รายงานพิเศษ : เกาะติดแผนบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง2561/62 กรมชลประทานมั่นใจ..เอาอยู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376191

รายงานพิเศษ : เกาะติดแผนบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง2561/62  กรมชลประทานมั่นใจ..เอาอยู่

รายงานพิเศษ : เกาะติดแผนบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง2561/62 กรมชลประทานมั่นใจ..เอาอยู่

วันจันทร์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ในปีนี้กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ประกาศประเทศไทยเข้าสู่ฤดูหนาว ตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม ทำให้ปริมาณและการกระจายของฝนบริเวณตอนบนของประเทศ ลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ปริมาณน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่และกลางค่อนข้างดี โดยเฉพาะเขื่อนขนาดใหญ่ มีปริมาณน้ำเฉลี่ยกว่าร้อยละ 81 ของปริมาณการกักเก็บ และไม่มีเขื่อนขนาดใหญ่ไหนเลยที่มีปริมาณน้อยกว่าร้อยละ 30

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 ซึ่งเริ่มแผนการจัดสรรน้ำในฤดูแล้งปี 2561/2562 เขื่อนขนาดใหญ่มีปริมาณน้ำ รวมกัน 57,743 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 81 โดยเป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 34,201 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 72 ใกล้เคียงกับปี 2560/2561

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของภาคใต้ขณะนี้ยังคงมีฝนตกกระจายทั่วพื้นที่ ทำมีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้สั่งการให้สำนักงานชลประทานพื้นที่ภาคใต้ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและให้พิจารณาบริหารจัดการน้ำในเขื่อนให้อยู่ในเกณฑ์เก็บกักหรือต่ำกว่าร้อยละ 80 ของความจุ เพื่อรองรับปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ พร้อมกำหนดจุดเฝ้าระวังเสี่ยงภัยน้ำท่วมตั้งแต่ จ.เพชรบุรี ลงไป 75 จุด โดยมีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ ประจำพื้นที่ไว้แล้ว

 

ส่วนในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะนี้เริ่มใช้แผนการจัดสรรน้ำในฤดูแล้งแล้ว กรมชลประทาน ได้วางแผนให้เขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลาง มีปริมาณน้ำเก็บกักน้อยกว่าร้อยละ 30 ให้พิจารณาจัดสรรน้ำ เฉพาะเพื่อการอุปโภค–บริโภค รักษาระบบนิเวศ และสำรองน้ำไว้ใช้สำหรับต้นฤดูฝนปี 2562 เป็นสำคัญ ขณะนี้มีเขื่อนขนาดกลางที่ที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 จำนวน 30 แห่ง ส่วนเขื่อนขนาดใหญ่ไม่มีปริมาณน้ำต่ำกว่าร้อยละ 30 แม้แต่แห่งเดียว มีเฉพาะเขื่อนขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำระหว่างร้อยละ 30-60 ของความจุจำนวน 9 แห่ง คือ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนแม่มอก เขื่อนห้วยหลวง เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนมูลบน เขื่อนลำนางรอง เขื่อนทับเสลา และเขื่อนกระเสียว

สำหรับเขื่อนขนาดใหญ่ที่มีน้ำค่อนข้างดี มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80 มี 16 แห่ง แบ่งเป็น ภาคเหนือ 4 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแม่งัด เขื่อนกิ่วลม และ เขื่อนกิ่วคอหมา ภาคอีสาน 2 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนลำตะคอง และ เขื่อนน้ำอูน ภาคตะวันตก 2 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนศรีนครินทร์ และ เขื่อนวชิราลงกรณ ภาคตะวันออก 5 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนหนองปลาไหล เขื่อนคลองสียัด เขื่อนขุนด่านปราการชล เขื่อนประแสร์ และ เขื่อนนฤบดินทรจินดา ภาคใต้ 3 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนแก่งกระจาน เขื่อนปราณบุรี และ เขื่อนรัชชประภา

ทั้งนี้เขื่อนที่จะสามารถจัดสรรน้ำเพื่อปลูกพืชฤดูแล้ง โดยเฉพาะการทำนาปรังได้ จะต้องมีปริมาณน้ำตั้งแต่ร้อยละ 50
ขึ้นไป แต่จะไม่มีการจัดสรรน้ำเพื่อทำนาปรังรอบที่ 2 อย่างเด็ดขาด ส่วนเขื่อนที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าร้อยละ 50 งดทำนาปรัง

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ในการบริหารจัดการเขื่อนที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าร้อยละ 50 กรมชลประทาน จะใช้แนวทางเขื่อนกระเสียวโมเดล ที่เคยประสบผลสำเร็จมาแล้วในการบริหารจัดการน้ำฤดูกาลปี 2558/59 ที่มีน้ำในเขื่อนมีปริมาณน้อยเช่นเดียวกับปีนี้ แต่ กรมชลประทาน ร่วมกับ คณะกรรมการ JMC เขื่อนกระเสียว ใช้แนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชน มาร่วมกันวางแผนแก้ปัญหา จนสามารถบริหารจัดการน้ำให้รอดพ้นวิกฤติขาดแคลนน้ำในครั้งนั้นมาได้

“แผนการจัดสรรน้ำดังกล่าว คณะกรรมการ JMC ของเขื่อนกระเสียว จะพิจารณาตามความเหมาะสมและสถานการณ์จริง ซึ่งจะมีการควบคุมการใช้น้ำอย่างรัดกุมเคร่งครัดตามแผนที่วางไว้ ไม่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยปริมาณน้ำที่มีอยู่จะเพียงพอสำหรับใช้ในการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศ ซึ่งกรมชลประทานจะขยายผลการบริหารจัดการน้ำของเขื่อนกระเสียว ไปใช้ในการบริหารจัดการน้ำในเขื่อน 6 แห่ง ที่มีปริมาณน้ำน้อย ให้สามารถผ่านพ้นวิกฤติขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งปีนี้
และมีน้ำสำรองสำหรับการทำการเกษตรในช่วงต้นฤดูฝนปีหน้า” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

 

สำหรับสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลัก คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ รวมกันถึง 12,420 ล้าน ลบ.ม. ส่วนลุ่มน้ำแม่กลอง 2 เขื่อนหลัก คือ เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ มีน้ำใช้การได้ 10,958 ล้าน ลบ.ม. สามารถจัดสรรเพื่อน้ำอุปโภค บริโภค รักษาระบบนิเวศ การเกษตรต่อเนื่อง รวมทั้งมีเหลือสำรองไว้ใช้ในช่วงเริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูกปี 2562

นอกจากนี้กรมชลประทานยังได้วางมาตรการช่วยเหลือพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำ ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่นอกเขตชลประทานไว้แล้ว โดยได้เตรียมเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่จำนวน 1,851 เครื่อง อยู่ในพื้นที่ 1,151 เครื่อง และ ส่วนกลางอีก 700 เครื่อง พร้อมทั้งรถบรรทุกน้ำจำนวน 200 คัน กระจายอยู่ตามโครงการชลประทานต่างๆ 150 คัน อีก 50 คัน สำรองไว้ที่ส่วนกลาง ไว้เรียบร้อยแล้ว ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการขาดน้ำสามารถร้องขอความช่วยเหลือมายังหน่วยงานของกรมชลประทานในพื้นที่ได้ทันทีตลอดเวลา

ส่วนในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งกำลังจะเข้าสู่ฤดูฝนนั้น กรมชลประทาน ได้มีการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำ โดยได้กำหนดจุดเฝ้าระวังเสี่ยงภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดเพชรบุรี ลงไป 75 จุด ได้มีการเตรียมพร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ ประจำไว้ในพื้นที่แล้ว

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรนิคมฯบางระกำ จำกัด หนุนนโยบายนาแปลงใหญ่-ข้าวโพดหลังนา-สร้างรายได้สมาชิกยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/375576

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรนิคมฯบางระกำ จำกัด  หนุนนโยบายนาแปลงใหญ่-ข้าวโพดหลังนา-สร้างรายได้สมาชิกยั่งยืน

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรนิคมฯบางระกำ จำกัด หนุนนโยบายนาแปลงใหญ่-ข้าวโพดหลังนา-สร้างรายได้สมาชิกยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้สนับสนุนให้ดำเนินโครงการนาแปลงใหญ่ประชารัฐ โดยใช้กลไกสหกรณ์เป็นตัวขับเคลื่อน สหกรณ์การเกษตรนิคมฯบางระกำ จำกัด จ.พิษณุโลก เป็นสหกรณ์หนึ่งที่ได้ส่งเสริมให้สมาชิกเข้าร่วมโครงการดังกล่าว เนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนาปลูกข้าวเป็นหลัก

นางกฤษณา ธรรมชีวิน ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรนิคมฯบางระกำ จำกัด จ.พิษณุโลก เล่าว่า ปัจจุบันสหกรณ์ได้ดำเนินโครงการนาแปลงใหญ่มาประมาณ 2 ปีแล้ว มีสมาชิกเข้าร่วม ทั้งสิ้น 458 ราย พื้นที่ประมาณ 14,000 ไร่ สมาชิกส่วนใหญ่ปลูกข้าวนาปรัง โดยพันธุ์ที่นิยมปลูกได้แก่ พิษณุโลก 2 และ กข.49 ซึ่งที่ผ่านมาสหกรณ์ได้มีการชี้แจงแนวทางการดำเนินงานให้กับสมาชิก พร้อมทั้งมีธนาคารข้าว เมล็ดพันธุ์ข้าว ให้สมาชิกยืม มีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรมการข้าวเข้ามาให้ความรู้เรื่องแมลงและโรคระบาดในข้าว อีกทั้งสหกรณ์จะรับซื้อคืนเมล็ดพันธุ์ข้าวจากสมาชิกเพิ่มขึ้นจากราคาตลาด ตันละ 200 บาท

ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรนิคมฯบางระกำ ได้รับการสนับสนุนยุ้งฉางที่สามารถรองรับปริมาณข้าวได้ 2,000 ตัน จากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งเป็นงบสนับสนุนตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน เพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ และล่าสุดให้รับสนับสนุนยุ้งฉางขนาด 10,000 ตันเพิ่มอีก เพื่อนำมาเก็บข้าวสารที่จะเข้าโครงการชะลอผลผลิตทางการเกษตรหรือชะลอขายข้าว ซึ่งยุ้งฉางนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณเดือนธันวาคมนี้ สำหรับในฤดูกาลผลิตที่ผ่านมาสหกรณ์สามารถรวบรวมข้าวได้ประมาณ 20,000 ตัน และในรอบปีการผลิตนี้คาดว่าจะสามารถรวบรวมได้ประมาณ 25,000 – 30,000 ตัน

“หลังจากเข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด คือ สหกรณ์ได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์จากภาครัฐอย่างครบครัน โดยเฉพาะยุ้งฉาง จนสามารถซื้อข้าวจากสมาชิกเพิ่มขึ้นได้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังสามารถต่อรองกับโรงสีได้ ทำให้สมาชิกสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการสามารถขายข้าวในราคาที่สูงกว่าตลาด ส่งผลให้มีรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น” นางกฤษณา กล่าว

นอกจากนี้ สหกรณ์การเกษตรนิคมฯบางระกำ ยังได้ส่งเสริมให้สมาชิกเข้าร่วมโครงการปลูกข้าวโพดหลังฤดูกาลทำนา ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยทางสหกรณ์ได้มีการปล่อยสินเชื่อในกลุ่มข้าวโพด 0% ซึ่งโครงการนี้ เพิ่งเริ่มดำเนินการเป็นปีแรก และได้มีการคุยกันหลายฝ่าย ทั้งพ่อค้า ภาคเอกชน และกลุ่มเมล็ดพันธุ์ เพื่อให้เกิดการทำงานที่เชื่อมโยงกัน โดยขณะนี้มีพื้นที่เข้าร่วมโครงการ ประมาณ 4,000 ไร่ มีการจ่ายเมล็ดพันธุ์ไปแล้ว 2,000 ไร่ และจะสิ้นสุดการจ่ายเมล็ดพันธุ์ในวันที่ 15 ธันวาคม ทั้งนี้คาดว่าจะสามารถรวบรวมผลผลิตได้ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ โดยราคาเป็นไปตามกลไกตลาด

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์นิคมชะอำ จำกัด’ เดินหน้านาแปลงใหญ่-หนุนสมาชิกปลูกผักอินทรีย์เสริมรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/375358

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์นิคมชะอำ จำกัด’ เดินหน้านาแปลงใหญ่-หนุนสมาชิกปลูกผักอินทรีย์เสริมรายได้

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์นิคมชะอำ จำกัด’ เดินหน้านาแปลงใหญ่-หนุนสมาชิกปลูกผักอินทรีย์เสริมรายได้

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

แต่ก่อนเกษตรกรในพื้นที่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี นิยมทำนากันเป็นจำนวนมาก ทำให้ประสบปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ส่งผลให้มีหนี้สินมากมายและเกิดความยากจนอย่างหนัก จึงได้มีการรวมตัวกันจัดตั้งสหกรณ์นิคมชะอำ จำกัด ขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

นายมานะ อ่อนนุ่ม ผู้อำนวยการนิคมสหกรณ์ชะอำ เล่าว่า ปัจจุบันสมาชิกของสหกรณ์นิคมชะอำ ไม่ได้ประกอบอาชีพทำนาเพียงอย่างเดียว แต่สหกรณ์มุ่งเน้นส่งเสริมการสร้างอาชีพที่หลากหลายและการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับสมาชิก เพื่อให้สามารถช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้อย่างมั่นคง ไม่ว่าจะเป็น การให้ความรู้แก่การเกษตรกรสมาชิกทั้งด้านเกษตรทฤษฎีใหม่ เศรษฐกิจพอเพียง การทำปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง การปลูกผักปลอดสารพิษ เพื่อสร้างรายได้เสริมจากการทำนา รวมถึงมีการเชื่อมโยงกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรสมาชิกมีช่องทางสร้างรายได้เพิ่มและสร้างความมั่นคงในอาชีพมากขึ้น

นอกจากนี้ สหกรณ์ยังสานต่อนโยบายรัฐบาลโดยการขับเคลื่อนโครงการนาแปลงใหญ่ เพื่อช่วยสมาชิกลดต้นทุนการผลิต พร้อมกับยกระดับการผลิตข้าวให้ได้ตามมาตรฐาน GAP อีกทั้งยังเน้นส่งเสริมให้สมาชิกใช้การตลาดนำการผลิตในการประกอบอาชีพ ตลอดจนจัดทำโครงการเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่นิคมสหกรณ์ เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกมีอาชีพเสริม และสร้างรายได้ตลอดทั้งปี

ด้าน นางอุษา โพธิ์ทอง ผู้จัดการสหกรณ์นิคมชะอำ จำกัด เล่าว่า ในส่วนของการดำเนินงานโครงการนาแปลงใหญ่นั้น มีสมาชิกทั้งหมด 75 ราย โดยเน้นส่งเสริมปลูกข้าวแข็งเพื่อทำเป็นข้าวนึ่งส่งให้กับตลาด ซึ่งกำหนดความชื้นที่ 14-15% จำหน่ายในราคา 3,000 ตันต่อปีทั้งนี้ราคาจะขึ้นอยู่กับราคากลางของตลาดและความชื้นเป็นหลัก ปัจจุบันสมาชิกมีความเชื่อมั่นในโครงการนี้เป็นอย่างมาก เนื่องจากมีสหกรณ์เป็นแหล่งรวบรวมผลผลิต มีรายได้ตอบแทนที่ดี และยังลดต้นทุนในเรื่องของพันธุ์ข้าวได้อีกด้วย นอกจากนี้ ที่ผ่านมาได้ส่งเสริมให้สมาชิกรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มเกษตรอินทรีย์นิคมสหกรณ์ชะอำ เพื่อผลิตพืชผักอินทรีย์มาเป็นระยะเวลา 2 ปีแล้ว โดยให้สมาชิกปลูกตามคำแนะนำของสหกรณ์ และสหกรณ์จะรับซื้อผลผลิตทั้งหมด ซึ่งหลังจากที่สหกรณ์ได้รวบรวมผลผลิตทั้งหมดแล้ว จะนำไปจำหน่ายตามตลาดต่างๆไม่ว่าจะเป็นตลาดโรงพยาบาลพระจอมเกล้าและโรงพยาบาลชะอำ อีกทั้งยังส่งขายให้กับตลาดโมเดิร์นเทรดอย่าง แม็คโคร และโรบินสันด้วย

ปัจจุบันสมาชิกของสหกรณ์นิคมชะอำ จำกัด มีความเชื่อมั่นในระบบสหกรณ์มากขึ้นและพร้อมจะขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ร่วมกับสหกรณ์ จนส่งผลให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีความมั่นคงในอาชีพ และมีรายได้ที่ยั่งยืน

รายงานพิเศษ : มุ่งส่งเสริมสมาชิกผลิตเมล็ดพันธุ์ดี-ลดต้นทุน-เพิ่มรายได้ อีกความสำเร็จของ‘สหกรณ์นิคมลานสัก จํากัด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/375175

รายงานพิเศษ : มุ่งส่งเสริมสมาชิกผลิตเมล็ดพันธุ์ดี-ลดต้นทุน-เพิ่มรายได้  อีกความสำเร็จของ‘สหกรณ์นิคมลานสัก จํากัด’

รายงานพิเศษ : มุ่งส่งเสริมสมาชิกผลิตเมล็ดพันธุ์ดี-ลดต้นทุน-เพิ่มรายได้ อีกความสำเร็จของ‘สหกรณ์นิคมลานสัก จํากัด’

วันพุธ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สหกรณ์นิคมลานสัก จํากัด อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี เป็นสหกรณ์หนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวขาย เป็นอันดับ 1 ของประเทศ โดยได้มีการส่งเสริมให้สมาชิกผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชั้นดี เพื่อใช้ในการเพาะปลูกและจำหน่ายให้แก่กลุ่มเกษตรทั่วไปผ่านช่องทางเครือข่ายสหกรณ์ จนทำให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น 20-30% อีกทั้งยังมีการแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ระหว่างสหกรณ์เป็นการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน

นายจิตติ เจียมเจือจันทร์ ผู้จัดการสหกรณ์นิคมลานสัก จำกัด เล่าว่า ปัจจุบันสมาชิกส่วนใหญ่ปลูกข้าวเพื่อการบริโภค แต่สหกรณ์ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ตลาดมีความต้องการสูง จึงส่งเสริมให้สมาชิกผลิตเมล็ดพันธุ์ ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกร่วมโครงการจำนวน 550 ราย เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ผลิตมีหลากหลายสายพันธุ์ เช่น กข.49 กข.41 กข.29 กข.43 และ กข.71 มีพื้นที่ปลูกข้าวรวมทั้งหมด 2,500 ไร่ สามารถให้ผลผลิตเฉลี่ยไร่ละ 1 ตัน โดยใน 1 ปี สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ได้ 2 รอบ ได้ผลผลิตประมาณ 5,000 ตันต่อปี นอกจากนี้ สหกรณ์ยังได้ส่งเสริมให้สมาชิกทำนาแบบลดต้นทุนการผลิต เช่น ส่งเสริมให้ใช้เมล็ดพันธุ์ไม่เกิน 16 กิโลกรัมต่อไร่ จากเดิมที่สมาชิกจะใช้เมล็ดพันธุ์เฉลี่ย 35 กิโลกรัมต่อไร่ รวมถึงส่งเสริมให้ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน โดยสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการตรวจค่าวิเคราะห์ดินจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะทำให้สมาชิกรับรู้ว่า ต้องใช้ปุ๋ยแบบใด ชนิดใด เพื่อให้ได้ประโยชน์ต่อดินมากที่สุด อีกทั้งจะสามารถช่วยประหยัดต้นทุนให้กับสมาชิกได้อีกด้วย โดยสหกรณ์จะมีเครื่องผสมปุ๋ยอัตโนมัติไว้บริการให้กับสมาชิกหรือเกษตรกรทั่วไปสามารถเข้ามาใช้ผสมปุ๋ยสูตรต่างๆ ได้ตามค่าวิเคราะห์ดิน ตลอดจนสหกรณ์ได้จัดหาปัจจัยการผลิต เช่น เครื่องจักรทางการเกษตร เครื่องเกี่ยวข้าว รถดำนา มาบริการแก่สมาชิกในราคาที่ถูกกว่าตลาดทั่วไปประมาณ 50 – 100 บาทต่อไร่

สหกรณ์จะรับซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวจากสมาชิกหลังจากที่ได้เก็บเกี่ยวเสร็จเรียบร้อยแล้ว จากนั้นสหกรณ์ก็จะนำตัวอย่างข้าว เข้าไปตรวจสอบภายในห้องแล็บของสหกรณ์ และนำเมล็ดพันธุ์เหล่านั้นเข้าสู่ระบบการปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ ตากลดความชื้นเพื่อให้ได้ระดับที่เหมาะสม และเข้าสู่โรงงานแปรรูปเพื่อการบรรจุและจำหน่าย สำหรับเมล็ดพันธุ์ที่ยังไม่ถึงช่วงเวลาจำหน่าย สหกรณ์จะนำไปเก็บรักษาไว้ในห้องที่มีการรักษาอุณหภูมิ เพื่อให้เมล็ดพันธุ์อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้หรือมีชีวิตทุกเมล็ด นอกจากนี้ก่อนนำออกจำหน่ายจะมีการสุ่มตรวจเมล็ดตัวอย่างเพื่อหาเปอร์เซ็นต์การงอกว่าอยู่ในระดับที่ได้มาตรฐานหรือไม่ เพื่อเป็นการรับประกันการขายว่าเมล็ดพันธุ์ที่จำหน่ายออกไปมีคุณภาพ

การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของสหกรณ์นิคมลานสัก จะเน้นการกระจายความเสี่ยงโดยการปลูกข้าวหลายสายพันธุ์ตามความสมัครใจของสมาชิก อีกทั้งสหกรณ์ยังได้รับความไว้วางใจจากภาคเอกชนหลายรายในการรับซื้อข้าวจากสหกรณ์เพื่อไปสร้างแบรนด์ หรือ นำไปบรรจุขายในแบบของตนเอง โดยแต่ละปีจะมีการสั่งซื้อเมล็ดพันธุ์จากสหกรณ์ไปบรรจุขายในแบรนด์ต่างๆ กว่า 1,000 ตัน

นอกจากเหนือจากการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวแล้ว สหกรณ์ยังได้ส่งเสริมสมาชิกปลูกถั่วแระญี่ปุ่น เพื่อเสริมรายได้ โดยจะเริ่มปลูกในช่วงเดือนพฤศจิกายนและจะแล้วเสร็จประมาณเดือนมีนาคมถึงเมษายนของทุกปี มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 7,000 ไร่ ผลผลิตที่ได้เฉลี่ยประมาณ 10,000 ตันต่อปี โดยมีบริษัทเอกชนเข้ามารับซื้อผลผลิตทั้งหมดในราคาที่เป็นไปตามกลไกของตลาด

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์พรหมพิราม’นำร่องปลูกข้าวโพดหลังนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/372436

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์พรหมพิราม’นำร่องปลูกข้าวโพดหลังนา

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์พรหมพิราม’นำร่องปลูกข้าวโพดหลังนา

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูการทำนา เป็นโครงการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ริเริ่มปฏิรูปการบริหารจัดการภาคการเกษตรของไทย ด้วยการวางแผนการผลิตทางการเกษตรของประเทศเพื่อสนองนโยบายการตลาดนำการผลิตของรัฐบาล โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2561 เป็นต้นไป

สำหรับการขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว จะมีการบูรณาการร่วมกันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 5 หน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมชลประทาน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. โดยใช้กลไกสหกรณ์เข้ามาบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การรวบรวมผลผลิตและประสานภาคเอกชนกำหนดราคารับซื้อล่วงหน้าและเปิดจุดรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรถึงในพื้นที่

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า การดำเนินโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูการทำนา เป็นนโยบายสำคัญที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มุ่งหวังที่จะสร้างสมดุลของปริมาณผลผลิตข้าวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยลดพื้นที่การปลูกข้าวนาปรัง แล้วหันมาปลูกพืชทดแทนที่มีศักยภาพและสามารถบริหารจัดการด้านการตลาดได้ ซึ่งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยังมีปริมาณไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดในประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ยังมีความต้องการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อนำไปเป็นวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เชิญบริษัทเอกชน 13 ราย ซึ่งเป็นตัวแทนสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์มาหารือถึงเรื่องคุณภาพและราคาข้าวโพดที่จะรับซื้อจากเกษตรกร รวมถึงกำหนดจุดรับซื้อในพื้นที่ทั้ง 33 จังหวัด โดยจะมีการแบ่งจุดรับซื้อที่แน่นอนว่าบริษัทใดจะเข้าไปรับซื้อในพื้นที่ใด ซึ่งจะต้องมีความชัดเจนภายในวันที่ 25 ตุลาคมนี้ และการเปิดจุดรับซื้อต้องเข้าถึงพื้นที่เป้าหมาย เพื่อให้เกษตรกรมีความสะดวกในการรวบรวมข้าวโพดมาขายได้ในทันทีที่มีการเก็บเกี่ยว นอกจากนี้ยังได้ประสานไปยังสมาคมผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ เพื่อหารือถึงเงื่อนไขในการขายเมล็ดพันธุ์ให้สหกรณ์เพื่อนำไปกระจายสู่เกษตรกร ทางบริษัทจะต้องส่งนักวิชาการเข้ามาช่วยดูแลและถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกข้าวโพดให้กับเกษตรกร ตั้งแต่แรกเริ่มไปจนถึงการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพตามที่ตลาดต้องการ

หลังจากทั้ง 5 หน่วยงาน ร่วมกันระดมปูพรมสำรวจ พบว่า มีพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกข้าวโพดหลังนา จำนวน 2.8 ล้านไร่ โดยขณะนี้มีพื้นที่สนใจเข้าร่วมโครงการประมาณ 850,000 ไร่ เกษตรกรรวมทั้งหมด 97,000 ราย ส่วนหนึ่งในนี้เป็นสหกรณ์ 265 แห่ง จำนวน 37,000 ราย พื้นที่ 320,000 ไร่ และคาดว่าจะมีเพิ่มขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในเรื่องของเงินทุน โดยให้กู้รายละไม่เกิน 30,000 บาท หรือไร่ละ 2,000 บาท คนละไม่เกิน 15 ไร่ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.01 ต่อปี ถ้ากู้ 6 เดือน ดอกเบี้ยจะอยู่ประมาณ 1.50 บาท พร้อมทั้งสนับสนุนเบี้ยประกันภัย 65 บาทต่อไร่ เมื่อได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติ น้ำท่วม หรือถูกแมลงศัตรูพืชทำลาย จะได้รับเงินชดเชย ไร่ละ 1,500 บาท ซึ่งจะเริ่มฤดูกาลเพาะปลูกในเดือนพฤศจิกายนนี้ และคาดว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2562

ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มีการดำเนินการนำร่องโครงการดังกล่าวไปบ้างแล้ว โดยนำร่องที่สหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด ตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่ง น.ส.ปิยาพัชร สุจรรยา ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด เล่าว่า พื้นที่เพาะปลูกในอำเภอพรหมพิรามมีกว่า 16,000 ไร่ ทั้งในเขตและนอกเขตชลประทาน ปัจจุบันสหกรณ์มีการนำร่องโครงการฯไปแล้วทั้งหมด 1,131 ไร่ ซึ่งทางสหกรณ์จะคัดเลือกเฉพาะสมาชิกที่มีความพร้อมด้านพื้นที่เพาะปลูกเพื่อไม่ให้สมาชิกได้รับผลกระทบจากการเข้าร่วมโครงการ โดยสหกรณ์ฯ ได้ทำ MOU การตลาดกับ 2 บริษัท คือ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์ และบริษัท เบทาโกร สหกรณ์ซื้อเมล็ดพันธุ์จากบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ และผลผลิตที่ได้จะนำไปขายให้กับ บริษัท เบทาโกร ในราคาตามประกาศของกระทรวงพาณิชย์ โดยจะรวบรวมผลผลิตในพื้นที่นำร่องได้ประมาณเดือน มกราคม 2562 และคาดว่าจะได้ผลผลิตเฉลี่ยไร่ละ 1.4 ตัน

รายงานพิเศษ : 51 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/372139

รายงานพิเศษ : 51 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร

รายงานพิเศษ : 51 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร

วันพุธ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ในวาระครบรอบปีที่ 51 กรมส่งเสริมการเกษตร เมื่อวันที่ 21 ต.ค.2561 ที่ผ่านมา นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการจัดงานวันที่ระลึกคล้ายวันสถาปนา โดยได้อ่านสารจาก นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กล่าวอวยพรในวันครบรอบดังกล่าว และขอบคุณบุคลากรทุกคนที่ร่วมทำงานเพื่อพัฒนาเกษตรกรมาตลอดทั้งปี ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรถือเป็นหน่วยงานที่เข้าถึงและได้รับความเชื่อถือจากเกษตรกร ซึ่งพันธกิจของกรมต้องยกระดับองค์ความรู้ให้กับเกษตรกร ทั้งการลดต้นทุน การเพิ่มผลผลิต และการเพิ่มคุณภาพผลผลิต โดยใช้งานวิจัยและเทคโนโลยีเข้ามายกระดับ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการเกษตรของประเทศ

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้กำหนดจัดกิจกรรมต่างๆ ประกอบด้วย พิธีสงฆ์และพิธีบวงสรวงท้าวมหาพรหมและศาลพระภูมิในช่วงเช้า พิธีวางพวงมาลาอนุสาวรีย์ ศาสตราจารย์พิเศษทำนอง สิงคาลวณิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรคนแรก อีกทั้งยังมีหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน มาร่วมแสดงความยินดีพร้อมมอบเงินบริจาคให้โรงพยาบาลสงฆ์ และพิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติและประกาศเกียรติคุณให้บุคคลและหน่วยงานดีเด่นประจำปี 2561

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์โคนมสอยดาว’ไปได้สวย ‘ไทยนิยม ยั่งยืน’ต่อยอดธุรกิจนมโรงเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/368999

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์โคนมสอยดาว’ไปได้สวย ‘ไทยนิยม ยั่งยืน’ต่อยอดธุรกิจนมโรงเรียน

วันอังคาร ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

โครงการไทยนิยม ยั่งยืน แผนพัฒนาประเทศ ที่มีกลไกการขับเคลื่อนตั้งแต่ระดับชาติสู่ระดับพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในรูปแบบประชารัฐ ลดความเหลื่อมล้ำ และสามารถเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชน โดยการพัฒนาและแก้ปัญหาความเดือดร้อนตามความต้องการของประชาชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านเศรษฐกิจและสังคม ภายใต้แนวคิด คนไทยไม่ทิ้งกัน ชุมชนอยู่ดีมีสุข และวิถีไทยวิถีพอเพียง

สหกรณ์โคนมสอยดาว จำกัด จังหวัดจันทบุรี เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ที่ได้รับการจัดสรรเงินเพื่อสนับสนุนอุปกรณ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร จากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน จำนวน 5,355,000 บาท และสหกรณ์ฯ จ่ายสมทบอีก 535,000 บาท โดยเงินที่ได้รับจัดสรรครั้งนี้ สหกรณ์ฯได้จัดหาอุปกรณ์ใหม่ทดแทนอุปกรณ์เดิมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำนมพาสเจอร์ไรส์ ได้แก่ ห้องเย็นตั้งพื้นสำเร็จ Temp o-50C ขนาด 4 x 6 x 3.10 เมตร จำนวน 1 ห้อง อุปกรณ์ปรับปรุงระบบพาสเจอร์ไรส์ ขนาด 1,000 ลิตรต่อชั่วโมง จำนวน 1 ชุด และเครื่องตรวจคุณภาพน้ำนมดิบ จำนวน 1 เครื่อง

นายวินนา ศรีสงคราม

นายวินนา ศรีสงคราม ประธานกรรมการสหกรณ์โคนมสอยดาว จำกัด กล่าวว่า ตนรู้สึกดีใจมากที่รัฐบาลมีโครงการดีๆ แบบนี้ ขอขอบคุณรัฐบาลและกรมส่งเสริมของสหกรณ์ ที่ได้อนุมัติงบประมาณจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน มาให้สหกรณ์ฯส่งผลให้สมาชิกและสหกรณ์สามารถเพิ่มรายได้ และลดต้นทุนให้กับสมาชิกในการประกอบธุรกิจ ได้รับประโยชน์จากอุปกรณ์ที่ได้รับสนับสนุนจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน เป็นอย่างมาก ทำให้สามารถผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ได้มากขึ้นอีกเท่าตัว โดยอุปกรณ์ปรับปรุงระบบพาสเจอร์ไรส์ชุดเดิม มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 500 ลิตรต่อชั่วโมง สำหรับอุปกรณ์ปรับปรุงระบบพาสเจอร์ไรส์ชุดใหม่มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 1,000 ลิตรต่อชั่วโมง อีกทั้งยังได้ห้องเย็นที่มีมาตรฐานในการเก็บนมที่ผลิตเสร็จรอจำหน่าย เพื่อรองรับกำลังการผลิตที่เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย และอุปกรณ์อีกชิ้นหนึ่งที่ถือว่าสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันคือ เครื่องตรวจคุณภาพน้ำนมดิบ (เครื่องตรวจองค์ประกอบน้ำนม TS-SCC) ซึ่งก่อนนำน้ำนมสู่กระบวนการผลิต จำเป็นต้องมีการตรวจสอบจำนวนเซลล์ และคุณภาพน้ำนม ก่อนทุกครั้ง

ซึ่งสำหรับเครื่องใหม่นี้สามารถวัดค่า SCC (เชื้อเต้านมอักเสบ) เพิ่มเติมจากเครื่องเดิมที่วัดได้เพียงค่า Fat (ไขมัน), SNF (ของแข็งไม่รวมไขมัน),Density (ความถ่วงจำเพาะ), Protein (โปรตีน), Freezing Point, Lactose เท่านั้น ทำให้สหกรณ์ฯ สามารถแจ้งสมาชิกได้อย่างรวดเร็ว เมื่อค่าน้ำนมไม่ได้มาตรฐาน หรือมีการติดเชื้อของแม่วัว เพื่อสมาชิกจะได้นำวัวไปรักษาได้ทันการณ์ ไม่ต้องรอผลการตรวจจากศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคตะวันออก (ศวพ.) ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 7 วัน จึงจะรู้ผลการตรวจ เดิมสหกรณ์ฯได้นำนมส่งตรวจสอบคุณภาพที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคตะวันออก (ศวพ.) ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูง อุปกรณ์ดังกล่าวทำให้สหกรณ์ฯ ประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลา ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด และได้รับผลลัพธ์อย่างรวดเร็ว

สำหรับสหกรณ์โคนมสอยดาว จำกัด นั้น ได้จดทะเบียนเป็นสหกรณ์เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2534 มีสมาชิกแรกตั้ง 189 ราย ด้วยทุนเรือนหุ้น 98,200 บาท และได้ดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2535 เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกสามารถช่วยเหลือตนเองได้ มีธุรกิจแบบพอเพียง เข้มแข็ง ครอบครัวสมาชิกมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยการนำอุดมการณ์ หลักการและวิธีการสหกรณ์มาใช้ปัจจุบันสหกรณ์โคนมสอยดาว จำกัด มีสมาชิกจำนวน 206 ราย มีทุนเรือนหุ้น 9,826,320 บาท สหกรณ์ฯได้รับจัดสรรสิทธิ์ MOU เพื่อจำหน่ายน้ำนมพาสเจอร์ไรส์ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และโรงเรียนเอกชน ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีตามโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน จำนวน 40,776 ถุง/คน/วัน โดยมีการตกลงราคาจำหน่ายตามราคากลางที่รัฐบาลกำหนด ดังนั้นเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตน้ำนมที่เพิ่มมากขึ้นและให้ได้มาตรฐาน สหกรณ์ฯจึงจำเป็นต้องมีอุปกรณ์ที่ทันสมัยมากขึ้น อุปกรณ์ที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน จึงเป็นประโยชน์อย่างมากต่อสมาชิกสหกรณ์โคนมสอยดาว จำกัด ที่จะผลิตน้ำนมที่มีประสิทธิภาพออกจำหน่ายต่อไป

รายงานพิเศษ : ก้าวต่อไปของ แอปเตอร์ (APTERR) 7 ปี กับบทบาทองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินระดับภูมิภาคอาเซียนบวกสาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/368794

รายงานพิเศษ : ก้าวต่อไปของ แอปเตอร์ (APTERR) 7 ปี กับบทบาทองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินระดับภูมิภาคอาเซียนบวกสาม

วันจันทร์ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

แอปเตอร์ (ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve : APTERR) องค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม เป็นองค์กรที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของ 13 ประเทศ ประกอบไปด้วยประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ ร่วมกับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เพื่อสำรองข้าวสำหรับบริโภคในกรณีเกิดภัยพิบัติฉุกเฉินทางธรรมชาติ โดยประเทศไทยได้รับความไว้วางใจให้จัดตั้งสำนักเลขานุการองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม (APTERR) ขึ้นในประเทศ เพื่อเป็นหน่วยงานกลางทำหน้าที่ประสานงานในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ โดยได้ดำเนินงานมาเป็นเวลา 7 ปี ในวันที่ 7 ตุลาคม 2561 นี้ พร้อมกับกำลังก้าวสู่ปีที่ 8 ต่อไป

นายชาญพิทยา ฉิมพาลี ผู้จัดการทั่วไป สำนักเลขานุการ APTERR กล่าวว่า แอปเตอร์ ในฐานะองค์กรความร่วมมือระดับภูมิภาคของอาเซียนบวกสาม มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานเพื่อสำรองข้าวไว้สำหรับบริโภค และเมื่อเกิดความจำเป็นกรณีภัยพิบัติฉุกเฉิน นับเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารของประชาชนในประเทศสมาชิก 13 ประเทศ

สำหรับประเภทของการสำรองข้าวของแอปเตอร์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1.ข้าวสำรองในรูปสัญญา (Earmarked
Reserve) เป็นข้าวสำรองฉุกเฉินของอาเซียน (ASEAN Emergency Rice Reserve : AERR) ภายใต้ข้อตกลงการสำรองอาหารเพื่อความมั่นคงแห่งภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Food Security Reserve : AFSR) ที่ได้ทำไว้ในปี 2522 รวมทั้งสิ้น 87,000 ตัน จนกระทั่งปี 2545 มีการขยายขอบเขตสมาชิก รวมอีก 3 ประเทศ คีน จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ทำให้มีปริมาณข้าวสารสำรองเพิ่มขึ้นเป็น 787,000 ตัน ปัจจุบันมีปริมาณข้าวสำรองในรูปสัญญาของประเทศสมาชิก ประกอบด้วย ประเทศบรูไน 3,000 ตัน กัมพูชา 3,000 ตัน อินโดนีเซีย 12,000 ตัน สปป.ลาว 3,000 ตัน มาเลเซีย 6,000 ตัน เมียนมา 14,000 ตัน ฟิลิปปินส์ 12,000 ตัน สิงคโปร์ 5,000 ตัน ไทย 15,000 ตัน เวียดนาม 14,000 ตัน จีน 300,000 ตัน ญี่ปุ่น 250,000 ตัน และเกาหลีใต้ 150,000 ตัน 2.ข้าวสำรองจริง (Stockpiled Reserve) เป็นข้าวที่มีอยู่จริงหรือเงินสด ซึ่งได้รับบริจาคจากประเทศสมาชิก เพื่อนำไปช่วยเหลือประเทศสมาชิกที่ประสบภัยพิบัติฉุกเฉินทางธรรมชาติรุนแรง หรือช่วยขจัดความยากจน และอดอยากแก่ประชาชนในภูมิภาค

ด้านวิธีการในการดำเนินกิจกรรมหลักๆ ประกอบไปด้วย 3 รูปแบบ ได้แก่ โปรแกรม 1 (Tier 1) คือ การระบายข้าวสำรองในรูปสัญญา ภายใต้สัญญาซื้อขายล่วงหน้า โปรแกรม 2 (Tier 2) คือ การระบายข้าวสำรองในรูปสัญญา ภายใต้การดำเนินการในรูปแบบอื่นๆ เป็นการสำรองข้าวสารไว้สำหรับการทำสัญญาซื้อขายเมื่อขณะหรือเมื่อเกิดภัยพิบัติฉุกเฉินแล้ว และ โปรแกรม 3 (Tier 3) คือ การระบายข้าวสำรองจริงแบบให้เปล่า เพื่อบรรเทาทุกข์ด้านมนุษยธรรม เมื่อประเทศสมาชิกมีการร้องขอ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความยากจนหรือลดปัญหาภาวะขาดอาหารเป็นการระดมข้าวโดยการบริจาคข้าวสารหรือตัวเงินช่วยเหลือประทศสมาชิกแบบให้เปล่ากรณีเกิดภัยพิบัติฉุกเฉิน

นายชาญพิทยา กล่าวว่า โดยตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2554 ถึงปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็น การระบายข้าวภายใต้ Tier 3 เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในประเทศสมาชิกใน 7 ประเทศ คือ กัมพูชา ลาว เมียนมา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม รวมเป็นปริมาณข้าวทั้งหมด 23,920 ตัน ซึ่งบริจาคโดยประเทศสมาชิกแอปเตอร์ ได้แก่ ประเทศมาเลเซีย ไทย จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ทั้งนี้ในปี 2561 แอปเตอร์ ได้นำข้าวซึ่งได้รับบริจาคจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติต่างๆ และแก้ปัญหาความยากจน รวมถึงนำข้าวที่ได้รับบริจาคไปเก็บไว้ประเทศสมาชิกเพื่อเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ รวม 15,593 ตัน ใน 5 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ซึ่งรวมถึงข้าวที่ได้รับบริจาคจากเกาหลีใต้ปริมาณ 1,300 ตัน ที่กำลังจะนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมหนักในเมียนมา และข้าวอีก 1,000 ตัน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมและเหตุการณ์เขื่อนแตกที่ลาว

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานที่ผ่านมาของสำนักเลขานุการ APTERR ได้รับความไว้วางใจและเชื่อมั่นจากประเทศสมาชิกด้วยดีเสมอมา และแม้ว่าที่ผ่านมาการดำเนินงานของแอปเตอร์ส่วนใหญ่จะเป็นการดำเนินงานอยู่ในส่วนของโปรแกรม 3 หรือ Tier 3 คือ การระบายข้าวสำรองจริงแบบให้เปล่า เพื่อบรรเทาทุกข์ด้านมนุษยธรรม เมื่อประเทศสมาชิกมีการร้องขอ ซึ่งก็เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งองค์กรดังกล่าวขึ้นมาก็ตาม แต่ในอนาคตแอปเตอร์มองว่าการดำเนินงานโปรแกรม 1 หรือ Tier 1 คือ การระบายข้าวสำรองในรูปสัญญา ภายใต้สัญญาซื้อขายล่วงหน้า น่าจะมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น โดยในส่วนนี้เองก็ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสของประเทศไทยในการสำรองข้าวไว้สำหรับขายโดยการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าด้วยเช่นกัน ซึ่งจะเป็นการทำตลาดของประเทศที่เชื่อมโยงกับมาตรการด้านการตลาดข้าวของรัฐเพื่อ
ช่วยเหลือเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถขายข้าวได้ในราคาที่เป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

สำหรับผู้อ่านที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่สำนักเลขานุการแอปเตอร์ โทร. 0-2579-4816, 0-2579-4817หรือ http://www.APTERR.org

รายงานพิเศษ : โครงการเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย เสริมเศรษฐกิจฐานราก-สร้างเงินหมุนเวียนชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/367279

รายงานพิเศษ : โครงการเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย เสริมเศรษฐกิจฐานราก-สร้างเงินหมุนเวียนชุมชน

วันจันทร์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“โครงการเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย” นับเป็นหนึ่งในโครงการไทยนิยมยั่งยืนที่สำคัญในรอบปี 2561 รัฐบาลมอบหมายให้ “กรมส่งเสริมการเกษตร” เป็นผู้ดำเนินการผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากโครงการนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และความมั่นคงในชีวิตให้เกษตรกรเท่านั้น แต่ยังสร้างผลประโยชน์ตามมาอีกมากมาย โดยเฉพาะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เกิดความเข้มแข็ง เพื่อเป็นรากฐานการพัฒนาประเทศในระยะยาวต่อไป

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้รับมอบหมายให้เข้าไปจัดอบรมทักษะอาชีพ และสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มพัฒนาอาชีพขึ้นในชุมชน โดยรัฐจะสนับสนุนงบประมาณชุมชนละไม่เกิน 3 แสนบาท เป้าหมาย 9,101 ชุมชนทั่วประเทศ รวมงบประมาณ 5,278 ล้านบาท โดยผลดำเนินงานตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันซึ่งใกล้ครบกำหนดปิดโครงการเป็นที่น่าพอใจมาก

จากข้อมูล ณ วันที่ 19 กันยายน 2561 มีเกษตรกรผ่านการอบรมอาชีพเสริมทั้งสิ้น 1,620,308 ราย หรือคิดเป็น 89.01% จากเป้าหมาย 1,820,200 ราย งบประมาณ 2,253 ล้านบาท และมีเกษตรกรรวมกลุ่มเสนอโครงการพัฒนาอาชีพที่ได้รับการอนุมัติ 24,977 โครงการ โดยกลุ่มอาชีพที่มีการของบประมาณมากที่สุด คือ โครงการด้านการผลิตอาหารและแปรรูปผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร 7,287 โครงการ หรือ 29.17% รองลงมา ได้แก่ ด้านการผลิตพืช, ปศุสัตว์, การประมง, การผลิตปุ๋ยอินทรีย์และปรับปรุงบำรุงดิน, การผลิตแมลงเศรษฐกิจ, ฟาร์มชุมชน, การจัดการศัตรูพืช และการเกษตรอื่นๆ ตามลำดับ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้โอนงบประมาณให้เกษตรกรครบทุกโครงการแล้ว เป็นเงิน 2,617 ล้านบาท

“สาเหตุที่มีการเสนอโครงการแปรรูปผลผลิตมาก เพราะเกษตรกรมีอาชีพหลักในการผลิตสินค้าขั้นต้นอยู่แล้ว ทำให้มีความสนใจแปรรูปผลผลิตที่ตัวเองผลิตได้หรือใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นมาแปรรูปเพิ่มมูลค่า ซึ่งในสมัยดำเนินโครงการเกษตรยั่งยืน 1 หรือ 9101 เมื่อปีที่ผ่านมา กิจกรรมที่เกี่ยวกับการแปรรูปจะขายได้ดี เกษตรกรมีรายได้มาก และมีการเชื่อมโยงกับตลาดท้องถิ่น ตลาดโอท็อป และตลาดท่องเที่ยว”

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวต่อว่า ข้อสำคัญอีกประการของโครงการเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย
คือ โครงการนี้จะทำให้เกิดกระแสเงินหมุนเวียนในชุมชน ทั้งจากการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์จากร้านค้าในท้องถิ่นเพื่อนำมาใช้ในโครงการ การซื้อขายสินค้าระหว่างเกษตรกรในชุมชนและชุมชนข้างเคียง และการซื้อขายระหว่างกลุ่มเกษตรกรกับพ่อค้า ซึ่งล้วนเป็นการสร้างรายได้และทำให้เกิดกำลังซื้อ ส่งผลให้เกิดเงินหมุนเวียนกลับมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่นได้อย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าโครงการเสริมสร้างรายได้ฯจะทำให้เกิดเงินหมุนเวียนไม่น้อยกว่า 2.5 เท่าของงบประมาณที่ลงไปในแต่ละชุมชน

ดร.เศรษฐพงศ์ เลขะวัฒนะ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารจัดการโครงการเกษตรยั่งยืน กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการเสริมสร้างรายได้ฯเป็นการเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง เพราะไม่เพียงจะทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในชุมชนเท่านั้น แต่ยังช่วยบรรเทาปัญหาราคาสินค้าตกต่ำได้ด้วย เช่น กรณีภาคตะวันออกที่มักประสบปัญหาผลไม้ล้นตลาดจนราคาตกต่ำเกือบทุกปี แต่การมีเกษตรกรรวมกลุ่มแปรรูปผลผลิต จะทำให้เกิดกลุ่มผู้รับซื้อผลไม้จากเกษตรกรในท้องถิ่นในราคาเป็นธรรม จึงเป็นการบรรเทาได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ โครงการยังช่วยสร้างงานในชุมชน เช่น กลุ่มเกษตรกรผู้รับจ้างกรีดยางที่ต้องว่างงานช่วงฤดูฝนเพราะไม่สามารถกรีดยางได้ ทำให้ขาดรายได้ ก็สามารถมาร่วมกับกลุ่มเพื่อทำอาชีพเสริม

ขณะเดียวกัน ยังมีสิ่งสำคัญอีกประการ นั่นคือ “ความยั่งยืน” ในการพัฒนาอาชีพให้เกษตรกร เพราะแม้โครงการจะต้องยุติลง แต่เกษตรกรทุกคนยังมี “ต้นทุน” สำคัญอยู่กับตัว ทั้งองค์ความรู้ที่ได้รับจากการอบรม และวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นในการประกอบอาชีพ ตามที่รัฐสนับสนุนงบประมาณจัดซื้อ สิ่งเหล่านี้ล้วนจะยังคงอยู่กับเกษตรกรเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างความมั่นคงให้กับตัวเองต่อไป

“โครงการเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย” ที่กำลังจะผ่านไป จึงเปรียบเป็นเพียงแค่ “ก้าวแรก” ในการเสริมสร้างชีวิต-สร้างเศรษฐกิจชุมชนให้กับเกษตรกรเท่านั้น หลังจากนี้ยังมี “ก้าวต่อไป” ที่สมาชิกในกลุ่มของเกษตรกร จะต้องร่วมมือกันเพื่อให้สามารถเดินต่อไปได้ด้วยลำแข้งของตัวเองอย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : โครงการเสริมสร้างรายได้ฯพัฒนาอาชีพ ทางเลือกใหม่มาแรง-เลี้ยงแมลงเศรษฐกิจพารวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/366728

รายงานพิเศษ : โครงการเสริมสร้างรายได้ฯพัฒนาอาชีพ ทางเลือกใหม่มาแรง-เลี้ยงแมลงเศรษฐกิจพารวย

วันศุกร์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ดำเนินโครงการเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการไทยนิยมยั่งยืนของรัฐบาล โดยจัดอบรมทักษะอาชีพและการทำธุรกิจการเกษตรขนาดเล็ก พร้อมสนับสนุนให้รวมกลุ่มเสนอโครงการพัฒนาอาชีพ ในชุมชน ซึ่งรัฐจะสนับสนุนงบประมาณชุมชนละไม่เกิน 3 แสนบาท โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้น 5,278 ล้านบาทเป้าหมาย 9,101 ชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้การดำเนินโครงการใกล้สิ้นสุดตามกรอบระยะเวลาของแผนดำเนินงานแล้ว

ทั้งนี้จากข้อมูล ณ วันที่ 19 กันยายน 2561 มีเกษตรกรผ่านการอบรมอาชีพเสริมทั้งสิ้น 1,620,308 ราย หรือคิดเป็น 89.01% จากเป้าหมาย 1,820,200 ราย ใน 9,101 ชุมชน ขณะเดียวกันมีเกษตรกรรวมกลุ่มเสนอโครงการพัฒนาอาชีพและได้รับการอนุมัติทั้งสิ้น 24,977 โครงการ โดยกลุ่มกิจกรรมที่มีการของบประมาณมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ด้านการผลิตอาหารและแปรรูปผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร 7,287 โครงการ หรือ 29.17%, ด้านการผลิตพืช พันธุ์พืช 4,733 โครงการ หรือ 18.95% และด้านปศุสัตว์ 4,672 โครงการ หรือ 18.71% ส่วนที่เหลือเป็นด้านการประมง, การผลิตปุ๋ยอินทรีย์และปรับปรุงบำรุงดิน, การผลิตแมลงเศรษฐกิจ, ฟาร์มชุมชน, การจัดการศัตรูพืชและการเกษตรอื่นๆ ตามลำดับ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้โอนงบประมาณให้เกษตรกรครบทุกโครงการแล้วเป็นเงิน 2,617 ล้านบาท

นายสมชาย กล่าวต่อว่า จากการประเมินผลการดำเนินงานในเบื้องต้น ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ เพราะโครงการสามารถตอบโจทย์การพัฒนาอาชีพให้เกษตรกรแต่ละพื้นที่ได้อย่างตรงจุด รวมทั้งสามารถสร้างอาชีพทางเลือกใหม่ให้เกษตรกรได้ เช่น การเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจ โดยมีเกษตรกรได้รับอนุมัติโครงการ 857 กลุ่ม หรือ 3.56% ซึ่งแม้จะเป็นตัวเลขที่ไม่สูงมาก แต่ก็ถือว่าได้รับความสนใจจากเกษตรกรมากเกินความคาดหมาย

“สาเหตุอาจเป็นเพราะอาชีพนี้เป็นอาชีพที่ใช้เงินลงทุนน้อย เลี้ยงง่าย ไม่ยุ่งยาก สามารถให้คนเฒ่าคนแก่หรือใช้เวลาว่างเลี้ยงได้ และยังขายได้ราคาสูง มีตลาดรองรับทั้งในและต่างประเทศ เช่น การเลี้ยงแมงป่องช้างที่มีพ่อค้าพร้อมรับซื้อในปริมาณมากเพื่อส่งออกไปจีน เวียดนาม และญี่ปุ่น เช่นเดียวกับจิ้งโกร่งและจิ้งหรีดที่มีพ่อค้ามาขอผูกขาดรับซื้อถึงกลุ่ม จึงเป็นอาชีพทางเลือกที่ดีของเกษตรกร” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

นายอดุลย์ศักดิ์ เสนาชัย ประธานกลุ่มเลี้ยงแมงป่องช้าง ชุมชนโนนป่าหว้าน หมู่ 4 ต.กุดผึ้ง อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู กล่าวว่า ขอขอบคุณรัฐบาลและกรมส่งเสริมการเกษตรที่ได้ขับเคลื่อนโครงการเสริมสร้างรายได้ฯครั้งนี้ เพราะทำให้ได้รับทราบช่องทางทำอาชีพเสริมใหม่ๆ โดยที่เลือกเลี้ยงแมงป่องช้างก็เพราะได้รับทราบระหว่างการอบรมอาชีพ จึงเกิดความสนใจ เพราะตลาดมีความต้องการสูงมากแต่ไม่ค่อยมีใครเลี้ยง

“แมงป่องช้างอาจดูน่ากลัว แต่จริงๆไม่ใช่สัตว์ดุร้าย การเลี้ยงก็ไม่ยาก กินอาหารพวกจิ้งหรีด หอยเชอรี่สับ 1-2 วัน/ครั้ง ไม่ต้องดูแลมาก เลี้ยงประมาณ 8 เดือน-1 ปี ก็จับไปขายได้แล้ว ส่วนตลาด
ก็มีทั้งเอาทอดขายเอง และพ่อค้ามารับเพื่อส่งไปขายจีน ญี่ปุ่น และเวียดนาม เพื่อเอาไปทำยาแผนโบราณและอื่นๆ โดยจะมารับทีละ 1,000-2,000 ตัวทุกเดือนซึ่งถ้าเลี้ยงประมาณ 10 บ่อ ก็มีโอกาสทำรายได้ครั้งละหลักแสน” นายอดุลย์ศักดิ์ กล่าว