รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อาการบ้านหมุน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/686825

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อาการบ้านหมุน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อาการบ้านหมุน

วันจันทร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.20 น.

อาการเวียนศีรษะเป็นหนึ่งในความผิดปกติที่พบบ่อยโดยเฉพาะในผู้สูงอายุ แต่คำว่าเวียนศีรษะหรือเวียนหัวมีความหมายค่อนข้างกว้าง คือ หมายรวมถึง มึนงง วิงเวียน รู้สึกตื้อๆ ในศีรษะ บางรายมีความผิดปกติในการทรงตัว รู้สึกโคลงเคลง เหมือนสิ่งรอบตัวกำลังหมุน หรือตัวเองกำลังหมุน มีอาการตาลาย เสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม บางรายที่มีอาการมากๆ อาจจะคลื่นไส้และอาเจียนได้ 

ส่วนอาการเวียนศีรษะโดยไม่มีลักษณะของบ้านหมุนร่วมด้วย อาจเกิดจากหลายสาเหตุ ที่พบบ่อยๆ คือ อาการเมารถเมาเรือ บางคนมีอาการนี้เป็นอาการนำหรืออาการเกิดร่วมกับปวดศีรษะไมเกรน คนมีความดันโลหิตค่อนข้างต่ำ เมื่อต้องเปลี่ยนอิริยาบถเร็วๆ เช่น นอนแล้วลุกขึ้นยืนทันที ก็อาจมีอาการเวียนศีรษะร่วมกับหน้ามืดได้ อาการเช่นนี้ก็พบได้ในผู้ที่พักผ่อนไม่เพียงพอเช่นกัน อีกสาเหตุที่คนมักมองข้ามคือเรื่องของสายตา ค่าสายตาเปลี่ยนไปไม่ว่าจะสั้นมากขึ้น หรือยาวมากขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดอาการเวียนศีรษะได้ทั้งสิ้น 

สำหรับในรายที่เวียนศีรษะร่วมกับบ้านหมุน ผู้ป่วยที่มีอาการแบบนี้ในครั้งแรกจะรู้สึกตกใจ เพราะอยู่ๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองหรือสิ่งแวดล้อมกำลังหมุน แต่การหมุนที่ผู้ป่วยรู้สึกนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริง ซึ่งสาเหตุที่พบบ่อยของการเวียนศีรษะประเภทนี้มักเกิดจากความผิดปกติของหูชั้นในและสมองส่วนที่ควบคุมการทรงตัว เช่น มีตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุดผิดที่ โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน โรคประสาทการทรงตัวอักเสบ หรือประสาทหูชั้นในอักเสบ เป็นต้น 

ที่จริงแล้วอาการบ้านหมุนจากแต่ละสาเหตุมีลักษณะต่างกัน ที่พบบ่อยคือตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุดผิดที่ ผู้ป่วยมักมีอาการในขณะเปลี่ยนท่าทางของศีรษะ เช่น ตอนก้มๆ เงยๆ ลุกๆ นั่งๆ เป็นต้น มักจะเป็นระยะเวลาสั้นๆ แล้วอาการจะค่อยๆ หายไป ส่วนกรณีที่เกิดจากโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน ผู้ป่วยมักเกิดอาการเวียนศีรษะแบบรู้สึกหมุนอย่างรุนแรง ร่วมกับมีอาการคลื่นไส้อาเจียน อาการเวียนศีรษะที่เกิดขึ้นอาจนานเป็นนาทีจนถึงหลายชั่วโมง ส่วนกรณีน้ำในหูไม่เท่ากันผู้ป่วยอาจมีอาการหูอื้อร่วมด้วย 

อาการเวียนศีรษะทั้งแบบที่มีและไม่มีบ้านหมุนมักเป็นๆ หายๆ การรักษาหลักคือใช้ยาบรรเทาตามอาการ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง รวมถึงจัดการที่สาเหตุ เช่น กรณีที่เกิดจากตะกอนหินปูน ถ้าเป็นบ่อย และรุนแรงจนไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติก็อาจจำเป็นต้องผ่าตัดเอาตะกอนหินปูนออก แต่ส่วนใหญ่แล้วสามารถบรรเทาอาการด้วยการขยับศีรษะและคอด้วยท่าทางเฉพาะเพื่อช่วยเคลื่อนตะกอนหินปูนกลับเข้าที่เดิม ซึ่งผู้ป่วยต้องได้รับการสอนจากบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อทำท่าทางที่ถูกต้องและปลอดภัย 

ส่วนการเวียนศีรษะบ้านหมุนจากน้ำในหูไม่เท่ากัน รวมถึงสาเหตุอื่นใช้การรักษาหลัก คือใช้ยาบรรเทาอาการ ยาที่นิยมใช้ ได้แก่ ยาเม็ด dimenhydrinate 50 mg รับประทานครั้งละ 1 เม็ด ทุก 6 ชั่วโมง เวลามีอาการ ส่วนผลข้างเคียงของยานี้คือง่วงนอน ปากแห้ง คอแห้ง เป็นต้น  

ยาอีกชนิดหนึ่งที่นิยมใช้รักษาอาการบ้านหมุนคือ betahistine 8-16 mgรับประทานครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้งโดยขนาดยาต่อมื้อและระยะเวลาที่ต้องรับประทานแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย ส่วนอาการข้างเคียงที่พบบ่อยคือ คลื่นไส้ มวนท้อง ปวดศีรษะ เป็นต้น 

นอกจากใช้ยาตามแพทย์สั่งแล้วผู้มีอาการเวียนศีรษะ ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดอาการขึ้นซ้ำ ได้แก่ เคลื่อนไหวอย่างระมัดระวัง ไม่รีบร้อนทำอะไรรวดเร็วเกินไป เมื่อมีอาการเกิดขึ้นต้องรีบหยุดและนั่งพัก ระวังการลื่นล้ม หรือเกิดอุบัติเหตุ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งมีผลทำให้เลือดไปเลี้ยงหูชั้นในได้น้อยลง หลีกเลี่ยงอาหารที่เค็มที่อาจส่งผลให้มีน้ำคั่งในร่างกายและในหูชั้นในมากขึ้น พักผ่อนให้เพียงพอหลีกเลี่ยงความเครียด เป็นต้น

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม 

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : RSV โรคในหน้าฝนต่อหน้าหนาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/685368

รู้เรื่องยา

วันจันทร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ช่วงเวลาปลายฝนต้นหนาวนั้นมักจะเกิดการระบาดของโรคติดต่อในเด็กเล็กชนิดหนึ่ง คือโรค RSV (Respiratory Syncytial Virus) แต่ RSV ไม่ได้เป็นโรคใหม่เลย เพราะเป็นที่รู้จักมากว่า 10 ปีแล้ว ช่วงการระบาด RSV คือปลายฝนต้นหนาว 

RSV เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ทำให้เกิดอาการที่ระบบทางเดินหายใจ ติดต่อกันผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ เป็นต้น อาการของโรคคล้ายกับไข้หวัดคือ มีไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล มีเสมหะ แต่ในรายที่อาการรุนแรงอาจมีการติดเชื้อที่ทางเดินหายใจส่วนล่าง นำไปสู่หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ จนถึงเป็นปอดบวม และการหายใจล้มเหลว 

ความจริงแล้ว RSV นั้นติดกันได้ทุกเพศทุกวัย แต่ที่ต้องกังวลเป็นพิเศษคือเด็กเล็ก เพราะในเด็กโตที่ไม่มีโรคประจำตัวใดๆ เมื่อติด RSV ก็อาจจะมีอาการคล้ายๆ เป็นไข้หวัดเท่านั้น แต่ในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 5 ขวบถือว่ามีความเสี่ยงสูง เมื่อติดเชื้อแล้วจะมีอาการรุนแรงต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากติดเชื้อในเด็กที่คลอดก่อนกำหนด เด็กป่วยด้วยโรคหัวใจ โรคเกี่ยวกับปอด โรคที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง จัดเป็นกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ 

ดังนั้นหากบุตรหลานในความดูแลของท่านมีเริ่มมีอาการคล้ายไข้หวัด แต่ต่อมาไอมากขึ้น เสมหะมากขึ้น หายใจลำบาก มีเสียงวี๊ดหรือมีเสียงครืดคราด มีอาการหอบเหนื่อย หายใจเร็ว อกบุ๋ม ต้องรีบพาไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลทันทีเพราะหากเป็น RSV จะได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที 

ในปัจจุบันโรค RSV ยังไม่มีทั้งวัคซีนใช้ป้องกัน และยาใช้รักษาอย่างเฉพาะเจาะจงเมื่อเจ็บป่วยขึ้นมาก็คือรักษาตามอาการ มีไข้ก็ให้ยาลดไข้ไอมีเสมหะก็ให้ยาบรรเทาอาการไอยาละลายเสมหะ ยาขยายหลอดลมตามอาการของผู้ป่วย โรคนี้เป็นแล้วก็กลับมาเป็นอีกได้ ดังนั้นต้องพยายามป้องกันไม่ให้เป็นโดยใช้หลักเดียวกันกับการป้องกันโรคโควิด คือใส่หน้ากากอนามัย เว้นระยะห่างระหว่างบุคคล ล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการนำมือมาสัมผัสใบหน้าซึ่งในเด็กเล็กก็อาจจะทำได้ค่อนข้างยาก 

ในบ้านที่มีเด็กอยู่ในวัยเรียน แล้วบุตรหลานมีอาการไข้หวัดแม้เป็นเพียงเล็กน้อยก็ควรแยกเด็กที่ป่วยออกจากสมาชิกคนอื่นๆ เพราะเด็กโตที่ติด RSV มักอาการไม่รุนแรง แต่ถ้านำเชื้อมาแพร่ให้แก่เด็กเล็ก เด็กเล็กก็จะเสี่ยงป่วยหนักกว่า 

นอกจากต้องระวังน้องน้อยติดเชื้อจากพี่ๆ แล้ว คนอีกกลุ่มที่ต้องระวังติดเชื้อ RSV แล้วจะทำให้ป่วยหนักก็คือกลุ่มผู้สูงอายุที่อยู่ร่วมบ้านเดียวกัน โดยเฉพาะที่เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคปอด โรคหัวใจ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นต้น 

ฉะนั้น แม้ว่าโควิดจะลดระดับเป็นโรคระบาดประจำถิ่นประเทศพร้อมเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวที่กำลังจะหนีหนาวมาพักผ่อนในเมืองไทย เราอาจจะเห็นว่านักท่องเที่ยวไม่ค่อยสวมหน้ากากอนามัย แต่สำหรับพวกเราที่งานก็ต้องทำ ครอบครัวก็ต้องดูแล แน่นอนว่าการรักษาระดับการป้องกันตนเองไว้เทียบเท่ากับตอนโควิดระบาดหนักๆ ก็ไม่ได้เป็นเรื่องเสียหายแต่อย่างใด เพราะนอกจากป้องกันโควิดได้แล้ว ก็ยังสามารถป้องกันโรคติดต่อรุนแรงอื่นอย่างเช่น RSV ได้ด้วยเช่นกัน

รศ.ภญ.ดร.ณัฎฐดา อารีเปี่ยม 

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ตู้เย็นไม่ใช่ตู้ยา อย่าเอายาทั้งหมดใส่ตู้เย็น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/683890

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ตู้เย็นไม่ใช่ตู้ยา อย่าเอายาทั้งหมดใส่ตู้เย็น

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ตู้เย็นไม่ใช่ตู้ยา อย่าเอายาทั้งหมดใส่ตู้เย็น

วันจันทร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 07.50 น.

เมื่อคุณได้รับยามาแล้ว ต้องรับประทานยาตามคำสั่งแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัดและที่สำคัญคือต้องเก็บยาให้ดีด้วย เพราะหากเก็บรักษายาไม่ดีจะส่งผลเสียคือยาเสื่อมคุณภาพ หรือออกฤทธิ์ไม่เต็มที่ อย่าลืมว่ายาเสื่อมคุณภาพอาจไม่ต่างไปจากสารพิษ กินเข้าไปแล้ว โรคก็ไม่หาย แต่ที่แย่ยิ่งกว่าคืออันตราย

ยาบางชนิดไม่คงตัวเมื่อเก็บไว้ในอุณหภูมิห้อง จึงต้องเก็บไว้ที่อุณหภูมิต่ำ ยาพวกนี้เภสัชกรจะย้ำว่าต้องเก็บไว้ในตู้เย็น เมื่อดูฉลากยาจะระบุชัดเจน ว่าต้องเก็บยาไว้ที่อุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส 

ตู้เย็นในปัจจุบันออกแบบช่องเก็บความเย็นไว้หลากหลาย แต่ละจุดให้อุณหภูมิต่างกัน เมื่อฉลากยาระบุให้เก็บยาไว้ที่อุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส หมายถึงต้องช่องแช่เย็นปกติที่ไม่เย็นเกินไป(ไม่ใช่ช่องทำน้ำแข็ง) ตู้เย็นบางยี่ห้อมีช่องใต้ห้องแช่แข็ง ซึ่งอาจให้อุณหภูมิต่ำเกินไป แต่ที่สำคัญที่สุดคือห้ามเก็บยาในห้องแช่แข็งเป็นอันขาด ถ้าคุณเก็บยาที่ระบุให้เก็บในช่วง 2-8 องศาเซลเซียสไว้ในช่องแช่แข็ง จะทำให้ยาสูญเสียประสิทธิภาพในการรักษาและอาจทำให้ไม่ปลอดภัยเมื่อนำไปใช้

ส่วนยาที่ระบุให้เก็บในอุณหภูมิต่ำกว่า 30 องศาเซลเซียส หมายถึงการเก็บในห้องทั่วไปที่ไม่ร้อนจัด แต่บางคนอาจคิดว่าการนำยาทุกชนิดไปเก็บไว้ในตู้เย็นจะช่วยถนอมยา ไม่ให้ยาเสีย แต่ที่จริงแล้วเมื่อยาอยู่ในอุณหภูมิต่ำจะทำให้มีโอกาสเสียสภาพเร็วขึ้น และกระทบต่อคุณภาพยา เช่นยาหยอดตาบางประเภท หรือยาพ่นที่ระบุให้เก็บที่อุณหภูมิต่ำกว่า 30 องศาเซลเซียส หากเก็บไว้ในตู้เย็นจะทำให้อนุภาคของตัวยามีขนาดเปลี่ยนแปลงไป ส่วนยาน้ำบางชนิดถ้าอยู่ในตู้เย็น ตัวยาสำคัญจะตกตะกอน ทำให้สูญเสียประสิทธิภาพการรักษา

การเก็บยาในตู้เย็นควรเป็นตำแหน่งที่อุณหภูมิค่อนข้างคงที่ (ช่วง 2-8 องศาเซลเซียส) ไม่แนะนำให้เก็บยาไว้ที่ประตูตู้เย็น ถึงแม้ว่าเป็นตำแหน่งที่สะดวกในการหยิบยามาใช้ประตูตู้เย็นเป็นตำแหน่งที่อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงง่ายเมื่อมีการเปิด-ปิดตู้เย็น จึงแนะนำให้เก็บไว้ในตู้เย็นด้านใน และควรหากล่อง หรือภาชนะใส่ยาที่เก็บในตู้เย็น แทนที่จะวางปะปนไปกับอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อให้เป็นระเบียบ และง่ายต่อการหยิบใช้

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ ถึงแม้จะเก็บยาไว้ในตู้เย็นตามฉลากแล้ว ยาก็ต้องหมดอายุตามกำหนด เช่น ยาหยอดตาที่เปิดแล้ว อายุจะเหลือเพียง 1 เดือนหลังเปิดใช้ เนื่องจากยามีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรคจึงเป็นอันตรายเมื่อนำไปใช้ เมื่อคุณเปิดใช้ยาต้องจดวันเปิดใช้ไว้ที่กล่องยา หรือขวดยา และเมื่อผ่านไป 30 วัน ควรทิ้งไป 

ส่วนยาน้ำของเด็กประเภทผงแห้งที่ต้องผสมน้ำให้เป็นของเหลวก่อนใช้ก็ยิ่งต้องระวังมากขึ้น เพราะเป็นยาปฏิชีวนะที่ต้องกินจนหมด หากเผลอลืมกินไม่หมด ยาที่เหลืออยู่ก็มีอายุแค่ประมาณ 7-14 วัน แล้วแต่ชนิดของยา โดยให้ดูที่ฉลากหรือเอกสารกำกับยาเป็นสำคัญ ยาที่อายุเกินกำหนดก็คือยาเสื่อมสภาพย้ำว่าห้ามใช้เด็ดขาด

เมื่อเราเจ็บป่วยและต้องใช้ยา ต้องใช้ยาให้ถูกต้อง และต้องเก็บยาให้ถูกต้องด้วย จึงจะทำให้เราได้รับประสิทธิผลการรักษา และได้รับความปลอดภัยจากการใช้ยา ย้ำว่ายาทุกชนิดไม่ควรนำไปไว้ในตู้เย็น และต้องไม่แช่ยาไว้ในช่องแช่แข็งเป็นอันขาด

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : มีปัญหาเรื่องยา ขอให้ถามจากเภสัชกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/682360

รู้เรื่องยา

วันจันทร์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมาคือสัปดาห์เภสัชและเมื่อพูดถึงเภสัชกรแล้วคนส่วนมากจะนึกถึงหมอยา หรือบุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านยา จนมีคำกล่าวว่า ถ้าสงสัยเรื่องยา โปรดถามหาเภสัชกร

เชื่อว่าคุณๆ ก็น่าจะเคยได้รับบริการเรื่องยาจากเภสัชกรเป็นประจำเมื่อต้องไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล แล้วแพทย์สั่งจ่ายยาให้ หรือบางรายก็ไปพบเภสัชกรที่ร้านขายยาที่ได้มาตรฐาน 

หนึ่งในความประทับใจที่คุณจะได้รับจากเภสัชกรตัวจริง ก็คือการซักถามเรื่องราวเกี่ยวกับสุขภาพของคุณ และสุดท้ายจะจบด้วยการบอกย้ำถึงการรับประทานยาที่สั่งจ่ายให้ถูกวิธี เพื่อสุขภาพที่ดีของผู้ใช้ยา

หลายคนถามว่าทำไมเภสัชกรต้องถามโน่นนี่นั่น ก็ขอแจ้งให้ทราบว่ากว่าจะจ่ายยาให้ผู้ป่วยได้แต่ละตัว เภสัชกรต้องการข้อมูลอะไรบ้างและเพื่ออะไรหากคุณไปรับบริการที่โรงพยาบาล หลังจากยืนยันตัวตนว่าคุณเป็นผู้ป่วยตัวจริงเรียบร้อยแล้ว คำถามหลักๆ ที่เภสัชกรจะต้องถามอย่างแน่นอนคือ แพ้ยาอะไรหรือไม่ ผู้ป่วยหลายคนอาจหงุดหงิด เพราะตอบคำถามนี้มาหลายรอบแล้วตั้งแต่เดินเข้าไปในโรงพยาบาล พยาบาลก็ถาม แพทย์ก็ถาม เภสัชกรยังจะถามอีก มาทุกรอบก็ถามทุกรอบ ไม่ดูข้อมูลที่บันทึกไว้ในคอมพิวเตอร์กันบ้างหรืออย่างไร 

คำตอบคือ ถึงเห็นว่าคุณมีประวัติแพ้ยาในคอมพิวเตอร์ บุคลากรทางการแพทย์ทุกคนก็ต้องถามซ้ำตลอด เนื่องจากคุณอาจมีประวัติแพ้ยาเพิ่มขึ้น หรือผู้ป่วยบางคนมานึกประวัติการแพ้ยาได้เมื่อเภสัชกรยื่นยาให้ ซึ่งหากเป็นยาที่คุณแพ้เภสัชกรยังสามารถดึงยากลับออกจากมือคุณได้ทัน ต้องบอกว่าการแพ้ยามีหลายระดับ ระดับที่รุนแรงที่สุดทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ และเป็นสิ่งที่ป้องกันได้โดยการถามซ้ำๆ เพื่อความมั่นใจ

ส่วนเภสัชกรในร้านขายยายิ่งมีคำถามที่ต้องซักถามคุณมากกว่าเรื่องแพ้ยา เช่น มีโรคประจำตัวไหม ใช้ยาหรืออาหารเสริม วิตามิน สมุนไพรอะไรอยู่บ้าง ที่ท่านกำลังใช้อยู่บ้าง บางคนอาจจะคิดว่าคำถามอาจไม่สัมพันธ์กับอาการที่คุณไปขอคำปรึกษา เช่น ผู้สูงอายุมาด้วยเรื่องปวดหลังเนื่องจากยกของหนักเภสัชกรจะถามว่าเป็นความดันโลหิตสูงหรือไม่ เคยเป็นหอบหืด หรือเคยเป็นแผลในกระเพาะหรือเปล่า ที่ต้องถามเพราะยาที่จะใช้สำหรับแก้ปวดลดอักเสบมีข้อควรระวังการใช้ในผู้ป่วยที่เป็นหอบหืดอาจมีผลข้างเคียงทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น รวมถึงอาจระคายเคืองกระเพาะอาหาร เภสัชกรจึงต้องถามเพื่อจะได้เลือกยาที่เหมาะสมที่สุดให้ผู้ป่วยแต่ละราย 

ความจริงนั้น ถ้าหากคุณไปซื้อยาแก้ปวดหลัง แล้วคนขายหยิบยาให้โดยแจ้งราคาเท่านั้น แต่ไม่ถามอาการใดๆเลย คุณต้องสงสัยในความปลอดภัยของคุณเป็นอันดับแรก การที่เภสัชกรต้องซักไซ้คุณว่า ปัจจุบันคุณรับประทานยาอะไรอยู่หรือไม่ ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและสมุนไพรต่างๆ ที่ใช้เป็นประจำมีอะไรบ้าง ก็เพื่อให้มั่นใจว่ายาที่ให้คุณไปนั้นจะไม่ตีกับยาที่คุณกินเป็นเป็นประจำ อันอาจจะทำให้เกิดผลเสียต่อการรักษา และเป็นอันตรายต่อคุณได้ 

เพราะฉะนั้นจึงย้ำว่าคุณจำเป็นต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับยาที่ใช้เป็นประจำ เมื่อคุณไปพบแพทย์หรือเภสัชกร คุณต้องบอกแพทย์และเภสัชกรด้วยว่าใช้ยาอะไรอยู่ก่อน เภสัชกรต้องถามเพราะจะได้รู้ว่าจะจ่ายยาที่ปลอดภัยที่สุดให้คุณได้อย่างไร หรือไม่จำเป็นต้องจ่ายยาซ้ำซ้อนกับยาที่มีอยู่ ในบางครั้งเภสัชกรจะทำตัวเหมือนเป็นครูที่ต้องซักไซ้ไล่เลียงการใช้ยา รวมถึงวิธีการใช้ยาพิเศษบางประเภทอย่างละเอียดลออ เช่น ยาพ่นโดยให้คุณเล่าให้ฟังบ้างหรือให้แสดงการใช้ยาให้ดู เพราะเภสัชกรต้องการความมั่นใจว่าคุณใช้ยาถูกวิธี 

ในบางครั้งก็พบว่า ผู้ป่วยบางรายขอซื้อยาบางชนิดไปเก็บไว้ โดยอ้างว่าเผื่อไว้ในเวลาที่ไม่สบาย หรือเผื่อว่าคนที่บ้านไม่สบาย ซึ่งยาหลายตัวนั้นเภสัชกรอาจปฏิเสธการจ่ายให้เนื่องจากยาบางชนิดเมื่อนำไปใช้อาจจะเกิดการใช้ยาไม่สมเหตุสมผลได้ ยกตัวอย่างเช่น ยาฆ่าเชื้อ หรือยาปฏิชีวนะ เนื่องจากผู้ป่วยอาจไม่สามารถพิจารณาได้ว่า การไม่สบายครั้งนี้ ผู้ป่วยติดเชื้อใด ต้องใช้ยาฆ่าเชื้อโรคชนิดใดจึงจะเหมาะสม บางครั้งอาการป่วยอาจดูคล้ายกัน แต่สาเหตุการเจ็บป่วยอาจแตกต่างกัน ก็จำเป็นต้องปรึกษาเภสัชกรก่อนได้รับยา

ขอฝากคุณๆ ว่า เวลาไปพบเภสัชกร คุณอาจจะถูกถามมากมายจนรู้สึกรำคาญ แต่ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของคุณ เภสัชกรจำเป็นต้องถาม เพื่อให้มั่นใจว่าจ่ายยาได้ถูกต้องและเมื่อผู้ป่วยกลับบ้านแล้วสามารถใช้ยาได้ถูกต้อง เพื่อผลการรักษาที่ดี และเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของคุณ โปรดจำไว้ว่า เมื่อมีข้อสงสัยเกี่ยวกับยาโปรดปรึกษาเภสัชกร

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เกษียณสุข เมื่อสุขภาพดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/680861

รู้เรื่องยา

วันจันทร์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำหรับผู้ที่อายุครบ 60 ปี ในเดือนตุลาคม ก็นับว่าเป็นช่วงที่ส่วนมากจะต้องยุติการทำงานประจำ (ยกเว้นบางคนที่ยังต้องทำงานต่อไป เพราะไม่ได้เกษียณอายุเมื่อครบ 60 ปี) บางคนบอกว่าเกษียณแล้วจะเที่ยวๆ และเที่ยว บางคนบอกจะพักผ่อนให้หายเหนื่อย แต่บางคนบอกว่าเกษียณแล้วคงจะเหงา ส่วนคนที่ยังถอดหัวโขนไม่ออก ยังติดยึดกับตำแหน่งก็คงจะลำบากใจมิใช่น้อยเพราะเมื่อหมดอำนาจก็จะหมดคนเกรงอกเกรงใจไปโดยพลันยกเว้นคนที่มีพระคุณมากกว่าพระเดช 

สัปดาห์นี้อยากชวนคุยประเด็นสุขภาพคนวัยเกษียณ เพราะคนวัยนี้ส่วนมากมักจะประสบพบเจอโรคภัยไข้เจ็บสารพัด อวัยวะต่างๆ ในร่างกายก็เสื่อมลงไปตามวัย หู ตา แขน ขา ข้อเข่าก็ดูจะไม่ดีเหมือนช่วงเด็กและหนุ่มสาว ระบบย่อยอาหาร และการรับรสชาติอาหาร รวมถึงระบบขับถ่ายก็ดูจะมีปัญหาด้วย (สำหรับคนที่ไม่ค่อยดูแลตัวเองให้ดีตลอดเวลา) ส่วนบางคนก็มีโรคเบาหวาน ความดัน หัวใจ กระดูกและข้อ ดังนั้นก็จึงต้องใช้ยาหลายขนานในเวลาเดียวกัน ดังนั้น บางรายจึงปัญหาอาการไม่พึงประสงค์จากยาแต่บางมีปัญหาลืมกินยา ส่วนบางรายก็ตั้งใจไม่กินยาเสียอีก พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้มีผลต่อการควบคุมและดูแลรักษาโรค 

ในเมื่อเราต้องใช้ยาหลายขนาน สิ่งหนึ่งที่ต้องระวังคือ การเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาหรือที่เรียกว่ายาตีกัน ปัญหานี้ทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย หรืออาจทำให้ประสิทธิภาพของการรักษาลดลง 

นอกจากนี้ เราพบว่าในสังคมปัจจุบันมีการโฆษณาขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และสมุนไพรต่างๆ นานาในสื่อสารมวลชนทุกชนิด บางคนดูโฆษณาแล้วซื้อทุกอย่างมากิน หรือไม่ก็ได้รับของเหล่านี้จากลูกหลานและเพื่อนฝูงที่นำมาให้ด้วยความหวังดี แต่ขอเตือนว่าบางผลิตภัณฑ์อาจมีผลต่อโรคที่เราเป็น หรือมีผลกับยาที่เรากินเป็นประจำ ทำให้เกิดอาการข้างเคียง หรือลดประสิทธิภาพการรักษาของยาที่เราใช้ ฉะนั้น คุณที่ใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือสมุนไพรอยู่แล้ว และต้องการใช้เพิ่ม หรือต้องใช้ยาประจำเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยเดิมอยู่แล้ว และแต่ละรายยังมีปัญหาพื้นฐานสุขภาพไม่เหมือนกัน เช่น บางคนมีปัญหาตับไต จึงแนะนำให้ปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนจะใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือสมุนไพรใดๆ เพื่อป้องกันอันตรายต่อสุขภาพ

และขอเตือนผู้ที่ชอบแนะนำยาให้กันและกันในหมู่เพื่อนๆ บางคนเห็นว่าตนเองใช้แล้วดี ก็จึงบอกต่อด้วยความหวังดี แต่ขอแนะนำว่าอย่าทำเป็นอันขาด เพราะอาจเกิดผลเสียร้ายแรงกับผู้อื่นได้ เช่น อาจแพ้ยา หรือบางคนไม่สามารถใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางตัวได้ เนื่องจากมีปัญหาสุขภาพอยู่ก่อนแล้ว และอาจเกิดปัญหายาตีกัน รวมถึงอาจได้รับยาเกินขนาด หรือใช้ยาซ้ำซ้อน 

ดังที่ได้เคยเล่าให้ฟังในตอนก่อนๆ นั้น ยังมีปัญหาอีกเรื่องคือบางคนไม่อ่านคำแนะนำการใช้ยาให้ดี จึงชอบแบ่งหรือหักยาก่อนกิน โดยอ้างว่ายาเม็ดโตเกินไป จึงกลืนลำบาก แต่ขอบอกว่ายาบางอย่างนั้นห้ามแบ่งหรือหักยาเป็นอันขาด เพราะทำให้ยาออกฤทธิ์ไม่เป็นไปตามการรักษา หรือบางคนหยุดกินยาเอง เพราะเห็นว่าตัวเองหายจากอาการป่วยแล้ว แต่ในความเป็นจริงต้องกินยาที่ได้รับให้หมด เพื่อให้โรคหายขาดอย่างแท้จริง ขอแนะนำว่าหากคุณต้องใช้ยาหลายชนิดในเวลาเดียวกัน ขอให้ทำรายละเอียดของยาไว้ แล้วเมื่อไปพบแพทย์ ขอให้นำรายละเอียดขอยาที่ใช้ไปให้แพทย์ดูด้วย เพื่อลดปัญหาการได้รับยาซ้ำซ้อน และยาตีกัน

อีกเรื่องที่ต้องระวังมากในกลุ่มผู้สูงวัยคือท้องผูก ระบบขับถ่ายมีปัญหา เรื่องเหล่านี้มีต้นเหตุมาจากการกินอาหารที่มีกากใยน้อย ดื่มน้ำน้อย หรือเคลื่อนไหวร่างกายน้อยเกินไป จึงต้องปรับเปลี่ยนเปลี่ยนพฤติกรรมการกินร่วมกับการออกกำลังกายให้เหมาะสม ควรรับประทานผลไม้ หรืออาหารที่ช่วยขับถ่าย เช่น กล้วยสุก มะละกอสุก สับปะรด มะขาม โยเกิร์ต ลูกพรุน แกงขี้เหล็ก แกงส้มมะรุม เป็นต้น จะช่วยลดอาการท้องผูกได้

ส่วนปัญหาเข่าเสื่อมก็เป็นเรื่องที่ต้องดูแล ต้องควบคุมน้ำหนักตัวให้สมดุล ต้องหมั่นออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา

ท้ายสุด ก็คือเดือนนี้เป็นเดือนแห่งการสังสรรค์งานเลี้ยงอำลาจากงานประจำ จึงขอให้ทุกคนระมัดระวังโควิด-19ที่ยังไม่หมดไปจากสังคม จะสังสรรค์ทั้งทีก็เลือกสถานที่ด้วย อย่าเข้าไปในที่ซึ่งแออัด อากาศถ่ายเทไม่ดี ขอให้เตือนตัวเองว่าอายุมากแล้ว ถ้าเจ็บป่วยขึ้นมาจะรักษานานกว่าวัยหนุ่มสาวเพราะฉะนั้นรักษาสุขภาพให้ดีเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เช็คตู้ยา รับ (โรค) หน้าฝน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/679299

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เช็คตู้ยา รับ (โรค) หน้าฝน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เช็คตู้ยา รับ (โรค) หน้าฝน

วันจันทร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ปีนี้คนไทยคนไทย (และคนอีกหลายประเทศ) มีปัญหาเรื่องน้ำมากเกินความต้องการกันทั่วหน้า (แต่อีกหลายประเทศก็แห้งแล้งมาก) สำหรับเมืองไทยนั้น ในปีนี้ฝนจะยังคงอยู่กับเราไปอีกนานเป็นเดือนๆ เมื่อฝนตกหนัก น้ำก็ท่วม รถราก็ติดขัดสาหัส หลายคนเสียสุขภาพจิต บางคนเครียดหนัก เพราะบ้านถูกน้ำท่วม หรือรถยนต์ถูกน้ำทะลักเข้าไปในห้องโดยสาร

ปัญหาที่เกิดจากน้ำท่วมนำไปสู่ปัญหาสุขภาพอีกมากมาย อาทิ โรคไข้หวัด ท้องร่วง โรคฉี่หนูน้ำกัดเท้า เชื้อรา อาการคันต่างๆ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่ามีโรคที่มากับหน้าฝน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมมากมาย  

ซุนวูกล่าวไว้ว่า รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง เมื่อนำกลยุทธ์นี้มาประยุกต์ใช้กับการป้องกันและรักษาโรคที่มากับฝนและน้ำท่วม ก็หมายความว่า ถ้าเรารู้ว่าฝนฟ้าจะพาโรคอะไรมาให้เรา เราต้องไม่นิ่งนอนใจ ต้องรีบตรวจตู้ยาหรือกล่องยาสามัญประจำบ้านให้ดี ดูว่ามียาอะไรขาดเหลือ หมดอายุ ต้องซื้อเตรียมพร้อมไว้

ยาที่ควรมีติดบ้านไว้เพื่อบรรเทาอาการท้องร่วงได้แก่ ผงน้ำตาลเกลือแร่ เพราะเมื่อเราท้องเสียจะขาดน้ำและเกลือแร่ หากไม่ได้รับการชดเชยจะมีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง นอกจากนั้นยาอีกชนิดที่อาจช่วยบรรเทาอาการได้คือ ยาเม็ดผงถ่านคาร์บอน สำหรับดูดซับสารพิษ ซึ่งมีทั้งในรูปแบบยาเม็ดหรือแคปซูลให้เลือกใช้ ส่วนยาอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นยาหยุดถ่ายหรือยาปฏิชีวนะ ไม่แนะนำให้ใช้เพราะส่วนใหญ่มักไม่จำเป็น

กรณีเป็นไข้หวัด ก็ใช้ยารักษาตามอาการ ซึ่งก็ได้แก่ยาลดไข้ ยาลดน้ำมูก ยาแก้แพ้ ข้อสังเกตคือ หากไข้สูงตลอดเวลาหรือต้องกินยาลดไข้ตลอดทุก 6 ชั่วโมง เพราะเมื่อยาลดไข้หมดฤทธิ์ไข้ก็จะขึ้นอีก แบบนี้ถ้า 3-4 วันไม่ดีขึ้น แถมอาการยังทรุดลงอีก แนะนำให้รีบไปพบแพทย์ เพราะอาจจะเป็นโรคติดเชื้ออื่นที่รุนแรงมากกว่าไข้หวัด เพราะโรคฉี่หนูเองอาการส่วนใหญ่ก็คล้ายกับไข้หวัดใหญ่มากๆ ยิ่งถ้ามีประวัติลุยน้ำท่วมน้ำขังมาด้วยแล้วยิ่งต้องคิดถึงโรคนี้ไว้ด้วย

กรณีที่ต้องลุยน้ำท่วมขังสกปรก คงไม่มียาที่แนะนำให้ใช้พิเศษ นอกจากต้องล้างเท้าด้วยน้ำกับสบู่ให้สะอาดทันทีเมื่อทำได้ ถ้าใส่รองเท้าบู๊ทลุยน้ำได้ก็ดี แต่ถ้าจำเป็นต้องใส่คัทชูหรือผ้าใบลุยน้ำ บอกเลยว่าต้องเตรียมรองเท้าคู่ใหม่ไว้ใส่สลับ เพราะการใส่รองเท้าเปียกชื้นเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อราที่เท้ามากที่สุด และเมื่อเป็นแล้วต้องใช้ยาครีมที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อรา ทาเช้าเย็น

การทายาฆ่าเชื้อรานี้มีเคล็ดลับอยู่เรื่องหนึ่งคือ หลังจากผู้ป่วยรู้สึกว่าหายคันหรือไม่มีรอยโรคแล้ว ยังคงต้องทายาต่อเนื่องไปอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพื่อให้ยากำจัดเชื้อราที่หลงเหลือบริเวณรอยโรคให้หมดจะได้หายขาด โดยทั่วไปอาการคันที่เกิดจากเชื้อรา เมื่อใช้ยาทาที่มีฤทธิ์กำจัดเชื้อนั้นได้อาการจะดีขึ้นภายในประมาณ 1-2 สัปดาห์ นั่นหมายความว่าถ้ายิ่งทายายิ่งคันยิ่งเกาจนแผลถลอกไปกันใหญ่ ก็ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อลองขูดผิวหนังไปตรวจหาเชื้อว่าเป็นอะไรกันแน่ จะได้รักษาอย่างถูกต้องต่อไป

กล่าวโดยสรุป ยาที่ต้องมีติดตู้ยาไว้ให้อุ่นใจในหน้าฝนก็คือ ผงน้ำตาลเกลือแร่ ยาเม็ดผงถ่านคาร์บอน ยาลดไข้ ยาแก้แพ้ ส่วนพวกยาทาฆ่าเชื้อราอาจจะยังไม่ถึงกับต้องไปหามาติดบ้านไว้ รอเป็นก่อนค่อยไปซื้อมาทาก็ได้ เพราะเมื่อต้องทาก็มักจะได้ทาต่อเนื่องเป็นเดือน เมื่อเตรียมยาพร้อมแล้ว ที่เหลือก็คือเตรียมใจ ท้องฟ้าอาจจะมืดครึ้ม ก็ขอให้ทำจิตใจให้แจ่มใสเอาไว้ก่อน ถึงกายอาจจะเจ็บป่วยแต่ถ้าใจเข้มแข็งก็จะฟื้นตัวเร็วขึ้น เราอยู่ใต้ฟ้า จะกลัวอะไรกับฝน แต่หากป้องกันตัวเองจากการเจ็บป่วยเพราะฝนได้ ก็ต้องทำนะคะ 

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : โรคที่มาในหน้าฝน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/677774

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : โรคที่มาในหน้าฝน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : โรคที่มาในหน้าฝน

วันจันทร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.10 น.

หน้าฝนที่มีฝนตกหนักและบ่อยเช่นในปีนี้ ทำให้หลายพื้นที่ฉ่ำชุ่มจนแฉะ บางที่ก็จมน้ำไปแล้ว ฝนที่ตกหนักทั้งเช้า สาย บ่าย เย็น และค่ำ ทำให้คนที่ต้องเดินทางออกจากบ้านไปทำภารกิจต่างๆ รวมถึงคนค้าคนขายอาจไม่ค่อยชอบนัก เพราะเดินทางลำบากขึ้นกว่าเดิม และลูกค้าก็อาจจะหายไปเพราะฝนตก สำหรับคนที่ต้องเผชิญกับฝน ก็ต้องหาทางดำเนินชีวิตต่อไป เพื่อความอยู่รอด และต้องอยู่ให้รอดโดยไม่เจ็บไม่ป่วยเพราะฝนด้วย ดังนั้น จึงต้องดูแลรักษาสุขภาพในดีเป็นพิเศษ

อากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยนั้น นอกจากเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้ภูมิแพ้อากาศกำเริบแล้ว การถูกฝนโดยตรงก็ยังเสี่ยงกับโรคไข้หวัด หรือการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจด้วย แต่อีกประเด็นที่มองข้ามไม่ได้คือ ฝนตกไม่ได้ทำให้รถติดอย่างเดียว แต่มีปัญหาน้ำท่วมขังด้วย บางครั้งบางคราวพวกเราก็หลีกเลี่ยงการลุยน้ำอย่างที่สุด เพราะรังเกียจน้ำโสโครกจากแหล่งต่างๆ ที่ท่วมนองพื้นถนนและซอยในบ้าน หลายคนหวาดวิตกว่าเจ้าน้ำท่วมขัง หรือที่เรียกแบบน่ารักว่าน้ำรอการระบายจะนำโรคภัยไข้เจ็บอะไรมาสู่เราได้บ้าง

น้ำขังและน้ำท่วมเป็นสื่อที่ดึงเอาสรรพสิ่งที่สกปรกหมักหมมขึ้นมาสู่พื้นพิภพได้ง่ายที่สุด แม้น้ำท่วมขังจะดูใสๆ เหมือนไม่มีพิษไม่มีภัย แต่ที่จริงแล้วมันมีสารพัดเชื้อก่อโรคมากมาย กล่าวได้ว่ามี 2 โรคเด่นๆ ที่พบว่ามากับน้ำท่วมก็คือ โรคท้องร่วง และโรคฉี่หนู ซึ่งก็ตรงไปตรงมาเพราะน้ำที่ท่วมขังได้นำพาปฏิกูลทั้งจากคนและสัตว์มาด้วย 

แนวการป้องกันโรคที่ดีที่สุดก็คือเลี่ยงสัมผัสน้ำท่วมขังโดยตรง สวมเครื่องป้องกัน เช่น รองเท้าบู๊ท หรือหากจำเป็นต้องสัมผัสน้ำท่วม ก็ต้องรีบชำระล้างทำความสะอาดโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะในกรณีที่เรามีบาดแผลแล้วต้องสัมผัสน้ำสกปรก เราจะต้องล้างแผลให้สะอาดที่สุด แล้วทายาโพรวิโดนไอโอดีนเพื่อฆ่าเชื้อโรค

อย่างไรก็ตาม โชคดีที่ทั้งสองโรคนี้เป็นโรคที่รักษาได้ไม่ยากนัก มีทั้งยาฆ่าเชื้อที่จำเพาะเจาะจงกับเชื้อโรคแต่ละชนิด รวมถึงยารักษาตามอาการ

อีกโรคหนึ่งที่มาพร้อมกับความเปียกแฉะอับชื้นของฤดูฝนคือ น้ำกัดเท้า เชื้อราต่างๆ เพราะเท้าของเราแช่น้ำนานจนเปื่อย แล้วยิ่งเป็นน้ำที่สกปรก จึงมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย เช่น แบคทีเรียหรือเชื้อรา วิธีป้องกันก็เช่นเดิม คือหลีกเลี่ยงสัมผัสน้ำท่วมขัง แต่หากเลี่ยงไม่ได้ ต้องสวมใส่เครื่องป้องกันเช่นกัน แล้วรีบทำความสะอาดทันทีเมื่อสามารถทำได้ 

นอกจากนี้ ถุงเท้าและรองเท้าที่ชื้นก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ทำให้เกิดเชื้อรา หรือน้ำกัดเท้าได้ จึงควรทำความสะอาด และทำให้แห้งก่อนนำมาใช้

วิธีการรักษาโรคน้ำกัดเท้า คือใช้ขี้ผึ้งที่มีส่วนผสมของกรดซาลิคไซลิค และกรดเบนโซอิก ส่วนในกรณีที่มีการติดเชื้อต้องใช้ยาฆ่าเชื้อที่จำเพาะกับเชื้อร่วมด้วย

นอกจากนี้ หลายครั้งที่เราตากฝน ก็อาจจะทำให้เราเป็นหวัดเนื่องจากอุณหภูมิที่ลดลง อีกทั้งเชื้อโรคอาจปะปนอยู่ในสายฝนและอากาศ เช่น เชื้อแบคทีเรีย หรือไวรัส ดังนั้น เมื่อเราโดนฝนแล้ว ต้องรีบทำความสะอาดร่างกายโดยเร็ว อาบน้ำ สระผมทันที เพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บป่วยหรืออาการหวัด

แต่หลายคนอาจเชื่อว่าการรับประทานยาพาราเซตามอลสามารถป้องกันการเจ็บป่วย หรืออาการหวัดได้ หรือที่หลายท่านชอบใช้คำว่า กินยาดักไว้ก่อน ซึ่งยาพาราเซตามอลมีข้อบ่งใช้ในการลดไข้ ปวดศีรษะ หากเราไม่มีอาการเหล่านั้นก็ไม่ได้ช่วยอะไร แต่มันคือการได้รับยาโดยไม่จำเป็น

และที่สำคัญคือในปัจจุบันนี้ เรายังมีโรคโควิด-19 อยู่ด้วย หากเรามีอาการไข้ เจ็บคอ ไม่สบายตัว ให้เช็คความเสี่ยงของตนเองทันที หากมีความเสี่ยง เช่น ใกล้ชิดบุคคลที่ติดเชื้อ หรือไปอยู่ในสถานที่แออัดพลุกพล่าน คนหนาแน่น อากาศถ่ายเทไม่ดี อย่าเหมารวมว่าสิ่งนี้คือไข้หวัดที่เกิดจากฝน เพราะอาจเสี่ยงต่อโรคโควิด-19 ได้ ดังนั้นจึงต้องตรวจด้วย ATK และกักตัวไว้ก่อน สำหรับผู้ที่มีเชื้อโควิด-19 

ฤดูฝนเป็นฤดูให้ความชุ่มชื่นก็จริง แต่ก็มีโอกาสเกิดการแพร่ระบาดโรคต่างๆ ได้ง่าย การเตรียมตัวเพื่อป้องกันความเจ็บป่วยที่มากับฝน เช่น การพกร่มไว้ หลีกเลี่ยงการถูกน้ำฝน และเลี่ยงการลุยย่ำน้ำท่วมขัง การชำระล้างร่างกายและอาบน้ำสระผมทันทีเมื่อกลับถึงบ้าน รวมถึงการทำความสะอาดสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ให้ไม่อับชื้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคภัยต่างๆ ในฤดูฝนได้

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม

และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เกาต์ โรคที่มีสาเหตุจากกรดยูริก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/676321

รู้เรื่องยา

วันจันทร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ชายวัย 55 ปี มาขอซื้อยาแก้ปวดที่ร้านยาเนื่องจากนิ้วโป้งเท้าอักเสบ บวม แดง เดินลงน้ำหนักแทบไม่ได้ ให้ประวัติเพิ่มเติมว่าคืนก่อนเกิดเรื่องดื่มเบียร์กับไก่ทอดไปมากในระหว่างดูฟุตบอล พอตื่นเช้ามา ปรากฏนิ้วโป้งเท้าอักเสบบวมแดง และบอกว่าไม่เคยมีอาการนี้มาก่อน 

เชื่อว่ากรณีศึกษาที่ยกมาเล่านี้อาจจะใกล้เคียงกับประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคเกาต์หลายราย โรคเกาต์หรือข้ออักเสบเฉียบพลันเกิดจากผลึกของโมโนโซเดียมยูเรตในข้อ ผลึกนี้เกิดขึ้นจากการมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงมานานระยะหนึ่ง ซึ่งเจ้ากรดยูริกนี้มาจากที่ร่างกายสร้างขึ้นเองประมาณ 80% ส่วนอีก 20%ได้จากอาหารที่คนเรารับประทานเข้าไป อาหารที่ทำให้กรดยูริกสูงก็คืออาหารที่มีสารพิวรีนสูง ซึ่งจะกล่าวถึงในภายหลังว่ามีอะไรบ้าง

หลายท่านอาจจะเคยได้ยินว่าเกาต์เกิดจากกินไก่หรืออาหารบางชนิดมากเกินไป ซึ่งเป็นความจริงเพียงบางส่วนเท่านั้น เพราะที่จริงกรดยูริกที่ได้จากอาหารนั้นเป็นเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับที่ร่างกายสร้างขึ้นมา อย่างไรก็ตาม เมื่อทราบว่าตนเองเป็นโรคเกาต์ ผู้ป่วยก็ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ไปเพิ่มระดับกรดยูริกซึ่งจะกระตุ้นให้เกาต์กำเริบขึ้นมาได้ 

ซึ่งจากกรณีศึกษาข้างต้น ผู้ป่วยรายนี้อาจจะมีกรดยูริกสูงมานานแล้วโดยไม่รู้ตัว มีผลึกโมโนโซเดียมยูเรตรอก่อเรื่องอยู่ที่นิ้วโป้งเท้าอยู่ระดับหนึ่งแล้ว เมื่อได้รับเพิ่มจากเบียร์กับไก่ทอด จึงเกิดอาการอักเสบกำเริบขึ้น

โรคเกาต์ แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่มีการอักเสบเฉียบพลันซึ่งมักจะเป็นอยู่สั้นๆ ไม่เกิน 2 สัปดาห์ ระยะนี้รักษาได้ด้วยยาต้านการอักเสบ ซึ่งมีให้เลือกใช้หลายชนิดขึ้นอยู่กับลักษณะของผู้ป่วย ยาที่ใช้ได้ในระยะนี้คือยาต้านอักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ โคลชิซีน (colchicine) ซึ่งการพิจารณาเลือกชนิดของยาจะต้องพิจารณาโรคประจำตัวและการทำงานของไตของผู้ป่วยร่วมด้วย

โรคเกาต์ในระยะที่ 2 คือระยะที่โรคสงบ ผู้ป่วยจะมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงแต่อาจจะไม่มีอาการอักเสบเจ็บปวดของข้อร่วมด้วย แต่ระยะนี้เองก็จำเป็นต้องให้ยาเพื่อลดระดับกรดยูริกด้วยเช่นกัน เพราะการปล่อยให้ระดับกรดยูริกอยู่สูงเรื่อยไปเช่นนั้นจะทำให้เกิดการสะสมผลึกโมโนโซเดียมยูเรตตามข้อต่างๆ จนเกิดข้อผิดรูป เสียหน้าที่การทำงานและพิการได้ในที่สุด รวมถึงกรดยูริกที่สูงในเลือดอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางไตได้ด้วย 

ดังนั้น เมื่อผู้ป่วยเกิดข้ออักเสบที่น่าสงสัยว่าจะเป็นโรคเกาต์ การกินยาบรรเทาอาการเป็นครั้งคราวจึงไม่ถูกต้อง แต่ควรไปรับการตรวจที่โรงพยาบาลเพื่อเช็คระดับกรดยูริกในเลือด หากค่าในเพศชายเกิน7 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หรือในเพศหญิงเกิน 6 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ก็ต้องได้รับยาลดระดับกรดยูริกซึ่งตัวที่นิยมใช้มากที่สุ ดได้แก่ อัลโลพูรินอล (allopurinol) ยานี้เองก็มีข้อควรระวังหลายอย่าง เช่น ต้องปรับขนาดยาตามการทำงานของไต และต้องมีการทดสอบว่าผู้ป่วยมียีนหรือลักษณะทางพันธุกรรมที่เสี่ยงต่อการแพ้ยานี้หรือไม่ เนื่องจากยานี้มีความเสี่ยงทำให้เกิดการแพ้รุนแรง

ส่วนโรคเกาต์ในระยะที่ 3 คือ ผู้ป่วยที่เป็นโรคเกาต์มานานจนมีผลึกโมโนโซเดียมยูเรตสะสมจนเกิดก้อนแข็งตามข้อเห็นได้อย่างชัดเจน ก้อนลักษณะนี้จะมีศัพท์ทางการแพทย์เรียกว่า trophi สำหรับแนวทางการรักษาโรคในระยะที่ 3 ไม่แตกต่างจากระยะที่ 2 ก็คือมุ่งเน้นที่การลดระดับกรดยูริกและขนาดก้อนที่เกิดขึ้นแล้วนั่นเอง

กลับมาที่เรื่องอาหารการกิน เมื่อรู้ตัวแล้วว่าเป็นโรคเกาต์ กินยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอแล้ว ก็ต้องรู้ว่าควรเลี่ยงลดงดเว้นอาหารเครื่องดื่มอะไรบ้าง ที่คนส่วนใหญ่รู้กันอยู่แล้วก็คือ พวกสัตว์ปีก เครื่องใน ยอดผักเช่น กระถิน ชะอม เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิดควรงด แต่ที่คนมักไม่รู้คือ น้ำตาลฟรุคโตสในผลไม้รสหวานต่างๆ หรือเครื่องดื่มหลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำอัดลมก็ส่งผลทำให้กรดยูริกสูงเพิ่มความเสี่ยงเกาต์กำเริบได้ จึงควรหลีกเลี่ยงด้วย

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : รับประทานยาให้ถูกเวลา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/674719

วันจันทร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วพูดถึงการรับประทานยาให้ถูกเวลา ทั้งการรับประทานยาก่อนและหลังอาหารให้ถูกวิธี ยังมียาอีกหลายชนิดที่มีวิธีการรับประทานที่เฉพาะเจาะจงกว่านั้น หากเรามีความเข้าใจและปฏิบัติตามวิธีการรับประทานยาได้อย่างถูกต้อง ก็จะทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษา

หลายครั้งเราอาจได้รับยาที่ฉลากระบุไว้ว่า ให้รับประทานก่อนนอน การรับประทานก่อนนอนนี้เป็นที่เข้าใจกันว่าคือการรับประทานก่อนนอน เป็นการรับประทานก่อนนอนในตอนกลางคืนเพียงครั้งเดียว ไม่ได้หมายความว่าต้องรับประทานยานี้ทุกครั้งที่นอน หากมีการนอนพักผ่อนในช่วงกลางวัน เราก็ไม่จำเป็นต้องรับประทานยานี้อีกครั้งมีบางท่านที่มีเวลานอนไม่ปกติ อาจจะเนื่องมาจากการทำงานที่ต้องทำงานเป็นกะ หากสงสัยว่าจะรับประทานยานี้อย่างไรดี เมื่อได้รับยาที่ฉลากเขียนว่าให้รับประทานก่อนนอนให้ขอปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อการใช้ยาที่ถูกต้องและเพื่อให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตของเรา

ยาบางชนิดมีระบุที่ฉลากว่าให้รับประทานวันละครั้งอาจต้องพิจารณาให้ดีก่อน ในกรณีที่เป็นยาบรรเทาอาการทั่วไป และรับประทานเมื่อมีอาการ การรับประทานวันละครั้งอาจจะหมายถึงช่วงเวลาไหนของวันก็ได้ โดยทั่วไปอาจไม่มีผลเสียอะไรจากการรับประทานคนละช่วงเวลาในแต่ละวัน

หากเป็นยาที่จำเป็นต้องรับประทานต่อเนื่อง เราจะควรรับประทานวันละครั้ง ในช่วงเวลาเดียวกันของวัน เช่น ยาคุมกำเนิด หรืออาจจะเป็นระยะสั้นๆ เช่น ในกรณีของยาปฏิชีวนะ เพื่อให้ยาสามารถที่จะควบคุมระดับยาในเลือดได้อย่างคงที่ในทุกๆ วัน ยาถูกออกแบบมาให้มีออกฤทธิ์หรือมีผลการรักษาต่อเนื่องเป็นเวลา 24 ชั่วโมง แต่หากเรารับประทานตอนเช้า วันต่อมารับประทานตอนเย็น อาจจะทำให้ระยะห่างในการรับประทานยามากเกินกว่า 24 ชั่วโมง ยาก็ไม่สามารถรักษาระดับยาในเลือดให้คงที่ได้ ทำให้ลดประสิทธิภาพในการรักษาไป

ในบางครั้ง เราอาจได้รับยาที่ไม่ได้ระบุให้รับประทานก่อนอาหาร หรือหลังอาหาร แต่ระบุให้รับประทานยาทุก 8 ชั่วโมง ยกตัวอย่างเช่น ยาปฏิชีวนะบางชนิด คำว่ารับประทานทุก 8 ชั่วโมง คือมีเป้าหมายให้เรารับประทานวันละ 3 ครั้งทุก 8 ชั่วโมง โดยไม่นำไปผูกกับมื้ออาหาร เพราะอาหารเช้า กลางวัน และเย็นของเรา อาจไม่ได้ห่างกัน8 ชั่วโมง และโดยเฉพาะระยะห่างระหว่างมื้อเย็นไปจนถึงมื้อเช้าวันรุ่งขึ้น อาจห่างกันกว่า 10-12 ชั่วโมงเลยด้วยซ้ำ ยิ่งในยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อที่เราต้องรักษาระดับยาให้ถึงระดับที่เชื้อไม่สามารถเติบโต หากเรารับประทานยาตามมื้ออาหารอาจจะทำให้ระดับยาในเลือดต่ำเกินไป จนทำให้อาการของโรคแย่ลงก็เป็นได้ เราจึงต้องคำนวณเวลาในการรับประทานยาให้ถูกต้อง และหากฉลากระบุให้รับประทานยาติดต่อกันจนหมด ก็ต้องปฏิบัติตามเพื่อให้เกิดภาวะเชื้อดื้อยาตามมา

นอกจากนี้ยังมียาอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้ผูกกับมื้ออาหาร แต่ไปผูกกับการเดินทางของเรา ยากลุ่มนี้คือยาป้องกันอาการเมารถหรือเมาเรือนั่นเอง เช่น ยาไดเฟนไฮดรามีน เราจะต้องรับประทานยาประเภทนี้ 30 นาทีก่อนออกเดินทางไม่ว่าจะเป็นการโดยสารแบบใด รถยนต์ เรือ หรือเครื่องบินให้นับเวลาครึ่งชั่วโมงก่อนที่ล้อจะหมุนหรือเรือจะแล่นออก หากรับประทานหลังจากนั้นอาจจะไม่เกิดประสิทธิภาพในการป้องกันเท่าที่ควร และหากการเดินทางในครั้งนั้นใช้เวลานานเราสามารถรับประทานซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง หากยังไม่ถึงปลายทาง

ในอีกประเด็นที่อยากจะกล่าวถึง คือยาที่รับประทานคนละเวลากับยาตัวอื่น เช่น ยาผงถ่าน (activated charcoal)หลายท่านอาจเคยใช้ยานี้ตอนที่อาหารเป็นพิษ หรือเพื่อรักษาอาการท้องเสีย เนื่องจากยาชนิดนี้ทำหน้าที่ในการดูดซับสารพิษ ถ้ารับประทานยาผงถ่านพร้อมกับยาชนิดอื่น ยาผงถ่านจะดูดซับยาตัวอื่นด้วย และขับถ่ายออกไปในที่สุด ทำให้ประสิทธิภาพในการรักษาลดลง ดังนั้นหากเราจำเป็นต้องรับประทานยา ยาผงถ่าน และมียาอื่นที่รับประทานอยู่เป็นประจำ เราเว้นระยะเวลาห่างของยาผงถ่านกับยาอื่นๆ โดยรับประทานห่างกัน 2-3 ชั่วโมง

จากตัวอย่างที่ยกมา จะเห็นว่ายาหลายชนิดก็มีวิธีการรับประทานที่แตกต่างกันไป เพื่อให้ได้ประสิทธิผลในการรักษาที่ดีที่สุด เราต้องรับประทานยาให้ถูกเวลา ยาบางชนิดรับประทานเฉพาะเวลามีอาการ ยาบางชนิดรับประทานติดต่อกันจนหมด ยาบางชนิดต้องรับประทานตลอดชีวิตเนื่องจากโรคเรื้อรังที่เป็นอยู่ การอ่านฉลากให้ครบถ้วนสิ่งที่จะช่วยให้เราสามารถรับประทานยาได้ถูกต้อง และหากมีข้อสงสัย ให้ปรึกษาเภสัชกรก่อนใช้ยา

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ 

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : แม่มีสุขภาพดี ของขวัญวันแม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/673335

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : แม่มีสุขภาพดี ของขวัญวันแม่

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : แม่มีสุขภาพดี ของขวัญวันแม่

วันจันทร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

วันแม่แห่งชาติปีนี้ก็ผ่านไปอีกหนึ่งปี ลูกๆ ต่างเสาะแสวงหาของขวัญที่ดีที่สุดให้คุณแม่ บ้างก็พาไปรับประทานอาหารแสนอร่อย บ้างพาไปเที่ยว พาไปไหว้พระทำบุญ บางคนก็พาแม่ไปตรวจสุขภาพประจำปี แต่มีสิ่งหนึ่งที่ลูกๆ ทำเพื่อแม่ได้ตลอดปี โดยไม่ยากเย็นคือ การดูแลและใส่ใจสุขภาพของคุณแม่ เมื่อคุณแม่มีอายุมากขึ้น กลายเป็นผู้สูงวัย ลูกๆ ก็ยิ่งต้องดูแลสุขภาพของแม่มากเป็นพิเศษ 

เรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่คุณแม่ต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษคือมะเร็งปากมดลูก ดังนั้น การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกจึงเป็นเรื่องจำเป็นมาก แม้ว่าในปัจจุบัน อัตราการเกิดมะเร็งปากมดลูกจะลดลง เพราะส่วนใหญ่มีความรู้เรื่องการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย และการฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี ที่เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็งชนิดนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าโอกาสเกิดมะเร็งปากมดลูกจะเป็นศูนย์ 

และสำหรับคุณแม่วัย 40 ปีขึ้นไป ควรไปตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมเพิ่มเติมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามีประวัติญาติสายตรง เช่น คุณแม่ หรือพี่สาว น้องสาวเป็นมะเร็งเต้านมก็ยิ่งต้องรีบไปตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยการเอกซเรย์ โดยทั่วไปการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งทั้ง 2 ชนิดควรทำปีละ 1 ครั้งประโยชน์ของการตรวจคัดกรองคือเมื่อทราบว่ามีโรคมะเร็งในระยะเริ่มต้น ก็จะสามารถรักษาหายขาดได้ไม่ยาก

ส่วนคุณแม่ที่มีวัยสูงขึ้น ก็จะพบปัญหาสุขภาพที่สำคัญเรื่องการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน การขาดแคลเซียม กระดูกบางลง โดยเฉพาะในวัยใกล้หมดประจำเดือน การตรวจสุขภาพประจำปีควรมีการวัดมวลกระดูกเพื่อดูว่ามีภาวะกระดูกบางหรือกระดูกพรุนหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสตรีที่มีรูปร่างเล็ก จะมีความเสี่ยงการเกิดโรคกระดูกพรุนมากขึ้น นอกจากมวลกระดูกแล้ว อาจพิจารณาวัดระดับวิตามินดีในเลือดด้วย เพื่อดูว่ามีภาวะขาดวิตามินดีหรือไม่ เพื่อจะได้ให้การรักษาเสริมได้อย่างเหมาะสม ส่วนในรายที่กระดูกบางอาจแค่ให้เพียงแคลเซียมและวิตามินดีเสริม แต่รายที่กระดูกอยู่ในเกณฑ์พรุนแล้ว ต้องได้รับยายับยั้งการสลายของกระดูกกลุ่มบิสฟอสโฟเนตด้วย มิฉะนั้น อาจมีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหัก นำมาซึ่งการป่วยติดเตียง และเพิ่มข้อจำกัดในการเดินเหินเคลื่อนไหว และอาจส่งผลเสียจนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ 

อันที่จริงแล้ว เรื่องที่กล่าวมานั้นเป็นสิ่งที่ป้องกันได้ถ้าเราใส่ใจดูแลแต่เนิ่นๆ หลายคนอาจจะมีคำถามว่า เราไม่จำเป็นต้องตรวจมวลกระดูกได้ไหม โดยเฉพาะคนที่ถ้าเข้าสู่วัยใกล้หมดประจำเดือน เพราะอนุมานว่าร่างกายขาดแคลเซียม ก็ให้กินแคลเซียมเสริม เพื่อป้องกันการสลายของกระดูกล่วงหน้าไปเลยได้หรือไม่ คำตอบคือ การรับประทานแคลเซียมนั้นสามารถทำได้ เพราะไม่มีอันตรายใดๆ แต่ด้วยอัตราการดูดซึมของแคลเซียมที่ค่อนข้างต่ำ การเสริมเฉพาะแคลเซียมโดยไม่มีวิตามินดีหรือวิตามินอื่นที่ช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมก็อาจไม่ได้ประโยชน์กับร่างกายมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่กระดูกบางหรือพรุนไปแล้ว 

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นด้านพฤติกรรมที่สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อลดความเสี่ยงได้อีกสองถึงสามประเด็น เช่น ลดการดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน เพื่อลดการสูญเสียแคลเซียม หรือในกรณีผู้สูบบุหรี่และดื่มสุรา จะทำให้แคลเซียมดูดซึมได้น้อยลง หากสามารถลดได้ก็จะเป็นประโยชน์กับร่างกายมากขึ้น ส่วนประเด็นสุดท้ายคือการออกกำลังกาย การขยับร่างกายหรือออกกำลังกายจะช่วยลดความเสี่ยงในการสูญเสียแคลเซียมได้ดี ลูกหลานควรชักชวนผู้สูงอายุออกกำลังกายตามความเหมาะสม

สำหรับการซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารให้ผู้สูงวัย การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สมุนไพร หรือวิตามิน ต้องเลือกซื้อ
จากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพราะหากซื้อผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน จะส่งผลเสียต่อร่างกายของคุณแม่ได้ วิธีการตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่ง่ายที่สุดคือ เช็คเลขทะเบียนผลิตภัณฑ์บนฉลาก หรือหากไม่มั่นใจ ก็สามารถปรึกษาเภสัชกรได้ 

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีให้เลือกมากมาย แต่มิได้หมายความว่าผลิตภัณฑ์ทุกชนิดจะเหมาะกับทุกๆ คน เพราะแต่ละคนมีภาวะสุขภาพร่างกายแตกต่างกัน รวมถึงยาที่รับประทานอยู่เป็นประจำก็ต่างกัน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอาจทำให้เกิดภาวะยาตีกันได้ โดยอาจจะตีกับยาหรือตีกับโรคที่เป็นอยู่ก็ได้ ดังนั้น นี่จึงเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ต้องปรึกษาเภสัชกรก่อนรับประทานผลิตภัณฑ์เสริม

ท้ายที่สุด การดูแลสุขภาพของคุณแม่เป็นสิ่งที่เราต้องใส่ใจเป็นพิเศษ ยิ่งคุณแม่มีอายุมากขึ้น ก็ต้องยิ่งให้ท่านได้
รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ พาท่านไปตรวจสุขภาพเป็นประจำอย่างน้อยปีละครั้ง หรือตามช่วงเวลาที่เหมาะสม ลดพฤติกรรมที่เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรค สิ่งเหล่านี้ถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยป้องกัน ลดความเสี่ยง และลดการเกิดโรคภัยไข้เจ็บของคุณแม่ได้ หรือหากตรวจพบความเจ็บไข้ต่างๆ ตั้งแต่เนิ่นๆ ก็สามารถพาคุณแม่ไปรับการรักษาได้ทันเวลา ขอยืนยันว่าไม่มีของขวัญใดสำหรับคุณแม่ ดีไปกว่าการที่คุณแม่มีสุขภาพกาย และสุขภาพใจดี

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม

และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย