รายงานพิเศษ : ‘ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง’ตั้งเป้า หนุนปลูกผักอินทรีย์ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวไทยภูเขา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382105

รายงานพิเศษ : ‘ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง’ตั้งเป้า  หนุนปลูกผักอินทรีย์ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวไทยภูเขา

รายงานพิเศษ : ‘ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง’ตั้งเป้า หนุนปลูกผักอินทรีย์ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวไทยภูเขา

วันอังคาร ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง ก่อตั้งเมื่อปี 2521 ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งโครงการหลวงได้ร่วมกับกรมพัฒนาที่ดิน ในการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินทดแทน การทำลายพื้นที่ป่าและการทำไร่เลื่อนลอย โดยมีกรมชลประทานมาช่วยวางระบบชลประทานเพื่อการเกษตร การอุปโภคและบริโภค

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ผ่านมา 40 ปีแล้ว วิถีชีวิตของชาวไทยภูเขาก็ได้เปลี่ยนไป จากที่เคยทำไร่เลื่อนลอยและปลูกฝิ่น ก็ได้ถูกทดแทนด้วยแปลงผักและผลไม้อินทรีย์ ชาวบ้านหันมาให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ดินและน้ำมากขึ้น เพราะถือว่านั่นคือ รากฐานที่สำคัญของการทำการเกษตร

นางนุชสุพร กฤษฎาธาร ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวงกล่าวว่า ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง เป็นพื้นที่ดำเนินงานส่งเสริมอาชีพควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งพื้นที่บริเวณนี้มีการรักษาป่าต้นน้ำอย่างดีมาก มีการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า โดยกรมได้ทำโครงสร้างพื้นฐานให้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ระบบน้ำต่างๆ ส่วนผลผลิตที่ได้ทั้งหมดก็จะส่งให้กับฝ่ายตลาดโครงการหลวงนำไปจำหน่ายต่อไป

“กรมได้มีการสนับสนุนในเรื่องของการผลิตที่มีคุณภาพมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพในการปรับปรุงดินไว้ใช้เอง มีการแนะนำการปรับปรุงบำรุงดินอย่างถูกวิธี เพื่อให้สามารถใช้ปุ๋ยเพียงพอต่อความต้องการของพืช ไม่ใช้ปุ๋ยมากเกินไป เพื่อให้เกิดความสมดุลในการปรับปรุงบำรุงดิน นอกจากนี้ พืชอินทรีย์หรือพืช GAP ต้องมีผู้มาตรวจแปลงของเกษตรกรและต้องการรับทราบคุณภาพของดินในพื้นที่ว่ามีความเหมาะสมดีอย่างไร ดังนั้นกรมจึงต้องช่วยเหลือในการตรวจวิเคราะห์ดินและให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้มีการใช้ปุ๋ยมากหรือน้อยเกินไป” นางนุชสุพร กล่าว

ปัจจุบันศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง ได้จัดทำแปลงทดสอบสาธิตและส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชผักไม้ผล ภายใต้ระบบมาตรฐานอาหารปลอดภัย ได้แก่ ระบบการเพาะปลูกที่ดิน GAP มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตร โดยได้รับการสนับสนุนจากกรมพัฒนาที่ดินในการใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมี รวมถึงการทำปุ๋ยหมักพระราชทานเพื่อฟื้นฟูดินและลดต้นทุนการผลิต ซึ่งสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับเกษตรกร

ด้านนางสุพัตรา บุตรพลวง ที่ปรึกษาศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริงกล่าวว่า จากความรู้ที่กรมพัฒนาที่ดินนำมาถ่ายทอดให้เกษตรกรนอกจากช่วยให้ดินดี ผลผลิตงามแล้ว ยังพัฒนาต่อยอดไปสู่เกษตรกรรายอื่นหรือผู้ที่สนใจเข้ามาเรียนรู้ในทุกองค์ความรู้และทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนด้านชุมชนว่าเกษตรกรใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขอย่างไรจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

จากความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่ายทำให้พื้นที่ราบเชิงเขาจำนวน 13,277 ไร่ มีความอุดมสมบูรณ์เกษตรสามารถปลูกผักหมุนเวียนได้ตลอดทั้งปี ผลผลิตได้รับการยอมรับจากตลาดและผู้บริโภค

รายงานพิเศษ : ‘กรมตรวจบัญชีสหกรณ์’จัดอบรมหลักสูตร เร่งพัฒนาความรู้ผู้สอบบัญชีเท่าทันเทคโนโลยียุค4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381929

รายงานพิเศษ : ‘กรมตรวจบัญชีสหกรณ์’จัดอบรมหลักสูตร  เร่งพัฒนาความรู้ผู้สอบบัญชีเท่าทันเทคโนโลยียุค4.0

รายงานพิเศษ : ‘กรมตรวจบัญชีสหกรณ์’จัดอบรมหลักสูตร เร่งพัฒนาความรู้ผู้สอบบัญชีเท่าทันเทคโนโลยียุค4.0

วันจันทร์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จัดอบรมหลักสูตร การประเมินมาตรฐานขั้นต่ำในการควบคุมภายในและการรักษาความปลอดภัย สำหรับสหกรณ์ที่ประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ เน้นผู้สอบบัญชีรู้เท่าทันเทคโนโลยี สามารถประเมินมาตรฐานขั้นต่ำในการควบคุมภายในและการรักษาความปลอดภัยสำหรับสหกรณ์ที่ใช้โปรแกรมระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ในการประมวลผลข้อมูล เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของสหกรณ์

 

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันเป็นยุคของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้การดำเนินงานธุรกิจของสหกรณ์มีการปรับตัวให้ก้าวทันยุคสมัย โดยนำคอมพิวเตอร์และนวัตกรรมต่างๆ เข้ามาใช้อำนวยความสะดวกในการบริหารงานของสหกรณ์มากขึ้น มีการใช้โปรแกรมระบบบัญชีประมวลผลข้อมูล เพื่อช่วยให้ระบบการเงินการบัญชีของสหกรณ์มีความเข้มแข็ง มีการควบคุมภายในที่ดี สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิก ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงและความเสียหายแก่ระบบสารสนเทศของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จึงออกระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ว่าด้วยมาตรฐานขั้นต่ำในการควบคุมภายในและการรักษาความปลอดภัย สำหรับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่ใช้โปรแกรมระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ประมวลผลข้อมูล พ.ศ.2553 เพื่อให้มีระบบบริหารจัดการและการควบคุมงานด้านคอมพิวเตอร์อย่างมีระบบและเกิดประสิทธิภาพ ซึ่งกำหนดภาพกว้างที่สหกรณ์ต้องนำไปกำหนดวิธีปฏิบัติในรายละเอียดให้เหมาะสมกับสภาพการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของแต่ละสหกรณ์

 

อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์กล่าวอีกว่า กรมยังเห็นความสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ในฐานะผู้สอบบัญชีสหกรณ์ที่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านการประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ที่มีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร การประเมินมาตรฐานขั้นต่ำในการควบคุมภายในและการรักษาความปลอดภัย สำหรับสหกรณ์ที่ประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ ปีงบประมาณ 2562 ขึ้น เพื่อให้ผู้สอบบัญชีได้รับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการประเมินมาตรฐานขั้นต่ำในการควบคุมภายใน และการรักษาความปลอดภัยสำหรับสหกรณ์ที่ใช้โปรแกรมระบบบัญชี
คอมพิวเตอร์ในการประมวลผลข้อมูล มีความรู้เท่าทันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่สหกรณ์อาจนำมาใช้ และสามารถให้คำแนะนำเพื่อให้สหกรณ์มีแนวทางกำหนดวิธีการควบคุมภายในที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม และลักษณะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของสหกรณ์ รวมทั้งช่วยให้ผู้สอบบัญชีใช้เป็นแนวทางประเมินความเสี่ยงในการสอบบัญชีและการควบคุมภายในของสหกรณ์ เพื่อให้สหกรณ์นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ สามารถป้องกันความเสี่ยงอันเกิดจากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของสหกรณ์ได้ โดยมีผู้สอบบัญชีที่ได้รับมอบหมายให้ตรวจสหกรณ์ ที่ประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์และเป็นสหกรณ์กลุ่ม พร้อมรับการตรวจสอบ เข้ารับการอบรม 2 รุ่น รุ่นละ 30 คน

“เทคโนโลยีต่างๆ มีการพัฒนาให้ก้าวหน้าอยู่เสมอ ดังนั้น ผู้สอบบัญชีทุกคนต้องมีความรู้เท่าทันเทคโนโลยี เพื่อให้สอดรับกับการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ พัฒนาตนเองให้เป็น CYBER AUDITOR หรือ ผู้สอบบัญชีที่มีสมรรถนะด้านไอทีในระดับสูง มีองค์ความรู้และทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการสอบบัญชี เพื่อสร้างคุณภาพและความเชื่อมั่นของผลงานการสอบบัญชี รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดแก่งานสอบบัญชี ถือเป็นการช่วยดูแลรักษาผลประโยชน์ให้สมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศที่มีมากกว่า 10 ล้านคน”

รายงานพิเศษ : อุทกภัยภาคใต้…บรรเทาได้ด้วยพระบารมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381441

รายงานพิเศษ : อุทกภัยภาคใต้...บรรเทาได้ด้วยพระบารมี

รายงานพิเศษ : อุทกภัยภาคใต้…บรรเทาได้ด้วยพระบารมี

วันศุกร์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 มีพระราชกระแส ให้ติดตาม ขับเคลื่อนและเร่งรัด รวมทั้งแก้ปัญหาอุปสรรค การดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 ให้ครบถ้วนสมบูรณ์เกิดประโยชน์สูงสุดกับราษฎร และเพื่อให้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริสำเร็จตามวัตถุประสงค์ รวมทั้งนําศาสตร์พระราชามาใช้บริหารจัดการน้ำของประเทศ

ภาคใต้ มีลักษณะภูมิประเทศเป็นคาบสมุทรที่มีทะเลขนาบอยู่ 2 ด้านประกอบกับภูมิอากาศแบบมรสุมเมืองร้อนจึงมีฝนตกตลอดปี ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมเกือบทุกปี โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองซึ่งเป็นที่ลุ่มต่ำ

ปีนี้เกิดฝนตกหนักติดต่อกัน ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากหลายพื้นที่ทำให้ทรัพย์สินของประชาชนเสียหายจำนวนมาก เกิดขึ้นซ้ำซากเกือบทุกปี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานพระราชดำริให้ดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้หลายโครงการ บางโครงการดำเนินการเสร็จระยะแรกเรียบร้อยแล้ว ช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนโครงการบรรเทาอุทกภัยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่กรมชลประทานกำลังดำเนินการขับเคลื่อน และเร่งรัดก่อสร้างในขณะนี้ ที่สำคัญๆ อาทิ

โครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่าง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการนี้เกิดขึ้นจากพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทรงห่วงใยราษฎร จ.เพชรบุรี ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยเมื่อปี 2546 และเกิดขึ้นเป็นประจำเกือบทุกปีจึงมีพระราชดำริให้พิจารณาการระบายน้ำให้เป็นระบบโดยใช้คลองส่งน้ำช่วยระบายน้ำด้วยเมื่อน้ำหลาก และให้ทำแผนผังการระบายน้ำขยายคลองธรรมชาติ คลองระบายให้ระบายน้ำออกทะเลได้เร็วและมีประสิทธิภาพ

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า กรมชลประทานน้อมนำพระราชดำริดังกล่าวมาดำเนินการศึกษาได้ผลสรุปว่าโครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่างฯ จะประกอบด้วยงานสำคัญๆได้แก่ การขุดขยายคลองระบายน้ำ สาย D1 เชื่อมแม่น้ำเพชรบุรีเพื่อระบายน้ำลงสู่ทะเล ก่อนจะผ่านเขื่อนเพชรบุรี โดยก่อสร้างเป็นคลองคอนกรีตกำแพงตั้ง ความยาว 20 กิโลเมตร สามารถตัดยอดน้ำออกสู่อ่าวไทยได้ 550 ลบ.ม./วินาที พร้อมทั้งปรับปรุงคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวา 3 ของเขื่อนเพชร(RMC3)Ž และคลองส่งน้ำฝั่งขวา ระบายน้ำสาย 3 (1R-RMC3Ž) โดยก่อสร้างเป็นคลองคอนกรีตกำแพงตั้งความยาว 8 กิโลเมตร เชื่อมไปยังคลองระบายน้ำสายD9ที่เป็นคลองดิน ความยาว 19 กิโลเมตร สามารถระบายน้ำออกสู่อ่าวไทยได้ 100 ลบ.ม./วินาที ใช้งบประมาณ 8,500 ล้านบาท

“ในอนาคตกรมชลประทานยังวางแผนดำเนินโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยสาลิกา และอ่างเก็บน้ำแม่ประจันต์ตอนล่าง เพื่อตัดยอดน้ำหลากในลุ่มน้ำแม่ประจันต์ ซึ่งนอกจากจะลดปัญหาอุทกภัยในลุ่มน้ำเพชรบุรีได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักไว้ใช้ในฤดูแล้งได้ด้วย” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

โครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอบางสะพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กรมชลประทานนำผลการศึกษาเมื่อปี 2555 มาดำเนินการสำรวจ ออกแบบ เพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ประกอบด้วยการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 2 แห่งคือ อ่างเก็บน้ำไทรทองความจุ 13.36 ล้าน ลบ.ม. จะเริ่มก่อสร้างปี 2562 และอ่างเก็บน้ำคลองลอยตอนล่างความจุ 17.46 ล้าน ลบ.ม. จะเริ่มก่อสร้างปี 2564 เพื่อตัดยอดน้ำในลำน้ำสาขาก่อนไหลลงคลองบางสะพาน พร้อมทั้งขุดขยายคลองเดิมคือ คลองบางสะพาน คลองแม่รำพึง และคลองปัตตามัง-เขาม้าร้อง รวมทั้งก่อสร้างคลองผันน้ำสายใหม่อีก 3 สาย เพื่อรองรับการระบายน้ำให้ได้มากกว่า 1,000 ลบ.ม./วินาที

สำหรับความคืบหน้าในการดำเนินโครงการนั้น อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า อยู่ระหว่างขุดลอก ขยายคลองเดิมให้ระบายน้ำได้ 525 ลบ.ม./วินาที พร้อมก่อสร้างอาคารบังคับน้ำ 3 แห่ง ส่วนคลองผันน้ำสายใหม่อยู่ระหว่างการจ่ายค่าชดเชยที่ดิน คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ปี 2563 ทั้งนี้ เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งโครงการจะระบายน้ำได้ 1,025 ลบ.ม./ วินาที ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมในอ.บางสะพานที่เกิดขึ้นเป็นประจำได้อย่างมีประสิทธิภาพและเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักจากเดิมได้อีกประมาณ 30.82 ล้าน ลบ.ม. ใช้เป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับการอุปโภคบริโภคและการเกษตรในพื้นที่ได้อย่างพอเพียง

โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริเป็นโครงการที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ในเขตจังหวัดภาคใต้ ดังความตอนหนึ่งว่า

“เนื่องจากน้ำจำนวนมากจากคลองท่าดีมักจะรวมกับน้ำหลากจากคลองเสาธง ซึ่งมีพื้นที่ลุ่มน้ำอยู่เคียงข้าง เมื่อไหลบ่าลงสู่ทะเลพร้อมๆ กัน จะทำให้เกิดน้ำท่วมตัวจังหวัดนครศรีธรรมราชอย่างรุนแรง ดังเช่นอุทกภัยที่เกิดกับตัวเมืองเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2531 ที่ผ่านมา สมควรพิจารณาขุดลอกลำน้ำที่ผ่านตัวเมืองให้ลึกพร้อมกับขยายลำน้ำเหล่านั้นให้มีความกว้างมากขึ้นรวมทั้งการพิจารณาขุดทางระบายน้ำใหม่เพิ่มอีกตามความเหมาะสม ก็จะช่วยระบายน้ำที่ไหลลงมายังตัวเมืองให้ผ่านลงสู่อ่าวไทยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น”

นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า โครงการดังกล่าวประกอบด้วยงานสำคัญคือ ขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ 3 สายระบายน้ำได้ 650-750 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)ต่อวินาที พร้อมกับปรับคลองวังวัว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการระบายน้ำเป็น 850 ลบ.ม.ต่อวินาที และปรังปรุงคลองหัวตรุดให้ระบายน้ำได้ 100 ลบ.ม.ต่อวินาที เมื่อแล้วเสร็จจะบรรเทาอุทกภัยในเขตเมืองนครศรีธรรมราชและลดพื้นที่น้ำท่วมได้ประมาณร้อยละ 90 ครอบคลุม 12 ตำบล มีประชาชนได้รับประโยชน์ 32,253 ครัวเรือน และยังกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้ประมาณ 5.5 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 17,400 ไร่

สำหรับความคืบหน้าของโครงการ กรมศึกษาวางโครงการและการสำรวจ–ออกแบบแล้วเสร็จแล้ว อยู่ระหว่างประชาสัมพันธ์และทำความเข้าใจกับราษฎรผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการ ซึ่งรัฐบาลเร่งดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปี (ปี 2561-2563) ตามมติคณะรัฐมนตรี วงเงินงบประมาณโครงการทั้งสิ้น 9,580 ล้านบาท

โครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเมืองชุมพรตามแนวพระราชดําริ (คลองผันนํ้าคลองชุมพร) หลังกรมชลประทานดำเนินโครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเมืองชุมพร ตามพระราชดำริ (ลุ่มน้ำคลองท่าตะเภา) และโครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ตามพระราชดำริแล้ว ขณะนี้กรมกำลังทำโครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเมืองชุมพรฯ ซึ่งเป็นการป้องกันและแก้ปัญหาน้ำท่วมเมืองชุมพรเต็มรูปแบบและยั่งยืน รวมทั้งมีระบบส่งน้ำ ระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพสูง

นายศุภชัย วรรณะ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานชุมพร กรมชลประทาน เปิดเผยว่า โครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเมืองชุมพรฯ(คลองผันนํ้าคลองชุมพร) ประกอบด้วยงานสำคัญคือ งานขุดลอกขยายคลองต่างๆ พร้อมอาคารประกอบ เพื่อให้รับน้ำได้มากขึ้น แม้งานค่อนข้างล่าช้ากว่าแผนเนื่องจากติดปัญหาที่ดิน แต่ขณะนี้ออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนแล้วซึ่งกรมจะเร่งดำเนินการให้ได้ตามแผน เมื่อแล้วเสร็จผลประโยชน์ที่ชาวชุมพรจะได้รับ นอกจากบรรเทาอุทกภัยในเมืองชุมพรและพื้นที่ใกล้เคียงกว่า 37,500 ไร่แล้ว ยังแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร การอุปโภคบริโภคช่วงฤดูแล้งด้วย คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในปี 2564

รายงานพิเศษ : พด.สืบสาน‘ศาสตร์พระราชา’ สร้างรายได้เกษตรกรชาวเขา-พัฒนาที่ดินยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381191

รายงานพิเศษ : พด.สืบสาน‘ศาสตร์พระราชา’  สร้างรายได้เกษตรกรชาวเขา-พัฒนาที่ดินยั่งยืน

รายงานพิเศษ : พด.สืบสาน‘ศาสตร์พระราชา’ สร้างรายได้เกษตรกรชาวเขา-พัฒนาที่ดินยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ประเทศไทยได้จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองวันดินโลกมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO และองค์การสหประชาชาติ หรือ UN ได้มีมติให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันดินโลก เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ที่ทรงมีพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการพัฒนาที่ดินมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปีนี้ประเทศไทยจะจัดงานวันดินโลกอย่างยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 5-7 ธันวาคม 2561 ณ พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จ.ปทุมธานี

กรมพัฒนาที่ดินในฐานะเป็นหน่วยงานหลักที่ดูแลด้านทรัพยากรดินของประเทศได้น้อมนำศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 ไปขับเคลื่อนขยายผลการพัฒนาฟื้นฟูทรัพยากรดินให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืนในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่โครงการหลวงซึ่งส่วนใหญ่อยู่บนพื้นที่สูง ดินเสื่อมโทรม การใช้ที่ดินไม่เหมาะสม กรมพัฒนาที่ดิน โดยศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวง จึงเข้าไปร่วมมือกับมูลนิธิโครงการหลวงในการพัฒนาทรัพยากรดิน ในพื้นที่สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ ศูนย์ย่อยบ้านเมืองอาง ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ทำให้ปัจจุบันดินในพื้นที่ดังกล่าว มีความอุดมสมบูรณ์สามารถปลูกพืชเมืองหนาวได้เต็มศักยภาพ

นางสาวเบญจพร คราชานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ที่ผ่านมา กรมได้ส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ตรวจวิเคราะห์ค่าดินเพื่อให้ทราบถึงความอุดมสมบูรณ์ และปัญหาของดินในแปลงปลูกพืช พร้อมกับให้คำแนะนำในการแก้ไขปรับปรุงบำรุงดิน รวมทั้งส่งเสริมให้ทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพเพื่อใช้ในการปรับปรุงดิน ตลอดจนสร้างระบบน้ำให้เกษตรกรบริหารจัดการเอง โดยเกษตรกรได้มีการบริหารจัดการน้ำในแปลงผักอย่างเป็นระบบและเรียนรู้ด้วยตนเอง เช่น ไม่ใช้ระบบสปิงเกอร์หรือน้ำหยด เพราะจะทำให้ขาดความเอาใจใส่แปลงผัก โดยจะใช้ระบบการรดน้ำแบบเดินสายยางแทน ในช่วงเช้าและบ่าย ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดการสิ้นเปลืองน้ำ หากรดน้ำมากเกินไปดินจะแฉะผักอาจตายได้

“ปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น พื้นที่แห่งนี้เดิมเกษตรกรทำไร่เลื่อนลอย ก็ได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นการทำการเกษตรแบบเข้มขึ้น ทำแล้วมีรายได้ แต่มีรายได้แล้วก็ต้องคิดต่อว่าตอนนี้ถ้ามี 1 โรงเรือน สามารถสร้างรายได้เท่านี้ จะทำอย่างไรให้ 1 โรงเรือนนี้ มีรายได้เพิ่มขึ้นอีก โดยไม่ต้องเพิ่มปริมาณโรงเรือน ซึ่งเป็นการเข้าสู่ยุคเกษตร 4.0 ที่ไม่ต้องทำมากแต่ได้เงินมาก เหนื่อยน้อยได้เงินมากขึ้น และใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าว

สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ ศูนย์ย่อยบ้านเมืองอาง ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เป็น 1 ใน 39 ศูนย์ที่มีหน้าที่รับผิดชอบร่วมกับศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเพื่อพัฒนาที่ดินบนพื้นที่สูง การจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ และการส่งเสริมการปลูกผักอินทรีย์ โดยนำศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้ ส่งผลให้เกษตรกรในพื้นที่เลิกทำไร่เลื่อนลอย หันมาให้ความร่วมมือในการพัฒนาที่ดินปลูกพืชอินทรีย์ ส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น

ตลอดระยะเวลา 40 ปี ที่ศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวง ได้เข้าไปดำเนินการพัฒนาที่ดินในพื้นที่โครงการหลวง ก็สามารถที่จะพลิกฟื้นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ให้กลายเป็นพื้นที่เกษตรที่สมบูรณ์ เป็นแหล่งปลูกพืชเมืองหนาว พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ขณะที่ชาวเขาที่เข้าร่วมโครงการมีที่ดินทำกินรวมทั้งมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่ลพบุรีเชื่อมั่นปลูกข้าวGAP เจาะตลาดข้าวคุณภาพ-ดันราคาขายพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381018

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่ลพบุรีเชื่อมั่นปลูกข้าวGAP  เจาะตลาดข้าวคุณภาพ-ดันราคาขายพุ่ง

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่ลพบุรีเชื่อมั่นปลูกข้าวGAP เจาะตลาดข้าวคุณภาพ-ดันราคาขายพุ่ง

วันพุธ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

การส่งเสริมการทำนาในรูปแบบแปลงใหญ่ เป็นหนึ่งในนโยบายที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาโครงสร้างการผลิตข้าวของประเทศไทย ด้วยการส่งเสริมให้ชาวนารายย่อยมารวมตัวกันเป็นกลุ่ม ช่วยกันคิด ช่วยกันพัฒนาศักยภาพการผลิตข้าวให้ได้มาตรฐาน โดยมีภาครัฐให้การสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยีการผลิตข้าว ตลอดจนสนับสนุนปัจจัยการผลิต ที่สำคัญคือมีการเชื่อมโยงตลาดข้าวมาตรฐาน GAP ของกลุ่มนาแปลงใหญ่ ให้มีแหล่งรับซื้อที่แน่นอนในราคาที่สอดคล้องกับคุณภาพที่สูงกว่าข้าวทั่วไป

ดร.กฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าวได้ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมตัวกันทำนาแปลงใหญ่ เพื่อรวมกันผลิต รวมกันจำหน่าย เพื่อสร้างอำนาจในการต่อรองทางการค้าและที่สำคัญคือการผลักดันให้เกษตรกรสมาชิกแปลงใหญ่ทุกรายมีการผลิตข้าวตามระบบเกษตรดีที่เหมาะสม หรือมาตรฐาน GAP เป็นอย่างน้อย ก่อนจะพัฒนาไปสู่ขั้นการผลิตข้าวอินทรีย์ในอนาคต ทั้งนี้ เพื่อยกระดับมาตรฐานข้าวไทย ให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ชาวนาไทยส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ยึดอาชีพทำนามาตั้งแต่บรรพบุรุษ สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น จึงมีทั้งประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการปลูกข้าว เรียกว่าเป็นชาวนามืออาชีพอยู่แล้ว เพียงแค่ลองปรับระบบการผลิตให้เข้าสู่มาตรฐานตามหลักวิชาการอีกไม่กี่ขั้นตอน ก็จะสามารถพัฒนาไปสู่การผลิตข้าวปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิต และยังต่อยอดเชื่อมโยงกับตลาดข้าวที่รัฐบาลได้ดำเนินโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ครบวงจร ให้มีการทำข้อตกลงซื้อขายข้าว(MOU)ระหว่างกลุ่มนาแปลงใหญ่ GAP กับผู้ประกอบการค้าข้าว เกษตรกรจึงสามารถวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เมื่อผลิตสินค้าที่มีคุณภาพตามที่ตลาดต้องการ สินค้าก็จะขายได้ในราคาที่ดีขึ้น ส่งผลไปถึงรายได้ที่ดีขึ้นตามไปด้วย

ดังนั้น เพื่อให้เกษตรกรมีการผลิตข้าวได้มาตรฐาน GAP ทั้งระบบกรมการข้าว จึงมีนโยบายให้เจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้แก่ ศูนย์วิจัยข้าว ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ เร่งเข้าไปถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีในการผลิตข้าวให้กับกลุ่มนาแปลงใหญ่ที่ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 2,350 กลุ่ม ทั้งที่เป็นกลุ่มเก่าและกลุ่มตั้งใหม่ ให้มีความเข้าใจและตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวไปสู่มาตรฐานความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยเจ้าหน้าที่กรมการข้าวจะเป็นพี่เลี้ยงคอยให้คำแนะนำทุกระยะตั้งแต่เริ่มเพาะปลูกไปจนถึงการเก็บเกี่ยว และการดูแลเก็บรักษาหลังเก็บเกี่ยว เพื่อเป้าหมายหลักคือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน เพิ่มรายได้และความยั่งยืนให้กับชาวนาไทย

ด้านนายพิเชษ ธูปแก้ว ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่ ต.บ้านเบิก อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี กล่าวว่า กลุ่มนาแปลงใหญ่แห่งนี้ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2559 มีสมาชิก 150 ราย ซึ่งกรมการข้าว ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี โดยเฉพาะการผลิตข้าวให้ได้มาตรฐาน GAP เป็นอย่างน้อย เนื่องจากเป็นมาตรฐานสากลที่สามารถช่วยยกระดับคุณภาพและราคาข้าวได้ จากการที่รัฐบาลได้ทำโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ครบวงจร ทำให้สามารถขายข้าวได้ราคาเพิ่มขึ้นตามคุณภาพนั่นเอง อย่างเช่น ปกติขายข้าวอยู่ที่ 6,000-7,000 บาทต่อตัน แต่พอมาทำข้าว GAP สามารถเพิ่มมูลค่าข้าวได้อีก 2,000-3,000 บาท

ถึงแม้ว่าการผลิตข้าว GAP จะช่วยยกระดับคุณภาพข้าวได้อย่างเด่นชัด แต่ก็มีขั้นตอนการดำเนินการที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเข้มงวด ทำให้มีอุปสรรคกับเกษตรกรบางรายโดยเฉพาะผู้สูงวัยที่มีอายุเฉลี่ย 50-60 ปีขึ้นไปจะปฏิบัติตามได้ค่อนข้างยากในเรื่องการจดบันทึก แต่ในเรื่องความสนใจและต้องการปรับเปลี่ยนไปสู่การผลิตข้าวมาตรฐานนั้นสมาชิกกลุ่มนาแปลงใหญ่ทุกคนพร้อมที่จะดำเนินการตามอยู่แล้ว ดังนั้นกลุ่มจึงมีเป้าหมายให้สมาชิกกลุ่มที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP ปัจจุบันมีอยู่เพียง 20 ราย ให้ช่วยเป็นพี่เลี้ยง เป็นต้นแบบให้กับสมาชิกรายอื่น โดยคาดว่าในปีนี้อย่างน้อยต้องมีสมาชิกผ่านมาตรฐาน GAP เพิ่มขึ้นเป็น 50 ราย และขยับขึ้นไปเรื่อยๆ จนครบทั้งหมด

“การปรับเปลี่ยนมาผลิตข้าว GAP สิ่งที่ได้รับอย่างแรกคือความปลอดภัยจากการใช้สารเคมีอย่างถูกต้องเหมาะสม ช่วยลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายในตลาดข้าวคุณภาพมากขึ้น เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตข้าวของเกษตรกร อย่างในจังหวัดลพบุรีมีการรับซื้อข้าว GAP จากกลุ่มนาแปลงใหญ่ไปสีแปรรูปจำหน่ายในกลุ่มจังหวัดได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี เกษตรกรก็มีรายได้เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับการปลูกข้าวแบบเดิมเพื่อขายข้าวเปลือกให้โรงสีอย่างเดียว รายได้ไม่คุ้มค่ากับการลงทุนไป ถ้าไม่ปรับเปลี่ยนคงอยู่ไม่ได้ เราก็จะใช้ข้อดีตรงนี้มานำเสนอเป็นแรงผลักดันให้สมาชิกนาแปลงใหญ่หันมาผลิตข้าวมาตรฐาน GAP มากขึ้น เพื่อลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิต และสร้างความยั่งยืนในอาชีพต่อไป”

รายงานพิเศษ : การขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ แนวทางสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรที่ยั่งยืน (4)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/380734

รายงานพิเศษ : การขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ แนวทางสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรที่ยั่งยืน (4)

รายงานพิเศษ : การขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ แนวทางสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรที่ยั่งยืน (4)

วันอังคาร ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

การขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ แนวทางสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรที่ยั่งยืน (4)

l กรมพัฒนาที่ดินกับบทบาทเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย

“เกษตรอินทรีย์” เป็นเกษตรสมัยใหม่ โดยใช้การผลิตการตลาดสมัยใหม่ ร่วมกับเทคโนโลยีอย่างลงตัว และช่วยพี่น้องเกษตรกรไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลก ซึ่งความต้องการของผู้บริโภคในตลาดปัจจุบันมุ่งเน้น ด้านสุขภาพและการรักษาสิ่งแวดล้อม เกษตรอินทรีย์จึงสมควรได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากทุกภาคส่วน “การรับรองแบบมีส่วนร่วม” หรือ Participatory Guarantee System (PGS) ซึ่งระบบนี้ริเริ่มโดยสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ เป็นระบบที่สมาชิกกลุ่มผู้ผลิต/ชุมชนมีส่วนร่วมตรวจสอบมาตรฐานผลผลิตของกันเองในพื้นที่ ทำให้เกิดความมั่นใจในสินค้าของตนในชุมชนในอนาคต ซึ่งอาจต่อยอดไปสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และสร้างมาตรฐานสินค้าส่งออก ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงมีนโยบายการสนับสนุนเกษตรอินทรีย์เป็นนโยบายสำคัญเร่งด่วนที่ให้ทุกหน่วยงานร่วมกันดำเนินการให้สำเร็จเห็นผลเป็นรูปธรรม และเน้นประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้ผู้บริโภคและเกษตรกร

 

 

กรมพัฒนาที่ดิน ในฐานะหน่วยงานหนึ่งที่ขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ เน้นใช้กระบวนการรับรองแบบมีส่วนร่วม การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ จำเป็นต้องอาศัยพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน หนุนเสริมช่วยเหลือกัน ซึ่ง PGS เป็นกระบวนการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนระดับรากหญ้า (grass-root organization) ในการพึ่งตนเองตลอดห่วงโซ่การผลิต ถึงการตลาดด้วยการแสวงหาความร่วมมือจากทุกองค์กรทุกภาคส่วน ให้มีส่วนร่วมช่วยพัฒนานำผลิตผลและผลผลิตของเกษตรกรรายย่อยสู่ผู้บริโภคตามนโยบายของรัฐ ดังเช่นคำว่า “สานพลังประชารัฐ”หมายถึง การรวมพลังระหว่าง ภาคประชาชนและภาคธุรกิจกับภาครัฐในการทำงานพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อความมั่นคงของชีวิตเกษตรกรและผู้ใช้แรงงาน ชุมชนท้องถิ่นและประเทศชาติ นอกจากนั้น ยังเป็นไปเพื่อการเรียนรู้แลกเปลี่ยนและสานสัมพันธ์กันในแนวระนาบ และพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมในระดับฐานราก โดยอาศัยจุดแข็งของแต่ละองค์กรภาคีมาหนุนเสริมกัน รวมทั้งชื่นชมและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน

ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจและเกิดความสับสนระหว่างสินค้าเกษตรอินทรีย์ เกษตรปลอดภัยจากสารพิษ (GAP) เกษตรปลอดสาร ไฮโดรโพนิกส์ว่าคืออะไร แตกต่างกันอย่างไร ดังนั้น เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างสินค้าเกษตรอินทรีย์และสินค้าทั่วไป เพื่อให้เกษตรกร ผู้ผลิตและผู้บริโภคเข้าใจตรงกันและสามารถแยกแยะได้ จึงจำเป็นต้องประชาสัมพันธ์เผยแพร่เรื่องดังกล่าว สรุปดังนี้

เกษตรอินทรีย์ (organic agriculture) หมายถึง ระบบการจัดการ การผลิตด้านการเกษตรแบบองค์รวม ที่เกื้อหนุนต่อระบบนิเวศ รวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพวงจรชีวภาพ โดยเน้นใช้วัสดุธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการใช้วัตถุดิบจากการสังเคราะห์ และไม่ใช้ พืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์ที่ได้มาจากเทคนิคการดัดแปรพันธุกรรม (genetic modification) หรือพันธุวิศวกรรม (genetic engineering) มีการจัดการกับผลิตภัณฑ์ โดยเน้นการแปรรูปด้วยความระมัดระวังเพื่อรักษาสภาพการเป็นเกษตรอินทรีย์ และคุณภาพที่สำคัญของผลิตภัณฑ์ทุกขั้นตอน (คำนิยามตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ มกษ9000 เล่ม 1 ของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ)

 

 

เกษตรปลอดภัย GAP (Good Agricultural Practice) หมายถึง ระบบการผลิตที่ถูกต้องในฟาร์ม โดยพิจารณาตั้งแต่พื้นที่การปลูก การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว และการจัดการหลังเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ มีลักษณะตรงตามความต้องการ ปลอดภัยต่อการบริโภค ในประเทศไทยเริ่มจัดทำระบบ GAP ของแต่ละพืช ตั้งแต่พ.ศ. 2541 โดยเน้นด้านการปฏิบัติตามคู่มือการผลิต ดังตัวอย่างที่ปรากฏในเอกสารสิ่งพิมพ์ต่างๆ ที่รู้จักกันในชื่อ GAP ของพืชหลายชนิด โดยกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ และมีการแก้ไขให้เป็นเอกสารการจัดทำระบบการผลิตตามข้อกำหนด GAP ของประเทศต่อไป

เกษตรปลอดสาร หมายถึง ระบบการผลิตที่มีการใช้ปุ๋ยเคมี ฮอร์โมนเร่งและใช้เมล็ดพันธุ์ GMO ได้ แต่ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า ซึ่งปัจจุบันนี้ยังไม่มีระบบการตรวจสอบและให้การรับรอง

ไฮโดรโปนิกส์ (Hydroponics)คือ การปลูกพืชแบบไร้ดินหรือการปลูกผักโดยใช้น้ำที่มีธาตุอาหารพืชละลายอยู่แทนดิน ซึ่งจำเป็นต้องใช้สารเคมีอยู่ เพราะไม่มีดินที่เป็นตัวสะสมธาตุอาหาร

 

จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า อาหารที่ผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์ ปลอดภัยจากสารเคมีมากกว่าอาหารที่ผลิตในระบบอื่นๆกรมพัฒนาที่ดิน เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ขับเคลื่อนงานเกษตรอินทรีย์มาตลอด และเป็นฝ่ายเลขาคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนและพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติได้จัดงานมหกรรมเกษตรอินทรีย์ขึ้น ทั้งในส่วนภูมิภาค ทั้ง 4 ภาค รวมทั้งดำเนินการจัดประชุม เสวนาให้เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานอื่นสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เกษตรกรในพื้นที่ ตลอดจนประชาชนทั่วไปที่สนใจมีความรู้ความเข้าใจ ตระหนักรู้ถึงทิศทางในการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของประเทศ และเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงการบูรณาการแผนงาน/โครงการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ที่มีกลุ่มเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาในรูปแบบที่มีความหลากหลายของวิถีชีวิตและวัฒนธรรม รวมถึงการนำนโยบาย การตลาด
นำการผลิต มาใช้ในการขับเคลื่อนผลจากการดำเนินงานถือว่าประสบความสำเร็จด้วยดีในระดับที่น่าพอใจ

รายงานพิเศษ : การขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ แนวทางสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรที่ยั่งยืน (3) ‘จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส เกษตรอินทรีย์ของไทยกับผลการงานของภาครัฐปี’61’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/380531

รายงานพิเศษ : การขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ แนวทางสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรที่ยั่งยืน (3)  ‘จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส เกษตรอินทรีย์ของไทยกับผลการงานของภาครัฐปี’61’

รายงานพิเศษ : การขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ แนวทางสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรที่ยั่งยืน (3) ‘จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส เกษตรอินทรีย์ของไทยกับผลการงานของภาครัฐปี’61’

วันจันทร์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สำหรับภาพรวมสถานการณ์เกษตรอินทรีย์ในประเทศไทยในปัจจุบันถือว่ามีการพัฒนาต่อเนื่อง โดยภาครัฐยังคงมีนโยบายให้การสนับสนุนการดำเนินการอย่างเข้มข้นมากขึ้น โดยประเทศไทยยังคงมีจุดแข็งสำคัญคือ เกษตรกรไทยพึ่งพาตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีหน่วยงานภาครัฐสนับสนุนเกษตรอินทรีย์ที่ชัดเจน โดยผลักดันผ่านยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ส่งผลให้ประเทศไทยมีโอกาสผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ประกอบกับแรงขับเคลื่อนจากภาคเอกชนและภาคประชาชน มีความพร้อมร่วมกันขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์

แต่ทั้งนี้ยังมีจุดอ่อนด้านองค์ความรู้เกี่ยวกับระบบการผลิต การแปรรูปที่จำกัด โดยส่วนใหญ่ยังขาดความตระหนักถึงประโยชน์จากการทำเกษตรอินทรีย์ ดังนั้น จึงมีปัญหาผลักดันให้พื้นที่เป้าหมายเพิ่มขึ้นในระยะเวลาอันสั้น เกษตรกรขาดแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์ สินค้าเกษตรอินทรีย์ยังขาดความหลากหลาย รวมถึงการพัฒนาและการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ยังมีน้อย ทำให้ขาดการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเพื่อต่อยอดเชิงพาณิชย์ทั้งด้านการผลิตและการตลาดของสินค้าเกษตรอินทรีย์ แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในอาหารมากขึ้น ทำให้สถานการณ์เกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยมีโอกาสเปลี่ยนผ่านไปสู่การพัฒนาตามแนวทางเกษตรอินทรีย์ที่เป็นสากลมากขึ้น

จากกระแสสังคมที่หันมาใส่ใจบริโภคอาหารที่ปลอดภัยต่อสุขภาพกระตุ้นความต้องการสินค้าอาหารอินทรีย์ในตลาดสูงขึ้น ซึ่งผลดำเนินงานเกี่ยวกับการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรฯ ปี 2561 ภาพรวมการดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ 2560-2564 ดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ที่ 1 คือ ส่งเสริมการวิจัย การสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้ โดยยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปด้วย Industry 4.0 สู่การเป็น Agro Processing ในภูมิภาคเอเชีย 1 เครือข่าย และอบรมเผยแพร่องค์ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ด้านเกษตรอินทรีย์ และด้านหม่อนไหมอินทรีย์ 1,055 คน ถ่ายทอดการผลิตการใช้สารชีวภัณฑ์เพื่อป้องกันกำจัดศัตรูพืช 27 คน และจัดอบรมผู้ตรวจประเมิน 330 คน

นอกจากนั้น ก็เป็นการให้ความรู้แก่เกษตรกรโดยถ่ายทอดเทคโนโลยีพลาสติกคัดเลือกแสงสำหรับเพาะปลูก 80 คน การเรียนรู้ปลูกผักอินทรีย์ 8 แห่ง การผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพแบบอินทรีย์ 1 โรงเรียน เทคโนโลยีการปรับปรุงคุณภาพดิน 283 คน ให้ความรู้ด้านเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอินทรีย์ 1,724 คน ด้านปศุสัตว์อินทรีย์ 126 คน ด้านพืชอินทรีย์ 1,614 คน และไหมอินทรีย์ 100 คน ให้ความรู้เกษตรกรในการสนับสนุนศูนย์เรียนรู้ด้านปศุสัตว์อินทรีย์ 2 แห่ง สนับสนุนเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่นิคมสหกรณ์ 1,000 คน และจัดทำฐานข้อมูลเกษตรอินทรีย์ในเขตปฏิรูปที่ดิน 1,724 คน จัดทำฐานข้อมูลการผลิตปศุสัตว์อินทรีย์ประจำปี 1 แห่ง จัดทำ Organic Agriculture Database 1 ระบบ

ยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนาการผลิตสินค้าและบริการเกษตรอินทรีย์ สนับสนุนปัจจัยการผลิตให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 1,081 ราย ปัจจัยปศุสัตว์ จำนวน 9,419 คน จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ต้นแบบปุ๋ยเติมอากาศ 4 ศูนย์ จัดตั้งศูนย์ผลิตชีวินทรีย์ 11 ศูนย์ จัดทำแปลงต้นแบบการผลิตพืชอินทรีย์ 142 คน สนับสนุนโคเนื้อเพื่อผลิตปัจจัยการผลิต 25 ตัว สนับสนุนท่อนพันธุ์หญ้าเนเปียร์ 40 ไร่ สนับสนุนถังหมักพืชอาหารสัตว์ 200 ใบ และสนับสนุนเครื่องสับบดพืชอาหารสัตว์ 1 เครื่อง ผลิตพ่อพันธุ์แม่พันธุ์แมลงศัตรูธรรมชาติ 25,800 ตัว ส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ 45,607 ราย พื้นที่รวม 587,105.80 ไร่ และส่งเสริมเกษตรอินทรีย์แปลงใหญ่ 5 แปลง

ยุทธศาสตร์ที่ 3 การขับเคลื่อนการพัฒนาการตลาดสินค้าและบริการและการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ดำเนินการตรวจรับรองแหล่งผลิตพืชอินทรีย์ 1,157 แปลง ฟาร์มปศุสัตว์ 36 ฟาร์ม ด้านสัตว์น้ำอินทรีย์ 76 คน และพัฒนาสถานที่จำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ 100 แห่ง พร้อมกันนั้นได้จัดมหกรรมแสดงและจำหน่ายสินค้าอินทรีย์ในประเทศ 1 ครั้ง พัฒนาตลาดสีเขียว 3 แห่ง สร้างความตระหนักรู้เรื่องคุณภาพมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ 34 ครั้ง เชื่อมโยงตลาดและส่งเสริมพัฒนาต่อยอดสินค้า 1 ครั้ง นำผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมแสดงสินค้าในงาน BIOFAH 2018 ณ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี จัดงานประชาสัมพันธ์โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ 300 คน

ยุทธศาสตร์ที่ 4 การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ จัดประชุมกรรมการและคณะทำงานศึกษาแนวทางการจัดตั้งสถาบันเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ประสานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สนับสนุนโครงการสินเชื่อสีเขียว อัตราดอกเบี้ยต่ำ เป้าหมายวงเงินสินเชื่อ 5,000 ล้านบาท เสนอกรมศุลกากร ปรับปรุงรหัสสถิติต่อท้ายพิกัดอัตราศุลกากร 5 สินค้า คือ ชาใบเขียวอินทรีย์ มะพร้าวอ่อนอินทรีย์ กะทิสำเร็จรูปอินทรีย์ มังคุดอินทรีย์ และทุเรียนอินทรีย์ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นมา นอกจากนี้คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ได้จัดประชุมเพื่อร่วมหารือแนวทางการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ในแต่ละเรื่อง

จากผลการดำเนินงานของภาครัฐที่ค่อนข้างทำงานในเชิงรุก ส่งผลให้การพัฒนาขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์มีความก้าวหน้าเป็นรูปธรรมมากขึ้น แต่การดำเนินงานจะยังต้องต่อเนื่องและเข้มข้นมากขึ้นในปีต่อไป เพื่อให้การทำเกษตรอินทรีย์เข้มแข็งและขยายวงกว้าง และสุดท้ายเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรไทยและผู้บริโภคอย่างแท้จริง มีความยั่งยืนต่อไป

รายงานพิเศษ : การขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ แนวทางสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรที่ยั่งยืน (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379963

รายงานพิเศษ : การขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์  แนวทางสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรที่ยั่งยืน (2)

รายงานพิเศษ : การขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ แนวทางสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรที่ยั่งยืน (2)

วันศุกร์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จาการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ครั้งที่ 6/2561 ที่ผ่านมา การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ได้เน้นหนักยึดการทำงานเชิงพื้นที่เป็นหลัก ใช้การตลาดนำการผลิต ซึ่งมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันดำเนินงาน ให้การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ สามารถขยายผลได้ครอบคลุมทั้ง 13 กลุ่มจังหวัด 56 จังหวัดเป้าหมาย

ในส่วนของการดำเนินงานก็จะเป็นไปตามหลักการเกษตรอินทรีย์ระดับสากล สหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (IFOAM) ที่ได้กำหนดหลักการที่สำคัญของการผลิตเกษตรอินทรีย์ไว้ 4 ด้าน คือ ด้านสุขภาพ (Health) ด้านนิเวศวิทยา (Ecology) ด้านความเป็นธรรม (Fairness) และ ด้านการดูแลเอาใจใส่ (Care) รายละเอียดของหลักการ 4 ด้าน ดังนี้

ด้านสุขภาพ (Health) เกษตรอินทรีย์ควรต้องส่งเสริมและสร้างความยั่งยืนให้กับสุขภาพอย่างเป็นองค์รวมของดิน พืชสัตว์ มนุษย์ และโลก ไม่ว่าจะเป็นการผลิตในไร่นา การแปรรูป การ
กระจายผลผลิต หรือการบริโภค โดยมุ่งที่ผลิตอาหารที่มีคุณภาพสูงและมีคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อสนับสนุนให้มนุษย์ได้มีสุขภาวะที่ดีขึ้น ด้วยเหตุนี้เกษตรอินทรีย์จึงเลือกที่จะปฏิเสธการใช้ปุ๋ยเคมีสารเคมีกำจัดศัตรูพืช เวชภัณฑ์สัตว์และสารปรุงแต่งอาหารที่อาจมีอันตรายต่อสุขภาพ

ด้านนิเวศวิทยา (Ecology) เกษตรอินทรีย์ควรจะต้องตั้งอยู่บนรากฐานของ ระบบนิเวศวิทยาและวัฏจักรแห่งธรรมชาติ การผลิตต้องสอดคล้องกับวิถีแห่งธรรมชาติ ช่วยให้ระบบและวัฏจักรธรรมชาติเพิ่มพูนและยั่งยืนมากขึ้น หลักการเกษตรอินทรีย์เป็นองค์ประกอบหนึ่งของระบบนิเวศที่มีชีวิต ดังนั้นการผลิตการเกษตรจึงต้องพึ่งพาอาศัยกระบวนการทางนิเวศวิทยาและวงจรของธรรมชาติ เช่น การปลูกพืชเกษตรกรจะต้องปรับปรุงดินให้มีชีวิต หรือในการเลี้ยงสัตว์เกษตรกรจะต้องใส่ใจกับระบบนิเวศโดยรวมของฟาร์ม หรือแม้แต่การเก็บเกี่ยวผลผลิตจากป่า ต้องสอดคล้องกับวัฏจักรและสมดุลทางธรรมชาติ ดังนั้นการจัดการเกษตรอินทรีย์จึงจำเป็นต้องสอดคล้องกับเงื่อนไขท้องถิ่น ภูมินิเวศ วัฒนธรรม และเหมาะสมกับขนาดของฟาร์ม เกษตรกรควรใช้ปัจจัยการผลิตและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ด้านความเป็นธรรม (Fairness) เกษตรอินทรีย์ควรจะตั้งอยู่บนความสัมพันธ์ ที่มีความเป็นธรรมระหว่างสิ่งแวดล้อมโดยรวมและสิ่งมีชีวิต ในหลักการด้านนี้ความสัมพันธ์ของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตและการจัดการผลผลิตเกษตรอินทรีย์ในทุกระดับควรมีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นธรรมทั้งเกษตรกร คนงาน ผู้แปรรูป ผู้จัดจำหน่าย ผู้ค้า และผู้บริโภค ทุกคนควรได้รับโอกาสในการมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ด้านการดูแลเอาใจใส่ (Care) การบริหารจัดการเกษตรอินทรีย์ควรจะต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังและรับผิดชอบเพื่อปกป้องสุขภาพและความเป็นอยู่ของผู้คนทั้งในปัจจุบันและอนาคต รวมทั้งพิทักษ์ปกป้องสภาพแวดล้อมโดยรวมด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีระบบการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่มีคุณภาพ แต่ด้านการตลาดจะต้องเป็นตัวกำหนดและนำการผลิตเสมอ เพื่อให้สินค้าที่ผลิตได้ถูกส่งไปยังกลุ่มเป้าหมายและขยายเป็นวงกว้างต่อไป เบื้องต้นตลาดของสินค้าเกษตรอินทรีย์ในตลาดท้องถิ่น หรือตลาดภายในประเทศ กระทรวงสาธารณสุข จะเป็นผู้ชี้เป้าหมายได้แก่ โรงพยาบาลทั้ง 896 แห่งทั่วประเทศ ที่เข้าร่วมดำเนินโครงการโรงพยาบาลอาหารปลอดภัย นอกจากนี้ก็จะมีโรงเรียน สถาบันการศึกษา 36,000 แห่ง และโรงแรมอีกประมาณ 10,000 แห่ง โดยกระทรวงเกษตรฯจะทำหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรให้ทำการผลิตเกษตรอินทรีย์ให้ได้มาตรฐาน ในส่วนของตลาดต่างประเทศองค์การตลาดฯกระทรวงมหาดไทย จะช่วยหาตลาดและทำแบรนด์สินค้าเกษตรอินทรีย์ สนับสนุนตลาดเกษตรอินทรีย์ในต่างประเทศ เช่น EU IFOAM USDA เป็นต้น

รายงานพิเศษ : การขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ แนวทางสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรที่ยั่งยืน (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379757

รายงานพิเศษ : การขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์  แนวทางสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรที่ยั่งยืน (1)

รายงานพิเศษ : การขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ แนวทางสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรที่ยั่งยืน (1)

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

l เกษตรอินทรีย์ภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์หลักในการพัฒนา

สถานการณ์ภาคเกษตรของประเทศไทยที่ผ่านมา การพัฒนาที่มุ่งเน้นการผลิตแบบอุตสาหกรรมและการค้าทำให้เกษตรกรหันมาทำการเกษตรในเชิงเดี่ยว ทำให้ปริมาณการใช้สารเคมีเพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น เกิดความเสื่อมโทรมของพื้นที่การเกษตร ภาครัฐจึงได้ส่งเสริมการทำเกษตรกรรมที่มีความยั่งยืนทั้งในแง่ของสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยของอาหาร โดยวิถีเกษตรอินทรีย์ถือเป็นหนึ่งในทางเลือกที่สามารถพัฒนาภาคการเกษตร สร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและเสริมสร้างสิ่งแวดล้อมให้อุดมสมบูรณ์ได้

จากความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2560 ในยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ.2560-2564 ภายใต้วิสัยทัศน์ คือ “ประเทศไทยเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคด้านการผลิต การบริโภค การค้าสินค้า การบริการเกษตรอินทรีย์ที่มีความยั่งยืนซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล” ด้วยเหตุนี้การขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์จึงถือเป็นนโยบายระดับชาติ จากยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติฉบับล่าสุดรัฐบาลได้วางเป้าหมายการดำเนินงานออกเป็น 4 หัวข้อหลักได้แก่ 1.การเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 600,000 ไร่ ภายในปี 2564 2.เพิ่มจำนวนเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 30,000 ราย ภายในปี 2564 3.เพิ่มสัดส่วนตลาดในประเทศร้อยละ 40 และเพิ่มสัดส่วนตลาดส่งออกร้อยละ 60 4.สุดท้ายคือการยกระดับกลุ่มเกษตรอินทรีย์วิถีพื้นบ้านให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้การดำเนินงานจะเป็นไปตาม 4 ยุทธศาสตร์ ด้วยกันคือ ยุทธศาสตร์ที่ 1 ส่งเสริมการวิจัย และการสร้างองค์ความรู้นวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ ยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนาการผลิตสินค้าและบริการเกษตรอินทรีย์ ยุทธศาสตร์ที่ 3 พัฒนาการตลาดสินค้าและบริการ การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ยุทธศาสตร์ที่ 4 การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ โดยมีกลไกการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ประกอบด้วย 1.คณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ มีรองนายกรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) ได้รับมอบหมายเป็นประธานกรรมการ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับมอบหมายเป็นกรรมการและเลขานุการ มีผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ ผู้แทนกรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และกรมวิชาการ นอกจากนี้ยังมีผู้แทนจากระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ระดับชาติ เพื่อผลักดันและขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของประเทศ ดำเนินการบูรณาการแนวทางมาตรการ แผนงานและงบประมาณกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง 2.คณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2561 โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้รับมอบหมายซึ่งได้แก่ นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร เป็นประธานอนุกรรมการ มีรองปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้องและหัวหน้าส่วนราชการในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นอนุกรรมการ โดยมีอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินเป็นอนุกรรมการและเลขานุการมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาเสนอแผนงาน โครงการ งบประมาณเพื่อขับเคลื่อนงานด้านเกษตรอินทรีย์ ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ กำหนดแนวทาง มาตรการหรือกลไกการประสานความร่วมมือระหว่างส่วนราชการและภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์โคนมนครปฐม จำกัด’ สานต่อพระราชปณิธานพ่อหลวง‘ร.9’พัฒนาอาชีพเกษตรกรยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379589

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์โคนมนครปฐม จำกัด’  สานต่อพระราชปณิธานพ่อหลวง‘ร.9’พัฒนาอาชีพเกษตรกรยั่งยืน

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์โคนมนครปฐม จำกัด’ สานต่อพระราชปณิธานพ่อหลวง‘ร.9’พัฒนาอาชีพเกษตรกรยั่งยืน

วันพุธ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

อาชีพการเลี้ยงโคนม เป็นอาชีพพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9ทรงริเริ่มและส่งเสริมให้พสกนิกรได้มีอาชีพที่ยั่งยืน เลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ สหกรณ์โคนมนครปฐม จำกัด เป็นอีกสหกรณ์ที่มุ่งสานต่อพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคนม โดยเน้นความอยู่ดีกินดีของสมาชิกเป็นสำคัญ

“ธุรกิจครบวงจร สหกรณ์มั่นคง ซื่อตรงโปร่งใส คืนกำไรสู่สังคม” เป็นปณิธานหลักของสหกรณ์โคนมนครปฐม จำกัด ซึ่งเดิมสมาชิกทำนา ทำไร่ และรับจ้างทั่วไป แต่สนใจในอาชีพเลี้ยงโคนม จึงรวมตัวกันจัดตั้งสหกรณ์แห่งนี้ขึ้นในปี 2514 โดยสำนักงานสหกรณ์จังหวัด ได้จัดสรรงบประมาณเป็นทุนดำเนินงานเบื้องต้น 100,000 บาท สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เป็นพี่เลี้ยงด้านวิชาการ จากการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้สมาชิกจาก 10 รายเพิ่มขึ้นเป็น 258 รายในปัจจุบัน

นางสาวสังวาลย์ ทิมหอมผู้จัดการสหกรณ์โคนมนครปฐม จำกัด เล่าว่า ก่อนที่เกษตรกรจะเข้ามาเป็นสมาชิกสหกรณ์ฯ จะเชิญวิทยากรที่มีความรู้ทางด้านปศุสัตว์มาฝึกอบรมเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงโคนมและผลิตน้ำนมที่มีคุณภาพเพื่อป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิตของสหกรณ์ฯซึ่งปัจจุบันสหกรณ์ฯรับซื้อน้ำนมดิบจากสมาชิกกว่า 30 ตันต่อวัน โดยร้อยละ 90ของน้ำนมทั้งหมด จะนำไปผลิตนมโรงเรียน และอีกร้อยละ 10 จัดทำเป็นนมพาณิชย์ จำหน่ายภายใต้แบรนด์ของสหกรณ์ นอกจากนี้ เพื่อให้สมาชิกสามารถยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตนเอง สหกรณ์ฯ
จึงมีบริการเงินทุนดอกเบี้ยต่ำแก่สมาชิก เพื่อนำไปซื้อโคนมเพิ่ม และขยายกิจการต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องโคนม อีกทั้งยังมีการฝึกอบรมให้เป็นระยะๆ ตลอดทั้งปีอีกด้วย

ล่าสุด สหกรณ์ฯ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน จำนวน 9 ล้านกว่าบาท ในการสร้างห้องแล็บพร้อมอุปกรณ์ เพื่อใช้ในการตรวจสอบคุณภาพน้ำนมดิบให้ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ที่กำหนด และซื้อเครื่องจักรใหม่ ประกอบด้วย เครื่องบรรจุนมถุง 6 เครื่อง เครื่องพาสเจอร์ไรซ์และเครื่องโฮโมจีไนส์เซอร์ จำนวน 1 ชุด รวมถึงรถบรรทุกห้องเย็นขนาด 4 ล้อ (130 แรงม้า) จำนวน 1 คัน ทั้งนี้ เนื่องจากอุปกรณ์ต่างๆที่มีอยู่เดิมใช้งานมานานกว่า 47 ปีแล้ว จึงเกิดการชำรุดทรุดโทรม ซึ่งหลังจากได้งบประมาณดังกล่าวมา สหกรณ์ฯ สามารถลดการสูญเสียในการผลิตนม ลดต้นทุนการผลิต และใช้เวลาในการผลิตน้อยลง

ด้าน นายนที ศรีจาดสมาชิกสหกรณ์โคนมนครปฐม จำกัด เล่าว่าก่อนที่จะมาเลี้ยงโคนมตนเองไม่มีความรู้ทางด้านนี้เลย แต่หลังจากได้เข้ามาเป็นสมาชิกของสหกรณ์ฯ ได้รับความรู้จากการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการดูแล การรีดนม ทำให้ปัจจุบันตนสามารถส่งน้ำนมให้สหกรณ์ฯ ทุกวัน สร้างรายได้หลายหมื่นบาทต่อเดือน ส่งผลให้ชีวิตดีขึ้น 100%

จะเห็นได้ว่า เมื่อสหกรณ์เข้มแข็งแล้ว ก็ย่อมส่งผลให้สมาชิกมีความมั่นคงทางรายได้ และยั่งยืนทางอาชีพตามไปด้วย