รายงานพิเศษ : กรมหม่อนไหมจัดกิจกรรม‘ซื้อผ้าไหมให้แม่’ เชิญชวนเลือกซื้อผ้าไหมเป็นของขวัญวันแม่ในเดือนสิงหาคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/356115

รายงานพิเศษ : กรมหม่อนไหมจัดกิจกรรม‘ซื้อผ้าไหมให้แม่’  เชิญชวนเลือกซื้อผ้าไหมเป็นของขวัญวันแม่ในเดือนสิงหาคม

รายงานพิเศษ : กรมหม่อนไหมจัดกิจกรรม‘ซื้อผ้าไหมให้แม่’ เชิญชวนเลือกซื้อผ้าไหมเป็นของขวัญวันแม่ในเดือนสิงหาคม

วันอังคาร ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ในวันแม่ปี 2561 นี้ กรมหม่อนไหมขอร่วมเป็นหนึ่งในการส่งเสริมสินค้าจากผ้าไหม ให้เป็นของขวัญอันล้ำค่าในวันแม่ปีนี้ โดยสามารถเลือกซื้อสินค้าผ้าไหม และผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมได้โดยตรงจากกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ หรือพื้นที่สำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เขต 1-6 และศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ทั้ง 21 ศูนย์ ตลอดเดือนสิงหาคมนี้

นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงให้ความสำคัญ และทรงพระกรุณาในการส่งเสริมอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแก่พสกนิกร สนับสนุนอาชีพทางด้านหัตถกรรมการทอผ้าไหมลวดลายต่างๆ มาตั้งแต่ปี 2513 จากพระราชกรณียกิจที่พระองค์ทรงงานด้านหม่อนไหมด้วยพระวิริยอุตสาหะมาโดยตลอด ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไหม ทอผ้าไหม ได้มีอาชีพที่ยั่งยืน ที่มีรายได้พึ่งพาตนเองได้ จวบจนปัจจุบันอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ได้กลายเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทยและประเทศไทยได้อย่างน่าภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก

นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา

กรมหม่อนไหม ในฐานะหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชดำริ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีภารกิจในการดำเนินการสนองงานสืบสานอนุรักษ์อาชีพด้านหม่อนไหม ควบคู่ไปกับการพัฒนาและส่งเสริมให้เกษตรกรหม่อนไหมให้สามารถประกอบอาชีพหม่อนไหมได้อย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ที่ผ่านมาจึงมุ่งเน้นการขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพของบุตรหลานของเกษตรกร ให้เป็นผู้สืบทอดอาชีพด้านหม่อนไหมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการดำเนินงานตามพระราชเสาวนีย์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาหม่อนไหมที่เป็นวัฒนธรรมเก่าแก่และดีงามของไทยให้เยาวชนรุ่นหลังได้สืบทอดให้คงอยู่คู่ประเทศไทย โดยดำเนินการตามภารกิจต่างๆ ผ่านศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ทั้ง 21 ศูนย์ ซึ่งตั้งอยู่ครอบคลุมทั่วทุกภาคของประเทศ

เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเจริญพระชนมพรรษา 86 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม 2561 กรมหม่อนไหม
ขอน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงเล็งเห็นความสำคัญในการประกอบอาชีพด้านหม่อนไหมของเกษตรกร และเพื่อเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดกรมหม่อนไหมให้เป็นที่ประจักษ์มากยิ่งขึ้น กรมหม่อนไหม จึงได้จัดทำโครงการสืบสานงานพระมารดาแห่งไหมไทยขึ้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยได้จัดแสดงนิทรรศการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานของศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ และจำหน่ายสินค้าหม่อนไหมและผลิตภัณฑ์ ภายใต้ธีม “ซื้อผ้าไหมให้แม่”

“อย่างไรก็ตามในโอกาสนี้ก็เป็นโอกาสที่ดีในเดือนสิงหาคมซึ่งเป็นเดือนมหามงคลที่ลูกๆ จะเลือกซื้อสินค้าผ้าไหม และผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมให้กับแม่ โดยการซื้อผ้าไหมนี้ นอกจากจะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมีกำลังใจในการผลิตและสร้างสรรค์ผ้าไหมที่สวยงามออกสู่ตลาดต่อไปแล้ว และยังเป็นการสืบสานงานของพระมารดาแห่งไหมไทยให้อยู่คู่กับสังคมไทยจากรุ่นสู่รุ่น พร้อมทั้งส่งเสริมอาชีพด้านหม่อนไหมให้เป็นอาชีพที่มั่นคงและสามารถพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อไป โดยประชาชนทั่วไปสามารถเลือกหาซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าไหมได้โดยตรงจากกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ หรือพื้นที่สำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เขต 1-6 และศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ทั้ง 21 ศูนย์ ตลอดเดือนสิงหาคมนี้” อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าว

นายไพโรจน์ เฮงแสงชัย รอง อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลอดเดือนสิงหาคม พ.ศ.2561 กรมหม่อนไหมได้จัดให้มีโครงการสืบสานงานพระมารดาแห่งไหมไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกษตรกรและประชาชนทุกหมู่เหล่า ได้ร่วมเฉลิมพระเกียรติและถวายความจงรักภักดีแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ผู้ซึ่งได้รับการถวายพระราชสมัญญานามว่า “พระมารดาแห่งไหมไทย” สืบเนื่องจากที่พระองค์ทรงส่งเสริมและสนับสนุน ให้เกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นอาชีพสร้างรายได้ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านหม่อนไหมให้กับผู้สนใจนำไปประกอบอาชีพ โดยเฉพาะกิจกรรมการซื้อผ้าไหมให้แม่ ซึ่งจะมีการจัดแสดงและออกร้านค้า ซึ่งจะมีสินค้าผ้าไหมมากมายหลายรูปแบบตามเอกลักษณ์ท้องถิ่น เช่น ผ้าซิ่นตีนแดง จังหวัดบุรีรัมย์ ผ้าไหมสาเกตนคร จังหวัดร้อยเอ็ด ผ้าไหมมัดหมี่ชนบท จังหวัดขอนแก่น ผ้าไหมหางกระรอก จังหวัดนครราชสีมา ผ้าไหมกาบบัว จังหวัดอุบลราชธานี ผ้าไหมแพรวา จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นต้น โดยกรมหม่อนไหมได้ดำเนินการจัดกิจกรรมดังกล่าวนี้ ครอบคลุมพื้นที่ 6 เขต และ 21 ศูนย์ทั่วประเทศ

รายงานพิเศษ : พระมหากรุณาธิคุณ2พระมหากษัตริย์ไทย อ่างเก็บน้ำน้ำปี้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/355329

รายงานพิเศษ : พระมหากรุณาธิคุณ2พระมหากษัตริย์ไทย อ่างเก็บน้ำน้ำปี้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

รายงานพิเศษ : พระมหากรุณาธิคุณ2พระมหากษัตริย์ไทย อ่างเก็บน้ำน้ำปี้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

วันศุกร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ทรงห่วงใยและทรงคำนึงถึงความอยู่ดีมีสุขของราษฎร จึงพระราชทานพระราชกระแสให้ติดตาม ขับเคลื่อน และเร่งรัด รวมทั้งแก้ไขปัญหาอุปสรรค การดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 ให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์ บังเกิดประโยชน์สูงสุดกับราษฎร และเพื่อให้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริสำเร็จตามวัตถุประสงค์

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริสำเร็จตามวัตถุประสงค์ คณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในระดับพื้นที่ 4 ภาค ขึ้นมา เพื่อติดตาม ขับเคลื่อน เร่งรัดและบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

โครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปี้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นอีกหนึ่งโครงการที่คณะอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริพื้นที่ภาคเหนือ ที่มีนายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ในฐานะประธาน ได้ติดตามขับเคลื่อน เร่งรัด และบูรณาการให้การดำเนินโครงการเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระราชทานพระราชดำริเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2520 ความตอนหนึ่งว่า “…สมควรจะรีบดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำปี้นี้ โดยเร่งด่วน เนื่องจากจะใช้ค่าลงทุนทั้งโครงการเพียงประมาณ 225 ล้านบาท สามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่เพาะปลูกทั้งสองฝั่งแม่น้ำปี้จนจรดแม่น้ำยมในเขตอำเภอเชียงม่วน ได้ประมาณ45,000 ไร่ ตลอดปี และยังมีน้ำเหลือส่งให้กับการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งในเขตโครงการชลประทานแม่ยมได้อีกประมาณ 50,000 ไร่ ด้วย…”

กรมชลประทานได้ทำการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปี้อันเนื่องมจากพระราชดำริ จังหวัดพะเยา เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาโครงการในปี 2544 ต่อมาได้ดำเนินการศึกษาทบทวนเพื่อเพิ่มศักยภาพการเก็บกักน้ำ และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2557 และเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2558 คณะรัฐมนตรีก็ได้อนุมัติให้เปิดโครงการ พร้อมผ่อนผันการใช้พื้นที่คุณภาพชั้น 1A จำนวน 21 ไร่ โดยมีระยะดำเนินการก่อสร้าง 6 ปี (2559-2564) วงเงินทั้งสิ้น 3,981 ล้านบาท

สำหรับลุ่มน้ำปี้เป็นลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำยม มีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ย 127 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ปัจจุบันมีแหล่งเก็บกักน้ำในลุ่มน้ำปี้เพียง 10 ล้านลูกบาศก์เมตร เนื่องจากเป็นอ่างฯขนาดเล็กไม่สามารถเก็บกักน้ำได้ปริมาณมากในช่วงฤดูแล้งจึงเกิดการขาดแคลนน้ำ และในช่วงฤดูฝนก็เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ท้ายน้ำเป็นประจำทุกปี

นายประพิศ จันทร์มา

นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีฝ่ายก่อสร้าง กรมชลประทาน กล่าวว่า โครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปี้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง ตัวเขื่อนเป็นคอนกรีตบดอัดแห่งแรกขอประเทศไทยที่ออกแบบโดยกรมชลประทาน สร้างกั้นลำน้ำปี้ ซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำยม ที่บ้านปิน ตำบลเชียงม่วน อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา สันเขื่อนมีความยาว 810.00 เมตร กว้าง 8.00 เมตร สูง 54.00 เมตร มีความจุที่ระดับเก็บกัก 90.50 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) พร้อมทั้งจะมีการก่อสร้างระบบส่งน้ำโดยท่อความยาวประมาณ 75.00 กิโลเมตร

เมื่อแล้วเสร็จสามารถส่งน้ำให้แก่พื้นที่การเกษตรในเขตชลประทานได้ถึง 28,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลเชียงม่วน ตำบลบ้านมาง และตำบลสระ มีราษฎรได้รับประโยชน์ทั้งสิ้น 7,520 ครัวเรือน และยังสามารถส่งน้ำเพื่อสนับสนุนพื้นที่การเกษตรที่รับน้ำจากฝายแม่ยม จังหวัดแพร่ ในช่วงฤดูแล้งได้อีกกว่า 35,000 ไร่ ราษฎรได้รับการช่วยเหลืออีกกว่า 1,500 ครัวเรือน รวมทั้งยังจะเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค ปศุสัตว์ และอุตสาหกรรม ช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยบริเวณพื้นที่ท้ายน้ำในเขตอำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา ช่วยตัดยอดน้ำที่จะไหลลงสู่ลุ่มน้ำยม และลุ่มน้ำเจ้าพระยาในช่วงฤดูน้ำหลาก ตลอดจนช่วยสนับสนุนกิจกรรมการใช้น้ำอื่นๆ เช่น รักษาระบบนิเวศ เป็นแหล่งน้ำเพื่อการประมง และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจซึ่งจะทำให้ราษฎรมีรายได้เสริมจากการประกอบอาชีพประมงและการท่องเที่ยวในอนาคตต่อไป

นอกจากนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยังได้ให้ความสนใจศึกษาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนน้ำปี้ โดยการติดตั้งเครื่องกังหันน้ำผลิตไฟฟ้าจำนวน 2 เครื่อง ขนาดกำลังผลิตเครื่องละ 1 เมกะวัตต์ ซึ่งสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ 6.34 ล้านหน่วย/ปี อีกด้วย

“การดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปี้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างหัวงานและอาคารประกอบ ซึ่งกรมชลประทานจะเร่งรัดให้แล้วเสร็จตามแผนที่วางไว้คือภายในปี 2564 อย่างแน่นอน” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

นายดนุชา สินธวานนท์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้ นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี พร้อมคณะอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริพื้นที่ภาคเหนือ ได้ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าของการก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปี้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ภายใต้พระราโชบายของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์มีพระราชประสงค์ให้หน่วยราชการและผู้ที่เกี่ยวข้องได้มีการติดตาม เร่งรัด และขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

สำหรับการดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปี้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ กรมชลประทานได้วางแผนการขับเคลื่อนโครงการค่อนข้างดี ก่อนที่จะเริ่มโครงการได้มีการชี้แจงทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนเป็นอย่างดี จึงเกิดความเข้าใจและให้ความร่วมมือในการดำเนินงานของโครงการอย่างเต็มที่ และทางสำนักงาน กปร. จะได้นำไปประกอบการพิจารณาในการขับเคลื่อนโครงการอื่นๆ

นายวิวัฒน์ ปิจจวงศ์ เกษตรกรตำบลเชียงม่วน อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา ได้กล่าวว่า ที่ผ่านมา ราษฎรในพื้นที่มีน้ำใช้ไม่เพียงพอเพราะแหล่งน้ำตามธรรมชาติมีน้อย ขณะที่มีราษฎรถึง 3 ตำบล ที่ต้องใช้น้ำจากแหล่งน้ำนี้จึงทำให้น้ำไม่เพียงพอตามความต้องการ โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้งจะขาดแคลนเป็นอย่างมาก ในขณะที่หน้าแล้งจะไม่สามารถทำการเพาะปลูกได้เลยเพราะน้ำไม่มี การทำการเกษตรจึงต้องอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก โดยราษฎรส่วนใหญ่จะปลูกข้าว ปลูกข้าวโพด ปลูกต้นยาสูบ และพืชให้ผล ตลอดถึงพืชผักสวนครัว เช่น ผัก และพริก ราษฎรในพื้นที่จึงเห็นด้วยกับการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำน้ำปี้ฯ แห่งนี้ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้ว่า

“โครงการนี้เป็นโครงการของในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ท่านได้มาสานต่อโครงการ ชาวบ้านเชียงม่วนขอขอบพระคุณ และขอพึ่งบุญบารมีในหลวงรัชกาลที่ 10 ที่ท่านมาสืบสานโครงการต่อให้กับชาวบ้านเชียงม่วน ได้มีน้ำสำหรับประกอบอาชีพอย่างไม่ขาดแคลน ขอให้พระองค์ท่านทรงพระเจริญ” เกษตรกรตำบลเชียงม่วน กล่าวถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงทั้ง 2 พระองค์

รายงานพิเศษ : ‘สสก.1’ยกระดับมาตรฐานส่งเสริมเกษตร เร่งขับเคลื่อนงานผ่านเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับเขต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/355059

รายงานพิเศษ : ‘สสก.1’ยกระดับมาตรฐานส่งเสริมเกษตร  เร่งขับเคลื่อนงานผ่านเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับเขต

รายงานพิเศษ : ‘สสก.1’ยกระดับมาตรฐานส่งเสริมเกษตร เร่งขับเคลื่อนงานผ่านเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับเขต

วันพฤหัสบดี ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาทเร่งขับเคลื่อนภารกิจการดำเนินงานภายใต้แนวคิด Balance DOAE สร้างสมดุลระหว่างภารกิจงานนโยบาย (Agenda) กับภารกิจหลักของหน่วยงาน (Function) ขับเคลื่อนระบบส่งเสริมการเกษตรให้มีความเข้มแข็ง พร้อมพัฒนาเครื่องมือในการปฏิบัติงานและองค์ความรู้ให้กับนักส่งเสริมการเกษตรให้มีความรอบรู้มากยิ่งขึ้น

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 กรมส่งเสริมการเกษตร กำหนดภาพรวมของการดำเนินงานภายใต้แนวคิด Balance DOAE สร้างสมดุลระหว่างภารกิจงานนโยบาย (Agenda) กับภารกิจหลักของหน่วยงาน (Function) เพื่อขับเคลื่อนระบบส่งเสริมการเกษตรให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการสร้างระบบการทำงานที่ชัดเจน รวมถึงพัฒนาเครื่องมือในการปฏิบัติงานและองค์ความรู้ของนักส่งเสริมการเกษตรให้มีความรอบรู้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ปัจจุบันอย่างทันท่วงที

สำหรับการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรตามนโยบายกรมส่งเสริมการเกษตร จึงควรที่จะมีเวทีให้นักส่งเสริมการเกษตรได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการดำเนินงานซึ่งกันและกัน รวมทั้งสรุปผลและถอดบทเรียนที่ได้จากการดำเนินงานในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้เกิดแนวทางการปฏิบัติงานที่สามารถนำไปใช้ในการดำเนินงานได้อย่างเหมาะสมมีบทเรียนและองค์ความรู้ไปพัฒนาการดำเนินงาน รวมทั้งได้ทราบถึงปัจจัยที่ส่งผลถึงความสำเร็จ และปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้น โดยใช้เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับเขตในการส่งเสริมเรื่องดังกล่าว

ดังนั้นเพื่อเป็นการสนองนโยบายรัฐบาล สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท จึงจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับเขต เพื่อให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรระดับเขต จังหวัด ศูนย์ปฏิบัติการ และหน่วยงานวิชาการในพื้นที่ได้แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ และนำเสนอผลงานของแต่ละหน่วยงาน โดยมีกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย เกษตรจังหวัด หัวหน้ากลุ่ม/ฝ่ายผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฯ เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัดเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการ และผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งสิ้น 75 คน

สำหรับเนื้อหาการจัดงาน ประกอบด้วย การขับเคลื่อนโครงการเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย การใช้ประโยชน์จากระบบบริการข้อมูลแผนที่ส่งเสริมการเกษตร (SSMAP) คือ ระบบที่ให้บริการข้อมูลแผนที่ส่งเสริมการเกษตรแก่เจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อใช้เป็นคลังข้อมูลแผนที่ และนำข้อมูลแผนที่มาประมวลผล วิเคราะห์ศักยภาพพื้นที่ข้อมูล ประกอบการจัดทำแผนพัฒนาการเกษตรและการติดตามงานโครงการส่งเสริมการเกษตรต่างๆ สมุดทะเบียนเกษตรกรดิจิทัล (DOAE Farmbook Application) ที่ทำออกมาใช้แทนของสมุดทะเบียนเกษตรกรเล่มสีเขียว ในการแจ้งปลูกและปรับปรุงข้อมูลเกษตรกรสำหรับเกษตรกรที่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้แล้ว ณ สำนักงานเกษตรอำเภอ ช่วยให้เกษตรกรมีความสะดวกและรวดเร็วมากขึ้นในการปรับปรุงข้อมูลเกษตรกร เพราะสามารถทำได้โดยผ่านระบบแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน โดยไม่ต้องเดินทางไปที่สำนักงานเกษตรอำเภอ

นายไพศาลกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ภายในงานยังมีนิทรรศการนำเสนอผลงานวิจัยเกี่ยวกับระยะปลูกที่มีผลต่อการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังของสถานีวิจัยลพบุรีคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และการนำเสนอผลงานของสำนักงานเกษตรจังหวัดและศูนย์ปฏิบัติการ ซึ่งมีการนำระบบส่งเสริมการเกษตร (T&V System) ไปขับเคลื่อนงานในพื้นที่ให้ประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งระบบดังกล่าวจะเน้นการฝึกอบรมและการเยี่ยมเยียนเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง และมีการสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทั้งในเรื่องวัสดุอุปกรณ์ต่างๆในการปฏิบัติงาน และขวัญกำลังใจของผู้ปฏิบัติงาน โดยระบบส่งเสริมการเกษตรได้มีการปรับปรุงและพัฒนาไปตามสถานการณ์ปัจจุบัน และตามข้อจำกัดของบุคลากรและทรัพยากรที่มีอยู่ เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังคงยึดระบบการฝึกอบรมและการเยี่ยมเยียนเกษตรกร(T & V System) เป็นหลักในการดำเนินการ

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท ได้ดำเนินงานตามระบบส่งเสริมการเกษตร โดยการจัดประชุมเกษตรจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการระดับเขตเพื่อติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนงานตามนโยบายและบริหารจัดการแผนงานโครงการระดับเขต รวมทั้งมีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของเจ้าหน้าที่ในระดับจังหวัด เพื่อนำความรู้ที่ด้จากการปฏิบัติงานโครงการต่างๆ ที่ประสบผลสำเร็จในแต่ละจังหวัดมาถ่ายทอดเพื่อเป็นแนวทางหรือต้นแบบในการปฏิบัติงานในปีต่อไป ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้เข้าร่วมเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้จะได้ทั้งความรู้ด้านวิชาการ การบริหารจัดการ
งบประมาณและบุคลากร ตลอดจนวิธีการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในการดำเนินงานโครงการซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการวางแผนการปฏิบัติงานในปีต่อไป

รายงานพิเศษ : สืบสาน‘ศาสตร์พระราชา’ปลูกป่า สร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ-เพิ่มโอกาสปฏิบัติการฝนหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/354855

รายงานพิเศษ : สืบสาน‘ศาสตร์พระราชา’ปลูกป่า สร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ-เพิ่มโอกาสปฏิบัติการฝนหลวง

รายงานพิเศษ : สืบสาน‘ศาสตร์พระราชา’ปลูกป่า สร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ-เพิ่มโอกาสปฏิบัติการฝนหลวง

วันพุธ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร บูรณาการร่วมกับ 11 หน่วยงาน ร่วมสืบสานศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 และเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวันพระราชสมภพในหลวงรัชกาลที่ 10 จัดโครงการปลูกป่าและไม้ยืนต้นสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวงฯ

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการปลูกป่าและไม้ยืนต้นสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวง สืบสาน “ศาสตร์พระราชา” ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ณ เขื่อนวชิราลงกรณ อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ว่า โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติวันพระราชสมภพในหลวงรัชกาลที่ 10 และเป็นการน้อมนำแนวคิด “สร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ สืบสานศาสตร์พระราชา” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในการสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศให้มากขึ้น เพื่อช่วยในการเพิ่มโอกาสให้เกิดฝน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการปฏิบัติการฝนหลวงให้ประสบผลสำเร็จเพิ่มขึ้น และมีการฟื้นฟูสภาพป่าเสื่อมโทรมให้สามารถกลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์ พร้อมกับการสร้างผืนป่าให้เกิดความชุ่มชื้นเพื่อเป็นการเพิ่มป่าต้นน้ำ เพิ่มพื้นที่ป่าชุมชน ตลอดจนการปลูกป่าไม้ ป่าเศรษฐกิจ ป่าชุมชน และไม้ยืนต้น บริเวณหัวไร่ปลายนา และยังเป็นแหล่งอาหารสัตว์ป่าในการดำรงชีวิต การใช้ประโยชน์สำหรับชุมชน ที่สำคัญโครงการนี้เป็นการฟื้นฟูทำให้ทรัพยากรป่าไม้ในประเทศได้กลับมาสมบูรณ์เหมือนเดิม

ด้าน นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า จากวิกฤตการณ์ด้านทรัพยากรป่าไม้ที่ถูกทำลายซึ่งทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นทุกปี ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ ความแปรปรวนของสภาพอากาศ ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศที่ลดลง ส่งผลต่อกระบวนการเกิดฝนและปริมาณน้ำฝนตามธรรมชาติเกิดความผิดปกติ จึงมีความจำเป็นที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องบูรณาการร่วมกัน เพื่อให้การฟื้นฟูผืนป่าเกิดประสิทธิภาพและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ อีกทั้งเมื่อป่าเกิดความสมบูรณ์ก็จะทำให้ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศมีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยการเพิ่มโอกาสสำหรับการขึ้นปฏิบัติการฝนหลวงให้ประสบความสำเร็จเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้ การดำเนินโครงการ แบ่งเป็น 3 กิจกรรมหลัก ประกอบด้วย 1) กิจกรรมพิธีเปิดโครงการ (19 กรกฎาคม 2561) ณ บริเวณเขื่อนวชิราลงกรณ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี 2) กิจกรรมการปลูกป่าและไม้ยืนต้น ดำเนินการตั้งแต่เริ่มเปิดปฏิบัติการฝนหลวง ประจำปี 2561 (วันที่ 1 มีนาคม – 30 กันยายน 2561) โดยร่วมกันระหว่างภาครัฐกับเอกชน อาทิ ศูนย์ปฏิบัติงานฝนหลวงทั่วประเทศ สถานศึกษา อาสาสมัครฝนหลวงภูมิภาคต่างๆ เป็นต้น และ 3) กิจกรรมโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศ ณ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงทั้ง 5 ภูมิภาค ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม – 30 กันยายน 2561 โดยดำเนินการพร้อมกับการปฏิบัติการฝนหลวงในแต่ละวัน

“กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ยังได้จัดทำแอพพลิเคชั่นระบบติดตามการปลูกต้นไม้ “Collector for ArcGIS” เพื่อช่วยติดตามและประเมินผลการดำเนินงานโครงการดังกล่าวด้วยตนเอง เพิ่มความสะดวกในการติดตามข้อมูลการปลูกต้นไม้ได้อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น อาทิ พื้นที่ปลูก ชื่อผู้ปลูก ชื่อต้นไม้ที่ปลูก การดูแลรักษา เป็นต้น ทั้งนี้ สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ทางเว็บไซต์/เพจ Facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตร และการรายงานข่าวการปฏิบัติการฝนหลวงประจำวันทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย”นายสุรสีห์ กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : หม่อนไหมร่วมบูรณาการ‘เกษตรวิชญา’ ต้นแบบพัฒนาชุมชนสู่ความเข้มแข็งอาชีพเกษตรกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/354430

รายงานพิเศษ : หม่อนไหมร่วมบูรณาการ‘เกษตรวิชญา’  ต้นแบบพัฒนาชุมชนสู่ความเข้มแข็งอาชีพเกษตรกรรม

รายงานพิเศษ : หม่อนไหมร่วมบูรณาการ‘เกษตรวิชญา’ ต้นแบบพัฒนาชุมชนสู่ความเข้มแข็งอาชีพเกษตรกรรม

วันจันทร์ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า “เกษตรวิชญา” เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตร ที่ตั้งอยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทย ตามพระราชดำริของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในหลวงรัชกาลที่ 10 ซึ่งได้ทรงมีพระราชดำริมอบที่ดินส่วนพระองค์บริเวณ บ้านกองแหะ ม.4 ต.โป่งแยง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ จำนวนเนื้อที่ 1,350 ไร่ ให้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำไปดำเนินการในลักษณะเป็นคลินิกเกษตร เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยและเทคโนโลยีการเกษตรจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในรูปแบบศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีชุมชน เป็นศูนย์ฝึกอบรม และวิจัยพัฒนาการเกษตรให้เหมาะสมกับพื้นที่ รวมทั้งเพื่อการฟื้นฟูและอนุรักษ์สภาพแวดล้อมให้เกิดเป็นระบบนิเวศที่สมบูรณ์เป็นแหล่งผลิตอาหารธรรมชาติและมีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

กรมหม่อนไหม เป็นหนึ่งในหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้รับมอบหมายให้เข้ามามีส่วนในการดูแลพื้นที่ต้นแบบการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม จำนวน 5 ไร่ ดำเนินการปลูกหม่อนผลสดพันธุ์เชียงใหม่ 60 และหม่อนพันธุ์บุรีรัมย์ 60 แล้วเสร็จไปเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2561

สำหรับแผนการดำเนินงานต่อไป กรมได้เตรียมจัดทำฐานเรียนรู้ด้านหม่อนไหมในพื้นที่ โดยเน้นการทำแปลงสาธิตการปลูกหม่อน 2 ประเภทดังที่กล่าวไปข้างต้น เพื่อให้เกษตรกรและผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาศึกษาดูงานและฝึกอาชีพด้านหม่อนไหม สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการประกอบชีพต่อไปได้ นอกจากนี้ยังได้จัดทำแปลงสาธิตการปลูกหม่อนเพื่อเป็นการแนะนำความรู้เกี่ยวกับการปลูกหม่อน การแปรรูปหม่อนทั้งในรูปแบบฐานเรียนรู้ที่มีหน่วยงานอื่นๆ ร่วมด้วย หลังจากนั้นก็จะมีการจัดเตรียมพื้นที่สำหรับสร้างศาลาถ่ายทอดความรู้เรื่องหม่อนไหม สาธิตการแปรรูป โรงเลี้ยงไหม และจุดสาธิตอื่นๆ จัดซื้อเครื่องเสียงสำหรับบรรยายประจำฐานการเรียนรู้ให้กับผู้ที่เข้ามาเรียนรู้ต่อไป

อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวต่อว่า หลังจากแผนการดำเนินงานในปี’61 เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ในปีถัดไป 2562 กรม มีแผนการดำเนินงาน
ต่อเนื่องโดยการจัดสร้างอาคารสาธิตและจุดเรียนรู้ภายในพื้นที่ จัดซื้อวัสดุ อุปกรณ์สำหรับการดูแลรักษาแปลงสาธิต จัดสร้างโรงเก็บวัสดุ อุปกรณ์ทางการเกษตร พร้อมกับจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์และนิทรรศการสำหรับฐานการเรียนรู้ จัดโครงการเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับการปลูกหม่อน จำนวน 1 ครั้ง โดยมีเป้าหมายเป็นเกษตรกรและผู้ที่มีความสนใจในการประกอบอาชีพการปลูกหม่อนต่อไป อย่างไรก็ตาม คาดว่าโครงการดังกล่าว น่าจะมีส่วนช่วยผลักดันให้อาชีพการปลูกหม่อนเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการทำเกษตรกรรมได้

รายงานพิเศษ : เดินหน้างานนำวิจัยจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ มาประยุกต์ใช้ในงานส่งเสริมการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/353764

รายงานพิเศษ : เดินหน้างานนำวิจัยจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ  มาประยุกต์ใช้ในงานส่งเสริมการเกษตร

รายงานพิเศษ : เดินหน้างานนำวิจัยจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ มาประยุกต์ใช้ในงานส่งเสริมการเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

รัฐบาลมีนโยบายในการพัฒนาภาคเกษตรกร สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยนำนวัตกรรม เทคโนโลยี และงานวิจัยที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ เพื่อให้ประเทศพัฒนาก้าวเข้าสู่ Thailand 4.0 ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงทั้งสภาพภูมิอากาศ สภาพสังคม และทำให้ภาคการเกษตรของไทยจำเป็นต้องปรับตัว กรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะที่มีความใกล้ชิดเกษตรกร จึงเห็นความจำเป็นในการนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาประยุกต์ใช้ในภาคการเกษตร และกิจกรรมการเกษตรต่างๆ

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานที่ตั้งอยู่ทุกพื้นที่ของประเทศไทย มีเกษตรตำบล เป็นผู้ดูแลเกษตรกรในระดับพื้นที่ การนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้ในงานส่งเสริมการเกษตรจึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งดังนั้นการร่วมมือและการทำงานแบบบูรณาการจึงเป็นสิ่งที่กรมส่งเสริมการเกษตรเอง ต้องมีเครือข่ายในการทำงาน โดยเฉพาะมหาวิทยาลัย มีคณาจารย์ และนักวิจัยหลากหลายสาขา ที่มีงานวิจัยและนวัตกรรมดีๆ มากมาย ที่สามารถร่วมกันพัฒนาเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับเกษตรกร จึงได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านวิชาการ ระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับ 5 มหาวิทยาลัย ใน 4 ภูมิภาคของประเทศ โดยภาคกลาง ได้ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภาคเหนือ ได้ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น ภาคใต้ ได้ร่วมกับ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ทั้งหมดได้ทำความตกลงกันเป็นที่เรียบร้อย เป็นกรอบการทำงานที่จะสานต่อเจตนารมณ์ เพื่อนำงานวิจัยไปสู่เกษตรกร หลังจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรจะได้ตั้งคณะทำงานเพื่อพัฒนางานวิจัยร่วมกันและถ่ายทอดงานวิจัยให้กับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร เพื่อนำไปต่อยอดให้กับเกษตรกร โดยเน้นเป้าหมายเกษตรกรของแต่ละพื้นที่เป็นหลัก เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

การส่งเสริมการเกษตร ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปในหลายมิติมาก ดังนั้นการพัฒนาองค์ความรู้ ล้วนแต่เป็นเรื่องสำคัญ การนำผลการวิจัยหรืองานสร้างสรรค์ที่ได้ดำเนินการแล้วเสร็จไปใช้ประโยชน์ ในรูปแบบการเผยแพร่ต่อยอดองค์ความรู้ จะสามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม ประยุกต์ใช้กับกลุ่มเป้าหมายจนก่อให้เกิดประโยชน์ได้จริงอย่างชัดเจน การที่ภาคการเกษตรจะพัฒนาไปสู่เป้าหมายไทยแลนด์ 4.0 จำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้มีทั้งนวัตกรรม เทคโนโลยีที่ทันสมัย สามารถตอบโจทย์รัฐบาลในการนำองค์ความรู้จากผลงานวิจัยไปต่อยอด และการนำนวัตกรรม เทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ใหม่ พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ไปสู่การผลิตในเชิงพาณิชย์ การสร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ การแปรรูป การสร้างตราสินค้า การเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต และการลดต้นทุนการผลิต การสร้างอาชีพ และทางเลือกให้กับผู้ประกอบการ เกษตรกรหรือผู้ประกอบอาชีพอื่นๆ

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ซึ่งหลังจากการเดินทางไปร่วมลงนามกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็พบว่า ยังมีงานวิจัยหลายด้านที่เป็นประโยชน์สามารถสานต่อเพื่อนำไปสู่เกษตรกรได้ เช่น การผลิตสมุนไพรคุณภาพ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ การขยายผลการควบคุมศัตรูพืช โดยศูนย์วิจัยควบคุมศัตรูพืชโดยชีวินทรีย์แห่งชาติ มหาวิทยาลัยขอนแก่น การผลิตพันธุ์สตอเบอร์รี่คุณภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่กรมส่งเสริมการเกษตร สามารถเข้าไปช่วยขยายผลได้ทันทีนับเป็นจุดเริ่มต้นที่สามารถต่อยอดให้เห็นถึงผลสำเร็จที่สามารถนำงานวิจัยไปขยายผลถึงเกษตรกรได้ทันที

รายงานพิเศษ : ‘แก้มลิงข้าว’แก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำ นำประโยชน์สู่สมาชิกสหกรณ์การเกษตรเมืองอุตรดิตถ์ จำกัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/353262

รายงานพิเศษ : ‘แก้มลิงข้าว’แก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำ  นำประโยชน์สู่สมาชิกสหกรณ์การเกษตรเมืองอุตรดิตถ์ จำกัด

รายงานพิเศษ : ‘แก้มลิงข้าว’แก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำ นำประโยชน์สู่สมาชิกสหกรณ์การเกษตรเมืองอุตรดิตถ์ จำกัด

วันอังคาร ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

โครงการชะลอพืชผลการเกษตร(แก้มลิง) ตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน เป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ ดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลในการยกระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์และสถาบันเกษตรกร ตลอดจนช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องผลผลิตล้นตลาด โดยสนับสนุนสหกรณ์ทำหน้าที่เป็นแก้มลิงในการเก็บรวบรวมผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ ทั้งข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลังและยางพารา เพื่อชะลอปริมาณผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว โดยกรมจะสนับสนุนอุปกรณ์การตลาด ทั้งฉาง ลานตาก โกดัง เครื่องอบลดความชื้นและอุปกรณ์ในการแปรรูปผลผลิตการเกษตรให้สหกรณ์ใช้เก็บรวบรวมผลผลิตไว้ รอเวลาที่เหมาะสม จึงจะทยอยนำออกสู่ตลาด เพื่อสร้างเสถียรภาพราคาผลผลิตการเกษตรให้แก่เกษตรกร

นายประพันธ์ มายรรยงค์

สหกรณ์การเกษตรเมืองอุตรดิตถ์ จำกัด เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว โดยใช้ชื่อว่าโครงการแก้มลิงข้าว เนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่ปลูกข้าวเป็นหลัก เป็นการช่วยลดการไหลบ่าของข้าว เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

นายประพันธ์ มายรรยงค์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเมืองอุตรดิตถ์ จำกัด กล่าวว่า ในอดีตที่ผ่านมาเมื่อสมาชิกเก็บเกี่ยวข้าวแล้วก็จะขายไป ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับเกษตรกรรายอื่นๆ ทำให้ข้าวล้นตลาด และราคาตกต่ำ แต่หลังจากมีโครงการนี้เข้ามา ภาครัฐจะสนับสนุนเงินทุนในการรวบรวมข้าวมาให้สหกรณ์ เมื่อสมาชิกนำข้าวมาขาย สหกรณ์จะรับซื้อในราคานำตลาด เช่น จากที่เคยซื้อในราคาตันละ 7,000 บาท ก็ซื้อในราคาตันละ 7,300 บาท ที่สำคัญเกษตรกรที่จะนำข้าวมาขายให้กับสหกรณ์ ต้องมาเอง รวมถึงต้องขึ้นทะเบียนและขายข้าวตามพื้นที่ที่ขึ้นทะเบียนไว้เท่านั้น

สำหรับในปีที่ผ่านมา สหกรณ์สามารถรวบรวมข้าวได้ประมาณ 50,000 – 60,000 ตัน ขายไปบ้างบางส่วน แต่ในส่วนที่เข้าโครงการเก็บได้ถึง 27,559 ตัน ซึ่งสหกรณ์จะได้ค่าเก็บรักษาตันละ 1,500 บาท และได้เงินเฉลี่ยคืนกว่า 41,300,000 บาท โดยในปีนี้ตั้งเป้ารวบรวมข้าวเข้าโครงการไม่ต่ำกว่า 40,000 ตัน

“โครงการนี้สามารถเพิ่มอำนาจการต่อรองให้กับสหกรณ์ได้มาก โดยสหกรณ์จะตกลงราคาซื้อขายข้าวกับพ่อค้าในช่วงที่ข้าวขาดตลาด ทำให้สามารถเพิ่มราคาข้าวได้สูงขึ้น และมีเงินเฉลี่ยคืนให้กับสมาชิกได้ โดยในปีที่ผ่านมาสามารถเฉลี่ยคืนสมาชิกได้ตันละ 500 บาท” นายประพันธ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา สหกรณ์การเกษตรเมืองอุตรดิตถ์ จำกัด ได้ดำเนินงานตามอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ เพื่อนำประโยชน์สู่มวลสมาชิก ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยเริ่มจากการส่งเสริมสมาชิกผลิตพันธุ์ข้าวคุณภาพครบวงจร ภายใต้โครงการส่งเสริมการเกษตรแบบนาแปลงใหญ่ รวมทั้งเพิ่มมูลค่าโดยการคัดคุณภาพข้าวที่สมาชิกเข้าโครงการนาแปลงใหญ่ และไม่เข้าโครงการนาแปลงใหญ่ รวมถึงสมาชิกเกษตรกรทั่วไป เพื่อเพิ่มมูลค่าในการที่จะเข้าโครงการชะลอข้าว โดยการผลิตเป็นข้าวสารตราอุดม และสหกรณ์จะหาตลาด เพื่อจำหน่ายให้กับเครือข่ายทั้งในพื้นที่ และทั่วประเทศ

รายงานพิเศษ : ภาวะโลกร้อนกระตุ้นศัตรูพืชแกร่งขึ้น เตือนเกษตรกรปรับตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/353093

รายงานพิเศษ : ภาวะโลกร้อนกระตุ้นศัตรูพืชแกร่งขึ้น  เตือนเกษตรกรปรับตัว

รายงานพิเศษ : ภาวะโลกร้อนกระตุ้นศัตรูพืชแกร่งขึ้น เตือนเกษตรกรปรับตัว

วันจันทร์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ศัตรูพืช” รวมถึงโรคพืชเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือผิดปกติต่อพืชผลทางการเกษตร โดยปัจจุบันมีสภาวะแวดล้อมที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความผิดปกติหรือสร้างความเสียหายให้กับพืชได้มากขึ้น

นางจิระนุช ชาญณรงค์กุล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นจากก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse gasses : GHG) ในชั้นบรรยากาศ ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาล้วนมาจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ โดยในรอบศตวรรษที่ผ่านมาอุณหภูมิของโลกสูงขึ้นประมาณ 0.8 ํc และคาดว่าจะสูงขึ้นอีก 0.9- 3.5 ํc ในปี ค.ศ.2100 การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นส่งผลเสียต่อการเจริญเติบโตและการเพาะปลูกพืชหลายชนิด รวมถึงส่งผลกับการแพร่กระจาย และความรุนแรงของเชื้อโรคพืชหลายชนิด กระบวนการเกิดโรคพืชมากมายเกิดการพัฒนาและมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยที่พืชและเชื้อสาเหตุเกิดการปรับตัวไปตามภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งส่งผลถึงปัจจัยหลักของกระบวนการเกิดโรค รวมถึงแมลงศัตรูพืชชนิดต่างๆ ด้วย

ปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคพืชที่กล่าวถึงมีด้วยกัน 3 ประการคือ พืช เชื้อสาเหตุโรคพืช และสภาพแวดล้อม โดยความสัมพันธ์ของทั้งสามปัจจัยอยู่ในรูปแบบที่เรียกว่า สามเหลี่ยมโรคพืช (Disease triangle) ซึ่งในแต่ละด้านของสามเหลี่ยมประกอบไปด้วย พืชที่เป็นพันธุ์อ่อนแอหรืออยู่ในระยะอ่อนแอต่อโรค เชื้อสาเหตุโรคพืชที่มีความรุนแรงและมีปริมาณที่เหมาะสมในการเข้าทำลายพืช และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเข้าทำลายของเชื้อและส่งเสริมให้พืชอ่อนแอต่อโรค หากขาดปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งหรือด้านใดด้านหนึ่งของสามเหลี่ยมก็จะไม่เกิดโรคพืชขึ้นหรือไม่สามารถประกอบเป็นสามเหลี่ยมที่สมบูรณ์ได้

นางสาวชิดชนก คงเกตุ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กลุ่มส่งเสริมการวินิจฉัยศัตรูพืช กล่าวถึงผลกระทบของภาวะโลกร้อนที่มีต่อศัตรูพืชว่า สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนส่งผลกระทบอย่างแน่นอนกับการปรับตัวและการเปลี่ยนแปลงของพืช รวมถึงศัตรูพืชด้วย เมื่อสภาพแวดล้อมเกิดความเปลี่ยนแปลงปัจจัยหลักของกระบวนการเกิดโรคพืชและศัตรูพืชชนิดอื่นๆ ก็ย่อมจะได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของปัจจัยด้านต่างๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืชและเชื้อโรคพืชโดยขึ้นอยู่กับชนิดของพืชและเชื้อโรคเอง และส่งผลต่อวัฏจักรหรือวงจรชีวิตของเชื้อโรคพืชมากมาย ไม่ว่าจะเป็นด้านการอยู่รอด การแพร่ระบาด การเข้าทำลายหรือเข้าสู่พืช และอัตราการขยายพันธุ์

การเปลี่ยนแปลงของความชื้น อุณหภูมิที่สูงขึ้น สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ทำให้ฝนตกชุกมากขึ้นทำให้ปริมาณของน้ำที่ระเหยในชั้นบรรยากาศสูงขึ้น เหล่านี้ส่งเสริมให้พืชมีเรือนยอดที่แข็งแรงและขยายใหญ่ขึ้น ทำให้พืชยังคงเก็บรักษาความชื้นบนผิวใบ และความชื้นสัมพัทธ์ไว้ได้ดี สภาพเช่นนี้ส่งผลทำให้เกิดโรคพืชได้ง่ายขึ้น เช่น โรค late blight และโรคทางรากของพืชผัก รวมถึงโรคราแป้ง เป็นต้น นอกจากนี้ภาวะแล้งก็ส่งผลต่ออัตราการเกิดและระดับความรุนแรงของโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส เช่น โรคไวรัสใบด่างแคระข้าวโพด และโรคไวรัสใบเหลืองพืชตระกูลบีท ส่วนการเปลี่ยนแปลงของปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ ที่มีต่อโรคพืชเป็นไปได้ทั้งแง่บวกและแง่ลบ แต่หลักๆ แล้วจะส่งผลต่อความรุนแรงของโรคที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางอุณหภูมิและปัจจัยด้านสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นสภาวะที่ไม่เหมาะสมต่อพืช จึงทำให้พืชอ่อนแอต่อเชื้อโรค นอกจากนี้ระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นมีผลต่อวัฏจักรคาร์บอนในระบบนิเวศ โดยปริมาณไนโตรเจน คาร์บอนไดออกไซด์ และอุณหภูมิเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อจุลินทรีย์ในดินและรวมถึงจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ที่ผิวพืช/บริเวณราก ซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชและการเข้าทำลายหรือเข้าสู่พืชของเชื้อโรค

 

การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศยังส่งผลทำให้มีโอกาสในการเกิดโรคพืชอุบัติใหม่ รวมถึงมีการเปลี่ยนแปลงของแมลงพาหะโรคพืชและแมลงศัตรูพืช เนื่องจากการเพิ่มขึ้นอุณหภูมิมีผลต่อประชากรของแมลงศัตรูพืชในเขตร้อนจะส่งผลให้มีชนิดและจำนวนประชากรของแมลงเพิ่มมากขึ้น หมายถึงการเข้าทำลายพืชที่มากขึ้นด้วย นอกจากนี้ ยังส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของวัชพืช อาจมีอัตราการเจริญเติบโตที่รวดเร็วขึ้นจากปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่สูงขึ้นส่งเสริมให้พื้นที่ใบและกระบวนการสังเคราะห์แสงเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการขยายพันธุ์ได้รวดเร็วแต่กำจัดวัชพืชได้ยากขึ้นซึ่งเกิดจากประสิทธิภาพของสารกำจัดวัชพืชที่ลดลงจากการสลายตัวได้ง่ายที่สภาวะอุณหภูมิสูงขึ้นด้วย

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้มีการติดตามสถานการณ์ภาวะโลกร้อนกับการเปลี่ยนแปลงของศัตรูพืชอย่างใกล้ชิด เพื่อจัดทำแผนส่งเสริมการเกษตรแบบแม่นยำโดยใช้เทคโนโลยีเพื่อเลือกช่วงเวลาการปลูกพืชอย่างเหมาะสม ลดความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น

รายงานพิเศษ : ‘กรมส่งเสริมการเกษตร’สานต่อโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ให้บริการเกษตรกรทุกจังหวัดทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/352667

รายงานพิเศษ : ‘กรมส่งเสริมการเกษตร’สานต่อโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ให้บริการเกษตรกรทุกจังหวัดทั่วประเทศ

รายงานพิเศษ : ‘กรมส่งเสริมการเกษตร’สานต่อโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ให้บริการเกษตรกรทุกจังหวัดทั่วประเทศ

วันศุกร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“คลินิกเกษตรเคลื่อนที่” เป็นวิธีการที่ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร ให้กับเกษตรกรจนบรรลุผลสำเร็จ เนื่องจากเป็นช่องทางที่ให้บริการตรงตามความต้องการและทันต่อเหตุการณ์ ซึ่งการดำเนินงานคลินิกเกษตรเป็นการบูรณาการทุกสาขา ทั้งด้านพืช ปศุสัตว์ ประมง ฯลฯ โดยการให้บริการกับประชาชน ถึงพื้นที่ โดยการนำคลินิกต่างๆ เข้าไปหาเกษตรกร เพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรตื่นตัว ยอมรับเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมทั้งเป็นหน่วยบริการให้กับเกษตรกร สามารถแก้ไขปัญหาทางการเกษตรได้

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า สำหรับการจัดงานคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ เป็นการร่วมบูรณาการของหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2545 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน สามารถให้บริการและแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรได้กว่า 3,500,000 ราย โดยคลินิกดินเป็นคลินิกที่เกษตรกรมาเข้ารับบริการมากที่สุดมีจำนวนเกษตรกรเข้ารับบริการ กว่า 619,000 ราย รองลงมา เป็นคลินิกปศุสัตว์ กว่า 615,000 ราย คลินิกพืช รวมทั้งคลินิกอื่นๆ เช่น คลินิกส่งเสริมการเกษตร เช่น จักรกลการเกษตร ผึ้ง ศัตรูพืช กว่า 485,000 ราย ตามลำดับ ซึ่งเกษตรกรที่มีปัญหาด้านการเกษตรในพื้นที่ห่างไกลก็ยังสามารถเข้าถึงบริการทางวิชาการ และได้รับการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรอย่างครบวงจรในคราวเดียวกัน

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2561 นี้ ขอเชิญชวนเกษตรกรร่วมงานคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ซึ่งจะจัดขึ้นทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยกิจกรรมภายในคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ที่เปิดให้บริการ จะให้บริการทั้ง คลินิกดิน โดยให้คำปรึกษา ตรวจวิเคราะห์ วินิจฉัยและให้บริการด้านวิเคราะห์ ตรวจสอบดินและปุ๋ย คลินิกพืช ให้คำปรึกษา ตรวจวิเคราะห์ วินิจฉัยและให้บริการด้านโรคและแมลง ศัตรูพืช วัชพืชการเก็บเกี่ยวพืชการผลิตเมล็ดพันธุ์ การคัดเลือกพันธุ์ การทดสอบความงอกการขาดธาตุอาหารพืช สารพิษตกค้าง วัตถุมีพิษทางการเกษตร คลินิกปศุสัตว์ ให้คำปรึกษา ตรวจวิเคราะห์ วินิจฉัยโรคและการตรวจรักษา พยาบาลสัตว์ การให้วัคซีน ทำหมันสัตว์ การผสมเทียมการควบคุมโรคระบาดในสัตว์ การเลี้ยงสัตว์ คลินิกประมงให้คำปรึกษา ตรวจวิเคราะห์ วินิจฉัยและรักษาโรคในสัตว์น้ำ การควบคุมโรคระบาดในสัตว์น้ำการตรวจคุณภาพน้ำ และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

คลินิกชลประทาน ให้คำปรึกษา แนะนำการบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาแหล่งน้ำ และการให้น้ำแก่พืช คลินิกสหกรณ์ให้คำปรึกษา แนะนำการจัดตั้งสหกรณ์ การบริหารงานในสหกรณ์ และให้ความรู้เกี่ยวกับระเบียบปฏิบัติต่างๆ เกี่ยวกับสหกรณ์ คลินิกบัญชี ให้คำปรึกษา แนะนำการจัดทำบัญชีฟาร์ม บัญชีครัวเรือน คลินิกกฎหมาย ให้คำปรึกษา แนะนำ และประสานความรู้ด้านกฎหมายปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คลินิกข้าวให้คำปรึกษา ตรวจวิเคราะห์ วินิจฉัยโรคที่เกิดในข้าว การป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูข้าว การกำจัดวัชพืชในนาข้าว การลดต้นทุนการผลิตข้าว การใช้ข้าวพันธุ์ดี การตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าว การบริการตรวจรับรอง GAP ข้าว การแปรรูปและการใช้ประโยชน์จากข้าว คลินิกหม่อนไหม ให้คำปรึกษา แนะนำการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม พันธุ์หม่อนที่ควรปลูก การตัดแต่งกิ่งและการดูแลรักษาแปลงหม่อน การป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูหม่อน การดูแลรักษาผลหม่อนสุก และการทำชาใบหม่อน คลินิกอื่นๆได้แก่ คลินิกบริหารศัตรูพืช คลินิกพันธุ์พืชเพาะเลี้ยง คลินิกจักรกล คลินิกพืชสวน คลินิกผึ้ง คลินิกยางพารา คลินิกเศรษฐกิจการเกษตร และคลินิกสาธารณสุข ทั้งนี้ในแต่ละจังหวัดจะจัดงานไม่พร้อมกัน ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้านท่าน

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตร หนุนปล่อยแตนเบียนต่อเนื่อง ควบคุมหนอนหัวดำมะพร้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/352439

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตร หนุนปล่อยแตนเบียนต่อเนื่อง ควบคุมหนอนหัวดำมะพร้าว

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตร หนุนปล่อยแตนเบียนต่อเนื่อง ควบคุมหนอนหัวดำมะพร้าว

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หนอนหัวดำมะพร้าว เป็นศัตรูมะพร้าวที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เริ่มระบาดในพื้นที่ปลูกมะพร้าวทั่วประเทศไทย ในปี 2555 พื้นที่ราว 88,000 ไร่ ปัจจุบันพื้นที่การระบาดได้ขยายวงกว้างไปยังแหล่งปลูกมะพร้าวนับแสนไร่ ทำให้เกษตรกรชาวสวนมะพร้าวได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินโครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว (หนอนหัวดำ) ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่ โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน เพื่อตัดวงจรหนอนหัวดำไม่ให้สร้างความเสียหายได้อีกต่อไป

หนอนหัวดำนับเป็นศัตรูตัวร้ายของมะพร้าว เนื่องจากการเข้าทำลายของหนอนหัวดำ จะเข้าทำลายใบมะพร้าว ทำให้ใบมะพร้าวแห้ง นอกจากทำลายมะพร้าวแล้ว ยังทำลายพืชอื่นๆ อีกหลายชนิด ได้แก่ ตาลโตนด หมาก ปาล์มน้ำมัน และปาล์มประดับต่างๆ โดยหนอนหัวดำมะพร้าวจะมีระยะตัวหนอน 7 – 8 วัย อายุหนอน 33 – 39 วัน ระยะดักแด้ 9 – 11 วัน ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน มีอายุ 5 – 11 วัน ระยะที่ทำลายมะพร้าว คือ ระยะตัวหนอนเท่านั้นที่ทำลาย โดยการกัดแทะผิวใบ โดยทั่วไปชอบทำลายใบมะพร้าวแก่ จากนั้นจะเข้าดักแด้ภายในใบมะพร้าว แล้วออกมาเป็นตัวเต็มวัยในที่สุด

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้มอบหมายให้กลุ่มส่งเสริมการควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธี กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย และหน่วยงานที่อยู่ในภูมิภาคต่างๆ ประกอบด้วย ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช ซึ่งตั้งกระจายอยู่ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 9 ศูนย์ และหน่วยงานในพื้นที่ เช่น ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนหลัก และศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนเครือข่าย รวม 1,764 ศูนย์ ดำเนินการผลิตขยายแตนเบียนบราคอน เพื่อใช้ควบคุมและกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าว ซึ่งหนึ่งในมาตรการป้องกันกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวด้วยวิธีผสมผสาน

แตนเบียนบราคอน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Brocon hebetor say จัดเป็นแมลงศัตรูธรรมชาติที่สำคัญของหนอนหัวดำมะพร้าว โดยมีลักษณะเป็นแตนเบียนขนาดเล็ก 1.3-2.7 มิลลิเมตร ตัวเต็มวัยเพศเมียทำลายหนอนหัวดำในระยะหนอน โดยการใช้อวัยวะวางไข่เจาะแทงที่ตัวหนอนหัวดำ ไข่ของแตนเบียนจะเจริญเติบโต และฟักออกมาดูดกินของเหลวจากหนอนหัวดำ จากนั้นจะเข้าดักแด้อยู่บนซากหนอนหัวดำ และเมื่อเจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัยจะเจาะออกมาเพื่อผสมพันธุ์ ขยายออกสู่ธรรมชาติต่อไป ซึ่งวิธีการใช้ศัตรูธรรมชาติควบคุมศัตรูพืชนั้น จะเป็นวิธีที่ปลอดภัยต่อผู้ใช้และปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม

การปล่อยแตนเบียนบราคอน กรมส่งเสริมการเกษตรได้ใช้วิธีการปล่อยแบบครอบคลุมพื้นที่ โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน ซึ่งวิธีการปล่อยแตนเบียนจะมีชนิดท่วมท้น เพื่อเพิ่มปริมาณแตนเบียนบราคอนให้มากที่สุดในธรรมชาติ โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถือได้ว่ามีการระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวมากที่สุด โดยเฉพาะอำเภอทับสะแก และอำเภอบางสะพาน กรมส่งเสริม
การเกษตรได้เฝ้าระวังและติดตาม พร้อมทั้งสนับสนุนงบประมาณ พร้อมเจ้าหน้าที่ออกติดตามสำรวจทุกระยะ ซึ่งผลของการปล่อยแตนเบียนบราคอนทำให้หนอนหัวดำมะพร้าวลดลงอย่างเห็นได้ชัด 50-60%และมีประชากรแตนเบียนบราคอนเพิ่มขึ้นในสภาพธรรมชาติถึง 25%

สำหรับอัตราการปล่อยแตนเบียนบราคอน 200 ตัวต่อไร่ ในการปล่อยแตนเบียนแต่ละครั้งนั้น กรมส่งเสริมการเกษตรได้มีการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐาน ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบและสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงหลังปล่อยแตนเบียนบราคอน เพราะทุกขั้นตอนเป็นกิจกรรมที่สอดคล้องต่อเนื่อง และมีผลต่อกันในการควบคุมหนอนหัวดำ ทั้งนี้ เพื่อรักษาปริมาณและคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้แตนเบียนหนอนบราคอนที่มีคุณภาพ และสามารถควบคุมหนอนหัวดำได้ตามศักยภาพ โดยมีมาตรฐาน ดังนี้ มีความสมบูรณ์แข็งแรง (ดูจากการบินหรือเดินตลอดเวลาเพื่อหาเหยื่อ) มีอัตราส่วนแตนเบียนเพศผู้ : เพศเมียคือ 1 : 1 และต้องนับจำนวนแตนเบียนทั้งหมดที่สมบูรณ์ (มีอวัยวะครบสมบูรณ์)

อย่างไรก็ตาม การปล่อยแตนเบียนหนอนบราคอนเพื่อใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดนั้น ควรปล่อยให้ถูกช่วง ถูกเวลา เนื่องจากแตนเบียนหนอนบราคอนเป็นสิ่งมีชีวิต หากปล่อยในวันที่อากาศร้อนเกินไป หรือปล่อยไปแล้ว เกษตรกรข้างเคียงมีการฉีดพ่นสารเคมีกำจัดศัตรูพืช อาจส่งผลทำให้แตนเบียนบราคอนตายได้ ดังนั้น เมื่อปล่อยแตนเบียนหนอนบราคอนไปแล้ว ควรห้ามไม่ให้เกษตรกรฉีดพ่นสารเคมีโดยเด็ดขาด

แตนเบียนบราคอนเป็นศัตรูธรรมชาติที่สามารถควบคุมประชากรหนอนหัวดำมะพร้าวได้ผลเป็นอย่างดี อีกทั้งเกษตรกรสามารถผลิตและปล่อยได้เองเกษตรกรที่สนใจสามารถเข้าไปศึกษาเรียนรู้ได้จากศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนใกล้บ้าน