รายงานพิเศษ : ‘สุริยะ ชูวงศ์’ครูบัญชีอาสาดีเด่นจ.เพชรบุรี พลิกวิกฤติเป็นโอกาสใช้ความรู้ทางบัญชีปรับวิถีทำเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/386661

รายงานพิเศษ : ‘สุริยะ ชูวงศ์’ครูบัญชีอาสาดีเด่นจ.เพชรบุรี  พลิกวิกฤติเป็นโอกาสใช้ความรู้ทางบัญชีปรับวิถีทำเกษตร

รายงานพิเศษ : ‘สุริยะ ชูวงศ์’ครูบัญชีอาสาดีเด่นจ.เพชรบุรี พลิกวิกฤติเป็นโอกาสใช้ความรู้ทางบัญชีปรับวิถีทำเกษตร

วันศุกร์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ส่งเสริมและผลักดันให้เกษตรกรและประชาชน มีการทำบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือนมาอย่างต่อเนื่อง โดยสร้างครูบัญชีอาสาหรือ “อาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี” ซึ่งเป็นบุคลากรสำคัญที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ในการเป็นวิทยากร วิทยากรผู้ช่วย เพื่อสอนแนะ กระตุ้นการเรียนรู้ และติดตามผลการทำบัญชีของเกษตรกร รวมถึงการสร้างเครือข่ายถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรในชุมชนของตนและพื้นที่ต่างๆ ซึ่งจากการทำงานเป็นเครือข่ายร่วมกันระหว่างกรมตรวจบัญชีสหกรณ์และครูบัญชีอาสา ได้ช่วยเสริมสร้างให้เกษตรกรได้ใช้บัญชีไปใช้วิเคราะห์ต้นทุนการประกอบอาชีพ เพื่อวางแผนธุรกิจในครัวเรือนของตนเองได้

นายสุริยะ ชูวงศ์ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาบัญชีฟาร์มประจำปี ๒๕๕๙ และครูบัญชีอาสากรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จากจังหวัดเพชรบุรี เป็นเกษตรกรคนหนึ่งที่เคยประสบปัญหาในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยจำหน่ายกล้วยหอมทองในช่วงสินค้าล้นตลาด ทำให้ไม่เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค และได้ราคาตกต่ำ แต่ในทางกลับกันเมื่อถึงช่วงเทศกาลที่กล้วยหอมทองเป็นที่ต้องการของตลาด กลับไม่มีสินค้าไปจำหน่าย สูญเสียโอกาสในการสร้างรายได้ จนกระทั่งได้รับการส่งเสริมองค์ความรู้ทางบัญชีจากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จึงได้นำข้อมูลจากการจดบันทึกทางบัญชีมาวิเคราะห์การใช้จ่าย ทำให้สามารถมองเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และนำไปวางแผนในการเพาะปลูกให้ได้ผลผลิตที่สอดคล้องกับกลไกการตลาดเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ทำให้สามารถจำหน่ายกล้วยหอมทองได้ราคาดี พร้อมทั้งน้อมนำทฤษฎีไร่นาสวนผสมและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ปลูกพืชไร่พืชสวนแบบผสมผสาน แบ่งพื้นที่อย่างเป็นระบบ ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการผลิต บริหารจัดการระบบการเงินด้วยการทำบัญชีครัวเรือนและการทำการตลาด โดยศึกษาความต้องการของตลาดและตรวจสอบราคาของผักผลไม้ที่แตกต่างไปตามเทศกาลและฤดูกาล เพื่อนำมาวางแผนการปลูกพืชในแต่ละเดือนให้เหมาะกับความต้องการของตลาดในช่วงนั้นๆ

จากการที่นายสุริยะนำข้อมูลทางบัญชีที่จดบันทึกไว้มาวิเคราะห์วางแผนการผลิต ทำให้มองเห็นปัญหาและแนวทางแก้ไข จนพัฒนาตนเองสู่ความสำเร็จ โดยนายสุริยะบอกว่า องค์ความรู้ทางบัญชี ถือเป็นอาวุธทางปัญญาที่ส่งผลให้การผลิตภาคการเกษตร ผ่านพ้นความเสี่ยงจากกลไกทางการตลาดที่มีผลต่อการกำหนดราคาพืชผลทางการเกษตร และยังสามารถนำข้อมูลจากการจดบันทึกทางบัญชีมาใช้ในการบริหารจัดการปัจจัยการผลิตอย่างดิน น้ำ และปุ๋ยได้อย่างเหมาะสม จนทำให้ผ่านพ้นวิกฤติไปได้อีกด้วย

นับเป็นตัวอย่างของเกษตรกรที่นำองค์ความรู้ทางบัญชีมาปรับเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตและทำการเกษตร และยังเป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เกษตรกรอื่นๆ นำไปเป็นแบบอย่างปรับตัวฝ่าวิกฤติที่เกิดขึ้นสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน

 

รายงานพิเศษ : สหกรณ์วัดจันทร์หนุนสมาชิก ปลูกเมล่อนอินทรีย์สร้างรายได้ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/386438

รายงานพิเศษ : สหกรณ์วัดจันทร์หนุนสมาชิก  ปลูกเมล่อนอินทรีย์สร้างรายได้ยั่งยืน

รายงานพิเศษ : สหกรณ์วัดจันทร์หนุนสมาชิก ปลูกเมล่อนอินทรีย์สร้างรายได้ยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“เมล่อนอินทรีย์” ถือเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยมของผู้บริโภค อีกทั้งยังขายได้ราคาดี สหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด จังหวัดพิษณุโลก จึงได้ส่งเสริมให้สมาชิกปลูก เพื่อเพิ่มรายได้ และสร้างอาชีพที่ยั่งยืน

นางกัญญา งามสงวน ผู้จัดการสหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากสหกรณ์ฯ เข้าอบรมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดพิษณุโลก และสำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก ที่ได้มาสนับสนุนโครงการปลูกพืชทางเลือกและผักปลอดภัยเพื่อเพิ่มรายได้เสริมให้กับกลุ่มสมาชิก จึงได้เรียนรู้วิธีการปลูกเมล่อนตามนโยบายยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรและสร้างมูลค่า เพื่อช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นสหกรณ์ฯ ได้ส่งเสริมให้สมาชิกหันมาปลูกเมล่อนอินทรีย์ ในลักษณะปลูกในโดม เพื่อสร้างอาชีพสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับสมาชิกและเป็นแหล่งผลิตอาหารปลอดสารพิษให้กับผู้บริโภค

สหกรณ์ฯได้ลงทุนสร้างโรงเรือนกลางของสหกรณ์ใช้งบประมาณ 600,000 บาท ปลูกเมล่อนอินทรีย์ตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องพึ่งสารเคมี โดยซื้อเมล็ดพันธุ์เมล่อนพันธุ์กรีนเน็ตมาปลูก ซึ่งทำให้ผลผลิตมีรสชาติดี เนื้อนุ่ม หวาน หอม มีทั้งสีส้มและเขียว โดยใช้เวลาเพียง 60 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตนำไปขายได้ ปัจจุบันขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 100 บาท ถ้าซื้อเหมาถึงฟาร์มขายราคากิโลกรัมละ 80 บาท ซึ่งถูกกว่าตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปและยังปลอดสารด้วย

ปัจจุบันสหกรณ์ฯ มีโรงเรือนสำหรับปลูกเมล่อน 2 โรงเรือน เป็นโรงเรือนแบบปิดที่สามารถควบคุมการผลิตได้ โดยจะควบคุมความหนาแน่นของจำนวนต้น การให้น้ำ การดูแลรักษาซึ่งปลอดจากสารเคมี สารกำจัดแมลง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค นอกจากนี้ การปลูกเมล่อนยังมีต้นทุนต่ำ ดูแลรักษาง่าย ไม่มีขั้นตอนยุ่งยาก เพราะเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย ใช้เพียงการทำแบบระบบน้ำหยด เปิดปิดเป็นเวลา สหกรณ์ฯ ได้เริ่มเก็บผลผลิตและจำหน่ายเมล่อนรุ่นแรก ทำกำไรถึง 80,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ที่ดีให้กับเกษตรกร ซึ่งตลาดในขณะนี้ของสหกรณ์จะขายตามยอดสั่งซื้อของลูกค้าที่สั่งผ่านชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด และโครงการธงฟ้าประชารัฐ

“ขณะนี้สหกรณ์ฯ กำลังจะขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มอีก 2 โรงเรือน เพื่อกระจายผลผลิตออกสู่ตลาดให้มากขึ้น โดยจะให้สมาชิกนำความรู้ไปต่อยอด หากจะทดลองปลูกที่บ้านของตัวเอง สหกรณ์ฯ ก็จะไปรับซื้อถึงที่เพื่อช่วยสร้างรายได้ให้แก่สมาชิก พร้อมกับหาตลาดรองรับ หากสมาชิกได้เรียนรู้และสนใจจะทำอาชีพนี้จริงจัง ก็น่าจะสร้างรายได้มากกว่าการปลูกพืชชนิดอื่น และทำให้มีรายได้อย่างต่อเนื่องทั้งปี” นางกัญญา กล่าว

แม้ตอนนี้สหกรณ์ฯ ยังอยู่ในช่วงของการเรียนรู้ และเริ่มส่งเสริมให้สมาชิกปลูก แต่เชื่อว่าเมล่อนอินทรีย์เป็นพืชที่มีอนาคตไกล สามารถสร้างรายได้ที่งดงามให้กับสมาชิกได้อย่างแน่นอน

รายงานพิเศษ : ชุมนุมสหกรณ์ฯบุรีรัมย์โชว์ผลงาน ศูนย์รวมผลิตข้าวคุณภาพครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/385325

รายงานพิเศษ : ชุมนุมสหกรณ์ฯบุรีรัมย์โชว์ผลงาน  ศูนย์รวมผลิตข้าวคุณภาพครบวงจร

รายงานพิเศษ : ชุมนุมสหกรณ์ฯบุรีรัมย์โชว์ผลงาน ศูนย์รวมผลิตข้าวคุณภาพครบวงจร

วันพฤหัสบดี ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นหนึ่งในจังหวัดที่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง เป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุดในประเทศไทย และผืนดินนี้ยังเคยเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟมาก่อน จึงอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น แมงกานีส แมกนีเซียม แคลเซียม และฟอสฟอรัส เป็นต้น

ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรบุรีรัมย์ จำกัด เป็นองค์กรของสมาชิกที่จัดตั้งขึ้น เพื่อทำธุรกิจร่วมกัน ในการรับซื้อข้าวจากสหกรณ์สมาชิกและเกษตรกร ปัจจุบันมีสมาชิกเป็นสหกรณ์การเกษตรระดับอำเภอในจ.บุรีรัมย์รวมทั้งสิ้น 43 สหกรณ์ ดำเนินธุรกิจรวบรวมข้าวเปลือกจากสหกรณ์สมาชิกมาแปรรูปเป็นข้าวสาร จำหน่ายทั้งปลีกและส่ง ทั้งในจ.บุรีรัมย์และจังหวัดอื่นๆ รวมถึงกรุงเทพมหานคร ตลอดจนจัดหาวัสดุการเกษตรมาจำหน่ายให้สหกรณ์สมาชิกในราคายุติธรรม อีกทั้ง ทำธุรกิจรับฝากเงินจากสมาชิกด้วย

นางรุ่งอรุณ เชาวกรกุล ผู้จัดการชุมนุมสหกรณ์การเกษตรบุรีรัมย์ จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันชุมนุมสหกรณ์ฯ จะเน้นผลิตข้าวหอมมะลิที่ปลูกและเก็บเกี่ยวในจ.บุรีรัมย์ แปรรูปจำหน่ายเป็นหลัก โดยมีโรงสีข้าวที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน GMP การผลิตข้าวสาร มีกำลังการผลิต 100 ตันต่อวัน ฉางบรรจุข้าวเปลือกพร้อมอุปกรณ์ รถบรรทุกสิบล้อ 1 คัน และไซโลข้าวเปลือก ความจุ 250 ตัน  อีกทั้ง ยังมีการพัฒนาและควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่ปรับสภาพพื้นที่ปลูกข้าว การเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว จนถึงการสีแปรสภาพเป็นข้าวสาร โดยการนำข้าวหอมมะลิของเกษตรกรที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์การเกษตรมาเข้าโรงสี สีข้าวหอมมะลิ และบรรจุถุงเพื่อพร้อมจำหน่ายให้กับผู้บริโภค

นอกจากนี้ ยังได้เข้าร่วมโครงการต่างๆ ไม่ว่าโครงการเกิดบุญของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่มุ่งเน้นพัฒนาคุณค่าข้าวหอมมะลิของสหกรณ์ไทยให้ไปสู่ระดับสากล รวมถึงการได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมส่งเสริมสหกรณ์ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ ในการจัดงบประมาณสนับสนุนเครื่องปรับปรุงคุณภาพข้าวให้เข้ามาติดตั้งในโรงสี ซึ่งส่งผลให้มีคุณภาพข้าวที่สูงขึ้น

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของชุมชนสหกรณ์จะประกอบด้วย ข้าวขาวหอมมะลิ และข้าวกล้องหอมมะลิ โดยจะมีขนาดบรรจุแบบ 1 กิโลกรัม 2 กิโลกรัม และ 5 กิโลกรัม ซึ่งมีทั้งถุงบรรจุแบบธรรมดาและสุญญากาศ สำหรับการผลิตข้าวเพื่อจำหน่ายนั้น มีทั้งผลิตเพื่อจำหน่ายของชุมชนสหกรณ์เองและการรับจ้างผลิตให้ผู้ส่งออกข้าวที่เราผลิตจำหน่ายเอง อย่างข้าวภายใต้ยี่ห้อสหกรณ์ ซึ่งจะมีวางจำหน่ายตามร้านสหกรณ์ รวมถึงข้าวกล้องหอมมะลิ จะวางจำหน่ายเฉพาะในห้างสรรพสินค้า เดอะมอลล์ และดิเอ็มโพเรียมล้วนแต่ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี

จากการดำเนินงานที่ผ่านมาของชุมชนสหกรณ์การเกษตรบุรีรัมย์ จำกัด สร้างประโยชน์ให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรที่ลดขั้นตอนการตลาด และค่าใช้จ่ายในการซื้อขาย รวมถึงผู้ผลิตขายข้าวได้ราคา ผู้บริโภคได้บริโภคสินค้าคุณภาพดี ราคาเหมาะสม เป็นธรรม ที่สำคัญผู้บริโภคมีส่วนช่วยให้เกษตรกรซึ่งเป็นผู้ที่มีรายได้น้อยให้มีรายได้เพิ่มขึ้น จากการขายข้าวได้ราคา ทำให้ชีวิตความอยู่ของชาวนาที่เป็นสมาชิกในจังหวัดบุรีรัมย์ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีสหกรณ์เสริมทักษะผู้สอบบัญชี ใช้โปรแกรม‘CATS’ช่วยตรวจสอบสหกรณ์เชิงลึก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/384849

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีสหกรณ์เสริมทักษะผู้สอบบัญชี  ใช้โปรแกรม‘CATS’ช่วยตรวจสอบสหกรณ์เชิงลึก

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีสหกรณ์เสริมทักษะผู้สอบบัญชี ใช้โปรแกรม‘CATS’ช่วยตรวจสอบสหกรณ์เชิงลึก

วันอังคาร ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จัดอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรการใช้ CATS เพื่อตรวจสอบโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์สำหรับภาคออมทรัพย์ รุ่นที่ 1 หนุนผู้สอบบัญชีใช้เป็นเครื่องมือช่วยสอบบัญชีสหกรณ์
ต่อยอดการใช้งานโปรแกรม ACL เกิดทักษะในการปฏิบัติงานสอบบัญชีด้วยคอมพิวเตอร์และสามารถวิเคราะห์ผลจากการตรวจสอบได้

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรในปัจจุบัน ได้มีการปรับตัวให้เท่าทันกับเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้ามากขึ้น สหกรณ์หลายแห่งใช้ระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารงาน มีการใช้โปรแกรมระบบบัญชีต่างๆ เพื่อให้มีระบบการควบคุมภายในที่ดี สามารถปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง สะดวกและรวดเร็ว ซึ่งโปรแกรมระบบตรวจสอบสหกรณ์เชิงลึก(Cooperative Audit through System : CATS) เป็นโปรแกรมหนึ่งที่สหกรณ์นำมาใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการตรวจสอบบัญชี โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้พัฒนาโปรแกรมนี้ต่อยอดมาจากโปรแกรม ACL (Audit Command Language) ซึ่งเป็นเครื่องมือช่วยในการพัฒนางานสอบบัญชีสหกรณ์ที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการประมวลผลข้อมูล เพื่อนำมาใช้ในการตรวจสอบสหกรณ์ที่ใช้โปรแกรมระบบบัญชีที่พัฒนาโดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ช่วยให้ผู้สอบบัญชีสามารถปฏิบัติงานสอบบัญชีได้รวดเร็วขึ้น ได้ผลการตรวจสอบที่ถูกต้องสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น และสามารถใช้เป็นหลักฐานประกอบการตรวจสอบที่มีความน่าเชื่อถือ

ทั้งนี้ เพื่อให้การตรวจสอบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จัดทำได้อย่างรวดเร็ว และผู้สอบบัญชีมีความรู้ ความเข้าใจและเกิดทักษะในการปฏิบัติงานการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยตรวจสอบบัญชี กรม จึงได้จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร การใช้ CATS เพื่อตรวจสอบโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ สำหรับภาคออมทรัพย์ รุ่นที่ 1 ซึ่งกรม พัฒนาขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือในการช่วยตรวจสอบสหกรณ์ เพื่อการตรวจสอบเฉพาะในแต่ละด้านของระบบงานสหกรณ์ และสนับสนุนให้ผู้สอบบัญชีมีเครื่องมือในการตรวจสอบการควบคุมภายในหลักและข้อมูลประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์และรายการผิดปกติ
ซึ่งจะทำให้ได้ความมั่นใจเพียงพอสำหรับแสดงความเห็นต่องบการเงินของสหกรณ์ โดยจัดการอบรมขึ้นทั้งหมด 2 รุ่น ในเดือนธันวาคม 2561 นี้ ซึ่งผู้สอบบัญชีที่ใช้โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์สำหรับสหกรณ์ออมทรัพย์ เวอร์ชั่น 2.1 ในการปฏิบัติงานตรวจสอบบัญชีให้สหกรณ์ จะได้รับความรู้ ความเข้าใจในกระบวนการสอบบัญชีด้วยคอมพิวเตอร์ และการวิเคราะห์ผลที่ได้จากการตรวจสอบข้อมูลของสหกรณ์ สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการปฏิบัติงานตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ในความรับผิดชอบได้ รวมทั้งสามารถแนะนำ สอนแนะแก่บุคลากรในหน่วยงานได้อีกด้วย

“กรมมีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับการปฏิบัติงานการตรวจสอบเทคโนโลยีสารสนเทศให้เทียบเท่าระดับสากลและเป็นไปตามมาตรฐานการสอบบัญชีที่รับรองทั่วไป รวมทั้งดูแลเรื่องความถูกต้อง ความชอบธรรม และความโปร่งใสของระบบบัญชี ระบบการเงินที่สหกรณ์ดำเนินการไปในแต่ละปี ให้มีความเป็นธรรมที่สุดเท่าที่สมาชิกจะพึงได้รับตามสิทธิและหน้าที่ เนื่องจากสหกรณ์ถือว่าสมาชิกทุกคน มีฐานะเป็นเจ้าของโดยเสมอภาคกัน เรื่องนี้จำเป็นต้องพัฒนาให้ทันกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี นี่คือเรื่องหนึ่งที่ต้องเน้นให้เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพให้ได้” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

รายงานพิเศษ : อีก3ปีเมืองนครศรีธรรมราชน้ำไม่ท่วม! กรมชลฯทุ่มงบ9.5พันล.ดันโครงการบรรเทาอุทกภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/384602

รายงานพิเศษ : อีก3ปีเมืองนครศรีธรรมราชน้ำไม่ท่วม!  กรมชลฯทุ่มงบ9.5พันล.ดันโครงการบรรเทาอุทกภัย

รายงานพิเศษ : อีก3ปีเมืองนครศรีธรรมราชน้ำไม่ท่วม! กรมชลฯทุ่มงบ9.5พันล.ดันโครงการบรรเทาอุทกภัย

วันจันทร์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากเหตุการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้โดยเฉพาะในจ.นครศรีธรรมราช ทำให้ระดับน้ำในคลองท่าดี เอ่อล้นเข้าท่วมเมืองเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กรมชลประทานซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบเรื่องน้ำของประเทศได้บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งระบายน้ำออกจากคลองสายหลักจนน้ำในคลองต่ำกว่าตลิ่งทุกสาย พร้อมทั้งสูบน้ำออกจากตัวเมืองจนเข้าสู่สภาวะปกติในขณะนี้

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า การระบายน้ำออกจากตัวเมืองครั้งนี้ต้องปิดประตูระบายน้ำคลองท่าดี เพราะถ้าเปิดประตูระบายน้ำคลองท่าดี จะทำให้น้ำไหลทะลักเข้าไปในคลองสายใหญ่ฝั่งซ้ายของ
ฝายคลองท่าดี ซึ่งจุดนี้เป็นจุดของคลองส่งน้ำ ไม่ใช่คลองระบายน้ำ คลองมีลักษณะต้นคลองใหญ่ ปลายคลองเล็ก ระบายน้ำออกได้เพียง 1.7 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยเฉพาะตรงช่วงกลางคลองจะมีอาคารอัดน้ำเป็นช่วงๆที่ไม่ได้ช่วยให้ระบายน้ำได้ดี ดังนั้น ถ้าเปิดรับน้ำปริมาณมากเข้าไปจะทำให้น้ำล้นคันคลอง ก่อความเสียหายต่ออาคารชลประทานและพื้นที่โดยรอบ และไม่ช่วยเรื่องการระบายน้ำหลากในภาพรวมแต่อย่างใด

 

 

สำหรับสิ่งกีดขวางทางน้ำที่เป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ จากการเข้าไปแก้ไขพบว่า ส่วนใหญ่เป็นกิ่งไม้ท่อนไม้ กรมได้กำจัดออกไปเพื่อให้น้ำไหลลงสู่ปลายคลองได้สะดวกขึ้น

ส่วนการแก้ปัญหาในระยะยาวนั้น กรมชลประทานน้อมนำพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 มาดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นครศรีธรรมราช

รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ม.จ.จักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ องคมนตรี พล.ท.เทียนชัย จั่นมุกดา รองสมุหราชองครักษ์ นายจริย์ ตุลยานนท์ อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน และดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ผู้อำนวยการสำนักงานเลขานุการ กปร. พร้อมเจ้าหน้าที่สำนักงานเลขานุการ กปร.ในขณะนั้น เข้าเฝ้าฯ ณ อาคารชัยพัฒนา สวนจิตรลดา พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ในเขตจังหวัดภาคใต้ ดังความตอนหนึ่งว่า…

“เนื่องจากน้ำจำนวนมากจากคลองท่าดีมักจะรวมกับน้ำหลากจากคลองเสาธง ซึ่งมีพื้นที่ลุ่มน้ำอยู่เคียงข้าง เมื่อไหลบ่าลงสู่ทะเลพร้อมๆ กัน จะทำให้เกิดน้ำท่วมตัวจังหวัดนครศรีธรรมราชอย่างรุนแรง ดังเช่นอุทกภัยที่เกิดกับตัวเมืองเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2531 ที่ผ่านมา สมควรพิจารณาขุดลอกลำน้ำที่ผ่านตัวเมืองให้ลึกพร้อมกับขยายลำน้ำเหล่านั้นให้มีความกว้างมากขึ้น รวมทั้งการพิจารณาขุดทางระบายน้ำใหม่เพิ่มอีกตามความเหมาะสม ก็จะช่วยระบายน้ำที่ไหลลงมายังตัวเมืองให้ผ่านลงสู่อ่าวไทยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น…”

อย่างไรก็ตามเนื่องจากพื้นที่เศรษฐกิจของ จ.นครศรีธรรมราช เป็นชุมชนเมืองที่มีราษฎรอาศัยหนาแน่น และมีลักษณะพื้นที่ทอดยาวขวางทิศทางการไหลในแนวทิศเหนือ–ใต้ เมื่อเกิดฝนตกหนักบริเวณเทือกเขานครศรีธรรมราชจะมีปริมาณน้ำไหลผ่านเข้าตัวเมืองมาก ประกอบกับชุมชนเมืองมีการพัฒนาพื้นที่ ทำให้เกิดการบุกรุกแนวเขตคลองธรรมชาติ ส่งผลให้คลองธรรมชาติมีขนาดเล็กลงและตื้นเขิน ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการระบายน้ำออกสู่ทะเล ทำให้เขตเทศบาลนครศรีธรรมราชและบริเวณใกล้เคียงเกิดปัญหาอุทกภัยเป็นประจำทุกปี

 

ทั้งนี้ จากการศึกษาทางอุทกวิทยาพบว่า น้ำที่ท่วมตัวเมืองนครศรีธรรมราชมาจากคลองท่าดี ซึ่งคลองท่าดีจะไหลไปลงคลองต่างๆและออกทะเลที่คลองท่าซัก และคลองปากนคร ซึ่งทั้ง 2 คลองนี้ มีความสามารถระบายน้ำรวมกันได้ 268 ลบ.ม./วินาที ทั้งนี้ น้ำในคลองท่าดีที่รอบปีการเกิดซ้ำ 25 ปี มีปริมาณน้ำ 750 ลบ.ม./วินาที ซึ่งมากกว่าความสามารถของคลองท่าดีที่ระบายน้ำได้เพียง 100 ลบ.ม./วินาที จึงทำให้เกิดอุทกภัยขึ้นทุกปี ดังนั้น จึงต้องเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำโดยขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ เพื่อผันน้ำเลี่ยงตัวเมืองนครศรีธรรมราช ให้สามารถเร่งการระบายน้ำออกทะเลให้ได้ในอัตรา 650 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

การดำเนินงานที่ผ่านมา กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือกันและมีมติเห็นควรใช้ระบบคลองส่งน้ำควบคู่กับการระบายน้ำเพื่อผันน้ำไม่ให้เข้าเมืองขุดขยายคลอง–ขุดลอกคลองเดิม ตามแผนที่เคยศึกษาไว้เดิม และให้ศึกษาทบทวนแนวทางแก้ปัญหาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอย่างเป็นระบบ ซึ่งกรมชลประทานเริ่มดำเนินการทบทวนรายงานการศึกษาและแบบรายละเอียดในปี 2555 เพื่อพิจารณาแนวทางเลือกก่อสร้างคลองในรูปแบบต่างๆให้ระบายน้ำได้ 750 ลบ.ม.ต่อวินาที โดยการศึกษาวางโครงการแล้วเสร็จเมื่อเดือนกันยายน 2559 และการสำรวจ–ออกแบบแล้วเสร็จในปี 2560

 

ทั้งนี้ โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จะประกอบด้วยงานสำคัญๆคือ การขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ 3 สายระบายน้ำได้ 650-750 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)ต่อวินาที ความยาวรวม 18.64 กิโลเมตร การปรับปรุงคลองระบายน้ำเดิม 2 สาย คือ คลองวังวัว ยาว 5.9 กิโลเมตร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการระบายน้ำเป็น 850 ลบ.ม.ต่อวินาที และคลองท่าเรือ-หัวตรุด ยาว 11.9 กิโลเมตร ให้ระบายน้ำได้ 100 ลบ.ม.ต่อวินาที พร้อมก่อสร้างประตูระบายน้ำ 7 แห่ง เมื่อแล้วเสร็จจะบรรเทาอุทกภัยในเขตเมืองนครศรีธรรมราชและลดพื้นที่น้ำท่วมได้ประมาณร้อยละ 90 ครอบคลุม 12 ตำบล มีประชาชนได้รับประโยชน์ 32,253 ครัวเรือน และยังกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้ประมาณ 5.5 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 17,400 ไร่

“ขณะนี้กรมชลประทานเร่งรัดดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปี (ปี 2561-2563) ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม2560 วงเงินงบประมาณโครงการ 9,580 ล้านบาท” ดร.ทวีศักดิ์กล่าว

สำหรับความคืบหน้าการดำเนิน โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชฯ ขณะนี้เริ่มดำเนินการขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ทั้ง 3 สาย ตั้งแต่ปลายปี 2560 เป็นต้นมา ส่วนงานต่อก่อสร้างประตูระบายน้ำได้เริ่มดำเนินการที่ ประตูระบายน้ำคลองท่าเรือ-หัวตรุดแล้ว รวมทั้งงานปรับปรุงคลองเดิมก็เริ่มดำเนินการแล้วเช่นกัน ซึ่งกรมชลประทานจะเร่งรัดงานทุกงานให้แล้วเสร็จตามเป้าหมายคือ ภายในปี 2563

รายงานพิเศษ : พปชร.กับเสียงเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/384526

รายงานพิเศษ : พปชร.กับเสียงเกษตรกร

รายงานพิเศษ : พปชร.กับเสียงเกษตรกร

วันอาทิตย์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

บรรยากาศการเลือกตั้งเริ่มมีความคึกคัก หลังจากที่นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ประกาศ “ปลดล็อก” พรรคการเมือง มีผลให้ผู้สมัครของแต่ละพรรคเริ่มลงพื้นที่กันอย่างเข้มข้นเพื่อทำกิจกรรมหาเสียง

ขณะที่ฟากรัฐบาลซึ่งอยากจะกลับเข้ามาทำหน้าที่ในสภาอีกครั้ง ก็เร่งออกมาตรการสร้างความนิยมก่อนการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่ที่ได้รับความเดือดร้อนจากราคาพืชผลทางการเกษตร มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย มาตรการคืนภาษี VAT ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะครบถ้วนทุกกลุ่มประชาชนในทุกพื้นที่

แต่ในพื้นที่สำคัญอย่างภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นชัยภูมิหลัก เป็นฐานเสียงที่เหนียวแน่นของพรรคคนแดนไกลมาโดยตลอด ทางพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เองก็พยายามจะช่วงชิงฐานเสียงมาให้ได้มากที่สุด จึงมีการเดินสาย “เชิญชวน” เจ้าของเขตพื้นที่เก่าให้เข้ามาร่วมพรรค เพื่อเป็นการการันตีเสียงสนับสนุนจากเกษตรกรและพี่น้องประชาชนในพื้นที่นั้นๆ

รวมไปถึงการส่ง สมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมการรณรงค์การหาเสียงเลือกตั้งพรรคฯ เข้าไปลงพื้นที่ล่วงหน้าตั้งแต่ต้นปี เดินสายพูดคุย รับฟังปัญหา และให้ความช่วยเหลือกับพี่น้องเกษตรกร จนเป็นที่มาของมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่คณะรัฐมนตรีเพิ่งจัดหนัก อนุมัติวงเงินงบประมาณช่วยเหลือชาวสวนยาง-ปาล์ม และชาวไร่ยาสูบ ช่วยลดภาระหนี้เกษตรกรรายย่อยรวมกว่า 28,500 ล้านบาท

กรณีชาวไร่ยาสูบที่ได้รับเงินช่วยเหลือ 159 ล้านบาท จากงบประมาณทั้งสิ้นเกือบ 3 หมื่นกว่าล้านบาทนั้น มองๆ ดูก็ยังมีความย้อนแย้ง เพราะการให้ความช่วยเหลือชดเชยโควตารับซื้อใบยาของการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ที่หายไปครึ่งต่อครึ่งนั้น เป็นการให้ความช่วยเหลือเฉพาะการรับซื้อใบยาฤดูกาล 2561-2562 เท่านั้น

ในขณะที่รัฐบาลยังคิดจะเก็บภาษียาสูบเพิ่มเพื่อสมทบเข้ากองทุนบัตรทอง และยังเดินหน้าขึ้นภาษีอีกเท่าตัวจาก 20% เป็น 40% ในปีหน้าซึ่งจะทำให้ราคาบุหรี่ขั้นต่ำที่ขณะนี้ขายกันที่ 60 บาท จะพุ่งขึ้นเป็น 90 กว่าบาทในทันที่ และจะทำให้ยอดขายของ ยสท. ต้องลดลงอีกประมาณ 50% ซึ่งแน่นอนว่าปริมาณการรับซื้อใบยาก็จะต้องลดลงไปด้วย ชาวไร่ยาสูบอาจจะไม่ได้ปลูกยากันอีกก็เป็นได้

การให้เงินช่วยเหลือจึงช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในระยะสั้นได้เท่านั้น สิ่งที่ชาวไร่ชาวสวนอยากเห็นคือ การที่รัฐบาลออกมาตรการที่แก้ปัญหาได้ตรงจุดและป้องกันไม่มีปัญหาอื่นๆ ที่จะมาซ้ำเติมในระยะยาวมากกว่า เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ภาคีชาวไร่ยาสูบแห่งประเทศไทยซึ่งประกอบด้วยสมาคมชาวไร่ยาสูบภาคเหนือ ภาคอีสาน เพชรบูรณ์ และสุโขทัย รวมกว่า 18 จังหวัด
ทั่วประเทศ จึงมารวมพลกันที่การประชุมใหญ่ครั้งที่ 2 ของพรรคพลังประชารัฐ เพื่อขอให้รัฐบาลยกเลิกพ.ร.บ.จัดเก็บเงินสมทบเพื่อกองทุนบัตรทอง และช่วยเหลือเรื่องปัญหาภาษีสรรพสามิต

หากรัฐบาลซึ่งมีรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐนั่งอยู่ถึง 4 คน ตัดสินใจผ่านร่างกฎหมายจัดเก็บเงินสมทบเพื่อกองทุนบัตรทองและขึ้นภาษีบุหรี่เป็น 40% ซึ่งจะกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงชาวไร่ยาสูบภาคเหนือและภาคอีสานแล้ว ชาวไร่ยาสูบกว่า 50,000 ครัวเรือน รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องนับแสนคนในหลายสิบจังหวัดคงจะไม่พอใจอย่างแน่นอนเพราะเท่ากับทำให้ชาวไร่ยาสูบขายใบยาสูบได้ยากยิ่งขึ้นหรืออาจต้องขาดรายได้และหมดอาชีพในปีหน้า

ไหนๆ ก็เพิ่งไปปักหมุดยุทธศาสตร์ของภาคเหนือในจังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ปลูกยาสูบแล้ว คงต้องวัดใจพลังประชารัฐ โดยเฉพาะนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมการรณรงค์การหาเสียงฯ ที่ตั้งหน้าตั้งตาทำนโยบายเพื่อเกษตรกรอย่างหนักและรณรงค์หาเสียงเพื่อให้ได้ที่นั่ง สส. มากที่สุดตามเป้าหมายที่พรรควางไว้โดยไม่คาดหวังต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี จะช่วยสะกิดรองนายกรัฐมนตรี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ท่านนายกรัฐมนตรี รมว.คลังและ 4 รมต. แห่งพรรคพลังประชารัฐให้กลับมาทบทวนเรื่องนี้ได้หรือไม่เพราะมาตรการนี้ก็ออกมาในสมัยรัฐบาลนี้ นี่คือสิ่งที่ชาวไร่ยาสูบและครอบครัวกว่า 200,000 คน ในภาคเหนือและอีสานต้องการมากกว่าเพื่อให้เขายังขายยาสูบได้ แต่หากรัฐบาลออกนโยบายหรือไม่ยกเลิกมาตรการที่กระทบชาวไร่ชาวนาจำนวนมากแล้วอาจกระทบต่อโอกาสในการได้ที่นั่ง สส. ใน 2 ภาคนี้ซึ่งเป็นกล่องดวงใจของพรรคเพื่อไทยอีกด้วย

ท่านนายกฯเองก็ออกมาประกาศว่าตอนนี้เป็น “นักการเมือง” เต็มตัวแล้ว คงต้องชั่งน้ำหนักเสียงของประชาชนให้ดี หากต้องการจะกลับมาทำงานบริหารประเทศอีกครั้ง

น่าจับตา พปชร.เปิดเวทีใหญ่พบปะพี่น้องประชาชน 5 จุด พร้อมกัน ในวันที่ 23 ธ.ค. 2561 เวลา 14.00 น. ได้แก่ เชียงใหม่ กำแพงเพชร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และนครสวรรค์

งานนี้คงเห็นอนาคตของ พปชร.ว่าเป็นอย่างไร แต่ขอฟันธง “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ใจถึงพึ่งได้ตลอดกาล ไม่ทำให้เกษตรกรผิดหวัง

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ออมทรัพย์รพ.กาฬสินธุ์ส่งเสริมการออมให้สมาชิก พร้อมปล่อยกู้ปลดหนี้พัฒนาคุณภาพชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/383208

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ออมทรัพย์รพ.กาฬสินธุ์ส่งเสริมการออมให้สมาชิก  พร้อมปล่อยกู้ปลดหนี้พัฒนาคุณภาพชีวิต

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ออมทรัพย์รพ.กาฬสินธุ์ส่งเสริมการออมให้สมาชิก พร้อมปล่อยกู้ปลดหนี้พัฒนาคุณภาพชีวิต

วันจันทร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากปัญหาหนี้สินที่เกิดจากการกู้ยืมเงินนอกระบบ ส่งผลให้หลายคนไม่มีเงินเก็บและไม่มีความสุขกับการใช้ชีวิตประจำวัน ด้วยเหตุนี้ สหกรณ์ออมทรัพย์ โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ จำกัด จึงได้มีแนวคิดส่งเสริมการออมให้สมาชิก พร้อมกับปล่อยเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ

นายแพทย์สมอาจ ตั้งเจริญ ประธานกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ จำกัด กล่าวว่า ธุรกิจหลักๆของสหกรณ์ฯ คือ ธุรกิจการออมทรัพย์และธุรกิจเงินกู้ โดยสหกรณ์ฯจะมุ่งเน้นเรื่องการออมเป็นพิเศษ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเป็นมนุษย์เงินเดือน ซึ่งส่วนใหญ่มักจะมีภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ มากมาย ลำพังเงินเดือนอย่างเดียวไม่พอ ทำให้เกิดการกู้หนี้นอกระบบ สหกรณ์ฯ จึงสนับสนุนเรื่องการออม โดยเฉพาะในวัยเกษียณ ส่วนเรื่องการกู้ยืมจะมีการปล่อยเงินกู้ให้สมาชิกแบบมีคุณภาพ กล่าวคือ เป็นการปล่อยกู้เพื่อให้สมาชิกนำไปพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น โดยผ่านโครงการเพื่อนช่วยเพื่อนเพื่อชีวีมีสุข ซึ่งจะให้สมาชิกกู้เงินในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ แต่ต้องทำโครงการมาให้พิจารณาก่อนว่า เมื่อกู้เงินไปแล้วสามารถไปต่อยอดอาชีพเสริมที่นอกเหนือจากอาชีพหลักได้อย่างไร

 

 

ด้านนางประดับพร เนตวงษ์ สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ จำกัดกล่าวว่า สำหรับโครงการเพื่อนช่วยเพื่อนเพื่อชีวีมีสุข เป็นโครงการที่ดีที่ทำให้ตนปลดหนี้ได้ โดยตนกู้ยืมเงินจากสหกรณ์ฯ ไปต่อเติมบ้าน และนำไปสร้างหอพักเพื่อปล่อยให้เช่า ทำให้มีรายได้เสริมเพิ่มมากขึ้น มีเงินเก็บออม และนำเงินส่วนหนึ่งจากรายได้ในส่วนนี้มาจ่ายคืนให้กับสหกรณ์

ขณะที่นายลอน มุงคุณ สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ จำกัดเปิดเผยว่า ตนกู้ยืมเงินจากสหกรณ์มาลงทุนทำเกษตรผสมผสานในพื้นที่ของตนเอง เน้นทำแบบพออยู่พอกิน กินในสิ่งที่ปลูก เหลือแล้วจึงขาย ทำให้มีรายได้จากผลผลิตในแปลงทุกวัน ส่งผลให้มีเงินออมสร้างความยั่งยืนให้ชีวิต และที่สำคัญได้มีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น

จากความมุ่งมั่นและซื่อตรงของการดำเนินงานสหกรณ์ออมทรัพย์ โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ จำกัด ได้ผ่านการประเมินสหกรณ์สีขาวด้วยหลักธรรมาภิบาล อีกทั้ง ยังได้รับรางวัลสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2561 สาขาสหกรณ์ออมทรัพย์ สร้างความภาคภูมิใจและสร้างแรงผลักดันให้มุ่งมั่นพัฒนาและช่วยเหลือสมาชิกด้วยกลไกสหกรณ์ต่อไป

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง หนุนสมาชิกสร้างอาชีพเสริมเพิ่มรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382729

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง  หนุนสมาชิกสร้างอาชีพเสริมเพิ่มรายได้

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง หนุนสมาชิกสร้างอาชีพเสริมเพิ่มรายได้

วันศุกร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากสภาพปัญหาดินเสื่อมโทรม จนไม่สามารถเพาะปลูกพืชให้ได้ผลผลิตดีเท่าที่ควร ส่งผลให้เกษตรกรเดือดร้อนจากราคาผลผลิตตกต่ำ สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนในเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง จำกัด ต.หินดาต อ.ปางศิลา จ.กำแพงเพชร เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ที่เกษตรกรสมาชิกได้รับผลกระทบดังกล่าว เนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่ปลูกมันสำปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ต้องประสบปัญหาดินแห้งแล้ง ทำให้ผลผลิตไม่ได้คุณภาพและปริมาณตามที่ต้องการ สหกรณ์ฯจึงหาอาชีพเสริมให้สมาชิกเพื่อมีความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่าเดิม

สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนในเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง จำกัด ตั้งครั้งแรกเมื่อปี 2546 เป็นกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุน มีสมาชิกเริ่มต้น 11 ราย ต่อมาพัฒนากิจการเรื่อยมาจนมาถึงปี 2555 ได้รับรางวัลกลุ่มเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพการเลี้ยงสัตว์(รับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10) ปัจจุบันกลุ่มเกษตรกร ได้ขยายกิจการและพัฒนาเป็นสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนในเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง มีสมาชิก 214 ราย มีกิจกรรมหลากหลาย ได้แก่ การขุนโคต้นน้ำ การเริ่มทดลองขุนโคกลางน้ำให้มีขนาดเพิ่มขึ้นและทดลองตลาดโดยการชำแหละ การซื้อหญ้าเนเปียร์ปากช่องของสมาชิก
การเพิ่มปริมาณโคต้นน้ำและการขายมูลโค ปัจจุบันสหกรณ์เลี้ยงโคต้นน้ำเพศเมีย 846 ตัว เลี้ยงโคขุนหมุนเวียนปีละ 1,200-1,500 ตัว

นางธนพัต จงธนวิเศษ ผู้จัดการสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนในเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง จำกัด เล่าว่า สหกรณ์ฯ ได้มีการปรับปรุงสายพันธุ์จากบราห์มันไทยใหญ่เป็นบราห์มันชาโรเล่ส์เลือด 50 เพราะการตลาดของสหกรณ์ฯจะใช้ชาโรเล่ส์เลือด 50 เป็นตลาดนำ จึงปรับสายพันธุ์โดยใช้แม่บราห์มันไทยใหญ่พื้นเมืองและผสมน้ำเชื้อของชาโรเล่ส์เลือด 100 เข้าไป ลูกออกมาก็จะเป็นบราห์มันเลือด 50 ชาโรเล่ส์ ดังนั้น การเลี้ยงโคจึงคุ้มค่าต่อการลงทุน เพราะเป็นที่ต้องการของตลาด การจำหน่ายจะมี 2 รูปแบบคือ การขายโคตัวเป็นส่งให้ภาคเอกชนและการขายแปรรูป โดยการส่งโคตัวเป็นน้ำหนัก 500 กิโลกรัม ไปแปรรูปยังสหกรณ์เครือข่ายโคเนื้อ จำกัด (Max Beef) ซึ่งสหกรณ์เครือข่ายดังกล่าวจะออกแบบแพ็กเกจจิ้งให้ และจำหน่ายในจังหวัดและร้านสเต๊กทั่วไป จนสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคได้

นอกจากนี้ สหกรณ์ฯยังมีเป้าหมายพัฒนาการผลิตให้ได้มาตรฐานยิ่งขึ้น โดยการเพิ่มปริมาณการผลิตโคจากภายในกลุ่มและการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้เลี้ยงโค พร้อมทั้งเพิ่มทางเลือกด้านการตลาดจากผู้ซื้อหลายแห่ง เพื่อลดการผูกขาดทางการตลาด ตลอดจนทดลองชำแหละโคเพื่อเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ โดยมีเป้าหมายจะเพิ่มมูลค่าโคที่ขุนประมาณร้อยละ 10 สู่การแปรรูปในปี 2562

“ปัจจุบันสหกรณ์ฯจะเลี้ยงโคส่งขายอยู่ที่กลางน้ำ กล่าวคือ ส่งต่อให้สหกรณ์เครือข่ายนำไปเลี้ยงต่ออีกประมาณ 8 เดือน ถึง 1 ปี เพื่อทำเกรดไขมันแทรก ซึ่งจะเป็นการส่งโคเข้าโรงเชือดและจะวัดหน้าเกรดเนื้อออกมา โดยจะมีตั้งแต่เกรด 1-10 ตามอัตราไขมันแทรกของไขมันกับเนื้อ ซึ่งไขมันจะอยู่ระหว่างเนื้อ ราคาจะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับน้ำหนัก ถ้าน้ำหนัก 500 กิโลกรัมขึ้นไป ราคาจะสูงกว่าท้องตลาดทั่วไปประมาณ 5 บาทต่อกิโลกรัม” นางธนพัต กล่าว

นายสุเทพ ปานน้อย สมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนในเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง จำกัด เล่าว่า หลังสหกรณ์ฯเข้ามาส่งเสริมการเลี้ยงโคขุน ทำให้ปัจจุบันตนหันมาเลี้ยงโคขุนเป็นอาชีพหลัก เนื่องจากตลาดไปได้ดีกว่าปลูกมันสำปะหลัง อีกทั้ง การทำไร่มันสำปะหลังทำได้เพียงปีละครั้ง แต่การเลี้ยงโคขุนปีหนึ่งสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 2-3 ครั้ง ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับปริมาณการเลี้ยงโคของแต่ละคนด้วย ส่งผลให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น และชีวิตดีขึ้นมาก

“ก่อนหน้านี้ไม่มีความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงโคขุนเลย สหกรณ์ฯได้อบรมให้ความรู้แก่สมาชิกทุกคนที่สนใจเลี้ยงโค โดยสอนตั้งแต่วิธีการเลี้ยง การดูแล การให้อาหาร โดยใช้สูตรอาหารที่สหกรณ์ฯ แนะนำ ไม่มีสิ่งเจือปน หรือสารเร่ง เพื่อให้การผลิตโคได้มาตรฐานและขายได้ราคาดี” นายสุเทพ กล่าว

นอกจากนี้ สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนในเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง จำกัด ยังได้รับการช่วยเหลือจากกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นเงินทุนดอกเบี้ยขั้นต่ำ และได้งบจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน นำมาซื้อรถขนซากโค 1 คัน ทำให้สหกรณ์ฯขยายธุรกิจ และเกษตรกรสมาชิกมีอาชีพเสริมที่มั่นคง ความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : ‘หมอดินน้อย’สานต่อศาสตร์พระราชา พัฒนาการเกษตรยุคใหม่เน้นปุ๋ยอินทรีย์คืนชีวิตให้ดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382480

รายงานพิเศษ : ‘หมอดินน้อย’สานต่อศาสตร์พระราชา  พัฒนาการเกษตรยุคใหม่เน้นปุ๋ยอินทรีย์คืนชีวิตให้ดิน

รายงานพิเศษ : ‘หมอดินน้อย’สานต่อศาสตร์พระราชา พัฒนาการเกษตรยุคใหม่เน้นปุ๋ยอินทรีย์คืนชีวิตให้ดิน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปัญหาดินเสื่อมโทรมและภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่มาจากฝีมือมนุษย์ทั้งจากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และความตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นการเผาหน้าดิน การใช้ปุ๋ยเคมี และการปลูกพืชที่ไม่เหมาะสมกับสภาพดิน นำมาซึ่งปัญหาระยะยาวที่ส่งผลกระทบโดยตรงกับดินและผลผลิตทางการเกษตร

กรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทอย่างมากในกระบวนการทางภาคเกษตรและถือเป็นหน่วยงานแรกๆ  ที่จะต้องเข้าไปเตรียมความพร้อมก่อนทำการเพาะปลูก เช่น การปรับปรุงบำรุงดิน เพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน รวมถึงการวางระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ตลอดจนให้ความรู้ในการทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ และสารไล่แมลง โดยใช้ผลิตภัณฑ์ พด. สูตรต่างๆ

ไม่เพียงแค่เกษตรกรเท่านั้นที่จะได้รับความรู้ในเรื่องของการพัฒนาที่ดิน แต่ยังต่อยอดไปถึงบุตรหลานของเกษตรกรด้วย โดยผ่านโครงการหมอดินน้อยหรือยุวหมอดินในโรงเรียน ที่กรมพัฒนาที่ดินได้ส่งเสริมและสนับสนุน ซึ่งมุ่งเน้นในกลุ่มของเด็กและเยาวชนที่จะได้รับรู้เรื่องราวของทรัพยากรดินอย่างเข้าถึงในรูปแบบเชิงวิทยาศาสตร์ที่จะเข้าใจง่าย รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านพื้นฐานการเกษตร การพัฒนาดินอย่างถูกต้อง นอกจากนี้ยังหวังให้นำเอาความรู้ขยายผลไปสู่ครอบครัวและชุมชนของตนเอง

นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า โครงการหมอดินน้อยในโรงเรียน เป็นโครงการสำคัญที่กรม ต้องการปลูกฝังด้านการเกษตรให้กับเด็กและเยาวชนรักในอาชีพเกษตรกรรม โดยร่วมกับโรงเรียนในชนบท โรงเรียนที่อยู่ในโครงการพระราชดำริ หรือโรงเรียน ตชด. ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่จะเป็นลูกหลานของเกษตรกร และจะคลุกคลีอยู่กับการเกษตรอยู่แล้ว กรมจึงร่วมกับโรงเรียนแต่ละแห่งทำโครงการหมอดินน้อย โดยจะมีกิจกรรมให้เด็กนักเรียนทำ เริ่มจากการสอนให้รู้จักดิน รวมถึงการทำปุ๋ยอินทรีย์ ทั้งปุ๋ยหมัก และน้ำหมักชีวภาพ เพื่อให้นำไปใช้กับแปลงเพาะปลูก ซึ่งบางโรงเรียนอาจทำในระบบสหกรณ์ กล่าวคือ ปลูกแล้วนำไปจำหน่ายให้กับโรงอาหารและเพื่อนำรายได้เข้าสู่ระบบของสหกรณ์ นอกจากนี้ยังให้ผู้ปกครองของนักเรียนบางแห่ง เข้ามาเรียนรู้กับนักเรียนด้วย

สำหรับโรงเรียนบ้านทุ่งหลวง และโรงเรียนบ้านหนองเต่า อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นโรงเรียนที่กรมพัฒนาที่ดิน ได้ส่งหมอดินอาสาและเป็นเจ้าหน้าที่ของกรมเข้าไปอบรมนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 โดยอบรมทบทวนความรู้ด้านผลิตภัณฑ์ พด. ต่างๆ การปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อใช้ในการปรับปรุงบำรุงดิน การปลูกหญ้าแฝกในที่ลาดชัน เพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ และได้ให้นักเรียนฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับการทำน้ำหมักชีวภาพ พด.2 และการทำสารขับไล่แมลง พด.7 รวมถึงให้นักเรียนทดลองปลูกผักสลัดในโรงเรือน และนำน้ำหมักชีวภาพไปใช้พ่น เพื่อเป็นการให้อาหารทางใบ

“อยากให้เด็กๆเหล่านี้ เห็นถึงความสำคัญของการใช้ทรัพยากรดิน รู้จักการคืนชีวิตให้กับดิน โดยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตเองลงไปในดิน เด็กๆก็จะได้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของดินที่เขาเข้าไปปรับปรุงว่าดินดีขึ้นอย่างไร ซึ่งเราได้น้อมนำศาสตร์พระราชาในเรื่องของการพัฒนาที่ดินอย่างยั่งยืน คืนชีวิตให้กับดิน ชีวิตเราก็จะมีความสุข” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าว

เด็กชายธีรภัทร  ชิรมย์พนาราม นักเรียนโรงเรียนบ้านห้วยตอง เล่าว่า หลังจากเข้าร่วมโครงการได้รับความรู้ขั้นพื้นฐานด้านการทำน้ำหมักชีภาพเพื่อนำไปใช้ในโรงเรือนและที่บ้านตนเอง ทั้งเป็นการทำเกษตรแบบอินทรีย์ แทนการใช้เคมีที่เราทำกันมาเนิ่นนาน ทำให้มีความปลอดภัยมากขึ้น โดยจะใช้เวลาในช่วงวันอังคารช่วงบ่ายเรียนรู้และปฏิบัติ ยกตัวอย่างสิ่งที่เรียนรู้คือ การนำผัก 10 ชนิด ผสมกับสาร พด. 2 และกากน้ำตาล เป็นต้น  จากระยะเวลา 4-5 เดือนที่เข้าอบรมและนำมาปฏิบัติจริงทำให้มีรายได้จากการขายผักประมาณหมื่นบาท

นับว่าโครงการดังกล่าว เป็นการปลูกฝังความรักในอาชีพเกษตรกรรมให้กับเด็กและเยาวชน เพื่อให้สานต่ออาชีพนี้ให้อยู่คู่ประเทศไทยต่อไป

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯขามสะแกแสงโมเดล สร้างแก้มลิงรวมผลผลิตเกษตรแก้สินค้าราคาตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382297

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯขามสะแกแสงโมเดล  สร้างแก้มลิงรวมผลผลิตเกษตรแก้สินค้าราคาตก

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯขามสะแกแสงโมเดล สร้างแก้มลิงรวมผลผลิตเกษตรแก้สินค้าราคาตก

วันพุธ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ เป็นปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ไม่เว้นแม้แต่เกษตรกรใน
อ.ขามสะแกแสง จ.นครราชสีมา ที่เคยประสบปัญหานี้อย่างหนัก จนเกิดการรวมตัวจัดตั้งสหกรณ์การเกษตรขามสะแกแสง จำกัด ขึ้น เพื่อใช้กลไกสหกรณ์เข้ามาช่วยเหลือสมาชิก จนกลายเป็นสหกรณ์ต้นแบบที่ดำเนินการส่งเสริมให้สมาชิกได้รับประโยชน์สูงสุดในการค้าขายผ่านสหกรณ์

นางวัณนพ เกี้ยวกลาง ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรขามสะแกแสง จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันสหกรณ์ฯ มีสมาชิก 3,000 กว่าราย ดำเนินธุรกิจ 4 ด้าน ประกอบด้วย ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจรวบรวมผลผลิตจากสมาชิก และธุรกิจการให้บริการและส่งเสริมการเกษตร ซึ่งธุรกิจรวบรวมผลผลิต ถือเป็นธุรกิจที่สร้างความศรัทธาและเชื่อมั่นจากสมาชิกได้เป็นอย่างมาก เนื่องจากสมาชิกขายให้สหกรณ์ฯได้ราคาสูงกว่าท้องตลาดทั่วไป และตาชั่งได้มาตรฐาน ปัจจุบันสหกรณ์ฯรวบรวมข้าวเปลือก มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอ้อย อีกทั้งยังเป็นจุดศูนย์กลางขนส่งอ้อยระหว่างสหกรณ์กับโรงงานอีกด้วย

ล่าสุดสหกรณ์ฯ ได้รับงบสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ภายใต้โครงการไทยนิยมยั่งยืน รวม 6 รายการ แบ่งเป็นโครงการสนับสนุนอุปกรณ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร 2 รายการ ได้แก่ เครื่องสับมันสำปะหลัง 1 เครื่อง วงเงิน 6.3 หมื่นบาท เครื่องสีข้าวโพด 3 เครื่อง พร้อมช่องควบคุมวงเงิน 2.4 ล้านบาท และโครงการพัฒนาสถาบันเกษตรกรจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร ได้รับการสนับสนุน 4 รายการ ได้แก่ ลานตากวงเงิน 2.88 ล้านบาท เครื่องชั่ง 1 เครื่อง วงเงิน 1.5 ล้านบาท และโกดังเก็บสินค้าขนาด 8,000 ตัน วงเงิน 22.5 ล้านบาท และโรงอบขนาด 500 ตัน วงเงิน 31.5 ล้านบาท รวมวงเงินทั้งสิ้น 60,843,000 บาท

สำหรับประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการดังกล่าว ทำให้สหกรณ์ฯมีอุปกรณ์การตลาดและเครื่องมือที่จะให้บริการสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปในพื้นที่ เพื่อรวบรวมผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญของอ.ขามสะแกแสง ได้แก่ ข้าว และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าแก่ผลผลิต เนื่องจากอุปกรณ์ที่ได้รับมาสามารถกักเก็บและชะลอผลผลิตไว้ได้ช่วงต้นฤดู ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตออกมาพร้อมกันจำนวนมาก ทำให้ราคาตกต่ำ โดยเฉพาะโกดังเก็บรวบรวมผลผลิตที่มีช่องระบายอากาศอยู่ใต้พื้น จะเก็บผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อชะลอไว้ให้ได้ราคา และเป็นการสร้างแก้มลิงเก็บรวบรวมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่สมบูรณ์แบบมากขึ้น ปีที่ผ่านมา ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่สหกรณ์ซื้อมา-ขายไป มีประมาณ 5,000-6,000 ตันต่อปี เมื่อมีโกดังเก็บผลผลิตที่สมบูรณ์แบบและมีโรงอบที่มีคุณภาพ คาดว่าสหกรณ์จะรวบรวมผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้เพิ่มขึ้นเป็น 20,000 ตันต่อปี

ทั้งนี้ โครงการพัฒนาสถาบันเกษตรกรจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร (แก้มลิง) ถือว่าตอบโจทย์สมาชิกและเกษตรกรอย่างแท้จริง เนื่องจากตัวสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปสามารถนำผลผลิตของตัวเองมาจำหน่ายให้สหกรณ์ฯโดยตรง ไม่ต้องเดินทางไปส่งสินค้าไกล และได้ราคามากกว่าพ่อค้าเอกชน อีกทั้งยังลดต้นทุนและมีรายได้เพิ่มขึ้น

“ปีที่แล้วหลังจากที่สหกรณ์ฯ ขายผลผลิตที่เก็บเป็นแก้มลิงไว้ออกไป สามารถนำกำไรคืนให้สมาชิกได้ 20-30 สตางค์ต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ สหกรณ์ยังดูแลสวัสดิการของสมาชิกโดยเฉพาะการขายผลิตผลที่จะรวมและจัดตั้งเป็นคะแนนสะสม เพื่อให้สมาชิกนำไปลดอัตราดอกเบี้ยได้” นางวัณนพ กล่าว

สหกรณ์การเกษตรขามสะแกแสง จำกัด นับว่าเป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ที่เป็นต้นแบบให้สหกรณ์ต่างๆ ได้ เพราะนอกจากจะใช้หลักธรรมาภิบาลมาเป็นแนวทางการบริหารงานแล้ว ยังมีเป้าหมายที่สำคัญ คือ ต้องการให้สมาชิกอยู่ดีกินดี และมีสันติสุขในครอบครัว