รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาแก้เครียด ใช้อย่างไร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757203

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาแก้เครียด ใช้อย่างไร

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาแก้เครียด ใช้อย่างไร

วันจันทร์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2566, 07.45 น.

ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนจำนวนไม่น้อยมีความเครียด แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนจะเครียดไปเสียทั้งหมด บางคนเครียดจริง แต่แก้ความเครียดได้ด้วยกิจกรรมต่างๆ เช่น ออกกำลังกาย สวดมนต์ไหว้พระ ช่วยเหลือคนอื่นๆ ที่ด้อยกว่า ก็หายเครียดได้ 

แต่สำหรับคนที่เครียดนั้น บางคนเครียดจัดมาก แล้วหาทางแก้ไม่ได้ บางคนเครียดตั้งแต่วัยเด็ก เช่น เครียดเพราะเรื่องการเรียน เครียดเพราะถูกเพื่อนแกล้ง เด็กบางคนเครียดจนไม่อยากไปโรงเรียน เพราะไปแล้วไม่มีความสุข ส่วนผู้ใหญ่หลายคนก็เครียดหนักมาก เครียดเพราะงาน แต่บางคนก็เครียดเพราะไม่มีงานทำ เครียดเรื่องภายในครอบครัว เครียดเรื่องคู่ครอง และลูก บางคนเครียดเพราะการเงิน เครียดเพราะการเมือง เครียดเพราะอากาศร้อนมากไป ฝนตกมากไป สารพัดจะเครียด

เมื่อดูจากผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย เมื่อปี 2562-2563 พบว่าคนที่อายุ 15 ปีขึ้นไป ร้อยละ 2.9 ต้องกินยาคลายเครียด หรือยานอนหลับเป็นประจำ 

เรามาทำความรู้จักกันก่อนว่าความเครียดคืออะไร ความเครียดคืออาการที่เกิดจากปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกาย จิตใจ และสติปัญญาของแต่ละบุคคลต่อเหตุการณ์ที่มาคุกคาม 

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ความเครียดก็มีประโยชน์บ้าง คือทำให้บุคคลตื่นตัว เตรียมรับมือกับสถานการณ์ไม่ปกติที่จะเกิดขึ้น แต่ก็มีผลเสียด้วยเช่นกัน เช่นในกรณีที่ความเครียดมากหรือนานเกินไป หรือไม่สามารถหาทางจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม 

ความเครียดจะส่งผลให้เกิดอาการ และโรคภัยไข้เจ็บทางกายต่อไปได้ เช่น นอนไม่หลับ ตื่นตระหนก วิตกกังวล ซึมเศร้า เป็นต้น

เมื่อความเครียดส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน การใช้ยาคลายเครียดจึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการแก้ปัญหานี้ เพราะยาคลายเครียดจัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ผู้ที่มีอาการเครียดจึงต้องไปพบแพทย์เพื่อให้แพทย์สั่งยาให้รับประทาน 

ยาคลายเครียด (anti-anxiety or anxiolytics) มีหลายกลุ่ม กลุ่มที่นิยมใช้มากที่สุดและมักถูกเลือกเป็นชนิดแรกหากไม่มีข้อห้ามใช้คือกลุ่มยา benzodiazepines ตัวอย่างยาในกลุ่มคือ lorazepam, alprazolam, clonazepam, diazepam เป็นต้น 

ยาเหล่านี้ไม่ได้มีแต่ฤทธิ์ช่วยคลายเครียดเท่านั้น ตัวยาเองยังมีอาการข้างเคียงหลายอย่าง อาทิ กดประสาทส่วนกลาง ทำให้ง่วงนอน ทำให้สับสน หลงๆ ลืมๆ จำเหตุการณ์ต่างๆ ไม่ได้ฝันร้าย ผู้ป่วยบางรายกินยาแล้วทำให้การตอบสนองของร่างกายช้าลง พูดติดขัด หายใจช้าลงหรือหายใจติดขัด ความดันเลือดต่ำคลื่นไส้ เป็นต้น 

ดังนั้น แพทย์จึงมักสั่งให้กินยาคลายเครียดตอนก่อนนอน และห้ามกินยาพร้อมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะยิ่งทำให้กดประสาทมากขึ้น โดยทั่วไปการใช้ยาคลายเครียดจะใช้เป็นเวลาสั้นๆ เท่านั้น เรียกว่าเป็นการแก้ไขเฉพาะหน้า ให้ผู้ป่วยพอจะนอนได้ กินได้ โดยหวังว่าในเวลาไม่นานนักเรื่องที่ทำให้ผู้ป่วยเครียดจะหมดไป เพราะผลข้างเคียงที่น่าวิตกที่สุดของยากลุ่มนี้คือการติดยาซึ่งอาจจะเป็นเพียงความรู้สึกของผู้ป่วยว่าถ้าไม่มียาก็จะจัดการความเครียดเองไม่ได้ หรือเป็นการติดยาจริงๆ คือต้องการยาในขนาดมากขึ้น หรือหากไม่ได้ใช้ยาก็จะเกิดอาการถอนยา ซึ่งความเสี่ยงในการติดยาก็จะเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาของการใช้ยา ซึ่งโดยทั่วไปการใช้ยาเพียง 2-3 สัปดาห์นั้น มีความเสี่ยงต่ำมากที่จะติดยา

ตัวอย่างข้อห้ามหรือข้อควรระวังการใช้ยาคลายเครียดกลุ่ม benzodiazepines เช่น การแพ้ยา คนที่มีโรคปอดและทางเดินหายใจเพราะยานี้กดการหายใจได้ ผู้สูงอายุ คนที่ตับไตไม่ดี อาจต้องพิจารณาเลือกยาอย่างระมัดระวัง อาจต้องปรับขนาดยาตามการทำงานของอวัยวะที่บกพร่อง เพราะการใช้ยาขนาดปกติอาจจะกลายเป็น overdose ได้ 

ผู้ป่วยที่กำลังใช้ยาบางชนิดอยู่ต้องตรวจสอบก่อนว่ายาที่ใช้ไม่ตีกับยาคลายเครียด ตัวอย่างยาที่ตีกับยากลุ่มนี้ได้ก็เช่นยาแก้ปวด ยาต้านเศร้า ดังนั้นหากผู้ป่วยต้องใช้ยาเหล่านี้ร่วมกันก็ควรผ่านการตรวจสอบจากเภสัชกรก่อนเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

โดยสรุป เมื่อบุคคลต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ทำให้เครียดจนไม่สามารถรับมือด้วยตนเองได้ การใช้ยาในระยะสั้นๆ อาจมีความจำเป็น ยาคลายเครียดที่ถูกเลือกใช้เป็นอันดับแรกมากที่สุดได้แก่ยากลุ่ม benzodiazepines ซึ่งมีสรรพคุณลดความวิตกกังวลที่มากเกินไปในผู้ป่วย ทำให้ทุเลาจากอาการที่เกิดจากความเครียดเช่นนอนไม่หลับ 

อย่างไรก็ตาม ยากลุ่มนี้มีผลข้างเคียงหลายอย่างรวมกันถึงทำให้ติดยาได้ การใช้ยาจึงควรอยู่ในความดูแลของแพทย์และเภสัชกรอย่างใกล้ชิด และที่สำคัญคือเราต้องเรียนรู้การจัดการความเครียด และฝึกที่จะผ่อนคลาย เช่น การออกกำลังกาย ลดหรือเลี่ยงกาแฟ และอย่าพึ่งเหล้า หรือสารเสพติดใดๆ เพราะทำให้ร่างกายเราแย่ลง

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เมื่อมีชีวิต ก็มีความหวัง แต่ต้องดูแลตัวเองให้ดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/755699

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เมื่อมีชีวิต ก็มีความหวัง แต่ต้องดูแลตัวเองให้ดี

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เมื่อมีชีวิต ก็มีความหวัง แต่ต้องดูแลตัวเองให้ดี

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2566, 07.30 น.

ตราบที่เรายังมีชีวิต ก็ยังมีความหวัง แม้จะเบื่อหน่าย แต่ก็ต้องประคับประคองชีวิตไว้ต่อไป แต่บางคนเลือกจบชีวิตของตนเอง ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะสร้างความสูญเสียให้ครอบครัวและคนใกล้ชิด และทำความสูญเสียต่อทรัพยากรมนุษย์ ที่จะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยพัฒนาชาติบ้านเมือง 

องค์การอนามัยโลกตระหนักถึงความสำคัญของการมีชีวิตจึงกำหนดให้วันที่ 10 กันยายน ทุกปีเป็นวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก

ที่ผ่านมานั้น ในแต่ละปีพบว่าทั่วโลกมีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จประมาณล้านคน หรือมากกว่านาทีละ 1 คน ซึ่งเราสามารถลดการสูญเสียเหล่านี้ได้ โดยต้องใช้กำลังใจจากคนรอบข้าง และการดูแลกันและกันให้ดี เพราะเมื่อเราใส่ใจกันและกันแล้ว มนุษย์จะไม่โดดเดียว ไม่ไร้ที่พึ่ง ไม่ไร้เพื่อน

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าใครมีความเสี่ยงจะฆ่าตัวตายคำตอบคือ กลุ่มแรก ได้แก่ คนมีประวัติเคยฆ่าตัวตาย หรือคิดจะฆ่าตัวตายมาก่อน แต่ทำไม่สำเร็จ คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่คนรอบข้างต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ดูแลอย่างใกล้ชิด 

กลุ่มต่อมา คือคนที่เป็นโรคซึมเศร้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะที่โรคกำลังกำเริบหรือควบคุมไม่ได้ อาการที่สังเกตได้คือคนไข้จะรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า รู้สึกผิดกับการกระทำบางอย่างของตัวเอง คนใกล้ชิดควรคอยอยู่ด้วยเพื่อให้กำลังใจ 

กลุ่มที่สามคือ คือคนไข้โรคจิตเวช ที่กำลังเกิดอาการประสาทหลอน คลุ้มคลั่ง อาจหลงผิดคิดจบชีวิตตัวเองเพื่อหนีจากคำสั่งในหัวที่ตนเองกำลังได้ยินอยู่ คนใกล้ชิดจะต้องคอยดูและเป็นเพื่อนอยู่ใกล้ๆ ตลอดเวลา เพื่อป้องกันเหตุ หรือเพื่อให้ความช่วยเหลือได้ทัน

กลุ่มที่สี่ คือผู้เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง ที่มีอาการทุกข์ทรมาน เพราะรักษาไม่หายขาด คนกลุ่มนี้อาจรู้สึกสิ้นหวัง ไม่ต้องการเป็นภาระ หรือไม่อยากเผชิญหน้ากับความทุกข์ทรมานจากความเจ็บป่วยที่มีแต่จะเพิ่มมากขึ้น 

กลุ่มที่ห้า คือผู้ติดสุรา หรือสารเสพติดต่างๆ โดยด้านหนึ่งคือต้องใช้สารเสพติดตลอดเวลา อาจเนื่องจากความเครียดหรือแรงกดดันที่พบเจอในชีวิต อีกด้านคือสารเสพติดเหล่านี้ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคทางจิตเวชที่ส่งผลให้การรับรู้ผิดปกติ เกิดประสาทหลอนได้ 

หากเราสังเกตเห็นว่าคนใกล้ชิดของเรามีพฤติกรรมดื่มเหล้าหนักกว่าปกติ หรือสงสัยว่าเขาอาจติดสารเสพติด ก็ควรให้คำปรึกษาเกี่ยวกับวิธีการบำบัด และแจ้งสถานที่สำหรับบำบัดให้เขาพิจารณา และอาจจะต้องพาเขาไปบำบัดด้วย

คนกลุ่มสุดท้ายที่อาจคิดฆ่าตัวตาย คือคนที่มีปัญหาครอบครัว หรือมีปัญหาการปรับตัวในสังคม เช่น สูญเสียคนในครอบครัว การถูกเลิกจ้างกะทันหัน ปัญหาหนี้สินท่วมตัว การทะเลาะเบาะแว้งภายในบ้าน สิ่งเหล่านี้อาจทำให้เกิดความเครียดสะสมจนนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า แล้วคิดเพียงชั่ววูบด้วยการจบชีวิตตนเอง

ถ้าคนใกล้ชิดของเรามีสัญญาณเตือนว่าเขาคิดว่าไม่อยากอยู่บนโลกนี้อีกแล้ว เราต้องทำ 3 อย่าง คือ เก็บสิ่งของที่คิดว่าอาจทำให้เกิดอันตรายรอบตัวของเขาออกไปให้หมด คอยจับตาเฝ้าสังเกตใกล้ชิด ไม่ปล่อยให้อยู่คนเดียว และเตรียมทางหนีทีไล่หากเกิดกรณีฉุกเฉิน เช่น เบอร์โรงพยาบาล เป็นต้น 

ส่วนคนที่เสี่ยงปานกลาง เราอาจคอยอยู่เป็นเพื่อน ฟังสิ่งที่เขาระบาย รับฟังโดยไม่ตัดสิน ชวนเขาทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ หากเป็นกิจกรรมที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่นที่ลำบากกว่าได้ก็อาจช่วยให้ผู้ป่วยที่ไม่เห็นคุณค่าของตัวเองรู้สึกดีขึ้น

สำหรับผู้อ่านที่เคยคิดว่า ถ้าตัวเองไม่อยู่บนโลกนี้ต่อไปได้ก็คงจะดี หรือแม้แต่เคยวางแผนจบชีวิตตนเองมาแล้ว เราต้องเข้าใจว่าตอนนี้ ตนเองกำลังเจ็บป่วย ไม่สบาย สารเคมีในสมองของเราอาจไม่สมดุล จึงทำให้อารมณ์ ความคิด ความรู้สึกไม่ปกติ รวมทั้งอาจจะเครียดกับเหตุการณ์ในชีวิต เป็นโรคซึมเศร้า หรือเป็นโรคทางจิตเวชอื่น ๆ ซึ่งความเจ็บป่วยนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่อาจจะเกิดขึ้นกับใครก็ได้ ไม่ใช่เรื่องผิดบาปหรือโชคร้ายแต่อย่างใด 

เบื้องต้นเราต้องหาเพื่อน หรือคนในครอบครัวที่ท่านไว้วางใจเป็นที่ปรึกษา หรือหากไม่ต้องการเล่าเรื่องต่างๆ ให้ใครฟังก็สามารถขอคำปรึกษาได้ที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง และควรไปพบแพทย์เพื่อประเมินว่าเราควรได้รับยาคลายเครียด หรือยาต้านเศร้าหรือไม่ ยาคลายเครียดหรือยานอนหลับอาจออกฤทธิ์ได้ทันที 

ส่วนยาต้านเศร้าอาจต้องใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ กว่าจะทำให้อาการซึมเศร้าดีขึ้น ผู้ป่วยจะต้องรับประทานยาตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด ไม่ควรเพิ่มขนาดยาเองแม้ว่าจะรู้สึกว่ายายังไม่ได้ผล และเมื่อรับประทานยาไปสักระยะหนึ่งแล้วรู้สึกดีขึ้นจนเหมือนเวลาปกติแล้ว ผู้ป่วยก็ไม่ควรลดขนาดยาหรือหยุดใช้ยาเองเพราะอาการที่ดีขึ้นเป็นผลจากการที่ยาออกฤทธิ์ปรับสมดุลสารเคมีในสมอง หากผู้ป่วยรีบหยุดยาก็จะทำให้อาการกลับมาเป็นอีกได้

ทุกคนรู้ดีว่าทุกชีวิตมีคุณค่า เราทุกคนจึงมีหน้าที่ดูแลทั้งชีวิตของตนเอง และคนรอบข้างไม่ให้ต้องสูญเสียไปจากการจบชีวิตตนเอง ย้ำว่าเราทุกคนช่วยกันป้องกันเรื่องดังกล่าวได้ แม้บางคนจะประสบปัญหาเจ็บป่วย จนทำให้หมดกำลังใจจะมีชีวิตต่อไป อาการเหล่านี้สามารถรักษาได้ด้วยยา หากคุณหรือคนใกล้ชิดกำลังประสบปัญหา ต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและได้รับยาบรรเทาอาการก่อนสายเกินไป หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ยาคลายเครียดหรือยาต้านเศร้า สามารถปรึกษาเภสัชกรใกล้บ้าน หรือสอบถามได้ที่ line@guruya

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยุง นำมาสารพัดโรค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754189

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยุง นำมาสารพัดโรค

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยุง นำมาสารพัดโรค

วันจันทร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2566, 07.30 น.

อย่าให้ยุงกัด เดี๋ยวเป็นโรคไข้เลือดออก เรามักได้ยินคำเตือนแบบนี้บ่อยๆ ซึ่งก็จริงอยู่ แต่ทว่าคนที่ถูกยุงกัดจะไม่ได้เป็นแค่โรคไข้เลือดออกเท่านั้น เพราะยังมีโรคอื่นๆ ตามมาด้วย ขึ้นอยู่กับชนิดของยุง

ในช่วงฝนตกบ่อย แล้วมีน้ำขังตามที่ต่างๆ สภาพมีน้ำขังจะทำให้การแพร่ขยายพันธุ์ยุงลายได้ดี เมื่อยุงลายชุกชุมมากๆ ก็เป็นพาหะนำโรคมาสู่คนและสัตว์ได้โดยง่าย ยุงลายนำมาซึ่งโรคไข้เลือดออก ไข้ปวดข้อ จากเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา และไข้ซิกา จากเชื่อไวรัสซิกา

สัปดาห์นี้ขอกล่าวถึงอีก 2 โรค อันเกิดจากยุงลาย คือไข้ปวดข้อยุงลาย และไข้ซิก้า ไข้ปวดข้อยุงลาย เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชิคุนกุนยาหลังจากถูกยุงลายกัด อาการโดยทั่วไปคล้ายคลึงกับไข้เลือดออกมากแต่อาการที่เด่นชัดมากกว่าคืออาการปวดข้อ ปวดกระดูกไข้ปวดข้อยุงลายไม่มียาใช้รักษาเฉพาะ มีแต่การให้ยารักษาตามอาการ แม้ว่าการป่วยจากเชื้อไวรัสชนิดนี้จะไม่ได้ทำให้เกิดภาวะเกล็ดเลือดต่ำและเลือดออกได้เหมือนกับไข้เลือดออก แต่ถ้าเกิดโรคในผู้ป่วยที่เป็นเด็กเล็กหรือกลุ่ม 608 ที่ไม่แข็งแรง อาการป่วยก็จะรุนแรง จนต้องนำตัวไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล

สำหรับสถานการณ์การระบาดของไข้ปวดข้อยุงลาย ล่าสุดจนถึงประมาณวันที่ 12 กรกฎาคม 2566 พบผู้ติดเชื้อแล้ว 598 ราย แต่ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ในปีนี้

โรคต่อมาคือ ไข้ซิกา ที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสซิกาซึ่งมียุงลายเป็นพาหะเช่นกัน อาการของโรคก็ไม่แตกต่างกันมากกับไข้ปวดข้อยุงลาย ก็คือ มีไข้ ตาแดง มีผื่นขึ้น ปวดหัว ปวดเมื่อย ซึ่งก็ใช้วิธีรักษาตามอาการเช่นเดียวกับทั้งไข้เลือดออกและไข้ปวดข้อยุงลาย แต่ที่ต้องระวังเป็นพิเศษสำหรับไข้ซิกาคือ การติดเชื้อในหญิงมีครรภ์ เพราะไวรัสชนิดนี้สามารถติดต่อไปยังทารกได้ และทำให้ทารกพิการทางระบบประสาทและสมอง คลอดออกมามีความผิดปกติ เช่น ศีรษะเล็ก พัฒนาการช้า เป็นต้น 

ดังนั้น นอกจากการระวังไม่ให้ถูกยุงกัด หากเกิดไข้ระหว่างตั้งครรภ์ ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจว่าเป็นไข้ซิกาด้วย เพราะหากเป็นไข้ซิกาขึ้นมาจริงๆ ก็จะต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ที่ไปฝากครรภ์

สำหรับสถานการณ์การระบาดของไข้ซิกาในปีนี้ จนถึง 9 สิงหาคม 2566 พบผู้ป่วยแล้ว 172 ราย แม้จะไม่มากเท่าไข้ปวดข้อยุงลาย แต่ผลกระทบน่ากังวลมากกว่า

สำหรับไข้จากยุงลายทั้ง 3 ชนิด ไม่ว่าจะเป็นไข้เลือดออก ไข้ปวดข้อยุงลาย หรือไข้ซิกา คำแนะนำเกี่ยวกับการบรรเทาอาการไข้คือ ควรเช็ดตัวและหรือยาลดไข้บรรเทาปวดพาราเซตามอลเท่านั้น ไม่ควรใช้ยาลดการอักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า NSAIDs (เช่น ไอบูโพเฟน แอสไพริน เป็นต้น) เพราะอาจเป็นอันตรายจากผลข้างเคียงของยาได้ เช่น ระคายเคืองกระเพาะ เลือดออกหรือเกิดแผลในกระเพาะ หรืออาจเป็นพิษต่อไตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าใช้ยาในกลุ่ม NSAIDs ในกรณีของไข้เลือดออกยิ่งอันตรายต่อผู่ป่วยมาก

ในรายที่ไข้สูงและมีภาวะขาดน้ำร่วมด้วย หากเช็ดตัวและใช้ยาลดไข้พาราเซตามอลแล้วอาการไม่ดีขึ้นภายใน 24-48 ชั่วโมงก็ควรพาผู้ป่วยไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ประเมินว่าต้องได้รับการรักษาอื่นเพิ่มเติมหรือไม่ 

สำหรับในกลุ่มผู้ที่ก่อนจะป่วยด้วยโรคนี้ แต่ไม่ได้มีปัญหาสุขภาพอะไรมากนัก ไข้ซิการวมทั้งไข้ปวดข้อยุงลายมักจะหายได้เอง แต่สำหรับเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวที่ส่งผลทำให้ภูมิคุ้มกันทำงานได้ไม่เต็มที่ การติดเชื้อก็อาจรุนแรงจนต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือ การป้องกันไม่ให้ยุงกัดตั้งแต่แรก รวมถึงการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย โดยปฏิบัติการ 3 เก็บ ได้แก่ เก็บบ้านให้สะอาดไม่ให้ยุงลายมาเกาะพัก เก็บขยะให้มิดชิดไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายและเก็บน้ำให้มิดชิด ไม่ให้ยุงลายไปวางไข่ หากทำได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในบ้านของเราและชุมชนรอบๆ ก็จะลดโอกาสเสี่ยงไข้ทั้งสามอย่างจากยุงลายตัวร้ายได้

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เมื่อไรต้องใช้ยาแก้เครียด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/752662

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เมื่อไรต้องใช้ยาแก้เครียด

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เมื่อไรต้องใช้ยาแก้เครียด

วันจันทร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 07.45 น.

วันเวลาผ่านไปเร็วมาก เผลอเดี๋ยวเดียวจะเข้าเดือนที่ 9 แล้ว หลายคนคงรู้สึกเหมือนกับผู้เขียนว่าปีนี้ผ่านไปเร็วมากๆจนงานการทำไม่เสร็จ ทำไม่ทัน นอกจากงานแล้วก็ยังมีเรื่องข่าวสารบ้านเมืองต่างๆ นานา เข้ามาทำให้เครียดอีก (สำหรับคนที่รู้สึก in กับการเมืองมากๆ) คนที่ in กับข่าวมากก็ย่อมเครียดมาก 

แต่อย่าลืมว่าความเครียดคือผลการตอบสนองของบุคคลที่มีต่อสิ่งคุกคาม โดยสิ่งคุกคามของแต่ละคนแตกต่างกันไป เมื่อแต่ละคนพบกับเรื่องที่ทำให้เครียดจะเกิดการตอบสนองได้ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรม 

ในทางร่างกาย ความเครียดอาจกระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น หายใจเร็วขึ้น การเผาผลาญเพิ่มมากขึ้น บางคนก็มีผลต่อทางเดินอาหาร เช่น ระบบย่อย ระบบขับถ่าย จะรวนเรไปหมด ส่วนด้านจิตใจ เมื่อบุคคลเผชิญความเครียด ก็อาจจะรู้สึกโกรธ กดดัน เบื่อหน่าย ส่วนผลของความเครียดกับพฤติกรรมก็เช่น เบื่ออาหาร หรือไม่ก็กินมากขึ้น สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จัดขึ้น นอนไม่หลับ เก็บตัว เป็นต้น

เมื่อมีความเครียดเกิดขึ้น ก็มีผลกระทบต่อคนที่เครียดไม่มากก็น้อย ทั้งนี้แต่ละคนก็รับมือกับความเครียดได้ต่างกัน ความเครียดที่เราพบเจอบ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การจราจรติดสาหัส แต่แล้วเราก็ต้องพยายามปรับตัวให้รับสถานการณ์ให้ได้ โดยอาจจะชินกับมันจนเลิกเครียด หรือไม่ก็เครียดสะสมรุนแรงมากขึ้น 

นอกจากนี้ยังมีความเครียดในกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา นักวิจัย และอาจารย์ ที่เครียดจากการเรียนการสอบหรือการนำเสนอ paper วิชาการ ทำให้กระวนกระวาย วิตกกังวล นอนไม่หลับ แต่เมื่อสอบผ่านไปแล้ว หรือนำเสนองานจบไปแล้ว ก็จะหายเครียด หรือไม่ก็เครียดหนักกว่าเดิม หากทำข้อสอบไม่ได้ หรือเสนอ paper แล้วไม่บรรลุผล

สำหรับคนที่เกิดความเครียดรุนแรงมากขึ้น หรือเครียดสะสมต่อเนื่อง ลักษณะเช่นนี้อาจทำให้เกิดปัญหาโรคทางจิตเวชต่างๆ ได้ เช่น โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า โรคย้ำคิดย้ำทำ ส่งผลเสียต่อหน้าที่การงาน และการใช้ชีวิตประจำวัน

เมื่อความเครียดเป็นอาการอย่างหนึ่ง เหมือนปวดหัวเป็นไข้ แล้วเราสามารถไปหาซื้อยามากินเพื่อบรรเทาอาการได้หรือไม่ คำตอบคือ ไม่ได้ เพราะยาคลายเครียด จัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ต้องสั่งจ่ายยาโดยแพทย์เท่านั้น หมายความว่าผู้ป่วยต้องไปพบแพทย์ แล้วรับยาที่โรงพยาบาลเท่านั้น ไม่ใช่หาซื้อยามากินเอง

ยาที่ใช้ในการดูแลรักษาอาการเหล่านี้ มีหลายกลุ่มที่แพทย์ผู้รักษาจะพิจารณาเลือกใช้ให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย ตัวอย่างของยาในกลุ่มนี้ เช่น lorazepam, alprazolam, diazepam เป็นต้น

เหตุผลหนึ่งที่ยากลุ่มนี้ต้องสั่งให้โดยแพทย์ เพราะต้องติดตามผลการใช้ยาอย่างใกล้ชิดโดยแพทย์ อย่าลืมว่ายานี้อาจจะทำให้เสพติดได้ และมีอาการข้างเคียงอีกด้วย คือนอกจากกดประสาททำให้ง่วงซึม อีกทั้งยังทำให้มีภาวะหลงลืม หรือในบางรายอาจมีอารมณ์เปลี่ยนแปลง สรุปคือ ผู้ที่ใช้ยากลุ่มนี้ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

คำถามคือ แล้วเครียดระดับไหนจึงต้องไปพบแพทย์ ก็อย่างที่เกริ่นไปข้างต้นว่า แต่ละคนมีความทนทานต่อเหตุการณ์ต่างๆ ไม่เท่ากัน บางคนอาจทนได้มาก แต่บางคนอาจทนได้น้อย บางเรื่องอาจทำให้บางคนเครียด แต่บางเรื่องไม่ก่อให้เกิดความเครียดกับบางคน เพราะฉะนั้น หากเรื่องใดก็ตามที่ทำให้เราเครียด วิตกกังวล คิดวนไม่จบสิ้น หาทางออกไม่ได้ ส่งผลกระทบต่อการทำงานและการดำเนินชีวิตประจำวัน นอนไม่หลับ การกิน การขับถ่ายผิดปกติ ขาดสมาธิ มีอาการแบบนี้นานเกิน 2 สัปดาห์ แนะนำว่าต้องไปพบแพทย์ เพื่อประเมินว่าต้องใช้ยาร่วมกับพฤติกรรมบำบัดหรือไม่ เพราะการเข้ารับการดูแลล่าช้าจะส่งผลให้ความรุนแรงของอาการมากขึ้น จนอาจกลายเป็นโรคที่บำบัดรักษาได้ยาก

ส่วนการบำบัดความเครียดโดยไม่ใช้ยา มีทางเลือกหลายรูปแบบ อาทิ การทำสมาธิ การฝึกหายใจ การหยุดหรือเลี่ยงกิจกรรมที่กระตุ้นความเครียด (ถ้าสามารถทำได้) แล้วให้พักผ่อนด้วยการสันทนาการต่างๆ เช่น ฟังเพลงดูภาพยนตร์ 

อย่างไรก็ตาม การจัดการความเครียดเป็นทักษะที่มนุษย์ต้องฝึกฝน หากทำแล้วความเครียดยังคงมีผลต่อชีวิตประจำวัน การใช้ยาคลายเครียดภายใต้การดูแลของแพทย์ก็อาจจำเป็นในบางช่วงเวลาของชีวิต

รศ.ภญ.ดร ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยากับเครื่องดื่ม (ตอนที่ 2)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/751226

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยากับเครื่องดื่ม (ตอนที่ 2)

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยากับเครื่องดื่ม (ตอนที่ 2)

วันจันทร์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.30 น.

ต่อจากครั้งก่อนที่ว่าด้วยเรื่องการกินยากับนมหรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของนม สัปดาห์นี้จะมาคุยต่อเรื่องยากับเครื่องดื่มอื่นๆ ว่าสามารถกินด้วยกันได้หรือไม่ มีข้อควรระวังปลีกย่อยอย่างไร

เริ่มจากเครื่องดื่มที่ตามปกติเราก็ไม่ควรดื่มมากเกินไปอย่างเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์อย่าง เหล้า เบียร์ ไวน์ ฯลฯ โดยทั่วไปก็ไม่ได้มีข้อห้าม นอกจากยาที่มีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลางและทำให้ง่วง เช่นยาแก้แพ้ ยาแก้หวัด ยาบรรเทาปวดกลุ่มโอพิออยด์ ยาคลายเครียด ยานอนหลับ 

ซึ่งการกินยาเหล่านี้กับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จะยิ่งเสริมฤทธิ์กดประสาทส่วนกลางซึ่งกันและกันจนถึงระดับที่เป็นอันตรายในผู้ป่วยบางรายได้ ข้อสังเกตของยากลุ่มนี้คือ จะมีคำเตือนบนฉลากว่า “กินแล้วอาจทำให้ง่วงนอน ห้ามขับขี่ยานพาหนะ” ยาบางตัวก็อาจมีคำเตือนเพิ่มเติมเจาะจงด้วยว่า “ห้ามกินยานี้พร้อมเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์” 

ถึงตรงนี้อาจมีคำถามเหมือนกับตอนกินยากับนมว่า แล้วถ้ากินยาแล้ว อยากดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ต้องเว้นระยะห่างกันเท่าไหร่ คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาการออกฤทธิ์ของยาซึ่งโดยมากก็นานกว่า 4 ชั่วโมงขึ้นไปทั้งนั้น การใช้ยาเหล่านี้ร่วมกับดื่มแอลกอฮอล์จึงเป็นการยากในทางปฏิบัติ เภสัชกรจึงมักแนะนำให้เลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตลอดช่วงเวลาที่ต้องใช้ยาดังกล่าว

นอกจากนี้ ยาบางชนิดยังไปมีผลทำให้เกิดพิษจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้อีก เนื่องจากยาบางชนิดไปรบกวนการกำจัดแอลกอฮอล์ออกจากร่างกาย ฉะนั้นเภสัชกรจึงมักแนะนำให้เลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตลอดช่วงเวลาที่ต้องใช้ยาดังกล่าวด้วย

เครื่องดื่มชนิดต่อไปที่คนมักใช้ร่วมกับยาโดยนึกไม่ถึงว่าจะมีปัญหาคือหมวดที่มีกาเฟอีน ไม่ว่าจะเป็นชา กาแฟ (ที่ไม่มีส่วนผสมของนม) หรือน้ำอัดลมสีดำยี่ห้อต่างๆ โดยทั่วไปเครื่องดื่มกลุ่มนี้ไม่ค่อยมีปัญหากับยา ยกเว้น ยาที่มีส่วนผสมของกาเฟอีน ได้แก่ ยาแก้ปวดไมเกรนที่เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ คาร์เฟอก็อต (Cafergot) หรือชื่อยี่ห้ออื่นๆ ในสูตรเดียวกัน ยานี้มีส่วนผสมของ caffeine และ ergotamine 

จะเห็นว่าในตัวยามีกาเฟอีนอยู่แล้ว หากถูกกินร่วมกับเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนอีก ก็จะส่งผลให้ได้รีบกาเฟอีนเกินขนาดเกิดอาการต่างๆ เช่น กระวนกระวาย ใจสั่น ท้องเสีย โดยเฉพาะคนที่ไวต่อกาเฟอีนอยู่แล้ว 

นอกจากยาไมเกรนคาร์เฟอก็อตแล้ว เครื่องดื่มหมวดนี้ยังไม่ควรดื่มร่วมกับยาที่มีฤทธิ์ทำให้ใจสั่น เช่นยาขยายหลอดลม ยาแก้คัดจมูก ยาเสริมฮอร์โมนไทรอยด์เป็นต้น ดังนั้น ท่านใดที่จำเป็นต้องใชัยาเหล่านี้ต้องพึงระวังเป็นเครื่องดื่มที่กินร่วมกับยาให้ดี

เครื่องดื่มหมวดสุดท้ายที่จะกล่าวถึงคือน้ำผลไม้ หมวดนี้ดูเหมือนจะปลอดภัยที่สุดในบรรดาเครื่องดื่ม แต่มีน้ำผลไม้บางชนิดอาจไปตีกับยาจนเกิดอันตรายได้ เช่นน้ำเกรปฟรุต ชื่อเกรปฟรุตนี้อาจจะไม่คุ้นหูชาวไทยกันนัก เพราะมันเป็นผลไม้ต่างประเทศ รสชาติเปรี้ยวอมหวานมีกลิ่นเฉพาะตัวที่สดชื่น แม้ว่าคนไทยไม่ค่อยคุ้นเคยกับเกรปฟรุต แต่ในห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ก็เห็นน้ำผลไม้ชนิดนี้วางขายประปราย สารสำคัญในเกรปฟรุตสามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่เปลี่ยนแปลงยาบางชนิดได้ เมื่อกินพร้อมกันจึงทำให้ยานั้นมีประสิทธิภาพเปลี่ยนไป อาจไม่ได้ผลหรือเกิดอาการข้างเคียงรุนแรงจากยาได้

ตัวอย่างยาที่ใช้บ่อยและตีกับน้ำผลไม้นี้ เช่น ยาลดไขมันในเลือดกลุ่มสแตตินบางตัว ยากดภูมิคุ้มกันที่ใช้ในผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ นอกจากน้ำเกรปฟรุตแล้ว ยังมีน้ำทับทิม น้ำส้มโอ และน้ำมะเฟื่อง ที่เคยมีการศึกษาว่ามีโอกาสไปตีกับยาได้ ทางทีดีควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำผลไม้เหล่านี้ในระหว่างที่มีการใช้ยา

โดยสรุป การกินยากับเครื่องดื่มต่างๆ ที่ไม่ใช่น้ำเปล่านั้นมีข้อควรระวังบางประการ โดยทั่วไปจะปรากฏคำเตือนบนฉลาก ผู้ใช้ยาจึงควรอ่านฉลากให้ละเอียดทุกครั้งก่อน รวมถึงหากไม่มั่นใจ ว่ายาใดกินกับเครื่องดื่มที่ท่านต้องการได้หรือไม่สามารถสอบถามข้อมูลจากเภสัชกรได้ที่ @guruya

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : รักแม่ ต้องดูแลสุขภาพแม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/749864

รู้เรื่องยา

วันจันทร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

วันแม่แห่งชาติของไทยคือวันพิเศษสุดสำหรับแม่ที่ลูกๆ ตั้งใจมอบให้แม่ วันแม่แห่งชาติปีนี้ ลูกๆ เตรียมของพิเศษสุดให้กับแม่ นอกจากของใช้ ของกินแล้ว ยังเตรียมดูแลสุขภาพให้แม่ผู้เป็นที่รักอีกด้วย  

ของขวัญที่ลูกเตรียมไว้ให้แม่คือผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้สุขภาพของแม่ดี มีร่างกายที่สมบูรณ์ โดยเฉพาะคุณแม่ที่อยู่ในวัยสูงอายุ ซึ่งหลายรายอาจมีโรคประจำตัว จึงต้องรับประทานยาเป็นประจำ และต้องมีอาหารเสริมเพิ่มเติมด้วย 

แต่ก่อนอื่นต้องขออนุญาตเตือนว่า อย่าลืมพาแม่ตรวจสุขภาพประจำปีด้วย ลองถามตัวเองด้วยว่าพาแม่ไปตรวจสุขภาพประจำปีครั้งล่าสุดเมื่อไร เน้นว่าการตรวจสุขภาพประจำปีเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น เพราะช่วยคัดกรองโรคภัยไข้เจ็บได้อย่างดี เช่น โรคเบาหวานความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น โรคเหล่านี้เป็นโรคที่มักไม่มีอาการให้เห็นในเบื้องต้น ผู้ป่วยจึงไม่รู้สึกว่าตนเองเจ็บป่วยด้วยโรคเหล่านี้ แต่หากปล่อยไว้ ภาวะของโรคจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนรักษาได้ยาก และอาจเสี่ยงกับการเกิดโรคแทรกซ้อน นำไปสู่ปัญหาต่างๆ จนทำให้เกิดปัญหาพิการ หรือเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

หากไม่ได้พาแม่ไปตรวจสุขภาพประจำปี 2-3 ปีแล้ว แนะนำว่าต้องพาไปตรวจสุขภาพประจำปีได้แล้ว แม่บางรายอาจอ้างว่าแม่สุขภาพยังดี ไม่ต้องพาไปตรวจสุขภาพหรอก เพราะสิ้นเปลืองเงิน แต่บางรายก็อาจจะเกรงว่าหากตรวจแล้วเจอโรคร้าย ก็อาจจะทำใจไม่ได้ แต่ก็ต้องบอกแม่ว่า การตรวจร่างกายประจำปีเป็นสิ่งดี เพราะหากพบเจอโรคเร็วก็รักษาหายได้ง่าย ดีกว่ารู้เมื่อสายไปแล้ว

การตรวจร่างกายประจำปีทำให้เรารู้สภาพของร่างกาย และรู้ว่าต้องปรับเปลี่ยนและยุติในเรื่องใดๆ บ้าง บางครั้งแค่เปลี่ยนพฤติกรรมประจำวัน ก็ทำให้ไม่ต้องกินยาแล้ว

แต่สำหรับแม่ที่มีโรคประจำตัว ลูกต้องเอาใจใส่ให้มากขึ้น ต้องรู้ว่าโรคที่แม่เป็นคือโรคอะไร อยู่ในขั้นไหน การควบคุมโรคทำได้ดีมากน้อยแค่ไหน แม่ใช้ยาตัวใดแม่กินยาครบถ้วนเป็นประจำหรือไม่ แม่ไปหาหมอที่ไหนบ้างเพราะแม่บางคนต้องไปหาหมอหลายที่มาก จึงควรต้องพาแม่ไปหาหมอ แล้วแจ้งให้หมอทราบว่าแม่ป่วยด้วยโรคอะไรบ้าง ใช้ยาอะไรบ้าง เพื่อป้องกันปัญหายาตีกัน ทางที่ดีต้องมีรายละเอียดยาต่างๆ ที่แม่กินเป็นประจำ แล้วแจ้งให้หมอทุกรายที่รักษาแม่รับทราบด้วย แล้วถ้าหากแม่ไปซื้อยากินเอง ก็ยิ่งต้องระวังให้มาก ต้องเอาชื่อยาไปให้เภสัชกรตรวจสอบก่อนทุกครั้ง เพื่อป้องกันการจ่ายยาที่ตีกันเอง

ทั้งนี้ ลูกสามารถปรึกษาเภสัชกรได้เพื่อให้ทราบว่าแม่กินยาแล้วจะเกิดปัญหายาตีกันหรือไม่ โดยส่งรายชื่อยาไปให้เภสัชกรตรวจสอบที่ line @guruya

และลูกยังต้องสอบถามแม่ด้วยว่าใช้ยาแก้ปวดอะไรอยู่บ้าง และต้องถามด้วยว่าใช้ยาบ่อยแค่ไหนในแต่ละวัน เพราะแม่ที่อายุมากมักมีปัญหาปวดเข่า ปวดหลัง กระดูกพรุนหมอนรองกระดูกเสื่อม แล้วไปหายามารับประทานเอง เนื่องจากมีผู้แนะนำ หรือเชื่อจากคำโฆษณาขายยา จึงต้องบอกแม่ว่า การหาซื้อยามารับประทานเอง เป็นเรื่องอันตรายมาก และจะก่อให้เกิดปัญหาร้ายแรงได้เมื่อใช้ยาไปนานๆ โดยเฉพาะยาแก้ปวดจะมีผลต่อกระเพราะอาหาร ระบบหัวใจ หลอดเลือด และไต

แม่บางคนมีอาการปวดท้องต่างๆ เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้ออาหารไม่ย่อย หากพบเป็นบ่อยๆ แล้วเมื่อกินยาตามอาการนานเป็นเดือน อาการก็ไม่ดีขึ้น เรื่องนี้ต้องระวังมาก และต้องพาแม่ไปพบหมอจะดีที่สุด เพื่อป้องกันปัญหาบานปลาย

ส่วนลูกๆ ที่ชอบหาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และสมุนไพรให้คุณแม่ใช้ เพราะเชื่อว่าจะช่วยบำรุงสุขภาพของแม่ และยังมีแม่อีกไม่น้อยที่ชอบซื้อของดังกล่าวตามคำโฆษณา และชอบซื้อตามออนไลน์ หรือตามรายการทีวี วิทยุที่เน้นการขายของจำพวกนี้ ก็ต้องระวังให้มาก เพราะมีอันตรายแฝงอยู่อย่างน่ากลัว ขอย้ำว่าเมื่อจะหาอะไรให้แม่กิน ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ขอให้ตรวจสอบให้ดีก่อนต้องถามหมอ และเภสัชกรก่อนทุกครั้ง ขอเน้นว่าการซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากออนไลน์ ถือเป็นเรื่องที่น่ากลัวมากบางรายกินเข้าไปแล้วเกิดปัญหาหนักจนยากจะแก้ไขได้ บางรายก็เสียชีวิตเพราะกินของที่ไม่มีคุณภาพ และเป็นโทษต่อร่างกาย

สุดท้ายนี้ ขอย้ำว่าการที่จะทำให้แม่มีสุขภาพดี ต้องให้แม่รับประทานอาหารมีคุณภาพ และได้สมดุลทั้งปริมาณของโปรตีน ต้องมีผักผลไม้ในปริมาณที่เหมาะสม และมีสารอาหารให้ประโยชน์อื่นๆ อย่างครบถ้วน ต้องให้แม่ได้ออกกำลังกายบริหารร่างกาย และต้องบริหารจิตใจด้วย โดยต้องทำให้เหมาะสมตามช่วงอายุ และสภาวะของร่างกาย แล้วที่สำคัญคือหมั่นไปหาแม่ให้บ่อยขึ้น ไปพูดคุย กอด หอม และบอกรักแม่ทุกๆ วัน หรือให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพียงแค่นี้จะช่วยให้สุขภาพของแม่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

รศ.ภญ.ดร.ณัฎฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยากับเครื่องดื่ม (ตอนที่ 1)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/748356

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยากับเครื่องดื่ม (ตอนที่ 1)

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยากับเครื่องดื่ม (ตอนที่ 1)

วันจันทร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 07.15 น.

หลายท่านอาจจะเคยประสบปัญหารู้สึกว่ากินยาแล้วไม่ได้ผล หรือกำลังคิดสงสัยว่ายาที่กินไปทำไมมีผลข้างเคียงมากจริง ทั้งที่ก็กินยาตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรทุกอย่าง เก็บรักษายาอย่างดี ไม่ถูกแสงแดดความชื้น อุณหภูมิไม่ร้อนหรือเย็นเกินไป ทำถึงขนาดนี้แล้วทำไมยังรู้สึกไม่ได้ผลดีที่สุดจากยาที่กำลังใช้อยู่ วันนี้จึงขอมานำเสนอหนึ่งสาเหตุที่อาจทำให้ท่านมีปัญหาดังกล่าว นั่นคือ ท่านกินยากับเครื่องดื่มที่ไปมีผลต่อการออกฤทธิ์ของยา

ปัญหายาตีกัน (drug-drug interaction) คือ การที่เรากินยามากกว่า 1 ชนิดแล้วยาตัวหนึ่งไปต้านฤทธิ์ของยาอีกตัวหนึ่ง หรือยาตัวหนึ่งไปเสริมฤทธิ์ของยาอีกตัวหนึ่ง หรืออาจไปเสริมอาการข้างเคียงให้เกิดมากขึ้น จนกระทั่งมีโอกาสทำให้เกิดพิษต่อผู้ป่วยได้ หรือมีผลทำให้ยาตัวใดตัวหนึ่งมีการเปลี่ยนแปลงจนได้ผลลัพธ์ที่ไม่ต้องการ ส่งผลต่อการรักษา แต่นอกจากยาจะตีกับยาด้วยกันเองแล้ว ยายังสามารถตีกับอาหารและเครื่องดื่ม (drug-food interaction) ได้ด้วยเช่นกัน ท่านอาจจะเคยเห็นบนฉลากยาบางตัวที่ระบุว่า “ห้ามรับประทานพร้อมนม/ยาลดกรด” เนื่องจากนมหรือยาลดกรดอาจมีปฏิกิริยากับตัวยาโดยตรง เช่น ยาฆ่าเชื้อกลุ่มฟลูโอโรควิโนโลน (Fluoroquinolones) ทำให้การดูดซึมของยาลดลงจนไม่เพียงพอในการออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อก่อโรคได้ การติดเชื้อที่เป็นอยู่ก็ไม่หาย เผลอๆ อาจเกิดปัญหาเชื้อดื้อยาตามมาอีกด้วย เช่นเดียวกันกับยากลุ่มธาตุเหล็กที่นมมีผลลดการดูดซึม ที่จริงแล้วนมนี้มีปัญหาขัดขวางการดูดซึมยาได้หลายอย่าง ถ้าผู้ใช้ยาไม่สะดวกเช็คก่อนว่ายาที่ตนเองกับนมมีปัญหากันหรือไม่ ทางที่ดีก็ควรแยกมื้อไปเลยโดยระวังการดื่มนมไม่ให้ใกล้กับการกินยาภายใน 2 ชั่วโมง

นอกจากเรื่องนมทำปฏิกิริยากับยา ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ ยาบางตัวที่ระคายเคืองกระเพาะอาหารหรือไม่ทนกรดในกระเพาะอาหารจะมีการเคลือบสารบางอย่างไว้ให้ไปแตกตัวที่ลำไส้เล็กซึ่งเราเรียกว่าenteric coat เมื่อกินยาเหล่านี้พร้อมนมหรือยาลดกรดทำให้ยาแตกตัวก่อน ยาจึงกัดกระเพาะหรือสูญเสียการออกฤทธิ์ไป ตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือยารักษาโรคกระเพาะกลุ่ม proton pump inhibitor (PPI) ยากลุ่มนี้ไม่ทนกรดจึงถูกเคลือบให้ไปแตกตัวที่ลำไส้ หากผู้ใช้ยากินยาพร้อมนมซึ่งนมไปมีผลทำให้ความเป็นกรดในกระเพาะลดลง ยาจึงแตกตัวออกมาและเสื่อมฤทธิ์ไป ทำให้โรคกระเพาะไม่หายเสียทีทั้งที่กินยาสม่ำเสมอ บางครั้งผู้ใช้ยาก็ทราบดีว่าห้ามกินยาพร้อมนม แต่อาจจะลืมไปว่ามีนมแฝงในเครื่องดื่มหลายอย่าง เช่น กาแฟใส่นม ชานมไข่มุก สมูทตี้โยเกิร์ต รวมไปถึงน้ำเต้าหู้ นมถั่วเหลืองต่างๆ ก็จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันทั้งนั้น ดังนั้น หากเราต้องกินยาที่ห้ามกินพร้อมนมแล้วอยากดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้ก็ต้องเว้นระยะห่างระหว่างกันอย่างน้อย 2 ชั่วโมง

เรื่องการเลี่ยงยากับนมนี้บางคนก็ทำได้สบายๆ แต่บางคนก็กลายเป็นปัญหาชีวิตข้อใหญ่ เพราะยาว่าอาจจะต้องกินเป็นเวลานาน อาจจะตลอดไป แต่ขณะเดียวกันก็เป็นคนติดกาแฟ และกาแฟที่ดื่มก็ต้องใส่นมเสียด้วย เรียกว่าทุกเช้าถ้าไม่ได้ดื่มกาแฟก็จะปวดหัวไปตลอดวัน กรณีแบบนี้มี 2 ทางเลือกคือ เปลี่ยนจากกาแฟนมเป็นกาแฟดำ หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องเลือกว่าจะตื่นมากินยาเลยแล้วรอ 2 ชั่วโมงค่อยดื่มกาแฟ ซึ่งกรณีนี้ก็ต้องเช็คว่ายานั้นกินตอนท้องว่างได้หรือไม่ ถ้าได้ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าไม่ได้ก็ต้องรอกินยาหลังดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของนมดังกล่าวข้างต้นอย่างน้อย 2 ชั่วโมงนั่นเอง กรณีที่เป็นยาที่ต้องกินตอนเช้ามื้อเดียวก็แล้วไป แต่ถ้าเป็นยาที่กินสองสามมื้อ ผู้ใช้ยาก็ต้องตั้งสติให้ดีเวลาจะดื่มเครื่องดื่มที่มีนมเป็นส่วนผสม ว่าห่างจากมื้อยามากพอหรือไม่

นอกจากนมหรือเครื่องดื่มที่มีนมเป็นส่วนประกอบแล้วที่จริงเครื่องดื่มชนิดอื่นที่ไม่ใช่น้ำเปล่าก็อาจจะมีปัญหาตีกับยาได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นน้ำอัดลม น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งจะกล่าวถึงรายละเอียดในสัปดาห์หน้า

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ถวายยาพระแบบได้บุญ ต้องไม่มียาอันตราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/746902

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ถวายยาพระแบบได้บุญ ต้องไม่มียาอันตราย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ถวายยาพระแบบได้บุญ ต้องไม่มียาอันตราย

วันจันทร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 07.30 น.

สัปดาห์นี้มีวันพระใหญ่ คือวันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา หลายคนไปทำบุญกันอย่างพร้อมเพรียงมีอาหารและของต่างๆ ไปถวายพระ รวมถึงบางรายก็ถวายยาด้วย

ในบรรดาหยูกยาที่ถวายนั้น มีทั้งยาสามัญประจำบ้านยาสมุนไพร วิตามิน และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆการถวายยา อาหารเสริม วิตามินต้องคัดเลือกผลิตภัณฑ์ให้ดีก่อนด้วย โดยขอให้ยึดหลักสำคัญสองประการ คือ ต้องรู้ด้วยว่าพระสงฆ์แพ้ยา สารเคมีอะไรหรือไม่ โดยต้องถามท่านก่อนจะถวาย โดยสอบได้จากประวัติการแพ้ยา

ประเด็นที่สองคือ ต้องมั่นใจว่าของที่นำไปถวายต้องไม่ใกล้หมดอายุ หรืออย่างน้อยก็ควรมีอายุเหลืออย่างต่ำหนึ่งปีในวันถวาย หากถวายยา หรือผลิตภัณฑ์ที่ต้องมีวิธีเก็บรักษาเป็นพิเศษ เช่น ต้องเก็บในตู้เย็น เป็นต้น ก็ต้องกราบเรียนพระให้ทราบด้วย ไม่เช่นนั้น อาหารเสริมหรือสมุนไพรที่เราถวาย แต่ทว่าท่านเก็บรักษาไม่ถูกต้อง แทนที่ฉันแล้วจะบำรุงสุขภาพ ก็อาจก่ออันตรายแก่ผู้ใช้

ที่จริงแล้ว การเลือกยา สมุนไพร หรือแม้กระทั่งผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับถวายพระ เป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนหลายอย่าง โดยทั่วไปเราควรรู้จักข้อมูลสุขภาพของคนที่เราต้องการนำอาหารเสริม สมุนไพรหรือของบำรุงต่างๆ ไปมอบให้ดีพอสมควร ไม่เช่นนั้นความหวังดีของเราอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้รับมอบได้ ยกตัวอย่างเช่น พระบางรูปอาจเป็นโรคหัวใจ และจำเป็นต้องใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ซึ่งยาประเภทนี้เป็นยาที่มีโอกาสตีกับอาหารเสริม สมุนไพร หรือยาอื่นๆ ได้มาก โดยมีโอกาสทำให้ปริมาณยาในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง และปริมาณยาที่เปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย อาจทำผู้ป่วยให้ไม่ได้ผลการรักษา หรือไม่ก็อาจทำให้เกิดอันตรายได้ 

นั่นคือ ทำให้มีโอกาสเกิดเลือดออก หรือเลือดแข็งตัวผิดปกติ ซึ่งเป็นอันตรายร้ายแรงกับผู้ที่กำลังใช้ยานี้ร่วมกับอาหารเสริมหรือสมุนไพร ซึ่งบางครั้งแม้แต่ตัวผู้ใช้ยาเองก็ไม่อาจทราบได้ หรือบางโรคที่ฟังดูแล้วเป็นโรคที่ค่อนข้างธรรมดา เช่น ความดันโลหิตสูง การใช้สมุนไพรบางอย่างอาจมีผลเพิ่มความดันโลหิตทำให้ความดันโลหิตควบคุมได้ยาก 

ตัวอย่างของสมุนไพรที่ว่า คือโสม ญาติโยมหลายคนอาจจะตระหนักถึงประเด็นนี้อยู่แล้วจึงเลี่ยงไปซื้อเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (ที่เรามักเรียกว่าอาหารเสริม) แทน ก็ขอเรียนว่าที่จริงแล้วผลิตภัณฑ์เสริมอาหารก็มีโอกาสตีกับยาที่ผู้ป่วย หรือพระสงฆ์ท่านใช้อยู่ 

นอกจากนี้ในแง่ของอาหารทางการแพทย์ หรือพวกอาหารเสริมสำหรับผู้สูงอายุ ก็มีประเด็นที่ควรคำนึงถึงอยู่เช่นกัน อาหารเสริมสำหรับคนทั่วไป อาจจะไม่สามารถใช้กับคนที่มีโรคประจำตัวบางโรค เช่น โรคเบาหวาน หรือโรคไต และคนที่เป็น 2 โรคนี้ก็มีอาหารเสริมทางการแพทย์สูตรเฉพาะที่เหมาะภาวะโรค 

ดังนั้นถ้าเราจะเลือกซื้ออาหารเสริมให้ญาติผู้ใหญ่ หรือถวายพระสงฆ์ เราก็ควรมีข้อมูลสุขภาพของท่านด้วย เพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อได้ถูกต้อง เพราะของเหล่านี้เป็นของที่มีราคาค่อนข้างแพง แล้วถ้าหากใช้ผิด ก็จะเสียทั้งเงินและสุขภาพ

โดยทั่วไป เวลาเราจัดหายาไปทำบุญถวายพระ เราไม่ทราบข้อจำกัดของพระที่เราจะถวาย หรืออาจเป็นการถวายรวมๆ โดยไม่ได้เจาะจงพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งฉะนั้น ควรเลือกจัดหายาที่มีความเสี่ยงต่ำที่จะทำให้เกิดอันตรายต่อพระ เช่น ยาใช้ภายนอกชนิดต่างๆ ชุดทำแผลเจลประคบเย็น ยาดม ยาหม่อง ยาไล่ยุง เป็นต้น ถ้าจะถวายยารับประทาน ควรเป็นยาที่ดูแลรักษาโรคง่ายๆ เช่น พาราเซตามอล ผงเกลือแร่โอ อาร์ เอส ยาถ่าน ยาแก้แพ้ชนิดรับประทานแล้วไม่ง่วง กลุ่มยาลดอาการจุกเสียดทางเดินอาหาร เป็นต้น 

ขอแนะนำชนิดแผงน่าจะดีกว่า เพราะว่าท่านอาจจะแบ่งกันใช้ และในบางกรณีชนิดแผงเก็บรักษาง่ายกว่า และความคงตัวของยาดีกว่า แต่ไม่แนะนำให้ถวายแบบประเภทขวดร้อยเม็ด หรือพันเม็ด เพราะเมื่อมียามากเกินไป ก็อาจใช้ไม่ทัน แล้วหมดอายุก่อน

อันที่จริงผู้อ่านที่ติดตามคอลัมน์นี้เป็นประจำ อาจเคยผ่านตาเกี่ยวกับประเด็นการถวายยาแด่พระสงฆ์มาบ้างแล้ว แค่ที่ผู้เขียนเขียนซ้ำเนื่องจากมีประสบการณ์ และเห็นปัญหาการใช้ยาของพระสงฆ์อยู่เนืองๆ ซึ่งต้องยอมรับว่าปัญหาที่พบส่วนหนึ่ง เกิดจากความหวังดีของญาติโยม ผู้เขียนจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความรู้เข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องนี้จะทำให้ลดปัญหาการใช้ยา อันอาจนำไปสู่อันตรายต่อพระสงฆ์ได้

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เราป้องกันโรคไข้เลือดออกได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/745504

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เราป้องกันโรคไข้เลือดออกได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เราป้องกันโรคไข้เลือดออกได้

วันจันทร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 07.30 น.

สัปดาห์นี้เรามาชวนกันป้องกันโรค “ไข้เลือดออก” กันครับแม้โรคนี้จะเก่าแก่ แล้วเราคุ้นเคยกับมันมานานก็ตาม แต่เราก็ต้องป้องกันตัวเราจากมันให้ได้ ยิ่งปีนี้มีการระบาดของโรคไข้เลือดออกเป็นวงกว้างและรุนแรงกว่าปีก่อนๆ 

กรมควบคุมโรครายงานสถานการณ์โรคไข้เลือดออกว่า ในปี 2566 ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 1-25 มีผู้ป่วยไข้เลือดออกสะสม 27,377 ราย เสียชีวิต 23 ราย คำนวณคร่าวๆ คือปีนี้มีคนไทยเสียชีวิตจากโรคนี้ตกสัปดาห์ละคนเลยทีเดียวนับว่าสูงกว่าปีก่อนถึงเกือบ 3 เท่าตัว 

ยิ่งช่วงฤดูฝนแบบนี้ก็เป็นช่วงที่ไข้เลือดออกกำลังระบาดมากที่สุดของปี เชื่อว่าหลายคนยังคงจำเคสนักแสดงวัยหนุ่มแน่นร่างกายแข็งแรง แต่ต้องเสียชีวิตจากไข้เลือดออกได้ เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ทุกคนตระหนักถึงอันตรายจากไข้เลือดออกมากขึ้น ซึ่งเมื่อก่อนเราอาจจะดูแคลนมันว่าไม่รุนแรงมากนัก 

ทุกคนคงพอทราบว่าตัวการทำให้คนเป็นไข้เลือดออกคือยุงลาย ยุงลายเป็นพาหะของเชื้อไวรัสเดงกี่ (Dengue Virus) เมื่อมันดูดเลือดคนที่ป่วยเป็นไข้เลือดออกมาไว้ในตัวมันเอง แล้วไปกัดคนอื่นก็เป็นการแพร่เชื้อไวรัสเดงกี่ หลังจากถูกยุงกัดก็จะป่วยภายใน 3-8 วัน

อาการของการติดเชื้อไวรัสเดงกี่ มีระดับที่แตกต่างกันตั้งแต่ไม่มีอาการอะไรเลยจนถึงรุนแรงจนเกิดภาวะช็อก ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิต แต่ที่พบบ่อยๆ คือ มีไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดหัว ปวดเมื่อยตามร่างกาย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องมาก โดยเฉพาะชายโครงด้านขวา มีจุดเลือดออกตามแขนขา ลำตัว ในรายที่มีอาการรุนแรง จะนำไปสู่ภาวะช็อกมือเท้าเย็น ความดันเลือดตก ปัสสาวะไม่ออก อวัยวะภายในล้มเหลวตามมา ซึ่งก่อนจะถึงภาวะนี้ ผู้ป่วยมักมีอาการมาแล้วหลายวัน

ปัจจุบันยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสเดงกี่ มีแต่การใช้ยารักษาตามอาการ เช่น หมั่นเช็ดตัวและให้ยาแก้ปวดลดไข้ ถ้ายังรักษาตัวอยู่ที่บ้านควรให้ดื่มน้ำเกลือแร่ ชดเชยการขาดน้ำ แต่ถ้าภายใน 2-3 วันไม่มีท่าทีว่าจะดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีน้ำหนักเกิน หญิงมีครรภ์ หรือผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น ธาลัสซีเมีย โรคหัวใจ ตับไต ไม่ดี ผู้ที่กำลังใช้ยาที่มีผลต่อเกล็ดเลือด (NSAIDS) เช่น ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อตรวจวินิจฉัยและให้การรักษาได้ทันท่วงที ก่อนเกิดภาวะช็อก หรือเลือดออกตามชื่อโรคจากภาวะเกล็ดเลือดต่ำ ซึ่งเป็นอาการสำคัญที่พบได้ในผู้ป่วยไข้เลือดออก และอาการอาจมีโอกาสที่จะรุนแรงยิ่งขึ้นถ้าเป็นไข้เลือดออกครั้งที่สอง

การใช้ยาแก้ปวดลดไข้ในผู้ป่วยไข้เลือดออก ควรเลือกใช้ยาพาราเซตามอล แต่ที่ห้ามใช้โดยเด็ดขาดในกรณีที่เป็นไข้เลือดออก คือ ยาบรรเทาปวด ลดอักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือ NSAIDS เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) แอสไพริน (Aspirin) ไดโคลฟีแนก (Diclofenac) นาปรอกเซน (Naproxen) เป็นต้น เนื่องจากยาในกลุ่มนี้ทำให้เลือดออกแล้วหยุดยาก เพราะยาในกลุ่มนี้มีฤทธิ์ต้านเกล็ดเลือด

ฉะนั้นถ้าเราเป็นไข้ แต่ยังไม่ทราบสาเหตุ ถ้าต้องใช้ยาแก้ปวดลดไข้ ให้เลือกใช้เป็นยาพาราเซตามอลเป็นอันดับแรก

ส่วนการป้องกันไข้เลือดออกที่ดีที่สุดคือ ป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัด ดังนั้นการติดมุ้งลวดให้ การสวมใส่เสื้อผ้าแขนยาวขายาวปกปิดไว้ไม่ให้ยุงกัดได้ รวมถึงการใช้ยาทา ไล่ยุง และต้องร่วมกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย โดยดูแลสิ่งแวดล้อมไม่ให้มีน้ำขังได้ และต้องทำให้บ้านโล่ง ไม่รก เพื่อป้องกันยุ่งไปอาศัย

สำหรับคนที่เคยเป็นไข้เลือดออกแล้ว ก็สามารถเป็นซ้ำอีกได้ เพราะไวรัสเดงกี่ที่เป็นสาเหตุของโรคมีถึง 4 สายพันธุ์ อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับโรคติดเชื้อจากไวรัสชนิดอื่น โรคไข้เลือดออกก็มีการพัฒนาวัคซีนเพื่อใช้ป้องกันด้วยเช่นกัน แต่ไม่ได้มีคำแนะนำให้ฉีดในวงกว้างเหมือนไวรัสไข้หวัดใหญ่ 

สำหรับวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกนั้น ออกแนะนำให้ฉีดในกลุ่มคนอายุ 9-45 ปี ที่เคยเป็นไข้เลือดออกมาก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ติดเชื้อไวรัสเดงกี่สายพันธุ์อื่น การฉีดวัคซีนช่วยป้องกันการเป็นไข้เลือดออกซ้ำได้ประมาณ 60% และช่วยให้โรคอยู่ในระดับที่ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลได้ประมาณ 90% 

ข้อเสียของวัคซีนนี้คือ มีราคาค่อนข้างแพง และต้องฉีดถึง 3 เข็ม และเป็นวัคซีนชนิดเชื้อเป็น จึงมีข้อควรระวังการฉีดค่อนข้างมาก การพิจารณาว่าใครควรฉีดหรือไม่ จึงต้องพิจารณาอย่างรัดกุมโดยแพทย์เท่านั้น

โดยสรุป ปี 2566 นี้เป็นปีที่ไข้เลือดออกระบาดค่อนข้างรุนแรงในประเทศไทย การป้องกันไม่ให้ถูกยุงลายกัด การดูแลผู้ที่เป็นไข้โดยคิดถึงไข้เลือดออกไว้เสมอ หลีกเลี่ยงการใช้ยาลดไข้ที่มีผลต่อเกล็ดเลือด รวมถึงปรึกษาแพทย์ถึงความจำเป็นในการฉีดวัคซีน ในกรณีเคยเป็นไข้เลือดออกและกำลังอยู่ในพื้นที่ระบาด ทั้งหมดที่กล่าวถึงข้างต้นจะช่วยลดความสูญเสียที่อาจเกิดจากไข้เลือดออกหรือไวรัสเดงกี่ได้

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ผู้ป่วยเกาต์ต้องเลี่ยงอาหารมีพิวรีนสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/744091

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ผู้ป่วยเกาต์ต้องเลี่ยงอาหารมีพิวรีนสูง

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ผู้ป่วยเกาต์ต้องเลี่ยงอาหารมีพิวรีนสูง

วันจันทร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 07.30 น.

เกาต์เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังที่พบได้บ่อยที่สุด คือประมาณร้อยละ 1-2 ของประชากร และพบโรคนี้ในเพศชายมากกว่าเพศหญิงถึง 10 เท่า 

ข้ออักเสบในโรคเกาต์เกิดจากกรดยูริกในเลือดที่สูงกว่าปกติ (สูงกว่า 7 มิลลิกรัม/เดซิลิตรในเพศชายและสูงกว่า 6 มิลลิกรัม/เดซิลิตรในเพศหญิง) จนในที่สุดตกผลึกเป็นเกลือยูเรตสะสมในน้ำรอบข้อ จนเกิดการระคายเคืองและอักเสบ อาการของโรคเกาต์มักเกิดแบบฉับพลันทันใด และเป็นๆ หายๆ 

ในช่วงที่เกิดข้ออักเสบจะรักษาด้วยยาต้านอักเสบเมื่อพ้นระยะการอักเสบจึงจะเริ่มใช้ยาที่มีผลลดกรดยูริกในเลือด

คนเป็นโรคเกาต์ต้องระมัดระวังการรับประทานอาหารที่มีพิวรีน (purine) สูง พิวรีนเป็นสารที่มีตามธรรมชาติทั้งในพืชหรือสัตว์ เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะเปลี่ยนเป็นกรดยูริค แต่ในสัตว์และพืชแต่ละชนิดก็มีพิวรีนไม่เท่ากัน ถ้าเมื่อไรอาหารชนิดนั้นมีพิวรีนสูงกว่า 150 มิลลิกรัมต่ออาหารปริมาณ 100 กรัม จะเข้าข่ายอาหารพิวรีนสูงทันที 

ซึ่งในกรณีของเครื่องในสัตว์ ไม่ว่าจะตับ ปอด หัวใจ เซ่งจี๊ ม้าม สมอง กึ๋น ฯลฯ เหล่านี้จัดเป็นอาหารที่มีพิวรีน (purine) สูง นอกจากเครื่องในสัตว์ก็มี ปลาดุก ปลาอินทรีย์ ปลาซาร์ดีนกระป๋อง กระถิน ชะอม ถั่วต่างๆ แต่ที่น่าสนใจคือ น้ำต้มกระดูก น้ำซุปก็มีพิวรีน (purine) สูงเช่นกัน

โรคเกาต์เป็นโรคเรื้อรัง ถ้ารักษาไม่ดีจะทำให้ผลึกเกลือจากกรดยูริกสะสมตามข้อจนผิดรูปและพิการตามมา ดังนั้น นอกจากผู้ป่วยต้องกินยาตามสั่งสม่ำเสมอแล้ว จะต้องควบคุมปริมาณอาหารที่มีพิวรีนสูงร่วมด้วย 

นอกจากอาหารที่กล่าวถึงแล้วสิ่งหนึ่งที่ต้องควบคุมการบริโภคก็คือ เหล้า เบียร์ ไวน์ เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้ล้วนแล้วแต่พิวรีนสูง จึงพบบ่อยๆ ว่าคนไข้เกาต์กำเริบหลังมีดื่มแอลกอฮอล์ในงานสังสรรค์ต่างๆ 

ส่วนวิธีปฏิบัติตัวเพื่อลดโอกาสการกำเริบของโรคเกาต์ นอกจากเรื่องลดและเลี่ยงอาหารพิวรีนสูงก็ต้องหลีกเลี่ยงผลไม้ลดหวาน หรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลฟรุคโตส เพราะเพิ่มความเสี่ยงที่โรคจะกำเริบ พยายามรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่ปล่อยให้ตัวเองอ้วนเกินไปเพราะน้ำหนักที่เกินจะเป็นปัจจัยเสี่ยงหนึ่งที่ทำให้ข้ออักเสบ

ส่วนคนที่อ้วนอยู่เดิมก็ต้องลดน้ำหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะถ้าออกกำลังกายหักโหมเกินก็จะกระตุ้นให้เกาต์กำเริบได้ นอกจากนั้นก็ควรดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อยวันละ 2 ลิตร เพื่อให้การขับออกของของเสียมีประสิทธิภาพดีขึ้น ที่สำคัญควรกินยาสม่ำเสมอและไปพบแพทย์ตามนัด

ยาตัวที่นิยมใช้มากที่สุดเพื่อควบคุมระดับกรดยูริกในเลือดของคนไข้โรคเกาต์ คือ อัลโลพูรินอล (allopurinol)แต่พบว่าในผู้ป่วยบางราย มีอุบัติการณ์การแพ้ยารุนแรง ผู้ป่วยที่แพ้จะเกิดอาการผื่นผิวหนังรุนแรง และพบได้ค่อนข้างบ่อย จึงมีคำแนะนำให้ตรวจว่าผู้ที่จะใช้ยามีความเสี่ยงการแพ้หรือไม่ โดยการตรวจหายีน HLA-B*58:01 เพราะผู้ที่มียีนนี้จะเสี่ยงแพ้ยารุนแรงสูงกว่าผู้ที่ไม่มีประมาณ 300 กว่าเท่า ซึ่งแพทย์จะประเมินว่าผู้ป่วยคนใดจำเป็นต้องตรวจหรือไม่ และถ้าจำเป็นต้องตรวจ ก็สามารถเบิกได้ทุกสิทธิการรักษา

โดยสรุป คนเป็นโรคเกาต์โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่มีอาการข้ออักเสบหรือที่เรียกว่าเกาต์กำเริบหรือคนที่โรคสงบแล้วก็จริงแต่กรดยูริคในเลือดยังสูงอยู่ควรหลีกเลี่ยงอาหารพิวรีนสูง และควรใช้ยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ ไม่หยุดยาเองแม้จะหายจากข้ออักเสบแล้ว และถึงแม้การใช้ยาจะมีความเสี่ยงการแพ้รุนแรง แต่ก็สามารถตรวจคัดกรองหายีนที่ระบุความเสี่ยงเพื่อการเลือกใช้ยาได้อย่างปลอดภัย

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย