รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ไบโอติน สารที่จำเป็นสำหรับร่างกาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/704396

รู้เรื่องยา

วันจันทร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หลายคนมักจะตั้งต้นปีใหม่ด้วยการตั้งปณิธานปีใหม่ หรือ New Year Resolution เพื่อให้มีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม ปีนี้เรามาตั้งปณิธานปีใหม่ด้วยการดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีขึ้นนะครับ เริ่มจากลดละเลิกการนำสิ่งที่ไม่ดีต่อสุขภาพเข้าสู่ร่างกายของเรา แล้วหันมาใส่ใจเรื่องอาหารการกินให้มากขึ้นแต่สำหรับมนุษย์วัยทำงานที่มักจะอ้างว่างานยุ่งมาก จนไม่มีเวลาใส่ใจกับอาหารการกิน ก็ต้องเลิกอ้าง แล้วหันมาใส่ใจตัวเองให้มากขึ้น

บางคนอาจดูแลเรื่องอาหารการกินแล้ว ยังมองหาวิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารด้วย แต่มีข้อแนะนำว่าก่อนใช้วิตามินหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ คุณควรปรึกษาแพทย์ก่อน โดยเฉพาะผู้มีโรคประจำตัว หรือต้องใช้ยาเป็นประจำ ยิ่งต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง

หนึ่งในบรรดาวิตามินหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ถูกพูดถึงเป็นอันดับต้นๆ คือไบโอติน (biotin) โดยเฉพาะในกลุ่มคนมีปัญหาผมร่วง ผมบาง ผมน้อย เพราะเชื่อคำโฆษณาว่าไบโอตินมีส่วนช่วยแก้ปัญหาผมร่วง ดูแลสุขภาพของผิวหนังและเล็บ 

วันนี้ เรามาทำความรู้จักไบโอตินให้มากขึ้นดีกว่าไบโอตินหรือวิตามินบี 7 (วิตามินนี้ละลายน้ำได้) ขึ้นชื่อว่าวิตามินก็คือสารสำคัญที่จำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย แต่ทว่าร่างกายไม่ต้องการปริมาณมาก 

ในประเทศสหรัฐอเมริกาแนะนำค่าปริมาณไบโอตินที่พอเพียงในแต่ละวัน (Adequate Intake (AI)) สำหรับคนวัยผู้ใหญ่ต้องการไบโอตินประมาณ 30 ไมโครกรัมต่อวันเท่านั้นส่วนผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์หรืออยู่ระหว่างการให้นมบุตรอาจจะต้องการเพิ่มขึ้นเป็น 35 ไมโครกรัมต่อวัน ซึ่งตามธรรมชาติแล้วสารอาหารชนิดนี้มีที่มาจากไข่แดง เครื่องในสัตว์ ธัญพืช ถั่วเปลือกแข็งต่างๆ รวมถึงผักด้วย 

ไข่ 1 ฟอง มีไบโอตินประมาณ 10 ไมโครกรัม ตับวัว 3 ออนซ์ มีไบโอติน 35 ไมโครกรัม ถั่วประมาณ 1 ถ้วย มีไบโอตินประมาณ 6 ไมโครกรัม อย่างไรก็ตาม ไบโอตินจากอาหารอาจเสื่อมสลายไปบางส่วนเมื่อผ่านความร้อน

หน้าที่หลักของไบโอตินก็คล้ายกับวิตามินบีชนิดอื่นๆ คือ ช่วยกระบวนการเผาผลาญสารอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งคาร์โบไฮเดรตและไขมัน และไบโอตินยังจำเป็นในกระบวนการสร้าง DNA และ RNA ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นการสร้างเซลล์ใหม่ รวมถึงโปรตีนเคราติน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของเส้นผม ผิวหนังและเล็บ จึงเชื่อว่าการรับประทานอาหารเสริมที่มีไบโอตินเป็นส่วนประกอบจะช่วยบำรุงสุขภาพผม ผิว และเล็บให้แข็งแรงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ไบโอตินเป็นสารอาหารที่คนปกติมักไม่ค่อยขาด เพราะในลำไส้มีแบคทีเรียประจำถิ่นสามารถสร้างไบโอตินได้เองส่วนหนึ่ง แต่คนที่เสี่ยงการขาดไบโอติน เช่น คนที่บริโภคไข่ดิบปริมาณมากเป็นประจำ เนื่องจากในไข่ดิบมีสารอะวิดิน (avidin) ที่ขัดขวางการดูดซึมของไบโอติน คนที่ใช้ยาปฏิชีวนะต่อเนื่อง ก็มีโอกาสขาดไบโอติน เนื่องจากยาไปทำลายแบคทีเรียในลำไส้ ส่วนยาอื่นที่อาจทำให้ขาดไบโอติน เช่น ยากันชัก เป็นต้น และผู้ที่เป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง มีความเสี่ยงที่จะขาดไบโอติน และวิตามินอื่นๆ เนื่องจากแอลกอฮอล์ขัดขวางการดูดซึมของวิตามิน

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไบโอติน มีทั้งแบบเดี่ยว และผสมกับวิตามินหรือแร่ธาตุอื่น ตัวที่นิยมผสมด้วยกัน คือ สังกะสีหรือ zinc เป็นหนึ่งแร่ธาตุจำเป็นที่ร่างกายต้องการในปริมาณน้อย (trace element) แต่มีบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโตของผมและเล็บ สำหรับผู้มีปัญหาผมร่วง ผมบาง ผมเปราะขาดง่าย จึงนิยมใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสูตรนี้ โดยทั่วไปขนาดของไบโอตินที่อยู่ในสูตรผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจะอยู่ที่เม็ดละ 100-300 ไมโครกรัม ส่วน zinc มี ปริมาณที่ต้องการในผู้ใหญ่ที่สุขภาพดี คือประมาณ 11 มิลลิกรัม แต่อาจผสมในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประมาณ 25-100 มิลลิกรัม 

เห็นได้ว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมักกำหนดสูตรวิตามินและแร่ธาตุสูงกว่าที่ร่างกายปกติต้องการหลายเท่าแต่สารอาหารเหล่านี้มักมีช่วงการรักษากว้าง ถึงจะบริโภคขนาดสูงกว่าที่ร่างกายต้องการเป็นร้อยเท่า ก็ยังไม่พบอันตรายร้ายแรงในคนที่มีสุขภาพดี แต่ถึงกระนั้น ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ก็ต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานสากล โดยตรวจสอบเลขทะเบียนที่ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาและต้องสังเกตอาการผิดปกติหลังรับประทานอาหารเสริมด้วย 

เพราะไม่ว่าจะเป็นยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ เช่น ไม่สบายท้อง ท้องเสีย ผื่นขึ้นถ้าพบอาการผิดปกติเหล่านี้ต้องหยุดใช้ทันที ส่วนคนที่ใช้แล้วไม่มีอาการผิดปกติ สามารถใช้ต่อเนื่อง โดยจะเริ่มเห็นผลหลังจากการใช้ต่อเนื่องประมาณ 2-3 เดือน แต่ในกลุ่มคนที่ใช้แล้วไม่เห็นผล อาจหมายความว่าสาเหตุของปัญหาไม่ได้เกิดจากการขาดไบโอติน

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ปณิธานปีใหม่ ใส่ใจสุขภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/702838

รู้เรื่องยา

วันจันทร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

วันเดือนปีเคลื่อนผ่านไปเร็วมาก รู้สึกเหมือนกับว่าเพิ่งฉลองปีใหม่ปีเสือไปไม่นาน ก็ได้ฉลองปีใหม่ปีกระต่ายกันอีกแล้ว เมื่อวันเวลาผ่านไปเร็ว เราก็ต้องหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพของเรามากยิ่งขึ้น เพราะผ่านไปหนึ่งปีก็เท่ากับแก่ลงไปหนึ่งปี ดังนั้น ปีใหม่นี้ เรามาตั้งปณิธานร่วมกันว่าจะดูแลสุขภาพให้ดียิ่งกว่าเดิมกันดีกว่า

ที่จริงแล้ว การทำให้สุขภาพดีนั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่คิดแล้วต้องลงมือทำทันที เริ่มต้นจากลดละเลิกสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้สุขภาพเสื่อมโทรม เช่น สูบบุหรี่ ดื่มเหล้าเบียร์ไวน์ (ที่มากจนเกินเหตุ) กินอาหารที่ไม่ดีต่อร่างกาย เช่น หวาน มัน เค็มจัด รวมถึงผู้ที่ไม่ชอบออกกำลังกาย ชอบกินแล้วนั่งๆ นอนๆ เรื่องเหล่านี้ต้องบอกตัวเองว่า ต้องหยุดโดยทันที เพราะเรื่องดังกล่าวล้วนแล้วแต่เป็นอันตรายต่อสุขภาพแค่เพียงเราหยุดให้ได้ หรือลดลงจากเดิมให้ได้สัก 30-50 เปอร์เซ็นต์จากเดิม เราก็จะมีสุขภาพดีขึ้นอย่างทันตาเห็น

แต่สำหรับคนที่ไม่มีปัญหาพฤติกรรมข้างต้น ก็นับว่าเป็นผู้ที่ใส่ใจดูแลสุขภาพดีอยู่แล้ว ก็ขอให้ทำเช่นนั้นต่อๆ ไปเรื่อยๆ แต่ก็อาจจะเพิ่มเรื่องงดการกินอาหารแปรรูปลง (หากกินเป็นประจำ) แล้วเพิ่มการกินผักผลไม้สด และควบคุมน้ำหนักให้ได้ในเกณฑ์ปกติ แล้วออกกำลังกายเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย ตามสภาพของร่างกาย เพื่อให้กล้ามเนื้อ หัวใจ หลอดเลือดแข็งแรงยิ่งขึ้น หากออกกำลังกายเป็นประจำจะเห็นได้ชัดว่าร่างกายมีความแข็งแรงมากขึ้น กระปรี้กระเปร่ามากยิ่งขึ้น แต่สำหรับคนที่มีโรคประจำตัวที่ต้องการจะออกกำลังกาย ขอให้ปรึกษาแพทย์ก่อน เพื่อให้เลือกการออกกำลังกายที่เหมาะสม เพื่อความปลอดภัยของชีวิต 

ที่สำคัญทุกคนควร (ต้อง) ตรวจสุขภาพประจำปี สำหรับผู้ทำงานประจำในบริษัทที่มีสวัสดิการดีๆ อาจจะได้รับสวัสดิการเรื่องนี้ แต่หากบริษัทไม่ออกเงินให้ ก็ขอให้คุณต้องยอมเสียเงินเพื่อตรวจสุขภาพประจำปี เพราะเป็นผลดีสำหรับคุณเอง อย่าไปคิดว่าเปลืองเงิน เพราะการตรวจสุขภาพประจำปีช่วยให้เราทราบว่าสุขภาพโดยรวมของเราอยู่ในสภาพเช่นไร อย่าคิดว่าอายุยังน้อย ไม่จำเป็นต้องตรวจสุขภาพประจำปี ขอย้ำว่าเรื่องนี้สำคัญมาก และควรต้องตรวจสุขภาพทุกๆ ปี เพราะอย่างน้อยที่สุดก็สามารถทำให้ทราบว่าเรามีโรคอะไรบ้างหรือไม่ เพราะโรคเรื้อรังหลายโรคจะเริ่มแสดงอาการให้เห็นก่อน หากปล่อยไว้โดยไม่ตรวจสุขภาพ ก็อาจจะทำให้เมื่อเกิดอาการรุนแรง ก็จะสายจนยากจะแก้ไขได้ เช่น  ภาวะไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูงการทำงานของตับไตผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ก่อนจะรุนแรงถึงขั้นที่ออกอาการหนัก

การตรวจร่างกายประจำปีสม่ำเสมอจะทำให้เห็นแนวโน้ม และทำให้สามารถเข้าสู่กระบวนการรักษาได้ทันการณ์ดังนั้นควรตรวจสุขภาพประจำปี หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือสองปีต่อหนึ่งครั้ง 

มีตัวอย่างให้เห็นเป็นประจำว่า บางคนมีอาการเจ็บหน้าอก เพราะหัวใจขาดเลือด ต้องหามเข้าโรงพยาบาลเป็นการด่วน แล้วเพิ่งรู้ว่าไขมันสูง แต่จริงๆ แล้วไขมันสูงมานานแล้ว ความดันก็สูง แต่ไม่เคยรู้มาก่อน ส่วนเรื่องเบาหวานก็ไม่ต้องพูดถึง บางรายเบาหวานขึ้นตาหรือลงไตเรียบร้อยแล้ว เพราะไม่เคยตรวจสุขภาพประจำปีเลย ทำให้เมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยก็มักจะสายเกินแก้แล้ว 

ส่วนคนที่มีโรคเรื้อรัง โรคประจำตัว ก็อย่าไปคิดว่าการรักษาสุขภาพเป็นเรื่องสายไปแล้ว เพราะการใส่ใจสุขภาพไม่มีคำว่าสายเกินไป ตรงกันข้าม ยิ่งรู้แล้วว่าตนเองมีปัญหาอะไรก็ควรใส่ใจเป็นพิเศษ คนที่เป็นความดัน อาจจะให้ของขวัญปีใหม่ตัวเองเป็นเครื่องวัดความดัน วัดเช้าวัดเย็นเพื่อดูความดันของเราว่าอยู่ในเกณฑ์หรือไม่ คนเป็นเบาหวานก็ซื้อที่ตรวจน้ำตาลติดบ้านไว้ อาจไม่ต้องเจาะนิ้ว เพื่อวัดน้ำตาลทุกวัน แต่ถ้าวันไหนรู้สึกกินมาก ก็เจาะเลือดวัดน้ำตาล จะได้รู้ว่าน้ำตาลขึ้นสูงไปแค่ไหนเพื่อจะได้ระมัดระวังการกินมากขึ้น 

ส่วนคนที่ต้องกินยาประจำตามที่แพทย์สั่ง ก็ต้องกินยาอย่างเคร่งครัด ยิ่งเป็นโรคเรื้อรังบางโรค แต่ผู้ป่วยไม่มีอาการผิดปกติใดๆ ทำให้ผู้ป่วยบางรายคิดว่าไม่จำเป็นต้องกินยาต่อเนื่องอีกแล้ว ซึ่งแบบนี้นับว่าทำผิดต่อตัวเองมาก เพราะการไม่กินยาตามที่แพทย์สั่ง คือการไม่ดูแลตัวเอง แล้วที่สำคัญคือทำให้โรคกลับมาได้ เพราะฉะนั้นต้องกินยาตามคำสั่งแพทย์โดยเคร่งครัด ส่วนสมุนไพร อาหารเสริมที่โฆษณาขายกันโครมๆ ก็ขอให้ศึกษาให้ดีก่อนซื้อมากิน เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพตามมาได้โดยเฉพาะพวกที่ไม่ได้รับอนุญาตจาก อย. 

สรุปว่า ปีใหม่แล้ว อย่าลืมใส่ใจสุขภาพให้มากขึ้น ลดละเลิกสิ่งที่ไม่ดี กินอาหารมีคุณภาพ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ตรวจสุขภาพประจำปี ส่วนผู้มีโรคประจำตัว ต้องไม่ลืมกินยาตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด หากมีข้อสงสัยเรื่องยา สามารถปรึกษาเภสัชกรได้เสมอ ขอให้ทุกท่านสุขภาพแข็งแรงตลอดปี 2566 และตลอดไป

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เที่ยวปีใหม่สบายใจ เมื่อดูแลสุขภาพดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/700530

รู้เรื่องยา

วันจันทร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

Merry Christmas and Happy New Year 2023 ครับ ตามธรรมเนียมในเทศกาลเช่นนี้ ก็ต้องอวยพรกันให้ทุกๆ คนมีความสุข สดชื่น แข็งแรง

เชื่อว่าในระยะเวลาเช่นนี้หลายคนน่าจะมีงานสังสรรค์ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กันพอสมควร และหลายคนคงมีโปรแกรมเดินทางทั้งกลับภูมิลำเนาเดิม และท่องเที่ยว ก็ขอให้เดินทางปลอดภัยทุกคน 

วันนี้อยากชวนคุยเรื่องการเตรียมตัวท่องเที่ยวและการไปร่วมงานเลี้ยงต่างๆ ก็ขอย้ำว่าแม้โควิด-19 ดูเสมือนว่าจะเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วสำหรับคนไทย แต่ก็ยังต้องระวังอยู่ต่อไปครับ เพราะทุกวันนี้มีอัตราการติดเชื้อค่อนข้างน่าเป็นห่วง บางคนติดเชื้อแล้วเกือบไม่พบอาการป่วยหนัก นั่นเป็นเพราะคนคนนั้นได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครบโด้สแล้ว  

อย่าลืมว่าปัจจุบันยังมีคนกลุ่มหนึ่งเสียชีวิตหรือป่วยหนักเพราะเชื้อโควิด-19 ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับภูมิของร่างกายแต่ละคน ขึ้นอยู่กับอายุ ระดับสุขภาพ โรคประจำตัว

เพราะฉะนั้น สำหรับคนอายุมาก มีโรคประจำตัวหลายโรค ภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น คนที่ต้องทานยากดภูมิคุ้มกัน เป็นต้น ต้องระวังการติดโควิด-19 ให้มาก แต่ก็อาจจะทำกิจกรรมต่างๆ ได้ เหมือนกับคนอื่น แต่ย้ำว่าให้เพิ่มการระมัดระวังส่วนตัวมากขึ้น หลีกเลี่ยงพื้นที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก หลีกเลี่ยงคนหนาแน่น แต่ให้เน้นกิจกรรมกลางแจ้ง หรือที่เปิดโล่ง 

ปัจจุบันพบว่าวัคซีน mRNA มีประสิทธิภาพที่ไว้ใจได้มากระดับหนึ่ง และดีที่สุดสำหรับการป้องกันโรคโควิด-19  ดังนั้นใครที่ยังไม่ได้รับวัคซีน mRNA ครบ 3 เข็ม อาจจำเป็นต้องฉีดเพิ่ม ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขพยายามให้บริการกับทุกคนที่ต้องการ แม้ว่าวัคซีน mRNAที่เรามีอยู่ในประเทศอาจไม่ใช่วัคซีนรุ่นใหม่ล่าสุด แต่ในสภาวะเช่นนี้ เราควรฉีดเข็มกระตุ้นให้ได้  

แต่สำหรับผู้มีภููมิคุ้นกันต่ำ ควรได้รับวัคซีน mRNAถึง 4 เข็ม เพื่อการป้องกันสูงสุด อย่างไรก็ตาม ขอเชิญชวนให้ผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 หรือบุคคลที่ภูมิคุ้มกันต่ำโปรดรีบไปฉีดเข็มกระตุ้นโดยด่วน

แล้วที่ขาดไม่ได้คือต้องสวมหน้ากากอนามัยที่ได้มาตรฐานเสมอเมื่ออยู่ในชุมชน หรือในพื้นที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก และก็ต้องมีเจลแอลกอฮอล์ล้างมือติดตัวไว้ด้วย เพียงเท่านี้ การร่วมงานสังสรรค์ หรือการเดินทางของคุณๆ ก็จะปลอดภัยจากการติดโควิด-19 มากขึ้น แต่ก็มิได้หมายความว่าจะรอดพ้นเชื้อนี้ทุกคน แต่ก็ดีกว่าไม่ระวังป้องกัน ขอย้ำด้วยว่าการติดเชื้อโควิด-19 นั้น ติดแล้วติดอีกได้ ป่วยแล้วก็ป่วยอีกได้เพราะฉะนั้นอย่านำเชื้อนี้ไปแพร่ให้กับผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำจะดีที่สุด 

สำหรับคุณที่เดินทางด้วยเครื่องบินหรือรถทัวร์หรือรถตู้ที่มีคนในพาหนะนั้นๆ มากมาย ขอแนะนำให้สวมหน้ากากอนามันขณะเดินทางตลอดเวลา ลดการดื่มกินบนยานพาหนะ เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อ 

และทุกครั้งเมื่อต้องเดินทาง โปรดอย่าลืมยาที่สำคัญสำหรับตัวเอง อันดับแรกที่ห้ามลืมเป็นอันขาด คือยาสำหรับโรคประจำตัว เช่น ยาความดัน เบาหวาน หัวใจ เป็นต้น แต่หากลืมยาตัวใดตัวหนึ่งก็ต้องจดจำชื่อยาที่ใช้ให้ดี และต้องดูขนาดมิลลิกรัมของยาด้วย เพราะต้องหาซื้อยาตัวนั้นมารับประทาน 

ส่วนยาแก้ปวดลดไข้ทั่วไป เช่น พาราเซตามอล (paracetamol) ยาแก้แพ้ก็จำเป็นสำหรับหลายคน เพราะช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ทำให้สารกระตุ้นการแพ้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามบรรยากาศ ความชื้น และอุณหภูมิ ทำให้บางคนเกิดภูมิแพ้กำเริบ ยาแก้แพ้ก็มีอยู่หลายชนิด เช่น เซทิริซีน (cetirizine) ลอราทาดีน (loratadine) ลีโวเซทิริซีน (levocetirizine) เดสลอราทาดีน (desloratadine) เฟกโซเฟนาดีน (fexofenadine) เป็นต้นสามารถปรึกษาเภสัชกรในร้านขายยาได้  

ส่วนยาป้องกันอาการเมารถเมาเรือ ได้แก่ไดเมนไฮดริเนท (dimenhydrinate) ควรรับประทานก่อนออกเดินทางประมาณ 30 นาที 

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกคนมีความสุขในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน ปลอดภัยไหม เหมาะสมกับสถานการณ์ใด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698951

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน ปลอดภัยไหม เหมาะสมกับสถานการณ์ใด

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน ปลอดภัยไหม เหมาะสมกับสถานการณ์ใด

วันจันทร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ครอบครัวเป็นสุข มีลูกเมื่อพร้อม เป็นคำขวัญที่เป็นจริงเสมอ ยิ่งปัจจุบันคำว่ามีลูก 1 คน จนไป 7 ปี โดยเทียบกับอัตราเงินเฟ้อในยุคหลังโควิด อาจเพิ่มเป็น 14 หรือ 21 ปีได้ 

ดังนั้น การวางแผนครอบครัวจึงสำคัญมาก เพราะป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ได้ การคุมกำเนิด ด้วยการที่ฝ่ายชายใช้ถุงยางอนามัย ฝ่ายหญิงใช้ยาคุมกำเนิด ซึ่งปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบทั้งชนิดกิน ฉีด ฝัง หรือจะเป็นการใช้ห่วงคุมกำเนิด สามารถช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้ โดยเฉพาะคู่รักที่มีเพศสัมพันธ์เป็นประจำ

อย่างไรก็ตาม เรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นได้ทุกเวลาเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกันหรือป้องกันแล้วยังคงเกิดความผิดพลาด เช่น ถุงยางฉีกขาด ในกรณีนี้ ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน ถือว่าเป็นตัวช่วยที่ดี เพราะแก้สถานการณ์คับขันได้ 

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจว่ายาคุมกำเนิดฉุกเฉินต่างจากยาคุมกำเนิดปกติอย่างไร ยาคุมกำเนิดปกติ ประกอบด้วยฮอร์โมน อาจมีทั้งชนิดเดี่ยวๆ หรือสูตรผสม ที่กำหนดขนาดให้รับประทานประมาณ 21-28 วันต่อรอบเดือน เพื่อป้องกันการตกไข่ 

ส่วนยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน เป็นฮอร์โมนเดี่ยวๆ ปริมาณสูง ต้องรับประทานทันทีหลังจากมีเพศสัมพันธ์ หรือไม่เกิน 72 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน มีทั้งสูตรที่รับประทานเพียง 1 เม็ด หรือรับประทาน 1 เม็ดทันทีหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือภายในไม่เกิน 72 ชั่วโมง และรับประทานอีก 1 เม็ด หลังจากรับประทานยาเม็ดแรกแล้ว 12 ชั่วโมง ซึ่งเม็ดที่สองนี้มีความสำคัญไม่แพ้เม็ดแรก เพราะหากรับประทานไม่ถูกต้อง ประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์จะลดลงอย่างมาก ดังนั้น หากผู้ใช้ยารู้ตัวว่าเป็นคนขี้ลืม ก็ควรเลือกสูตรที่รับประทานเพียง 1 เม็ดจะดีกว่า

ประสิทธิภาพของยาคุมกำเนิดแบบฉุกเฉิน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันในช่วงใกล้ๆ กับระยะตกไข่ โอกาสตั้งครรภ์ก็อาจจะเพิ่มขึ้น แม้รับประทานยาแล้วก็ตาม อีกปัจจัยหนึ่งคือ ระยะเวลาที่กินยาหลังจากมีเพศสัมพันธ์ แม้ว่าคำแนะนำการใช้ยาจะบอกว่าให้รับประทานยาภายในไม่เกิน 72 ชั่วโมงหลังจากมีเพศสัมพันธ์ แต่ยิ่งรับประทานเร็วเท่าไร ก็ยิ่งดีเท่านั้น ถ้ามัวแต่ใจเย็น รีๆ รอๆ ว่ายังไม่ถึง 72 ชั่วโมง ไปทำอย่างอื่นก่อนก็ได้ ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดก็จะลดลงไป

เนื่องจากยามีฮอร์โมนค่อนข้างสูง ดังนั้น โดยทั่วไปจึงไม่แนะนำให้ใช้มากกว่า 2 ครั้งต่อเดือน ดังนั้นถ้าประเมินแล้วว่าจะมีเพศสัมพันธ์บ่อยกว่านั้น ควรเลือกใช้ยาคุมทั่วไปที่กินทุกวันจะดีกว่า ส่วนสาวๆที่ชอบลืมกินยา แนะนำเป็นชนิดฉีด ฝัง หรือใส่ห่วงอนามัยแทนก็ได้ เพราะยาคุมกำเนิดที่ต้องกินทุกวันนั้น หากลืมกินมากกว่าเดือนละ 3 วันก็เสี่ยงตั้งครรภ์ได้

อาการข้างเคียงที่พบบ่อยจากการใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน คือ คลื่นไส้อาเจียน เวียนศีรษะ ปวดศีรษะปวดท้องน้อยคล้ายปวดประจำเดือน มีเลือดออกกะปริดกะปรอย ประจำเดือนมาไม่ตรงเวลาได้ กรณีกินยาแล้วอาเจียนออกมาหลังจากกินไปไม่เกิน 2 ชั่วโมง แนะนำให้กินยาใหม่ เพราะยาน่าจะยังดูดซึมไม่สมบูรณ์ มีผลต่อประสิทธิภาพการคุมกำเนิด

ข้อสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้เลือกใช้ยาคุมกำเนิดแบบฉุกเฉินต้องเข้าใจก่อนคือ การใช้ยาป้องกันได้เพียงการตั้งครรภ์เท่านั้น ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ได้ ดังนั้น การมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย ถือเป็นความรับผิดชอบของทั้งสองฝ่าย การสวมถุงยางอนามัยสามารถป้องกันได้ทั้งการตั้งครรภ์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ดังนั้น ผู้หญิงไม่ควรเลือกใช้วิธีการกินยาคุมฉุกเฉินเป็นหลักในการป้องกันการตั้งครรภ์

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ซักประวัติก่อนจ่ายยา เพราะว่าห่วงใย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/697502

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ซักประวัติก่อนจ่ายยา เพราะว่าห่วงใย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ซักประวัติก่อนจ่ายยา เพราะว่าห่วงใย

วันจันทร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

อย่าหงุดหงิดเลยนะคะ เมื่อเภสัชกรถามไถ่รายละเอียดก่อนจะจ่ายยาให้คนไข้ เพราะมันคือความห่วงใยในสวัสดิภาพของผู้ใช้ยา และเป็นความรับผิดชอบของเภสัชกร 

เภสัชกร (ตัวจริง) ที่ไม่ซักไม่ถามประวัติการแพ้ยา หรือการใช้ยาใดๆ จากคนไข้เลยแม้แต่น้อย ถือว่าทำผิดจรรยาบรรณเภสัชกรอย่างมาก

เมื่อเร็วๆ นี้ มีประเด็นจากละครทีวีเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับการบริการของเภสัชกร เมื่อพระเอกไปขอซื้อยาป้องกันการตั้งครรภ์ที่ร้านยา แล้วคนขายยาก็หยิบยาให้โดยพลัน ไม่ถามไม่ไถ่อะไรทั้งสิ้น เรื่องแบบนี้เกิดได้ในละคร และในร้านขายยาที่ไม่มีเภสัชกรตัวจริงปฏิบัติหน้าที่

ขอย้ำว่าในความเป็นจริง สถานการณ์แบบในละครไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในร้านยาที่มีเภสัชกรวิชาชีพปฏิบัติงาน 

ตามปกติเมื่อมีผู้ซื้อยาที่ร้านยา ต่อให้จดชื่อยา เอาตัวอย่างยามาด้วย แล้วยื่นให้เภสัชกรดู เภสัชกรจะไม่จัดยาให้ตามสั่งแล้วคิดเงินโดยไม่ถามอะไรสักคำ โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นยาสำหรับโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เภสัชกรต้องถามว่าใครเป็นผู้ใช้ยา ไปพบแพทย์ตามนัดเพื่อประเมินว่าต้องปรับเปลี่ยนยาครั้งล่าสุดเมื่อไร ที่บ้านมีเครื่องวัดความดันหรือที่ตรวจน้ำตาลหรือไม่ เพราะผู้ป่วยบางรายไปหาหมอมาหนเดียวแล้วก็กินยาสูตรเดิมที่หมอสั่งต่อเนื่องเป็นปี ซึ่งไม่เหมาะสมกับการดำเนินไปของโรค แม้จะจ่ายยาให้ตามที่ผู้ป่วยหรือผู้ที่ผู้ป่วยฝากมาซื้อเภสัชกรก็จะบอกเสมอว่าต้องไปพบแพทย์ตามนัดด้วยโดยเฉพาะกรณีโรคเรื้อรัง 

ส่วนโรคเฉียบพลัน เช่น ไข้หวัด ท้องเสีย ก็ต้องซักประวัติก่อนจ่ายยาเช่นกัน ยิ่งปัจจุบันนั้นยิ่งง่ายมากเพราะเภสัชกรสามารถซักประวัติผู้ป่วยทางโทรศัพท์ได้ แม้ผู้ใช้ยาไม่ได้ไปพบเภสัชกรเอง เพราะเภสัชกรต้องทราบอาการเจ็บป่วยปัจจุบัน โรคประจำตัวหรือยาที่กำลังใช้ ประวัติแพ้ยา แพ้อาหาร หรือแพ้สารเคมีต่างๆ ข้อมูลทั้งหมดเหล่านี้มีความสำคัญกับการตัดสินใจเลือกการรักษา

ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยหญิงปวดประจำเดือนมากจนนอนซม ให้เพื่อนไปซื้อยาให้ เภสัชกรไม่มีทางหยิบยาแก้ปวดประจำเดือนตัวฮิตๆ ส่งให้โดยไม่ถามคนซื้ออย่างแน่นอนอย่างน้อยที่สุดต้องถามว่าผู้ป่วยมีประวัติแพ้ยาอะไรหรือไม่ เคยกินยาแก้ปวดประจำเดือนตัวไหนบ้าง เคยเป็นหรือกำลังเป็นโรคกระเพาะหรือไม่ ข้อมูลเหล่านี้จะส่งผลต่อการตัดสินใจว่าจะหยิบยาตัวไหนให้ผู้ป่วย 

แล้วยิ่งเป็นกรณียาคุมกำเนิดฉุกเฉิน ยิ่งมีรายละเอียดต้องซักประวัติกันใหญ่โต เช่น มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันมาแล้วกี่ชั่วโมง ผู้ป่วยมีโรคประจำตัวที่เป็นข้อห้ามใช้ยาคุมกำเนิด เช่น มะเร็งเต้านม มีลิ่มเลือดอุดตัน ป่วยเป็นโรคตับหรือไม่ ข้อมูลแบบนี้ผู้ซื้อยาแทนไม่มีทางทราบได้ และเมื่อไม่ทราบ เภสัชกรก็ไม่จ่ายยาให้

ถึงตรงนี้ เชื่อว่าผู้เคยใช้บริการร้านยาหลายคนอาจเห็นแย้งว่า หลายครั้งก็ซื้อยาได้โดยง่าย ไม่มีการซักถามอะไรเลย หากเป็นแบบนี้ ก็ขอให้ตั้งข้อสังเกตไว้เลยว่า ผู้ขายยาให้ไม่น่าจะเป็นเภสัชกรตัวจริง หรือหากเป็นเภสัชกรจริงก็ถือว่าละเลยหลักปฏิบัติของวิชาชีพ 

ดังนั้นผู้ซื้อยา ควรจะต้องตั้งคำถามในเรื่องนี้ทุกครั้ง หากซื้อยาแล้วคนขายไม่ซักถามประวัติการใช้ยาแม้แต่น้อย แนะนำว่าต้องไม่ซื้อยาจากร้านที่ไม่มีเภสัชกรปฏิบัติงาน แล้วถ้ายิ่งพบเจอเภสัชกรไม่ซักถามอะไรเลย แต่หยิบยาให้โดยไม่มีคำถาม แบบนี้ก็ต้องไม่ไปใช้บริการที่ร้านยานั้นอีกต่อไป เพราะเป็นอันตรายต่อสุขภาพผู้ใช้ยามาก

ในปัจจุบันผู้ใช้บริการจากร้านขายยาสามารถค้นข้อมูลได้จากอินเตอร์เนต เช่น วัยรุ่นเป็นสิวแล้วอ่านรีวิวยารักษาสิว จดชื่อยาหรือบันทึกรูปไปซื้อยาที่ร้าน ด้วยความรำคาญหรือกลัวเภสัชกรไม่ยอมขายยาให้ จึงไม่บอกว่าใช้ยาด้วยตัวเอง อ้างว่ามีผู้ฝากซื้อ แต่หารู้ไม่ว่าบางอย่างเป็นยาที่ไม่ตรงกับลักษณะและความรุนแรงของสิวที่ตนเองกำลังเป็น ถ้าไปซื้อร้านยาที่จ่ายให้ง่ายๆ โดยไม่ได้ให้คำแนะนำอะไร ก็อาจมีผลเสียในระยะยาว 

ดังนั้น การที่เภสัชกรซักประวัติอย่างละเอียด จนเหมือนถามซอกแซก ผู้รับบริการก็ไม่ควรรำคาญใจจนเกินไป เพราะอย่างน้อยโอกาสเกิดผลเสียจากการใช้ยาก็จะน้อยกว่าทดลองใช้ตามตัวเองไม่รู้และไม่เข้าใจ

โดยสรุป ควรไปซื้อหายาจากร้านขายยาที่มีเภสัชกรปฏิบัติหน้าที่ และไม่ต้องรำคาญเมื่อเภสัชกรซักถามประวัติการเจ็บป่วยและการใช้ยา เพราะเป็นหน้าที่ของเภสัชกร และเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ใช้ยา และอาจจะมีบางครั้งที่เภสัชกรไม่จ่ายยาให้ตามที่ขอซื้อ เนื่องจากเห็นว่าจะไม่ปลอดภัยหากใช้ยานั้น ขอบอกว่าการจ่ายยาตามคำขอซื้อโดยไม่ถามอะไรเลย นั้นเป็นเรื่องง่ายมาก แต่เภสัชกรจริงๆ จะไม่ทำเช่นนั้น แล้วถ้าหากผู้ไปรับบริการเจอร้านยาที่ขายยาให้โดยไม่ถามอะไรแม้แต่น้อย ก็แนะนำว่าอย่าไปใช้บริการซ้ำอีก เพราะผิดมาตรฐานวิชาชีพเภสัชกรรม

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาก่อน-หลังอาหาร กินอย่างไรให้เกิดประโยชน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/696131

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาก่อน-หลังอาหาร กินอย่างไรให้เกิดประโยชน์

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาก่อน-หลังอาหาร กินอย่างไรให้เกิดประโยชน์

วันจันทร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมเภสัชกรต้องย้ำว่า ยานี้กินก่อนหรือหลังอาหาร และยังย้ำอีกว่ายาชนิดนี้ต้องกินก่อนหรือหลังอาหารเป็นเวลานานกี่นาที หรือกี่ชั่วโมง หรือทำไมยานี้ต้องกินหลังอาหารทั้งที

ยาส่วนใหญ่นั้น กินได้โดยไม่จำเป็นต้องสนใจว่าก่อนหรือหลังอาหาร หลังจากเรากินยาเข้าไป สิ่งที่เกิดขึ้นคือยาจะแตกตัวในกระเพาะอาหารแล้วดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย โดยทั่วไปกระบวนการที่เกิดขึ้นจะใช้เวลาประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง แล้วยาจะออกฤทธิ์ตามกลไกของตัวเอง ส่วนยาแต่ละตัวต้องกินวันละกี่ครั้ง ก็ขึ้นกับระยะเวลาที่ยาออกฤทธิ์ ถ้ายาออกฤทธิ์ได้ 24 ชั่วโมง ก็กินแค่วันละครั้งเท่านั้น ถ้าออกฤทธิ์สั้นกว่านั้น เช่น 6 ชั่วโมง ก็อาจจะต้องกินถี่ขึ้น เช่น วันละ 4 ครั้ง เป็นต้น 

แต่ด้วยแนวทางการใช้ชีวิตของคนปกติที่กินอาหารวันละ 3 มื้อ ดังนั้นเมื่อสั่งยาให้กิน ก็จึงนิยมให้กินสอดคล้องกับมื้ออาหาร เพื่อจะได้ไม่ลืมกินยา เช่น ยาลดความดันโลหิต ระยะเวลาการออกฤทธิ์ 24 ชั่วโมง ก็ให้กินวันละ 1 ครั้ง หลังอาหารเช้าข้อดีคือผู้ใช้ยาก็จะไม่ลืมกิน และเวลาที่กินยาก็จะสม่ำเสมอเป็นเวลาเดียวกันทุกวัน แต่บางคนที่ไม่ได้กินอาหารเช้าก็อาจจะกังวลใจว่าจะกินยาได้หรือไม่ สุดท้ายเลยต้องวุ่นวายปรับพฤติกรรมตัวเองให้ต้องกินอาหารเช้า ทั้งที่ไม่จำเป็น เพราะถ้าอาหารไม่ได้มีผลอะไรกับการดูดซึมหรือออกฤทธิ์ของยา ผู้ป่วยตื่นมาแล้วกินยาเลยก็ได้ แค่ขอให้เป็นเวลาช่วงเดิมทุกวัน เพื่อให้ระดับยาในเลือดคงที่ ส่วนยาที่ต้องกินวันละมากกว่า 1 มื้อ ก็ดูว่าต้องกินวันละกี่ครั้ง เช่น ถ้าต้องกินวันละ 2 ครั้ง โดยส่วนใหญ่กินห่างกันประมาณ 10-12 ชั่งโมง ถ้ากินมื้อเช้า 8 โมงเช้า มื้อเย็นก็ควรเป็นประมาณ 6 โมงเย็นถึง 2 ทุ่ม เป็นต้น

แต่ยาบางชนิดเป็นยาที่ต้องเข้มงวดกับการกินก่อนหรือหลังอาหาร อันแรกคือการกินยาก่อนอาหาร ส่วนใหญ่ยาที่ระบุให้กินก่อนอาหาร จะมีเหตุผลเกี่ยวกับการดูดซึมยาเข้าสู่ร่างกาย ยาบางชนิดอาหารมีผลรบกวนการดูดซึมยา จึงควรกินยาก่อนอาหารครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมง ซึ่งส่วนมากผู้ป่วยมักจะลืมทานยาก่อนอาหารบ่อยกว่าการกินยาหลังอาหาร ถ้าต้องกินยาก่อนอาหารมื้อเช้ามื้อเดียวยังพอไหว เพราะตื่นมาก็กินยาได้เลย แต่ต้องกิน 3 มื้อผู้ป่วยต้องคอยตั้งเวลาเตือนตัวเองให้ดี แต่ถ้าเผลอตัวกินข้าวไปก่อนกินยา ยาแต่ละชนิดก็แก้ไม่เหมือนกัน ยาบางชนิดหากลืมกิน อาจต้องรอท้องว่างรอบต่อไป เช่น ลืมกินยาก่อนอาหารเช้า ก็อาจจะต้องเลื่อนไปกินก่อนอาหารกลางวัน เป็นต้น 

อีกเหตุผลที่พบบ่อยของการกินยาก่อนอาหารคือต้องการให้ยาออกฤทธิ์ได้ทันหลังจากกินอาหารลงแล้ว เช่น ยาเบาหวาน ให้กินก่อนอาหาร 15-30 นาที เพื่อให้แตกตัวและดูดซึมไปก่อน เมื่อผู้ป่วยกินอาหารแล้ว ยาจะได้ออกฤทธิ์ลดน้ำตาลได้ทันเวลา เป็นต้น 

ยาอีกประเภทหนึ่งที่พบบ่อยคือ ยาลดการหลั่งกรดในกระเพาะ ที่ต้องกินตอนท้องว่าง ก่อนมื้ออาหาร

ส่วนการกินยาหลังอาหารมักจะเป็นยาที่ไม่มีปัญหาเรื่องการดูดซึม การกินยาประเภทนี้มักไม่ค่อยเป็นปัญหา แต่ในกรณีที่ฉลากระบุให้รับประทานหลังอาหารทันที ยาเหล่านี้มักจะมีปัญหาทำให้มีผลระคายเคืองกระเพาะอาหาร กลุ่มยาที่มีเงื่อนไขแบบนี้มักเป็นยาลดการอักเสบบรรเทาปวดกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์หรือที่เรียกว่า ยากลุ่ม NSAIDs ซึ่งใช้บ่อยเมื่อมีการบาดเจ็บ ปวด หรืออักเสบของข้อและกล้ามเนื้อ ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งที่พบได้ไม่บ่อยนักเวลาที่ฉลากระบุให้รับประทานยาหลังอาหารทันที เพราะว่าอาหารช่วยทำให้การดูดซึมยาเพิ่มขึ้น จึงแนะนำให้รับประทานหลังอาหารทันที โดยพบในยาต้านเชื้อราบางชนิด 

แนวทางแก้ปัญหาลืมกินยาหลังอาหารทันที ไม่ค่อยยากเท่าลืมกินยาก่อนอาหาร นั่นคือ การกินอะไรรองท้องสักเล็กน้อยก่อนกินยา ส่วนยาที่ไม่ได้ระบุว่าต้องกินหลังอาหารทันที ส่วนใหญ่ก็คือกินก่อนหรือหลังอาหารนานเท่าไรก็ได้ท้องว่างหรือไม่ว่างก็ไม่มีผลอะไรกับการดูดซึมหรือออกฤทธิ์ของยาทั้งสิ้น ถ้าต้องกินยาหลังอาหาร แล้วทำให้ชีวิตลำบากก็กินยาตามเวลาให้ได้ เช่น ยาเช้า กินเวลา 8 นาฬิกา ยาเช้า-เย็นก็กิน 6 โมงเย็น กับ 2 ทุ่ม เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าการกินยาก่อนหรือหลังอาหาร มีเหตุผลสำคัญ และต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ยา และลดอาการไม่พึงประสงค์ของการใช้ยา

อย่างไรก็ตาม ถ้าวิธีการกินยาทำให้ผู้ใช้ยาดำเนินชีวิตประจำวันได้ยากขึ้น หรือไม่สามารถปฏิบัติตามได้ การทราบเหตุผลก็อาจจะทำให้ปรับการดำเนินชีวิตประจำวันกับการใช้ยาให้เข้ากันมากยิ่งขึ้นได้ และหากรู้สึกว่าการใช้ยาทำให้การใช้ชีวิตประจำวันยากเกินไป ผู้ใช้ยาสามารถปรึกษาได้ทั้งเภสัชกรและแพทย์เพื่อเลือกยาที่เข้ากับการดำเนินชีวิตประจำวันของตนเองมากขึ้น จะส่งผลให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากการใช้ยา

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม

และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สมุนไพร คุณอนันต์ โทษมหันต์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/694714

รู้เรื่องยา

วันจันทร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ของทุกอย่างบนโลกนี้มีความดีและความไม่ดีในตัวเองทุกชนิด สมุนไพรไทยก็เช่นกัน มีคุณวิเศษ แต่ก็มีภัยมีพิษมาก หากใช้ผิด

ทุกวันนี้ คนไทยนิยมใช้สมุนไพรมากขึ้น แม้กระทั่งในช่วงการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ก็ใช้ฟ้าทะลายโจรกันมากมาย และรัฐบาลสนับสนุนการใช้สมุนไพรหลายประเภท ทำให้หลายคนเห็นว่าสมุนไพรจากธรรมชาติเป็นสิ่งปลอดภัย ปลอดจากสารเคมี จึงเชื่อเอาเองว่าน่าจะปลอดภัยกว่ายาแผนปัจจุบัน 

ในความเป็นจริงนั้น วิธีคิดแบบนี้ไม่ถูกเสมอไป ไม่สามารถยืนยันได้ว่าสมุนไพรพืชที่มาจากธรรมชาติจะปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ ยกตัวอย่าง เห็ดพิษที่กินแล้วเสียชีวิต หรือกรณีใบ ดอก เมล็ดต้นยี่โถมีสารกลุ่มคาดิแอคไกลโคไซด์ (cardiac glycoside) เป็นพิษต่อหัวใจ จะเห็นได้ว่าทั้งคู่ต่างมาจากธรรมชาติ แต่พิษร้ายกาจมาก

วันนี้จะเล่ามุมมองเกี่ยวกับสมุนไพรอีกมิติหนึ่ง สิ่งแรกที่เราต้องเข้าใจคือเมื่อเรารับประทานอะไรเข้าไปก็ตามไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่ได้จากธรรมชาติ เช่น พืช หรือตัวยาเคมีสังเคราะห์ ถ้ารับประทานเข้าไปแล้วมีการตอบสนองต่อร่างกาย เช่น ลดไข้ รักษาโควิด-19 ได้ บรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อได้ แสดงว่าจะต้องมีสารเคมีที่ออกฤทธิ์กับร่างกาย อยู่ที่ว่าจะเป็นสารเคมีที่ถูกผลิตจากพืชหรือสารเคมีสังเคราะห์ เช่น น้ำชาจีนแก่จัดสามารถช่วยบรรเทาอาการท้องเดิน หรือทำให้ท้องผูกได้ เนื่องจากมีสารในกลุ่มแทนนิน ซึ่งมีฤทธิ์การฝาดสมาน และช่วยรักษาทางเดินอาหาร ในขณะที่ใบและฝักของมะขามแขก มีสารเคมีจำพวก sennoside A และ B มีฤทธิ์เป็นยาระบาย หรือขิงมีสารเคมีที่มีฤทธิ์ในการขับลม สารเคมีจากธรรมชาติเหล่านี้ แม้จะไม่ได้ถูกสังเคราะห์โดยมนุษย์ แต่เมื่อรับประทานเข้าไป สารเคมีต้องถูกดูดซึม และผ่านตับเพื่อเปลี่ยนแปลงและขับออกจากร่างกาย เช่น ขับออกทางปัสสาวะโดยไต รวมถึงยังมีฤทธิ์ที่ไม่พึงประสงค์หรือที่เรียกว่าผลข้างเคียงเหมือนยาแผนปัจจุบันเช่นกัน 

ดังนั้น การรับประทานผลิตภัณฑ์สมุนไพรโดยไม่ถูกต้อง หรือรับประทานผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีการควบคุมคุณภาพการผลิตที่ดี จะส่งให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรจะต้องมีความรู้ตั้งแต่การเลือกสมุนไพรที่ถูกต้อง เช่น ชนิดสมุนไพร ช่วงอายุที่เหมาะสม เนื่องจากช่วงอายุที่ต่างกัน สารออกฤทธิ์ก็ไม่เท่ากัน หรือให้ฤทธิ์ต่างกัน เช่น กล้วยดิบมีสารฝาดจำพวกแทนนิน มีฤทธิ์ช่วยบรรเทาอาการท้องเสีย และมีสารเคมีที่เชื่อว่าใช้บรรเทาอาการกระเพาะอาหารอักเสบ แต่ในกล้วยสุกกลับมีสารจำพวกเพกตินที่ช่วยในระบาย เป็นต้น 

ส่วนของสมุนไพรที่จะนำมาใช้ก็มีความสำคัญ เพราะแต่ละส่วนก็จะมีสารเคมีที่ต่างกัน ให้การออกฤทธิ์ไม่เหมือนกัน เช่น ใบว่านหางจระเข้ใช้เป็นยาดำ มีสารจำพวกที่ให้ฤทธิ์เป็นยาระบาย แต่ส่วนของวุ้นจากใบมีฤทธิ์ในการบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนจากน้ำร้อนลวก เป็นต้น 

นอกจากนี้ การควบคุมปริมาณของสารเคมีหรือสารสำคัญก็เป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคได้รับอันตรายจากการออกฤทธิ์และผลข้างเคียงมากเกินไป รวมถึงการควบคุมปริมาณของสารปนเปื้อนต่างๆ เนื่องจากพื้นที่ที่ปลูกสมุนไพรบางชนิดอาจมีโลหะหนัก หรือสารปนเปื้อนอื่นๆ ที่มาจากกระบวนการผลิต และการควบคุมคุณภาพในการเก็บรักษา เพราะอาจเกิดปัญหาจากการปนเปื้อนจากเชื้อไม่ว่าจะเป็นแบคทีเรียหรือเชื้อรา 

ในฐานะผู้บริโภค จำเป็นต้องเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ การอ่านข้อมูลบนฉลากของผลิตภัณฑ์สมุนไพรยังเป็นสิ่งที่จำเป็นไม่ต่างกับการใช้ยาแผนปัจจุบัน และอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องพึงระวังคือการรับประทานสมุนไพรร่วมกับยาแผนปัจจุบันที่รับประทานอยู่ เพราะผลิตภัณฑ์สมุนไพรมีสารเคมีที่ออกฤทธิ์ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดปัญหายาตีกัน หรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรเองก็อาจไปตีกับผลิตภัณฑ์สมุนไพรด้วยกัน ผู้ที่มีโรคประจำตัวและรับประทานยาอยู่จึงควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพร และขอให้เข้าใจว่าการรับประทานอะไรที่มากเกินไปย่อมไม่เกิดผลดี 

ความเข้าใจที่ว่าสมุนไพรเป็นสิ่งที่ได้มาจากธรรมชาติและไม่มีอันตรายใดๆ ไม่ใช่เรื่องจริงเสมอไป เพราะฉะนั้นหากได้ยินคำโฆษณาที่ว่า “ปลอดภัย เพราะมาจากธรรมชาติไม่มีสารเคมี” นั่นอาจเป็นคำโฆษณาเกินจริง ย้ำว่าไม่มีสิ่งใดที่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเสมอ

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาลดกรดในกระเพาะ ยาสามัญประจำบ้านที่ต้องระวังเมื่อใช้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/693238

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาลดกรดในกระเพาะ ยาสามัญประจำบ้านที่ต้องระวังเมื่อใช้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาลดกรดในกระเพาะ ยาสามัญประจำบ้านที่ต้องระวังเมื่อใช้

วันจันทร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

อาการปวดแสบในท้องเป็นความผิดปกติที่พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย สาเหตุมักเกี่ยวข้องกับการรับประทานอาหาร เช่น อาหารรสจัดเกินไป รับประทานอาหารไม่ตรงเวลา ส่วนสาเหตุอื่นที่พบได้บ่อย เช่น ความเครียดรับประทานเครื่องดื่มหรืออาหารที่มีผลกระตุ้นการหลั่งกรดมากเกินไป รับประทานยาที่มีผลระคายเคืองกระเพาะอาหารแล้วไม่รับประทานหลังอาหารทันทีตามที่ระบุไว้บนฉลากยา เป็นต้น และมีข้อเตือนใจสำหรับผู้ที่มีอาการปวดแสบท้องบ่อยๆ เป็นๆ หายๆ อาจจะต้องคิดถึงเรื่องแผลในกระเพาะอาหารด้วย

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีอาการปวดแสบท้อง การรักษาขั้นต้นคือใช้ยาลดกรด ซึ่งยาจะทำหน้าที่ตรงไปตรงมาตามชื่อคือ ลดกรดที่มากเกินไปในกระเพาะอาหารที่น่าจะเป็นสาเหตุหลักของอาการปวดแสบท้อง ตัวยาสำคัญของยาลดกรดคือสารที่มีคุณสมบัติเป็นด่าง ตัวที่ได้รับความนิยมในการใช้งาน เช่น aluminum hydroxide เป็นสูตรยาผสมกับ magnesium hydroxide, magnesium carbonate ส่วนยาลดกรดที่อาจจะเป็นสารเดี่ยวๆเช่น calcium carbonate, sodium bicarbonate เป็นต้น 

นอกจากสารออกฤทธิ์สำคัญในการลดกรดแล้ว ยาลดกรดที่เป็นสูตรผสมทั้งหลายก็จะเติมตัวยาช่วยขับลมบ้าง สารที่ทำให้เกิดเจลคลุมอาหารที่ถูกย่อยแล้วในกระเพาะอาหารเพื่อลดการระคายเคืองบ้าง ซึ่งสารเหล่านี้โดยตัวมันเองอาจไม่ได้ช่วยลดกรด แต่ช่วยบรรเทาอาการที่มักเกิดร่วมกับอาการปวดแสบท้องจากภาวะกรดเกิน ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมของยาเพิ่มขึ้น และเพิ่มความพึงพอใจของผู้ใช้ยา

ในท้องตลาดมียาลดกรดหลายรูปแบบ เช่น ยาผงที่ต้องละลายน้ำก่อนใช้ ยาน้ำแขวนตะกอน ยาเม็ดเคี้ยวก่อนกลืน หรือยาเม็ดที่ไม่ต้องเคี้ยวก่อนกลืน ด้วยความที่ยาลดกรดบางอย่างจัดเป็นยาสามัญประจำบ้านที่ผู้ป่วยเลือกซื้อใช้เองได้ ดังนั้น ผู้เลือกยาอาจจะพิจารณาจากความสะดวกในการใช้งานเป็นหลัก เช่น ยาน้ำแม้ว่าจะออกฤทธิ์เร็ว เพราะไม่ต้องรอเวลาแตกตัวเหมือนยาเม็ด แต่มีขนาดของขวดใหญ่ทำให้พกพาไม่สะดวก และอาจหกเลอะเทอะได้ ส่วนยาเม็ด แม้ว่าต้องเคี้ยวเพื่อช่วยให้แตกตัวเร็วขึ้น แถมยังพกพาสะดวกกว่า หยิบใช้ได้ง่าย แต่ก็ไม่ออกฤทธิ์ได้รวดเร็วเท่ายาน้ำ ยาผงก็พกพาง่าย แต่เมื่อจะใช้ก็ต้องหาแก้วหาน้ำมาเพื่อผสมยา ขณะเดียวกันในปัจจุบันมีผู้ผลิตยาจัดทำยาน้ำบรรจุแบบซองสำหรับใช้ครั้งเดียวออกมาจำหน่ายแล้ว ซึ่งก็แน่นอนว่าเมื่อเทียบราคาแล้ว ราคาแพงกว่าซื้อแบบขวดใหญ่ ดังนั้นการเลือกยาลดกรดที่เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละรายก็อาจจะมีหลายปัจจัยให้คำนึงถึง

ยาลดกรดอีกกลุ่มหนึ่งที่มีผู้ใช้ยาถามซื้อบ่อยที่ร้านขายยา คือยาลดการสร้างกรดในกระเพาะอาหาร กลุ่มที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือ proton pump inhibitor หรือ PPI ชื่อตัวยาสำคัญที่หลายท่านอาจจะมีประสบการณ์เคยใช้ เช่น omeprazole, lanzoprazole เป็นต้น

ยากลุ่มนี้นิยมใช้ในผู้ป่วยที่มีแผลในกระเพาะอาหาร ที่สำคัญคือ ต้องกินก่อนอาหารประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง และมักใช้ต่อเนื่องเป็นเดือน เพื่อให้แผลในกระเพาะอาหารหายสนิท หรืออีกกรณีหนึ่งที่พบบ่อยคือ ใช้ยานี้เพื่อป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารในผู้ป่วยที่ต้องใช้ยากลุ่มที่มีผลข้างเคียงระคายเคืองกระเพาะอาหาร ยากลุ่มนี้ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา เนื่องจากไม่ใช่ยาสามัญประจำบ้าน ต้องผ่านการซักประวัติและวินิจฉัยหรือพิจารณาความจำเป็นและเหมาะสมก่อนการใช้ เพื่อให้ผู้ป่วยใช้ยาได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และคุ้มค่า

โดยสรุป ยาลดกรดจัดเป็นยาบรรเทาอาการ โดยทั่วไปเป็นยาที่ใช้ได้อย่างค่อนข้างปลอดภัย ถ้าผู้ใช้ยาไม่ได้มีโรคประจำตัวที่ต้องระวังหรือห้ามใช้ยาลดกรดบางชนิด 

อย่างไรก็ตาม หากอาการปวดแสบท้องเนื่องจากกรดเกินเป็นบ่อยเกินไป หรือเป็นๆ หายๆ จนรบกวนการดำเนินชีวิตประจำวันติดต่อกันเกิน 1 เดือน แนะนำว่าควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและรักษาที่ต้นเหตุ เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาเล็กๆ กลายเป็นปัญหาใหญ่หรือร้ายแรงในอนาคต

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาแก้ไอ ใช้เมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/691843

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาแก้ไอ ใช้เมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาแก้ไอ ใช้เมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น

วันจันทร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.10 น.

อาการไอเป็นหนึ่งในอาการที่ผู้ป่วยบ่นว่า ส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันมากที่สุด ยิ่งในยุคสมัยที่โควิด-19 ยังไม่หายไปจากสังคม ถ้าหากมีใครไอขึ้นมา รับรองว่าคนรอบข้างก็ระแวงจนวงแตก 

เพราะฉะนั้น วันนี้จะมาพูดถึงเรื่องยาแก้ไอกัน แต่ก่อนจะพูดถึงยาแก้ไอ ขอกล่าวถึงอาการไอว่าจริงๆ แล้วมันเป็นกลไกปกติของร่างกายเพื่อตอบโต้สิ่งแปลกปลอมในทางเดินหายใจ เช่น ฝุ่น ควัน มลภาวะ ตลอดจนเชื้อโรคต่างๆ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มาด้วยอาการไอมักมีการติดเชื้อในทางเดินหายใจ เช่น โรคไข้หวัด คอหอย หรือหลอดลมอักเสบ

ถ้ามีอาการไอนานกว่า 3 สัปดาห์ จัดว่าเป็นไอเรื้อรัง สาเหตุของไอเรื้อรังมีความหลากหลาย และอาจรุนแรงมากกว่าแค่การสัมผัสมลภาวะหรือการติดเชื้อทั่วไป ตัวอย่างของโรคติดเชื้อซึ่งเป็นสาเหตุของการไอเรื้อรังที่คนส่วนใหญ่รู้จักคือ วัณโรคปอด ในผู้สูบบุหรี่ รวมถึงผู้ได้รับควันบุหรี่มือสอง ก็อาจมีอาการไอ และยังมีการไอจากถุงลมโป่งพองหรือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ผู้ป่วยภูมิแพ้ แพ้อากาศรวมถึงผู้ป่วยหอบหืดก็อาจมีอาการไอร่วมด้วย

แต่นอกเหนือจากโรคที่วนเวียนอยู่ในระบบทางเดินหายใจแล้ว ผู้ที่มีอาการไอเรื้อรังควรคำนึงถึงสาเหตุอื่นด้วย เพราะโรคที่ดูเหมือนไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลยเช่น กรดไหลย้อน หรือโรคหัวใจ 

นอกจากนี้ อาการไออาจจะเกิดจากยาที่ผู้ป่วยรับประทานได้อีกด้วย ยาที่พบบ่อยว่าทำให้ผู้ป่วยไอคือยาลดความดันกลุ่ม ACEI เช่น enalapril เป็นต้น ดังนั้น เมื่อมีอาการไอแล้วผู้ป่วยไปพบแพทย์หรือไปหาซื้อยาที่ร้านยาอาจจะถูกซักประวัติเรื่องที่ดูเหมือนไม่ค่อยเกี่ยวข้อง ก็จึงไม่ต้องแปลกใจ

ยาแก้ไออาจจำแนกออกเป็น ยากดอาการไอ เช่น dextrometrophan ยาขับเสมหะ เช่น potassium citrate, guaifenesine และยาละลายเสมหะ เช่น bromhexine, acetylcysteine 

ยาแก้ไอที่มีจำหน่ายในท้องตลาดก็มีทั้งที่เป็นยาเดี่ยวและยาสูตรผสม ดังนั้น การเลือกใช้ยาก็ขึ้นกับว่าผู้ป่วยมีเสมหะหรือไม่ ถ้าไม่มีก็อาจใช้เพียงยากดอาการไอเดี่ยวๆ เพราะไม่ได้ประโยชน์จากยาขับหรือละลายเสมหะ ส่วนผู้ป่วยที่มีเสมหะมากหรือเสมหะเหนียวข้นถ้าเลือกสูตรยาแก้ไอที่ไม่เหมาะสมก็อาจจะบรรเทาการไอไม่ได้มาก 

นอกจากเรื่องของตัวยาแล้ว รูปแบบของยาแก้ไอก็มีหลากหลาย ทั้งแบบเม็ด ยาน้ำเชื่อม ยาน้ำแขวนตะกอน ยาผงหรือยาเม็ดฟู่สำหรับละลายน้ำ ซึ่งผู้ป่วยสามารถเลือกใช้ได้ตามความสะดวกหรือความชอบ

โดยทั่วไปกลุ่มยาแก้ไอที่มีจำหน่ายในร้านยาโดยไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์มักไม่มีอาการข้างเคียงรุนแรง อาการที่อาจพบได้ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ ท้องผูกหรือท้องเสีย ส่วนใหญ่แล้วยาแก้ไอจะใช้ตามอาการ ซึ่งนอกจากการใช้ยาแล้ว การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่าง เช่น งดน้ำเย็นหรือเครื่องดื่มเย็น งดอาหารทอด อาหารกรอบๆ อาหารมันๆ เพราะในบางราย สิ่งเหล่านี้สามารถกระตุ้นอาการไอได้ 

นอกจากนี้ จำพวกยาอม หรือยาจิบ ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพรไทย เช่น มะแว้ง หรือสมุนไพรจีน ก็ได้ผลดีในผู้ใช้หลายราย แต่ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการจิบน้ำบ่อยๆ ทำให้คอไม่แห้ง ไม่ระคายเคือง จะช่วยบรรเทาอาการไอได้ และน้ำอุ่นยังช่วยลดความข้นเหนียวของเสมหะได้ดี ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของอาการไอ

ที่สำคัญเมื่อไอนานกว่า 2-3 สัปดาห์โดยหาสาเหตุไม่ได้ ร่วมกับมีอาการผิดปกติอื่นๆ เช่น มีไข้ อ่อนเพลีย น้ำหนักลด เจ็บหน้าอก มีเลือดปนในเสมหะ ผู้ป่วยไม่ควรใจเย็นว่าเป็นแค่อาการไอ แต่ควรรีบไปปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุ เพราะอาการไอที่คิดว่าไม่ร้ายแรงนั้นอาจเป็นสัญญานบ่งชี้โรคร้ายแรง เช่น โรคมะเร็งปอด มะเร็งหลอดลม เป็นต้น

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : มะเร็งปากมดลูก อันตรายแต่ป้องกันได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/690413

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : มะเร็งปากมดลูก อันตรายแต่ป้องกันได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : มะเร็งปากมดลูก อันตรายแต่ป้องกันได้

วันจันทร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มะเร็งชนิดต่างๆ เป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญทั้งระดับโลกและระดับประเทศ ปัจจุบันผู้คนมีความตระหนักเกี่ยวกับโรคมะเร็งมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ทำให้สามารถตรวจพบมะเร็งได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ตลอดจนการพัฒนายาเพื่อการรักษาและการป้องกันโรคมะเร็งก็ดีขึ้น ส่งผลให้อัตราการตายจากโรคมะเร็งลดลงเรื่อยๆ ตัวอย่างโรคมะเร็งที่อัตราป่วยและตายลดลงอย่างมากเทียบกับข้อมูลในอดีต คือ มะเร็งปากมดลูก 

มะเร็งปากมดลูก (cervical cancer) ที่พบในเพศหญิงมากเป็นอันดับ 2 ถึงแม้ว่าจะพบน้อยกว่ามะเร็งเต้านมแต่อัตราการตายกลับสูงกว่า เพราะระยะที่ตรวจพบมะเร็งปากมดลูกมักจะรุนแรงกว่ามะเร็งเต้านม ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปากมดลูกมักเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ ได้แก่ การเริ่มมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย การมีเพศสัมพันธ์ที่มีความเสี่ยง เช่น มีคู่นอนจำนวนมาก คู่นอนมีพฤติกรรมทางเพศที่เสี่ยง การมีลูกคนแรกตั้งแต่อายุยังน้อย(น้อยกว่า 20 ปี) การมีลูกหลายคน การรับประทานยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน รวมถึงการสูบบุหรี่ ปัจจัยเหล่านี้เพิ่มความเสี่ยงการเป็นมะเร็งปากมดลูก  

การที่มะเร็งปากมดลูกเกี่ยวข้องกับการมีเพศสัมพันธ์ ก็เพราะส่วนใหญ่ของผู้ป่วยมะเร็งชนิดนี้ (มากกว่า 99%)ตรวจพบการติดเชื้อไวรัส HPV (Human Papilloma Virus) นั่นเอง 

เชื้อไวรัส HPV มีมากมายเป็นร้อยสายพันธุ์ นอกจากเป็นปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิงแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับการเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในทั้ง 2 เพศ คือ โรคหูดที่อวัยวะเพศ รวมถึงการเกิดมะเร็งที่เกี่ยวข้องได้อีกหลายชนิดในเพศชาย เช่น มะเร็งทวารหนัก มะเร็งศีรษะและคอ เป็นต้น  

ข้อมูลชุดนี้จึงนำไปสู่การพัฒนาวัคซีน HPV ใช้ฉีดเพื่อลดความเสี่ยงการโรคข้างต้น ปัจจุบันวัคซีนแบ่งออกเป็น 3 ชนิดคือ (1) วัคซีน 2 สายพันธุ์ หรือ bivalent (2) วัคซีน 4 สายพันธุ์ หรือ quadrivalent และ (3) วัคซีน 9 สายพันธุ์ หรือ 9-valent โดยสำหรับเพศหญิง สามารถฉีดเพื่อป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ทั้ง 3 ชนิด แต่กรณีของเพศชาย การฉีดวัคซีน HPV เพื่อป้องกันโรคหูดที่อวัยวะเพศหรือมะเร็งอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต้องใช้ชนิด 4 สายพันธุ์ขึ้นไป 

อายุที่สามารถเริ่มฉีดได้คือ9 ปีขึ้นไป และถ้าจะให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดการฉีดวัคซีน ควรเริ่มตั้งแต่ก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก สำหรับโปรแกรมฉีดวัคซีน เช่น จำนวนเข็มระยะห่างระหว่างแต่ละเข็มขึ้นอยู่กับอายุของผู้ได้รับวัคซีน ข้อมูลทางการวิจัยพบว่าวัคซีนสามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูกในเพศหญิงได้ประมาณ 70-90% ดังนั้น แม้ว่าจะได้รับวัคซีนครบแล้วก็ยังคงต้องมีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกต่อไปตามปกติ 

วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก คือ การเก็บเซลล์จากปากมดลูกไปตรวจวิเคราะห์ หรือที่รู้จักกันในนามของ Pap smear (Papanicolaou smear) ซึ่งอาจมีการตรวจการติดเชื้อ HPV เพิ่มเติมด้วย การตรวจ Pap smear จะทำให้พบความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกและจัดการกำจัดออกได้ก่อนเซลล์เหล่านี้เพิ่มจำนวนพัฒนาไปเป็นมะเร็งเต็มขั้น ซึ่งระยะเวลาตั้งแต่เซลล์ผิดปกติจะเจริญไปเป็นมะเร็งเต็มขั้นใช้เวลาเป็นสิบปี ผู้หญิงที่อาจจะกลัวหรือไม่เห็นความสำคัญของการตรวจ Pap smear จึงเสียโอกาสกำจัดเซลล์มะเร็งออกไปตั้งแต่เริ่มมีการผิดปกติซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงที่มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งปากมดลูกมากๆ เช่น มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อยกว่า 18 ปี มีลูกเร็ว เปลี่ยนคู่นอนบ่อยหรือมีพฤติกรรมเสี่ยงด้านเพศสัมพันธ์ ยิ่งควรรับการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ สำหรับในประเทศไทย อายุเริ่มต้นที่แนะนำให้ตรวจ Pap smear คือ 30-65 ปีโดยตรวจทุก 2-3 ปี โดยอาจเริ่มตรวจได้ตั้งแต่อายุ 25 ปี ถ้ามีความเสี่ยงสูง 

โดยสรุป มะเร็งปากมดลูกเป็นหนึ่งในมะเร็งที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนและการตรวจคัดกรอง ดังนั้นนอกจากการได้รับวัคซีนแล้ว ผู้หญิงทุกคนควรให้ความสำคัญกับการตรวจคัดกรองด้วยวิธี Pap smearเพื่อสามารถจัดการมะเร็งได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งระยะลุกลามที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิต

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย