รายงานพิเศษ : เปิดสถานการณ์การเงิน‘ไตรมาส 3’ ‘สหกรณ์-กลุ่มเกษตรกร’รวมรายได้0.36ล้านล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/362107

รายงานพิเศษ : เปิดสถานการณ์การเงิน‘ไตรมาส 3’  ‘สหกรณ์-กลุ่มเกษตรกร’รวมรายได้0.36ล้านล้าน

รายงานพิเศษ : เปิดสถานการณ์การเงิน‘ไตรมาส 3’ ‘สหกรณ์-กลุ่มเกษตรกร’รวมรายได้0.36ล้านล้าน

วันพุธ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยแนวโน้มสถานการณ์ทางการเงินของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ 2561 ผลการดำเนินงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีรายได้ทั้งสิ้น 0.36 ล้านล้านบาท โดยสหกรณ์ นอกภาคการเกษตรมีรายได้สูงสุด 0.18 ล้านล้านบาท

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยถึง สถานการณ์และแนวโน้มสถานการณ์ทางการเงินของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ 2561 (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2561) ว่า สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรจำนวน 11,377 แห่ง ประกอบด้วย สหกรณ์ภาคการเกษตร (เกษตร ประมง นิคม) 3,988 แห่ง สหกรณ์นอกภาคการเกษตร (ร้านค้า บริการ ออมทรัพย์ เครดิตยูเนี่ยน) 3,242 แห่ง และ กลุ่มเกษตรกร 4,147 แห่ง มีสมาชิกทั้งสิ้น 12.71 ล้านคน โดยสหกรณ์ภาคการเกษตรมีสมาชิกสูงสุด 6.83 ล้านคน รองลงมาเป็นสมาชิกสหกรณ์นอกภาคการเกษตร 5.35 ล้านคน และสมาชิกกลุ่มเกษตรกรสมาชิก 0.53 ล้านคน

ทุนดำเนินงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั้งสิ้น 3.16 ล้านล้านบาท ขยายตัวจากไตรมาสที่ 2/2561 เล็กน้อยอยู่ที่ร้อยละ 0.82 ส่วนใหญ่เป็นทุนดำเนินงานของสหกรณ์นอกภาคการเกษตร 2.87 ล้านล้านบาท ส่วนสหกรณ์ภาคการเกษตร 0.28 ล้านล้านบาท และทุนดำเนินงานของกลุ่มเกษตรกร4.48 พันล้านบาท มีการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีมูลค่า 2.27 ล้านล้านบาท โดยธุรกิจสินเชื่อสูงสุด 1.31 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 57.84 รองลงมาเป็นธุรกิจรับฝากเงิน 0.79 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 34.74 ธุรกิจรวบรวมและแปรรูปผลิตผล 9.87 หมื่นล้านบาท หรือร้อยละ 4.35 ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย 6.61 หมื่นล้านบาท หรือร้อยละ 2.91 และธุรกิจให้บริการ 3.63 พันล้านบาท หรือร้อยละ 0.16 พบว่าสหกรณ์นอกภาคการเกษตรมีมูลค่าธุรกิจสูงสุด 1.94 ล้านล้านบาท ส่วนสหกรณ์ภาคการเกษตรมูลค่าธุรกิจ 0.32 ล้านล้านบาท และกลุ่มเกษตรกรมูลค่าธุรกิจ 7.77 พันล้านบาท

ผลการดำเนินงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีรายได้ทั้งสิ้น 0.36 ล้านล้านบาท โดยสหกรณ์นอกภาคการเกษตรมีรายได้สูงสุด 0.18 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 49.58 ของรายได้รวมทั้งสิ้น การดำเนินงานมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 0.27 ล้านล้านบาท ส่งผลให้มีกำไรสุทธิทั้งสิ้น 9.18 หมื่นล้านบาท หรือร้อยละ 25.70 ของรายได้ทั้งสิ้น กำไรสุทธิขยายตัวจากไตรมาสที่ 2/2561 เล็กน้อยอยู่ที่ร้อยละ 0.33 โดยสหกรณ์นอกภาคการเกษตรทำกำไรสุทธิสูงสุด 8.78 หมื่นล้านบาท

การบริหารจัดการธุรกิจของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ได้แก่ ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจรวบรวมและแปรรูปผลิตผล และธุรกิจให้บริการ สามารถดำเนินธุรกิจสร้างมูลค่าทั้งสิ้น 2.27 ล้านล้านบาท มีรายละเอียดแต่ละธุรกิจ ดังนี้

ธุรกิจสินเชื่อ ขยายตัวร้อยละ 1.39 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2/2561 มีการดำเนินธุรกิจสินเชื่อมูลค่าทั้งสิ้น 1.31 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 57.84 ของมูลค่าธุรกิจ โดยสหกรณ์นอกภาคการเกษตรมีมูลค่าธุรกิจสินเชื่อสูงสุด 1.21 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 92.20 ของมูลค่าธุรกิจสินเชื่อ สำหรับสหกรณ์ภาคการเกษตรร้อยละ 7.63 และกลุ่มเกษตรกรร้อยละ 0.17

ธุรกิจรับฝากเงิน หดตัวร้อยละ 2.97 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2/2561 มีการดำเนินธุรกิจรับฝากเงินมูลค่าทั้งสิ้น 0.79 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 34.74 ของมูลค่าธุรกิจรวม โดยสหกรณ์นอกภาคการเกษตรมีธุรกิจรับฝากเงินมูลค่าสูงสุด 0.71 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 90.14 ของมูลค่าธุรกิจรับฝากเงิน สำหรับสหกรณ์ภาคการเกษตรร้อยละ 9.83 และกลุ่มเกษตรกรร้อยละ 0.03 ส่วนธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย หดตัวเล็กน้อยอยู่ที่ร้อยละ 0.42 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2/2561 มีการดำเนินธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่ายมูลค่าทั้งสิ้น 6.61 หมื่นล้านบาท หรือร้อยละ 2.91 ของมูลค่าธุรกิจ โดยสหกรณ์ภาคการเกษตรมีธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่ายมูลค่าสูงสุด 5.64 หมื่นล้านบาท หรือร้อยละ 85.37 ของมูลค่าจัดหาสินค้ามาจำหน่าย สำหรับสหกรณ์นอกภาคการเกษตรร้อยละ 13.25 และกลุ่มเกษตรกรร้อยละ 1.38

ธุรกิจรวบรวมและแปรรูปผลิตผล หดตัวร้อยละ 2.87 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2/2561 มีการดำเนินธุรกิจรวบรวมและแปรรูปผลิตผลมูลค่าทั้งสิ้น 9.87 หมื่นล้านบาท หรือร้อยละ 4.35 ของมูลค่าธุรกิจ โดยสหกรณ์ภาคการเกษตรมีการรวบรวมและแปรรูปผลิตผลมูลค่าสูงสุด 8.62 หมื่นล้านบาท หรือร้อยละ 87.36 ของมูลค่ารวบรวมและแปรรูปผลิตผล สำหรับสหกรณ์นอกภาคการเกษตรร้อยละ 8.24 และกลุ่มเกษตรกรร้อยละ 4.40

ธุรกิจให้บริการ หดตัวเล็กน้อยอยู่ที่ร้อยละ 0.51 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2/2561 มีการดำเนินธุรกิจให้บริการแก่สมาชิกและบุคคลทั่วไปมูลค่า 3.63 พันล้านบาท หรือร้อยละ 0.16 ของมูลค่าธุรกิจ โดยสหกรณ์ภาคการเกษตรมีธุรกิจให้บริการมีมูลค่าสูงสุด 2.39 พันล้านบาท หรือร้อยละ 65.80 ของมูลค่าธุรกิจให้บริการ สำหรับสหกรณ์นอกภาคการเกษตรร้อยละ 33.63 และกลุ่มเกษตรกรร้อยละ 0.57

“สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรดำเนินธุรกิจมีปัจจัยเสี่ยงเข้ามาอย่างต่อเนื่องจากภัยธรรมชาติ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และราคาพืชผลทางการเกษตร รวมทั้งเศรษฐกิจภายในและภายนอกประเทศ ล้วนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของภาคสหกรณ์ไทยในด้านของการลงทุน การออม การบริโภค และภาระการผ่อนชำระหนี้ของสมาชิก จึงเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังทางการเงิน โดยสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรควรพิจารณาหาแนวทางการลดต้นทุนการผลิต เพื่อเพิ่มรายได้ มีการเชื่อมโยงเครือข่าย จัดหาตลาดกลาง และมีระบบเตือนภัยทางการเงินเพื่อเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการทางการเงิน ตลอดจนการวางแผนและบริหารธุรกิจให้เติบโตสร้างความมั่นคงและความเข้มแข็งทางการเงิน ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น”อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

รายงานพิเศษ : ‘เขื่อน’แข็งแรง ปลอดภัย ช่วยพ้นภัยน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/361818

รายงานพิเศษ : ‘เขื่อน’แข็งแรง ปลอดภัย ช่วยพ้นภัยน้ำท่วม

รายงานพิเศษ : ‘เขื่อน’แข็งแรง ปลอดภัย ช่วยพ้นภัยน้ำท่วม

วันอังคาร ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากกรณีเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย ในสาธารณประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) แตก สร้างความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเป็นมูลค่ามหาศาล ทำให้เกิดความวิตกกังวลว่า เขื่อนในประเทศไทยจะแตกหรือไม่? โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2561 เขื่อนหลายแห่งปริมาณน้ำเกินความจุในระดับกักเก็บ ล้นทางระบายน้ำล้น(Spillway) โดยเฉพาะเขื่อนขนาดใหญ่ เช่น เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เป็นต้น และเขื่อนอีกหลายแห่งมีปริมาณน้ำสูงเกินมาตรฐานกำหนด(Rule Curve) ยิ่งเพิ่มความวิตกกังวลว่า เขื่อนไทยจะเหมือนเขื่อนของ สปป.ลาวหรือไม่?

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า เขื่อนและอ่างเก็บน้ำที่อยู่ในการดูแลของกรมชลประทานทุกแห่งถูกออกแบบตามหลักวิชาการ สอดคลองกับภูมิประเทศ และสามารถรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวได้สูงถึง 7 ตามมาตราริกเตอร์ นอกจากนี้ยังได้ทําการตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของตัวเขื่อนอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอตลอดทั้งปีแม้ในยามปกติที่ไม่มีภัยพิบัติใดๆ

อย่างไรก็ตาม เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนมากขึ้น ยังได้สั่งการให้ดำเนินการตรวจสภาพความมั่นคง และสภาพน้ำของเขื่อนทุกเขื่อน ทั้งที่สร้างเสร็จแล้วและกำลังก่อสร้างเป็นกรณีพิเศษ พร้อมทั้งให้จัดเวรยามประจำทุกเขื่อนเฝ้าระวังเหตุการณ์ตลอดเวลา จัดเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ที่ต้องใช้เกี่ยวกับเขื่อนไว้ให้พร้อมใช้งานได้ทันที การติดต่อสื่อสารไปยังเขื่อนและเจ้าหน้าที่ประจำเขื่อนต้องทำได้มากกว่า 1 ช่องทางอีกด้วย

เขื่อนของไทยไม่ใช่จะมั่นคง แข็งแรง และปลอดภัยเท่านั้น แต่ “เขื่อน” ยังช่วยไม่ให้เกิดวิกฤติน้ำท่วมที่รุนแรงได้อีกด้วย เช่น กรณีฝนตกหนักในลุ่มน้ำเพชรบุรี เขื่อนแก่งกระจาน และเขื่อนเพชรบุรี ช่วยให้ชาวเพชรบุรีพ้นจากภัยน้ำท่วมได้

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ช่วงก่อนฤดูฝน กรมชลประทานได้เตรียมการพร่องน้ำในเขื่อนแก่งกระจานให้เหลือประมาณ 296 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือร้อยละ 42 ของความจุในระดับกักเก็บคือ 710 ล้านลบ.ม. ต่อมาเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2561 เกิดฝนตกหนัก ทำให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนฯถึง 160 ล้าน ลบ.ม. ภายในหนึ่งคืน ซึ่งมากกว่าแม่น้ำเพชรบุรีจะรับได้ราว 10 เท่า

“ถ้าหากไม่มีเขื่อนแก่งกระจาน ปริมาณน้ำมหาศาลกว่า 160 ล้านลบ.ม จะไหลบ่า ท่วมอ.แก่งกระจาน อ.ท่ายาง อ.บ้านลาด อ.เมือง และ อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพยสินจำนวนมหาศาลอย่างแน่นอน” นายทวีศักดิ์กล่าว

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์น้ำที่เขื่อนขุนด่านปราการชลว่า จากการรายงานของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) กรมชลประทาน และ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า เขื่อนขุนด่านปราการชล ซึ่งเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 สามารถเก็บกับปริมาณน้ำส่วนใหญ่ที่เกิดจากฝนที่ตกหนักภายในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ในช่วงวันที่ 13 สิงหาคม 2561 ทำให้ลดความรุนแรง และความเสียหายที่เกิดจากน้ำป่าไหลหลากในครั้งนี้ได้

“หากไม่มีเขื่อนขุนด่านปราการชล อันเนื่องมาจากพระราชดำริปริมาณน้ำกว่า 20 ล้านลบ.ม. จะไหลลงสู่คลอง ท่าด่านมาสมทบกับปริมาณน้ำจากคลองวังตะไคร้ คลองมะเดื่อ คลองนางรอง และคลองสาริกา สถานการณ์น้ำป่าจะรุนแรง สร้างความเสียหายมากกว่าที่เป็นอยู่อย่างแน่นอน”รองนายกรัฐมนตรีกล่าว

ที่เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร ก็เช่นเดียวกัน ก่อนที่น้ำจะเต็มเขื่อน วันที่ 28 กรกฎาคม 2561 มีปริมาณน้ำอยู่ที่ 431 ล้าน ลบ.ม. เพียงแค่ 5 วัน นำไหลเข้าเขื่อนรวมกันถึง 112 ล้านลบ.ม. น้ำเต็มเขื่อนในวันที่ 2 กรกฎาคม 2561 จากนั้นก็ล้นSpillway เรื่อยมา โดยมีปริมาณน้ำสูงสุดเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2561 อยู่ที่ 536 ล้าน ลบ.ม. ร้อยละ 103 หากไม่มีเขื่อนน้ำอูน ปริมาณน้ำกว่า 112 ล้านลบ.ม. จะไหลลงท่วมพื้นที่จ.สกลนคร รวมไปถึงบริเวณลุ่มน้ำสงครามจ.นครพนม สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างอย่างแน่นอน

เขื่อนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ก็เช่นเดียวกัน ลุ่มน้ำแม่กลอง ซึ่งมีเขืื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี ในช่วงเดือนสิงหาคม 2561 จนถึงปัจจุบัน ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนทั้ง 2 แห่ง รวมกันเฉลี่ยไม่น้อยวันละ 160 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งหากไม่มีเขื่อนแล้วแค่ครึ่งเดือนจะมีปริมาณน้ำไหลลงสู่ลุ่มน้ำแม่กลองกว่า 2,400 ล้านลบ.ม. เพียงพอที่จะทำให้ลุ่มน้ำแม่กลองซึ่งมีพื้นที่ครอบคลุมตั้งแต่ จ.กาญจนบุรี จ.สุพรรณบุรี จ.ราชบุรี จ.นครปฐม จ.สมุทรสงคราม และจ.สมุทรสาคร จมบาดาล

เขื่อนไทย นอกจากจะมีความมั่นคง แข็งแรงแล้ว ยังสร้างประโยชน์อย่างมหาศาล ป้องกันไม่ให้วิกฤติน้ำท่วมเกิดขึ้นในปีนี้ได้…

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์กองทุนสวนยางหนองปง’กระบี่ มุ่งนำบัญชีสร้างความโปร่งใสในการบริหารงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/361624

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์กองทุนสวนยางหนองปง’กระบี่  มุ่งนำบัญชีสร้างความโปร่งใสในการบริหารงาน

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์กองทุนสวนยางหนองปง’กระบี่ มุ่งนำบัญชีสร้างความโปร่งใสในการบริหารงาน

วันจันทร์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีภารกิจที่สำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ โดยการนำระบบบัญชีมาใช้บริหารจัดการสหกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ความโปร่งใส ส่งผลประโยชน์สู่สมาชิกและช่วยสร้างฐานรากเศรษฐกิจชุมชนที่มีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศได้อย่างแข็งแกร่ง โดยมีการพัฒนาโปรแกรมระบบบัญชีให้มีความทันสมัย ตอบสนองการดำเนินงานของสหกรณ์ในยุคปัจจุบันที่มีการดำเนินธุรกิจที่หลากหลายและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (FAS) และนวัตกรรม Smart 4M ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้สหกรณ์ได้นำมาใช้ในการบริหารจัดการสหกรณ์ให้มีความโปร่งใสและเข้มแข็ง

สหกรณ์กองทุนสวนยางหนองปง จำกัด จ.กระบี่ เป็นสหกรณ์อีกหนึ่งแห่งที่เห็นความสำคัญของการนำระบบบัญชีไปใช้ในการบริหารงาน โดยนำโปรแกรมบัญชีของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ไปใช้ตั้งแต่แรกเริ่ม จากเดิมที่สหกรณ์ฯ บันทึกบัญชีด้วยมือ ซึ่งมีความล่าช้าและมีความเสี่ยงในการบันทึกข้อมูลที่อาจผิดพลาด ไม่ถูกต้อง แต่หลังจากนำโปรแกรมระบบบัญชีและนวัตกรรมที่พัฒนาโดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ไปใช้ ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานของ สหกรณ์ที่มีความหลากหลาย ลดความเสี่ยงจากการจัดทำบัญชีด้วยมือ สร้างความน่าเชื่อถือในการวางแผนการบริหารจัดการสหกรณ์ได้

 

สมปอง นวลสมศรี ประธานสกย.หนองปง จำกัด กระบี่ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการ ทำบัญชี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การดำเนินธุรกิจของสหกรณ์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ว่า สกย.หนองปง จำกัด เน้นการบริหารงานด้วยความโปร่งใส ถูกต้อง โดยเฉพาะในเรื่องของบัญชี ซึ่งสหกรณ์ฯให้ความสำคัญมาก และได้นำโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (FAS) และนวัตกรรม Smart 4M ซึ่งเป็น Mobile Application ที่ช่วยในการบริหารงานสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์ มาใช้ควบคู่กันในการช่วยบริหารงานของสหกรณ์ ทำให้สมาชิก คณะกรรมการ ฝ่าย บริหาร ฝ่ายจัดการ สามารถดูสถานะทางการเงินของสหกรณ์ได้ตลอดเวลา ซึ่งตลอดเวลาที่บริหารสหกรณ์ฯ ไม่เคยขาดทุน และได้รับผลตอบรับที่ดีเพิ่มขึ้นทุกปี โดยปัจจุบันสหกรณ์ฯ ยัง เน้นเรื่องการให้ความร่วมมือกันเป็นหลัก ไม่มุ่งเน้นกำไรมากเกินไป ซึ่งตัวเลขทางบัญชีนับว่าเป็นตัวตอบโจทย์ให้สามารถรู้อนาคตของสหกรณ์ได้

 

เช่นเดียวกับ วัลภา ศรีสุวรรณ ผู้ช่วยผู้จัดการ สกย.หนองปง จำกัด กระบี่ ซึ่งรับผิดชอบด้านงานบัญชีของสหกรณ์ฯ ทั้งหมด กล่าวว่า ธุรกิจของสหกรณ์ฯ มีความหลากหลาย ได้แก่ 1.การรวบรวมผลิตผล หลักๆ คือ การรวบรวมปาล์ม ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ปลูก 2.ธุรกิจแปรรูปน้ำยาง โดยสหกรณ์จะรับซื้อน้ำยางสดจากสมาชิก และนำมาแปรรูปเป็นยางแผ่นรมควัน 3.ธุรกิจจัดหาสินค้าทางการเกษตร หลักๆ คือ การจัดหาปุ๋ย ซึ่งทุกธุรกิจที่สหกรณ์ดำเนินการ มีการใช้โปรแกรมบัญชีของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์มาดูแลทั้งหมด ทำให้สหกรณ์สามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดความโปร่งใส เป็นการช่วยลดความเสี่ยงของการทุจริตในสหกรณ์ได้

“ปัจจุบันสหกรณ์ฯ ได้นำโปรแกรมระบบบัญชีของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มาดูแลเรื่องการบัญชีทั้งหมด ทำให้สหกรณ์สามารถปิดบัญชีหรือส่งรายละเอียดต่างๆ ได้เร็วขึ้น ซึ่งในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี สหกรณ์ฯ จะรายงานชี้แจงงบการเงินของสหกรณ์ให้สมาชิกทราบ สมาชิกสามารถซักถามถึงข้อสงสัยในตัวเลขของงบการเงินได้ สหกรณ์ก็จะสามารถชี้แจงได้ว่าตัวเลขเหล่านี้มาได้อย่างไร นอกจากนี้ สหกรณ์ฯ ยังได้นำนวัตกรรม Smart 4M มาใช้ ทำให้รู้ข้อมูลทางการเงินของสหกรณ์ว่า ตอนนี้สหกรณ์มีฐานะทางการเงินอย่างไรบ้าง ฝ่ายบริหารก็สามารถเข้ามาดูข้อมูลได้ด้วยตนเอง ตลอดเวลา ทำให้สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ฝ่ายจัดการก็สามารถนำข้อมูลจากโปรแกรมไปใช้ ประโยชน์ได้ทันที รวมไปถึงสมาชิกก็สามารถเข้าไปดูสถานะของตน เองว่ามีหุ้นเท่าไร หรือว่ามีหนี้สินภาระผูกพันต่างๆกับสหกรณ์หรือไม่ ในส่วนของผู้ตรวจสอบกิจการ ก็สามารถดูข้อมูลทางการเงินต่างๆ ได้จากโปรแกรม 4M เช่นเดียวกัน ทำให้การทำงานมี ความแม่นยำ มีประสิทธิภาพมากขึ้น” วัลภา กล่าว

การนำข้อมูลทางบัญชีไปใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการสหกรณ์ โดยมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย คือ โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (FAS) และนวัตกรรม Smart4M ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ไปใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการองค์กร นอกจากช่วยสร้างความสำเร็จในการบริหารงานแล้ว ยังช่วยสร้างความเข้มแข็งด้วยระบบการควบคุมภายในที่ดี อุดช่องโหว่การทุจริต สามารถแก้ไขปัญหาที่ทำให้เกิดความเสียหายในสหกรณ์ได้อย่างทันเวลา ซึ่งสหกรณ์ที่สนใจนำ โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจรของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ หรือนวัตกรรม Smart 4M ไปใช้สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ทุกจังหวัด ซึ่งพร้อมบริการให้คำปรึกษา แนะนำติดตั้งและสอนแนะ โดยที่สหกรณ์ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด หรือติดต่อที่กรมตรวจบัญชี สหกรณ์
โทร. CALL CENTER 0-2016-8888

รายงานพิเศษ : ‘สสก.5 สงขลา’เดินหน้าเชิงรุกลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยในนาข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/361103

รายงานพิเศษ : ‘สสก.5 สงขลา’เดินหน้าเชิงรุกลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยในนาข้าว

รายงานพิเศษ : ‘สสก.5 สงขลา’เดินหน้าเชิงรุกลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยในนาข้าว

วันศุกร์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งดูแลจังหวัดในเขตภาคใต้ตอนล่างจำนวน 7 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดตรัง พัทลุง สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และจังหวัดนราธิวาส พืชเศรษฐกิจหลักที่สำคัญในพื้นที่ ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าว และไม้ผล ซึ่งมีเกษตรกรในแต่ละจังหวัดมีการเพาะปลูกกันมาก และพบว่าข้าวเป็นพืชที่กำลังประสบปัญหาเรื่องราคาที่ตกต่ำ มีต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในส่วนของการใช้ปุ๋ยในนาข้าวของเกษตรกร ทำให้เกษตรกรปล่อยนาให้เป็นที่รกร้างมากขึ้นดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องลดต้นทุนด้านการใช้ปุ๋ยและส่งเสริมให้มีการใช้ปุ๋ยอย่างถูกต้อง เป็นแนวทางหนึ่งในการช่วยลดต้นทุนการผลิตข้าวได้

นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ นายสมชาย พรุเพชรแก้ว นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กลุ่มวิชาการส่งเสริมการเกษตร จัดทำแปลงทดสอบสาธิตการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมด้านดินและปุ๋ยในการลดต้นทุนการผลิต ปี 2561 ในพื้นที่นาข้าวของ นายทวี วรรณดี ที่ตั้งแปลง หมู่ที่ 9 ตำบลคูหาใต้ อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา จำนวน 8 ไร่ 3 แปลง พันธุ์ข้าว กข 43 อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 90-95 วัน เป็นนาหว่านน้ำตม ใช้เมล็ดพันธุ์ไร่ละ 9 กิโลกรัม เพื่อทำการศึกษาการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และการใช้ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ เปรียบเทียบกับวีธีการใช้ปุ๋ยของเกษตรกร ในการเพาะปลูกข้าวนาปรัง ผ่านกรรมวิธีในการเปรียบเทียบ ดังนี้ กรรมวิธีที่ 1 การใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน พื้นที่ 2 ไร่ ต้นทุนปุ๋ย 248.20 บาทต่อไร่ ครั้งที่ 1 ปุ๋ยเคมีสูตร 18 – 46 – 0 จำนวน 7 กิโลกรัมต่อไร่ ปุ๋ยเคมีสูตร 0 – 0 – 60 จำนวน 7 กิโลกรัมต่อไร่ ครั้งที่ 2 ปุ๋ยเคมีสูตร 46 – 0 – 0 จำนวน 5 กิโลกรัมต่อไร่ กรรมวิธีที่ 2 การใช้ปุ๋ยเคมีลดลงร้อยละ 25 จากค่าวิเคราะห์ดิน + ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ พื้นที่ 2 ไร่ (ใช้ปุ๋ยพีจีพีอาร์ผสมเมล็ดพันธุ์ข้าว และผสมกับปุ๋ยเคมีในครั้งแรก รวม 1 กิโลกรัมต่อไร่) ต้นทุนปุ๋ย 226.15 บาทต่อไร่ ครั้งที่ 1 ปุ๋ยเคมีสูตร 18 – 46 – 0 จำนวน 5.25 กิโลกรัมต่อไร่ ปุ๋ยเคมีสูตร 0– 0 – 60 จำนวน 5.25 กิโลกรัมต่อไร่ ครั้งที่ 2 ปุ๋ยเคมีสูตร 46 – 0 – 0 จำนวน 3.75 กิโลกรัมต่อไร่ กรรมวิธีที่ 3 การใช้ปุ๋ยตามวิธีของเกษตรกร (Control) พื้นที่ 4 ไร่ ต้นทุนปุ๋ย 1,400.00 บาทต่อไร่ ครั้งที่ 1 ปุ๋ยเคมีสูตร 16 – 20 – 0 จำนวน 50 กิโลกรัมต่อไร่ ครั้งที่ 2 ปุ๋ยเคมีสูตร 16 – 20 – 0 จำนวน 50 กิโลกรัมต่อไร่ ทั้งนี้ ในการใส่ปุ๋ยครั้งที่ 1 จะใส่ตอนข้าวอายุ 15 วัน และครั้งที่ 2 ตอนข้าวอายุ 50 วัน

“จากผลการทดลองปรากฏว่า อัตราการเจริญเติบโตของต้นข้าวในทั้ง 3 กรรมวิธี ไม่ค่อยมีความแตกต่างกันมากนักในการแตกกอ และความสูง แต่ผลการใช้ปุ๋ยเคมีลดลงร้อยละ 25 จากค่าวิเคราะห์ดิน + ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ มีปริมาณผลผลิตข้าวที่ความชื้น 15% สูงที่สุด คือ 435.51 กิโลกรัมต่อไร่ รองลงมาคือการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน 431.07 กิโลกรัมต่อไร่ และตามวิธีของเกษตรกร 428.71 กิโลกรัมต่อไร่ ตามลำดับ ดังนั้นผลจากการทดสอบสาธิตในพื้นที่สามารถสรุปได้ว่าการการใช้ปุ๋ยเคมีลดลงร้อยละ 25 จากค่าวิเคราะห์ดิน + ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ และการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน สามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้ประมาณไร่ละ 1,150 บาท และสามารถเพิ่มผลผลิตขึ้นได้เล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการใช้ปุ๋ยของเกษตรกรในพื้นที่ ทำให้เกษตรกรในพื้นที่ที่มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ยอมรับผลการทดลองและจะเร่งรัดการปรับใช้ในพื้นที่ตัวเองในฤดูการผลิตต่อไป ทั้งนี้ นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร คนที่ 1 พร้อมด้วยนางสาวชัญญา ทิพานุกะ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร และคณะ ได้เดินทางมาติดตามผลการดำเนินงานการจัดทำแปลงทดสอบในพื้นที่พร้อมกับให้ข้อเสนอแนะให้มีการขยายผล และประชาสัมพันธ์ไปยังพื้นที่ข้างเคียง และจังหวัดอื่นๆ ให้มากที่สุดเพื่อลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรสามารถนำไปปฏิบัติอย่างกว้างขวางต่อไป” นายสุพิท กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : สศก.เกาะติดสถานการณ์โคเนื้อหลังเปิดเสรีการค้า เตรียมกองทุน FTA ช่วยเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/360917

รายงานพิเศษ : สศก.เกาะติดสถานการณ์โคเนื้อหลังเปิดเสรีการค้า เตรียมกองทุน FTA ช่วยเกษตรกร

รายงานพิเศษ : สศก.เกาะติดสถานการณ์โคเนื้อหลังเปิดเสรีการค้า เตรียมกองทุน FTA ช่วยเกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สถานการณ์โคเนื้อของไทยในปี 2561 (ข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน 2561) มีจำนวนโคเนื้อในประเทศทั้งหมด 4.92 ล้านตัว เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 4.89 และจากการติดตามสถานการณ์ด้านปศุสัตว์ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) พบว่า แม้การผลิตโคเนื้อและเนื้อโคคุณภาพจะเพิ่มขึ้น แต่ยังคงไม่เพียงพอกับความต้องการบริโภคภายในประเทศ ส่งผลให้ไทยต้องมีการนำเข้าเนื้อโคคุณภาพจากต่างประเทศโดยเฉพาะออสเตรเลีย

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการลดอัตราภาษีนำเข้าเนื้อโคจากออสเตรเลีย (Thailand-Australia Free Trade Agreement : TAFTA) และนิวซีแลนด์ (Thailand – New Zealand Closer Economic Partnership : TNZCEP) เหลือร้อยละ 0 ที่จะมีขึ้นในปี 2564 อาจส่งผลกระทบต่อราคาโคเนื้อและเนื้อโคคุณภาพในประเทศลดลงดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ ได้มีโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อหลายโครงการ เช่น โครงการโคบาลบูรพา โครงการโคเนื้อสร้างอาชีพ เป็นต้น เพื่อเพิ่มผลผลิตโคเนื้อเข้าสู่ตลาด และได้จัดทำยุทธศาสตร์โคเนื้อ (ปี 2561-2565) เพื่อรองรับผลกระทบจากการลดอัตราภาษีนำเข้าเนื้อโค และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

โดยมีเป้าหมาย คือ ความมั่นคงทางอาหาร พึ่งพาตนเองได้ มีประชากรโคเนื้อเพื่อใช้บริโภคอย่างเพียงพอและส่งออกลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งเป็นการบูรณาการทำงานร่วมกันในหลายภาคส่วน ในการเตรียมความพร้อมการเปิดเสรีการค้า ทั้งการการเพิ่มศักยภาพการผลิตโคต้นน้ำ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การส่งเสริมสุขภาพโคเนื้อ การสร้างมาตรฐาน การสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กร การสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และการตลาดนำการผลิต นอกจากนี้ อีกหนึ่งปัจจัยหนุนที่จะช่วยผลักดัน คือ โครงการรถไฟ สปป.ลาว-จีน ที่จะเริ่มใช้ในปี 2565 ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้มีการส่งออกไปยังจีนได้เพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์ลดลง ซึ่งคาดว่าไทยจะสามารถส่งออกโคมีชีวิตและเนื้อโคไปยังมณฑลต่างๆ ของจีนทางรถไฟได้สะดวกมากยิ่งขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ สศก. โดยกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ (กองทุน FTA) ได้พร้อมให้ความช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าในการเพิ่มศักยภาพธุรกิจสำหรับสินค้าโคเนื้อตั้งแต่ปี 2550 งบประมาณรวม 154.75 ล้านบาท อาทิ โครงการคัดเลือกพ่อพันธุ์กำแพงแสนเพื่อใช้ผลิตน้ำเชื้อ โครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตเนื้อโคขุนคุณภาพสูง โครงการเพิ่มมูลค่าเนื้อโคขุนเกรดคุณภาพ (Premium) เพื่อรองรับตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโคเนื้อเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันซึ่งผลจากการดำเนินการตามโครงการต่างๆ ได้ช่วยให้ไทยมีศักยภาพในการผลิตโคเนื้อและเนื้อโคเพิ่มขึ้น ซึ่งผลจากการขับเคลื่อนการดำเนินงานต่างๆ ส่งผลช่วง
ปี 2556–2560 ไทยสามารถผลิตเนื้อโคได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 5.78 ต่อปีขณะที่สัดส่วนผลผลิตภายในประเทศต่อความต้องการบริโภคขยับเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 73.88 ในปี 2556 มาเป็นร้อยละ 76.40 ในปี 2560

นอกจากนี้ ยังมีโครงการโคเนื้อที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการบริหารกองทุน FTA เพิ่มเติมอีก ได้แก่ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโคเนื้อ ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนการเลี้ยง
โคเนื้อบ้านแสนแก้ว โครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตและการตลาดโคเพื่อรองรับ FTA ของกรมปศุสัตว์ และโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้แก่กลุ่มเกษตรกร เพื่อศึกษาสมรรถนะการขุนโคเนื้อเชิงการค้ารองรับการเปิดเขตการค้าเสรี ของกรมปศุสัตว์

เกษตรกรและผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีดังกล่าว สามารถเสนอโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนจากกองทุน โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2561-4727 และ www2.oae.go.th/FTA หรือ E-mail : fta@oae.go.th

รายงานพิเศษ : 50ปีแห่งความภาคภูมิใจในงานส่งเสริมการเกษตร ‘เกษตรสร้างชาติ เราสร้างชาติด้วยเกษตร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/360257

รายงานพิเศษ : 50ปีแห่งความภาคภูมิใจในงานส่งเสริมการเกษตร  ‘เกษตรสร้างชาติ เราสร้างชาติด้วยเกษตร’

รายงานพิเศษ : 50ปีแห่งความภาคภูมิใจในงานส่งเสริมการเกษตร ‘เกษตรสร้างชาติ เราสร้างชาติด้วยเกษตร’

วันจันทร์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

การเดินทางกว่า 50 ปีของกรมส่งเสริมการเกษตร กับงานส่งเสริมให้เกษตรกรอยู่ดีกินดี เกษตรกรกว่า 7 ล้านคน พื้นที่การเกษตร กว่า 138 ล้านไร่ ที่เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรได้ออกเดินทางไปพบปะเยี่ยมเยียนอย่างต่อเนื่องทำให้ในวันนี้สามารถพัฒนาเกษตรกรเป็น Smart Farmer 1,056,026 ราย มีศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ที่มีเกษตรกรต้นแบบ 882 ราย แปลงใหญ่จำนวน 3,899 กลุ่ม แม่บ้านเกษตรกร 479,822 ราย กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร 19,151 กลุ่ม ยุวเกษตรกรทั่วประเทศ 165,216 ราย มีเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ได้รับการพัฒนาศักยภาพเป็น Young Smart Farmer 7,598 ราย มีอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) ที่คอยสนับสนุนงานทั้งประเทศ 75,138 ราย ซึ่งทั้งหมดเป็นผลสำเร็จในการสร้างเกษตรกรที่เกิดขึ้นมาจากการพัฒนากว่า 50 ปี

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในช่วงทศวรรษแรกตั้งแต่ พ.ศ.2510 กรมส่งเสริมการเกษตร ก่อตั้งขึ้นเพื่อเผยแพร่วิชาการความรู้เกี่ยวกับการเกษตรให้แก่เกษตรกร รวมทั้งมีการแต่งตั้งเกษตรจังหวัดและเกษตรอำเภอ เพื่อปฏิบัติงานควบคู่ในส่วนภูมิภาค ซึ่งในช่วงแรกถือเป็นการบุกเบิกงานส่งเสริมการเกษตร มีระบบฝึกอบรมเยี่ยมเยียนที่ถือเป็นต้นแบบการทำงานปัจจุบัน ในช่วง 10 ปีแรก จึงเกิดศูนย์ปฏิบัติการ ปี 2515 เกิดกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรกลุ่มแรกที่ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ มีเจ้าหน้าที่เคหกิจระดับอำเภอ เพื่อส่งเสริมด้านคหกรรมศาสตร์ เข้าไปสนับสนุนงานแม่บ้านเกษตรกร และเกิดศูนย์ขยายพันธุ์พืชแห่งแรก ที่ จ.พิษณุโลก

ช่วงทศวรรษที่ 2 ประมาณ พ.ศ.2521-2530 เป็นช่วงการปรับปรุงโครงสร้างเพื่อรองรับการพัฒนาภาคการเกษตร มีการเพิ่มอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรหรือเกษตรตำบล เพื่อให้เกษตรกร 1 คน สามารถดูแลเกษตรกร 1,000 ครัวเรือน ทศวรรษที่ 3 พ.ศ.2531-2540 เป็นช่วงที่ประเทศไทยมีการเจรจาการค้ากับต่างประเทศมากขึ้น มีการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายอย่าง รวมทั้งโครงการร่วมมือกับต่างประเทศหลายโครงการ รวมถึงการจัดตั้งศูนย์ต่างๆ เพื่อรองรับกำลังการผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพ เช่น ศูนย์เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อการผลิตและกระจายพืชพันธุ์ดี ศูนย์บริหารศัตรูพืชโดยชีววิธี จนเข้าสู่ทศวรรษที่ 4 พ.ศ.2541-2550 เป็นช่วงพัฒนาเกษตรกรให้มีความมั่นคงและยั่งยืนในอาชีพ มีการตั้งศูนย์เทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล ศูนย์ท่องเที่ยวเชิงเกษตร การส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน มีการจัดทำทะเบียนเกษตรกร และสมุดประจำตัวเกษตรกร จนถึงทศวรรษที่ 5 มีอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) เพื่อคอยสนับสนุนงานของเกษตรตำบล และขับเคลื่อนงานนโยบายต่างๆ มีการพัฒนาฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกร โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วย มีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร การทำตลาดเกษตรกร การส่งเสริมการผลิตพืชในรูปแบบแปลงใหญ่

จนถึงวันนี้กรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมก้าวเข้าสู่ทศวรรษใหม่สู่ความเป็น Digital DOAE เดินหน้าพัฒนาทักษะเกษตรกรเพื่อเตรียมเข้าสู่ Thailand 4.0 ซึ่งทิศทางการดำเนินงานของกรมส่งเสริมการเกษตร ปี 2561 ได้ใช้หลักคิด 9 สมดุลสู่ความเป็นเลิศของภารกิจงานส่งเสริมการเกษตร หรือ Balance DOAE โดยยกระดับให้เกษตรกรเป็นผู้ประกอบการเกษตร ผลประกอบการด้านการเกษตรต้องสมดุลทั้งต้นทุนและผลตอบแทนที่คุ้มค่า ทำการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่ทำลายวัฒนธรรมอันดีงาม ไม่ทำลายภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่วนเจ้าหน้าที่ จะต้องมีการกำหนดเนื้องานให้ชัดเจนวัดผลได้ทั้งปริมาณและคุณภาพ

นอกจากนี้ การก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 6 พวกเราชาวกรมส่งเสริมการเกษตร ยังคงต้องทำหน้าที่เคียงคู่เกษตรกรดุจญาติมิตรเหมือนที่ผ่านมา งานส่งเสริมการเกษตรวันนี้ ผลงานเป็นที่ประจักษ์มากมาย มีผลผลิตทางการเกษตรที่เราสามารถส่งเสริมตั้งแต่เป็นพืชท้องถิ่นจนส่งออกได้มากมาย โดยเฉพาะผลไม้ทั้ง ทุเรียน มังคุด มะม่วง มะพร้าวน้ำหอม ลำไย ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกที่หลายประเทศต้องการ รวมไปถึงกล้วยไม้ที่ประเทศไทยเปรียบเสมือน Land of orchids ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร พัฒนาวงการกล้วยไม้ทุกด้านจนทำให้เกิดองค์กรเกษตรกรที่เข้มแข็ง มีเครือข่ายการผลิตและตลาด เกิดนวัตกรรมจนประเทศไทยเป็นฐานพันธุกรรมกล้วยไม้ที่สำคัญของโลก และเป็นแหล่งกำเนิดของกล้วยไม้ 183 สกุล 1,224 ชนิด และเกษตรกรสามารถพัฒนาเป็น กลุ่มคลัสเตอร์กล้วยไม้ รวมไปถึงการเกิดธุรกิจเครือข่ายกล้วยไม้ รวมไปถึงไม้ดอกไม้ประดับอื่นๆ และพืชเศรษฐกิจอื่น พืชสมุนไพรและแมลงเศรษฐกิจ โดยมีเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นศูนย์กลางประสานงาน พวกเราชาวกรมส่งเสริมการเกษตรทุกคน จึงภูมิใจที่มีส่วนทำให้กลายเป็นทั้งพืชที่สร้างมูลค่าและเป็นพืชที่นักส่งเสริมการเกษตรทุกคนภูมิใจ” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

ทั้งนี้ ผลงานแห่งความภาคภูมิใจทั้งหมดนี้ จะจัดแสดงให้ทุกคนได้ภูมิใจและร่วมส่วนหนึ่งของความภาคภูมิใจและสนับสนุนผลผลิตของเกษตรกร ในงานเกษตรสร้างชาติ 30 สิงหาคม -2 กันยายน 2561 นี้ ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ

รายงานพิเศษ : ชี้ช่องทางใหม่ในการปรับปรุงและขึ้นทะเบียนเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/359699

รายงานพิเศษ : ชี้ช่องทางใหม่ในการปรับปรุงและขึ้นทะเบียนเกษตรกร

รายงานพิเศษ : ชี้ช่องทางใหม่ในการปรับปรุงและขึ้นทะเบียนเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการรับขึ้นทะเบียนเกษตรกร (ทบก.) ตั้งแต่ ปี 2552 โดยจัดทำฐานข้อมูลเกษตรกรเป็นรายครัวเรือน เพื่อทราบสถานการณ์การผลิต ประกอบการวางแผนพัฒนาด้านการเกษตรของประเทศ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือเกษตรกร และสนับสนุน การดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลต่างๆ ตลอดจนเป็นฐานข้อมูลสำหรับตรวจสอบ การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในกรณีเกิดภัยพิบัติ โดยจะต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก่อนเกิดภัยพิบัติแล้วเท่านั้น

นายสมจิตร ธีระบุญชัยกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น ได้มีการนำฐานข้อมูลเกษตรกรด้านการปลูกพืช เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ เข้ามารวมอยู่ในฐานเดียวกัน มีการเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ให้มีความน่าเชื่อถือและตรงกับข้อเท็จจริงมากที่สุด โดยปรับปรุงให้สามารถวาด พื้นที่แปลงของเกษตรกรได้โดยการเชื่อมโยงกับระบบการวาดแปลง โปรแกรม Qgis, GIS agro และFAARMIS application ในการวาดแปลงได้โดยใช้ tablet ในการดึงภาพแผนที่ ภาพถ่ายดาวเทียมมาค้นหาพิกัด ช่วยลดขั้นตอนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เป็นอย่างมาก เพราะเป็นการตรวจสอบพื้นที่ปลูกที่แท้จริง

ดังนั้น เกษตรกรสามารถเข้าไปตรวจสอบการขึ้นทะเบียนเกษตรกรได้ด้วยตนเอง ได้ที่แอพพลิเคชั่น DOAE Farm book สำหรับผู้ใช้ทั่วไป เพื่อแจ้งปลูกและปรับปรุงข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกร สำรวจ/ตรวจสอบสมาชิกของครัวเรือน ติดตามสิทธิ์ตามโครงการและมาตรการของรัฐที่ผูกพันกับการเพาะปลูกของครัวเรือน และแอพพลิเคชั่น DOAE Farmbook ได้ปรับปรุงและเพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งานใหม่ ประกอบด้วย ปรับปรุงการแจ้งปลูกสำหรับไม้ผลและไม้ยืนต้น ปรับปรุงการจัดการรูปถ่ายให้ส่งขึ้นระบบเซิร์ฟเวอร์ได้อย่างรวดเร็ว ตลอดจนถ่ายภาพแปลงปลูกได้ง่ายขึ้นด้วยการแยกแท็บเฉพาะ และปรับปรุงเลเอาส์ของแอพพลิเคชั่นให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น

สำหรับแอพพลิเคชั่น DOAE Farm book และอัพเดทเวอร์ชั่น สามารถดาวน์โหลดฟรีได้แล้วที่ Google play

สมจิตร ธีระบุญชัยกุล

สมจิตร ธีระบุญชัยกุล

รายงานพิเศษ : สสก.1ยกขบวนสินค้าคุณภาพ ร่วมงาน‘เกษตรสร้างชาติ’50ปีกรมส่งเสริมการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/359446

รายงานพิเศษ : สสก.1ยกขบวนสินค้าคุณภาพ  ร่วมงาน‘เกษตรสร้างชาติ’50ปีกรมส่งเสริมการเกษตร

รายงานพิเศษ : สสก.1ยกขบวนสินค้าคุณภาพ ร่วมงาน‘เกษตรสร้างชาติ’50ปีกรมส่งเสริมการเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท (สสก.1 จังหวัดชัยนาท) เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร เตรียมจัดงาน “เกษตรสร้างชาติ” ในโอกาสกรมส่งเสริมการเกษตร ครบรอบ 50 ปี ระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม-2 กันยายน 2561 ณ สวนลุมพินี เพื่อสืบสานแนวพระราชดำริด้านการเกษตรของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ ในการน้อมนำพระราชดำริด้านการเกษตร ที่จะทำให้เกษตรกรอยู่ดีกินดี มีสุข มาจัดแสดงเพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร รวมทั้งเผยแพร่ผลการดำเนินงานด้านการส่งเสริมการเกษตร ตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา การให้บริการความรู้ด้านการเกษตร อีกทั้งการจัดนิทรรศการและการแสดงสินค้าเกษตรคุณภาพ จากการส่งเสริมของหน่วยงาน ของกรมส่งเสริมการเกษตร อีกทั้ง เป็นการสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงสินค้าการเกษตรที่มีคุณภาพจากเกษตรกรโดยตรง

ภายในงานเกษตรสร้างชาติ ประกอบไปด้วยกิจกรรมการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เพื่อสืบสานแนวพระราชดำริด้านการเกษตรการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ในการน้อมนำแนวพระราชดำริด้านการเกษตรที่จะทำให้เกษตรกรอยู่ดีกินดี มาจัดแสดงเพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรการจัดนิทรรศการแสดงพัฒนาการการดำเนินงานด้านการส่งเสริมการเกษตรตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา การจัดแสดงผลงาน องค์ความรู้ นวัตกรรม ที่จะขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรในอนาคต และจำหน่ายสินค้าขององค์กรเกษตรกร Smart Famer/Young Smart Famer/สินค้าเกษตรปลอดภัย/การทำการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ และอื่นๆ อีกมากมาย การให้บริการความรู้ด้านการเกษตร กิจกรรมการจัดถนนสายอาหาร 4 ภาค (Food Street) และกิจกรรมบนเวที เช่น การเล่นเกมส์ แจกของรางวัล/มินิคอนเสิร์ตศิลปินมีชื่อเสียง/การแข่งขันทำอาหาร/กิจกรรมสาธิต Food innovation โดยเชฟมืออาชีพ/การแข่งขันจัดสวนผักคนเมือง/แข่งขันจัดดอกไม้ /จัดกระเช้าผัก เป็นต้น

ในโอกาสนี้ สสก.1 จังหวัดชัยนาท เตรียมเกษตรกรและเจ้าหน้าที่กว่า 300 คน เข้าร่วมงาน ในส่วนของกิจกรรมภายในงาน สสก.1 จังหวัดชัยนาท ได้นำผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรร่วมแสดง และจัดจำหน่าย ในราคาเป็นธรรม ที่ผู้บริโภคซื้อขายกับเกษตรกรโดยตรง และเป็นสินค้าเกรดพรีเมียม ปลอดสารพิษ ใหม่สดจากแหล่งผลิต เช่น สินค้าจากกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน Young Smart Famer กลุ่มส่งเสริมอาชีพ ตลาดเกษตรกร ผลิตภัณฑ์จากโครงการ 9101 และร้านอาหาร Steet Food ซึ่งล้วนแต่มีชื่อเสียงทั้ง 9 จังหวัดภาคกลาง รวมกว่า 53 บูธ ซึ่งในการแถลงข่าววันนี้ สสก.1 จังหวัดชัยนาท ได้นำผลิตภัณฑ์บางส่วนมาจัดแสดง อาทิ ผลิตภัณฑ์จากผักตบชวา แชมพูสมุนไพร ข้าวโพดทอดกรอบ สิ่งประดิษฐ์จากรังไหม ข้าวสาร ผลิตภัณฑ์จากเห็ดถั่งเช่า ผักผลไม้สด/แปรรูป อาหารจากหลายร้านชื่อดัง เช่น ผัดหมี่โบราณ ข้าวคลุกน้ำพริก ขนมจีนน้ำยา ปลาช่อนแดดเดียว เป็นต้น

นายไพศาลกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า นอกจากงานเกษตรสร้างชาติ ที่สวนลุมพินี แล้ว ยังมีกิจกรรมอีกหลายกิจกรรมที่ สสก.1 จังหวัดชัยนาท รับนโยบายจากกรมส่งเสริมการเกษตรให้มาดำเนินการ ในโอกาสครบรอบ 50 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร อาทิ กิจกรรมให้บริการฝึกอาชีพด้านการเกษตร 50 ศูนย์ 50 อาชีพ เพื่ออบรมความรู้ให้กับเกษตรกร และผู้สนใจ “1 วัน ทำได้จริงฟรี” โดย สสก. 1 จังหวัดชัยนาท ได้ดำเนินการ 2 หลักสูตร คือ “หลักสูตรแปรรูปผลิตภัณฑ์กล้วยน้ำว้า” ดำเนินการโดย ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดลพบุรี และ“หลักสูตรระบบการให้น้ำอัจฉริยะ” ดำเนินการโดย ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านวิศวกรรมเกษตร จังหวัดชัยนาท กิจกรรมสร้างสวนรวบรวมพันธุ์ไม้พืชท้องถิ่น เพื่อรวบรวมเอาพันธุ์พืชพื้นเมือง พันธุ์ไม้หายาก พืชเศรษฐกิจประจำท้องถิ่น กิจกรรม 50 แหล่งท่องเที่ยวต้องชม เช่น วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยววิถีชุมชนเชิงเกษตรบ้านมหาสอน สำหรับคนเมืองที่สถานที่แนะนำเดินทางใกล้ๆ ที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม แขวงบางระมาด เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ และที่ขอแนะนำเป็นพิเศษ คือ แพ็กเกจท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบ One trip ในราคาสุดพิเศษเพียงในงานเกษตรสร้างชาติเท่านั้น 299 บาท/ท่าน (ไม่รวมค่าอาหารกลางวัน) ที่จะพาคุณไปชม ชิม แชะ ครบใน Trip เดียว ที่หนองย่างเสือ จังหวัดสระบุรี

จากกิจกรรมต่างๆ ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี กรมส่งเสริมการเกษตรจะเห็นว่า กรมส่งเสริมเสริมการเกษตรอยู่เคียงข้างพี่น้องเกษตรกรไทยมาอย่างยาวนาน มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอาชีพที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ให้กลายเป็นอาชีพหลักที่นำรายได้สู่ประเทศเป็นอันดับต้นๆ เกษตรกรอยู่ดีกินดี และพึ่งพาตนเองได้ และในวันที่ 30 สิงหาคม – 2 กันยายน 2561 นี้ ขอเชิญชวนทุกท่านเที่ยวชมงาน และร่วมกิจกรรม ในงาน “เกษตรสร้างชาติ” ซึ่งงานจะจัดขึ้นในวันที่ 30 สิงหาคม – 2 กันยายน 2561 ณ สวนลุมพินี

รายงานพิเศษ : อ่างเก็บน้ำบ้านห้วยโป่งอ่อน รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/359227

รายงานพิเศษ : อ่างเก็บน้ำบ้านห้วยโป่งอ่อน  รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน

รายงานพิเศษ : อ่างเก็บน้ำบ้านห้วยโป่งอ่อน รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน

วันพุธ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“โครงการรักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน” เป็นโครงการที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดทำเพื่อสนองพระราชเสาวนีย์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 โดยนำภารกิจการดำเนินงานในพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการส่วนพระองค์ สถานีพัฒนาเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ ศูนย์บริการและพัฒนาลุ่มน้ำตามพระราชดำริพื้นที่ลุ่มน้ำแม่สะงา ลุ่มน้ำปาย และลุ่มน้ำสะมาด – ห้วยหมากกลาง มาเป็นต้นแบบดำเนินการ

“โครงการอ่างเก็บน้ำบ้านห้วยโป่งอ่อน” บ้านแม่สะงา หมู่ที่ 2 ต.หมอกจำแป่ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน เป็นอีกหนึ่งโครงการภายใต้ “โครงการรักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน” ที่กรมชลประทานดำเนินการ โดยก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่สะงา สามารถกักเก็บน้ำได้ 645,000 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) รองรับพื้นที่การเกษตรบ้านแม่สะงา หมู่ที่ 2 ต.หมอกจำแป่ 1,500 ไร่ บ้านหมอกจำแป่ หมู่ที่ 1 ต.หมอกจำแป่ 700 ไร่ และบ้านกุงไม้สัก หมู่ที่ 2 จ.ปางหมู 300 ไร่ รวมทิ้งสิ้น 2,200 ไร่

นอกจากนี้ ยังใช้เป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของราษฎรในพื้นที่ ซึ่งครอบคลุมชุมชน 2 หมู่บ้าน คือบ้านแม่สะงา หมู่ที่ 2 และบ้านกุงไม้สัก หมู่ที่ 2 จำนวน 1,131 คน หรือ 362 ครัวเรือน รวมทั้งยังใช้ประโยชน์ด้านปศุสัตว์ทั้งเพื่อการบริโภคและจำหน่ายเป็นรายได้เสริมรวมกันกว่า 6,500 ตัว

นายสุรศักดิ์ วงศ์ชัย หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 1 โครงการชลประทานแม่ฮ่องสอน กรมชลประทาน เปิดเผยว่า โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยโป่งอ่อน ก่อสร้างเมื่อปี 2551 แล้วเสร็จในปี 2552 เป็นอ่างเขื่อนดินมีความยาวสันเขื่อน 120 เมตร สันเขื่อนสูง 23 เมตร ปัจจุบันเกษตรกรได้ประโยชน์จากอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ในการทำการเกษตรช่วงฤดูฝนด้วยการปลูกข้าว ช่วงฤดูแล้งจะปลูกกระเทียมกับถั่วเหลือง อย่างเพียงพอตลอดปี

นายอุทัย วงศ์ประเสริฐ เกษตรกรสมาชิกของกลุ่มผู้ใช้น้ำ บ้านแม่สะงา กล่าวว่า เมื่อก่อนจะทำนาปีละครั้งเป็นนาน้ำฝน หลังหมดฤดูทำนาก็ไม่ได้ทำอะไรเพราะน้ำไม่พอ แต่ตอนนี้ไม่ต้องกังวลเรื่องฝนทิ้งช่วง เพราะมีน้ำจากอ่างเก็บน้ำอย่างเพียงพอ ขณะที่พื้นที่บนเนินก็ปลูกพืชประเภทให้ผลได้เพราะระดับน้ำใต้ดินสูงขึ้น

“หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จก็ปลูกพืชไร่ประเภทถั่วและกระเทียมได้อย่างต่อเนื่อง เพราะมีน้ำเพียงพอ ให้ราษฏรในพื้นที่มีรายได้เพิ่มขึ้น มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ย้ายไปทำงานที่อื่นๆ ทุกคนต่างเห็นผลประโยชน์จากอ่างเก็บน้ำจึงมารวมตัวกันตั้งเป็นกลุ่มผู้ใช้น้ำ และร่วมกันบริหารจัดการน้ำจากอ่างเก็นน้ำ โดยมีนายช่างชลประทานเป็นที่ปรึกษาแนะนำ ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกร่วม 300 คน” นายอุทัยกล่าว

ปัจจุบัน โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยโป่งอ่อน บรรจุอยู่ในโครงการรักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน และเมื่อเร็วๆนี้ นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ในฐานะประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมคณะอนุกรรมการฯ เดินทางไปติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามพระราชประสงค์ของ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ที่ทรงห่วงใยโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยได้พระราชทานพระราชกระแสให้ติดตาม ขับเคลื่อน และเร่งรัด รวมทั้งแก้ไขปัญหาอุปสรรค การดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์ บังเกิดประโยชน์สูงสุดกับราษฎร

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทาน ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบและสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับประเทศ ได้นำ พระราชกระแสดังกล่าว มากำหนดไว้ในแนวทางการปฏิบัติงานเพื่อขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กรมชลประทาน ซึ่งมีแนวทางขับเคลื่อน 7 แนวทาง แนวทางที่กรมชลประทานให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก คือ เร่งรัด การดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยได้สั่งการให้เร่งรัดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในด้านการพัฒนาแหล่งน้ำที่ยังไม่ได้ดำเนินการ ให้แล้วเสร็จตามแผนงานที่วางไว้ พร้อมให้จัดทำแผนปฏิบัติการและติดตามประเมินผลอย่างเป็นระบบ แบ่งเป็นแต่ละภูมิภาค คือ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้

โครงการอ่างเก็บน้ำบ้านห้วยโป่งอ่อน แม้จะเป็นโครงการชลประทานขนาดเล็ก แต่ก็สามารถแก้ปัญหาน้ำในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้าง
ความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับพื้นที่ ราษฎรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ โครงการรักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน คือ

….ฟื้นฟูและอนุรักษ์สภาพป่าต้นน้ำลำธาร ให้สามารถเกิดประโยชน์ได้อย่างยั่งยืนพัฒนาชีวิตและความเป็นอยู่ของประชากรให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างพอเพียงและมีความสมดุลกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสนับสนุนให้ชุมชนมีเครือข่ายการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างเหมาะสม ภายใต้การสนับสนุนของรัฐและองค์กรในท้องถิ่น….

รายงานพิเศษ : เกษตรกรปราดเปรื่องต้นแบบ (Young Smart Farmer) ผลิตส้มโอคุณภาพเพื่อการส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/358925

รายงานพิเศษ : เกษตรกรปราดเปรื่องต้นแบบ (Young Smart Farmer)  ผลิตส้มโอคุณภาพเพื่อการส่งออก

รายงานพิเศษ : เกษตรกรปราดเปรื่องต้นแบบ (Young Smart Farmer) ผลิตส้มโอคุณภาพเพื่อการส่งออก

วันอังคาร ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก กรมส่งเสริมการเกษตร หนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ผลิตส้มโอคุณภาพ นำเทคโนโลยีช่วยในการผลิต มีระบบการตรวจสอบย้อนกลับสินค้า (QR Trace) เพื่อให้ลูกค้ามีความมั่นใจในแหล่งผลิตและคุณภาพ พัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัย พร้อมเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้ที่สนใจปลูกส้มโอคุณภาพเพื่อการส่งออก

นางสาวสุวิดา ชื่นอมรกุลชัย เกษตรกรปราดเปรื่อง (Young Smart Farmer) ต้นแบบของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ได้รับการแนะนำจากเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอ กรมส่งเสริมการเกษตร ให้เข้าร่วมโครงการเกษตรกรปราดเปรื่อง (Young Smart Farmer) เมื่อปี 2559 ทำให้ได้รับการพัฒนาเป็นเกษตรกรที่มีความพร้อม ความรู้ ความเชี่ยวชาญในการประกอบอาชีพการเกษตร ปัจจุบันได้เป็นประธานศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ จังหวัดพิจิตร และสามารถเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้ที่สนใจปลูกส้มโอคุณภาพเพื่อการส่งออก ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกส้มโอ จำนวน 35 ไร่ ซึ่งการปลูกส้มโอนั้น เมื่อปลูกได้ประมาณ 3 ปีขึ้นไปแล้ว ต้องเตรียมต้นส้มโอให้พร้อมสำหรับการผลิตในรุ่นถัดไป โดยมีเทคนิค เช่น วิธีการการกักน้ำ/สะสมอาหาร ให้กับส้มโอ เริ่มจากการสะสมอาหารโดยเน้นให้ปุ๋ยที่มีธาตุโพแทสเซียมและฟอสฟอรัสสูงประมาณ 1-2 กิโลกรัมต่อต้น (แล้วแต่ขนาดทรงพุ่ม) และรดน้ำหลังจากใส่ปุ๋ย ประมาณ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 1-2 ชั่วโมง หลังจากใส่ปุ๋ยและรดน้ำจนปุ๋ยละลายหมดแล้ว ก็จะทำการกักน้ำเพื่อบังคับให้ส้มโอออกดอกและ มีผลผลิตพร้อมกัน โดยการงดให้น้ำ 7-30 วันจนส้มโอแสดงอาการเหี่ยวเฉา ส่วนการตัดแต่งกิ่งส้มโอ หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว จะต้องตัดแต่งกิ่งที่ไม่ต้องการออก เพื่อให้ได้ทรงพุ่มที่เหมาะสมตามต้องการ และง่ายต่อการดูแล ผลส้มโอมักจะออกและติดผลตามกิ่งเล็ก ซึ่งเป็นกิ่งแก่พอสมควร โดยส่วนมากจะตัดกิ่งที่เป็นโรค กิ่งแห้ง กิ่งกาฝาก กิ่งกระโดง และกิ่งที่หนาทึบออก ประโยชน์ของการตัดแต่งกิ่ง ทำให้ลำต้นมีโครงสร้างแข็งแรง สะดวกต่อการปฏิบัติงาน ทำให้ทรงพุ่มโปร่ง ส้มโอสังเคราะห์แสงได้ดี ช่วยลดการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช หลังจากตัดแต่งกิ่งส้มโอเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงทำการขึ้นน้ำให้กับต้นส้มโอ โดยรดน้ำจนดินเปียกชุ่มติดต่อกันทุกวันประมาณ 3 – 5 วัน วันละ 3 – 4 ชั่วโมง และใส่ปุ๋ย แล้วค่อยๆปรับความถี่การรดน้ำลง โดยรดน้ำสัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้ง จากนั้นต้นส้มโอจะแตกใบและออกดอก ให้รักษาความชื้นในดินให้เพียงพอ ควรเพิ่มการให้ปุ๋ยทางใบกับต้นส้มโอด้วย แต่ต้องระวังอย่าให้น้ำมากจนเกินไปและเมื่อส้มโอติดผลจึงให้น้ำตามปกติ

เมื่อส้มโอติดผล ผลมีสีเขียวเข้มและขยายขนาดขึ้น ให้มั่นสังเกตโรคและแมลงศัตรูพืช เช่น เพลี้ยไฟ ไรแดง หนอน ฯลฯ เมื่อผลส้มโอมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6-10 ซม. ให้บำรุงต้นและใบให้สมบูรณ์ โดยทำการใส่ปุ๋ยทางดิน อัตรา 0.5 – 1 กิโลกรัมต่อต้นและให้ปุ๋ยทางใบควบคู่กันไปด้วย แล้วจึงรดน้ำ โดยอย่าให้ดินแห้งจนเกินไป ให้ต้นส้มโอสามารถสังเคราะห์แสงนำอาหารไปเลี้ยงผลได้เพียงพอ ส่วนการเก็บเกี่ยวผลส้มโอควรทำด้วยความระมัดระวัง โดยใช้กรรไกรตัดแบบติดขั้วผล ผลส้มโอที่เก็บเกี่ยวได้มีลักษณะดังนี้คือ เมื่อส้มโอมีอายุ 6.5-8 เดือนหลังจากดอกบาน สังเกตที่ผิวของผล ต่อมน้ำมันจะขยายขนาด บริเวณก้นผลมีรอยบุ๋ม วัดปริมาณน้ำตาล โดยสุ่มเก็บผลส้มโอและคั้นเอาน้ำมาวัดด้วยเครื่องวัดความหวาน (Hand Refract meter) ส้มโอที่มีรสชาติดี ควรมีค่าน้ำตาลไม่ต่ำกว่า 10 องศาบริกซ์

เมื่อเก็บผลส้มโอมาจากสวนแล้ว ต้องระมัดระวังในเรื่องการขนผลผลิตออกจากสวน ไม่ให้ผลส้มโอเกิดการกระทบกระเทือน จากนั้นนำผลผลิตมาตัดแต่งขั้วผลและใบ สังเกตรอยแผลและตำหนิ พร้อมกับคัดขนาดผลให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค สำหรับการทำความสะอาดผลส้มโอ โดยใช้น้ำสะอาดล้างผิวด้านนอกหรือใช้ผ้าชุบน้ำแล้วเช็ดที่ผลให้สะอาด จากนั้นนำผ้าสะอาดมาเช็ดผลส้มโอหรือใช้พัดลมเป่าผลจนแห้งสนิท

“จุดเด่นการผลิตส้มโอคือ การใช้เทคโนโลยีเข้ามาควบคุมการให้น้ำ (Timer Meter) สามารถควบคุมเวลาเปิด-ปิดมอเตอร์ รดน้ำอัตโนมัติ ทำให้สะดวกและมีเวลาในการทำงานอื่นเพิ่มมากขึ้น มีการหว่านปอเทือง เพื่อปรับปรุงบำรุงดิน เป็นการเพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน และคุมหน้าดิน ใช้เครื่องวัดความหวาน (Hand Refract meter) วัดคุณภาพของส้มโอก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต มีระบบการตรวจสอบย้อนกลับสินค้า (QR Trace) เพื่อให้ลูกค้ามีความมั่นใจในแหล่งผลิตและคุณภาพสินค้า มีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ โดยนำวัสดุจากธรรมชาติมาพัฒนาเป็นบรรจุภัณฑ์สำหรับใส่ผลผลิต เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิต สามารถนำไปเป็นของฝากตามโอกาสต่างๆ และช่วยสร้างรายได้เสริมให้กับคนในชุมชน ซึ่งหากใครสนใจในการปลูกส้มโอฉบับมืออาชีพ สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ จังหวัดพิจิตร เลขที่ 8/1 หมู่ 6 ต.โพธิ์ประทับช้าง อ.โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร เบอร์โทรศัพท์ 09-3145-3833 Facebook:Kawang Suri Line : SUWI_kk e-mail: kawangch@gmail.com” นางสาวสุวิดา กล่าวทิ้งท้าย