รายงานพิเศษ : ‘หอมมะลิไทย’พันธุ์ดีแต่ดูแลไม่ดีก็หอมน้อยลงได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379112

รายงานพิเศษ : ‘หอมมะลิไทย’พันธุ์ดีแต่ดูแลไม่ดีก็หอมน้อยลงได้

รายงานพิเศษ : ‘หอมมะลิไทย’พันธุ์ดีแต่ดูแลไม่ดีก็หอมน้อยลงได้

วันจันทร์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ข้าวหอมมะลิไทยที่มีชื่อเสียงในการส่งออกมากที่สุด คือ พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 รองลงมาคือ กข15 โดยเฉพาะนางเอกตลอดกาล คือ พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ครองความนิยมในใจของผู้บริโภคมานาน 60 ปี นับตั้งแต่ผ่านการรับรองพันธุ์ นอกจากรูปลักษณ์ที่เป็นข้าวสุกขาว นุ่มแล้ว ยังมีเสน่ห์ความหอมที่เป็นเอกลักษณ์ แม้มีพันธุ์ข้าวหอมใหม่ๆ รับรองพันธุ์ แต่ก็ยังไม่อาจเทียบเท่า ทว่าในระยะหลังปัญหาข้าวหอมมะลินั้นมักจะมีคำถามว่า “ทำไมข้าวหอมในปัจจุบันน้อยลง?” จนสาวลึกไปจนถึง “เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ใช้ปลูกมีคุณภาพดีเหมือนเดิมหรือไม่?”

ดร.กฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล อธิบดีกรมการข้าว หัวเรือใหญ่เรื่องนี้ และทำการวิจัยเกี่ยวกับคุณภาพของข้าวหอมมะลิได้ไขข้อข้องใจ ดังนี้

ประเด็นแรก คุณภาพของเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิที่ปลูกในปัจจุบัน กรมการข้าวมีงานวิจัยเรื่องความหอมข้าวขาวดอกมะลิ 105 ยืนยันแล้วว่าพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 เมล็ดพันธุ์แท้จากกรมการข้าวไม่พบว่ามีความแปรปรวนของลักษณะสรีระและทางพันธุกรรมรวมทั้งลักษณะทางการการเกษตรแต่อย่างใด และได้พิสูจน์ความหอมแล้วยังมีความหอมเหมือนเดิมไม่น้อยลง

ประเด็นที่สอง ปัญหาความหอมของข้าวที่ลดลง จากงานวิจัยที่ทำการศึกษา พบว่า คุณภาพเมล็ดทั้งทางด้านกายภาพ เคมี และความหอมของพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 และ กข15 ที่ปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือตอนบนมีความแปรปรวนโดยเฉพาะความหอม ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการในแปลงนาและการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว

นั่นเป็นเพราะพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 เป็นพันธุ์ที่ได้จากการคัดเลือกจากพันธุ์พื้นเมืองที่ปรับตัวได้ดีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือตอนบน เป็นข้าวไวต่อช่วงแสง ต้นสูง ฟางข้าวอ่อนล้มได้ง่าย ดังนั้น จึงเหมาะที่จะปลูกในพื้นที่ดินทรายมีความอุดมสมบูรณ์ของดินต่ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ในช่วงข้าวออกดอกซึ่งเป็นระยะที่ข้าวสะสมแป้งน้ำในนาจะซึมลงใต้ดิน ทำให้น้ำไม่ขังแปลง เกิดสภาวะที่เหมาะสมต่อการสร้างสารหอมระเหย 2 AP (2-Acetyl-1-Pyrroline) จึงทำให้พันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 มีความหอมมาก อีกทั้งในช่วงข้าวสะสมแป้งเป็นช่วงฤดูหนาวอากาศเย็น หากปีใดมีอากาศเย็น (อุณหภูมิ 20 – 25 องศาเซลเซียส) ในช่วงระยะเวลายาวนานจะทำให้สารหอมระเหยในข้าวจะคงอยู่ในเมล็ดข้าวได้มาก ผลผลิตข้าวปีนั้นจะหอมมากกว่าปีที่มีอากาศร้อน

แล้วเราจะมีการจัดการปลูกข้าวหอมให้มีคุณภาพและความหอมที่ดีที่สุดอย่างไร เรื่องนี้ ดร.กฤษณพงศ์มีคำตอบว่า

1.การจัดการน้ำ การระบายน้ำออกจากแปลงนาหลังระยะออกดอก 7 วัน จะทำให้การสร้างสารหอมระเหยสูงขึ้น คุณภาพการสี และคุณภาพหุงต้มรับประทานดีขึ้น

2.การจัดการธาตุอาหาร ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือ ปุ๋ยพืชสด รวมทั้งการจัดการธาตุอาหารในดิน ธาตุหลัก ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแตสเซียม และธาตุรอง ได้แก่ แคลเซียม ซัลเฟอร์ แมงกานีส และแมกนีเซียมที่เหมาะสมตามความต้องการของแต่ละชุดดินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะทำให้ข้าวสร้างสารหอมระเหยสูงขึ้น

3.การจัดการหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อช่วยรักษาความหอมให้สูง ต้องเก็บเกี่ยวข้าวในระยะพลับพลึง ในระยะ 25-30 วัน หลังออกดอก การลดความชื้นโดยการตากแดด 2 แดด หรืออบด้วยอุณหภูมิไม่เกิน 60 องศาเซลเซียส นาน 8 ชั่วโมง หรืออบที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส นาน 2 วัน

4.การจัดการเก็บรักษาข้าวสารเพื่อช่วยรักษาความหอมข้าวให้นานขึ้น โดยสภาพปกติเก็บควรเก็บข้าวสารไม่เกิน 5 เดือน หากเป็นไปได้เก็บในที่ที่สามารถควบคุมอุณหภูมิ 20-25 องศาเซลเซียส จะเก็บได้ยาวนานกว่าสภาพปกติและคงคุณภาพที่ดีกว่า

ในเรื่องนี้ ดร.กฤษณพงศ์ยังได้มอบหมายให้ศูนย์วิจัยข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวที่อยู่ในพื้นที่ได้ทำความเข้าใจกับเกษตรกรในการปลูกข้าวหอมมะลิให้ได้คุณภาพ ตั้งแต่การใช้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ จนกระทั่งถึงกระบวนการเก็บเกี่ยวซึ่งล้วนแล้วแต่มีผลต่อปัจจัยความหอมของข้าวทั้งสิ้น

ถามว่า สถานการณ์ผลิตข้าวหอมมะลิปัจจุบันนี้เอื้อต่อการรักษาคุณภาพความหอมหรือไม่ มีข้อสังเกตว่า กระบวนการผลิตข้าวในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงแตกต่างจากในอดีตหลายด้าน โดยเฉพาะการนำเครื่องเกี่ยวนวดมาใช้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากขึ้น ทำให้ข้าวที่เกี่ยวได้มีความชื้นสูงกว่าการเกี่ยวด้วยมือและตากให้แห้งก่อนนำเข้าโรงสี ในขณะที่ข้าวที่ได้จากเครื่องเกี่ยวนวดจะต้องนำไปลดความชื้นอย่างถูกต้องและรวดเร็วจึงจะทำให้คุณภาพที่ดีได้มาตรฐานดังนั้น ความหอมของข้าวหอมมะลิในปัจจุบันต้องผ่านขบวนการอบลดความชื้น จึงทำให้มีโอกาสที่จะมีแนวโน้มทำให้ความหอมน้อยลงไปจากขบวนการผลิตข้าวแบบดั้งเดิม

รายงานพิเศษ : ผนึกกำลัง 3 องค์กรใหญ่ ยกระดับสินค้าสหกรณ์ สะท้อนอัตลักษณ์ชุมชนด้วยเทคโนโลยี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378622

รายงานพิเศษ : ผนึกกำลัง 3 องค์กรใหญ่ ยกระดับสินค้าสหกรณ์ สะท้อนอัตลักษณ์ชุมชนด้วยเทคโนโลยี

รายงานพิเศษ : ผนึกกำลัง 3 องค์กรใหญ่ ยกระดับสินค้าสหกรณ์ สะท้อนอัตลักษณ์ชุมชนด้วยเทคโนโลยี

วันศุกร์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หลังจากเปิดตัวโครงการ “ไมซ์เพื่อชุมชน” และมีสหกรณ์นำร่องที่มีศักยภาพรองรับอุตสาหกรรมไมซ์ จำนวน 35 แห่ง ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์และสำนักงานส่งเสริมการประชุมและนิทรรศการ (องค์กรมหาชน) หรือ TCEB เพื่อพัฒนาสหกรณ์ให้เป็นแหล่งศึกษาดูงานที่มีเสน่ห์ แต่ในด้านความแตกต่าง ความโดนใจผู้บริโภค หรือความสามารถในการสื่อสารที่ชัดเจนของผลิตภัณฑ์อาจจะยังไม่ตอบโจทย์ในมิติของการเป็นแหล่งศึกษาดูงาน ผลิตภัณฑ์สหกรณ์จึงจำเป็นต้องพัฒนาต่อยอดทั้งการพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สามารถสะท้อนอัตลักษณ์ของสหกรณ์และชุมชนให้มีจุดขายด้านผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมือนใครเพื่อสร้างความประทับใจให้กับผู้เยี่ยมชมศึกษาดูงาน

ดังนั้น กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จัดโครงการ “โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการการพัฒนาสินค้าสหกรณ์สะท้อนอัตลักษณ์ชุมชนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม” พัฒนาและปรับปรุงกระบวนการคิด การออกแบบ และการผลิตสินค้าและบรรจุภัณฑ์ของสหกรณ์ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้โดดเด่น มีอัตลักษณ์สอดคล้องกับวิถีชุมชนสหกรณ์ให้เป็นที่น่าจดจำขึ้น

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้ เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ต้องการต่อยอดสินค้าเกษตรของพี่น้องสมาชิกสหกรณ์ ในส่วนที่ผลิตสินค้าออกมาแล้วก็เจอปัญหามาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตลาด คุณภาพ ราคา เราได้หาหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องเพื่อยกระดับต่อยอดสินค้าโดยให้สหกรณ์เป็นตัวกลาง ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์จาก วว. ได้เข้ามาช่วยในการที่จะให้สหกรณ์ภาคการเกษตรที่เข้ามาศึกษาดูงานในเรื่องของการพัฒนาสินค้า ผลิตภัณฑ์ และออกแบบบรรจุภัณฑ์ หลังจากนี้ไปคาดหวังว่าสหกรณ์การเกษตรจะเข้าไปดูแลจัดการสินค้า ยกระดับการแปรรูปสินค้า การเพิ่มมูลค่าสินค้า ให้กับพี่น้องสมาชิกสหกรณ์ และหวังว่าในแต่ละอำเภอหรือตำบลหรือชุมชน สินค้าสหกรณ์จะมีอัตลักษณ์ในแต่ละแห่ง ในการดำเนินการครั้งนี้เรามี TCEB มาช่วยส่งเสริมและพัฒนาการขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจ โดยเราจะดึงผู้ที่เข้าร่วมประชุมของ TCEB เข้าไปในสหกรณ์ภาคการเกษตรในการจัดประชุมหรือว่าซื้อสินค้าและรับรู้สินค้าของชุมชนและสหกรณ์ ซึ่งในวันนี้เราทำผนวกพร้อมกันไป 2 รายการ

สำหรับโครงการดังกล่าว จะมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจาก วว. TCEB และวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาอัตลักษณ์สินค้าและบรรจุภัณฑ์ เข้ามาให้ความรู้และฝึกปฏิบัติ Workshop รวมถึงศึกษาดูงานและวิเคราะห์กิจกรรมเชิงสร้างสรรค์เพื่อเตรียมเป็นแหล่งศึกษาดูงานที่สหกรณ์นำร่อง “ไมซ์เพื่อชุมชน” ซึ่งคาดว่าตัวแทนสหกรณ์จะได้รับคำปรึกษาและพัฒนากระบวนการคิด การออกแบบ การผลิตสินค้าและบรรจุภัณฑ์ให้โดดเด่นสอดคล้องกับอัตลักษณ์ของสหกรณ์และวิถีชุมชนสามารถเพิ่มมูลค่าทางสังคมและทางเศรษฐกิจได้ และนำความรู้ไปเป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมเพื่อเป็นแหล่งศึกษาดูงานทั้งด้านผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของสหกรณ์หรือชุมชน สามารถสร้างความประทับใจในการมาศึกษาดูงานที่สหกรณ์ จนเกิดการบอกต่อและเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป

อย่างไรก็ตาม อยากให้ตัวแทนสหกรณ์การเกษตรที่เข้ามาดูงานในครั้งนี้กลับไปดูว่ามีสินค้าอะไรบ้างที่สามารถสร้างรายได้ให้กับสมาชิก และจะพัฒนาต่อยอดสินค้าให้เพิ่มมูลค่าได้อย่างไร วันนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์อยากจะเห็นสหกรณ์ต่างๆ เข้ามาขับเคลื่อนในการผลิตและการสร้างรายได้ ถ้าเราผลิตตามความต้องการของตลาดและให้สหกรณ์มายกระดับราคาสินค้าและหาตลาด เชื่อว่าในวันนั้นการผลิตสินค้าเกษตรจะของพี่น้องสมาชิกจะดีขึ้น

ด้าน นายสายันต์ ตันพานิช รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศ (วว.) กล่าวว่า โดยปกติแล้ว วว. คือผู้ผลิตเทคโนโลยีรวมถึงการพัฒนาคุณภาพผลิตผลและการรับรองคุณภาพ เมื่อ วว. ลงพื้นที่ไปถ่ายทอดเทคโนโลยี เราจะใช้วิธีค้นหาผู้ประกอบการเอง ในความร่วมมือวันนี้เป็นอีกก้าวหนึ่งถือเป็นก้าวกระโดดในการพัฒนาผู้ประกอบการ เนื่องจากสหกรณ์การเกษตรมีความเข้มแข็งอยู่แล้ว แต่อาจจะขาดในเรื่องของเทคโนโลยีบางส่วนที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานและให้มีความน่าเชื่อถือและน่าซื้อยิ่งขึ้นและคิดว่าการร่วมมือทั้ง 3 ฝ่าย ในครั้งนี้เป็นความร่วมมือที่ดี เนื่องจากสหกรณ์เป็นกลุ่มที่เข้มแข็ง วว. มีเทคโนโลยี และมี TCEB เป็นผู้ดูแลด้านการตลาด ซึ่งจะพัฒนาสหกรณ์ เกษตรกร หรือผู้ประกอบการภายใต้สหกรณ์ให้ก้าวกระโดด พร้อมกับเป็นการพัฒนาประเทศในที่สุด

โครงการดังกล่าว นับว่าเป็นความร่วมมือที่สามารถต่อยอดสินค้า สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ให้มีมาตรฐานยิ่งขึ้น รวมถึงยกระดับคุณภาพชีวิตของสมาชิกสหกรณ์ได้อย่างแท้จริง

รายงานพิเศษ : ‘กรมตรวจบัญชีสหกรณ์’หนุนเยาวชน เรียนรู้การทำบัญชีผ่านกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378301

รายงานพิเศษ : ‘กรมตรวจบัญชีสหกรณ์’หนุนเยาวชน  เรียนรู้การทำบัญชีผ่านกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน

รายงานพิเศษ : ‘กรมตรวจบัญชีสหกรณ์’หนุนเยาวชน เรียนรู้การทำบัญชีผ่านกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จัดอบรม หลักสูตร “การจัดทำบัญชี กิจกรรมสหกรณ์นักเรียน ปี 2562” ตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการอบรมได้ทราบถึงพระราชดำริ และการสนองงานเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน ในโครงการตามพระราชดำริ ปลูกฝังเยาวชนให้ตระหนักถึงการจดบันทึกบัญชีเป็นประจำ จะทำให้รู้รายรับ รายจ่าย และเงินออม ซึ่งเป็นการสร้างวินัยทางการเงินกับตัวเองและครอบครัวรวมถึงขยายเครือข่ายไปยังผู้ปกครองและชุมชน ให้สามารถนำข้อมูลทางบัญชีไปใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างมีภูมิคุ้มกัน

 

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ โดยสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์กรุงเทพมหานคร ได้จัดทำโครงการอบรมหลักสูตร “การจัดทำบัญชีกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน ปี 2562” ตาม
พระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อให้ผู้เข้าอบรมได้ทราบถึงพระราชดำริและการสนองงาน เกี่ยวกับแนวทางการดำเนินกิจกรรมสหกรณ์นักเรียนในโครงการตามพระราชดำริ ตลอดจนการจัดทำรายงานทางการเงินและการนำข้อมูลทางการเงินไปใช้ในการบริหารจัดการกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน รวมทั้งนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันของตนเองและครอบครัว โดยได้ร่วมบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ โรงเรียนในโครงการพระราชดำริ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน และกรมประมง เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ โดยส่งเสริมให้ครูและนักเรียนผู้รับผิดชอบกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน ได้มีความรู้และเข้าใจในเรื่องหลักการสหกรณ์ เรียนรู้ในเรื่องกิจกรรมที่เกี่ยวข้องถ่ายทอดให้แก่ครูไปสู่นักเรียน เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้ฝึกหัดด้านบัญชีและการคิดคำนวณ พัฒนาโรงเรียนให้สามารถจัดการเรียนการสอนการทำบัญชีสหกรณ์ในกิจกรรมต่างๆ เช่น กิจกรรมร้านค้า เกษตร ออมทรัพย์ และโครงการอาหารกลางวัน สามารถบันทึกบัญชีของกิจกรรมสหกรณ์แต่ละผลผลิตได้ถูกต้อง นอกจากนี้ ยังให้เรียนรู้การบันทึกบัญชีต้นกล้าเศรษฐกิจพอเพียง บัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน เพื่อนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันตนเองและขยายผลไปยังผู้ปกครองและชุมชนต่อไป โดยจัดอบรม ณ สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ มีผู้เข้ารับการอบรมเป็นครูและนักเรียนผู้รับผิดชอบสหกรณ์นักเรียน แบ่งออกเป็นโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 25 โรงเรียน และโรงเรียนในสังกัดสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 2 โรงเรียน มีครูผู้รับผิดชอบกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน จำนวน 27 คน และนักเรียน จำนวน 82 คน รวมทั้งสิ้น 109 คน

 

ทั้งนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ร่วมสนองงานตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาตั้งแต่ปี 2540 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งทรงให้ความสำคัญกับการบันทึกบัญชีและส่งเสริมให้มีการบันทึกบัญชี โดยสอดแทรกในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องถ่ายทอดให้แก่ครูไปสู่นักเรียน เพื่อฝึกหัดให้เด็กและเยาวชนมีความรู้ด้านการบัญชีและการคิดคำนวณเลข ฝึกให้นักเรียนรู้จักการบริหารกิจกรรมสหกรณ์กันเอง จะได้ใช้เป็นพื้นฐานในการบริหารกิจการตนเองในอนาคต นอกจากนี้ ยังฝึกให้มีวินัยทางการเงินโดยบันทึกบัญชีรับจ่ายส่วนตัวของนักเรียนและขยายไปยังครัวเรือนและชุมชน ได้เรียนรู้การทำบัญชีรับจ่ายและบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ สำหรับโรงเรียนที่มีความพร้อมให้เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการบัญชี เพื่อขยายผลจากโรงเรียนสู่ชุมชนในพื้นที่ โดยนำข้อมูลจากการบันทึกบัญชีไปใช้ในการวางแผนและประกอบอาชีพและการดำเนินชีวิตประจำวันต่อไป

“การส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีความรู้ด้านการจัดทำบัญชี และนำไปใช้ในการบริหารกิจกรรมสหกรณ์ของโรงเรียน นอกจากสามารถเป็นพื้นฐานในการบริหารกิจการตนเองได้ในอนาคต ยังสร้างวินัยทางการเงิน ช่วยพัฒนาอุปนิสัยให้รู้จักการออม ใช้เงินอย่างคุ้มค่า มีความซื่อสัตย์ เป็นการพัฒนาสู่ความพอเพียง สู่อนาคตที่เจริญอย่างยั่งยืน” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

รายงานพิเศษ : หนุนรถตักล้อยางรวบรวมผลผลิตข้าวเปลือก ลดปัญหาขาดแคลนแรงงาน-อำนวยความสะดวกสมาชิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378065

รายงานพิเศษ : หนุนรถตักล้อยางรวบรวมผลผลิตข้าวเปลือก  ลดปัญหาขาดแคลนแรงงาน-อำนวยความสะดวกสมาชิก

รายงานพิเศษ : หนุนรถตักล้อยางรวบรวมผลผลิตข้าวเปลือก ลดปัญหาขาดแคลนแรงงาน-อำนวยความสะดวกสมาชิก

วันพุธ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“การส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าและการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรทดแทนแรงงาน” เป็นหนึ่งในโครงการตามนโยบายสำคัญ 15 เรื่องของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้โครงการไทยนิยมยั่งยืน ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ดำเนินการสนับสนุนเครื่องจักรกลทางการเกษตรให้แก่สหกรณ์ ในการลดต้นทุนการผลิตและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และเพื่อให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่สมาชิก

สหกรณ์การเกษตรไพรบึง จำกัด เป็นสหกรณ์ที่ทำธุรกิจรวบรวมข้าวเปลือกจากสมาชิกและเกษตรกรทั่วไป โดยมีโกดังขนาดใหญ่ที่สามารถรวบรวมข้าวเปลือกได้ถึง 2,000 ตัน ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมดประมาณ 3,300 ราย พื้นที่รวมประมาณ 30,000 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนาเป็นหลัก โดยปลูกข้าวนาปี พันธุ์หอมมะลิ 105

 

 

นายวันนา อินเตสะ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรไพรบึง จำกัด เล่าว่า สหกรณ์เคยมีรถตักที่เก่ามาก ใช้งานมากว่า
16 ปี จึงเสี่ยงต่อการพัง และอาจส่งผลกระทบต่อการรวบรวมผลผลิตของสมาชิก จึงได้ทำโครงการขอสนับสนุนรถตักคันใหม่ จนได้รับการพิจารณาและอนุมัติการสนับสนุนผ่านกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นเงินอุดหนุนจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 (งบกลางปี) ตามโครงการ “การส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าและการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรทดแทนแรงงาน” เพื่อจัดซื้อรถตักล้อยาง ขนาด 210 แรงม้า จำนวน 1 คัน ราคา 2,678,000 บาท สำหรับใช้เป็นเครื่องมือในการรวบรวมผลผลิตของสมาชิก

สหกรณ์การเกษตรไพรบึง จำกัด ดำเนินธุรกิจเพื่อประโยชน์ของสมาชิกเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการรวบรวมผลผลิต (ข้าวเปลือก) เพื่อการจำหน่าย รักษาเสถียรภาพของผลผลิตให้เกิดอำนาจต่อรองด้านราคา สร้างรายได้ผลตอบแทนที่ดีแก่สมาชิกและเกษตรกรทั่วไป โดยอุปกรณ์รถตักล้อยางที่จัดหามาจะได้ใช้ให้เกิดประโยชน์ สามารถขยายปริมาณรวบรวมผลผลิตได้มากขึ้น ในฤดูกาลผลิต 2561/2562 นี้ สหกรณ์ฯตั้งเป้าหมายด้านปริมาณผลผลิตที่จะสามารถรับซื้อจากเกษตรกรไปจำหน่ายให้ได้ราคาดี เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 5,500 ตัน

ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่ารถตักล้อยาง จะช่วยให้สหกรณ์ฯสามารถยกระดับการให้บริการแก่สมาชิกได้ และช่วยให้การดำเนินงานของสหกรณ์ฯเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการลดต้นทุนการผลิตและแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานได้

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์การเกษตรกันทรลักษ์’ใช้กลยุทธ์ซื้อนำตลาด หักข้าวเปลือกแทนเงินค้างชำระ สร้างแรงจูงใจสมาชิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/377801

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์การเกษตรกันทรลักษ์’ใช้กลยุทธ์ซื้อนำตลาด  หักข้าวเปลือกแทนเงินค้างชำระ สร้างแรงจูงใจสมาชิก

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์การเกษตรกันทรลักษ์’ใช้กลยุทธ์ซื้อนำตลาด หักข้าวเปลือกแทนเงินค้างชำระ สร้างแรงจูงใจสมาชิก

วันอังคาร ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร เป็นอีกโครงการหนึ่งของรัฐบาลที่ต้องการช่วยเหลือเกษตรกรและรักษาเสถียรภาพราคาข้าวปีการผลิต 2561/62 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับระบบสหกรณ์ในการรวบรวมรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร ชะลอปริมาณข้าวเปลือกบางส่วนมิให้ออกสู่ตลาดในช่วงเก็บเกี่ยว และเพื่อเก็บข้าวเปลือกไว้แปรรูป สร้างมูลค่าเพิ่มโดยการแปรรูปเป็นข้าวสาร เป็นการช่วยรักษาระดับราคาข้าวเปลือกให้มีเสถียรภาพ และทำให้เกษตรกรสามารถขายข้าวเปลือกได้ราคาที่สูงขึ้น

สหกรณ์การเกษตรกันทรลักษ์ จำกัด  จังหวัดศรีสะเกษ เป็นสหกรณ์หนึ่งที่ได้รับการสนับสนุนเงินกู้ยืมอัตราดอกเบี้ยต่ำ จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อนำไปรวบรวมข้าวเปลือกจากสมาชิกและเกษตรกรทั่วไป  โดยเริ่มเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือก ปีการผลิต 2561/2562  เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา

นางกิตติวรรณ เผ่าพันธุ์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรกันทรลักษ์ จำกัด  เล่าว่า การดำเนินธุรกิจรวบรวมข้าวเปลือกของสหกรณ์ฯ ในปีการผลิต 2561/2562 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีการผลิตที่ผ่านมา ปริมาณลดลงเนื่องจากเกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตล่าช้า และมีตัวแทนบริษัทเอกชนหลายรายได้เข้าไปรับซื้อข้าวเปลือกในพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกร ดังนั้น สหกรณ์ฯ จึงได้ปรับกลยุทธ์ด้านการตลาด เพื่อจูงใจสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปให้นำข้าวเปลือกมาจำหน่ายให้กับสหกรณ์ฯ  โดยกำหนดราคารับซื้อพิเศษ กรณีเกษตรกรทั่วไปที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรนำข้าวเปลือกมาจำหน่าย สหกรณ์ฯจะรับซื้อในราคาสูงกว่าราคาท้องตลาด ตันละ 100 บาท  ส่วนสมาชิกสหกรณ์ ทางสหกรณ์ฯจะรับซื้อในราคาสูงกว่าราคาท้องตลาด ตันละ 200 บาท และหากสมาชิกรายใดมีความประสงค์จะขายข้าวเปลือกโดยยินยอมให้หักชำระหนี้ค้างที่มีอยู่กับสหกรณ์ฯ ทางสหกรณ์ฯก็จะเพิ่มราคาให้อีกตันละ 400  บาท

สำหรับการกำหนดราคารับซื้อข้าวเปลือกนั้น สหกรณ์ฯ จะซื้อตามเปอร์เซ็นต์ความชื้นและคุณภาพข้าว ราคาต่ำสุดประมาณ 12.60 บาท/กิโลกรัม สรุปผลการดำเนินการสะสม ณ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2561 สหกรณ์ฯ สามารถรวบรวมได้ทั้งสิ้น จำนวน 2,107.48 ตัน ราคารับซื้อปัจจุบันเฉลี่ย 14.35 บาท/กิโลกรัม

ทั้งนี้ จากการปรับกลยุทธ์ด้านการตลาดดังกล่าว ส่งผลให้สมาชิกและเกษตรกรทั่วไปให้ความสนใจนำข้าวเปลือกมาจำหน่ายให้กับสหกรณ์ฯมากขึ้น ซึ่งนอกจากราคาที่เป็นธรรมและตาชั่งได้มาตรฐานแล้ว อีกเหตุผลสำคัญก็คือ สมาชิกให้ความเชื่อถือและเชื่อมั่นต่อสหกรณ์ฯ เนื่องจากสหกรณ์ฯ ได้จัดตั้งและให้บริการต่อเนื่องมายาวนานหลายสิบปี โดยไม่ได้มุ่งหวังผลกำไร แต่มุ่งช่วยเหลือสมาชิกเป็นหลัก เพื่อให้สมาชิกอยู่ได้ มีอาชีพที่มั่นคง

“อย่างไรก็ดี หากสหกรณ์ฯ ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ในการหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้ เพื่อใช้เป็นทุนในการรวบรวมผลผลิตข้าวเปลือก สหกรณ์ฯคงไม่สามารถซื้อนำตลาดเพื่อช่วยเหลือสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปให้มีรายได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งช่วยลดภาระหนี้ที่มีต่อสหกรณ์อีกด้วย” นางกิตติวรรณ กล่าว

นับได้ว่าสหกรณ์การเกษตรกันทรลักษ์ จำกัดเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ที่ประสบผลเป็นรูปธรรม สามารถพัฒนากิจการเจริญก้าวหน้าเป็นองค์กรธุรกิจที่เข้มแข็ง เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ประชาชน เป็นที่ยอมรับและสามารถเป็นที่พึ่งพาของสมาชิกได้อย่างแท้จริง

รายงานพิเศษ : กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านท่างาม สิงห์บุรี ใช้ตลาดนำการผลิตข้าวGAPมีตลาดรับซื้อแน่นอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/377079

รายงานพิเศษ : กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านท่างาม สิงห์บุรี  ใช้ตลาดนำการผลิตข้าวGAPมีตลาดรับซื้อแน่นอน

รายงานพิเศษ : กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านท่างาม สิงห์บุรี ใช้ตลาดนำการผลิตข้าวGAPมีตลาดรับซื้อแน่นอน

วันศุกร์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากกระแสในปัจจุบันความต้องการของประชากรโลกและของไทยหันมาให้ความสนใจในการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารที่มีความปลอดภัย ผ่านกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีคุณภาพได้มาตรฐานสากล ซึ่งความต้องการดังกล่าวมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มมากขึ้นในอนาคต

นายกฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล รองอธิบดีกรมการข้าว รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทยและประชากรส่วนใหญ่ของโลก ดังนั้น จึงเป็นช่องทางอันดีของชาวนาไทยที่จะพัฒนาการผลิตข้าวคุณภาพเพื่อสนองต่อความต้องการของตลาด ซึ่งกรมการข้าวส่งเสริมให้ชาวนามีการผลิตข้าวตามระบบการเกษตรที่ดี (GAP) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลเพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน ผ่านโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (นาแปลงใหญ่) มีพื้นที่ดำเนินการ 77 จังหวัด โดยในปีนี้มีเป้าหมายจำนวน 2,350 แปลง พื้นที่ 2.925 ล้านไร่ ซึ่งขณะนี้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 1,902 แปลง คิดเป็น 81% ของเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยมีเกษตรกรเข้าร่วมจำนวน 175,644 ราย พื้นที่ 2.433 ล้านไร่ แยกเป็นแปลงต่อเนื่อง 1,172 แปลง เกษตรกร 130,429 ราย พื้นที่ 1.796 ล้านไร่ และเป็นแปลงใหม่ 730 แปลง เกษตรกร 45,218 ราย พื้นที่ 636,306 ไร่

ทั้งนี้ กรมการข้าวได้จัดอบรมองค์ความรู้และวิธีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าว จำนวน 6 หลักสูตร ได้แก่ การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพและการผสมพันธุ์ การใช้บำรุงรักษาเครื่องจักรกลการเกษตร การจัดการดินและปุ๋ยในแปลงนา การบริหารจัดการศัตรูข้าว การตรวจสอบรับรอง GAP ข้าว ภาวะผู้นำ Young Smart Farmer ด้านข้าว เพื่อการผลิตข้าวที่มีประสิทธิภาพ ที่สำคัญกรมการข้าวมีเป้าหมายผลักดันให้กลุ่มนาแปลงใหญ่ต้องได้รับรองมาตรฐานข้าว GAP ครบทุกแปลง เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ครบวงจร ในการจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการรับซื้อผลผลิตข้าวคุณภาพจากกลุ่มนาแปลงใหญ่ ในราคาที่สูงขึ้นตามมาตรฐาน เน้นการใช้ตลาดนำการผลิต ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับมาตรฐานข้าวไทยได้ในคราวเดียวกัน

ด้าน นายสมเดช วิรญะ ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านท่างาม อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี กล่าวว่า กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านท่างาม ดำเนินการมาเข้าสู่ปีที่ 4 แล้ว ซึ่งถือเป็นแปลงแรกของจังหวัดสิงห์บุรี มีสมาชิกจำนวน 83 ราย พื้นที่รวม 2,120 ไร่ ด้านการผลิตสมาชิกส่วนใหญ่จะปลูกพันธุ์ข้าวหอมปทุมธานี 1 บางส่วนปลูกพันธุ์ กข แล้วแต่ตามความเหมาะสมของพื้นที่เป็นหลัก โดยกลุ่มนาแปลงใหญ่ที่นี่จะเน้นการผลิตข้าวโดยยึดหลักมาตรฐาน GAP ซึ่งขณะนี้มีสมาชิกที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP แล้วประมาณ 60 กว่าราย ในอนาคตอันใกล้ก็เชื่อมั่นว่าสมาชิกทุกรายจะผ่านการรับรองมาตรฐานแปลง GAP ครบทุกแปลง เพราะการผลิตข้าวตามมาตรฐาน GAP นอกจากเป็นการผลิตข้าวที่ปลอดภัย จากการใช้สารเคมีอย่างถูกต้อง พอเหมาะและใช้เท่าที่จำเป็น จึงมีความปลอดภัยต่อตัวเกษตรกร ผู้บริโภค และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม สิ่งที่เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนเมื่อหันมาผลิตข้าว GAP คือ ต้นทุนการผลิตลดลง เกษตรกรนำข้าวที่ปลูกมาบริโภคเองได้อย่างปลอดภัย ที่สำคัญคือ รัฐบาลได้สนับสนุนให้มีการเชื่อมโยงตลาด เกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่ที่ผลิตข้าว GAP จะมีตลาดรองรับที่แน่นอน ผ่านการทำ MOU กับโรงสีข้าวหรือผู้ประกอบการ รับซื้อข้าวตามราคาที่ตกลงกันไว้นั่นเอง

โดยกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านท่างามจะมีกฎข้อบังคับอย่างหนึ่งว่าหากมีการประชุมอะไรสมาชิกต้องมาเข้าร่วม หากพบว่าสมาชิกรายใดไม่มาประชุมหรือไม่ให้ความสนใจทางกลุ่มจะตัดออกจากความเป็นสมาชิก เนื่องจากต้องการคนที่สนใจจริงๆ เพราะทางกลุ่มจะดูแลเกษตรกรสมาชิกตั้งแต่ต้นน้ำคือตั้งแต่การปลูกข้าว จะมีกองทุนจัดซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวปลูกพันธุ์ดีมาให้เกษตรกรได้ยืมใช้ มีปุ๋ยให้ใช้ หลังเก็บเกี่ยวเกษตรกรก็จะเอาทุนมาคืน โดยคิดเป็นข้าวปลูก 1 ถังต้องคืนเงินเพิ่ม 10 บาท หรือปุ๋ย 1 ลูกก็บวกเพิ่ม 10 บาท เพื่อนำเงินสะสมเข้ากองทุนกลุ่ม เป็นต้น

“พฤติกรรมของชาวนาที่นี่เริ่มเปลี่ยนแปลงไปหลังจากเข้าสู่ระบบนาแปลงใหญ่ อย่างเช่น แต่ก่อนหากพบหนอนในแปลงนา ชาวนาก็จะไปร้านขายยาบอกว่าข้าวเป็นหนอนทางร้านก็จะจัดยามาให้ชาวนาก็ใช้ยาฆ่าหนอนเท่านั้น แต่เดี๋ยวนี้ได้รับการอบรมความรู้เกี่ยวกับการจัดการศัตรูข้าว จึงรู้ว่าควรจะใช้ยาอะไรหรือใช้ชีววิธี ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และปลอดภัยต่อตัวผู้ใช้มากขึ้น ซึ่งทางกลุ่มวางแผนไว้ว่า จะให้สมาชิกพัฒนาการผลิตข้าวให้ได้การรับรองมาตรฐาน GAP ครบ 100% ก่อนที่จะคิดพัฒนาต่อยอดไปสู่การผลิตข้าวอินทรีย์ที่มีมาตรฐานสูงขึ้นในอนาคต” ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านท่างาม กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : เกาะติดแผนบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง2561/62 กรมชลประทานมั่นใจ..เอาอยู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376191

รายงานพิเศษ : เกาะติดแผนบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง2561/62  กรมชลประทานมั่นใจ..เอาอยู่

รายงานพิเศษ : เกาะติดแผนบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง2561/62 กรมชลประทานมั่นใจ..เอาอยู่

วันจันทร์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ในปีนี้กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ประกาศประเทศไทยเข้าสู่ฤดูหนาว ตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม ทำให้ปริมาณและการกระจายของฝนบริเวณตอนบนของประเทศ ลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ปริมาณน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่และกลางค่อนข้างดี โดยเฉพาะเขื่อนขนาดใหญ่ มีปริมาณน้ำเฉลี่ยกว่าร้อยละ 81 ของปริมาณการกักเก็บ และไม่มีเขื่อนขนาดใหญ่ไหนเลยที่มีปริมาณน้อยกว่าร้อยละ 30

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 ซึ่งเริ่มแผนการจัดสรรน้ำในฤดูแล้งปี 2561/2562 เขื่อนขนาดใหญ่มีปริมาณน้ำ รวมกัน 57,743 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 81 โดยเป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 34,201 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 72 ใกล้เคียงกับปี 2560/2561

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของภาคใต้ขณะนี้ยังคงมีฝนตกกระจายทั่วพื้นที่ ทำมีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้สั่งการให้สำนักงานชลประทานพื้นที่ภาคใต้ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและให้พิจารณาบริหารจัดการน้ำในเขื่อนให้อยู่ในเกณฑ์เก็บกักหรือต่ำกว่าร้อยละ 80 ของความจุ เพื่อรองรับปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ พร้อมกำหนดจุดเฝ้าระวังเสี่ยงภัยน้ำท่วมตั้งแต่ จ.เพชรบุรี ลงไป 75 จุด โดยมีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ ประจำพื้นที่ไว้แล้ว

 

ส่วนในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะนี้เริ่มใช้แผนการจัดสรรน้ำในฤดูแล้งแล้ว กรมชลประทาน ได้วางแผนให้เขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลาง มีปริมาณน้ำเก็บกักน้อยกว่าร้อยละ 30 ให้พิจารณาจัดสรรน้ำ เฉพาะเพื่อการอุปโภค–บริโภค รักษาระบบนิเวศ และสำรองน้ำไว้ใช้สำหรับต้นฤดูฝนปี 2562 เป็นสำคัญ ขณะนี้มีเขื่อนขนาดกลางที่ที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 จำนวน 30 แห่ง ส่วนเขื่อนขนาดใหญ่ไม่มีปริมาณน้ำต่ำกว่าร้อยละ 30 แม้แต่แห่งเดียว มีเฉพาะเขื่อนขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำระหว่างร้อยละ 30-60 ของความจุจำนวน 9 แห่ง คือ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนแม่มอก เขื่อนห้วยหลวง เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนมูลบน เขื่อนลำนางรอง เขื่อนทับเสลา และเขื่อนกระเสียว

สำหรับเขื่อนขนาดใหญ่ที่มีน้ำค่อนข้างดี มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80 มี 16 แห่ง แบ่งเป็น ภาคเหนือ 4 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแม่งัด เขื่อนกิ่วลม และ เขื่อนกิ่วคอหมา ภาคอีสาน 2 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนลำตะคอง และ เขื่อนน้ำอูน ภาคตะวันตก 2 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนศรีนครินทร์ และ เขื่อนวชิราลงกรณ ภาคตะวันออก 5 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนหนองปลาไหล เขื่อนคลองสียัด เขื่อนขุนด่านปราการชล เขื่อนประแสร์ และ เขื่อนนฤบดินทรจินดา ภาคใต้ 3 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนแก่งกระจาน เขื่อนปราณบุรี และ เขื่อนรัชชประภา

ทั้งนี้เขื่อนที่จะสามารถจัดสรรน้ำเพื่อปลูกพืชฤดูแล้ง โดยเฉพาะการทำนาปรังได้ จะต้องมีปริมาณน้ำตั้งแต่ร้อยละ 50
ขึ้นไป แต่จะไม่มีการจัดสรรน้ำเพื่อทำนาปรังรอบที่ 2 อย่างเด็ดขาด ส่วนเขื่อนที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าร้อยละ 50 งดทำนาปรัง

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ในการบริหารจัดการเขื่อนที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าร้อยละ 50 กรมชลประทาน จะใช้แนวทางเขื่อนกระเสียวโมเดล ที่เคยประสบผลสำเร็จมาแล้วในการบริหารจัดการน้ำฤดูกาลปี 2558/59 ที่มีน้ำในเขื่อนมีปริมาณน้อยเช่นเดียวกับปีนี้ แต่ กรมชลประทาน ร่วมกับ คณะกรรมการ JMC เขื่อนกระเสียว ใช้แนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชน มาร่วมกันวางแผนแก้ปัญหา จนสามารถบริหารจัดการน้ำให้รอดพ้นวิกฤติขาดแคลนน้ำในครั้งนั้นมาได้

“แผนการจัดสรรน้ำดังกล่าว คณะกรรมการ JMC ของเขื่อนกระเสียว จะพิจารณาตามความเหมาะสมและสถานการณ์จริง ซึ่งจะมีการควบคุมการใช้น้ำอย่างรัดกุมเคร่งครัดตามแผนที่วางไว้ ไม่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยปริมาณน้ำที่มีอยู่จะเพียงพอสำหรับใช้ในการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศ ซึ่งกรมชลประทานจะขยายผลการบริหารจัดการน้ำของเขื่อนกระเสียว ไปใช้ในการบริหารจัดการน้ำในเขื่อน 6 แห่ง ที่มีปริมาณน้ำน้อย ให้สามารถผ่านพ้นวิกฤติขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งปีนี้
และมีน้ำสำรองสำหรับการทำการเกษตรในช่วงต้นฤดูฝนปีหน้า” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

 

สำหรับสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลัก คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ รวมกันถึง 12,420 ล้าน ลบ.ม. ส่วนลุ่มน้ำแม่กลอง 2 เขื่อนหลัก คือ เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ มีน้ำใช้การได้ 10,958 ล้าน ลบ.ม. สามารถจัดสรรเพื่อน้ำอุปโภค บริโภค รักษาระบบนิเวศ การเกษตรต่อเนื่อง รวมทั้งมีเหลือสำรองไว้ใช้ในช่วงเริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูกปี 2562

นอกจากนี้กรมชลประทานยังได้วางมาตรการช่วยเหลือพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำ ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่นอกเขตชลประทานไว้แล้ว โดยได้เตรียมเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่จำนวน 1,851 เครื่อง อยู่ในพื้นที่ 1,151 เครื่อง และ ส่วนกลางอีก 700 เครื่อง พร้อมทั้งรถบรรทุกน้ำจำนวน 200 คัน กระจายอยู่ตามโครงการชลประทานต่างๆ 150 คัน อีก 50 คัน สำรองไว้ที่ส่วนกลาง ไว้เรียบร้อยแล้ว ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการขาดน้ำสามารถร้องขอความช่วยเหลือมายังหน่วยงานของกรมชลประทานในพื้นที่ได้ทันทีตลอดเวลา

ส่วนในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งกำลังจะเข้าสู่ฤดูฝนนั้น กรมชลประทาน ได้มีการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำ โดยได้กำหนดจุดเฝ้าระวังเสี่ยงภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดเพชรบุรี ลงไป 75 จุด ได้มีการเตรียมพร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ ประจำไว้ในพื้นที่แล้ว

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรนิคมฯบางระกำ จำกัด หนุนนโยบายนาแปลงใหญ่-ข้าวโพดหลังนา-สร้างรายได้สมาชิกยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/375576

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรนิคมฯบางระกำ จำกัด  หนุนนโยบายนาแปลงใหญ่-ข้าวโพดหลังนา-สร้างรายได้สมาชิกยั่งยืน

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรนิคมฯบางระกำ จำกัด หนุนนโยบายนาแปลงใหญ่-ข้าวโพดหลังนา-สร้างรายได้สมาชิกยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้สนับสนุนให้ดำเนินโครงการนาแปลงใหญ่ประชารัฐ โดยใช้กลไกสหกรณ์เป็นตัวขับเคลื่อน สหกรณ์การเกษตรนิคมฯบางระกำ จำกัด จ.พิษณุโลก เป็นสหกรณ์หนึ่งที่ได้ส่งเสริมให้สมาชิกเข้าร่วมโครงการดังกล่าว เนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนาปลูกข้าวเป็นหลัก

นางกฤษณา ธรรมชีวิน ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรนิคมฯบางระกำ จำกัด จ.พิษณุโลก เล่าว่า ปัจจุบันสหกรณ์ได้ดำเนินโครงการนาแปลงใหญ่มาประมาณ 2 ปีแล้ว มีสมาชิกเข้าร่วม ทั้งสิ้น 458 ราย พื้นที่ประมาณ 14,000 ไร่ สมาชิกส่วนใหญ่ปลูกข้าวนาปรัง โดยพันธุ์ที่นิยมปลูกได้แก่ พิษณุโลก 2 และ กข.49 ซึ่งที่ผ่านมาสหกรณ์ได้มีการชี้แจงแนวทางการดำเนินงานให้กับสมาชิก พร้อมทั้งมีธนาคารข้าว เมล็ดพันธุ์ข้าว ให้สมาชิกยืม มีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรมการข้าวเข้ามาให้ความรู้เรื่องแมลงและโรคระบาดในข้าว อีกทั้งสหกรณ์จะรับซื้อคืนเมล็ดพันธุ์ข้าวจากสมาชิกเพิ่มขึ้นจากราคาตลาด ตันละ 200 บาท

ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรนิคมฯบางระกำ ได้รับการสนับสนุนยุ้งฉางที่สามารถรองรับปริมาณข้าวได้ 2,000 ตัน จากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งเป็นงบสนับสนุนตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน เพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ และล่าสุดให้รับสนับสนุนยุ้งฉางขนาด 10,000 ตันเพิ่มอีก เพื่อนำมาเก็บข้าวสารที่จะเข้าโครงการชะลอผลผลิตทางการเกษตรหรือชะลอขายข้าว ซึ่งยุ้งฉางนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณเดือนธันวาคมนี้ สำหรับในฤดูกาลผลิตที่ผ่านมาสหกรณ์สามารถรวบรวมข้าวได้ประมาณ 20,000 ตัน และในรอบปีการผลิตนี้คาดว่าจะสามารถรวบรวมได้ประมาณ 25,000 – 30,000 ตัน

“หลังจากเข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด คือ สหกรณ์ได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์จากภาครัฐอย่างครบครัน โดยเฉพาะยุ้งฉาง จนสามารถซื้อข้าวจากสมาชิกเพิ่มขึ้นได้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังสามารถต่อรองกับโรงสีได้ ทำให้สมาชิกสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการสามารถขายข้าวในราคาที่สูงกว่าตลาด ส่งผลให้มีรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น” นางกฤษณา กล่าว

นอกจากนี้ สหกรณ์การเกษตรนิคมฯบางระกำ ยังได้ส่งเสริมให้สมาชิกเข้าร่วมโครงการปลูกข้าวโพดหลังฤดูกาลทำนา ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยทางสหกรณ์ได้มีการปล่อยสินเชื่อในกลุ่มข้าวโพด 0% ซึ่งโครงการนี้ เพิ่งเริ่มดำเนินการเป็นปีแรก และได้มีการคุยกันหลายฝ่าย ทั้งพ่อค้า ภาคเอกชน และกลุ่มเมล็ดพันธุ์ เพื่อให้เกิดการทำงานที่เชื่อมโยงกัน โดยขณะนี้มีพื้นที่เข้าร่วมโครงการ ประมาณ 4,000 ไร่ มีการจ่ายเมล็ดพันธุ์ไปแล้ว 2,000 ไร่ และจะสิ้นสุดการจ่ายเมล็ดพันธุ์ในวันที่ 15 ธันวาคม ทั้งนี้คาดว่าจะสามารถรวบรวมผลผลิตได้ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ โดยราคาเป็นไปตามกลไกตลาด

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์นิคมชะอำ จำกัด’ เดินหน้านาแปลงใหญ่-หนุนสมาชิกปลูกผักอินทรีย์เสริมรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/375358

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์นิคมชะอำ จำกัด’ เดินหน้านาแปลงใหญ่-หนุนสมาชิกปลูกผักอินทรีย์เสริมรายได้

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์นิคมชะอำ จำกัด’ เดินหน้านาแปลงใหญ่-หนุนสมาชิกปลูกผักอินทรีย์เสริมรายได้

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

แต่ก่อนเกษตรกรในพื้นที่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี นิยมทำนากันเป็นจำนวนมาก ทำให้ประสบปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ส่งผลให้มีหนี้สินมากมายและเกิดความยากจนอย่างหนัก จึงได้มีการรวมตัวกันจัดตั้งสหกรณ์นิคมชะอำ จำกัด ขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

นายมานะ อ่อนนุ่ม ผู้อำนวยการนิคมสหกรณ์ชะอำ เล่าว่า ปัจจุบันสมาชิกของสหกรณ์นิคมชะอำ ไม่ได้ประกอบอาชีพทำนาเพียงอย่างเดียว แต่สหกรณ์มุ่งเน้นส่งเสริมการสร้างอาชีพที่หลากหลายและการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับสมาชิก เพื่อให้สามารถช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้อย่างมั่นคง ไม่ว่าจะเป็น การให้ความรู้แก่การเกษตรกรสมาชิกทั้งด้านเกษตรทฤษฎีใหม่ เศรษฐกิจพอเพียง การทำปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง การปลูกผักปลอดสารพิษ เพื่อสร้างรายได้เสริมจากการทำนา รวมถึงมีการเชื่อมโยงกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรสมาชิกมีช่องทางสร้างรายได้เพิ่มและสร้างความมั่นคงในอาชีพมากขึ้น

นอกจากนี้ สหกรณ์ยังสานต่อนโยบายรัฐบาลโดยการขับเคลื่อนโครงการนาแปลงใหญ่ เพื่อช่วยสมาชิกลดต้นทุนการผลิต พร้อมกับยกระดับการผลิตข้าวให้ได้ตามมาตรฐาน GAP อีกทั้งยังเน้นส่งเสริมให้สมาชิกใช้การตลาดนำการผลิตในการประกอบอาชีพ ตลอดจนจัดทำโครงการเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่นิคมสหกรณ์ เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกมีอาชีพเสริม และสร้างรายได้ตลอดทั้งปี

ด้าน นางอุษา โพธิ์ทอง ผู้จัดการสหกรณ์นิคมชะอำ จำกัด เล่าว่า ในส่วนของการดำเนินงานโครงการนาแปลงใหญ่นั้น มีสมาชิกทั้งหมด 75 ราย โดยเน้นส่งเสริมปลูกข้าวแข็งเพื่อทำเป็นข้าวนึ่งส่งให้กับตลาด ซึ่งกำหนดความชื้นที่ 14-15% จำหน่ายในราคา 3,000 ตันต่อปีทั้งนี้ราคาจะขึ้นอยู่กับราคากลางของตลาดและความชื้นเป็นหลัก ปัจจุบันสมาชิกมีความเชื่อมั่นในโครงการนี้เป็นอย่างมาก เนื่องจากมีสหกรณ์เป็นแหล่งรวบรวมผลผลิต มีรายได้ตอบแทนที่ดี และยังลดต้นทุนในเรื่องของพันธุ์ข้าวได้อีกด้วย นอกจากนี้ ที่ผ่านมาได้ส่งเสริมให้สมาชิกรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มเกษตรอินทรีย์นิคมสหกรณ์ชะอำ เพื่อผลิตพืชผักอินทรีย์มาเป็นระยะเวลา 2 ปีแล้ว โดยให้สมาชิกปลูกตามคำแนะนำของสหกรณ์ และสหกรณ์จะรับซื้อผลผลิตทั้งหมด ซึ่งหลังจากที่สหกรณ์ได้รวบรวมผลผลิตทั้งหมดแล้ว จะนำไปจำหน่ายตามตลาดต่างๆไม่ว่าจะเป็นตลาดโรงพยาบาลพระจอมเกล้าและโรงพยาบาลชะอำ อีกทั้งยังส่งขายให้กับตลาดโมเดิร์นเทรดอย่าง แม็คโคร และโรบินสันด้วย

ปัจจุบันสมาชิกของสหกรณ์นิคมชะอำ จำกัด มีความเชื่อมั่นในระบบสหกรณ์มากขึ้นและพร้อมจะขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ร่วมกับสหกรณ์ จนส่งผลให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีความมั่นคงในอาชีพ และมีรายได้ที่ยั่งยืน

รายงานพิเศษ : มุ่งส่งเสริมสมาชิกผลิตเมล็ดพันธุ์ดี-ลดต้นทุน-เพิ่มรายได้ อีกความสำเร็จของ‘สหกรณ์นิคมลานสัก จํากัด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/375175

รายงานพิเศษ : มุ่งส่งเสริมสมาชิกผลิตเมล็ดพันธุ์ดี-ลดต้นทุน-เพิ่มรายได้  อีกความสำเร็จของ‘สหกรณ์นิคมลานสัก จํากัด’

รายงานพิเศษ : มุ่งส่งเสริมสมาชิกผลิตเมล็ดพันธุ์ดี-ลดต้นทุน-เพิ่มรายได้ อีกความสำเร็จของ‘สหกรณ์นิคมลานสัก จํากัด’

วันพุธ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สหกรณ์นิคมลานสัก จํากัด อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี เป็นสหกรณ์หนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวขาย เป็นอันดับ 1 ของประเทศ โดยได้มีการส่งเสริมให้สมาชิกผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชั้นดี เพื่อใช้ในการเพาะปลูกและจำหน่ายให้แก่กลุ่มเกษตรทั่วไปผ่านช่องทางเครือข่ายสหกรณ์ จนทำให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น 20-30% อีกทั้งยังมีการแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ระหว่างสหกรณ์เป็นการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน

นายจิตติ เจียมเจือจันทร์ ผู้จัดการสหกรณ์นิคมลานสัก จำกัด เล่าว่า ปัจจุบันสมาชิกส่วนใหญ่ปลูกข้าวเพื่อการบริโภค แต่สหกรณ์ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ตลาดมีความต้องการสูง จึงส่งเสริมให้สมาชิกผลิตเมล็ดพันธุ์ ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกร่วมโครงการจำนวน 550 ราย เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ผลิตมีหลากหลายสายพันธุ์ เช่น กข.49 กข.41 กข.29 กข.43 และ กข.71 มีพื้นที่ปลูกข้าวรวมทั้งหมด 2,500 ไร่ สามารถให้ผลผลิตเฉลี่ยไร่ละ 1 ตัน โดยใน 1 ปี สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ได้ 2 รอบ ได้ผลผลิตประมาณ 5,000 ตันต่อปี นอกจากนี้ สหกรณ์ยังได้ส่งเสริมให้สมาชิกทำนาแบบลดต้นทุนการผลิต เช่น ส่งเสริมให้ใช้เมล็ดพันธุ์ไม่เกิน 16 กิโลกรัมต่อไร่ จากเดิมที่สมาชิกจะใช้เมล็ดพันธุ์เฉลี่ย 35 กิโลกรัมต่อไร่ รวมถึงส่งเสริมให้ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน โดยสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการตรวจค่าวิเคราะห์ดินจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะทำให้สมาชิกรับรู้ว่า ต้องใช้ปุ๋ยแบบใด ชนิดใด เพื่อให้ได้ประโยชน์ต่อดินมากที่สุด อีกทั้งจะสามารถช่วยประหยัดต้นทุนให้กับสมาชิกได้อีกด้วย โดยสหกรณ์จะมีเครื่องผสมปุ๋ยอัตโนมัติไว้บริการให้กับสมาชิกหรือเกษตรกรทั่วไปสามารถเข้ามาใช้ผสมปุ๋ยสูตรต่างๆ ได้ตามค่าวิเคราะห์ดิน ตลอดจนสหกรณ์ได้จัดหาปัจจัยการผลิต เช่น เครื่องจักรทางการเกษตร เครื่องเกี่ยวข้าว รถดำนา มาบริการแก่สมาชิกในราคาที่ถูกกว่าตลาดทั่วไปประมาณ 50 – 100 บาทต่อไร่

สหกรณ์จะรับซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวจากสมาชิกหลังจากที่ได้เก็บเกี่ยวเสร็จเรียบร้อยแล้ว จากนั้นสหกรณ์ก็จะนำตัวอย่างข้าว เข้าไปตรวจสอบภายในห้องแล็บของสหกรณ์ และนำเมล็ดพันธุ์เหล่านั้นเข้าสู่ระบบการปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ ตากลดความชื้นเพื่อให้ได้ระดับที่เหมาะสม และเข้าสู่โรงงานแปรรูปเพื่อการบรรจุและจำหน่าย สำหรับเมล็ดพันธุ์ที่ยังไม่ถึงช่วงเวลาจำหน่าย สหกรณ์จะนำไปเก็บรักษาไว้ในห้องที่มีการรักษาอุณหภูมิ เพื่อให้เมล็ดพันธุ์อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้หรือมีชีวิตทุกเมล็ด นอกจากนี้ก่อนนำออกจำหน่ายจะมีการสุ่มตรวจเมล็ดตัวอย่างเพื่อหาเปอร์เซ็นต์การงอกว่าอยู่ในระดับที่ได้มาตรฐานหรือไม่ เพื่อเป็นการรับประกันการขายว่าเมล็ดพันธุ์ที่จำหน่ายออกไปมีคุณภาพ

การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของสหกรณ์นิคมลานสัก จะเน้นการกระจายความเสี่ยงโดยการปลูกข้าวหลายสายพันธุ์ตามความสมัครใจของสมาชิก อีกทั้งสหกรณ์ยังได้รับความไว้วางใจจากภาคเอกชนหลายรายในการรับซื้อข้าวจากสหกรณ์เพื่อไปสร้างแบรนด์ หรือ นำไปบรรจุขายในแบบของตนเอง โดยแต่ละปีจะมีการสั่งซื้อเมล็ดพันธุ์จากสหกรณ์ไปบรรจุขายในแบรนด์ต่างๆ กว่า 1,000 ตัน

นอกจากเหนือจากการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวแล้ว สหกรณ์ยังได้ส่งเสริมสมาชิกปลูกถั่วแระญี่ปุ่น เพื่อเสริมรายได้ โดยจะเริ่มปลูกในช่วงเดือนพฤศจิกายนและจะแล้วเสร็จประมาณเดือนมีนาคมถึงเมษายนของทุกปี มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 7,000 ไร่ ผลผลิตที่ได้เฉลี่ยประมาณ 10,000 ตันต่อปี โดยมีบริษัทเอกชนเข้ามารับซื้อผลผลิตทั้งหมดในราคาที่เป็นไปตามกลไกของตลาด