รายงานพิเศษ : ไทยนิยมยั่งยืนยกระดับคุณภาพ-มาตรฐานน้ำนมดิบ เพิ่มขีดความสามารถการผลิต‘สหกรณ์โคนมวาริชภูมิ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396707

รายงานพิเศษ : ไทยนิยมยั่งยืนยกระดับคุณภาพ-มาตรฐานน้ำนมดิบ  เพิ่มขีดความสามารถการผลิต‘สหกรณ์โคนมวาริชภูมิ’

รายงานพิเศษ : ไทยนิยมยั่งยืนยกระดับคุณภาพ-มาตรฐานน้ำนมดิบ เพิ่มขีดความสามารถการผลิต‘สหกรณ์โคนมวาริชภูมิ’

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำนมดิบ และต้องการยกระดับสหกรณ์โคนมให้เข้มแข็งมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จึงได้มีการจัดสรรงบประมาณ ตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน เพื่อสนับสนุนและเพิ่มศักยภาพให้สหกรณ์สามารถพัฒนากิจกรรมของสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น โดยการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนผ่านทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้แก่สหกรณ์เพื่อพัฒนาสหกรณ์ต่อไป

สหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัด จังหวัดสกลนคร เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ที่ได้รับงบประมาณดังกล่าว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตน้ำนมให้เพิ่มมากขึ้นและได้มาตรฐาน สหกรณ์ฯจึงจำเป็นต้องมีอุปกรณ์ที่ทันสมัยมากขึ้น อุปกรณ์ที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน จึงเป็นประโยชน์อย่างมากต่อสมาชิกของสหกรณ์ฯ

นางประภัสสร คำผอง ผู้ช่วยผู้จัดการสหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัด บอกว่า ปัจจุบัน สหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัด มีสมาชิกเกษตรกร ผู้เลี้ยงโคนม 117 ราย ครอบคลุม 10 อำเภอ ได้แก่ อำเภอวาริชภูมิ กุดบาก นิคมน้ำอูน สว่างแดนดิน ส่องดาว พังโคน อากาศอำนวย วานรนิวาส เจริญศิลป์ และพรรณนานิคม โดยธุรกิจหลักของสหกรณ์ คือ การรวบรวมน้ำนมดิบจากสมาชิกเพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์นมเพื่อจำหน่าย 2 ชนิด ได้แก่ นมพาสเจอร์ไรส์ และนมยูเอชที

สหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัด ได้รับงบประมาณสนับสนุนภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตร จำนวน 3 รายการ ได้แก่ 1.เครื่องตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำนม 2. รถห้องเย็นสำหรับขนส่งผลิตภัณฑ์นม ขนาด 6 ล้อ ขนาด 145 แรงม้า และ 3. ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์พร้อมอุปกรณ์สำหรับโรงงานผลิตนม ขนาด 100 ตารางเมตร รวมงบประมาณทั้งสิ้น 3,450,000 บาท โดยภาครัฐอุดหนุน 3,105,000 บาท และสหกรณ์สมทบอีก 345,000 บาท

หลังจากสหกรณ์ฯ ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากโครงการดังกล่าว ส่งผลให้สหกรณ์ฯมีอุปกรณ์ตรวจสอบคุณภาพน้ำนมดิบที่ทันสมัยและได้มาตรฐาน โดยสามารถตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำนมได้จำนวน 120 ตัวอย่างต่อครั้ง และยังสามารถตรวจค่า Somatic Cell Count (SCC) ได้ในเครื่องเดียว ซึ่งก่อนได้รับงบประมาณไม่สามารถตรวจค่า SCC ได้ และสามารถรวบรวมน้ำนมดิบจากสมาชิกและฟาร์มโคนมที่ทำสัญญาซื้อขายได้ถึง 10,950 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าปีละ 188,100 ล้านบาท (ก่อนเข้าโครงการ รวบรวมได้ 9,000 ตันต่อปี มูลค่า 162,900 ล้านบาท) และนำมาผลิตเป็นนมพาสเจอร์ไรส์ที่ได้คุณภาพมาตรฐาน 20 – 21 ล้านถุงต่อปี จากที่เคยผลิตได้ 19 ล้านถุงต่อปี และผลิตนมยูเอชที พาณิชย์ได้ 16 ล้านกล่องต่อปี จากที่เคยผลิตได้ 14 ล้านกล่องต่อปี ซึ่งนอกจากจะสามารถผลิตนมยูเอชที ที่มีอายุการวางจำหน่ายได้นานแล้ว ยังมีรถห้องเย็นสำหรับส่งนมพาสเจอร์ไรส์ที่ได้มาตรฐานมากขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้ จากการได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์จากโครงการฯ ทั้ง 3 รายการ สามารถช่วยแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำนมดิบเพื่อนำมาผลิตนมพาสเจอร์ไรส์สำหรับโรงเรียน รวมทั้งนมยูเอชที ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นในคุณภาพและหันมาดื่มนมที่ผลิตจากสหกรณ์เพิ่มมากขึ้น ส่งผลต่อปริมาณการจำหน่ายในอนาคต ซึ่งนับเป็นการยกระดับคุณภาพน้ำนมดิบให้ได้คุณภาพมาตรฐาน ช่วยแก้ไขปัญหานมโรงเรียน รวมทั้งปัญหาน้ำนมล้นตลาดทำให้สมาชิกผู้เลี้ยงโคนมสามารถจำหน่ายผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง และมีรายได้ที่ยั่งยืน

รายงานพิเศษ : คลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร เคาะระฆังแก้อุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396056

รายงานพิเศษ : คลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร เคาะระฆังแก้อุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยา

รายงานพิเศษ : คลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร เคาะระฆังแก้อุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยา

วันจันทร์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เป็น 1 ใน 9 แผนงานโครงการสำคัญในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง คือ “โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา” ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ ที่รัฐบาลเร่งดำเนินการตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ล่าสุดได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งซ้ำซากในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยาใช้งบลงทุนประมาณ 15,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการให้กรมชลประทาน ดำเนินการเตรียมความพร้อม และสำรวจปักหลักเขต ออกแบบ รวมทั้งดำเนินการกระบวนการการมีส่วนร่วม ลงพื้นที่รับฟังข้อคิดเห็น ตลอดจนพบปะกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทรมาแล้ว

นอกจากนี้พื้นที่ดำเนินโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร ยังอยู่ในบริเวณพื้นที่ประสบปัญหาอุทกภัยที่จะต้องเร่งดำเนินการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนอีกด้วย ทั้งนี้จากการสำรวจและได้มีการจัดลำดับความ สำคัญในการแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ (Area Based) พบว่า บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ประมาณ 4.2 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ประสบปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งที่จะต้องเร่งแก้ไขเนื่องจากมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงมาก

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานกล่าวถึงความคืบหน้าในการดำเนินโครงการว่า ขณะนี้ได้ดำเนินการวางแนวเขตเสร็จสิ้นแล้ว มีราษฎรทำการยื่นขอรังวัดแล้ว 482 แปลงจาก 740 แปลง ล่าสุดทำการดำเนินการจ่ายค่าที่ดินและค่ารื้อย้ายบริเวณปลายคลองระบายน้ำหลากแล้วจำนวน 52 แปลง

โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร นำศาสตร์พระราชามาขยายผลแก้ไขปัญหาน้ำให้เห็นผลเป็นรูปธรรมตามเป้าหมาย พร้อมยังได้น้อมนำพระราชดำรัสพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 เรื่องการเข้าถึง เข้าใจ และพัฒนา มาเป็นแบบอย่างในการดำเนินโครงการ ก่อให้เกิดผลกระทบกับประชาชนน้อยที่สุด ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียได้รับความเป็นธรรมมากที่สุดอีกด้วย ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นแนวทางที่จะบรรเทาปัญหาน้ำท่วมที่สร้างความเสียหายซ้ำซากทุกๆปีได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากจะสามารถระบายน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนที่จะไหลผ่านจ.พระนครศรีอยุธยาได้ถึงประมาณ 1,200 ลบ.ม./วินาที ทำให้สามารถรองรับการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาได้ถึง 2,800 ลบ.ม./วินาที โดยไม่มีผลกระทบใดๆต่อพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา

การดำเนินโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร ได้มีการศึกษาความเหมาะสมและวิเคราะห์ผล กระทบสิ่งแวดล้อมอย่างละเอียดแล้ว พบว่า มีความเหมาะสมและสามารถแก้ไขปัญหาพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากบริเวณพื้นที่อำเภอเมืองพระนครศรีอยุธยา อำเภอบางบาล และพื้นที่ตอนเหนือตั้งแต่ท้ายเขื่อนทดน้ำเจ้าพระยาถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่เกิดจากสภาพคอขวดของแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในปัจจุบันหากมีการระบายน้ำท้ายเขื่อนทดน้ำเจ้าพระยาที่ประมาณ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะส่งผลกระทบกับพื้นที่ดังกล่าวข้างต้นทัน แต่หากได้ดำเนินโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทรแล้ว จะสามารถระบายน้ำผ่านเขื่อนทดน้ำเจ้าพระยาสูงสุด 2,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และผลการศึกษายังระบุว่า โครงการมีผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ (EIRR) สูงถึง22.33%

สำหรับการขุุดคลองระบายน้ำหลากบางบาล – บางไทร จะเริ่มต้นที่ตำบลบ้านใหม่ อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตัดตรงผ่านทุ่งบางบาลถึงตำบลสนามชัย อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นจุดที่เหมาะสมที่สุด สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ ไม่กระทบชุมชนขนาดใหญ่ และพื้นที่ศูนย์กลางต่างๆ เช่น วัด โรงเรียน โรงพยาบาล รวมถึงโบราณสถานที่สำคัญ แต่จะกระทบต่อสิ่งปลูกสร้างบ้างประมาณ 500 หลัง โดยจะมีแนวกันเขตก่อสร้างกว้าง 230 เมตร ยาว 22.5 กิโลเมตร

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทรอยู่ในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวจะมีคลองชลประทานอยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่เป็นคลองส่งน้ำไม่ใช่คลองระบายน้ำ ลักษณะต้นคลองใหญ่ ปลายคลองแคบ เมื่อน้ำไหลเข้ามาปริมาณมากจึงระบายออกลำบาก ทำให้ขีดความสามารถระบายน้ำจากด้านเหนือลงไปออกอ่าวไทยค่อนข้างต่ำ เมื่อทุกฤดูน้ำหลากน้ำเหนือจะไหลลงมาเข้าท่วมตัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำและมีโบราณสถานสำคัญ วัดเก่าแก่อยู่จำนวนมากทันที สร้างเกิดความเสียหายที่ประเมินค่ามิได้ แม้ที่ผ่านมามีความพยายามป้องกันโดยการทำกำแพง วางกระสอบทราย ทำคันกั้นน้ำก็ตาม แต่ได้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่หลังคันกั้นน้ำได้รับความเดือดร้อน

“กรมชลประทานจะได้ดำเนินการขุดคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร ความยาวคลอง 22.5 กิโลเมตร ต้นคลองอยู่บริเวณสะพานบ้านป้อมก่อนถึงตัวเมือง เพื่อตัดยอดน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาจำนวน 1,200 ลบ.ม.ต่อวินาที ไม่ให้ไหลหลากเข้าไปในเมืองพระนครศรีอยุธยา และพื้นที่ไร่นา พืชผักสวนครัว สามารถลดระดับความลึกของน้ำที่ท่วมในพื้นที่เมือง รวมถึงพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างเฉลี่ยได้ถึง 1.9-2.5 ล้านไร่ต่อปี นอกจากนี้ยอดน้ำที่ตัดมา สามารถกักเก็บไว้ในคลองระบายน้ำบางบาล-บางไทร จำนวน 25 ล้านลบ.ม. ซึ่งจะจัดสรรน้ำเพื่อใช้อุปโภค-บริโภคจำนวน 15 ล้านลบ.ม. ครอบคลุมให้กับพื้นที่ 48 ตำบล 362 หมู่บ้าน ที่เหลือจะเป็นน้ำต้นทุนสำรองให้พื้นที่ด้านเกษตรกรรมในช่วงฤดูแล้งได้ประมาณ 230,000 ไร่ โดยจะมีการก่อสร้างอาคารจ่ายน้ำ 9 แห่ง สถานีสูบน้ำ 27 แห่ง พร้อมประตูระบายน้ำปลายคลองระบายน้ำหลากอีกจำนวน 1 แห่ง” ดร.ทองเปลวกล่าว

นอกจากนี้คันคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร ยังจะมีการสร้างถนนที่ได้มาตรฐาน พร้อมทางจักรยาน สามารถใช้เป็นเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงระหว่างอำเภอบางบาล-อำเภอบางไทรได้ และยังจะมีการปรับภูมิทัศน์ให้สอดคล้องกับพื้นที่ ทำเกิดเป็นแหล่งพักผ่อน สถานที่ออกกำลังกายแห่งใหม่ อีกทั้งคลองระบายน้ำบางบาล-บางไทรจะใช้เป็นเส้นทางสัญจรของเรือขนาดใหญ่ เพื่อไม่ให้เรือขนาดใหญ่วิ่งเข้าไปในตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา ลดปัญหาคลื่นเซาะตลิ่งพัง และอุบัติเหตุได้อีกทางหนึ่ง ทั้งนี้จะใช้ระยะเวลาดำเนินโครงการทั้งหมดประมาณ 5 ปี คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2566

อย่างไรก็ตามการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดนั้น จะต้องดำเยนงานตาม 9 แผนงานที่วางไว้ทั้งหมด เลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า นอกจากนี้ แผนการก่อสร้างโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร ดังกล่าวแล้ว ยังจะต้องดำเนินแผนงานต่างๆ ดังนี้ แผนการปรับปรุงโครงข่ายระบบชลประทานฝั่งตะวันตก แผนการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา แผนการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำท่าจีน แผนการพัฒนาปรับปรุงพื้นที่รับน้ำนอง แผนการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง แผนการก่อสร้างคลองระบายน้ำหลากเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก แผนการก่อสร้างคลองระบายน้ำควบคู่กับถนนวงแหวนรอบที่ 3 และแผนการก่อสร้างคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก

ทั้งแผนการดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ทั้ง 9 แผนงานดังกล่าว บางโครงการก็ได้เริ่มดำเนินการแล้ว บางโครงการยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาการออกแบบ

สำหรับโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร ขณะนี้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมรอเพียงวันที่จะแล้วเสร็จเท่านั้น ส่วนโครงการบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างตามที่แผนที่วางไว้จะเป็นจริงได้หรือไม่ ปัญหาน้ำในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาจะหมดไปหรือไม่?…จับตาดู

รายงานพิเศษ : หยุดเผา… หยุดฝุ่น หยุดโรค!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/395529

รายงานพิเศษ : หยุดเผา... หยุดฝุ่น หยุดโรค!!

รายงานพิเศษ : หยุดเผา… หยุดฝุ่น หยุดโรค!!

วันศุกร์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมปัจจุบันดูเป็นเรื่องไม่ง่ายขึ้นทุกที ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุที่ประชากรเพิ่มขึ้น ทรัพยากรธรรมชาติลดลง เทคโนโลยีอุตสาหกรรมเติบโต การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างฟุ่มเฟือย การเลือกปฏิบัติแบบง่ายสะดวกอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรืออะไรก็ตาม ที่ล้วนแล้วแต่ก็มีสาเหตุมาจากพฤติกรรมของมนุษย์ทั้งสิ้น

หากมองในเรื่องเกษตรกรรม อาชีพหลักของคนไทยการทำเกษตรในปัจจุบันดูราวกับหมุนตามกระแสความต้องการที่ไม่รู้จบ เน้นการผลิตให้ได้ปริมาณมากและรวดเร็ว โดยอาจหลงลืมผลกระทบที่ตามมา กรมส่งเสริมการเกษตรเห็นความสำคัญในการทำเกษตรยั่งยืน และประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับอย่างแท้จริง จึงพยายามส่งเสริมความรู้ด้านการเกษตร ทั้งพัฒนาผลผลิตให้ได้คุณภาพและได้ผลตอบแทนดีกว่าเน้นปริมาณ ตลอดจนพัฒนาดูแลดินปุ๋ยวัตถุดิบการเกษตร และหนึ่งในโครงการสำคัญที่จะยกตัวอย่างจากการทำเกษตรบนพื้นที่ราบสูงของไทยคือ โครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการมาต่อเนื่องทุกปี

ความสำคัญของการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร นอกจากจะไม่เกิดมลภาวะที่เป็นพิษและเกิดฝุ่นควันในสภาพแวดล้อมซึ่งกระทบสุขภาพแล้ว ยังส่งผลดีต่อการทำเกษตรคือ ลดปัญหาดินเสื่อมโทรมขาดความอุดมสมบูรณ์ ลดปัญหาต้นทุนการผลิตสูงผลผลิตที่ได้ต่ำ เป็นผลจากการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร ล่าสุดกรมส่งเสริมการเกษตรเดินหน้าส่งเสริมความรู้ให้เกษตรกร โดยสร้างเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผา และขยายพื้นที่นำร่องการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร พ.ศ. 2562

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์ฝุ่นควันในประเทศไทยที่ทวีความรุนแรงและมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนและเศรษฐกิจขณะนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรตระหนักและห่วงใยสุขภาพของเกษตรกรและประชาชน จึงกำชับไปยังพื้นที่ที่พบมีการเผาในพื้นที่การเกษตรสูง โดยให้เจ้าหน้าที่ของกรมฯเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจให้เกษตรกรตระหนักถึงผลเสียจากการกระทำดังกล่าว รวมถึงสร้างเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผา ให้ถ่ายทอดความรู้และพัฒนาศักยภาพเกษตรกรในชุมชนให้มีความรู้พื้นฐาน เพื่อหยุดเผาในพื้นที่เกษตร และสามารถนำเทคโนโลยีการจัดการเศษวัสดุการเกษตรมาใช้ทดแทนการเผาได้ เช่น ใช้เครื่องสับเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อใช้เป็นวัสดุปกคลุมหน้าดิน ทำปุ๋ยหมัก ทำน้ำหมักเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน การไถกลบตอซัง การจัดเก็บเศษวัสดุฟางข้าวมาเพาะเห็ดฟาง การอัดฟางก้อน การหมักฟางเป็นอาหารสัตว์ การทำหุ่นไล่กา เป็นต้น

จากรายงานผลดำเนินงานโครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่เกษตรในปี 2561 พื้นที่ 10 จังหวัดภาคเหนือตอนบน มีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนการเผาได้ 35,664 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 142 ล้านบาท จากราคาปุ๋ยอินทรีย์เฉลี่ย 4 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้เกิดพื้นที่การเกษตรปลอดการเผา รวม 100,320 ไร่ และจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) ช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน 2561 ลดลง ซึ่งจากรายงานแสดงจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) ลดลงทุกปี เมื่อเทียบกับตัวเลขจุดความร้อนตั้งแต่เริ่มโครงการฯ ในปี พ.ศ. 2557 ที่มี 12,528 จุด เหลือ 4,804 จุด

ตัวอย่างชุมชนต้นแบบปลอดการเผาในพื้นที่การเกษตรอยู่ในจ.น่าน 2 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนในต.ทุ่งศรีทอง อ.เวียงสา ที่ลดการเผาด้วยการทำปุ๋ยหมัก ไถกลบตอซัง และเก็บเศษวัสดุฟางข้าว และชุมชนในต.ผาสิงห์ อ.เมืองที่ลดการเผาด้วยการทำปุ๋ยหมักและเพาะเห็ดฟางจากเศษฟางข้าวกว่า 57 ตันต่อปี ลดเผาฟางข้าวได้กว่า 72 ไร่ มีสมาชิก 43 ราย ผลิตเห็ดฟางได้ถึง 600 กิโลกรัมต่อเดือน โดยจำหน่ายในพื้นที่กิโลกรัมละ 80 บาท สร้างรายได้ 48,000 บาทต่อเดือน

ในปี 2562 กรมส่งเสริมการเกษตรเดินหน้าขยายเครือข่ายเกษตรกรต้นแบบปลอดการเผา ผ่านกลไกของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ จากพื้นที่นำร่องกลุ่มเดิม 120 ตำบลใน 10 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ตาก น่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน และอุตรดิตถ์ สู่พื้นที่นำร่องกลุ่มใหม่ในจังหวัดดังกล่าวอีก 30 ตำบล และขยายเครือข่ายเพิ่มเติมไปยัง 16 จังหวัด ที่พบมีการเผาในพื้นที่การเกษตรสูง ได้แก่ กาญจนบุรี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครนายก นครพนม นครราชสีมา นครสวรรค์ บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี พิจิตร เพชรบูรณ์ ร้อยเอ็ด ลพบุรี สกลนครและอุดรธานี รวมถึงเร่งพัฒนาศักยภาพเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผา เพื่อให้ถ่ายทอดความรู้พื้นฐานต่างๆ เพื่อการหยุดเผาแก่เกษตรกรในชุมชนของตนได้ เพื่อร่วมผลักดันให้เกษตรกรในชุมชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสู่การทำการเกษตรปลอดการเผา ตลอดจนสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากการหยุดเผาในพื้นที่เกษตรด้วย โดยเกษตรกรที่สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน และเข้าร่วมฐานเรียนรู้การปฏิบัติกิจกรรมหยุดเผาในพื้นที่เกษตรได้ ในวันสาธิตเทคโนโลยีการจัดการเศษวัสดุทดแทนการเผาและรณรงค์หยุดเผาในพื้นที่เกษตร ที่แต่ละจังหวัดกำหนด ซึ่งอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน 2562

ด้านนายนเรศ ฝีปากเพราะ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า สสก.ที่ 6 จ.เชียงใหม่ ได้มอบแนวทางหยุดเผาในพื้นที่เกษตรให้หน่วยงานในสังกัด ทั้งสำนักงานเกษตรจังหวัด 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ น่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง และจังหวัดลำพูน และศูนย์ปฏิบัติการ 11 ศูนย์ พร้อมทั้งเร่งดำเนินการประชาสัมพันธ์และรณรงค์ป้องกัน รวมทั้งเฝ้าระวังการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร ซึ่งในปีนี้ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตรที่มุ่งเน้นการสร้างเกษตรกรและชุมชนต้นแบบที่มีการขับเคลื่อนการเกษตรการแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรให้เป็นรูปธรรม และเป็นจุดเรียนรู้และขยายผลไปยังพื้นที่อื่นที่มีปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรต่อไป โดยมีเป้าหมายคือลดพื้นที่การเผาในพื้นที่การเกษตร ลดจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) สร้างชุมชนเกษตรปลอดภัย สร้างชุมชนเกษตรปลอดการเผาต้นแบบและเครือข่าย

กิจกรรมที่ได้ดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนโครงการฯ ดังกล่าว ประกอบด้วย 1) สร้างชุมชนเกษตรกรปลอดการเผาต้นแบบและเครือข่าย โดยถ่ายทอดความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพเกษตรกร สร้างวิทยากรด้านการเกษตรปลอดการเผา เสริมสร้างการรวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผา และนำร่องสาธิตเทคโนโลยีการจัดการเศษวัสดุการเกษตรทดแทนการเผา 2) เฝ้าระวังติดตามและแก้ปัญหาการเผาช่วงวิกฤติ โดยจัดเวทีเชื่อมโยง นอกจากนั้น ยังประสานความร่วมมือและสนับสนุนหน่วยงานภาคีเครือข่าย เกษตรกรและอาสาสมัครเกษตรต่างๆ และ 3) รณรงค์เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ลดการเผาในชุมชนภาคเหนือตอนบน

“เมื่อเกษตรกรหยุดเผาในพื้นที่การเกษตรแล้วจะได้ 5 ดีคือ อากาศดี สุขภาพดีเศรษฐกิจดี สิ่งแวดล้อมดี และได้ปุ๋ยดีจากธรรมชาติ” ผอ.สสก.ที่ 6 จ.เชียงใหม่กล่าว

สำหรับการประกาศวันห้ามเผาเด็ดขาดปี 2562 ใน 9 จังหวัดภาคเหนือได้แก่ จ.เชียงราย ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 15 เมษายน 2562 จ.เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2562 จ.ตาก ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2562 จ.น่าน ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 15 เมษายน 2562 จ.พะเยา ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 15 เมษายน 2562 จ.แพร่ ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 15 เมษายน 2562 จ.แม่ฮ่องสอนระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2562 จ.ลำปางระหว่างวันที่ 10 กุมภาพันธ์ – 10 เมษายน 2562 และจ.ลำพูน ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2562

หากเกษตรกรเล็งเห็นผลดีที่แท้จริงอันจะได้รับจากการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร และร่วมมือร่วมใจกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสู่การทำเกษตรปลอดการเผา สังคมเกษตรกรรมไทยจะเป็นสังคมหยุดเผา หยุดฝุ่น หยุดโรค สุขภาพกายใจดี มีเงินเพิ่มพูนได้ไม่ยาก

รายงานพิเศษ : ตีปี๊บ‘ขาวเจ๊กชัยนาท’ข้าวพื้นเมืองพันธุ์ดี สหกรณ์ฯทุ่งวัดสิงห์ชูเอกลักษณ์‘เมล็ดโต-กลิ่นหอม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/394033

รายงานพิเศษ : ตีปี๊บ‘ขาวเจ๊กชัยนาท’ข้าวพื้นเมืองพันธุ์ดี  สหกรณ์ฯทุ่งวัดสิงห์ชูเอกลักษณ์‘เมล็ดโต-กลิ่นหอม’

รายงานพิเศษ : ตีปี๊บ‘ขาวเจ๊กชัยนาท’ข้าวพื้นเมืองพันธุ์ดี สหกรณ์ฯทุ่งวัดสิงห์ชูเอกลักษณ์‘เมล็ดโต-กลิ่นหอม’

วันศุกร์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“ข้าวขาวเจ๊ก” เป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองของจังหวัดชัยนาท มีเอกลักษณ์ คือ เมล็ดโต อวบอิ่ม หุงขึ้นหม้อ มีกลิ่นหอม นิ่มพอดี เป็นที่นิยมของผู้บริโภค ไม่แพ้ข้าวหอมมะลิ แต่ด้วยเป็นข้าวที่มีอายุการเก็บเกี่ยวยาวถึง 120 วัน และชอบน้ำฝน ทำให้ชาวนาที่ต้องการทำนา 2 ครั้ง หันไปปลูกข้าวพันธุ์อื่นที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้นเพียง 90 วัน มากกว่า ปัจจุบันข้าวขาวเจ๊ก จึงไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ดังนั้น สหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์ จำกัด จึงต้องการกระตุ้น ให้สมาชิกกลับมาปลูกข้าวพันธุ์ขาวเจ๊ก เพื่อร่วมกันทำตลาดทั้งในจังหวัดและระดับประเทศ โดยอาศัยความได้เปรียบ จากการเป็นพันธุ์พื้นถิ่น ไม่มีคู่แข่งจากแหล่งผลิตอื่น และสามารถสีบรรจุถุงจำหน่ายได้ทันที

นางสาวกำไร เขียวฉาย ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์ จำกัด บอกว่า ปัจจุบันสหกรณ์ฯมีสมาชิกที่หันมาปลูกข้าวขาวเจ๊ก จำนวน 22 ราย พื้นที่ปลูก 233 ไร่ ต้นทุนการผลิตในพื้นที่จังหวัดชัยนาทอยู่ที่ 2,787 บาท/ไร่ ผลผลิต 379 กก./ไร่ เกษตรกรได้กำไร 956 บาท/ไร่ โดยสหกรณ์ฯจะรับประกันราคาขั้นต่ำ ตันละ 10,000 บาท นอกจากนี้ สหกรณ์ฯ ยังได้จัดออกแบบบรรจุภัณฑ์ โดยใช้วัสดุธรรมชาติ อาทิ ถุงกระดาษ และผักตบชวา เพื่อจำหน่ายเป็นของขวัญในโอกาสต่างๆ เป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้า ซึ่งราคาข้าวสารที่ขายมีการแยกประเภทแบบอัดสุญญากาศ ราคาขายอยู่ที่ 35 บาท/กก. ไม่อัดสุญญากาศ 30 บาท/กก. โดยมีต้นทุนการแปรรูปข้าวเปลือก เป็นข้าวสารบรรจุถุงขาย ประมาณ 28 บาท/กก.

ทั้งนี้ จากการที่ผลผลิตข้าวขาวเจ๊กชัยนาท มีไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด เนื่องจากเกษตรกรไม่นิยมปลูกนั้น ส่งผลให้ข้าวพันธุ์ดังกล่าวอาจสูญหายไปในอนาคต ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองพันธุ์และทางการค้า จึงได้ขึ้นทะเบียนกับสำนักคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร โดยได้รับหนังสือคุ้มครองการขึ้นทะเบียนพันธุ์ ตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช ปี พ.ศ.2519 (ร.พ.2) เลขที่ 908/2559 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 ใช้ชื่อว่าพันธุ์ข้าวขาวเจ๊กชัยนาท โดยรวมชื่อจังหวัดเข้าไปด้วย

นอกจากนี้ สหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์ จำกัด ยังอยู่ระหว่างดำเนินการยื่นคำขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication หรือ GI) “ข้าวขาวเจ๊กชัยนาท” เพื่อเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของคนในชุมชน เพราะมีเอกลักษณ์และภูมิปัญญาของคนในชุมชนในการผลิตสินค้า

“การส่งเสริมให้สมาชิกปลูกข้าวพันธุ์ดังกล่าว นอกจากเป็นการอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นถิ่นให้คงอยู่คู่จังหวัดแล้ว ยังช่วยสร้างตลาดแบบไร้คู่แข่ง ทำให้สมาชิกมีรายได้ที่มั่นคงมากยิ่งขึ้น” นางสาวกำไร กล่าว

สำหรับเกษตรกรที่สนใจขอรับคำแนะนำหรือเลือกซื้อสินค้าได้ที่สหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์ จำกัด เลขที่ 79 หมู่ 9 ต.มะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท โทรศัพท์ 0-5646-1620 หรือติดต่อโดยตรงที่ นางสาวกำไร เขียวฉาย ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์ โทร. 06-3954-9555

รายงานพิเศษ : หมอนยางพาราคุณภาพ‘เอราวัณ’ งานดีตีตลาดจีนฝีมือสหกรณ์เนินดินแดงตราด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/393794

รายงานพิเศษ : หมอนยางพาราคุณภาพ‘เอราวัณ’ งานดีตีตลาดจีนฝีมือสหกรณ์เนินดินแดงตราด

รายงานพิเศษ : หมอนยางพาราคุณภาพ‘เอราวัณ’ งานดีตีตลาดจีนฝีมือสหกรณ์เนินดินแดงตราด

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สหกรณ์ยางพาราเนินดินแดงตราด จำกัด เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ที่ถูกก่อตั้งขึ้นจากการรวมตัวกันของกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพาราเพื่อแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ เดิมสหกรณ์แห่งนี้มีการบริหารจัดการแบบสหกรณ์อื่นทั่วไป มีการรวบรวมน้ำยางพาราของเกษตรกรมาทำยางแผ่นรมควันชั้น 3 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงที่ราคายางพาราตกต่ำ แต่ก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควร ต่อมาทางคณะกรรมการสหกรณ์จึงได้ประชุมปรึกษาหาแนวทาง จนเกิดแนวความคิดในการนำน้ำยางพารามาผลิตทำหมอนยางพารา ได้ศึกษาทดลองจนสามารถทำหมอนยางพารา 100% ที่มีคุณภาพดีจนสำเร็จ ซึ่งการทำหมอนยางพาราของสหกรณ์ฯนั้น นอกจากจะช่วยเกษตรกรในช่วงที่ราคายางพาราตกต่ำแล้ว ยังเป็นการสร้างอาชีพให้กับชุมชนอีกด้วย

นายเกรียงไกร เทพินทร์อารักษ์ ประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์ยางพาราเนินดินแดงตราด จำกัด บอกว่า สหกรณ์ยางพาราเนินดินแดงตราด จำกัด เป็นผู้ผลิตสินค้าแปรรูปจากยางพารา โดยผลิตเป็นหมอนยางพาราภายใต้ชื่อ “เอราวัณ” ปัจจุบันตลาดของหมอนยางพาราเริ่มขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และสหกรณ์ฯ มีตลาดหลักอยู่ที่ประเทศจีน เนื่องจากลูกค้าจีนมีความต้องการใช้สินค้าหมอนยางพาราจำนวนมาก ปัจจุบันสหกรณ์ฯ ส่งหมอนไปที่ตลาดจีน เดือนละ 12,000-15,000 ใบ และได้รับความนิยมอย่างมากจากผู้บริโภคชาวจีนจนกลายเป็นค่านิยมของคนจีนว่าต้องการใช้หมอนยางพาราจากประเทศไทยเท่านั้น

ส่วนการตลาด สหกรณ์ฯ จะเน้นการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ และตรงกับความต้องการของตลาดเป็นหลัก ซึ่งทำให้สามารถยกระดับราคาได้เพิ่มขึ้น เพราะหากหมอนยางพาราผลิตออกมาไม่ได้คุณภาพก็จะไม่สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตรายอื่นได้และไม่มีตลาดต้องการ ดังนั้น สหกรณ์ฯ จึงต้องเน้นเรื่องการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ไม่เน้นแข่งขันเรื่องราคา ซึ่งจุดเด่นของหมอนยางพาราที่สหกรณ์ผลิตขึ้นนั้นจะมีหลายคุณสมบัติขนาดนุ่มมาก นุ่มปานกลาง และแข็ง สหกรณ์ฯ ก็จะผลิตตามความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ซึ่งขณะนี้ธุรกิจจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยางพารากำลังไปได้ดี แต่ยังต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สำหรับตลาดภายในประเทศ สหกรณ์ฯส่งขายที่ดิวตี้ฟรี และขายผ่านทีวีช้อปปิ้ง ผ่านช่อง Shop Channel MCOT Family ทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง และเว็บไซต์ลาซาด้า เป็นหลัก ซึ่งมีลูกค้าสั่งซื้อผ่านออนไลน์มาอย่างต่อเนื่อง ทุกเดือนเช่นกัน

สำหรับผลิตภัณฑ์ยางพาราของสหกรณ์ฯ นั้น คุณภาพสินค้าต้องดีสม่ำเสมอ เพื่อให้ลูกค้าจดจำและสั่งซื้อสินค้าของสหกรณ์ฯ ไปตลอด เนื่องจากหมอนยางพาราหนึ่งใบใช้ได้นานเป็น 10 ปี กว่าลูกค้าจะกลับมาซื้ออีกครั้งก็นานพอสมควร ดังนั้น สหกรณ์ฯ จึงคิดที่จะต่อยอดผลิตภัณฑ์ตัวใหม่เพิ่มขึ้นเพื่อสร้างความแตกต่าง และหลากหลายให้กับลูกค้า รวมถึงสร้างทางเลือกใหม่ให้กับธุรกิจของสหกรณ์ฯ นอกจากนี้ ยังเป็นการต่อยอดธุรกิจเพื่อสร้างงานสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับสมาชิกสหกรณ์อีกด้วย

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาสหกรณ์ฯ ยังได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกันระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์ หอการค้าไทย และสหกรณ์ภาคการเกษตร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางธุรกิจให้กับสหกรณ์ฯ โดยใช้ความร่วมมือดังกล่าว ร่วมกันพัฒนาและส่งเสริมการดำเนินงาน เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าสหกรณ์ฯ

ประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์ยางพาราเนินดินแดงตราด จำกัด บอกอีกว่า ได้มองเห็นจุดอ่อนและจุดแข็งของธุรกิจหมอนยางพาราเป็นอย่างดี จึงคิดว่าจะขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น พร้อมกับผลิตสินค้าตัวใหม่ออกมาจำหน่าย เป็นการนำยางพาราแห้งมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ของสหกรณ์ฯ ซึ่งจะแตกต่างจากสินค้าเดิมที่มีอยู่ และจะเน้นพัฒนารูปแบบที่ทันสมัย เพราะจะทำให้ขายง่ายและผู้บริโภคกำลังนิยม แต่ทั้งนี้ สินค้าจะต้องมีคุณภาพ และราคาไม่สูงจนเกินไป ซึ่งขณะนี้สหกรณ์ฯ มีตลาดรองรับและปริมาณคำสั่งซื้อที่ชัดเจนแล้ว คาดว่าน่าจะผลิตสินค้าตัวใหม่นำเสนอออกสู่ตลาดได้ในเร็วๆ นี้

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯบ้านมั่นคงปากพูนพัฒนา เร่งแก้ปัญหาไร้ที่อยู่พร้อมสร้างอาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/393531

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯบ้านมั่นคงปากพูนพัฒนา  เร่งแก้ปัญหาไร้ที่อยู่พร้อมสร้างอาชีพ

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯบ้านมั่นคงปากพูนพัฒนา เร่งแก้ปัญหาไร้ที่อยู่พร้อมสร้างอาชีพ

วันพุธ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การไร้ที่อยู่อาศัยและที่ทำกินยังคงเป็นปัญหาสำคัญสำหรับคนไทย เช่นเดียวกับกลุ่มชาวบ้านในชุมชนท่าแพ จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการถูกเอาเปรียบค่าเช่าที่ดินและถูกไล่รื้อ กว่า 335  ครัวเรือน  จนทำให้เกิดการรวมกลุ่มกันเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว  โดยในปี 2558 มีเจ้าหน้าที่จากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. อนุมัติโครงการบ้านมั่นคงเพื่อแก้ไขปัญหาด้านที่อยู่อาศัยในรูปแบบการซื้อที่ดินเพื่อสร้างชุมชนใหม่ และเพื่อให้การช่วยเหลือสามารถเข้าถึงชาวบ้านได้ง่ายขึ้น จึงได้เกิดการรวมกลุ่มเป็นนิติบุคคลในรูปแบบสหกรณ์ โดยใช้ชื่อว่าสหกรณ์เคหสถานบ้านมั่นคงปากพูนพัฒนา จำกัด มุ่งเน้นช่วยเหลือให้สมาชิกมีที่อยู่อาศัย มีรายได้ และดำเนินธุรกิจในรูปแบบของสหกรณ์ มีสินเชื่อ รวมกันซื้อ รวมกันขาย มีการออมเงิน และส่งเสริมอาชีพเพิ่มรายได้

นายฉลองรัฐ ทองคำ ประธานสหกรณ์เคหสถานบ้านมั่นคงปากพูนพัฒนา จำกัด เล่าว่า ปัจจุบันสหกรณ์ฯสร้างบ้านแล้วเสร็จ 51 หลังและอยู่ระหว่างการก่อสร้างอีก 23  หลัง  เพื่อให้สมาชิกมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง นอกจากนี้ สมาชิกยังร่วมพัฒนาและดูแลสิ่งแวดล้อมในชุมชนให้สะอาดสวยงาม  รวมทั้งส่งเสริมอาชีพสมาชิกในชุมชนด้วย

เมื่อจัดตั้งเป็นสหกรณ์ฯแล้ว ได้มีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครศรีธรรมราช เข้ามาทำความเข้าใจ แนะนำแนวทางและให้ความรู้เกี่ยวกับการดำเนินงานตามหลักการ อุดมการณ์ และวิธีการสหกรณ์ ส่วนการออกแบบบ้านนั้น จะออกแบบตามงบประมาณที่สมาชิกแจ้งความประสงค์มาว่าสามารถผ่อนบ้านได้ในราคาเท่าไหร่ จากนั้นสหกรณ์ฯจึงคำนวณงบประมาณในการสร้างบ้านทั้งหมด เพื่อให้สมาชิกอยู่ได้ และที่สำคัญต้องไม่เป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กับสมาชิกมากเกินไป

หลังจากที่สมาชิกมีบ้านเป็นของตัวเองแล้ว สหกรณ์ฯจึงได้ส่งเสริมอาชีพตามความถนัดของสมาชิกโดยปัจจุบันสมาชิกมีอาชีพที่หลากหลาย เช่น เลี้ยงและเพาะพันธุ์สัตว์เพื่อจำหน่าย ทั้งสุนัข แมว และกุ้งเครฟิช รวมทั้งการทำงานฝีมือ

“สำหรับการดำเนินงานที่ผ่านมาเจอปัญหาและอุปสรรคมากมาย เนื่องจากไม่มีความรู้ในการออกแบบหรือสร้างบ้าน แต่หลังจากรวมกันเป็นสหกรณ์ ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ และได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน ส่งผลให้ทุกวันนี้สมาชิกทุกคนเกิดความภาคภูมิใจ และรักกันมากขึ้น” นายฉลองรัฐ กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : ‘โพนยางคำ’ปรับตัวรักษาตลาด ยกระดับการผลิตเนื้อโคคุณภาพสู่สากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/393283

รายงานพิเศษ : ‘โพนยางคำ’ปรับตัวรักษาตลาด ยกระดับการผลิตเนื้อโคคุณภาพสู่สากล

รายงานพิเศษ : ‘โพนยางคำ’ปรับตัวรักษาตลาด ยกระดับการผลิตเนื้อโคคุณภาพสู่สากล

วันอังคาร ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปัจจุบันเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อกว่า 6,000 ราย ในเขตจังหวัดสกลนครและพื้นที่ใกล้เคียง กำลังเผชิญกับปัญหาการแข่งขันทางการตลาดอย่างรุนแรงจากกระแสการบริโภคเนื้อนำเข้าจากต่างประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น โดยเฉพาะในอีก 2 ปีข้างหน้า เมื่อมาตรการปกป้องพิเศษ (SSG) ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลียจะสิ้นสุดลงในปี 2563 จะส่งผลทำให้การนำเข้าสินค้าเนื้อโคจากออสเตรเลียไม่ถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้า และไม่จำกัดปริมาณการนำเข้าทำให้ราคาเนื้อนำเข้าต่างประเทศจะมีราคาถูกลงอย่างมาก และอาจถูกกว่าราคาต้นทุนการผลิตเนื้อโคขุนไทย ซึ่งจะเกิดผลกระทบกับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนของประเทศไทย

จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้สหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป. กลาง โพนยางคำ จำกัด เริ่มปรับตัวเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์และสมาชิก รวมถึงตลาดเนื้อโคไทย และยกมาตรฐานการผลิตสู่ระดับสากล

นายอุทิศ เคะนะอ่อน ประธานสหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป.กลาง โพนยางคำ จำกัด บอกว่า จากสถานการณ์การแข่งขันทางการตลาดอย่างรุนแรงจากเนื้อนำเข้าจากต่างประเทศ สหกรณ์ฯ มีแผนพัฒนาการทำงาน 3 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านการยกระดับมาตรฐานการผลิต พัฒนาการเลี้ยงจากฟาร์มให้มีคุณภาพ และสร้างโรงชำแหละ และตัดแต่งหลังใหม่มูลค่ามากกว่า 10 ล้านบาท เพื่อยกระดับการชำแหละให้ได้มาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) และได้พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบผลิตภัณฑ์โพนยางคำ ผ่านทาง QR-Code บนฉลากผลิตภัณฑ์  เพื่อการันตีในคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ได้ทุกชิ้น

ด้านการพัฒนาตลาดเชิงรุก ทางสหกรณ์ได้ดำเนินการทั้งในและต่างประเทศ เพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขวางขึ้น ปีที่ผ่านมามีการเปิดตัวสินค้าโพนยางคำใน 3 งาน ที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน และยังได้ประชาสัมพันธ์เพื่อเปิดตัวแบรนด์เนื้อโคขุนโพนยางคำอย่างเป็นทางการที่ “ศูนย์การค้า K-Village”สุขุมวิท 26 กรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ ยังเตรียมความพร้อมเข้าสู่การตลาดออนไลน์ (online) โดยพัฒนาแอพพลิเคชั่น เพื่อนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ “เนื้อโคขุนโพนยางคำ”  ที่มี 4 ภาษา คือ ไทย อังกฤษ จีน และเวียดนาม โดยเป็นแอพพลิเคชั่นที่จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ และช่องทางการสั่งซื้อได้สะดวกขึ้น

ด้านการสร้างความหลากหลายผลิตภัณฑ์ ทางสหกรณ์ฯ ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์โพนยางคำให้หลากหลายมากขึ้น โดยพยายามมีส่วนแบ่งในตลาดอาหารพร้อมบริโภคมากขึ้น เช่น เนื้อชาบูสไลด์พร้อมบริโภคแช่แข็ง  แฮมเนื้อรมควัน และตลอดจนผลิตภัณฑ์สแน็ค เนื้ออบกรอบ

“เราเชื่อมั่นว่าเนื้อที่ผลิตจากสหกรณ์ฯภายใต้แบรนด์ โพนยางคำ ที่มีประวัติการก่อตั้งมาอย่างยาวนานมากกว่า 40 ปี เป็นเนื้อคุณภาพดี เนื่องจากเป็นสายพันธุ์โคลูกผสมฝรั่งเศส คือ ชาโลเลต์ ลิมูซ่า และซีเมนทอล ที่ผ่านการเลี้ยงดู เอาใจใส่ด้วยภูมิปัญญาที่ตกทอดมากจากรุ่นสู่รุ่น ขุนด้วยอาหารสูตรพิเศษ ระยะเวลานานกว่า 12 เดือน จนได้เนื้อโคขุนที่มีลายไขมันแทรกสวยงาม เป็นที่ชื่นชอบจากผู้บริโภคมาอย่างยาวนานนั้น จะสามารถดำรงอยู่ได้ต่อไปภายใต้สถานการณ์การตลาดที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน” นายอุทิศ กล่าว

ด้วยลักษณะพิเศษของการคัดเลือกพันธุ์ที่ดี ระยะเวลาการขุนที่เหมาะสม สูตรอาหารพิเศษ ทำให้เนื้อโคขุนของสหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป.กลาง โพนยางคำ จำกัด เป็นเนื้อที่มีความนุ่ม ชุ่มด้วยไขมันแทรก มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว อร่อยด้วยรสชาติที่มีเอกลักษณ์นี้ ล่าสุดทางกรมทรัพย์สินทางปัญญา จึงทำให้ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication หรือ GI) ในนาม “เนื้อโคขุนโพนยางคำ”

รายงานพิเศษ : ไทยทำสำเร็จลดก๊าซเรือนกระจกเกินเป้า ทส.ตีเหล็กตอนร้อน…เปิดโรดแมปลุยขับเคลื่อนต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/392252

รายงานพิเศษ : ไทยทำสำเร็จลดก๊าซเรือนกระจกเกินเป้า  ทส.ตีเหล็กตอนร้อน…เปิดโรดแมปลุยขับเคลื่อนต่อเนื่อง

รายงานพิเศษ : ไทยทำสำเร็จลดก๊าซเรือนกระจกเกินเป้า ทส.ตีเหล็กตอนร้อน…เปิดโรดแมปลุยขับเคลื่อนต่อเนื่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างชัดเจน เช่น กรณีการเกิดพายุปาบึกในภาคใต้ที่เพิ่งผ่านไป หรือแม้แต่ภัยพิบัติอย่างน้ำท่วมและภัยแล้งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราต้องให้ความสำคัญและตื่นตัววางแนวทางป้องกันและแก้ไข โดยเฉพาะการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุสำคัญของปัญหา

โดยที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2559 ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเข้าร่วมความตกลงปารีส ซึ่งเป็นกลไกภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งปัจจุบันมีรัฐภาคีเข้าร่วม 184 ประเทศ และจัดทำเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution: NDC) โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศให้คำมั่นต่อนานาชาติว่าประเทศไทยจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในเฟสแรกให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 7 ภายในปี พ.ศ.2563 และร้อยละ 20-25 ภายในปี 2573

ทั้งนี้ หลังจากนายกฯประกาศเป้าหมายดังกล่าว ประเทศไทยได้ดำเนินงานภายใต้มาตรการต่างๆ โดยเฉพาะภาคพลังงานและการขนส่ง ซึ่งเป็นภาคที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดของประเทศ เช่น การประหยัดไฟ ใช้อุปกรณ์ติดฉลากเบอร์ 5 และใช้พลังงานทดแทน ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 45.68 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ หรือเท่ากับร้อยละ12 สูงกว่าเป้าหมายที่ประกาศไว้ ทำให้นานาชาติแสดงความชื่นชมเราอย่างมาก หลังจากนี้จะเร่งเดินหน้ามาตรการอื่น เช่น การลงทุนก่อสร้างระบบขนส่งทางรางเพิ่มอีก 2,000 กม. มีทั้งระบบรถไฟทางคู่ 32 เส้นทาง ระบบรถไฟฟ้า ระบบรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดการปล่อยมลพิษในอนาคต

“นอกจากนี้ เรายังมีแผนงานสำคัญ นั่นคือ การเพิ่มพื้นที่สีเขียวหรือป่าไม้ให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 55 ของพื้นที่ประเทศภายในปี 2580 จากที่ปัจจุบันมีพื้นที่ป่าร้อยละ 32 ของพื้นที่ประเทศ หรือประมาณ 102.4 ล้านไร่ โดยจะดำเนินการปกป้องป่าจำนวนนี้เอาไว้ไม่ให้ถูกตัดอีกแม้แต่ต้นเดียว และใช้มาตรการต่างๆ เข้ามาเสริมในการเพิ่มพื้นที่ป่า เช่น ผลักดันการแก้กฎหมายเกี่ยวกับป่าไม้ 5 ฉบับ เพื่อสนับสนุนการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับป่า และสนับสนุนการปลูกป่าชุมชน เป็นต้น ดังนั้น จึงมั่นใจว่าประเทศไทยจะบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในเฟสที่ 2 คือ ร้อยละ 20-25 ภายในปี 2573 โดยคาดว่าจะทำได้ถึงร้อยละ 28 หรือเกินกว่าเป้าหมายอย่างแน่นอน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าว

ดร.รวีวรรณ ภูริเดช เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า นอกจากภาคการพลังงานและการขนส่งแล้ว ยังมีภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และของเสียซึ่งครอบคลุมทั้งของเสียชุมชนและของเสียโรงงานที่เป็นตัวการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณสูง คณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ จึงมีมติเห็นชอบแผนที่นำทาง หรือ Roadmap แผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ปี 2564-2573สาขาต่างๆ คาดว่าเมื่อถึงปี 2573 ไทยจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 156.86 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์หรือร้อยละ 28.2 โดยแผนงานสำคัญสาขาต่าง ๆ มีดังนี้

สาขาพลังงาน ประกอบด้วยมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน มาตรการพัฒนาพลังงานทดแทน, สาขาคมนาคมขนส่ง ประกอบด้วย มาตรการหลีกเลี่ยงหรือลดการเดินทาง การเปลี่ยนรูปแบบการเดินทาง (Shift Mode) เช่น การพัฒนาการขนส่งระบบรางเพื่อขนส่งมวลชนและโลจิสติกส์, สาขาการจัดการของเสีย ประกอบด้วยมาตรการการจัดการขยะและน้ำเสียชุมชน และสาขากระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ รวมถึงน้ำเสียงอุตสาหกรรม เช่น การทดแทนหรือปรับเปลี่ยนสารทำความเย็น

“ดังนั้น จึงอยากขอรณรงค์และเชิญชวนประชาชนและภาคส่วนต่างๆ เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งทุกคนทำได้ทันที เช่น การประหยัดพลังงานภายในบ้านและที่ทำงาน การเดินทางโดยระบบขนส่งมวลชน การหยุดเผาขยะในที่โล่ง การงดใช้ถุงพลาสติก และการปลูกป่าหรือต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ซึ่งไม่เพียงจะเป็นแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เท่านั้น แต่ยังลดมลพิษทางอากาศได้อีกด้วย” เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าว

รายงานพิเศษ : สหกรณ์โคนมมวกเหล็กขยายฐาน แหล่งผลิตนมครบวงจร…สู่การเรียนรู้คู่ชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/391726

รายงานพิเศษ : สหกรณ์โคนมมวกเหล็กขยายฐาน  แหล่งผลิตนมครบวงจร...สู่การเรียนรู้คู่ชุมชน

รายงานพิเศษ : สหกรณ์โคนมมวกเหล็กขยายฐาน แหล่งผลิตนมครบวงจร…สู่การเรียนรู้คู่ชุมชน

วันอังคาร ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จำกัด จังหวัดสระบุรี เป็นแหล่งผลิตน้ำนมดิบคุณภาพอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย ที่ก่อตั้งมานานกว่า 47 ปี ปัจจุบันมีสมาชิกผู้เลี้ยงโคนม 555 ราย เลี้ยงโคนมรวมทั้งสิ้น 12,000 ตัว มีทุนเรือนหุ้น 85.5 ล้านบาท เงินทุนหมุนเวียนในการทำธุรกิจแต่ละปีสูงกว่า 1,400 ล้านบาท ซึ่งเป็นเม็ดเงินที่กระจายไปถึงชุมชนเกษตรกรรายย่อยซึ่งเป็นสมาชิกของสหกรณ์โดยตรง

นายนครินทร์ สีวงกต ที่ปรึกษาสหกรณ์โคนมมวกเหล็ก เล่าว่า สหกรณ์โคนมมวกเหล็กเริ่มจากการรวบรวมสมาชิกเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในพื้นที่เพียง 7 รายเท่านั้น แต่ปัจจุบันมีสมาชิกถึง 555 ราย ในจำนวนนี้มีทั้งฟาร์มเล็กและฟาร์มใหญ่รวมกัน เมื่อสหกรณ์ฯเริ่มเติบโต จำนวนสมาชิกก็เพิ่มขึ้น ทางสหกรณ์ฯจึงได้มีธุรกิจบริการเพื่อช่วยเหลือสมาชิกแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจมินิมาร์ท จำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภคทั่วไป ธุรกิจปั๊มน้ำมัน ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจโรงงานอาหารสัตว์ที่มีทั้งชนิดผงและชนิดเม็ด และมีสัตวแพทย์ผสมเทียมไว้บริการ รวมทั้งเข้าไปช่วยวางมาตรฐานฟาร์มให้แก่สมาชิก เพื่อให้ผ่านมาตรฐาน GAP เช่น หากจะเข้าชมต้องมีบ่อฆ่าเชื้อ ใส่หมวก ผ้าปิดปาก แยกวัวให้เป็นสัดส่วน ซึ่งฟาร์มที่ได้มาตรฐานจะผ่านการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมสหกรณ์

ปัจจุบันสหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จำกัด มีปริมาณน้ำนมดิบจากสมาชิกประมาณ 108 ตันต่อวัน รับซื้อจากสหกรณ์เชื่อมโยง 10 ตันต่อวัน รวมแล้ว 118 ตันต่อวัน ด้วยราคารับซื้อมาตรฐาน 17.50 บาท/กิโลกรัม บวกลบตามคุณภาพ ส่วนฟาร์มที่ได้มาตรฐานจะได้ราคาสูงถึง 19 บาท/กิโลกรัม ซึ่งจากปริมาณน้ำนมดิบจำนวนมากนี้ ทางสหกรณ์ได้ส่งน้ำนมดิบให้กับโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา และเอกชนชื่อดังหลายที่ นอกจากนี้ สหกรณ์ฯ ยังได้ผลิตนมภายใต้แบรนด์มวกเหล็ก แดรีมิลค์ ในรูปแบบกล่อง ด้วยระบบเครื่องจักรทันสมัย 3 เครื่อง ซึ่งมีกำลังการผลิต 5,000 กล่องต่อชั่วโมง เฉลี่ยแล้ว 140,000 กล่องต่อวัน และน้ำนมดิบบางส่วนยังได้นำมาผลิตนมโรงเรียน ทั้งบรรจุกล่องและบรรจุถุง ส่งให้กับโรงเรียนในเขตภาคกลาง 13 โรงเรียน

“เมื่อสหกรณ์ฯมีต้นน้ำและกลางน้ำที่สมบูรณ์แล้ว จำเป็นต้องเน้นการพัฒนาที่ปลายน้ำตามคำแนะนำของกรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงได้ปรับตัวเข้าสู่อุตสาหกรรมทำโรงงานแปรรูปนมระบบยูเอชที ระบบพาสเจอไรซ์ ต่อยอดขึ้นมาอีกขั้นคือแปรรูปผลิตภัณฑ์นมพาสเจอไรซ์หลายรสชาติ รสน้ำผึ้ง ข้าวโพด ช็อกโกแลต สตรอเบอร์รี่ เค้กหน้านิ่ม โยเกิร์ต ไอศกรีมนมสด เจลาโต้ พุดดิ้งนมสด ฯลฯ” นายนครินทร์ กล่าว

สหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จำกัด นอกจากเป็นแหล่งผลิตนมแล้ว ยังเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ให้นักท่องเที่ยวที่สนใจการเลี้ยงโคนมมาศึกษาดูงานตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำตลอดจนกระบวนการปลายน้ำ ตั้งแต่การรีดนม ป้อนนม ผลิตอาหารสัตว์ ผลิตนมแปรรูป และเวิร์กช็อป อีกทั้งยังเป็น 1 ในสหกรณ์นำร่องที่ทางสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ ส่งเสริมให้เป็นสถานที่จัดงานไมซ์เพื่อชุมชน เป็นแหล่งจัดฝึกอบรม เรียนรู้ สำหรับองค์กรและหน่วยงานต่างๆ เพื่อช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชนและสมาชิกอีกทางหนึ่งด้วย

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ท่าม่วงฯชูผลิตนมคุณภาพ เล็งเปิดฟาร์มเป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/390700

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ท่าม่วงฯชูผลิตนมคุณภาพ  เล็งเปิดฟาร์มเป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีเกษตร

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ท่าม่วงฯชูผลิตนมคุณภาพ เล็งเปิดฟาร์มเป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของ สหกรณ์โคนมท่าม่วง จำกัด จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อให้ได้มาตรฐานตั้งแต่กระบวนการผลิตน้ำนมทั้งระบบ การบริหารจัดการฟาร์ม การให้อาหาร การรีดนมที่ถูกสุขลักษณะ และสะอาดปลอดภัย ตลอดจนมีระบบตรวจสอบน้ำนมดิบทุกขั้นตอนที่ได้มาตรฐาน ส่งผลให้ปัจจุบันสหกรณ์แห่งนี้กลายเป็นแหล่งผลิตน้ำนมที่ดีที่สุดของประเทศไทย

นายปภณภพ เฉลิมกลิ่น ผู้จัดการสหกรณ์โคนมท่าม่วง จำกัด เล่าว่า ปัจจุบันสหกรณ์ฯมีสมาชิกกว่า 200 ราย และมีโคนม 1,800 ตัว กำลังการผลิต 20 ตันต่อวันที่ผ่านมาสหกรณ์ฯผลิตแค่นมโรงเรียนเพียงอย่างเดียว แต่หลังจากได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ภายใต้โครงการไทยนิยมยั่งยืน เพื่อนำไปจัดซื้อเครื่องจักรในการแปรรูปนม ทำให้สามารถผลิตน้ำนมบรรจุขวดพาสเจอร์ไรส์ส่งขายตามตลาดต่างๆ ได้ โดยเน้นนมรสจืดที่มีโปรตีนสูงคุณภาพดีที่สุด และจะส่งขายให้กับร้านกาแฟโดยเฉพาะ เนื่องจากเห็นถึงโอกาสทางการตลาดผลิตภัณฑ์นมในขณะนี้ว่า ยังสามารถเจาะกลุ่มร้านกาแฟได้ เนื่องจากยังต้องการนมสดเพื่อนำไปตีฟอง เพื่อให้กาแฟมีรสชาติหอม เข้มข้น และกลมกล่อม ซึ่งได้มีการทดลองนำนมสดของสหกรณ์ฯไปตีฟองกับกาแฟแล้ว ได้รสชาติกลางที่กลมกล่อมกำลังพอดี ดังนั้น สหกรณ์ฯจึงผลิตนมสดวันละ 1 ตัน แบ่งเป็น 2 ขนาด คือ ขนาดเล็กบรรจุขวดเพื่อขายให้เด็กมัธยม และขนาดใหญ่สำหรับส่งร้านกาแฟ ประมาณวันละ 5,000 ขวด สร้างรายได้ประมาณ 400,000 บาทต่อวันโดยเริ่มเจาะตลาดร้านกาแฟในจ.กาญจนบุรี ก่อน แล้วจะค่อยขยายไปตามจังหวัดใกล้เคียงและในกรุงเทพฯต่อไป คาดว่าไม่เกิน 2 ปีจะเห็นภาพตลาดนมสดที่ชัดเจน

“ที่ผ่านมานมโคแท้ 100% ของสหกรณ์ฯเป็นเบอร์หนึ่งของประเทศไทยในด้านน้ำนมคุณภาพมาตลอด ผมมองว่าการพัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบเป็นสิ่งสำคัญ เพราะนมโคแท้ที่ดีและมีคุณภาพสูงต้องมาจากอาหารคุณภาพ มีการจัดการฟาร์มที่ได้มาตรฐาน กระบวนการรีดนมโค การออกแบบโรงเรือน การผสมเทียม การบันทึกข้อมูล และการดูแลสุขภาพโคนมตามที่กรมปศุสัตว์กำหนด เพื่อพัฒนานมโค 100% ให้มีคุณภาพดีอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งลักษณะของน้ำนมที่คุณภาพดีจะมีกลิ่นธรรมชาติ มีสีขาวปนเหลืองเล็กน้อย สะอาด ปลอดภัย รสชาติมันเข้มอร่อย สร้างความโดดเด่นที่แตกต่างจากนมทั่วไปในท้องตลาด รวมถึงสร้างความประทับใจให้กับผู้บริโภคตั้งแต่ได้สัมผัสครั้งแรก เพราะปัจจุบันตลาดมีตัวเลือกหลากหลาย สหกรณ์ฯจึงเน้นผลิตนมคุณภาพดีเป็นหลัก ไม่มีการปรุงแต่ง เพราะใช้น้ำนมดิบคุณภาพจากธรรมชาติจริงๆ ซึ่งตอนนี้ลูกค้าให้การตอบรับดีและขายหมดทุกวัน จึงไม่กังวลเรื่องการตลาด และในอนาคตสหกรณ์ฯมีแผนปรับปรุงฟาร์มโคนมให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงการเกษตร เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวชมฟาร์มโคนมของสมาชิก เนื่องจากจ.กาญจนบุรีมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวจำนวนมากในแต่ละปี และยังมีชายแดนติดกับพม่า ซึ่งคาดว่าจะเชื่อมธุรกิจและเพิ่มช่องทางการตลาดผลิตภัณฑ์นมไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้ด้วย” นายปภณภพ กล่าว

สหกรณ์โคนมท่าม่วง จำกัด เป็น 1 ใน 20 สหกรณ์ ที่ประสบความสำเร็จในการผลิตน้ำนมที่ดีที่สุดในประเทศไทย ภายใต้สโลแกน นมดีนมเด่น นมคุณภาพ สะอาดใส่ใจผู้บริโภค ซึ่งน้ำนมดิบของสหกรณ์ฯ ได้มาตรฐานไม่แพ้ต่างประเทศ เพราะน้ำนมผ่านการตรวจสอบค่าวิเคราะห์โปรตีน 3.1 ไขมัน 4.7 และเนื้อนมไม่รวมไขมัน 8.46 ซึ่งตัวเลขค่าวิเคราะห์จะเป็นตัวการันตีที่ดีที่สุดว่าน้ำนมดิบดีมีคุณภาพ