รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การตรวจคัดกรองมะเร็ง ช่วยให้รักษามะเร็งได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/742530

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การตรวจคัดกรองมะเร็ง ช่วยให้รักษามะเร็งได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การตรวจคัดกรองมะเร็ง ช่วยให้รักษามะเร็งได้

วันจันทร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.15 น.

มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง หรือ colorectal cancer เป็นมะเร็งที่พบบ่อยทั้งระดับประเทศและโลก จากสถิติในปี 2020 คนไทยป่วยด้วยโรคมะเร็งนี้ประมาณ 20,000 คน จัดเป็นมะเร็งอันดับที่ 4-5 ในคนไทย ในปีเดียวกัน มีการเสียชีวิตจากมะเร็งนี้ประมาณ 10,000 ราย จากข้อมูลจะเห็นได้ว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญระดับประเทศ ที่เราต้องให้ความรู้กับประชาชน เพื่อให้ดูแลตนเองให้ถูกต้อง เพื่อลดการป่วยและตายจากโรคมะเร็งนี้

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ ปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้ และปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้

ก่อนอื่นเรามาพิจารณาถึงปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้ก่อนเพื่อจะได้ทราบว่าขณะนี้ตนเองมีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด และต้องเฝ้าระวังอาการของตนเองในระดับใด ปัจจัยเสี่ยงชนิดนี้ ได้แก่ 

(1) ความชรา ซึ่งเราเลี่ยงมิได้ อายุที่เพิ่มขึ้น ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการพบมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง โดยเฉพาะอายุที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 50 ปีขึ้นไป 

(2) เคยตรวจพบติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่และไส้ตรง หรือมีประวัติเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง 

(3) เป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง 

(4) การมีโรคทางกรรมพันธุ์บางชนิด เช่น Lynch Syndrome (hereditary non-polyposis colorectal cancer หรือ
HNPCC), familial adenomatous polyposis (FAP) เป็นต้น 

(6) มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ 

(7) เป็นโรคเบาหวาน

ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้ของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ซึ่งประชาชนควรอย่างยิ่งที่จะต้องทราบเพื่อจะได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ เพื่อลดโอกาสการเจ็บป่วยลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่มีความเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้อยู่แล้ว ได้แก่ 

(1) มีน้ำหนักเกินหรือมีภาวะอ้วน 

(2) ไม่ออกกำลังกาย หรือชอบอยู่ในสภาวะเนือยนิ่ง 

(3) บริโภคอาหารบางจำพวกมากเกินไป เช่น เนื้อแดง ไขมันสัตว์ เนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก เบค่อน เป็นต้น 

(4) สูบบุหรี่ 

(5) ดื่มสุรา 

ซึ่งในส่วนของข้อ 4 และ 5 เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเกี่ยวข้องกับการป่วยและตายด้วยโรคมะเร็งชนิดอื่น เช่น มะเร็งปอด มะเร็งตับ รวมถึงโรคเรื้อรังอื่นด้วย

กุญแจสำคัญที่จะทำให้การรักษามะเร็งประสบความสำเร็จ ยืดชีวิตคนไข้ได้นานที่สุดคือ การค้นพบโรคได้เร็วที่สุด อย่างน้อยก่อนที่โรคจะอยู่ในระยะลุกลาม เพราะเมื่อมะเร็งลุกลามออกนอกจุดเริ่มต้นของการเกิดโรคแล้วการรักษาจะยากขึ้นมาก 

ดังนั้น สมาคมวิชาชีพด้านสาธารณสุขจึงพยายามออกคำแนะนำเพื่อให้เกิดการตรวจคัดกรองอย่างทันเวลา ก่อนที่โรคมะเร็งจะแสดงอาการ

สมาคมแพทย์ทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย ให้คำแนะนำการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงไว้ดังนี้ บุคคลทั่วไปที่อายุ 50 ปีขึ้นไปทุกคน จัดเป็นกลุ่มมีความเสี่ยงปานกลาง ควรไปการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ อย่างไรก็ตามพบอุบัติการณ์มะเร็งลำไส้ใหญ่สูงขึ้นในคนอายุน้อยลงในระยะหลังๆ ดังนั้น ในบางแนวทางปฏิบัติจึงแนะนำให้เริ่มตรวจคัดกรองเร็วขึ้นตั้งแต่อายุ 45 ปี

ผู้มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป ควรได้รับการตรวจคัดกรองเร็วขึ้นตามความเสี่ยงที่มี ได้แก่ ผู้ป่วยโรคพันธุกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ ผู้มีญาติลำดับที่ 1 (บิดา มารดา พี่ น้องร่วมสายเลือด) ป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือตรวจพบติ่งเนื้อลำไส้ใหญ่ที่มีความเสี่ยงต่อการกลายเป็นมะเร็งสูง ผู้ป่วยโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังหรือ (inflammatory bowel disease (IBD) ผู้ป่วยที่มีประวัติมีติ่งเนื้อลำไส้ใหญ่ หรือเคยป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่มาก่อน

วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงหลักๆ มี 3 วิธี ได้แก่ 

(1) ตรวจหาเลือดออกแฝงในอุจจาระทุก 1-2 ปี 

(2) การตรวจส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ซึ่งโดยประมาณทำทุก 10 ปี ถ้าผลตรวจไม่พบความผิดปกติ (3) การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ลำไส้ใหญ่

ภาครัฐโดย สปสช. เห็นความสำคัญของการตรวจคัดกรองนี้เช่นเดียวกัน ไม่เฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเท่านั้น ประชาชนที่มีสิทธิบัตรทองสามารถใช้สิทธิประโยชน์ตรวจคัดกรองมะเร็ง 3 รายการ คือ มะเร็งปากมดลูก, มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งช่องปาก อย่างสะดวกสบายโดยใช้บริการได้ที่หน่วยบริการหรือสถานพยาบาลในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เช่น รพ.สต. สถานีอนามัย ศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง โรงพยาบาล ที่เป็นหน่วยบริการประจำตามสิทธิ หรือสถานพยาบาลที่ท่านไปใช้บริการเป็นประจำ

เพียงเท่านี้ ท่านก็พอจะทราบถึงแนวทางที่ทำให้ชีวิตห่างไกลจากมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงได้ และช่วยลดโอกาสพบการเกิดมะเร็งในระยะที่รักษายากได้ด้วย

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : มะเร็งตับ ต้นเหตุการตายอันดับหนึ่งของไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/741148

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : มะเร็งตับ ต้นเหตุการตายอันดับหนึ่งของไทย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : มะเร็งตับ ต้นเหตุการตายอันดับหนึ่งของไทย

วันจันทร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.45 น.

โรคมะเร็ง เป็นโรคที่เมื่อเกิดขึ้นกับใครแล้ว แล้วไม่รักษาให้ทันการณ์ นั่นหมายความว่าจะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็ต้องย้ำว่า ในทางการแพทย์สามารถตรวจและรักษามะเร็งได้ แต่ต้องพบโรคในระยะเริ่มแรก เพราะฉะนั้นขอให้ตรวจร่างกายประจำปี และหมั่นสังเกตอาการของร่างกายเป็นประจำ ก็จะทำให้เรามั่นใจได้ว่าเราน่าจะปลอดภัยจากมะเร็ง

มะเร็งที่ทำให้คนไทยตายเป็นอันดับหนึ่งคือมะเร็งตับ จากสถิติประจำปี 2021 พบว่าคนไทยป่วยด้วยโรคมะเร็งตับปีละกว่า 27,000 คน และตายเพราะโรคมะเร็งชนิดนี้ ปีละ 26,000 คน หรือ 96.3 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งบอกได้คำเดียวว่าสูงมาก

ปัจจัยหลักของการเสี่ยงเกิดมะเร็งตับ มี 2 ประเด็นคือ มีประวัติติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี หรือซี  และการมีภาวะตับแข็ง ซึ่งอาจเกิดจากแอลกอฮอล์ รวมถึงสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่แอลกอฮอล์ อาทิ ภาวะไขมันเกาะตับ เป็นต้น

อีกประเด็นที่สำคัญมากเช่นกัน คือการบริโภคอาหารที่ปนเปื้อนสารอะฟลาท็อกซิน (aflatoxin) ซึ่งเป็นสารพิษที่เชื้อราผลิตออกมาซึ่งพบทั่วไปในอาหารแห้ง เช่น ธัญญาพืช ถั่ว ที่มีการปนเปื้อนเชื้อรา โดยสารนี้มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าสามารถทำให้เกิดมะเร็งตับได้

ถ้าสังเกตจากตัวเลขการป่วยและการตายจากมะเร็งตับคร่าวๆ จะเห็นว่าอัตราป่วยและตายค่อนข้างใกล้เคียงกัน อนุมานได้ว่าผลการรักษาโรคมะเร็งตับไม่ดีเหมือนมะเร็งอื่นๆ เหตุผลหนึ่งที่น่าจะเป็นไปได้คือ ผู้ป่วยมักมารับการตรวจวินิจฉัยและรักษาช้าเกินไป มะเร็งจึงลุกลามออกนอกตับ ทำให้ผ่าตัดไม่ได้ ส่วนยาใช้รักษาได้ก็มีไม่มาก และไม่ค่อยได้ผลดีมากนัก สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ผู้ป่วยไปรับการรักษาช้าคืออาการของมะเร็งตับเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยจำเพาะเจาะจงนัก

มะเร็งตับในระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการ จนเมื่อก้อนมะเร็งใหญ่ขึ้น ผู้ป่วยถึงจะเริ่มอึดอัดแน่นท้อง บางรายมีอาการเหมือนโรคกระเพาะ เช่น แสบท้อง อาหารไม่ย่อยแน่นท้อง บางรายอาจมีอาการปวดชายโครงด้านขวา เมื่อเป็นมากขึ้นก็อาจมีภาวะเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย น้ำหนักลด ตัวเหลืองตาเหลือง ท้องมาน ได้ เมื่อถึงจุดนี้ต่อให้วินิจฉัยมะเร็งตับได้การรักษาให้หายขาดก็เป็นเรื่องยากลำบากเสียแล้ว

เช่นเดียวกับมะเร็งอื่นๆ การรักษามะเร็งตับในระยะเริ่มต้นให้ผลดีกว่าเมื่อโรคอยู่ในระยะลุกลาม ดังนั้น การตรวจคัดกรองมะเร็งตับในคนที่มีปัจจัยเสี่ยงจึงเป็นเรื่องสำคัญ แต่คำแนะนำในการตรวจคัดกรองมะเร็งชนิดนี้อาจแตกต่างจากมะเร็งชนิดอื่นเล็กน้อย เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่แนะนำให้ทุกคนเริ่มตรวจคัดกรองเมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป อาจเร็วขึ้นเมื่อมีปัจจัยเสี่ยงอื่น แต่มะเร็งตับซึ่งแม้ว่าอัตราตายจะสูง แต่ไม่ได้แนะนำให้ตรวจคัดกรองทุกคนเพราะอาจไม่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ 

ดังนั้นจึงพิจารณาให้ตรวจคัดกรองเฉพาะคนที่มีความเสี่ยงสูง ผู้ที่ควรต้องไปตรวจคัดกรองมะเร็งตับ คือทุกคนที่มีภาวะตับแข็งจากทุกสาเหตุ เพราะภาวะตับแข็งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเกิดมะเร็งชนิดนี้ ลำดับต่อมาคือคนที่ตรวจพบว่าติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี และมีพังผืดสะสมในตับมาก ส่วนคนที่มีประวัติติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีนั้น ถ้ามีญาติสายตรงเป็นมะเร็งตับ แนะนำว่า ในเพศชายควรตรวจคัดกรองมะเร็งตับเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป ส่วนในเพศหญิงควรตรวจคัดกรองมะเร็งตับเมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป

วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งตับทำโดยการตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้องส่วนบน และตรวจเลือดเพื่อวัดระดับอัลฟ่าฟิโตโปรตีน หรือ AFP โดยแพทย์จะพิจารณาให้ตรวจทุก 1 ปีหรือ 6 เดือน ขึ้นกับความเสี่ยงของแต่ละคน

แต่ข่าวดีคือ หากพบมะเร็งตับในระยะเริ่มต้นสามารถรักษาแบบเฉพาะที่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เข็มจี้หรืออาจจะให้ยาเคมีบำบัดเข้าไปที่ก้อนมะเร็งโดยตรงผ่านสายสวนหลอดเลือดแดงข่าวดียิ่งกว่านั้นคือ หากเป็นมะเร็งในระยะลุกลาม ในปัจจุบันนอกจากยาเคมีบำบัดแล้วยังมียาใหม่ๆ อีกหลายชนิด เช่น ยาแบบมุ่งเป้า หรือภูมิคุ้มกันบำบัด ซึ่งให้ผลการรักษาที่ดี ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตนานขึ้น และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น 

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นการรักษามะเร็งในระยะลุกลาม ก็ควรรีบดำเนินการตั้งแต่ตับยังทำงานได้ดี การค้นพบโรคได้ทันเวลาเป็นปัจจัยสำคัญต่อผลการรักษาไม่ว่าโรคจะอยู่ในระยะใด

แล้วทางที่ดีที่สุดคือทำอย่างไรจะไม่เป็นมะเร็งตับ อันดับแรกคือ หากไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีหรือไม่มีภูมิคุ้มกัน ก็ควรรีบฉีดโดยด่วน อันดับต่อมาคือบริโภคแอลกอฮอล์แต่พอประมาณเพื่อไม่ให้ตับทำงานมากเกินจนเกิดภาวะตับแข็ง และควรหลีกเลี่ยงอาหารธัญญาพืช ถั่ว พริกป่นที่เก่าเก็บ ที่มีโอกาสในการปนเปื้อนอะฟลาท็อกซินซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง นอกจากนี้ควรหมั่นตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ หากพบความผิดปกติเกี่ยวกับตับจะได้ดำเนินการตรวจเพิ่มเติมได้ทันเวลา

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/739598

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง

วันจันทร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 07.45 น.

มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง หรือ colorectal cancer เป็นมะเร็งที่พบบ่อยทั้งระดับประเทศและโลก จากสถิติในปี 2020 คนไทยป่วยด้วยโรคมะเร็งนี้ประมาณ 20,000 คนจัดเป็นมะเร็งอันดับที่ 4-5 ในคนไทย ในปีเดียวกัน มีการเสียชีวิตจากมะเร็งนี้ประมาณ 10,000 ราย จากข้อมูลจะเห็นได้ว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญระดับประเทศ ที่เราต้องให้ความรู้กับประชาชน เพื่อให้ดูแลตนเองให้ถูกต้อง เพื่อลดการป่วยและตายจากโรคมะเร็งนี้

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ ปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้ และปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้

ก่อนอื่นเรามาพิจารณาถึงปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้ก่อนเพื่อจะได้ทราบว่าขณะนี้ตนเองมีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด และต้องเฝ้าระวังอาการของตนเองในระดับใด ปัจจัยเสี่ยงชนิดนี้ ได้แก่ 

(1) ความชรา ซึ่งเราเลี่ยงมิได้ อายุที่เพิ่มขึ้น ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการพบมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง โดยเฉพาะอายุที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 50 ปีขึ้นไป 

(2) เคยตรวจพบติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่และไส้ตรง หรือมีประวัติเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง 

(3) เป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง 

(4) การมีโรคทางกรรมพันธุ์บางชนิด เช่น Lynch Syndrome (hereditary non-polyposis colorectal cancer หรือ HNPCC), familial adenomatous polyposis (FAP) เป็นต้น 

(6) มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ 

(7) เป็นโรคเบาหวาน

ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้ของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ซึ่งประชาชนควรอย่างยิ่งที่จะต้องทราบเพื่อจะได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ เพื่อลดโอกาสการเจ็บป่วยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่มีความเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้อยู่แล้ว ได้แก่ 

(1) มีน้ำหนักเกินหรือมีภาวะอ้วน 

(2) ไม่ออกกำลังกาย หรือชอบอยู่ในสภาวะเนือยนิ่ง 

(3) บริโภคอาหารบางจำพวกมากเกินไป เช่น เนื้อแดงไขมันสัตว์ เนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก เบค่อน เป็นต้น 

(4) สูบบุหรี่ 

(5) ดื่มสุรา 

ซึ่งในส่วนของข้อ 4 และ 5 เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเกี่ยวข้องกับการป่วยและตายด้วยโรคมะเร็งชนิดอื่น เช่น มะเร็งปอด มะเร็งตับ รวมถึงโรคเรื้อรังอื่นด้วย

กุญแจสำคัญที่จะทำให้การรักษามะเร็งประสบความสำเร็จ ยืดชีวิตคนไข้ได้นานที่สุดคือ การค้นพบโรคได้เร็วที่สุด อย่างน้อยก่อนที่โรคจะอยู่ในระยะลุกลาม เพราะเมื่อมะเร็งลุกลามออกนอกจุดเริ่มต้นของการเกิดโรคแล้วการรักษาจะยากขึ้นมาก 

ดังนั้นสมาคมวิชาชีพด้านสาธารณสุขจึงพยายามออกคำแนะนำเพื่อให้เกิดการตรวจคัดกรองอย่างทันเวลา ก่อนที่โรคมะเร็งจะแสดงอาการ

สมาคมแพทย์ทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย ให้คำแนะนำการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงไว้ดังนี้ บุคคลทั่วไปที่อายุ 50 ปีขึ้นไปทุกคน จัดเป็นกลุ่มมีความเสี่ยงปานกลาง ควรไปการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ อย่างไรก็ตามพบอุบัติการณ์มะเร็งลำไส้ใหญ่สูงขึ้นในคนอายุน้อยลงในระยะหลังๆ ดังนั้น ในบางแนวทางปฏิบัติจึงแนะนำให้เริ่มตรวจคัดกรองเร็วขึ้นตั้งแต่อายุ 45 ปี

ผู้มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป ควรได้รับการตรวจคัดกรองเร็วขึ้นตามความเสี่ยงที่มี ได้แก่ ผู้ป่วยโรคพันธุกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ ผู้มีญาติลำดับที่ 1 (บิดา มารดา พี่ น้องร่วมสายเลือด) ป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือตรวจพบติ่งเนื้อลำไส้ใหญ่ที่มีความเสี่ยงต่อการกลายเป็นมะเร็งสูง ผู้ป่วยโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังหรือ (inflammatory bowel disease (IBD) ผู้ป่วยที่มีประวัติมีติ่งเนื้อลำไส้ใหญ่ หรือเคยป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่มาก่อน

วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงหลักๆ มี 3 วิธี ได้แก่ 

(1) ตรวจหาเลือดออกแฝงในอุจจาระทุก 1-2 ปี 

(2) การตรวจส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ซึ่งโดยประมาณทำทุก 10 ปี ถ้าผลตรวจไม่พบความผิดปกติ (3) การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ลำไส้ใหญ่

ภาครัฐโดย สปสช. เห็นความสำคัญของการตรวจคัดกรองนี้เช่นเดียวกัน ไม่เฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเท่านั้น ประชาชนที่มีสิทธิบัตรทองสามารถใช้สิทธิประโยชน์ตรวจคัดกรองมะเร็ง 3 รายการ คือ มะเร็งปากมดลูก, มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งช่องปาก อย่างสะดวกสบายโดยใช้บริการได้ที่หน่วยบริการหรือสถานพยาบาลในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เช่น รพ.สต. สถานีอนามัย ศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง โรงพยาบาล ที่เป็นหน่วยบริการประจำตามสิทธิ หรือสถานพยาบาลที่ท่านไปใช้บริการเป็นประจำ

เพียงเท่านี้ ท่านก็พอจะทราบถึงแนวทางที่ทำให้ชีวิตห่างไกลจากมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงได้ และช่วยลดโอกาสพบการเกิดมะเร็งในระยะที่รักษายากได้ด้วย

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : หวานเป็นลม ขมเป็นยา (สารให้ความหวานแทนน้ำตาล) ตอนที่ 3

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/738083

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : หวานเป็นลม ขมเป็นยา (สารให้ความหวานแทนน้ำตาล) ตอนที่ 3

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : หวานเป็นลม ขมเป็นยา (สารให้ความหวานแทนน้ำตาล) ตอนที่ 3

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 07.40 น.

เราพูดถึงเรื่องการใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลมาต่อเนื่องกัน 3 สัปดาห์แล้ว โดยเฉพาะสารให้ความหวานแทนน้ำตาล เช่น acesulfame potassium, advantame, aspartame, cyclamate, neotame, saccharin, steviol glycosides, sucralose และเราก็ทราบแล้วว่า สารเหล่านี้ไม่ได้ช่วยควบคุมน้ำหนัก ไม่ได้ทำให้เป็นเบาหวานน้อยกว่าคนที่กินน้ำตาล แต่ที่น่าตกใจคือ คนที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลเหล่านี้ ยังมีความเสี่ยงเป็นโรคระบบหัวใจ และหลอดเลือดสูงกว่าคนที่ไม่บริโภค 

นั่นหมายความว่าการบริโภคน้ำตาลเทียมแทนน้ำตาลปกติ ไม่ช่วยป้องกันโรคอย่างที่เราคาดหวัง อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนยังคงย้ำว่า เราสามารถใช้น้ำตาลเทียมเหล่านี้เพื่อลดปริมาณน้ำตาลและพลังงานที่เรารับสู่ร่างกายได้

สัปดาห์นี้ จะพูดถึงผลต่อสุขภาพของคนในกลุ่มใช้น้ำตาลเทียมเป็นประจำอีก 2 หัวข้อ คือ โอกาสเกิดมะเร็ง และการคลอดก่อนกำหนด

ในรายงานการวิจัยขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่าผู้ใช้น้ำตาลเทียม โดยเฉพาะอย่างยิ่งขัณฑสกร หรือ saccharine เป็นประจำ เสี่ยงเกิดมะเร็งกระเพาะปัสสาวะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่อย่างตกอกตกใจเกินไปว่า น้ำตาลเทียมเป็นสารก่อมะเร็ง เพราะเมื่ออ้างจากงานวิจัยลักษณะ โดยการเก็บข้อมูลย้อนหลังเท่านั้น แต่อันที่จริงก็ยากที่จะระบุถึงปัจจัยเสี่ยงทั้งหมดของโรคมะเร็ง ระหว่างคนใช้สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลกับผู้ไม่ใช้น้ำตาลเทียม ได้อย่างละเอียด

ขัณฑสกร หรือ saccharine เป็นสารให้ความหวานสังเคราะห์ที่มีความหวานมากกว่าน้ำตาลทรายประมาณ 300-700 เท่า มักถูกนำไปใช้ในอาหารจำพวก ผลไม้ดอง ผลไม้แช่อิ่ม ผลไม้กวน 

ทั้งนี้ คณะกรรมการอาหารและยาหรือ อย. ของไทยไม่อนุญาตให้ใช้สารนี้ในเครื่องดื่ม แต่เพราะสารนี้มีราคาถูก ผู้ผลิตอาหารที่ไม่มีความรู้ หรือไร้จรรยาบรรณ ก็ยังใช้เพื่อลดต้นทุน ดังนั้น ถ้าเราจะเลี่ยงขัณฑสกร เพื่อลดความเสี่ยงโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ก็ต้องเลี่ยงการบริโภคอาหารหวานจัด จากผู้ผลิตที่ไม่น่าไว้วางใจ

อีกประเด็นหนึ่ง คือเรื่องสารให้ความหวานแทนน้ำตาลกับการคลอดก่อนกำหนด รายงานของ WHO ระบุว่าการบริโภคสารให้ความหวานแทนน้ำตาลเพิ่มความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดเล็กน้อย 

ในส่วนนี้ไม่ได้มีการระบุว่าเป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาลตัวใด แต่กลุ่มคนที่น่าห่วงก็คือคุณแม่ที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล ซึ่งต่อไปนี้ต้องระวังมากขึ้น

ข้อคิดที่ได้จากรายงานเรื่องสารให้ความหวานแทนน้ำตาลของ WHO คือ ดูเหมือนว่าจะไม่ได้มีทางลัด สำหรับการมีสุขภาพดี แต่ต้องปฏิบัติตัวตามองค์ความรู้ที่เรียนมาสมัยเด็กๆ คือ กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนและปริมาณที่เหมาะสม ลดความหวาน (ไม่ใช่แค่ลดน้ำตาล)ลดเค็ม ลดมัน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ตรวจสุขภาพเพื่อคัดกรองโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอย่างสม่ำเสมอ เมื่ออายุมากขึ้นก็มีโอกาสป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมากขึ้น หากเจ็บป่วยก็ต้องไปพบแพทย์ตามนัด และใช้ยาตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สารให้ความหวานแทนน้ำตาลปลอดภัยจริงหรือ (ตอน 2)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/736609

รู้เรื่องยา

วันจันทร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สัปดาห์ที่แล้วได้นำเสนอข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก(WHO) ว่าการใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลในระยะยาวไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย สัปดาห์นี้จะลงรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องเดิมว่า การใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลมีข้อควรคำนึงถึงอย่างไรบ้าง

สารให้ความหวานแทนน้ำตาลที่ให้พลังงานน้อยหรือไม่ให้พลังงานเลย ที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เช่น acesulfame potassium, advantame, aspartame, cyclamate, neotame, saccharin, steviol glycosides, sucralose จะเห็นว่าตัวที่เราค่อนข้างคุ้นเคย คือ aspartame กับ saccharin ซึ่ง saccharin นั้นเรารู้จักในนามขัณฑสกรมานานมากแล้ว acesulfame potassium และตัวที่เพิ่งจะดังไม่นานมานี้ ก็คือสารสกัดจากหญ้าหวานหรือ stevia แต่ละอุตสาหกรรมอาหารก็เลือกใช้แตกต่างกันไป เนื่องจากบางตัวรสชาติเปลี่ยน เมื่อผ่านความร้อน บางตัวไม่เปลี่ยนแปลง จึงเหมาะกับอาหารที่ต้องปรุงด้วยความร้อน เป็นต้น 

ส่วนคนที่ไม่ได้เติมน้ำตาลเทียมในอาหาร แต่บริโภคจากเครื่องดื่มหรืออาหารสำเร็จรูปที่มีฉลากว่า sugar free, zero, lite หรือ ใช้คำว่า “น้ำตาลน้อยกว่า” เป็นต้น 

อย่างไรก็ดี ในบางครั้งผู้ประกอบการไม่ระบุคำใดๆ บนฉลากให้มากพอที่จะสังเกตได้ ระบุเพียงบนส่วนประกอบเท่านั้น ถ้าผู้บริโภคไม่อ่านให้ดี อาจไม่ทราบว่าได้รับประทาน หรือดื่มเข้าไปแล้ว

จากนี้ไปจึงต้องอ่านและศึกษารายละเอียดฉลากผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้ดีว่าเรากำลังนำสิ่งใดเข้าสู่ร่างกายอันที่จริงแล้ว เราเกือบทุกคนติดรสหวานไม่มากก็น้อย เราลองมาดูความต่างระหว่าง สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลกับน้ำตาล อย่างเช่น เราชงกาแฟแล้วเติมน้ำตาล 1 ช้อนชา หรือประมาณ 4 กรัม เราจะได้พลังงาน 16 กิโลแคลอรี่ แต่ถ้าเราใช้ stevia หรือสารสกัดจากหญ้าหวานแทน เราจะได้รสหวานโดยไม่ได้รับพลังงาน และให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลปกติถึง 300 กว่าเท่า หรือถ้าเราเป็นคนติดน้ำอัดลม การดื่มน้ำอัดลมกระป๋องขนาด 325 มิลลิลิตร จะมีน้ำตาล 34 กรัม คิดเป็น 140 กิโลแคลอรี่ แต่หากเราเลือกสูตร zero หรือ lite เมื่อดูที่ฉลาก จะเห็นว่าพลังงานเป็น 0 กิโลแคลอรี่ หรือให้พลังงานน้อยกว่าสูตรที่ใช้น้ำตาล หมายความว่า การเลือกเครื่องดื่มเหล่านี้ จะทำให้เราได้น้ำตาลและพลังงานน้อยกว่าสูตรปกติ ซึ่งเป็นผลดีต่อการควบคุมระดับน้ำตาลของคนไข้เบาหวาน และเป็นการคุมแคลอรี่ที่รับเข้าสู่ร่างกายของคนปกติ นั่นหมายความว่าถ้าเดิมเราเคยดื่มน้ำอัดลมวันละกระป๋องทุกวัน และเราเปลี่ยนสูตรจากดั้งเดิมเป็นปราศจากน้ำตาล โดยเรากินอาหารอย่างอื่นและไม่เปลี่ยนแปลงกิจกรรมที่เราทำในแต่ละวัน เราควรน้ำหนักลดลง ซึ่งก็เป็นเรื่องตรงไปตรงมา

แต่กลับปรากฏว่า การที่เราบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่ใช้สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลในระยะยาวไม่ทำให้เราควบคุมน้ำหนักได้ ตรงข้ามข้อมูลชี้ให้เห็นว่าการใช้สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลในระยะยาว กลับมีความสัมพันธ์ที่เพิ่มความเสี่ยงการเกิดภาวะอ้วน 1.76 เท่า และยังเพิ่มความเสี่ยงการเป็นเบาหวาน 1.23-1.34 เท่า (ความเสี่ยงที่ว่านี้จัดว่าอยู่ในระดับต่ำ) 

จากข้อมูลนี้ ทำให้เราเห็นว่ามันสวนทางกับความรู้สึก เพราะเราอุตส่าห์เลือกกิน หรือดื่ม อาหารและเครื่อมดื่มที่ใช้สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาล แต่ดูเหมือนว่ามันไม่ได้ช่วยอะไรเลย

อีกมิติหนึ่งที่เราต้องพิจารณาคือ แม้เราจะลด และระวังการบริโภคน้ำตาล โดยใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล แต่หากเราไม่ระมัดระวังในเรื่องอื่นๆ เช่น การคุมแคลอรี่ทั้งหมดที่เรากินเข้าไป เช่น จากแป้ง โปรตีน และไขมัน แล้วไม่ออกกำลังกาย ขอบอกว่าการใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลก็ไม่ได้ช่วยลดพลังงาน และลดน้ำหนัก

ส่วนการเกิดเบาหวาน แค่เพียงคุมน้ำตาลอย่างเดียว แต่ไม่คุมปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ให้ดี ก็ไม่ลดโอกาสของเบาหวาน

สรุป การใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล อาจไม่ได้ตอบโจทย์สุขภาพในเรื่องลดการเป็นเบาหวาน และลดความอ้วน แต่เรายังสามารถใช้สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลได้ แต่ก็ต้องไม่ลืมการระมัดระวังปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ ได้ แต่ถ้าจะให้ดีจริงๆ ต้องหลีกเลี่ยง หรือลดความหวานลง ซึ่งดีที่สุด

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สารให้ความหวานแทนน้ำตาล ปลอดภัยหรือไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/735194

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สารให้ความหวานแทนน้ำตาล ปลอดภัยหรือไม่

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สารให้ความหวานแทนน้ำตาล ปลอดภัยหรือไม่

วันจันทร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.15 น.

เพราะชีวิตคนเราขาดรสชาติหวานๆ ไม่ได้ แต่ก็ต้องเข้าใจด้วยว่าความหวานที่มากเกินไปเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ดังนั้น มนุษย์จึงพยายามอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อหาสารให้ความหวานทดแทนน้ำตาล เพราะยังต้องการรสหวาน แต่ไม่ต้องการปริมาณแคลอรีที่มากเกินไป จึงมีสารให้ความหวานแทนน้ำตาลเกิดขึ้น

เมื่อเร็วๆ นี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) เผยแพร่บทความวิชาการ ที่ทำให้ผู้คนตกอกตกใจออกมาฉบับหนึ่ง โดยพูดถึงผลเสียต่อสุขภาพที่เกิดจากการใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล โดยเฉพาะเมื่อใช้ในเวลานานๆ ต่อเนื่องกัน

ใจความโดยสรุปคือ ไม่ควรใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล เพื่อควบคุมน้ำหนัก หรือลดความเสี่ยงการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูงโรคหลอดเลือดหัวใจต่างๆ

เราพอจะเข้าใจกันดีแล้วว่า ภาวะน้ำหนักเกินไม่ได้เกิดจากการกินของหวานหรือน้ำตาลเพียงอย่างเดียวการใช้สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาล โดยไม่ได้คุมอาหารหมวดอื่น เช่น ไขมัน หรือไม่คุมพลังงานทั้งหมดที่ได้จากอาหารให้พอดี ย่อมไม่สามารถทำให้มีน้ำหนักตัวที่พอเหมาะได้ 

ภาวะน้ำหนักเกิน หรือหากเกินจนเข้าข่ายอ้วน ย่อมนำไปสู่ความเสี่ยงของโรคต่างๆ หลายอย่าง ข้อมูลที่องค์การอนามัยโลกนำเสนอเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้หลายคนตกใจ เพราะมีข้อมูลระบุว่า การบริโภคสารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลในระยะยาว เพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ และนำไปสู่การเสียชีวิตเพิ่มขึ้น และยังมีความสัมพันธ์กับการเพิ่ม BMI (ดัชนีมวลกาย) และเพิ่มความอ้วนด้วย ประเด็นนี้ทำให้ผู้รักสุขภาพ หรือคนที่พยายามควบคุมการบริโภคน้ำตาล โดยใช้สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลต่างพากันงง

เอกสารฉบับเต็มที่องค์การอนามัยโลกเผยแพร่มีจำนวนกว่า 200 หน้า บอกถึงผลการวิจัยต่างๆ ที่รวบรวมไว้ประมาณ 300 ชิ้น โดยมีคำถามวิจัยเกี่ยวกับผลต่อสุขภาพในหลายๆ แง่มุมของสารให้ความหวานแทนน้ำตาลหลายตัว ทั้งที่ใช้มาหลายสิบปีและตัวที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ๆ เกือบสิบตัว เช่น acesulfame K,aspartame, advantame, cyclamates, neotame, saccharin, sucralose, stevia 

จริงๆ แล้วสารแต่ละตัวมีรายละเอียดปลีกย่อยหลากหลาย แล้วยังเป็นที่ถกเถียงในทางวิชาการอีกพอสมควร ซึ่งหากคุณผู้อ่านอยากเจาะรายละเอียดของสารให้ความหวานแทนน้ำตาลตัวที่คุณใช้อยู่ก็ลองอ่านได้จาก link เหล่านี้ เช่น https://www.who.int/publications/i/item/9789240046429

สำหรับรายละเอียด และประเด็นอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องนี้ผู้เขียนจะนำมาขยายเพิ่มในบทความในสัปดาห์ต่อๆ ไปเพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าเล่าสู่กันฟัง และมีความสำคัญต่อการวางแผนสุขภาพของทุกคน และทำให้ทุกคนต้องคิดว่าเราจะเลือกกินต่อ หรือพอแค่นี้ 

อย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งทิ้งสารให้ความหวานแทนน้ำตาลทิ้งไปโดยทันที เพราะในแง่การจำกัดพลังงานจากอาหารที่รับประทานเข้าไป รวมถึงการไม่เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด ก็ยังคงต้องพึ่งสารให้ความหวานแทนน้ำตาลอยู่ แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง อย่าคิดว่าเราใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลในปริมาณเท่าไรก็ได้ แต่ต้องใช้อย่างจำกัดและเท่าที่จำเป็น ถ้าหากเราอยากมีสุขภาพดี ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินหวานให้น้อยลงเรื่อยๆ 

ส่วนข้อมูลเบื้องต้นสำหรับคนที่กำลังจะลดความหวาน แต่ไม่รู้ว่าต้องลดขนาดเท่าใด ข้อปฏิบัติการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทยตามธงโภชนาการ แนะนำให้กินน้ำตาลน้อยที่สุด หรือไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา (24 กรัม)

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เลิกสูบบุหรี่ พูดง่าย แต่ทำยากมาก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/733688

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เลิกสูบบุหรี่ พูดง่าย แต่ทำยากมาก

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เลิกสูบบุหรี่ พูดง่าย แต่ทำยากมาก

วันจันทร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.42 น.

วันที่ 31 พฤษภาคม คือวันงดสูบบุหรี่โลก แม้จะมีวันงดสูบบุหรี่โลกมาหลายสิบปีแล้ว แต่คนจำนวนไม่น้อยก็ยังสูบบุหรี่กันต่อไป ทั้งๆ ที่รู้ว่าบุหรี่ไม่ใช่ยาวิเศษ แต่ก็ยังมีคนสูบ

คนสูบรู้ว่าควันบุหรี่มีอันตรายต่อทั้งตัวเองและผู้ที่อยู่รอบข้าง ที่รับควันเข้าไปด้วย (secondhand smokers) รวมถึงผู้ที่ได้รับอันตรายจากควันบุหรี่มือสาม (thirdhand smokers) แม้ไม่ได้สูบเอง แต่ก็ได้รับอันตรายไม่น้อย

เรายังคงเรียกร้องให้ผู้คนหยุดสูบบุหรี่ต่อไปเรื่อยๆ เพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคนทั้งคนสูบและคนรอบตัว

ขอเน้นว่าบุหรี่เป็นหนึ่งในสารเสพติด ทุกคนรู้ดี แต่ก็ยังได้รับอนุญาตให้จำหน่ายได้โดยถูกกฎหมาย หลายคนพยายามเลิกสูบบุหรี่ แต่มีผู้ประสบความสำเร็จน้อยมาก

ผู้ติดบุหรี่ 2 ใน 3 คน เคยพยายามเลิกบุหรี่มาแล้ว แต่การหักดิบเลิกสูบเป็นเรื่องยากมากๆ น้อยคนมากที่จิตใจเข้มแข็งแล้วเลิกได้เด็ดขาด 

มีสถิติว่าคนส่วนใหญ่ที่เลิกบุหรี่ด้วยวิธีหักดิบเกินครึ่ง จะกลับมาสูบบุหรี่อีก ดังนั้น หากคุณอยู่ในกลุ่มนี้ ก็ไม่ต้องรู้สึกผิดหรือพ่ายแพ้ เพราะคนที่ติดบุหรี่ก็คือคนที่ติดสารพิษหลายชนิด และยังมีสารเคมีที่ทำให้สมองเสพติดอย่างมากอีกด้วย จึงเป็นการยากที่จะเลิกสูบบุหรี่ เมื่อติดไปแล้ว

ผู้อยากเลิกให้สำเร็จ ต้องไปปรึกษาบุคลากรการแพทย์ เช่น หมอ เภสัชกร 

เพราะทั้งสองกลุ่มนั้นจะช่วยประเมินความรุนแรงของการติดบุหรี่ได้ แล้วเสนอทางเลือกการรักษาที่เหมาะสมที่สุดให้กับผู้ติดบุหรี่แต่ละราย เช่น บางคนอาจเหมาะกับการใช้ยาช่วยเลิกสูบบุหรี่ บางคนอาจเหมาะกับการใช้หมากฝรั่ง หรือแผ่นแปะนิโคติน

ปัจจุบันมียาช่วยเลิกบุหรี่หลายขนาน เช่น บูโพรพิออน (bupropion) วาเรนิคลีน (varenicline) นอร์ทริปทิลีน (nortriptyline) หรือ โคลนิดีน (clonidine) เป็นต้น 

การใช้ยาเหล่านี้ คุณหมอหรือเภสัชกรต้องพิจารณาลักษณะของผู้สูบและพิจารณาจากโรคร่วมที่เป็นอยู่ รวมถึงดูยาที่ใช้เป็นประจำอย่างละเอียด แล้วต้องนัดตรวจติดตามผลการรักษาและผลข้างเคียงจากยาอย่างใกล้ชิด 

สำหรับประเทศไทย นอกจากยาที่กล่าวถึงข้างต้นแล้ว ยังมีการนำสมุนไพรไทย เช่น หญ้าดอกขาว ช่วยให้เลิกบุหรี่ด้วย โดยใช้ในรูปแบบของชาชงดื่ม เมื่ออยากสูบบุหรี่ งานวิจัยพบว่าลดอัตราการสูบบุหรี่ได้ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ แต่มีอาการข้างเคียงที่พบบ่อยคือ ปากคอแห้ง ลิ้นชา เบื่ออาหาร เป็นต้น 

แม้ว่าจะเป็นชาสมุนไพร แต่ผู้มีประวัติป่วยโรคหัวใจ โรคไตรวมถึงหญิงตั้งครรภ์ไม่ควรใช้ชานี้ เพราะอาจเกิดอันตราย

สำหรับผู้สูบบุหรี่ที่ยังคงอยากลองเลิกบุหรี่ด้วยตัวเอง เรามีเทคนิคดีๆ ช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จของการเลิกคือ

(1) เริ่มจากตั้งคำถามว่าอยากเลิกบุหรี่ไปเพื่ออะไร เพื่อให้เกิดแรงจูงใจที่ชัดเจน เช่น อยากเลิกเพื่อสุขภาพของตัวเอง อยากเลิกเพื่อสุขภาพของคนใกล้ชิด อยากเลิกเป็นของขวัญให้ลูกหรือคู่ชีวิต การมีเป้าหมายชัดเจนจะทำให้เรามีแรงฮึดทำต่อไม่คิดล้มเลิกความพยายามง่ายๆ

(2) กำหนดวันดีเดย์ ควรเป็นวันสำคัญ เช่น วันเกิดตัวเองวันครบรอบแต่งงาน วันเกิดลูก วันอะไรก็แล้วแต่ที่สัมพันธ์กับเป้าหมาย และใกล้ที่สุดนับจากวันที่คิดอยากจะเลิก ระหว่างวันที่คิดได้ว่าอยากจะเลิกกับวันดีเดย์ที่กำหนดไว้จะได้มีเวลาเตรียมตัวเตรียมใจ

(3) เมื่อถึงวันดีเดย์ เอาบุหรี่ ที่เขี่ยบุหรี่ และไฟแช็กทิ้งไปให้หมด เลิกสูบโดยเด็ดขาดทันทีรวมถึงบอกคนรอบตัวด้วยว่าเรากำลังเลิกบุหรี่ ถ้าจะให้ดีที่ไหนมีกลิ่นบุหรี่ตกค้างให้กำจัดให้สิ้นซาก จะได้ไม่รู้สึกถูกกระตุ้นให้นึกถึงบุหรี่อีก

(4) คอยระวังและหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นความอยากบุหรี่ และมีแผนจัดการเมื่อเกิดความอยากบุหรี่ เช่น เดินหนีเมื่อเจอคนสูบบุหรี่ปฏิเสธเมื่อเพื่อนชวน ถ้าอยากบุหรี่ให้อมชิ้นมะนาวสดชิ้นเล็กๆ แต่ถ้าไม่สะดวกเตรียมมะนาวสด ก็ใช้ลูกอมรสเปรี้ยวทดแทนได้

(5) ให้รางวัลตัวเองเมื่อทำสำเร็จ เช่น ไม่สูบบุหรี่ครบ 1 สัปดาห์ จะพาครอบครัวไปกินหมูกะทะ ครบ 1 เดือน จัดทริปเที่ยวทะเล ครบ 3 เดือนซื้อของขวัญที่เล็งไว้นานแล้ว เป็นต้น

(6) เมื่อเผลอสูบบุหรี่ หรือเกิดความท้อแท้ อย่าเพิ่งหมดกำลังใจ ระหว่างทางสู่ความสำเร็จอาจจะเกิดความผิดพลาดได้บ้าง ต้องให้อภัยตัวเองและบอกว่าเราต้องทำได้

 โฟกัสที่สุขภาพที่ดีขึ้น อาการไอหรือเสมหะที่ลดลง ความอึดต่อการออกกำลังกายที่มากขึ้น หรืออาการภูมิแพ้ของคนรอบตัวที่ดีขึ้น หมั่นท่องไว้ว่า ไม่ล้มเหลว ถ้าไม่ล้มเลิก

สุดท้ายนี้ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ตั้งใจเลิกบุหรี่ขอแสดงความยินดีล่วงหน้ากับผู้เลิกบุหรี่ได้สำเร็จ หากต้องการมากกว่ากำลังใจ สามารถขอรับคำแนะนำการเลิกบุหรี่จากเภสัชกรได้จากร้านยาคุณภาพใกล้บ้านท่าน

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : วัคซีนสำหรับผู้สูงอายุ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/732187

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : วัคซีนสำหรับผู้สูงอายุ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : วัคซีนสำหรับผู้สูงอายุ

วันจันทร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หนึ่งในแผนสุขภาพที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เกิดโรคตั้งแต่แรก ซึ่งเราสามารถทำได้โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรค

เมื่อพูดถึงวัคซีน เรามักจะนึกถึงกลุ่มเด็กเล็กเป็นส่วนใหญ่ ทั้งที่จริงแล้วแต่ละช่วงวัยก็มีความจำเป็นในการป้องกันการเกิดโรคที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยที่ สภาพร่างกายเริ่มเสื่อมถอย นำไปสู่การมีภูมิต้านทานต่ำลง รวมถึงคนที่มีโรคประจำตัว ซึ่งทำให้ภูมิคุ้มกันทำงานได้ไม่เต็มที่ 

วันนี้ขอพูดถึงวัคซีนที่แนะนำให้ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำควรพิจารณาเพื่อป้องกันโรค วัคซีนตัวแรกคือวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ถึงแม้ว่าไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่ไม่รุนแรงในคนปกติ แต่เมื่อคนสูงวัย หรือคนที่มีภูมิต้านทานบกพร่องติดโรคไข้หวัดใหญ่ อาจนำไปสู่การเจ็บป่วยรุนแรงจนต้องเข้าโรงพยาบาลหรือถึงกับต้องเข้าไอซียู และอาจทำให้เสียชีวิต ดังนั้นในทุกๆ ปีคนกลุ่มนี้จึงจำเป็นต้องได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำ 

เนื่องจากสายพันธุ์ของไวรัสที่ทำให้เกิดไข้หวัดใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงทุกๆ ปี โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมในการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ก็คือช่วงกลางปี ในเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคมเนื่องจากเป็นช่วงที่มีการระบาดของโรค ที่สำคัญคือวัคซีนไข้หวัดใหญ่มีให้บริการฟรีตามสิทธิ์บริการสุขภาพ เช่น สิทธิ์บัตรทอง เป็นต้น

วัคซีนตัวที่สองที่แนะนำให้ผู้สูงอายุฉีด เป็นวัคซีนที่เกี่ยวข้องกับโรคระบบทางเดินหายใจ ก็คือวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบนิวโมคอคคัส ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อจากแบคทีเรียนิวโมคอคคัส (Streptococcal Pneumoniae) โดยปกติแล้วการติดเชื้อชนิดนี้ในวัยผู้ใหญ่มักมีอาการไม่รุนแรง แต่ในผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป การติดเชื้อนี้ทำให้ปอด ตลอดจนเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เชื้อในกระแสเลือดอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ 

ข่าวดีสำหรับวัคซีนชนิดนี้คือไม่ต้องฉีดทุกหนึ่งปี แต่ฉีดห้าปีต่อครั้ง สิ่งนี้สำคัญมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไข้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับปอด เช่น ถุงลมโป่งพอง เป็นต้น

วัคซีนชนิดที่ 3 ที่แนะนำให้ผู้สูงอายุพิจารณาฉีดได้แก่วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด โรคงูสวัดเกิดจากไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เป็นไข้อีสุกอีใส ใครก็ตามที่เคยเป็นโรคไข้สุกใสจะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคงูสวัดในเวลาต่อมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุที่มีภูมิต้านทานต่ำลงก็จะยิ่งมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เมื่อเป็นโรคงูสวัดแล้ว สิ่งที่น่ากลัวคืออาการปวดตามเส้นประสาท ซึ่งมีอาการทุกข์ทรมานยาวนานได้เป็นปี ทำให้ต้องใช้ยาบรรเทาปวดหลายชนิด อีกทั้งยังรบกวนคุณภาพชีวิตโดยตรงของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก เราสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคนี้ได้ โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดเพียงหนึ่งเข็มเท่านั้น

ย้ำว่า การจัดการความเจ็บป่วยที่ดีที่สุดคือ การป้องกันไม่ให้เจ็บป่วยตั้งแต่แรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของคนที่มีภูมิต้านทานที่ไม่สมบูรณ์ เช่น ผู้สูงอายุ 

โชคดีที่ปัจจุบันเรามีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพช่วยป้องกันโรคได้ดี ผู้สูงอายุควรได้รับวัคซีนป้องกันโรคทั้ง 3 ชนิดข้างต้นเพราะอย่างน้อยถ้าเกิดเจ็บป่วยด้วยโรคดังกล่าว ก็จะไม่ป่วยไม่รุนแรง 

ระยะนี้เริ่มเข้าหน้าฝน (แต่ยังไม่รู้ว่าฝนจะมาวันไหน) ก็ควรจะไปฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้แล้ว 

ศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม

และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : โรคหัวใจ ดูแลได้ รักษาได้ ถ้าเราใส่ใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/730764

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : โรคหัวใจ ดูแลได้ รักษาได้ ถ้าเราใส่ใจ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : โรคหัวใจ ดูแลได้ รักษาได้ ถ้าเราใส่ใจ

วันจันทร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.45 น.

ผ่านพ้นวันเลือกตั้ง สส. ไปแล้ว หลายคนอาจจะหายใจสะดวกขึ้นมาบ้าง เพราะช่วงก่อนเลือกตั้งนั้น บรรยากาศการเมืองค่อนข้างร้อนแรง แต่ในช่วงนั้นมีข่าวคนดังบางคนเกิดอาการวูบหมดสติ แต่ไม่ได้หมายความว่าวูบเพราะข่าวการเมืองแต่น่าจะมีปัญหาใดๆ กับร่างกายของผู้ที่วูบอย่างแน่นอน

อาการวูบเกี่ยวกับหัวใจวายเฉียบพลันไหม คำถามนี้มีมากมาย โดยเฉพาะเรื่องของพิธีกรวัยหนุ่มแน่น แถมเป็นคนออกกำลังกายสม่ำเสมออีกด้วย บอกได้ว่าอาการวูบเกิดจากหลายสาเหตุ หนึ่งในนั้นคือ เป็นไปได้ว่าเกี่ยวกับหัวใจ เรื่องนี้ทำให้คนทั่วไปกลัวว่าโรคหัวใจอาจอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่เราเคยคิด

โรคหัวใจมีหลายประเภทมาก เริ่มจากหัวใจพิการแต่กำเนิด มักมีอาการตั้งแต่วัยทารก หัวใจเต้นผิดจังหวะ หลอดเลือดหัวใจตีบ หัวใจล้มเหลว เป็นต้น แต่ละโรคจะมีอาการต่างกัน อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่แล้ว ความผิดปกติของหัวใจมักพบในวัยกลางคนเป็นต้นไป

อาการผิดปกติที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วควรนึกถึงโรคหัวใจ คือ ใจสั่น หน้ามืด รู้สึกเหมือนจะเป็นลมหรือเป็นลมหมดสติเจ็บแน่นหน้าอก หรือรู้สึกจุกเสียดบริเวณลิ้นปี่แล้วร้าวขึ้นไปที่ขากรรไกร ร่วมกับมีอาการเหงื่อแตก ใจสั่น เมื่อใดที่เราหรือคนในบ้านมีอาการเช่นนี้ ต้องรีบโทรเรียกรถฉุกเฉิน 1669 ทันที เพราะอาการของโรคหัวใจต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ระบบไหลเวียนโลหิตกลับเป็นปกติโดยเร็วที่สุด เพื่อจำกัดความเสียหายที่จะเกิดกับอวัยวะสำคัญอื่นๆ ตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมอง

เราจะรู้ได้อย่างไรว่า เราเสี่ยงกับการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดมากแค่ไหน จริงๆ แล้วโรคหัวใจนับเป็นหนึ่งในโรคกลุ่มเรื้อรัง เป็นโรคไม่ติดต่อ แต่เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ 

ปัจจัยเสี่ยงหลักๆ ของการเกิดโรคกลุ่มนี้ คือ มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตไม่ดี เช่น สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า กินอาหารหวาน มัน เค็มจัด ไม่กินผักผลไม้ ไม่ออกกำลังกาย เป็นต้น 

แต่ถ้าอยากรู้จริงๆ ว่าเราเสี่ยงเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดใน 10 ปีมากน้อยเพียงใด สามารถลองคำนวณได้ตาม link นี้ http://doh.hpc.go.th/screen/screenThaicvd_hx.php

ซึ่งเป็นแบบประเมินความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจหรือสมองของคนไทย จัดทำโดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขกรอกข้อมูลโดยไม่ต้องระบุชื่อ

กรณีที่เรามีโรคประจำตัวอื่น เช่น ความดัน เบาหวาน ไขมันสูง หนทางเดียวที่จะป้องกันหรือลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจได้ คือ ต้องควบคุมโรคเหล่านั้นให้ได้ และต้องรับประทานยาตามแพทย์สั่ง และต้องไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ 

บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยมีอาการแย่ลง เนื่องจากผู้ป่วยหยุดยาเอง เพราะเห็นว่าไม่มีอาการ หรือเห็นว่าค่าความดัน และผลเลือด อยู่ในเกณฑ์ปกติแล้ว จึงหยุดใช้ยาเอง หรือผู้ป่วยบางรายเข้าใจผิดคิดว่า โรคที่เป็นอยู่นั้น อาจจะหายไปแล้วหรือเพราะมีอาการดีขึ้น จึงไม่เข้มงวดกับการกินยา และไม่ระมัดระวังเรื่องอาหารการกิน บางคนมีนัดพบแพทย์ทุก 3 เดือน แต่มาคุมเข้มก่อนนัดตรวจแค่ 2 สัปดาห์เพื่อให้ผลเลือดต่างๆ ออกมาดี แบบนี้ถือว่าไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง เพราะในช่วงที่เราทำตัวตามใจ กินทุกอย่างที่อยากกินกินยาบ้างไม่กินยาบ้าง ก็คือการเพิ่มความเสี่ยงอย่างมาก

เภสัชกรจึงต้องย้ำกับผู้ป่วยเสมอว่า ต้องกินยาตามแพทย์สั่งอย่างต่อเนื่อง ห้ามงด ห้ามลด ห้ามเพิ่มยาเองเด็ดขาดเพื่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุดในการใช้ยา

ส่วนคนที่มีคนในบ้านมีความเสี่ยงโรคหัวใจ ควรฝึกทักษะการช่วยเหลือการฟื้นคืนชีพเบื้องต้น หรือการทำ CPR ไว้ อย่างน้อยก็เผื่อใช้ระหว่างรอความช่วยเหลือ คนไข้โรคหัวใจบางคนมียาอมใต้ลิ้นสำหรับใช้เวลาเจ็บหน้าอก ก็ควรพกติดติดตลอด และแจ้งให้คนใกล้ชิดทราบว่าเก็บยาไว้ที่ไหน เพื่อสามารถหยิบยาให้ได้เวลาที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และต้องตรวจเช็ควันหมดอายุของยาที่เก็บด้วย

สาเหตุสำคัญของโรคหัวใจ คือ มาจากการที่เรามีโรคเรื้อรังอื่นๆ อยู่ก่อนแล้ว แต่ไม่ดูแลควบคุมโรคเดิมให้ดี ทำให้เกิดโรคหัวใจตามมา

ฉะนั้น จึงย้ำว่า คุณที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันสูง ต้องรับประทานยารักษาโรคเหล่านั้นอย่างสม่ำเสมอ ต้องไปพบแพทย์ตามนัด เพื่อตรวจเช็คความเป็นไปของโรคตามระยะ หรือเพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้น ในบางครั้งแพทย์อาจต้องปรับ หรือเปลี่ยนยาให้เหมาะสมกับสภาวะของโรคด้วย เพราะฉะนั้นต้องไปพบแพทย์ตามนัดอย่างเคร่งครัด

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใส่บาตรให้ได้บุญ ต้องเลือกของดีต่อสุขภาพพระสงฆ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/729174

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใส่บาตรให้ได้บุญ ต้องเลือกของดีต่อสุขภาพพระสงฆ์

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใส่บาตรให้ได้บุญ ต้องเลือกของดีต่อสุขภาพพระสงฆ์

วันจันทร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.15 น.

สิ่งหนึ่งที่เป็นกิจวัตรของพุทธศาสนิกชนคือการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา โดยบูชาพระพุทธ ศึกษาพระธรรม และอุปถัมภ์พระสงฆ์ ดังนั้น การฟังเทศน์ ฟังธรรม ทำสมาธิภาวนา และใส่บาตรพระสงฆ์ จึงถือเป็นการทำบุญของชาวพุทธ

วันนี้จะชวนคุยเรื่องการใส่บาตรพระสงฆ์ให้ได้บุญ อย่าลืมว่าพระสงฆ์คือมนุษย์เหมือนกับเรา เพียงแต่ท่านอยู่ในสมณเพศ ส่วนความเจ็บป่วยก็เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับท่านโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระสงฆ์ชรา จากข้อมูลการสำรวจสุขภาพพระภิกษุในประเทศไทยโดยโรงพยาบาลสงฆ์ พบว่าพระภิกษุสงฆ์อาพาธด้วยโรคความดันโลหิตสูงมากเป็นอันดับหนึ่ง และอาพาธด้วยโรคเบาหวานเป็นอันดับสอง ถ้าเจาะดูข้อมูลเฉพาะในพระภิกษุที่มีอายุมากกว่า 60 ปี พบว่าโรคเบาหวานเป็นโรคที่มาเป็นอันดับหนึ่ง

ต้นเหตุของโรคมาจากภัตตาหารที่พระภิกษุสงฆ์ฉัน ทำให้เกิดโรคภัยต่างๆ อาหารรสเค็มจัด หวานมากไขมันสูง นำไปสู่โรคต่างๆ มากมาย และยังทำให้ควบคุมอาการอาพาธได้ยาก และยังรักษาโรคได้ยากตามไปด้วย 

การเลือกฉันอาหารโดยสงฆ์อาจเป็นข้อจำกัด เพราะสงฆ์ไม่สามารถเลือกภัตตาหารได้ ญาติโยมถวายอะไรให้ ก็ต้องฉันไปตามนั้น เมื่อออกบิณฑบาตแล้วได้สิ่งใดมา ก็ต้องฉันไปตามนั้น ดังนั้นญาติโยมต้องเลือกอาหารที่มีคุณภาพดี เพื่อถวายพระสงฆ์ด้วย เพื่อป้องกันมิให้ท่านอาพาธ แต่โดยมากญาติโยมก็ถวายอาหารใส่บาตรตามความสะดวกของตนเอง โดยมากมักเป็นกับข้าวจากร้านขายกับข้าวสำเร็จรูป หรือญาติโยมบางท่านเลือกใส่อาหาร ตามรายการที่ผู้ล่วงลับชื่นชอบ หรือไม่ก็เลือกถวายอาหารที่คิดว่าดีที่สุด อร่อยที่สุด แต่ลืมคำนึงถึงสุขภาพของพระสงฆ์ 

เมื่อพระสงฆ์ต้องฉันอาหารที่ไม่มีคุณภาพที่ดีพอ ก็เป็นที่มาของอาการอาพาธ โดยที่ผู้ใส่บาตรอาจไม่คาดคิด เราต้องไม่ลืมว่า การกินอาหารที่ดี มีผลดีต่อสุขภาพ ดังนั้นก็ต้องถวายอาหารมีคุณภาพแด่พระสงฆ์ด้วย

อาหารที่ดีต่อสุขภาพคือ ต้องไม่มีแป้งและน้ำตาลมากเกินไป และต้องไม่มีไขมันมากเกินไปด้วย และต้องหลีกเลี่ยงอาหารรสชาติหวานมาก
มันมาก เค็มมาก แต่ควรถวายอาหารหมวดผักผลไม้เพื่อให้ได้กากใยและวิตามินอย่างเพียงพอ และที่สำคัญ อาหารหมวดโปรตีนหรือเนื้อสัตว์ ก็มีความจำเป็นต่อร่างกาย จึงต้องรับประทานให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตประจำวัน

ดังนั้น การเลือกอาหารใส่บาตรหรือจัดหาภัตตาหารถวายพระสงฆ์ ต้องเลือกภัตตาหารที่อุดมไปด้วยรสหวานจัด มันจัด เค็มจัด เช่นแกงกะทิทั้งหลาย ก็ไม่ควรถวายบ่อยเกินไป หรืออาหารที่มีน้ำมันท่วมก็ควรต้องเลี่ยงการถวายด้วย ส่วนขนมหวานจัด เช่น ทองหยิบทองหยอด ฝอยทอง สังขยา ก็ไม่ควรถวายบ่อย ผลไม้ก็เช่นกัน ควรเลี่ยงการถวายผลไม้รสหวานจัดๆ เพื่อป้องกันโรคเบาหวาน

นอกจากนี้ ควรคำนึงถึงการถวายเครื่องดื่ม รวมถึงน้ำปานะ ก็ควรเป็นเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลต่ำเช่นกัน ควรเลี่ยงน้ำหวาน หรือน้ำอัดลมที่ไม่ให้ประโยชน์ใดๆนอกจากเพิ่มน้ำตาลให้ร่างกายมากเกินไป ซึ่งไม่เหมาะกับพระภิกษุที่อาพาธด้วยโรคเบาหวาน

อีกประเด็นหนึ่งคือ ควรเลือกถวายอาหารที่มีโซเดียมต่ำ หรือมีความเค็มน้อย อาหารที่มีโซเดียมสูง มีผลกระทบโดยตรงต่อการควบคุมความดันโลหิต และยังเป็นผลเสียต่อไตอีกด้วย 

อาหารที่ทำขายทั่วไปนั้น นอกจากจะปรุงด้วยรสชาติเค็มจัดแล้ว ยังพบว่าใส่ผงชูรส หรือสารโมโนโซเดียมกลูตาเมต ซึ่งเป็นแหล่งของโซเดียมอีกด้วย อีกทั้งอาหารแห้ง อาหารกระป๋อง เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โจ๊กซอง อาหารเหล่านี้มักมีปริมาณโซเดียมสูงมาก หากเลี่ยงได้ ก็ไม่ควรถวาย

สำหรับแหล่งโปรตีน ถ้าเป็นปลา ไข่ขาว หรือเต้าหู้ ก็จะเป็นโปรตีนที่มีไขมันต่ำ ย่อยง่าย ก็จะดีกว่าเนื้อสัตว์ติดมัน เช่น หมูสามชั้น

และอย่าลืมถวายอาหารประเภทกากใยด้วย เช่น ผัก ผลไม้ ข้าวกล้องและข้าวไม่ขัดสี ซึ่งเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตที่ดี และให้กากใยสูงอีกด้วย 

อาหารอีกประเภทหนึ่งที่ควรถวาย คือ โยเกิร์ต นมเปรี้ยว แต่ต้องเลือกประเภทน้ำตาลต่ำ และชนิดที่มีจุลินทรีที่ยังมีชีวิต ซึ่งดีต่อสุขภาพสำไส้

เมื่อคุณใส่บาตรพระสงฆ์ คุณคงปรารถนาบุญกุศล ดังนั้นคุณจึงไม่ควรทำให้สุขภาพของพระสงฆ์เสียไปเพราะอาหารที่เราถวาย เราจึงต้องพิถีพิถันเลือกอาหารใส่บาตรถวายพระ โดยเลือกสิ่งที่ดีต่อสุขภาพพระสงฆ์

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ และ รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย