รายงานพิเศษ : การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กับผลกระทบต่อการระบาดศัตรูพืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/357918

รายงานพิเศษ : การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  กับผลกระทบต่อการระบาดศัตรูพืช

รายงานพิเศษ : การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กับผลกระทบต่อการระบาดศัตรูพืช

วันพฤหัสบดี ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

การระบาดของศัตรูพืช ไม่ว่าจะเป็นโรคพืชหรือแมลงศัตรูพืช ปัจจัยสำคัญขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม ชนิดพืช พันธุ์พืช และศัตรูพืช เช่น เพลี้ยต่างๆ ส่วนใหญ่เติบโตและขยายพันธุ์ได้ดีในสภาพอากาศแห้งแล้ง ตั๊กแตนแพร่ระบาดในสภาพอากาศที่ค่อนข้างชื้น

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทำให้เกิด
การปรับตัวอย่างรวดเร็วของศัตรูพืช โดยเฉพาะจุลินทรีย์สาเหตุโรคที่มีการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดการระบาดทั้งด้านดีและด้านลบ คือ บ้างก็ลดลง บ้างก็เพิ่มสูงขึ้น แต่ที่น่ากังวล คือ อาจส่งผลต่อการวินิจฉัยชนิดของศัตรูพืชเนื่องจากทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านรูปร่าง ลักษณะสัณฐาน หรือแม้กระทั่งระดับโมเลกุลของศัตรูพืชนั่นเอง นอกจากนี้จากการศึกษาข้อมูลต่างๆ พบว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังส่งผลกระทบการกระจายของศัตรูพืช เช่น ประเทศญี่ปุ่นสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นหรือเย็นลง มีผลต่อศัตรูพืชต่างๆ อาทิ ศัตรูยาสูบ ข้าว และถั่วเหลือง จะขยายพื้นที่การทำลายขึ้นไปทางเหนือ แต่ศัตรูพืชบางชนิด เช่น แมลงศัตรูข้าวจะจำกัดพื้นที่แคบลง

การแพร่ระบาดของศัตรูพืช อาจเกิดจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ บางการทดลองพบว่าแมลงจะลดลงเนื่องจากคุณภาพของอาหารจากพืชต่ำลง แต่บางการทดลองพบว่าแมลงจะกินพืชมากขึ้นเพื่อชดเชยคุณภาพอาหารที่ต่ำลง ด้วยเหตุนี้จะเห็นว่า อิทธิพลจากการให้ปุ๋ยและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชและศัตรูพืช ยิ่งกว่านั้นสภาพภูมิอากาศที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศน์ อาจทำให้เกิดโรคพืชและแมลงศัตรูพืชชนิดใหม่ขึ้นได้

 

นายประสงค์กล่าวต่อว่า จากการที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้ติดตามและศึกษาข้อมูลจากหลายๆ แหล่งพบว่าการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่สูงขึ้น หรือลดลง มีผลต่อการอยู่รอดและการขยายพันธุ์ของแมลงศัตรูพืช และเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้แมลงศัตรูพืชมีการระบาดได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี ยิ่งไปกว่านั้นคือทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงมากขึ้น เช่น 1.แมลงศัตรูข้าว เช่น เพลี้ยจักจั่นปีกลายหยัก เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยกระโดดหลังขาว และแมลงบั่ว ระบาดมากที่สุดเมื่ออุณหภูมิ 32 องศาเซลเซียส และพบว่าแมลงจะลดน้อยลงเมื่ออุณหภูมิ 16 องศาเซลเซียส 2.ตั๊กแตนจะเคลื่อนไหวช้าลง หรือแข็งตัวบินไม่ได้ เมื่ออุณหภูมิต่ำกว่า 13 องศาเซลเซียส (ช่วงเดือน ธ.ค.-ก.พ.) 3.เพลี้ยอ่อนถั่วเหลือง เมื่ออุณหภูมิอยู่ที่ 20 องศาเซลเซียส จะผลิตลูกได้ปานกลาง การเจริญเติบโตปานกลาง และเมื่ออุณหภูมิ 35 องศาเซลเซียส ไม่สามารถให้ลูกได้และจะไม่สามารถเจริญเติบโตได้เลย เป็นต้น

สรุปได้ว่า การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศทั้งในปัจจุบันและอนาคตนั้นจะส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อชีววิทยาและพฤติกรรมของแมลง และโรคพืช รวมถึงศัตรูพืชชนิดอื่นๆ เพื่อการดำรงเผ่าพันธุ์ให้สามารถอยู่รอดได้ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งส่งผลถึงพืชและผลผลิต และที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือส่งผลต่อมนุษย์

 

สำหรับกรมส่งเสริมการเกษตรมีแผนรับมือด้านศัตรูพืช โดยได้มีการติดตามสถานการณ์การระบาดของศัตรูพืชทั้งชนิดที่เป็นศัตรูพืชประจำถิ่น รวมทั้งศัตรูพืชที่อุบัติใหม่หรือศัตรูพืชต่างถิ่นอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมการทำเกษตรแบบแม่นยำโดยใช้เทคโนโลยีเพื่อการเลือกช่วงเวลาการปลูกพืชอย่างเหมาะสม พืชเจริญเติบโตดี แข็งแรงสามารถเลี่ยงช่วงการระบาดของโรคแมลงได้ มีการศึกษาข้อมูลพันธุ์ต้านทานของพืชต่อศัตรูพืชต่างๆ เพื่อการส่งเสริมการปลูกอย่างเหมาะสม ตลอดจนส่งเสริมการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสานเพื่อความยั่งยืน

รายงานพิเศษ : กตส.จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/357685

รายงานพิเศษ : กตส.จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9

รายงานพิเศษ : กตส.จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9

วันพุธ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” ปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เนื่องในโอกาสเฉลิมพระเกียรติ พระชนมพรรษา 86 พรรษา 12 สิงหาคม 2561 โดยมีนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และคณะผู้บริหารในสังกัด ร่วมปลูกต้นไม้ จำนวน 4,000 ต้น เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ในวันที่ 11 สิงหาคม 2561 ณ บริเวณพื้นที่โครงการพัฒนาแก้มลิงหนองเลิงเปือย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอกมลาไสย และอำเภอร่องคำ จังหวัดกาฬสินธุ์

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 86 พรรษา 12 สิงหาคม 2561 ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับภาคเอกชนและชุมชน จัดกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” โดยร่วมกันปลูกต้นไม้ จำนวน 4,000 ต้น ในบริเวณพื้นที่โครงการพัฒนาแก้มลิงหนองเลิงเปือยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอกมลาไสย และอำเภอร่องคำ จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและเป็นการแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในการฟื้นฟูป่าไม้ให้อุดมสมบูรณ์ ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากไม้ที่ปลูกได้ สร้างระบบนิเวศและเกิดความสมดุลในธรรมชาติ

ทั้งนี้ พื้นที่หนองเลิงเปือย เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติสำคัญที่หล่อเลี้ยงผลผลิตทางการเกษตรและการอุปโภคบริโภคของราษฎรในเขตอำเภอกมลาไสยและอำเภอร่องคำ จังหวัดกาฬสินธุ์ มีพื้นที่จำนวน 887 ไร่ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงรับโครงการพัฒนาแก้มลิงหนองเลิงเปือยไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ โดยการจัดกิจกรรมจิตอาสาในครั้งนี้ เป็นการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชนในพื้นที่ จัดให้มีกิจกรรมปลูกต้นไม้ จำนวน 4,000 ต้น ซึ่งได้รับการสนับสนุนพันธุ์กล้าไม้จากสถานีเพาะชำกล้าไม้ยโสธร โครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณหนองอึ่งอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดยโสธร และสถานีเพาะชำกล้าไม้อำนาจเจริญ เพื่อปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนมีความรักษ์น้ำ รักษ์ป่า รักษาแผ่นดิน มีส่วนร่วมในการสร้างป่า สร้างชีวิต สร้างระบบนิเวศ บนวิถีแห่งความพอเพียงเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน

รายงานพิเศษ : เกษตรฯเร่งวางกรอบ ยุทธศาสตร์จัดการอาหารของไทยระยะ20ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/357471

รายงานพิเศษ : เกษตรฯเร่งวางกรอบ  ยุทธศาสตร์จัดการอาหารของไทยระยะ20ปี

รายงานพิเศษ : เกษตรฯเร่งวางกรอบ ยุทธศาสตร์จัดการอาหารของไทยระยะ20ปี

วันอังคาร ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งจัดทำ (ร่าง) กรอบยุทธศาสตร์การจัดการด้านอาหารของประเทศไทย ฉบับปี 2560-2579เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารให้มีปริมาณเพียงพอ พัฒนาคุณภาพและความปลอดภัยและสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าเกษตร สร้างรายได้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สศก. ได้เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2561 ในฐานะเลขานุการของคณะกรรมการขับเคลื่อนด้านความมั่นคงอาหารตลอดห่วงโซ่ซึ่งเป็นคณะกรรมการเฉพาะเรื่องภายใต้คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ โดยมี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อพิจารณา (ร่าง) กรอบยุทธศาสตร์การจัดการด้านอาหารของประเทศไทย ฉบับที่ 2 ปี 2560-2579

ทั้งนี้ที่ประชุมได้รับทราบรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานการปรับปรุง (ร่าง) กรอบยุทธศาสตร์ดังกล่าว ตามความเห็นของคณะกรรมการ เพื่อเสนอ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบภายในเดือนสิงหาคม และพิจารณาการจัดทำตัวชี้วัดเป้าหมาย (ร่าง) กรอบยุทธศาสตร์ฯ 6 เป้าหมาย ประกอบด้วย 1.จำนวนคนขาดแคลนอาหารลดลง 2.ปริมาณสูญเสียและขยะอาหารลดลง 3.ความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่อคุณภาพและความปลอดภัยอาหารเพิ่มขึ้น 4.มูลค่าการค้าอาหารเพิ่มขึ้น 5.จำนวนคนที่มีภาวะโภชนาการขาดและโภชนาการเกินลดลง 6.มีหน่วยงานกลางประสานการดำเนินการ

สำหรับผลการดำเนินงานที่ผ่านมาภายใต้กรอบยุทธศาสตร์การจัดการด้านอาหารของประเทศไทย กระทรวงเกษตรฯ มีบทบาทนำภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ 1 ด้านความมั่นคงอาหาร เพื่อให้ประเทศไทยเกิดความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะความพยายามลดจำนวนผู้ขาดสารอาหาร ซึ่งที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างมาก จากข้อมูลการสำรวจสัดส่วนของผู้ขาดสารอาหารในประเทศไทยของ FAO พบว่าเมื่อสิ้นปี 2560 ประเทศไทยมีผู้ขาดสารอาหารเพียง 9.5% ลดลงจากปี 2533 ซึ่งมีสูงถึง 34.6% แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีความมั่นคงทางอาหารและประชาชนสามารถเข้าถึงอาหารได้ดีขึ้น

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านอาหาร โดยพิจารณาจาก “อัตราการพึ่งพาตนเอง (Self-Sufficiency Ratio : SSR)” ซึ่งเป็นดัชนีชี้ให้เห็นถึงการพึ่งพาสินค้าเกษตรที่ผลิตภายในประเทศให้สอดคล้องกับการใช้ในประเทศที่มีความสมดุล พบว่า ไทยมีความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านอาหารเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าว และ อ้อย (สำหรับผลิตน้ำตาล) กลุ่มไขมัน เช่น ปาล์มน้ำมัน กลุ่มโปรตีน เช่น เนื้อไก่ เนื้อสุกร และกุ้ง อย่างไรก็ตาม ยังมีบางกลุ่มสินค้าที่มีค่า SSR ต่ำ ซึ่งหมายถึงการผลิตสินค้าเกษตรที่ไม่เพียงพอต่อการใช้ในประเทศ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง และโคเนื้อ เป็นต้น

ดังนั้น เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารให้มีปริมาณเพียงพอ พัฒนาคุณภาพและความปลอดภัยและสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าเกษตรเพื่อสร้างรายได้แก่เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้สนับสนุนการดำเนินโครงการที่สามารถดำเนินการได้ทันทีและเห็นผลในระยะสั้น (Quick win) ผ่านการดำเนินโครงการโคบาลบูรพา ซึ่งเป็นการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมโคเนื้อครบวงจร สร้างรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออกและเพิ่มการผลิตเนื้อโคเพื่อให้เพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ รวมถึงโครงการส่งเสริมการผลิตและการตลาดข้าวเพื่อสุขภาพ พันธุ์กข 43 แบบครบวงจร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และส่งเสริมให้เป็นสินค้าตลาดเฉพาะ (Niche Market) เป็นต้น ซึ่งได้เริ่มดำเนินโครงการแล้ว ทั้งนี้ เมื่อกรอบยุทธศาสตร์การจัดการด้านอาหารของประเทศไทย ฉบับที่ 2 ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะได้นำกรอบยุทธศาสตร์ดังกล่าวมาใช้เป็นกรอบแนวทางในการกำหนดแนวทางดำเนินงานด้านความมั่นคงอาหารในช่วงระยะ 20 ปี ควบคู่และสอดคล้องกับการดำเนินงานตามแผนพัฒนาการเกษตรระยะ 20 ปีต่อไป

รายงานพิเศษ : ‘กรมส่งเสริมการเกษตร’หนุนตลาดนำการผลิตบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ทั้งระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/357298

รายงานพิเศษ : ‘กรมส่งเสริมการเกษตร’หนุนตลาดนำการผลิตบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ทั้งระบบ

รายงานพิเศษ : ‘กรมส่งเสริมการเกษตร’หนุนตลาดนำการผลิตบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ทั้งระบบ

วันจันทร์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.04 น.

ภาคใต้เป็นแหล่งผลิตไม้ผลเขตร้อนที่สำคัญของประเทศ สถานการณ์การผลิตไม้ผลในแต่ละปีแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยสำคัญ ปีที่มีผลผลิตออกมากและกระจุกตัว ส่งผลทำให้ราคาตกต่ำ ในการบริหารจัดการผลไม้ให้เกิดประสิทธิภาพนั้น จำเป็นต้องจัดทำข้อมูลประมาณการผลผลิตโดยการสำรวจและจัดเก็บข้อมูลเชิงพื้นที่อย่างละเอียด และข้อมูลความต้องการของตลาดอย่างครบถ้วน เพื่อนำมาวิเคราะห์และวางแผนบริหารจัดการผลไม้ปี 2561 ต่อไป

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สถานการณ์การผลิตผลไม้ภาคใต้ ทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ในปี 2561 พบว่ามีปริมาณผลผลิตรวมทั้งสิ้น 545,165 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่มีปริมาณผลผลิต 278,522 ตัน คิดเป็นร้อยละ 95.73 โดยผลผลิตส่วนใหญ่จะออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนสิงหาคม ยกเว้นลองกองออกมากในช่วงเดือนกันยายน โดยพื้นที่ที่เป็นแหล่งผลิตสำคัญของผลไม้ภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ยะลา และนราธิวาสซึ่งขณะนี้ได้เข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลไม้ภาคใต้แล้วโดยได้มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้ว 9,336 ตัน คิดเป็นร้อยละ 21.01 ของผลผลิตทั้งหมดของผลไม้ภาคใต้ (ที่มา : ข้อมูล war room ณ วันที่ 1 ส.ค.2561) โดยกรมส่งเสริมการเกษตรวางแนวทางบริหารจัดการผลไม้ ปี 2561 หลักการทำงาน คือ “จังหวัดบริหารจัดการผลไม้แบบเบ็ดเสร็จด้วยตัวเอง” โดยมีคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) เป็นแกนหลักในการบริหารจัดการผลไม้ในพื้นที่ โดยในปีนี้การวางแผนบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ใช้มาตรการดำเนินการเน้นการบริหารจัดการใน 2 ลักษณะ คือ การบริหารจัดการเชิงคุณภาพและการบริหารจัดการเชิงปริมาณ เพื่อให้มองเห็นการทำงานอย่างชัดเจนทั้งด้านการผลิตและด้านการตลาด ครบถ้วนตลอดระยะพัฒนาการเจริญเติบโตของผลไม้จนสิ้นสุดฤดูกาล แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ 1. ระยะก่อนเก็บเกี่ยว ส่งเสริมให้มีการผลิตนอกฤดูเพื่อป้องกันปัญหาผลไม้กระจุกตัวในฤดูกาล ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพผลผลิต เน้นหนักในเรื่องการตัดแต่งช่อดอก ตัดแต่งผล การห่อผล การคัดเกรด การเก็บเกี่ยวในระยะที่เหมาะสม และผลิตผลไม้ให้ได้มาตรฐานตามระบบ GAP เป็นต้น ส่งเสริมการรวมกลุ่มผลิตไม้ผลคุณภาพตามระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ 2. ระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต ส่งเสริมการบริโภคและประชาสัมพันธ์ ป้องปรามผลผลิตด้อยคุณภาพออกสู่ตลาด (เน้นหนักคือ ทุเรียน) สนับสนุนให้เกิดการกระจายผลผลิตทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งการเพิ่มมูลค่าโดยการแปรรูปผลผลิต 3. ระยะหลังเก็บเกี่ยว นำข้อมูลรอบด้านมาบริหารจัดการเพื่อวางแผนในปีต่อไปให้เกิดประสิทธิภาพส่งผลดีต่อเกษตรกรมากที่สุด

สำหรับแผนบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ ปี 2561 ได้มีมติเห็นชอบจากคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2561 โดยมอบหมายให้ 1. คณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาอันเนื่องมาจากผลผลิตการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) เป็นแกนหลักบริหารจัดการผลไม้ในพื้นที่ 2. กรมการปกครองและกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นช่วยกำกับดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในเดือนสิงหาคมที่ผลผลิตภาคใต้ออกสู่ตลาดมากที่สุด 3. สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ และกรมการค้าภายในช่วยกำกับดูแลและติดตามความเคลื่อนไหวด้านตลาดและราคา เพื่อรักษาเสถียรภาพของผลไม้ภาคใต้ตลอดฤดูกาล และ 4. กรณีเกิดปัญหาอื่นๆ เช่น การขาดแคลนแรงงาน ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ช่วยกำกับดูแลโดยแจ้งให้กรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ทราบโดยเร็ว ทั้งนี้ จากสภาวการณ์การผลิตผลไม้ของภาคใต้ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า ราคาขายทุเรียนอยู่ในเกณฑ์ดีมากกว่าปีที่ผ่านมาโดยมีราคาเฉลี่ย 60 บาท/กิโลกรัม มังคุดถึงแม้ในช่วงต้นฤดูกาลผลิตราคาขายจะไม่สู้ดีนักโดยเฉพาะในจังหวัดนครศรีธรรมราช แต่ด้วยความร่วมมือในการบูรณาการทำงานของหน่วยงานในพื้นที่โดยใช้กลไกการขับเคลื่อนการดำเนินงานคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาอันเนื่องมาจากผลผลิตการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) ทำให้ราคามังคุดขยับตัวสูงขึ้นโดยมีราคาแยกตามเกรดคือ เกรด A กิโลกรัมละ 40.75 บาท เกรด B กิโลกรัมละ 32 บาท เกรด C กิโลกรัมละ 13.80 บาท และผลคละกิโลกรัมละ 15.50 บาท ส่วนเงาะโรงเรียนเกรดผลคละ กิโลกรัมละ 20 บาท ซึ่งราคาลดลงจากเดือนก่อน และคาดว่ายังมีผลผลิตที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวอีก 75,218 ตัน จึงอยากเชิญชวนให้ช่วยกันอุดหนุนเกษตรกร พยุงราคาให้มีเสถียรภาพตลอดฤดูกาล สำหรับลองกองซึ่งฤดูกาลผลผลิตในปีนี้กระจายตัวค่อนข้างมากคาดว่าจะมีผลผลิตรุ่นสุดท้ายไปถึงเดือนธันวาคม กรมส่งเสริมการเกษตรตระหนักถึงคุณภาพของผลผลิตลองกองทุกรุ่น จึงส่งเสริมให้มีการประชาสัมพันธ์ให้กับชาวสวนลองกองปรับปรุงคุณภาพด้วยการตัดแต่งช่อดอก ช่อผล ห่อผล และคัดเกรดคุณภาพในการขายผลผลิตโดยใช้กลไกศูนย์คัดแยกผลไม้ในพื้นที่ดำเนินการในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตลองกองในภาคใต้ให้มากขึ้น ขณะนี้ลองกองเกรด A กิโลกรัมละ 35 บาท เกรด B กิโลกรัมละ 30 บาท เกรด C กิโลกรัมละ 20 บาท และผลคละ กิโลกรัมละ 25 บาท

“ผลไม้ไทยไม่ว่าจะอยู่ในภาคใต้ ภาคเหนือ หรือภาคตะวันออกที่เป็นภูมิภาคสำคัญในการผลิตผลไม้ของไทยยังคงเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ เพราะมีคุณประโยชน์และรสชาติดี ด้วยสภาพพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการผลิต ประกอบกับเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้ถ่ายทอดความรู้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตผลไม้ให้มีคุณภาพดี และลงพื้นที่ประเมินผลผลิตที่ออกสู่ตลาด พร้อมแนะนำให้มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตในระยะที่เหมาะสมโดยเฉพาะทุเรียน และมังคุด ส่งผลให้เกษตรกรจำหน่ายได้ในราคาสูงขึ้นตามคุณภาพผลผลิต เพื่อให้การประกอบอาชีพชาวสวนผลไม้มีรายได้มั่นคงและยั่งยืนต่อไป”นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : กรมหม่อนไหมจัดกิจกรรม‘ซื้อผ้าไหมให้แม่’ เชิญชวนเลือกซื้อผ้าไหมเป็นของขวัญวันแม่ในเดือนสิงหาคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/356115

รายงานพิเศษ : กรมหม่อนไหมจัดกิจกรรม‘ซื้อผ้าไหมให้แม่’  เชิญชวนเลือกซื้อผ้าไหมเป็นของขวัญวันแม่ในเดือนสิงหาคม

รายงานพิเศษ : กรมหม่อนไหมจัดกิจกรรม‘ซื้อผ้าไหมให้แม่’ เชิญชวนเลือกซื้อผ้าไหมเป็นของขวัญวันแม่ในเดือนสิงหาคม

วันอังคาร ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ในวันแม่ปี 2561 นี้ กรมหม่อนไหมขอร่วมเป็นหนึ่งในการส่งเสริมสินค้าจากผ้าไหม ให้เป็นของขวัญอันล้ำค่าในวันแม่ปีนี้ โดยสามารถเลือกซื้อสินค้าผ้าไหม และผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมได้โดยตรงจากกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ หรือพื้นที่สำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เขต 1-6 และศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ทั้ง 21 ศูนย์ ตลอดเดือนสิงหาคมนี้

นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงให้ความสำคัญ และทรงพระกรุณาในการส่งเสริมอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแก่พสกนิกร สนับสนุนอาชีพทางด้านหัตถกรรมการทอผ้าไหมลวดลายต่างๆ มาตั้งแต่ปี 2513 จากพระราชกรณียกิจที่พระองค์ทรงงานด้านหม่อนไหมด้วยพระวิริยอุตสาหะมาโดยตลอด ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไหม ทอผ้าไหม ได้มีอาชีพที่ยั่งยืน ที่มีรายได้พึ่งพาตนเองได้ จวบจนปัจจุบันอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ได้กลายเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทยและประเทศไทยได้อย่างน่าภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก

นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา

กรมหม่อนไหม ในฐานะหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชดำริ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีภารกิจในการดำเนินการสนองงานสืบสานอนุรักษ์อาชีพด้านหม่อนไหม ควบคู่ไปกับการพัฒนาและส่งเสริมให้เกษตรกรหม่อนไหมให้สามารถประกอบอาชีพหม่อนไหมได้อย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ที่ผ่านมาจึงมุ่งเน้นการขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพของบุตรหลานของเกษตรกร ให้เป็นผู้สืบทอดอาชีพด้านหม่อนไหมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการดำเนินงานตามพระราชเสาวนีย์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาหม่อนไหมที่เป็นวัฒนธรรมเก่าแก่และดีงามของไทยให้เยาวชนรุ่นหลังได้สืบทอดให้คงอยู่คู่ประเทศไทย โดยดำเนินการตามภารกิจต่างๆ ผ่านศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ทั้ง 21 ศูนย์ ซึ่งตั้งอยู่ครอบคลุมทั่วทุกภาคของประเทศ

เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเจริญพระชนมพรรษา 86 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม 2561 กรมหม่อนไหม
ขอน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงเล็งเห็นความสำคัญในการประกอบอาชีพด้านหม่อนไหมของเกษตรกร และเพื่อเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดกรมหม่อนไหมให้เป็นที่ประจักษ์มากยิ่งขึ้น กรมหม่อนไหม จึงได้จัดทำโครงการสืบสานงานพระมารดาแห่งไหมไทยขึ้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยได้จัดแสดงนิทรรศการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานของศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ และจำหน่ายสินค้าหม่อนไหมและผลิตภัณฑ์ ภายใต้ธีม “ซื้อผ้าไหมให้แม่”

“อย่างไรก็ตามในโอกาสนี้ก็เป็นโอกาสที่ดีในเดือนสิงหาคมซึ่งเป็นเดือนมหามงคลที่ลูกๆ จะเลือกซื้อสินค้าผ้าไหม และผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมให้กับแม่ โดยการซื้อผ้าไหมนี้ นอกจากจะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมีกำลังใจในการผลิตและสร้างสรรค์ผ้าไหมที่สวยงามออกสู่ตลาดต่อไปแล้ว และยังเป็นการสืบสานงานของพระมารดาแห่งไหมไทยให้อยู่คู่กับสังคมไทยจากรุ่นสู่รุ่น พร้อมทั้งส่งเสริมอาชีพด้านหม่อนไหมให้เป็นอาชีพที่มั่นคงและสามารถพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อไป โดยประชาชนทั่วไปสามารถเลือกหาซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าไหมได้โดยตรงจากกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ หรือพื้นที่สำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เขต 1-6 และศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ทั้ง 21 ศูนย์ ตลอดเดือนสิงหาคมนี้” อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าว

นายไพโรจน์ เฮงแสงชัย รอง อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลอดเดือนสิงหาคม พ.ศ.2561 กรมหม่อนไหมได้จัดให้มีโครงการสืบสานงานพระมารดาแห่งไหมไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกษตรกรและประชาชนทุกหมู่เหล่า ได้ร่วมเฉลิมพระเกียรติและถวายความจงรักภักดีแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ผู้ซึ่งได้รับการถวายพระราชสมัญญานามว่า “พระมารดาแห่งไหมไทย” สืบเนื่องจากที่พระองค์ทรงส่งเสริมและสนับสนุน ให้เกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นอาชีพสร้างรายได้ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านหม่อนไหมให้กับผู้สนใจนำไปประกอบอาชีพ โดยเฉพาะกิจกรรมการซื้อผ้าไหมให้แม่ ซึ่งจะมีการจัดแสดงและออกร้านค้า ซึ่งจะมีสินค้าผ้าไหมมากมายหลายรูปแบบตามเอกลักษณ์ท้องถิ่น เช่น ผ้าซิ่นตีนแดง จังหวัดบุรีรัมย์ ผ้าไหมสาเกตนคร จังหวัดร้อยเอ็ด ผ้าไหมมัดหมี่ชนบท จังหวัดขอนแก่น ผ้าไหมหางกระรอก จังหวัดนครราชสีมา ผ้าไหมกาบบัว จังหวัดอุบลราชธานี ผ้าไหมแพรวา จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นต้น โดยกรมหม่อนไหมได้ดำเนินการจัดกิจกรรมดังกล่าวนี้ ครอบคลุมพื้นที่ 6 เขต และ 21 ศูนย์ทั่วประเทศ

รายงานพิเศษ : พระมหากรุณาธิคุณ2พระมหากษัตริย์ไทย อ่างเก็บน้ำน้ำปี้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/355329

รายงานพิเศษ : พระมหากรุณาธิคุณ2พระมหากษัตริย์ไทย อ่างเก็บน้ำน้ำปี้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

รายงานพิเศษ : พระมหากรุณาธิคุณ2พระมหากษัตริย์ไทย อ่างเก็บน้ำน้ำปี้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

วันศุกร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ทรงห่วงใยและทรงคำนึงถึงความอยู่ดีมีสุขของราษฎร จึงพระราชทานพระราชกระแสให้ติดตาม ขับเคลื่อน และเร่งรัด รวมทั้งแก้ไขปัญหาอุปสรรค การดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 ให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์ บังเกิดประโยชน์สูงสุดกับราษฎร และเพื่อให้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริสำเร็จตามวัตถุประสงค์

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริสำเร็จตามวัตถุประสงค์ คณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในระดับพื้นที่ 4 ภาค ขึ้นมา เพื่อติดตาม ขับเคลื่อน เร่งรัดและบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

โครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปี้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นอีกหนึ่งโครงการที่คณะอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริพื้นที่ภาคเหนือ ที่มีนายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ในฐานะประธาน ได้ติดตามขับเคลื่อน เร่งรัด และบูรณาการให้การดำเนินโครงการเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระราชทานพระราชดำริเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2520 ความตอนหนึ่งว่า “…สมควรจะรีบดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำปี้นี้ โดยเร่งด่วน เนื่องจากจะใช้ค่าลงทุนทั้งโครงการเพียงประมาณ 225 ล้านบาท สามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่เพาะปลูกทั้งสองฝั่งแม่น้ำปี้จนจรดแม่น้ำยมในเขตอำเภอเชียงม่วน ได้ประมาณ45,000 ไร่ ตลอดปี และยังมีน้ำเหลือส่งให้กับการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งในเขตโครงการชลประทานแม่ยมได้อีกประมาณ 50,000 ไร่ ด้วย…”

กรมชลประทานได้ทำการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปี้อันเนื่องมจากพระราชดำริ จังหวัดพะเยา เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาโครงการในปี 2544 ต่อมาได้ดำเนินการศึกษาทบทวนเพื่อเพิ่มศักยภาพการเก็บกักน้ำ และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2557 และเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2558 คณะรัฐมนตรีก็ได้อนุมัติให้เปิดโครงการ พร้อมผ่อนผันการใช้พื้นที่คุณภาพชั้น 1A จำนวน 21 ไร่ โดยมีระยะดำเนินการก่อสร้าง 6 ปี (2559-2564) วงเงินทั้งสิ้น 3,981 ล้านบาท

สำหรับลุ่มน้ำปี้เป็นลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำยม มีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ย 127 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ปัจจุบันมีแหล่งเก็บกักน้ำในลุ่มน้ำปี้เพียง 10 ล้านลูกบาศก์เมตร เนื่องจากเป็นอ่างฯขนาดเล็กไม่สามารถเก็บกักน้ำได้ปริมาณมากในช่วงฤดูแล้งจึงเกิดการขาดแคลนน้ำ และในช่วงฤดูฝนก็เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ท้ายน้ำเป็นประจำทุกปี

นายประพิศ จันทร์มา

นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีฝ่ายก่อสร้าง กรมชลประทาน กล่าวว่า โครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปี้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง ตัวเขื่อนเป็นคอนกรีตบดอัดแห่งแรกขอประเทศไทยที่ออกแบบโดยกรมชลประทาน สร้างกั้นลำน้ำปี้ ซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำยม ที่บ้านปิน ตำบลเชียงม่วน อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา สันเขื่อนมีความยาว 810.00 เมตร กว้าง 8.00 เมตร สูง 54.00 เมตร มีความจุที่ระดับเก็บกัก 90.50 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) พร้อมทั้งจะมีการก่อสร้างระบบส่งน้ำโดยท่อความยาวประมาณ 75.00 กิโลเมตร

เมื่อแล้วเสร็จสามารถส่งน้ำให้แก่พื้นที่การเกษตรในเขตชลประทานได้ถึง 28,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลเชียงม่วน ตำบลบ้านมาง และตำบลสระ มีราษฎรได้รับประโยชน์ทั้งสิ้น 7,520 ครัวเรือน และยังสามารถส่งน้ำเพื่อสนับสนุนพื้นที่การเกษตรที่รับน้ำจากฝายแม่ยม จังหวัดแพร่ ในช่วงฤดูแล้งได้อีกกว่า 35,000 ไร่ ราษฎรได้รับการช่วยเหลืออีกกว่า 1,500 ครัวเรือน รวมทั้งยังจะเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค ปศุสัตว์ และอุตสาหกรรม ช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยบริเวณพื้นที่ท้ายน้ำในเขตอำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา ช่วยตัดยอดน้ำที่จะไหลลงสู่ลุ่มน้ำยม และลุ่มน้ำเจ้าพระยาในช่วงฤดูน้ำหลาก ตลอดจนช่วยสนับสนุนกิจกรรมการใช้น้ำอื่นๆ เช่น รักษาระบบนิเวศ เป็นแหล่งน้ำเพื่อการประมง และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจซึ่งจะทำให้ราษฎรมีรายได้เสริมจากการประกอบอาชีพประมงและการท่องเที่ยวในอนาคตต่อไป

นอกจากนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยังได้ให้ความสนใจศึกษาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนน้ำปี้ โดยการติดตั้งเครื่องกังหันน้ำผลิตไฟฟ้าจำนวน 2 เครื่อง ขนาดกำลังผลิตเครื่องละ 1 เมกะวัตต์ ซึ่งสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ 6.34 ล้านหน่วย/ปี อีกด้วย

“การดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปี้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างหัวงานและอาคารประกอบ ซึ่งกรมชลประทานจะเร่งรัดให้แล้วเสร็จตามแผนที่วางไว้คือภายในปี 2564 อย่างแน่นอน” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

นายดนุชา สินธวานนท์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้ นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี พร้อมคณะอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริพื้นที่ภาคเหนือ ได้ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าของการก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปี้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ภายใต้พระราโชบายของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์มีพระราชประสงค์ให้หน่วยราชการและผู้ที่เกี่ยวข้องได้มีการติดตาม เร่งรัด และขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

สำหรับการดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปี้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ กรมชลประทานได้วางแผนการขับเคลื่อนโครงการค่อนข้างดี ก่อนที่จะเริ่มโครงการได้มีการชี้แจงทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนเป็นอย่างดี จึงเกิดความเข้าใจและให้ความร่วมมือในการดำเนินงานของโครงการอย่างเต็มที่ และทางสำนักงาน กปร. จะได้นำไปประกอบการพิจารณาในการขับเคลื่อนโครงการอื่นๆ

นายวิวัฒน์ ปิจจวงศ์ เกษตรกรตำบลเชียงม่วน อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา ได้กล่าวว่า ที่ผ่านมา ราษฎรในพื้นที่มีน้ำใช้ไม่เพียงพอเพราะแหล่งน้ำตามธรรมชาติมีน้อย ขณะที่มีราษฎรถึง 3 ตำบล ที่ต้องใช้น้ำจากแหล่งน้ำนี้จึงทำให้น้ำไม่เพียงพอตามความต้องการ โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้งจะขาดแคลนเป็นอย่างมาก ในขณะที่หน้าแล้งจะไม่สามารถทำการเพาะปลูกได้เลยเพราะน้ำไม่มี การทำการเกษตรจึงต้องอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก โดยราษฎรส่วนใหญ่จะปลูกข้าว ปลูกข้าวโพด ปลูกต้นยาสูบ และพืชให้ผล ตลอดถึงพืชผักสวนครัว เช่น ผัก และพริก ราษฎรในพื้นที่จึงเห็นด้วยกับการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำน้ำปี้ฯ แห่งนี้ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้ว่า

“โครงการนี้เป็นโครงการของในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ท่านได้มาสานต่อโครงการ ชาวบ้านเชียงม่วนขอขอบพระคุณ และขอพึ่งบุญบารมีในหลวงรัชกาลที่ 10 ที่ท่านมาสืบสานโครงการต่อให้กับชาวบ้านเชียงม่วน ได้มีน้ำสำหรับประกอบอาชีพอย่างไม่ขาดแคลน ขอให้พระองค์ท่านทรงพระเจริญ” เกษตรกรตำบลเชียงม่วน กล่าวถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงทั้ง 2 พระองค์

รายงานพิเศษ : ‘สสก.1’ยกระดับมาตรฐานส่งเสริมเกษตร เร่งขับเคลื่อนงานผ่านเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับเขต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/355059

รายงานพิเศษ : ‘สสก.1’ยกระดับมาตรฐานส่งเสริมเกษตร  เร่งขับเคลื่อนงานผ่านเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับเขต

รายงานพิเศษ : ‘สสก.1’ยกระดับมาตรฐานส่งเสริมเกษตร เร่งขับเคลื่อนงานผ่านเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับเขต

วันพฤหัสบดี ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาทเร่งขับเคลื่อนภารกิจการดำเนินงานภายใต้แนวคิด Balance DOAE สร้างสมดุลระหว่างภารกิจงานนโยบาย (Agenda) กับภารกิจหลักของหน่วยงาน (Function) ขับเคลื่อนระบบส่งเสริมการเกษตรให้มีความเข้มแข็ง พร้อมพัฒนาเครื่องมือในการปฏิบัติงานและองค์ความรู้ให้กับนักส่งเสริมการเกษตรให้มีความรอบรู้มากยิ่งขึ้น

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 กรมส่งเสริมการเกษตร กำหนดภาพรวมของการดำเนินงานภายใต้แนวคิด Balance DOAE สร้างสมดุลระหว่างภารกิจงานนโยบาย (Agenda) กับภารกิจหลักของหน่วยงาน (Function) เพื่อขับเคลื่อนระบบส่งเสริมการเกษตรให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการสร้างระบบการทำงานที่ชัดเจน รวมถึงพัฒนาเครื่องมือในการปฏิบัติงานและองค์ความรู้ของนักส่งเสริมการเกษตรให้มีความรอบรู้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ปัจจุบันอย่างทันท่วงที

สำหรับการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรตามนโยบายกรมส่งเสริมการเกษตร จึงควรที่จะมีเวทีให้นักส่งเสริมการเกษตรได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการดำเนินงานซึ่งกันและกัน รวมทั้งสรุปผลและถอดบทเรียนที่ได้จากการดำเนินงานในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้เกิดแนวทางการปฏิบัติงานที่สามารถนำไปใช้ในการดำเนินงานได้อย่างเหมาะสมมีบทเรียนและองค์ความรู้ไปพัฒนาการดำเนินงาน รวมทั้งได้ทราบถึงปัจจัยที่ส่งผลถึงความสำเร็จ และปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้น โดยใช้เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับเขตในการส่งเสริมเรื่องดังกล่าว

ดังนั้นเพื่อเป็นการสนองนโยบายรัฐบาล สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท จึงจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับเขต เพื่อให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรระดับเขต จังหวัด ศูนย์ปฏิบัติการ และหน่วยงานวิชาการในพื้นที่ได้แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ และนำเสนอผลงานของแต่ละหน่วยงาน โดยมีกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย เกษตรจังหวัด หัวหน้ากลุ่ม/ฝ่ายผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฯ เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัดเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการ และผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งสิ้น 75 คน

สำหรับเนื้อหาการจัดงาน ประกอบด้วย การขับเคลื่อนโครงการเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย การใช้ประโยชน์จากระบบบริการข้อมูลแผนที่ส่งเสริมการเกษตร (SSMAP) คือ ระบบที่ให้บริการข้อมูลแผนที่ส่งเสริมการเกษตรแก่เจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อใช้เป็นคลังข้อมูลแผนที่ และนำข้อมูลแผนที่มาประมวลผล วิเคราะห์ศักยภาพพื้นที่ข้อมูล ประกอบการจัดทำแผนพัฒนาการเกษตรและการติดตามงานโครงการส่งเสริมการเกษตรต่างๆ สมุดทะเบียนเกษตรกรดิจิทัล (DOAE Farmbook Application) ที่ทำออกมาใช้แทนของสมุดทะเบียนเกษตรกรเล่มสีเขียว ในการแจ้งปลูกและปรับปรุงข้อมูลเกษตรกรสำหรับเกษตรกรที่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้แล้ว ณ สำนักงานเกษตรอำเภอ ช่วยให้เกษตรกรมีความสะดวกและรวดเร็วมากขึ้นในการปรับปรุงข้อมูลเกษตรกร เพราะสามารถทำได้โดยผ่านระบบแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน โดยไม่ต้องเดินทางไปที่สำนักงานเกษตรอำเภอ

นายไพศาลกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ภายในงานยังมีนิทรรศการนำเสนอผลงานวิจัยเกี่ยวกับระยะปลูกที่มีผลต่อการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังของสถานีวิจัยลพบุรีคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และการนำเสนอผลงานของสำนักงานเกษตรจังหวัดและศูนย์ปฏิบัติการ ซึ่งมีการนำระบบส่งเสริมการเกษตร (T&V System) ไปขับเคลื่อนงานในพื้นที่ให้ประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งระบบดังกล่าวจะเน้นการฝึกอบรมและการเยี่ยมเยียนเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง และมีการสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทั้งในเรื่องวัสดุอุปกรณ์ต่างๆในการปฏิบัติงาน และขวัญกำลังใจของผู้ปฏิบัติงาน โดยระบบส่งเสริมการเกษตรได้มีการปรับปรุงและพัฒนาไปตามสถานการณ์ปัจจุบัน และตามข้อจำกัดของบุคลากรและทรัพยากรที่มีอยู่ เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังคงยึดระบบการฝึกอบรมและการเยี่ยมเยียนเกษตรกร(T & V System) เป็นหลักในการดำเนินการ

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท ได้ดำเนินงานตามระบบส่งเสริมการเกษตร โดยการจัดประชุมเกษตรจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการระดับเขตเพื่อติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนงานตามนโยบายและบริหารจัดการแผนงานโครงการระดับเขต รวมทั้งมีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของเจ้าหน้าที่ในระดับจังหวัด เพื่อนำความรู้ที่ด้จากการปฏิบัติงานโครงการต่างๆ ที่ประสบผลสำเร็จในแต่ละจังหวัดมาถ่ายทอดเพื่อเป็นแนวทางหรือต้นแบบในการปฏิบัติงานในปีต่อไป ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้เข้าร่วมเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้จะได้ทั้งความรู้ด้านวิชาการ การบริหารจัดการ
งบประมาณและบุคลากร ตลอดจนวิธีการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในการดำเนินงานโครงการซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการวางแผนการปฏิบัติงานในปีต่อไป

รายงานพิเศษ : สืบสาน‘ศาสตร์พระราชา’ปลูกป่า สร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ-เพิ่มโอกาสปฏิบัติการฝนหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/354855

รายงานพิเศษ : สืบสาน‘ศาสตร์พระราชา’ปลูกป่า สร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ-เพิ่มโอกาสปฏิบัติการฝนหลวง

รายงานพิเศษ : สืบสาน‘ศาสตร์พระราชา’ปลูกป่า สร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ-เพิ่มโอกาสปฏิบัติการฝนหลวง

วันพุธ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร บูรณาการร่วมกับ 11 หน่วยงาน ร่วมสืบสานศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 และเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวันพระราชสมภพในหลวงรัชกาลที่ 10 จัดโครงการปลูกป่าและไม้ยืนต้นสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวงฯ

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการปลูกป่าและไม้ยืนต้นสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวง สืบสาน “ศาสตร์พระราชา” ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ณ เขื่อนวชิราลงกรณ อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ว่า โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติวันพระราชสมภพในหลวงรัชกาลที่ 10 และเป็นการน้อมนำแนวคิด “สร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ สืบสานศาสตร์พระราชา” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในการสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศให้มากขึ้น เพื่อช่วยในการเพิ่มโอกาสให้เกิดฝน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการปฏิบัติการฝนหลวงให้ประสบผลสำเร็จเพิ่มขึ้น และมีการฟื้นฟูสภาพป่าเสื่อมโทรมให้สามารถกลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์ พร้อมกับการสร้างผืนป่าให้เกิดความชุ่มชื้นเพื่อเป็นการเพิ่มป่าต้นน้ำ เพิ่มพื้นที่ป่าชุมชน ตลอดจนการปลูกป่าไม้ ป่าเศรษฐกิจ ป่าชุมชน และไม้ยืนต้น บริเวณหัวไร่ปลายนา และยังเป็นแหล่งอาหารสัตว์ป่าในการดำรงชีวิต การใช้ประโยชน์สำหรับชุมชน ที่สำคัญโครงการนี้เป็นการฟื้นฟูทำให้ทรัพยากรป่าไม้ในประเทศได้กลับมาสมบูรณ์เหมือนเดิม

ด้าน นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า จากวิกฤตการณ์ด้านทรัพยากรป่าไม้ที่ถูกทำลายซึ่งทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นทุกปี ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ ความแปรปรวนของสภาพอากาศ ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศที่ลดลง ส่งผลต่อกระบวนการเกิดฝนและปริมาณน้ำฝนตามธรรมชาติเกิดความผิดปกติ จึงมีความจำเป็นที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องบูรณาการร่วมกัน เพื่อให้การฟื้นฟูผืนป่าเกิดประสิทธิภาพและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ อีกทั้งเมื่อป่าเกิดความสมบูรณ์ก็จะทำให้ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศมีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยการเพิ่มโอกาสสำหรับการขึ้นปฏิบัติการฝนหลวงให้ประสบความสำเร็จเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้ การดำเนินโครงการ แบ่งเป็น 3 กิจกรรมหลัก ประกอบด้วย 1) กิจกรรมพิธีเปิดโครงการ (19 กรกฎาคม 2561) ณ บริเวณเขื่อนวชิราลงกรณ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี 2) กิจกรรมการปลูกป่าและไม้ยืนต้น ดำเนินการตั้งแต่เริ่มเปิดปฏิบัติการฝนหลวง ประจำปี 2561 (วันที่ 1 มีนาคม – 30 กันยายน 2561) โดยร่วมกันระหว่างภาครัฐกับเอกชน อาทิ ศูนย์ปฏิบัติงานฝนหลวงทั่วประเทศ สถานศึกษา อาสาสมัครฝนหลวงภูมิภาคต่างๆ เป็นต้น และ 3) กิจกรรมโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศ ณ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงทั้ง 5 ภูมิภาค ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม – 30 กันยายน 2561 โดยดำเนินการพร้อมกับการปฏิบัติการฝนหลวงในแต่ละวัน

“กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ยังได้จัดทำแอพพลิเคชั่นระบบติดตามการปลูกต้นไม้ “Collector for ArcGIS” เพื่อช่วยติดตามและประเมินผลการดำเนินงานโครงการดังกล่าวด้วยตนเอง เพิ่มความสะดวกในการติดตามข้อมูลการปลูกต้นไม้ได้อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น อาทิ พื้นที่ปลูก ชื่อผู้ปลูก ชื่อต้นไม้ที่ปลูก การดูแลรักษา เป็นต้น ทั้งนี้ สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ทางเว็บไซต์/เพจ Facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตร และการรายงานข่าวการปฏิบัติการฝนหลวงประจำวันทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย”นายสุรสีห์ กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : หม่อนไหมร่วมบูรณาการ‘เกษตรวิชญา’ ต้นแบบพัฒนาชุมชนสู่ความเข้มแข็งอาชีพเกษตรกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/354430

รายงานพิเศษ : หม่อนไหมร่วมบูรณาการ‘เกษตรวิชญา’  ต้นแบบพัฒนาชุมชนสู่ความเข้มแข็งอาชีพเกษตรกรรม

รายงานพิเศษ : หม่อนไหมร่วมบูรณาการ‘เกษตรวิชญา’ ต้นแบบพัฒนาชุมชนสู่ความเข้มแข็งอาชีพเกษตรกรรม

วันจันทร์ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า “เกษตรวิชญา” เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตร ที่ตั้งอยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทย ตามพระราชดำริของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในหลวงรัชกาลที่ 10 ซึ่งได้ทรงมีพระราชดำริมอบที่ดินส่วนพระองค์บริเวณ บ้านกองแหะ ม.4 ต.โป่งแยง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ จำนวนเนื้อที่ 1,350 ไร่ ให้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำไปดำเนินการในลักษณะเป็นคลินิกเกษตร เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยและเทคโนโลยีการเกษตรจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในรูปแบบศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีชุมชน เป็นศูนย์ฝึกอบรม และวิจัยพัฒนาการเกษตรให้เหมาะสมกับพื้นที่ รวมทั้งเพื่อการฟื้นฟูและอนุรักษ์สภาพแวดล้อมให้เกิดเป็นระบบนิเวศที่สมบูรณ์เป็นแหล่งผลิตอาหารธรรมชาติและมีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

กรมหม่อนไหม เป็นหนึ่งในหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้รับมอบหมายให้เข้ามามีส่วนในการดูแลพื้นที่ต้นแบบการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม จำนวน 5 ไร่ ดำเนินการปลูกหม่อนผลสดพันธุ์เชียงใหม่ 60 และหม่อนพันธุ์บุรีรัมย์ 60 แล้วเสร็จไปเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2561

สำหรับแผนการดำเนินงานต่อไป กรมได้เตรียมจัดทำฐานเรียนรู้ด้านหม่อนไหมในพื้นที่ โดยเน้นการทำแปลงสาธิตการปลูกหม่อน 2 ประเภทดังที่กล่าวไปข้างต้น เพื่อให้เกษตรกรและผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาศึกษาดูงานและฝึกอาชีพด้านหม่อนไหม สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการประกอบชีพต่อไปได้ นอกจากนี้ยังได้จัดทำแปลงสาธิตการปลูกหม่อนเพื่อเป็นการแนะนำความรู้เกี่ยวกับการปลูกหม่อน การแปรรูปหม่อนทั้งในรูปแบบฐานเรียนรู้ที่มีหน่วยงานอื่นๆ ร่วมด้วย หลังจากนั้นก็จะมีการจัดเตรียมพื้นที่สำหรับสร้างศาลาถ่ายทอดความรู้เรื่องหม่อนไหม สาธิตการแปรรูป โรงเลี้ยงไหม และจุดสาธิตอื่นๆ จัดซื้อเครื่องเสียงสำหรับบรรยายประจำฐานการเรียนรู้ให้กับผู้ที่เข้ามาเรียนรู้ต่อไป

อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวต่อว่า หลังจากแผนการดำเนินงานในปี’61 เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ในปีถัดไป 2562 กรม มีแผนการดำเนินงาน
ต่อเนื่องโดยการจัดสร้างอาคารสาธิตและจุดเรียนรู้ภายในพื้นที่ จัดซื้อวัสดุ อุปกรณ์สำหรับการดูแลรักษาแปลงสาธิต จัดสร้างโรงเก็บวัสดุ อุปกรณ์ทางการเกษตร พร้อมกับจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์และนิทรรศการสำหรับฐานการเรียนรู้ จัดโครงการเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับการปลูกหม่อน จำนวน 1 ครั้ง โดยมีเป้าหมายเป็นเกษตรกรและผู้ที่มีความสนใจในการประกอบอาชีพการปลูกหม่อนต่อไป อย่างไรก็ตาม คาดว่าโครงการดังกล่าว น่าจะมีส่วนช่วยผลักดันให้อาชีพการปลูกหม่อนเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการทำเกษตรกรรมได้

รายงานพิเศษ : เดินหน้างานนำวิจัยจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ มาประยุกต์ใช้ในงานส่งเสริมการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/353764

รายงานพิเศษ : เดินหน้างานนำวิจัยจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ  มาประยุกต์ใช้ในงานส่งเสริมการเกษตร

รายงานพิเศษ : เดินหน้างานนำวิจัยจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ มาประยุกต์ใช้ในงานส่งเสริมการเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

รัฐบาลมีนโยบายในการพัฒนาภาคเกษตรกร สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยนำนวัตกรรม เทคโนโลยี และงานวิจัยที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ เพื่อให้ประเทศพัฒนาก้าวเข้าสู่ Thailand 4.0 ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงทั้งสภาพภูมิอากาศ สภาพสังคม และทำให้ภาคการเกษตรของไทยจำเป็นต้องปรับตัว กรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะที่มีความใกล้ชิดเกษตรกร จึงเห็นความจำเป็นในการนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาประยุกต์ใช้ในภาคการเกษตร และกิจกรรมการเกษตรต่างๆ

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานที่ตั้งอยู่ทุกพื้นที่ของประเทศไทย มีเกษตรตำบล เป็นผู้ดูแลเกษตรกรในระดับพื้นที่ การนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้ในงานส่งเสริมการเกษตรจึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งดังนั้นการร่วมมือและการทำงานแบบบูรณาการจึงเป็นสิ่งที่กรมส่งเสริมการเกษตรเอง ต้องมีเครือข่ายในการทำงาน โดยเฉพาะมหาวิทยาลัย มีคณาจารย์ และนักวิจัยหลากหลายสาขา ที่มีงานวิจัยและนวัตกรรมดีๆ มากมาย ที่สามารถร่วมกันพัฒนาเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับเกษตรกร จึงได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านวิชาการ ระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับ 5 มหาวิทยาลัย ใน 4 ภูมิภาคของประเทศ โดยภาคกลาง ได้ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภาคเหนือ ได้ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น ภาคใต้ ได้ร่วมกับ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ทั้งหมดได้ทำความตกลงกันเป็นที่เรียบร้อย เป็นกรอบการทำงานที่จะสานต่อเจตนารมณ์ เพื่อนำงานวิจัยไปสู่เกษตรกร หลังจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรจะได้ตั้งคณะทำงานเพื่อพัฒนางานวิจัยร่วมกันและถ่ายทอดงานวิจัยให้กับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร เพื่อนำไปต่อยอดให้กับเกษตรกร โดยเน้นเป้าหมายเกษตรกรของแต่ละพื้นที่เป็นหลัก เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

การส่งเสริมการเกษตร ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปในหลายมิติมาก ดังนั้นการพัฒนาองค์ความรู้ ล้วนแต่เป็นเรื่องสำคัญ การนำผลการวิจัยหรืองานสร้างสรรค์ที่ได้ดำเนินการแล้วเสร็จไปใช้ประโยชน์ ในรูปแบบการเผยแพร่ต่อยอดองค์ความรู้ จะสามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม ประยุกต์ใช้กับกลุ่มเป้าหมายจนก่อให้เกิดประโยชน์ได้จริงอย่างชัดเจน การที่ภาคการเกษตรจะพัฒนาไปสู่เป้าหมายไทยแลนด์ 4.0 จำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้มีทั้งนวัตกรรม เทคโนโลยีที่ทันสมัย สามารถตอบโจทย์รัฐบาลในการนำองค์ความรู้จากผลงานวิจัยไปต่อยอด และการนำนวัตกรรม เทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ใหม่ พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ไปสู่การผลิตในเชิงพาณิชย์ การสร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ การแปรรูป การสร้างตราสินค้า การเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต และการลดต้นทุนการผลิต การสร้างอาชีพ และทางเลือกให้กับผู้ประกอบการ เกษตรกรหรือผู้ประกอบอาชีพอื่นๆ

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ซึ่งหลังจากการเดินทางไปร่วมลงนามกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็พบว่า ยังมีงานวิจัยหลายด้านที่เป็นประโยชน์สามารถสานต่อเพื่อนำไปสู่เกษตรกรได้ เช่น การผลิตสมุนไพรคุณภาพ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ การขยายผลการควบคุมศัตรูพืช โดยศูนย์วิจัยควบคุมศัตรูพืชโดยชีวินทรีย์แห่งชาติ มหาวิทยาลัยขอนแก่น การผลิตพันธุ์สตอเบอร์รี่คุณภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่กรมส่งเสริมการเกษตร สามารถเข้าไปช่วยขยายผลได้ทันทีนับเป็นจุดเริ่มต้นที่สามารถต่อยอดให้เห็นถึงผลสำเร็จที่สามารถนำงานวิจัยไปขยายผลถึงเกษตรกรได้ทันที