ยนแปลงของพืช รวมถึงศัตรูพืชด้วย เมื่อสภาพแวดล้อมเกิดความเปลี่ยนแปลงปัจจัยหลักของกระบวนการเกิดโรคพืชและศัตรูพืชชนิดอื่นๆ ก็ย่อมจะได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของปัจจัยด้านต่างๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืชและเชื้อโรคพืชโดยขึ้นอยู่กับชนิดของพืชและเชื้อโรคเอง และส่งผลต่อวัฏจักรหรือวงจรชีวิตของเชื้อโรคพืชมากมาย ไม่ว่าจะเป็นด้านการอยู่รอด การแพร่ระบาด การเข้าทำลายหรือเข้าสู่พืช และอัตราการขยายพันธุ์

การเปลี่ยนแปลงของความชื้น อุณหภูมิที่สูงขึ้น สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ทำให้ฝนตกชุกมากขึ้นทำให้ปริมาณของน้ำที่ระเหยในชั้นบรรยากาศสูงขึ้น เหล่านี้ส่งเสริมให้พืชมีเรือนยอดที่แข็งแรงและขยายใหญ่ขึ้น ทำให้พืชยังคงเก็บรักษาความชื้นบนผิวใบ และความชื้นสัมพัทธ์ไว้ได้ดี สภาพเช่นนี้ส่งผลทำให้เกิดโรคพืชได้ง่ายขึ้น เช่น โรค late blight และโรคทางรากของพืชผัก รวมถึงโรคราแป้ง เป็นต้น นอกจากนี้ภาวะแล้งก็ส่งผลต่ออัตราการเกิดและระดับความรุนแรงของโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส เช่น โรคไวรัสใบด่างแคระข้าวโพด และโรคไวรัสใบเหลืองพืชตระกูลบีท ส่วนการเปลี่ยนแปลงของปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ ที่มีต่อโรคพืชเป็นไปได้ทั้งแง่บวกและแง่ลบ แต่หลักๆ แล้วจะส่งผลต่อความรุนแรงของโรคที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางอุณหภูมิและปัจจัยด้านสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นสภาวะที่ไม่เหมาะสมต่อพืช จึงทำให้พืชอ่อนแอต่อเชื้อโรค นอกจากนี้ระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นมีผลต่อวัฏจักรคาร์บอนในระบบนิเวศ โดยปริมาณไนโตรเจน คาร์บอนไดออกไซด์ และอุณหภูมิเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อจุลินทรีย์ในดินและรวมถึงจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ที่ผิวพืช/บริเวณราก ซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชและการเข้าทำลายหรือเข้าสู่พืชของเชื้อโรค

 

การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศยังส่งผลทำให้มีโอกาสในการเกิดโรคพืชอุบัติใหม่ รวมถึงมีการเปลี่ยนแปลงของแมลงพาหะโรคพืชและแมลงศัตรูพืช เนื่องจากการเพิ่มขึ้นอุณหภูมิมีผลต่อประชากรของแมลงศัตรูพืชในเขตร้อนจะส่งผลให้มีชนิดและจำนวนประชากรของแมลงเพิ่มมากขึ้น หมายถึงการเข้าทำลายพืชที่มากขึ้นด้วย นอกจากนี้ ยังส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของวัชพืช อาจมีอัตราการเจริญเติบโตที่รวดเร็วขึ้นจากปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่สูงขึ้นส่งเสริมให้พื้นที่ใบและกระบวนการสังเคราะห์แสงเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการขยายพันธุ์ได้รวดเร็วแต่กำจัดวัชพืชได้ยากขึ้นซึ่งเกิดจากประสิทธิภาพของสารกำจัดวัชพืชที่ลดลงจากการสลายตัวได้ง่ายที่สภาวะอุณหภูมิสูงขึ้นด้วย

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้มีการติดตามสถานการณ์ภาวะโลกร้อนกับการเปลี่ยนแปลงของศัตรูพืชอย่างใกล้ชิด เพื่อจัดทำแผนส่งเสริมการเกษตรแบบแม่นยำโดยใช้เทคโนโลยีเพื่อเลือกช่วงเวลาการปลูกพืชอย่างเหมาะสม ลดความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น

รายงานพิเศษ : ‘กรมส่งเสริมการเกษตร’สานต่อโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ให้บริการเกษตรกรทุกจังหวัดทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/352667

รายงานพิเศษ : ‘กรมส่งเสริมการเกษตร’สานต่อโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ให้บริการเกษตรกรทุกจังหวัดทั่วประเทศ

รายงานพิเศษ : ‘กรมส่งเสริมการเกษตร’สานต่อโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ให้บริการเกษตรกรทุกจังหวัดทั่วประเทศ

วันศุกร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“คลินิกเกษตรเคลื่อนที่” เป็นวิธีการที่ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร ให้กับเกษตรกรจนบรรลุผลสำเร็จ เนื่องจากเป็นช่องทางที่ให้บริการตรงตามความต้องการและทันต่อเหตุการณ์ ซึ่งการดำเนินงานคลินิกเกษตรเป็นการบูรณาการทุกสาขา ทั้งด้านพืช ปศุสัตว์ ประมง ฯลฯ โดยการให้บริการกับประชาชน ถึงพื้นที่ โดยการนำคลินิกต่างๆ เข้าไปหาเกษตรกร เพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรตื่นตัว ยอมรับเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมทั้งเป็นหน่วยบริการให้กับเกษตรกร สามารถแก้ไขปัญหาทางการเกษตรได้

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า สำหรับการจัดงานคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ เป็นการร่วมบูรณาการของหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2545 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน สามารถให้บริการและแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรได้กว่า 3,500,000 ราย โดยคลินิกดินเป็นคลินิกที่เกษตรกรมาเข้ารับบริการมากที่สุดมีจำนวนเกษตรกรเข้ารับบริการ กว่า 619,000 ราย รองลงมา เป็นคลินิกปศุสัตว์ กว่า 615,000 ราย คลินิกพืช รวมทั้งคลินิกอื่นๆ เช่น คลินิกส่งเสริมการเกษตร เช่น จักรกลการเกษตร ผึ้ง ศัตรูพืช กว่า 485,000 ราย ตามลำดับ ซึ่งเกษตรกรที่มีปัญหาด้านการเกษตรในพื้นที่ห่างไกลก็ยังสามารถเข้าถึงบริการทางวิชาการ และได้รับการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรอย่างครบวงจรในคราวเดียวกัน

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2561 นี้ ขอเชิญชวนเกษตรกรร่วมงานคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ซึ่งจะจัดขึ้นทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยกิจกรรมภายในคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ที่เปิดให้บริการ จะให้บริการทั้ง คลินิกดิน โดยให้คำปรึกษา ตรวจวิเคราะห์ วินิจฉัยและให้บริการด้านวิเคราะห์ ตรวจสอบดินและปุ๋ย คลินิกพืช ให้คำปรึกษา ตรวจวิเคราะห์ วินิจฉัยและให้บริการด้านโรคและแมลง ศัตรูพืช วัชพืชการเก็บเกี่ยวพืชการผลิตเมล็ดพันธุ์ การคัดเลือกพันธุ์ การทดสอบความงอกการขาดธาตุอาหารพืช สารพิษตกค้าง วัตถุมีพิษทางการเกษตร คลินิกปศุสัตว์ ให้คำปรึกษา ตรวจวิเคราะห์ วินิจฉัยโรคและการตรวจรักษา พยาบาลสัตว์ การให้วัคซีน ทำหมันสัตว์ การผสมเทียมการควบคุมโรคระบาดในสัตว์ การเลี้ยงสัตว์ คลินิกประมงให้คำปรึกษา ตรวจวิเคราะห์ วินิจฉัยและรักษาโรคในสัตว์น้ำ การควบคุมโรคระบาดในสัตว์น้ำการตรวจคุณภาพน้ำ และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

คลินิกชลประทาน ให้คำปรึกษา แนะนำการบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาแหล่งน้ำ และการให้น้ำแก่พืช คลินิกสหกรณ์ให้คำปรึกษา แนะนำการจัดตั้งสหกรณ์ การบริหารงานในสหกรณ์ และให้ความรู้เกี่ยวกับระเบียบปฏิบัติต่างๆ เกี่ยวกับสหกรณ์ คลินิกบัญชี ให้คำปรึกษา แนะนำการจัดทำบัญชีฟาร์ม บัญชีครัวเรือน คลินิกกฎหมาย ให้คำปรึกษา แนะนำ และประสานความรู้ด้านกฎหมายปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คลินิกข้าวให้คำปรึกษา ตรวจวิเคราะห์ วินิจฉัยโรคที่เกิดในข้าว การป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูข้าว การกำจัดวัชพืชในนาข้าว การลดต้นทุนการผลิตข้าว การใช้ข้าวพันธุ์ดี การตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าว การบริการตรวจรับรอง GAP ข้าว การแปรรูปและการใช้ประโยชน์จากข้าว คลินิกหม่อนไหม ให้คำปรึกษา แนะนำการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม พันธุ์หม่อนที่ควรปลูก การตัดแต่งกิ่งและการดูแลรักษาแปลงหม่อน การป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูหม่อน การดูแลรักษาผลหม่อนสุก และการทำชาใบหม่อน คลินิกอื่นๆได้แก่ คลินิกบริหารศัตรูพืช คลินิกพันธุ์พืชเพาะเลี้ยง คลินิกจักรกล คลินิกพืชสวน คลินิกผึ้ง คลินิกยางพารา คลินิกเศรษฐกิจการเกษตร และคลินิกสาธารณสุข ทั้งนี้ในแต่ละจังหวัดจะจัดงานไม่พร้อมกัน ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้านท่าน

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตร หนุนปล่อยแตนเบียนต่อเนื่อง ควบคุมหนอนหัวดำมะพร้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/352439

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตร หนุนปล่อยแตนเบียนต่อเนื่อง ควบคุมหนอนหัวดำมะพร้าว

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตร หนุนปล่อยแตนเบียนต่อเนื่อง ควบคุมหนอนหัวดำมะพร้าว

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หนอนหัวดำมะพร้าว เป็นศัตรูมะพร้าวที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เริ่มระบาดในพื้นที่ปลูกมะพร้าวทั่วประเทศไทย ในปี 2555 พื้นที่ราว 88,000 ไร่ ปัจจุบันพื้นที่การระบาดได้ขยายวงกว้างไปยังแหล่งปลูกมะพร้าวนับแสนไร่ ทำให้เกษตรกรชาวสวนมะพร้าวได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินโครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว (หนอนหัวดำ) ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่ โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน เพื่อตัดวงจรหนอนหัวดำไม่ให้สร้างความเสียหายได้อีกต่อไป

หนอนหัวดำนับเป็นศัตรูตัวร้ายของมะพร้าว เนื่องจากการเข้าทำลายของหนอนหัวดำ จะเข้าทำลายใบมะพร้าว ทำให้ใบมะพร้าวแห้ง นอกจากทำลายมะพร้าวแล้ว ยังทำลายพืชอื่นๆ อีกหลายชนิด ได้แก่ ตาลโตนด หมาก ปาล์มน้ำมัน และปาล์มประดับต่างๆ โดยหนอนหัวดำมะพร้าวจะมีระยะตัวหนอน 7 – 8 วัย อายุหนอน 33 – 39 วัน ระยะดักแด้ 9 – 11 วัน ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน มีอายุ 5 – 11 วัน ระยะที่ทำลายมะพร้าว คือ ระยะตัวหนอนเท่านั้นที่ทำลาย โดยการกัดแทะผิวใบ โดยทั่วไปชอบทำลายใบมะพร้าวแก่ จากนั้นจะเข้าดักแด้ภายในใบมะพร้าว แล้วออกมาเป็นตัวเต็มวัยในที่สุด

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้มอบหมายให้กลุ่มส่งเสริมการควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธี กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย และหน่วยงานที่อยู่ในภูมิภาคต่างๆ ประกอบด้วย ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช ซึ่งตั้งกระจายอยู่ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 9 ศูนย์ และหน่วยงานในพื้นที่ เช่น ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนหลัก และศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนเครือข่าย รวม 1,764 ศูนย์ ดำเนินการผลิตขยายแตนเบียนบราคอน เพื่อใช้ควบคุมและกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าว ซึ่งหนึ่งในมาตรการป้องกันกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวด้วยวิธีผสมผสาน

แตนเบียนบราคอน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Brocon hebetor say จัดเป็นแมลงศัตรูธรรมชาติที่สำคัญของหนอนหัวดำมะพร้าว โดยมีลักษณะเป็นแตนเบียนขนาดเล็ก 1.3-2.7 มิลลิเมตร ตัวเต็มวัยเพศเมียทำลายหนอนหัวดำในระยะหนอน โดยการใช้อวัยวะวางไข่เจาะแทงที่ตัวหนอนหัวดำ ไข่ของแตนเบียนจะเจริญเติบโต และฟักออกมาดูดกินของเหลวจากหนอนหัวดำ จากนั้นจะเข้าดักแด้อยู่บนซากหนอนหัวดำ และเมื่อเจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัยจะเจาะออกมาเพื่อผสมพันธุ์ ขยายออกสู่ธรรมชาติต่อไป ซึ่งวิธีการใช้ศัตรูธรรมชาติควบคุมศัตรูพืชนั้น จะเป็นวิธีที่ปลอดภัยต่อผู้ใช้และปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม

การปล่อยแตนเบียนบราคอน กรมส่งเสริมการเกษตรได้ใช้วิธีการปล่อยแบบครอบคลุมพื้นที่ โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน ซึ่งวิธีการปล่อยแตนเบียนจะมีชนิดท่วมท้น เพื่อเพิ่มปริมาณแตนเบียนบราคอนให้มากที่สุดในธรรมชาติ โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถือได้ว่ามีการระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวมากที่สุด โดยเฉพาะอำเภอทับสะแก และอำเภอบางสะพาน กรมส่งเสริม
การเกษตรได้เฝ้าระวังและติดตาม พร้อมทั้งสนับสนุนงบประมาณ พร้อมเจ้าหน้าที่ออกติดตามสำรวจทุกระยะ ซึ่งผลของการปล่อยแตนเบียนบราคอนทำให้หนอนหัวดำมะพร้าวลดลงอย่างเห็นได้ชัด 50-60%และมีประชากรแตนเบียนบราคอนเพิ่มขึ้นในสภาพธรรมชาติถึง 25%

สำหรับอัตราการปล่อยแตนเบียนบราคอน 200 ตัวต่อไร่ ในการปล่อยแตนเบียนแต่ละครั้งนั้น กรมส่งเสริมการเกษตรได้มีการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐาน ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบและสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงหลังปล่อยแตนเบียนบราคอน เพราะทุกขั้นตอนเป็นกิจกรรมที่สอดคล้องต่อเนื่อง และมีผลต่อกันในการควบคุมหนอนหัวดำ ทั้งนี้ เพื่อรักษาปริมาณและคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้แตนเบียนหนอนบราคอนที่มีคุณภาพ และสามารถควบคุมหนอนหัวดำได้ตามศักยภาพ โดยมีมาตรฐาน ดังนี้ มีความสมบูรณ์แข็งแรง (ดูจากการบินหรือเดินตลอดเวลาเพื่อหาเหยื่อ) มีอัตราส่วนแตนเบียนเพศผู้ : เพศเมียคือ 1 : 1 และต้องนับจำนวนแตนเบียนทั้งหมดที่สมบูรณ์ (มีอวัยวะครบสมบูรณ์)

อย่างไรก็ตาม การปล่อยแตนเบียนหนอนบราคอนเพื่อใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดนั้น ควรปล่อยให้ถูกช่วง ถูกเวลา เนื่องจากแตนเบียนหนอนบราคอนเป็นสิ่งมีชีวิต หากปล่อยในวันที่อากาศร้อนเกินไป หรือปล่อยไปแล้ว เกษตรกรข้างเคียงมีการฉีดพ่นสารเคมีกำจัดศัตรูพืช อาจส่งผลทำให้แตนเบียนบราคอนตายได้ ดังนั้น เมื่อปล่อยแตนเบียนหนอนบราคอนไปแล้ว ควรห้ามไม่ให้เกษตรกรฉีดพ่นสารเคมีโดยเด็ดขาด

แตนเบียนบราคอนเป็นศัตรูธรรมชาติที่สามารถควบคุมประชากรหนอนหัวดำมะพร้าวได้ผลเป็นอย่างดี อีกทั้งเกษตรกรสามารถผลิตและปล่อยได้เองเกษตรกรที่สนใจสามารถเข้าไปศึกษาเรียนรู้ได้จากศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนใกล้บ้าน

รายงานพิเศษ : วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเกษตรพัฒนา ตัวอย่างความเข้มแข็งของชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/351939

รายงานพิเศษ : วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเกษตรพัฒนา ตัวอย่างความเข้มแข็งของชุมชน

รายงานพิเศษ : วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเกษตรพัฒนา ตัวอย่างความเข้มแข็งของชุมชน

วันอังคาร ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี ได้ดำเนินการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่รับผิดชอบ 8 จังหวัดภาคตะวันตก ได้แก่ กาญจนบุรี นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาครและสุพรรณบุรี

นางอ้อมทิพย์ สุทธิพงศ์เกียรติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี กล่าวว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 ให้ความสำคัญในการผลักดันกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ โดยกลุ่มที่เข้มแข็งอยู่แล้วก็พัฒนายกระดับมาตรฐานสินค้าหรือบริการให้ดียิ่งขึ้น ส่วนกลุ่มไหนที่ผลประเมินอยู่ในขั้นต้องปรับปรุง ก็จะส่งเสริมให้เขามีการจัดทำแผนพัฒนาว่าสมาชิกกลุ่มอยากทำอะไร เจ้าหน้าที่จะได้ถ่ายทอดองค์ความรู้หรือพาไปอบรม ดูงาน แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกลุ่มที่ประสบความสำเร็จ ตลอดจนประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อบูรณาการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนให้มีความเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้ในที่สุด

ตัวอย่างวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเกษตรพัฒนา ต.เกษตรพัฒนา อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร เป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ที่เกิดจากการรวมตัวกันของคนในชุมชน ทำผลิตภัณฑ์แปรรูปน้ำสมุนไพร จากวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่น จนประสบความสำเร็จสินค้าได้มาตรฐานผ่านการรับรองจาก อย. ทุกชนิด มีออเดอร์สั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่องจนผลิตแทบไม่ทัน สร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับสมาชิก

จากการลงพื้นที่เยี่ยมเยียนสมาชิกวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเกษตรพัฒนา จะพบว่ารูปแบบการดำเนินงานของกลุ่มนี้ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ทั้งความสะอาดและปลอดภัย แต่สิ่งหนึ่งที่พบคือสมาชิกมีอายุเฉลี่ยค่อนข้างมาก อาจจะต้องมีการนำลูกหลานหรือยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ (Young Smart Farmer) เข้ามาช่วยเสริม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยเฉพาะการพัฒนาบรรจุภัณฑ์หรือแพ็กเกจจิ้ง ซึ่งตอนนี้ยังเป็นรูปแบบธรรมดาที่วางจำหน่ายตามร้านค้าทั่วไป หากพัฒนาให้มีรูปแบบที่ทันสมัย สามารถมอบให้เป็นของฝากของขวัญเพื่อสุขภาพได้ก็จะยกระดับสินค้าไปสู่ตลาดอีกระดับหนึ่งได้ ทั้งนี้ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 มีโครงการที่ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายใต้ชื่อว่า FIN FIN ในการพัฒนารูปแบบแพ็กเกจจิ้งให้กับกลุ่มเกษตรกร ซึ่งในปี 2562 จะพิจารณานำกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้เข้าร่วมโครงการดังกล่าว

นางสมศรี เกตุแก้ว ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเกษตรพัฒนา เล่าว่า ตอนก่อตั้งกลุ่มภายใต้ชื่อกลุ่มสตรีสหกรณ์บ้านเกษตรพัฒนา เมื่อปี 2528 เพื่อรวมกลุ่มสมาชิกหารายได้เสริมหลังว่างจากการทำการเกษตร ซึ่งทำมาหลายอย่างเริ่มจากดอกไม้จัน ผลไม้หยี ผลไม้อบแห้ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงได้ปรับมาเป็นทำน้ำผลไม้ที่หาวัตถุดิบได้ท้องถิ่น เช่น น้ำฝรั่ง น้ำองุ่น น้ำลำไย น้ำข้าวโพด

หลังจากนั้นปี 2543 พื้นที่ในชุมชนมีการปลูกว่านหางจระเข้กันเยอะมาก โรงงานรับซื้อในราคากิโลกรัมละ 2 บาท และบางครั้งก็ไม่มารับซื้อตามสัญญา ทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน จึงได้ลองทำน้ำว่านหางจระเข้พร้อมดื่มแบบจริงจัง โดยรับซื้อว่านหางจระเข้จากเกษตรกรในพื้นที่ โดยประกันราคากิโลกรัมละ 4 บาท ได้คิดค้น ปรับปรุงสูตรจนได้รสชาติตามที่พอใจ จึงผลิตออกวางจำหน่าย ซึ่งในช่วงแรกสินค้ายังไม่ได้รับความนิยมก็ต้องไปออกร้าน ประชาสัมพันธ์ตามงานต่างๆ จนทำให้สินค้าเป็นที่รู้จักในวงกว้าง เมื่อปี 2549 ได้จัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเกษตรพัฒนา โดยขึ้นทะเบียนกับสำนักงานเกษตรอำเภอบ้านแพ้ว กรมส่งเสริมการเกษตร ปัจจุบันเป็นแหล่งผลิตน้ำว่านหางจระเข้พร้อมดื่ม (กลิ่นใบเตย ลิ้นจี่ องุ่น) และน้ำสมุนไพรพร้อมดื่ม (น้ำเก๊กฮวย น้ำเฉาก๊วย น้ำตะไคร้ น้ำอัญชัน และน้ำมะตูม) โดยสินค้าทุกชนิดได้รับการรับรองมาตรฐานจาก อย.

กว่าจะมาถึงวันนี้ ก็ต้องผ่านอุปสรรคมาหลายรูปแบบ เช่น การให้เครดิตลูกค้านำสินค้าไปขายก่อนแล้วจ่ายทีหลัง เมื่อถึงเวลาชำระเงินมีการตีคืนสินค้าเสียหายเพราะไม่ได้แช่เย็น ทำให้กลุ่มขาดทุน จึงมีกฎเกณฑ์ว่าจะไม่ส่งสินค้าที่ไหน ลูกค้าต้องเป็นผู้มารับสินค้าเองที่สถานที่ผลิตและรับผลิตตามจำนวนที่ลูกค้าสั่งเท่านั้น เน้นผลิตใหม่สดวันต่อวัน และไม่รับเปลี่ยนคืนหากสินค้าเสียหายจากการที่ลูกค้าไม่รักษาคุณภาพสินค้า ไม่แช่เย็น และไม่เปิดเครดิตสินค้า รับชำระเป็นเงินสดเท่านั้น โดยได้กำหนดราคาขายส่งไว้ต่ำ มีผลกำไรจากราคาทุนเพียงเล็กน้อย แค่พออยู่ได้ เน้นส่งเสริมให้สมาชิกมีอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ ซึ่งก็ทำให้สมาชิกทุกคนอยู่ได้ ชุมชนมีความเข้มแข็ง

รายงานพิเศษ : ผลไม้ภาคใต้4ชนิดพร้อมออกสู่ตลาดช่วงครึ่งปีหลัง หนุนประชาชนบริโภคผลไม้ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/351743

รายงานพิเศษ : ผลไม้ภาคใต้4ชนิดพร้อมออกสู่ตลาดช่วงครึ่งปีหลัง  หนุนประชาชนบริโภคผลไม้ไทย

รายงานพิเศษ : ผลไม้ภาคใต้4ชนิดพร้อมออกสู่ตลาดช่วงครึ่งปีหลัง หนุนประชาชนบริโภคผลไม้ไทย

วันจันทร์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หลังจากผลไม้ภาคตะวันออก ได้ออกตลาดมาให้ผู้บริโภคได้ลิ้มลองจนใกล้จะหมดฤดู ก็จะมาถึงช่วงของผลไม้ในพื้นที่ภาคใต้ที่กำลังเริ่มทยอยออกมาอีกระลอก ทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก.ได้ร่วมมือกับคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจ 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน เงาะ มังคุด และลองกอง ปี 2561 ภาพรวมทั้งประเทศ รวมทุกจังหวัดที่มีเนื้อที่ให้ผลแล้วพบว่า ทุเรียนมีผลผลิตรวม 726,809 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 91,778 ตัน เพิ่มขึ้น 14.45% เงาะมีผลผลิตรวม 275,366 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 26,253 ตัน เพิ่มขึ้น 10.54% มังคุดมีผลผลิตรวม 167,156 ตัน ลดลงจากปีที่แล้ว 42,724 ตัน ลดลง 20.36% และลองกองมีผลผลิตรวม 103,145 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 55,086 ตัน เพิ่มขึ้น 114.62% ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปลายเดือนมิถุนายน 2561 พบว่า ทุเรียนออกสู่ตลาดแล้ว 435,368 ตัน หรือ 60% เงาะออกสู่ตลาดแล้ว 159,715 ตัน หรือ 58% มังคุดออกสู่ตลาดแล้ว 55,800 ตัน หรือ 33% และลองกองออกสู่ตลาดแล้ว 4,424 ตัน หรือ 4% โดยมีแหล่งผลิตจากภาคตะวันออก ขณะที่ผลไม้ภาคใต้กำลังเริ่มทยอยให้ผลผลิต

 

สำหรับสถานการณ์ผลผลิตผลไม้ 4 ชนิดในช่วงครึ่งปีหลัง (ก.ค.-ธ.ค.) ส่วนใหญ่เป็นผลผลิตที่ออกสู่ตลาดจากภาคใต้ ซึ่งพบว่า ทุเรียน จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดอีก 40% รวมประมาณ 291,441 ตัน ซึ่งจะออกสู่ตลาดมากช่วงเดือนก.ค.-ก.ย. แต่จะออกมากสุดในช่วงเดือนส.ค. ส่วนเงาะจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดอีก 42% หรือประมาณ 115,651 ตัน และจะออกสู่ตลาดมากในช่วงส.ค.-ก.ย. มังคุด จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดอีก 64% รวมประมาณ 111,356 ตัน และจะออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนก.ค.-ก.ย. แต่จะออกมากสุดในช่วงเดือนส.ค. และลองกองจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดอีก 96% รวมประมาณ 98,721 ตัน ซึ่งจะออกสู่ตลาดในช่วงเดือนส.ค.-ต.ค.แต่ออกมากสุดในเดือนก.ย.

แม้ทุเรียนและมังคุดของภาคตะวันออกได้ออกสู่ตลาดไปแล้ว แต่ผู้บริโภคสามารถรอผลผลิตจากภาคใต้ที่จะออกมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคมได้เช่นกัน ส่วนลองกอง โดยเฉพาะลองกองตันหยงมัส ผลผลิตจะออกสู่ตลาดในเดือนส.ค.เป็นต้นไป จึงขอเชิญชวนผู้บริโภคช่วยกันสนับสนุนผลผลิตจากเกษตรกรในช่วงเวลาดังกล่าว และหากท่านที่ต้องการอุดหนุนหรือสั่งจองในปริมาณมาก สามารถติดต่อโดยตรงไปยังเกษตรจังหวัด เกษตรและสหกรณ์จังหวัด หรือสหกรณ์จังหวัดในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม ปี 2561 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เน้นหลักการบริหารจัดการผลไม้ให้มีข้อมูลการผลิตที่ชัดเจน เพื่อเชื่อมโยงกับตลาด
ผู้ซื้อได้อย่างเหมาะสมโดยให้จังหวัดมีการบริหารจัดการผลไม้แบบเบ็ดเสร็จด้วยตัวเอง จัดทำแผนบริหารจัดการผลไม้ในพื้นที่ ซึ่งมีคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) เป็นแกนหลัก เชื่อมโยงกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในจังหวัด ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้เน้นบริหารจัดการเชิงปริมาณจัดสมดุลอุปสงค์ อุปทาน ด้วยการส่งเสริมเกษตรกรรายย่อยให้รวมกลุ่มเพื่อผลิตไม้ผลคุณภาพตามระบบส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ การถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถผลิตไม้ผลคุณภาพนอกฤดู พร้อมเชื่อมโยงและหาตลาดรองรับผลผลิตอย่างต่อเนื่อง

รายงานพิเศษ : ‘สกก.ศรีเสลี่ยม จำกัด’ปลูกกล้วยหอมเขียวคาเวนดิชส่งออก ตอบโจทย์ตลาดคนรักสุขภาพ-สร้างรายได้ตลอดปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/350530

รายงานพิเศษ : ‘สกก.ศรีเสลี่ยม จำกัด’ปลูกกล้วยหอมเขียวคาเวนดิชส่งออก  ตอบโจทย์ตลาดคนรักสุขภาพ-สร้างรายได้ตลอดปี

รายงานพิเศษ : ‘สกก.ศรีเสลี่ยม จำกัด’ปลูกกล้วยหอมเขียวคาเวนดิชส่งออก ตอบโจทย์ตลาดคนรักสุขภาพ-สร้างรายได้ตลอดปี

วันอังคาร ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กล้วยหอมเขียวคาเวนดิช นับว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีการส่งออกมากที่สุดถึง 95 เปอร์เซ็นต์ ในตลาดโลก โดยประเทศที่ส่งออกกล้วยชนิดนี้มากที่สุด คือ เอกวาดอร์ รองลงมาคือ ฟิลิปปินส์ สำหรับในประเทศไทย กล้วยพันธุ์นี้ถือเป็นกล้วยหอมน้องใหม่ที่เกษตรกรเริ่มหันมาปลูกเพื่อการส่งออก เนื่องจากในหลายประเทศ เช่น จีน ญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆ นิยมบริโภคกล้วยหอมชนิดนี้มากกว่ากล้วยชนิดอื่น เพราะมากด้วยคุณค่าทางยาและโภชนาการ

สหกรณ์การเกษตรศรีเสลี่ยม จำกัด จังหวัดสุโขทัย เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ที่ส่งเสริมให้เกษตรกรสมาชิกหันมาปลูกกล้วยหอมเขียวคาเวนดิชเพื่อการส่งออก และแปรรูปขายในประเทศ โดยเน้นตลาดคนรักสุขภาพ เป็นการสร้างรายได้เสริมให้กับสมาชิกหลังการทำนา

นายวีรวิชญ์ ศรีปา ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรศรีเสลี่ยม จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมาสมาชิกส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นการทำนาเป็นหลัก แต่หลายปีที่ผ่านมา ราคาไม่ดีนัก ประกอบกับสภาพดินฟ้าอากาศไม่เอื้ออำนวย ทำให้ผลผลิตและรายได้น้อยลง มีเพียงพอแค่ใช้จ่ายในครัวเรือนเท่านั้น ดังนั้น จึงได้ลองส่งเสริมให้สมาชิกปลูกกล้วยหอมเขียวคาเวนดิชเพื่อส่งออก เนื่องจากเป็นที่ต้องการของตลาดและแนวโน้มการส่งออกค่อนข้างดี โดยเริ่มปลูกเมื่อปีที่แล้ว ลองผิดลองถูกด้วยตนเองก่อน แล้วค่อยๆส่งเสริมให้สมาชิกที่สนใจปลูก ปัจจุบันมีสมาชิกเข้าร่วมโครงการจำนวน 10 ราย พื้นที่มากกว่า 30 ไร่ โดยสหกรณ์จะมีการปล่อยสินเชื่อเพื่อให้สมาชิกกู้ไปลงทุน จำนวน 20,000 บาทต่อไร่ และคิดดอกเบี้ยพิเศษ นอกจากนั้นยังมีคู่มือการปลูก กล้าพันธุ์ พร้อมทั้งส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลให้คำแนะนำแก่สมาชิกถึงในแปลงอีกด้วย

“การปลูกกล้วยต่างจากการปลูกข้าว คือ กล้วยสามารถแตกหน่อ ขยายต้นได้เรื่อยๆ โดย 1 หน่อ ขยายได้ถึง 3 รุ่น การลงทุน 1 ไร่ ประมาณ 18,000 บาท ใช้หน่อกล้วยในการปลูก 320 ต้นต่อไร่ ราคาหน่อละ 35-40 บาท อีกทั้งยังต้องมีการเตรียมดิน ใส่ปุ๋ย ซึ่งการเตรียมแปลงต้องทำดินให้ร่วนซุยมากที่สุด เว้นระยะปลูก 2×2 เมตร ทั้งนี้ ปีแรกอาจจะลงทุนมากหน่อย แต่ในปีต่อไปการลงทุนจะน้อยลงเรื่อยๆ นอกจากนี้สหกรณ์ยังส่งเสริมให้สมาชิกหมักจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงใช้เอง เพื่อช่วยลดต้นทุน และถ่ายทอดให้สมาชิกรู้จักการบริหารจัดการแปลงที่ดี ซึ่งที่ผ่านมาสมาชิกสามารถคืนทุนและมีกำไรตั้งแต่รุ่นแรก บางรายมีรายได้ไร่ละ 50,000 บาท และคาดว่าในระยะเวลา 2-3 ปี สามารถสร้างรายได้มากกว่า 100,000 บาทต่อไร่เลยทีเดียว” นายวีรวิชญ์ กล่าว

สำหรับเทคนิคในการปลูกกล้วยเพื่อให้สามารถส่งออกได้ราคาดีนั้น ต้องคำนวณให้กล้วยที่ปลูกให้ผลผลิตในช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ เพื่อไม่ให้ผลผลิตออกตรงกับจีน ราคาจะอยู่ที่ 10 บาทต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ กล้วยที่จะส่งออก ต้องนับอายุหลังจากตัดปลี 65-70 วัน และลักษณะของผลกล้วยจะต้องมีเหลี่ยม เพื่อสะดวกต่อการขนส่งระยะไกล อีกทั้งการบรรจุหีบห่อจะบรรจุเป็นหวี จำนวน 6 หวีต่อกล่อง ดูดซีนสุญญากาศเพื่อไม่ใหอากาศเข้า

ปัจจุบันนอกจากจะมีการส่งออกกล้วยชนิดนี้ไปยังประเทศฟิลิปปินส์ มองโกเลีย ดูไบ และจีนแล้ว ยังแปรรูปขายในประเทศด้วย เช่น กล้วยฉาบ กล้วยลูกเดี่ยว โดยตลาดหลักอยู่ที่จังหวัดพิษณุโลก และกำลังผลักดันไปสู่ตลาดโมเดิร์นเทรด รวมทั้งเจาะกลุ่มคนรักสุขภาพ โรงพยาบาล และโรงเรียนต่อไป

รายงานพิเศษ : ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดศัตรูพืชอุบัติใหม่หรืออุบัติซ้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/350329

รายงานพิเศษ : ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดศัตรูพืชอุบัติใหม่หรืออุบัติซ้ำ

รายงานพิเศษ : ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดศัตรูพืชอุบัติใหม่หรืออุบัติซ้ำ

วันจันทร์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ตามที่ทราบกันแล้วว่า ศัตรูพืชมีทั้งเป็นศัตรูพืชที่เกิดขึ้นเป็นประจำกับศัตรูพืชเฝ้าระวังที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นแต่มีโอกาสจะเป็นศัตรูพืชที่อุบัติใหม่ได้

นางสาวสุมนา สิมาสฤษฏ์ ผู้อำนวยการกลุ่มพยากรณ์และเตือนการระบาดศัตรูพืช กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้เกิดศัตรูพืชอุบัติใหม่ และกลับมาอุบัติซ้ำ ได้แก่ 1.พืช ทั้งชนิดพืช พันธุ์พืช ระดับความต้านทานต่อศัตรูพืช การปลูกพืชพันธุ์อ่อนแอเป็นสาเหตุสำคัญของการระบาดที่รุนแรง และยังเป็นแหล่งเพิ่มปริมาณศัตรูพืชอย่างไม่มีสิ้นสุดตราบเท่าอายุขัยของพืชเหล่านั้น การระบาดของศัตรูพืชจะขึ้นกับการกระจายตัวของพืชอาศัย หากปลูกพืชอาศัยชนิดที่มีความเฉพาะเจาะจงต่อศัตรูพืชหนาแน่นเป็นบริเวณกว้าง จะเหมาะสมต่อการพัฒนาการระบาดของศัตรูพืชเป็นอย่างมาก และหากพืชนั้นเป็นพันธุ์อ่อนแอด้วยแล้วจะยิ่งเป็นเหตุให้เกิดระบาดรุนแรงเพิ่มขึ้นหลายเท่า การลดความหนาแน่นของพืชด้วยการลดพื้นที่ปลูกหรือปลูกพืชพันธุ์ต้านทานแซมหรือปลูกพืชแบบผสมผสานจะช่วยลดการระบาดลงได้

เมื่อกล่าวถึงพันธุ์พืชต้านทาน แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ 1) ความต้านทานแบบจำเพาะกับชนิดของโรคและแมลง มียีนควบคุมน้อยคู่ ลักษณะต้านทานแสดงออกอย่างชัดเจน สามารถแยกออกเป็นกลุ่มตามระดับความต้านทานได้ พืชที่มีความต้านทานแบบจำเพาะมักแสดงออกกับบางสายพันธุ์ของโรคหรือแมลงเท่านั้น 2) ความต้านทานแบบไม่จำเพาะกับชนิดของโรคและแมลง เป็นลักษณะความต้านทานที่ควบคุมโดยยีนหลายคู่ การแสดงออกของลักษณะความต้านทานจึงแยกเป็นกลุ่มชัดเจนไม่ได้ ลักษณะความต้านทานแบบไม่จำเพาะนี้อาจเรียกว่า Tolerance ก็ได้ พืชที่มีลักษณะความต้านทานแบบนี้มักแสดงความต้านทานกับโรคหรือแมลงได้หลายสายพันธุ์ และมีระดับความต้านทานต่อสายพันธุ์ต่างๆ ได้เกือบเท่ากัน ความต้านทานแบบนี้มักไม่สมบูรณ์อาจปรากฏอาการของโรคอยู่บ้างเล็กน้อย โดยทั่วไปหากพืชที่มียีนต้านทานโรคปลูกในพื้นที่กว้างเป็นจำนวนมากจะมีการผสมตัวเองทำให้มีความต้านทานสูงต่อศัตรูพืชเฉพาะสายพันธุ์ แต่สำหรับพืชที่ขยายพันธุ์จากส่วนขยายพันธุ์ เมื่อมีศัตรูพืชเข้าทำลายจะพบการระบาดอย่างรุนแรง

2.ศัตรูพืช สิ่งมีชีวิตที่สร้างความเสียหายให้แก่พืชที่ปลูก เช่น ทำความเสียหายจากการวางไข่ที่เนื้อเยื่อพืชแล้วกระตุ้นให้พืชเกิดการเจริญผิดปกติเกิดปุ่มปมขึ้น มีการปล่อยสารพิษต่อพืชทำให้เนื้อเยื่อพืชเหี่ยวแห้ง เกิดอาการคล้ายใบไหม้ ทำให้ใบพืชบิดงอผิดรูปร่างไป นอกจากนี้แมลงบางชนิดยังเป็นพาหะนำโรคมาสู่พืชได้อีกด้วย สาเหตุที่ศัตรูพืชเกิดการระบาด คือ ศัตรูพืชมีการขยายพันธุ์เพิ่มปริมาณโดยเฉพาะจากพืชอาศัยที่อ่อนแอการเพิ่มปริมาณก็จะยิ่งมากขึ้น เมื่อศัตรูพืชมีปริมาณเพิ่มขึ้นก็จะมีการแพร่กระจายจากแหล่งที่กำเนิดไปยังที่อื่นๆ โดยผ่านปัจจัยต่างๆ เช่น เศษซากพืช ดิน ลม น้ำ แม้กระทั่งส่วนขยายพันธุ์ของพืช สำหรับศัตรูพืชอุบัติใหม่เป็นศัตรูที่ไม่เคยเกิดการระบาดมาก่อน ณ สถานที่หนึ่งซึ่งต่อมากลายเป็นศัตรูพืช ณ สถานที่นั้น ซึ่งอาจมีสาเหตุจากการเคลื่อนย้ายของศัตรูพืชเองที่อพยพเข้ามาหรือแพร่กระจายโดย ลม ฝน น้ำ และพาหะอื่นๆ เช่น การแพร่กระจายของไมยราบยักษ์ จากภาคเหนือลงมายังภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศ หรือจากการนำเข้าศัตรูพืชมาจากต่างประเทศทั้งโดยเจตนา เช่น การระบาดของผักตบชวา และไม่เจตนา เช่น การระบาดของหนอนหัวดำที่ติดมากับปาล์มประดับ หรือผลมะพร้าวที่นำเข้ามาจากประเทศในแถบอินเดีย ศรีลังกา

3.สภาพแวดล้อม นอกจากเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคพืชและแมลงระบาดแล้ว ยังมีอิทธิพลต่อพืช ทำให้พืชอ่อนแอเกิดโรคง่าย สภาพแวดล้อมที่กล่าวถึง ได้แก่ อุณหภูมิ ความชื้น แสงแดด ลม ความเป็นกรดและด่าง แร่ธาตุอาหาร ออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ อินทรียวัตถุ ชนิดและเนื้อดิน ฝนและน้ำค้าง สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนมีผลต่อการเจริญเติบโตและการเข้าทำลายของศัตรูพืชทั้งสิ้น การเปลี่ยนแปลงหรือทำลายสภาพสมดุลของธรรมชาติ จะทำให้ศัตรูจากแหล่งใกล้เคียงอพยพเข้าไปยังพื้นที่ใหม่ เนื่องจากแหล่งอาศัยของมันถูกทำลาย เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพป่าไปเป็นพื้นที่เกษตร ทำให้เกิดการระบาดของตั๊กแตนปาทังก้า จักจั่นในไร่อ้อย หรือการระบาดของหนูในนาข้าว การเปลี่ยนแปลงของศัตรูธรรมชาติทำให้การควบคุมโดยธรรมชาติเสียสมดุลไป เกิดการระบาดของศัตรูพืชจากที่ไม่เคยระบาดมาก่อน หรือการกลับมาระบาดใหม่ในพื้นที่ที่ไม่เคยมีการระบาดมานานแล้ว

ดังนั้น เกษตรกรต้องเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ของโรคและแมลงอย่างต่อเนื่อง โดยหมั่นสำรวจและตรวจสอบพื้นที่ของตนเอง เพื่อเตรียมความพร้อมหาแนวทางในการควบคุมโรคและแมลงที่อาจเกิดขึ้นได้ทันท่วงที หากเกิดการระบาดหรือมีแนวโน้มว่าจะระบาดของโรคและแมลงชนิดใหม่ๆที่ไม่เคยพบในพื้นที่หรือเคยพบเมื่อนานมาแล้ว โดยเมื่อสำรวจพบการระบาดของโรคและแมลงสามารถปรึกษาและขอคำแนะนำได้ที่กรมส่งเสริมการเกษตร หรือสำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน

รายงานพิเศษ : ‘สสก.6’เดินหน้าปั้นเกษตรกรรุ่นใหม่ สู่การเป็นผู้ประกอบการ-ผู้นำด้านเกษตร‘4.0’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/349813

รายงานพิเศษ : ‘สสก.6’เดินหน้าปั้นเกษตรกรรุ่นใหม่ สู่การเป็นผู้ประกอบการ-ผู้นำด้านเกษตร‘4.0’

รายงานพิเศษ : ‘สสก.6’เดินหน้าปั้นเกษตรกรรุ่นใหม่ สู่การเป็นผู้ประกอบการ-ผู้นำด้านเกษตร‘4.0’

วันศุกร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากนโยบายของรัฐบาลในการดูแลลูกหลานของเกษตรกร โดยการพัฒนาและสร้างคนรุ่นใหม่เข้าสู่เกษตรยุคใหม่ ผลิตเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เรียนรู้เรื่องเทคโนโลยี การใช้เครื่องมือ การบริหารจัดการและขับเคลื่อนชุมชน โดยมุ่งหวังให้คนรุ่นใหม่จบภาคการเกษตร มีความรู้ความสามารถด้านวิชาการเกษตรทั้งระบบ เพื่อความยั่งยืนในการประกอบอาชีพการเกษตร การพึ่งพาตนเอง และการแข่งขันทางการค้าในอนาคต

โดยความสามารถของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่หันมาทำการเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนจากทำมากได้น้อยเป็นทำน้อยได้มาก สอดคล้องกับโมเดล Thailand 4.0 เกิดการเปลี่ยนแปลงจากการเกษตรแบบดั้งเดิมไป สู่การเกษตรสมัยใหม่ เน้นการบริหารจัดการและเทคโนโลยี (Smart Farming) และการเกษตรแม่นยำสูง (Precision Farming) มีการใช้วิทยาการ ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัย และพัฒนา แล้วต่อยอดเป็น กลุ่มอาหารเกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ (Food, Agriculture & Bio-Tech) ซึ่งเป็น platform ในการสร้าง New Startups ด้านเทคโนโลยีการเกษตร การเปลี่ยนสินค้าเกษตรให้เป็นอาหารสุขภาพหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีมูลค่าสูง ตลอดจนการใช้ ICT เพื่อการพัฒนา Digital Market

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้มีนโยบายปฏิรูปการเกษตรของประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศ ที่จะต้องดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในด้านการพัฒนา ทั้งประโยชน์ในการบริหารจัดการด้านการเกษตรและประโยชน์เพื่อเกษตรกรที่จะได้รับการพัฒนาที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการ ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดี

นายนเรศ ฝีปากเพราะ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ มีทิศทางการดำเนินงานตามกรมส่งเสริมการเกษตร ประจำปีงบประมาณ 2561 ในการสร้างสมดุลของการพัฒนาและส่งเสริมการเกษตรตลอดเส้นทางของการเป็นผู้ประกอบการด้านการเกษตร (The whole process of agri-industry) โดยเกษตรกรคือผู้ประกอบการด้านการเกษตร ซึ่งตั้งแต่ปี 2557 ได้ดำเนินงานพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer เน้นกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเชื่อมโยงเครือข่าย โดยให้เกษตรกรเป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้และออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง” และมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเป็น “ผู้จัดการเรียนรู้” ปัจจุบันมีเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 9,249 ราย ผ่านการประเมินคุณสมบัติเป็น Young Smart Farmer จำนวน 7,598 ราย และพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ รวม ปี 2561 มีประมาณ 940 ราย ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการพัฒนาต่อยอดให้ Young Smart Farmer เป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ ที่มีการบริหารจัดการการเกษตรด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม สามารถพึ่งพาตนเองได้ และเป็นผู้นำทางการเกษตรในท้องถิ่น รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรและองค์กรเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง และดำเนินงานด้านการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนทำให้ชุมชนเติบโตทางเศรษฐกิจจากฐานการเกษตรได้

ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและพัฒนา Young Smart Farmer ให้เป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ที่มีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ นวัตกรรม ฐานข้อมูล (Big Data) และเครือข่ายในการทำธุรกิจเกษตร รวมทั้งเป็นผู้นำด้านเกษตร 4.0 และเพื่อพัฒนาและยกระดับผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่สู่การเกษตรตามมาตรฐานสินค้าและการตลาดสากล สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ จึงได้จัดให้มีการอบรมหลักสูตรผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ โครงการพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมแพร่นครา อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ โดยอบรมดังกล่าวจะเน้นในการสร้างแนวคิดเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่ต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และการทดสอบผลิตภัณฑ์กับกลุ่มเป้าหมาย การเจรจาต่อรอง ฯลฯ และจะมีการอบรมอีกครั้งในเวทีที่ 2 เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความพร้อมมากยิ่งขึ้นในการเป็นผู้ประกอบการเกษตรต่อไป

รายงานพิเศษ : เกษตรเขต2จัด‘Green Market #Farmer Market’ เปิดตลาดสินค้าคุณภาพสู่ตลาดไฮเอนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/349596

รายงานพิเศษ : เกษตรเขต2จัด‘Green Market #Farmer Market’ เปิดตลาดสินค้าคุณภาพสู่ตลาดไฮเอนด์

รายงานพิเศษ : เกษตรเขต2จัด‘Green Market #Farmer Market’ เปิดตลาดสินค้าคุณภาพสู่ตลาดไฮเอนด์

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ ส่งเสริมให้มีการจัดตลาดเกษตรกรขึ้น เพื่อให้เป็นแหล่งที่เกษตรกรจะได้นำสินค้าดีมีคุณภาพและปลอดภัย มาวางจำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งในส่วของกรมส่งเสริมการเกษตรได้ดูแลตลาดเกษตรกรอยู่ 57 ตลาดกระจายอยู่ทั่วประเทศ

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมากรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการเรื่องตลาดเกษตรกร ซึ่งส่วนใหญ่ตลาดเกษตรกรจะอยู่หน้าศาลากลางจังหวัด หรือหน้าสำนักงานเกษตรจังหวัด แต่ยังไม่ได้ก้าวเข้าไปสู่ซุปเปอร์มาร์เก็ต ห้างสรรพสินค้าหรือตลาดระดับบน (ตลาดไฮเอนด์) แต่ขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 ที่รับผิดชอบพื้นที่ 8 จังหวัดภาคตะวันตก ได้เดินหน้าไปอีกขั้นในการร่วมมือกับศูนย์การค้ามาร์เก็ตวิลเลจ หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นแหล่งที่ผู้บริโภคทั้งชาวไทยและชาวต่างชาตินิยมเข้ามาเลือกซื้อหาสินค้า และยังเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อค่อนข้างสูง จึงเป็นโอกาสที่จะได้ผลักดันให้เกษตรกรผู้ผลิตสินค้าดีมีคุณภาพได้มาพบปะกับผู้บริโภคโดยตรง

ขณะนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานเกษตรจังหวัดทุกจังหวัด นำรูปแบบการดำเนินการเชื่อมโยงการผลิตการตลาดสินค้าเกษตร GAP และตลาดเกษตรกร ไปสู่ตลาดห้างสรรพสินค้าที่อยู่ในพื้นที่ เพื่อนำสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP เกษตรอินทรีย์ หรือมาตรฐานอื่นๆ ไปสู่กลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันเรามีกลุ่มเกษตรกรที่ดำเนินการผลิตสินค้าคุณภาพและได้รับการรับรองมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเกษตรกรหรือวิสาหกิจชุมชน ที่อยู่ในระบบแปลงใหญ่ก็ดี หรือกลุ่มผู้ผลิตสินค้า GAP หรือกลุ่มเกษตรอินทรีย์ อยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร จะผลักดันให้กลุ่มเกษตรกรเหล่านี้ยกระดับการผลิตเพื่อเข้าไปสู่ตลาดไฮเอนด์มากขึ้น

“วันนี้เราต้องสร้างความรู้สึกหรือสร้างการรับรู้ของผู้บริโภค ให้คำนึงถึงการบริโภคสินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภัย ซึ่งมีความสำคัญต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค เมื่อผู้บริโภคมีความต้องการสินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภัย ก็จะเป็นตัวผลักดันให้เกษตรกรผลิตสินค้าให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น เป็นไปตามแนวทางการตลาดนำการผลิตนั่นเอง” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวย้ำ

นางอ้อมทิพย์ สุทธิพงศ์เกียรติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จ.ราชบุรี กล่าวว่า ศูนย์การค้ามาร์เก็ตวิลเลจ หัวหิน ได้ให้การสนับสนุนเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์นำสินค้าดีมีคุณภาพมาวางจำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยตรง ในตลาด Green Market เป็นประจำเดือนละ 1 ครั้ง ติดต่อกันมาตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งทำให้สินค้าเกษตรได้รับความสนใจมากขึ้น จึงเห็นว่าควรจะขยายโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไปสู่เกษตรกรในเครือข่ายภาคตะวันตกทั้ง 8 จังหวัด เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตสินค้าเกษตรที่มีความปลอดภัย สามารถเชื่อมโยงการผลิตและการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จึงได้ร่วมมือกับมาร์เก็ตวิลเลจ จัดงานเชื่อมโยงการผลิตการตลาดสินค้าเกษตร GAP และตลาดเกษตรกร “Green Market # Farm Market” ขึ้นในระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน ถึง 2 กรกฎาคม 2561

ภายในงานจะประกอบไปด้วย การแสดงสินค้าเกษตรพรีเมียมกว่า 36 รายการ เป็นสินค้าสดและสินค้าแปรรูปที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน รวมถึงนวัตกรรมทางการเกษตร อีกทั้งมีการให้บริการวิเคราะห์สารพิษตกค้างในเลือดของโรงพยาบาลหัวหิน และการให้ความรู้เรื่องการเพิ่มช่องทางการขายสินค้าเกษตรผ่านไปรษณีย์ออนไลน์จากบริษัทไปรษณีย์ไทย สาขาหัวหิน ทั้งนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ การจัดแสดงนิทรรศการผลผลิตการเกษตร ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP การเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการและผู้ผลิต การสาธิต การประกอบอาหารจากผลิตภัณฑ์ภายในงาน การแข่งขันทานผลไม้ตามฤดูกาล และการจัดนาทีทอง ลด แลก แจก ชิม

ซึ่งเชื่อมั่นว่าการจัดงานครั้งนี้จะช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการตลาด การบริหารจัดการผลผลิตที่มีคุณภาพและมาตรฐานของเกษตรกรในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคตะวันตก รวมทั้งเจ้าหน้าที่และเกษตรกรได้มีโอกาสศึกษา เรียนรู้รูปแบบและขั้นตอนการดำเนินงานของตลาดสินค้าเกษตร สามารถนำไปขยายผลในพื้นที่ของตนเองได้ในอนาคต ที่สำคัญคือได้ประชาสัมพันธ์สินค้าปลอดภัยได้มาตรฐานจากตลาดเกษตรกรให้เป็นที่รู้จักอย่าง
กว้างขวางมากขึ้น