รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เช็คตู้ยา รับ (โรค) หน้าฝน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/679299

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เช็คตู้ยา รับ (โรค) หน้าฝน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เช็คตู้ยา รับ (โรค) หน้าฝน

วันจันทร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ปีนี้คนไทยคนไทย (และคนอีกหลายประเทศ) มีปัญหาเรื่องน้ำมากเกินความต้องการกันทั่วหน้า (แต่อีกหลายประเทศก็แห้งแล้งมาก) สำหรับเมืองไทยนั้น ในปีนี้ฝนจะยังคงอยู่กับเราไปอีกนานเป็นเดือนๆ เมื่อฝนตกหนัก น้ำก็ท่วม รถราก็ติดขัดสาหัส หลายคนเสียสุขภาพจิต บางคนเครียดหนัก เพราะบ้านถูกน้ำท่วม หรือรถยนต์ถูกน้ำทะลักเข้าไปในห้องโดยสาร

ปัญหาที่เกิดจากน้ำท่วมนำไปสู่ปัญหาสุขภาพอีกมากมาย อาทิ โรคไข้หวัด ท้องร่วง โรคฉี่หนูน้ำกัดเท้า เชื้อรา อาการคันต่างๆ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่ามีโรคที่มากับหน้าฝน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมมากมาย  

ซุนวูกล่าวไว้ว่า รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง เมื่อนำกลยุทธ์นี้มาประยุกต์ใช้กับการป้องกันและรักษาโรคที่มากับฝนและน้ำท่วม ก็หมายความว่า ถ้าเรารู้ว่าฝนฟ้าจะพาโรคอะไรมาให้เรา เราต้องไม่นิ่งนอนใจ ต้องรีบตรวจตู้ยาหรือกล่องยาสามัญประจำบ้านให้ดี ดูว่ามียาอะไรขาดเหลือ หมดอายุ ต้องซื้อเตรียมพร้อมไว้

ยาที่ควรมีติดบ้านไว้เพื่อบรรเทาอาการท้องร่วงได้แก่ ผงน้ำตาลเกลือแร่ เพราะเมื่อเราท้องเสียจะขาดน้ำและเกลือแร่ หากไม่ได้รับการชดเชยจะมีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง นอกจากนั้นยาอีกชนิดที่อาจช่วยบรรเทาอาการได้คือ ยาเม็ดผงถ่านคาร์บอน สำหรับดูดซับสารพิษ ซึ่งมีทั้งในรูปแบบยาเม็ดหรือแคปซูลให้เลือกใช้ ส่วนยาอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นยาหยุดถ่ายหรือยาปฏิชีวนะ ไม่แนะนำให้ใช้เพราะส่วนใหญ่มักไม่จำเป็น

กรณีเป็นไข้หวัด ก็ใช้ยารักษาตามอาการ ซึ่งก็ได้แก่ยาลดไข้ ยาลดน้ำมูก ยาแก้แพ้ ข้อสังเกตคือ หากไข้สูงตลอดเวลาหรือต้องกินยาลดไข้ตลอดทุก 6 ชั่วโมง เพราะเมื่อยาลดไข้หมดฤทธิ์ไข้ก็จะขึ้นอีก แบบนี้ถ้า 3-4 วันไม่ดีขึ้น แถมอาการยังทรุดลงอีก แนะนำให้รีบไปพบแพทย์ เพราะอาจจะเป็นโรคติดเชื้ออื่นที่รุนแรงมากกว่าไข้หวัด เพราะโรคฉี่หนูเองอาการส่วนใหญ่ก็คล้ายกับไข้หวัดใหญ่มากๆ ยิ่งถ้ามีประวัติลุยน้ำท่วมน้ำขังมาด้วยแล้วยิ่งต้องคิดถึงโรคนี้ไว้ด้วย

กรณีที่ต้องลุยน้ำท่วมขังสกปรก คงไม่มียาที่แนะนำให้ใช้พิเศษ นอกจากต้องล้างเท้าด้วยน้ำกับสบู่ให้สะอาดทันทีเมื่อทำได้ ถ้าใส่รองเท้าบู๊ทลุยน้ำได้ก็ดี แต่ถ้าจำเป็นต้องใส่คัทชูหรือผ้าใบลุยน้ำ บอกเลยว่าต้องเตรียมรองเท้าคู่ใหม่ไว้ใส่สลับ เพราะการใส่รองเท้าเปียกชื้นเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อราที่เท้ามากที่สุด และเมื่อเป็นแล้วต้องใช้ยาครีมที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อรา ทาเช้าเย็น

การทายาฆ่าเชื้อรานี้มีเคล็ดลับอยู่เรื่องหนึ่งคือ หลังจากผู้ป่วยรู้สึกว่าหายคันหรือไม่มีรอยโรคแล้ว ยังคงต้องทายาต่อเนื่องไปอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพื่อให้ยากำจัดเชื้อราที่หลงเหลือบริเวณรอยโรคให้หมดจะได้หายขาด โดยทั่วไปอาการคันที่เกิดจากเชื้อรา เมื่อใช้ยาทาที่มีฤทธิ์กำจัดเชื้อนั้นได้อาการจะดีขึ้นภายในประมาณ 1-2 สัปดาห์ นั่นหมายความว่าถ้ายิ่งทายายิ่งคันยิ่งเกาจนแผลถลอกไปกันใหญ่ ก็ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อลองขูดผิวหนังไปตรวจหาเชื้อว่าเป็นอะไรกันแน่ จะได้รักษาอย่างถูกต้องต่อไป

กล่าวโดยสรุป ยาที่ต้องมีติดตู้ยาไว้ให้อุ่นใจในหน้าฝนก็คือ ผงน้ำตาลเกลือแร่ ยาเม็ดผงถ่านคาร์บอน ยาลดไข้ ยาแก้แพ้ ส่วนพวกยาทาฆ่าเชื้อราอาจจะยังไม่ถึงกับต้องไปหามาติดบ้านไว้ รอเป็นก่อนค่อยไปซื้อมาทาก็ได้ เพราะเมื่อต้องทาก็มักจะได้ทาต่อเนื่องเป็นเดือน เมื่อเตรียมยาพร้อมแล้ว ที่เหลือก็คือเตรียมใจ ท้องฟ้าอาจจะมืดครึ้ม ก็ขอให้ทำจิตใจให้แจ่มใสเอาไว้ก่อน ถึงกายอาจจะเจ็บป่วยแต่ถ้าใจเข้มแข็งก็จะฟื้นตัวเร็วขึ้น เราอยู่ใต้ฟ้า จะกลัวอะไรกับฝน แต่หากป้องกันตัวเองจากการเจ็บป่วยเพราะฝนได้ ก็ต้องทำนะคะ 

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : โรคที่มาในหน้าฝน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/677774

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : โรคที่มาในหน้าฝน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : โรคที่มาในหน้าฝน

วันจันทร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.10 น.

หน้าฝนที่มีฝนตกหนักและบ่อยเช่นในปีนี้ ทำให้หลายพื้นที่ฉ่ำชุ่มจนแฉะ บางที่ก็จมน้ำไปแล้ว ฝนที่ตกหนักทั้งเช้า สาย บ่าย เย็น และค่ำ ทำให้คนที่ต้องเดินทางออกจากบ้านไปทำภารกิจต่างๆ รวมถึงคนค้าคนขายอาจไม่ค่อยชอบนัก เพราะเดินทางลำบากขึ้นกว่าเดิม และลูกค้าก็อาจจะหายไปเพราะฝนตก สำหรับคนที่ต้องเผชิญกับฝน ก็ต้องหาทางดำเนินชีวิตต่อไป เพื่อความอยู่รอด และต้องอยู่ให้รอดโดยไม่เจ็บไม่ป่วยเพราะฝนด้วย ดังนั้น จึงต้องดูแลรักษาสุขภาพในดีเป็นพิเศษ

อากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยนั้น นอกจากเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้ภูมิแพ้อากาศกำเริบแล้ว การถูกฝนโดยตรงก็ยังเสี่ยงกับโรคไข้หวัด หรือการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจด้วย แต่อีกประเด็นที่มองข้ามไม่ได้คือ ฝนตกไม่ได้ทำให้รถติดอย่างเดียว แต่มีปัญหาน้ำท่วมขังด้วย บางครั้งบางคราวพวกเราก็หลีกเลี่ยงการลุยน้ำอย่างที่สุด เพราะรังเกียจน้ำโสโครกจากแหล่งต่างๆ ที่ท่วมนองพื้นถนนและซอยในบ้าน หลายคนหวาดวิตกว่าเจ้าน้ำท่วมขัง หรือที่เรียกแบบน่ารักว่าน้ำรอการระบายจะนำโรคภัยไข้เจ็บอะไรมาสู่เราได้บ้าง

น้ำขังและน้ำท่วมเป็นสื่อที่ดึงเอาสรรพสิ่งที่สกปรกหมักหมมขึ้นมาสู่พื้นพิภพได้ง่ายที่สุด แม้น้ำท่วมขังจะดูใสๆ เหมือนไม่มีพิษไม่มีภัย แต่ที่จริงแล้วมันมีสารพัดเชื้อก่อโรคมากมาย กล่าวได้ว่ามี 2 โรคเด่นๆ ที่พบว่ามากับน้ำท่วมก็คือ โรคท้องร่วง และโรคฉี่หนู ซึ่งก็ตรงไปตรงมาเพราะน้ำที่ท่วมขังได้นำพาปฏิกูลทั้งจากคนและสัตว์มาด้วย 

แนวการป้องกันโรคที่ดีที่สุดก็คือเลี่ยงสัมผัสน้ำท่วมขังโดยตรง สวมเครื่องป้องกัน เช่น รองเท้าบู๊ท หรือหากจำเป็นต้องสัมผัสน้ำท่วม ก็ต้องรีบชำระล้างทำความสะอาดโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะในกรณีที่เรามีบาดแผลแล้วต้องสัมผัสน้ำสกปรก เราจะต้องล้างแผลให้สะอาดที่สุด แล้วทายาโพรวิโดนไอโอดีนเพื่อฆ่าเชื้อโรค

อย่างไรก็ตาม โชคดีที่ทั้งสองโรคนี้เป็นโรคที่รักษาได้ไม่ยากนัก มีทั้งยาฆ่าเชื้อที่จำเพาะเจาะจงกับเชื้อโรคแต่ละชนิด รวมถึงยารักษาตามอาการ

อีกโรคหนึ่งที่มาพร้อมกับความเปียกแฉะอับชื้นของฤดูฝนคือ น้ำกัดเท้า เชื้อราต่างๆ เพราะเท้าของเราแช่น้ำนานจนเปื่อย แล้วยิ่งเป็นน้ำที่สกปรก จึงมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย เช่น แบคทีเรียหรือเชื้อรา วิธีป้องกันก็เช่นเดิม คือหลีกเลี่ยงสัมผัสน้ำท่วมขัง แต่หากเลี่ยงไม่ได้ ต้องสวมใส่เครื่องป้องกันเช่นกัน แล้วรีบทำความสะอาดทันทีเมื่อสามารถทำได้ 

นอกจากนี้ ถุงเท้าและรองเท้าที่ชื้นก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ทำให้เกิดเชื้อรา หรือน้ำกัดเท้าได้ จึงควรทำความสะอาด และทำให้แห้งก่อนนำมาใช้

วิธีการรักษาโรคน้ำกัดเท้า คือใช้ขี้ผึ้งที่มีส่วนผสมของกรดซาลิคไซลิค และกรดเบนโซอิก ส่วนในกรณีที่มีการติดเชื้อต้องใช้ยาฆ่าเชื้อที่จำเพาะกับเชื้อร่วมด้วย

นอกจากนี้ หลายครั้งที่เราตากฝน ก็อาจจะทำให้เราเป็นหวัดเนื่องจากอุณหภูมิที่ลดลง อีกทั้งเชื้อโรคอาจปะปนอยู่ในสายฝนและอากาศ เช่น เชื้อแบคทีเรีย หรือไวรัส ดังนั้น เมื่อเราโดนฝนแล้ว ต้องรีบทำความสะอาดร่างกายโดยเร็ว อาบน้ำ สระผมทันที เพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บป่วยหรืออาการหวัด

แต่หลายคนอาจเชื่อว่าการรับประทานยาพาราเซตามอลสามารถป้องกันการเจ็บป่วย หรืออาการหวัดได้ หรือที่หลายท่านชอบใช้คำว่า กินยาดักไว้ก่อน ซึ่งยาพาราเซตามอลมีข้อบ่งใช้ในการลดไข้ ปวดศีรษะ หากเราไม่มีอาการเหล่านั้นก็ไม่ได้ช่วยอะไร แต่มันคือการได้รับยาโดยไม่จำเป็น

และที่สำคัญคือในปัจจุบันนี้ เรายังมีโรคโควิด-19 อยู่ด้วย หากเรามีอาการไข้ เจ็บคอ ไม่สบายตัว ให้เช็คความเสี่ยงของตนเองทันที หากมีความเสี่ยง เช่น ใกล้ชิดบุคคลที่ติดเชื้อ หรือไปอยู่ในสถานที่แออัดพลุกพล่าน คนหนาแน่น อากาศถ่ายเทไม่ดี อย่าเหมารวมว่าสิ่งนี้คือไข้หวัดที่เกิดจากฝน เพราะอาจเสี่ยงต่อโรคโควิด-19 ได้ ดังนั้นจึงต้องตรวจด้วย ATK และกักตัวไว้ก่อน สำหรับผู้ที่มีเชื้อโควิด-19 

ฤดูฝนเป็นฤดูให้ความชุ่มชื่นก็จริง แต่ก็มีโอกาสเกิดการแพร่ระบาดโรคต่างๆ ได้ง่าย การเตรียมตัวเพื่อป้องกันความเจ็บป่วยที่มากับฝน เช่น การพกร่มไว้ หลีกเลี่ยงการถูกน้ำฝน และเลี่ยงการลุยย่ำน้ำท่วมขัง การชำระล้างร่างกายและอาบน้ำสระผมทันทีเมื่อกลับถึงบ้าน รวมถึงการทำความสะอาดสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ให้ไม่อับชื้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคภัยต่างๆ ในฤดูฝนได้

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม

และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เกาต์ โรคที่มีสาเหตุจากกรดยูริก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/676321

รู้เรื่องยา

วันจันทร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ชายวัย 55 ปี มาขอซื้อยาแก้ปวดที่ร้านยาเนื่องจากนิ้วโป้งเท้าอักเสบ บวม แดง เดินลงน้ำหนักแทบไม่ได้ ให้ประวัติเพิ่มเติมว่าคืนก่อนเกิดเรื่องดื่มเบียร์กับไก่ทอดไปมากในระหว่างดูฟุตบอล พอตื่นเช้ามา ปรากฏนิ้วโป้งเท้าอักเสบบวมแดง และบอกว่าไม่เคยมีอาการนี้มาก่อน 

เชื่อว่ากรณีศึกษาที่ยกมาเล่านี้อาจจะใกล้เคียงกับประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคเกาต์หลายราย โรคเกาต์หรือข้ออักเสบเฉียบพลันเกิดจากผลึกของโมโนโซเดียมยูเรตในข้อ ผลึกนี้เกิดขึ้นจากการมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงมานานระยะหนึ่ง ซึ่งเจ้ากรดยูริกนี้มาจากที่ร่างกายสร้างขึ้นเองประมาณ 80% ส่วนอีก 20%ได้จากอาหารที่คนเรารับประทานเข้าไป อาหารที่ทำให้กรดยูริกสูงก็คืออาหารที่มีสารพิวรีนสูง ซึ่งจะกล่าวถึงในภายหลังว่ามีอะไรบ้าง

หลายท่านอาจจะเคยได้ยินว่าเกาต์เกิดจากกินไก่หรืออาหารบางชนิดมากเกินไป ซึ่งเป็นความจริงเพียงบางส่วนเท่านั้น เพราะที่จริงกรดยูริกที่ได้จากอาหารนั้นเป็นเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับที่ร่างกายสร้างขึ้นมา อย่างไรก็ตาม เมื่อทราบว่าตนเองเป็นโรคเกาต์ ผู้ป่วยก็ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ไปเพิ่มระดับกรดยูริกซึ่งจะกระตุ้นให้เกาต์กำเริบขึ้นมาได้ 

ซึ่งจากกรณีศึกษาข้างต้น ผู้ป่วยรายนี้อาจจะมีกรดยูริกสูงมานานแล้วโดยไม่รู้ตัว มีผลึกโมโนโซเดียมยูเรตรอก่อเรื่องอยู่ที่นิ้วโป้งเท้าอยู่ระดับหนึ่งแล้ว เมื่อได้รับเพิ่มจากเบียร์กับไก่ทอด จึงเกิดอาการอักเสบกำเริบขึ้น

โรคเกาต์ แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่มีการอักเสบเฉียบพลันซึ่งมักจะเป็นอยู่สั้นๆ ไม่เกิน 2 สัปดาห์ ระยะนี้รักษาได้ด้วยยาต้านการอักเสบ ซึ่งมีให้เลือกใช้หลายชนิดขึ้นอยู่กับลักษณะของผู้ป่วย ยาที่ใช้ได้ในระยะนี้คือยาต้านอักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ โคลชิซีน (colchicine) ซึ่งการพิจารณาเลือกชนิดของยาจะต้องพิจารณาโรคประจำตัวและการทำงานของไตของผู้ป่วยร่วมด้วย

โรคเกาต์ในระยะที่ 2 คือระยะที่โรคสงบ ผู้ป่วยจะมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงแต่อาจจะไม่มีอาการอักเสบเจ็บปวดของข้อร่วมด้วย แต่ระยะนี้เองก็จำเป็นต้องให้ยาเพื่อลดระดับกรดยูริกด้วยเช่นกัน เพราะการปล่อยให้ระดับกรดยูริกอยู่สูงเรื่อยไปเช่นนั้นจะทำให้เกิดการสะสมผลึกโมโนโซเดียมยูเรตตามข้อต่างๆ จนเกิดข้อผิดรูป เสียหน้าที่การทำงานและพิการได้ในที่สุด รวมถึงกรดยูริกที่สูงในเลือดอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางไตได้ด้วย 

ดังนั้น เมื่อผู้ป่วยเกิดข้ออักเสบที่น่าสงสัยว่าจะเป็นโรคเกาต์ การกินยาบรรเทาอาการเป็นครั้งคราวจึงไม่ถูกต้อง แต่ควรไปรับการตรวจที่โรงพยาบาลเพื่อเช็คระดับกรดยูริกในเลือด หากค่าในเพศชายเกิน7 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หรือในเพศหญิงเกิน 6 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ก็ต้องได้รับยาลดระดับกรดยูริกซึ่งตัวที่นิยมใช้มากที่สุ ดได้แก่ อัลโลพูรินอล (allopurinol) ยานี้เองก็มีข้อควรระวังหลายอย่าง เช่น ต้องปรับขนาดยาตามการทำงานของไต และต้องมีการทดสอบว่าผู้ป่วยมียีนหรือลักษณะทางพันธุกรรมที่เสี่ยงต่อการแพ้ยานี้หรือไม่ เนื่องจากยานี้มีความเสี่ยงทำให้เกิดการแพ้รุนแรง

ส่วนโรคเกาต์ในระยะที่ 3 คือ ผู้ป่วยที่เป็นโรคเกาต์มานานจนมีผลึกโมโนโซเดียมยูเรตสะสมจนเกิดก้อนแข็งตามข้อเห็นได้อย่างชัดเจน ก้อนลักษณะนี้จะมีศัพท์ทางการแพทย์เรียกว่า trophi สำหรับแนวทางการรักษาโรคในระยะที่ 3 ไม่แตกต่างจากระยะที่ 2 ก็คือมุ่งเน้นที่การลดระดับกรดยูริกและขนาดก้อนที่เกิดขึ้นแล้วนั่นเอง

กลับมาที่เรื่องอาหารการกิน เมื่อรู้ตัวแล้วว่าเป็นโรคเกาต์ กินยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอแล้ว ก็ต้องรู้ว่าควรเลี่ยงลดงดเว้นอาหารเครื่องดื่มอะไรบ้าง ที่คนส่วนใหญ่รู้กันอยู่แล้วก็คือ พวกสัตว์ปีก เครื่องใน ยอดผักเช่น กระถิน ชะอม เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิดควรงด แต่ที่คนมักไม่รู้คือ น้ำตาลฟรุคโตสในผลไม้รสหวานต่างๆ หรือเครื่องดื่มหลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำอัดลมก็ส่งผลทำให้กรดยูริกสูงเพิ่มความเสี่ยงเกาต์กำเริบได้ จึงควรหลีกเลี่ยงด้วย

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : รับประทานยาให้ถูกเวลา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/674719

วันจันทร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วพูดถึงการรับประทานยาให้ถูกเวลา ทั้งการรับประทานยาก่อนและหลังอาหารให้ถูกวิธี ยังมียาอีกหลายชนิดที่มีวิธีการรับประทานที่เฉพาะเจาะจงกว่านั้น หากเรามีความเข้าใจและปฏิบัติตามวิธีการรับประทานยาได้อย่างถูกต้อง ก็จะทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษา

หลายครั้งเราอาจได้รับยาที่ฉลากระบุไว้ว่า ให้รับประทานก่อนนอน การรับประทานก่อนนอนนี้เป็นที่เข้าใจกันว่าคือการรับประทานก่อนนอน เป็นการรับประทานก่อนนอนในตอนกลางคืนเพียงครั้งเดียว ไม่ได้หมายความว่าต้องรับประทานยานี้ทุกครั้งที่นอน หากมีการนอนพักผ่อนในช่วงกลางวัน เราก็ไม่จำเป็นต้องรับประทานยานี้อีกครั้งมีบางท่านที่มีเวลานอนไม่ปกติ อาจจะเนื่องมาจากการทำงานที่ต้องทำงานเป็นกะ หากสงสัยว่าจะรับประทานยานี้อย่างไรดี เมื่อได้รับยาที่ฉลากเขียนว่าให้รับประทานก่อนนอนให้ขอปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อการใช้ยาที่ถูกต้องและเพื่อให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตของเรา

ยาบางชนิดมีระบุที่ฉลากว่าให้รับประทานวันละครั้งอาจต้องพิจารณาให้ดีก่อน ในกรณีที่เป็นยาบรรเทาอาการทั่วไป และรับประทานเมื่อมีอาการ การรับประทานวันละครั้งอาจจะหมายถึงช่วงเวลาไหนของวันก็ได้ โดยทั่วไปอาจไม่มีผลเสียอะไรจากการรับประทานคนละช่วงเวลาในแต่ละวัน

หากเป็นยาที่จำเป็นต้องรับประทานต่อเนื่อง เราจะควรรับประทานวันละครั้ง ในช่วงเวลาเดียวกันของวัน เช่น ยาคุมกำเนิด หรืออาจจะเป็นระยะสั้นๆ เช่น ในกรณีของยาปฏิชีวนะ เพื่อให้ยาสามารถที่จะควบคุมระดับยาในเลือดได้อย่างคงที่ในทุกๆ วัน ยาถูกออกแบบมาให้มีออกฤทธิ์หรือมีผลการรักษาต่อเนื่องเป็นเวลา 24 ชั่วโมง แต่หากเรารับประทานตอนเช้า วันต่อมารับประทานตอนเย็น อาจจะทำให้ระยะห่างในการรับประทานยามากเกินกว่า 24 ชั่วโมง ยาก็ไม่สามารถรักษาระดับยาในเลือดให้คงที่ได้ ทำให้ลดประสิทธิภาพในการรักษาไป

ในบางครั้ง เราอาจได้รับยาที่ไม่ได้ระบุให้รับประทานก่อนอาหาร หรือหลังอาหาร แต่ระบุให้รับประทานยาทุก 8 ชั่วโมง ยกตัวอย่างเช่น ยาปฏิชีวนะบางชนิด คำว่ารับประทานทุก 8 ชั่วโมง คือมีเป้าหมายให้เรารับประทานวันละ 3 ครั้งทุก 8 ชั่วโมง โดยไม่นำไปผูกกับมื้ออาหาร เพราะอาหารเช้า กลางวัน และเย็นของเรา อาจไม่ได้ห่างกัน8 ชั่วโมง และโดยเฉพาะระยะห่างระหว่างมื้อเย็นไปจนถึงมื้อเช้าวันรุ่งขึ้น อาจห่างกันกว่า 10-12 ชั่วโมงเลยด้วยซ้ำ ยิ่งในยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อที่เราต้องรักษาระดับยาให้ถึงระดับที่เชื้อไม่สามารถเติบโต หากเรารับประทานยาตามมื้ออาหารอาจจะทำให้ระดับยาในเลือดต่ำเกินไป จนทำให้อาการของโรคแย่ลงก็เป็นได้ เราจึงต้องคำนวณเวลาในการรับประทานยาให้ถูกต้อง และหากฉลากระบุให้รับประทานยาติดต่อกันจนหมด ก็ต้องปฏิบัติตามเพื่อให้เกิดภาวะเชื้อดื้อยาตามมา

นอกจากนี้ยังมียาอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้ผูกกับมื้ออาหาร แต่ไปผูกกับการเดินทางของเรา ยากลุ่มนี้คือยาป้องกันอาการเมารถหรือเมาเรือนั่นเอง เช่น ยาไดเฟนไฮดรามีน เราจะต้องรับประทานยาประเภทนี้ 30 นาทีก่อนออกเดินทางไม่ว่าจะเป็นการโดยสารแบบใด รถยนต์ เรือ หรือเครื่องบินให้นับเวลาครึ่งชั่วโมงก่อนที่ล้อจะหมุนหรือเรือจะแล่นออก หากรับประทานหลังจากนั้นอาจจะไม่เกิดประสิทธิภาพในการป้องกันเท่าที่ควร และหากการเดินทางในครั้งนั้นใช้เวลานานเราสามารถรับประทานซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง หากยังไม่ถึงปลายทาง

ในอีกประเด็นที่อยากจะกล่าวถึง คือยาที่รับประทานคนละเวลากับยาตัวอื่น เช่น ยาผงถ่าน (activated charcoal)หลายท่านอาจเคยใช้ยานี้ตอนที่อาหารเป็นพิษ หรือเพื่อรักษาอาการท้องเสีย เนื่องจากยาชนิดนี้ทำหน้าที่ในการดูดซับสารพิษ ถ้ารับประทานยาผงถ่านพร้อมกับยาชนิดอื่น ยาผงถ่านจะดูดซับยาตัวอื่นด้วย และขับถ่ายออกไปในที่สุด ทำให้ประสิทธิภาพในการรักษาลดลง ดังนั้นหากเราจำเป็นต้องรับประทานยา ยาผงถ่าน และมียาอื่นที่รับประทานอยู่เป็นประจำ เราเว้นระยะเวลาห่างของยาผงถ่านกับยาอื่นๆ โดยรับประทานห่างกัน 2-3 ชั่วโมง

จากตัวอย่างที่ยกมา จะเห็นว่ายาหลายชนิดก็มีวิธีการรับประทานที่แตกต่างกันไป เพื่อให้ได้ประสิทธิผลในการรักษาที่ดีที่สุด เราต้องรับประทานยาให้ถูกเวลา ยาบางชนิดรับประทานเฉพาะเวลามีอาการ ยาบางชนิดรับประทานติดต่อกันจนหมด ยาบางชนิดต้องรับประทานตลอดชีวิตเนื่องจากโรคเรื้อรังที่เป็นอยู่ การอ่านฉลากให้ครบถ้วนสิ่งที่จะช่วยให้เราสามารถรับประทานยาได้ถูกต้อง และหากมีข้อสงสัย ให้ปรึกษาเภสัชกรก่อนใช้ยา

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ 

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : แม่มีสุขภาพดี ของขวัญวันแม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/673335

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : แม่มีสุขภาพดี ของขวัญวันแม่

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : แม่มีสุขภาพดี ของขวัญวันแม่

วันจันทร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

วันแม่แห่งชาติปีนี้ก็ผ่านไปอีกหนึ่งปี ลูกๆ ต่างเสาะแสวงหาของขวัญที่ดีที่สุดให้คุณแม่ บ้างก็พาไปรับประทานอาหารแสนอร่อย บ้างพาไปเที่ยว พาไปไหว้พระทำบุญ บางคนก็พาแม่ไปตรวจสุขภาพประจำปี แต่มีสิ่งหนึ่งที่ลูกๆ ทำเพื่อแม่ได้ตลอดปี โดยไม่ยากเย็นคือ การดูแลและใส่ใจสุขภาพของคุณแม่ เมื่อคุณแม่มีอายุมากขึ้น กลายเป็นผู้สูงวัย ลูกๆ ก็ยิ่งต้องดูแลสุขภาพของแม่มากเป็นพิเศษ 

เรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่คุณแม่ต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษคือมะเร็งปากมดลูก ดังนั้น การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกจึงเป็นเรื่องจำเป็นมาก แม้ว่าในปัจจุบัน อัตราการเกิดมะเร็งปากมดลูกจะลดลง เพราะส่วนใหญ่มีความรู้เรื่องการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย และการฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี ที่เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็งชนิดนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าโอกาสเกิดมะเร็งปากมดลูกจะเป็นศูนย์ 

และสำหรับคุณแม่วัย 40 ปีขึ้นไป ควรไปตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมเพิ่มเติมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามีประวัติญาติสายตรง เช่น คุณแม่ หรือพี่สาว น้องสาวเป็นมะเร็งเต้านมก็ยิ่งต้องรีบไปตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยการเอกซเรย์ โดยทั่วไปการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งทั้ง 2 ชนิดควรทำปีละ 1 ครั้งประโยชน์ของการตรวจคัดกรองคือเมื่อทราบว่ามีโรคมะเร็งในระยะเริ่มต้น ก็จะสามารถรักษาหายขาดได้ไม่ยาก

ส่วนคุณแม่ที่มีวัยสูงขึ้น ก็จะพบปัญหาสุขภาพที่สำคัญเรื่องการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน การขาดแคลเซียม กระดูกบางลง โดยเฉพาะในวัยใกล้หมดประจำเดือน การตรวจสุขภาพประจำปีควรมีการวัดมวลกระดูกเพื่อดูว่ามีภาวะกระดูกบางหรือกระดูกพรุนหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสตรีที่มีรูปร่างเล็ก จะมีความเสี่ยงการเกิดโรคกระดูกพรุนมากขึ้น นอกจากมวลกระดูกแล้ว อาจพิจารณาวัดระดับวิตามินดีในเลือดด้วย เพื่อดูว่ามีภาวะขาดวิตามินดีหรือไม่ เพื่อจะได้ให้การรักษาเสริมได้อย่างเหมาะสม ส่วนในรายที่กระดูกบางอาจแค่ให้เพียงแคลเซียมและวิตามินดีเสริม แต่รายที่กระดูกอยู่ในเกณฑ์พรุนแล้ว ต้องได้รับยายับยั้งการสลายของกระดูกกลุ่มบิสฟอสโฟเนตด้วย มิฉะนั้น อาจมีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหัก นำมาซึ่งการป่วยติดเตียง และเพิ่มข้อจำกัดในการเดินเหินเคลื่อนไหว และอาจส่งผลเสียจนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ 

อันที่จริงแล้ว เรื่องที่กล่าวมานั้นเป็นสิ่งที่ป้องกันได้ถ้าเราใส่ใจดูแลแต่เนิ่นๆ หลายคนอาจจะมีคำถามว่า เราไม่จำเป็นต้องตรวจมวลกระดูกได้ไหม โดยเฉพาะคนที่ถ้าเข้าสู่วัยใกล้หมดประจำเดือน เพราะอนุมานว่าร่างกายขาดแคลเซียม ก็ให้กินแคลเซียมเสริม เพื่อป้องกันการสลายของกระดูกล่วงหน้าไปเลยได้หรือไม่ คำตอบคือ การรับประทานแคลเซียมนั้นสามารถทำได้ เพราะไม่มีอันตรายใดๆ แต่ด้วยอัตราการดูดซึมของแคลเซียมที่ค่อนข้างต่ำ การเสริมเฉพาะแคลเซียมโดยไม่มีวิตามินดีหรือวิตามินอื่นที่ช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมก็อาจไม่ได้ประโยชน์กับร่างกายมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่กระดูกบางหรือพรุนไปแล้ว 

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นด้านพฤติกรรมที่สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อลดความเสี่ยงได้อีกสองถึงสามประเด็น เช่น ลดการดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน เพื่อลดการสูญเสียแคลเซียม หรือในกรณีผู้สูบบุหรี่และดื่มสุรา จะทำให้แคลเซียมดูดซึมได้น้อยลง หากสามารถลดได้ก็จะเป็นประโยชน์กับร่างกายมากขึ้น ส่วนประเด็นสุดท้ายคือการออกกำลังกาย การขยับร่างกายหรือออกกำลังกายจะช่วยลดความเสี่ยงในการสูญเสียแคลเซียมได้ดี ลูกหลานควรชักชวนผู้สูงอายุออกกำลังกายตามความเหมาะสม

สำหรับการซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารให้ผู้สูงวัย การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สมุนไพร หรือวิตามิน ต้องเลือกซื้อ
จากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพราะหากซื้อผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน จะส่งผลเสียต่อร่างกายของคุณแม่ได้ วิธีการตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่ง่ายที่สุดคือ เช็คเลขทะเบียนผลิตภัณฑ์บนฉลาก หรือหากไม่มั่นใจ ก็สามารถปรึกษาเภสัชกรได้ 

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีให้เลือกมากมาย แต่มิได้หมายความว่าผลิตภัณฑ์ทุกชนิดจะเหมาะกับทุกๆ คน เพราะแต่ละคนมีภาวะสุขภาพร่างกายแตกต่างกัน รวมถึงยาที่รับประทานอยู่เป็นประจำก็ต่างกัน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอาจทำให้เกิดภาวะยาตีกันได้ โดยอาจจะตีกับยาหรือตีกับโรคที่เป็นอยู่ก็ได้ ดังนั้น นี่จึงเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ต้องปรึกษาเภสัชกรก่อนรับประทานผลิตภัณฑ์เสริม

ท้ายที่สุด การดูแลสุขภาพของคุณแม่เป็นสิ่งที่เราต้องใส่ใจเป็นพิเศษ ยิ่งคุณแม่มีอายุมากขึ้น ก็ต้องยิ่งให้ท่านได้
รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ พาท่านไปตรวจสุขภาพเป็นประจำอย่างน้อยปีละครั้ง หรือตามช่วงเวลาที่เหมาะสม ลดพฤติกรรมที่เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรค สิ่งเหล่านี้ถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยป้องกัน ลดความเสี่ยง และลดการเกิดโรคภัยไข้เจ็บของคุณแม่ได้ หรือหากตรวจพบความเจ็บไข้ต่างๆ ตั้งแต่เนิ่นๆ ก็สามารถพาคุณแม่ไปรับการรักษาได้ทันเวลา ขอยืนยันว่าไม่มีของขวัญใดสำหรับคุณแม่ ดีไปกว่าการที่คุณแม่มีสุขภาพกาย และสุขภาพใจดี

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม

และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อย่าซื้อยาต้านไวรัสโควิดกินเอง อาจเป็นอันตรายมากกว่าได้ประโยชน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/667327

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อย่าซื้อยาต้านไวรัสโควิดกินเอง อาจเป็นอันตรายมากกว่าได้ประโยชน์

วันจันทร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

โควิดอยู่กับเรามา 2 ปีกว่าแล้ว จากความกลัวและวิตกจนกระทั่งมีวัคซีนออกมาให้ฉีดกันเต็มแขน บางคนทำยอดทะลุไปเข็มที่ห้าที่หกกันแล้วนั้น คงต้องยอมรับกันสักทีว่า โควิดน่าจะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของพวกเราทุกคนกันแล้ว ภาครัฐเองก็ประกาศมาตรการผ่อนคลายในหลายๆ ภาคส่วนเพื่อให้การดำเนินธุรกิจต่างๆ สามารถทำได้ใกล้เคียงกับก่อนโควิด แต่เราก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้คนรอบตัวเราทยอยติดกันเรื่อยๆ และดูเหมือนว่าจะพบคนติดมากกว่าคนไม่ติดแล้ว คนที่ติดแล้วก็ยังสามารถติดซ้ำได้อีกนอกจากนี้ การเข้าถึงยาและการรักษาดูเหมือนจะยังเป็นเรื่องยาก ทำให้หลายท่านหาซื้อยาต้านโควิดจากทางออนไลน์มากินเองหรือเก็บไว้เผื่อฉุกเฉิน เนื่องจากความกังวลว่าการรับบริการจากภาครัฐจะไม่ทันใจหรือล่าช้า

การใช้ยาต้านไวรัสต้องระมัดระวังเรื่องข้อบ่งใช้ให้รัดกุมยิ่งขึ้น การพิจารณาว่าใครจะต้องใช้ยาหรือไม่และต้องใช้ยาอะไรนั้นมีเกณฑ์ที่ชัดเจนอยู่ซึ่งผู้พิจารณาต้องเป็นแพทย์เท่านั้น เพราะการใช้ยานอกจากจะเสี่ยงต่อการเกิดอาการแพ้ยา อาการไม่พึงประสงค์จากยา ยาตีกับยาที่รับประทานอยู่เดิม รวมถึงเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาเชื้อดื้อยาในอนาคต ถึงตรงนี้อาจมีคำถามว่า แล้วเมื่อไหร่จะต้องใช้ยา หรือกรณีแบบไหนจะได้รับยาอะไร ก็คือ เราจะพิจารณาเรื่องความรุนแรงของอาการและปัจจัยเสี่ยงของผู้ป่วยเข้าด้วยกัน และในผู้ป่วยบางราย ยาต้านไวรัสชนิดรับประทาน อาจมีความจำเป็นต้องใช้ยาฉีดสำหรับต้านไวรัสเรมเดซิเวียร์ การจะซื้อยามากินเองรังแต่จะทำให้การรักษาที่ถูกต้องเป็นไปได้ช้า และไม่ส่งผลดีใดๆ เลยด้วยซ้ำ

ดังนั้น หากจะใช้ยาต้านไวรัสไม่ว่าจะเป็น ฟาวิพิราเวียร์ โมลนูพิราเวียร์ หรือจะเป็นยาผสมเนิร์มาทรีเวียร์กับริโทนาเวียร์ (แพกซ์โลวิด) หรือยาฉีดเรมเดซิเวียร์ จะต้องได้รับการประเมินจากแพทย์กับเภสัชกรก่อนว่ายาที่จะใช้ไม่ตีกับยาเดิมที่ใช้อยู่ เหมาะสมกับสภาวะการทำงานของตับไตของผู้ป่วย รวมถึงต้องมีการคำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัวให้ผู้ป่วยได้รับอย่างถูกต้องด้วย ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นต้องการเน้นย้ำว่า การเริ่มยาต้านไวรัสใดๆ เป็นเรื่องที่ประชาชนไม่ควรตัดสินใจทำเองเป็นอย่างยิ่งเพราะอาจจะได้รับความเสี่ยงมากกว่าประโยชน์จากยานั่นเอง

การซื้อยาออนไลน์มีความเสี่ยงอย่างมากปัจจุบันพบเห็นว่ามีการขายยาโมลนูพิราเวียร์ผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าตกใจ เนื่องจากยาตัวนี้ยังเป็นแค่ยาได้รับอนุญาตสำหรับใช้ในสภาวะฉุกเฉินเท่านั้น แปลว่าข้อมูลของประสิทธิผลและความปลอดภัยยังคงต้องถูกพิจารณา และเก็บข้อมูลต่อไป ความเสี่ยงหลายประการจากการซื้อยาโมลนูพิราเวียร์ ออนไลน์ (รวมถึงยาชนิดอื่นๆ ด้วย) ประการแรกคือ อาจจะได้ยาปลอมหรือยาที่ต่ำกว่ามาตรฐาน หรือยาที่ไม่มีคุณภาพ เนื่องจากในกระบวนการ ซึ่งอาจมาจากผู้ประกอบการบางรายที่ผลิตขึ้นมาเพื่อหวังผลกำไรจากภาวะวิกฤตตอนนี้ โดยส่วนใหญ่ ยาปลอมหรือยาที่ต่ำกว่ามาตรฐาน หรือยาที่ไม่มีคุณภาพ มักจะถูกผลิตมาจากโรงงานที่ไม่มีคุณภาพ หรือเป็นโรงงานที่ผิดกฎหมาย ที่อยู่ทั้งในและต่างประเทศ นั่นแปลว่าอาจจะมีตัวยาสำคัญไม่ครบหรืออาจมีการปนเปื้อนจากสิ่งอื่นๆ ที่มาจากตัวยาสำคัญและกระบวนการผลิต ยาปลอมและยาต่ำกว่ามาตรฐานนี้มักจะพบได้ง่ายในแถบตะเข็บชายแดนของไทยและอาจจะมีการนำเข้ามาจากต่างประเทศ ฉะนั้นท่านที่ซื้อยาจากออนไลน์ ประการแรก ท่านอาจจะไม่ได้ตัวยาที่ท่านต้องการ ประการที่สอง ท่านอาจจะได้รับยาคุณภาพต่ำหรือยาที่เสื่อมสลายเนื่องจากการเก็บรักษาของผู้ขายที่อาจจะไม่ได้เก็บรักษาตามมาตรฐานของการเก็บยาที่ถูกต้อง รวมถึงการขนส่งด้วยอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม ความร้อนความชื้นที่มาจากดินฟ้าอากาศสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ทำให้ยาเกิดการเสื่อมสลาย และทำให้ปริมาณยาหรือโดสหายไป และในบางครั้งการเสื่อมสลายของยาอาจจะทำให้เกิดเป็นสารที่ทำให้เป็นพิษต่อร่างกายได้ฉะนั้นการซื้อยาออนไลน์จึงมีความเสี่ยงอย่างมาก ที่ท่านจะไม่ได้รับผลการรักษาจากยาชนิดนั้นๆ หรือท่านอาจจะได้รับพิษเสียด้วยซ้ำ

ในการใช้ยาต้านไวรัสโควิด ยาแต่ละชนิดมีข้อจำกัดการใช้ยกตัวอย่าง เช่น ยาโมลนูพิราเวียร์ จากข้อมูลที่มีอยู่ พบว่าช่วยลดการนอนโรงพยาบาลหรือเสียชีวิตได้เพียงร้อยละ 30 นอกจากนี้ผู้ป่วยอาจเกิดอาการแพ้ รวมถึงการแพ้แบบรุนแรงได้ ในผู้ป่วยที่ต่ำกว่า 18 ปี ก็อาจเป็นพิษต่อระบบกระดูกและกระดูกอ่อนได้ ทั้งผู้ชายและผู้หญิงวัยเจริญพันธ์ุ ที่ใช้ยาตัวนี้ ถ้าเกิดการตั้งครรภ์ระหว่างการใช้ยาตัวนี้อาจทำให้ทารกเกิดความผิดปกติได้ นอกจากนั้นเองในผู้ป่วยที่มีอาการหนัก ยาตัวนี้อาจจะไม่ได้ผลการรักษาอย่างที่ท่านคาดหวังได้ สำหรับยาผสมเนิร์มาทรีเวียร์กับริโทนาเวียร์ หรือแพกซ์โลวิดก็มีปัญหาในเรื่องของยาตีกับยาตัวอื่นอยู่พอสมควร ฉะนั้นการสั่งจ่ายจึงมีความจำเป็นให้แพทย์หรือเภสัชกรพิจารณาอย่างใกล้ชิด ฉะนั้นท่านจะเห็นได้ว่าการที่เราไปซื้อยามาเอง (ซึ่งอาจจะได้ยาที่ไม่มีคุณภาพเสียด้วยซ้ำ) ท่านอาจจะไม่ได้รับประโยชน์จากการรักษา รวมถึงการได้รับอันตรายจากการใช้ยาอีก คงต้องเป็นภารกิจที่สำคัญอีกครั้งหนึ่งของภาครัฐที่ต้องจัดหายาเหล่านี้ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับปริมาณความต้องการของผู้ป่วยที่จะเกิดขึ้นในประเทศ การคาดการณ์ที่ดี และการบริหารจัดการมีความจำเป็นอย่างสูง และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือภาครัฐต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ว่าพวกท่านสามารถจะบริหารจัดการเรื่องเหล่านี้ให้กับประเทศได้ ท้ายสุด mRNA วัคซีนเข็มกระตุ้นมีความจำเป็นอย่างสูง และมีผลช่วยลดการเจ็บหนักและเสียชีวิตได้มากกว่ายาบางชนิดเสียด้วยซ้ำ บวกกับการใส่หน้ากากในสถานที่ ที่ไม่มีอากาศถ่ายเทไม่ดี การล้างมือบ่อยๆ คงเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินอยู่เพื่อลดการแพร่กระจายของโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งปกป้องคนที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเจ็บหนัก หรือภูมิคุ้มกันต่ำ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : Evusheld ทางเลือกของผู้ป่วยภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/665846

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : Evusheld ทางเลือกของผู้ป่วยภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

วันจันทร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

Evusheld เป็นแอนติบอดี (antibody) สำเร็จรูปหรือภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปเพื่อป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 (หรือกล่าวแบบตรงไปตรงมาได้ว่าเพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อโควิด-19) Evusheld ได้รับอนุมัติภายใต้การอนุญาตแบบมีเงื่อนไขในสถานการณ์ฉุกเฉินจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2565 เมื่อได้รับการฉีด Evusheld ซึ่งเป็นแอนติบอดีสำเร็จรูปแล้ว ร่างกายเราจะมีภูมิคุ้มกันเลย และพร้อมที่จะต่อสู้กับเชื้อไวรัสโควิด-19ได้ทันที กล่าวคือถ้าเราเกิดได้รับเชื้อไวรัสโควิด-19 Evusheldจะไปสู้กับเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยไปจับกับโปรตีนหนามของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้เชื้อไวรัสไม่สามารถเข้าไปในเซลล์ของเราได้ เราจึงไม่เป็นโควิด ซึ่ง Evusheld สามารถออกฤทธิ์ป้องกัน หรือลดการติดเชื้อได้ยาวถึง 6 เดือนหลังจากฉีด แอนติบอดี้สำเร็จรูปแตกต่างจากวัคซีน เนื่องจากเมื่อวัคซีนเข้าสู่ร่างกายแล้ว วัคซีนจะไปสอนหรือไปกระตุ้นให้เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อเตรียมพร้อมกับการสู้กับเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้

Evusheld ถูกออกแบบและผลิตโดยบริษัท AstraZenecaซึ่งประกอบไปด้วยยาแอนติบอดี 2 ชนิด ได้แก่ tixagevimab 1 ขวด และ cilgavimab 1 ขวด ให้โดยการฉีดยาแต่ละชนิดเข้ากล้ามเนื้อที่ก้น ข้างซ้ายหนึ่งเข็ม ข้างขวาหนึ่งเข็ม สามารถใช้ได้ในผู้ที่อายุ 12 ปีขึ้นไป และมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 40 กิโลกรัม ยานี้เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาต่อการตอบสนองวัคซีน เมื่อได้รับวัคซีนแล้วไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้เหมือนคนอื่นๆ เช่น ผู้ที่มีภูมิต้านทานไม่แข็งแรง หรือภูมิคุ้มกันที่ไม่ปกติ ผู้ป่วยที่รับประทานยากดภูมิอยู่ ผู้ป่วยที่มีการปลูกถ่ายอวัยวะ ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งและทำการรักษาอยู่ ผู้ป่วยโรค HIV หรือผู้ป่วยที่รับประทานยาสเตียรอยด์ในขนาดสูงเป็นระยะเวลาหนึ่งเป็นต้น รวมถึงคนที่มีอาการแพ้วัคซีนรุนแรงทำให้ไม่สามารถรับการฉีดวัคซีนได้ครบ Evusheld จึงเป็นคำตอบของคนกลุ่มนี้ซึ่งทำให้ท่านเหล่านี้มีภูมิคุ้มกัน และสามารถดำเนินชีวิตในสังคมได้ในช่วงที่ยังมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อยู่

จากการศึกษาทางคลินิกในช่วงก่อนที่จะมีการระบาดของโอมิครอน พบว่า Evusheld มีความสามารถในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ถึงเกือบ 80% และจากการศึกษาเบื้องต้นในหลอดทดลองพบว่า Evusheld สามารถป้องกันการติดเชื้อโอมิครอนได้เช่นกัน ทั้งนี้ข้อมูลในสถานการณ์จริงอาจจะมีให้เห็นกันในเร็วๆ นี้

อย่างไรก็ตาม Evusheld ไม่ได้ออกแบบเพื่อมาทดแทนวัคซีน ผู้ที่สามารถฉีดวัคซีนได้ ก็ยังมีความจำเป็นในการได้รับวัคซีน

โดยทั่วไปผลข้างเคียงจากการฉีด Evusheld อาจเกิดรอยแดงบริเวณฉีด ในบางคนอาจมีผลข้างเคียงต่อระบบหัวใจหรือหลอดเลือด และในบางคนก็มีโอกาสแพ้ Evusheld ได้เช่นเดียวกับยาหรือวัคซีนอื่นๆ ดังนั้นหลังฉีด Evusheld จำเป็นต้องมีการสังเกตการณ์อย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง

สำหรับในประเทศไทย ทางกระทรวงสาธารณสุขคงจะมีแนวทางการได้รับการฉีด Evusheld และเกณฑ์ของผู้ที่ควรจะได้รับการฉีดเป็นลำดับแรกๆ สำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 แล้ว หากอยู่ในกลุ่มที่จำเป็นต้องได้รับ Evusheld ก็สามารถฉีด Evusheld หลังจากได้รับวัคซีนโควิด-19 ไปแล้ว 2 อาทิตย์

เนื่องจาก Evusheld เป็นแอนติบอดีสำเร็จรูป จึงมีแนวโน้มในอนาคตที่อาจจะใช้ Evusheld สำหรับรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 ทั้งนี้ต้องรอผลการศึกษาและการพิจารณาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาในต่างประเทศ Evusheld จึงอาจจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการรักษาโควิด-19 ในอนาคตได้

ในปัจจุบัน จำนวนผู้ป่วยโควิด-19 เพิ่งเห็นอย่างได้ชัดทั้งที่ตัวเลขที่รายงานอาจไม่สูงอย่างที่เรารู้สึก ในขณะที่มีคนรอบข้างติดเชื้ออยู่มากพอสมควร และในบางโรงพยาบาลเริ่มเต็มไปด้วยผู้ป่วยโควิด ผู้ป่วยโควิดที่มีอาการน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นคนที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว สำหรับท่านที่ไม่เคยได้รับวัคซีนชนิด mRNA ไม่ว่าจะเป็นของบริษัทไฟเซอร์ หรือโมเดอร์นา ท่านควรที่ต้องได้รับวัคซีนชนิด mRNA เป็นเข็มกระตุ้น เพื่อให้มั่นใจว่าท่านมีภูมิคุ้มกันที่ดีพอ พร้อมที่จะสู้กับโรคสำหรับท่านที่เคยติดเชื้อโควิด-19 มาแล้วในอดีต ยังมีความจำเป็นต้องได้รับวัคซีนเพื่อกระตุ้นภูมิ เนื่องจากการเป็นโควิด-19ของแต่ละท่านไม่สามารถบอกได้ว่าจะมีภูมิคุ้มกันในระดับที่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้เท่ากับวัคซีนหรือไม่

ดังนั้นเข็มกระตุ้นจึงมีความจำเป็นอยู่ในปัจจุบัน เพื่อเราและประเทศจะได้สามารถดำเนินชีวิตได้ต่อไป สำหรับท่านที่มีภูมิต้านทานไม่แข็งแรง เนื่องจากความเจ็บป่วยจากโรคต่างๆ หรือมีการใช้ยาบางชนิด Evusheld เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน และป้องกันโควิด-19 ให้กับท่านได้ ท้ายนี้สุขอนามัย การล้างมือ สวมหน้ากากอนามัยในที่แออัด ยังมีความจำเป็นอยู่เสมอ

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ไมเกรน ปวดหัวแบบไหนคือไมเกรน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/664365

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ไมเกรน ปวดหัวแบบไหนคือไมเกรน

วันจันทร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ปวดศีรษะ ปวดหัวเป็นอาการที่พบบ่อยในคนทั่วไปดังนั้นยาแก้ปวดจึงถูกใช้บ่อยมากสำหรับคนที่มีอาการปวดหัว (และอาจจะปวดบริเวณอื่นด้วย) เมื่อคนทั่วไปปวดหัว ก็มักจะใช้ยาแก้ปวดจำพวกพาราเซตามอล แต่หลายคนอาจเคยได้ยินว่า ถ้าอาการปวดศีรษะเพียงข้างใดข้างหนึ่ง หรือพูดภาษาชาวบ้านคือปวดหัวข้างเดียว นั่นไม่ใช่อาการปวดศีรษะธรรมดาที่แก้ได้ด้วยยาพาราเซตามอล แต่มันคือปวดศีรษะไมเกรน ต้องใช้ยาที่แรงกว่าพาราเซตามอลเพื่อจัดการลดอาการปวด

ก่อนอื่นต้องบอกว่า ปวดศีรษะไมเกรนเป็นอาการเจ็บป่วยที่มีอยู่จริงและพบได้บ่อย แต่การปวดศีรษะข้างเดียวเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีอาการอื่นร่วมด้วย อาจม่ใช่การปวดศีรษะไมเกรนก็ได้ ดังนั้น เราต้องพิจารณาว่าหากครั้งหน้าเราปวดศีรษะข้างเดียวจะเรียกว่าไมเกรนได้ไหม 

เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ปวดศีรษะไมเกรนมีอาการอย่างไร รักษาอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยอย่างไร ยังคงใช้ยาพาราเซตามอลได้หรือไม่ หรือต้องใช้ยาอื่นร่วมด้วย

ไมเกรน (Migraine) หมายถึงอาการปวดศีรษะเรื้อรังชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยไมเกรนมักเป็นๆ หายๆ อาการปวดที่เกิดขึ้นมักรุนแรงจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่สามารถทำงานหรือเรียนหนังสือได้ตามปกติ ผู้ป่วยอาจปวดศีรษะทั้งสองข้างหรือปวดเพียงข้างเดียวก็ได้ อาจจะปวดตุ๊บๆ เป็นจังหวะ เมื่อเริ่มปวดมักปวดไม่มาก แต่จะปวดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนทนไม่ไหว ขณะปวดศีรษะผู้ป่วยส่วนหนึ่งจะมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เมื่อเกิดอาการไมเกรนขึ้นผู้ป่วยจะมีอาการปวดนานหลายชั่วโมง บางครั้งอาจนานเป็นวันแล้วอาการจะค่อยๆ ดีขึ้นและหายเอง หากผู้ป่วยได้พักผ่อนเต็มที่ อย่างไรก็ตาม การใช้ยาบรรเทาปวดจะช่วยทำให้หายจากไมเกรนเร็วขึ้น

นอกจากอาการอื่นที่เกิดร่วมกับอาการปวดศีรษะไมเกรน ส่วนหนึ่งของผู้ป่วยไมเกรนจะมีอาการนำก่อนปวดศีรษะ เรียกว่า ออรา (Aura) เช่น เห็นแสงวูบวาบ ตาพร่า หรือมีความรู้สึกว่าประสาทสัมผัสไวกว่าปกติ เช่น รู้สึกหนวกหูมากขึ้นเมื่ออยู่ในที่เสียงดัง จมูกไวต่อกลิ่นต่างๆ จนผิดปกติ

ไมเกรนพบได้บ่อยในเพศหญิงวัยเจริญพันธุ์ อย่างไรก็ตามอาการนี้อาจพบได้ในทุกเพศทุกวัย สาเหตุที่แท้จริงของการเกิดไมเกรนยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด อาจเกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง หรืออาจเกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดในสมองร่วมด้วย และส่วนมากผู้ป่วยไมเกรนจะมีปัจจัยเสี่ยงหรือปัจจัยกระตุ้นที่สังเกตได้ชัดเจนก่อนเกิดอาการปวดศีรษะ เช่น เครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ อยู่ในที่แสงจ้านานๆ หรืออยู่ในที่เสียงดังมากๆ และเกิดจากการรับประทานอาหารบางชนิด หรือช่วงก่อนมีประจำเดือนของสตรี สิ่งเหล่านี้อาจทำให้เกิดอาการไมเกรนได้บ่อยกว่าปกติ ผู้เป็นไมเกรนต้องสังเกตปัจจัยกระตุ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการปวดศีรษะไมเกรน

การรักษาหลัก คือใช้ยาบรรเทาปวด ในบางรายก็ใช้ยาพาราเซตามอลแล้วได้ผลดี แต่ส่วนใหญ่มักต้องการยาที่ออกฤทธิ์บรรเทาปวดรุนแรงกว่า ยาที่ผู้ป่วยนิยมหาจากร้านยาเพื่อบรรเทาปวดไมเกรน คือ cafergot เป็นชื่อทางการค้าของยาสูตรผสมระหว่างยา ergotamine และ caffeine ซึ่งค่อนข้างให้ผลดีในการบรรเทาอาการไมเกรน แต่ก็มีวิธีใช้เฉพาะและมีข้อควรระวังที่ควรใส่ใจเป็นพิเศษเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในผู้ไวต่อ caffeine เช่น ผู้ที่ดื่มกาแฟแล้วใจสั่นมากจนทนไม่ได้ อาจไม่สามารถใช้ยานี้ได้ และแม้จะไม่ได้เป็นคนที่ทนกาแฟไม่ได้ หากใช้ยานี้ก็ควรหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟเพราะในยามี caffeine อยู่ ส่วนวิธีการใช้ยาก็แตกต่างจากยาพาราเซตามอล คือ กินครั้งละ 1-2 เม็ด เมื่อมีอาการปวดและกินซ้ำได้ครั้งละ 1 เม็ด ทุก 30 นาทีหากอาการยังไม่ดีขึ้น แต่ที่สำคัญคือห้ามกินเกินวันละ 6 เม็ด และในหนึ่งสัปดาห์ไม่ควรกินเกิน 10 เม็ด

อาการข้างเคียงจากการใช้ยาคือ คลื่นไส้ อาเจียน ใจสั่น ความดันโลหิตสูง เจ็บหน้าอก ปลายมือปลายเท้าเย็น เป็นต้น ที่สำคัญคือ ยานี้อาจตีกับยาอื่นได้ หากผู้ป่วยมีโรคเรื้อรังหรือกำลังใช้ยาอื่นอยู่ ต้องแจ้งให้เภสัชกรตรวจสอบก่อนว่าสามารถใช้ยานี้กับยาที่กำลังใช้อยู่ได้หรือไม่ เพราะหากผู้ป่วยใช้ยาบางอย่างที่ทำให้ระดับของยา carfergot  มากเกินไปจนทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะส่วนปลาย เช่น ปลายมือปลายเท้าหดเกร็งมากเกินไป อาจทำให้อวัยวะเหล่านั้นขาดเลือดจนเกิดเนื้อตาย ซึ่งหากแก้ไขไม่ทัน อาจทำให้ต้องสูญเสียอวัยวะหรือเสียชีวิต

สำหรับยาอื่นที่ใช้บรรเทาอาการไมเกรนได้ ได้แก่ ยาบรรเทาปวดกลุ่ม NSAIDs อาทิ ยา ibuprofen, naproxen, diclofenac เป็นต้นซึ่งยากลุ่มนี้ก็มีอาการไม่พึงประสงค์เช่นเดียวกันคือระคายเคืองกระเพาะอาหาร จึงควรกินยากลุ่มนี้หลังอาหารทันที แล้วดื่มน้ำมากๆ ตาม

นอกจากการใช้ยาดังกล่าวแล้ว ยังมีวิธีอื่นที่ช่วยบรรเทาอาการปวดไมเกรน ได้แก่ การประคบเย็น การพักผ่อนในห้องที่มืดสงบเงียบ อาการเย็น เป็นต้น แต่ที่แนะนำคือผู้ป่วยต้องสังเกตและหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นอาการ เพื่อลดความถี่ของการปวดศีรษะ และหากมีอาการปวดเกิดขึ้นบ่อย เช่น ปวดทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ถือว่าเป็นการปวดไมเกรนที่มีความถี่มาก จำเป็นต้องไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาโดยด่วน 

ผศ.ภญ.ดร.ณัฎฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ระวัง! กัญชาตีกับยาที่ใช้ประจำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/662849

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ระวัง! กัญชาตีกับยาที่ใช้ประจำ

วันจันทร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.05 น.

หลังจากมีข่าวว่ารัฐบาลปลดล็อกให้กัญชาไม่ใช่ยาเสพติดอีกต่อไป ก็ทำให้หลายต่อหลายคนสับสนในการนำกัญชาไปใช้ในชีวิตประจำวัน ดังนั้นจึงพบว่ามีการนำกัญชาไปผสมกับอาหารต่างๆ รวมถึงเครื่องดื่มและขนมจนวุ่นวายไปหมดแล้วสุดท้ายสังคมก็ได้พบว่ามีผู้ได้รับอันตรายจากการบริโภคกัญชาจนบางรายป่วยหนักต้องเข้ารักษาตัวโดยด่วนในโรงพยาบาล 

การปรากฏเรื่องเช่นนี้ถือได้ว่าไม่น่าแปลกใจมากนัก เพราะสังคมสับสนกับการใช้กัญชา และจะเกิดเรื่องไม่พึงประสงค์ทำนองนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ตราบเท่าที่สังคมของเรายังไม่มีมาตรการรอบคอบในการใช้กัญชาในชีวิตประจำวัน 

ในวันนี้ขอบอกเล่าถึงข้อกังวลใจจากการใช้กัญชา สารสกัดกัญชา ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีกัญชาเป็นองค์ประกอบ รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่มีกัญชาผสม ที่โดยที่สารสำคัญในกัญชาไปทำปฏิกิริยากับยาที่ผู้ป่วยใช้อยู่ก่อนหน้านี้ ซึ่งเรียกว่าอาการยาตีกัน

เนื่องจากกัญชามีสารเคมีอยู่มากกว่า 50 ชนิด ชึ่งตัวหลักๆ ที่สังคม และการแพทย์พูดถึงบ่อยๆ คือ THC (delta-9-tetrahydrocannabinol) และ CBD (cannabidiol) ซึ่งสารเคมีเหล่านี้ อาจไปตีกับยาที่ผู้ป่วยใช้อยู่แล้ว เพราะสารเคมีในกัญชาก็เหมือนกับสารเคมีหรือยาอื่นๆ ที่มีโอกาสเกิดปฏิกิริยาต่อกันได้ การที่สารสำคัญในกัญชาเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นๆ นั้น ก่อให้เกิดผลลัพธ์หลายประการ ประการแรกผู้ป่วยอาจได้รับผลข้างเคียง หรืออันตรายจากยาที่ใช้ร่วม หรือจาก THC หรือ CBD มากขึ้น ประเด็นที่สอง สารสำคัญสามารถที่จะไปเปลี่ยนผลการรักษาของยาในร่างกาย เช่น สาร THC หรือ CBD ไปยับยั้งหรือลดกระบวนการการกำจัดออกฤทธิ์ของยา จนยาไม่ถูกขจัดออกจากร่างกายตามปกติ ส่งผลให้มีปริมาณยาในร่างกายมากเกิน จนเป็นอันตรายกับผู้ป่วยในทางกลับกัน สารจากกัญชาทั้งสองอาจไปเพิ่มกระบวนการขจัดยา ส่งผลให้มีปริมาณยาในร่างกายยาน้อยลงจนไม่เกิดประสิทธิผลในการรักษา ผู้ป่วยจึงไม่หายจากโรคภัยไข้เจ็บ

กลุ่มยาที่อาจเกิดการตีกันกับสารสำคัญในกัญชาจนส่งผลให้มียาปริมาณเพิ่มขึ้น จนทำให้ผลข้างเคียง และอันตรายจากยาที่เพิ่มมากขึ้น อาทิ ยาต้านชักบางชนิด เช่น brivaracetam carbamazepine เป็นต้น กลุ่มยาต้านซึมเศร้า เช่น citalopram เป็นต้น ยาเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน เช่น tacrolimus เป็นต้น ยารักษาโรคไทรอยด์ เช่น levothyroxine เป็นต้น หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น warfarin และในกรณีของ warfarin อาจส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดอาการเลือดไหลไม่หยุดจนเสียชีวิตได้

ในทางกลับกัน สารสำคัญในกัญชาอาจส่งผลให้ยาในร่างกายมีปริมาณน้อยกว่าปกติ อาทิ ยารักษาโรคหอบหืด และถุงลมโป่งพอง เช่น theophylline เป็นต้น หรือยารักษาจิตเวช เช่น olanzapine chlorpromazine เป็นต้น

อีกกรณีหนึ่ง ยาที่รับประทานอยู่อาจไปเพิ่มฤทธิ์หรือผลของกัญชาจนทำให้เกิดอันตราย อาจเกิดอาการหัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง ง่วงซึม ความคิดสับสน การควบคุมและการประสานงานของกล้ามเนื้อผิดปกติจนส่งผลต่อการเคลื่อนไหวต่างๆ ได้ เช่น ยาบางชนิดในกลุ่ม ยาที่ใช้รักษาโรคเชื้อแบคทีเรีย ยารักษาโรคเชื้อรา ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง ยารักษาโรคจิตเวช

ประเด็นหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ กัญชาอาจไปตีกับสมุนไพรอื่น และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิด ทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์หรืออันตรายกับผู้ใช้ได้ เช่น การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของกัญชาร่วมกับ melatonin หรือสมุนไพร St. John’s wort อาจทำให้ผู้ใช้รู้สึกเหนื่อย เพลีย และง่วงซึมมาก

ในอนาคต คาดได้ว่าจะมีผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกัญชาออกมาในรูปแบบที่หลากหลาย ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบที่มีวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ หรือในรูปแบบของผลิตภัณฑ์อื่นๆ ซึ่งก็จะมีปริมาณสาร THC และ CBD แตกต่างกันไป แม้กระทั่งในผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกัน ก็อาจจะมีปริมาณสารดังกล่าวแตกต่างได้เช่นกัน เมื่อสารสำคัญมีปริมาณไม่เท่ากันผลกระทบที่เกิดจากยาตีกันกับกัญชา ก็อาจจะเกิดความรุนแรงในระดับที่ต่างกัน และยากที่จะคาดคะเนได้ 

ฉะนั้น สิ่งที่กล่าวมาเบื้องต้นเป็นเพียงตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่าการใช้กัญชาในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการสูบกัญชา อาจเกิดผลกระทบต่อผู้ป่วยที่รับประทานยาอยู่ และอาจทำให้เกิดผลร้ายอย่างคาดไม่ถึงได้

ผู้ประกอบการที่ต้องการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมต่างๆ ของกัญชา ต้องควบคุมปริมาณสารสำคัญในผลิตภัณฑ์ให้ถูกต้อง เนื่องจากปริมาณสารมีความสำคัญต่อการกำหนดปริมาณการใช้ต่อครั้ง และควรศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการผลิตผลิตภัณฑ์กัญชาให้ถ่องแท้ และเตรียมตัวสำหรับรายละเอียดในข้อบังคับอื่นๆ ในอนาคตด้วย (ถ้ามี) เพื่อความปลอดภัยของชีวิตผู้ใช้

สำหรับผู้ป่วยที่ใช้ยาอื่นๆ อยู่แล้ว และเกิดต้องการใช้ผลิตภัณฑ์กัญชา หรือสูบกัญชา รวมถึงท่านที่มีการใช้กัญชาในรูปแบบต่างๆ อยู่ก่อน แล้ววันหนึ่งเกิดจำเป็นต้องใช้ยา ก็ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดอันตรายจากยาตีกับกัญชา และต้องระลึกไว้เสมอว่าไม่มีอะไรในโลกที่จะมีแต่ประโยชน์ และรักษาได้ทุกโรค

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ต่อมลูกหมากโต รักษาได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/661302

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ต่อมลูกหมากโต รักษาได้

วันจันทร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผู้ชายบางคนเมื่อเข้าสู่วัย 50 ปี ขึ้นไป อาจเริ่มมีอาการปัสสาวะไม่พุ่ง รู้สึกปัสสาวะไม่สุด ปัสสาวะบ่อย หรือกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ โดยทั่วไปอาการที่เกิดขึ้นมักไม่ค่อยรุนแรงแต่กระทบกับความมั่นใจ หรือมีผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอาการเหล่านี้เกิดเนื่องจากภาวะต่อมลูกหมากโต

ต่อมลูกหมากเป็นอวัยวะเล็กๆ ขนาดประมาณผลเกาลัด อยู่ที่บริเวณระหว่างกระเพาะปัสสาวะและอวัยวะเพศชาย ด้านหน้าทวารหนัก ทำหน้าที่สร้างของเหลวหล่อเลี้ยงอสุจิ ปกติแล้วต่อมลูกหมากจะเจริญเติบโตเต็มที่ตอนประมาณอายุ 20 ปี จากนั้นจะมีขนาดคงที่จนกระทั่งเข้าสู่วัยกลางคนจึงจะเริ่มมีขนาดเพิ่มขึ้นอีกครั้ง สาเหตุก็เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศชาย ทำให้ขนาดของต่อมลูกหมากโตขึ้น บีบรัดท่อปัสสาวะให้ตีบ ปัสสาวะไหลผ่านไม่สะดวก เป็นที่มาของอาการปัสสาวะติดขัด ไม่พุ่ง รู้สึกปัสสาวะไม่สุด ปัสสาวะเล็ด ในรายที่มีอาการรุนแรงอาจถึงขั้นปัสสาวะไม่ออก ติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น

ต่อมลูกหมากโตเป็นปัญหาที่พบบ่อยในเพศชายและพบมากขึ้นเรื่อยๆ ตามวัย ผู้ชายที่มีอายุ 50 ปี มีภาวะนี้ประมาณร้อยละ 50 ถ้าอายุยืนยาวถึง 85 ปี จะมีผู้ชายที่มีภาวะต่อมลูกหมากโตถึง 9 ใน 10 คน เรียกได้ว่าไม่ช้าก็เร็วผู้ชายส่วนใหญ่จะต้องเผชิญกับปัญหานี้

ด้านการรักษา พิจารณาจากความรุนแรงของอาการ ในรายที่อยู่ในระยะเริ่มต้น เน้นเรื่องของการปรับพฤติกรรมเป็นหลัก เช่น หากมีปัสสาวะบ่อยในเวลากลางคืน ก็ต้องปรับเวลาการดื่มน้ำ อาจงดดื่มน้ำเวลาใกล้เข้านอน หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนและแอลกอฮอล์ เพราะกระตุ้นให้ปัสสาวะมากขึ้น 

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยส่วนหนึ่งจำเป็นต้องใช้ยาเนื่องจากการปรับพฤติกรรมอาจไม่เพียงพอต่อการควบคุมอาการของโรคต่อมลูกหมากโต ยาที่ใช้รักษาต่อมลูกหมากโตแบ่งเป็น2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ (1) ยาที่ออกฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อในทางเดินปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะได้ง่ายขึ้น ชื่อกลุ่มยาแอลฟา-บล็อกเกอร์ (Alpha Blockers) ซึ่งนอกจากจะทำให้ทางเดินปัสสาวะคลายตัวแล้ว ยังมีผลลดความดันโลหิต ผลข้างเคียงของยากลุ่มนี้จึงอาจทำให้เกิดอาการความดันโลหิตต่ำ หน้ามืดวิงเวียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเปลี่ยนท่าทาง หรือที่เรียกว่า orthostatic hypotension ในผู้ป่วยที่เริ่มรับประทานยาจึงควรค่อยๆ เปลี่ยนท่าทางช้าลงกว่าปกติ แต่เมื่อรับประทานยาไปสักพักอาการนี้ก็จะดีขึ้น 

(2) ยาที่ทำให้ต่อมลูกหมากลดขนาดลง หรือยากลุ่ม 5-แอลฟา รีดักเตส อินฮิบิเตอร์ (5 Alpha Reductase Inhibitor) ซึ่งออกฤทธิ์ลดฮอร์โมนที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของต่อมลูกหมาก ซึ่งผู้ป่วยอาจได้รับยาชนิดใดชนิดหนี่งหรือได้รับยาทั้ง 2 ชนิดนี้ร่วมกัน โดยประสิทธิผลของยาอาจต้องใช้เวลาประมาณ 6 เดือน 

นอกจากยา 2 กลุ่มหลักนี้แล้วแพทย์อาจให้ยาอื่นร่วมด้วยขึ้นกับอาการและลักษณะเฉพาะของผู้ป่วยแต่ละรายสำหรับรายที่มีอาการรุนแรงอาจจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด

ในปัจจุบันอาจจะยังไม่มีแนวทางป้องกันภาวะต่อมลูกหมากโตซึ่งอาจจะถือว่าเป็นข่าวร้าย แต่ข่าวดีก็คือนักวิจัยก็ยังไม่เคยหยุดพัฒนาทั้งด้านยาใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยมากขึ้นและการรักษาด้วยการผ่าตัดที่ก้าวหน้ามากขึ้นทำให้ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดลดลง ที่สำคัญคือผู้ที่มีอาการเข้าได้กับภาวะต่อมลูกหมากโตควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษา เพราะการรักษาตั้งแต่เริ่มเป็นโรคจะง่ายกว่าเมื่อโรคเป็นมากแล้ว

ด้านการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยต่อมลูกหมากโตนอกจากต้องรับประทานยาตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัดและไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอแล้ว การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตต่างๆ ให้สามารถอยู่ร่วมกับโรคเรื้อรังนี้อย่างราบรื่นก็มีความสำคัญ เริ่มจากก่อนนอน 1-2 ชั่วโมงไม่ควรดื่มน้ำ กรณีที่มียาหลังอาหารเย็นหรือก่อนนอน ก็ต้องระมัดระวังปริมาณน้ำที่ดื่มไม่ให้มากเกินไป วิธีนี้จะช่วยลดการปวดปัสสาวะในเวลากลางคืนได้ 

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างวันก็ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ งดหรือลดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือกาเฟอีนไม่อั้นปัสสาวะ ผู้ป่วยที่ปัสสาวะบ่อยหรือกลั้นปัสสาวะไม่ได้ควรฝึกการเข้าห้องน้ำทุก 4-6 ชั่วโมง มีการวิจัยพบว่าการออกกำลังกายด้วยการเดินอย่างน้อยวันละ 30-60 นาทีต่อวันจะช่วยให้อาการดีขึ้น การออกกำลังกาย เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติมีส่วนช่วยให้อาการไม่แย่ลงหรือดีขึ้นได้ 

นอกจากนั้นผู้ป่วยต่อมลูกหมากโตยังควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยาลดน้ำมูก หรือยาแก้แพ้ การใช้ยาทั้ง 2 ชนิดจะทำให้ปัสสาวะได้ลำบาก เนื่องจากยาทำให้กล้ามเนื้อบริเวณท่อปัสสาวะที่ควบคุมการไหลของปัสสาวะหดตัว ดังนั้นผู้ป่วยต่อมลูกหมากโตจึงควรแจ้งประวัติโรคประจำตัวนี้แก่แพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งที่ไปรับบริการ เพื่อให้ได้รับยาที่ไม่ซ้ำเติมให้ภาวะต่อมลูกหมากโตรุนแรงมากยิ่งขึ้น

ผศ.ภญ.ดร.ณัฎฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย