รายงานพิเศษ : สศก.เกาะติดสถานการณ์โคเนื้อหลังเปิดเสรีการค้า เตรียมกองทุน FTA ช่วยเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/360917

รายงานพิเศษ : สศก.เกาะติดสถานการณ์โคเนื้อหลังเปิดเสรีการค้า เตรียมกองทุน FTA ช่วยเกษตรกร

รายงานพิเศษ : สศก.เกาะติดสถานการณ์โคเนื้อหลังเปิดเสรีการค้า เตรียมกองทุน FTA ช่วยเกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สถานการณ์โคเนื้อของไทยในปี 2561 (ข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน 2561) มีจำนวนโคเนื้อในประเทศทั้งหมด 4.92 ล้านตัว เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 4.89 และจากการติดตามสถานการณ์ด้านปศุสัตว์ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) พบว่า แม้การผลิตโคเนื้อและเนื้อโคคุณภาพจะเพิ่มขึ้น แต่ยังคงไม่เพียงพอกับความต้องการบริโภคภายในประเทศ ส่งผลให้ไทยต้องมีการนำเข้าเนื้อโคคุณภาพจากต่างประเทศโดยเฉพาะออสเตรเลีย

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการลดอัตราภาษีนำเข้าเนื้อโคจากออสเตรเลีย (Thailand-Australia Free Trade Agreement : TAFTA) และนิวซีแลนด์ (Thailand – New Zealand Closer Economic Partnership : TNZCEP) เหลือร้อยละ 0 ที่จะมีขึ้นในปี 2564 อาจส่งผลกระทบต่อราคาโคเนื้อและเนื้อโคคุณภาพในประเทศลดลงดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ ได้มีโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อหลายโครงการ เช่น โครงการโคบาลบูรพา โครงการโคเนื้อสร้างอาชีพ เป็นต้น เพื่อเพิ่มผลผลิตโคเนื้อเข้าสู่ตลาด และได้จัดทำยุทธศาสตร์โคเนื้อ (ปี 2561-2565) เพื่อรองรับผลกระทบจากการลดอัตราภาษีนำเข้าเนื้อโค และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

โดยมีเป้าหมาย คือ ความมั่นคงทางอาหาร พึ่งพาตนเองได้ มีประชากรโคเนื้อเพื่อใช้บริโภคอย่างเพียงพอและส่งออกลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งเป็นการบูรณาการทำงานร่วมกันในหลายภาคส่วน ในการเตรียมความพร้อมการเปิดเสรีการค้า ทั้งการการเพิ่มศักยภาพการผลิตโคต้นน้ำ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การส่งเสริมสุขภาพโคเนื้อ การสร้างมาตรฐาน การสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กร การสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และการตลาดนำการผลิต นอกจากนี้ อีกหนึ่งปัจจัยหนุนที่จะช่วยผลักดัน คือ โครงการรถไฟ สปป.ลาว-จีน ที่จะเริ่มใช้ในปี 2565 ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้มีการส่งออกไปยังจีนได้เพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์ลดลง ซึ่งคาดว่าไทยจะสามารถส่งออกโคมีชีวิตและเนื้อโคไปยังมณฑลต่างๆ ของจีนทางรถไฟได้สะดวกมากยิ่งขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ สศก. โดยกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ (กองทุน FTA) ได้พร้อมให้ความช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าในการเพิ่มศักยภาพธุรกิจสำหรับสินค้าโคเนื้อตั้งแต่ปี 2550 งบประมาณรวม 154.75 ล้านบาท อาทิ โครงการคัดเลือกพ่อพันธุ์กำแพงแสนเพื่อใช้ผลิตน้ำเชื้อ โครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตเนื้อโคขุนคุณภาพสูง โครงการเพิ่มมูลค่าเนื้อโคขุนเกรดคุณภาพ (Premium) เพื่อรองรับตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโคเนื้อเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันซึ่งผลจากการดำเนินการตามโครงการต่างๆ ได้ช่วยให้ไทยมีศักยภาพในการผลิตโคเนื้อและเนื้อโคเพิ่มขึ้น ซึ่งผลจากการขับเคลื่อนการดำเนินงานต่างๆ ส่งผลช่วง
ปี 2556–2560 ไทยสามารถผลิตเนื้อโคได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 5.78 ต่อปีขณะที่สัดส่วนผลผลิตภายในประเทศต่อความต้องการบริโภคขยับเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 73.88 ในปี 2556 มาเป็นร้อยละ 76.40 ในปี 2560

นอกจากนี้ ยังมีโครงการโคเนื้อที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการบริหารกองทุน FTA เพิ่มเติมอีก ได้แก่ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโคเนื้อ ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนการเลี้ยง
โคเนื้อบ้านแสนแก้ว โครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตและการตลาดโคเพื่อรองรับ FTA ของกรมปศุสัตว์ และโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้แก่กลุ่มเกษตรกร เพื่อศึกษาสมรรถนะการขุนโคเนื้อเชิงการค้ารองรับการเปิดเขตการค้าเสรี ของกรมปศุสัตว์

เกษตรกรและผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีดังกล่าว สามารถเสนอโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนจากกองทุน โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2561-4727 และ www2.oae.go.th/FTA หรือ E-mail : fta@oae.go.th

รายงานพิเศษ : 50ปีแห่งความภาคภูมิใจในงานส่งเสริมการเกษตร ‘เกษตรสร้างชาติ เราสร้างชาติด้วยเกษตร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/360257

รายงานพิเศษ : 50ปีแห่งความภาคภูมิใจในงานส่งเสริมการเกษตร  ‘เกษตรสร้างชาติ เราสร้างชาติด้วยเกษตร’

รายงานพิเศษ : 50ปีแห่งความภาคภูมิใจในงานส่งเสริมการเกษตร ‘เกษตรสร้างชาติ เราสร้างชาติด้วยเกษตร’

วันจันทร์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

การเดินทางกว่า 50 ปีของกรมส่งเสริมการเกษตร กับงานส่งเสริมให้เกษตรกรอยู่ดีกินดี เกษตรกรกว่า 7 ล้านคน พื้นที่การเกษตร กว่า 138 ล้านไร่ ที่เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรได้ออกเดินทางไปพบปะเยี่ยมเยียนอย่างต่อเนื่องทำให้ในวันนี้สามารถพัฒนาเกษตรกรเป็น Smart Farmer 1,056,026 ราย มีศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ที่มีเกษตรกรต้นแบบ 882 ราย แปลงใหญ่จำนวน 3,899 กลุ่ม แม่บ้านเกษตรกร 479,822 ราย กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร 19,151 กลุ่ม ยุวเกษตรกรทั่วประเทศ 165,216 ราย มีเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ได้รับการพัฒนาศักยภาพเป็น Young Smart Farmer 7,598 ราย มีอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) ที่คอยสนับสนุนงานทั้งประเทศ 75,138 ราย ซึ่งทั้งหมดเป็นผลสำเร็จในการสร้างเกษตรกรที่เกิดขึ้นมาจากการพัฒนากว่า 50 ปี

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในช่วงทศวรรษแรกตั้งแต่ พ.ศ.2510 กรมส่งเสริมการเกษตร ก่อตั้งขึ้นเพื่อเผยแพร่วิชาการความรู้เกี่ยวกับการเกษตรให้แก่เกษตรกร รวมทั้งมีการแต่งตั้งเกษตรจังหวัดและเกษตรอำเภอ เพื่อปฏิบัติงานควบคู่ในส่วนภูมิภาค ซึ่งในช่วงแรกถือเป็นการบุกเบิกงานส่งเสริมการเกษตร มีระบบฝึกอบรมเยี่ยมเยียนที่ถือเป็นต้นแบบการทำงานปัจจุบัน ในช่วง 10 ปีแรก จึงเกิดศูนย์ปฏิบัติการ ปี 2515 เกิดกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรกลุ่มแรกที่ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ มีเจ้าหน้าที่เคหกิจระดับอำเภอ เพื่อส่งเสริมด้านคหกรรมศาสตร์ เข้าไปสนับสนุนงานแม่บ้านเกษตรกร และเกิดศูนย์ขยายพันธุ์พืชแห่งแรก ที่ จ.พิษณุโลก

ช่วงทศวรรษที่ 2 ประมาณ พ.ศ.2521-2530 เป็นช่วงการปรับปรุงโครงสร้างเพื่อรองรับการพัฒนาภาคการเกษตร มีการเพิ่มอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรหรือเกษตรตำบล เพื่อให้เกษตรกร 1 คน สามารถดูแลเกษตรกร 1,000 ครัวเรือน ทศวรรษที่ 3 พ.ศ.2531-2540 เป็นช่วงที่ประเทศไทยมีการเจรจาการค้ากับต่างประเทศมากขึ้น มีการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายอย่าง รวมทั้งโครงการร่วมมือกับต่างประเทศหลายโครงการ รวมถึงการจัดตั้งศูนย์ต่างๆ เพื่อรองรับกำลังการผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพ เช่น ศูนย์เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อการผลิตและกระจายพืชพันธุ์ดี ศูนย์บริหารศัตรูพืชโดยชีววิธี จนเข้าสู่ทศวรรษที่ 4 พ.ศ.2541-2550 เป็นช่วงพัฒนาเกษตรกรให้มีความมั่นคงและยั่งยืนในอาชีพ มีการตั้งศูนย์เทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล ศูนย์ท่องเที่ยวเชิงเกษตร การส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน มีการจัดทำทะเบียนเกษตรกร และสมุดประจำตัวเกษตรกร จนถึงทศวรรษที่ 5 มีอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) เพื่อคอยสนับสนุนงานของเกษตรตำบล และขับเคลื่อนงานนโยบายต่างๆ มีการพัฒนาฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกร โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วย มีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร การทำตลาดเกษตรกร การส่งเสริมการผลิตพืชในรูปแบบแปลงใหญ่

จนถึงวันนี้กรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมก้าวเข้าสู่ทศวรรษใหม่สู่ความเป็น Digital DOAE เดินหน้าพัฒนาทักษะเกษตรกรเพื่อเตรียมเข้าสู่ Thailand 4.0 ซึ่งทิศทางการดำเนินงานของกรมส่งเสริมการเกษตร ปี 2561 ได้ใช้หลักคิด 9 สมดุลสู่ความเป็นเลิศของภารกิจงานส่งเสริมการเกษตร หรือ Balance DOAE โดยยกระดับให้เกษตรกรเป็นผู้ประกอบการเกษตร ผลประกอบการด้านการเกษตรต้องสมดุลทั้งต้นทุนและผลตอบแทนที่คุ้มค่า ทำการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่ทำลายวัฒนธรรมอันดีงาม ไม่ทำลายภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่วนเจ้าหน้าที่ จะต้องมีการกำหนดเนื้องานให้ชัดเจนวัดผลได้ทั้งปริมาณและคุณภาพ

นอกจากนี้ การก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 6 พวกเราชาวกรมส่งเสริมการเกษตร ยังคงต้องทำหน้าที่เคียงคู่เกษตรกรดุจญาติมิตรเหมือนที่ผ่านมา งานส่งเสริมการเกษตรวันนี้ ผลงานเป็นที่ประจักษ์มากมาย มีผลผลิตทางการเกษตรที่เราสามารถส่งเสริมตั้งแต่เป็นพืชท้องถิ่นจนส่งออกได้มากมาย โดยเฉพาะผลไม้ทั้ง ทุเรียน มังคุด มะม่วง มะพร้าวน้ำหอม ลำไย ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกที่หลายประเทศต้องการ รวมไปถึงกล้วยไม้ที่ประเทศไทยเปรียบเสมือน Land of orchids ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร พัฒนาวงการกล้วยไม้ทุกด้านจนทำให้เกิดองค์กรเกษตรกรที่เข้มแข็ง มีเครือข่ายการผลิตและตลาด เกิดนวัตกรรมจนประเทศไทยเป็นฐานพันธุกรรมกล้วยไม้ที่สำคัญของโลก และเป็นแหล่งกำเนิดของกล้วยไม้ 183 สกุล 1,224 ชนิด และเกษตรกรสามารถพัฒนาเป็น กลุ่มคลัสเตอร์กล้วยไม้ รวมไปถึงการเกิดธุรกิจเครือข่ายกล้วยไม้ รวมไปถึงไม้ดอกไม้ประดับอื่นๆ และพืชเศรษฐกิจอื่น พืชสมุนไพรและแมลงเศรษฐกิจ โดยมีเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นศูนย์กลางประสานงาน พวกเราชาวกรมส่งเสริมการเกษตรทุกคน จึงภูมิใจที่มีส่วนทำให้กลายเป็นทั้งพืชที่สร้างมูลค่าและเป็นพืชที่นักส่งเสริมการเกษตรทุกคนภูมิใจ” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

ทั้งนี้ ผลงานแห่งความภาคภูมิใจทั้งหมดนี้ จะจัดแสดงให้ทุกคนได้ภูมิใจและร่วมส่วนหนึ่งของความภาคภูมิใจและสนับสนุนผลผลิตของเกษตรกร ในงานเกษตรสร้างชาติ 30 สิงหาคม -2 กันยายน 2561 นี้ ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ

รายงานพิเศษ : ชี้ช่องทางใหม่ในการปรับปรุงและขึ้นทะเบียนเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/359699

รายงานพิเศษ : ชี้ช่องทางใหม่ในการปรับปรุงและขึ้นทะเบียนเกษตรกร

รายงานพิเศษ : ชี้ช่องทางใหม่ในการปรับปรุงและขึ้นทะเบียนเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการรับขึ้นทะเบียนเกษตรกร (ทบก.) ตั้งแต่ ปี 2552 โดยจัดทำฐานข้อมูลเกษตรกรเป็นรายครัวเรือน เพื่อทราบสถานการณ์การผลิต ประกอบการวางแผนพัฒนาด้านการเกษตรของประเทศ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือเกษตรกร และสนับสนุน การดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลต่างๆ ตลอดจนเป็นฐานข้อมูลสำหรับตรวจสอบ การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในกรณีเกิดภัยพิบัติ โดยจะต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก่อนเกิดภัยพิบัติแล้วเท่านั้น

นายสมจิตร ธีระบุญชัยกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น ได้มีการนำฐานข้อมูลเกษตรกรด้านการปลูกพืช เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ เข้ามารวมอยู่ในฐานเดียวกัน มีการเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ให้มีความน่าเชื่อถือและตรงกับข้อเท็จจริงมากที่สุด โดยปรับปรุงให้สามารถวาด พื้นที่แปลงของเกษตรกรได้โดยการเชื่อมโยงกับระบบการวาดแปลง โปรแกรม Qgis, GIS agro และFAARMIS application ในการวาดแปลงได้โดยใช้ tablet ในการดึงภาพแผนที่ ภาพถ่ายดาวเทียมมาค้นหาพิกัด ช่วยลดขั้นตอนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เป็นอย่างมาก เพราะเป็นการตรวจสอบพื้นที่ปลูกที่แท้จริง

ดังนั้น เกษตรกรสามารถเข้าไปตรวจสอบการขึ้นทะเบียนเกษตรกรได้ด้วยตนเอง ได้ที่แอพพลิเคชั่น DOAE Farm book สำหรับผู้ใช้ทั่วไป เพื่อแจ้งปลูกและปรับปรุงข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกร สำรวจ/ตรวจสอบสมาชิกของครัวเรือน ติดตามสิทธิ์ตามโครงการและมาตรการของรัฐที่ผูกพันกับการเพาะปลูกของครัวเรือน และแอพพลิเคชั่น DOAE Farmbook ได้ปรับปรุงและเพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งานใหม่ ประกอบด้วย ปรับปรุงการแจ้งปลูกสำหรับไม้ผลและไม้ยืนต้น ปรับปรุงการจัดการรูปถ่ายให้ส่งขึ้นระบบเซิร์ฟเวอร์ได้อย่างรวดเร็ว ตลอดจนถ่ายภาพแปลงปลูกได้ง่ายขึ้นด้วยการแยกแท็บเฉพาะ และปรับปรุงเลเอาส์ของแอพพลิเคชั่นให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น

สำหรับแอพพลิเคชั่น DOAE Farm book และอัพเดทเวอร์ชั่น สามารถดาวน์โหลดฟรีได้แล้วที่ Google play

สมจิตร ธีระบุญชัยกุล

สมจิตร ธีระบุญชัยกุล

รายงานพิเศษ : สสก.1ยกขบวนสินค้าคุณภาพ ร่วมงาน‘เกษตรสร้างชาติ’50ปีกรมส่งเสริมการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/359446

รายงานพิเศษ : สสก.1ยกขบวนสินค้าคุณภาพ  ร่วมงาน‘เกษตรสร้างชาติ’50ปีกรมส่งเสริมการเกษตร

รายงานพิเศษ : สสก.1ยกขบวนสินค้าคุณภาพ ร่วมงาน‘เกษตรสร้างชาติ’50ปีกรมส่งเสริมการเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท (สสก.1 จังหวัดชัยนาท) เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร เตรียมจัดงาน “เกษตรสร้างชาติ” ในโอกาสกรมส่งเสริมการเกษตร ครบรอบ 50 ปี ระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม-2 กันยายน 2561 ณ สวนลุมพินี เพื่อสืบสานแนวพระราชดำริด้านการเกษตรของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ ในการน้อมนำพระราชดำริด้านการเกษตร ที่จะทำให้เกษตรกรอยู่ดีกินดี มีสุข มาจัดแสดงเพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร รวมทั้งเผยแพร่ผลการดำเนินงานด้านการส่งเสริมการเกษตร ตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา การให้บริการความรู้ด้านการเกษตร อีกทั้งการจัดนิทรรศการและการแสดงสินค้าเกษตรคุณภาพ จากการส่งเสริมของหน่วยงาน ของกรมส่งเสริมการเกษตร อีกทั้ง เป็นการสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงสินค้าการเกษตรที่มีคุณภาพจากเกษตรกรโดยตรง

ภายในงานเกษตรสร้างชาติ ประกอบไปด้วยกิจกรรมการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เพื่อสืบสานแนวพระราชดำริด้านการเกษตรการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ในการน้อมนำแนวพระราชดำริด้านการเกษตรที่จะทำให้เกษตรกรอยู่ดีกินดี มาจัดแสดงเพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรการจัดนิทรรศการแสดงพัฒนาการการดำเนินงานด้านการส่งเสริมการเกษตรตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา การจัดแสดงผลงาน องค์ความรู้ นวัตกรรม ที่จะขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรในอนาคต และจำหน่ายสินค้าขององค์กรเกษตรกร Smart Famer/Young Smart Famer/สินค้าเกษตรปลอดภัย/การทำการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ และอื่นๆ อีกมากมาย การให้บริการความรู้ด้านการเกษตร กิจกรรมการจัดถนนสายอาหาร 4 ภาค (Food Street) และกิจกรรมบนเวที เช่น การเล่นเกมส์ แจกของรางวัล/มินิคอนเสิร์ตศิลปินมีชื่อเสียง/การแข่งขันทำอาหาร/กิจกรรมสาธิต Food innovation โดยเชฟมืออาชีพ/การแข่งขันจัดสวนผักคนเมือง/แข่งขันจัดดอกไม้ /จัดกระเช้าผัก เป็นต้น

ในโอกาสนี้ สสก.1 จังหวัดชัยนาท เตรียมเกษตรกรและเจ้าหน้าที่กว่า 300 คน เข้าร่วมงาน ในส่วนของกิจกรรมภายในงาน สสก.1 จังหวัดชัยนาท ได้นำผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรร่วมแสดง และจัดจำหน่าย ในราคาเป็นธรรม ที่ผู้บริโภคซื้อขายกับเกษตรกรโดยตรง และเป็นสินค้าเกรดพรีเมียม ปลอดสารพิษ ใหม่สดจากแหล่งผลิต เช่น สินค้าจากกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน Young Smart Famer กลุ่มส่งเสริมอาชีพ ตลาดเกษตรกร ผลิตภัณฑ์จากโครงการ 9101 และร้านอาหาร Steet Food ซึ่งล้วนแต่มีชื่อเสียงทั้ง 9 จังหวัดภาคกลาง รวมกว่า 53 บูธ ซึ่งในการแถลงข่าววันนี้ สสก.1 จังหวัดชัยนาท ได้นำผลิตภัณฑ์บางส่วนมาจัดแสดง อาทิ ผลิตภัณฑ์จากผักตบชวา แชมพูสมุนไพร ข้าวโพดทอดกรอบ สิ่งประดิษฐ์จากรังไหม ข้าวสาร ผลิตภัณฑ์จากเห็ดถั่งเช่า ผักผลไม้สด/แปรรูป อาหารจากหลายร้านชื่อดัง เช่น ผัดหมี่โบราณ ข้าวคลุกน้ำพริก ขนมจีนน้ำยา ปลาช่อนแดดเดียว เป็นต้น

นายไพศาลกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า นอกจากงานเกษตรสร้างชาติ ที่สวนลุมพินี แล้ว ยังมีกิจกรรมอีกหลายกิจกรรมที่ สสก.1 จังหวัดชัยนาท รับนโยบายจากกรมส่งเสริมการเกษตรให้มาดำเนินการ ในโอกาสครบรอบ 50 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร อาทิ กิจกรรมให้บริการฝึกอาชีพด้านการเกษตร 50 ศูนย์ 50 อาชีพ เพื่ออบรมความรู้ให้กับเกษตรกร และผู้สนใจ “1 วัน ทำได้จริงฟรี” โดย สสก. 1 จังหวัดชัยนาท ได้ดำเนินการ 2 หลักสูตร คือ “หลักสูตรแปรรูปผลิตภัณฑ์กล้วยน้ำว้า” ดำเนินการโดย ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดลพบุรี และ“หลักสูตรระบบการให้น้ำอัจฉริยะ” ดำเนินการโดย ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านวิศวกรรมเกษตร จังหวัดชัยนาท กิจกรรมสร้างสวนรวบรวมพันธุ์ไม้พืชท้องถิ่น เพื่อรวบรวมเอาพันธุ์พืชพื้นเมือง พันธุ์ไม้หายาก พืชเศรษฐกิจประจำท้องถิ่น กิจกรรม 50 แหล่งท่องเที่ยวต้องชม เช่น วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยววิถีชุมชนเชิงเกษตรบ้านมหาสอน สำหรับคนเมืองที่สถานที่แนะนำเดินทางใกล้ๆ ที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม แขวงบางระมาด เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ และที่ขอแนะนำเป็นพิเศษ คือ แพ็กเกจท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบ One trip ในราคาสุดพิเศษเพียงในงานเกษตรสร้างชาติเท่านั้น 299 บาท/ท่าน (ไม่รวมค่าอาหารกลางวัน) ที่จะพาคุณไปชม ชิม แชะ ครบใน Trip เดียว ที่หนองย่างเสือ จังหวัดสระบุรี

จากกิจกรรมต่างๆ ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี กรมส่งเสริมการเกษตรจะเห็นว่า กรมส่งเสริมเสริมการเกษตรอยู่เคียงข้างพี่น้องเกษตรกรไทยมาอย่างยาวนาน มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอาชีพที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ให้กลายเป็นอาชีพหลักที่นำรายได้สู่ประเทศเป็นอันดับต้นๆ เกษตรกรอยู่ดีกินดี และพึ่งพาตนเองได้ และในวันที่ 30 สิงหาคม – 2 กันยายน 2561 นี้ ขอเชิญชวนทุกท่านเที่ยวชมงาน และร่วมกิจกรรม ในงาน “เกษตรสร้างชาติ” ซึ่งงานจะจัดขึ้นในวันที่ 30 สิงหาคม – 2 กันยายน 2561 ณ สวนลุมพินี

รายงานพิเศษ : อ่างเก็บน้ำบ้านห้วยโป่งอ่อน รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/359227

รายงานพิเศษ : อ่างเก็บน้ำบ้านห้วยโป่งอ่อน  รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน

รายงานพิเศษ : อ่างเก็บน้ำบ้านห้วยโป่งอ่อน รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน

วันพุธ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“โครงการรักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน” เป็นโครงการที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดทำเพื่อสนองพระราชเสาวนีย์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 โดยนำภารกิจการดำเนินงานในพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการส่วนพระองค์ สถานีพัฒนาเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ ศูนย์บริการและพัฒนาลุ่มน้ำตามพระราชดำริพื้นที่ลุ่มน้ำแม่สะงา ลุ่มน้ำปาย และลุ่มน้ำสะมาด – ห้วยหมากกลาง มาเป็นต้นแบบดำเนินการ

“โครงการอ่างเก็บน้ำบ้านห้วยโป่งอ่อน” บ้านแม่สะงา หมู่ที่ 2 ต.หมอกจำแป่ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน เป็นอีกหนึ่งโครงการภายใต้ “โครงการรักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน” ที่กรมชลประทานดำเนินการ โดยก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่สะงา สามารถกักเก็บน้ำได้ 645,000 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) รองรับพื้นที่การเกษตรบ้านแม่สะงา หมู่ที่ 2 ต.หมอกจำแป่ 1,500 ไร่ บ้านหมอกจำแป่ หมู่ที่ 1 ต.หมอกจำแป่ 700 ไร่ และบ้านกุงไม้สัก หมู่ที่ 2 จ.ปางหมู 300 ไร่ รวมทิ้งสิ้น 2,200 ไร่

นอกจากนี้ ยังใช้เป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของราษฎรในพื้นที่ ซึ่งครอบคลุมชุมชน 2 หมู่บ้าน คือบ้านแม่สะงา หมู่ที่ 2 และบ้านกุงไม้สัก หมู่ที่ 2 จำนวน 1,131 คน หรือ 362 ครัวเรือน รวมทั้งยังใช้ประโยชน์ด้านปศุสัตว์ทั้งเพื่อการบริโภคและจำหน่ายเป็นรายได้เสริมรวมกันกว่า 6,500 ตัว

นายสุรศักดิ์ วงศ์ชัย หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 1 โครงการชลประทานแม่ฮ่องสอน กรมชลประทาน เปิดเผยว่า โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยโป่งอ่อน ก่อสร้างเมื่อปี 2551 แล้วเสร็จในปี 2552 เป็นอ่างเขื่อนดินมีความยาวสันเขื่อน 120 เมตร สันเขื่อนสูง 23 เมตร ปัจจุบันเกษตรกรได้ประโยชน์จากอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ในการทำการเกษตรช่วงฤดูฝนด้วยการปลูกข้าว ช่วงฤดูแล้งจะปลูกกระเทียมกับถั่วเหลือง อย่างเพียงพอตลอดปี

นายอุทัย วงศ์ประเสริฐ เกษตรกรสมาชิกของกลุ่มผู้ใช้น้ำ บ้านแม่สะงา กล่าวว่า เมื่อก่อนจะทำนาปีละครั้งเป็นนาน้ำฝน หลังหมดฤดูทำนาก็ไม่ได้ทำอะไรเพราะน้ำไม่พอ แต่ตอนนี้ไม่ต้องกังวลเรื่องฝนทิ้งช่วง เพราะมีน้ำจากอ่างเก็บน้ำอย่างเพียงพอ ขณะที่พื้นที่บนเนินก็ปลูกพืชประเภทให้ผลได้เพราะระดับน้ำใต้ดินสูงขึ้น

“หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จก็ปลูกพืชไร่ประเภทถั่วและกระเทียมได้อย่างต่อเนื่อง เพราะมีน้ำเพียงพอ ให้ราษฏรในพื้นที่มีรายได้เพิ่มขึ้น มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ย้ายไปทำงานที่อื่นๆ ทุกคนต่างเห็นผลประโยชน์จากอ่างเก็บน้ำจึงมารวมตัวกันตั้งเป็นกลุ่มผู้ใช้น้ำ และร่วมกันบริหารจัดการน้ำจากอ่างเก็นน้ำ โดยมีนายช่างชลประทานเป็นที่ปรึกษาแนะนำ ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกร่วม 300 คน” นายอุทัยกล่าว

ปัจจุบัน โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยโป่งอ่อน บรรจุอยู่ในโครงการรักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน และเมื่อเร็วๆนี้ นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ในฐานะประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมคณะอนุกรรมการฯ เดินทางไปติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามพระราชประสงค์ของ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ที่ทรงห่วงใยโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยได้พระราชทานพระราชกระแสให้ติดตาม ขับเคลื่อน และเร่งรัด รวมทั้งแก้ไขปัญหาอุปสรรค การดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์ บังเกิดประโยชน์สูงสุดกับราษฎร

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทาน ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบและสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับประเทศ ได้นำ พระราชกระแสดังกล่าว มากำหนดไว้ในแนวทางการปฏิบัติงานเพื่อขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กรมชลประทาน ซึ่งมีแนวทางขับเคลื่อน 7 แนวทาง แนวทางที่กรมชลประทานให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก คือ เร่งรัด การดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยได้สั่งการให้เร่งรัดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในด้านการพัฒนาแหล่งน้ำที่ยังไม่ได้ดำเนินการ ให้แล้วเสร็จตามแผนงานที่วางไว้ พร้อมให้จัดทำแผนปฏิบัติการและติดตามประเมินผลอย่างเป็นระบบ แบ่งเป็นแต่ละภูมิภาค คือ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้

โครงการอ่างเก็บน้ำบ้านห้วยโป่งอ่อน แม้จะเป็นโครงการชลประทานขนาดเล็ก แต่ก็สามารถแก้ปัญหาน้ำในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้าง
ความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับพื้นที่ ราษฎรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ โครงการรักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน คือ

….ฟื้นฟูและอนุรักษ์สภาพป่าต้นน้ำลำธาร ให้สามารถเกิดประโยชน์ได้อย่างยั่งยืนพัฒนาชีวิตและความเป็นอยู่ของประชากรให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างพอเพียงและมีความสมดุลกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสนับสนุนให้ชุมชนมีเครือข่ายการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างเหมาะสม ภายใต้การสนับสนุนของรัฐและองค์กรในท้องถิ่น….

รายงานพิเศษ : เกษตรกรปราดเปรื่องต้นแบบ (Young Smart Farmer) ผลิตส้มโอคุณภาพเพื่อการส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/358925

รายงานพิเศษ : เกษตรกรปราดเปรื่องต้นแบบ (Young Smart Farmer)  ผลิตส้มโอคุณภาพเพื่อการส่งออก

รายงานพิเศษ : เกษตรกรปราดเปรื่องต้นแบบ (Young Smart Farmer) ผลิตส้มโอคุณภาพเพื่อการส่งออก

วันอังคาร ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก กรมส่งเสริมการเกษตร หนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ผลิตส้มโอคุณภาพ นำเทคโนโลยีช่วยในการผลิต มีระบบการตรวจสอบย้อนกลับสินค้า (QR Trace) เพื่อให้ลูกค้ามีความมั่นใจในแหล่งผลิตและคุณภาพ พัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัย พร้อมเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้ที่สนใจปลูกส้มโอคุณภาพเพื่อการส่งออก

นางสาวสุวิดา ชื่นอมรกุลชัย เกษตรกรปราดเปรื่อง (Young Smart Farmer) ต้นแบบของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ได้รับการแนะนำจากเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอ กรมส่งเสริมการเกษตร ให้เข้าร่วมโครงการเกษตรกรปราดเปรื่อง (Young Smart Farmer) เมื่อปี 2559 ทำให้ได้รับการพัฒนาเป็นเกษตรกรที่มีความพร้อม ความรู้ ความเชี่ยวชาญในการประกอบอาชีพการเกษตร ปัจจุบันได้เป็นประธานศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ จังหวัดพิจิตร และสามารถเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้ที่สนใจปลูกส้มโอคุณภาพเพื่อการส่งออก ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกส้มโอ จำนวน 35 ไร่ ซึ่งการปลูกส้มโอนั้น เมื่อปลูกได้ประมาณ 3 ปีขึ้นไปแล้ว ต้องเตรียมต้นส้มโอให้พร้อมสำหรับการผลิตในรุ่นถัดไป โดยมีเทคนิค เช่น วิธีการการกักน้ำ/สะสมอาหาร ให้กับส้มโอ เริ่มจากการสะสมอาหารโดยเน้นให้ปุ๋ยที่มีธาตุโพแทสเซียมและฟอสฟอรัสสูงประมาณ 1-2 กิโลกรัมต่อต้น (แล้วแต่ขนาดทรงพุ่ม) และรดน้ำหลังจากใส่ปุ๋ย ประมาณ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 1-2 ชั่วโมง หลังจากใส่ปุ๋ยและรดน้ำจนปุ๋ยละลายหมดแล้ว ก็จะทำการกักน้ำเพื่อบังคับให้ส้มโอออกดอกและ มีผลผลิตพร้อมกัน โดยการงดให้น้ำ 7-30 วันจนส้มโอแสดงอาการเหี่ยวเฉา ส่วนการตัดแต่งกิ่งส้มโอ หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว จะต้องตัดแต่งกิ่งที่ไม่ต้องการออก เพื่อให้ได้ทรงพุ่มที่เหมาะสมตามต้องการ และง่ายต่อการดูแล ผลส้มโอมักจะออกและติดผลตามกิ่งเล็ก ซึ่งเป็นกิ่งแก่พอสมควร โดยส่วนมากจะตัดกิ่งที่เป็นโรค กิ่งแห้ง กิ่งกาฝาก กิ่งกระโดง และกิ่งที่หนาทึบออก ประโยชน์ของการตัดแต่งกิ่ง ทำให้ลำต้นมีโครงสร้างแข็งแรง สะดวกต่อการปฏิบัติงาน ทำให้ทรงพุ่มโปร่ง ส้มโอสังเคราะห์แสงได้ดี ช่วยลดการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช หลังจากตัดแต่งกิ่งส้มโอเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงทำการขึ้นน้ำให้กับต้นส้มโอ โดยรดน้ำจนดินเปียกชุ่มติดต่อกันทุกวันประมาณ 3 – 5 วัน วันละ 3 – 4 ชั่วโมง และใส่ปุ๋ย แล้วค่อยๆปรับความถี่การรดน้ำลง โดยรดน้ำสัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้ง จากนั้นต้นส้มโอจะแตกใบและออกดอก ให้รักษาความชื้นในดินให้เพียงพอ ควรเพิ่มการให้ปุ๋ยทางใบกับต้นส้มโอด้วย แต่ต้องระวังอย่าให้น้ำมากจนเกินไปและเมื่อส้มโอติดผลจึงให้น้ำตามปกติ

เมื่อส้มโอติดผล ผลมีสีเขียวเข้มและขยายขนาดขึ้น ให้มั่นสังเกตโรคและแมลงศัตรูพืช เช่น เพลี้ยไฟ ไรแดง หนอน ฯลฯ เมื่อผลส้มโอมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6-10 ซม. ให้บำรุงต้นและใบให้สมบูรณ์ โดยทำการใส่ปุ๋ยทางดิน อัตรา 0.5 – 1 กิโลกรัมต่อต้นและให้ปุ๋ยทางใบควบคู่กันไปด้วย แล้วจึงรดน้ำ โดยอย่าให้ดินแห้งจนเกินไป ให้ต้นส้มโอสามารถสังเคราะห์แสงนำอาหารไปเลี้ยงผลได้เพียงพอ ส่วนการเก็บเกี่ยวผลส้มโอควรทำด้วยความระมัดระวัง โดยใช้กรรไกรตัดแบบติดขั้วผล ผลส้มโอที่เก็บเกี่ยวได้มีลักษณะดังนี้คือ เมื่อส้มโอมีอายุ 6.5-8 เดือนหลังจากดอกบาน สังเกตที่ผิวของผล ต่อมน้ำมันจะขยายขนาด บริเวณก้นผลมีรอยบุ๋ม วัดปริมาณน้ำตาล โดยสุ่มเก็บผลส้มโอและคั้นเอาน้ำมาวัดด้วยเครื่องวัดความหวาน (Hand Refract meter) ส้มโอที่มีรสชาติดี ควรมีค่าน้ำตาลไม่ต่ำกว่า 10 องศาบริกซ์

เมื่อเก็บผลส้มโอมาจากสวนแล้ว ต้องระมัดระวังในเรื่องการขนผลผลิตออกจากสวน ไม่ให้ผลส้มโอเกิดการกระทบกระเทือน จากนั้นนำผลผลิตมาตัดแต่งขั้วผลและใบ สังเกตรอยแผลและตำหนิ พร้อมกับคัดขนาดผลให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค สำหรับการทำความสะอาดผลส้มโอ โดยใช้น้ำสะอาดล้างผิวด้านนอกหรือใช้ผ้าชุบน้ำแล้วเช็ดที่ผลให้สะอาด จากนั้นนำผ้าสะอาดมาเช็ดผลส้มโอหรือใช้พัดลมเป่าผลจนแห้งสนิท

“จุดเด่นการผลิตส้มโอคือ การใช้เทคโนโลยีเข้ามาควบคุมการให้น้ำ (Timer Meter) สามารถควบคุมเวลาเปิด-ปิดมอเตอร์ รดน้ำอัตโนมัติ ทำให้สะดวกและมีเวลาในการทำงานอื่นเพิ่มมากขึ้น มีการหว่านปอเทือง เพื่อปรับปรุงบำรุงดิน เป็นการเพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน และคุมหน้าดิน ใช้เครื่องวัดความหวาน (Hand Refract meter) วัดคุณภาพของส้มโอก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต มีระบบการตรวจสอบย้อนกลับสินค้า (QR Trace) เพื่อให้ลูกค้ามีความมั่นใจในแหล่งผลิตและคุณภาพสินค้า มีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ โดยนำวัสดุจากธรรมชาติมาพัฒนาเป็นบรรจุภัณฑ์สำหรับใส่ผลผลิต เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิต สามารถนำไปเป็นของฝากตามโอกาสต่างๆ และช่วยสร้างรายได้เสริมให้กับคนในชุมชน ซึ่งหากใครสนใจในการปลูกส้มโอฉบับมืออาชีพ สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ จังหวัดพิจิตร เลขที่ 8/1 หมู่ 6 ต.โพธิ์ประทับช้าง อ.โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร เบอร์โทรศัพท์ 09-3145-3833 Facebook:Kawang Suri Line : SUWI_kk e-mail: kawangch@gmail.com” นางสาวสุวิดา กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กับผลกระทบต่อการระบาดศัตรูพืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/357918

รายงานพิเศษ : การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  กับผลกระทบต่อการระบาดศัตรูพืช

รายงานพิเศษ : การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กับผลกระทบต่อการระบาดศัตรูพืช

วันพฤหัสบดี ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

การระบาดของศัตรูพืช ไม่ว่าจะเป็นโรคพืชหรือแมลงศัตรูพืช ปัจจัยสำคัญขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม ชนิดพืช พันธุ์พืช และศัตรูพืช เช่น เพลี้ยต่างๆ ส่วนใหญ่เติบโตและขยายพันธุ์ได้ดีในสภาพอากาศแห้งแล้ง ตั๊กแตนแพร่ระบาดในสภาพอากาศที่ค่อนข้างชื้น

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทำให้เกิด
การปรับตัวอย่างรวดเร็วของศัตรูพืช โดยเฉพาะจุลินทรีย์สาเหตุโรคที่มีการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดการระบาดทั้งด้านดีและด้านลบ คือ บ้างก็ลดลง บ้างก็เพิ่มสูงขึ้น แต่ที่น่ากังวล คือ อาจส่งผลต่อการวินิจฉัยชนิดของศัตรูพืชเนื่องจากทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านรูปร่าง ลักษณะสัณฐาน หรือแม้กระทั่งระดับโมเลกุลของศัตรูพืชนั่นเอง นอกจากนี้จากการศึกษาข้อมูลต่างๆ พบว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังส่งผลกระทบการกระจายของศัตรูพืช เช่น ประเทศญี่ปุ่นสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นหรือเย็นลง มีผลต่อศัตรูพืชต่างๆ อาทิ ศัตรูยาสูบ ข้าว และถั่วเหลือง จะขยายพื้นที่การทำลายขึ้นไปทางเหนือ แต่ศัตรูพืชบางชนิด เช่น แมลงศัตรูข้าวจะจำกัดพื้นที่แคบลง

การแพร่ระบาดของศัตรูพืช อาจเกิดจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ บางการทดลองพบว่าแมลงจะลดลงเนื่องจากคุณภาพของอาหารจากพืชต่ำลง แต่บางการทดลองพบว่าแมลงจะกินพืชมากขึ้นเพื่อชดเชยคุณภาพอาหารที่ต่ำลง ด้วยเหตุนี้จะเห็นว่า อิทธิพลจากการให้ปุ๋ยและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชและศัตรูพืช ยิ่งกว่านั้นสภาพภูมิอากาศที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศน์ อาจทำให้เกิดโรคพืชและแมลงศัตรูพืชชนิดใหม่ขึ้นได้

 

นายประสงค์กล่าวต่อว่า จากการที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้ติดตามและศึกษาข้อมูลจากหลายๆ แหล่งพบว่าการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่สูงขึ้น หรือลดลง มีผลต่อการอยู่รอดและการขยายพันธุ์ของแมลงศัตรูพืช และเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้แมลงศัตรูพืชมีการระบาดได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี ยิ่งไปกว่านั้นคือทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงมากขึ้น เช่น 1.แมลงศัตรูข้าว เช่น เพลี้ยจักจั่นปีกลายหยัก เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยกระโดดหลังขาว และแมลงบั่ว ระบาดมากที่สุดเมื่ออุณหภูมิ 32 องศาเซลเซียส และพบว่าแมลงจะลดน้อยลงเมื่ออุณหภูมิ 16 องศาเซลเซียส 2.ตั๊กแตนจะเคลื่อนไหวช้าลง หรือแข็งตัวบินไม่ได้ เมื่ออุณหภูมิต่ำกว่า 13 องศาเซลเซียส (ช่วงเดือน ธ.ค.-ก.พ.) 3.เพลี้ยอ่อนถั่วเหลือง เมื่ออุณหภูมิอยู่ที่ 20 องศาเซลเซียส จะผลิตลูกได้ปานกลาง การเจริญเติบโตปานกลาง และเมื่ออุณหภูมิ 35 องศาเซลเซียส ไม่สามารถให้ลูกได้และจะไม่สามารถเจริญเติบโตได้เลย เป็นต้น

สรุปได้ว่า การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศทั้งในปัจจุบันและอนาคตนั้นจะส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อชีววิทยาและพฤติกรรมของแมลง และโรคพืช รวมถึงศัตรูพืชชนิดอื่นๆ เพื่อการดำรงเผ่าพันธุ์ให้สามารถอยู่รอดได้ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งส่งผลถึงพืชและผลผลิต และที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือส่งผลต่อมนุษย์

 

สำหรับกรมส่งเสริมการเกษตรมีแผนรับมือด้านศัตรูพืช โดยได้มีการติดตามสถานการณ์การระบาดของศัตรูพืชทั้งชนิดที่เป็นศัตรูพืชประจำถิ่น รวมทั้งศัตรูพืชที่อุบัติใหม่หรือศัตรูพืชต่างถิ่นอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมการทำเกษตรแบบแม่นยำโดยใช้เทคโนโลยีเพื่อการเลือกช่วงเวลาการปลูกพืชอย่างเหมาะสม พืชเจริญเติบโตดี แข็งแรงสามารถเลี่ยงช่วงการระบาดของโรคแมลงได้ มีการศึกษาข้อมูลพันธุ์ต้านทานของพืชต่อศัตรูพืชต่างๆ เพื่อการส่งเสริมการปลูกอย่างเหมาะสม ตลอดจนส่งเสริมการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสานเพื่อความยั่งยืน

รายงานพิเศษ : กตส.จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/357685

รายงานพิเศษ : กตส.จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9

รายงานพิเศษ : กตส.จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9

วันพุธ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” ปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เนื่องในโอกาสเฉลิมพระเกียรติ พระชนมพรรษา 86 พรรษา 12 สิงหาคม 2561 โดยมีนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และคณะผู้บริหารในสังกัด ร่วมปลูกต้นไม้ จำนวน 4,000 ต้น เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ในวันที่ 11 สิงหาคม 2561 ณ บริเวณพื้นที่โครงการพัฒนาแก้มลิงหนองเลิงเปือย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอกมลาไสย และอำเภอร่องคำ จังหวัดกาฬสินธุ์

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 86 พรรษา 12 สิงหาคม 2561 ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับภาคเอกชนและชุมชน จัดกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” โดยร่วมกันปลูกต้นไม้ จำนวน 4,000 ต้น ในบริเวณพื้นที่โครงการพัฒนาแก้มลิงหนองเลิงเปือยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอกมลาไสย และอำเภอร่องคำ จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและเป็นการแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในการฟื้นฟูป่าไม้ให้อุดมสมบูรณ์ ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากไม้ที่ปลูกได้ สร้างระบบนิเวศและเกิดความสมดุลในธรรมชาติ

ทั้งนี้ พื้นที่หนองเลิงเปือย เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติสำคัญที่หล่อเลี้ยงผลผลิตทางการเกษตรและการอุปโภคบริโภคของราษฎรในเขตอำเภอกมลาไสยและอำเภอร่องคำ จังหวัดกาฬสินธุ์ มีพื้นที่จำนวน 887 ไร่ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงรับโครงการพัฒนาแก้มลิงหนองเลิงเปือยไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ โดยการจัดกิจกรรมจิตอาสาในครั้งนี้ เป็นการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชนในพื้นที่ จัดให้มีกิจกรรมปลูกต้นไม้ จำนวน 4,000 ต้น ซึ่งได้รับการสนับสนุนพันธุ์กล้าไม้จากสถานีเพาะชำกล้าไม้ยโสธร โครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณหนองอึ่งอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดยโสธร และสถานีเพาะชำกล้าไม้อำนาจเจริญ เพื่อปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนมีความรักษ์น้ำ รักษ์ป่า รักษาแผ่นดิน มีส่วนร่วมในการสร้างป่า สร้างชีวิต สร้างระบบนิเวศ บนวิถีแห่งความพอเพียงเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน

รายงานพิเศษ : เกษตรฯเร่งวางกรอบ ยุทธศาสตร์จัดการอาหารของไทยระยะ20ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/357471

รายงานพิเศษ : เกษตรฯเร่งวางกรอบ  ยุทธศาสตร์จัดการอาหารของไทยระยะ20ปี

รายงานพิเศษ : เกษตรฯเร่งวางกรอบ ยุทธศาสตร์จัดการอาหารของไทยระยะ20ปี

วันอังคาร ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งจัดทำ (ร่าง) กรอบยุทธศาสตร์การจัดการด้านอาหารของประเทศไทย ฉบับปี 2560-2579เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารให้มีปริมาณเพียงพอ พัฒนาคุณภาพและความปลอดภัยและสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าเกษตร สร้างรายได้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สศก. ได้เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2561 ในฐานะเลขานุการของคณะกรรมการขับเคลื่อนด้านความมั่นคงอาหารตลอดห่วงโซ่ซึ่งเป็นคณะกรรมการเฉพาะเรื่องภายใต้คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ โดยมี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อพิจารณา (ร่าง) กรอบยุทธศาสตร์การจัดการด้านอาหารของประเทศไทย ฉบับที่ 2 ปี 2560-2579

ทั้งนี้ที่ประชุมได้รับทราบรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานการปรับปรุง (ร่าง) กรอบยุทธศาสตร์ดังกล่าว ตามความเห็นของคณะกรรมการ เพื่อเสนอ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบภายในเดือนสิงหาคม และพิจารณาการจัดทำตัวชี้วัดเป้าหมาย (ร่าง) กรอบยุทธศาสตร์ฯ 6 เป้าหมาย ประกอบด้วย 1.จำนวนคนขาดแคลนอาหารลดลง 2.ปริมาณสูญเสียและขยะอาหารลดลง 3.ความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่อคุณภาพและความปลอดภัยอาหารเพิ่มขึ้น 4.มูลค่าการค้าอาหารเพิ่มขึ้น 5.จำนวนคนที่มีภาวะโภชนาการขาดและโภชนาการเกินลดลง 6.มีหน่วยงานกลางประสานการดำเนินการ

สำหรับผลการดำเนินงานที่ผ่านมาภายใต้กรอบยุทธศาสตร์การจัดการด้านอาหารของประเทศไทย กระทรวงเกษตรฯ มีบทบาทนำภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ 1 ด้านความมั่นคงอาหาร เพื่อให้ประเทศไทยเกิดความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะความพยายามลดจำนวนผู้ขาดสารอาหาร ซึ่งที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างมาก จากข้อมูลการสำรวจสัดส่วนของผู้ขาดสารอาหารในประเทศไทยของ FAO พบว่าเมื่อสิ้นปี 2560 ประเทศไทยมีผู้ขาดสารอาหารเพียง 9.5% ลดลงจากปี 2533 ซึ่งมีสูงถึง 34.6% แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีความมั่นคงทางอาหารและประชาชนสามารถเข้าถึงอาหารได้ดีขึ้น

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านอาหาร โดยพิจารณาจาก “อัตราการพึ่งพาตนเอง (Self-Sufficiency Ratio : SSR)” ซึ่งเป็นดัชนีชี้ให้เห็นถึงการพึ่งพาสินค้าเกษตรที่ผลิตภายในประเทศให้สอดคล้องกับการใช้ในประเทศที่มีความสมดุล พบว่า ไทยมีความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านอาหารเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าว และ อ้อย (สำหรับผลิตน้ำตาล) กลุ่มไขมัน เช่น ปาล์มน้ำมัน กลุ่มโปรตีน เช่น เนื้อไก่ เนื้อสุกร และกุ้ง อย่างไรก็ตาม ยังมีบางกลุ่มสินค้าที่มีค่า SSR ต่ำ ซึ่งหมายถึงการผลิตสินค้าเกษตรที่ไม่เพียงพอต่อการใช้ในประเทศ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง และโคเนื้อ เป็นต้น

ดังนั้น เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารให้มีปริมาณเพียงพอ พัฒนาคุณภาพและความปลอดภัยและสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าเกษตรเพื่อสร้างรายได้แก่เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้สนับสนุนการดำเนินโครงการที่สามารถดำเนินการได้ทันทีและเห็นผลในระยะสั้น (Quick win) ผ่านการดำเนินโครงการโคบาลบูรพา ซึ่งเป็นการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมโคเนื้อครบวงจร สร้างรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออกและเพิ่มการผลิตเนื้อโคเพื่อให้เพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ รวมถึงโครงการส่งเสริมการผลิตและการตลาดข้าวเพื่อสุขภาพ พันธุ์กข 43 แบบครบวงจร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และส่งเสริมให้เป็นสินค้าตลาดเฉพาะ (Niche Market) เป็นต้น ซึ่งได้เริ่มดำเนินโครงการแล้ว ทั้งนี้ เมื่อกรอบยุทธศาสตร์การจัดการด้านอาหารของประเทศไทย ฉบับที่ 2 ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะได้นำกรอบยุทธศาสตร์ดังกล่าวมาใช้เป็นกรอบแนวทางในการกำหนดแนวทางดำเนินงานด้านความมั่นคงอาหารในช่วงระยะ 20 ปี ควบคู่และสอดคล้องกับการดำเนินงานตามแผนพัฒนาการเกษตรระยะ 20 ปีต่อไป

รายงานพิเศษ : ‘กรมส่งเสริมการเกษตร’หนุนตลาดนำการผลิตบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ทั้งระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/357298

รายงานพิเศษ : ‘กรมส่งเสริมการเกษตร’หนุนตลาดนำการผลิตบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ทั้งระบบ

รายงานพิเศษ : ‘กรมส่งเสริมการเกษตร’หนุนตลาดนำการผลิตบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ทั้งระบบ

วันจันทร์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.04 น.

ภาคใต้เป็นแหล่งผลิตไม้ผลเขตร้อนที่สำคัญของประเทศ สถานการณ์การผลิตไม้ผลในแต่ละปีแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยสำคัญ ปีที่มีผลผลิตออกมากและกระจุกตัว ส่งผลทำให้ราคาตกต่ำ ในการบริหารจัดการผลไม้ให้เกิดประสิทธิภาพนั้น จำเป็นต้องจัดทำข้อมูลประมาณการผลผลิตโดยการสำรวจและจัดเก็บข้อมูลเชิงพื้นที่อย่างละเอียด และข้อมูลความต้องการของตลาดอย่างครบถ้วน เพื่อนำมาวิเคราะห์และวางแผนบริหารจัดการผลไม้ปี 2561 ต่อไป

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สถานการณ์การผลิตผลไม้ภาคใต้ ทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ในปี 2561 พบว่ามีปริมาณผลผลิตรวมทั้งสิ้น 545,165 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่มีปริมาณผลผลิต 278,522 ตัน คิดเป็นร้อยละ 95.73 โดยผลผลิตส่วนใหญ่จะออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนสิงหาคม ยกเว้นลองกองออกมากในช่วงเดือนกันยายน โดยพื้นที่ที่เป็นแหล่งผลิตสำคัญของผลไม้ภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ยะลา และนราธิวาสซึ่งขณะนี้ได้เข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลไม้ภาคใต้แล้วโดยได้มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้ว 9,336 ตัน คิดเป็นร้อยละ 21.01 ของผลผลิตทั้งหมดของผลไม้ภาคใต้ (ที่มา : ข้อมูล war room ณ วันที่ 1 ส.ค.2561) โดยกรมส่งเสริมการเกษตรวางแนวทางบริหารจัดการผลไม้ ปี 2561 หลักการทำงาน คือ “จังหวัดบริหารจัดการผลไม้แบบเบ็ดเสร็จด้วยตัวเอง” โดยมีคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) เป็นแกนหลักในการบริหารจัดการผลไม้ในพื้นที่ โดยในปีนี้การวางแผนบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ใช้มาตรการดำเนินการเน้นการบริหารจัดการใน 2 ลักษณะ คือ การบริหารจัดการเชิงคุณภาพและการบริหารจัดการเชิงปริมาณ เพื่อให้มองเห็นการทำงานอย่างชัดเจนทั้งด้านการผลิตและด้านการตลาด ครบถ้วนตลอดระยะพัฒนาการเจริญเติบโตของผลไม้จนสิ้นสุดฤดูกาล แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ 1. ระยะก่อนเก็บเกี่ยว ส่งเสริมให้มีการผลิตนอกฤดูเพื่อป้องกันปัญหาผลไม้กระจุกตัวในฤดูกาล ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพผลผลิต เน้นหนักในเรื่องการตัดแต่งช่อดอก ตัดแต่งผล การห่อผล การคัดเกรด การเก็บเกี่ยวในระยะที่เหมาะสม และผลิตผลไม้ให้ได้มาตรฐานตามระบบ GAP เป็นต้น ส่งเสริมการรวมกลุ่มผลิตไม้ผลคุณภาพตามระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ 2. ระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต ส่งเสริมการบริโภคและประชาสัมพันธ์ ป้องปรามผลผลิตด้อยคุณภาพออกสู่ตลาด (เน้นหนักคือ ทุเรียน) สนับสนุนให้เกิดการกระจายผลผลิตทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งการเพิ่มมูลค่าโดยการแปรรูปผลผลิต 3. ระยะหลังเก็บเกี่ยว นำข้อมูลรอบด้านมาบริหารจัดการเพื่อวางแผนในปีต่อไปให้เกิดประสิทธิภาพส่งผลดีต่อเกษตรกรมากที่สุด

สำหรับแผนบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ ปี 2561 ได้มีมติเห็นชอบจากคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2561 โดยมอบหมายให้ 1. คณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาอันเนื่องมาจากผลผลิตการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) เป็นแกนหลักบริหารจัดการผลไม้ในพื้นที่ 2. กรมการปกครองและกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นช่วยกำกับดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในเดือนสิงหาคมที่ผลผลิตภาคใต้ออกสู่ตลาดมากที่สุด 3. สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ และกรมการค้าภายในช่วยกำกับดูแลและติดตามความเคลื่อนไหวด้านตลาดและราคา เพื่อรักษาเสถียรภาพของผลไม้ภาคใต้ตลอดฤดูกาล และ 4. กรณีเกิดปัญหาอื่นๆ เช่น การขาดแคลนแรงงาน ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ช่วยกำกับดูแลโดยแจ้งให้กรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ทราบโดยเร็ว ทั้งนี้ จากสภาวการณ์การผลิตผลไม้ของภาคใต้ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า ราคาขายทุเรียนอยู่ในเกณฑ์ดีมากกว่าปีที่ผ่านมาโดยมีราคาเฉลี่ย 60 บาท/กิโลกรัม มังคุดถึงแม้ในช่วงต้นฤดูกาลผลิตราคาขายจะไม่สู้ดีนักโดยเฉพาะในจังหวัดนครศรีธรรมราช แต่ด้วยความร่วมมือในการบูรณาการทำงานของหน่วยงานในพื้นที่โดยใช้กลไกการขับเคลื่อนการดำเนินงานคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาอันเนื่องมาจากผลผลิตการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) ทำให้ราคามังคุดขยับตัวสูงขึ้นโดยมีราคาแยกตามเกรดคือ เกรด A กิโลกรัมละ 40.75 บาท เกรด B กิโลกรัมละ 32 บาท เกรด C กิโลกรัมละ 13.80 บาท และผลคละกิโลกรัมละ 15.50 บาท ส่วนเงาะโรงเรียนเกรดผลคละ กิโลกรัมละ 20 บาท ซึ่งราคาลดลงจากเดือนก่อน และคาดว่ายังมีผลผลิตที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวอีก 75,218 ตัน จึงอยากเชิญชวนให้ช่วยกันอุดหนุนเกษตรกร พยุงราคาให้มีเสถียรภาพตลอดฤดูกาล สำหรับลองกองซึ่งฤดูกาลผลผลิตในปีนี้กระจายตัวค่อนข้างมากคาดว่าจะมีผลผลิตรุ่นสุดท้ายไปถึงเดือนธันวาคม กรมส่งเสริมการเกษตรตระหนักถึงคุณภาพของผลผลิตลองกองทุกรุ่น จึงส่งเสริมให้มีการประชาสัมพันธ์ให้กับชาวสวนลองกองปรับปรุงคุณภาพด้วยการตัดแต่งช่อดอก ช่อผล ห่อผล และคัดเกรดคุณภาพในการขายผลผลิตโดยใช้กลไกศูนย์คัดแยกผลไม้ในพื้นที่ดำเนินการในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตลองกองในภาคใต้ให้มากขึ้น ขณะนี้ลองกองเกรด A กิโลกรัมละ 35 บาท เกรด B กิโลกรัมละ 30 บาท เกรด C กิโลกรัมละ 20 บาท และผลคละ กิโลกรัมละ 25 บาท

“ผลไม้ไทยไม่ว่าจะอยู่ในภาคใต้ ภาคเหนือ หรือภาคตะวันออกที่เป็นภูมิภาคสำคัญในการผลิตผลไม้ของไทยยังคงเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ เพราะมีคุณประโยชน์และรสชาติดี ด้วยสภาพพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการผลิต ประกอบกับเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้ถ่ายทอดความรู้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตผลไม้ให้มีคุณภาพดี และลงพื้นที่ประเมินผลผลิตที่ออกสู่ตลาด พร้อมแนะนำให้มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตในระยะที่เหมาะสมโดยเฉพาะทุเรียน และมังคุด ส่งผลให้เกษตรกรจำหน่ายได้ในราคาสูงขึ้นตามคุณภาพผลผลิต เพื่อให้การประกอบอาชีพชาวสวนผลไม้มีรายได้มั่นคงและยั่งยืนต่อไป”นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวทิ้งท้าย