รายงานพิเศษ : ชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืชสวนพุทรานมสด ‘ต้นทุนลด-ชีวิตเปลี่ยน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/365876

รายงานพิเศษ : ชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืชสวนพุทรานมสด  ‘ต้นทุนลด-ชีวิตเปลี่ยน’

รายงานพิเศษ : ชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืชสวนพุทรานมสด ‘ต้นทุนลด-ชีวิตเปลี่ยน’

วันจันทร์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา เป็นแหล่งโอโซนติดอันดับ 1 ใน 7 ของโลก จนได้รับการขนานนามว่าสวิตเซอร์แลนด์แดนอีสาน ทำให้มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเดินทางไปท่องเที่ยวพักผ่อนจำนวนมากในแต่ละปี

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า วังน้ำเขียวมีธรรมชาติที่สมบูรณ์ นักท่องเที่ยวต่างอยากมาสัมผัสบรรยากาศและชื่นชมธรรมชาติ ส่วนที่ตามมาคือเรื่องความต้องการอาหาร ผัก ผลไม้ ดังนั้นการผลิตพืชผลทางการเกษตรที่นี่จึงจำเป็นต้องเน้นความปลอดภัย สิ่งที่กรมส่งเสริมการเกษตรเข้ามาดำเนินการในพื้นที่นี้ คือ การส่งเสริมให้เกษตรกรมีการปฏิบัติทางการเกษตรดีที่เหมาะสม ตามมาตรฐาน GAP รวมทั้งการทำเกษตรอินทรีย์ โดยเฉพาะเรื่องการจัดการศัตรูพืชที่แนะนำให้เกษตรกรใช้ชีวภัณฑ์ทดแทนสารเคมี เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ใช้ในการควบคุมศัตรูพืช ได้แก่ ตัวห้ำ ตัวเบียน และเชื้อจุลินทรีย์ ซึ่งหลักๆ ที่นิยมใช้มี 3 ชนิด คือ เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า เป็นเชื้อราทำลายเชื้อโรคพืช ส่วนเชื้อราบิวเวอร์เรีย และเชื้อราเมตตาไรเซียน เป็นเชื้อราทำลายแมลงศัตรูพืช

 

 

ทั้งนี้ มีตัวอย่างเกษตรกรผู้ปลูกพุทรานมสด ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการทำการเคมีหันมาใช้ชีวภัณฑ์ในการควบคุมโรคและแมลงศัตรูพืช ต้นทุนลดลง ผลผลิตมีความปลอดภัยสามารถจำหน่ายได้ราคาที่สูงขึ้น ที่สำคัญคือสุขภาพดีขึ้นกว่าตอนใช้เคมี ทำให้เกิดการยอมรับในเทคโนโลยีที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้แนะนำ เกิดการขยายผลไปยังกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง

นายไพโรจน์ ขำแจง ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช (ศทอ.) จ.นครราชสีมา กล่าวว่า ศทอ.นครราชสีมา ได้เข้ามาจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้ศัตรูธรรมชาติในการควบคุมศัตรูพืช ที่ ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว ซึ่งเป็นแหล่งผลิตพุทรานมสด ผัก และผลไม้อีกหลากหลายชนิด โดยเน้นรวมกลุ่มผลิตจุลินทรีย์ เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า เชื้อราบิวเวอร์เรีย และเชื้อราเมตตาไรเซียน ใช้เองเพื่อควบคุมศัตรูพืชและลดต้นทุนการผลิต ซึ่งมีการตั้งเป้าว่าผลผลิตที่ออกจากพื้นที่นี้ต้องปลอดสารเคมี ซึ่งดำเนินการมาได้ประมาณ 3 ปีแล้ว มีเกษตรกรได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP และมีบางรายได้ยกระดับไปสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์

ขณะนี้ ศทอ. ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคอยให้คำแนะนำในการขยายเชื้อและใช้ชีวภัณฑ์ให้ถูกต้องเหมาะสมกับศัตรูพืชแต่ละชนิด ซึ่งเกษตรกรสามารถทำได้อย่างดี แต่ก็จะมีการสุ่มตรวจชีวภัณฑ์ที่เกษตรกรผลิตให้ตรงตามมาตรฐานที่กำหนดอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ชีวภัณฑ์มีคุณภาพสามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด อย่างไรก็ตาม จากการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับเกษตรกรในพื้นที่ ต.วังหมี จะเห็นว่าเกษตรกรให้ความสำคัญและมีการผลิตและใช้ชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืชอย่างจริงจัง ทาง ศทอ.จึงได้นำโมเดลนี้ไปขยายผลในพื้นที่อื่นต่อไป

“อยากให้คำนึงถึงเรื่องความมีคุณธรรม ความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่อยากให้ผลิตของที่ไม่ปลอดภัยหรือสารพิษตกค้างที่เป็นโทษให้คนอื่นบริโภค อย่างที่เคยได้ยินว่าฉีดยาเช้าเก็บเย็นเอาไปขาย ไม่อยากให้มี อยากให้ใช้ชีวภัณฑ์หรือศัตรูธรรมชาติควบคุม อยากประชาสัมพันธ์ว่า พื้นที่ ต.วังหมี กำลังเป็นจุดเริ่มต้นเกษตรกรไม่ใช้สารเคมี เพื่อรับผิดชอบต่อสังคม”

 

 

ด้าน นางปาลิดา นารีนุช เกษตรกร ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว ผู้ใช้ชีวภัณฑ์ในการควบคุมศัตรูพืชในแปลงพุทรานมสด กล้วย และพืชผักต่างๆ เล่าว่า ตอนแรกทำพืชไร่เชิงเดี่ยวตามพ่อแม่ ใช้สารเคมีอย่างเดียว พอมาปี 2550 เริ่มปรับเปลี่ยนจากพืชเชิงเดี่ยวมาปลูกพุทรานมสดแทน แต่ก็ยังใช้สารเคมีอย่างเดิม ต่อมาเริ่มมีอาการแพ้สารเคมี สุขภาพเริ่มย่ำแย่จึงคิดหาวิธีอื่นทดแทน จึงได้เข้าไปรับการอบรมการใช้ชีวภัณฑ์ทดแทนสารเคมีจากสำนักงานเกษตรอำเภอ ซึ่งระยะแรกเป็นระยะปรับเปลี่ยนก็จะใช้ชีวภัณฑ์ควบคู่กับสารเคมี เมื่อใช้ไปสักพักก็เห็นข้อแตกต่างว่าสารเคมีชนิดหนึ่งจะใช้กับศัตรูพืชเฉพาะตัวนั้น และต้องแยกกันฉีด เป็นการเพิ่มต้นทุน ขณะที่เชื้อราบิวเวอร์เรียตัวเดียวจบควบคุมศัตรูพืชได้ทุกชนิด

อย่างเราปลูกพุทรานมสดมีศัตรูพืชแต่ละช่วงฤดูไม่เหมือนกัน อย่างช่วงฝนตกชุกจะมีปัญหาโรคแอนแทรคโนส แต่ก่อนใช้สารเคมีเอาไม่อยู่เชื้อโรคยังขยายตัวได้ แต่พอมาใช้ไตรโคเดอร์ม่าช่วยได้เห็นผลชัดเจน ฉะนั้นตอบโจทย์เราได้อย่างดี ต้นทุนไม่สูงเพราะเราทำใช้เองได้ โดยมีเจ้าหน้าที่จาก ศทอ.นครราชสีมา มาให้ความรู้และแนะนำวิธีการผลิตชีวภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานอยู่ตลอดเวลา ส่งผลดีต่อผลผลิตที่ได้มีคุณภาพมากขึ้นด้วย อย่างตอนที่ใช้สารเคมีเนื้อพุทราจะน่วมมีน้ำเยอะ พอมาใช้ชีวภัณฑ์ทำให้เนื้อแน่น รสชาติหวานอร่อย รูปทรงดี สามารถจำหน่ายได้ในราคาที่สูงขึ้น จากเดิมอยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 40 บาท ตอนนี้ขายอยู่ที่ 60 บาท ทำให้คุณภาพชีวิตเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น จึงเชื่อมั่นในการใช้ชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืชว่าได้ผลดีจริง จนต้องผลิตไว้ใช้เองทุกสัปดาห์ตลอดทั้งปี

หากเกษตรกรท่านใดอยากแลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรงติดต่อได้ที่คุณปาลิดา นารีนุช ที่อยู่ 48 ม.4 บ้านยุบอีปูน ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เบอร์โทร.08-5774-0489 หรือขอคำแนะนำโดยตรงจากสำนักงานเกษตรใกล้บ้าน

รายงานพิเศษ : กลุ่มผักอินทรีย์นิคมเศรษฐกิจพอเพียง‘วังน้ำเขียว’ ใช้แปลงพยากรณ์จัดการศัตรูพืชได้อยู่หมัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/365103

รายงานพิเศษ : กลุ่มผักอินทรีย์นิคมเศรษฐกิจพอเพียง‘วังน้ำเขียว’  ใช้แปลงพยากรณ์จัดการศัตรูพืชได้อยู่หมัด

รายงานพิเศษ : กลุ่มผักอินทรีย์นิคมเศรษฐกิจพอเพียง‘วังน้ำเขียว’ ใช้แปลงพยากรณ์จัดการศัตรูพืชได้อยู่หมัด

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

แปลงติดตามสถานการณ์ศัตรูพืช หรือแปลงพยากรณ์ศัตรูพืช เป็นหนึ่งในที่กรมส่งเสริมการเกษตร นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการสำรวจติดตามและเฝ้าระวังศัตรูพืช เพื่อสามารถคาดการณ์แนวโน้มที่จะเกิดการระบาดของศัตรูพืช และเตือนภัยแก่เกษตรกรได้ทันท่วงที เช่น วิสาหกิจชุมชนผักอินทรีย์แปลงใหญ่นิคมเศรษฐกิจพอเพียง บ้านคลองบงพัฒนา อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ที่มีการใช้แปลงพยากรณ์ศัตรูพืช ในการป้องกันศัตรูพืชและแจ้งเตือนภัยสถานการณ์ศัตรูพืชให้สมาชิกได้ทราบ จึงได้บริหารจัดการได้ทันท่วงที

ว่าที่ร้อยโท ธีรภัทร ศรีคงอยู่ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรอำเภอวังน้ำเขียว กล่าวว่า สำนักงาน
เกษตรอำเภอวังน้ำเขียว ได้เข้ามาส่งเสริมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผักอินทรีย์แปลงใหญ่นิคมเศรษฐกิจพอเพียง บ้านคลองบงพัฒนา ตั้งแต่ต้นน้ำ ให้ความรู้การทำเกษตรปลอดภัย ถ่ายทอดความรู้วิธีการผลิตและใช้ชีวภัณฑ์ให้ถูกต้องและเหมาะสม รวมทั้งให้จัดทำแปลงพยากรณ์ศัตรูพืช เพื่อวางแผนการบริหารจัดการศัตรูพืช เมื่อพบเจอแมลงศัตรูพืชหรือโรคแมลง ก็จะได้แจ้งเตือนให้สมาชิกทราบ สามารถใช้ชีวภัณฑ์ได้ตรงกับชนิดของแมลงและโรค ทำให้จัดการศัตรูพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การใช้ประโยชน์จากแปลงพยากรณ์ในการจัดการศัตรูพืชได้ผลถึง 80% อีก 20% ขึ้นกับสภาพอากาศที่เราควบคุมไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เกษตรกรที่นี่เชื่อมั่นว่าแปลงพยากรณ์ทำแล้วได้ผล จึงขยายการทำเกษตรอินทรีย์ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา จากเริ่มต้นสมาชิก 10 คน ก็ขยายมาเรื่อยจนตอนนี้มีสมาชิก 34 คน ในการเพาะปลูกผักระบบอินทรีย์ นำมาซึ่งความปลอดภัยของผู้บริโภคและรายได้ของเกษตรกรที่เพิ่มขึ้น เดิมที่ขายผักมาตรฐานเกษตรปลอดภัย GAP เฉลี่ยอยู่ที่ 35-40 บาทต่อกก. แต่พอขยับมาเป็นมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ทางโรงคัดบรรจุเห็นความสำคัญก็เพิ่มราคารับซื้อตามมาตรฐานที่สูงขึ้นเป็น 70 บาทต่อกก. ผลผลิตมีคุณภาพ มีตลาดรองรับที่แน่นอน ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของสมาชิกกลุ่มดีขึ้นตามลำดับ

“ผมในฐานะคนรุ่นใหม่อนาคตของกรมส่งเสริมการเกษตร Future DOAE มีแผนส่งเสริมให้พื้นที่อำเภอวังน้ำเขียวเป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ผักอินทรีย์ส่งให้กับกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตผักอินทรีย์ในเครือข่าย 8 จังหวัด ที่ผลิตผักอินทรีย์ ที่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง เพื่อสร้างฐานการผลิตผักอินทรีย์ที่มีคุณภาพ ช่วยลดต้นทุนการผลิต สร้างรายได้ที่ดีขึ้นให้กับเกษตรกร มีความปลอดภัยกับผู้บริโภค ตลอดจนช่วยรักษาระบบนิเวศน์ที่ดีให้คงอยู่” ว่าที่ร้อยโท ธีรภัทร กล่าวทิ้งท้าย

ด้าน นางจิรัชญา วงศ์ทิม ประธานวิสาหกิจชุมชนผักอินทรีย์แปลงใหญ่นิคมเศรษฐกิจพอเพียง บ้านคลองบงพัฒนา อ.วังน้ำเขียว เล่าว่า สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผักอินทรีย์ แห่งนี้ได้ประโยชน์จากแปลงพยากรณ์ศัตรูพืชอย่างมาก โดยกลุ่มจะใช้แอพพลิเคชั่น LINE ไว้แจ้งเตือนให้สมาชิกทราบสถานการณ์ศัตรูพืชระบาดทันที เพราะที่นี่ผลิตผักอินทรีย์จะเน้นการป้องกันมากกว่ากำจัด

หากพบศัตรูพืชจะใช้ชีวภัณฑ์ในการป้องกัน เช่น เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า บิวเวอร์เรีย เมตตาไรเซี่ยม เชื้อ BT และเชื้อ BS ซึ่งได้รับการถ่ายทอดความรู้จากเกษตรตำบล เกษตรอำเภอ ซึ่งชีวภัณฑ์บางตัวอย่างไตรโคเดอร์ม่ากับบิวเวอร์เรีย ทางกลุ่มสามารถผลิตเองได้ ก็จะช่วยลดต้นทุนลงไปได้อีก

“เราทำผักอินทรีย์ ต้องใช้ชีวภัณฑ์ในการป้องกันศัตรูพืชและโรคพืช 100% ซึ่งทางกลุ่มได้การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์จากกรมวิชาการเกษตร ทำให้ผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาด จนผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการ ซึ่งขณะนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกรมส่งเสริมการเกษตรให้ทำโรงเรือนจำนวน 50 โรงเรือน จึงเชื่อมั่นว่าจะสามารถขยายการผลิตผักอินทรีย์รองรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญจะพัฒนาการผลิตเมล็ดพันธุ์ผักสลัดใช้เอง เนื่องจากตอนนี้ต้องซื้อในกก.ละ 20,000 บาท ถ้าเราผลิตเองจะลดต้นทุนส่วนนี้ได้อีกมาก หากสำเร็จก็จะขยายไปสู่เมล็ดพันธุ์ผักชนิดอื่นที่มีราคาสูง ทั้งนี้ เพราะกลุ่มเราอยู่ในพื้นที่นิคมเศรษฐกิจพอเพียงมีพื้นที่จำกัด เราต้องเน้นไปที่ผลิตผักที่ให้ราคาสูง เกษตรกรจะได้มีรายได้สูงขึ้นตามไปด้วย”

หากเกษตรกรท่านใดต้องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลด ละ เลิกการใช้สารเคมี หันมาใช้ชีวภัณฑ์ซึ่งสามารถผลิตใช้ได้เอง ติดต่อขอข้อมูลได้ที่สำนักงานเกษตรใกล้บ้าน

รายงานพิเศษ : ใช้วิธีผสมผสานจัดการ‘ศัตรูมะพร้าว’ กรมส่งเสริมการเกษตรย้ำช่วยแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/364818

รายงานพิเศษ : ใช้วิธีผสมผสานจัดการ‘ศัตรูมะพร้าว’  กรมส่งเสริมการเกษตรย้ำช่วยแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : ใช้วิธีผสมผสานจัดการ‘ศัตรูมะพร้าว’ กรมส่งเสริมการเกษตรย้ำช่วยแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ช่วงหลายปีที่ผ่านมาเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวต้องประสบปัญหาศัตรูพืชที่สำคัญหลายชนิด ทั้งหนอนหัวดำมะพร้าว แมลงดำหนาม ด้วงแรด ล้วนสร้างผลกระทบต่อผลผลิตมะพร้าว รายได้ของเกษตรกรและกระทบกับเศรษฐกิจในภาพรวม

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การจัดการศัตรูมะพร้าวเพื่อให้ได้ผลดี และไม่ให้กลับมาระบาดใหม่ควรใช้วิธีแบบผสมผสานตั้งแต่ 2 วิธีขึ้นไปมาใช้ร่วมกัน เพื่อลดปริมาณศัตรูมะพร้าวให้อยู่ในระดับที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายได้แก่ วิธีเขตกรรม คือการทำความสะอาดบริเวณสวน วิธีกล ตัดทางใบเผา เก็บหนอนและแมลงศัตรูพืชมาทำลาย และชีววิธี คือใช้ชีวภัณฑ์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ใช้ในการควบคุมศัตรูพืช ได้แก่ ตัวห้ำ ตัวเบียน และเชื้อจุลินทรีย์ ร่วมกับการใช้สารเคมีเป็นต้น การป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าวให้ได้ผลและยั่งยืน ต้องดำเนินการอย่างจริงจังและทำอย่างต่อเนื่อง

ในกรณีของหนอนหัวดำ ซึ่งเป็นศัตรูมะพร้าวที่ทำลายใบมะพร้าวเฉพาะระยะตัวหนอน ปัจจุบันพบว่าหนอนหัวดำมะพร้าวทำลายพืชหลายชนิด เช่น มะพร้าว ตาล ปาล์มน้ำมัน เป็นต้น โดยการป้องกันกำจัดมีวิธีการ ดังนี้ กรณีเริ่มพบการระบาด หรือมีการระบาดระดับน้อยให้ตัดทางใบล่างที่ถูกหนอนหัวดำทำลายมาเผาทันที พ่นเชื้อบีที อัตรา 80-100 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ผสมด้วยสารจับใบ 5 ซีซี จำนวน 3 ครั้งห่างกัน 7-10 วัน (ไม่ควรฉีดพ่นในขณะที่มีแสงแดดจัด) ปล่อยแตนเบียนบราคอน อัตราไร่ละ 200 ตัว จำนวน 12 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 15 วัน แต่ถ้าเกิดการระบาดรุนแรงให้ใช้สารเคมี แต่ต้องใช้สารเคมีตามคำแนะนำ คือ มะพร้าวที่มีความสูงมากกว่า 12 เมตร ใช้สารอิมาเม็กตินเบนโซเอท 1.92% อีซี ฉีดเข้าลำต้น ในอัตรา 30 ซีซีต่อต้น สามารถควบคุมหนอนได้นานอย่างน้อย 3 เดือน (วิธีนี้ห้ามใช้กับมะพร้าวที่สูงน้อยกว่า 12 เมตรมะพร้าวน้ำหอม มะพร้าวกะทิ และมะพร้าวที่ทำน้ำตาล) ส่วนมะพร้าวที่มีความสูงน้อยกว่า 12 เมตร ให้พ่นทางใบด้วยสารฟลูเบนไดอะไมด์ 20% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 5 กรัม/น้ำ 20 ลิตรหรือคลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% เอ็สซี อัตรา 20 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร โดยฉีดพ่นทางใบมะพร้าว จำนวน 1-2 ครั้ง ห่างกัน 15 วัน

ส่วนแมลงดำหนาม เป็นศัตรูมะพร้าวทั้งระยะหนอนและตัวเต็มวัย ทำลายใบมะพร้าวโดยกัดกินใบอ่อนที่ยังไม่คลี่ ทำให้ใบที่ถูกทำลายมีลักษณะเป็นสีน้ำตาลอ่อน เรียกว่า โรคหัวหงอก ในมะพร้าวต้นเล็กถ้าระบาดรุนแรงทำให้ตายได้ ส่วนต้นใหญ่จะทำให้ผลผลิตลดลง มีวิธีป้องกันกำจัด ได้แก่ ปล่อยแตนเบียนอะซีโคเดส อัตราไร่ละ 5 มัมมี่ เพื่อป้องกันกำจัดหนอนแมลงดำหนาม ในระยะวัย 1-3 ใช้เชื้อราเขียวเมตาไรเซียม อัตราการใช้ 1 กิโลกรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ผสมสารจับใบ ฉีดพ่นบนยอดมมะพร้าว กำจัดหนอน ดักแด้ และตัวเต็มวัยของแมลงดำหนามมะพร้าว ในกรณีมะพร้าวในแปลงเพาะและมะพร้าวต้นเล็ก ถ้าพบแมลงดำหนามระบาดควรพ่นสารเคมี เช่น คาร์บาริล อัตรา 30 กรัม/น้ำ 20 ลิตร โดยฉีดพ่นบริเวณยอดและใบอ่อนทุกครั้งก่อนการเคลื่อนย้ายต้นพันธุ์มะพร้าวจากแหล่งที่มีการระบาด

สำหรับด้วงแรด ซึ่งเป็นศัตรูที่ทำลายมะพร้าวเฉพาะตัวเต็มวัย เข้าไปเจาะกัดกินภายในยอดอ่อน ทำให้ใบขาดแหว่งลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมหรือหักพับ ส่งผลให้พืชชะงักการเจริญเติบโต วิธีการป้องกันกำจัด เริ่มจากการรักษาความสะอาดบริเวณสวน และกำจัดแหล่งขยายพันธุ์ เช่น เผามะพร้าวที่ยืนต้นตายหรือโค่นทิ้งไว้ รวมทั้งตอมะพร้าว ให้หมดไปจากสวน เกลี่ยกองซากพืช กองมูลสัตว์ให้มีความสูงไม่เกิน 15 เซนติเมตร ใช้เหล็กแหลมแทงตามรอยเจาะเพื่อทำลายตัวเต็มวัยที่ซ่อนอยู่ภายในรอยเจาะที่ยอดอ่อน ใช้กับดักฟีโรโมน ล่อตัวเต็มวัยแล้วจับทำลาย ควบคู่กับใช้เชื้อราเขียวเมตตาไรเซียม โดยทำกองปุ๋ยหมักใส่ขี้เลื่อยหรือขุยมะพร้าวผสมเศษหญ้าแห้งและปุ๋ยคอกให้เต็มกองล่อ เติมมูลวัว รดน้ำเพิ่มความชื้น หาวัสดุคลุมกองล่อ เช่นทางมะพร้าว หรือเศษใบไม้ เพื่อรักษาความชื้น เพื่อล่อให้ตัวเต็มวัยด้วงแรดมาวางไข่ เมื่อเจริญเป็นตัวหนอน ใช้เชื้อราเขียวเมตาไรเซียมในอัตรา 400 กรัมต่อกองล่อ คลุกผสมลงในกองล่อให้ทั่ว เชื้อราเขียวในกองล่อจะมีประสิทธิภาพในการกำจัดหนอนด้วงแรดมะพร้าวได้นานประมาณ 6-12 เดือน

เกษตรกรที่ประสบปัญหาศัตรูมะพร้าว สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือหน่วยงานในสังกัดกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อหาวิธีป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าวได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของท่าน ลดความสูญเสียและสร้างความมั่นคงในอาชีพของท่าน

รายงานพิเศษ : ยกทัพสินค้าเกษตรคุณภาพดีขึ้นห้างโฮมโปรทุกสาขา เจาะกลุ่มผู้บริโภครักสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/364449

รายงานพิเศษ : ยกทัพสินค้าเกษตรคุณภาพดีขึ้นห้างโฮมโปรทุกสาขา  เจาะกลุ่มผู้บริโภครักสุขภาพ

รายงานพิเศษ : ยกทัพสินค้าเกษตรคุณภาพดีขึ้นห้างโฮมโปรทุกสาขา เจาะกลุ่มผู้บริโภครักสุขภาพ

วันจันทร์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปัจจุบันกระแสการรักสุขภาพของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กว่า 80% ของผู้บริโภคทั่วประเทศ มีความต้องการวัตถุดิบที่มีคุณภาพ สด สะอาด ปลอดภัย และมีมาตรฐานรับรอง ส่งผลให้เกษตรกรผู้ผลิตจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย เป็นนโยบายที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพ มาตรฐาน ใส่ใจผู้บริโภคและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเชื่อมโยงสินค้าเกษตรไปสู่ผู้บริโภคซึ่งสอดคล้องกับนโยบายตลาดนำการผลิต ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรมีภารกิจหลักในการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรให้มีความรู้ และทักษะในการผลิตสินค้าเกษตรให้มีความปลอดภัยมีคุณภาพและได้รับรองมาตรฐานรวมถึงส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าใจ และสามารถบริหารจัดการด้านการตลาดได้อย่างชาญฉลาด

 

ล่าสุดกรมส่งเสริมการเกษตรได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรปลอดภัย กับบริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์จำกัด (มหาชน) เพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตร โดยเฉพาะสินค้าที่ผลิตตามระบบเกษตรที่ดีมีคุณภาพของเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) เกษตรกรที่อยู่ในระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ วิสาหกิจชุมชน และเกษตรกรจากตลาดเกษตรกร ให้มีสถานที่จำหน่ายสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ เปิดโอกาสให้เกษตรกรได้พบปะกับผู้บริโภคโดยตรง ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน ทำให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิตให้ผลิตสินค้ามีคุณลักษณะและปริมาณสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค รวมทั้งทำให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า ส่งผลให้เกษตรกรสามารถช่วยเหลือตนเองได้แบบค่อยเป็นค่อยไป เป็นวิถีดำเนินการที่เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรในการผลิตสินค้าเกษตรที่ดี และเกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้

ความร่วมมือกันตามแนวประชารัฐในครั้งนี้ นับเป็นมิติและโอกาสสำคัญที่ทำให้เกษตรกรได้รับโอกาสและมีพื้นที่ขายสินค้าคุณภาพ เพิ่มช่องทางให้เกษตรกรได้พบปะผู้บริโภคโดยตรง ที่สำคัญผู้บริโภคก็มีโอกาสได้เข้าถึงสินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ในราคาที่เหมาะสมจากเกษตรกรผู้ผลิต ช่วยลดปัญหาสินค้าล้นตลาดหรือราคาตกต่ำ

ด้าน นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้คัดเลือกเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร นำสินค้าด้านการเกษตรที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP หรือเกษตรอินทรีย์ รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูป สินค้าหัตถกรรม และสินค้าที่เกิดจากการผลิตของเกษตรกร มาจำหน่ายในพื้นที่ของ โฮมโปร สาขาต่างๆ ทั่วประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการสร้างกระบวนการเรียนรู้ ด้านการผลิตและการตลาด และการเชื่อมโยงเครือข่ายในระบบการผลิตสินค้าเกษตร ตลอดจนประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภครู้จักและเข้าถึงแหล่งสินค้าดีมีคุณภาพ ทางกรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้จัดงาน Farm @Home การพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรปลอดภัย ภายใต้หัวข้อ “สินค้าเกษตรมีคุณภาพ หลากหลายผลิตภัณฑ์ ชั้นนำประจำถิ่น” ณ มาร์เก็ตวิลเลจ หัวหิน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยได้รับความร่วมมือจากสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2และสำนักงานเกษตรจังหวัด 8 จังหวัดภาคตะวันตก รวมทั้งกลุ่มเกษตรกรจากตลาดเกษตรกร 8 จังหวัด นำสินค้าคุณภาพดีมาจัดแสดงและจำหน่าย

นับเป็นจุดเริ่มต้นในการนำพาให้เกษตรกร พัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพในทุกด้าน สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความมั่นคงในอาชีพให้กับเกษตรกรไทย ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้กำหนดให้มีการจัดงานพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรปลอดภัยกระจายไปตามภูมิภาคต่างๆ เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรดีมีคุณภาพไปสู่กลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายได้อย่างทั่วถึง

รายงานพิเศษ : ‘หม่อนไหม’เร่งพัฒนาคุณภาพเส้นไหม จากภาคเกษตรมุ่งสู่‘อุตสาหกรรมสิ่งทอ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/363951

รายงานพิเศษ : ‘หม่อนไหม’เร่งพัฒนาคุณภาพเส้นไหม  จากภาคเกษตรมุ่งสู่‘อุตสาหกรรมสิ่งทอ’

รายงานพิเศษ : ‘หม่อนไหม’เร่งพัฒนาคุณภาพเส้นไหม จากภาคเกษตรมุ่งสู่‘อุตสาหกรรมสิ่งทอ’

วันศุกร์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมหม่อนไหม เดินเครื่องส่งเสริมเกษตรกรใช้เครื่องสาวไหม UB2 และเครื่องปั่นตีเกลียวเส้นไหมเพื่อผลิตเส้นไหมที่มีคุณภาพเข้าสู่ตลาดสิ่งทอในระดับอุตสาหกรรม ลดการนำเข้าเส้นไหมจากต่างประเทศ

นายไพโรจน์ เฮงแสงชัย รองอธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า ปัจจุบันการผลิตสิ่งทอจากเส้นไหมในระบบอุตสาหกรรมนั้นจำเป็นจะต้องใช้เส้นไหมที่มีคุณภาพ มีความสม่ำเสมอขอเส้นใย และมีความแข็งแรงที่จะใช้กับเครื่องจักรขนาดใหญ่ แต่ด้วยการผลิตเส้นไหมของเกษตรกรส่วนใหญ่ซึ่งเป็นเกษตรกรรายย่อย ประกอบกับการใช้วิธีการสาวไหมที่ขาดการพัฒนา ส่งผลให้เส้นไหมที่ได้ยังขาดคุณภาพที่จะนำไปผลิตสิ่งทอในระดับอุตสาหกรรมได้ ด้วยเหตุนี้กรมหม่อนไหมจึงมีนโยบายในการพัฒนาเครื่องสาวไหมเพื่อที่จะสามารถนำมาผลิตเส้นไหมให้ได้คุณภาพและสามารถนำไปผลิตในระดับอุตสาหกรรมได้

โดยหนึ่งในเครื่องสาวไหมที่มีคุณภาพที่กรม มองว่ามีศักยภาพในการส่งเสริมให้นำมาสาวไหมเพื่อให้ได้เส้นไหมที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ได้แก่ เครื่องสาวไหม UB2 ซึ่งเป็นผลงานวิจัยสิ่งประดิษฐ์ศูนย์หม่อนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (อุบลราชธานี) และตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่าเครื่องสาวไหมอุบลราชธานี 50 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยสิริราชสมบัติครบ 50 ปี และเป็นเกียรติแก่หน่วยงานสถานีทดลองหม่อนไหมอุบลราชธานี ซึ่งเป็นแหล่งริเริ่มคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ ตั้งแต่เมื่อปี 2538 มาปรับปรุงใหม่เพื่อให้ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพตรงตามความต้องการใช้เส้นไหม

ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันการผลิตอุตสาหกรรมสิ่งทอมีความต้องการเส้นไหมมาก โดยจะเห็นได้จากผู้ประกอบการต่างประเทศเริ่มหาซื้อรังไหมจากประเทศไทยเพื่อนำไปผลิตเส้นใยในอุตสาหกรรมสิ่งทอเป็นจำนวนมาก กรมหม่อนไหมได้เล็งเห็นโอกาสในการสนับสนุนให้เกษตรกรมีรายได้จากการประกอบอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมที่มีตลาดรองรับที่แน่นอน จึงขยายผลด้านการผลิตเส้นไหมให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานอุตสาหกรรมสิ่งทอ โดยส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตเส้นไหมยืนและเส้นไหมพุ่งด้วยเครื่องสาวไหม UB2 และเครื่องปั่นตีเกลียวเส้นไหมโดยเครื่องมือทั้ง 2 เครื่องนี้เป็นผลงานวิจัยของนักวิจัยกรมหม่อนไหมที่มีศักยภาพการสาวที่ให้เส้นที่มีความสม่ำเสมอ มีเกลียวที่เพียงพอต่อการนำไปผลิตผ้าและผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานของอุตสาหกรรมสิ่งทอ

โดยในปี พ.ศ.2561 กรมหม่อนไหมได้เริ่มนำร่องการพัฒนาคุณภาพเส้นไหมด้วยเครื่องสาวไหม UB2 และเครื่องปั่นตีเกลียว จำนวน 20 กลุ่ม ในพื้นที่ จังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดศรีสะเกษ และจะขยายผลต่อเนื่องในปี พ.ศ.2562 ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดสระบุรี และจังหวัดมุกดาหาร โดยมีเป้าหมายการผลิตเส้นไหมเข้าสู่ตลาดไม่น้อยกว่า 100 ตัน

ทั้งนี้เครื่องสาวไหมดังกล่าวเป็นเครื่องสาวไหมขนาดย่อมขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ขนาด 1/4 แรงม้า มีประสิทธิภาพสูงกว่าการสาวไหมด้วยมือแบบพื้นเมืองถึง 6 เท่า โดยน้ำหนักจากการใช้เวลาในการสาวเท่ากัน แต่คุณภาพของเส้นไหมที่ได้มีลักษณะกลม มีการรวมตัวของเส้นไหมดีมาก ขณะทำการสาวไหมยังสามารถกรอเส้นไหมได้พร้อมกันอีกด้วย ต้นทุนการผลิตต่ำ วัสดุที่ใช้ประกอบเครื่องหาได้ง่ายในท้องถิ่น เคลื่อนย้ายได้สะดวก โดยในปี 2560 ที่ผ่านมา กรม ได้ทดลองส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีได้นำเครื่องดังกล่าวไปใช้จำนวน 20 เครื่อง ผลที่ได้เกษตรกร 18 ราย สามารถใช้เครื่องดังกล่าวได้ดีและได้เส้นไหมคุณภาพ สามารถทดแทนเส้นไหมยืนที่ต้องนำเข้าหรือสั่งซื้อจากโรงงานได้ ซึ่งจากผลการทดลองดังกล่าวในปีนี้จึงได้ขยายผลการใช้ให้มากขึ้นและพร้อมผลักดันให้ปี 2562 เป็นปีแห่งการพัฒนาการสาวไหมให้มีคุณภาพต่อไป

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีฯเตรียมพร้อมสู่ปี’62 ‘สร้างสมดุลแห่งการพัฒนา สายงานประชารัฐเพื่อความยั่งยืน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/363742

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีฯเตรียมพร้อมสู่ปี’62  ‘สร้างสมดุลแห่งการพัฒนา สายงานประชารัฐเพื่อความยั่งยืน’

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีฯเตรียมพร้อมสู่ปี’62 ‘สร้างสมดุลแห่งการพัฒนา สายงานประชารัฐเพื่อความยั่งยืน’

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ 

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จัดการประชุมสัมมนาวิชาการ ประจำปี 2561หัวข้อ “เตรียมความพร้อมสู่ ปี 2562 สร้างสมดุลแห่งการพัฒนาสายงานประชารัฐเพื่อความยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 6-8 กันยายน 2561 ณ ชลพฤกษ์ รีสอร์ท อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายกโดยมี นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์เป็นประธาน เพื่อรับทราบและทบทวนผลการดำเนินการปี 2561และรับทราบแผนการดำเนินงานและงบประมาณปี 2562 พร้อมร่วมรับฟังแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน และหลักการใช้ชีวิตของข้าราชการ

ทั้งนี้ ตามที่รัฐบาลได้กำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ระหว่างปี พ.ศ.2560-2579 เพื่อพัฒนาประเทศ ให้มีความมั่นคงมั่งคั่ง และยั่งยืน โดยยึดการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งสิ่งวัดความสำเร็จ ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของเกษตรกร คือข้อมูลจากการจดบันทึกบัญชีของเกษตรกร โดยมีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เป็นหน่วยงานสนับสนุนและส่งเสริมการทำบัญชี ให้เกษตรกรมีความรู้และเข้าใจในการนำระบบบัญชีไปใช้เป็นข้อมูลในการประเมินและวางแผนการจัดระเบียบรายรับ-รายจ่าย ช่วยแก้ไขปัญหาหนี้สิน รู้จักความพอมี พอกิน พอใช้ เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งแก่ตนเองและครอบครัว ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้นำแนวทางตามยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี และนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาสู่การปฏิบัติ โดยมุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการเงินการบัญชีแก่เกษตรกรสถาบันเกษตรกร โดยกรมได้ขับเคลื่อนการให้องค์ความรู้ทางบัญชี ควบคู่กับภารกิจหลักด้านการวางระบบบัญชีและตรวจสอบบัญชีสหกรณ์มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับสถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็งด้วยบัญชี เกษตรกรได้มีความรู้และเข้าใจในการนำระบบบัญชีไปใช้ในการบริหารจัดการภาคการเกษตร ประชาชนใช้บัญชีเป็นคู่มือการดำเนินชีวิตและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจระดับฐานราก รวมถึงพัฒนากรมตรวจบัญชีสหกรณ์ให้เป็นแหล่งข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับการเงินและการดำเนินธุรกิจสหกรณ์เพื่อให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี ซึ่งมีผลต่อการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร

ปัจจุบันกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้สอนการทำบัญชีให้เกษตรกร แบ่งเป็นบัญชีในครัวเรือน 5.6 ล้านครัวเรือน และบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ 2.4 ล้านครัวเรือน เพื่อให้เกษตรกรสามารถทำบัญชีได้ใช้ข้อมูลทางบัญชีมาวางแผนการลงทุนและการผลิต ส่งผลให้ผลผลิตได้ราคา มีรายได้เพิ่มและมีกำไร รวมทั้งสร้างเครือข่ายครูบัญชีอาสาทั่วประเทศ เพื่อเป็นตัวแทนในการถ่ายทอดความรู้การจัดทำบัญชีสู่เกษตรกร เยาวชน และคนในชุมชน เพื่อสร้างความเข้มแข็งในชุมชน ก้าวสู่การดำเนินชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวอีกว่า การจัดประชุมสัมมนาวิชาการ ประจำปี 2561 ในหัวข้อ “เตรียมความพร้อมสู่ปี 2562 สร้างสมดุลแห่งการพัฒนา สายงานประชารัฐเพื่อความยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 6-8 กันยายน 2561 นี้ จึงเป็นการเตรียมความพร้อมของบุคลากรกรม ให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆซึ่งจะเป็นการสะท้อนปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานร่วมกันเพื่อนำไปปรับปรุง พัฒนา และต่อยอด การดำเนินงานในปีงบประมาณ 2562 โดยนำปัจจัยแวดล้อมต่างๆ รวมถึงยุทธศาสตร์และนโยบายของรัฐบาลและกระทรวง มาเป็นกรอบในการวางแผนอีกทั้ง เป็นโอกาสสำคัญให้ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ความคิดเห็นและประสบการณ์ต่างๆ เพื่อสร้างความสามัคคีภายในองค์กรร่วมกัน

รายงานพิเศษ : ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่14 ขับเคลื่อนเครือข่ายความร่วมมือ‘ศพก.’ภาคเหนือตอนล่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/363484

รายงานพิเศษ : ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่14 ขับเคลื่อนเครือข่ายความร่วมมือ‘ศพก.’ภาคเหนือตอนล่าง

รายงานพิเศษ : ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่14 ขับเคลื่อนเครือข่ายความร่วมมือ‘ศพก.’ภาคเหนือตอนล่าง

วันพุธ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 14 จังหวัดชัยนาท ประชุมเชิงปฏิบัติการการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ระหว่างศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และสหกรณ์ในระดับจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการเชื่อมโยงธุรกิจและสินค้าสหกรณ์สู่ความเข้มแข็ง

นางณัฏยา ศรีชัย ผู้อำนวยการศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 14 จังหวัดชัยนาท สำนักพัฒนาและการถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากนโยบายรัฐบาลที่ได้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ขึ้นมาเพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรของชุมชน เป็นเครื่องมือการส่งเสริมการเกษตรในการเพิ่มผลผลิต การลดต้นทุนการผลิต ในส่วนกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ดำเนินการสนับสนุนการขับเคลื่อนตามนโยบายการปฏิรูปภาคการเกษตร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น ควบคู่ไปกับการสนับสนุนและพัฒนาศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์ เพื่อพร้อมเป็นศูนย์เครือข่ายด้านสหกรณ์ให้กับ ศพก. โดยใช้แนวทางการขับเคลื่อนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือให้เกิดการเชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงานในท้องถิ่นให้มีความสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ทั้งนี้ก็เพื่อให้ทุกหน่วยงานมีส่วนในการร่วมกันวิเคราะห์หาแนวทางการร่วมมือ ขยายผลการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือและการเรียนรู้ภายในจังหวัด เช่น การผลิต การตลาด ความรู้ เครือข่ายด้านอื่นๆ โดยหนึ่งในการขับเคลื่อนระดับชุมชน การสร้างความร่วมมือระหว่างศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์ และสหกรณ์อื่นๆ ในระดับจังหวัด ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการขับเคลื่อนให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือและการเรียนรู้ในระดับจังหวัดตั้งแต่ฐานราก ที่จะมีส่วนช่วยในการพัฒนาขยายผลเครือข่ายทางธุรกิจเชื่อมโยงให้เกิดประโยชน์ ในการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือและการเรียนรู้ที่เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 14 จังหวัดชัยนาท พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการจัดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ระหว่าง ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และสหกรณ์ในระดับจังหวัด” ในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ณ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครสวรรค์ โดยมีผู้เข้าร่วมอบรม ได้แก่ ฝ่ายบริหารและฝ่ายจัดการของสหกรณ์การเกษตรลาดยาว จำกัด สหกรณ์ การเกษตรปฏิรูปที่ดินแม่วงก์ จำกัด สหกรณ์การเกษตรศาลเจ้าไก่ต่อ จำกัด สหกรณ์การเกษตรบรรพตพิสัย จำกัด สหกรณ์การเกษตรบ้านต้นโพธิ์ จำกัด ผู้แทน ศพก. อำเภอบรรพตพิสัย ผู้แทน ศพก. อำเภอลาดยาว และเจ้าหน้าที่จากสำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครสวรรค์ จำนวน 20 คน โดยการจัดประชุมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม สนับสนุน การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และสหกรณ์ในระดับจังหวัดเพื่อให้ผู้เข้าประชุมได้ร่วมกันวางแผนการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยง ธุรกิจ ผลิตผลเกษตร ปัจจัยการผลิต ตลาดผลิตภัณฑ์สินค้า และด้านวิชาการ

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้จัดประชุมเครือข่ายความร่วมมือไปแล้วศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 14 จังหวัดชัยนาท ก็จะมีการติดตามผลการดำเนินการตามแนวทางการเชื่อมโยง พัฒนาเครือข่ายความร่วมมือ รวมถึงผลการขับเคลื่อนเครือข่ายความร่วมมือเพื่อพัฒนาในระดับจังหวัดเพื่อนำไปเสนอสำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ต่อไป

รายงานพิเศษ : กรมการข้าวโชว์ผลสำเร็จ‘ไทยนิยมยั่งยืน’ เร่งขับเคลื่อนให้บรรลุวัตถุประสงค์ก่อนสิ้นปีงบฯ2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/363205

รายงานพิเศษ : กรมการข้าวโชว์ผลสำเร็จ‘ไทยนิยมยั่งยืน’ เร่งขับเคลื่อนให้บรรลุวัตถุประสงค์ก่อนสิ้นปีงบฯ2561

รายงานพิเศษ : กรมการข้าวโชว์ผลสำเร็จ‘ไทยนิยมยั่งยืน’ เร่งขับเคลื่อนให้บรรลุวัตถุประสงค์ก่อนสิ้นปีงบฯ2561

วันอังคาร ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยถึงผลสำเร็จการดำเนินโครงการไทยนิยมยั่งยืน ของกรมการข้าว ว่า ขณะนี้กรมการข้าวได้ขับเคลื่อนการดำเนินโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ตามนโยบายของรัฐบาล จำนวน 2 โครงการโครงการแรก คือ โครงการเพิ่มทักษะอาชีพเกษตรกรผู้ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ งบประมาณ 18,240,600 บาท เกษตรกรเป้าหมาย 10,605 ราย ในพื้นที่ 46 จังหวัด มีผลการเบิกจ่าย 10,428,951 บาท เกษตรกรผ่านการฝึกอบรม 9,233 รายในกิจกรรมการฝึกอบรม 3 หลักสูตร ได้แก่ การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว เกษตรกร 2,917 ราย การผลิตข้าวคุณภาพดี เกษตรกร 5,112 ราย และการแปรรูปข้าวและผลิตภัณฑ์ เกษตรกร 1,204 ราย โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มทักษะอาชีพให้แก่เกษตรกร

นายกฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล 

โครงการที่สอง คือ โครงการผลิตเมล็ดพันธุ์ดี งบประมาณ 45,362,000 บาท เบิกจ่ายแล้ว 28,166,040 บาท มี 2 กิจกรรม คือ กิจกรรมย่อยที่ 1 กิจกรรมเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว งบประมาณ 32,814,000 บาท มีผลการเบิกจ่าย 27,579,190 บาท กลุ่มเป้าหมายคือกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวดกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวดีเด่นระดับกลุ่มศูนย์ ตั้งแต่ปี 2558-2560 จำนวน 18 กลุ่ม โดยดำเนินการจัดซื้อเครื่องเกี่ยวนวดข้าว 18 เครื่อง ส่งมอบให้เกษตรกรแล้ว 17 เครื่อง จัดซื้อชุดปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ 18 ชุด ส่งมอบให้เกษตรกรแล้ว 15 ชุด อบรมหลักสูตรการบริหารจัดการกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้เกษตรกรแล้ว 900 ราย และหลักสูตรวิทยาการเมล็ดพันธุ์ให้เกษตรกรแล้ว 900 ราย

กิจกรรมย่อยที่ 2 กิจกรรมเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวตลาดเฉพาะ งบประมาณ 12,548,000 บาท มีผลการเบิกจ่าย 586,850 บาท กลุ่มเป้าหมายคือ กลุ่มเกษตรกรผลิตข้าวตลาดเฉพาะ 38 กลุ่ม 24 จังหวัด โดยดำเนินการสนับสนุนเครื่องมืออุปกรณ์ที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปข้าว (ภายใต้เครื่องมือ 11 รายการ 88 เครื่อง) ส่งมอบให้เกษตรกรแล้ว 11 เครื่อง ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการดำเนินการ (การลงนามในสัญญา/การรอส่งมอบ) จำนวน 77 เครื่องและฝึกอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรแล้ว 100 ราย จากเป้าหมาย 160 ราย

รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า สำหรับการขับเคลื่อนการดำเนินโครงการในช่วงเวลาที่เหลือกรมการข้าวได้กำชับหน่วยงานในสังกัดให้เร่งขับเคลื่อนงานเพื่อให้บรรลุตามเป้าประสงค์ ส่วนภาพรวมการดำเนินการที่ยังไม่ได้ผลตามเป้าหมายนั้น กรมการข้าวจะเร่งนำเสนอกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณาการดำเนินโครงการไทยนิยมยั่งยืนของกรมการข้าวในรอบที่ 2 เพื่อให้สามารถดำเนินการได้ครบถ้วนตามเป้าหมายที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์วางไว้

รายงานพิเศษ : กตส.ชู‘สหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ’ เข้มแข็งด้วยการจัดการทางบัญชีที่ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/362505

รายงานพิเศษ : กตส.ชู‘สหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ’  เข้มแข็งด้วยการจัดการทางบัญชีที่ดี

รายงานพิเศษ : กตส.ชู‘สหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ’ เข้มแข็งด้วยการจัดการทางบัญชีที่ดี

วันศุกร์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ สร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ โดยนำระบบบัญชีมาใช้บริหารจัดการสหกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้ความโปร่งใส โดยมีตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ นางนิตยา จันชัยภูมิ ครูบัญชีดีเด่น ระดับภาคประจำปี 2561 และเป็นผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ จำกัด จ.สุพรรณบุรี ที่ได้นำระบบบัญชีที่ได้เรียนรู้จากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มาช่วยสร้างความเข้มแข็งแก่สมาชิกสหกรณ์

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มีภารกิจหนึ่งที่สำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ คือ การนำระบบบัญชีมาใช้บริหารจัดการสหกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส โดยหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยในการบริหารงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร คือ โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (Cooperative Full Pack Accounting Software : FAS) ซึ่งกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการบริหารงานของสหกรณ์ และเป็นส่วนสำคัญในการช่วยบริหารจัดการงานภาคสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โปรแกรมดังกล่าว ได้รับการออกแบบให้ครอบคลุมตามธุรกิจของสหกรณ์ในทุกด้าน และมีความทันสมัย เป็นปัจจุบัน ช่วยลดข้อผิดพลาดในการทำงานและมีระบบข้อมูลทางบัญชีที่ได้มาตรฐานสามารถปิดบัญชีประจำปีได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ยังได้พัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ อย่าง Smart 4M ผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ เช่น มือถือ เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มคนได้ง่ายและสะดวกต่อการใช้งานอีกด้วย สำหรับ Smart4Mประกอบไปด้วย Smart Me เป็นแอพพลิเคชั่นสำหรับสมาชิกสหกรณ์และบุคคลทั่วไปในการใช้บันทึกข้อมูลบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพ Smart Member แอพพลิเคชั่นสำหรับสมาชิกสหกรณ์ ที่ช่วยให้สมาชิกสหกรณ์สามารถตรวจสอบฐานะทางการเงินของตนเองได้ตลอดเวลา Smart Manage แอพพลิเคชั่นสำหรับกรรมการสหกรณ์ ใช้ติดตามและตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์ และ Smart Monitor แอพพลิเคชั่นสำหรับผู้สอบบัญชี ผู้กำกับดูแลและผู้ที่เกี่ยวข้อง สามารถติดตามความเคลื่อนไหวและความผิดปกติทางการเงินของสหกรณ์ นับเป็นนวัตกรรมที่จะช่วยให้เกษตรกร สมาชิกสหกรณ์ กรรมการสหกรณ์ และผู้เกี่ยวข้องได้ประโยชน์จากการใช้ข้อมูลเหล่านี้ให้เข้าถึงได้มากที่สุด และเป็นประโยชน์ต่อตัวเองได้มากที่สุดอีกด้วย ทั้งนี้ สหกรณ์หนองหญ้าไซ จำกัด ถือว่าเป็นสหกรณ์ต้นแบบ ที่ได้นำระบบบัญชีที่ได้เรียนรู้จากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มาช่วยสร้างความเข้มแข็งแก่สมาชิกสหกรณ์ และมีจุดเด่นในด้านเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการทำงาน ทำธุรกิจบนพื้นฐานด้วยความระมัดระวัง และเป็นพื้นฐานของการมีคุณธรรม สิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญมากในระบบสหกรณ์

ด้าน นางนิตยา จันชัยภูมิ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า เริ่มต้นบันทึกบัญชีเมื่อปี 2548 จากการได้รับการสอนแนะการจดบันทึกบัญชีรายรับ-รายจ่ายในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพจากสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์สุพรรณบุรี จึงนำข้อมูลที่ได้รับจากการบันทึกบัญชีมาวิเคราะห์และปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ทำให้สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นได้ ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ได้สร้างเครือข่ายครูบัญชีเพื่อถ่ายทอดความรู้ทางบัญชีแก่สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรในจังหวัดสุพรรณบุรี รวมทั้งได้ขยายเครือข่ายไปยังเยาวชนของชาติ โดยเข้าไปสอนแนะการจดบันทึกบัญชีให้กับนักเรียนในจังหวัดสุพรรณบุรี และร่วมกับสหกรณ์จัดโครงการออมทรัพย์ ออมความดีถวายพ่อหลวง มอบทุนการศึกษาแก่บุตรหลานสมาชิก และนักเรียนที่จดบันทึกบัญชีรายรับ รายจ่ายอย่างต่อเนื่อง ทำให้เด็กๆเยาวชนมีการวางแผนการจัดการงานด้านการเงิน การออม รวมถึงการทำบัญชีได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อไปอีกด้วย

สำหรับความสำเร็จของ สหกรณ์หนองหญ้าไซ จำกัด ขึ้นอยู่กับการมีส่วนร่วมของสมาชิก ที่มีความรักความสามัคคีกัน ทั้งคณะกรรมการดำเนินงาน และสมาชิกที่ให้ความร่วมมือกันเป็นอย่างดี อีกทั้ง สหกรณ์ฯ ก็มีแนวทางดำเนินงานโดยนำระบบบัญชีมาใช้บริหารจัดการสหกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ความโปร่งใส สมาชิกสามารถตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ของสหกรณ์ฯ ได้ โดยนำเทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ๆ ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ อย่าง Smart 4M ผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ ที่สามารถเปิดดูข้อมูลในมือถือได้ด้วยตัวเอง และอีกส่วนหนึ่งที่เราส่งเสริมให้สมาชิกได้รับความรู้ในเรื่องของการจดทำบัญชี เพื่อให้เขารู้รายได้และค่าใช้จ่ายของตัวเอง แล้วสามารถปรับมาใช้ในเรื่องของสมดุล ทำให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เมื่อคุณภาพชีวิตของสมาชิกดีขึ้น จะส่งผลถึงตัวองค์กรให้มีความแข็งแรง

“ประโยชน์ที่สมาชิกจะได้รับจากการจดบันทึกบัญชี จะทำให้เขารู้สภาวะเศรษฐกิจของตัวเองและครอบครัว ว่าเขามีรายได้เท่าไร ค่าใช้จ่ายเท่าไร เขาควรปรับอย่างไรให้เกิดความสมดุล ส่วนประโยชน์ที่สหกรณ์ได้ก็คือจะมีการควบคุมภายในที่ดี สามารถเอาข้อมูลที่สมาชิกจดบันทึกบัญชีมาใช้วางแผนในการดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจสินเชื่อ หรือธุรกิจที่เรียกว่ารวมกันซื้อ ซึ่งจะช่วยให้สมาชิกซื้อสินค้าในราคาที่ถูกลง โดยทั้งหมดนี้ จะมีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ที่เปรียบเสมือน ครู และเป็นพี่เลี้ยง คอยชี้แนะให้ถูกต้อง ถูกวิธี ถ้าเห็นว่าอะไรที่อาจจะมีปัญหา หรือมองจากตัวเลขแล้ว อาจจะเกิดความเสี่ยง ทางกรมฯ ก็จะใช้วิธีชี้แนะที่ได้จากตัวเลขนั้นเอง”นางนิตยา กล่าว

รายงานพิเศษ : อันตรายจากสารอะฟลาทอกซินในผลิตผลเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/362271

รายงานพิเศษ : อันตรายจากสารอะฟลาทอกซินในผลิตผลเกษตร

รายงานพิเศษ : อันตรายจากสารอะฟลาทอกซินในผลิตผลเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

อะฟลาทอกซิน เป็นสารพิษที่ผลิตจากเชื้อราและมักพบปนเปื้อนอยู่ในผลิตผลทางการเกษตร ได้แก่ ถั่วเมล็ดแห้ง และเมล็ดพืชน้ำมันชนิดต่างๆ เช่น ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ข้าว ข้าวสาลี ถั่วลิสง มะพร้าว สมุนไพร เครื่องเทศ และในผลิตภัณฑ์แปรรูปแทบทุกชนิด ที่ใช้วัตถุดิบจากผลิตผลทางการเกษตรที่มีเชื้อราชนิดนี้ปนเปื้อนอยู่ก่อน

พิษของสารอะฟลาทอกซินแบบเฉียบพลันนั้นมักเกิดในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่อาการที่เกิดจาก สารอะฟลาทอกซินในเด็ก คือ มีอาการชักและหมดสติได้ เนื่องจากมีความผิดปกติของตับและสมอง น้ำตาลในเลือดลดลง สมองบวม มีการคั่งของไขมันในอวัยวะภายใน เช่น ตับ ไต หัวใจ และปอด สำหรับในผู้ใหญ่หากได้รับสารพิษชนิดนี้เข้าไปเป็นจำนวนมาก หรือแม้เป็นจำนวนน้อยแต่ได้รับเป็นประจำ อาจเกิดการสะสมจนทำให้เกิดอาการชัก หายใจลำบาก ตับถูกทำลาย หัวใจและสมองบวม นอกจากนั้นการที่ร่างกายได้รับสารพิษอะฟลาทอกซินเป็นประจำยังเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งตับ การเกิดไขมันมากในตับ และพังผืดในตับ

นายสมศักดิ์ วรรณศิริ ผู้อำนวยการกลุ่มจัดการศัตรูพืชหลังการเก็บเกี่ยว กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การปนเปื้อนของสารพิษอะฟลาทอกซินในผลิตผลเกษตร เป็นปัญหาที่สำคัญมากเพราะก่อให้เกิดความเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อม ผลกระทบทางตรงคือทำให้ผลผลิตเสียหาย มีคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ราคาตกต่ำ และที่สำคัญประชาชนที่บริโภคอาหารที่มีการปนเปื้อนของสารพิษเข้าไปอาจได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ส่วนผลกระทบทางอ้อม คือ การนำเอาปริมาณการปนเปื้อนของสารอะฟลาทอกซิน มาเป็นข้อกีดกันทางการค้า ทำให้ไม่สามารถส่งออกได้ และทำให้มูลค่าทางการตลาดของผลิตผลทางการเกษตรลดลงด้วย

การปนเปื้อนของสารอะฟลาทอกซินเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงและคาดการณ์ได้ยากมาก เพราะเชื้อราที่สร้างสารพิษชนิดนี้ส่วนใหญ่จะพบอยู่ทั่วไปในสภาพแวดล้อมของประเทศไทย ซึ่งเจริญได้ดีบนผลิตผลเกษตรเกือบทุกชนิด รวมทั้งผลิตภัณฑ์แปรรูปชนิดต่างๆ จากผลิตผลเกษตรด้วย เชื้อราเหล่านี้เกิดขึ้นได้ทุกสถานการณ์ ตั้งแต่กระบวนการผลิต กระบวนการเก็บเกี่ยว และกระบวนการเก็บรักษา กระบวนการขนส่ง สารพิษเหล่านี้อาจปนเปื้อนอยู่ในผลิตผลเกษตรได้ ถึงแม้จะไม่มีเชื้อราปรากฏให้เห็นบนผลิตผลเกษตรนั้นๆ เพราะตัวเชื้อราเองอาจถูกขจัดออกไปโดยวิธีต่างๆ หลังจากที่สร้างสารพิษเอาไว้บนผลิตผลเกษตรแล้ว

การป้องกันเบื้องต้น กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำให้เกษตรกรทำการลดความชื้นของผลิตผลหลังการเก็บเกี่ยวอย่างรวดเร็วด้วยการทำแห้ง (dehydration) เพื่อลดปริมาณ water activity ของอาหารให้ต่ำกว่าที่เชื้อราจะเจริญและสร้างสารพิษ และเนื่องจากสารพิษทนความร้อนได้สูงถึง 260 องศาเซลเซียส ความร้อนจากการแปรรูปอาหารทั่วๆไป ไม่สามารถทำลายได้ วิธีการทำลายสารอะฟลาทอกซินโดยทั่วไป จะเป็นวิธีทางเคมี เช่น การใช้กรดแก่ หรือด่างแก่ และวิธีทางกายภาพ เช่น การใช้วิธีการคัดแยก (sorting) เมล็ดธัญพืช หรือการใช้รังสี เป็นต้น แต่ไม่มีวิธีการใดเลยที่สามารถทำลายสารพิษได้หมด