รายงานพิเศษ : การขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ แนวทางสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรที่ยั่งยืน (3) ‘จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส เกษตรอินทรีย์ของไทยกับผลการงานของภาครัฐปี’61’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/380531

รายงานพิเศษ : การขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ แนวทางสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรที่ยั่งยืน (3)  ‘จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส เกษตรอินทรีย์ของไทยกับผลการงานของภาครัฐปี’61’

รายงานพิเศษ : การขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ แนวทางสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรที่ยั่งยืน (3) ‘จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส เกษตรอินทรีย์ของไทยกับผลการงานของภาครัฐปี’61’

วันจันทร์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สำหรับภาพรวมสถานการณ์เกษตรอินทรีย์ในประเทศไทยในปัจจุบันถือว่ามีการพัฒนาต่อเนื่อง โดยภาครัฐยังคงมีนโยบายให้การสนับสนุนการดำเนินการอย่างเข้มข้นมากขึ้น โดยประเทศไทยยังคงมีจุดแข็งสำคัญคือ เกษตรกรไทยพึ่งพาตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีหน่วยงานภาครัฐสนับสนุนเกษตรอินทรีย์ที่ชัดเจน โดยผลักดันผ่านยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ส่งผลให้ประเทศไทยมีโอกาสผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ประกอบกับแรงขับเคลื่อนจากภาคเอกชนและภาคประชาชน มีความพร้อมร่วมกันขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์

แต่ทั้งนี้ยังมีจุดอ่อนด้านองค์ความรู้เกี่ยวกับระบบการผลิต การแปรรูปที่จำกัด โดยส่วนใหญ่ยังขาดความตระหนักถึงประโยชน์จากการทำเกษตรอินทรีย์ ดังนั้น จึงมีปัญหาผลักดันให้พื้นที่เป้าหมายเพิ่มขึ้นในระยะเวลาอันสั้น เกษตรกรขาดแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์ สินค้าเกษตรอินทรีย์ยังขาดความหลากหลาย รวมถึงการพัฒนาและการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ยังมีน้อย ทำให้ขาดการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเพื่อต่อยอดเชิงพาณิชย์ทั้งด้านการผลิตและการตลาดของสินค้าเกษตรอินทรีย์ แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในอาหารมากขึ้น ทำให้สถานการณ์เกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยมีโอกาสเปลี่ยนผ่านไปสู่การพัฒนาตามแนวทางเกษตรอินทรีย์ที่เป็นสากลมากขึ้น

จากกระแสสังคมที่หันมาใส่ใจบริโภคอาหารที่ปลอดภัยต่อสุขภาพกระตุ้นความต้องการสินค้าอาหารอินทรีย์ในตลาดสูงขึ้น ซึ่งผลดำเนินงานเกี่ยวกับการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรฯ ปี 2561 ภาพรวมการดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ 2560-2564 ดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ที่ 1 คือ ส่งเสริมการวิจัย การสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้ โดยยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปด้วย Industry 4.0 สู่การเป็น Agro Processing ในภูมิภาคเอเชีย 1 เครือข่าย และอบรมเผยแพร่องค์ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ด้านเกษตรอินทรีย์ และด้านหม่อนไหมอินทรีย์ 1,055 คน ถ่ายทอดการผลิตการใช้สารชีวภัณฑ์เพื่อป้องกันกำจัดศัตรูพืช 27 คน และจัดอบรมผู้ตรวจประเมิน 330 คน

นอกจากนั้น ก็เป็นการให้ความรู้แก่เกษตรกรโดยถ่ายทอดเทคโนโลยีพลาสติกคัดเลือกแสงสำหรับเพาะปลูก 80 คน การเรียนรู้ปลูกผักอินทรีย์ 8 แห่ง การผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพแบบอินทรีย์ 1 โรงเรียน เทคโนโลยีการปรับปรุงคุณภาพดิน 283 คน ให้ความรู้ด้านเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอินทรีย์ 1,724 คน ด้านปศุสัตว์อินทรีย์ 126 คน ด้านพืชอินทรีย์ 1,614 คน และไหมอินทรีย์ 100 คน ให้ความรู้เกษตรกรในการสนับสนุนศูนย์เรียนรู้ด้านปศุสัตว์อินทรีย์ 2 แห่ง สนับสนุนเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่นิคมสหกรณ์ 1,000 คน และจัดทำฐานข้อมูลเกษตรอินทรีย์ในเขตปฏิรูปที่ดิน 1,724 คน จัดทำฐานข้อมูลการผลิตปศุสัตว์อินทรีย์ประจำปี 1 แห่ง จัดทำ Organic Agriculture Database 1 ระบบ

ยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนาการผลิตสินค้าและบริการเกษตรอินทรีย์ สนับสนุนปัจจัยการผลิตให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 1,081 ราย ปัจจัยปศุสัตว์ จำนวน 9,419 คน จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ต้นแบบปุ๋ยเติมอากาศ 4 ศูนย์ จัดตั้งศูนย์ผลิตชีวินทรีย์ 11 ศูนย์ จัดทำแปลงต้นแบบการผลิตพืชอินทรีย์ 142 คน สนับสนุนโคเนื้อเพื่อผลิตปัจจัยการผลิต 25 ตัว สนับสนุนท่อนพันธุ์หญ้าเนเปียร์ 40 ไร่ สนับสนุนถังหมักพืชอาหารสัตว์ 200 ใบ และสนับสนุนเครื่องสับบดพืชอาหารสัตว์ 1 เครื่อง ผลิตพ่อพันธุ์แม่พันธุ์แมลงศัตรูธรรมชาติ 25,800 ตัว ส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ 45,607 ราย พื้นที่รวม 587,105.80 ไร่ และส่งเสริมเกษตรอินทรีย์แปลงใหญ่ 5 แปลง

ยุทธศาสตร์ที่ 3 การขับเคลื่อนการพัฒนาการตลาดสินค้าและบริการและการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ดำเนินการตรวจรับรองแหล่งผลิตพืชอินทรีย์ 1,157 แปลง ฟาร์มปศุสัตว์ 36 ฟาร์ม ด้านสัตว์น้ำอินทรีย์ 76 คน และพัฒนาสถานที่จำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ 100 แห่ง พร้อมกันนั้นได้จัดมหกรรมแสดงและจำหน่ายสินค้าอินทรีย์ในประเทศ 1 ครั้ง พัฒนาตลาดสีเขียว 3 แห่ง สร้างความตระหนักรู้เรื่องคุณภาพมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ 34 ครั้ง เชื่อมโยงตลาดและส่งเสริมพัฒนาต่อยอดสินค้า 1 ครั้ง นำผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมแสดงสินค้าในงาน BIOFAH 2018 ณ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี จัดงานประชาสัมพันธ์โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ 300 คน

ยุทธศาสตร์ที่ 4 การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ จัดประชุมกรรมการและคณะทำงานศึกษาแนวทางการจัดตั้งสถาบันเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ประสานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สนับสนุนโครงการสินเชื่อสีเขียว อัตราดอกเบี้ยต่ำ เป้าหมายวงเงินสินเชื่อ 5,000 ล้านบาท เสนอกรมศุลกากร ปรับปรุงรหัสสถิติต่อท้ายพิกัดอัตราศุลกากร 5 สินค้า คือ ชาใบเขียวอินทรีย์ มะพร้าวอ่อนอินทรีย์ กะทิสำเร็จรูปอินทรีย์ มังคุดอินทรีย์ และทุเรียนอินทรีย์ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นมา นอกจากนี้คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ได้จัดประชุมเพื่อร่วมหารือแนวทางการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ในแต่ละเรื่อง

จากผลการดำเนินงานของภาครัฐที่ค่อนข้างทำงานในเชิงรุก ส่งผลให้การพัฒนาขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์มีความก้าวหน้าเป็นรูปธรรมมากขึ้น แต่การดำเนินงานจะยังต้องต่อเนื่องและเข้มข้นมากขึ้นในปีต่อไป เพื่อให้การทำเกษตรอินทรีย์เข้มแข็งและขยายวงกว้าง และสุดท้ายเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรไทยและผู้บริโภคอย่างแท้จริง มีความยั่งยืนต่อไป

รายงานพิเศษ : การขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ แนวทางสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรที่ยั่งยืน (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379963

รายงานพิเศษ : การขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์  แนวทางสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรที่ยั่งยืน (2)

รายงานพิเศษ : การขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ แนวทางสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรที่ยั่งยืน (2)

วันศุกร์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จาการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ครั้งที่ 6/2561 ที่ผ่านมา การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ได้เน้นหนักยึดการทำงานเชิงพื้นที่เป็นหลัก ใช้การตลาดนำการผลิต ซึ่งมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันดำเนินงาน ให้การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ สามารถขยายผลได้ครอบคลุมทั้ง 13 กลุ่มจังหวัด 56 จังหวัดเป้าหมาย

ในส่วนของการดำเนินงานก็จะเป็นไปตามหลักการเกษตรอินทรีย์ระดับสากล สหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (IFOAM) ที่ได้กำหนดหลักการที่สำคัญของการผลิตเกษตรอินทรีย์ไว้ 4 ด้าน คือ ด้านสุขภาพ (Health) ด้านนิเวศวิทยา (Ecology) ด้านความเป็นธรรม (Fairness) และ ด้านการดูแลเอาใจใส่ (Care) รายละเอียดของหลักการ 4 ด้าน ดังนี้

ด้านสุขภาพ (Health) เกษตรอินทรีย์ควรต้องส่งเสริมและสร้างความยั่งยืนให้กับสุขภาพอย่างเป็นองค์รวมของดิน พืชสัตว์ มนุษย์ และโลก ไม่ว่าจะเป็นการผลิตในไร่นา การแปรรูป การ
กระจายผลผลิต หรือการบริโภค โดยมุ่งที่ผลิตอาหารที่มีคุณภาพสูงและมีคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อสนับสนุนให้มนุษย์ได้มีสุขภาวะที่ดีขึ้น ด้วยเหตุนี้เกษตรอินทรีย์จึงเลือกที่จะปฏิเสธการใช้ปุ๋ยเคมีสารเคมีกำจัดศัตรูพืช เวชภัณฑ์สัตว์และสารปรุงแต่งอาหารที่อาจมีอันตรายต่อสุขภาพ

ด้านนิเวศวิทยา (Ecology) เกษตรอินทรีย์ควรจะต้องตั้งอยู่บนรากฐานของ ระบบนิเวศวิทยาและวัฏจักรแห่งธรรมชาติ การผลิตต้องสอดคล้องกับวิถีแห่งธรรมชาติ ช่วยให้ระบบและวัฏจักรธรรมชาติเพิ่มพูนและยั่งยืนมากขึ้น หลักการเกษตรอินทรีย์เป็นองค์ประกอบหนึ่งของระบบนิเวศที่มีชีวิต ดังนั้นการผลิตการเกษตรจึงต้องพึ่งพาอาศัยกระบวนการทางนิเวศวิทยาและวงจรของธรรมชาติ เช่น การปลูกพืชเกษตรกรจะต้องปรับปรุงดินให้มีชีวิต หรือในการเลี้ยงสัตว์เกษตรกรจะต้องใส่ใจกับระบบนิเวศโดยรวมของฟาร์ม หรือแม้แต่การเก็บเกี่ยวผลผลิตจากป่า ต้องสอดคล้องกับวัฏจักรและสมดุลทางธรรมชาติ ดังนั้นการจัดการเกษตรอินทรีย์จึงจำเป็นต้องสอดคล้องกับเงื่อนไขท้องถิ่น ภูมินิเวศ วัฒนธรรม และเหมาะสมกับขนาดของฟาร์ม เกษตรกรควรใช้ปัจจัยการผลิตและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ด้านความเป็นธรรม (Fairness) เกษตรอินทรีย์ควรจะตั้งอยู่บนความสัมพันธ์ ที่มีความเป็นธรรมระหว่างสิ่งแวดล้อมโดยรวมและสิ่งมีชีวิต ในหลักการด้านนี้ความสัมพันธ์ของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตและการจัดการผลผลิตเกษตรอินทรีย์ในทุกระดับควรมีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นธรรมทั้งเกษตรกร คนงาน ผู้แปรรูป ผู้จัดจำหน่าย ผู้ค้า และผู้บริโภค ทุกคนควรได้รับโอกาสในการมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ด้านการดูแลเอาใจใส่ (Care) การบริหารจัดการเกษตรอินทรีย์ควรจะต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังและรับผิดชอบเพื่อปกป้องสุขภาพและความเป็นอยู่ของผู้คนทั้งในปัจจุบันและอนาคต รวมทั้งพิทักษ์ปกป้องสภาพแวดล้อมโดยรวมด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีระบบการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่มีคุณภาพ แต่ด้านการตลาดจะต้องเป็นตัวกำหนดและนำการผลิตเสมอ เพื่อให้สินค้าที่ผลิตได้ถูกส่งไปยังกลุ่มเป้าหมายและขยายเป็นวงกว้างต่อไป เบื้องต้นตลาดของสินค้าเกษตรอินทรีย์ในตลาดท้องถิ่น หรือตลาดภายในประเทศ กระทรวงสาธารณสุข จะเป็นผู้ชี้เป้าหมายได้แก่ โรงพยาบาลทั้ง 896 แห่งทั่วประเทศ ที่เข้าร่วมดำเนินโครงการโรงพยาบาลอาหารปลอดภัย นอกจากนี้ก็จะมีโรงเรียน สถาบันการศึกษา 36,000 แห่ง และโรงแรมอีกประมาณ 10,000 แห่ง โดยกระทรวงเกษตรฯจะทำหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรให้ทำการผลิตเกษตรอินทรีย์ให้ได้มาตรฐาน ในส่วนของตลาดต่างประเทศองค์การตลาดฯกระทรวงมหาดไทย จะช่วยหาตลาดและทำแบรนด์สินค้าเกษตรอินทรีย์ สนับสนุนตลาดเกษตรอินทรีย์ในต่างประเทศ เช่น EU IFOAM USDA เป็นต้น

รายงานพิเศษ : การขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ แนวทางสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรที่ยั่งยืน (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379757

รายงานพิเศษ : การขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์  แนวทางสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรที่ยั่งยืน (1)

รายงานพิเศษ : การขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ แนวทางสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรที่ยั่งยืน (1)

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

l เกษตรอินทรีย์ภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์หลักในการพัฒนา

สถานการณ์ภาคเกษตรของประเทศไทยที่ผ่านมา การพัฒนาที่มุ่งเน้นการผลิตแบบอุตสาหกรรมและการค้าทำให้เกษตรกรหันมาทำการเกษตรในเชิงเดี่ยว ทำให้ปริมาณการใช้สารเคมีเพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น เกิดความเสื่อมโทรมของพื้นที่การเกษตร ภาครัฐจึงได้ส่งเสริมการทำเกษตรกรรมที่มีความยั่งยืนทั้งในแง่ของสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยของอาหาร โดยวิถีเกษตรอินทรีย์ถือเป็นหนึ่งในทางเลือกที่สามารถพัฒนาภาคการเกษตร สร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและเสริมสร้างสิ่งแวดล้อมให้อุดมสมบูรณ์ได้

จากความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2560 ในยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ.2560-2564 ภายใต้วิสัยทัศน์ คือ “ประเทศไทยเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคด้านการผลิต การบริโภค การค้าสินค้า การบริการเกษตรอินทรีย์ที่มีความยั่งยืนซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล” ด้วยเหตุนี้การขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์จึงถือเป็นนโยบายระดับชาติ จากยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติฉบับล่าสุดรัฐบาลได้วางเป้าหมายการดำเนินงานออกเป็น 4 หัวข้อหลักได้แก่ 1.การเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 600,000 ไร่ ภายในปี 2564 2.เพิ่มจำนวนเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 30,000 ราย ภายในปี 2564 3.เพิ่มสัดส่วนตลาดในประเทศร้อยละ 40 และเพิ่มสัดส่วนตลาดส่งออกร้อยละ 60 4.สุดท้ายคือการยกระดับกลุ่มเกษตรอินทรีย์วิถีพื้นบ้านให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้การดำเนินงานจะเป็นไปตาม 4 ยุทธศาสตร์ ด้วยกันคือ ยุทธศาสตร์ที่ 1 ส่งเสริมการวิจัย และการสร้างองค์ความรู้นวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ ยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนาการผลิตสินค้าและบริการเกษตรอินทรีย์ ยุทธศาสตร์ที่ 3 พัฒนาการตลาดสินค้าและบริการ การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ยุทธศาสตร์ที่ 4 การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ โดยมีกลไกการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ประกอบด้วย 1.คณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ มีรองนายกรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) ได้รับมอบหมายเป็นประธานกรรมการ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับมอบหมายเป็นกรรมการและเลขานุการ มีผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ ผู้แทนกรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และกรมวิชาการ นอกจากนี้ยังมีผู้แทนจากระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ระดับชาติ เพื่อผลักดันและขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของประเทศ ดำเนินการบูรณาการแนวทางมาตรการ แผนงานและงบประมาณกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง 2.คณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2561 โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้รับมอบหมายซึ่งได้แก่ นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร เป็นประธานอนุกรรมการ มีรองปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้องและหัวหน้าส่วนราชการในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นอนุกรรมการ โดยมีอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินเป็นอนุกรรมการและเลขานุการมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาเสนอแผนงาน โครงการ งบประมาณเพื่อขับเคลื่อนงานด้านเกษตรอินทรีย์ ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ กำหนดแนวทาง มาตรการหรือกลไกการประสานความร่วมมือระหว่างส่วนราชการและภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์โคนมนครปฐม จำกัด’ สานต่อพระราชปณิธานพ่อหลวง‘ร.9’พัฒนาอาชีพเกษตรกรยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379589

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์โคนมนครปฐม จำกัด’  สานต่อพระราชปณิธานพ่อหลวง‘ร.9’พัฒนาอาชีพเกษตรกรยั่งยืน

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์โคนมนครปฐม จำกัด’ สานต่อพระราชปณิธานพ่อหลวง‘ร.9’พัฒนาอาชีพเกษตรกรยั่งยืน

วันพุธ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

อาชีพการเลี้ยงโคนม เป็นอาชีพพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9ทรงริเริ่มและส่งเสริมให้พสกนิกรได้มีอาชีพที่ยั่งยืน เลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ สหกรณ์โคนมนครปฐม จำกัด เป็นอีกสหกรณ์ที่มุ่งสานต่อพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคนม โดยเน้นความอยู่ดีกินดีของสมาชิกเป็นสำคัญ

“ธุรกิจครบวงจร สหกรณ์มั่นคง ซื่อตรงโปร่งใส คืนกำไรสู่สังคม” เป็นปณิธานหลักของสหกรณ์โคนมนครปฐม จำกัด ซึ่งเดิมสมาชิกทำนา ทำไร่ และรับจ้างทั่วไป แต่สนใจในอาชีพเลี้ยงโคนม จึงรวมตัวกันจัดตั้งสหกรณ์แห่งนี้ขึ้นในปี 2514 โดยสำนักงานสหกรณ์จังหวัด ได้จัดสรรงบประมาณเป็นทุนดำเนินงานเบื้องต้น 100,000 บาท สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เป็นพี่เลี้ยงด้านวิชาการ จากการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้สมาชิกจาก 10 รายเพิ่มขึ้นเป็น 258 รายในปัจจุบัน

นางสาวสังวาลย์ ทิมหอมผู้จัดการสหกรณ์โคนมนครปฐม จำกัด เล่าว่า ก่อนที่เกษตรกรจะเข้ามาเป็นสมาชิกสหกรณ์ฯ จะเชิญวิทยากรที่มีความรู้ทางด้านปศุสัตว์มาฝึกอบรมเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงโคนมและผลิตน้ำนมที่มีคุณภาพเพื่อป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิตของสหกรณ์ฯซึ่งปัจจุบันสหกรณ์ฯรับซื้อน้ำนมดิบจากสมาชิกกว่า 30 ตันต่อวัน โดยร้อยละ 90ของน้ำนมทั้งหมด จะนำไปผลิตนมโรงเรียน และอีกร้อยละ 10 จัดทำเป็นนมพาณิชย์ จำหน่ายภายใต้แบรนด์ของสหกรณ์ นอกจากนี้ เพื่อให้สมาชิกสามารถยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตนเอง สหกรณ์ฯ
จึงมีบริการเงินทุนดอกเบี้ยต่ำแก่สมาชิก เพื่อนำไปซื้อโคนมเพิ่ม และขยายกิจการต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องโคนม อีกทั้งยังมีการฝึกอบรมให้เป็นระยะๆ ตลอดทั้งปีอีกด้วย

ล่าสุด สหกรณ์ฯ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน จำนวน 9 ล้านกว่าบาท ในการสร้างห้องแล็บพร้อมอุปกรณ์ เพื่อใช้ในการตรวจสอบคุณภาพน้ำนมดิบให้ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ที่กำหนด และซื้อเครื่องจักรใหม่ ประกอบด้วย เครื่องบรรจุนมถุง 6 เครื่อง เครื่องพาสเจอร์ไรซ์และเครื่องโฮโมจีไนส์เซอร์ จำนวน 1 ชุด รวมถึงรถบรรทุกห้องเย็นขนาด 4 ล้อ (130 แรงม้า) จำนวน 1 คัน ทั้งนี้ เนื่องจากอุปกรณ์ต่างๆที่มีอยู่เดิมใช้งานมานานกว่า 47 ปีแล้ว จึงเกิดการชำรุดทรุดโทรม ซึ่งหลังจากได้งบประมาณดังกล่าวมา สหกรณ์ฯ สามารถลดการสูญเสียในการผลิตนม ลดต้นทุนการผลิต และใช้เวลาในการผลิตน้อยลง

ด้าน นายนที ศรีจาดสมาชิกสหกรณ์โคนมนครปฐม จำกัด เล่าว่าก่อนที่จะมาเลี้ยงโคนมตนเองไม่มีความรู้ทางด้านนี้เลย แต่หลังจากได้เข้ามาเป็นสมาชิกของสหกรณ์ฯ ได้รับความรู้จากการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการดูแล การรีดนม ทำให้ปัจจุบันตนสามารถส่งน้ำนมให้สหกรณ์ฯ ทุกวัน สร้างรายได้หลายหมื่นบาทต่อเดือน ส่งผลให้ชีวิตดีขึ้น 100%

จะเห็นได้ว่า เมื่อสหกรณ์เข้มแข็งแล้ว ก็ย่อมส่งผลให้สมาชิกมีความมั่นคงทางรายได้ และยั่งยืนทางอาชีพตามไปด้วย

รายงานพิเศษ : ‘หอมมะลิไทย’พันธุ์ดีแต่ดูแลไม่ดีก็หอมน้อยลงได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379112

รายงานพิเศษ : ‘หอมมะลิไทย’พันธุ์ดีแต่ดูแลไม่ดีก็หอมน้อยลงได้

รายงานพิเศษ : ‘หอมมะลิไทย’พันธุ์ดีแต่ดูแลไม่ดีก็หอมน้อยลงได้

วันจันทร์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ข้าวหอมมะลิไทยที่มีชื่อเสียงในการส่งออกมากที่สุด คือ พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 รองลงมาคือ กข15 โดยเฉพาะนางเอกตลอดกาล คือ พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ครองความนิยมในใจของผู้บริโภคมานาน 60 ปี นับตั้งแต่ผ่านการรับรองพันธุ์ นอกจากรูปลักษณ์ที่เป็นข้าวสุกขาว นุ่มแล้ว ยังมีเสน่ห์ความหอมที่เป็นเอกลักษณ์ แม้มีพันธุ์ข้าวหอมใหม่ๆ รับรองพันธุ์ แต่ก็ยังไม่อาจเทียบเท่า ทว่าในระยะหลังปัญหาข้าวหอมมะลินั้นมักจะมีคำถามว่า “ทำไมข้าวหอมในปัจจุบันน้อยลง?” จนสาวลึกไปจนถึง “เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ใช้ปลูกมีคุณภาพดีเหมือนเดิมหรือไม่?”

ดร.กฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล อธิบดีกรมการข้าว หัวเรือใหญ่เรื่องนี้ และทำการวิจัยเกี่ยวกับคุณภาพของข้าวหอมมะลิได้ไขข้อข้องใจ ดังนี้

ประเด็นแรก คุณภาพของเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิที่ปลูกในปัจจุบัน กรมการข้าวมีงานวิจัยเรื่องความหอมข้าวขาวดอกมะลิ 105 ยืนยันแล้วว่าพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 เมล็ดพันธุ์แท้จากกรมการข้าวไม่พบว่ามีความแปรปรวนของลักษณะสรีระและทางพันธุกรรมรวมทั้งลักษณะทางการการเกษตรแต่อย่างใด และได้พิสูจน์ความหอมแล้วยังมีความหอมเหมือนเดิมไม่น้อยลง

ประเด็นที่สอง ปัญหาความหอมของข้าวที่ลดลง จากงานวิจัยที่ทำการศึกษา พบว่า คุณภาพเมล็ดทั้งทางด้านกายภาพ เคมี และความหอมของพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 และ กข15 ที่ปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือตอนบนมีความแปรปรวนโดยเฉพาะความหอม ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการในแปลงนาและการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว

นั่นเป็นเพราะพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 เป็นพันธุ์ที่ได้จากการคัดเลือกจากพันธุ์พื้นเมืองที่ปรับตัวได้ดีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือตอนบน เป็นข้าวไวต่อช่วงแสง ต้นสูง ฟางข้าวอ่อนล้มได้ง่าย ดังนั้น จึงเหมาะที่จะปลูกในพื้นที่ดินทรายมีความอุดมสมบูรณ์ของดินต่ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ในช่วงข้าวออกดอกซึ่งเป็นระยะที่ข้าวสะสมแป้งน้ำในนาจะซึมลงใต้ดิน ทำให้น้ำไม่ขังแปลง เกิดสภาวะที่เหมาะสมต่อการสร้างสารหอมระเหย 2 AP (2-Acetyl-1-Pyrroline) จึงทำให้พันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 มีความหอมมาก อีกทั้งในช่วงข้าวสะสมแป้งเป็นช่วงฤดูหนาวอากาศเย็น หากปีใดมีอากาศเย็น (อุณหภูมิ 20 – 25 องศาเซลเซียส) ในช่วงระยะเวลายาวนานจะทำให้สารหอมระเหยในข้าวจะคงอยู่ในเมล็ดข้าวได้มาก ผลผลิตข้าวปีนั้นจะหอมมากกว่าปีที่มีอากาศร้อน

แล้วเราจะมีการจัดการปลูกข้าวหอมให้มีคุณภาพและความหอมที่ดีที่สุดอย่างไร เรื่องนี้ ดร.กฤษณพงศ์มีคำตอบว่า

1.การจัดการน้ำ การระบายน้ำออกจากแปลงนาหลังระยะออกดอก 7 วัน จะทำให้การสร้างสารหอมระเหยสูงขึ้น คุณภาพการสี และคุณภาพหุงต้มรับประทานดีขึ้น

2.การจัดการธาตุอาหาร ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือ ปุ๋ยพืชสด รวมทั้งการจัดการธาตุอาหารในดิน ธาตุหลัก ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแตสเซียม และธาตุรอง ได้แก่ แคลเซียม ซัลเฟอร์ แมงกานีส และแมกนีเซียมที่เหมาะสมตามความต้องการของแต่ละชุดดินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะทำให้ข้าวสร้างสารหอมระเหยสูงขึ้น

3.การจัดการหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อช่วยรักษาความหอมให้สูง ต้องเก็บเกี่ยวข้าวในระยะพลับพลึง ในระยะ 25-30 วัน หลังออกดอก การลดความชื้นโดยการตากแดด 2 แดด หรืออบด้วยอุณหภูมิไม่เกิน 60 องศาเซลเซียส นาน 8 ชั่วโมง หรืออบที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส นาน 2 วัน

4.การจัดการเก็บรักษาข้าวสารเพื่อช่วยรักษาความหอมข้าวให้นานขึ้น โดยสภาพปกติเก็บควรเก็บข้าวสารไม่เกิน 5 เดือน หากเป็นไปได้เก็บในที่ที่สามารถควบคุมอุณหภูมิ 20-25 องศาเซลเซียส จะเก็บได้ยาวนานกว่าสภาพปกติและคงคุณภาพที่ดีกว่า

ในเรื่องนี้ ดร.กฤษณพงศ์ยังได้มอบหมายให้ศูนย์วิจัยข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวที่อยู่ในพื้นที่ได้ทำความเข้าใจกับเกษตรกรในการปลูกข้าวหอมมะลิให้ได้คุณภาพ ตั้งแต่การใช้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ จนกระทั่งถึงกระบวนการเก็บเกี่ยวซึ่งล้วนแล้วแต่มีผลต่อปัจจัยความหอมของข้าวทั้งสิ้น

ถามว่า สถานการณ์ผลิตข้าวหอมมะลิปัจจุบันนี้เอื้อต่อการรักษาคุณภาพความหอมหรือไม่ มีข้อสังเกตว่า กระบวนการผลิตข้าวในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงแตกต่างจากในอดีตหลายด้าน โดยเฉพาะการนำเครื่องเกี่ยวนวดมาใช้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากขึ้น ทำให้ข้าวที่เกี่ยวได้มีความชื้นสูงกว่าการเกี่ยวด้วยมือและตากให้แห้งก่อนนำเข้าโรงสี ในขณะที่ข้าวที่ได้จากเครื่องเกี่ยวนวดจะต้องนำไปลดความชื้นอย่างถูกต้องและรวดเร็วจึงจะทำให้คุณภาพที่ดีได้มาตรฐานดังนั้น ความหอมของข้าวหอมมะลิในปัจจุบันต้องผ่านขบวนการอบลดความชื้น จึงทำให้มีโอกาสที่จะมีแนวโน้มทำให้ความหอมน้อยลงไปจากขบวนการผลิตข้าวแบบดั้งเดิม

รายงานพิเศษ : ผนึกกำลัง 3 องค์กรใหญ่ ยกระดับสินค้าสหกรณ์ สะท้อนอัตลักษณ์ชุมชนด้วยเทคโนโลยี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378622

รายงานพิเศษ : ผนึกกำลัง 3 องค์กรใหญ่ ยกระดับสินค้าสหกรณ์ สะท้อนอัตลักษณ์ชุมชนด้วยเทคโนโลยี

รายงานพิเศษ : ผนึกกำลัง 3 องค์กรใหญ่ ยกระดับสินค้าสหกรณ์ สะท้อนอัตลักษณ์ชุมชนด้วยเทคโนโลยี

วันศุกร์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หลังจากเปิดตัวโครงการ “ไมซ์เพื่อชุมชน” และมีสหกรณ์นำร่องที่มีศักยภาพรองรับอุตสาหกรรมไมซ์ จำนวน 35 แห่ง ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์และสำนักงานส่งเสริมการประชุมและนิทรรศการ (องค์กรมหาชน) หรือ TCEB เพื่อพัฒนาสหกรณ์ให้เป็นแหล่งศึกษาดูงานที่มีเสน่ห์ แต่ในด้านความแตกต่าง ความโดนใจผู้บริโภค หรือความสามารถในการสื่อสารที่ชัดเจนของผลิตภัณฑ์อาจจะยังไม่ตอบโจทย์ในมิติของการเป็นแหล่งศึกษาดูงาน ผลิตภัณฑ์สหกรณ์จึงจำเป็นต้องพัฒนาต่อยอดทั้งการพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สามารถสะท้อนอัตลักษณ์ของสหกรณ์และชุมชนให้มีจุดขายด้านผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมือนใครเพื่อสร้างความประทับใจให้กับผู้เยี่ยมชมศึกษาดูงาน

ดังนั้น กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จัดโครงการ “โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการการพัฒนาสินค้าสหกรณ์สะท้อนอัตลักษณ์ชุมชนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม” พัฒนาและปรับปรุงกระบวนการคิด การออกแบบ และการผลิตสินค้าและบรรจุภัณฑ์ของสหกรณ์ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้โดดเด่น มีอัตลักษณ์สอดคล้องกับวิถีชุมชนสหกรณ์ให้เป็นที่น่าจดจำขึ้น

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้ เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ต้องการต่อยอดสินค้าเกษตรของพี่น้องสมาชิกสหกรณ์ ในส่วนที่ผลิตสินค้าออกมาแล้วก็เจอปัญหามาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตลาด คุณภาพ ราคา เราได้หาหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องเพื่อยกระดับต่อยอดสินค้าโดยให้สหกรณ์เป็นตัวกลาง ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์จาก วว. ได้เข้ามาช่วยในการที่จะให้สหกรณ์ภาคการเกษตรที่เข้ามาศึกษาดูงานในเรื่องของการพัฒนาสินค้า ผลิตภัณฑ์ และออกแบบบรรจุภัณฑ์ หลังจากนี้ไปคาดหวังว่าสหกรณ์การเกษตรจะเข้าไปดูแลจัดการสินค้า ยกระดับการแปรรูปสินค้า การเพิ่มมูลค่าสินค้า ให้กับพี่น้องสมาชิกสหกรณ์ และหวังว่าในแต่ละอำเภอหรือตำบลหรือชุมชน สินค้าสหกรณ์จะมีอัตลักษณ์ในแต่ละแห่ง ในการดำเนินการครั้งนี้เรามี TCEB มาช่วยส่งเสริมและพัฒนาการขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจ โดยเราจะดึงผู้ที่เข้าร่วมประชุมของ TCEB เข้าไปในสหกรณ์ภาคการเกษตรในการจัดประชุมหรือว่าซื้อสินค้าและรับรู้สินค้าของชุมชนและสหกรณ์ ซึ่งในวันนี้เราทำผนวกพร้อมกันไป 2 รายการ

สำหรับโครงการดังกล่าว จะมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจาก วว. TCEB และวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาอัตลักษณ์สินค้าและบรรจุภัณฑ์ เข้ามาให้ความรู้และฝึกปฏิบัติ Workshop รวมถึงศึกษาดูงานและวิเคราะห์กิจกรรมเชิงสร้างสรรค์เพื่อเตรียมเป็นแหล่งศึกษาดูงานที่สหกรณ์นำร่อง “ไมซ์เพื่อชุมชน” ซึ่งคาดว่าตัวแทนสหกรณ์จะได้รับคำปรึกษาและพัฒนากระบวนการคิด การออกแบบ การผลิตสินค้าและบรรจุภัณฑ์ให้โดดเด่นสอดคล้องกับอัตลักษณ์ของสหกรณ์และวิถีชุมชนสามารถเพิ่มมูลค่าทางสังคมและทางเศรษฐกิจได้ และนำความรู้ไปเป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมเพื่อเป็นแหล่งศึกษาดูงานทั้งด้านผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของสหกรณ์หรือชุมชน สามารถสร้างความประทับใจในการมาศึกษาดูงานที่สหกรณ์ จนเกิดการบอกต่อและเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป

อย่างไรก็ตาม อยากให้ตัวแทนสหกรณ์การเกษตรที่เข้ามาดูงานในครั้งนี้กลับไปดูว่ามีสินค้าอะไรบ้างที่สามารถสร้างรายได้ให้กับสมาชิก และจะพัฒนาต่อยอดสินค้าให้เพิ่มมูลค่าได้อย่างไร วันนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์อยากจะเห็นสหกรณ์ต่างๆ เข้ามาขับเคลื่อนในการผลิตและการสร้างรายได้ ถ้าเราผลิตตามความต้องการของตลาดและให้สหกรณ์มายกระดับราคาสินค้าและหาตลาด เชื่อว่าในวันนั้นการผลิตสินค้าเกษตรจะของพี่น้องสมาชิกจะดีขึ้น

ด้าน นายสายันต์ ตันพานิช รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศ (วว.) กล่าวว่า โดยปกติแล้ว วว. คือผู้ผลิตเทคโนโลยีรวมถึงการพัฒนาคุณภาพผลิตผลและการรับรองคุณภาพ เมื่อ วว. ลงพื้นที่ไปถ่ายทอดเทคโนโลยี เราจะใช้วิธีค้นหาผู้ประกอบการเอง ในความร่วมมือวันนี้เป็นอีกก้าวหนึ่งถือเป็นก้าวกระโดดในการพัฒนาผู้ประกอบการ เนื่องจากสหกรณ์การเกษตรมีความเข้มแข็งอยู่แล้ว แต่อาจจะขาดในเรื่องของเทคโนโลยีบางส่วนที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานและให้มีความน่าเชื่อถือและน่าซื้อยิ่งขึ้นและคิดว่าการร่วมมือทั้ง 3 ฝ่าย ในครั้งนี้เป็นความร่วมมือที่ดี เนื่องจากสหกรณ์เป็นกลุ่มที่เข้มแข็ง วว. มีเทคโนโลยี และมี TCEB เป็นผู้ดูแลด้านการตลาด ซึ่งจะพัฒนาสหกรณ์ เกษตรกร หรือผู้ประกอบการภายใต้สหกรณ์ให้ก้าวกระโดด พร้อมกับเป็นการพัฒนาประเทศในที่สุด

โครงการดังกล่าว นับว่าเป็นความร่วมมือที่สามารถต่อยอดสินค้า สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ให้มีมาตรฐานยิ่งขึ้น รวมถึงยกระดับคุณภาพชีวิตของสมาชิกสหกรณ์ได้อย่างแท้จริง

รายงานพิเศษ : ‘กรมตรวจบัญชีสหกรณ์’หนุนเยาวชน เรียนรู้การทำบัญชีผ่านกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378301

รายงานพิเศษ : ‘กรมตรวจบัญชีสหกรณ์’หนุนเยาวชน  เรียนรู้การทำบัญชีผ่านกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน

รายงานพิเศษ : ‘กรมตรวจบัญชีสหกรณ์’หนุนเยาวชน เรียนรู้การทำบัญชีผ่านกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จัดอบรม หลักสูตร “การจัดทำบัญชี กิจกรรมสหกรณ์นักเรียน ปี 2562” ตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการอบรมได้ทราบถึงพระราชดำริ และการสนองงานเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน ในโครงการตามพระราชดำริ ปลูกฝังเยาวชนให้ตระหนักถึงการจดบันทึกบัญชีเป็นประจำ จะทำให้รู้รายรับ รายจ่าย และเงินออม ซึ่งเป็นการสร้างวินัยทางการเงินกับตัวเองและครอบครัวรวมถึงขยายเครือข่ายไปยังผู้ปกครองและชุมชน ให้สามารถนำข้อมูลทางบัญชีไปใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างมีภูมิคุ้มกัน

 

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ โดยสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์กรุงเทพมหานคร ได้จัดทำโครงการอบรมหลักสูตร “การจัดทำบัญชีกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน ปี 2562” ตาม
พระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อให้ผู้เข้าอบรมได้ทราบถึงพระราชดำริและการสนองงาน เกี่ยวกับแนวทางการดำเนินกิจกรรมสหกรณ์นักเรียนในโครงการตามพระราชดำริ ตลอดจนการจัดทำรายงานทางการเงินและการนำข้อมูลทางการเงินไปใช้ในการบริหารจัดการกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน รวมทั้งนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันของตนเองและครอบครัว โดยได้ร่วมบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ โรงเรียนในโครงการพระราชดำริ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน และกรมประมง เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ โดยส่งเสริมให้ครูและนักเรียนผู้รับผิดชอบกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน ได้มีความรู้และเข้าใจในเรื่องหลักการสหกรณ์ เรียนรู้ในเรื่องกิจกรรมที่เกี่ยวข้องถ่ายทอดให้แก่ครูไปสู่นักเรียน เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้ฝึกหัดด้านบัญชีและการคิดคำนวณ พัฒนาโรงเรียนให้สามารถจัดการเรียนการสอนการทำบัญชีสหกรณ์ในกิจกรรมต่างๆ เช่น กิจกรรมร้านค้า เกษตร ออมทรัพย์ และโครงการอาหารกลางวัน สามารถบันทึกบัญชีของกิจกรรมสหกรณ์แต่ละผลผลิตได้ถูกต้อง นอกจากนี้ ยังให้เรียนรู้การบันทึกบัญชีต้นกล้าเศรษฐกิจพอเพียง บัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน เพื่อนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันตนเองและขยายผลไปยังผู้ปกครองและชุมชนต่อไป โดยจัดอบรม ณ สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ มีผู้เข้ารับการอบรมเป็นครูและนักเรียนผู้รับผิดชอบสหกรณ์นักเรียน แบ่งออกเป็นโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 25 โรงเรียน และโรงเรียนในสังกัดสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 2 โรงเรียน มีครูผู้รับผิดชอบกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน จำนวน 27 คน และนักเรียน จำนวน 82 คน รวมทั้งสิ้น 109 คน

 

ทั้งนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ร่วมสนองงานตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาตั้งแต่ปี 2540 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งทรงให้ความสำคัญกับการบันทึกบัญชีและส่งเสริมให้มีการบันทึกบัญชี โดยสอดแทรกในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องถ่ายทอดให้แก่ครูไปสู่นักเรียน เพื่อฝึกหัดให้เด็กและเยาวชนมีความรู้ด้านการบัญชีและการคิดคำนวณเลข ฝึกให้นักเรียนรู้จักการบริหารกิจกรรมสหกรณ์กันเอง จะได้ใช้เป็นพื้นฐานในการบริหารกิจการตนเองในอนาคต นอกจากนี้ ยังฝึกให้มีวินัยทางการเงินโดยบันทึกบัญชีรับจ่ายส่วนตัวของนักเรียนและขยายไปยังครัวเรือนและชุมชน ได้เรียนรู้การทำบัญชีรับจ่ายและบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ สำหรับโรงเรียนที่มีความพร้อมให้เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการบัญชี เพื่อขยายผลจากโรงเรียนสู่ชุมชนในพื้นที่ โดยนำข้อมูลจากการบันทึกบัญชีไปใช้ในการวางแผนและประกอบอาชีพและการดำเนินชีวิตประจำวันต่อไป

“การส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีความรู้ด้านการจัดทำบัญชี และนำไปใช้ในการบริหารกิจกรรมสหกรณ์ของโรงเรียน นอกจากสามารถเป็นพื้นฐานในการบริหารกิจการตนเองได้ในอนาคต ยังสร้างวินัยทางการเงิน ช่วยพัฒนาอุปนิสัยให้รู้จักการออม ใช้เงินอย่างคุ้มค่า มีความซื่อสัตย์ เป็นการพัฒนาสู่ความพอเพียง สู่อนาคตที่เจริญอย่างยั่งยืน” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

รายงานพิเศษ : หนุนรถตักล้อยางรวบรวมผลผลิตข้าวเปลือก ลดปัญหาขาดแคลนแรงงาน-อำนวยความสะดวกสมาชิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378065

รายงานพิเศษ : หนุนรถตักล้อยางรวบรวมผลผลิตข้าวเปลือก  ลดปัญหาขาดแคลนแรงงาน-อำนวยความสะดวกสมาชิก

รายงานพิเศษ : หนุนรถตักล้อยางรวบรวมผลผลิตข้าวเปลือก ลดปัญหาขาดแคลนแรงงาน-อำนวยความสะดวกสมาชิก

วันพุธ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“การส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าและการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรทดแทนแรงงาน” เป็นหนึ่งในโครงการตามนโยบายสำคัญ 15 เรื่องของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้โครงการไทยนิยมยั่งยืน ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ดำเนินการสนับสนุนเครื่องจักรกลทางการเกษตรให้แก่สหกรณ์ ในการลดต้นทุนการผลิตและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และเพื่อให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่สมาชิก

สหกรณ์การเกษตรไพรบึง จำกัด เป็นสหกรณ์ที่ทำธุรกิจรวบรวมข้าวเปลือกจากสมาชิกและเกษตรกรทั่วไป โดยมีโกดังขนาดใหญ่ที่สามารถรวบรวมข้าวเปลือกได้ถึง 2,000 ตัน ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมดประมาณ 3,300 ราย พื้นที่รวมประมาณ 30,000 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนาเป็นหลัก โดยปลูกข้าวนาปี พันธุ์หอมมะลิ 105

 

 

นายวันนา อินเตสะ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรไพรบึง จำกัด เล่าว่า สหกรณ์เคยมีรถตักที่เก่ามาก ใช้งานมากว่า
16 ปี จึงเสี่ยงต่อการพัง และอาจส่งผลกระทบต่อการรวบรวมผลผลิตของสมาชิก จึงได้ทำโครงการขอสนับสนุนรถตักคันใหม่ จนได้รับการพิจารณาและอนุมัติการสนับสนุนผ่านกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นเงินอุดหนุนจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 (งบกลางปี) ตามโครงการ “การส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าและการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรทดแทนแรงงาน” เพื่อจัดซื้อรถตักล้อยาง ขนาด 210 แรงม้า จำนวน 1 คัน ราคา 2,678,000 บาท สำหรับใช้เป็นเครื่องมือในการรวบรวมผลผลิตของสมาชิก

สหกรณ์การเกษตรไพรบึง จำกัด ดำเนินธุรกิจเพื่อประโยชน์ของสมาชิกเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการรวบรวมผลผลิต (ข้าวเปลือก) เพื่อการจำหน่าย รักษาเสถียรภาพของผลผลิตให้เกิดอำนาจต่อรองด้านราคา สร้างรายได้ผลตอบแทนที่ดีแก่สมาชิกและเกษตรกรทั่วไป โดยอุปกรณ์รถตักล้อยางที่จัดหามาจะได้ใช้ให้เกิดประโยชน์ สามารถขยายปริมาณรวบรวมผลผลิตได้มากขึ้น ในฤดูกาลผลิต 2561/2562 นี้ สหกรณ์ฯตั้งเป้าหมายด้านปริมาณผลผลิตที่จะสามารถรับซื้อจากเกษตรกรไปจำหน่ายให้ได้ราคาดี เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 5,500 ตัน

ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่ารถตักล้อยาง จะช่วยให้สหกรณ์ฯสามารถยกระดับการให้บริการแก่สมาชิกได้ และช่วยให้การดำเนินงานของสหกรณ์ฯเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการลดต้นทุนการผลิตและแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานได้

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์การเกษตรกันทรลักษ์’ใช้กลยุทธ์ซื้อนำตลาด หักข้าวเปลือกแทนเงินค้างชำระ สร้างแรงจูงใจสมาชิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/377801

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์การเกษตรกันทรลักษ์’ใช้กลยุทธ์ซื้อนำตลาด  หักข้าวเปลือกแทนเงินค้างชำระ สร้างแรงจูงใจสมาชิก

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์การเกษตรกันทรลักษ์’ใช้กลยุทธ์ซื้อนำตลาด หักข้าวเปลือกแทนเงินค้างชำระ สร้างแรงจูงใจสมาชิก

วันอังคาร ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร เป็นอีกโครงการหนึ่งของรัฐบาลที่ต้องการช่วยเหลือเกษตรกรและรักษาเสถียรภาพราคาข้าวปีการผลิต 2561/62 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับระบบสหกรณ์ในการรวบรวมรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร ชะลอปริมาณข้าวเปลือกบางส่วนมิให้ออกสู่ตลาดในช่วงเก็บเกี่ยว และเพื่อเก็บข้าวเปลือกไว้แปรรูป สร้างมูลค่าเพิ่มโดยการแปรรูปเป็นข้าวสาร เป็นการช่วยรักษาระดับราคาข้าวเปลือกให้มีเสถียรภาพ และทำให้เกษตรกรสามารถขายข้าวเปลือกได้ราคาที่สูงขึ้น

สหกรณ์การเกษตรกันทรลักษ์ จำกัด  จังหวัดศรีสะเกษ เป็นสหกรณ์หนึ่งที่ได้รับการสนับสนุนเงินกู้ยืมอัตราดอกเบี้ยต่ำ จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อนำไปรวบรวมข้าวเปลือกจากสมาชิกและเกษตรกรทั่วไป  โดยเริ่มเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือก ปีการผลิต 2561/2562  เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา

นางกิตติวรรณ เผ่าพันธุ์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรกันทรลักษ์ จำกัด  เล่าว่า การดำเนินธุรกิจรวบรวมข้าวเปลือกของสหกรณ์ฯ ในปีการผลิต 2561/2562 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีการผลิตที่ผ่านมา ปริมาณลดลงเนื่องจากเกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตล่าช้า และมีตัวแทนบริษัทเอกชนหลายรายได้เข้าไปรับซื้อข้าวเปลือกในพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกร ดังนั้น สหกรณ์ฯ จึงได้ปรับกลยุทธ์ด้านการตลาด เพื่อจูงใจสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปให้นำข้าวเปลือกมาจำหน่ายให้กับสหกรณ์ฯ  โดยกำหนดราคารับซื้อพิเศษ กรณีเกษตรกรทั่วไปที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรนำข้าวเปลือกมาจำหน่าย สหกรณ์ฯจะรับซื้อในราคาสูงกว่าราคาท้องตลาด ตันละ 100 บาท  ส่วนสมาชิกสหกรณ์ ทางสหกรณ์ฯจะรับซื้อในราคาสูงกว่าราคาท้องตลาด ตันละ 200 บาท และหากสมาชิกรายใดมีความประสงค์จะขายข้าวเปลือกโดยยินยอมให้หักชำระหนี้ค้างที่มีอยู่กับสหกรณ์ฯ ทางสหกรณ์ฯก็จะเพิ่มราคาให้อีกตันละ 400  บาท

สำหรับการกำหนดราคารับซื้อข้าวเปลือกนั้น สหกรณ์ฯ จะซื้อตามเปอร์เซ็นต์ความชื้นและคุณภาพข้าว ราคาต่ำสุดประมาณ 12.60 บาท/กิโลกรัม สรุปผลการดำเนินการสะสม ณ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2561 สหกรณ์ฯ สามารถรวบรวมได้ทั้งสิ้น จำนวน 2,107.48 ตัน ราคารับซื้อปัจจุบันเฉลี่ย 14.35 บาท/กิโลกรัม

ทั้งนี้ จากการปรับกลยุทธ์ด้านการตลาดดังกล่าว ส่งผลให้สมาชิกและเกษตรกรทั่วไปให้ความสนใจนำข้าวเปลือกมาจำหน่ายให้กับสหกรณ์ฯมากขึ้น ซึ่งนอกจากราคาที่เป็นธรรมและตาชั่งได้มาตรฐานแล้ว อีกเหตุผลสำคัญก็คือ สมาชิกให้ความเชื่อถือและเชื่อมั่นต่อสหกรณ์ฯ เนื่องจากสหกรณ์ฯ ได้จัดตั้งและให้บริการต่อเนื่องมายาวนานหลายสิบปี โดยไม่ได้มุ่งหวังผลกำไร แต่มุ่งช่วยเหลือสมาชิกเป็นหลัก เพื่อให้สมาชิกอยู่ได้ มีอาชีพที่มั่นคง

“อย่างไรก็ดี หากสหกรณ์ฯ ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ในการหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้ เพื่อใช้เป็นทุนในการรวบรวมผลผลิตข้าวเปลือก สหกรณ์ฯคงไม่สามารถซื้อนำตลาดเพื่อช่วยเหลือสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปให้มีรายได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งช่วยลดภาระหนี้ที่มีต่อสหกรณ์อีกด้วย” นางกิตติวรรณ กล่าว

นับได้ว่าสหกรณ์การเกษตรกันทรลักษ์ จำกัดเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ที่ประสบผลเป็นรูปธรรม สามารถพัฒนากิจการเจริญก้าวหน้าเป็นองค์กรธุรกิจที่เข้มแข็ง เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ประชาชน เป็นที่ยอมรับและสามารถเป็นที่พึ่งพาของสมาชิกได้อย่างแท้จริง

รายงานพิเศษ : กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านท่างาม สิงห์บุรี ใช้ตลาดนำการผลิตข้าวGAPมีตลาดรับซื้อแน่นอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/377079

รายงานพิเศษ : กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านท่างาม สิงห์บุรี  ใช้ตลาดนำการผลิตข้าวGAPมีตลาดรับซื้อแน่นอน

รายงานพิเศษ : กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านท่างาม สิงห์บุรี ใช้ตลาดนำการผลิตข้าวGAPมีตลาดรับซื้อแน่นอน

วันศุกร์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากกระแสในปัจจุบันความต้องการของประชากรโลกและของไทยหันมาให้ความสนใจในการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารที่มีความปลอดภัย ผ่านกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีคุณภาพได้มาตรฐานสากล ซึ่งความต้องการดังกล่าวมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มมากขึ้นในอนาคต

นายกฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล รองอธิบดีกรมการข้าว รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทยและประชากรส่วนใหญ่ของโลก ดังนั้น จึงเป็นช่องทางอันดีของชาวนาไทยที่จะพัฒนาการผลิตข้าวคุณภาพเพื่อสนองต่อความต้องการของตลาด ซึ่งกรมการข้าวส่งเสริมให้ชาวนามีการผลิตข้าวตามระบบการเกษตรที่ดี (GAP) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลเพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน ผ่านโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (นาแปลงใหญ่) มีพื้นที่ดำเนินการ 77 จังหวัด โดยในปีนี้มีเป้าหมายจำนวน 2,350 แปลง พื้นที่ 2.925 ล้านไร่ ซึ่งขณะนี้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 1,902 แปลง คิดเป็น 81% ของเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยมีเกษตรกรเข้าร่วมจำนวน 175,644 ราย พื้นที่ 2.433 ล้านไร่ แยกเป็นแปลงต่อเนื่อง 1,172 แปลง เกษตรกร 130,429 ราย พื้นที่ 1.796 ล้านไร่ และเป็นแปลงใหม่ 730 แปลง เกษตรกร 45,218 ราย พื้นที่ 636,306 ไร่

ทั้งนี้ กรมการข้าวได้จัดอบรมองค์ความรู้และวิธีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าว จำนวน 6 หลักสูตร ได้แก่ การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพและการผสมพันธุ์ การใช้บำรุงรักษาเครื่องจักรกลการเกษตร การจัดการดินและปุ๋ยในแปลงนา การบริหารจัดการศัตรูข้าว การตรวจสอบรับรอง GAP ข้าว ภาวะผู้นำ Young Smart Farmer ด้านข้าว เพื่อการผลิตข้าวที่มีประสิทธิภาพ ที่สำคัญกรมการข้าวมีเป้าหมายผลักดันให้กลุ่มนาแปลงใหญ่ต้องได้รับรองมาตรฐานข้าว GAP ครบทุกแปลง เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ครบวงจร ในการจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการรับซื้อผลผลิตข้าวคุณภาพจากกลุ่มนาแปลงใหญ่ ในราคาที่สูงขึ้นตามมาตรฐาน เน้นการใช้ตลาดนำการผลิต ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับมาตรฐานข้าวไทยได้ในคราวเดียวกัน

ด้าน นายสมเดช วิรญะ ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านท่างาม อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี กล่าวว่า กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านท่างาม ดำเนินการมาเข้าสู่ปีที่ 4 แล้ว ซึ่งถือเป็นแปลงแรกของจังหวัดสิงห์บุรี มีสมาชิกจำนวน 83 ราย พื้นที่รวม 2,120 ไร่ ด้านการผลิตสมาชิกส่วนใหญ่จะปลูกพันธุ์ข้าวหอมปทุมธานี 1 บางส่วนปลูกพันธุ์ กข แล้วแต่ตามความเหมาะสมของพื้นที่เป็นหลัก โดยกลุ่มนาแปลงใหญ่ที่นี่จะเน้นการผลิตข้าวโดยยึดหลักมาตรฐาน GAP ซึ่งขณะนี้มีสมาชิกที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP แล้วประมาณ 60 กว่าราย ในอนาคตอันใกล้ก็เชื่อมั่นว่าสมาชิกทุกรายจะผ่านการรับรองมาตรฐานแปลง GAP ครบทุกแปลง เพราะการผลิตข้าวตามมาตรฐาน GAP นอกจากเป็นการผลิตข้าวที่ปลอดภัย จากการใช้สารเคมีอย่างถูกต้อง พอเหมาะและใช้เท่าที่จำเป็น จึงมีความปลอดภัยต่อตัวเกษตรกร ผู้บริโภค และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม สิ่งที่เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนเมื่อหันมาผลิตข้าว GAP คือ ต้นทุนการผลิตลดลง เกษตรกรนำข้าวที่ปลูกมาบริโภคเองได้อย่างปลอดภัย ที่สำคัญคือ รัฐบาลได้สนับสนุนให้มีการเชื่อมโยงตลาด เกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่ที่ผลิตข้าว GAP จะมีตลาดรองรับที่แน่นอน ผ่านการทำ MOU กับโรงสีข้าวหรือผู้ประกอบการ รับซื้อข้าวตามราคาที่ตกลงกันไว้นั่นเอง

โดยกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านท่างามจะมีกฎข้อบังคับอย่างหนึ่งว่าหากมีการประชุมอะไรสมาชิกต้องมาเข้าร่วม หากพบว่าสมาชิกรายใดไม่มาประชุมหรือไม่ให้ความสนใจทางกลุ่มจะตัดออกจากความเป็นสมาชิก เนื่องจากต้องการคนที่สนใจจริงๆ เพราะทางกลุ่มจะดูแลเกษตรกรสมาชิกตั้งแต่ต้นน้ำคือตั้งแต่การปลูกข้าว จะมีกองทุนจัดซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวปลูกพันธุ์ดีมาให้เกษตรกรได้ยืมใช้ มีปุ๋ยให้ใช้ หลังเก็บเกี่ยวเกษตรกรก็จะเอาทุนมาคืน โดยคิดเป็นข้าวปลูก 1 ถังต้องคืนเงินเพิ่ม 10 บาท หรือปุ๋ย 1 ลูกก็บวกเพิ่ม 10 บาท เพื่อนำเงินสะสมเข้ากองทุนกลุ่ม เป็นต้น

“พฤติกรรมของชาวนาที่นี่เริ่มเปลี่ยนแปลงไปหลังจากเข้าสู่ระบบนาแปลงใหญ่ อย่างเช่น แต่ก่อนหากพบหนอนในแปลงนา ชาวนาก็จะไปร้านขายยาบอกว่าข้าวเป็นหนอนทางร้านก็จะจัดยามาให้ชาวนาก็ใช้ยาฆ่าหนอนเท่านั้น แต่เดี๋ยวนี้ได้รับการอบรมความรู้เกี่ยวกับการจัดการศัตรูข้าว จึงรู้ว่าควรจะใช้ยาอะไรหรือใช้ชีววิธี ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และปลอดภัยต่อตัวผู้ใช้มากขึ้น ซึ่งทางกลุ่มวางแผนไว้ว่า จะให้สมาชิกพัฒนาการผลิตข้าวให้ได้การรับรองมาตรฐาน GAP ครบ 100% ก่อนที่จะคิดพัฒนาต่อยอดไปสู่การผลิตข้าวอินทรีย์ที่มีมาตรฐานสูงขึ้นในอนาคต” ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านท่างาม กล่าวทิ้งท้าย