รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์นิคมประมงเมืองคอน’หนุนสมาชิก เลี้ยงปูอินทรีย์รักษาระบบนิเวศสร้างอาชีพ-รายได้มั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/390458

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์นิคมประมงเมืองคอน’หนุนสมาชิก  เลี้ยงปูอินทรีย์รักษาระบบนิเวศสร้างอาชีพ-รายได้มั่นคง

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์นิคมประมงเมืองคอน’หนุนสมาชิก เลี้ยงปูอินทรีย์รักษาระบบนิเวศสร้างอาชีพ-รายได้มั่นคง

วันพุธ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สหกรณ์นิคมประมงนครศรีธรรมราช จำกัด จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นสหกรณ์ที่เน้นส่งเสริมให้สมาชิกเลี้ยงสัตว์น้ำแบบธรรมชาติ โดยเลี้ยงในพื้นที่ป่าชายเลน เน้นรักษาระบบนิเวศ และทำประมงแบบวิธีดั้งเดิม ทำให้ผลผลิตที่ได้ปลอดภัยจากสารตกค้าง ราคาดี และเป็นที่ต้องการของตลาด

ปัจจุบันสัตว์น้ำที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากที่สุดคือ “ปูดำ” โดยเฉพาะปูไข่ ทำให้ราคาในท้องตลาดค่อนข้างสูง สำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครศรีธรรมราช กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้สนับสนุนงบประมาณให้สหกรณ์ฯ ส่งเสริมสมาชิกเลี้ยงปูอินทรีย์ เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรสมาชิก

นายชาตรี เกตุเรน สหกรณ์จังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้ส่งเสริมอาชีพด้านประมง ให้กับสหกรณ์นิคมประมงนครศรีธรรมราช จำกัด เลี้ยงสัตว์น้ำแบบธรรมชาติอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกุ้ง ปลา และปู ต่อมาในปี 2560 เห็นว่าปูดำเป็นที่ต้องการของตลาดและราคาค่อนข้างดี จึงได้สนับสนุนงบประมาณในการเลี้ยงปูแบบอินทรีย์ปีละ 30 ราย รายละ 3,000 บาท และขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ประมงมาให้ความรู้กับเกษตรกรเกี่ยวกับการเลี้ยงปูอินทรีย์อย่างถูกวิธี ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากสมาชิกดีมาก ดังนั้นในอนาคตจึงมีแผนว่าจะขยายการผลิตเพิ่ม โดยขณะนี้กำลังประสานกับประมงในพื้นที่เพื่อทำในรูปแบบของธนาคารปูต่อไป

ด้านนายอาทิตย์ มุสิกวงศ์ ประธานสหกรณ์นิคมประมงนครศรีธรรมราช จำกัด บอกว่า เมื่อได้รับงบประมาณจากสำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครศรีธรรมราช สหกรณ์ฯ จึงได้คัดเลือกสมาชิกที่มีความสมัครใจเลี้ยงปูแบบอินทรีย์ 30 ราย โดยสหกรณ์ฯจัดซื้อลูกพันธุ์ปูดำมาแจกจ่ายให้สมาชิก เพื่อนำไปเลี้ยง ซึ่งในการเลี้ยงแบบอินทรีย์นั้น เป็นการเลี้ยงแบบปล่อยให้หากินเองตามธรรมชาติในพื้นที่ 30 ไร่ หลังจากปล่อยไปเป็นเวลา 2 เดือนก็สามารถจับมาขายได้ โดยจะมีเจ้าหน้าที่ประมงเข้ามาตรวจสอบปริมาณสารตกค้าง ซึ่งที่ผ่านมาไม่พบสารตกค้างแต่อย่างใด จึงขายได้ในราคาค่อนข้างสูง และไม่ขึ้น-ลงตามราคาท้องตลาดถึงแม้บางครั้งผลผลิตจะมีเป็นจำนวนมากก็ตาม โดยราคาจะคงที่เป็นเดือน เนื่องจากแต่ละเดือนจะมีพ่อค้ามาประมูลราคาผลผลิตที่สหกรณ์ฯ ได้รวบรวมไว้จากสมาชิก จึงได้ราคาเดียวกันตลอดทั้งเดือน ซึ่งล่าสุดปูไข่เล็ก ราคา 500 กว่าบาทต่อกิโลกรัม ปูไข่รอง ราคา 600 กว่าบาทต่อกิโลกรัม และปูไข่ใหญ่ราคา 700 กว่าบาทต่อกิโลกรัม

“ที่ผ่านมาสหกรณ์ฯเน้นส่งเสริมให้สมาชิกทำประมงแบบธรรมชาติอยู่แล้ว โดยเลี้ยงรวมกัน ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงกุ้ง ปลา และปู และใช้วิธีการจับแบบดั้งเดิม เพื่อลดผลกระทบที่อาจจะเกิดกับระบบนิเวศ เนื่องจากพื้นที่ในการเลี้ยงส่วนใหญ่เป็นป่าชายเลน ดังนั้น การส่งเสริมให้เลี้ยงปูอินทรีย์จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกับสมาชิกทุกคน อีกทั้งการได้รับสนับสนุนงบประมาณดังกล่าว ยังช่วยให้สมาชิกลดต้นทุนผลิต และมีกำลังใจทำแบบอินทรีย์ รวมถึงมีตลาดรองรับชัดเจน มีรายได้แน่นอน ส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น” นายอาทิตย์ กล่าว

นอกเหนือจากการส่งเสริมอาชีพแล้ว สหกรณ์ฯ ยังดำเนินธุรกิจอีกหลายด้าน ประกอบด้วย ธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจสินเชื่อ และธุรกิจรวบรวมผลผลิตจากสมาชิก ซึ่งการรวบรวมผลผลิตนั้น สหกรณ์ฯ จะเฉลี่ยคืนให้กับสมาชิกที่นำผลผลิตมาจำหน่ายให้กับสหกรณ์ฯ จำนวนครึ่งหนึ่งของผลกำไรทั้งหมดที่สหกรณ์ได้รับ โดยจะเฉลี่ยคืนทุก 6 เดือน จึงถือว่าเป็นการสร้างประโยชน์ให้กับสมาชิกได้อย่างแท้จริง

รายงานพิเศษ : ‘กาแฟดงมะไฟ’สินค้าGIโคราช ก้าวสู่มาตรฐานระดับSME Start up

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/390048

x

รายงานพิเศษ : ‘กาแฟดงมะไฟ’สินค้าGIโคราช ก้าวสู่มาตรฐานระดับSME Start up

วันจันทร์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปัจจุบันภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการเพาะปลูกกาแฟใน 4 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา เลย อุดรธานี และชัยภูมิ  โดยผลพยากรณ์ปี 2562 (ปีเพาะปลูก 2561/62) ข้อมูล ณ เดือนธันวาคม 2561 คาดว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีเนื้อที่ให้ผล จำนวน 1,846 ไร่ ผลผลิต 116 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 63 กิโลกรัม/ไร่ โดยจังหวัดนครราชสีมามีเนื้อที่ให้ผลมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวม 825 ไร่ (ร้อยละ 45) ให้ผลผลิต 56 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย68 กิโลกรัม/ไร่

นางสาวทัศนีย์  เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากการสำรวจของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา (สศท.5) พบว่า แหล่งปลูกกาแฟที่สำคัญของจังหวัดนครราชสีมา อยู่ในอำเภอวังน้ำเขียว และอำเภอสูงเนินนิยมปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิก้า ซึ่งพื้นที่อำเภอวังน้ำเขียวจะเป็นการผลิตแบบเกษตรกรรายใหญ่ในรูปแบบบริษัทเอกชน ในขณะที่อำเภอสูงเนิน นิยมปลูกในพื้นที่หมู่บ้านดงมะไฟ ต.มะเกลือเก่า เป็นการดำเนินการในรูปของวิสาหกิจชุมชนดงมะไฟ ซึ่งริเริ่มปลูกกาแฟเมื่อปี 2545 และดำเนินการมาอย่างจริงจังจนกระทั่งเป็นที่รู้จักภายใต้ชื่อ “กาแฟดงมะไฟ” ซึ่งเป็นที่ยอมรับในด้านการปลูกที่มีการเก็บเกี่ยวอย่างมีคุณภาพและบรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน

ด้านภูมิศาสตร์ พบว่า พื้นที่กาแฟที่ปลูกในจังหวัดนครราชสีมา จะอยู่ที่ระดับความสูง 400-700 เมตร จากระดับน้ำทะเล แหล่งต้นน้ำลำธาร ทำให้กาแฟดงมะไฟ มีอัตลักษณ์ รสชาติกลมกล่อม กลิ่นหอม และที่สำคัญ มีระดับสารคาเฟอีน 1% (มีความเข้มข้นของคาเฟอีนระดับต่ำ ซึ่งดีต่อผู้ที่ชื่นชอบดื่มกาแฟเป็นประจำ) และการนำกาแฟมาปลูกในพื้นที่นี้สามารถสร้างป่าต้นน้ำลำธารที่ดี สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างแหล่งเรียนรู้และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนได้ นอกจากนี้ สถานที่ปลูกกาแฟดงมะไฟ ยังมีเอกลักษณ์เฉพาะ คือ พิธีรับขวัญแม่กาแฟที่จัดเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนพฤศจิกายน  เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับชุมชนอีกทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบยั่งยืนให้กับชุมชนอีกด้วย

กาแฟดงมะไฟ ได้รับการจดขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications: GI) เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2559  และในปี 2561 กาแฟดงมะไฟได้รับรางวัลมาตรฐาน SME Start up ในโครงการพัฒนาสู่สุดยอด SME จังหวัด (SME Provincial Champions)

ทั้งนี้ กาแฟ สามารถให้ผลผลิตตลอดทั้งปี โดยให้ผลผลิตในปีที่ 3 เป็นต้นไป และผลผลิตจะออกมากสุดในเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม สำหรับเกษตรกร หรือท่านที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการผลิตและการตลาดสินค้ากาแฟ หรือพืชเศรษฐกิจอื่นที่สำคัญในจังหวัด สามารถขอข้อมูลได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 โทรศัพท์ 0-4446-5120 หรือ อีเมล zone5@oae.go.th

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์ประมงพานฯ เชียงราย’ สร้างอาชีพมั่นคงด้วยระบบสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/389115

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์ประมงพานฯ เชียงราย’ สร้างอาชีพมั่นคงด้วยระบบสหกรณ์

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์ประมงพานฯ เชียงราย’ สร้างอาชีพมั่นคงด้วยระบบสหกรณ์

วันพุธ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่ออาชีพการเลี้ยงปลานิลเป็นอาชีพที่น่าสนใจสำหรับเกษตรกรในพื้นที่ อ.พาน จ.เชียงราย รวมทั้งพื้นที่ใกล้เคียงอื่นๆ ทำให้มีการเลี้ยงปลานิลเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างอำนาจการต่อรองทางการตลาดกับพ่อค้าคนกลาง จึงได้เกิดการรวมตัวกันก่อตั้ง สหกรณ์ประมงพาน จำกัด ขึ้น เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2543 โดยดำเนินงานตามหลักการ และวิธีการสหกรณ์

นางสาวกาญจนา คำพุฒ ประธานกรรมการสหกรณ์ประมงพาน จำกัด เล่าว่า การรวมกลุ่มเลี้ยงปลาของเกษตรกรในช่วงแรก ยังไม่มีระบบของตลาด ทำให้ไม่มีอำนาจต่อรองราคา จึงเป็นที่มาของการก่อตั้งสหกรณ์ประมงพาน จำกัด ขึ้นมา โดยใช้ระบบสหกรณ์เข้ามาช่วยในการวางแผน วางนโยบาย ในการร่วมกันซื้ออาหารเลี้ยงปลา และการร่วมกันขาย โดยสหกรณ์ฯ จะเป็นตัวกลางที่กำหนดราคาให้กับสมาชิก และจับมือเป็นพันธมิตรกับผู้เลี้ยงปลาเอกชนอีก 7 กลุ่ม ในพื้นที่อำเภอพาน การซื้อขายปลาจะมีการตกลงกันเพื่อที่จะพยุงราคาปลานิลไม่ให้ตกต่ำ และจะมีรถของพ่อค้าที่ทางสหกรณ์ฯได้ติดต่อให้มารับซื้อปลานิลของสมาชิกในราคาที่เป็นธรรม

สำหรับการดำเนินงานของสหกรณ์ฯ ในปัจจุบัน จะมุ่งเน้นความอยู่ดีกินดีของสมาชิกเป็นหลัก โดยให้คำปรึกษาและบริการสมาชิกในด้านการเลี้ยงปลานิลให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน ตั้งแต่การคัดเลือกลูกปลา การจัดหาอาหารมาให้ และการรวบรวมผลผลิต ซึ่งตลอดระยะเวลาการดำเนินงานที่ผ่านมาสหกรณ์ฯ ไม่เคยกู้ยืมเงินจากแหล่งเงินทุนหรือสถาบันการเงินอื่น นอกจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งเป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ทำให้สหกรณ์ฯ ค่อยๆเติบโตขึ้นอย่างเข้มแข็ง และล่าสุด สหกรณ์ฯ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณตามโครงการสนับสนุนอุปกรณ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน เพื่อจัดหาเครื่องบดผสมอาหาร ขนาด 150 กิโลกรัม/ชั่วโมง 1 เครื่อง ตู้นึ่งอาหารสเตนเลส 1 เครื่อง ตู้ช็อกอาหารเย็น/แข็ง ขนาด อุณหภูมิ-40 องศาเซลเซียส ความจุ 50-65 กิโลกรัม จำนวน 2 ตู้ ซึ่งการได้รับงบประมาณดังกล่าวทำให้สหกรณ์ฯสามารถพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตปลานิลให้มีคุณภาพที่ดีมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ตรงกับความต้องการของตลาด

นอกจากนี้การรวมกลุ่มกันเป็นสหกรณ์ทำให้สามารถสั่งซื้ออาหารปลาจากโรงงานได้โดยตรงไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ส่งผลให้ลดต้นทุนการเลี้ยงปลานิลได้มาก ขณะเดียวกัน ผลกำไรและผลประกอบการที่ได้ สหกรณ์ฯจะคืนไปให้สมาชิกในรูปของเงินปันผล และเงินเฉลี่ยคืนตอนสิ้นปีซึ่งเหมือนเป็นการเก็บออม หรือเป็นเงินออมของสมาชิกเพื่อนำไปลงทุนในกิจการการเพาะเลี้ยงปลานิลได้เพิ่มขึ้น หรือเป็นเงินออมให้กับลูกหลานเพื่อเป็นทุนการศึกษาหรือประกอบอาชีพในอนาคตได้อย่างมั่นคง

สหกรณ์ประมงพาน จำกัด จ.เชียงราย นับว่าเป็นสหกรณ์ประมงที่มีความเข้มแข็งอีกแห่งหนึ่ง และด้วยเทคนิคการเลี้ยงเฉพาะทำให้ปลามีน้ำหนักดี เนื้อแน่น ไม่มีกลิ่นคาว จึงส่งผลให้สินค้าปลานิลของสมาชิกสหกรณ์

รายงานพิเศษ : ชูอัตลักษณ์‘กาแฟชุมพร’จุดขาย ส่งเสริมสมาชิกผลิตของดีคุณภาพคับแก้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/387859

รายงานพิเศษ : ชูอัตลักษณ์‘กาแฟชุมพร’จุดขาย  ส่งเสริมสมาชิกผลิตของดีคุณภาพคับแก้ว

รายงานพิเศษ : ชูอัตลักษณ์‘กาแฟชุมพร’จุดขาย ส่งเสริมสมาชิกผลิตของดีคุณภาพคับแก้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟจังหวัดชุมพร จำกัด เป็นสหกรณ์ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2540 โดยการรวมตัวกันของเกษตรกรที่ประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ เพื่อให้สหกรณ์เป็นตัวกลางในการดูแลจัดการผลผลิตและสร้างอำนาจการต่อรองทางการตลาด โดยดำเนินการภายใต้อุดมการณ์ หลักการและวิธีการของสหกรณ์

นายปิยะ หนูสุด ผู้จัดการสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟจังหวัดชุมพร จำกัด เล่าว่า ปัจจุบันสหกรณ์ฯ มีสมาชิกกว่า 700 ราย ดำเนินธุรกิจหลักคือ จัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจการรวบรวมผลผลิตจากสมาชิก และธุรกิจแปรรูป ที่ผ่านมา การดำเนินงานของสหกรณ์ฯ เน้นความเป็นอยู่ และความมั่นคงในการประกอบอาชีพของสมาชิกเป็นสำคัญ โดยการส่งเสริมให้สมาชิกลดต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะเรื่องการใช้ปุ๋ย ซึ่งสหกรณ์ฯจะมีเครื่องผสมปุ๋ยสั่งตัดบริการให้สมาชิก นอกจากนี้ ยังให้ความรู้การตัดแต่งกิ่ง การทำสาวกาแฟ การเสียบยอด ตลอดจนพาไปดูงานแปลงที่ประสบผลสำเร็จ เพื่อให้สมาชิกนำมาต่อยอดในแปลงของตนเองต่อไป

สำหรับการรวบรวมผลผลิตกาแฟจากสมาชิกนั้น แต่ละปีสหกรณ์ฯจะมีเงินทุนรวบรวมเมล็ดกาแฟปีละประมาณ 50 ล้านบาท โดยสหกรณ์ฯจะได้รับสนับสนุนเงินทุนในการรวบรวมผลผลิตจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ต่อเนื่องทุกปี โดยปีนี้ได้สนับสนุน 40 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี รวมถึงได้รับสนับสนุนโกดังรวบรวมและสต๊อกกาแฟ และเครื่องชั่งน้ำหนักขนาด 60 ตัน ตลอดจนสนับสนุนเงินทุนปรับปรุงร้านกาแฟให้ทันสมัยยิ่งขึ้น ซึ่งปีนี้สหกรณ์ฯตั้งเป้ารวบรวมที่ 1,000 ตัน โดยสหกรณ์ฯจะรับซื้อราคาสูงกว่าท้องตลาดกิโลกรัมละ 10 บาท ส่วนสมาชิกที่ผลิตกาแฟได้สวย เม็ดใหญ่มีคุณภาพ จะบวกเพิ่มให้อีกกิโลกรัมละ 5 บาท และในกรณีที่สมาชิกบางรายไม่รับเงินสด แต่เปลี่ยนเป็นการถือหุ้นแทน สหกรณ์ฯจะบวกเพิ่มให้อีกกิโลกรัมละ 10 บาท

ในส่วนของผลผลิตที่รวบรวมนั้น บางส่วนสหกรณ์ฯจะขายให้พ่อค้า โรงคั่ว และบริษัทใหญ่ๆ อีกส่วนหนึ่งจะเก็บไว้แปรรูปเอง ซึ่งปัจจุบันสหกรณ์ฯ มีผลิตภัณฑ์ทั้งหมด 5 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ กาแฟสาร กาแฟคั่ว-บด drip coffee กาแฟ 3 in 1 แบรนด์ “กาแฟชุมพร” และกาแฟ 3 in 1 แบรนด์ “กาแฟสหกรณ์” ซึ่งที่ผ่านมามีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการและการเปลี่ยนแปลงค่านิยมในการดื่มกาแฟของผู้บริโภค โดยล่าสุดกำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ขึ้นมา นั่นคือ กาแฟเรดโทน ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุอาหารต่างๆ อีกทั้ง ในอนาคตมีแผนพัฒนากาแฟในรูปแบบขวดอีกด้วย ทั้งนี้ ตลาดจำหน่ายกาแฟของสหกรณ์ฯมีหลากหลาย เช่น ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ในแต่ละจังหวัดทั่วประเทศ ชุมนุมสหกรณ์แห่งประเทศไทย ร้านค้าเอกชนทั่วไป และตามห้างสรรพสินค้าท้องถิ่นในจังหวัดชุมพรอีก 14 สาขา

ด้านนางสุพัตรา เงินทอง สมาชิกสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟจังหวัดชุมพร จำกัด บอกว่า ตนเป็นสมาชิกสหกรณ์ฯตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง และทำธุรกรรมกับสหกรณ์ฯเรื่อยมา ทั้งกู้ยืมเงินไปลงทุนในแปลง ซื้อปุ๋ย ยา ซึ่งสหกรณ์ฯ จะเป็นตัวกลางแบ่งปันประสบการณ์ ถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการปลูกกาแฟที่มีคุณภาพ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการคัดพันธุ์กาแฟ วิธีการปลูก การดูแลรักษา การใส่ปุ๋ย เพื่อช่วยเหลือสมาชิกลดต้นทุนการผลิต อีกทั้ง ยังเป็นตลาดรองรับผลผลิตที่ให้ราคาสูงกว่าตลาดทั่วไป

“ตั้งแต่เป็นสมาชิกสหกรณ์ฯ ได้ประโยชน์จากสหกรณ์ฯเยอะมาก โดยเฉพาะไม่เคยต้องกังวลเรื่องเงินลงทุนเลย สามารถกู้ยืมจากสหกรณ์ฯได้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ อีกทั้ง ยังไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีเงินคืนสหกรณ์ฯ หากเรารู้จักบริหารเงินทุนที่ได้มาพร้อมนำคำแนะนำดีๆ ของสหกรณ์ฯมาปรับใช้ คำว่าขาดทุนแทบไม่มีเลย นี่คือสิ่งที่ทำให้ตนเชื่อมั่นและรักในสหกรณ์ฯมาก” นางสุพัตรา กล่าว

ด้วยความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์ของกาแฟชุมพร ทั้งรสชาติและกลิ่นหอม ประกอบกับการเอาใจใส่ทุกขั้นตอนการผลิตของสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟจังหวัดชุมพร จำกัด ทำให้กาแฟโรบัสต้าของชุมพรขึ้นชื่อว่าเป็นกาแฟที่ดีที่สุดในประเทศไทย นอกเหนือจากนั้น การดำเนินงานที่ผ่านมาของสหกรณ์ฯ ยังเป็นที่ประจักษ์ในความสำเร็จจนกลายเป็นสหกรณ์ต้นแบบของจังหวัด เป็น 1 สหกรณ์ 1 อำเภอของจังหวัดในฐานะของสหกรณ์พิเศษ และเป็นอีก 1 สหกรณ์ที่เป็นศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์ไทยอีกด้วย

รายงานพิเศษ : ‘สุริยะ ชูวงศ์’ครูบัญชีอาสาดีเด่นจ.เพชรบุรี พลิกวิกฤติเป็นโอกาสใช้ความรู้ทางบัญชีปรับวิถีทำเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/386661

รายงานพิเศษ : ‘สุริยะ ชูวงศ์’ครูบัญชีอาสาดีเด่นจ.เพชรบุรี  พลิกวิกฤติเป็นโอกาสใช้ความรู้ทางบัญชีปรับวิถีทำเกษตร

รายงานพิเศษ : ‘สุริยะ ชูวงศ์’ครูบัญชีอาสาดีเด่นจ.เพชรบุรี พลิกวิกฤติเป็นโอกาสใช้ความรู้ทางบัญชีปรับวิถีทำเกษตร

วันศุกร์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ส่งเสริมและผลักดันให้เกษตรกรและประชาชน มีการทำบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือนมาอย่างต่อเนื่อง โดยสร้างครูบัญชีอาสาหรือ “อาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี” ซึ่งเป็นบุคลากรสำคัญที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ในการเป็นวิทยากร วิทยากรผู้ช่วย เพื่อสอนแนะ กระตุ้นการเรียนรู้ และติดตามผลการทำบัญชีของเกษตรกร รวมถึงการสร้างเครือข่ายถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรในชุมชนของตนและพื้นที่ต่างๆ ซึ่งจากการทำงานเป็นเครือข่ายร่วมกันระหว่างกรมตรวจบัญชีสหกรณ์และครูบัญชีอาสา ได้ช่วยเสริมสร้างให้เกษตรกรได้ใช้บัญชีไปใช้วิเคราะห์ต้นทุนการประกอบอาชีพ เพื่อวางแผนธุรกิจในครัวเรือนของตนเองได้

นายสุริยะ ชูวงศ์ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาบัญชีฟาร์มประจำปี ๒๕๕๙ และครูบัญชีอาสากรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จากจังหวัดเพชรบุรี เป็นเกษตรกรคนหนึ่งที่เคยประสบปัญหาในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยจำหน่ายกล้วยหอมทองในช่วงสินค้าล้นตลาด ทำให้ไม่เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค และได้ราคาตกต่ำ แต่ในทางกลับกันเมื่อถึงช่วงเทศกาลที่กล้วยหอมทองเป็นที่ต้องการของตลาด กลับไม่มีสินค้าไปจำหน่าย สูญเสียโอกาสในการสร้างรายได้ จนกระทั่งได้รับการส่งเสริมองค์ความรู้ทางบัญชีจากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จึงได้นำข้อมูลจากการจดบันทึกทางบัญชีมาวิเคราะห์การใช้จ่าย ทำให้สามารถมองเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และนำไปวางแผนในการเพาะปลูกให้ได้ผลผลิตที่สอดคล้องกับกลไกการตลาดเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ทำให้สามารถจำหน่ายกล้วยหอมทองได้ราคาดี พร้อมทั้งน้อมนำทฤษฎีไร่นาสวนผสมและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ปลูกพืชไร่พืชสวนแบบผสมผสาน แบ่งพื้นที่อย่างเป็นระบบ ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการผลิต บริหารจัดการระบบการเงินด้วยการทำบัญชีครัวเรือนและการทำการตลาด โดยศึกษาความต้องการของตลาดและตรวจสอบราคาของผักผลไม้ที่แตกต่างไปตามเทศกาลและฤดูกาล เพื่อนำมาวางแผนการปลูกพืชในแต่ละเดือนให้เหมาะกับความต้องการของตลาดในช่วงนั้นๆ

จากการที่นายสุริยะนำข้อมูลทางบัญชีที่จดบันทึกไว้มาวิเคราะห์วางแผนการผลิต ทำให้มองเห็นปัญหาและแนวทางแก้ไข จนพัฒนาตนเองสู่ความสำเร็จ โดยนายสุริยะบอกว่า องค์ความรู้ทางบัญชี ถือเป็นอาวุธทางปัญญาที่ส่งผลให้การผลิตภาคการเกษตร ผ่านพ้นความเสี่ยงจากกลไกทางการตลาดที่มีผลต่อการกำหนดราคาพืชผลทางการเกษตร และยังสามารถนำข้อมูลจากการจดบันทึกทางบัญชีมาใช้ในการบริหารจัดการปัจจัยการผลิตอย่างดิน น้ำ และปุ๋ยได้อย่างเหมาะสม จนทำให้ผ่านพ้นวิกฤติไปได้อีกด้วย

นับเป็นตัวอย่างของเกษตรกรที่นำองค์ความรู้ทางบัญชีมาปรับเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตและทำการเกษตร และยังเป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เกษตรกรอื่นๆ นำไปเป็นแบบอย่างปรับตัวฝ่าวิกฤติที่เกิดขึ้นสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน

 

รายงานพิเศษ : สหกรณ์วัดจันทร์หนุนสมาชิก ปลูกเมล่อนอินทรีย์สร้างรายได้ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/386438

รายงานพิเศษ : สหกรณ์วัดจันทร์หนุนสมาชิก  ปลูกเมล่อนอินทรีย์สร้างรายได้ยั่งยืน

รายงานพิเศษ : สหกรณ์วัดจันทร์หนุนสมาชิก ปลูกเมล่อนอินทรีย์สร้างรายได้ยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“เมล่อนอินทรีย์” ถือเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยมของผู้บริโภค อีกทั้งยังขายได้ราคาดี สหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด จังหวัดพิษณุโลก จึงได้ส่งเสริมให้สมาชิกปลูก เพื่อเพิ่มรายได้ และสร้างอาชีพที่ยั่งยืน

นางกัญญา งามสงวน ผู้จัดการสหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากสหกรณ์ฯ เข้าอบรมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดพิษณุโลก และสำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก ที่ได้มาสนับสนุนโครงการปลูกพืชทางเลือกและผักปลอดภัยเพื่อเพิ่มรายได้เสริมให้กับกลุ่มสมาชิก จึงได้เรียนรู้วิธีการปลูกเมล่อนตามนโยบายยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรและสร้างมูลค่า เพื่อช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นสหกรณ์ฯ ได้ส่งเสริมให้สมาชิกหันมาปลูกเมล่อนอินทรีย์ ในลักษณะปลูกในโดม เพื่อสร้างอาชีพสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับสมาชิกและเป็นแหล่งผลิตอาหารปลอดสารพิษให้กับผู้บริโภค

สหกรณ์ฯได้ลงทุนสร้างโรงเรือนกลางของสหกรณ์ใช้งบประมาณ 600,000 บาท ปลูกเมล่อนอินทรีย์ตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องพึ่งสารเคมี โดยซื้อเมล็ดพันธุ์เมล่อนพันธุ์กรีนเน็ตมาปลูก ซึ่งทำให้ผลผลิตมีรสชาติดี เนื้อนุ่ม หวาน หอม มีทั้งสีส้มและเขียว โดยใช้เวลาเพียง 60 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตนำไปขายได้ ปัจจุบันขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 100 บาท ถ้าซื้อเหมาถึงฟาร์มขายราคากิโลกรัมละ 80 บาท ซึ่งถูกกว่าตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปและยังปลอดสารด้วย

ปัจจุบันสหกรณ์ฯ มีโรงเรือนสำหรับปลูกเมล่อน 2 โรงเรือน เป็นโรงเรือนแบบปิดที่สามารถควบคุมการผลิตได้ โดยจะควบคุมความหนาแน่นของจำนวนต้น การให้น้ำ การดูแลรักษาซึ่งปลอดจากสารเคมี สารกำจัดแมลง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค นอกจากนี้ การปลูกเมล่อนยังมีต้นทุนต่ำ ดูแลรักษาง่าย ไม่มีขั้นตอนยุ่งยาก เพราะเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย ใช้เพียงการทำแบบระบบน้ำหยด เปิดปิดเป็นเวลา สหกรณ์ฯ ได้เริ่มเก็บผลผลิตและจำหน่ายเมล่อนรุ่นแรก ทำกำไรถึง 80,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ที่ดีให้กับเกษตรกร ซึ่งตลาดในขณะนี้ของสหกรณ์จะขายตามยอดสั่งซื้อของลูกค้าที่สั่งผ่านชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด และโครงการธงฟ้าประชารัฐ

“ขณะนี้สหกรณ์ฯ กำลังจะขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มอีก 2 โรงเรือน เพื่อกระจายผลผลิตออกสู่ตลาดให้มากขึ้น โดยจะให้สมาชิกนำความรู้ไปต่อยอด หากจะทดลองปลูกที่บ้านของตัวเอง สหกรณ์ฯ ก็จะไปรับซื้อถึงที่เพื่อช่วยสร้างรายได้ให้แก่สมาชิก พร้อมกับหาตลาดรองรับ หากสมาชิกได้เรียนรู้และสนใจจะทำอาชีพนี้จริงจัง ก็น่าจะสร้างรายได้มากกว่าการปลูกพืชชนิดอื่น และทำให้มีรายได้อย่างต่อเนื่องทั้งปี” นางกัญญา กล่าว

แม้ตอนนี้สหกรณ์ฯ ยังอยู่ในช่วงของการเรียนรู้ และเริ่มส่งเสริมให้สมาชิกปลูก แต่เชื่อว่าเมล่อนอินทรีย์เป็นพืชที่มีอนาคตไกล สามารถสร้างรายได้ที่งดงามให้กับสมาชิกได้อย่างแน่นอน

รายงานพิเศษ : ชุมนุมสหกรณ์ฯบุรีรัมย์โชว์ผลงาน ศูนย์รวมผลิตข้าวคุณภาพครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/385325

รายงานพิเศษ : ชุมนุมสหกรณ์ฯบุรีรัมย์โชว์ผลงาน  ศูนย์รวมผลิตข้าวคุณภาพครบวงจร

รายงานพิเศษ : ชุมนุมสหกรณ์ฯบุรีรัมย์โชว์ผลงาน ศูนย์รวมผลิตข้าวคุณภาพครบวงจร

วันพฤหัสบดี ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นหนึ่งในจังหวัดที่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง เป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุดในประเทศไทย และผืนดินนี้ยังเคยเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟมาก่อน จึงอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น แมงกานีส แมกนีเซียม แคลเซียม และฟอสฟอรัส เป็นต้น

ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรบุรีรัมย์ จำกัด เป็นองค์กรของสมาชิกที่จัดตั้งขึ้น เพื่อทำธุรกิจร่วมกัน ในการรับซื้อข้าวจากสหกรณ์สมาชิกและเกษตรกร ปัจจุบันมีสมาชิกเป็นสหกรณ์การเกษตรระดับอำเภอในจ.บุรีรัมย์รวมทั้งสิ้น 43 สหกรณ์ ดำเนินธุรกิจรวบรวมข้าวเปลือกจากสหกรณ์สมาชิกมาแปรรูปเป็นข้าวสาร จำหน่ายทั้งปลีกและส่ง ทั้งในจ.บุรีรัมย์และจังหวัดอื่นๆ รวมถึงกรุงเทพมหานคร ตลอดจนจัดหาวัสดุการเกษตรมาจำหน่ายให้สหกรณ์สมาชิกในราคายุติธรรม อีกทั้ง ทำธุรกิจรับฝากเงินจากสมาชิกด้วย

นางรุ่งอรุณ เชาวกรกุล ผู้จัดการชุมนุมสหกรณ์การเกษตรบุรีรัมย์ จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันชุมนุมสหกรณ์ฯ จะเน้นผลิตข้าวหอมมะลิที่ปลูกและเก็บเกี่ยวในจ.บุรีรัมย์ แปรรูปจำหน่ายเป็นหลัก โดยมีโรงสีข้าวที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน GMP การผลิตข้าวสาร มีกำลังการผลิต 100 ตันต่อวัน ฉางบรรจุข้าวเปลือกพร้อมอุปกรณ์ รถบรรทุกสิบล้อ 1 คัน และไซโลข้าวเปลือก ความจุ 250 ตัน  อีกทั้ง ยังมีการพัฒนาและควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่ปรับสภาพพื้นที่ปลูกข้าว การเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว จนถึงการสีแปรสภาพเป็นข้าวสาร โดยการนำข้าวหอมมะลิของเกษตรกรที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์การเกษตรมาเข้าโรงสี สีข้าวหอมมะลิ และบรรจุถุงเพื่อพร้อมจำหน่ายให้กับผู้บริโภค

นอกจากนี้ ยังได้เข้าร่วมโครงการต่างๆ ไม่ว่าโครงการเกิดบุญของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่มุ่งเน้นพัฒนาคุณค่าข้าวหอมมะลิของสหกรณ์ไทยให้ไปสู่ระดับสากล รวมถึงการได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมส่งเสริมสหกรณ์ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ ในการจัดงบประมาณสนับสนุนเครื่องปรับปรุงคุณภาพข้าวให้เข้ามาติดตั้งในโรงสี ซึ่งส่งผลให้มีคุณภาพข้าวที่สูงขึ้น

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของชุมชนสหกรณ์จะประกอบด้วย ข้าวขาวหอมมะลิ และข้าวกล้องหอมมะลิ โดยจะมีขนาดบรรจุแบบ 1 กิโลกรัม 2 กิโลกรัม และ 5 กิโลกรัม ซึ่งมีทั้งถุงบรรจุแบบธรรมดาและสุญญากาศ สำหรับการผลิตข้าวเพื่อจำหน่ายนั้น มีทั้งผลิตเพื่อจำหน่ายของชุมชนสหกรณ์เองและการรับจ้างผลิตให้ผู้ส่งออกข้าวที่เราผลิตจำหน่ายเอง อย่างข้าวภายใต้ยี่ห้อสหกรณ์ ซึ่งจะมีวางจำหน่ายตามร้านสหกรณ์ รวมถึงข้าวกล้องหอมมะลิ จะวางจำหน่ายเฉพาะในห้างสรรพสินค้า เดอะมอลล์ และดิเอ็มโพเรียมล้วนแต่ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี

จากการดำเนินงานที่ผ่านมาของชุมชนสหกรณ์การเกษตรบุรีรัมย์ จำกัด สร้างประโยชน์ให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรที่ลดขั้นตอนการตลาด และค่าใช้จ่ายในการซื้อขาย รวมถึงผู้ผลิตขายข้าวได้ราคา ผู้บริโภคได้บริโภคสินค้าคุณภาพดี ราคาเหมาะสม เป็นธรรม ที่สำคัญผู้บริโภคมีส่วนช่วยให้เกษตรกรซึ่งเป็นผู้ที่มีรายได้น้อยให้มีรายได้เพิ่มขึ้น จากการขายข้าวได้ราคา ทำให้ชีวิตความอยู่ของชาวนาที่เป็นสมาชิกในจังหวัดบุรีรัมย์ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีสหกรณ์เสริมทักษะผู้สอบบัญชี ใช้โปรแกรม‘CATS’ช่วยตรวจสอบสหกรณ์เชิงลึก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/384849

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีสหกรณ์เสริมทักษะผู้สอบบัญชี  ใช้โปรแกรม‘CATS’ช่วยตรวจสอบสหกรณ์เชิงลึก

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีสหกรณ์เสริมทักษะผู้สอบบัญชี ใช้โปรแกรม‘CATS’ช่วยตรวจสอบสหกรณ์เชิงลึก

วันอังคาร ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จัดอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรการใช้ CATS เพื่อตรวจสอบโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์สำหรับภาคออมทรัพย์ รุ่นที่ 1 หนุนผู้สอบบัญชีใช้เป็นเครื่องมือช่วยสอบบัญชีสหกรณ์
ต่อยอดการใช้งานโปรแกรม ACL เกิดทักษะในการปฏิบัติงานสอบบัญชีด้วยคอมพิวเตอร์และสามารถวิเคราะห์ผลจากการตรวจสอบได้

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรในปัจจุบัน ได้มีการปรับตัวให้เท่าทันกับเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้ามากขึ้น สหกรณ์หลายแห่งใช้ระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารงาน มีการใช้โปรแกรมระบบบัญชีต่างๆ เพื่อให้มีระบบการควบคุมภายในที่ดี สามารถปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง สะดวกและรวดเร็ว ซึ่งโปรแกรมระบบตรวจสอบสหกรณ์เชิงลึก(Cooperative Audit through System : CATS) เป็นโปรแกรมหนึ่งที่สหกรณ์นำมาใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการตรวจสอบบัญชี โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้พัฒนาโปรแกรมนี้ต่อยอดมาจากโปรแกรม ACL (Audit Command Language) ซึ่งเป็นเครื่องมือช่วยในการพัฒนางานสอบบัญชีสหกรณ์ที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการประมวลผลข้อมูล เพื่อนำมาใช้ในการตรวจสอบสหกรณ์ที่ใช้โปรแกรมระบบบัญชีที่พัฒนาโดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ช่วยให้ผู้สอบบัญชีสามารถปฏิบัติงานสอบบัญชีได้รวดเร็วขึ้น ได้ผลการตรวจสอบที่ถูกต้องสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น และสามารถใช้เป็นหลักฐานประกอบการตรวจสอบที่มีความน่าเชื่อถือ

ทั้งนี้ เพื่อให้การตรวจสอบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จัดทำได้อย่างรวดเร็ว และผู้สอบบัญชีมีความรู้ ความเข้าใจและเกิดทักษะในการปฏิบัติงานการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยตรวจสอบบัญชี กรม จึงได้จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร การใช้ CATS เพื่อตรวจสอบโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ สำหรับภาคออมทรัพย์ รุ่นที่ 1 ซึ่งกรม พัฒนาขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือในการช่วยตรวจสอบสหกรณ์ เพื่อการตรวจสอบเฉพาะในแต่ละด้านของระบบงานสหกรณ์ และสนับสนุนให้ผู้สอบบัญชีมีเครื่องมือในการตรวจสอบการควบคุมภายในหลักและข้อมูลประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์และรายการผิดปกติ
ซึ่งจะทำให้ได้ความมั่นใจเพียงพอสำหรับแสดงความเห็นต่องบการเงินของสหกรณ์ โดยจัดการอบรมขึ้นทั้งหมด 2 รุ่น ในเดือนธันวาคม 2561 นี้ ซึ่งผู้สอบบัญชีที่ใช้โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์สำหรับสหกรณ์ออมทรัพย์ เวอร์ชั่น 2.1 ในการปฏิบัติงานตรวจสอบบัญชีให้สหกรณ์ จะได้รับความรู้ ความเข้าใจในกระบวนการสอบบัญชีด้วยคอมพิวเตอร์ และการวิเคราะห์ผลที่ได้จากการตรวจสอบข้อมูลของสหกรณ์ สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการปฏิบัติงานตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ในความรับผิดชอบได้ รวมทั้งสามารถแนะนำ สอนแนะแก่บุคลากรในหน่วยงานได้อีกด้วย

“กรมมีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับการปฏิบัติงานการตรวจสอบเทคโนโลยีสารสนเทศให้เทียบเท่าระดับสากลและเป็นไปตามมาตรฐานการสอบบัญชีที่รับรองทั่วไป รวมทั้งดูแลเรื่องความถูกต้อง ความชอบธรรม และความโปร่งใสของระบบบัญชี ระบบการเงินที่สหกรณ์ดำเนินการไปในแต่ละปี ให้มีความเป็นธรรมที่สุดเท่าที่สมาชิกจะพึงได้รับตามสิทธิและหน้าที่ เนื่องจากสหกรณ์ถือว่าสมาชิกทุกคน มีฐานะเป็นเจ้าของโดยเสมอภาคกัน เรื่องนี้จำเป็นต้องพัฒนาให้ทันกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี นี่คือเรื่องหนึ่งที่ต้องเน้นให้เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพให้ได้” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

รายงานพิเศษ : อีก3ปีเมืองนครศรีธรรมราชน้ำไม่ท่วม! กรมชลฯทุ่มงบ9.5พันล.ดันโครงการบรรเทาอุทกภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/384602

รายงานพิเศษ : อีก3ปีเมืองนครศรีธรรมราชน้ำไม่ท่วม!  กรมชลฯทุ่มงบ9.5พันล.ดันโครงการบรรเทาอุทกภัย

รายงานพิเศษ : อีก3ปีเมืองนครศรีธรรมราชน้ำไม่ท่วม! กรมชลฯทุ่มงบ9.5พันล.ดันโครงการบรรเทาอุทกภัย

วันจันทร์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากเหตุการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้โดยเฉพาะในจ.นครศรีธรรมราช ทำให้ระดับน้ำในคลองท่าดี เอ่อล้นเข้าท่วมเมืองเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กรมชลประทานซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบเรื่องน้ำของประเทศได้บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งระบายน้ำออกจากคลองสายหลักจนน้ำในคลองต่ำกว่าตลิ่งทุกสาย พร้อมทั้งสูบน้ำออกจากตัวเมืองจนเข้าสู่สภาวะปกติในขณะนี้

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า การระบายน้ำออกจากตัวเมืองครั้งนี้ต้องปิดประตูระบายน้ำคลองท่าดี เพราะถ้าเปิดประตูระบายน้ำคลองท่าดี จะทำให้น้ำไหลทะลักเข้าไปในคลองสายใหญ่ฝั่งซ้ายของ
ฝายคลองท่าดี ซึ่งจุดนี้เป็นจุดของคลองส่งน้ำ ไม่ใช่คลองระบายน้ำ คลองมีลักษณะต้นคลองใหญ่ ปลายคลองเล็ก ระบายน้ำออกได้เพียง 1.7 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยเฉพาะตรงช่วงกลางคลองจะมีอาคารอัดน้ำเป็นช่วงๆที่ไม่ได้ช่วยให้ระบายน้ำได้ดี ดังนั้น ถ้าเปิดรับน้ำปริมาณมากเข้าไปจะทำให้น้ำล้นคันคลอง ก่อความเสียหายต่ออาคารชลประทานและพื้นที่โดยรอบ และไม่ช่วยเรื่องการระบายน้ำหลากในภาพรวมแต่อย่างใด

 

 

สำหรับสิ่งกีดขวางทางน้ำที่เป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ จากการเข้าไปแก้ไขพบว่า ส่วนใหญ่เป็นกิ่งไม้ท่อนไม้ กรมได้กำจัดออกไปเพื่อให้น้ำไหลลงสู่ปลายคลองได้สะดวกขึ้น

ส่วนการแก้ปัญหาในระยะยาวนั้น กรมชลประทานน้อมนำพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 มาดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นครศรีธรรมราช

รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ม.จ.จักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ องคมนตรี พล.ท.เทียนชัย จั่นมุกดา รองสมุหราชองครักษ์ นายจริย์ ตุลยานนท์ อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน และดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ผู้อำนวยการสำนักงานเลขานุการ กปร. พร้อมเจ้าหน้าที่สำนักงานเลขานุการ กปร.ในขณะนั้น เข้าเฝ้าฯ ณ อาคารชัยพัฒนา สวนจิตรลดา พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ในเขตจังหวัดภาคใต้ ดังความตอนหนึ่งว่า…

“เนื่องจากน้ำจำนวนมากจากคลองท่าดีมักจะรวมกับน้ำหลากจากคลองเสาธง ซึ่งมีพื้นที่ลุ่มน้ำอยู่เคียงข้าง เมื่อไหลบ่าลงสู่ทะเลพร้อมๆ กัน จะทำให้เกิดน้ำท่วมตัวจังหวัดนครศรีธรรมราชอย่างรุนแรง ดังเช่นอุทกภัยที่เกิดกับตัวเมืองเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2531 ที่ผ่านมา สมควรพิจารณาขุดลอกลำน้ำที่ผ่านตัวเมืองให้ลึกพร้อมกับขยายลำน้ำเหล่านั้นให้มีความกว้างมากขึ้น รวมทั้งการพิจารณาขุดทางระบายน้ำใหม่เพิ่มอีกตามความเหมาะสม ก็จะช่วยระบายน้ำที่ไหลลงมายังตัวเมืองให้ผ่านลงสู่อ่าวไทยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น…”

อย่างไรก็ตามเนื่องจากพื้นที่เศรษฐกิจของ จ.นครศรีธรรมราช เป็นชุมชนเมืองที่มีราษฎรอาศัยหนาแน่น และมีลักษณะพื้นที่ทอดยาวขวางทิศทางการไหลในแนวทิศเหนือ–ใต้ เมื่อเกิดฝนตกหนักบริเวณเทือกเขานครศรีธรรมราชจะมีปริมาณน้ำไหลผ่านเข้าตัวเมืองมาก ประกอบกับชุมชนเมืองมีการพัฒนาพื้นที่ ทำให้เกิดการบุกรุกแนวเขตคลองธรรมชาติ ส่งผลให้คลองธรรมชาติมีขนาดเล็กลงและตื้นเขิน ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการระบายน้ำออกสู่ทะเล ทำให้เขตเทศบาลนครศรีธรรมราชและบริเวณใกล้เคียงเกิดปัญหาอุทกภัยเป็นประจำทุกปี

 

ทั้งนี้ จากการศึกษาทางอุทกวิทยาพบว่า น้ำที่ท่วมตัวเมืองนครศรีธรรมราชมาจากคลองท่าดี ซึ่งคลองท่าดีจะไหลไปลงคลองต่างๆและออกทะเลที่คลองท่าซัก และคลองปากนคร ซึ่งทั้ง 2 คลองนี้ มีความสามารถระบายน้ำรวมกันได้ 268 ลบ.ม./วินาที ทั้งนี้ น้ำในคลองท่าดีที่รอบปีการเกิดซ้ำ 25 ปี มีปริมาณน้ำ 750 ลบ.ม./วินาที ซึ่งมากกว่าความสามารถของคลองท่าดีที่ระบายน้ำได้เพียง 100 ลบ.ม./วินาที จึงทำให้เกิดอุทกภัยขึ้นทุกปี ดังนั้น จึงต้องเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำโดยขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ เพื่อผันน้ำเลี่ยงตัวเมืองนครศรีธรรมราช ให้สามารถเร่งการระบายน้ำออกทะเลให้ได้ในอัตรา 650 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

การดำเนินงานที่ผ่านมา กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือกันและมีมติเห็นควรใช้ระบบคลองส่งน้ำควบคู่กับการระบายน้ำเพื่อผันน้ำไม่ให้เข้าเมืองขุดขยายคลอง–ขุดลอกคลองเดิม ตามแผนที่เคยศึกษาไว้เดิม และให้ศึกษาทบทวนแนวทางแก้ปัญหาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอย่างเป็นระบบ ซึ่งกรมชลประทานเริ่มดำเนินการทบทวนรายงานการศึกษาและแบบรายละเอียดในปี 2555 เพื่อพิจารณาแนวทางเลือกก่อสร้างคลองในรูปแบบต่างๆให้ระบายน้ำได้ 750 ลบ.ม.ต่อวินาที โดยการศึกษาวางโครงการแล้วเสร็จเมื่อเดือนกันยายน 2559 และการสำรวจ–ออกแบบแล้วเสร็จในปี 2560

 

ทั้งนี้ โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จะประกอบด้วยงานสำคัญๆคือ การขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ 3 สายระบายน้ำได้ 650-750 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)ต่อวินาที ความยาวรวม 18.64 กิโลเมตร การปรับปรุงคลองระบายน้ำเดิม 2 สาย คือ คลองวังวัว ยาว 5.9 กิโลเมตร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการระบายน้ำเป็น 850 ลบ.ม.ต่อวินาที และคลองท่าเรือ-หัวตรุด ยาว 11.9 กิโลเมตร ให้ระบายน้ำได้ 100 ลบ.ม.ต่อวินาที พร้อมก่อสร้างประตูระบายน้ำ 7 แห่ง เมื่อแล้วเสร็จจะบรรเทาอุทกภัยในเขตเมืองนครศรีธรรมราชและลดพื้นที่น้ำท่วมได้ประมาณร้อยละ 90 ครอบคลุม 12 ตำบล มีประชาชนได้รับประโยชน์ 32,253 ครัวเรือน และยังกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้ประมาณ 5.5 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 17,400 ไร่

“ขณะนี้กรมชลประทานเร่งรัดดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปี (ปี 2561-2563) ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม2560 วงเงินงบประมาณโครงการ 9,580 ล้านบาท” ดร.ทวีศักดิ์กล่าว

สำหรับความคืบหน้าการดำเนิน โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชฯ ขณะนี้เริ่มดำเนินการขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ทั้ง 3 สาย ตั้งแต่ปลายปี 2560 เป็นต้นมา ส่วนงานต่อก่อสร้างประตูระบายน้ำได้เริ่มดำเนินการที่ ประตูระบายน้ำคลองท่าเรือ-หัวตรุดแล้ว รวมทั้งงานปรับปรุงคลองเดิมก็เริ่มดำเนินการแล้วเช่นกัน ซึ่งกรมชลประทานจะเร่งรัดงานทุกงานให้แล้วเสร็จตามเป้าหมายคือ ภายในปี 2563

รายงานพิเศษ : พปชร.กับเสียงเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/384526

รายงานพิเศษ : พปชร.กับเสียงเกษตรกร

รายงานพิเศษ : พปชร.กับเสียงเกษตรกร

วันอาทิตย์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

บรรยากาศการเลือกตั้งเริ่มมีความคึกคัก หลังจากที่นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ประกาศ “ปลดล็อก” พรรคการเมือง มีผลให้ผู้สมัครของแต่ละพรรคเริ่มลงพื้นที่กันอย่างเข้มข้นเพื่อทำกิจกรรมหาเสียง

ขณะที่ฟากรัฐบาลซึ่งอยากจะกลับเข้ามาทำหน้าที่ในสภาอีกครั้ง ก็เร่งออกมาตรการสร้างความนิยมก่อนการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่ที่ได้รับความเดือดร้อนจากราคาพืชผลทางการเกษตร มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย มาตรการคืนภาษี VAT ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะครบถ้วนทุกกลุ่มประชาชนในทุกพื้นที่

แต่ในพื้นที่สำคัญอย่างภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นชัยภูมิหลัก เป็นฐานเสียงที่เหนียวแน่นของพรรคคนแดนไกลมาโดยตลอด ทางพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เองก็พยายามจะช่วงชิงฐานเสียงมาให้ได้มากที่สุด จึงมีการเดินสาย “เชิญชวน” เจ้าของเขตพื้นที่เก่าให้เข้ามาร่วมพรรค เพื่อเป็นการการันตีเสียงสนับสนุนจากเกษตรกรและพี่น้องประชาชนในพื้นที่นั้นๆ

รวมไปถึงการส่ง สมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมการรณรงค์การหาเสียงเลือกตั้งพรรคฯ เข้าไปลงพื้นที่ล่วงหน้าตั้งแต่ต้นปี เดินสายพูดคุย รับฟังปัญหา และให้ความช่วยเหลือกับพี่น้องเกษตรกร จนเป็นที่มาของมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่คณะรัฐมนตรีเพิ่งจัดหนัก อนุมัติวงเงินงบประมาณช่วยเหลือชาวสวนยาง-ปาล์ม และชาวไร่ยาสูบ ช่วยลดภาระหนี้เกษตรกรรายย่อยรวมกว่า 28,500 ล้านบาท

กรณีชาวไร่ยาสูบที่ได้รับเงินช่วยเหลือ 159 ล้านบาท จากงบประมาณทั้งสิ้นเกือบ 3 หมื่นกว่าล้านบาทนั้น มองๆ ดูก็ยังมีความย้อนแย้ง เพราะการให้ความช่วยเหลือชดเชยโควตารับซื้อใบยาของการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ที่หายไปครึ่งต่อครึ่งนั้น เป็นการให้ความช่วยเหลือเฉพาะการรับซื้อใบยาฤดูกาล 2561-2562 เท่านั้น

ในขณะที่รัฐบาลยังคิดจะเก็บภาษียาสูบเพิ่มเพื่อสมทบเข้ากองทุนบัตรทอง และยังเดินหน้าขึ้นภาษีอีกเท่าตัวจาก 20% เป็น 40% ในปีหน้าซึ่งจะทำให้ราคาบุหรี่ขั้นต่ำที่ขณะนี้ขายกันที่ 60 บาท จะพุ่งขึ้นเป็น 90 กว่าบาทในทันที่ และจะทำให้ยอดขายของ ยสท. ต้องลดลงอีกประมาณ 50% ซึ่งแน่นอนว่าปริมาณการรับซื้อใบยาก็จะต้องลดลงไปด้วย ชาวไร่ยาสูบอาจจะไม่ได้ปลูกยากันอีกก็เป็นได้

การให้เงินช่วยเหลือจึงช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในระยะสั้นได้เท่านั้น สิ่งที่ชาวไร่ชาวสวนอยากเห็นคือ การที่รัฐบาลออกมาตรการที่แก้ปัญหาได้ตรงจุดและป้องกันไม่มีปัญหาอื่นๆ ที่จะมาซ้ำเติมในระยะยาวมากกว่า เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ภาคีชาวไร่ยาสูบแห่งประเทศไทยซึ่งประกอบด้วยสมาคมชาวไร่ยาสูบภาคเหนือ ภาคอีสาน เพชรบูรณ์ และสุโขทัย รวมกว่า 18 จังหวัด
ทั่วประเทศ จึงมารวมพลกันที่การประชุมใหญ่ครั้งที่ 2 ของพรรคพลังประชารัฐ เพื่อขอให้รัฐบาลยกเลิกพ.ร.บ.จัดเก็บเงินสมทบเพื่อกองทุนบัตรทอง และช่วยเหลือเรื่องปัญหาภาษีสรรพสามิต

หากรัฐบาลซึ่งมีรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐนั่งอยู่ถึง 4 คน ตัดสินใจผ่านร่างกฎหมายจัดเก็บเงินสมทบเพื่อกองทุนบัตรทองและขึ้นภาษีบุหรี่เป็น 40% ซึ่งจะกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงชาวไร่ยาสูบภาคเหนือและภาคอีสานแล้ว ชาวไร่ยาสูบกว่า 50,000 ครัวเรือน รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องนับแสนคนในหลายสิบจังหวัดคงจะไม่พอใจอย่างแน่นอนเพราะเท่ากับทำให้ชาวไร่ยาสูบขายใบยาสูบได้ยากยิ่งขึ้นหรืออาจต้องขาดรายได้และหมดอาชีพในปีหน้า

ไหนๆ ก็เพิ่งไปปักหมุดยุทธศาสตร์ของภาคเหนือในจังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ปลูกยาสูบแล้ว คงต้องวัดใจพลังประชารัฐ โดยเฉพาะนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมการรณรงค์การหาเสียงฯ ที่ตั้งหน้าตั้งตาทำนโยบายเพื่อเกษตรกรอย่างหนักและรณรงค์หาเสียงเพื่อให้ได้ที่นั่ง สส. มากที่สุดตามเป้าหมายที่พรรควางไว้โดยไม่คาดหวังต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี จะช่วยสะกิดรองนายกรัฐมนตรี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ท่านนายกรัฐมนตรี รมว.คลังและ 4 รมต. แห่งพรรคพลังประชารัฐให้กลับมาทบทวนเรื่องนี้ได้หรือไม่เพราะมาตรการนี้ก็ออกมาในสมัยรัฐบาลนี้ นี่คือสิ่งที่ชาวไร่ยาสูบและครอบครัวกว่า 200,000 คน ในภาคเหนือและอีสานต้องการมากกว่าเพื่อให้เขายังขายยาสูบได้ แต่หากรัฐบาลออกนโยบายหรือไม่ยกเลิกมาตรการที่กระทบชาวไร่ชาวนาจำนวนมากแล้วอาจกระทบต่อโอกาสในการได้ที่นั่ง สส. ใน 2 ภาคนี้ซึ่งเป็นกล่องดวงใจของพรรคเพื่อไทยอีกด้วย

ท่านนายกฯเองก็ออกมาประกาศว่าตอนนี้เป็น “นักการเมือง” เต็มตัวแล้ว คงต้องชั่งน้ำหนักเสียงของประชาชนให้ดี หากต้องการจะกลับมาทำงานบริหารประเทศอีกครั้ง

น่าจับตา พปชร.เปิดเวทีใหญ่พบปะพี่น้องประชาชน 5 จุด พร้อมกัน ในวันที่ 23 ธ.ค. 2561 เวลา 14.00 น. ได้แก่ เชียงใหม่ กำแพงเพชร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และนครสวรรค์

งานนี้คงเห็นอนาคตของ พปชร.ว่าเป็นอย่างไร แต่ขอฟันธง “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ใจถึงพึ่งได้ตลอดกาล ไม่ทำให้เกษตรกรผิดหวัง