รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : แม่มีสุขภาพดี ของขวัญวันแม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/673335

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : แม่มีสุขภาพดี ของขวัญวันแม่

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : แม่มีสุขภาพดี ของขวัญวันแม่

วันจันทร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

วันแม่แห่งชาติปีนี้ก็ผ่านไปอีกหนึ่งปี ลูกๆ ต่างเสาะแสวงหาของขวัญที่ดีที่สุดให้คุณแม่ บ้างก็พาไปรับประทานอาหารแสนอร่อย บ้างพาไปเที่ยว พาไปไหว้พระทำบุญ บางคนก็พาแม่ไปตรวจสุขภาพประจำปี แต่มีสิ่งหนึ่งที่ลูกๆ ทำเพื่อแม่ได้ตลอดปี โดยไม่ยากเย็นคือ การดูแลและใส่ใจสุขภาพของคุณแม่ เมื่อคุณแม่มีอายุมากขึ้น กลายเป็นผู้สูงวัย ลูกๆ ก็ยิ่งต้องดูแลสุขภาพของแม่มากเป็นพิเศษ 

เรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่คุณแม่ต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษคือมะเร็งปากมดลูก ดังนั้น การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกจึงเป็นเรื่องจำเป็นมาก แม้ว่าในปัจจุบัน อัตราการเกิดมะเร็งปากมดลูกจะลดลง เพราะส่วนใหญ่มีความรู้เรื่องการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย และการฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี ที่เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็งชนิดนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าโอกาสเกิดมะเร็งปากมดลูกจะเป็นศูนย์ 

และสำหรับคุณแม่วัย 40 ปีขึ้นไป ควรไปตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมเพิ่มเติมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามีประวัติญาติสายตรง เช่น คุณแม่ หรือพี่สาว น้องสาวเป็นมะเร็งเต้านมก็ยิ่งต้องรีบไปตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยการเอกซเรย์ โดยทั่วไปการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งทั้ง 2 ชนิดควรทำปีละ 1 ครั้งประโยชน์ของการตรวจคัดกรองคือเมื่อทราบว่ามีโรคมะเร็งในระยะเริ่มต้น ก็จะสามารถรักษาหายขาดได้ไม่ยาก

ส่วนคุณแม่ที่มีวัยสูงขึ้น ก็จะพบปัญหาสุขภาพที่สำคัญเรื่องการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน การขาดแคลเซียม กระดูกบางลง โดยเฉพาะในวัยใกล้หมดประจำเดือน การตรวจสุขภาพประจำปีควรมีการวัดมวลกระดูกเพื่อดูว่ามีภาวะกระดูกบางหรือกระดูกพรุนหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสตรีที่มีรูปร่างเล็ก จะมีความเสี่ยงการเกิดโรคกระดูกพรุนมากขึ้น นอกจากมวลกระดูกแล้ว อาจพิจารณาวัดระดับวิตามินดีในเลือดด้วย เพื่อดูว่ามีภาวะขาดวิตามินดีหรือไม่ เพื่อจะได้ให้การรักษาเสริมได้อย่างเหมาะสม ส่วนในรายที่กระดูกบางอาจแค่ให้เพียงแคลเซียมและวิตามินดีเสริม แต่รายที่กระดูกอยู่ในเกณฑ์พรุนแล้ว ต้องได้รับยายับยั้งการสลายของกระดูกกลุ่มบิสฟอสโฟเนตด้วย มิฉะนั้น อาจมีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหัก นำมาซึ่งการป่วยติดเตียง และเพิ่มข้อจำกัดในการเดินเหินเคลื่อนไหว และอาจส่งผลเสียจนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ 

อันที่จริงแล้ว เรื่องที่กล่าวมานั้นเป็นสิ่งที่ป้องกันได้ถ้าเราใส่ใจดูแลแต่เนิ่นๆ หลายคนอาจจะมีคำถามว่า เราไม่จำเป็นต้องตรวจมวลกระดูกได้ไหม โดยเฉพาะคนที่ถ้าเข้าสู่วัยใกล้หมดประจำเดือน เพราะอนุมานว่าร่างกายขาดแคลเซียม ก็ให้กินแคลเซียมเสริม เพื่อป้องกันการสลายของกระดูกล่วงหน้าไปเลยได้หรือไม่ คำตอบคือ การรับประทานแคลเซียมนั้นสามารถทำได้ เพราะไม่มีอันตรายใดๆ แต่ด้วยอัตราการดูดซึมของแคลเซียมที่ค่อนข้างต่ำ การเสริมเฉพาะแคลเซียมโดยไม่มีวิตามินดีหรือวิตามินอื่นที่ช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมก็อาจไม่ได้ประโยชน์กับร่างกายมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่กระดูกบางหรือพรุนไปแล้ว 

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นด้านพฤติกรรมที่สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อลดความเสี่ยงได้อีกสองถึงสามประเด็น เช่น ลดการดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน เพื่อลดการสูญเสียแคลเซียม หรือในกรณีผู้สูบบุหรี่และดื่มสุรา จะทำให้แคลเซียมดูดซึมได้น้อยลง หากสามารถลดได้ก็จะเป็นประโยชน์กับร่างกายมากขึ้น ส่วนประเด็นสุดท้ายคือการออกกำลังกาย การขยับร่างกายหรือออกกำลังกายจะช่วยลดความเสี่ยงในการสูญเสียแคลเซียมได้ดี ลูกหลานควรชักชวนผู้สูงอายุออกกำลังกายตามความเหมาะสม

สำหรับการซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารให้ผู้สูงวัย การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สมุนไพร หรือวิตามิน ต้องเลือกซื้อ
จากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพราะหากซื้อผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน จะส่งผลเสียต่อร่างกายของคุณแม่ได้ วิธีการตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่ง่ายที่สุดคือ เช็คเลขทะเบียนผลิตภัณฑ์บนฉลาก หรือหากไม่มั่นใจ ก็สามารถปรึกษาเภสัชกรได้ 

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีให้เลือกมากมาย แต่มิได้หมายความว่าผลิตภัณฑ์ทุกชนิดจะเหมาะกับทุกๆ คน เพราะแต่ละคนมีภาวะสุขภาพร่างกายแตกต่างกัน รวมถึงยาที่รับประทานอยู่เป็นประจำก็ต่างกัน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอาจทำให้เกิดภาวะยาตีกันได้ โดยอาจจะตีกับยาหรือตีกับโรคที่เป็นอยู่ก็ได้ ดังนั้น นี่จึงเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ต้องปรึกษาเภสัชกรก่อนรับประทานผลิตภัณฑ์เสริม

ท้ายที่สุด การดูแลสุขภาพของคุณแม่เป็นสิ่งที่เราต้องใส่ใจเป็นพิเศษ ยิ่งคุณแม่มีอายุมากขึ้น ก็ต้องยิ่งให้ท่านได้
รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ พาท่านไปตรวจสุขภาพเป็นประจำอย่างน้อยปีละครั้ง หรือตามช่วงเวลาที่เหมาะสม ลดพฤติกรรมที่เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรค สิ่งเหล่านี้ถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยป้องกัน ลดความเสี่ยง และลดการเกิดโรคภัยไข้เจ็บของคุณแม่ได้ หรือหากตรวจพบความเจ็บไข้ต่างๆ ตั้งแต่เนิ่นๆ ก็สามารถพาคุณแม่ไปรับการรักษาได้ทันเวลา ขอยืนยันว่าไม่มีของขวัญใดสำหรับคุณแม่ ดีไปกว่าการที่คุณแม่มีสุขภาพกาย และสุขภาพใจดี

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม

และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อย่าซื้อยาต้านไวรัสโควิดกินเอง อาจเป็นอันตรายมากกว่าได้ประโยชน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/667327

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อย่าซื้อยาต้านไวรัสโควิดกินเอง อาจเป็นอันตรายมากกว่าได้ประโยชน์

วันจันทร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

โควิดอยู่กับเรามา 2 ปีกว่าแล้ว จากความกลัวและวิตกจนกระทั่งมีวัคซีนออกมาให้ฉีดกันเต็มแขน บางคนทำยอดทะลุไปเข็มที่ห้าที่หกกันแล้วนั้น คงต้องยอมรับกันสักทีว่า โควิดน่าจะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของพวกเราทุกคนกันแล้ว ภาครัฐเองก็ประกาศมาตรการผ่อนคลายในหลายๆ ภาคส่วนเพื่อให้การดำเนินธุรกิจต่างๆ สามารถทำได้ใกล้เคียงกับก่อนโควิด แต่เราก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้คนรอบตัวเราทยอยติดกันเรื่อยๆ และดูเหมือนว่าจะพบคนติดมากกว่าคนไม่ติดแล้ว คนที่ติดแล้วก็ยังสามารถติดซ้ำได้อีกนอกจากนี้ การเข้าถึงยาและการรักษาดูเหมือนจะยังเป็นเรื่องยาก ทำให้หลายท่านหาซื้อยาต้านโควิดจากทางออนไลน์มากินเองหรือเก็บไว้เผื่อฉุกเฉิน เนื่องจากความกังวลว่าการรับบริการจากภาครัฐจะไม่ทันใจหรือล่าช้า

การใช้ยาต้านไวรัสต้องระมัดระวังเรื่องข้อบ่งใช้ให้รัดกุมยิ่งขึ้น การพิจารณาว่าใครจะต้องใช้ยาหรือไม่และต้องใช้ยาอะไรนั้นมีเกณฑ์ที่ชัดเจนอยู่ซึ่งผู้พิจารณาต้องเป็นแพทย์เท่านั้น เพราะการใช้ยานอกจากจะเสี่ยงต่อการเกิดอาการแพ้ยา อาการไม่พึงประสงค์จากยา ยาตีกับยาที่รับประทานอยู่เดิม รวมถึงเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาเชื้อดื้อยาในอนาคต ถึงตรงนี้อาจมีคำถามว่า แล้วเมื่อไหร่จะต้องใช้ยา หรือกรณีแบบไหนจะได้รับยาอะไร ก็คือ เราจะพิจารณาเรื่องความรุนแรงของอาการและปัจจัยเสี่ยงของผู้ป่วยเข้าด้วยกัน และในผู้ป่วยบางราย ยาต้านไวรัสชนิดรับประทาน อาจมีความจำเป็นต้องใช้ยาฉีดสำหรับต้านไวรัสเรมเดซิเวียร์ การจะซื้อยามากินเองรังแต่จะทำให้การรักษาที่ถูกต้องเป็นไปได้ช้า และไม่ส่งผลดีใดๆ เลยด้วยซ้ำ

ดังนั้น หากจะใช้ยาต้านไวรัสไม่ว่าจะเป็น ฟาวิพิราเวียร์ โมลนูพิราเวียร์ หรือจะเป็นยาผสมเนิร์มาทรีเวียร์กับริโทนาเวียร์ (แพกซ์โลวิด) หรือยาฉีดเรมเดซิเวียร์ จะต้องได้รับการประเมินจากแพทย์กับเภสัชกรก่อนว่ายาที่จะใช้ไม่ตีกับยาเดิมที่ใช้อยู่ เหมาะสมกับสภาวะการทำงานของตับไตของผู้ป่วย รวมถึงต้องมีการคำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัวให้ผู้ป่วยได้รับอย่างถูกต้องด้วย ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นต้องการเน้นย้ำว่า การเริ่มยาต้านไวรัสใดๆ เป็นเรื่องที่ประชาชนไม่ควรตัดสินใจทำเองเป็นอย่างยิ่งเพราะอาจจะได้รับความเสี่ยงมากกว่าประโยชน์จากยานั่นเอง

การซื้อยาออนไลน์มีความเสี่ยงอย่างมากปัจจุบันพบเห็นว่ามีการขายยาโมลนูพิราเวียร์ผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าตกใจ เนื่องจากยาตัวนี้ยังเป็นแค่ยาได้รับอนุญาตสำหรับใช้ในสภาวะฉุกเฉินเท่านั้น แปลว่าข้อมูลของประสิทธิผลและความปลอดภัยยังคงต้องถูกพิจารณา และเก็บข้อมูลต่อไป ความเสี่ยงหลายประการจากการซื้อยาโมลนูพิราเวียร์ ออนไลน์ (รวมถึงยาชนิดอื่นๆ ด้วย) ประการแรกคือ อาจจะได้ยาปลอมหรือยาที่ต่ำกว่ามาตรฐาน หรือยาที่ไม่มีคุณภาพ เนื่องจากในกระบวนการ ซึ่งอาจมาจากผู้ประกอบการบางรายที่ผลิตขึ้นมาเพื่อหวังผลกำไรจากภาวะวิกฤตตอนนี้ โดยส่วนใหญ่ ยาปลอมหรือยาที่ต่ำกว่ามาตรฐาน หรือยาที่ไม่มีคุณภาพ มักจะถูกผลิตมาจากโรงงานที่ไม่มีคุณภาพ หรือเป็นโรงงานที่ผิดกฎหมาย ที่อยู่ทั้งในและต่างประเทศ นั่นแปลว่าอาจจะมีตัวยาสำคัญไม่ครบหรืออาจมีการปนเปื้อนจากสิ่งอื่นๆ ที่มาจากตัวยาสำคัญและกระบวนการผลิต ยาปลอมและยาต่ำกว่ามาตรฐานนี้มักจะพบได้ง่ายในแถบตะเข็บชายแดนของไทยและอาจจะมีการนำเข้ามาจากต่างประเทศ ฉะนั้นท่านที่ซื้อยาจากออนไลน์ ประการแรก ท่านอาจจะไม่ได้ตัวยาที่ท่านต้องการ ประการที่สอง ท่านอาจจะได้รับยาคุณภาพต่ำหรือยาที่เสื่อมสลายเนื่องจากการเก็บรักษาของผู้ขายที่อาจจะไม่ได้เก็บรักษาตามมาตรฐานของการเก็บยาที่ถูกต้อง รวมถึงการขนส่งด้วยอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม ความร้อนความชื้นที่มาจากดินฟ้าอากาศสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ทำให้ยาเกิดการเสื่อมสลาย และทำให้ปริมาณยาหรือโดสหายไป และในบางครั้งการเสื่อมสลายของยาอาจจะทำให้เกิดเป็นสารที่ทำให้เป็นพิษต่อร่างกายได้ฉะนั้นการซื้อยาออนไลน์จึงมีความเสี่ยงอย่างมาก ที่ท่านจะไม่ได้รับผลการรักษาจากยาชนิดนั้นๆ หรือท่านอาจจะได้รับพิษเสียด้วยซ้ำ

ในการใช้ยาต้านไวรัสโควิด ยาแต่ละชนิดมีข้อจำกัดการใช้ยกตัวอย่าง เช่น ยาโมลนูพิราเวียร์ จากข้อมูลที่มีอยู่ พบว่าช่วยลดการนอนโรงพยาบาลหรือเสียชีวิตได้เพียงร้อยละ 30 นอกจากนี้ผู้ป่วยอาจเกิดอาการแพ้ รวมถึงการแพ้แบบรุนแรงได้ ในผู้ป่วยที่ต่ำกว่า 18 ปี ก็อาจเป็นพิษต่อระบบกระดูกและกระดูกอ่อนได้ ทั้งผู้ชายและผู้หญิงวัยเจริญพันธ์ุ ที่ใช้ยาตัวนี้ ถ้าเกิดการตั้งครรภ์ระหว่างการใช้ยาตัวนี้อาจทำให้ทารกเกิดความผิดปกติได้ นอกจากนั้นเองในผู้ป่วยที่มีอาการหนัก ยาตัวนี้อาจจะไม่ได้ผลการรักษาอย่างที่ท่านคาดหวังได้ สำหรับยาผสมเนิร์มาทรีเวียร์กับริโทนาเวียร์ หรือแพกซ์โลวิดก็มีปัญหาในเรื่องของยาตีกับยาตัวอื่นอยู่พอสมควร ฉะนั้นการสั่งจ่ายจึงมีความจำเป็นให้แพทย์หรือเภสัชกรพิจารณาอย่างใกล้ชิด ฉะนั้นท่านจะเห็นได้ว่าการที่เราไปซื้อยามาเอง (ซึ่งอาจจะได้ยาที่ไม่มีคุณภาพเสียด้วยซ้ำ) ท่านอาจจะไม่ได้รับประโยชน์จากการรักษา รวมถึงการได้รับอันตรายจากการใช้ยาอีก คงต้องเป็นภารกิจที่สำคัญอีกครั้งหนึ่งของภาครัฐที่ต้องจัดหายาเหล่านี้ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับปริมาณความต้องการของผู้ป่วยที่จะเกิดขึ้นในประเทศ การคาดการณ์ที่ดี และการบริหารจัดการมีความจำเป็นอย่างสูง และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือภาครัฐต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ว่าพวกท่านสามารถจะบริหารจัดการเรื่องเหล่านี้ให้กับประเทศได้ ท้ายสุด mRNA วัคซีนเข็มกระตุ้นมีความจำเป็นอย่างสูง และมีผลช่วยลดการเจ็บหนักและเสียชีวิตได้มากกว่ายาบางชนิดเสียด้วยซ้ำ บวกกับการใส่หน้ากากในสถานที่ ที่ไม่มีอากาศถ่ายเทไม่ดี การล้างมือบ่อยๆ คงเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินอยู่เพื่อลดการแพร่กระจายของโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งปกป้องคนที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเจ็บหนัก หรือภูมิคุ้มกันต่ำ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : Evusheld ทางเลือกของผู้ป่วยภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/665846

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : Evusheld ทางเลือกของผู้ป่วยภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

วันจันทร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

Evusheld เป็นแอนติบอดี (antibody) สำเร็จรูปหรือภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปเพื่อป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 (หรือกล่าวแบบตรงไปตรงมาได้ว่าเพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อโควิด-19) Evusheld ได้รับอนุมัติภายใต้การอนุญาตแบบมีเงื่อนไขในสถานการณ์ฉุกเฉินจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2565 เมื่อได้รับการฉีด Evusheld ซึ่งเป็นแอนติบอดีสำเร็จรูปแล้ว ร่างกายเราจะมีภูมิคุ้มกันเลย และพร้อมที่จะต่อสู้กับเชื้อไวรัสโควิด-19ได้ทันที กล่าวคือถ้าเราเกิดได้รับเชื้อไวรัสโควิด-19 Evusheldจะไปสู้กับเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยไปจับกับโปรตีนหนามของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้เชื้อไวรัสไม่สามารถเข้าไปในเซลล์ของเราได้ เราจึงไม่เป็นโควิด ซึ่ง Evusheld สามารถออกฤทธิ์ป้องกัน หรือลดการติดเชื้อได้ยาวถึง 6 เดือนหลังจากฉีด แอนติบอดี้สำเร็จรูปแตกต่างจากวัคซีน เนื่องจากเมื่อวัคซีนเข้าสู่ร่างกายแล้ว วัคซีนจะไปสอนหรือไปกระตุ้นให้เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อเตรียมพร้อมกับการสู้กับเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้

Evusheld ถูกออกแบบและผลิตโดยบริษัท AstraZenecaซึ่งประกอบไปด้วยยาแอนติบอดี 2 ชนิด ได้แก่ tixagevimab 1 ขวด และ cilgavimab 1 ขวด ให้โดยการฉีดยาแต่ละชนิดเข้ากล้ามเนื้อที่ก้น ข้างซ้ายหนึ่งเข็ม ข้างขวาหนึ่งเข็ม สามารถใช้ได้ในผู้ที่อายุ 12 ปีขึ้นไป และมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 40 กิโลกรัม ยานี้เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาต่อการตอบสนองวัคซีน เมื่อได้รับวัคซีนแล้วไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้เหมือนคนอื่นๆ เช่น ผู้ที่มีภูมิต้านทานไม่แข็งแรง หรือภูมิคุ้มกันที่ไม่ปกติ ผู้ป่วยที่รับประทานยากดภูมิอยู่ ผู้ป่วยที่มีการปลูกถ่ายอวัยวะ ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งและทำการรักษาอยู่ ผู้ป่วยโรค HIV หรือผู้ป่วยที่รับประทานยาสเตียรอยด์ในขนาดสูงเป็นระยะเวลาหนึ่งเป็นต้น รวมถึงคนที่มีอาการแพ้วัคซีนรุนแรงทำให้ไม่สามารถรับการฉีดวัคซีนได้ครบ Evusheld จึงเป็นคำตอบของคนกลุ่มนี้ซึ่งทำให้ท่านเหล่านี้มีภูมิคุ้มกัน และสามารถดำเนินชีวิตในสังคมได้ในช่วงที่ยังมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อยู่

จากการศึกษาทางคลินิกในช่วงก่อนที่จะมีการระบาดของโอมิครอน พบว่า Evusheld มีความสามารถในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ถึงเกือบ 80% และจากการศึกษาเบื้องต้นในหลอดทดลองพบว่า Evusheld สามารถป้องกันการติดเชื้อโอมิครอนได้เช่นกัน ทั้งนี้ข้อมูลในสถานการณ์จริงอาจจะมีให้เห็นกันในเร็วๆ นี้

อย่างไรก็ตาม Evusheld ไม่ได้ออกแบบเพื่อมาทดแทนวัคซีน ผู้ที่สามารถฉีดวัคซีนได้ ก็ยังมีความจำเป็นในการได้รับวัคซีน

โดยทั่วไปผลข้างเคียงจากการฉีด Evusheld อาจเกิดรอยแดงบริเวณฉีด ในบางคนอาจมีผลข้างเคียงต่อระบบหัวใจหรือหลอดเลือด และในบางคนก็มีโอกาสแพ้ Evusheld ได้เช่นเดียวกับยาหรือวัคซีนอื่นๆ ดังนั้นหลังฉีด Evusheld จำเป็นต้องมีการสังเกตการณ์อย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง

สำหรับในประเทศไทย ทางกระทรวงสาธารณสุขคงจะมีแนวทางการได้รับการฉีด Evusheld และเกณฑ์ของผู้ที่ควรจะได้รับการฉีดเป็นลำดับแรกๆ สำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 แล้ว หากอยู่ในกลุ่มที่จำเป็นต้องได้รับ Evusheld ก็สามารถฉีด Evusheld หลังจากได้รับวัคซีนโควิด-19 ไปแล้ว 2 อาทิตย์

เนื่องจาก Evusheld เป็นแอนติบอดีสำเร็จรูป จึงมีแนวโน้มในอนาคตที่อาจจะใช้ Evusheld สำหรับรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 ทั้งนี้ต้องรอผลการศึกษาและการพิจารณาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาในต่างประเทศ Evusheld จึงอาจจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการรักษาโควิด-19 ในอนาคตได้

ในปัจจุบัน จำนวนผู้ป่วยโควิด-19 เพิ่งเห็นอย่างได้ชัดทั้งที่ตัวเลขที่รายงานอาจไม่สูงอย่างที่เรารู้สึก ในขณะที่มีคนรอบข้างติดเชื้ออยู่มากพอสมควร และในบางโรงพยาบาลเริ่มเต็มไปด้วยผู้ป่วยโควิด ผู้ป่วยโควิดที่มีอาการน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นคนที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว สำหรับท่านที่ไม่เคยได้รับวัคซีนชนิด mRNA ไม่ว่าจะเป็นของบริษัทไฟเซอร์ หรือโมเดอร์นา ท่านควรที่ต้องได้รับวัคซีนชนิด mRNA เป็นเข็มกระตุ้น เพื่อให้มั่นใจว่าท่านมีภูมิคุ้มกันที่ดีพอ พร้อมที่จะสู้กับโรคสำหรับท่านที่เคยติดเชื้อโควิด-19 มาแล้วในอดีต ยังมีความจำเป็นต้องได้รับวัคซีนเพื่อกระตุ้นภูมิ เนื่องจากการเป็นโควิด-19ของแต่ละท่านไม่สามารถบอกได้ว่าจะมีภูมิคุ้มกันในระดับที่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้เท่ากับวัคซีนหรือไม่

ดังนั้นเข็มกระตุ้นจึงมีความจำเป็นอยู่ในปัจจุบัน เพื่อเราและประเทศจะได้สามารถดำเนินชีวิตได้ต่อไป สำหรับท่านที่มีภูมิต้านทานไม่แข็งแรง เนื่องจากความเจ็บป่วยจากโรคต่างๆ หรือมีการใช้ยาบางชนิด Evusheld เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน และป้องกันโควิด-19 ให้กับท่านได้ ท้ายนี้สุขอนามัย การล้างมือ สวมหน้ากากอนามัยในที่แออัด ยังมีความจำเป็นอยู่เสมอ

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ไมเกรน ปวดหัวแบบไหนคือไมเกรน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/664365

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ไมเกรน ปวดหัวแบบไหนคือไมเกรน

วันจันทร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ปวดศีรษะ ปวดหัวเป็นอาการที่พบบ่อยในคนทั่วไปดังนั้นยาแก้ปวดจึงถูกใช้บ่อยมากสำหรับคนที่มีอาการปวดหัว (และอาจจะปวดบริเวณอื่นด้วย) เมื่อคนทั่วไปปวดหัว ก็มักจะใช้ยาแก้ปวดจำพวกพาราเซตามอล แต่หลายคนอาจเคยได้ยินว่า ถ้าอาการปวดศีรษะเพียงข้างใดข้างหนึ่ง หรือพูดภาษาชาวบ้านคือปวดหัวข้างเดียว นั่นไม่ใช่อาการปวดศีรษะธรรมดาที่แก้ได้ด้วยยาพาราเซตามอล แต่มันคือปวดศีรษะไมเกรน ต้องใช้ยาที่แรงกว่าพาราเซตามอลเพื่อจัดการลดอาการปวด

ก่อนอื่นต้องบอกว่า ปวดศีรษะไมเกรนเป็นอาการเจ็บป่วยที่มีอยู่จริงและพบได้บ่อย แต่การปวดศีรษะข้างเดียวเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีอาการอื่นร่วมด้วย อาจม่ใช่การปวดศีรษะไมเกรนก็ได้ ดังนั้น เราต้องพิจารณาว่าหากครั้งหน้าเราปวดศีรษะข้างเดียวจะเรียกว่าไมเกรนได้ไหม 

เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ปวดศีรษะไมเกรนมีอาการอย่างไร รักษาอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยอย่างไร ยังคงใช้ยาพาราเซตามอลได้หรือไม่ หรือต้องใช้ยาอื่นร่วมด้วย

ไมเกรน (Migraine) หมายถึงอาการปวดศีรษะเรื้อรังชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยไมเกรนมักเป็นๆ หายๆ อาการปวดที่เกิดขึ้นมักรุนแรงจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่สามารถทำงานหรือเรียนหนังสือได้ตามปกติ ผู้ป่วยอาจปวดศีรษะทั้งสองข้างหรือปวดเพียงข้างเดียวก็ได้ อาจจะปวดตุ๊บๆ เป็นจังหวะ เมื่อเริ่มปวดมักปวดไม่มาก แต่จะปวดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนทนไม่ไหว ขณะปวดศีรษะผู้ป่วยส่วนหนึ่งจะมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เมื่อเกิดอาการไมเกรนขึ้นผู้ป่วยจะมีอาการปวดนานหลายชั่วโมง บางครั้งอาจนานเป็นวันแล้วอาการจะค่อยๆ ดีขึ้นและหายเอง หากผู้ป่วยได้พักผ่อนเต็มที่ อย่างไรก็ตาม การใช้ยาบรรเทาปวดจะช่วยทำให้หายจากไมเกรนเร็วขึ้น

นอกจากอาการอื่นที่เกิดร่วมกับอาการปวดศีรษะไมเกรน ส่วนหนึ่งของผู้ป่วยไมเกรนจะมีอาการนำก่อนปวดศีรษะ เรียกว่า ออรา (Aura) เช่น เห็นแสงวูบวาบ ตาพร่า หรือมีความรู้สึกว่าประสาทสัมผัสไวกว่าปกติ เช่น รู้สึกหนวกหูมากขึ้นเมื่ออยู่ในที่เสียงดัง จมูกไวต่อกลิ่นต่างๆ จนผิดปกติ

ไมเกรนพบได้บ่อยในเพศหญิงวัยเจริญพันธุ์ อย่างไรก็ตามอาการนี้อาจพบได้ในทุกเพศทุกวัย สาเหตุที่แท้จริงของการเกิดไมเกรนยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด อาจเกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง หรืออาจเกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดในสมองร่วมด้วย และส่วนมากผู้ป่วยไมเกรนจะมีปัจจัยเสี่ยงหรือปัจจัยกระตุ้นที่สังเกตได้ชัดเจนก่อนเกิดอาการปวดศีรษะ เช่น เครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ อยู่ในที่แสงจ้านานๆ หรืออยู่ในที่เสียงดังมากๆ และเกิดจากการรับประทานอาหารบางชนิด หรือช่วงก่อนมีประจำเดือนของสตรี สิ่งเหล่านี้อาจทำให้เกิดอาการไมเกรนได้บ่อยกว่าปกติ ผู้เป็นไมเกรนต้องสังเกตปัจจัยกระตุ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการปวดศีรษะไมเกรน

การรักษาหลัก คือใช้ยาบรรเทาปวด ในบางรายก็ใช้ยาพาราเซตามอลแล้วได้ผลดี แต่ส่วนใหญ่มักต้องการยาที่ออกฤทธิ์บรรเทาปวดรุนแรงกว่า ยาที่ผู้ป่วยนิยมหาจากร้านยาเพื่อบรรเทาปวดไมเกรน คือ cafergot เป็นชื่อทางการค้าของยาสูตรผสมระหว่างยา ergotamine และ caffeine ซึ่งค่อนข้างให้ผลดีในการบรรเทาอาการไมเกรน แต่ก็มีวิธีใช้เฉพาะและมีข้อควรระวังที่ควรใส่ใจเป็นพิเศษเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในผู้ไวต่อ caffeine เช่น ผู้ที่ดื่มกาแฟแล้วใจสั่นมากจนทนไม่ได้ อาจไม่สามารถใช้ยานี้ได้ และแม้จะไม่ได้เป็นคนที่ทนกาแฟไม่ได้ หากใช้ยานี้ก็ควรหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟเพราะในยามี caffeine อยู่ ส่วนวิธีการใช้ยาก็แตกต่างจากยาพาราเซตามอล คือ กินครั้งละ 1-2 เม็ด เมื่อมีอาการปวดและกินซ้ำได้ครั้งละ 1 เม็ด ทุก 30 นาทีหากอาการยังไม่ดีขึ้น แต่ที่สำคัญคือห้ามกินเกินวันละ 6 เม็ด และในหนึ่งสัปดาห์ไม่ควรกินเกิน 10 เม็ด

อาการข้างเคียงจากการใช้ยาคือ คลื่นไส้ อาเจียน ใจสั่น ความดันโลหิตสูง เจ็บหน้าอก ปลายมือปลายเท้าเย็น เป็นต้น ที่สำคัญคือ ยานี้อาจตีกับยาอื่นได้ หากผู้ป่วยมีโรคเรื้อรังหรือกำลังใช้ยาอื่นอยู่ ต้องแจ้งให้เภสัชกรตรวจสอบก่อนว่าสามารถใช้ยานี้กับยาที่กำลังใช้อยู่ได้หรือไม่ เพราะหากผู้ป่วยใช้ยาบางอย่างที่ทำให้ระดับของยา carfergot  มากเกินไปจนทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะส่วนปลาย เช่น ปลายมือปลายเท้าหดเกร็งมากเกินไป อาจทำให้อวัยวะเหล่านั้นขาดเลือดจนเกิดเนื้อตาย ซึ่งหากแก้ไขไม่ทัน อาจทำให้ต้องสูญเสียอวัยวะหรือเสียชีวิต

สำหรับยาอื่นที่ใช้บรรเทาอาการไมเกรนได้ ได้แก่ ยาบรรเทาปวดกลุ่ม NSAIDs อาทิ ยา ibuprofen, naproxen, diclofenac เป็นต้นซึ่งยากลุ่มนี้ก็มีอาการไม่พึงประสงค์เช่นเดียวกันคือระคายเคืองกระเพาะอาหาร จึงควรกินยากลุ่มนี้หลังอาหารทันที แล้วดื่มน้ำมากๆ ตาม

นอกจากการใช้ยาดังกล่าวแล้ว ยังมีวิธีอื่นที่ช่วยบรรเทาอาการปวดไมเกรน ได้แก่ การประคบเย็น การพักผ่อนในห้องที่มืดสงบเงียบ อาการเย็น เป็นต้น แต่ที่แนะนำคือผู้ป่วยต้องสังเกตและหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นอาการ เพื่อลดความถี่ของการปวดศีรษะ และหากมีอาการปวดเกิดขึ้นบ่อย เช่น ปวดทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ถือว่าเป็นการปวดไมเกรนที่มีความถี่มาก จำเป็นต้องไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาโดยด่วน 

ผศ.ภญ.ดร.ณัฎฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ระวัง! กัญชาตีกับยาที่ใช้ประจำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/662849

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ระวัง! กัญชาตีกับยาที่ใช้ประจำ

วันจันทร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.05 น.

หลังจากมีข่าวว่ารัฐบาลปลดล็อกให้กัญชาไม่ใช่ยาเสพติดอีกต่อไป ก็ทำให้หลายต่อหลายคนสับสนในการนำกัญชาไปใช้ในชีวิตประจำวัน ดังนั้นจึงพบว่ามีการนำกัญชาไปผสมกับอาหารต่างๆ รวมถึงเครื่องดื่มและขนมจนวุ่นวายไปหมดแล้วสุดท้ายสังคมก็ได้พบว่ามีผู้ได้รับอันตรายจากการบริโภคกัญชาจนบางรายป่วยหนักต้องเข้ารักษาตัวโดยด่วนในโรงพยาบาล 

การปรากฏเรื่องเช่นนี้ถือได้ว่าไม่น่าแปลกใจมากนัก เพราะสังคมสับสนกับการใช้กัญชา และจะเกิดเรื่องไม่พึงประสงค์ทำนองนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ตราบเท่าที่สังคมของเรายังไม่มีมาตรการรอบคอบในการใช้กัญชาในชีวิตประจำวัน 

ในวันนี้ขอบอกเล่าถึงข้อกังวลใจจากการใช้กัญชา สารสกัดกัญชา ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีกัญชาเป็นองค์ประกอบ รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่มีกัญชาผสม ที่โดยที่สารสำคัญในกัญชาไปทำปฏิกิริยากับยาที่ผู้ป่วยใช้อยู่ก่อนหน้านี้ ซึ่งเรียกว่าอาการยาตีกัน

เนื่องจากกัญชามีสารเคมีอยู่มากกว่า 50 ชนิด ชึ่งตัวหลักๆ ที่สังคม และการแพทย์พูดถึงบ่อยๆ คือ THC (delta-9-tetrahydrocannabinol) และ CBD (cannabidiol) ซึ่งสารเคมีเหล่านี้ อาจไปตีกับยาที่ผู้ป่วยใช้อยู่แล้ว เพราะสารเคมีในกัญชาก็เหมือนกับสารเคมีหรือยาอื่นๆ ที่มีโอกาสเกิดปฏิกิริยาต่อกันได้ การที่สารสำคัญในกัญชาเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นๆ นั้น ก่อให้เกิดผลลัพธ์หลายประการ ประการแรกผู้ป่วยอาจได้รับผลข้างเคียง หรืออันตรายจากยาที่ใช้ร่วม หรือจาก THC หรือ CBD มากขึ้น ประเด็นที่สอง สารสำคัญสามารถที่จะไปเปลี่ยนผลการรักษาของยาในร่างกาย เช่น สาร THC หรือ CBD ไปยับยั้งหรือลดกระบวนการการกำจัดออกฤทธิ์ของยา จนยาไม่ถูกขจัดออกจากร่างกายตามปกติ ส่งผลให้มีปริมาณยาในร่างกายมากเกิน จนเป็นอันตรายกับผู้ป่วยในทางกลับกัน สารจากกัญชาทั้งสองอาจไปเพิ่มกระบวนการขจัดยา ส่งผลให้มีปริมาณยาในร่างกายยาน้อยลงจนไม่เกิดประสิทธิผลในการรักษา ผู้ป่วยจึงไม่หายจากโรคภัยไข้เจ็บ

กลุ่มยาที่อาจเกิดการตีกันกับสารสำคัญในกัญชาจนส่งผลให้มียาปริมาณเพิ่มขึ้น จนทำให้ผลข้างเคียง และอันตรายจากยาที่เพิ่มมากขึ้น อาทิ ยาต้านชักบางชนิด เช่น brivaracetam carbamazepine เป็นต้น กลุ่มยาต้านซึมเศร้า เช่น citalopram เป็นต้น ยาเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน เช่น tacrolimus เป็นต้น ยารักษาโรคไทรอยด์ เช่น levothyroxine เป็นต้น หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น warfarin และในกรณีของ warfarin อาจส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดอาการเลือดไหลไม่หยุดจนเสียชีวิตได้

ในทางกลับกัน สารสำคัญในกัญชาอาจส่งผลให้ยาในร่างกายมีปริมาณน้อยกว่าปกติ อาทิ ยารักษาโรคหอบหืด และถุงลมโป่งพอง เช่น theophylline เป็นต้น หรือยารักษาจิตเวช เช่น olanzapine chlorpromazine เป็นต้น

อีกกรณีหนึ่ง ยาที่รับประทานอยู่อาจไปเพิ่มฤทธิ์หรือผลของกัญชาจนทำให้เกิดอันตราย อาจเกิดอาการหัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง ง่วงซึม ความคิดสับสน การควบคุมและการประสานงานของกล้ามเนื้อผิดปกติจนส่งผลต่อการเคลื่อนไหวต่างๆ ได้ เช่น ยาบางชนิดในกลุ่ม ยาที่ใช้รักษาโรคเชื้อแบคทีเรีย ยารักษาโรคเชื้อรา ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง ยารักษาโรคจิตเวช

ประเด็นหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ กัญชาอาจไปตีกับสมุนไพรอื่น และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิด ทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์หรืออันตรายกับผู้ใช้ได้ เช่น การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของกัญชาร่วมกับ melatonin หรือสมุนไพร St. John’s wort อาจทำให้ผู้ใช้รู้สึกเหนื่อย เพลีย และง่วงซึมมาก

ในอนาคต คาดได้ว่าจะมีผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกัญชาออกมาในรูปแบบที่หลากหลาย ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบที่มีวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ หรือในรูปแบบของผลิตภัณฑ์อื่นๆ ซึ่งก็จะมีปริมาณสาร THC และ CBD แตกต่างกันไป แม้กระทั่งในผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกัน ก็อาจจะมีปริมาณสารดังกล่าวแตกต่างได้เช่นกัน เมื่อสารสำคัญมีปริมาณไม่เท่ากันผลกระทบที่เกิดจากยาตีกันกับกัญชา ก็อาจจะเกิดความรุนแรงในระดับที่ต่างกัน และยากที่จะคาดคะเนได้ 

ฉะนั้น สิ่งที่กล่าวมาเบื้องต้นเป็นเพียงตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่าการใช้กัญชาในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการสูบกัญชา อาจเกิดผลกระทบต่อผู้ป่วยที่รับประทานยาอยู่ และอาจทำให้เกิดผลร้ายอย่างคาดไม่ถึงได้

ผู้ประกอบการที่ต้องการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมต่างๆ ของกัญชา ต้องควบคุมปริมาณสารสำคัญในผลิตภัณฑ์ให้ถูกต้อง เนื่องจากปริมาณสารมีความสำคัญต่อการกำหนดปริมาณการใช้ต่อครั้ง และควรศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการผลิตผลิตภัณฑ์กัญชาให้ถ่องแท้ และเตรียมตัวสำหรับรายละเอียดในข้อบังคับอื่นๆ ในอนาคตด้วย (ถ้ามี) เพื่อความปลอดภัยของชีวิตผู้ใช้

สำหรับผู้ป่วยที่ใช้ยาอื่นๆ อยู่แล้ว และเกิดต้องการใช้ผลิตภัณฑ์กัญชา หรือสูบกัญชา รวมถึงท่านที่มีการใช้กัญชาในรูปแบบต่างๆ อยู่ก่อน แล้ววันหนึ่งเกิดจำเป็นต้องใช้ยา ก็ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดอันตรายจากยาตีกับกัญชา และต้องระลึกไว้เสมอว่าไม่มีอะไรในโลกที่จะมีแต่ประโยชน์ และรักษาได้ทุกโรค

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ต่อมลูกหมากโต รักษาได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/661302

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ต่อมลูกหมากโต รักษาได้

วันจันทร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผู้ชายบางคนเมื่อเข้าสู่วัย 50 ปี ขึ้นไป อาจเริ่มมีอาการปัสสาวะไม่พุ่ง รู้สึกปัสสาวะไม่สุด ปัสสาวะบ่อย หรือกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ โดยทั่วไปอาการที่เกิดขึ้นมักไม่ค่อยรุนแรงแต่กระทบกับความมั่นใจ หรือมีผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอาการเหล่านี้เกิดเนื่องจากภาวะต่อมลูกหมากโต

ต่อมลูกหมากเป็นอวัยวะเล็กๆ ขนาดประมาณผลเกาลัด อยู่ที่บริเวณระหว่างกระเพาะปัสสาวะและอวัยวะเพศชาย ด้านหน้าทวารหนัก ทำหน้าที่สร้างของเหลวหล่อเลี้ยงอสุจิ ปกติแล้วต่อมลูกหมากจะเจริญเติบโตเต็มที่ตอนประมาณอายุ 20 ปี จากนั้นจะมีขนาดคงที่จนกระทั่งเข้าสู่วัยกลางคนจึงจะเริ่มมีขนาดเพิ่มขึ้นอีกครั้ง สาเหตุก็เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศชาย ทำให้ขนาดของต่อมลูกหมากโตขึ้น บีบรัดท่อปัสสาวะให้ตีบ ปัสสาวะไหลผ่านไม่สะดวก เป็นที่มาของอาการปัสสาวะติดขัด ไม่พุ่ง รู้สึกปัสสาวะไม่สุด ปัสสาวะเล็ด ในรายที่มีอาการรุนแรงอาจถึงขั้นปัสสาวะไม่ออก ติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น

ต่อมลูกหมากโตเป็นปัญหาที่พบบ่อยในเพศชายและพบมากขึ้นเรื่อยๆ ตามวัย ผู้ชายที่มีอายุ 50 ปี มีภาวะนี้ประมาณร้อยละ 50 ถ้าอายุยืนยาวถึง 85 ปี จะมีผู้ชายที่มีภาวะต่อมลูกหมากโตถึง 9 ใน 10 คน เรียกได้ว่าไม่ช้าก็เร็วผู้ชายส่วนใหญ่จะต้องเผชิญกับปัญหานี้

ด้านการรักษา พิจารณาจากความรุนแรงของอาการ ในรายที่อยู่ในระยะเริ่มต้น เน้นเรื่องของการปรับพฤติกรรมเป็นหลัก เช่น หากมีปัสสาวะบ่อยในเวลากลางคืน ก็ต้องปรับเวลาการดื่มน้ำ อาจงดดื่มน้ำเวลาใกล้เข้านอน หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนและแอลกอฮอล์ เพราะกระตุ้นให้ปัสสาวะมากขึ้น 

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยส่วนหนึ่งจำเป็นต้องใช้ยาเนื่องจากการปรับพฤติกรรมอาจไม่เพียงพอต่อการควบคุมอาการของโรคต่อมลูกหมากโต ยาที่ใช้รักษาต่อมลูกหมากโตแบ่งเป็น2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ (1) ยาที่ออกฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อในทางเดินปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะได้ง่ายขึ้น ชื่อกลุ่มยาแอลฟา-บล็อกเกอร์ (Alpha Blockers) ซึ่งนอกจากจะทำให้ทางเดินปัสสาวะคลายตัวแล้ว ยังมีผลลดความดันโลหิต ผลข้างเคียงของยากลุ่มนี้จึงอาจทำให้เกิดอาการความดันโลหิตต่ำ หน้ามืดวิงเวียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเปลี่ยนท่าทาง หรือที่เรียกว่า orthostatic hypotension ในผู้ป่วยที่เริ่มรับประทานยาจึงควรค่อยๆ เปลี่ยนท่าทางช้าลงกว่าปกติ แต่เมื่อรับประทานยาไปสักพักอาการนี้ก็จะดีขึ้น 

(2) ยาที่ทำให้ต่อมลูกหมากลดขนาดลง หรือยากลุ่ม 5-แอลฟา รีดักเตส อินฮิบิเตอร์ (5 Alpha Reductase Inhibitor) ซึ่งออกฤทธิ์ลดฮอร์โมนที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของต่อมลูกหมาก ซึ่งผู้ป่วยอาจได้รับยาชนิดใดชนิดหนี่งหรือได้รับยาทั้ง 2 ชนิดนี้ร่วมกัน โดยประสิทธิผลของยาอาจต้องใช้เวลาประมาณ 6 เดือน 

นอกจากยา 2 กลุ่มหลักนี้แล้วแพทย์อาจให้ยาอื่นร่วมด้วยขึ้นกับอาการและลักษณะเฉพาะของผู้ป่วยแต่ละรายสำหรับรายที่มีอาการรุนแรงอาจจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด

ในปัจจุบันอาจจะยังไม่มีแนวทางป้องกันภาวะต่อมลูกหมากโตซึ่งอาจจะถือว่าเป็นข่าวร้าย แต่ข่าวดีก็คือนักวิจัยก็ยังไม่เคยหยุดพัฒนาทั้งด้านยาใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยมากขึ้นและการรักษาด้วยการผ่าตัดที่ก้าวหน้ามากขึ้นทำให้ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดลดลง ที่สำคัญคือผู้ที่มีอาการเข้าได้กับภาวะต่อมลูกหมากโตควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษา เพราะการรักษาตั้งแต่เริ่มเป็นโรคจะง่ายกว่าเมื่อโรคเป็นมากแล้ว

ด้านการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยต่อมลูกหมากโตนอกจากต้องรับประทานยาตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัดและไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอแล้ว การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตต่างๆ ให้สามารถอยู่ร่วมกับโรคเรื้อรังนี้อย่างราบรื่นก็มีความสำคัญ เริ่มจากก่อนนอน 1-2 ชั่วโมงไม่ควรดื่มน้ำ กรณีที่มียาหลังอาหารเย็นหรือก่อนนอน ก็ต้องระมัดระวังปริมาณน้ำที่ดื่มไม่ให้มากเกินไป วิธีนี้จะช่วยลดการปวดปัสสาวะในเวลากลางคืนได้ 

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างวันก็ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ งดหรือลดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือกาเฟอีนไม่อั้นปัสสาวะ ผู้ป่วยที่ปัสสาวะบ่อยหรือกลั้นปัสสาวะไม่ได้ควรฝึกการเข้าห้องน้ำทุก 4-6 ชั่วโมง มีการวิจัยพบว่าการออกกำลังกายด้วยการเดินอย่างน้อยวันละ 30-60 นาทีต่อวันจะช่วยให้อาการดีขึ้น การออกกำลังกาย เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติมีส่วนช่วยให้อาการไม่แย่ลงหรือดีขึ้นได้ 

นอกจากนั้นผู้ป่วยต่อมลูกหมากโตยังควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยาลดน้ำมูก หรือยาแก้แพ้ การใช้ยาทั้ง 2 ชนิดจะทำให้ปัสสาวะได้ลำบาก เนื่องจากยาทำให้กล้ามเนื้อบริเวณท่อปัสสาวะที่ควบคุมการไหลของปัสสาวะหดตัว ดังนั้นผู้ป่วยต่อมลูกหมากโตจึงควรแจ้งประวัติโรคประจำตัวนี้แก่แพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งที่ไปรับบริการ เพื่อให้ได้รับยาที่ไม่ซ้ำเติมให้ภาวะต่อมลูกหมากโตรุนแรงมากยิ่งขึ้น

ผศ.ภญ.ดร.ณัฎฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ปวดประจำเดือนมากๆ อย่าปล่อยทิ้งไว้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/659757

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ปวดประจำเดือนมากๆ อย่าปล่อยทิ้งไว้

วันจันทร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 07.21 น.

เพศหญิงกับการมีประจำเดือนเมื่ออายุถึงวัยเป็นเรื่องปกติ เพราะทุก ๆ 28 วันโดยประมาณจะถึงรอบเดือนหนึ่งครั้ง (อาจบวกลบหนึ่งสัปดาห์ก่อนหรือหลังในแต่ละรอบเดือน) บางรายมีประจำเดือนมาก บางรายมีน้อย แต่โดยเฉลี่ยจะมีประมาณ 3-7 วัน 

ในช่วงมีประจำเดือน นอกจากจะรู้สึกไม่ค่อยสบายตัวแล้ว ยังมีข้อจำกัดในการทำกิจกรรมบางอย่าง เช่น ว่ายน้ำ ดังนั้นจึงต้องจัดการกับความหงุดหงิด (เหวี่ยงวีน) เพราะผลจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน นอกจากนี้ ผู้มีประจำเดือนส่วนหนึ่งยังทุกข์ทรมานเพราะปวดประจำเดือนด้วย

อาการปวดที่พบบ่อยคือ ปวดบีบบริเวณท้องน้อย 2-3 ชั่วโมงก่อนหรือหลังเริ่มมีประจำเดือน อาการจะมากที่สุดในช่วงที่มีเลือดระดูออกมาก มักมีอาการอยู่ประมาณ 1 วัน แต่อาจพบมีอาการได้นานถึง 2-3 วัน อาการที่พบร่วม ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว อ่อนเพลีย มึนงง ปวดศีรษะ เป็นต้น 

โดยทั่วไปอาการที่เกิดมักไม่รุนแรงถึงขนาดทำให้ล้มหมอนนอนเสื่อ จึงรักษาได้ด้วยการรับประทานยาบรรเทาปวด1-2 เม็ด พักผ่อน 4-6 ชั่วโมง ก็สามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้แต่ถ้าปวดรุนแรงหรือยาวนานกว่านั้น หรือมีผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน จนต้องลาป่วยหรือขาดเรียนสม่ำเสมอทุกเดือนแบบนี้ถือว่าไม่ใช่เรื่องปกติแล้ว

อาการปวดประจำเดือนแบ่งเป็น 2 แบบ ได้แก่ แบบปฐมภูมิ และแบบทุติยภูมิ หรือพูดเป็นภาษาชาวบ้านคือ ปวดประจำเดือนโดยไม่มีสาเหตุ และปวดเนื่องจากมีสาเหตุ เช่น มีพยาธิสภาพในอุ้งเชิงกราน เช่น มีโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis) ถุงน้ำในรังไข่ (Polycystic Ovary Syndrome; PCOS) เป็นต้น 

ส่วนใหญ่การปวดประจำเดือนมักเป็นไปโดยไม่มีสาเหตุจากโรคในอุ้งเชิงกราน ปัจจัยเสี่ยงของการที่สตรีคนหนึ่งจะมีอาการปวดประจำเดือนในขณะที่ผู้อื่นไม่มี ก็เช่น เริ่มมีประจำเดือนตั้งแต่อายุยังน้อย ประจำเดือนมามากหรือมาคราวละหลายวัน มีประวัติปวดประจำเดือนในครอบครัว เป็นต้น 

การรักษาขั้นต้นสำหรับอาการปวดประจำเดือนคือการใช้ยาบรรเทาปวด ยาชนิดหนึ่งที่สังคมรับรู้ว่าเป็นยาเฉพาะสำหรับบรรเทาปวดประจำเดือนคือ mefenamic acid หรือชื่อการค้า PONSTAN จัดเป็นยาในกลุ่ม Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs (NSAIDs) มีประสิทธิภาพบรรเทาอาการปวดได้ดีกว่าพาราเซตามอล แต่มีข้อควรระวังการใช้ที่ต้องคำนึงถึง ได้แก่ การระคายเคืองกระเพาะอาหาร 

ดังนั้น จึงไม่ควรกินยานี้ช่วงท้องว่าง ควรกินหลังอาหารทันที แล้วดื่มน้ำตามมากๆ ถ้าปวดมากๆ จนไม่สามารถกินอาหารก่อนใช้ยาได้ ก็ต้องพยายามกินของเบาๆ รองท้องให้ได้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร นอกจาก mefenamic acid แล้ว ยาอื่นในกลุ่มเดียวกันที่ใช้บรรเทาอาการปวดประจำเดือน เช่น ibuprofen เป็นต้น ซึ่งต้องกินยาหลังอาหารทันที 

เคล็ดลับอย่างหนึ่งในการใช้ยาบรรเทาปวดให้ได้ผลดี คือ กินยาทันทีเมื่อรู้สึกปวด อย่ารอจนปวดมากๆ จนทนไม่ไหวเพราะถึงตอนนั้นประสิทธิภาพของยาจะลดลง ข้อควรระวังเพิ่มเติมของยากลุ่ม NSAIDs คือ ห้ามใช้ในผู้ที่เป็นโรคหอบหืดรุนแรง ถ้ามีประวัติเป็นแผลในกระเพาะอาหารควรเลี่ยงไปใช้ยากลุ่ม Coxibs เช่น celecoxib เป็นต้น เพราะปลอดภัยกว่า แต่มีราคาแพงกว่า และการเริ่มต้นการใช้ก็ต้องอยู่ภายใต้การแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร

นอกจากการใช้ยากลุ่ม NSAIDs หรือ Coxibs แล้ว การรักษาอาการปวดประจำเดือนโดยไม่ใช้ยาที่สามารถทำควบคู่กันไป ได้แก่ การประคบร้อน เป็นต้น รวมถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง เช่น การออกกำลังกายเบาๆ อาจช่วยลดความถี่และความรุนแรงของอาการปวดประจำเดือนได้

สำหรับอาการปวดประจำเดือนที่ผิดปกติที่ต้องไปพบแพทย์ ได้แก่ อาการปวดที่เป็นนานกว่า 2-3 วัน แม้ว่าจะใช้ยาแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น อาการปวดเป็นมากขึ้นเรื่อยๆหรือปวดท้องอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มีเลือดไหลมากกว่าปกติ ต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยแทบทุกชั่วโมง มีอาการปวดบริเวณท้องน้อย แม้ไม่มีประจำเดือน แล้วมีไข้ร่วมด้วยหรือแม้ว่าอาการปวดท้องประจำเดือนจะไม่ได้เป็นรุนแรงมากดังกล่าวข้างต้น แต่เป็นเกือบทุกเดือน ทำให้ต้องลางานหรือหยุดเรียน ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อค้นหาโรคที่อาจเป็นสาเหตุทำให้ปวดประจำเดือน แล้วรับการรักษาอย่างถูกต้องต่อไป

ผศ.ภญ.ดร.ณัฎฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สิว เรื่องไม่เล็ก สำหรับคนบางคน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/658254

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สิว เรื่องไม่เล็ก สำหรับคนบางคน

วันจันทร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สิว (Acne) คือการอักเสบของผิวหนัง ที่เกิดการอุดตันของน้ำมันและเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วที่บริเวณรูขุมขน จนเกิดการอักเสบ บวมแดง หรือมีหนอง พบมากบริเวณใบหน้า ลำคอ หน้าอก และไหล่ 

สิวมีหลายรูปแบบ เช่น สิวหัวดำ สิวหัวขาว สิวหัวหนอง เป็นต้น สาเหตุหลักๆ เกิดจากการผลิตน้ำมันที่ชั้นผิวหนังมากเกินไป ผสมกับเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วไปอุดตันรูขุมขน ร่วมกับการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้สิวเป็นปัญหาที่พบบ่อยในวัยรุ่น โดยทั่วไปสิวเป็นปัญหาสุขภาพที่ไม่ได้มีผลกระทบรุนแรงต่อร่างกาย แต่ผู้เป็นสิวมักวิตกกังวลกับภาพลักษณ์ของตน จึงทำให้เกิดผลกระทบต่อจิตใจ ความมั่นใจ และคุณภาพชีวิต

การรักษาสิว ทำได้หลายวิธี ขึ้นกับสาเหตุและความรุนแรงของอาการ การรักษาโดยเบื้องต้นคือใช้ยารักษาสิว ยารักษาสิวมีทั้งยาใช้ภายนอกและยารับประทาน โดยทั่วไปถ้าสิวที่เกิดขึ้นไม่ได้รุนแรงมาก การรักษาจะเน้นไปที่ยาใช้ภายนอกหรือยาทาเป็นหลัก ยาที่ใช้บ่อยมี 2 กลุ่มหลัก คือ ยาปฏิชีวนะ ซึ่งมักใช้ในรูปแบบโลชั่นน้ำใส หรือเจลแต้ม ตัวยาที่นิยมใช้ ได้แก่ clindamycin ใช้ทาเฉพาะบริเวณที่มีสิวอักเสบ วันละ 2-3 ครั้ง ส่วนอาการข้างเคียงที่พบบ่อย เช่น คือ ผิวลอก แสบผิว ส่วนยาทาสิวอีกกลุ่มที่ใช้บ่อยคือ ยาทาที่มีฤทธิ์ผลัดเซลล์ผิว ส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบครีมหรือเจล 

แต่ในกรณีที่มีสิวมาก วิธีใช้อาจต่างจากยาปฏิชีวนะคือ ให้ใช้ทาบางๆ ทั่วใบหน้า วันละ 1-2 ครั้ง ตัวอย่างยาที่นิยมใช้ เช่น benzoyl peroxide, retinoic acid เป็นต้น ยากลุ่มนี้ก็มีอาการข้างเคียงเช่นเดียวกัน แต่อาจจะรุนแรงกว่ายากลุ่มปฏิชีวนะ ได้แก่ อาการระคายเคืองผิวหนัง ผิวลอก เป็นต้น

ขอย้ำว่าสิวเป็นปัญหาสุขภาพที่พบบ่อย แต่มักไม่รุนแรงจน ไม่ทำให้ผู้ป่วยต้องไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล แต่เมื่อเป็นสิวก็มักไปหาซื้อยาจากร้านยาทั่วไป แต่ควรซื้อยาจากร้านที่มีเภสัชกรให้คำแนะนำการใช้ยาอย่างถูกต้องครบถ้วนเท่านั้น เพราะวิธีการใช้ยาทารักษาสิวมีรายละเอียดปลีกย่อยที่สำคัญ เช่น ยา benzoyl peroxide ชนิดเจลสำหรับทา วิธีใช้ยา ควรล้างมือและผิวหนังบริเวณที่ต้องการทายาให้สะอาดและเช็ดให้แห้ง จากนั้นทายาบางๆ ลงบนผิว โดยทั่วไปในช่วงเริ่มต้นจะให้ทาทิ้งไว้ 5-15 นาทีแล้วล้างออก กรณีที่ทนต่อยาได้มากขึ้นอาจให้ทาทิ้งไว้ทั้งคืนและล้างออกในช่วงเช้าหลีกเลี่ยงการทายาบริเวณเนื้อเยื่ออ่อนๆ เช่นริมฝีปากหรือเปลือกตา หากยาเข้าปาก ตา หรือจมูก ต้องรีบล้างออกด้วยน้ำเปล่า และห้ามใช้ยานี้กับผิวหนังบริเวณที่ไหม้แดด ผิวแห้งแตก ระคายเคือง ถลอก หรืออักเสบ ต้องรอให้บริเวณดังกล่าวหายดีก่อนใช้ยา

นอกจากนี้ ยาอาจกัดสีผมหรือเสื้อผ้าได้ จึงต้องไม่ให้ตัวยาสัมผัสเส้นผมหรือเสื้อผ้า รวมทั้งของใช้อื่น ๆ 

ยาเบนโซอิลเพอร์ออกไซด์อาจทำให้ผิวบอบบางลงและไวต่อแสงแดดได้ ระหว่างใช้ควรหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน หรือใช้ครีมกันแดดร่วมด้วย 

ยาทาอีกชนิดคือยาครีม retinoic acid มีวิธีการใช้ดังนี้ ก่อนใช้ให้ทำความสะอาดใบหน้า เช็ดหน้าให้แห้ง รอประมาณ 20 นาทีแล้วจึงทายา ล้างมือให้สะอาดทั้งก่อนและหลังใช้ยา บีบยาประมาณเท่าเม็ดถั่วเขียวลงบนปลายนิ้ว ทาลงบนใบหน้าตรงบริเวณที่เป็นสิวบางๆ หลีกเลี่ยงการทายาใกล้ๆ จมูก ปาก และรอบดวงตา ตามปกติการใช้ยา retinoic acidมักใช้เพียงวันละ 1 ครั้งก่อนนอน และสามารถใช้ร่วมกับยา bezoyl peroxide เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา ซึ่งการใช้ร่วมกันมักจะใช้ benzoyl peroxide ในตอนเช้า และ retinoic acid ช่วงก่อนนอน 

การใช้ยาทาจะเริ่มเห็นผลหลังจากเริ่มต้นใช้ไปแล้วประมาณ 4 สัปดาห์ โดยในสัปดาห์แรกอาจมีอาการสิวเห่อรุนแรงมากขึ้น แต่เป็นผลจากยาเพียงชั่วคราวเท่านั้น

ยารักษาสิวชนิดรับประทานหลักๆ มีสองกลุ่มคือ กลุ่มยาปฏิชีวนะ และกลุ่มอนุพันธ์ของกรดวิตามินเอ ซึ่งทั้งสองชนิดมีที่ใช้เมื่อเป็นสิวที่มีอาการรุนแรง สำหรับยากลุ่มอนุพันธ์ของกรดวิตามินเอ ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์ และไม่มีจำหน่ายในร้านยา เนื่องจากมีผลข้างเคียงและข้อควรระวังหลายประการ ที่สำคัญที่สุดคือเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ ผู้ใช้ยาจึงควรคุมกำเนิดก่อนรับประทานยาอย่างน้อย 3 เดือนและคุมกำเนิดตลอดระยะเวลาที่ใช้ยา ควรหยุดยาล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือนถึง 1 ปี ก่อนตั้งครรภ์ หรือก่อนวางแผนตั้งครรภ์

ส่วนยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาสิว แม้จะสามารถซื้อได้จากร้านยา แต่การพิจารณาว่าจะเริ่มใช้เมื่อใด ใช้ยาวนานเท่าใด ควรอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ผู้ป่วยไม่ควรตัดสินใจใช้หรือหยุดเองเพราะนอกจากจะเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาเชื้อดื้อยาหรือการแพ้ยาแล้ว ยังมีผลข้างเคียงอีกหลายประการ อาทิ การติดเชื้อราในช่องปากหรือช่องคลอด หรืออาการท้องเสีย เป็นต้น 

นอกจากนั้นในสตรีวัยเจริญพันธุ์ที่กำลังใช้ยาคุมกำเนิด การใช้ยาปฏิชีวนะจะทำให้ประสิทธิภาพการคุมกำเนิดลดลง จะเห็นได้ว่าการใช้ยารับประทานเพื่อการรักษาสิว ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย

ข้อควรระวังเพิ่มเติมสำหรับการใช้ยารักษาสิวชนิดทาภายนอกคือยาส่วนใหญ่มีฤทธิ์ระคายเคืองผิวหนังโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเริ่มต้นการใช้ทำให้ผิวไวต่อแสงมากขึ้น ผู้ใช้ยาจึงควรงดเว้นการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีฤทธิ์กระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว งดการขัดผิว เลี่ยงแสงแดดจัด ใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดร่วมด้วย

นอกจากการใช้ยารักษาสิวแล้ว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างยังจำเป็นเพื่อลดการเกิดสิวใหม่ และลดความรุนแรงของสิวที่เป็นอยู่ เช่น การรักษาความสะอาดของบริเวณผิวที่เป็นสิวอย่างอ่อนโยนอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น รวมทั้งหลังการออกกำลังกายหนัก หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณที่เป็นสิว ไม่ว่าจะเป็นการลูบ แคะ แกะ เกา 

กรณีเป็นสิวที่ใบหน้า ควรงดใช้เครื่องสำอางหรือเลือกใช้เครื่องสำอางที่ไม่อุดตันรูขุมขน นอกจากนั้น ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการทำความสะอาดและบำรุงผมก็ควรพิจารณาเลือกให้เหมาะสมด้วยเช่นกัน เนื่องจากผมเป็นส่วนที่สัมผัสกับบริเวณที่เป็นสิวและทำให้อาการของสิวรุนแรงมากขึ้นได้

โดยสรุป สิวเป็นปัญหาที่พบบ่อย ไม่อันตรายถึงชีวิต แต่รบกวนจิตใจและการดำเนินชีวิตของผู้ป่วย สามารถรักษาขั้นต้นด้วยยาทาซึ่งมีให้เลือกใช้หลายชนิด กรณีที่อาการไม่ดีขึ้นหลังจากใช้ยาไปแล้ว 6-8 สัปดาห์ ควรไปพบแพทย์เพื่อพิจารณาว่าจำเป็นต้องใช้ยารับประทานหรือไม่ และการใช้ยามีรายละเอียดปลีกย่อยที่ผู้ป่วยต้องทำความเข้าใจเพื่อการใช้ยาที่ถูกต้องก่อนใช้

ผศ.ภญ.ดร.ณัฎฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : โรคฝีดาษลิง อะไรคือสิ่งที่คนต้องระวัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/656785

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : โรคฝีดาษลิง อะไรคือสิ่งที่คนต้องระวัง

วันจันทร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.05 น.

จากข้อมูลการแพร่ระบาดโรค ฝีดาษลิง หรือ Monkeypox ในหลายๆ ประเทศทั่วโลก ล่าสุดพบผู้ป่วยแล้วประมาณ 300 รายทำให้โรคนี้กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดของผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขทั่วโลก

โรคฝีดาษลิงเกิดจากการติดเชื้อ Monkeypox virus ค้นพบครั้งแรกปี พ.ศ. 2501 (ค.ศ. 1958) ในสัตว์จำพวกลิงนอกจากนี้ยังพบรายงานในสัตว์ตระกูลฟันแทะ เช่น กระรอก หนู กระต่าย เป็นต้น และเริ่มพบการระบาดในคนครั้งแรกในประเทศคองโก เมื่อปี พ.ศ. 2513 (ค.ศ. 1970) และพบรายงานผู้ป่วยติดเชื้อมากขึ้นในแถบแอฟริกากลางและตะวันตก

อาการแสดงของโรคในคนจะมีลักษณะคล้ายกับโรคฝีดาษหรือไข้ทรพิษ (Smallpox) แต่มีความรุนแรงน้อยกว่า ระยะเวลาฟักตัวของโรคประมาณ 5-21 วัน โดยอาการเริ่มแรกจะพบว่ามีไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ต่อมน้ำเหลืองโตหนาวสั่น อ่อนเพลีย หลังจากนั้นประมาณ 1-3 วัน จะเริ่มพบผื่นขึ้นบริเวณใบหน้าแล้วกระจายไปตามลำตัว โดยผื่นจะกลายเป็นตุ่มหนองและเกิดเป็นสะเก็ดหลุดลอก ระยะเวลาการป่วยอยู่ในช่วงประมาณ 2-4 สัปดาห์ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายจากโรคได้เอง อย่างไรก็ตาม อาจพบอาการรุนแรงโดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยเด็ก ซึ่งในประเทศแอฟริกาพบอัตราการเสียชีวิตประมาณร้อยละ 1-10

การติดต่อของเชื้อ Monkeypox virus เกิดจากการสัมผัสเชื้อจากสัตว์ คน หรือสิ่งของปนเปื้อน ทำให้เชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายผ่านทางผิวหนัง ทางเดินหายใจ หรือเยื่อเมือกบริเวณตา จมูกหรือปาก นอกจากนี้ยังพบการแพร่กระจายของเชื้อจากสัตว์สู่คนจากการถูกกัดหรือข่วน รวมถึงการประกอบอาหารที่ปรุงสุกไม่เพียงพอ แม้ว่าการติดต่อจากคนสู่คนยังพบรายงานน้อยมาก แต่เชื้อไวรัสสามารถแพร่กระจายผ่านละอองฝอยขนาดใหญ่ ทำให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อผ่านสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ ผิวหนังที่เป็นตุ่มหนอง หรืออุปกรณ์ที่มีการปนเปื้อนเชื้อ

ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาที่จำเพาะกับโรคฝีดาษลิง แต่เนื่องจากเชื้อมีลักษณะใกล้เคียงกับไวรัสไข้ทรพิษ ทำให้การฉีดวัคซีนป้องกันไข้ทรพิษ หรือที่เรารู้จักกันคือ การปลูกฝี จึงสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโรคฝีดาษลิงได้ สามารถป้องกันโรคนี้ได้ร้อยละ 85 

อย่างไรก็ตามในช่วงปี พ.ศ. 2523 (ค.ศ. 1980) ได้มีการกวาดล้างโรคไข้ทรพิษ ทางองค์การอนามัยโลกได้ประกาศว่าโลกปราศจากโรคไข้ทรพิษแล้ว จึงยุติการฉีดวัคซีน ส่งผลให้เด็กที่เกิดช่วงหลังปี พ.ศ. 2523 (ค.ศ. 1980) จึงไม่ได้รับวัคซีนไข้ทรพิษอีก จึงเป็นกลุ่มเสี่ยงการติดเชื้อโรคฝีดาษลิงมากกว่าประชากรกลุ่มอื่น ๆ 

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาการใช้ยาต้านไวรัส ได้แก่ cidofovir, brincidofovir (CMX001), tecovirimat (ST-246) ซึ่งมีประสิทธิผลในการรักษาโรคฝีดาษลิง แต่พบข้อมูลเฉพาะในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลองเท่านั้น รวมถึงการให้แอนติบอดีเสริมภูมิต้านทานคือ Vaccinia Immune Globulin (VIG)

สำหรับการป้องกันโรคฝีดาษลิง ในปัจจุบันมีวัคซีนเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์เพียงชนิดเดียวที่ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2562 (ค.ศ. 2019)  คือ วัคซีน JYNNEOSTM หรือที่รู้จักกันในชื่อ Imvamune หรือ Imvanex ซึ่งแนะนำให้ใช้ในผู้มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป โดยฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ครั้งละ 0.5 มิลลิลิตร จำนวน 2 เข็ม ห่างกัน 4 สัปดาห์สำหรับอาการไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อยหลังรับวัคซีนนี้ คือ ปวด บวมแดง คันบริเวณที่ฉีด ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน 

อย่างไรก็ตาม วัคซีนนี้ถูกจัดเก็บโดยองค์การอนามัยโลกสำหรับกรณีฉุกเฉิน หรือใช้สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติหน้าที่ใกล้ชิดกับโรคฝีดาษเท่านั้น ดังนั้นวิธีการป้องกันและควบคุมโรคที่ดีที่สุดสำหรับประชาชนหรือกลุ่มเสี่ยง ตามคำแนะนำของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้แก่

1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่ง หรือตุ่มหนองของสัตว์ที่ติดเชื้อ หรือสัตว์ป่า

2. หลีกเลี่ยงการกินเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกไม่เพียงพอ

3. หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ เมื่อสัมผัสสัตว์ หรือคนที่ติดเชื้อ หรือเมื่อต้องเดินทางเข้าไปในป่า

4. ไม่นำสัตว์ป่ามาเลี้ยง หรือนำเข้าสัตว์จากต่างประเทศ โดยไม่ผ่านการคัดกรองโรค

5. กรณีเดินทางกลับจากประเทศที่เป็นเขตติดโรค ต้องผ่านการคัดกรอง และเฝ้าระวังอาการจนครบ 21 วัน หากมีอาการเจ็บป่วยให้รีบพบแพทย์ทันที และต้องยกกักตัว เพื่อมิให้โรคแพร่กระจายเชื้อ

สรุป โรคฝีดาษลิงไม่ใช่โรคอุบัติใหม่ แต่เป็นโรคติดเชื้อไวรัสในตระกูลไข้ทรพิษหรือฝีดาษ สามารถติดต่อจากสัตว์สู่คน และคนสู่คน ส่วนใหญ่ผู้ป่วยสามารถหายจากโรคได้เอง แต่มักพบอาการรุนแรงในเด็ก ปัจจุบันยังไม่มียารักษาจำเพาะเจาะจง แม้จะมีวัคซีนสำหรับป้องกัน แต่ยังจำกัดให้ใช้ในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น เพราะฉะนั้นวิธีที่ดีที่สุด คือต้องปฏิบัติตัวตามคำแนะนำเพื่อป้องกันและควบคุมโรค เพียงเท่านี้ทุกคนก็จะปลอดภัยจากโรคฝีดาษลิง

ภก.วรพงษ์ สังสะนะ, รศ.ภก.ดร.ชาญกิจ พุฒิเลอพงศ์

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ท้องผูก ปัญหาไม่เล็กของคน (ไทย)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/655187

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ท้องผูก ปัญหาไม่เล็กของคน (ไทย)

วันจันทร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

การขับถ่ายถือเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด เพราะหากเกิดปัญหาการขับถ่ายขึ้นมาก็หมายความว่าความปกติสุขในชีวิตจะหายไป

วันนี้เราจะพูดถึงคนไทยกับปัญหาท้องผูก เพราะเห็นชัดว่าการใช้ชีวิตของไทยยุคนี้เต็มไปด้วยความเร่งรีบ เร่งร้อน เครียดจัด ออกกำลังกายน้อย นั่งทำงานเป็นเวลานาน แถมบางคนยังมีพฤติกรรมการกินที่แสนพิสดาร ส่งผลให้เกิดปัญหาการขับถ่ายตามมา 

เมื่อคนเราไม่ขับถ่ายตามปกติ ร่างกายจะประสบปัญหามีของเสียตกค้างในลำไส้ใหญ่เป็นเวลานานจึงเกิดการดูดซึมน้ำในของเสียกลับเข้าร่างกาย ของที่ต้องถ่ายออกไปจึงมีความแห้งและแข็ง ทำให้ขับถ่ายได้ลำบาก จนอาจเกิดแผลที่บริเวณหูรูด ทำให้เจ็บปวดเวลาขับถ่าย นี่คืออาการท้องผูก และอาจส่งผลให้เกิดริดสีดวงทวารหนักตามมาได้

สาเหตุของท้องผูกมีหลากหลาย บางครั้งอาจไม่มีสาเหตุชัดเจน แค่สาเหตุที่พบบ่อยเป็นอันดับแรกคือพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ถ้าหากเรารับประทานอาหารที่มีกากใย หรือไฟเบอร์ไม่เพียงพอ จะทำให้ขับถ่ายยากขึ้น ปัจจุบันคนไทยจำนวนไม่น้อยได้รับอิทธิพลจากอาหารตะวันตก ทำให้บริโภคอาหารที่มีไฟเบอร์ลดลง 

ร่างกายได้กากใยจากผักและผลไม้ กากใยเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เพิ่มมวลของสิ่งที่จะขับถ่าย ทำให้ขับถ่ายง่าย ถ้าในลำไส้ใหญ่ไม่มีมวลมากพอจะส่งผลให้การกระตุ้นการขับถ่าย และการเคลื่อนไหวของลำไส้เป็นได้ยาก ส่วนปัญหาสำคัญข้อสองคือ ดื่มน้ำไม่เพียงพอทำให้ของที่ถูกขับถ่ายมีลักษณะแห้ง ไม่อ่อนนุ่ม จึงยากต่อการขับถ่าย ปัญหาที่สามคือร่างกายไม่มีการเคลื่อนไหวที่มากพอ เพราะนั่งหรือนอนเป็นเวลานาน จึงทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวน้อยลง ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของลำไส้ตามไปด้วย ในประเด็นนี้พบมากในผู้สูงอายุ เพราะเมื่ออายุมาก จะมีการเคลื่อนไหวของร่างกายน้อยกว่าคนหนุ่มสาว หรือในกรณีผู้ป่วยติดเตียง ก็ประสบปัญหาท้องผูกได้ง่าย 

นอกจากนี้ยังมีปัญหาอื่นๆ อีก เช่น ไม่ยอมถ่ายเมื่อรู้สึกอยากขับถ่าย หรือไม่ให้ความสำคัญกับการขับถ่าย กรณีนี้เป็นสาเหตุหนึ่งทำให้ท้องผูก หรือการรับประทานยาบางชนิดอาจส่งผลข้างเคียงทำให้เกิดภาวะท้องผูกได้ เช่น กลุ่มยาแก้ปวดบางชนิด ยาต้านอาการซึมเศร้าบางชนิด ยาลดกรดบางประเภทที่มีส่วนประกอบของแคลเซียมและอะลูมิเนียม ยาแก้แพ้บางประเภท รวมถึงเกลือแร่บางชนิด เช่น เหล็กและแคลเซียม เป็นต้น และอาการเจ็บป่วยบางอย่างอาจเป็นสาเหตุของท้องผูกได้เช่น โรคเกี่ยวกับต่อมไร้ท่อบางประเภท โรคไทรอยด์เบาหวาน ภาวะซึมเศร้า เป็นต้น และภาวะตั้งครรภ์ก็อาจทำให้เกิดปัญหาท้องผูกได้เช่นกัน

การป้องกันท้องผูกและการดูแลตัวเองในเบื้องต้น ทำได้โดยการรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูงๆ เช่น ผัก ผลไม้ที่มีกากใยสูงในปริมาณมาก เช่น กล้วยสุก มะละกอสุกสับปะรด เป็นต้น รับประทานข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสี เพื่อเพิ่มปริมาณมวลทำขับถ่ายได้ง่ายขึ้น ผลไม้บางชนิดสามารถช่วยการขับถ่ายได้ เช่น ลูกพรุน มะขาม และดื่มน้ำในปริมาณที่มากพอ ออกกำลังกาย ขยับร่างกายเป็นประจำจะช่วยลดภาวะท้องผูกได้ การรับประทานอาหารชนิดโพรไบโอติกเช่น โยเกิร์ตที่มีเชื้อจุลินทรีย์ที่มีชีวิต จะช่วยสร้างสมดุลของลำไส้ได้ ถ้าเป็นไปได้ต้องสร้างนิสัยขับถ่ายให้เป็นเวลา และให้เวลากับการขับถ่าย จะช่วยแก้ปัญหาท้องผูกได้หรือถ้าจำเป็นต้องพึ่งยาจริงๆ ขอให้ปรึกษาเภสัชกรก่อนเพราะยาช่วยขับถ่ายมีหลายประเภทที่สามารถใช้ในเบื้องต้นได้สำหรับผู้ที่รับประทานกากใยไม่พอ ยาไฟเบอร์สามารถช่วยเพิ่มปริมาณกากใยได้ และยังมียาอีกหลายชนิดที่ช่วย เช่น แมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ แล็กทูโลส (Lactulose)บิสซาโคดิล (Bisacodyl) สารสกัดหรือยาสมุนไพรมะขามแขก รวมถึงประเภทยาสวนโซเดียมคลอไรด์ 

แต่ขอให้ปรึกษาเภสัชกร เพื่อให้ได้รับคำแนะนำที่เหมาะสม เพราะผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวบางประเภท อาจมีข้อจำกัดในการใช้ยาบางชนิด และการใช้ยาเหล่านี้ ควรใช้ในระยะสั้น แต่หากปัญหายังเรื้อรัง ต้องไปปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษา

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ 

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย