รายงานพิเศษ : ‘หม่อนไหม’เร่งพัฒนาคุณภาพเส้นไหม จากภาคเกษตรมุ่งสู่‘อุตสาหกรรมสิ่งทอ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/363951

รายงานพิเศษ : ‘หม่อนไหม’เร่งพัฒนาคุณภาพเส้นไหม  จากภาคเกษตรมุ่งสู่‘อุตสาหกรรมสิ่งทอ’

รายงานพิเศษ : ‘หม่อนไหม’เร่งพัฒนาคุณภาพเส้นไหม จากภาคเกษตรมุ่งสู่‘อุตสาหกรรมสิ่งทอ’

วันศุกร์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมหม่อนไหม เดินเครื่องส่งเสริมเกษตรกรใช้เครื่องสาวไหม UB2 และเครื่องปั่นตีเกลียวเส้นไหมเพื่อผลิตเส้นไหมที่มีคุณภาพเข้าสู่ตลาดสิ่งทอในระดับอุตสาหกรรม ลดการนำเข้าเส้นไหมจากต่างประเทศ

นายไพโรจน์ เฮงแสงชัย รองอธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า ปัจจุบันการผลิตสิ่งทอจากเส้นไหมในระบบอุตสาหกรรมนั้นจำเป็นจะต้องใช้เส้นไหมที่มีคุณภาพ มีความสม่ำเสมอขอเส้นใย และมีความแข็งแรงที่จะใช้กับเครื่องจักรขนาดใหญ่ แต่ด้วยการผลิตเส้นไหมของเกษตรกรส่วนใหญ่ซึ่งเป็นเกษตรกรรายย่อย ประกอบกับการใช้วิธีการสาวไหมที่ขาดการพัฒนา ส่งผลให้เส้นไหมที่ได้ยังขาดคุณภาพที่จะนำไปผลิตสิ่งทอในระดับอุตสาหกรรมได้ ด้วยเหตุนี้กรมหม่อนไหมจึงมีนโยบายในการพัฒนาเครื่องสาวไหมเพื่อที่จะสามารถนำมาผลิตเส้นไหมให้ได้คุณภาพและสามารถนำไปผลิตในระดับอุตสาหกรรมได้

โดยหนึ่งในเครื่องสาวไหมที่มีคุณภาพที่กรม มองว่ามีศักยภาพในการส่งเสริมให้นำมาสาวไหมเพื่อให้ได้เส้นไหมที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ได้แก่ เครื่องสาวไหม UB2 ซึ่งเป็นผลงานวิจัยสิ่งประดิษฐ์ศูนย์หม่อนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (อุบลราชธานี) และตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่าเครื่องสาวไหมอุบลราชธานี 50 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยสิริราชสมบัติครบ 50 ปี และเป็นเกียรติแก่หน่วยงานสถานีทดลองหม่อนไหมอุบลราชธานี ซึ่งเป็นแหล่งริเริ่มคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ ตั้งแต่เมื่อปี 2538 มาปรับปรุงใหม่เพื่อให้ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพตรงตามความต้องการใช้เส้นไหม

ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันการผลิตอุตสาหกรรมสิ่งทอมีความต้องการเส้นไหมมาก โดยจะเห็นได้จากผู้ประกอบการต่างประเทศเริ่มหาซื้อรังไหมจากประเทศไทยเพื่อนำไปผลิตเส้นใยในอุตสาหกรรมสิ่งทอเป็นจำนวนมาก กรมหม่อนไหมได้เล็งเห็นโอกาสในการสนับสนุนให้เกษตรกรมีรายได้จากการประกอบอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมที่มีตลาดรองรับที่แน่นอน จึงขยายผลด้านการผลิตเส้นไหมให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานอุตสาหกรรมสิ่งทอ โดยส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตเส้นไหมยืนและเส้นไหมพุ่งด้วยเครื่องสาวไหม UB2 และเครื่องปั่นตีเกลียวเส้นไหมโดยเครื่องมือทั้ง 2 เครื่องนี้เป็นผลงานวิจัยของนักวิจัยกรมหม่อนไหมที่มีศักยภาพการสาวที่ให้เส้นที่มีความสม่ำเสมอ มีเกลียวที่เพียงพอต่อการนำไปผลิตผ้าและผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานของอุตสาหกรรมสิ่งทอ

โดยในปี พ.ศ.2561 กรมหม่อนไหมได้เริ่มนำร่องการพัฒนาคุณภาพเส้นไหมด้วยเครื่องสาวไหม UB2 และเครื่องปั่นตีเกลียว จำนวน 20 กลุ่ม ในพื้นที่ จังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดศรีสะเกษ และจะขยายผลต่อเนื่องในปี พ.ศ.2562 ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดสระบุรี และจังหวัดมุกดาหาร โดยมีเป้าหมายการผลิตเส้นไหมเข้าสู่ตลาดไม่น้อยกว่า 100 ตัน

ทั้งนี้เครื่องสาวไหมดังกล่าวเป็นเครื่องสาวไหมขนาดย่อมขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ขนาด 1/4 แรงม้า มีประสิทธิภาพสูงกว่าการสาวไหมด้วยมือแบบพื้นเมืองถึง 6 เท่า โดยน้ำหนักจากการใช้เวลาในการสาวเท่ากัน แต่คุณภาพของเส้นไหมที่ได้มีลักษณะกลม มีการรวมตัวของเส้นไหมดีมาก ขณะทำการสาวไหมยังสามารถกรอเส้นไหมได้พร้อมกันอีกด้วย ต้นทุนการผลิตต่ำ วัสดุที่ใช้ประกอบเครื่องหาได้ง่ายในท้องถิ่น เคลื่อนย้ายได้สะดวก โดยในปี 2560 ที่ผ่านมา กรม ได้ทดลองส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีได้นำเครื่องดังกล่าวไปใช้จำนวน 20 เครื่อง ผลที่ได้เกษตรกร 18 ราย สามารถใช้เครื่องดังกล่าวได้ดีและได้เส้นไหมคุณภาพ สามารถทดแทนเส้นไหมยืนที่ต้องนำเข้าหรือสั่งซื้อจากโรงงานได้ ซึ่งจากผลการทดลองดังกล่าวในปีนี้จึงได้ขยายผลการใช้ให้มากขึ้นและพร้อมผลักดันให้ปี 2562 เป็นปีแห่งการพัฒนาการสาวไหมให้มีคุณภาพต่อไป

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีฯเตรียมพร้อมสู่ปี’62 ‘สร้างสมดุลแห่งการพัฒนา สายงานประชารัฐเพื่อความยั่งยืน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/363742

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีฯเตรียมพร้อมสู่ปี’62  ‘สร้างสมดุลแห่งการพัฒนา สายงานประชารัฐเพื่อความยั่งยืน’

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีฯเตรียมพร้อมสู่ปี’62 ‘สร้างสมดุลแห่งการพัฒนา สายงานประชารัฐเพื่อความยั่งยืน’

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ 

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จัดการประชุมสัมมนาวิชาการ ประจำปี 2561หัวข้อ “เตรียมความพร้อมสู่ ปี 2562 สร้างสมดุลแห่งการพัฒนาสายงานประชารัฐเพื่อความยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 6-8 กันยายน 2561 ณ ชลพฤกษ์ รีสอร์ท อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายกโดยมี นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์เป็นประธาน เพื่อรับทราบและทบทวนผลการดำเนินการปี 2561และรับทราบแผนการดำเนินงานและงบประมาณปี 2562 พร้อมร่วมรับฟังแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน และหลักการใช้ชีวิตของข้าราชการ

ทั้งนี้ ตามที่รัฐบาลได้กำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ระหว่างปี พ.ศ.2560-2579 เพื่อพัฒนาประเทศ ให้มีความมั่นคงมั่งคั่ง และยั่งยืน โดยยึดการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งสิ่งวัดความสำเร็จ ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของเกษตรกร คือข้อมูลจากการจดบันทึกบัญชีของเกษตรกร โดยมีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เป็นหน่วยงานสนับสนุนและส่งเสริมการทำบัญชี ให้เกษตรกรมีความรู้และเข้าใจในการนำระบบบัญชีไปใช้เป็นข้อมูลในการประเมินและวางแผนการจัดระเบียบรายรับ-รายจ่าย ช่วยแก้ไขปัญหาหนี้สิน รู้จักความพอมี พอกิน พอใช้ เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งแก่ตนเองและครอบครัว ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้นำแนวทางตามยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี และนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาสู่การปฏิบัติ โดยมุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการเงินการบัญชีแก่เกษตรกรสถาบันเกษตรกร โดยกรมได้ขับเคลื่อนการให้องค์ความรู้ทางบัญชี ควบคู่กับภารกิจหลักด้านการวางระบบบัญชีและตรวจสอบบัญชีสหกรณ์มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับสถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็งด้วยบัญชี เกษตรกรได้มีความรู้และเข้าใจในการนำระบบบัญชีไปใช้ในการบริหารจัดการภาคการเกษตร ประชาชนใช้บัญชีเป็นคู่มือการดำเนินชีวิตและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจระดับฐานราก รวมถึงพัฒนากรมตรวจบัญชีสหกรณ์ให้เป็นแหล่งข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับการเงินและการดำเนินธุรกิจสหกรณ์เพื่อให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี ซึ่งมีผลต่อการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร

ปัจจุบันกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้สอนการทำบัญชีให้เกษตรกร แบ่งเป็นบัญชีในครัวเรือน 5.6 ล้านครัวเรือน และบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ 2.4 ล้านครัวเรือน เพื่อให้เกษตรกรสามารถทำบัญชีได้ใช้ข้อมูลทางบัญชีมาวางแผนการลงทุนและการผลิต ส่งผลให้ผลผลิตได้ราคา มีรายได้เพิ่มและมีกำไร รวมทั้งสร้างเครือข่ายครูบัญชีอาสาทั่วประเทศ เพื่อเป็นตัวแทนในการถ่ายทอดความรู้การจัดทำบัญชีสู่เกษตรกร เยาวชน และคนในชุมชน เพื่อสร้างความเข้มแข็งในชุมชน ก้าวสู่การดำเนินชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวอีกว่า การจัดประชุมสัมมนาวิชาการ ประจำปี 2561 ในหัวข้อ “เตรียมความพร้อมสู่ปี 2562 สร้างสมดุลแห่งการพัฒนา สายงานประชารัฐเพื่อความยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 6-8 กันยายน 2561 นี้ จึงเป็นการเตรียมความพร้อมของบุคลากรกรม ให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆซึ่งจะเป็นการสะท้อนปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานร่วมกันเพื่อนำไปปรับปรุง พัฒนา และต่อยอด การดำเนินงานในปีงบประมาณ 2562 โดยนำปัจจัยแวดล้อมต่างๆ รวมถึงยุทธศาสตร์และนโยบายของรัฐบาลและกระทรวง มาเป็นกรอบในการวางแผนอีกทั้ง เป็นโอกาสสำคัญให้ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ความคิดเห็นและประสบการณ์ต่างๆ เพื่อสร้างความสามัคคีภายในองค์กรร่วมกัน

รายงานพิเศษ : ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่14 ขับเคลื่อนเครือข่ายความร่วมมือ‘ศพก.’ภาคเหนือตอนล่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/363484

รายงานพิเศษ : ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่14 ขับเคลื่อนเครือข่ายความร่วมมือ‘ศพก.’ภาคเหนือตอนล่าง

รายงานพิเศษ : ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่14 ขับเคลื่อนเครือข่ายความร่วมมือ‘ศพก.’ภาคเหนือตอนล่าง

วันพุธ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 14 จังหวัดชัยนาท ประชุมเชิงปฏิบัติการการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ระหว่างศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และสหกรณ์ในระดับจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการเชื่อมโยงธุรกิจและสินค้าสหกรณ์สู่ความเข้มแข็ง

นางณัฏยา ศรีชัย ผู้อำนวยการศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 14 จังหวัดชัยนาท สำนักพัฒนาและการถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากนโยบายรัฐบาลที่ได้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ขึ้นมาเพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรของชุมชน เป็นเครื่องมือการส่งเสริมการเกษตรในการเพิ่มผลผลิต การลดต้นทุนการผลิต ในส่วนกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ดำเนินการสนับสนุนการขับเคลื่อนตามนโยบายการปฏิรูปภาคการเกษตร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น ควบคู่ไปกับการสนับสนุนและพัฒนาศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์ เพื่อพร้อมเป็นศูนย์เครือข่ายด้านสหกรณ์ให้กับ ศพก. โดยใช้แนวทางการขับเคลื่อนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือให้เกิดการเชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงานในท้องถิ่นให้มีความสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ทั้งนี้ก็เพื่อให้ทุกหน่วยงานมีส่วนในการร่วมกันวิเคราะห์หาแนวทางการร่วมมือ ขยายผลการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือและการเรียนรู้ภายในจังหวัด เช่น การผลิต การตลาด ความรู้ เครือข่ายด้านอื่นๆ โดยหนึ่งในการขับเคลื่อนระดับชุมชน การสร้างความร่วมมือระหว่างศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์ และสหกรณ์อื่นๆ ในระดับจังหวัด ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการขับเคลื่อนให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือและการเรียนรู้ในระดับจังหวัดตั้งแต่ฐานราก ที่จะมีส่วนช่วยในการพัฒนาขยายผลเครือข่ายทางธุรกิจเชื่อมโยงให้เกิดประโยชน์ ในการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือและการเรียนรู้ที่เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 14 จังหวัดชัยนาท พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการจัดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ระหว่าง ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และสหกรณ์ในระดับจังหวัด” ในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ณ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครสวรรค์ โดยมีผู้เข้าร่วมอบรม ได้แก่ ฝ่ายบริหารและฝ่ายจัดการของสหกรณ์การเกษตรลาดยาว จำกัด สหกรณ์ การเกษตรปฏิรูปที่ดินแม่วงก์ จำกัด สหกรณ์การเกษตรศาลเจ้าไก่ต่อ จำกัด สหกรณ์การเกษตรบรรพตพิสัย จำกัด สหกรณ์การเกษตรบ้านต้นโพธิ์ จำกัด ผู้แทน ศพก. อำเภอบรรพตพิสัย ผู้แทน ศพก. อำเภอลาดยาว และเจ้าหน้าที่จากสำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครสวรรค์ จำนวน 20 คน โดยการจัดประชุมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม สนับสนุน การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และสหกรณ์ในระดับจังหวัดเพื่อให้ผู้เข้าประชุมได้ร่วมกันวางแผนการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยง ธุรกิจ ผลิตผลเกษตร ปัจจัยการผลิต ตลาดผลิตภัณฑ์สินค้า และด้านวิชาการ

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้จัดประชุมเครือข่ายความร่วมมือไปแล้วศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 14 จังหวัดชัยนาท ก็จะมีการติดตามผลการดำเนินการตามแนวทางการเชื่อมโยง พัฒนาเครือข่ายความร่วมมือ รวมถึงผลการขับเคลื่อนเครือข่ายความร่วมมือเพื่อพัฒนาในระดับจังหวัดเพื่อนำไปเสนอสำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ต่อไป

รายงานพิเศษ : กรมการข้าวโชว์ผลสำเร็จ‘ไทยนิยมยั่งยืน’ เร่งขับเคลื่อนให้บรรลุวัตถุประสงค์ก่อนสิ้นปีงบฯ2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/363205

รายงานพิเศษ : กรมการข้าวโชว์ผลสำเร็จ‘ไทยนิยมยั่งยืน’ เร่งขับเคลื่อนให้บรรลุวัตถุประสงค์ก่อนสิ้นปีงบฯ2561

รายงานพิเศษ : กรมการข้าวโชว์ผลสำเร็จ‘ไทยนิยมยั่งยืน’ เร่งขับเคลื่อนให้บรรลุวัตถุประสงค์ก่อนสิ้นปีงบฯ2561

วันอังคาร ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยถึงผลสำเร็จการดำเนินโครงการไทยนิยมยั่งยืน ของกรมการข้าว ว่า ขณะนี้กรมการข้าวได้ขับเคลื่อนการดำเนินโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ตามนโยบายของรัฐบาล จำนวน 2 โครงการโครงการแรก คือ โครงการเพิ่มทักษะอาชีพเกษตรกรผู้ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ งบประมาณ 18,240,600 บาท เกษตรกรเป้าหมาย 10,605 ราย ในพื้นที่ 46 จังหวัด มีผลการเบิกจ่าย 10,428,951 บาท เกษตรกรผ่านการฝึกอบรม 9,233 รายในกิจกรรมการฝึกอบรม 3 หลักสูตร ได้แก่ การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว เกษตรกร 2,917 ราย การผลิตข้าวคุณภาพดี เกษตรกร 5,112 ราย และการแปรรูปข้าวและผลิตภัณฑ์ เกษตรกร 1,204 ราย โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มทักษะอาชีพให้แก่เกษตรกร

นายกฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล 

โครงการที่สอง คือ โครงการผลิตเมล็ดพันธุ์ดี งบประมาณ 45,362,000 บาท เบิกจ่ายแล้ว 28,166,040 บาท มี 2 กิจกรรม คือ กิจกรรมย่อยที่ 1 กิจกรรมเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว งบประมาณ 32,814,000 บาท มีผลการเบิกจ่าย 27,579,190 บาท กลุ่มเป้าหมายคือกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวดกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวดีเด่นระดับกลุ่มศูนย์ ตั้งแต่ปี 2558-2560 จำนวน 18 กลุ่ม โดยดำเนินการจัดซื้อเครื่องเกี่ยวนวดข้าว 18 เครื่อง ส่งมอบให้เกษตรกรแล้ว 17 เครื่อง จัดซื้อชุดปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ 18 ชุด ส่งมอบให้เกษตรกรแล้ว 15 ชุด อบรมหลักสูตรการบริหารจัดการกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้เกษตรกรแล้ว 900 ราย และหลักสูตรวิทยาการเมล็ดพันธุ์ให้เกษตรกรแล้ว 900 ราย

กิจกรรมย่อยที่ 2 กิจกรรมเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวตลาดเฉพาะ งบประมาณ 12,548,000 บาท มีผลการเบิกจ่าย 586,850 บาท กลุ่มเป้าหมายคือ กลุ่มเกษตรกรผลิตข้าวตลาดเฉพาะ 38 กลุ่ม 24 จังหวัด โดยดำเนินการสนับสนุนเครื่องมืออุปกรณ์ที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปข้าว (ภายใต้เครื่องมือ 11 รายการ 88 เครื่อง) ส่งมอบให้เกษตรกรแล้ว 11 เครื่อง ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการดำเนินการ (การลงนามในสัญญา/การรอส่งมอบ) จำนวน 77 เครื่องและฝึกอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรแล้ว 100 ราย จากเป้าหมาย 160 ราย

รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า สำหรับการขับเคลื่อนการดำเนินโครงการในช่วงเวลาที่เหลือกรมการข้าวได้กำชับหน่วยงานในสังกัดให้เร่งขับเคลื่อนงานเพื่อให้บรรลุตามเป้าประสงค์ ส่วนภาพรวมการดำเนินการที่ยังไม่ได้ผลตามเป้าหมายนั้น กรมการข้าวจะเร่งนำเสนอกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณาการดำเนินโครงการไทยนิยมยั่งยืนของกรมการข้าวในรอบที่ 2 เพื่อให้สามารถดำเนินการได้ครบถ้วนตามเป้าหมายที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์วางไว้

รายงานพิเศษ : กตส.ชู‘สหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ’ เข้มแข็งด้วยการจัดการทางบัญชีที่ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/362505

รายงานพิเศษ : กตส.ชู‘สหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ’  เข้มแข็งด้วยการจัดการทางบัญชีที่ดี

รายงานพิเศษ : กตส.ชู‘สหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ’ เข้มแข็งด้วยการจัดการทางบัญชีที่ดี

วันศุกร์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ สร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ โดยนำระบบบัญชีมาใช้บริหารจัดการสหกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้ความโปร่งใส โดยมีตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ นางนิตยา จันชัยภูมิ ครูบัญชีดีเด่น ระดับภาคประจำปี 2561 และเป็นผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ จำกัด จ.สุพรรณบุรี ที่ได้นำระบบบัญชีที่ได้เรียนรู้จากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มาช่วยสร้างความเข้มแข็งแก่สมาชิกสหกรณ์

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มีภารกิจหนึ่งที่สำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ คือ การนำระบบบัญชีมาใช้บริหารจัดการสหกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส โดยหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยในการบริหารงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร คือ โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (Cooperative Full Pack Accounting Software : FAS) ซึ่งกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการบริหารงานของสหกรณ์ และเป็นส่วนสำคัญในการช่วยบริหารจัดการงานภาคสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โปรแกรมดังกล่าว ได้รับการออกแบบให้ครอบคลุมตามธุรกิจของสหกรณ์ในทุกด้าน และมีความทันสมัย เป็นปัจจุบัน ช่วยลดข้อผิดพลาดในการทำงานและมีระบบข้อมูลทางบัญชีที่ได้มาตรฐานสามารถปิดบัญชีประจำปีได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ยังได้พัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ อย่าง Smart 4M ผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ เช่น มือถือ เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มคนได้ง่ายและสะดวกต่อการใช้งานอีกด้วย สำหรับ Smart4Mประกอบไปด้วย Smart Me เป็นแอพพลิเคชั่นสำหรับสมาชิกสหกรณ์และบุคคลทั่วไปในการใช้บันทึกข้อมูลบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพ Smart Member แอพพลิเคชั่นสำหรับสมาชิกสหกรณ์ ที่ช่วยให้สมาชิกสหกรณ์สามารถตรวจสอบฐานะทางการเงินของตนเองได้ตลอดเวลา Smart Manage แอพพลิเคชั่นสำหรับกรรมการสหกรณ์ ใช้ติดตามและตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์ และ Smart Monitor แอพพลิเคชั่นสำหรับผู้สอบบัญชี ผู้กำกับดูแลและผู้ที่เกี่ยวข้อง สามารถติดตามความเคลื่อนไหวและความผิดปกติทางการเงินของสหกรณ์ นับเป็นนวัตกรรมที่จะช่วยให้เกษตรกร สมาชิกสหกรณ์ กรรมการสหกรณ์ และผู้เกี่ยวข้องได้ประโยชน์จากการใช้ข้อมูลเหล่านี้ให้เข้าถึงได้มากที่สุด และเป็นประโยชน์ต่อตัวเองได้มากที่สุดอีกด้วย ทั้งนี้ สหกรณ์หนองหญ้าไซ จำกัด ถือว่าเป็นสหกรณ์ต้นแบบ ที่ได้นำระบบบัญชีที่ได้เรียนรู้จากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มาช่วยสร้างความเข้มแข็งแก่สมาชิกสหกรณ์ และมีจุดเด่นในด้านเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการทำงาน ทำธุรกิจบนพื้นฐานด้วยความระมัดระวัง และเป็นพื้นฐานของการมีคุณธรรม สิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญมากในระบบสหกรณ์

ด้าน นางนิตยา จันชัยภูมิ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า เริ่มต้นบันทึกบัญชีเมื่อปี 2548 จากการได้รับการสอนแนะการจดบันทึกบัญชีรายรับ-รายจ่ายในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพจากสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์สุพรรณบุรี จึงนำข้อมูลที่ได้รับจากการบันทึกบัญชีมาวิเคราะห์และปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ทำให้สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นได้ ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ได้สร้างเครือข่ายครูบัญชีเพื่อถ่ายทอดความรู้ทางบัญชีแก่สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรในจังหวัดสุพรรณบุรี รวมทั้งได้ขยายเครือข่ายไปยังเยาวชนของชาติ โดยเข้าไปสอนแนะการจดบันทึกบัญชีให้กับนักเรียนในจังหวัดสุพรรณบุรี และร่วมกับสหกรณ์จัดโครงการออมทรัพย์ ออมความดีถวายพ่อหลวง มอบทุนการศึกษาแก่บุตรหลานสมาชิก และนักเรียนที่จดบันทึกบัญชีรายรับ รายจ่ายอย่างต่อเนื่อง ทำให้เด็กๆเยาวชนมีการวางแผนการจัดการงานด้านการเงิน การออม รวมถึงการทำบัญชีได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อไปอีกด้วย

สำหรับความสำเร็จของ สหกรณ์หนองหญ้าไซ จำกัด ขึ้นอยู่กับการมีส่วนร่วมของสมาชิก ที่มีความรักความสามัคคีกัน ทั้งคณะกรรมการดำเนินงาน และสมาชิกที่ให้ความร่วมมือกันเป็นอย่างดี อีกทั้ง สหกรณ์ฯ ก็มีแนวทางดำเนินงานโดยนำระบบบัญชีมาใช้บริหารจัดการสหกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ความโปร่งใส สมาชิกสามารถตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ของสหกรณ์ฯ ได้ โดยนำเทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ๆ ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ อย่าง Smart 4M ผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ ที่สามารถเปิดดูข้อมูลในมือถือได้ด้วยตัวเอง และอีกส่วนหนึ่งที่เราส่งเสริมให้สมาชิกได้รับความรู้ในเรื่องของการจดทำบัญชี เพื่อให้เขารู้รายได้และค่าใช้จ่ายของตัวเอง แล้วสามารถปรับมาใช้ในเรื่องของสมดุล ทำให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เมื่อคุณภาพชีวิตของสมาชิกดีขึ้น จะส่งผลถึงตัวองค์กรให้มีความแข็งแรง

“ประโยชน์ที่สมาชิกจะได้รับจากการจดบันทึกบัญชี จะทำให้เขารู้สภาวะเศรษฐกิจของตัวเองและครอบครัว ว่าเขามีรายได้เท่าไร ค่าใช้จ่ายเท่าไร เขาควรปรับอย่างไรให้เกิดความสมดุล ส่วนประโยชน์ที่สหกรณ์ได้ก็คือจะมีการควบคุมภายในที่ดี สามารถเอาข้อมูลที่สมาชิกจดบันทึกบัญชีมาใช้วางแผนในการดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจสินเชื่อ หรือธุรกิจที่เรียกว่ารวมกันซื้อ ซึ่งจะช่วยให้สมาชิกซื้อสินค้าในราคาที่ถูกลง โดยทั้งหมดนี้ จะมีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ที่เปรียบเสมือน ครู และเป็นพี่เลี้ยง คอยชี้แนะให้ถูกต้อง ถูกวิธี ถ้าเห็นว่าอะไรที่อาจจะมีปัญหา หรือมองจากตัวเลขแล้ว อาจจะเกิดความเสี่ยง ทางกรมฯ ก็จะใช้วิธีชี้แนะที่ได้จากตัวเลขนั้นเอง”นางนิตยา กล่าว

รายงานพิเศษ : อันตรายจากสารอะฟลาทอกซินในผลิตผลเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/362271

รายงานพิเศษ : อันตรายจากสารอะฟลาทอกซินในผลิตผลเกษตร

รายงานพิเศษ : อันตรายจากสารอะฟลาทอกซินในผลิตผลเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

อะฟลาทอกซิน เป็นสารพิษที่ผลิตจากเชื้อราและมักพบปนเปื้อนอยู่ในผลิตผลทางการเกษตร ได้แก่ ถั่วเมล็ดแห้ง และเมล็ดพืชน้ำมันชนิดต่างๆ เช่น ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ข้าว ข้าวสาลี ถั่วลิสง มะพร้าว สมุนไพร เครื่องเทศ และในผลิตภัณฑ์แปรรูปแทบทุกชนิด ที่ใช้วัตถุดิบจากผลิตผลทางการเกษตรที่มีเชื้อราชนิดนี้ปนเปื้อนอยู่ก่อน

พิษของสารอะฟลาทอกซินแบบเฉียบพลันนั้นมักเกิดในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่อาการที่เกิดจาก สารอะฟลาทอกซินในเด็ก คือ มีอาการชักและหมดสติได้ เนื่องจากมีความผิดปกติของตับและสมอง น้ำตาลในเลือดลดลง สมองบวม มีการคั่งของไขมันในอวัยวะภายใน เช่น ตับ ไต หัวใจ และปอด สำหรับในผู้ใหญ่หากได้รับสารพิษชนิดนี้เข้าไปเป็นจำนวนมาก หรือแม้เป็นจำนวนน้อยแต่ได้รับเป็นประจำ อาจเกิดการสะสมจนทำให้เกิดอาการชัก หายใจลำบาก ตับถูกทำลาย หัวใจและสมองบวม นอกจากนั้นการที่ร่างกายได้รับสารพิษอะฟลาทอกซินเป็นประจำยังเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งตับ การเกิดไขมันมากในตับ และพังผืดในตับ

นายสมศักดิ์ วรรณศิริ ผู้อำนวยการกลุ่มจัดการศัตรูพืชหลังการเก็บเกี่ยว กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การปนเปื้อนของสารพิษอะฟลาทอกซินในผลิตผลเกษตร เป็นปัญหาที่สำคัญมากเพราะก่อให้เกิดความเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อม ผลกระทบทางตรงคือทำให้ผลผลิตเสียหาย มีคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ราคาตกต่ำ และที่สำคัญประชาชนที่บริโภคอาหารที่มีการปนเปื้อนของสารพิษเข้าไปอาจได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ส่วนผลกระทบทางอ้อม คือ การนำเอาปริมาณการปนเปื้อนของสารอะฟลาทอกซิน มาเป็นข้อกีดกันทางการค้า ทำให้ไม่สามารถส่งออกได้ และทำให้มูลค่าทางการตลาดของผลิตผลทางการเกษตรลดลงด้วย

การปนเปื้อนของสารอะฟลาทอกซินเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงและคาดการณ์ได้ยากมาก เพราะเชื้อราที่สร้างสารพิษชนิดนี้ส่วนใหญ่จะพบอยู่ทั่วไปในสภาพแวดล้อมของประเทศไทย ซึ่งเจริญได้ดีบนผลิตผลเกษตรเกือบทุกชนิด รวมทั้งผลิตภัณฑ์แปรรูปชนิดต่างๆ จากผลิตผลเกษตรด้วย เชื้อราเหล่านี้เกิดขึ้นได้ทุกสถานการณ์ ตั้งแต่กระบวนการผลิต กระบวนการเก็บเกี่ยว และกระบวนการเก็บรักษา กระบวนการขนส่ง สารพิษเหล่านี้อาจปนเปื้อนอยู่ในผลิตผลเกษตรได้ ถึงแม้จะไม่มีเชื้อราปรากฏให้เห็นบนผลิตผลเกษตรนั้นๆ เพราะตัวเชื้อราเองอาจถูกขจัดออกไปโดยวิธีต่างๆ หลังจากที่สร้างสารพิษเอาไว้บนผลิตผลเกษตรแล้ว

การป้องกันเบื้องต้น กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำให้เกษตรกรทำการลดความชื้นของผลิตผลหลังการเก็บเกี่ยวอย่างรวดเร็วด้วยการทำแห้ง (dehydration) เพื่อลดปริมาณ water activity ของอาหารให้ต่ำกว่าที่เชื้อราจะเจริญและสร้างสารพิษ และเนื่องจากสารพิษทนความร้อนได้สูงถึง 260 องศาเซลเซียส ความร้อนจากการแปรรูปอาหารทั่วๆไป ไม่สามารถทำลายได้ วิธีการทำลายสารอะฟลาทอกซินโดยทั่วไป จะเป็นวิธีทางเคมี เช่น การใช้กรดแก่ หรือด่างแก่ และวิธีทางกายภาพ เช่น การใช้วิธีการคัดแยก (sorting) เมล็ดธัญพืช หรือการใช้รังสี เป็นต้น แต่ไม่มีวิธีการใดเลยที่สามารถทำลายสารพิษได้หมด

รายงานพิเศษ : เปิดสถานการณ์การเงิน‘ไตรมาส 3’ ‘สหกรณ์-กลุ่มเกษตรกร’รวมรายได้0.36ล้านล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/362107

รายงานพิเศษ : เปิดสถานการณ์การเงิน‘ไตรมาส 3’  ‘สหกรณ์-กลุ่มเกษตรกร’รวมรายได้0.36ล้านล้าน

รายงานพิเศษ : เปิดสถานการณ์การเงิน‘ไตรมาส 3’ ‘สหกรณ์-กลุ่มเกษตรกร’รวมรายได้0.36ล้านล้าน

วันพุธ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยแนวโน้มสถานการณ์ทางการเงินของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ 2561 ผลการดำเนินงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีรายได้ทั้งสิ้น 0.36 ล้านล้านบาท โดยสหกรณ์ นอกภาคการเกษตรมีรายได้สูงสุด 0.18 ล้านล้านบาท

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยถึง สถานการณ์และแนวโน้มสถานการณ์ทางการเงินของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ 2561 (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2561) ว่า สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรจำนวน 11,377 แห่ง ประกอบด้วย สหกรณ์ภาคการเกษตร (เกษตร ประมง นิคม) 3,988 แห่ง สหกรณ์นอกภาคการเกษตร (ร้านค้า บริการ ออมทรัพย์ เครดิตยูเนี่ยน) 3,242 แห่ง และ กลุ่มเกษตรกร 4,147 แห่ง มีสมาชิกทั้งสิ้น 12.71 ล้านคน โดยสหกรณ์ภาคการเกษตรมีสมาชิกสูงสุด 6.83 ล้านคน รองลงมาเป็นสมาชิกสหกรณ์นอกภาคการเกษตร 5.35 ล้านคน และสมาชิกกลุ่มเกษตรกรสมาชิก 0.53 ล้านคน

ทุนดำเนินงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั้งสิ้น 3.16 ล้านล้านบาท ขยายตัวจากไตรมาสที่ 2/2561 เล็กน้อยอยู่ที่ร้อยละ 0.82 ส่วนใหญ่เป็นทุนดำเนินงานของสหกรณ์นอกภาคการเกษตร 2.87 ล้านล้านบาท ส่วนสหกรณ์ภาคการเกษตร 0.28 ล้านล้านบาท และทุนดำเนินงานของกลุ่มเกษตรกร4.48 พันล้านบาท มีการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีมูลค่า 2.27 ล้านล้านบาท โดยธุรกิจสินเชื่อสูงสุด 1.31 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 57.84 รองลงมาเป็นธุรกิจรับฝากเงิน 0.79 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 34.74 ธุรกิจรวบรวมและแปรรูปผลิตผล 9.87 หมื่นล้านบาท หรือร้อยละ 4.35 ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย 6.61 หมื่นล้านบาท หรือร้อยละ 2.91 และธุรกิจให้บริการ 3.63 พันล้านบาท หรือร้อยละ 0.16 พบว่าสหกรณ์นอกภาคการเกษตรมีมูลค่าธุรกิจสูงสุด 1.94 ล้านล้านบาท ส่วนสหกรณ์ภาคการเกษตรมูลค่าธุรกิจ 0.32 ล้านล้านบาท และกลุ่มเกษตรกรมูลค่าธุรกิจ 7.77 พันล้านบาท

ผลการดำเนินงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีรายได้ทั้งสิ้น 0.36 ล้านล้านบาท โดยสหกรณ์นอกภาคการเกษตรมีรายได้สูงสุด 0.18 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 49.58 ของรายได้รวมทั้งสิ้น การดำเนินงานมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 0.27 ล้านล้านบาท ส่งผลให้มีกำไรสุทธิทั้งสิ้น 9.18 หมื่นล้านบาท หรือร้อยละ 25.70 ของรายได้ทั้งสิ้น กำไรสุทธิขยายตัวจากไตรมาสที่ 2/2561 เล็กน้อยอยู่ที่ร้อยละ 0.33 โดยสหกรณ์นอกภาคการเกษตรทำกำไรสุทธิสูงสุด 8.78 หมื่นล้านบาท

การบริหารจัดการธุรกิจของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ได้แก่ ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจรวบรวมและแปรรูปผลิตผล และธุรกิจให้บริการ สามารถดำเนินธุรกิจสร้างมูลค่าทั้งสิ้น 2.27 ล้านล้านบาท มีรายละเอียดแต่ละธุรกิจ ดังนี้

ธุรกิจสินเชื่อ ขยายตัวร้อยละ 1.39 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2/2561 มีการดำเนินธุรกิจสินเชื่อมูลค่าทั้งสิ้น 1.31 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 57.84 ของมูลค่าธุรกิจ โดยสหกรณ์นอกภาคการเกษตรมีมูลค่าธุรกิจสินเชื่อสูงสุด 1.21 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 92.20 ของมูลค่าธุรกิจสินเชื่อ สำหรับสหกรณ์ภาคการเกษตรร้อยละ 7.63 และกลุ่มเกษตรกรร้อยละ 0.17

ธุรกิจรับฝากเงิน หดตัวร้อยละ 2.97 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2/2561 มีการดำเนินธุรกิจรับฝากเงินมูลค่าทั้งสิ้น 0.79 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 34.74 ของมูลค่าธุรกิจรวม โดยสหกรณ์นอกภาคการเกษตรมีธุรกิจรับฝากเงินมูลค่าสูงสุด 0.71 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 90.14 ของมูลค่าธุรกิจรับฝากเงิน สำหรับสหกรณ์ภาคการเกษตรร้อยละ 9.83 และกลุ่มเกษตรกรร้อยละ 0.03 ส่วนธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย หดตัวเล็กน้อยอยู่ที่ร้อยละ 0.42 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2/2561 มีการดำเนินธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่ายมูลค่าทั้งสิ้น 6.61 หมื่นล้านบาท หรือร้อยละ 2.91 ของมูลค่าธุรกิจ โดยสหกรณ์ภาคการเกษตรมีธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่ายมูลค่าสูงสุด 5.64 หมื่นล้านบาท หรือร้อยละ 85.37 ของมูลค่าจัดหาสินค้ามาจำหน่าย สำหรับสหกรณ์นอกภาคการเกษตรร้อยละ 13.25 และกลุ่มเกษตรกรร้อยละ 1.38

ธุรกิจรวบรวมและแปรรูปผลิตผล หดตัวร้อยละ 2.87 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2/2561 มีการดำเนินธุรกิจรวบรวมและแปรรูปผลิตผลมูลค่าทั้งสิ้น 9.87 หมื่นล้านบาท หรือร้อยละ 4.35 ของมูลค่าธุรกิจ โดยสหกรณ์ภาคการเกษตรมีการรวบรวมและแปรรูปผลิตผลมูลค่าสูงสุด 8.62 หมื่นล้านบาท หรือร้อยละ 87.36 ของมูลค่ารวบรวมและแปรรูปผลิตผล สำหรับสหกรณ์นอกภาคการเกษตรร้อยละ 8.24 และกลุ่มเกษตรกรร้อยละ 4.40

ธุรกิจให้บริการ หดตัวเล็กน้อยอยู่ที่ร้อยละ 0.51 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2/2561 มีการดำเนินธุรกิจให้บริการแก่สมาชิกและบุคคลทั่วไปมูลค่า 3.63 พันล้านบาท หรือร้อยละ 0.16 ของมูลค่าธุรกิจ โดยสหกรณ์ภาคการเกษตรมีธุรกิจให้บริการมีมูลค่าสูงสุด 2.39 พันล้านบาท หรือร้อยละ 65.80 ของมูลค่าธุรกิจให้บริการ สำหรับสหกรณ์นอกภาคการเกษตรร้อยละ 33.63 และกลุ่มเกษตรกรร้อยละ 0.57

“สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรดำเนินธุรกิจมีปัจจัยเสี่ยงเข้ามาอย่างต่อเนื่องจากภัยธรรมชาติ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และราคาพืชผลทางการเกษตร รวมทั้งเศรษฐกิจภายในและภายนอกประเทศ ล้วนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของภาคสหกรณ์ไทยในด้านของการลงทุน การออม การบริโภค และภาระการผ่อนชำระหนี้ของสมาชิก จึงเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังทางการเงิน โดยสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรควรพิจารณาหาแนวทางการลดต้นทุนการผลิต เพื่อเพิ่มรายได้ มีการเชื่อมโยงเครือข่าย จัดหาตลาดกลาง และมีระบบเตือนภัยทางการเงินเพื่อเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการทางการเงิน ตลอดจนการวางแผนและบริหารธุรกิจให้เติบโตสร้างความมั่นคงและความเข้มแข็งทางการเงิน ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น”อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

รายงานพิเศษ : ‘เขื่อน’แข็งแรง ปลอดภัย ช่วยพ้นภัยน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/361818

รายงานพิเศษ : ‘เขื่อน’แข็งแรง ปลอดภัย ช่วยพ้นภัยน้ำท่วม

รายงานพิเศษ : ‘เขื่อน’แข็งแรง ปลอดภัย ช่วยพ้นภัยน้ำท่วม

วันอังคาร ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากกรณีเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย ในสาธารณประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) แตก สร้างความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเป็นมูลค่ามหาศาล ทำให้เกิดความวิตกกังวลว่า เขื่อนในประเทศไทยจะแตกหรือไม่? โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2561 เขื่อนหลายแห่งปริมาณน้ำเกินความจุในระดับกักเก็บ ล้นทางระบายน้ำล้น(Spillway) โดยเฉพาะเขื่อนขนาดใหญ่ เช่น เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เป็นต้น และเขื่อนอีกหลายแห่งมีปริมาณน้ำสูงเกินมาตรฐานกำหนด(Rule Curve) ยิ่งเพิ่มความวิตกกังวลว่า เขื่อนไทยจะเหมือนเขื่อนของ สปป.ลาวหรือไม่?

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า เขื่อนและอ่างเก็บน้ำที่อยู่ในการดูแลของกรมชลประทานทุกแห่งถูกออกแบบตามหลักวิชาการ สอดคลองกับภูมิประเทศ และสามารถรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวได้สูงถึง 7 ตามมาตราริกเตอร์ นอกจากนี้ยังได้ทําการตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของตัวเขื่อนอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอตลอดทั้งปีแม้ในยามปกติที่ไม่มีภัยพิบัติใดๆ

อย่างไรก็ตาม เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนมากขึ้น ยังได้สั่งการให้ดำเนินการตรวจสภาพความมั่นคง และสภาพน้ำของเขื่อนทุกเขื่อน ทั้งที่สร้างเสร็จแล้วและกำลังก่อสร้างเป็นกรณีพิเศษ พร้อมทั้งให้จัดเวรยามประจำทุกเขื่อนเฝ้าระวังเหตุการณ์ตลอดเวลา จัดเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ที่ต้องใช้เกี่ยวกับเขื่อนไว้ให้พร้อมใช้งานได้ทันที การติดต่อสื่อสารไปยังเขื่อนและเจ้าหน้าที่ประจำเขื่อนต้องทำได้มากกว่า 1 ช่องทางอีกด้วย

เขื่อนของไทยไม่ใช่จะมั่นคง แข็งแรง และปลอดภัยเท่านั้น แต่ “เขื่อน” ยังช่วยไม่ให้เกิดวิกฤติน้ำท่วมที่รุนแรงได้อีกด้วย เช่น กรณีฝนตกหนักในลุ่มน้ำเพชรบุรี เขื่อนแก่งกระจาน และเขื่อนเพชรบุรี ช่วยให้ชาวเพชรบุรีพ้นจากภัยน้ำท่วมได้

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ช่วงก่อนฤดูฝน กรมชลประทานได้เตรียมการพร่องน้ำในเขื่อนแก่งกระจานให้เหลือประมาณ 296 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือร้อยละ 42 ของความจุในระดับกักเก็บคือ 710 ล้านลบ.ม. ต่อมาเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2561 เกิดฝนตกหนัก ทำให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนฯถึง 160 ล้าน ลบ.ม. ภายในหนึ่งคืน ซึ่งมากกว่าแม่น้ำเพชรบุรีจะรับได้ราว 10 เท่า

“ถ้าหากไม่มีเขื่อนแก่งกระจาน ปริมาณน้ำมหาศาลกว่า 160 ล้านลบ.ม จะไหลบ่า ท่วมอ.แก่งกระจาน อ.ท่ายาง อ.บ้านลาด อ.เมือง และ อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพยสินจำนวนมหาศาลอย่างแน่นอน” นายทวีศักดิ์กล่าว

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์น้ำที่เขื่อนขุนด่านปราการชลว่า จากการรายงานของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) กรมชลประทาน และ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า เขื่อนขุนด่านปราการชล ซึ่งเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 สามารถเก็บกับปริมาณน้ำส่วนใหญ่ที่เกิดจากฝนที่ตกหนักภายในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ในช่วงวันที่ 13 สิงหาคม 2561 ทำให้ลดความรุนแรง และความเสียหายที่เกิดจากน้ำป่าไหลหลากในครั้งนี้ได้

“หากไม่มีเขื่อนขุนด่านปราการชล อันเนื่องมาจากพระราชดำริปริมาณน้ำกว่า 20 ล้านลบ.ม. จะไหลลงสู่คลอง ท่าด่านมาสมทบกับปริมาณน้ำจากคลองวังตะไคร้ คลองมะเดื่อ คลองนางรอง และคลองสาริกา สถานการณ์น้ำป่าจะรุนแรง สร้างความเสียหายมากกว่าที่เป็นอยู่อย่างแน่นอน”รองนายกรัฐมนตรีกล่าว

ที่เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร ก็เช่นเดียวกัน ก่อนที่น้ำจะเต็มเขื่อน วันที่ 28 กรกฎาคม 2561 มีปริมาณน้ำอยู่ที่ 431 ล้าน ลบ.ม. เพียงแค่ 5 วัน นำไหลเข้าเขื่อนรวมกันถึง 112 ล้านลบ.ม. น้ำเต็มเขื่อนในวันที่ 2 กรกฎาคม 2561 จากนั้นก็ล้นSpillway เรื่อยมา โดยมีปริมาณน้ำสูงสุดเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2561 อยู่ที่ 536 ล้าน ลบ.ม. ร้อยละ 103 หากไม่มีเขื่อนน้ำอูน ปริมาณน้ำกว่า 112 ล้านลบ.ม. จะไหลลงท่วมพื้นที่จ.สกลนคร รวมไปถึงบริเวณลุ่มน้ำสงครามจ.นครพนม สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างอย่างแน่นอน

เขื่อนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ก็เช่นเดียวกัน ลุ่มน้ำแม่กลอง ซึ่งมีเขืื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี ในช่วงเดือนสิงหาคม 2561 จนถึงปัจจุบัน ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนทั้ง 2 แห่ง รวมกันเฉลี่ยไม่น้อยวันละ 160 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งหากไม่มีเขื่อนแล้วแค่ครึ่งเดือนจะมีปริมาณน้ำไหลลงสู่ลุ่มน้ำแม่กลองกว่า 2,400 ล้านลบ.ม. เพียงพอที่จะทำให้ลุ่มน้ำแม่กลองซึ่งมีพื้นที่ครอบคลุมตั้งแต่ จ.กาญจนบุรี จ.สุพรรณบุรี จ.ราชบุรี จ.นครปฐม จ.สมุทรสงคราม และจ.สมุทรสาคร จมบาดาล

เขื่อนไทย นอกจากจะมีความมั่นคง แข็งแรงแล้ว ยังสร้างประโยชน์อย่างมหาศาล ป้องกันไม่ให้วิกฤติน้ำท่วมเกิดขึ้นในปีนี้ได้…

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์กองทุนสวนยางหนองปง’กระบี่ มุ่งนำบัญชีสร้างความโปร่งใสในการบริหารงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/361624

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์กองทุนสวนยางหนองปง’กระบี่  มุ่งนำบัญชีสร้างความโปร่งใสในการบริหารงาน

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์กองทุนสวนยางหนองปง’กระบี่ มุ่งนำบัญชีสร้างความโปร่งใสในการบริหารงาน

วันจันทร์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีภารกิจที่สำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ โดยการนำระบบบัญชีมาใช้บริหารจัดการสหกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ความโปร่งใส ส่งผลประโยชน์สู่สมาชิกและช่วยสร้างฐานรากเศรษฐกิจชุมชนที่มีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศได้อย่างแข็งแกร่ง โดยมีการพัฒนาโปรแกรมระบบบัญชีให้มีความทันสมัย ตอบสนองการดำเนินงานของสหกรณ์ในยุคปัจจุบันที่มีการดำเนินธุรกิจที่หลากหลายและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (FAS) และนวัตกรรม Smart 4M ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้สหกรณ์ได้นำมาใช้ในการบริหารจัดการสหกรณ์ให้มีความโปร่งใสและเข้มแข็ง

สหกรณ์กองทุนสวนยางหนองปง จำกัด จ.กระบี่ เป็นสหกรณ์อีกหนึ่งแห่งที่เห็นความสำคัญของการนำระบบบัญชีไปใช้ในการบริหารงาน โดยนำโปรแกรมบัญชีของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ไปใช้ตั้งแต่แรกเริ่ม จากเดิมที่สหกรณ์ฯ บันทึกบัญชีด้วยมือ ซึ่งมีความล่าช้าและมีความเสี่ยงในการบันทึกข้อมูลที่อาจผิดพลาด ไม่ถูกต้อง แต่หลังจากนำโปรแกรมระบบบัญชีและนวัตกรรมที่พัฒนาโดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ไปใช้ ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานของ สหกรณ์ที่มีความหลากหลาย ลดความเสี่ยงจากการจัดทำบัญชีด้วยมือ สร้างความน่าเชื่อถือในการวางแผนการบริหารจัดการสหกรณ์ได้

 

สมปอง นวลสมศรี ประธานสกย.หนองปง จำกัด กระบี่ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการ ทำบัญชี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การดำเนินธุรกิจของสหกรณ์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ว่า สกย.หนองปง จำกัด เน้นการบริหารงานด้วยความโปร่งใส ถูกต้อง โดยเฉพาะในเรื่องของบัญชี ซึ่งสหกรณ์ฯให้ความสำคัญมาก และได้นำโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (FAS) และนวัตกรรม Smart 4M ซึ่งเป็น Mobile Application ที่ช่วยในการบริหารงานสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์ มาใช้ควบคู่กันในการช่วยบริหารงานของสหกรณ์ ทำให้สมาชิก คณะกรรมการ ฝ่าย บริหาร ฝ่ายจัดการ สามารถดูสถานะทางการเงินของสหกรณ์ได้ตลอดเวลา ซึ่งตลอดเวลาที่บริหารสหกรณ์ฯ ไม่เคยขาดทุน และได้รับผลตอบรับที่ดีเพิ่มขึ้นทุกปี โดยปัจจุบันสหกรณ์ฯ ยัง เน้นเรื่องการให้ความร่วมมือกันเป็นหลัก ไม่มุ่งเน้นกำไรมากเกินไป ซึ่งตัวเลขทางบัญชีนับว่าเป็นตัวตอบโจทย์ให้สามารถรู้อนาคตของสหกรณ์ได้

 

เช่นเดียวกับ วัลภา ศรีสุวรรณ ผู้ช่วยผู้จัดการ สกย.หนองปง จำกัด กระบี่ ซึ่งรับผิดชอบด้านงานบัญชีของสหกรณ์ฯ ทั้งหมด กล่าวว่า ธุรกิจของสหกรณ์ฯ มีความหลากหลาย ได้แก่ 1.การรวบรวมผลิตผล หลักๆ คือ การรวบรวมปาล์ม ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ปลูก 2.ธุรกิจแปรรูปน้ำยาง โดยสหกรณ์จะรับซื้อน้ำยางสดจากสมาชิก และนำมาแปรรูปเป็นยางแผ่นรมควัน 3.ธุรกิจจัดหาสินค้าทางการเกษตร หลักๆ คือ การจัดหาปุ๋ย ซึ่งทุกธุรกิจที่สหกรณ์ดำเนินการ มีการใช้โปรแกรมบัญชีของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์มาดูแลทั้งหมด ทำให้สหกรณ์สามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดความโปร่งใส เป็นการช่วยลดความเสี่ยงของการทุจริตในสหกรณ์ได้

“ปัจจุบันสหกรณ์ฯ ได้นำโปรแกรมระบบบัญชีของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มาดูแลเรื่องการบัญชีทั้งหมด ทำให้สหกรณ์สามารถปิดบัญชีหรือส่งรายละเอียดต่างๆ ได้เร็วขึ้น ซึ่งในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี สหกรณ์ฯ จะรายงานชี้แจงงบการเงินของสหกรณ์ให้สมาชิกทราบ สมาชิกสามารถซักถามถึงข้อสงสัยในตัวเลขของงบการเงินได้ สหกรณ์ก็จะสามารถชี้แจงได้ว่าตัวเลขเหล่านี้มาได้อย่างไร นอกจากนี้ สหกรณ์ฯ ยังได้นำนวัตกรรม Smart 4M มาใช้ ทำให้รู้ข้อมูลทางการเงินของสหกรณ์ว่า ตอนนี้สหกรณ์มีฐานะทางการเงินอย่างไรบ้าง ฝ่ายบริหารก็สามารถเข้ามาดูข้อมูลได้ด้วยตนเอง ตลอดเวลา ทำให้สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ฝ่ายจัดการก็สามารถนำข้อมูลจากโปรแกรมไปใช้ ประโยชน์ได้ทันที รวมไปถึงสมาชิกก็สามารถเข้าไปดูสถานะของตน เองว่ามีหุ้นเท่าไร หรือว่ามีหนี้สินภาระผูกพันต่างๆกับสหกรณ์หรือไม่ ในส่วนของผู้ตรวจสอบกิจการ ก็สามารถดูข้อมูลทางการเงินต่างๆ ได้จากโปรแกรม 4M เช่นเดียวกัน ทำให้การทำงานมี ความแม่นยำ มีประสิทธิภาพมากขึ้น” วัลภา กล่าว

การนำข้อมูลทางบัญชีไปใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการสหกรณ์ โดยมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย คือ โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (FAS) และนวัตกรรม Smart4M ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ไปใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการองค์กร นอกจากช่วยสร้างความสำเร็จในการบริหารงานแล้ว ยังช่วยสร้างความเข้มแข็งด้วยระบบการควบคุมภายในที่ดี อุดช่องโหว่การทุจริต สามารถแก้ไขปัญหาที่ทำให้เกิดความเสียหายในสหกรณ์ได้อย่างทันเวลา ซึ่งสหกรณ์ที่สนใจนำ โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจรของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ หรือนวัตกรรม Smart 4M ไปใช้สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ทุกจังหวัด ซึ่งพร้อมบริการให้คำปรึกษา แนะนำติดตั้งและสอนแนะ โดยที่สหกรณ์ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด หรือติดต่อที่กรมตรวจบัญชี สหกรณ์
โทร. CALL CENTER 0-2016-8888

รายงานพิเศษ : ‘สสก.5 สงขลา’เดินหน้าเชิงรุกลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยในนาข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/361103

รายงานพิเศษ : ‘สสก.5 สงขลา’เดินหน้าเชิงรุกลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยในนาข้าว

รายงานพิเศษ : ‘สสก.5 สงขลา’เดินหน้าเชิงรุกลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยในนาข้าว

วันศุกร์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งดูแลจังหวัดในเขตภาคใต้ตอนล่างจำนวน 7 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดตรัง พัทลุง สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และจังหวัดนราธิวาส พืชเศรษฐกิจหลักที่สำคัญในพื้นที่ ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าว และไม้ผล ซึ่งมีเกษตรกรในแต่ละจังหวัดมีการเพาะปลูกกันมาก และพบว่าข้าวเป็นพืชที่กำลังประสบปัญหาเรื่องราคาที่ตกต่ำ มีต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในส่วนของการใช้ปุ๋ยในนาข้าวของเกษตรกร ทำให้เกษตรกรปล่อยนาให้เป็นที่รกร้างมากขึ้นดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องลดต้นทุนด้านการใช้ปุ๋ยและส่งเสริมให้มีการใช้ปุ๋ยอย่างถูกต้อง เป็นแนวทางหนึ่งในการช่วยลดต้นทุนการผลิตข้าวได้

นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ นายสมชาย พรุเพชรแก้ว นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กลุ่มวิชาการส่งเสริมการเกษตร จัดทำแปลงทดสอบสาธิตการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมด้านดินและปุ๋ยในการลดต้นทุนการผลิต ปี 2561 ในพื้นที่นาข้าวของ นายทวี วรรณดี ที่ตั้งแปลง หมู่ที่ 9 ตำบลคูหาใต้ อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา จำนวน 8 ไร่ 3 แปลง พันธุ์ข้าว กข 43 อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 90-95 วัน เป็นนาหว่านน้ำตม ใช้เมล็ดพันธุ์ไร่ละ 9 กิโลกรัม เพื่อทำการศึกษาการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และการใช้ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ เปรียบเทียบกับวีธีการใช้ปุ๋ยของเกษตรกร ในการเพาะปลูกข้าวนาปรัง ผ่านกรรมวิธีในการเปรียบเทียบ ดังนี้ กรรมวิธีที่ 1 การใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน พื้นที่ 2 ไร่ ต้นทุนปุ๋ย 248.20 บาทต่อไร่ ครั้งที่ 1 ปุ๋ยเคมีสูตร 18 – 46 – 0 จำนวน 7 กิโลกรัมต่อไร่ ปุ๋ยเคมีสูตร 0 – 0 – 60 จำนวน 7 กิโลกรัมต่อไร่ ครั้งที่ 2 ปุ๋ยเคมีสูตร 46 – 0 – 0 จำนวน 5 กิโลกรัมต่อไร่ กรรมวิธีที่ 2 การใช้ปุ๋ยเคมีลดลงร้อยละ 25 จากค่าวิเคราะห์ดิน + ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ พื้นที่ 2 ไร่ (ใช้ปุ๋ยพีจีพีอาร์ผสมเมล็ดพันธุ์ข้าว และผสมกับปุ๋ยเคมีในครั้งแรก รวม 1 กิโลกรัมต่อไร่) ต้นทุนปุ๋ย 226.15 บาทต่อไร่ ครั้งที่ 1 ปุ๋ยเคมีสูตร 18 – 46 – 0 จำนวน 5.25 กิโลกรัมต่อไร่ ปุ๋ยเคมีสูตร 0– 0 – 60 จำนวน 5.25 กิโลกรัมต่อไร่ ครั้งที่ 2 ปุ๋ยเคมีสูตร 46 – 0 – 0 จำนวน 3.75 กิโลกรัมต่อไร่ กรรมวิธีที่ 3 การใช้ปุ๋ยตามวิธีของเกษตรกร (Control) พื้นที่ 4 ไร่ ต้นทุนปุ๋ย 1,400.00 บาทต่อไร่ ครั้งที่ 1 ปุ๋ยเคมีสูตร 16 – 20 – 0 จำนวน 50 กิโลกรัมต่อไร่ ครั้งที่ 2 ปุ๋ยเคมีสูตร 16 – 20 – 0 จำนวน 50 กิโลกรัมต่อไร่ ทั้งนี้ ในการใส่ปุ๋ยครั้งที่ 1 จะใส่ตอนข้าวอายุ 15 วัน และครั้งที่ 2 ตอนข้าวอายุ 50 วัน

“จากผลการทดลองปรากฏว่า อัตราการเจริญเติบโตของต้นข้าวในทั้ง 3 กรรมวิธี ไม่ค่อยมีความแตกต่างกันมากนักในการแตกกอ และความสูง แต่ผลการใช้ปุ๋ยเคมีลดลงร้อยละ 25 จากค่าวิเคราะห์ดิน + ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ มีปริมาณผลผลิตข้าวที่ความชื้น 15% สูงที่สุด คือ 435.51 กิโลกรัมต่อไร่ รองลงมาคือการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน 431.07 กิโลกรัมต่อไร่ และตามวิธีของเกษตรกร 428.71 กิโลกรัมต่อไร่ ตามลำดับ ดังนั้นผลจากการทดสอบสาธิตในพื้นที่สามารถสรุปได้ว่าการการใช้ปุ๋ยเคมีลดลงร้อยละ 25 จากค่าวิเคราะห์ดิน + ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ และการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน สามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้ประมาณไร่ละ 1,150 บาท และสามารถเพิ่มผลผลิตขึ้นได้เล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการใช้ปุ๋ยของเกษตรกรในพื้นที่ ทำให้เกษตรกรในพื้นที่ที่มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ยอมรับผลการทดลองและจะเร่งรัดการปรับใช้ในพื้นที่ตัวเองในฤดูการผลิตต่อไป ทั้งนี้ นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร คนที่ 1 พร้อมด้วยนางสาวชัญญา ทิพานุกะ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร และคณะ ได้เดินทางมาติดตามผลการดำเนินงานการจัดทำแปลงทดสอบในพื้นที่พร้อมกับให้ข้อเสนอแนะให้มีการขยายผล และประชาสัมพันธ์ไปยังพื้นที่ข้างเคียง และจังหวัดอื่นๆ ให้มากที่สุดเพื่อลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรสามารถนำไปปฏิบัติอย่างกว้างขวางต่อไป” นายสุพิท กล่าวทิ้งท้าย