รายงานพิเศษ : หมอนยางพาราคุณภาพ‘เอราวัณ’ งานดีตีตลาดจีนฝีมือสหกรณ์เนินดินแดงตราด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/393794

รายงานพิเศษ : หมอนยางพาราคุณภาพ‘เอราวัณ’ งานดีตีตลาดจีนฝีมือสหกรณ์เนินดินแดงตราด

รายงานพิเศษ : หมอนยางพาราคุณภาพ‘เอราวัณ’ งานดีตีตลาดจีนฝีมือสหกรณ์เนินดินแดงตราด

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สหกรณ์ยางพาราเนินดินแดงตราด จำกัด เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ที่ถูกก่อตั้งขึ้นจากการรวมตัวกันของกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพาราเพื่อแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ เดิมสหกรณ์แห่งนี้มีการบริหารจัดการแบบสหกรณ์อื่นทั่วไป มีการรวบรวมน้ำยางพาราของเกษตรกรมาทำยางแผ่นรมควันชั้น 3 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงที่ราคายางพาราตกต่ำ แต่ก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควร ต่อมาทางคณะกรรมการสหกรณ์จึงได้ประชุมปรึกษาหาแนวทาง จนเกิดแนวความคิดในการนำน้ำยางพารามาผลิตทำหมอนยางพารา ได้ศึกษาทดลองจนสามารถทำหมอนยางพารา 100% ที่มีคุณภาพดีจนสำเร็จ ซึ่งการทำหมอนยางพาราของสหกรณ์ฯนั้น นอกจากจะช่วยเกษตรกรในช่วงที่ราคายางพาราตกต่ำแล้ว ยังเป็นการสร้างอาชีพให้กับชุมชนอีกด้วย

นายเกรียงไกร เทพินทร์อารักษ์ ประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์ยางพาราเนินดินแดงตราด จำกัด บอกว่า สหกรณ์ยางพาราเนินดินแดงตราด จำกัด เป็นผู้ผลิตสินค้าแปรรูปจากยางพารา โดยผลิตเป็นหมอนยางพาราภายใต้ชื่อ “เอราวัณ” ปัจจุบันตลาดของหมอนยางพาราเริ่มขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และสหกรณ์ฯ มีตลาดหลักอยู่ที่ประเทศจีน เนื่องจากลูกค้าจีนมีความต้องการใช้สินค้าหมอนยางพาราจำนวนมาก ปัจจุบันสหกรณ์ฯ ส่งหมอนไปที่ตลาดจีน เดือนละ 12,000-15,000 ใบ และได้รับความนิยมอย่างมากจากผู้บริโภคชาวจีนจนกลายเป็นค่านิยมของคนจีนว่าต้องการใช้หมอนยางพาราจากประเทศไทยเท่านั้น

ส่วนการตลาด สหกรณ์ฯ จะเน้นการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ และตรงกับความต้องการของตลาดเป็นหลัก ซึ่งทำให้สามารถยกระดับราคาได้เพิ่มขึ้น เพราะหากหมอนยางพาราผลิตออกมาไม่ได้คุณภาพก็จะไม่สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตรายอื่นได้และไม่มีตลาดต้องการ ดังนั้น สหกรณ์ฯ จึงต้องเน้นเรื่องการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ไม่เน้นแข่งขันเรื่องราคา ซึ่งจุดเด่นของหมอนยางพาราที่สหกรณ์ผลิตขึ้นนั้นจะมีหลายคุณสมบัติขนาดนุ่มมาก นุ่มปานกลาง และแข็ง สหกรณ์ฯ ก็จะผลิตตามความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ซึ่งขณะนี้ธุรกิจจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยางพารากำลังไปได้ดี แต่ยังต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สำหรับตลาดภายในประเทศ สหกรณ์ฯส่งขายที่ดิวตี้ฟรี และขายผ่านทีวีช้อปปิ้ง ผ่านช่อง Shop Channel MCOT Family ทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง และเว็บไซต์ลาซาด้า เป็นหลัก ซึ่งมีลูกค้าสั่งซื้อผ่านออนไลน์มาอย่างต่อเนื่อง ทุกเดือนเช่นกัน

สำหรับผลิตภัณฑ์ยางพาราของสหกรณ์ฯ นั้น คุณภาพสินค้าต้องดีสม่ำเสมอ เพื่อให้ลูกค้าจดจำและสั่งซื้อสินค้าของสหกรณ์ฯ ไปตลอด เนื่องจากหมอนยางพาราหนึ่งใบใช้ได้นานเป็น 10 ปี กว่าลูกค้าจะกลับมาซื้ออีกครั้งก็นานพอสมควร ดังนั้น สหกรณ์ฯ จึงคิดที่จะต่อยอดผลิตภัณฑ์ตัวใหม่เพิ่มขึ้นเพื่อสร้างความแตกต่าง และหลากหลายให้กับลูกค้า รวมถึงสร้างทางเลือกใหม่ให้กับธุรกิจของสหกรณ์ฯ นอกจากนี้ ยังเป็นการต่อยอดธุรกิจเพื่อสร้างงานสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับสมาชิกสหกรณ์อีกด้วย

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาสหกรณ์ฯ ยังได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกันระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์ หอการค้าไทย และสหกรณ์ภาคการเกษตร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางธุรกิจให้กับสหกรณ์ฯ โดยใช้ความร่วมมือดังกล่าว ร่วมกันพัฒนาและส่งเสริมการดำเนินงาน เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าสหกรณ์ฯ

ประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์ยางพาราเนินดินแดงตราด จำกัด บอกอีกว่า ได้มองเห็นจุดอ่อนและจุดแข็งของธุรกิจหมอนยางพาราเป็นอย่างดี จึงคิดว่าจะขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น พร้อมกับผลิตสินค้าตัวใหม่ออกมาจำหน่าย เป็นการนำยางพาราแห้งมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ของสหกรณ์ฯ ซึ่งจะแตกต่างจากสินค้าเดิมที่มีอยู่ และจะเน้นพัฒนารูปแบบที่ทันสมัย เพราะจะทำให้ขายง่ายและผู้บริโภคกำลังนิยม แต่ทั้งนี้ สินค้าจะต้องมีคุณภาพ และราคาไม่สูงจนเกินไป ซึ่งขณะนี้สหกรณ์ฯ มีตลาดรองรับและปริมาณคำสั่งซื้อที่ชัดเจนแล้ว คาดว่าน่าจะผลิตสินค้าตัวใหม่นำเสนอออกสู่ตลาดได้ในเร็วๆ นี้

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯบ้านมั่นคงปากพูนพัฒนา เร่งแก้ปัญหาไร้ที่อยู่พร้อมสร้างอาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/393531

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯบ้านมั่นคงปากพูนพัฒนา  เร่งแก้ปัญหาไร้ที่อยู่พร้อมสร้างอาชีพ

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯบ้านมั่นคงปากพูนพัฒนา เร่งแก้ปัญหาไร้ที่อยู่พร้อมสร้างอาชีพ

วันพุธ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การไร้ที่อยู่อาศัยและที่ทำกินยังคงเป็นปัญหาสำคัญสำหรับคนไทย เช่นเดียวกับกลุ่มชาวบ้านในชุมชนท่าแพ จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการถูกเอาเปรียบค่าเช่าที่ดินและถูกไล่รื้อ กว่า 335  ครัวเรือน  จนทำให้เกิดการรวมกลุ่มกันเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว  โดยในปี 2558 มีเจ้าหน้าที่จากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. อนุมัติโครงการบ้านมั่นคงเพื่อแก้ไขปัญหาด้านที่อยู่อาศัยในรูปแบบการซื้อที่ดินเพื่อสร้างชุมชนใหม่ และเพื่อให้การช่วยเหลือสามารถเข้าถึงชาวบ้านได้ง่ายขึ้น จึงได้เกิดการรวมกลุ่มเป็นนิติบุคคลในรูปแบบสหกรณ์ โดยใช้ชื่อว่าสหกรณ์เคหสถานบ้านมั่นคงปากพูนพัฒนา จำกัด มุ่งเน้นช่วยเหลือให้สมาชิกมีที่อยู่อาศัย มีรายได้ และดำเนินธุรกิจในรูปแบบของสหกรณ์ มีสินเชื่อ รวมกันซื้อ รวมกันขาย มีการออมเงิน และส่งเสริมอาชีพเพิ่มรายได้

นายฉลองรัฐ ทองคำ ประธานสหกรณ์เคหสถานบ้านมั่นคงปากพูนพัฒนา จำกัด เล่าว่า ปัจจุบันสหกรณ์ฯสร้างบ้านแล้วเสร็จ 51 หลังและอยู่ระหว่างการก่อสร้างอีก 23  หลัง  เพื่อให้สมาชิกมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง นอกจากนี้ สมาชิกยังร่วมพัฒนาและดูแลสิ่งแวดล้อมในชุมชนให้สะอาดสวยงาม  รวมทั้งส่งเสริมอาชีพสมาชิกในชุมชนด้วย

เมื่อจัดตั้งเป็นสหกรณ์ฯแล้ว ได้มีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครศรีธรรมราช เข้ามาทำความเข้าใจ แนะนำแนวทางและให้ความรู้เกี่ยวกับการดำเนินงานตามหลักการ อุดมการณ์ และวิธีการสหกรณ์ ส่วนการออกแบบบ้านนั้น จะออกแบบตามงบประมาณที่สมาชิกแจ้งความประสงค์มาว่าสามารถผ่อนบ้านได้ในราคาเท่าไหร่ จากนั้นสหกรณ์ฯจึงคำนวณงบประมาณในการสร้างบ้านทั้งหมด เพื่อให้สมาชิกอยู่ได้ และที่สำคัญต้องไม่เป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กับสมาชิกมากเกินไป

หลังจากที่สมาชิกมีบ้านเป็นของตัวเองแล้ว สหกรณ์ฯจึงได้ส่งเสริมอาชีพตามความถนัดของสมาชิกโดยปัจจุบันสมาชิกมีอาชีพที่หลากหลาย เช่น เลี้ยงและเพาะพันธุ์สัตว์เพื่อจำหน่าย ทั้งสุนัข แมว และกุ้งเครฟิช รวมทั้งการทำงานฝีมือ

“สำหรับการดำเนินงานที่ผ่านมาเจอปัญหาและอุปสรรคมากมาย เนื่องจากไม่มีความรู้ในการออกแบบหรือสร้างบ้าน แต่หลังจากรวมกันเป็นสหกรณ์ ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ และได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน ส่งผลให้ทุกวันนี้สมาชิกทุกคนเกิดความภาคภูมิใจ และรักกันมากขึ้น” นายฉลองรัฐ กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : ‘โพนยางคำ’ปรับตัวรักษาตลาด ยกระดับการผลิตเนื้อโคคุณภาพสู่สากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/393283

รายงานพิเศษ : ‘โพนยางคำ’ปรับตัวรักษาตลาด ยกระดับการผลิตเนื้อโคคุณภาพสู่สากล

รายงานพิเศษ : ‘โพนยางคำ’ปรับตัวรักษาตลาด ยกระดับการผลิตเนื้อโคคุณภาพสู่สากล

วันอังคาร ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปัจจุบันเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อกว่า 6,000 ราย ในเขตจังหวัดสกลนครและพื้นที่ใกล้เคียง กำลังเผชิญกับปัญหาการแข่งขันทางการตลาดอย่างรุนแรงจากกระแสการบริโภคเนื้อนำเข้าจากต่างประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น โดยเฉพาะในอีก 2 ปีข้างหน้า เมื่อมาตรการปกป้องพิเศษ (SSG) ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลียจะสิ้นสุดลงในปี 2563 จะส่งผลทำให้การนำเข้าสินค้าเนื้อโคจากออสเตรเลียไม่ถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้า และไม่จำกัดปริมาณการนำเข้าทำให้ราคาเนื้อนำเข้าต่างประเทศจะมีราคาถูกลงอย่างมาก และอาจถูกกว่าราคาต้นทุนการผลิตเนื้อโคขุนไทย ซึ่งจะเกิดผลกระทบกับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนของประเทศไทย

จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้สหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป. กลาง โพนยางคำ จำกัด เริ่มปรับตัวเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์และสมาชิก รวมถึงตลาดเนื้อโคไทย และยกมาตรฐานการผลิตสู่ระดับสากล

นายอุทิศ เคะนะอ่อน ประธานสหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป.กลาง โพนยางคำ จำกัด บอกว่า จากสถานการณ์การแข่งขันทางการตลาดอย่างรุนแรงจากเนื้อนำเข้าจากต่างประเทศ สหกรณ์ฯ มีแผนพัฒนาการทำงาน 3 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านการยกระดับมาตรฐานการผลิต พัฒนาการเลี้ยงจากฟาร์มให้มีคุณภาพ และสร้างโรงชำแหละ และตัดแต่งหลังใหม่มูลค่ามากกว่า 10 ล้านบาท เพื่อยกระดับการชำแหละให้ได้มาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) และได้พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบผลิตภัณฑ์โพนยางคำ ผ่านทาง QR-Code บนฉลากผลิตภัณฑ์  เพื่อการันตีในคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ได้ทุกชิ้น

ด้านการพัฒนาตลาดเชิงรุก ทางสหกรณ์ได้ดำเนินการทั้งในและต่างประเทศ เพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขวางขึ้น ปีที่ผ่านมามีการเปิดตัวสินค้าโพนยางคำใน 3 งาน ที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน และยังได้ประชาสัมพันธ์เพื่อเปิดตัวแบรนด์เนื้อโคขุนโพนยางคำอย่างเป็นทางการที่ “ศูนย์การค้า K-Village”สุขุมวิท 26 กรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ ยังเตรียมความพร้อมเข้าสู่การตลาดออนไลน์ (online) โดยพัฒนาแอพพลิเคชั่น เพื่อนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ “เนื้อโคขุนโพนยางคำ”  ที่มี 4 ภาษา คือ ไทย อังกฤษ จีน และเวียดนาม โดยเป็นแอพพลิเคชั่นที่จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ และช่องทางการสั่งซื้อได้สะดวกขึ้น

ด้านการสร้างความหลากหลายผลิตภัณฑ์ ทางสหกรณ์ฯ ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์โพนยางคำให้หลากหลายมากขึ้น โดยพยายามมีส่วนแบ่งในตลาดอาหารพร้อมบริโภคมากขึ้น เช่น เนื้อชาบูสไลด์พร้อมบริโภคแช่แข็ง  แฮมเนื้อรมควัน และตลอดจนผลิตภัณฑ์สแน็ค เนื้ออบกรอบ

“เราเชื่อมั่นว่าเนื้อที่ผลิตจากสหกรณ์ฯภายใต้แบรนด์ โพนยางคำ ที่มีประวัติการก่อตั้งมาอย่างยาวนานมากกว่า 40 ปี เป็นเนื้อคุณภาพดี เนื่องจากเป็นสายพันธุ์โคลูกผสมฝรั่งเศส คือ ชาโลเลต์ ลิมูซ่า และซีเมนทอล ที่ผ่านการเลี้ยงดู เอาใจใส่ด้วยภูมิปัญญาที่ตกทอดมากจากรุ่นสู่รุ่น ขุนด้วยอาหารสูตรพิเศษ ระยะเวลานานกว่า 12 เดือน จนได้เนื้อโคขุนที่มีลายไขมันแทรกสวยงาม เป็นที่ชื่นชอบจากผู้บริโภคมาอย่างยาวนานนั้น จะสามารถดำรงอยู่ได้ต่อไปภายใต้สถานการณ์การตลาดที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน” นายอุทิศ กล่าว

ด้วยลักษณะพิเศษของการคัดเลือกพันธุ์ที่ดี ระยะเวลาการขุนที่เหมาะสม สูตรอาหารพิเศษ ทำให้เนื้อโคขุนของสหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป.กลาง โพนยางคำ จำกัด เป็นเนื้อที่มีความนุ่ม ชุ่มด้วยไขมันแทรก มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว อร่อยด้วยรสชาติที่มีเอกลักษณ์นี้ ล่าสุดทางกรมทรัพย์สินทางปัญญา จึงทำให้ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication หรือ GI) ในนาม “เนื้อโคขุนโพนยางคำ”

รายงานพิเศษ : ไทยทำสำเร็จลดก๊าซเรือนกระจกเกินเป้า ทส.ตีเหล็กตอนร้อน…เปิดโรดแมปลุยขับเคลื่อนต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/392252

รายงานพิเศษ : ไทยทำสำเร็จลดก๊าซเรือนกระจกเกินเป้า  ทส.ตีเหล็กตอนร้อน…เปิดโรดแมปลุยขับเคลื่อนต่อเนื่อง

รายงานพิเศษ : ไทยทำสำเร็จลดก๊าซเรือนกระจกเกินเป้า ทส.ตีเหล็กตอนร้อน…เปิดโรดแมปลุยขับเคลื่อนต่อเนื่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างชัดเจน เช่น กรณีการเกิดพายุปาบึกในภาคใต้ที่เพิ่งผ่านไป หรือแม้แต่ภัยพิบัติอย่างน้ำท่วมและภัยแล้งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราต้องให้ความสำคัญและตื่นตัววางแนวทางป้องกันและแก้ไข โดยเฉพาะการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุสำคัญของปัญหา

โดยที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2559 ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเข้าร่วมความตกลงปารีส ซึ่งเป็นกลไกภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งปัจจุบันมีรัฐภาคีเข้าร่วม 184 ประเทศ และจัดทำเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution: NDC) โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศให้คำมั่นต่อนานาชาติว่าประเทศไทยจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในเฟสแรกให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 7 ภายในปี พ.ศ.2563 และร้อยละ 20-25 ภายในปี 2573

ทั้งนี้ หลังจากนายกฯประกาศเป้าหมายดังกล่าว ประเทศไทยได้ดำเนินงานภายใต้มาตรการต่างๆ โดยเฉพาะภาคพลังงานและการขนส่ง ซึ่งเป็นภาคที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดของประเทศ เช่น การประหยัดไฟ ใช้อุปกรณ์ติดฉลากเบอร์ 5 และใช้พลังงานทดแทน ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 45.68 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ หรือเท่ากับร้อยละ12 สูงกว่าเป้าหมายที่ประกาศไว้ ทำให้นานาชาติแสดงความชื่นชมเราอย่างมาก หลังจากนี้จะเร่งเดินหน้ามาตรการอื่น เช่น การลงทุนก่อสร้างระบบขนส่งทางรางเพิ่มอีก 2,000 กม. มีทั้งระบบรถไฟทางคู่ 32 เส้นทาง ระบบรถไฟฟ้า ระบบรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดการปล่อยมลพิษในอนาคต

“นอกจากนี้ เรายังมีแผนงานสำคัญ นั่นคือ การเพิ่มพื้นที่สีเขียวหรือป่าไม้ให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 55 ของพื้นที่ประเทศภายในปี 2580 จากที่ปัจจุบันมีพื้นที่ป่าร้อยละ 32 ของพื้นที่ประเทศ หรือประมาณ 102.4 ล้านไร่ โดยจะดำเนินการปกป้องป่าจำนวนนี้เอาไว้ไม่ให้ถูกตัดอีกแม้แต่ต้นเดียว และใช้มาตรการต่างๆ เข้ามาเสริมในการเพิ่มพื้นที่ป่า เช่น ผลักดันการแก้กฎหมายเกี่ยวกับป่าไม้ 5 ฉบับ เพื่อสนับสนุนการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับป่า และสนับสนุนการปลูกป่าชุมชน เป็นต้น ดังนั้น จึงมั่นใจว่าประเทศไทยจะบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในเฟสที่ 2 คือ ร้อยละ 20-25 ภายในปี 2573 โดยคาดว่าจะทำได้ถึงร้อยละ 28 หรือเกินกว่าเป้าหมายอย่างแน่นอน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าว

ดร.รวีวรรณ ภูริเดช เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า นอกจากภาคการพลังงานและการขนส่งแล้ว ยังมีภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และของเสียซึ่งครอบคลุมทั้งของเสียชุมชนและของเสียโรงงานที่เป็นตัวการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณสูง คณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ จึงมีมติเห็นชอบแผนที่นำทาง หรือ Roadmap แผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ปี 2564-2573สาขาต่างๆ คาดว่าเมื่อถึงปี 2573 ไทยจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 156.86 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์หรือร้อยละ 28.2 โดยแผนงานสำคัญสาขาต่าง ๆ มีดังนี้

สาขาพลังงาน ประกอบด้วยมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน มาตรการพัฒนาพลังงานทดแทน, สาขาคมนาคมขนส่ง ประกอบด้วย มาตรการหลีกเลี่ยงหรือลดการเดินทาง การเปลี่ยนรูปแบบการเดินทาง (Shift Mode) เช่น การพัฒนาการขนส่งระบบรางเพื่อขนส่งมวลชนและโลจิสติกส์, สาขาการจัดการของเสีย ประกอบด้วยมาตรการการจัดการขยะและน้ำเสียชุมชน และสาขากระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ รวมถึงน้ำเสียงอุตสาหกรรม เช่น การทดแทนหรือปรับเปลี่ยนสารทำความเย็น

“ดังนั้น จึงอยากขอรณรงค์และเชิญชวนประชาชนและภาคส่วนต่างๆ เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งทุกคนทำได้ทันที เช่น การประหยัดพลังงานภายในบ้านและที่ทำงาน การเดินทางโดยระบบขนส่งมวลชน การหยุดเผาขยะในที่โล่ง การงดใช้ถุงพลาสติก และการปลูกป่าหรือต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ซึ่งไม่เพียงจะเป็นแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เท่านั้น แต่ยังลดมลพิษทางอากาศได้อีกด้วย” เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าว

รายงานพิเศษ : สหกรณ์โคนมมวกเหล็กขยายฐาน แหล่งผลิตนมครบวงจร…สู่การเรียนรู้คู่ชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/391726

รายงานพิเศษ : สหกรณ์โคนมมวกเหล็กขยายฐาน  แหล่งผลิตนมครบวงจร...สู่การเรียนรู้คู่ชุมชน

รายงานพิเศษ : สหกรณ์โคนมมวกเหล็กขยายฐาน แหล่งผลิตนมครบวงจร…สู่การเรียนรู้คู่ชุมชน

วันอังคาร ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จำกัด จังหวัดสระบุรี เป็นแหล่งผลิตน้ำนมดิบคุณภาพอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย ที่ก่อตั้งมานานกว่า 47 ปี ปัจจุบันมีสมาชิกผู้เลี้ยงโคนม 555 ราย เลี้ยงโคนมรวมทั้งสิ้น 12,000 ตัว มีทุนเรือนหุ้น 85.5 ล้านบาท เงินทุนหมุนเวียนในการทำธุรกิจแต่ละปีสูงกว่า 1,400 ล้านบาท ซึ่งเป็นเม็ดเงินที่กระจายไปถึงชุมชนเกษตรกรรายย่อยซึ่งเป็นสมาชิกของสหกรณ์โดยตรง

นายนครินทร์ สีวงกต ที่ปรึกษาสหกรณ์โคนมมวกเหล็ก เล่าว่า สหกรณ์โคนมมวกเหล็กเริ่มจากการรวบรวมสมาชิกเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในพื้นที่เพียง 7 รายเท่านั้น แต่ปัจจุบันมีสมาชิกถึง 555 ราย ในจำนวนนี้มีทั้งฟาร์มเล็กและฟาร์มใหญ่รวมกัน เมื่อสหกรณ์ฯเริ่มเติบโต จำนวนสมาชิกก็เพิ่มขึ้น ทางสหกรณ์ฯจึงได้มีธุรกิจบริการเพื่อช่วยเหลือสมาชิกแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจมินิมาร์ท จำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภคทั่วไป ธุรกิจปั๊มน้ำมัน ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจโรงงานอาหารสัตว์ที่มีทั้งชนิดผงและชนิดเม็ด และมีสัตวแพทย์ผสมเทียมไว้บริการ รวมทั้งเข้าไปช่วยวางมาตรฐานฟาร์มให้แก่สมาชิก เพื่อให้ผ่านมาตรฐาน GAP เช่น หากจะเข้าชมต้องมีบ่อฆ่าเชื้อ ใส่หมวก ผ้าปิดปาก แยกวัวให้เป็นสัดส่วน ซึ่งฟาร์มที่ได้มาตรฐานจะผ่านการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมสหกรณ์

ปัจจุบันสหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จำกัด มีปริมาณน้ำนมดิบจากสมาชิกประมาณ 108 ตันต่อวัน รับซื้อจากสหกรณ์เชื่อมโยง 10 ตันต่อวัน รวมแล้ว 118 ตันต่อวัน ด้วยราคารับซื้อมาตรฐาน 17.50 บาท/กิโลกรัม บวกลบตามคุณภาพ ส่วนฟาร์มที่ได้มาตรฐานจะได้ราคาสูงถึง 19 บาท/กิโลกรัม ซึ่งจากปริมาณน้ำนมดิบจำนวนมากนี้ ทางสหกรณ์ได้ส่งน้ำนมดิบให้กับโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา และเอกชนชื่อดังหลายที่ นอกจากนี้ สหกรณ์ฯ ยังได้ผลิตนมภายใต้แบรนด์มวกเหล็ก แดรีมิลค์ ในรูปแบบกล่อง ด้วยระบบเครื่องจักรทันสมัย 3 เครื่อง ซึ่งมีกำลังการผลิต 5,000 กล่องต่อชั่วโมง เฉลี่ยแล้ว 140,000 กล่องต่อวัน และน้ำนมดิบบางส่วนยังได้นำมาผลิตนมโรงเรียน ทั้งบรรจุกล่องและบรรจุถุง ส่งให้กับโรงเรียนในเขตภาคกลาง 13 โรงเรียน

“เมื่อสหกรณ์ฯมีต้นน้ำและกลางน้ำที่สมบูรณ์แล้ว จำเป็นต้องเน้นการพัฒนาที่ปลายน้ำตามคำแนะนำของกรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงได้ปรับตัวเข้าสู่อุตสาหกรรมทำโรงงานแปรรูปนมระบบยูเอชที ระบบพาสเจอไรซ์ ต่อยอดขึ้นมาอีกขั้นคือแปรรูปผลิตภัณฑ์นมพาสเจอไรซ์หลายรสชาติ รสน้ำผึ้ง ข้าวโพด ช็อกโกแลต สตรอเบอร์รี่ เค้กหน้านิ่ม โยเกิร์ต ไอศกรีมนมสด เจลาโต้ พุดดิ้งนมสด ฯลฯ” นายนครินทร์ กล่าว

สหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จำกัด นอกจากเป็นแหล่งผลิตนมแล้ว ยังเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ให้นักท่องเที่ยวที่สนใจการเลี้ยงโคนมมาศึกษาดูงานตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำตลอดจนกระบวนการปลายน้ำ ตั้งแต่การรีดนม ป้อนนม ผลิตอาหารสัตว์ ผลิตนมแปรรูป และเวิร์กช็อป อีกทั้งยังเป็น 1 ในสหกรณ์นำร่องที่ทางสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ ส่งเสริมให้เป็นสถานที่จัดงานไมซ์เพื่อชุมชน เป็นแหล่งจัดฝึกอบรม เรียนรู้ สำหรับองค์กรและหน่วยงานต่างๆ เพื่อช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชนและสมาชิกอีกทางหนึ่งด้วย

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ท่าม่วงฯชูผลิตนมคุณภาพ เล็งเปิดฟาร์มเป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/390700

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ท่าม่วงฯชูผลิตนมคุณภาพ  เล็งเปิดฟาร์มเป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีเกษตร

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ท่าม่วงฯชูผลิตนมคุณภาพ เล็งเปิดฟาร์มเป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของ สหกรณ์โคนมท่าม่วง จำกัด จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อให้ได้มาตรฐานตั้งแต่กระบวนการผลิตน้ำนมทั้งระบบ การบริหารจัดการฟาร์ม การให้อาหาร การรีดนมที่ถูกสุขลักษณะ และสะอาดปลอดภัย ตลอดจนมีระบบตรวจสอบน้ำนมดิบทุกขั้นตอนที่ได้มาตรฐาน ส่งผลให้ปัจจุบันสหกรณ์แห่งนี้กลายเป็นแหล่งผลิตน้ำนมที่ดีที่สุดของประเทศไทย

นายปภณภพ เฉลิมกลิ่น ผู้จัดการสหกรณ์โคนมท่าม่วง จำกัด เล่าว่า ปัจจุบันสหกรณ์ฯมีสมาชิกกว่า 200 ราย และมีโคนม 1,800 ตัว กำลังการผลิต 20 ตันต่อวันที่ผ่านมาสหกรณ์ฯผลิตแค่นมโรงเรียนเพียงอย่างเดียว แต่หลังจากได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ภายใต้โครงการไทยนิยมยั่งยืน เพื่อนำไปจัดซื้อเครื่องจักรในการแปรรูปนม ทำให้สามารถผลิตน้ำนมบรรจุขวดพาสเจอร์ไรส์ส่งขายตามตลาดต่างๆ ได้ โดยเน้นนมรสจืดที่มีโปรตีนสูงคุณภาพดีที่สุด และจะส่งขายให้กับร้านกาแฟโดยเฉพาะ เนื่องจากเห็นถึงโอกาสทางการตลาดผลิตภัณฑ์นมในขณะนี้ว่า ยังสามารถเจาะกลุ่มร้านกาแฟได้ เนื่องจากยังต้องการนมสดเพื่อนำไปตีฟอง เพื่อให้กาแฟมีรสชาติหอม เข้มข้น และกลมกล่อม ซึ่งได้มีการทดลองนำนมสดของสหกรณ์ฯไปตีฟองกับกาแฟแล้ว ได้รสชาติกลางที่กลมกล่อมกำลังพอดี ดังนั้น สหกรณ์ฯจึงผลิตนมสดวันละ 1 ตัน แบ่งเป็น 2 ขนาด คือ ขนาดเล็กบรรจุขวดเพื่อขายให้เด็กมัธยม และขนาดใหญ่สำหรับส่งร้านกาแฟ ประมาณวันละ 5,000 ขวด สร้างรายได้ประมาณ 400,000 บาทต่อวันโดยเริ่มเจาะตลาดร้านกาแฟในจ.กาญจนบุรี ก่อน แล้วจะค่อยขยายไปตามจังหวัดใกล้เคียงและในกรุงเทพฯต่อไป คาดว่าไม่เกิน 2 ปีจะเห็นภาพตลาดนมสดที่ชัดเจน

“ที่ผ่านมานมโคแท้ 100% ของสหกรณ์ฯเป็นเบอร์หนึ่งของประเทศไทยในด้านน้ำนมคุณภาพมาตลอด ผมมองว่าการพัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบเป็นสิ่งสำคัญ เพราะนมโคแท้ที่ดีและมีคุณภาพสูงต้องมาจากอาหารคุณภาพ มีการจัดการฟาร์มที่ได้มาตรฐาน กระบวนการรีดนมโค การออกแบบโรงเรือน การผสมเทียม การบันทึกข้อมูล และการดูแลสุขภาพโคนมตามที่กรมปศุสัตว์กำหนด เพื่อพัฒนานมโค 100% ให้มีคุณภาพดีอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งลักษณะของน้ำนมที่คุณภาพดีจะมีกลิ่นธรรมชาติ มีสีขาวปนเหลืองเล็กน้อย สะอาด ปลอดภัย รสชาติมันเข้มอร่อย สร้างความโดดเด่นที่แตกต่างจากนมทั่วไปในท้องตลาด รวมถึงสร้างความประทับใจให้กับผู้บริโภคตั้งแต่ได้สัมผัสครั้งแรก เพราะปัจจุบันตลาดมีตัวเลือกหลากหลาย สหกรณ์ฯจึงเน้นผลิตนมคุณภาพดีเป็นหลัก ไม่มีการปรุงแต่ง เพราะใช้น้ำนมดิบคุณภาพจากธรรมชาติจริงๆ ซึ่งตอนนี้ลูกค้าให้การตอบรับดีและขายหมดทุกวัน จึงไม่กังวลเรื่องการตลาด และในอนาคตสหกรณ์ฯมีแผนปรับปรุงฟาร์มโคนมให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงการเกษตร เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวชมฟาร์มโคนมของสมาชิก เนื่องจากจ.กาญจนบุรีมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวจำนวนมากในแต่ละปี และยังมีชายแดนติดกับพม่า ซึ่งคาดว่าจะเชื่อมธุรกิจและเพิ่มช่องทางการตลาดผลิตภัณฑ์นมไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้ด้วย” นายปภณภพ กล่าว

สหกรณ์โคนมท่าม่วง จำกัด เป็น 1 ใน 20 สหกรณ์ ที่ประสบความสำเร็จในการผลิตน้ำนมที่ดีที่สุดในประเทศไทย ภายใต้สโลแกน นมดีนมเด่น นมคุณภาพ สะอาดใส่ใจผู้บริโภค ซึ่งน้ำนมดิบของสหกรณ์ฯ ได้มาตรฐานไม่แพ้ต่างประเทศ เพราะน้ำนมผ่านการตรวจสอบค่าวิเคราะห์โปรตีน 3.1 ไขมัน 4.7 และเนื้อนมไม่รวมไขมัน 8.46 ซึ่งตัวเลขค่าวิเคราะห์จะเป็นตัวการันตีที่ดีที่สุดว่าน้ำนมดิบดีมีคุณภาพ

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์นิคมประมงเมืองคอน’หนุนสมาชิก เลี้ยงปูอินทรีย์รักษาระบบนิเวศสร้างอาชีพ-รายได้มั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/390458

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์นิคมประมงเมืองคอน’หนุนสมาชิก  เลี้ยงปูอินทรีย์รักษาระบบนิเวศสร้างอาชีพ-รายได้มั่นคง

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์นิคมประมงเมืองคอน’หนุนสมาชิก เลี้ยงปูอินทรีย์รักษาระบบนิเวศสร้างอาชีพ-รายได้มั่นคง

วันพุธ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สหกรณ์นิคมประมงนครศรีธรรมราช จำกัด จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นสหกรณ์ที่เน้นส่งเสริมให้สมาชิกเลี้ยงสัตว์น้ำแบบธรรมชาติ โดยเลี้ยงในพื้นที่ป่าชายเลน เน้นรักษาระบบนิเวศ และทำประมงแบบวิธีดั้งเดิม ทำให้ผลผลิตที่ได้ปลอดภัยจากสารตกค้าง ราคาดี และเป็นที่ต้องการของตลาด

ปัจจุบันสัตว์น้ำที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากที่สุดคือ “ปูดำ” โดยเฉพาะปูไข่ ทำให้ราคาในท้องตลาดค่อนข้างสูง สำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครศรีธรรมราช กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้สนับสนุนงบประมาณให้สหกรณ์ฯ ส่งเสริมสมาชิกเลี้ยงปูอินทรีย์ เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรสมาชิก

นายชาตรี เกตุเรน สหกรณ์จังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้ส่งเสริมอาชีพด้านประมง ให้กับสหกรณ์นิคมประมงนครศรีธรรมราช จำกัด เลี้ยงสัตว์น้ำแบบธรรมชาติอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกุ้ง ปลา และปู ต่อมาในปี 2560 เห็นว่าปูดำเป็นที่ต้องการของตลาดและราคาค่อนข้างดี จึงได้สนับสนุนงบประมาณในการเลี้ยงปูแบบอินทรีย์ปีละ 30 ราย รายละ 3,000 บาท และขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ประมงมาให้ความรู้กับเกษตรกรเกี่ยวกับการเลี้ยงปูอินทรีย์อย่างถูกวิธี ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากสมาชิกดีมาก ดังนั้นในอนาคตจึงมีแผนว่าจะขยายการผลิตเพิ่ม โดยขณะนี้กำลังประสานกับประมงในพื้นที่เพื่อทำในรูปแบบของธนาคารปูต่อไป

ด้านนายอาทิตย์ มุสิกวงศ์ ประธานสหกรณ์นิคมประมงนครศรีธรรมราช จำกัด บอกว่า เมื่อได้รับงบประมาณจากสำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครศรีธรรมราช สหกรณ์ฯ จึงได้คัดเลือกสมาชิกที่มีความสมัครใจเลี้ยงปูแบบอินทรีย์ 30 ราย โดยสหกรณ์ฯจัดซื้อลูกพันธุ์ปูดำมาแจกจ่ายให้สมาชิก เพื่อนำไปเลี้ยง ซึ่งในการเลี้ยงแบบอินทรีย์นั้น เป็นการเลี้ยงแบบปล่อยให้หากินเองตามธรรมชาติในพื้นที่ 30 ไร่ หลังจากปล่อยไปเป็นเวลา 2 เดือนก็สามารถจับมาขายได้ โดยจะมีเจ้าหน้าที่ประมงเข้ามาตรวจสอบปริมาณสารตกค้าง ซึ่งที่ผ่านมาไม่พบสารตกค้างแต่อย่างใด จึงขายได้ในราคาค่อนข้างสูง และไม่ขึ้น-ลงตามราคาท้องตลาดถึงแม้บางครั้งผลผลิตจะมีเป็นจำนวนมากก็ตาม โดยราคาจะคงที่เป็นเดือน เนื่องจากแต่ละเดือนจะมีพ่อค้ามาประมูลราคาผลผลิตที่สหกรณ์ฯ ได้รวบรวมไว้จากสมาชิก จึงได้ราคาเดียวกันตลอดทั้งเดือน ซึ่งล่าสุดปูไข่เล็ก ราคา 500 กว่าบาทต่อกิโลกรัม ปูไข่รอง ราคา 600 กว่าบาทต่อกิโลกรัม และปูไข่ใหญ่ราคา 700 กว่าบาทต่อกิโลกรัม

“ที่ผ่านมาสหกรณ์ฯเน้นส่งเสริมให้สมาชิกทำประมงแบบธรรมชาติอยู่แล้ว โดยเลี้ยงรวมกัน ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงกุ้ง ปลา และปู และใช้วิธีการจับแบบดั้งเดิม เพื่อลดผลกระทบที่อาจจะเกิดกับระบบนิเวศ เนื่องจากพื้นที่ในการเลี้ยงส่วนใหญ่เป็นป่าชายเลน ดังนั้น การส่งเสริมให้เลี้ยงปูอินทรีย์จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกับสมาชิกทุกคน อีกทั้งการได้รับสนับสนุนงบประมาณดังกล่าว ยังช่วยให้สมาชิกลดต้นทุนผลิต และมีกำลังใจทำแบบอินทรีย์ รวมถึงมีตลาดรองรับชัดเจน มีรายได้แน่นอน ส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น” นายอาทิตย์ กล่าว

นอกเหนือจากการส่งเสริมอาชีพแล้ว สหกรณ์ฯ ยังดำเนินธุรกิจอีกหลายด้าน ประกอบด้วย ธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจสินเชื่อ และธุรกิจรวบรวมผลผลิตจากสมาชิก ซึ่งการรวบรวมผลผลิตนั้น สหกรณ์ฯ จะเฉลี่ยคืนให้กับสมาชิกที่นำผลผลิตมาจำหน่ายให้กับสหกรณ์ฯ จำนวนครึ่งหนึ่งของผลกำไรทั้งหมดที่สหกรณ์ได้รับ โดยจะเฉลี่ยคืนทุก 6 เดือน จึงถือว่าเป็นการสร้างประโยชน์ให้กับสมาชิกได้อย่างแท้จริง

รายงานพิเศษ : ‘กาแฟดงมะไฟ’สินค้าGIโคราช ก้าวสู่มาตรฐานระดับSME Start up

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/390048

x

รายงานพิเศษ : ‘กาแฟดงมะไฟ’สินค้าGIโคราช ก้าวสู่มาตรฐานระดับSME Start up

วันจันทร์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปัจจุบันภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการเพาะปลูกกาแฟใน 4 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา เลย อุดรธานี และชัยภูมิ  โดยผลพยากรณ์ปี 2562 (ปีเพาะปลูก 2561/62) ข้อมูล ณ เดือนธันวาคม 2561 คาดว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีเนื้อที่ให้ผล จำนวน 1,846 ไร่ ผลผลิต 116 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 63 กิโลกรัม/ไร่ โดยจังหวัดนครราชสีมามีเนื้อที่ให้ผลมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวม 825 ไร่ (ร้อยละ 45) ให้ผลผลิต 56 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย68 กิโลกรัม/ไร่

นางสาวทัศนีย์  เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากการสำรวจของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา (สศท.5) พบว่า แหล่งปลูกกาแฟที่สำคัญของจังหวัดนครราชสีมา อยู่ในอำเภอวังน้ำเขียว และอำเภอสูงเนินนิยมปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิก้า ซึ่งพื้นที่อำเภอวังน้ำเขียวจะเป็นการผลิตแบบเกษตรกรรายใหญ่ในรูปแบบบริษัทเอกชน ในขณะที่อำเภอสูงเนิน นิยมปลูกในพื้นที่หมู่บ้านดงมะไฟ ต.มะเกลือเก่า เป็นการดำเนินการในรูปของวิสาหกิจชุมชนดงมะไฟ ซึ่งริเริ่มปลูกกาแฟเมื่อปี 2545 และดำเนินการมาอย่างจริงจังจนกระทั่งเป็นที่รู้จักภายใต้ชื่อ “กาแฟดงมะไฟ” ซึ่งเป็นที่ยอมรับในด้านการปลูกที่มีการเก็บเกี่ยวอย่างมีคุณภาพและบรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน

ด้านภูมิศาสตร์ พบว่า พื้นที่กาแฟที่ปลูกในจังหวัดนครราชสีมา จะอยู่ที่ระดับความสูง 400-700 เมตร จากระดับน้ำทะเล แหล่งต้นน้ำลำธาร ทำให้กาแฟดงมะไฟ มีอัตลักษณ์ รสชาติกลมกล่อม กลิ่นหอม และที่สำคัญ มีระดับสารคาเฟอีน 1% (มีความเข้มข้นของคาเฟอีนระดับต่ำ ซึ่งดีต่อผู้ที่ชื่นชอบดื่มกาแฟเป็นประจำ) และการนำกาแฟมาปลูกในพื้นที่นี้สามารถสร้างป่าต้นน้ำลำธารที่ดี สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างแหล่งเรียนรู้และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนได้ นอกจากนี้ สถานที่ปลูกกาแฟดงมะไฟ ยังมีเอกลักษณ์เฉพาะ คือ พิธีรับขวัญแม่กาแฟที่จัดเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนพฤศจิกายน  เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับชุมชนอีกทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบยั่งยืนให้กับชุมชนอีกด้วย

กาแฟดงมะไฟ ได้รับการจดขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications: GI) เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2559  และในปี 2561 กาแฟดงมะไฟได้รับรางวัลมาตรฐาน SME Start up ในโครงการพัฒนาสู่สุดยอด SME จังหวัด (SME Provincial Champions)

ทั้งนี้ กาแฟ สามารถให้ผลผลิตตลอดทั้งปี โดยให้ผลผลิตในปีที่ 3 เป็นต้นไป และผลผลิตจะออกมากสุดในเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม สำหรับเกษตรกร หรือท่านที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการผลิตและการตลาดสินค้ากาแฟ หรือพืชเศรษฐกิจอื่นที่สำคัญในจังหวัด สามารถขอข้อมูลได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 โทรศัพท์ 0-4446-5120 หรือ อีเมล zone5@oae.go.th

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์ประมงพานฯ เชียงราย’ สร้างอาชีพมั่นคงด้วยระบบสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/389115

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์ประมงพานฯ เชียงราย’ สร้างอาชีพมั่นคงด้วยระบบสหกรณ์

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์ประมงพานฯ เชียงราย’ สร้างอาชีพมั่นคงด้วยระบบสหกรณ์

วันพุธ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่ออาชีพการเลี้ยงปลานิลเป็นอาชีพที่น่าสนใจสำหรับเกษตรกรในพื้นที่ อ.พาน จ.เชียงราย รวมทั้งพื้นที่ใกล้เคียงอื่นๆ ทำให้มีการเลี้ยงปลานิลเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างอำนาจการต่อรองทางการตลาดกับพ่อค้าคนกลาง จึงได้เกิดการรวมตัวกันก่อตั้ง สหกรณ์ประมงพาน จำกัด ขึ้น เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2543 โดยดำเนินงานตามหลักการ และวิธีการสหกรณ์

นางสาวกาญจนา คำพุฒ ประธานกรรมการสหกรณ์ประมงพาน จำกัด เล่าว่า การรวมกลุ่มเลี้ยงปลาของเกษตรกรในช่วงแรก ยังไม่มีระบบของตลาด ทำให้ไม่มีอำนาจต่อรองราคา จึงเป็นที่มาของการก่อตั้งสหกรณ์ประมงพาน จำกัด ขึ้นมา โดยใช้ระบบสหกรณ์เข้ามาช่วยในการวางแผน วางนโยบาย ในการร่วมกันซื้ออาหารเลี้ยงปลา และการร่วมกันขาย โดยสหกรณ์ฯ จะเป็นตัวกลางที่กำหนดราคาให้กับสมาชิก และจับมือเป็นพันธมิตรกับผู้เลี้ยงปลาเอกชนอีก 7 กลุ่ม ในพื้นที่อำเภอพาน การซื้อขายปลาจะมีการตกลงกันเพื่อที่จะพยุงราคาปลานิลไม่ให้ตกต่ำ และจะมีรถของพ่อค้าที่ทางสหกรณ์ฯได้ติดต่อให้มารับซื้อปลานิลของสมาชิกในราคาที่เป็นธรรม

สำหรับการดำเนินงานของสหกรณ์ฯ ในปัจจุบัน จะมุ่งเน้นความอยู่ดีกินดีของสมาชิกเป็นหลัก โดยให้คำปรึกษาและบริการสมาชิกในด้านการเลี้ยงปลานิลให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน ตั้งแต่การคัดเลือกลูกปลา การจัดหาอาหารมาให้ และการรวบรวมผลผลิต ซึ่งตลอดระยะเวลาการดำเนินงานที่ผ่านมาสหกรณ์ฯ ไม่เคยกู้ยืมเงินจากแหล่งเงินทุนหรือสถาบันการเงินอื่น นอกจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งเป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ทำให้สหกรณ์ฯ ค่อยๆเติบโตขึ้นอย่างเข้มแข็ง และล่าสุด สหกรณ์ฯ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณตามโครงการสนับสนุนอุปกรณ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน เพื่อจัดหาเครื่องบดผสมอาหาร ขนาด 150 กิโลกรัม/ชั่วโมง 1 เครื่อง ตู้นึ่งอาหารสเตนเลส 1 เครื่อง ตู้ช็อกอาหารเย็น/แข็ง ขนาด อุณหภูมิ-40 องศาเซลเซียส ความจุ 50-65 กิโลกรัม จำนวน 2 ตู้ ซึ่งการได้รับงบประมาณดังกล่าวทำให้สหกรณ์ฯสามารถพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตปลานิลให้มีคุณภาพที่ดีมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ตรงกับความต้องการของตลาด

นอกจากนี้การรวมกลุ่มกันเป็นสหกรณ์ทำให้สามารถสั่งซื้ออาหารปลาจากโรงงานได้โดยตรงไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ส่งผลให้ลดต้นทุนการเลี้ยงปลานิลได้มาก ขณะเดียวกัน ผลกำไรและผลประกอบการที่ได้ สหกรณ์ฯจะคืนไปให้สมาชิกในรูปของเงินปันผล และเงินเฉลี่ยคืนตอนสิ้นปีซึ่งเหมือนเป็นการเก็บออม หรือเป็นเงินออมของสมาชิกเพื่อนำไปลงทุนในกิจการการเพาะเลี้ยงปลานิลได้เพิ่มขึ้น หรือเป็นเงินออมให้กับลูกหลานเพื่อเป็นทุนการศึกษาหรือประกอบอาชีพในอนาคตได้อย่างมั่นคง

สหกรณ์ประมงพาน จำกัด จ.เชียงราย นับว่าเป็นสหกรณ์ประมงที่มีความเข้มแข็งอีกแห่งหนึ่ง และด้วยเทคนิคการเลี้ยงเฉพาะทำให้ปลามีน้ำหนักดี เนื้อแน่น ไม่มีกลิ่นคาว จึงส่งผลให้สินค้าปลานิลของสมาชิกสหกรณ์

รายงานพิเศษ : ชูอัตลักษณ์‘กาแฟชุมพร’จุดขาย ส่งเสริมสมาชิกผลิตของดีคุณภาพคับแก้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/387859

รายงานพิเศษ : ชูอัตลักษณ์‘กาแฟชุมพร’จุดขาย  ส่งเสริมสมาชิกผลิตของดีคุณภาพคับแก้ว

รายงานพิเศษ : ชูอัตลักษณ์‘กาแฟชุมพร’จุดขาย ส่งเสริมสมาชิกผลิตของดีคุณภาพคับแก้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟจังหวัดชุมพร จำกัด เป็นสหกรณ์ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2540 โดยการรวมตัวกันของเกษตรกรที่ประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ เพื่อให้สหกรณ์เป็นตัวกลางในการดูแลจัดการผลผลิตและสร้างอำนาจการต่อรองทางการตลาด โดยดำเนินการภายใต้อุดมการณ์ หลักการและวิธีการของสหกรณ์

นายปิยะ หนูสุด ผู้จัดการสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟจังหวัดชุมพร จำกัด เล่าว่า ปัจจุบันสหกรณ์ฯ มีสมาชิกกว่า 700 ราย ดำเนินธุรกิจหลักคือ จัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจการรวบรวมผลผลิตจากสมาชิก และธุรกิจแปรรูป ที่ผ่านมา การดำเนินงานของสหกรณ์ฯ เน้นความเป็นอยู่ และความมั่นคงในการประกอบอาชีพของสมาชิกเป็นสำคัญ โดยการส่งเสริมให้สมาชิกลดต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะเรื่องการใช้ปุ๋ย ซึ่งสหกรณ์ฯจะมีเครื่องผสมปุ๋ยสั่งตัดบริการให้สมาชิก นอกจากนี้ ยังให้ความรู้การตัดแต่งกิ่ง การทำสาวกาแฟ การเสียบยอด ตลอดจนพาไปดูงานแปลงที่ประสบผลสำเร็จ เพื่อให้สมาชิกนำมาต่อยอดในแปลงของตนเองต่อไป

สำหรับการรวบรวมผลผลิตกาแฟจากสมาชิกนั้น แต่ละปีสหกรณ์ฯจะมีเงินทุนรวบรวมเมล็ดกาแฟปีละประมาณ 50 ล้านบาท โดยสหกรณ์ฯจะได้รับสนับสนุนเงินทุนในการรวบรวมผลผลิตจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ต่อเนื่องทุกปี โดยปีนี้ได้สนับสนุน 40 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี รวมถึงได้รับสนับสนุนโกดังรวบรวมและสต๊อกกาแฟ และเครื่องชั่งน้ำหนักขนาด 60 ตัน ตลอดจนสนับสนุนเงินทุนปรับปรุงร้านกาแฟให้ทันสมัยยิ่งขึ้น ซึ่งปีนี้สหกรณ์ฯตั้งเป้ารวบรวมที่ 1,000 ตัน โดยสหกรณ์ฯจะรับซื้อราคาสูงกว่าท้องตลาดกิโลกรัมละ 10 บาท ส่วนสมาชิกที่ผลิตกาแฟได้สวย เม็ดใหญ่มีคุณภาพ จะบวกเพิ่มให้อีกกิโลกรัมละ 5 บาท และในกรณีที่สมาชิกบางรายไม่รับเงินสด แต่เปลี่ยนเป็นการถือหุ้นแทน สหกรณ์ฯจะบวกเพิ่มให้อีกกิโลกรัมละ 10 บาท

ในส่วนของผลผลิตที่รวบรวมนั้น บางส่วนสหกรณ์ฯจะขายให้พ่อค้า โรงคั่ว และบริษัทใหญ่ๆ อีกส่วนหนึ่งจะเก็บไว้แปรรูปเอง ซึ่งปัจจุบันสหกรณ์ฯ มีผลิตภัณฑ์ทั้งหมด 5 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ กาแฟสาร กาแฟคั่ว-บด drip coffee กาแฟ 3 in 1 แบรนด์ “กาแฟชุมพร” และกาแฟ 3 in 1 แบรนด์ “กาแฟสหกรณ์” ซึ่งที่ผ่านมามีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการและการเปลี่ยนแปลงค่านิยมในการดื่มกาแฟของผู้บริโภค โดยล่าสุดกำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ขึ้นมา นั่นคือ กาแฟเรดโทน ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุอาหารต่างๆ อีกทั้ง ในอนาคตมีแผนพัฒนากาแฟในรูปแบบขวดอีกด้วย ทั้งนี้ ตลาดจำหน่ายกาแฟของสหกรณ์ฯมีหลากหลาย เช่น ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ในแต่ละจังหวัดทั่วประเทศ ชุมนุมสหกรณ์แห่งประเทศไทย ร้านค้าเอกชนทั่วไป และตามห้างสรรพสินค้าท้องถิ่นในจังหวัดชุมพรอีก 14 สาขา

ด้านนางสุพัตรา เงินทอง สมาชิกสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟจังหวัดชุมพร จำกัด บอกว่า ตนเป็นสมาชิกสหกรณ์ฯตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง และทำธุรกรรมกับสหกรณ์ฯเรื่อยมา ทั้งกู้ยืมเงินไปลงทุนในแปลง ซื้อปุ๋ย ยา ซึ่งสหกรณ์ฯ จะเป็นตัวกลางแบ่งปันประสบการณ์ ถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการปลูกกาแฟที่มีคุณภาพ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการคัดพันธุ์กาแฟ วิธีการปลูก การดูแลรักษา การใส่ปุ๋ย เพื่อช่วยเหลือสมาชิกลดต้นทุนการผลิต อีกทั้ง ยังเป็นตลาดรองรับผลผลิตที่ให้ราคาสูงกว่าตลาดทั่วไป

“ตั้งแต่เป็นสมาชิกสหกรณ์ฯ ได้ประโยชน์จากสหกรณ์ฯเยอะมาก โดยเฉพาะไม่เคยต้องกังวลเรื่องเงินลงทุนเลย สามารถกู้ยืมจากสหกรณ์ฯได้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ อีกทั้ง ยังไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีเงินคืนสหกรณ์ฯ หากเรารู้จักบริหารเงินทุนที่ได้มาพร้อมนำคำแนะนำดีๆ ของสหกรณ์ฯมาปรับใช้ คำว่าขาดทุนแทบไม่มีเลย นี่คือสิ่งที่ทำให้ตนเชื่อมั่นและรักในสหกรณ์ฯมาก” นางสุพัตรา กล่าว

ด้วยความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์ของกาแฟชุมพร ทั้งรสชาติและกลิ่นหอม ประกอบกับการเอาใจใส่ทุกขั้นตอนการผลิตของสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟจังหวัดชุมพร จำกัด ทำให้กาแฟโรบัสต้าของชุมพรขึ้นชื่อว่าเป็นกาแฟที่ดีที่สุดในประเทศไทย นอกเหนือจากนั้น การดำเนินงานที่ผ่านมาของสหกรณ์ฯ ยังเป็นที่ประจักษ์ในความสำเร็จจนกลายเป็นสหกรณ์ต้นแบบของจังหวัด เป็น 1 สหกรณ์ 1 อำเภอของจังหวัดในฐานะของสหกรณ์พิเศษ และเป็นอีก 1 สหกรณ์ที่เป็นศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์ไทยอีกด้วย