รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์พรหมพิราม’นำร่องปลูกข้าวโพดหลังนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/372436

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์พรหมพิราม’นำร่องปลูกข้าวโพดหลังนา

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์พรหมพิราม’นำร่องปลูกข้าวโพดหลังนา

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูการทำนา เป็นโครงการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ริเริ่มปฏิรูปการบริหารจัดการภาคการเกษตรของไทย ด้วยการวางแผนการผลิตทางการเกษตรของประเทศเพื่อสนองนโยบายการตลาดนำการผลิตของรัฐบาล โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2561 เป็นต้นไป

สำหรับการขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว จะมีการบูรณาการร่วมกันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 5 หน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมชลประทาน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. โดยใช้กลไกสหกรณ์เข้ามาบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การรวบรวมผลผลิตและประสานภาคเอกชนกำหนดราคารับซื้อล่วงหน้าและเปิดจุดรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรถึงในพื้นที่

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า การดำเนินโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูการทำนา เป็นนโยบายสำคัญที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มุ่งหวังที่จะสร้างสมดุลของปริมาณผลผลิตข้าวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยลดพื้นที่การปลูกข้าวนาปรัง แล้วหันมาปลูกพืชทดแทนที่มีศักยภาพและสามารถบริหารจัดการด้านการตลาดได้ ซึ่งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยังมีปริมาณไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดในประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ยังมีความต้องการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อนำไปเป็นวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เชิญบริษัทเอกชน 13 ราย ซึ่งเป็นตัวแทนสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์มาหารือถึงเรื่องคุณภาพและราคาข้าวโพดที่จะรับซื้อจากเกษตรกร รวมถึงกำหนดจุดรับซื้อในพื้นที่ทั้ง 33 จังหวัด โดยจะมีการแบ่งจุดรับซื้อที่แน่นอนว่าบริษัทใดจะเข้าไปรับซื้อในพื้นที่ใด ซึ่งจะต้องมีความชัดเจนภายในวันที่ 25 ตุลาคมนี้ และการเปิดจุดรับซื้อต้องเข้าถึงพื้นที่เป้าหมาย เพื่อให้เกษตรกรมีความสะดวกในการรวบรวมข้าวโพดมาขายได้ในทันทีที่มีการเก็บเกี่ยว นอกจากนี้ยังได้ประสานไปยังสมาคมผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ เพื่อหารือถึงเงื่อนไขในการขายเมล็ดพันธุ์ให้สหกรณ์เพื่อนำไปกระจายสู่เกษตรกร ทางบริษัทจะต้องส่งนักวิชาการเข้ามาช่วยดูแลและถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกข้าวโพดให้กับเกษตรกร ตั้งแต่แรกเริ่มไปจนถึงการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพตามที่ตลาดต้องการ

หลังจากทั้ง 5 หน่วยงาน ร่วมกันระดมปูพรมสำรวจ พบว่า มีพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกข้าวโพดหลังนา จำนวน 2.8 ล้านไร่ โดยขณะนี้มีพื้นที่สนใจเข้าร่วมโครงการประมาณ 850,000 ไร่ เกษตรกรรวมทั้งหมด 97,000 ราย ส่วนหนึ่งในนี้เป็นสหกรณ์ 265 แห่ง จำนวน 37,000 ราย พื้นที่ 320,000 ไร่ และคาดว่าจะมีเพิ่มขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในเรื่องของเงินทุน โดยให้กู้รายละไม่เกิน 30,000 บาท หรือไร่ละ 2,000 บาท คนละไม่เกิน 15 ไร่ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.01 ต่อปี ถ้ากู้ 6 เดือน ดอกเบี้ยจะอยู่ประมาณ 1.50 บาท พร้อมทั้งสนับสนุนเบี้ยประกันภัย 65 บาทต่อไร่ เมื่อได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติ น้ำท่วม หรือถูกแมลงศัตรูพืชทำลาย จะได้รับเงินชดเชย ไร่ละ 1,500 บาท ซึ่งจะเริ่มฤดูกาลเพาะปลูกในเดือนพฤศจิกายนนี้ และคาดว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2562

ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มีการดำเนินการนำร่องโครงการดังกล่าวไปบ้างแล้ว โดยนำร่องที่สหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด ตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่ง น.ส.ปิยาพัชร สุจรรยา ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด เล่าว่า พื้นที่เพาะปลูกในอำเภอพรหมพิรามมีกว่า 16,000 ไร่ ทั้งในเขตและนอกเขตชลประทาน ปัจจุบันสหกรณ์มีการนำร่องโครงการฯไปแล้วทั้งหมด 1,131 ไร่ ซึ่งทางสหกรณ์จะคัดเลือกเฉพาะสมาชิกที่มีความพร้อมด้านพื้นที่เพาะปลูกเพื่อไม่ให้สมาชิกได้รับผลกระทบจากการเข้าร่วมโครงการ โดยสหกรณ์ฯ ได้ทำ MOU การตลาดกับ 2 บริษัท คือ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์ และบริษัท เบทาโกร สหกรณ์ซื้อเมล็ดพันธุ์จากบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ และผลผลิตที่ได้จะนำไปขายให้กับ บริษัท เบทาโกร ในราคาตามประกาศของกระทรวงพาณิชย์ โดยจะรวบรวมผลผลิตในพื้นที่นำร่องได้ประมาณเดือน มกราคม 2562 และคาดว่าจะได้ผลผลิตเฉลี่ยไร่ละ 1.4 ตัน

รายงานพิเศษ : 51 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/372139

รายงานพิเศษ : 51 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร

รายงานพิเศษ : 51 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร

วันพุธ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ในวาระครบรอบปีที่ 51 กรมส่งเสริมการเกษตร เมื่อวันที่ 21 ต.ค.2561 ที่ผ่านมา นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการจัดงานวันที่ระลึกคล้ายวันสถาปนา โดยได้อ่านสารจาก นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กล่าวอวยพรในวันครบรอบดังกล่าว และขอบคุณบุคลากรทุกคนที่ร่วมทำงานเพื่อพัฒนาเกษตรกรมาตลอดทั้งปี ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรถือเป็นหน่วยงานที่เข้าถึงและได้รับความเชื่อถือจากเกษตรกร ซึ่งพันธกิจของกรมต้องยกระดับองค์ความรู้ให้กับเกษตรกร ทั้งการลดต้นทุน การเพิ่มผลผลิต และการเพิ่มคุณภาพผลผลิต โดยใช้งานวิจัยและเทคโนโลยีเข้ามายกระดับ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการเกษตรของประเทศ

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้กำหนดจัดกิจกรรมต่างๆ ประกอบด้วย พิธีสงฆ์และพิธีบวงสรวงท้าวมหาพรหมและศาลพระภูมิในช่วงเช้า พิธีวางพวงมาลาอนุสาวรีย์ ศาสตราจารย์พิเศษทำนอง สิงคาลวณิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรคนแรก อีกทั้งยังมีหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน มาร่วมแสดงความยินดีพร้อมมอบเงินบริจาคให้โรงพยาบาลสงฆ์ และพิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติและประกาศเกียรติคุณให้บุคคลและหน่วยงานดีเด่นประจำปี 2561

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์โคนมสอยดาว’ไปได้สวย ‘ไทยนิยม ยั่งยืน’ต่อยอดธุรกิจนมโรงเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/368999

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์โคนมสอยดาว’ไปได้สวย ‘ไทยนิยม ยั่งยืน’ต่อยอดธุรกิจนมโรงเรียน

วันอังคาร ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

โครงการไทยนิยม ยั่งยืน แผนพัฒนาประเทศ ที่มีกลไกการขับเคลื่อนตั้งแต่ระดับชาติสู่ระดับพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในรูปแบบประชารัฐ ลดความเหลื่อมล้ำ และสามารถเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชน โดยการพัฒนาและแก้ปัญหาความเดือดร้อนตามความต้องการของประชาชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านเศรษฐกิจและสังคม ภายใต้แนวคิด คนไทยไม่ทิ้งกัน ชุมชนอยู่ดีมีสุข และวิถีไทยวิถีพอเพียง

สหกรณ์โคนมสอยดาว จำกัด จังหวัดจันทบุรี เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ที่ได้รับการจัดสรรเงินเพื่อสนับสนุนอุปกรณ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร จากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน จำนวน 5,355,000 บาท และสหกรณ์ฯ จ่ายสมทบอีก 535,000 บาท โดยเงินที่ได้รับจัดสรรครั้งนี้ สหกรณ์ฯได้จัดหาอุปกรณ์ใหม่ทดแทนอุปกรณ์เดิมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำนมพาสเจอร์ไรส์ ได้แก่ ห้องเย็นตั้งพื้นสำเร็จ Temp o-50C ขนาด 4 x 6 x 3.10 เมตร จำนวน 1 ห้อง อุปกรณ์ปรับปรุงระบบพาสเจอร์ไรส์ ขนาด 1,000 ลิตรต่อชั่วโมง จำนวน 1 ชุด และเครื่องตรวจคุณภาพน้ำนมดิบ จำนวน 1 เครื่อง

นายวินนา ศรีสงคราม

นายวินนา ศรีสงคราม ประธานกรรมการสหกรณ์โคนมสอยดาว จำกัด กล่าวว่า ตนรู้สึกดีใจมากที่รัฐบาลมีโครงการดีๆ แบบนี้ ขอขอบคุณรัฐบาลและกรมส่งเสริมของสหกรณ์ ที่ได้อนุมัติงบประมาณจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน มาให้สหกรณ์ฯส่งผลให้สมาชิกและสหกรณ์สามารถเพิ่มรายได้ และลดต้นทุนให้กับสมาชิกในการประกอบธุรกิจ ได้รับประโยชน์จากอุปกรณ์ที่ได้รับสนับสนุนจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน เป็นอย่างมาก ทำให้สามารถผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ได้มากขึ้นอีกเท่าตัว โดยอุปกรณ์ปรับปรุงระบบพาสเจอร์ไรส์ชุดเดิม มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 500 ลิตรต่อชั่วโมง สำหรับอุปกรณ์ปรับปรุงระบบพาสเจอร์ไรส์ชุดใหม่มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 1,000 ลิตรต่อชั่วโมง อีกทั้งยังได้ห้องเย็นที่มีมาตรฐานในการเก็บนมที่ผลิตเสร็จรอจำหน่าย เพื่อรองรับกำลังการผลิตที่เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย และอุปกรณ์อีกชิ้นหนึ่งที่ถือว่าสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันคือ เครื่องตรวจคุณภาพน้ำนมดิบ (เครื่องตรวจองค์ประกอบน้ำนม TS-SCC) ซึ่งก่อนนำน้ำนมสู่กระบวนการผลิต จำเป็นต้องมีการตรวจสอบจำนวนเซลล์ และคุณภาพน้ำนม ก่อนทุกครั้ง

ซึ่งสำหรับเครื่องใหม่นี้สามารถวัดค่า SCC (เชื้อเต้านมอักเสบ) เพิ่มเติมจากเครื่องเดิมที่วัดได้เพียงค่า Fat (ไขมัน), SNF (ของแข็งไม่รวมไขมัน),Density (ความถ่วงจำเพาะ), Protein (โปรตีน), Freezing Point, Lactose เท่านั้น ทำให้สหกรณ์ฯ สามารถแจ้งสมาชิกได้อย่างรวดเร็ว เมื่อค่าน้ำนมไม่ได้มาตรฐาน หรือมีการติดเชื้อของแม่วัว เพื่อสมาชิกจะได้นำวัวไปรักษาได้ทันการณ์ ไม่ต้องรอผลการตรวจจากศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคตะวันออก (ศวพ.) ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 7 วัน จึงจะรู้ผลการตรวจ เดิมสหกรณ์ฯได้นำนมส่งตรวจสอบคุณภาพที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคตะวันออก (ศวพ.) ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูง อุปกรณ์ดังกล่าวทำให้สหกรณ์ฯ ประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลา ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด และได้รับผลลัพธ์อย่างรวดเร็ว

สำหรับสหกรณ์โคนมสอยดาว จำกัด นั้น ได้จดทะเบียนเป็นสหกรณ์เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2534 มีสมาชิกแรกตั้ง 189 ราย ด้วยทุนเรือนหุ้น 98,200 บาท และได้ดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2535 เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกสามารถช่วยเหลือตนเองได้ มีธุรกิจแบบพอเพียง เข้มแข็ง ครอบครัวสมาชิกมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยการนำอุดมการณ์ หลักการและวิธีการสหกรณ์มาใช้ปัจจุบันสหกรณ์โคนมสอยดาว จำกัด มีสมาชิกจำนวน 206 ราย มีทุนเรือนหุ้น 9,826,320 บาท สหกรณ์ฯได้รับจัดสรรสิทธิ์ MOU เพื่อจำหน่ายน้ำนมพาสเจอร์ไรส์ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และโรงเรียนเอกชน ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีตามโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน จำนวน 40,776 ถุง/คน/วัน โดยมีการตกลงราคาจำหน่ายตามราคากลางที่รัฐบาลกำหนด ดังนั้นเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตน้ำนมที่เพิ่มมากขึ้นและให้ได้มาตรฐาน สหกรณ์ฯจึงจำเป็นต้องมีอุปกรณ์ที่ทันสมัยมากขึ้น อุปกรณ์ที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน จึงเป็นประโยชน์อย่างมากต่อสมาชิกสหกรณ์โคนมสอยดาว จำกัด ที่จะผลิตน้ำนมที่มีประสิทธิภาพออกจำหน่ายต่อไป

รายงานพิเศษ : ก้าวต่อไปของ แอปเตอร์ (APTERR) 7 ปี กับบทบาทองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินระดับภูมิภาคอาเซียนบวกสาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/368794

รายงานพิเศษ : ก้าวต่อไปของ แอปเตอร์ (APTERR) 7 ปี กับบทบาทองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินระดับภูมิภาคอาเซียนบวกสาม

วันจันทร์ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

แอปเตอร์ (ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve : APTERR) องค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม เป็นองค์กรที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของ 13 ประเทศ ประกอบไปด้วยประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ ร่วมกับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เพื่อสำรองข้าวสำหรับบริโภคในกรณีเกิดภัยพิบัติฉุกเฉินทางธรรมชาติ โดยประเทศไทยได้รับความไว้วางใจให้จัดตั้งสำนักเลขานุการองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม (APTERR) ขึ้นในประเทศ เพื่อเป็นหน่วยงานกลางทำหน้าที่ประสานงานในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ โดยได้ดำเนินงานมาเป็นเวลา 7 ปี ในวันที่ 7 ตุลาคม 2561 นี้ พร้อมกับกำลังก้าวสู่ปีที่ 8 ต่อไป

นายชาญพิทยา ฉิมพาลี ผู้จัดการทั่วไป สำนักเลขานุการ APTERR กล่าวว่า แอปเตอร์ ในฐานะองค์กรความร่วมมือระดับภูมิภาคของอาเซียนบวกสาม มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานเพื่อสำรองข้าวไว้สำหรับบริโภค และเมื่อเกิดความจำเป็นกรณีภัยพิบัติฉุกเฉิน นับเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารของประชาชนในประเทศสมาชิก 13 ประเทศ

สำหรับประเภทของการสำรองข้าวของแอปเตอร์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1.ข้าวสำรองในรูปสัญญา (Earmarked
Reserve) เป็นข้าวสำรองฉุกเฉินของอาเซียน (ASEAN Emergency Rice Reserve : AERR) ภายใต้ข้อตกลงการสำรองอาหารเพื่อความมั่นคงแห่งภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Food Security Reserve : AFSR) ที่ได้ทำไว้ในปี 2522 รวมทั้งสิ้น 87,000 ตัน จนกระทั่งปี 2545 มีการขยายขอบเขตสมาชิก รวมอีก 3 ประเทศ คีน จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ทำให้มีปริมาณข้าวสารสำรองเพิ่มขึ้นเป็น 787,000 ตัน ปัจจุบันมีปริมาณข้าวสำรองในรูปสัญญาของประเทศสมาชิก ประกอบด้วย ประเทศบรูไน 3,000 ตัน กัมพูชา 3,000 ตัน อินโดนีเซีย 12,000 ตัน สปป.ลาว 3,000 ตัน มาเลเซีย 6,000 ตัน เมียนมา 14,000 ตัน ฟิลิปปินส์ 12,000 ตัน สิงคโปร์ 5,000 ตัน ไทย 15,000 ตัน เวียดนาม 14,000 ตัน จีน 300,000 ตัน ญี่ปุ่น 250,000 ตัน และเกาหลีใต้ 150,000 ตัน 2.ข้าวสำรองจริง (Stockpiled Reserve) เป็นข้าวที่มีอยู่จริงหรือเงินสด ซึ่งได้รับบริจาคจากประเทศสมาชิก เพื่อนำไปช่วยเหลือประเทศสมาชิกที่ประสบภัยพิบัติฉุกเฉินทางธรรมชาติรุนแรง หรือช่วยขจัดความยากจน และอดอยากแก่ประชาชนในภูมิภาค

ด้านวิธีการในการดำเนินกิจกรรมหลักๆ ประกอบไปด้วย 3 รูปแบบ ได้แก่ โปรแกรม 1 (Tier 1) คือ การระบายข้าวสำรองในรูปสัญญา ภายใต้สัญญาซื้อขายล่วงหน้า โปรแกรม 2 (Tier 2) คือ การระบายข้าวสำรองในรูปสัญญา ภายใต้การดำเนินการในรูปแบบอื่นๆ เป็นการสำรองข้าวสารไว้สำหรับการทำสัญญาซื้อขายเมื่อขณะหรือเมื่อเกิดภัยพิบัติฉุกเฉินแล้ว และ โปรแกรม 3 (Tier 3) คือ การระบายข้าวสำรองจริงแบบให้เปล่า เพื่อบรรเทาทุกข์ด้านมนุษยธรรม เมื่อประเทศสมาชิกมีการร้องขอ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความยากจนหรือลดปัญหาภาวะขาดอาหารเป็นการระดมข้าวโดยการบริจาคข้าวสารหรือตัวเงินช่วยเหลือประทศสมาชิกแบบให้เปล่ากรณีเกิดภัยพิบัติฉุกเฉิน

นายชาญพิทยา กล่าวว่า โดยตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2554 ถึงปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็น การระบายข้าวภายใต้ Tier 3 เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในประเทศสมาชิกใน 7 ประเทศ คือ กัมพูชา ลาว เมียนมา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม รวมเป็นปริมาณข้าวทั้งหมด 23,920 ตัน ซึ่งบริจาคโดยประเทศสมาชิกแอปเตอร์ ได้แก่ ประเทศมาเลเซีย ไทย จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ทั้งนี้ในปี 2561 แอปเตอร์ ได้นำข้าวซึ่งได้รับบริจาคจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติต่างๆ และแก้ปัญหาความยากจน รวมถึงนำข้าวที่ได้รับบริจาคไปเก็บไว้ประเทศสมาชิกเพื่อเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ รวม 15,593 ตัน ใน 5 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ซึ่งรวมถึงข้าวที่ได้รับบริจาคจากเกาหลีใต้ปริมาณ 1,300 ตัน ที่กำลังจะนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมหนักในเมียนมา และข้าวอีก 1,000 ตัน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมและเหตุการณ์เขื่อนแตกที่ลาว

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานที่ผ่านมาของสำนักเลขานุการ APTERR ได้รับความไว้วางใจและเชื่อมั่นจากประเทศสมาชิกด้วยดีเสมอมา และแม้ว่าที่ผ่านมาการดำเนินงานของแอปเตอร์ส่วนใหญ่จะเป็นการดำเนินงานอยู่ในส่วนของโปรแกรม 3 หรือ Tier 3 คือ การระบายข้าวสำรองจริงแบบให้เปล่า เพื่อบรรเทาทุกข์ด้านมนุษยธรรม เมื่อประเทศสมาชิกมีการร้องขอ ซึ่งก็เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งองค์กรดังกล่าวขึ้นมาก็ตาม แต่ในอนาคตแอปเตอร์มองว่าการดำเนินงานโปรแกรม 1 หรือ Tier 1 คือ การระบายข้าวสำรองในรูปสัญญา ภายใต้สัญญาซื้อขายล่วงหน้า น่าจะมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น โดยในส่วนนี้เองก็ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสของประเทศไทยในการสำรองข้าวไว้สำหรับขายโดยการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าด้วยเช่นกัน ซึ่งจะเป็นการทำตลาดของประเทศที่เชื่อมโยงกับมาตรการด้านการตลาดข้าวของรัฐเพื่อ
ช่วยเหลือเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถขายข้าวได้ในราคาที่เป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

สำหรับผู้อ่านที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่สำนักเลขานุการแอปเตอร์ โทร. 0-2579-4816, 0-2579-4817หรือ http://www.APTERR.org

รายงานพิเศษ : โครงการเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย เสริมเศรษฐกิจฐานราก-สร้างเงินหมุนเวียนชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/367279

รายงานพิเศษ : โครงการเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย เสริมเศรษฐกิจฐานราก-สร้างเงินหมุนเวียนชุมชน

วันจันทร์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“โครงการเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย” นับเป็นหนึ่งในโครงการไทยนิยมยั่งยืนที่สำคัญในรอบปี 2561 รัฐบาลมอบหมายให้ “กรมส่งเสริมการเกษตร” เป็นผู้ดำเนินการผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากโครงการนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และความมั่นคงในชีวิตให้เกษตรกรเท่านั้น แต่ยังสร้างผลประโยชน์ตามมาอีกมากมาย โดยเฉพาะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เกิดความเข้มแข็ง เพื่อเป็นรากฐานการพัฒนาประเทศในระยะยาวต่อไป

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้รับมอบหมายให้เข้าไปจัดอบรมทักษะอาชีพ และสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มพัฒนาอาชีพขึ้นในชุมชน โดยรัฐจะสนับสนุนงบประมาณชุมชนละไม่เกิน 3 แสนบาท เป้าหมาย 9,101 ชุมชนทั่วประเทศ รวมงบประมาณ 5,278 ล้านบาท โดยผลดำเนินงานตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันซึ่งใกล้ครบกำหนดปิดโครงการเป็นที่น่าพอใจมาก

จากข้อมูล ณ วันที่ 19 กันยายน 2561 มีเกษตรกรผ่านการอบรมอาชีพเสริมทั้งสิ้น 1,620,308 ราย หรือคิดเป็น 89.01% จากเป้าหมาย 1,820,200 ราย งบประมาณ 2,253 ล้านบาท และมีเกษตรกรรวมกลุ่มเสนอโครงการพัฒนาอาชีพที่ได้รับการอนุมัติ 24,977 โครงการ โดยกลุ่มอาชีพที่มีการของบประมาณมากที่สุด คือ โครงการด้านการผลิตอาหารและแปรรูปผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร 7,287 โครงการ หรือ 29.17% รองลงมา ได้แก่ ด้านการผลิตพืช, ปศุสัตว์, การประมง, การผลิตปุ๋ยอินทรีย์และปรับปรุงบำรุงดิน, การผลิตแมลงเศรษฐกิจ, ฟาร์มชุมชน, การจัดการศัตรูพืช และการเกษตรอื่นๆ ตามลำดับ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้โอนงบประมาณให้เกษตรกรครบทุกโครงการแล้ว เป็นเงิน 2,617 ล้านบาท

“สาเหตุที่มีการเสนอโครงการแปรรูปผลผลิตมาก เพราะเกษตรกรมีอาชีพหลักในการผลิตสินค้าขั้นต้นอยู่แล้ว ทำให้มีความสนใจแปรรูปผลผลิตที่ตัวเองผลิตได้หรือใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นมาแปรรูปเพิ่มมูลค่า ซึ่งในสมัยดำเนินโครงการเกษตรยั่งยืน 1 หรือ 9101 เมื่อปีที่ผ่านมา กิจกรรมที่เกี่ยวกับการแปรรูปจะขายได้ดี เกษตรกรมีรายได้มาก และมีการเชื่อมโยงกับตลาดท้องถิ่น ตลาดโอท็อป และตลาดท่องเที่ยว”

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวต่อว่า ข้อสำคัญอีกประการของโครงการเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย
คือ โครงการนี้จะทำให้เกิดกระแสเงินหมุนเวียนในชุมชน ทั้งจากการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์จากร้านค้าในท้องถิ่นเพื่อนำมาใช้ในโครงการ การซื้อขายสินค้าระหว่างเกษตรกรในชุมชนและชุมชนข้างเคียง และการซื้อขายระหว่างกลุ่มเกษตรกรกับพ่อค้า ซึ่งล้วนเป็นการสร้างรายได้และทำให้เกิดกำลังซื้อ ส่งผลให้เกิดเงินหมุนเวียนกลับมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่นได้อย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าโครงการเสริมสร้างรายได้ฯจะทำให้เกิดเงินหมุนเวียนไม่น้อยกว่า 2.5 เท่าของงบประมาณที่ลงไปในแต่ละชุมชน

ดร.เศรษฐพงศ์ เลขะวัฒนะ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารจัดการโครงการเกษตรยั่งยืน กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการเสริมสร้างรายได้ฯเป็นการเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง เพราะไม่เพียงจะทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในชุมชนเท่านั้น แต่ยังช่วยบรรเทาปัญหาราคาสินค้าตกต่ำได้ด้วย เช่น กรณีภาคตะวันออกที่มักประสบปัญหาผลไม้ล้นตลาดจนราคาตกต่ำเกือบทุกปี แต่การมีเกษตรกรรวมกลุ่มแปรรูปผลผลิต จะทำให้เกิดกลุ่มผู้รับซื้อผลไม้จากเกษตรกรในท้องถิ่นในราคาเป็นธรรม จึงเป็นการบรรเทาได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ โครงการยังช่วยสร้างงานในชุมชน เช่น กลุ่มเกษตรกรผู้รับจ้างกรีดยางที่ต้องว่างงานช่วงฤดูฝนเพราะไม่สามารถกรีดยางได้ ทำให้ขาดรายได้ ก็สามารถมาร่วมกับกลุ่มเพื่อทำอาชีพเสริม

ขณะเดียวกัน ยังมีสิ่งสำคัญอีกประการ นั่นคือ “ความยั่งยืน” ในการพัฒนาอาชีพให้เกษตรกร เพราะแม้โครงการจะต้องยุติลง แต่เกษตรกรทุกคนยังมี “ต้นทุน” สำคัญอยู่กับตัว ทั้งองค์ความรู้ที่ได้รับจากการอบรม และวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นในการประกอบอาชีพ ตามที่รัฐสนับสนุนงบประมาณจัดซื้อ สิ่งเหล่านี้ล้วนจะยังคงอยู่กับเกษตรกรเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างความมั่นคงให้กับตัวเองต่อไป

“โครงการเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย” ที่กำลังจะผ่านไป จึงเปรียบเป็นเพียงแค่ “ก้าวแรก” ในการเสริมสร้างชีวิต-สร้างเศรษฐกิจชุมชนให้กับเกษตรกรเท่านั้น หลังจากนี้ยังมี “ก้าวต่อไป” ที่สมาชิกในกลุ่มของเกษตรกร จะต้องร่วมมือกันเพื่อให้สามารถเดินต่อไปได้ด้วยลำแข้งของตัวเองอย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : โครงการเสริมสร้างรายได้ฯพัฒนาอาชีพ ทางเลือกใหม่มาแรง-เลี้ยงแมลงเศรษฐกิจพารวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/366728

รายงานพิเศษ : โครงการเสริมสร้างรายได้ฯพัฒนาอาชีพ ทางเลือกใหม่มาแรง-เลี้ยงแมลงเศรษฐกิจพารวย

วันศุกร์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ดำเนินโครงการเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการไทยนิยมยั่งยืนของรัฐบาล โดยจัดอบรมทักษะอาชีพและการทำธุรกิจการเกษตรขนาดเล็ก พร้อมสนับสนุนให้รวมกลุ่มเสนอโครงการพัฒนาอาชีพ ในชุมชน ซึ่งรัฐจะสนับสนุนงบประมาณชุมชนละไม่เกิน 3 แสนบาท โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้น 5,278 ล้านบาทเป้าหมาย 9,101 ชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้การดำเนินโครงการใกล้สิ้นสุดตามกรอบระยะเวลาของแผนดำเนินงานแล้ว

ทั้งนี้จากข้อมูล ณ วันที่ 19 กันยายน 2561 มีเกษตรกรผ่านการอบรมอาชีพเสริมทั้งสิ้น 1,620,308 ราย หรือคิดเป็น 89.01% จากเป้าหมาย 1,820,200 ราย ใน 9,101 ชุมชน ขณะเดียวกันมีเกษตรกรรวมกลุ่มเสนอโครงการพัฒนาอาชีพและได้รับการอนุมัติทั้งสิ้น 24,977 โครงการ โดยกลุ่มกิจกรรมที่มีการของบประมาณมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ด้านการผลิตอาหารและแปรรูปผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร 7,287 โครงการ หรือ 29.17%, ด้านการผลิตพืช พันธุ์พืช 4,733 โครงการ หรือ 18.95% และด้านปศุสัตว์ 4,672 โครงการ หรือ 18.71% ส่วนที่เหลือเป็นด้านการประมง, การผลิตปุ๋ยอินทรีย์และปรับปรุงบำรุงดิน, การผลิตแมลงเศรษฐกิจ, ฟาร์มชุมชน, การจัดการศัตรูพืชและการเกษตรอื่นๆ ตามลำดับ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้โอนงบประมาณให้เกษตรกรครบทุกโครงการแล้วเป็นเงิน 2,617 ล้านบาท

นายสมชาย กล่าวต่อว่า จากการประเมินผลการดำเนินงานในเบื้องต้น ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ เพราะโครงการสามารถตอบโจทย์การพัฒนาอาชีพให้เกษตรกรแต่ละพื้นที่ได้อย่างตรงจุด รวมทั้งสามารถสร้างอาชีพทางเลือกใหม่ให้เกษตรกรได้ เช่น การเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจ โดยมีเกษตรกรได้รับอนุมัติโครงการ 857 กลุ่ม หรือ 3.56% ซึ่งแม้จะเป็นตัวเลขที่ไม่สูงมาก แต่ก็ถือว่าได้รับความสนใจจากเกษตรกรมากเกินความคาดหมาย

“สาเหตุอาจเป็นเพราะอาชีพนี้เป็นอาชีพที่ใช้เงินลงทุนน้อย เลี้ยงง่าย ไม่ยุ่งยาก สามารถให้คนเฒ่าคนแก่หรือใช้เวลาว่างเลี้ยงได้ และยังขายได้ราคาสูง มีตลาดรองรับทั้งในและต่างประเทศ เช่น การเลี้ยงแมงป่องช้างที่มีพ่อค้าพร้อมรับซื้อในปริมาณมากเพื่อส่งออกไปจีน เวียดนาม และญี่ปุ่น เช่นเดียวกับจิ้งโกร่งและจิ้งหรีดที่มีพ่อค้ามาขอผูกขาดรับซื้อถึงกลุ่ม จึงเป็นอาชีพทางเลือกที่ดีของเกษตรกร” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

นายอดุลย์ศักดิ์ เสนาชัย ประธานกลุ่มเลี้ยงแมงป่องช้าง ชุมชนโนนป่าหว้าน หมู่ 4 ต.กุดผึ้ง อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู กล่าวว่า ขอขอบคุณรัฐบาลและกรมส่งเสริมการเกษตรที่ได้ขับเคลื่อนโครงการเสริมสร้างรายได้ฯครั้งนี้ เพราะทำให้ได้รับทราบช่องทางทำอาชีพเสริมใหม่ๆ โดยที่เลือกเลี้ยงแมงป่องช้างก็เพราะได้รับทราบระหว่างการอบรมอาชีพ จึงเกิดความสนใจ เพราะตลาดมีความต้องการสูงมากแต่ไม่ค่อยมีใครเลี้ยง

“แมงป่องช้างอาจดูน่ากลัว แต่จริงๆไม่ใช่สัตว์ดุร้าย การเลี้ยงก็ไม่ยาก กินอาหารพวกจิ้งหรีด หอยเชอรี่สับ 1-2 วัน/ครั้ง ไม่ต้องดูแลมาก เลี้ยงประมาณ 8 เดือน-1 ปี ก็จับไปขายได้แล้ว ส่วนตลาด
ก็มีทั้งเอาทอดขายเอง และพ่อค้ามารับเพื่อส่งไปขายจีน ญี่ปุ่น และเวียดนาม เพื่อเอาไปทำยาแผนโบราณและอื่นๆ โดยจะมารับทีละ 1,000-2,000 ตัวทุกเดือนซึ่งถ้าเลี้ยงประมาณ 10 บ่อ ก็มีโอกาสทำรายได้ครั้งละหลักแสน” นายอดุลย์ศักดิ์ กล่าว

รายงานพิเศษ : ชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืชสวนพุทรานมสด ‘ต้นทุนลด-ชีวิตเปลี่ยน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/365876

รายงานพิเศษ : ชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืชสวนพุทรานมสด  ‘ต้นทุนลด-ชีวิตเปลี่ยน’

รายงานพิเศษ : ชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืชสวนพุทรานมสด ‘ต้นทุนลด-ชีวิตเปลี่ยน’

วันจันทร์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา เป็นแหล่งโอโซนติดอันดับ 1 ใน 7 ของโลก จนได้รับการขนานนามว่าสวิตเซอร์แลนด์แดนอีสาน ทำให้มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเดินทางไปท่องเที่ยวพักผ่อนจำนวนมากในแต่ละปี

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า วังน้ำเขียวมีธรรมชาติที่สมบูรณ์ นักท่องเที่ยวต่างอยากมาสัมผัสบรรยากาศและชื่นชมธรรมชาติ ส่วนที่ตามมาคือเรื่องความต้องการอาหาร ผัก ผลไม้ ดังนั้นการผลิตพืชผลทางการเกษตรที่นี่จึงจำเป็นต้องเน้นความปลอดภัย สิ่งที่กรมส่งเสริมการเกษตรเข้ามาดำเนินการในพื้นที่นี้ คือ การส่งเสริมให้เกษตรกรมีการปฏิบัติทางการเกษตรดีที่เหมาะสม ตามมาตรฐาน GAP รวมทั้งการทำเกษตรอินทรีย์ โดยเฉพาะเรื่องการจัดการศัตรูพืชที่แนะนำให้เกษตรกรใช้ชีวภัณฑ์ทดแทนสารเคมี เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ใช้ในการควบคุมศัตรูพืช ได้แก่ ตัวห้ำ ตัวเบียน และเชื้อจุลินทรีย์ ซึ่งหลักๆ ที่นิยมใช้มี 3 ชนิด คือ เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า เป็นเชื้อราทำลายเชื้อโรคพืช ส่วนเชื้อราบิวเวอร์เรีย และเชื้อราเมตตาไรเซียน เป็นเชื้อราทำลายแมลงศัตรูพืช

 

 

ทั้งนี้ มีตัวอย่างเกษตรกรผู้ปลูกพุทรานมสด ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการทำการเคมีหันมาใช้ชีวภัณฑ์ในการควบคุมโรคและแมลงศัตรูพืช ต้นทุนลดลง ผลผลิตมีความปลอดภัยสามารถจำหน่ายได้ราคาที่สูงขึ้น ที่สำคัญคือสุขภาพดีขึ้นกว่าตอนใช้เคมี ทำให้เกิดการยอมรับในเทคโนโลยีที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้แนะนำ เกิดการขยายผลไปยังกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง

นายไพโรจน์ ขำแจง ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช (ศทอ.) จ.นครราชสีมา กล่าวว่า ศทอ.นครราชสีมา ได้เข้ามาจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้ศัตรูธรรมชาติในการควบคุมศัตรูพืช ที่ ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว ซึ่งเป็นแหล่งผลิตพุทรานมสด ผัก และผลไม้อีกหลากหลายชนิด โดยเน้นรวมกลุ่มผลิตจุลินทรีย์ เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า เชื้อราบิวเวอร์เรีย และเชื้อราเมตตาไรเซียน ใช้เองเพื่อควบคุมศัตรูพืชและลดต้นทุนการผลิต ซึ่งมีการตั้งเป้าว่าผลผลิตที่ออกจากพื้นที่นี้ต้องปลอดสารเคมี ซึ่งดำเนินการมาได้ประมาณ 3 ปีแล้ว มีเกษตรกรได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP และมีบางรายได้ยกระดับไปสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์

ขณะนี้ ศทอ. ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคอยให้คำแนะนำในการขยายเชื้อและใช้ชีวภัณฑ์ให้ถูกต้องเหมาะสมกับศัตรูพืชแต่ละชนิด ซึ่งเกษตรกรสามารถทำได้อย่างดี แต่ก็จะมีการสุ่มตรวจชีวภัณฑ์ที่เกษตรกรผลิตให้ตรงตามมาตรฐานที่กำหนดอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ชีวภัณฑ์มีคุณภาพสามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด อย่างไรก็ตาม จากการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับเกษตรกรในพื้นที่ ต.วังหมี จะเห็นว่าเกษตรกรให้ความสำคัญและมีการผลิตและใช้ชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืชอย่างจริงจัง ทาง ศทอ.จึงได้นำโมเดลนี้ไปขยายผลในพื้นที่อื่นต่อไป

“อยากให้คำนึงถึงเรื่องความมีคุณธรรม ความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่อยากให้ผลิตของที่ไม่ปลอดภัยหรือสารพิษตกค้างที่เป็นโทษให้คนอื่นบริโภค อย่างที่เคยได้ยินว่าฉีดยาเช้าเก็บเย็นเอาไปขาย ไม่อยากให้มี อยากให้ใช้ชีวภัณฑ์หรือศัตรูธรรมชาติควบคุม อยากประชาสัมพันธ์ว่า พื้นที่ ต.วังหมี กำลังเป็นจุดเริ่มต้นเกษตรกรไม่ใช้สารเคมี เพื่อรับผิดชอบต่อสังคม”

 

 

ด้าน นางปาลิดา นารีนุช เกษตรกร ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว ผู้ใช้ชีวภัณฑ์ในการควบคุมศัตรูพืชในแปลงพุทรานมสด กล้วย และพืชผักต่างๆ เล่าว่า ตอนแรกทำพืชไร่เชิงเดี่ยวตามพ่อแม่ ใช้สารเคมีอย่างเดียว พอมาปี 2550 เริ่มปรับเปลี่ยนจากพืชเชิงเดี่ยวมาปลูกพุทรานมสดแทน แต่ก็ยังใช้สารเคมีอย่างเดิม ต่อมาเริ่มมีอาการแพ้สารเคมี สุขภาพเริ่มย่ำแย่จึงคิดหาวิธีอื่นทดแทน จึงได้เข้าไปรับการอบรมการใช้ชีวภัณฑ์ทดแทนสารเคมีจากสำนักงานเกษตรอำเภอ ซึ่งระยะแรกเป็นระยะปรับเปลี่ยนก็จะใช้ชีวภัณฑ์ควบคู่กับสารเคมี เมื่อใช้ไปสักพักก็เห็นข้อแตกต่างว่าสารเคมีชนิดหนึ่งจะใช้กับศัตรูพืชเฉพาะตัวนั้น และต้องแยกกันฉีด เป็นการเพิ่มต้นทุน ขณะที่เชื้อราบิวเวอร์เรียตัวเดียวจบควบคุมศัตรูพืชได้ทุกชนิด

อย่างเราปลูกพุทรานมสดมีศัตรูพืชแต่ละช่วงฤดูไม่เหมือนกัน อย่างช่วงฝนตกชุกจะมีปัญหาโรคแอนแทรคโนส แต่ก่อนใช้สารเคมีเอาไม่อยู่เชื้อโรคยังขยายตัวได้ แต่พอมาใช้ไตรโคเดอร์ม่าช่วยได้เห็นผลชัดเจน ฉะนั้นตอบโจทย์เราได้อย่างดี ต้นทุนไม่สูงเพราะเราทำใช้เองได้ โดยมีเจ้าหน้าที่จาก ศทอ.นครราชสีมา มาให้ความรู้และแนะนำวิธีการผลิตชีวภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานอยู่ตลอดเวลา ส่งผลดีต่อผลผลิตที่ได้มีคุณภาพมากขึ้นด้วย อย่างตอนที่ใช้สารเคมีเนื้อพุทราจะน่วมมีน้ำเยอะ พอมาใช้ชีวภัณฑ์ทำให้เนื้อแน่น รสชาติหวานอร่อย รูปทรงดี สามารถจำหน่ายได้ในราคาที่สูงขึ้น จากเดิมอยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 40 บาท ตอนนี้ขายอยู่ที่ 60 บาท ทำให้คุณภาพชีวิตเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น จึงเชื่อมั่นในการใช้ชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืชว่าได้ผลดีจริง จนต้องผลิตไว้ใช้เองทุกสัปดาห์ตลอดทั้งปี

หากเกษตรกรท่านใดอยากแลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรงติดต่อได้ที่คุณปาลิดา นารีนุช ที่อยู่ 48 ม.4 บ้านยุบอีปูน ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เบอร์โทร.08-5774-0489 หรือขอคำแนะนำโดยตรงจากสำนักงานเกษตรใกล้บ้าน

รายงานพิเศษ : กลุ่มผักอินทรีย์นิคมเศรษฐกิจพอเพียง‘วังน้ำเขียว’ ใช้แปลงพยากรณ์จัดการศัตรูพืชได้อยู่หมัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/365103

รายงานพิเศษ : กลุ่มผักอินทรีย์นิคมเศรษฐกิจพอเพียง‘วังน้ำเขียว’  ใช้แปลงพยากรณ์จัดการศัตรูพืชได้อยู่หมัด

รายงานพิเศษ : กลุ่มผักอินทรีย์นิคมเศรษฐกิจพอเพียง‘วังน้ำเขียว’ ใช้แปลงพยากรณ์จัดการศัตรูพืชได้อยู่หมัด

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

แปลงติดตามสถานการณ์ศัตรูพืช หรือแปลงพยากรณ์ศัตรูพืช เป็นหนึ่งในที่กรมส่งเสริมการเกษตร นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการสำรวจติดตามและเฝ้าระวังศัตรูพืช เพื่อสามารถคาดการณ์แนวโน้มที่จะเกิดการระบาดของศัตรูพืช และเตือนภัยแก่เกษตรกรได้ทันท่วงที เช่น วิสาหกิจชุมชนผักอินทรีย์แปลงใหญ่นิคมเศรษฐกิจพอเพียง บ้านคลองบงพัฒนา อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ที่มีการใช้แปลงพยากรณ์ศัตรูพืช ในการป้องกันศัตรูพืชและแจ้งเตือนภัยสถานการณ์ศัตรูพืชให้สมาชิกได้ทราบ จึงได้บริหารจัดการได้ทันท่วงที

ว่าที่ร้อยโท ธีรภัทร ศรีคงอยู่ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรอำเภอวังน้ำเขียว กล่าวว่า สำนักงาน
เกษตรอำเภอวังน้ำเขียว ได้เข้ามาส่งเสริมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผักอินทรีย์แปลงใหญ่นิคมเศรษฐกิจพอเพียง บ้านคลองบงพัฒนา ตั้งแต่ต้นน้ำ ให้ความรู้การทำเกษตรปลอดภัย ถ่ายทอดความรู้วิธีการผลิตและใช้ชีวภัณฑ์ให้ถูกต้องและเหมาะสม รวมทั้งให้จัดทำแปลงพยากรณ์ศัตรูพืช เพื่อวางแผนการบริหารจัดการศัตรูพืช เมื่อพบเจอแมลงศัตรูพืชหรือโรคแมลง ก็จะได้แจ้งเตือนให้สมาชิกทราบ สามารถใช้ชีวภัณฑ์ได้ตรงกับชนิดของแมลงและโรค ทำให้จัดการศัตรูพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การใช้ประโยชน์จากแปลงพยากรณ์ในการจัดการศัตรูพืชได้ผลถึง 80% อีก 20% ขึ้นกับสภาพอากาศที่เราควบคุมไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เกษตรกรที่นี่เชื่อมั่นว่าแปลงพยากรณ์ทำแล้วได้ผล จึงขยายการทำเกษตรอินทรีย์ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา จากเริ่มต้นสมาชิก 10 คน ก็ขยายมาเรื่อยจนตอนนี้มีสมาชิก 34 คน ในการเพาะปลูกผักระบบอินทรีย์ นำมาซึ่งความปลอดภัยของผู้บริโภคและรายได้ของเกษตรกรที่เพิ่มขึ้น เดิมที่ขายผักมาตรฐานเกษตรปลอดภัย GAP เฉลี่ยอยู่ที่ 35-40 บาทต่อกก. แต่พอขยับมาเป็นมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ทางโรงคัดบรรจุเห็นความสำคัญก็เพิ่มราคารับซื้อตามมาตรฐานที่สูงขึ้นเป็น 70 บาทต่อกก. ผลผลิตมีคุณภาพ มีตลาดรองรับที่แน่นอน ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของสมาชิกกลุ่มดีขึ้นตามลำดับ

“ผมในฐานะคนรุ่นใหม่อนาคตของกรมส่งเสริมการเกษตร Future DOAE มีแผนส่งเสริมให้พื้นที่อำเภอวังน้ำเขียวเป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ผักอินทรีย์ส่งให้กับกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตผักอินทรีย์ในเครือข่าย 8 จังหวัด ที่ผลิตผักอินทรีย์ ที่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง เพื่อสร้างฐานการผลิตผักอินทรีย์ที่มีคุณภาพ ช่วยลดต้นทุนการผลิต สร้างรายได้ที่ดีขึ้นให้กับเกษตรกร มีความปลอดภัยกับผู้บริโภค ตลอดจนช่วยรักษาระบบนิเวศน์ที่ดีให้คงอยู่” ว่าที่ร้อยโท ธีรภัทร กล่าวทิ้งท้าย

ด้าน นางจิรัชญา วงศ์ทิม ประธานวิสาหกิจชุมชนผักอินทรีย์แปลงใหญ่นิคมเศรษฐกิจพอเพียง บ้านคลองบงพัฒนา อ.วังน้ำเขียว เล่าว่า สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผักอินทรีย์ แห่งนี้ได้ประโยชน์จากแปลงพยากรณ์ศัตรูพืชอย่างมาก โดยกลุ่มจะใช้แอพพลิเคชั่น LINE ไว้แจ้งเตือนให้สมาชิกทราบสถานการณ์ศัตรูพืชระบาดทันที เพราะที่นี่ผลิตผักอินทรีย์จะเน้นการป้องกันมากกว่ากำจัด

หากพบศัตรูพืชจะใช้ชีวภัณฑ์ในการป้องกัน เช่น เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า บิวเวอร์เรีย เมตตาไรเซี่ยม เชื้อ BT และเชื้อ BS ซึ่งได้รับการถ่ายทอดความรู้จากเกษตรตำบล เกษตรอำเภอ ซึ่งชีวภัณฑ์บางตัวอย่างไตรโคเดอร์ม่ากับบิวเวอร์เรีย ทางกลุ่มสามารถผลิตเองได้ ก็จะช่วยลดต้นทุนลงไปได้อีก

“เราทำผักอินทรีย์ ต้องใช้ชีวภัณฑ์ในการป้องกันศัตรูพืชและโรคพืช 100% ซึ่งทางกลุ่มได้การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์จากกรมวิชาการเกษตร ทำให้ผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาด จนผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการ ซึ่งขณะนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกรมส่งเสริมการเกษตรให้ทำโรงเรือนจำนวน 50 โรงเรือน จึงเชื่อมั่นว่าจะสามารถขยายการผลิตผักอินทรีย์รองรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญจะพัฒนาการผลิตเมล็ดพันธุ์ผักสลัดใช้เอง เนื่องจากตอนนี้ต้องซื้อในกก.ละ 20,000 บาท ถ้าเราผลิตเองจะลดต้นทุนส่วนนี้ได้อีกมาก หากสำเร็จก็จะขยายไปสู่เมล็ดพันธุ์ผักชนิดอื่นที่มีราคาสูง ทั้งนี้ เพราะกลุ่มเราอยู่ในพื้นที่นิคมเศรษฐกิจพอเพียงมีพื้นที่จำกัด เราต้องเน้นไปที่ผลิตผักที่ให้ราคาสูง เกษตรกรจะได้มีรายได้สูงขึ้นตามไปด้วย”

หากเกษตรกรท่านใดต้องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลด ละ เลิกการใช้สารเคมี หันมาใช้ชีวภัณฑ์ซึ่งสามารถผลิตใช้ได้เอง ติดต่อขอข้อมูลได้ที่สำนักงานเกษตรใกล้บ้าน

รายงานพิเศษ : ใช้วิธีผสมผสานจัดการ‘ศัตรูมะพร้าว’ กรมส่งเสริมการเกษตรย้ำช่วยแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/364818

รายงานพิเศษ : ใช้วิธีผสมผสานจัดการ‘ศัตรูมะพร้าว’  กรมส่งเสริมการเกษตรย้ำช่วยแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : ใช้วิธีผสมผสานจัดการ‘ศัตรูมะพร้าว’ กรมส่งเสริมการเกษตรย้ำช่วยแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ช่วงหลายปีที่ผ่านมาเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวต้องประสบปัญหาศัตรูพืชที่สำคัญหลายชนิด ทั้งหนอนหัวดำมะพร้าว แมลงดำหนาม ด้วงแรด ล้วนสร้างผลกระทบต่อผลผลิตมะพร้าว รายได้ของเกษตรกรและกระทบกับเศรษฐกิจในภาพรวม

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การจัดการศัตรูมะพร้าวเพื่อให้ได้ผลดี และไม่ให้กลับมาระบาดใหม่ควรใช้วิธีแบบผสมผสานตั้งแต่ 2 วิธีขึ้นไปมาใช้ร่วมกัน เพื่อลดปริมาณศัตรูมะพร้าวให้อยู่ในระดับที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายได้แก่ วิธีเขตกรรม คือการทำความสะอาดบริเวณสวน วิธีกล ตัดทางใบเผา เก็บหนอนและแมลงศัตรูพืชมาทำลาย และชีววิธี คือใช้ชีวภัณฑ์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ใช้ในการควบคุมศัตรูพืช ได้แก่ ตัวห้ำ ตัวเบียน และเชื้อจุลินทรีย์ ร่วมกับการใช้สารเคมีเป็นต้น การป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าวให้ได้ผลและยั่งยืน ต้องดำเนินการอย่างจริงจังและทำอย่างต่อเนื่อง

ในกรณีของหนอนหัวดำ ซึ่งเป็นศัตรูมะพร้าวที่ทำลายใบมะพร้าวเฉพาะระยะตัวหนอน ปัจจุบันพบว่าหนอนหัวดำมะพร้าวทำลายพืชหลายชนิด เช่น มะพร้าว ตาล ปาล์มน้ำมัน เป็นต้น โดยการป้องกันกำจัดมีวิธีการ ดังนี้ กรณีเริ่มพบการระบาด หรือมีการระบาดระดับน้อยให้ตัดทางใบล่างที่ถูกหนอนหัวดำทำลายมาเผาทันที พ่นเชื้อบีที อัตรา 80-100 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ผสมด้วยสารจับใบ 5 ซีซี จำนวน 3 ครั้งห่างกัน 7-10 วัน (ไม่ควรฉีดพ่นในขณะที่มีแสงแดดจัด) ปล่อยแตนเบียนบราคอน อัตราไร่ละ 200 ตัว จำนวน 12 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 15 วัน แต่ถ้าเกิดการระบาดรุนแรงให้ใช้สารเคมี แต่ต้องใช้สารเคมีตามคำแนะนำ คือ มะพร้าวที่มีความสูงมากกว่า 12 เมตร ใช้สารอิมาเม็กตินเบนโซเอท 1.92% อีซี ฉีดเข้าลำต้น ในอัตรา 30 ซีซีต่อต้น สามารถควบคุมหนอนได้นานอย่างน้อย 3 เดือน (วิธีนี้ห้ามใช้กับมะพร้าวที่สูงน้อยกว่า 12 เมตรมะพร้าวน้ำหอม มะพร้าวกะทิ และมะพร้าวที่ทำน้ำตาล) ส่วนมะพร้าวที่มีความสูงน้อยกว่า 12 เมตร ให้พ่นทางใบด้วยสารฟลูเบนไดอะไมด์ 20% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 5 กรัม/น้ำ 20 ลิตรหรือคลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% เอ็สซี อัตรา 20 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร โดยฉีดพ่นทางใบมะพร้าว จำนวน 1-2 ครั้ง ห่างกัน 15 วัน

ส่วนแมลงดำหนาม เป็นศัตรูมะพร้าวทั้งระยะหนอนและตัวเต็มวัย ทำลายใบมะพร้าวโดยกัดกินใบอ่อนที่ยังไม่คลี่ ทำให้ใบที่ถูกทำลายมีลักษณะเป็นสีน้ำตาลอ่อน เรียกว่า โรคหัวหงอก ในมะพร้าวต้นเล็กถ้าระบาดรุนแรงทำให้ตายได้ ส่วนต้นใหญ่จะทำให้ผลผลิตลดลง มีวิธีป้องกันกำจัด ได้แก่ ปล่อยแตนเบียนอะซีโคเดส อัตราไร่ละ 5 มัมมี่ เพื่อป้องกันกำจัดหนอนแมลงดำหนาม ในระยะวัย 1-3 ใช้เชื้อราเขียวเมตาไรเซียม อัตราการใช้ 1 กิโลกรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ผสมสารจับใบ ฉีดพ่นบนยอดมมะพร้าว กำจัดหนอน ดักแด้ และตัวเต็มวัยของแมลงดำหนามมะพร้าว ในกรณีมะพร้าวในแปลงเพาะและมะพร้าวต้นเล็ก ถ้าพบแมลงดำหนามระบาดควรพ่นสารเคมี เช่น คาร์บาริล อัตรา 30 กรัม/น้ำ 20 ลิตร โดยฉีดพ่นบริเวณยอดและใบอ่อนทุกครั้งก่อนการเคลื่อนย้ายต้นพันธุ์มะพร้าวจากแหล่งที่มีการระบาด

สำหรับด้วงแรด ซึ่งเป็นศัตรูที่ทำลายมะพร้าวเฉพาะตัวเต็มวัย เข้าไปเจาะกัดกินภายในยอดอ่อน ทำให้ใบขาดแหว่งลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมหรือหักพับ ส่งผลให้พืชชะงักการเจริญเติบโต วิธีการป้องกันกำจัด เริ่มจากการรักษาความสะอาดบริเวณสวน และกำจัดแหล่งขยายพันธุ์ เช่น เผามะพร้าวที่ยืนต้นตายหรือโค่นทิ้งไว้ รวมทั้งตอมะพร้าว ให้หมดไปจากสวน เกลี่ยกองซากพืช กองมูลสัตว์ให้มีความสูงไม่เกิน 15 เซนติเมตร ใช้เหล็กแหลมแทงตามรอยเจาะเพื่อทำลายตัวเต็มวัยที่ซ่อนอยู่ภายในรอยเจาะที่ยอดอ่อน ใช้กับดักฟีโรโมน ล่อตัวเต็มวัยแล้วจับทำลาย ควบคู่กับใช้เชื้อราเขียวเมตตาไรเซียม โดยทำกองปุ๋ยหมักใส่ขี้เลื่อยหรือขุยมะพร้าวผสมเศษหญ้าแห้งและปุ๋ยคอกให้เต็มกองล่อ เติมมูลวัว รดน้ำเพิ่มความชื้น หาวัสดุคลุมกองล่อ เช่นทางมะพร้าว หรือเศษใบไม้ เพื่อรักษาความชื้น เพื่อล่อให้ตัวเต็มวัยด้วงแรดมาวางไข่ เมื่อเจริญเป็นตัวหนอน ใช้เชื้อราเขียวเมตาไรเซียมในอัตรา 400 กรัมต่อกองล่อ คลุกผสมลงในกองล่อให้ทั่ว เชื้อราเขียวในกองล่อจะมีประสิทธิภาพในการกำจัดหนอนด้วงแรดมะพร้าวได้นานประมาณ 6-12 เดือน

เกษตรกรที่ประสบปัญหาศัตรูมะพร้าว สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือหน่วยงานในสังกัดกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อหาวิธีป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าวได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของท่าน ลดความสูญเสียและสร้างความมั่นคงในอาชีพของท่าน

รายงานพิเศษ : ยกทัพสินค้าเกษตรคุณภาพดีขึ้นห้างโฮมโปรทุกสาขา เจาะกลุ่มผู้บริโภครักสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/364449

รายงานพิเศษ : ยกทัพสินค้าเกษตรคุณภาพดีขึ้นห้างโฮมโปรทุกสาขา  เจาะกลุ่มผู้บริโภครักสุขภาพ

รายงานพิเศษ : ยกทัพสินค้าเกษตรคุณภาพดีขึ้นห้างโฮมโปรทุกสาขา เจาะกลุ่มผู้บริโภครักสุขภาพ

วันจันทร์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปัจจุบันกระแสการรักสุขภาพของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กว่า 80% ของผู้บริโภคทั่วประเทศ มีความต้องการวัตถุดิบที่มีคุณภาพ สด สะอาด ปลอดภัย และมีมาตรฐานรับรอง ส่งผลให้เกษตรกรผู้ผลิตจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย เป็นนโยบายที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพ มาตรฐาน ใส่ใจผู้บริโภคและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเชื่อมโยงสินค้าเกษตรไปสู่ผู้บริโภคซึ่งสอดคล้องกับนโยบายตลาดนำการผลิต ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรมีภารกิจหลักในการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรให้มีความรู้ และทักษะในการผลิตสินค้าเกษตรให้มีความปลอดภัยมีคุณภาพและได้รับรองมาตรฐานรวมถึงส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าใจ และสามารถบริหารจัดการด้านการตลาดได้อย่างชาญฉลาด

 

ล่าสุดกรมส่งเสริมการเกษตรได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรปลอดภัย กับบริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์จำกัด (มหาชน) เพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตร โดยเฉพาะสินค้าที่ผลิตตามระบบเกษตรที่ดีมีคุณภาพของเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) เกษตรกรที่อยู่ในระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ วิสาหกิจชุมชน และเกษตรกรจากตลาดเกษตรกร ให้มีสถานที่จำหน่ายสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ เปิดโอกาสให้เกษตรกรได้พบปะกับผู้บริโภคโดยตรง ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน ทำให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิตให้ผลิตสินค้ามีคุณลักษณะและปริมาณสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค รวมทั้งทำให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า ส่งผลให้เกษตรกรสามารถช่วยเหลือตนเองได้แบบค่อยเป็นค่อยไป เป็นวิถีดำเนินการที่เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรในการผลิตสินค้าเกษตรที่ดี และเกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้

ความร่วมมือกันตามแนวประชารัฐในครั้งนี้ นับเป็นมิติและโอกาสสำคัญที่ทำให้เกษตรกรได้รับโอกาสและมีพื้นที่ขายสินค้าคุณภาพ เพิ่มช่องทางให้เกษตรกรได้พบปะผู้บริโภคโดยตรง ที่สำคัญผู้บริโภคก็มีโอกาสได้เข้าถึงสินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ในราคาที่เหมาะสมจากเกษตรกรผู้ผลิต ช่วยลดปัญหาสินค้าล้นตลาดหรือราคาตกต่ำ

ด้าน นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้คัดเลือกเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร นำสินค้าด้านการเกษตรที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP หรือเกษตรอินทรีย์ รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูป สินค้าหัตถกรรม และสินค้าที่เกิดจากการผลิตของเกษตรกร มาจำหน่ายในพื้นที่ของ โฮมโปร สาขาต่างๆ ทั่วประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการสร้างกระบวนการเรียนรู้ ด้านการผลิตและการตลาด และการเชื่อมโยงเครือข่ายในระบบการผลิตสินค้าเกษตร ตลอดจนประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภครู้จักและเข้าถึงแหล่งสินค้าดีมีคุณภาพ ทางกรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้จัดงาน Farm @Home การพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรปลอดภัย ภายใต้หัวข้อ “สินค้าเกษตรมีคุณภาพ หลากหลายผลิตภัณฑ์ ชั้นนำประจำถิ่น” ณ มาร์เก็ตวิลเลจ หัวหิน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยได้รับความร่วมมือจากสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2และสำนักงานเกษตรจังหวัด 8 จังหวัดภาคตะวันตก รวมทั้งกลุ่มเกษตรกรจากตลาดเกษตรกร 8 จังหวัด นำสินค้าคุณภาพดีมาจัดแสดงและจำหน่าย

นับเป็นจุดเริ่มต้นในการนำพาให้เกษตรกร พัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพในทุกด้าน สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความมั่นคงในอาชีพให้กับเกษตรกรไทย ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้กำหนดให้มีการจัดงานพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรปลอดภัยกระจายไปตามภูมิภาคต่างๆ เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรดีมีคุณภาพไปสู่กลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายได้อย่างทั่วถึง