กางชื่ออุทยานสำรอง เที่ยวเคาต์ดาวน์ ไม่ชะงัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/532303

  • วันที่ 26 ธ.ค. 2560 เวลา 07:10 น.

กางชื่ออุทยานสำรอง เที่ยวเคาต์ดาวน์ ไม่ชะงัก

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

แผนท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาวของหลายคนต้องชะงัก โดยเฉพาะผู้ที่ตั้งใจไปพักผ่อนในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเพื่อชมความงามตามธรรมชาติและรับลมหนาว เมื่อทราบข่าวว่าอุทยานมีชื่อหลายแห่งถูกจองที่พักและจุดกางเต็นท์เต็มยาวไปจนถึงปีหน้า

พื้นที่อุทยานแห่งชาติซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับความนิยมอันดับต้นๆ อย่างดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ เปิดให้นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศจองห้องพักตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีนักท่องเที่ยวจำนวนมากแห่จองห้องพักจนล้นเพื่อสัมผัสกับลมหนาว ซึ่งห้องพักได้ถูกจองยาวไปจนถึงช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ รวมถึงอุทยานทั่วภาคเหนือต่างถูกนักท่องเที่ยวจองห้องพักเต็มหมดเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม สำหรับนักท่องเที่ยวที่จองห้องพักไม่ได้นั้น ทางอุทยานมีจุดกางเต็นท์ให้บริการ แต่ก็ต้องสั่งจองล่วงหน้าเช่นกัน เพราะแต่ละแห่งจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว

ธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระบุว่า ในช่วงหน้าหนาวนี้ อุทยานแห่งชาติชื่อดัง อาทิ อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ภูเรือ จ.เลย เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ดอยอินทนนท์ ดอยสุเทพ-ปุย ห้วยน้ำดัง จ.เชียงใหม่ ภูหินร่องกล้า จ.พิษณุโลก เขาพระวิหาร จ.ศรีสะเกษ บ้านพักในอุทยานฯ เหล่านี้ต่างถูกจองเต็มยาว เหลือเพียงสถานที่กางเต็นท์อยู่บ้างในบางพื้นที่

“ตอนนี้กำลังเร่งประชาสัมพันธ์ว่า อุทยานฯ ทั่วประเทศนั้นมีมากถึง 154 แห่ง ทุกๆ ปี โดยเฉพาะเทศกาลวันหยุดยาว มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติมีชื่ออย่างภูกระดึงเป็นจำนวนมาก แต่อุทยานฯ สามารถรองรับได้หรือจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว 5,000 คน ตามประกาศกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ฉบับลงวันที่ 20 พ.ย. 2550 นักท่องเที่ยวที่มีความประสงค์มาเที่ยวที่อุทยานฯ ไหน ควรตรวจสอบข้อมูล หรือโทรไปสำรองที่พักซึ่งอาจจะเหลือแต่พื้นที่กางเต็นท์ล่วงหน้า หรือหาข้อมูลเดินทางไปแหล่งท่องเที่ยวที่ใกล้เคียงก่อน อย่างเช่น อุทยานแห่งชาติภูเรือ อุทยานแห่งชาติภูผาม่าน ถนนคนเดินที่ อ.เชียงคาน อุทยานฯ แต่ละพื้นที่นั้นมีความโดดเด่นไม่เหมือนกัน แต่เชื่อว่าจะมีความงามตามธรรมชาติที่ทดแทนกันได้”

อธิบดีกรมอุทยานฯ ให้ข้อมูลด้วยว่า กรณีที่อุทยานฯ ใดมีนักท่องเที่ยวแออัด หนาแน่น จนเกินขีดความสามารถในการรองรับ เจ้าหน้าที่จะแนะนำแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามที่มีอยู่จำนวนมาก ตามหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติต่างๆ รอบอุทยานแห่งชาติ หรืออุทยานแห่งชาติข้างเคียงอื่นๆ ที่สามารถจองที่พักได้ เช่น อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จ.เชียงใหม่ แออัด ให้ไปพักที่อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน จ.ลำปาง อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์แออัด ให้ไปพักที่อุทยานแห่งชาติออบหลวง จ.เชียงใหม่

นอกจากนี้ หากอุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก จ.เชียงใหม่ แออัด ให้ไปพักที่อุทยานแห่งชาติผาแดงหรือวนอุทยานภูชี้ฟ้า จ.เชียงราย อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล จ.ลำพูน จ.ลำปาง แออัด ให้ไปพักที่อุทยานแห่งชาติศรีลานนา จ.เชียงใหม่ อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง จ.แม่ฮ่องสอน แออัด ให้ไปพักที่อุทยานแห่งชาติถ้ำปลา-น้ำตกผาเสื่อ จ.แม่ฮ่องสอน หรืออุทยานแห่งชาติ จ.แม่ฮ่องสอน

อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า แออัด ให้ไปที่อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ หรืออุทยานแห่งชาติเขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา แออัด ให้ไปพักที่อุทยานแห่งชาติทับลาน จ.ปราจีนบุรี หรืออุทยานแห่งชาติปางสีดา จ.สระแก้ว แทน เป็นต้น

ทรงธรรม สุขสว่าง ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักอุทยานฯ ได้จัดทำเว็บไซต์บอกข้อมูลสำคัญ หมายเลขโทรศัพท์ของอุทยานฯ แต่ละพื้นที่ สำหรับติดต่อสอบถามข้อมูลว่ายังสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้หรือไม่ หรือยังรับได้จำนวนเท่าใด“สำนักอุทยานฯ จัดทำกระดานข่าวในเว็บไซต์ อัพเดทข้อมูลความเคลื่อนไหวสำคัญๆ โดยเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยว ยานพาหนะที่เข้าออกในทุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติทุกแห่งทุกวัน เพราะบางพื้นที่อาจจะไม่มีสัญญาณโทรศัพท์อาจติดต่อได้ยาก ช่วงวันหยุดยาวนักท่องเที่ยวจะได้หลีกเลี่ยง ไม่ต้องเสียเวลาขับรถเข้าไปในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งจะมีการจราจรหนาแน่นเข้า-ออกยาก” ทรงธรรม กล่าว

ผู้อำนวยการสำนักอุทยานฯ ระบุด้วยว่า การท่องเที่ยวในพื้นที่อุทยานฯ ถือเป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่แต่ละคนต้องปฏิบัติตามกฎ กติกาและข้อห้าม อย่างเคร่งครัด ที่สำคัญไม่ควรนำสัตว์เลี้ยงเข้าไปในอุทยานฯ และไม่ให้อาหารสัตว์ในธรรมชาติ เพราะจะทำให้พฤติกรรมสัตว์เปลี่ยนไปและไม่ยอมหากินเองตามธรรมชาติ

“ช่วงวันหยุดยาวของทุกปีมีปัญหาเรื่องนักท่องเที่ยวแอบลักลอบเอาสัตว์เลี้ยงเข้าไปในอุทยานฯ โดยเฉพาะสุนัขและแมว ทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำเชื้อโรคจากสัตว์บ้านเข้าไปติดสัตว์ในป่า ซึ่งหากเกิดขึ้น จะเป็นปัญหาใหญ่และแก้ไขยากมาก จึงต้องขอร้องสำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากไปเที่ยวแต่ติดภาระที่ต้องดูแลสัตว์เลี้ยง ควรนำสัตว์เลี้ยงไปฝากโรงแรมที่รับฝาก เพราะหากเจ้าหน้าที่ตรวจพบ ก็จะต้องถูกเชิญให้ออกจากพื้นที่เช่นกัน” ผู้อำนวยการสำนักอุทยานฯ กล่าว

นอกจากนี้ ทุกช่วงเทศกาล อุทยานฯ จะมีปริมาณขยะที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อลดปริมาณขยะและเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อม ต้องช่วยกันรักษาความสะอาดและช่วยกันลดการใช้ถุงพลาสติกและโฟม ขอความร่วมมืออย่านำขวดแก้ว เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เข้าไปในพื้นที่ และห้ามก่อกองไฟ

ขณะเดียวกัน ผู้ที่เข้าไปเที่ยวต้องไม่สร้างเสียงดังรบกวนนักท่องเที่ยวคนอื่นเด็ดขาด ไม่นำยานพาหนะที่มีเครื่องยนต์ส่งเสียงดังรบกวนเกินกว่าที่กำหนดไว้ หรือมีควันดำเข้าไปในพื้นที่ และต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ในทุกแห่งอย่างเคร่งครัด หากฝ่าฝืน นอกจากจะถูกเปรียบเทียบปรับแล้ว คงต้องเชิญให้ออกจากพื้นที่

อย่างไรก็ดี ควรตรวจสอบข้อมูลที่ http://www.dnp.go.th ก่อนเดินทาง เพื่อไม่ให้แผนที่วางไว้ต้องสะดุด

เลือกตั้งเกิดไม่ทันปี61 จับตาพรรคเล็กป่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/532160

  • วันที่ 25 ธ.ค. 2560 เวลา 07:31 น.

เลือกตั้งเกิดไม่ทันปี61 จับตาพรรคเล็กป่วน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย คณะกรรมการญาติวีรชน พฤษภา 35 ร่วมกับเครือข่ายองค์กรภาคเอกชน จัดเสวนาโต๊ะกลมสาธารณะ ครั้งที่ 2/1 ในหัวข้อบ้านเมืองมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ตอน “รัฐธรรมนูญ-การเลือกตั้ง ครั้งแรกสู่ประชาธิปไตย”

การเมืองอึมครึม-ไร้อนาคต

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หลายเดือนที่ผ่านมาได้รับคำถามมาตลอดว่าจะมีการเลือกตั้งหรือไม่และจะมีขึ้นเมื่อไหร่ ซึ่งส่วนตัวตอบได้แค่ว่ามีการเลือกตั้งแน่นอน อย่างไรก็ตาม หากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นจริง การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนั้นจะต้องเป็นการเลือกตั้งภายใต้บริบทประชาธิปไตยครึ่งใบ ซึ่งชี้ให้เห็นโดยรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว

“ส่วนตัวสงสัยว่าประชาชนจะได้อะไรจากคำสั่ง คสช.53/2560 ทั้งที่เขาเป็นสมาชิกพรรคการเมืองอยู่แล้ว หากนายกฯ ต้องการจะส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในเรื่องประชาธิปไตยจริงอย่างที่บอก ก็ควรดำเนินการให้สอดคล้องต้องกันด้วย เพราะการมีสมาชิกพรรคการเมืองมีความสำคัญต่อการให้พรรคการเมืองเดินหน้าเป็นสถาบันทางการเมืองโดยต้องเปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคการเมืองเข้ามามีส่วนร่วม” จุรินทร์ กล่าว

อัดรัฐบาลฝืนความจริง 4 ประการ

ชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีการใช้มาตรา 44 เพื่อออกคำสั่งแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ส่วนตัวมองว่าประเทศขาดความเชื่อมั่นจากการดำเนินการของรัฐบาล โดยรัฐบาลฝืนความจริง 4 ประการ

1.ฝืนกฎหมาย เพราะรัฐบาลได้แก้ไขกฎหมายที่ขัดต่อหลักนิติธรรมอย่างร้ายแรง และกระทบความเชื่อมั่นของประเทศไปเรื่อยๆ

2.ฝืนโลก ก่อนหน้านี้อียูมีหนังสือมาถึงรัฐบาลหลายเรื่อง โดยหนึ่งในนั้น คือ การเปิดโอกาสให้แต่ละฝ่ายทำกิจกรรมทางการเมืองเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง แต่รัฐบาลกลับดำเนินการในทางตรงกันข้าม

3.ฝืนประชาชน สมาชิกพรรคการเมืองหลายพรรคน่าจะมีประมาณ 5 ล้านคน เขาทำความผิดอะไร เคยใช้สิทธิเลือกตั้ง การมีคำสั่งดังกล่าวเท่ากับเป็นการรอนสิทธิของสมาชิกพรรค จึงไม่ต่างอะไรกับการรีเซตสมาชิกพรรคการเมืองแบบซ่อนรูป

4.ฝืนตัวเอง ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ลำดับสุดท้ายของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำผลสำรวจครั้งใดก็จะพบว่ายังไม่พอใจกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

“การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นการเลือกตั้งที่แปลกที่สุดในโลก เพราะมีมาตรา 44 คุมอยู่ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการเลือกตั้ง ไม่ต่างอะไรกับการทำประชามติที่มีมาตรา 44 กำกับอยู่ ทุกอย่างถูกจัดวางมาเป็นระบบ โดยเฉพาะเวลามีการใช้งบประมาณแผ่นดินหาเสียงผ่านการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร” ชวลิต กล่าว

กกต.ชี้พรรคเล็กหวังล้มเลือกตั้งสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า คำสั่งของ คสช.หลายเรื่องจะมีผลให้การเลือกตั้งไม่สามารถได้เกิดทันในเดือน พ.ย. 2561 เพราะมีการประกาศให้เริ่มทำตามกฎหมายภายใน 180 วันตั้งแต่เดือน เม.ย. ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือน  ต.ค.เป็นไปไม่ได้เลยที่จะทันกับการเลือกตั้งเดือน พ.ย. 2561 เพราะก่อนการเลือกตั้งควรต้องให้ทุกอย่างนิ่งล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน

สมชัย กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่าประเด็นสำคัญของคำสั่ง คสช.ดังกล่าวอยู่ที่ข้อที่ 8 ที่บัญญัติให้ คสช.หารือกับ กกต. คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และผู้แทนพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ตรงนี้ส่วนตัวคิดว่าจะทำให้เกิดพรรคการเมืองเล็กเสียงจำนวนมากที่บอกว่าไม่สามารถลงเลือกตั้งได้ทัน และนำไปสู่การลงมติเพื่อขอให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปในที่สุด จึงอยากฝากพรรคการเมืองใหญ่ไว้ด้วยว่าต้องยืนยันให้หนักแน่นว่าสามารถทำตามกติกาเพื่อให้ทันกับการเลือกตั้งได้

ระบุ คสช.จ้องล้างไพ่

ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า กฎหมายพรรคการเมืองเดิมกำหนดให้สมาชิกพรรคการเมืองยังคงเป็นสมาชิกพรรคการเมืองต่อไป แต่กฎหมายพรรคการเมืองกำหนดให้ต้องมายืนยันความเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาตามมามาก ยิ่งพรรคการเมืองไหนมีสมาชิกพรรคการเมืองมากจะนำมาซึ่งปัญหาที่มากตามมาด้วย

ปริญญา กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน คำสั่งของ คสช.ดังกล่าวยังเป็นการเซตซีโร่ สส.เก่าของพรรคการเมืองไปในตัว กล่าวคือ หากอดีต สส.พรรคการเมืองใดไม่ต้องการอยู่กับพรรคการเมืองเดิม ก็สามารถทำได้โดยการไม่ยืนยันสถานะความเป็นสมาชิกพรรคการเมือง โดยไม่จำเป็นต้องยื่นใบลาออก เหมือนเป็นการล้างไพ่ทั้งหมด อีกทั้งการตัดสินใจย้ายพรรคของ สส.จะอยู่บนความคิดที่ว่าพรรคการเมืองไหนสนับสนุน คสช.ก็อาจไปอยู่กับพรรคการเมืองดังกล่าว ซึ่งมีผลให้เกิดแบ่งข้างขึ้นมาว่า สส.ที่จะยกมือให้ คสช.มาอยู่พรรคนี้ และ สส.ที่จะไม่ยกมือให้ คสช.ไปอยู่พรรคนี้

“ถ้าไม่มีการตั้งพรรคการเมืองใหม่ก็พอทำเนา แต่ถ้ามีการตั้งพรรคการเมืองใหม่หรือมีพรรคการเมืองที่ประกาศสนับสนุนให้ คสช.เป็นรัฐบาล ผลเสียจะตกกับ คสช.เอง ไม่ได้เป็นผลดีต่อ คสช. อันตรายต่อการเมืองระยะเปลี่ยนผ่าน ในเรื่องนี้ส่วนตัวมีความเป็นห่วงอย่างมาก” ปริญญา กล่าว

สิ่งที่ “พล.อ.ประยุทธ์” ไม่ได้ทำ คือปฏิรูประบบราชการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/532009

  • วันที่ 24 ธ.ค. 2560 เวลา 08:00 น.

สิ่งที่ "พล.อ.ประยุทธ์" ไม่ได้ทำ คือปฏิรูประบบราชการ

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

ผ่านมา 3 ปีครึ่งกับการเข้ามาบริหารประเทศของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึง “ผลงาน” ที่ยังไม่เข้าตา หลายเรื่องที่เป็นเป้าหมายซึ่งเคยประกาศไว้ตอนเข้ามารับตำแหน่ง ถึงวันนี้ยังดูห่างไกลความจริง

จุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ประเมินการทำหน้​าที่ของรัฐบาล คสช. ว่า “สอบผ่าน” จากหลายองค์ประกอบ หนึ่งคือเรื่องความมุ่งมั่นของผู้นำ ทั้งนายกรัฐมนตรี และแกนนำใน คสช. ​ที่มุ่งมั่นทำงานให้ประชาชนยอมรับ สอง รัฐบาลมีความต่อเนื่อง สงบ ทำให้มีเสถียรภาพ

“ที่ผ่านมารัฐบาลมาจากการเลือกตั้งมักขาดเสถียรภาพ ระบบราชการ เมื่อไหร่ที่รัฐบาลแกว่งข้าราชการก็หยุดมองดูทิศทางว่าใครจะเป็นนายใหม่ แต่ คสช.​ชัดเจนว่ายังอยู่ไม่ไปไหน ข้าราชการก็ไม่กล้าแกว่ง ​เป็นความได้เปรียบ​รัฐบาลที่มาจากเลือกตั้ง โดยจะทำให้เกิดความนิ่งมากกว่า 30-40%”

องค์ประกอบที่สามคือ การทำกฎหมายให้ศักดิ์สิทธิ์ จะเห็นว่าคดีทุจริตทั้งหลายที่ซุกกันมามากกว่า 10 ปี ได้เข้าสู่การพิจารณาหมด และถือเป็นความฉลาดของผู้บริหารที่ปล่อยให้การดำเนินการเป็นไปตามกลไกปกติ ไม่ได้ใช้อำนาจเผด็จการไปสั่งหรือบังคับ

ที่สำคัญ ทางมิติทางการเมืองด้วย​การมีอำนาจเบ็ดเสร็จห้ามพรรคการเมืองเคลื่อนไหว ช่วยไม่ให้มีข่าวลบตามหน้าหนังสือพิมพ์ หรือถ้าเป็นข่าวลบก็เป็นข่าวลบที่สร้างขึ้นเอง หรือทำปืนลั่นใส่เท้าตัวเองเป็นส่วนใหญ่ ​ถือเป็นความได้เปรียบของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

จุติ มองว่าผลงานของรัฐบาลที่ทำได้ดีคือการแก้ปัญหาจน​องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) ได้ปลดธงแดงประกาศถอดประเทศไทยออกจากรายชื่อประเทศที่มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยด้านการบินพลเรือน มาจนถึงเรื่องการปราบปรามลิขสิทธิ์อย่างจริงจัง ​​

“ความต่อเนื่องมีส่วนช่วยให้การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานสามารถเดินได้ดี ​ทั้งมีรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง แต่อาจจะมีจุดอ่อนอยู่ตรงการให้ข้อมูลต่อสาธารณะ ​การตรวจสอบทำได้น้อยกว่ารัฐบาลเลือกตั้ง ซึ่ง ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ ออกมาระบุถึงข้อบกพร่องจุดอ่อน ซึ่งต่อมามีการรับฟังและแก้ไข”

อีกโครงการที่ดีคือโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี)​ ทำให้มีอุตสาหกรรมใหม่ๆ เพิ่มขีดความสามารถ เช่น ศูนย์สร้าง ซ่อมเครื่องบิน นำไปสู่การพัฒนาท่าเรือน้ำลึก สนามบินอู่ตะเภา หรือการท่องเที่ยวที่ทำได้ดี สามารถนำรายได้มาชดเชยการส่งออกที่ขาดดุล   

รวมทั้งนโยบายด้านการต่างประเทศที่ 2 ปีแรกเป็นไปด้วยความลำบากมาก จนต่อมาสามารถฟื้นสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป ประธานาธิบดีสหรัฐเชิญนายกฯ ที่มาจากการปฏิวัติไปพบที่ทำเนียบขาว ​ซึ่งทั้งหมดมาจาก 1.ความอึด 2.เป้าหมายการทำงาน 3.โชคช่วย

“สถานการณ์โลก​ของเกาหลีเหนือและสหรัฐ ทำให้สหรัฐต้องหาพรรคพวก จำเป็นต้องหันมาทางไทย อียูเองก็เกรงว่าถ้าไม่ฟื้นสัมพันธ์ก็อาจกระทบการค้า ผลประโยชน์ เศรษฐกิจ จึงมาฟื้นความสัมพันธ์ ถือเป็นโชคช่วย​”

แต่นโยบายที่เป็นจุดอ่อนคือเรื่องแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวเถื่อนแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ตรงนี้ กระทรวงแรงงานมองปัญหาไม่ครบทุกมิติ เป็นการแก้ปัญหาอย่างหนึ่ง แต่ไปสร้างปัญหาสองอย่างปัญหาระบบแรงงานต่างด้าวก็ไม่จบ ขณะเดียวกัน​ก็เพิ่มต้นทุนการทำธุรกิจ หวังว่ารัฐมนตรีใหม่จะแก้ปัญหาตรงนี้

ส่วนนโยบายที่น่าผิดหวังนั้น เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์มองว่าเรื่องใหญ่คือ การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเกิดสภาพจนกระจุกรวยกระจาย ​ในฐานะที่เป็น สส.มาหลายสิบปี ปีนี้ 2560 เป็นปีที่ชาวบ้านจนกรอบที่สุด สาเหตุจากหนี้ครัวเรือนสูง ที่ผ่านมามีการอัดฉีดให้ชาวบ้านมีสภาพคล่อง ทำให้ชาวบ้านเป็นหนี้

“ตอนนี้โดนสองเด้งคือหนี้เพิ่มจากเดิม ค่าครองชีพเพิ่ม แต่รายได้การเกษตรลดลง ผมสงสัยว่า รัฐบาลบอกไม่ใช้เงินไปกับประชานิยมเพราะจะทำให้เสียนิสัย แต่งบกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ ทั้งโครงการเสริมรายได้ที่ออกมาช่วยเหลือคนจนใช้เงินมากกว่าประชานิยมมากกว่า”

เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ​ขอให้ย้อนนึกถึงคำพูดของ ​วัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย ​ที่สอนรัฐบาลว่าเอาชนะระบอบทักษิณไม่ยากเลย แค่ทำให้ชาวบ้านกินอิ่มนอนหลับ อยู่ดีมีสุข แค่นี้คุณก็ชนะระบอบทักษิณแล้ว ที่วัฒนาพูดไม่มีอะไรจริงกว่านี้ นายกฯ น่าจะให้รัฐมนตรีเศรษฐกิจ สังคม ทุกคนแปะข้างฝาไว้เลยว่าได้ทำตามนี้แล้วหรือยัง

ทุกวันนี้ระบบราชการไม่ได้รักษาประโยชน์ของประชาชน ​เรามีคนจนต่ำกว่าขีด 7 ล้านคน หากเปิดให้ติดระบบพลังงานแสงอาทิตย์ที่บ้านแล้วขายให้รัฐ เขาก็จะมีเงินทอนเหลือมาใช้จ่ายปีละเป็นหมื่น​ ค่าไฟก็ไม่ต้องเสีย รัฐก็ไม่ต้องเสียเงินสักบาท​ แต่กลับทำไม่ได้เพราะเขากลัวว่าการไฟฟ้าฯ จะอยู่ไม่ได้ ​​

แนวคิดเรื่องระบบราชการนี้คิดถูกแต่ผิดเวลา วันนี้ต่างจากรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์เมื่อ 20 ปีก่อน อีกทั้งระบบราชการสร้างมาให้ขั้นตอนเยอะ เปลี่ยนแปลงยาก ราชการไม่ถูกสอนให้ค้าขาย แต่ถูกสอนให้สร้างกฎระเบียบ สอนให้กำกับควบคุม

“โลก 20 ปีที่แล้วกับวันนี้เหมือนขาวกับดำ นี่คือจุดอ่อนที่สุด ความคิดราชการไม่ยินดียินร้ายกับความเดือดร้อนของประชาชน ​สิ่งที่พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ทำคือปฏิรูประบบราชการ และนี่จะเป็นอุปสรรคสำคัญในการทำไทยแลนด์ 4.0”

จุติ กล่าวว่า ต้องถามว่าวันนี้นักการเมืองที่เคยถูกด่าว่าเป็นไอ้ขี้โกงทั้งหลาย หายหน้าไปแล้ว ทำไมต้นทุนทำธุรกิจไม่ลด ที่เคยบอกว่านักการเมืองกินไป 30% วันนี้ไม่มีนักการเมือง แต่ทำไม 30% ไม่ลด ดังนั้นระบบบราชการต้องรับผิดชอบ 

อย่างระบบตรวจคนเข้าเมือง สิงคโปร์ใช้เทคโนโลยีไม่เกินครึ่งนาที แต่ไทยคิวยาวแก้ปัญหาโดยเพิ่มเวร เพิ่มโต๊ะ ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีช่วย เป็นวิธีคิดแบบราชการ ​ไทยแลนด์ 4.0 ระบบเข้าเมืองยัง 0.4 คนทำงานก็ทำงานเหนื่อยตาย ไม่ได้หยุด ​

“เรื่องปฏิรูปทุกวันนี้​ยังไม่ได้ปฏิรูประบบราชการ ปฏิรูปตำรวจ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม  หาก พล.อ.ประยุทธ์ อ้างว่าอยากอยู่ต่อนานขึ้นเพื่อให้ภารกิจสำเร็จลุล่วง ก็อยู่ไปเลย แต่ขอให้ระบุเลยนะว่า ฉันจะปฏิรูประบบราชการให้ได้ระดับไหน ปฏิรูปตำรวจให้ได้ขนาดไหน โอกาสเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมขนาดไหน บอกมาเลย เรารอได้”​

เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ​วันนี้เราเสียเวลาไปมาก หลายอย่างยังไม่ได้ทำอย่างเรื่องปฏิรูปตำรวจ เห็นทำอยู่อย่างเดียวคือจะขึ้นเงินเดือนตำรวจ เพราะเงินเดือนน้อย เพื่อจะได้ไม่มีการคอร์รัปชั่น ไม่ได้ทำอย่างอื่นเลยหรือ

“ถ้าเรื่องปฏิรูปต้องถือว่าสอบตกเรื่องการปฏิรูปราชการ ปฏิรูปตำรวจ เรื่องดิจิทัล สอบตกอย่างมากคือไอซีที ที่ผ่านมามีคำพิพากษาตอนยึดทรัพย์ทักษิณ ให้หน่วยงานทวงคืนอะไรมาบ้าง ทรัพย์สิน ค่าปรับ ความเสียหาย ผ่านมา 7 ปี มีหน่วยงานใดไปตามเอาคืนให้หลวงไหม รวมดอกเบี้ยเสียหายเป็นแสนล้าน บวกค่าเสียโอกาสอีก”​

อดีต รมว.ไอซีที กล่าวอีกว่า ศาลระบุว่าดาวเทียมที่ยิงไปไม่ตรงสเปก บริษัทเอกชนต้องสร้างดาวเทียมขึ้นยิงใหม่เพื่อทำให้ถูกต้อง ตอนนี้​ยังไม่บังคับทำให้ถูกต้อง แถมเขาจะขอยิงดาวเทียมใหม่ที่นอกสเปกอีก​ ไม่รู้อะไรทำให้ข้าราชการตาบอดไม่เห็นความเสียหายเหล่านี้

อีกเรื่องที่อยากให้เปลี่ยนคือวิธีการจัดทำงบประมาณ ซึ่งหากไปเปิดดูเอกสารงบประมาณ เมื่อปี 2518, 2535, 2560 แทบไม่มีข้อแตกต่าง มีเพิ่มเรื่องแผนยุทธศาสตร์ พันธกิจแค่นั้น ส่วนวิธีการจัดหมวดเหมือนเดิม ทั้งนี้อยากให้มีการประเมินประสิทธิภาพฝ่ายบริหารของระบบราชการ

“ปีสุดท้ายที่เหลือของ คสช.ต้องปรับวิธีคิดใหม่หมด คือถ้าพวกคุณไม่ทำ หลังเลือกตั้งพวกผมจะไปทำเอง ทั้งลดขั้นตอนระบบราชการ ลดต้นทุนทางธุรกิจ และสองการปรับปรุงกฎหมายฉบับไหนออกเกิน 10 ปี ให้หน่วยงานนั้นยืนยันว่ายังต้องใช้ ​หรือจะปรับปรุงตรงไหนบ้าง โลกเปลี่ยนแปลงไป​ เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไป กฎหมายที่ดิน กฎหมายท้องที่ ร้อยกว่าปีไม่เปลี่ยนเลย”

“ส่วนข้ออ้างที่ว่าจะอยู่ต่อเพื่อทำปฏิรูปให้เสร็จนั้น​ ผมพูดตั้งแต่ต้นแล้วก็ถูกเพื่อนด่าว่าไม่รักประชาธิปไตย ไปเชียร์ทหาร ผมพูดความจริงว่าผลประโยชน์สูงสุดของประเทศอยู่ตรงไหน  ต้องยึดประโยชน์สูงสุดของประเทศ ผมไม่ดัดจริต ​

ผมบอกเลยว่าเมื่อรัฐบาลเลือกตั้งทำยาก ​ขอให้ ​พล.อ.ประยุทธ์ แก้ปัญหาที่รัฐบาลเลือกตั้ง​ทำไม่ได้ให้หมด อย่าไปคำนึงถึงเรื่องเวลา ตอนนั้นบอกเลือกตั้งปี 2558 ใช่ไหม ผมให้สัมภาษณ์ปี ​2557 อย่าคำนึงเวลา ทำเรื่องนี้ให้เสร็จ ผมก็ถูกด่า”

“วันนี้ผมก็ยังคงยืนยันคำพูดนั้นอยู่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีเวลาเหลือ 12 เดือน ก็ขอให้ทำให้เสร็จ ทำไม่เสร็จขออยู่ต่อไป แต่ทำให้เสร็จ แต่หากทำไม่เสร็จจริงก็ต้องขอโทษประชาชนว่าทำไมทำไม่เสร็จ ทำไม่ได้เพราะอะไร ใครต่อต้าน วันนี้ประชาชนเทใจให้คุณแล้ว อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอยู่ที่คุณแล้ว”

จุติ ระบุว่า 3 ปีกว่าที่ผ่านมา  มีสิ่งที่ คสช.ทำได้เยอะ แต่เขาอาจจะจัดลำดับก่อนหลัง ​หากคิดเชิงบวกหากทำปฏิรูปราชการก่อน​ ​อาจได้รับการต่อต้านจนทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่าง ดังนั้นอาจเอาไว้ตอนท้ายแล้วฟันฉับๆๆๆ ด้วยมาตรา 44 ทำเรื่องระบบราชการ ปฏิรูปตำรวจ ถ้าเป็นอย่างนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกฯ อีกแน่นอน

รายงานพิเศษ : สหกรณ์โคนมกำแพงแสน จำกัด หนุนสมาชิกผลิตอาหาร TMR ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ สร้างอาชีพที่มั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/397893

รายงานพิเศษ : สหกรณ์โคนมกำแพงแสน จำกัด หนุนสมาชิกผลิตอาหาร TMR ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ สร้างอาชีพที่มั่นคง

รายงานพิเศษ : สหกรณ์โคนมกำแพงแสน จำกัด หนุนสมาชิกผลิตอาหาร TMR ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ สร้างอาชีพที่มั่นคง

วันพุธ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

อาชีพเลี้ยงโคนม แม้จะเป็นอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้ทุกวัน แต่ในสภาวะการปัจจุบัน ที่เศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เกษตรกรจึงจำเป็นต้องมีการปรับตัวและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะมาตรฐานฟาร์ม คุณภาพน้ำนม และเพิ่มปริมาณน้ำนมดิบที่สูงขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการตลาด

เช่นเดียวกับสหกรณ์โคนมกำแพงแสน จำกัด ที่มีการปรับตัวตามความผันผวนทางเศรษฐกิจและพัฒนาคุณภาพและปริมาณน้ำนมดิบโคนมของสมาชิก ให้มีคุณภาพและปริมาณเพิ่มมากขึ้น ซึ่งวิธีการหนึ่งที่จะพัฒนาคุณภาพและปริมาณน้ำนมดิบโคนมของสมาชิก คือ การจัดหาอาหาร TMR และวัตถุดิบอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการยกระดับคุณภาพของน้ำนมไปจำหน่ายให้แก่สมาชิกเพื่อให้โคนมได้รับอาหารที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน อันส่งผลให้โคนมผลิตน้ำนมได้มากขึ้น และมีคุณค่าทางอาหารสูงตามไปด้วย

นายนัยฤทธิ์ จำเล รองประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์โคนมกำแพงแสน จำกัด บอกว่า จากที่รัฐบาลมีนโยบายให้ลดพื้นที่ทำนาปรัง โดยส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทน สหกรณ์โคนมกำแพงแสน จำกัด จึงได้ประชุมคณะกรรมการดำเนินการ และมีแผนในการส่งเสริมสมาชิกปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พื้นที่เป้าหมาย 2,000 ไร่ เพื่อนำมาแปรรูปเป็นอาหาร TMR จำหน่ายให้กับสมาชิก และเกษตรกรทั่วไป และตามที่สหกรณ์ฯ มีความต้องการพัฒนาคุณภาพและปริมาณน้ำนมดิบโคนมของสมาชิก จึงเล็งเห็นว่า หากเลี้ยงโคนมด้วยอาหาร TMR จากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จะช่วยเพิ่มคุณภาพของน้ำนมดิบสูงขึ้น มีปริมาณน้ำนมดิบเพิ่มขึ้น 2 กิโลกรัม/โคนม 1 ตัว ที่สำคัญช่วยลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มรายได้แก่สมาชิก

ทั้งนี้ จังหวัดนครปฐม ได้จัดสรรงบประมาณ 9.5 ล้านบาท ให้สำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครปฐม เป็นผู้ดำเนินการจัดจ้างก่อสร้างอาคารพร้อมรั้วสำหรับเก็บอาหาร TMR และวัตถุดิบอื่นๆ ตามโครงการเพิ่มศักยภาพสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัย 4.0 ให้สหกรณ์โคนมกำแพงแสน จำกัด เพื่อเก็บอาหาร TMR และวัตถุดิบอื่นๆ ก่อนจะส่งให้แก่สมาชิก

นอกจากนี้ สหกรณ์โคนมกำแพงแสน จำกัด ยังมีแนวคิดที่จะยกระดับฟาร์มโคนมสมาชิก จากฟาร์มขนาดเล็กไปสู่ฟาร์มขนาดกลาง และจากฟาร์มขนาดกลางขึ้นไปสู่ฟาร์มขนาดใหญ่ โดยร่วมบูรณาการทำงานกับสำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครปฐม จัดทำ “โครงการพัฒนาฟาร์มโคนมสู่ความยั่งยืน” นำร่องสมาชิก 50 ราย โดยดูแลอย่างใกล้ชิด และสนับสนุนแม่โคนมพันธุ์ดี ให้กับสมาชิกที่มีฟาร์มขนาดเล็ก เลี้ยงโคนมไม่ถึง 10 ตัว แม้จะมีความต้องการสร้างอาชีพการเลี้ยงโคนมที่มั่นคง แต่ยังขาดศักยภาพด้านแหล่งเงินทุน โดยสหกรณ์ฯ จะดำเนินการจัดหาแม่โคมาเพิ่มให้กับสมาชิก พร้อมพัฒนาฟาร์มสมาชิกให้ได้มาตรฐาน GAP ควบคู่ไปด้วย

รายงานพิเศษ : สหกรณ์กองทุนสวนยางบ่อทอง สร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิตแก้ราคาตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/397644

รายงานพิเศษ : สหกรณ์กองทุนสวนยางบ่อทอง สร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิตแก้ราคาตก

รายงานพิเศษ : สหกรณ์กองทุนสวนยางบ่อทอง สร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิตแก้ราคาตก

วันอังคาร ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

โครงการไทยนิยม ยั่งยืน เป็นโครงการที่ต่อยอดมาจากแนวคิด “โครงการประชารัฐ” ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญคือแก้ปัญหาและพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างยั่งยืนในทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง โดยรัฐบาลจัดสรรงบประมาณลงไปในแต่ละพื้นที่อย่างเท่าเทียม ตามความต้องการของประชาชน เพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในประเทศ พร้อมให้ประชาชนตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ในการมีส่วนร่วมพัฒนาประเทศ

โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการรวบรวมการแปรรูปยางพาราในสถาบันเกษตรกร เป็น 1 ใน 20 โครงการภายใต้การขับเคลื่อน โครงการไทยนิยม ยั่งยืน ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับการจัดสรรวงเงินงบประมาณ พ.ศ.2561 เพิ่มเติม (งบกลางปี) เพื่อสนับสนุนและพัฒนาการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ภาคการเกษตรทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มปริมาณการรวบรวมยางพาราและเพิ่มประสิทธิภาพการแปรรูปยางพาราขั้นต้นและขั้นกลางของสถาบันเกษตรกร ตามนโยบายรัฐบาล และในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการชะลอผลผลิตออกสู่ตลาดจากการจัดเก็บยางพารา พัฒนาการแปรรูปผลผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่ายางพาราของสถาบันเกษตรกร

สหกรณ์กองทุนสวนยางอำเภอบ่อทอง จำกัด จังหวัดชลบุรี เป็นหนึ่งสหกรณ์ที่ได้เข้าร่วมโครงการดังกล่าว โดยสหกรณ์ฯเสนอขอโครงการก่อสร้างโรงเรือนอเนกประสงค์ สนับสนุนการผลิตยางแท่ง STR 20 และโครงการก่อสร้างโกดังเก็บยางก้อนถ้วยพร้อมชุดสายพานลำเลียงยางก้อนถ้วย ตามโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการรวบรวมการแปรรูปยางพาราในสถาบันเกษตรกร จากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ผ่านสำนักงานสหกรณ์จังหวัดชลบุรี เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตจากเดิม 80 ตัน/วันเป็น 160 ตัน/วัน รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการรวบรวมผลผลิตยางพาราเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 28,000 ตัน/ปี และเป็นการสร้างเสถียรภาพด้านราคายางพารา สามารถขยายโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ยางพารา สนองรับตามนโยบายของรัฐบาล ให้สถาบันเกษตรกรเป็นแหล่งจัดเก็บและรวบรวมสร้างเสถียรภาพด้านราคายางพาราเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ยางพารา เพื่อช่วยเหลือสมาชิกผู้ปลูกยางพาราได้รับประโยชน์สูงสุด

นายประชา ทรัพย์พิพัฒนา ประธานกรรมการสหกรณ์กองทุนสวนยางบ่อทอง จำกัด บอกว่า การก่อสร้างโรงงานผลิตยางแท่ง STR 20 จะเป็นประโยชน์ต่อสมาชิกเพื่อช่วยเหลือชาวสวนยางพารา ให้สามารถนำผลผลิตป้อนเข้าสู่โรงงานขายผลผลิตได้ในราคายุติธรรม ได้รับเงินปันผลเฉลี่ยคืนตามธุรกิจส่งผลให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น ตลอดจนเพิ่มศักยภาพของสหกรณ์ฯในการดำเนินธุรกิจยางพาราในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ สหกรณ์กองทุนส่วนยางอำเภอบ่อทอง จำกัด ดำเนินธุรกิจหลัก 3 ธุรกิจ ประกอบด้วย ธุรกิจจัดสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจสินเชื่อ และธุรกิจรวบรวมยางพารา ซึ่งมีแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ ธุรกิจรวบรวมยางแผ่นดิบ ธุรกิจรวบรวมน้ำยาง และธุรกิจแปรรูปยางแผ่นรมควัน (RSS) จากเกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออก เพื่อนำมาแปรรูปเป็นยางแผ่นอัดก้อนส่งตลาดต่างประเทศ เช่น จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ตะวันออกกลาง และไต้หวัน ส่วนตลาดภายในประเทศ สหกรณ์ฯผลิตยางป้อนให้บริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์ชั้นนำของไทย อาทิ บริษัท กู๊ดเยียร์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท แม็กซิส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท สยามมิชลิน จำกัด บริษัท ซูมิโตโมรับเบอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด บริษัท โยโกฮามา ไทร์ แมนูแฟคเจอริ่ง(ประเทศไทย) จำกัด เพื่อนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ในส่วนประกอบของรถยนต์อีกด้วย

รายงานพิเศษ : กตส.เสริมศักยภาพบุคลากร ให้บริการโปรแกรมบัญชีสหกรณ์ครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/397482

รายงานพิเศษ : กตส.เสริมศักยภาพบุคลากร  ให้บริการโปรแกรมบัญชีสหกรณ์ครบวงจร

รายงานพิเศษ : กตส.เสริมศักยภาพบุคลากร ให้บริการโปรแกรมบัญชีสหกรณ์ครบวงจร

วันจันทร์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีภารกิจหลักในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้เกิดขึ้นต่อสหกรณ์ สถาบันเกษตรกร เกษตรกร และประชาชน โดยส่งเสริมให้กลุ่มเป้าหมายนำระบบบัญชีไปใช้ในการบริหารจัดการสู่ความสำเร็จโดยยังได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้วยนวัตกรรม เพื่อสร้างข้อมูลที่มีคุณค่าให้สหกรณ์มีเครื่องมือช่วยบริหารจัดการงานสหกรณ์ โดยวางระบบบัญชีสหกรณ์ ตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ ดำเนินงานควบคู่กับการพัฒนางานระบบบัญชีและกลไกที่จะส่งเสริมระบบบัญชีให้มีความทันสมัย และเท่าทันกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน

ในปีงบประมาณ 2562 กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติงานเป็นกรอบในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เพื่อให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีเครื่องมือในการช่วยในการบริหารจัดการงานสหกรณ์ และช่วยให้ผู้บริหารสหกรณ์สามารถนำข้อมูลสารสนเทศทางการเงินมาใช้ประกอบการตัดสินใจในการบริหารจัดการได้รวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สหกรณ์ บรรลุวิสัยทัศน์ที่กรมฯ กำหนดในการพัฒนาโปรแกรมระบบบัญชีคอมพิวเตอร์สำหรับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ซึ่งกรมฯ ยังได้ให้ความสำคัญและดำเนินการพัฒนาโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์มาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปรับปรุงโปรแกรมระบบบัญชีให้เหมาะสมและครอบคลุมลักษณะการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ตามสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อเพิ่มคุณภาพการให้บริการภาครัฐและทำให้สหกรณ์มีระบบการเงินและบัญชีที่เป็นมาตรฐาน และมีระบบการควบคุมภายในด้านสารสนเทศที่เหมาะสม รวมทั้งสร้างความมั่นคงปลอดภัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ

 

 

โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจรเป็นโปรแกรมซึ่งกรมตรวจบัญชีสหกรณ์พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยในการบริหารงานของสหกรณ์ และเป็นส่วนสำคัญในการช่วยบริหารจัดการงานภาคสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยได้รับการออกแบบให้ครอบคลุมตามธุรกิจของสหกรณ์ในทุกๆ ด้านและมีความทันสมัย เป็นปัจจุบัน ช่วยลดข้อผิดพลาดในการทำงานและมีระบบข้อมูลทางบัญชีที่ได้มาตรฐานสามารถปิดบัญชีประจำปีได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งกรมฯ ได้สนับสนุนให้ทุกสหกรณ์ ได้นำโปรแกรมฯ ไปใช้ โดยมีสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ในแต่ละจังหวัด คอยดูแลและให้คำปรึกษาแนะนำในการติดตั้ง โดยที่สหกรณ์ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

ทั้งนี้ กรมฯ ได้จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร การเสริมสร้างศักยภาพการให้บริการโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร ปี 2562 ขึ้น ทั้งหมด 3 รุ่น ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม 2562 นี้ ณ ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ความเข้าใจให้กับข้าราชการกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ในการวางระบบบัญชีสหกรณ์ การใช้งานโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร และสามารถนำไปถ่ายทอดสอนแนะ ให้คำปรึกษา แนะนำแก่บุคลากรของ
กรมฯ และพนักงานสหกรณ์ได้ ประกอบด้วยการบรรยายและฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับภาพรวมและแนวปฏิบัติในการให้บริการโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ที่พัฒนาโดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ปี 2562 และการตรวจสอบฐานข้อมูล การถ่ายโอนข้อมูล การสำรองข้อมูลแบบรวมศูนย์และการใช้งานโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร ที่มีการปรับปรุงเพิ่มในปีงบประมาณ พ.ศ.2561

รายงานพิเศษ : ไทยนิยมยั่งยืนยกระดับคุณภาพ-มาตรฐานน้ำนมดิบ เพิ่มขีดความสามารถการผลิต‘สหกรณ์โคนมวาริชภูมิ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396707

รายงานพิเศษ : ไทยนิยมยั่งยืนยกระดับคุณภาพ-มาตรฐานน้ำนมดิบ  เพิ่มขีดความสามารถการผลิต‘สหกรณ์โคนมวาริชภูมิ’

รายงานพิเศษ : ไทยนิยมยั่งยืนยกระดับคุณภาพ-มาตรฐานน้ำนมดิบ เพิ่มขีดความสามารถการผลิต‘สหกรณ์โคนมวาริชภูมิ’

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำนมดิบ และต้องการยกระดับสหกรณ์โคนมให้เข้มแข็งมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จึงได้มีการจัดสรรงบประมาณ ตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน เพื่อสนับสนุนและเพิ่มศักยภาพให้สหกรณ์สามารถพัฒนากิจกรรมของสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น โดยการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนผ่านทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้แก่สหกรณ์เพื่อพัฒนาสหกรณ์ต่อไป

สหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัด จังหวัดสกลนคร เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ที่ได้รับงบประมาณดังกล่าว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตน้ำนมให้เพิ่มมากขึ้นและได้มาตรฐาน สหกรณ์ฯจึงจำเป็นต้องมีอุปกรณ์ที่ทันสมัยมากขึ้น อุปกรณ์ที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน จึงเป็นประโยชน์อย่างมากต่อสมาชิกของสหกรณ์ฯ

นางประภัสสร คำผอง ผู้ช่วยผู้จัดการสหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัด บอกว่า ปัจจุบัน สหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัด มีสมาชิกเกษตรกร ผู้เลี้ยงโคนม 117 ราย ครอบคลุม 10 อำเภอ ได้แก่ อำเภอวาริชภูมิ กุดบาก นิคมน้ำอูน สว่างแดนดิน ส่องดาว พังโคน อากาศอำนวย วานรนิวาส เจริญศิลป์ และพรรณนานิคม โดยธุรกิจหลักของสหกรณ์ คือ การรวบรวมน้ำนมดิบจากสมาชิกเพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์นมเพื่อจำหน่าย 2 ชนิด ได้แก่ นมพาสเจอร์ไรส์ และนมยูเอชที

สหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัด ได้รับงบประมาณสนับสนุนภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตร จำนวน 3 รายการ ได้แก่ 1.เครื่องตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำนม 2. รถห้องเย็นสำหรับขนส่งผลิตภัณฑ์นม ขนาด 6 ล้อ ขนาด 145 แรงม้า และ 3. ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์พร้อมอุปกรณ์สำหรับโรงงานผลิตนม ขนาด 100 ตารางเมตร รวมงบประมาณทั้งสิ้น 3,450,000 บาท โดยภาครัฐอุดหนุน 3,105,000 บาท และสหกรณ์สมทบอีก 345,000 บาท

หลังจากสหกรณ์ฯ ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากโครงการดังกล่าว ส่งผลให้สหกรณ์ฯมีอุปกรณ์ตรวจสอบคุณภาพน้ำนมดิบที่ทันสมัยและได้มาตรฐาน โดยสามารถตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำนมได้จำนวน 120 ตัวอย่างต่อครั้ง และยังสามารถตรวจค่า Somatic Cell Count (SCC) ได้ในเครื่องเดียว ซึ่งก่อนได้รับงบประมาณไม่สามารถตรวจค่า SCC ได้ และสามารถรวบรวมน้ำนมดิบจากสมาชิกและฟาร์มโคนมที่ทำสัญญาซื้อขายได้ถึง 10,950 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าปีละ 188,100 ล้านบาท (ก่อนเข้าโครงการ รวบรวมได้ 9,000 ตันต่อปี มูลค่า 162,900 ล้านบาท) และนำมาผลิตเป็นนมพาสเจอร์ไรส์ที่ได้คุณภาพมาตรฐาน 20 – 21 ล้านถุงต่อปี จากที่เคยผลิตได้ 19 ล้านถุงต่อปี และผลิตนมยูเอชที พาณิชย์ได้ 16 ล้านกล่องต่อปี จากที่เคยผลิตได้ 14 ล้านกล่องต่อปี ซึ่งนอกจากจะสามารถผลิตนมยูเอชที ที่มีอายุการวางจำหน่ายได้นานแล้ว ยังมีรถห้องเย็นสำหรับส่งนมพาสเจอร์ไรส์ที่ได้มาตรฐานมากขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้ จากการได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์จากโครงการฯ ทั้ง 3 รายการ สามารถช่วยแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำนมดิบเพื่อนำมาผลิตนมพาสเจอร์ไรส์สำหรับโรงเรียน รวมทั้งนมยูเอชที ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นในคุณภาพและหันมาดื่มนมที่ผลิตจากสหกรณ์เพิ่มมากขึ้น ส่งผลต่อปริมาณการจำหน่ายในอนาคต ซึ่งนับเป็นการยกระดับคุณภาพน้ำนมดิบให้ได้คุณภาพมาตรฐาน ช่วยแก้ไขปัญหานมโรงเรียน รวมทั้งปัญหาน้ำนมล้นตลาดทำให้สมาชิกผู้เลี้ยงโคนมสามารถจำหน่ายผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง และมีรายได้ที่ยั่งยืน

รายงานพิเศษ : คลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร เคาะระฆังแก้อุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396056

รายงานพิเศษ : คลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร เคาะระฆังแก้อุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยา

รายงานพิเศษ : คลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร เคาะระฆังแก้อุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยา

วันจันทร์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เป็น 1 ใน 9 แผนงานโครงการสำคัญในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง คือ “โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา” ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ ที่รัฐบาลเร่งดำเนินการตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ล่าสุดได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งซ้ำซากในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยาใช้งบลงทุนประมาณ 15,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการให้กรมชลประทาน ดำเนินการเตรียมความพร้อม และสำรวจปักหลักเขต ออกแบบ รวมทั้งดำเนินการกระบวนการการมีส่วนร่วม ลงพื้นที่รับฟังข้อคิดเห็น ตลอดจนพบปะกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทรมาแล้ว

นอกจากนี้พื้นที่ดำเนินโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร ยังอยู่ในบริเวณพื้นที่ประสบปัญหาอุทกภัยที่จะต้องเร่งดำเนินการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนอีกด้วย ทั้งนี้จากการสำรวจและได้มีการจัดลำดับความ สำคัญในการแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ (Area Based) พบว่า บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ประมาณ 4.2 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ประสบปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งที่จะต้องเร่งแก้ไขเนื่องจากมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงมาก

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานกล่าวถึงความคืบหน้าในการดำเนินโครงการว่า ขณะนี้ได้ดำเนินการวางแนวเขตเสร็จสิ้นแล้ว มีราษฎรทำการยื่นขอรังวัดแล้ว 482 แปลงจาก 740 แปลง ล่าสุดทำการดำเนินการจ่ายค่าที่ดินและค่ารื้อย้ายบริเวณปลายคลองระบายน้ำหลากแล้วจำนวน 52 แปลง

โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร นำศาสตร์พระราชามาขยายผลแก้ไขปัญหาน้ำให้เห็นผลเป็นรูปธรรมตามเป้าหมาย พร้อมยังได้น้อมนำพระราชดำรัสพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 เรื่องการเข้าถึง เข้าใจ และพัฒนา มาเป็นแบบอย่างในการดำเนินโครงการ ก่อให้เกิดผลกระทบกับประชาชนน้อยที่สุด ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียได้รับความเป็นธรรมมากที่สุดอีกด้วย ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นแนวทางที่จะบรรเทาปัญหาน้ำท่วมที่สร้างความเสียหายซ้ำซากทุกๆปีได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากจะสามารถระบายน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนที่จะไหลผ่านจ.พระนครศรีอยุธยาได้ถึงประมาณ 1,200 ลบ.ม./วินาที ทำให้สามารถรองรับการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาได้ถึง 2,800 ลบ.ม./วินาที โดยไม่มีผลกระทบใดๆต่อพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา

การดำเนินโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร ได้มีการศึกษาความเหมาะสมและวิเคราะห์ผล กระทบสิ่งแวดล้อมอย่างละเอียดแล้ว พบว่า มีความเหมาะสมและสามารถแก้ไขปัญหาพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากบริเวณพื้นที่อำเภอเมืองพระนครศรีอยุธยา อำเภอบางบาล และพื้นที่ตอนเหนือตั้งแต่ท้ายเขื่อนทดน้ำเจ้าพระยาถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่เกิดจากสภาพคอขวดของแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในปัจจุบันหากมีการระบายน้ำท้ายเขื่อนทดน้ำเจ้าพระยาที่ประมาณ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะส่งผลกระทบกับพื้นที่ดังกล่าวข้างต้นทัน แต่หากได้ดำเนินโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทรแล้ว จะสามารถระบายน้ำผ่านเขื่อนทดน้ำเจ้าพระยาสูงสุด 2,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และผลการศึกษายังระบุว่า โครงการมีผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ (EIRR) สูงถึง22.33%

สำหรับการขุุดคลองระบายน้ำหลากบางบาล – บางไทร จะเริ่มต้นที่ตำบลบ้านใหม่ อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตัดตรงผ่านทุ่งบางบาลถึงตำบลสนามชัย อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นจุดที่เหมาะสมที่สุด สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ ไม่กระทบชุมชนขนาดใหญ่ และพื้นที่ศูนย์กลางต่างๆ เช่น วัด โรงเรียน โรงพยาบาล รวมถึงโบราณสถานที่สำคัญ แต่จะกระทบต่อสิ่งปลูกสร้างบ้างประมาณ 500 หลัง โดยจะมีแนวกันเขตก่อสร้างกว้าง 230 เมตร ยาว 22.5 กิโลเมตร

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทรอยู่ในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวจะมีคลองชลประทานอยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่เป็นคลองส่งน้ำไม่ใช่คลองระบายน้ำ ลักษณะต้นคลองใหญ่ ปลายคลองแคบ เมื่อน้ำไหลเข้ามาปริมาณมากจึงระบายออกลำบาก ทำให้ขีดความสามารถระบายน้ำจากด้านเหนือลงไปออกอ่าวไทยค่อนข้างต่ำ เมื่อทุกฤดูน้ำหลากน้ำเหนือจะไหลลงมาเข้าท่วมตัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำและมีโบราณสถานสำคัญ วัดเก่าแก่อยู่จำนวนมากทันที สร้างเกิดความเสียหายที่ประเมินค่ามิได้ แม้ที่ผ่านมามีความพยายามป้องกันโดยการทำกำแพง วางกระสอบทราย ทำคันกั้นน้ำก็ตาม แต่ได้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่หลังคันกั้นน้ำได้รับความเดือดร้อน

“กรมชลประทานจะได้ดำเนินการขุดคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร ความยาวคลอง 22.5 กิโลเมตร ต้นคลองอยู่บริเวณสะพานบ้านป้อมก่อนถึงตัวเมือง เพื่อตัดยอดน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาจำนวน 1,200 ลบ.ม.ต่อวินาที ไม่ให้ไหลหลากเข้าไปในเมืองพระนครศรีอยุธยา และพื้นที่ไร่นา พืชผักสวนครัว สามารถลดระดับความลึกของน้ำที่ท่วมในพื้นที่เมือง รวมถึงพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างเฉลี่ยได้ถึง 1.9-2.5 ล้านไร่ต่อปี นอกจากนี้ยอดน้ำที่ตัดมา สามารถกักเก็บไว้ในคลองระบายน้ำบางบาล-บางไทร จำนวน 25 ล้านลบ.ม. ซึ่งจะจัดสรรน้ำเพื่อใช้อุปโภค-บริโภคจำนวน 15 ล้านลบ.ม. ครอบคลุมให้กับพื้นที่ 48 ตำบล 362 หมู่บ้าน ที่เหลือจะเป็นน้ำต้นทุนสำรองให้พื้นที่ด้านเกษตรกรรมในช่วงฤดูแล้งได้ประมาณ 230,000 ไร่ โดยจะมีการก่อสร้างอาคารจ่ายน้ำ 9 แห่ง สถานีสูบน้ำ 27 แห่ง พร้อมประตูระบายน้ำปลายคลองระบายน้ำหลากอีกจำนวน 1 แห่ง” ดร.ทองเปลวกล่าว

นอกจากนี้คันคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร ยังจะมีการสร้างถนนที่ได้มาตรฐาน พร้อมทางจักรยาน สามารถใช้เป็นเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงระหว่างอำเภอบางบาล-อำเภอบางไทรได้ และยังจะมีการปรับภูมิทัศน์ให้สอดคล้องกับพื้นที่ ทำเกิดเป็นแหล่งพักผ่อน สถานที่ออกกำลังกายแห่งใหม่ อีกทั้งคลองระบายน้ำบางบาล-บางไทรจะใช้เป็นเส้นทางสัญจรของเรือขนาดใหญ่ เพื่อไม่ให้เรือขนาดใหญ่วิ่งเข้าไปในตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา ลดปัญหาคลื่นเซาะตลิ่งพัง และอุบัติเหตุได้อีกทางหนึ่ง ทั้งนี้จะใช้ระยะเวลาดำเนินโครงการทั้งหมดประมาณ 5 ปี คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2566

อย่างไรก็ตามการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดนั้น จะต้องดำเยนงานตาม 9 แผนงานที่วางไว้ทั้งหมด เลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า นอกจากนี้ แผนการก่อสร้างโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร ดังกล่าวแล้ว ยังจะต้องดำเนินแผนงานต่างๆ ดังนี้ แผนการปรับปรุงโครงข่ายระบบชลประทานฝั่งตะวันตก แผนการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา แผนการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำท่าจีน แผนการพัฒนาปรับปรุงพื้นที่รับน้ำนอง แผนการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง แผนการก่อสร้างคลองระบายน้ำหลากเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก แผนการก่อสร้างคลองระบายน้ำควบคู่กับถนนวงแหวนรอบที่ 3 และแผนการก่อสร้างคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก

ทั้งแผนการดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ทั้ง 9 แผนงานดังกล่าว บางโครงการก็ได้เริ่มดำเนินการแล้ว บางโครงการยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาการออกแบบ

สำหรับโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร ขณะนี้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมรอเพียงวันที่จะแล้วเสร็จเท่านั้น ส่วนโครงการบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างตามที่แผนที่วางไว้จะเป็นจริงได้หรือไม่ ปัญหาน้ำในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาจะหมดไปหรือไม่?…จับตาดู

รายงานพิเศษ : หยุดเผา… หยุดฝุ่น หยุดโรค!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/395529

รายงานพิเศษ : หยุดเผา... หยุดฝุ่น หยุดโรค!!

รายงานพิเศษ : หยุดเผา… หยุดฝุ่น หยุดโรค!!

วันศุกร์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมปัจจุบันดูเป็นเรื่องไม่ง่ายขึ้นทุกที ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุที่ประชากรเพิ่มขึ้น ทรัพยากรธรรมชาติลดลง เทคโนโลยีอุตสาหกรรมเติบโต การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างฟุ่มเฟือย การเลือกปฏิบัติแบบง่ายสะดวกอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรืออะไรก็ตาม ที่ล้วนแล้วแต่ก็มีสาเหตุมาจากพฤติกรรมของมนุษย์ทั้งสิ้น

หากมองในเรื่องเกษตรกรรม อาชีพหลักของคนไทยการทำเกษตรในปัจจุบันดูราวกับหมุนตามกระแสความต้องการที่ไม่รู้จบ เน้นการผลิตให้ได้ปริมาณมากและรวดเร็ว โดยอาจหลงลืมผลกระทบที่ตามมา กรมส่งเสริมการเกษตรเห็นความสำคัญในการทำเกษตรยั่งยืน และประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับอย่างแท้จริง จึงพยายามส่งเสริมความรู้ด้านการเกษตร ทั้งพัฒนาผลผลิตให้ได้คุณภาพและได้ผลตอบแทนดีกว่าเน้นปริมาณ ตลอดจนพัฒนาดูแลดินปุ๋ยวัตถุดิบการเกษตร และหนึ่งในโครงการสำคัญที่จะยกตัวอย่างจากการทำเกษตรบนพื้นที่ราบสูงของไทยคือ โครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการมาต่อเนื่องทุกปี

ความสำคัญของการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร นอกจากจะไม่เกิดมลภาวะที่เป็นพิษและเกิดฝุ่นควันในสภาพแวดล้อมซึ่งกระทบสุขภาพแล้ว ยังส่งผลดีต่อการทำเกษตรคือ ลดปัญหาดินเสื่อมโทรมขาดความอุดมสมบูรณ์ ลดปัญหาต้นทุนการผลิตสูงผลผลิตที่ได้ต่ำ เป็นผลจากการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร ล่าสุดกรมส่งเสริมการเกษตรเดินหน้าส่งเสริมความรู้ให้เกษตรกร โดยสร้างเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผา และขยายพื้นที่นำร่องการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร พ.ศ. 2562

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์ฝุ่นควันในประเทศไทยที่ทวีความรุนแรงและมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนและเศรษฐกิจขณะนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรตระหนักและห่วงใยสุขภาพของเกษตรกรและประชาชน จึงกำชับไปยังพื้นที่ที่พบมีการเผาในพื้นที่การเกษตรสูง โดยให้เจ้าหน้าที่ของกรมฯเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจให้เกษตรกรตระหนักถึงผลเสียจากการกระทำดังกล่าว รวมถึงสร้างเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผา ให้ถ่ายทอดความรู้และพัฒนาศักยภาพเกษตรกรในชุมชนให้มีความรู้พื้นฐาน เพื่อหยุดเผาในพื้นที่เกษตร และสามารถนำเทคโนโลยีการจัดการเศษวัสดุการเกษตรมาใช้ทดแทนการเผาได้ เช่น ใช้เครื่องสับเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อใช้เป็นวัสดุปกคลุมหน้าดิน ทำปุ๋ยหมัก ทำน้ำหมักเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน การไถกลบตอซัง การจัดเก็บเศษวัสดุฟางข้าวมาเพาะเห็ดฟาง การอัดฟางก้อน การหมักฟางเป็นอาหารสัตว์ การทำหุ่นไล่กา เป็นต้น

จากรายงานผลดำเนินงานโครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่เกษตรในปี 2561 พื้นที่ 10 จังหวัดภาคเหนือตอนบน มีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนการเผาได้ 35,664 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 142 ล้านบาท จากราคาปุ๋ยอินทรีย์เฉลี่ย 4 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้เกิดพื้นที่การเกษตรปลอดการเผา รวม 100,320 ไร่ และจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) ช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน 2561 ลดลง ซึ่งจากรายงานแสดงจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) ลดลงทุกปี เมื่อเทียบกับตัวเลขจุดความร้อนตั้งแต่เริ่มโครงการฯ ในปี พ.ศ. 2557 ที่มี 12,528 จุด เหลือ 4,804 จุด

ตัวอย่างชุมชนต้นแบบปลอดการเผาในพื้นที่การเกษตรอยู่ในจ.น่าน 2 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนในต.ทุ่งศรีทอง อ.เวียงสา ที่ลดการเผาด้วยการทำปุ๋ยหมัก ไถกลบตอซัง และเก็บเศษวัสดุฟางข้าว และชุมชนในต.ผาสิงห์ อ.เมืองที่ลดการเผาด้วยการทำปุ๋ยหมักและเพาะเห็ดฟางจากเศษฟางข้าวกว่า 57 ตันต่อปี ลดเผาฟางข้าวได้กว่า 72 ไร่ มีสมาชิก 43 ราย ผลิตเห็ดฟางได้ถึง 600 กิโลกรัมต่อเดือน โดยจำหน่ายในพื้นที่กิโลกรัมละ 80 บาท สร้างรายได้ 48,000 บาทต่อเดือน

ในปี 2562 กรมส่งเสริมการเกษตรเดินหน้าขยายเครือข่ายเกษตรกรต้นแบบปลอดการเผา ผ่านกลไกของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ จากพื้นที่นำร่องกลุ่มเดิม 120 ตำบลใน 10 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ตาก น่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน และอุตรดิตถ์ สู่พื้นที่นำร่องกลุ่มใหม่ในจังหวัดดังกล่าวอีก 30 ตำบล และขยายเครือข่ายเพิ่มเติมไปยัง 16 จังหวัด ที่พบมีการเผาในพื้นที่การเกษตรสูง ได้แก่ กาญจนบุรี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครนายก นครพนม นครราชสีมา นครสวรรค์ บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี พิจิตร เพชรบูรณ์ ร้อยเอ็ด ลพบุรี สกลนครและอุดรธานี รวมถึงเร่งพัฒนาศักยภาพเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผา เพื่อให้ถ่ายทอดความรู้พื้นฐานต่างๆ เพื่อการหยุดเผาแก่เกษตรกรในชุมชนของตนได้ เพื่อร่วมผลักดันให้เกษตรกรในชุมชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสู่การทำการเกษตรปลอดการเผา ตลอดจนสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากการหยุดเผาในพื้นที่เกษตรด้วย โดยเกษตรกรที่สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน และเข้าร่วมฐานเรียนรู้การปฏิบัติกิจกรรมหยุดเผาในพื้นที่เกษตรได้ ในวันสาธิตเทคโนโลยีการจัดการเศษวัสดุทดแทนการเผาและรณรงค์หยุดเผาในพื้นที่เกษตร ที่แต่ละจังหวัดกำหนด ซึ่งอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน 2562

ด้านนายนเรศ ฝีปากเพราะ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า สสก.ที่ 6 จ.เชียงใหม่ ได้มอบแนวทางหยุดเผาในพื้นที่เกษตรให้หน่วยงานในสังกัด ทั้งสำนักงานเกษตรจังหวัด 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ น่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง และจังหวัดลำพูน และศูนย์ปฏิบัติการ 11 ศูนย์ พร้อมทั้งเร่งดำเนินการประชาสัมพันธ์และรณรงค์ป้องกัน รวมทั้งเฝ้าระวังการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร ซึ่งในปีนี้ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตรที่มุ่งเน้นการสร้างเกษตรกรและชุมชนต้นแบบที่มีการขับเคลื่อนการเกษตรการแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรให้เป็นรูปธรรม และเป็นจุดเรียนรู้และขยายผลไปยังพื้นที่อื่นที่มีปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรต่อไป โดยมีเป้าหมายคือลดพื้นที่การเผาในพื้นที่การเกษตร ลดจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) สร้างชุมชนเกษตรปลอดภัย สร้างชุมชนเกษตรปลอดการเผาต้นแบบและเครือข่าย

กิจกรรมที่ได้ดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนโครงการฯ ดังกล่าว ประกอบด้วย 1) สร้างชุมชนเกษตรกรปลอดการเผาต้นแบบและเครือข่าย โดยถ่ายทอดความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพเกษตรกร สร้างวิทยากรด้านการเกษตรปลอดการเผา เสริมสร้างการรวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผา และนำร่องสาธิตเทคโนโลยีการจัดการเศษวัสดุการเกษตรทดแทนการเผา 2) เฝ้าระวังติดตามและแก้ปัญหาการเผาช่วงวิกฤติ โดยจัดเวทีเชื่อมโยง นอกจากนั้น ยังประสานความร่วมมือและสนับสนุนหน่วยงานภาคีเครือข่าย เกษตรกรและอาสาสมัครเกษตรต่างๆ และ 3) รณรงค์เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ลดการเผาในชุมชนภาคเหนือตอนบน

“เมื่อเกษตรกรหยุดเผาในพื้นที่การเกษตรแล้วจะได้ 5 ดีคือ อากาศดี สุขภาพดีเศรษฐกิจดี สิ่งแวดล้อมดี และได้ปุ๋ยดีจากธรรมชาติ” ผอ.สสก.ที่ 6 จ.เชียงใหม่กล่าว

สำหรับการประกาศวันห้ามเผาเด็ดขาดปี 2562 ใน 9 จังหวัดภาคเหนือได้แก่ จ.เชียงราย ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 15 เมษายน 2562 จ.เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2562 จ.ตาก ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2562 จ.น่าน ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 15 เมษายน 2562 จ.พะเยา ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 15 เมษายน 2562 จ.แพร่ ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 15 เมษายน 2562 จ.แม่ฮ่องสอนระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2562 จ.ลำปางระหว่างวันที่ 10 กุมภาพันธ์ – 10 เมษายน 2562 และจ.ลำพูน ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2562

หากเกษตรกรเล็งเห็นผลดีที่แท้จริงอันจะได้รับจากการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร และร่วมมือร่วมใจกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสู่การทำเกษตรปลอดการเผา สังคมเกษตรกรรมไทยจะเป็นสังคมหยุดเผา หยุดฝุ่น หยุดโรค สุขภาพกายใจดี มีเงินเพิ่มพูนได้ไม่ยาก

รายงานพิเศษ : ตีปี๊บ‘ขาวเจ๊กชัยนาท’ข้าวพื้นเมืองพันธุ์ดี สหกรณ์ฯทุ่งวัดสิงห์ชูเอกลักษณ์‘เมล็ดโต-กลิ่นหอม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/394033

รายงานพิเศษ : ตีปี๊บ‘ขาวเจ๊กชัยนาท’ข้าวพื้นเมืองพันธุ์ดี  สหกรณ์ฯทุ่งวัดสิงห์ชูเอกลักษณ์‘เมล็ดโต-กลิ่นหอม’

รายงานพิเศษ : ตีปี๊บ‘ขาวเจ๊กชัยนาท’ข้าวพื้นเมืองพันธุ์ดี สหกรณ์ฯทุ่งวัดสิงห์ชูเอกลักษณ์‘เมล็ดโต-กลิ่นหอม’

วันศุกร์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“ข้าวขาวเจ๊ก” เป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองของจังหวัดชัยนาท มีเอกลักษณ์ คือ เมล็ดโต อวบอิ่ม หุงขึ้นหม้อ มีกลิ่นหอม นิ่มพอดี เป็นที่นิยมของผู้บริโภค ไม่แพ้ข้าวหอมมะลิ แต่ด้วยเป็นข้าวที่มีอายุการเก็บเกี่ยวยาวถึง 120 วัน และชอบน้ำฝน ทำให้ชาวนาที่ต้องการทำนา 2 ครั้ง หันไปปลูกข้าวพันธุ์อื่นที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้นเพียง 90 วัน มากกว่า ปัจจุบันข้าวขาวเจ๊ก จึงไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ดังนั้น สหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์ จำกัด จึงต้องการกระตุ้น ให้สมาชิกกลับมาปลูกข้าวพันธุ์ขาวเจ๊ก เพื่อร่วมกันทำตลาดทั้งในจังหวัดและระดับประเทศ โดยอาศัยความได้เปรียบ จากการเป็นพันธุ์พื้นถิ่น ไม่มีคู่แข่งจากแหล่งผลิตอื่น และสามารถสีบรรจุถุงจำหน่ายได้ทันที

นางสาวกำไร เขียวฉาย ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์ จำกัด บอกว่า ปัจจุบันสหกรณ์ฯมีสมาชิกที่หันมาปลูกข้าวขาวเจ๊ก จำนวน 22 ราย พื้นที่ปลูก 233 ไร่ ต้นทุนการผลิตในพื้นที่จังหวัดชัยนาทอยู่ที่ 2,787 บาท/ไร่ ผลผลิต 379 กก./ไร่ เกษตรกรได้กำไร 956 บาท/ไร่ โดยสหกรณ์ฯจะรับประกันราคาขั้นต่ำ ตันละ 10,000 บาท นอกจากนี้ สหกรณ์ฯ ยังได้จัดออกแบบบรรจุภัณฑ์ โดยใช้วัสดุธรรมชาติ อาทิ ถุงกระดาษ และผักตบชวา เพื่อจำหน่ายเป็นของขวัญในโอกาสต่างๆ เป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้า ซึ่งราคาข้าวสารที่ขายมีการแยกประเภทแบบอัดสุญญากาศ ราคาขายอยู่ที่ 35 บาท/กก. ไม่อัดสุญญากาศ 30 บาท/กก. โดยมีต้นทุนการแปรรูปข้าวเปลือก เป็นข้าวสารบรรจุถุงขาย ประมาณ 28 บาท/กก.

ทั้งนี้ จากการที่ผลผลิตข้าวขาวเจ๊กชัยนาท มีไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด เนื่องจากเกษตรกรไม่นิยมปลูกนั้น ส่งผลให้ข้าวพันธุ์ดังกล่าวอาจสูญหายไปในอนาคต ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองพันธุ์และทางการค้า จึงได้ขึ้นทะเบียนกับสำนักคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร โดยได้รับหนังสือคุ้มครองการขึ้นทะเบียนพันธุ์ ตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช ปี พ.ศ.2519 (ร.พ.2) เลขที่ 908/2559 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 ใช้ชื่อว่าพันธุ์ข้าวขาวเจ๊กชัยนาท โดยรวมชื่อจังหวัดเข้าไปด้วย

นอกจากนี้ สหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์ จำกัด ยังอยู่ระหว่างดำเนินการยื่นคำขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication หรือ GI) “ข้าวขาวเจ๊กชัยนาท” เพื่อเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของคนในชุมชน เพราะมีเอกลักษณ์และภูมิปัญญาของคนในชุมชนในการผลิตสินค้า

“การส่งเสริมให้สมาชิกปลูกข้าวพันธุ์ดังกล่าว นอกจากเป็นการอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นถิ่นให้คงอยู่คู่จังหวัดแล้ว ยังช่วยสร้างตลาดแบบไร้คู่แข่ง ทำให้สมาชิกมีรายได้ที่มั่นคงมากยิ่งขึ้น” นางสาวกำไร กล่าว

สำหรับเกษตรกรที่สนใจขอรับคำแนะนำหรือเลือกซื้อสินค้าได้ที่สหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์ จำกัด เลขที่ 79 หมู่ 9 ต.มะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท โทรศัพท์ 0-5646-1620 หรือติดต่อโดยตรงที่ นางสาวกำไร เขียวฉาย ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์ โทร. 06-3954-9555