รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เกาต์ โรคที่มีสาเหตุจากกรดยูริก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/676321

รู้เรื่องยา

วันจันทร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ชายวัย 55 ปี มาขอซื้อยาแก้ปวดที่ร้านยาเนื่องจากนิ้วโป้งเท้าอักเสบ บวม แดง เดินลงน้ำหนักแทบไม่ได้ ให้ประวัติเพิ่มเติมว่าคืนก่อนเกิดเรื่องดื่มเบียร์กับไก่ทอดไปมากในระหว่างดูฟุตบอล พอตื่นเช้ามา ปรากฏนิ้วโป้งเท้าอักเสบบวมแดง และบอกว่าไม่เคยมีอาการนี้มาก่อน 

เชื่อว่ากรณีศึกษาที่ยกมาเล่านี้อาจจะใกล้เคียงกับประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคเกาต์หลายราย โรคเกาต์หรือข้ออักเสบเฉียบพลันเกิดจากผลึกของโมโนโซเดียมยูเรตในข้อ ผลึกนี้เกิดขึ้นจากการมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงมานานระยะหนึ่ง ซึ่งเจ้ากรดยูริกนี้มาจากที่ร่างกายสร้างขึ้นเองประมาณ 80% ส่วนอีก 20%ได้จากอาหารที่คนเรารับประทานเข้าไป อาหารที่ทำให้กรดยูริกสูงก็คืออาหารที่มีสารพิวรีนสูง ซึ่งจะกล่าวถึงในภายหลังว่ามีอะไรบ้าง

หลายท่านอาจจะเคยได้ยินว่าเกาต์เกิดจากกินไก่หรืออาหารบางชนิดมากเกินไป ซึ่งเป็นความจริงเพียงบางส่วนเท่านั้น เพราะที่จริงกรดยูริกที่ได้จากอาหารนั้นเป็นเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับที่ร่างกายสร้างขึ้นมา อย่างไรก็ตาม เมื่อทราบว่าตนเองเป็นโรคเกาต์ ผู้ป่วยก็ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ไปเพิ่มระดับกรดยูริกซึ่งจะกระตุ้นให้เกาต์กำเริบขึ้นมาได้ 

ซึ่งจากกรณีศึกษาข้างต้น ผู้ป่วยรายนี้อาจจะมีกรดยูริกสูงมานานแล้วโดยไม่รู้ตัว มีผลึกโมโนโซเดียมยูเรตรอก่อเรื่องอยู่ที่นิ้วโป้งเท้าอยู่ระดับหนึ่งแล้ว เมื่อได้รับเพิ่มจากเบียร์กับไก่ทอด จึงเกิดอาการอักเสบกำเริบขึ้น

โรคเกาต์ แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่มีการอักเสบเฉียบพลันซึ่งมักจะเป็นอยู่สั้นๆ ไม่เกิน 2 สัปดาห์ ระยะนี้รักษาได้ด้วยยาต้านการอักเสบ ซึ่งมีให้เลือกใช้หลายชนิดขึ้นอยู่กับลักษณะของผู้ป่วย ยาที่ใช้ได้ในระยะนี้คือยาต้านอักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ โคลชิซีน (colchicine) ซึ่งการพิจารณาเลือกชนิดของยาจะต้องพิจารณาโรคประจำตัวและการทำงานของไตของผู้ป่วยร่วมด้วย

โรคเกาต์ในระยะที่ 2 คือระยะที่โรคสงบ ผู้ป่วยจะมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงแต่อาจจะไม่มีอาการอักเสบเจ็บปวดของข้อร่วมด้วย แต่ระยะนี้เองก็จำเป็นต้องให้ยาเพื่อลดระดับกรดยูริกด้วยเช่นกัน เพราะการปล่อยให้ระดับกรดยูริกอยู่สูงเรื่อยไปเช่นนั้นจะทำให้เกิดการสะสมผลึกโมโนโซเดียมยูเรตตามข้อต่างๆ จนเกิดข้อผิดรูป เสียหน้าที่การทำงานและพิการได้ในที่สุด รวมถึงกรดยูริกที่สูงในเลือดอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางไตได้ด้วย 

ดังนั้น เมื่อผู้ป่วยเกิดข้ออักเสบที่น่าสงสัยว่าจะเป็นโรคเกาต์ การกินยาบรรเทาอาการเป็นครั้งคราวจึงไม่ถูกต้อง แต่ควรไปรับการตรวจที่โรงพยาบาลเพื่อเช็คระดับกรดยูริกในเลือด หากค่าในเพศชายเกิน7 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หรือในเพศหญิงเกิน 6 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ก็ต้องได้รับยาลดระดับกรดยูริกซึ่งตัวที่นิยมใช้มากที่สุ ดได้แก่ อัลโลพูรินอล (allopurinol) ยานี้เองก็มีข้อควรระวังหลายอย่าง เช่น ต้องปรับขนาดยาตามการทำงานของไต และต้องมีการทดสอบว่าผู้ป่วยมียีนหรือลักษณะทางพันธุกรรมที่เสี่ยงต่อการแพ้ยานี้หรือไม่ เนื่องจากยานี้มีความเสี่ยงทำให้เกิดการแพ้รุนแรง

ส่วนโรคเกาต์ในระยะที่ 3 คือ ผู้ป่วยที่เป็นโรคเกาต์มานานจนมีผลึกโมโนโซเดียมยูเรตสะสมจนเกิดก้อนแข็งตามข้อเห็นได้อย่างชัดเจน ก้อนลักษณะนี้จะมีศัพท์ทางการแพทย์เรียกว่า trophi สำหรับแนวทางการรักษาโรคในระยะที่ 3 ไม่แตกต่างจากระยะที่ 2 ก็คือมุ่งเน้นที่การลดระดับกรดยูริกและขนาดก้อนที่เกิดขึ้นแล้วนั่นเอง

กลับมาที่เรื่องอาหารการกิน เมื่อรู้ตัวแล้วว่าเป็นโรคเกาต์ กินยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอแล้ว ก็ต้องรู้ว่าควรเลี่ยงลดงดเว้นอาหารเครื่องดื่มอะไรบ้าง ที่คนส่วนใหญ่รู้กันอยู่แล้วก็คือ พวกสัตว์ปีก เครื่องใน ยอดผักเช่น กระถิน ชะอม เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิดควรงด แต่ที่คนมักไม่รู้คือ น้ำตาลฟรุคโตสในผลไม้รสหวานต่างๆ หรือเครื่องดื่มหลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำอัดลมก็ส่งผลทำให้กรดยูริกสูงเพิ่มความเสี่ยงเกาต์กำเริบได้ จึงควรหลีกเลี่ยงด้วย

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : รับประทานยาให้ถูกเวลา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/674719

วันจันทร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วพูดถึงการรับประทานยาให้ถูกเวลา ทั้งการรับประทานยาก่อนและหลังอาหารให้ถูกวิธี ยังมียาอีกหลายชนิดที่มีวิธีการรับประทานที่เฉพาะเจาะจงกว่านั้น หากเรามีความเข้าใจและปฏิบัติตามวิธีการรับประทานยาได้อย่างถูกต้อง ก็จะทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษา

หลายครั้งเราอาจได้รับยาที่ฉลากระบุไว้ว่า ให้รับประทานก่อนนอน การรับประทานก่อนนอนนี้เป็นที่เข้าใจกันว่าคือการรับประทานก่อนนอน เป็นการรับประทานก่อนนอนในตอนกลางคืนเพียงครั้งเดียว ไม่ได้หมายความว่าต้องรับประทานยานี้ทุกครั้งที่นอน หากมีการนอนพักผ่อนในช่วงกลางวัน เราก็ไม่จำเป็นต้องรับประทานยานี้อีกครั้งมีบางท่านที่มีเวลานอนไม่ปกติ อาจจะเนื่องมาจากการทำงานที่ต้องทำงานเป็นกะ หากสงสัยว่าจะรับประทานยานี้อย่างไรดี เมื่อได้รับยาที่ฉลากเขียนว่าให้รับประทานก่อนนอนให้ขอปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อการใช้ยาที่ถูกต้องและเพื่อให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตของเรา

ยาบางชนิดมีระบุที่ฉลากว่าให้รับประทานวันละครั้งอาจต้องพิจารณาให้ดีก่อน ในกรณีที่เป็นยาบรรเทาอาการทั่วไป และรับประทานเมื่อมีอาการ การรับประทานวันละครั้งอาจจะหมายถึงช่วงเวลาไหนของวันก็ได้ โดยทั่วไปอาจไม่มีผลเสียอะไรจากการรับประทานคนละช่วงเวลาในแต่ละวัน

หากเป็นยาที่จำเป็นต้องรับประทานต่อเนื่อง เราจะควรรับประทานวันละครั้ง ในช่วงเวลาเดียวกันของวัน เช่น ยาคุมกำเนิด หรืออาจจะเป็นระยะสั้นๆ เช่น ในกรณีของยาปฏิชีวนะ เพื่อให้ยาสามารถที่จะควบคุมระดับยาในเลือดได้อย่างคงที่ในทุกๆ วัน ยาถูกออกแบบมาให้มีออกฤทธิ์หรือมีผลการรักษาต่อเนื่องเป็นเวลา 24 ชั่วโมง แต่หากเรารับประทานตอนเช้า วันต่อมารับประทานตอนเย็น อาจจะทำให้ระยะห่างในการรับประทานยามากเกินกว่า 24 ชั่วโมง ยาก็ไม่สามารถรักษาระดับยาในเลือดให้คงที่ได้ ทำให้ลดประสิทธิภาพในการรักษาไป

ในบางครั้ง เราอาจได้รับยาที่ไม่ได้ระบุให้รับประทานก่อนอาหาร หรือหลังอาหาร แต่ระบุให้รับประทานยาทุก 8 ชั่วโมง ยกตัวอย่างเช่น ยาปฏิชีวนะบางชนิด คำว่ารับประทานทุก 8 ชั่วโมง คือมีเป้าหมายให้เรารับประทานวันละ 3 ครั้งทุก 8 ชั่วโมง โดยไม่นำไปผูกกับมื้ออาหาร เพราะอาหารเช้า กลางวัน และเย็นของเรา อาจไม่ได้ห่างกัน8 ชั่วโมง และโดยเฉพาะระยะห่างระหว่างมื้อเย็นไปจนถึงมื้อเช้าวันรุ่งขึ้น อาจห่างกันกว่า 10-12 ชั่วโมงเลยด้วยซ้ำ ยิ่งในยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อที่เราต้องรักษาระดับยาให้ถึงระดับที่เชื้อไม่สามารถเติบโต หากเรารับประทานยาตามมื้ออาหารอาจจะทำให้ระดับยาในเลือดต่ำเกินไป จนทำให้อาการของโรคแย่ลงก็เป็นได้ เราจึงต้องคำนวณเวลาในการรับประทานยาให้ถูกต้อง และหากฉลากระบุให้รับประทานยาติดต่อกันจนหมด ก็ต้องปฏิบัติตามเพื่อให้เกิดภาวะเชื้อดื้อยาตามมา

นอกจากนี้ยังมียาอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้ผูกกับมื้ออาหาร แต่ไปผูกกับการเดินทางของเรา ยากลุ่มนี้คือยาป้องกันอาการเมารถหรือเมาเรือนั่นเอง เช่น ยาไดเฟนไฮดรามีน เราจะต้องรับประทานยาประเภทนี้ 30 นาทีก่อนออกเดินทางไม่ว่าจะเป็นการโดยสารแบบใด รถยนต์ เรือ หรือเครื่องบินให้นับเวลาครึ่งชั่วโมงก่อนที่ล้อจะหมุนหรือเรือจะแล่นออก หากรับประทานหลังจากนั้นอาจจะไม่เกิดประสิทธิภาพในการป้องกันเท่าที่ควร และหากการเดินทางในครั้งนั้นใช้เวลานานเราสามารถรับประทานซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง หากยังไม่ถึงปลายทาง

ในอีกประเด็นที่อยากจะกล่าวถึง คือยาที่รับประทานคนละเวลากับยาตัวอื่น เช่น ยาผงถ่าน (activated charcoal)หลายท่านอาจเคยใช้ยานี้ตอนที่อาหารเป็นพิษ หรือเพื่อรักษาอาการท้องเสีย เนื่องจากยาชนิดนี้ทำหน้าที่ในการดูดซับสารพิษ ถ้ารับประทานยาผงถ่านพร้อมกับยาชนิดอื่น ยาผงถ่านจะดูดซับยาตัวอื่นด้วย และขับถ่ายออกไปในที่สุด ทำให้ประสิทธิภาพในการรักษาลดลง ดังนั้นหากเราจำเป็นต้องรับประทานยา ยาผงถ่าน และมียาอื่นที่รับประทานอยู่เป็นประจำ เราเว้นระยะเวลาห่างของยาผงถ่านกับยาอื่นๆ โดยรับประทานห่างกัน 2-3 ชั่วโมง

จากตัวอย่างที่ยกมา จะเห็นว่ายาหลายชนิดก็มีวิธีการรับประทานที่แตกต่างกันไป เพื่อให้ได้ประสิทธิผลในการรักษาที่ดีที่สุด เราต้องรับประทานยาให้ถูกเวลา ยาบางชนิดรับประทานเฉพาะเวลามีอาการ ยาบางชนิดรับประทานติดต่อกันจนหมด ยาบางชนิดต้องรับประทานตลอดชีวิตเนื่องจากโรคเรื้อรังที่เป็นอยู่ การอ่านฉลากให้ครบถ้วนสิ่งที่จะช่วยให้เราสามารถรับประทานยาได้ถูกต้อง และหากมีข้อสงสัย ให้ปรึกษาเภสัชกรก่อนใช้ยา

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ 

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : แม่มีสุขภาพดี ของขวัญวันแม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/673335

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : แม่มีสุขภาพดี ของขวัญวันแม่

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : แม่มีสุขภาพดี ของขวัญวันแม่

วันจันทร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

วันแม่แห่งชาติปีนี้ก็ผ่านไปอีกหนึ่งปี ลูกๆ ต่างเสาะแสวงหาของขวัญที่ดีที่สุดให้คุณแม่ บ้างก็พาไปรับประทานอาหารแสนอร่อย บ้างพาไปเที่ยว พาไปไหว้พระทำบุญ บางคนก็พาแม่ไปตรวจสุขภาพประจำปี แต่มีสิ่งหนึ่งที่ลูกๆ ทำเพื่อแม่ได้ตลอดปี โดยไม่ยากเย็นคือ การดูแลและใส่ใจสุขภาพของคุณแม่ เมื่อคุณแม่มีอายุมากขึ้น กลายเป็นผู้สูงวัย ลูกๆ ก็ยิ่งต้องดูแลสุขภาพของแม่มากเป็นพิเศษ 

เรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่คุณแม่ต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษคือมะเร็งปากมดลูก ดังนั้น การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกจึงเป็นเรื่องจำเป็นมาก แม้ว่าในปัจจุบัน อัตราการเกิดมะเร็งปากมดลูกจะลดลง เพราะส่วนใหญ่มีความรู้เรื่องการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย และการฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี ที่เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็งชนิดนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าโอกาสเกิดมะเร็งปากมดลูกจะเป็นศูนย์ 

และสำหรับคุณแม่วัย 40 ปีขึ้นไป ควรไปตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมเพิ่มเติมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามีประวัติญาติสายตรง เช่น คุณแม่ หรือพี่สาว น้องสาวเป็นมะเร็งเต้านมก็ยิ่งต้องรีบไปตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยการเอกซเรย์ โดยทั่วไปการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งทั้ง 2 ชนิดควรทำปีละ 1 ครั้งประโยชน์ของการตรวจคัดกรองคือเมื่อทราบว่ามีโรคมะเร็งในระยะเริ่มต้น ก็จะสามารถรักษาหายขาดได้ไม่ยาก

ส่วนคุณแม่ที่มีวัยสูงขึ้น ก็จะพบปัญหาสุขภาพที่สำคัญเรื่องการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน การขาดแคลเซียม กระดูกบางลง โดยเฉพาะในวัยใกล้หมดประจำเดือน การตรวจสุขภาพประจำปีควรมีการวัดมวลกระดูกเพื่อดูว่ามีภาวะกระดูกบางหรือกระดูกพรุนหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสตรีที่มีรูปร่างเล็ก จะมีความเสี่ยงการเกิดโรคกระดูกพรุนมากขึ้น นอกจากมวลกระดูกแล้ว อาจพิจารณาวัดระดับวิตามินดีในเลือดด้วย เพื่อดูว่ามีภาวะขาดวิตามินดีหรือไม่ เพื่อจะได้ให้การรักษาเสริมได้อย่างเหมาะสม ส่วนในรายที่กระดูกบางอาจแค่ให้เพียงแคลเซียมและวิตามินดีเสริม แต่รายที่กระดูกอยู่ในเกณฑ์พรุนแล้ว ต้องได้รับยายับยั้งการสลายของกระดูกกลุ่มบิสฟอสโฟเนตด้วย มิฉะนั้น อาจมีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหัก นำมาซึ่งการป่วยติดเตียง และเพิ่มข้อจำกัดในการเดินเหินเคลื่อนไหว และอาจส่งผลเสียจนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ 

อันที่จริงแล้ว เรื่องที่กล่าวมานั้นเป็นสิ่งที่ป้องกันได้ถ้าเราใส่ใจดูแลแต่เนิ่นๆ หลายคนอาจจะมีคำถามว่า เราไม่จำเป็นต้องตรวจมวลกระดูกได้ไหม โดยเฉพาะคนที่ถ้าเข้าสู่วัยใกล้หมดประจำเดือน เพราะอนุมานว่าร่างกายขาดแคลเซียม ก็ให้กินแคลเซียมเสริม เพื่อป้องกันการสลายของกระดูกล่วงหน้าไปเลยได้หรือไม่ คำตอบคือ การรับประทานแคลเซียมนั้นสามารถทำได้ เพราะไม่มีอันตรายใดๆ แต่ด้วยอัตราการดูดซึมของแคลเซียมที่ค่อนข้างต่ำ การเสริมเฉพาะแคลเซียมโดยไม่มีวิตามินดีหรือวิตามินอื่นที่ช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมก็อาจไม่ได้ประโยชน์กับร่างกายมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่กระดูกบางหรือพรุนไปแล้ว 

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นด้านพฤติกรรมที่สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อลดความเสี่ยงได้อีกสองถึงสามประเด็น เช่น ลดการดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน เพื่อลดการสูญเสียแคลเซียม หรือในกรณีผู้สูบบุหรี่และดื่มสุรา จะทำให้แคลเซียมดูดซึมได้น้อยลง หากสามารถลดได้ก็จะเป็นประโยชน์กับร่างกายมากขึ้น ส่วนประเด็นสุดท้ายคือการออกกำลังกาย การขยับร่างกายหรือออกกำลังกายจะช่วยลดความเสี่ยงในการสูญเสียแคลเซียมได้ดี ลูกหลานควรชักชวนผู้สูงอายุออกกำลังกายตามความเหมาะสม

สำหรับการซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารให้ผู้สูงวัย การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สมุนไพร หรือวิตามิน ต้องเลือกซื้อ
จากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพราะหากซื้อผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน จะส่งผลเสียต่อร่างกายของคุณแม่ได้ วิธีการตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่ง่ายที่สุดคือ เช็คเลขทะเบียนผลิตภัณฑ์บนฉลาก หรือหากไม่มั่นใจ ก็สามารถปรึกษาเภสัชกรได้ 

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีให้เลือกมากมาย แต่มิได้หมายความว่าผลิตภัณฑ์ทุกชนิดจะเหมาะกับทุกๆ คน เพราะแต่ละคนมีภาวะสุขภาพร่างกายแตกต่างกัน รวมถึงยาที่รับประทานอยู่เป็นประจำก็ต่างกัน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอาจทำให้เกิดภาวะยาตีกันได้ โดยอาจจะตีกับยาหรือตีกับโรคที่เป็นอยู่ก็ได้ ดังนั้น นี่จึงเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ต้องปรึกษาเภสัชกรก่อนรับประทานผลิตภัณฑ์เสริม

ท้ายที่สุด การดูแลสุขภาพของคุณแม่เป็นสิ่งที่เราต้องใส่ใจเป็นพิเศษ ยิ่งคุณแม่มีอายุมากขึ้น ก็ต้องยิ่งให้ท่านได้
รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ พาท่านไปตรวจสุขภาพเป็นประจำอย่างน้อยปีละครั้ง หรือตามช่วงเวลาที่เหมาะสม ลดพฤติกรรมที่เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรค สิ่งเหล่านี้ถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยป้องกัน ลดความเสี่ยง และลดการเกิดโรคภัยไข้เจ็บของคุณแม่ได้ หรือหากตรวจพบความเจ็บไข้ต่างๆ ตั้งแต่เนิ่นๆ ก็สามารถพาคุณแม่ไปรับการรักษาได้ทันเวลา ขอยืนยันว่าไม่มีของขวัญใดสำหรับคุณแม่ ดีไปกว่าการที่คุณแม่มีสุขภาพกาย และสุขภาพใจดี

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม

และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อย่าซื้อยาต้านไวรัสโควิดกินเอง อาจเป็นอันตรายมากกว่าได้ประโยชน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/667327

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อย่าซื้อยาต้านไวรัสโควิดกินเอง อาจเป็นอันตรายมากกว่าได้ประโยชน์

วันจันทร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

โควิดอยู่กับเรามา 2 ปีกว่าแล้ว จากความกลัวและวิตกจนกระทั่งมีวัคซีนออกมาให้ฉีดกันเต็มแขน บางคนทำยอดทะลุไปเข็มที่ห้าที่หกกันแล้วนั้น คงต้องยอมรับกันสักทีว่า โควิดน่าจะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของพวกเราทุกคนกันแล้ว ภาครัฐเองก็ประกาศมาตรการผ่อนคลายในหลายๆ ภาคส่วนเพื่อให้การดำเนินธุรกิจต่างๆ สามารถทำได้ใกล้เคียงกับก่อนโควิด แต่เราก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้คนรอบตัวเราทยอยติดกันเรื่อยๆ และดูเหมือนว่าจะพบคนติดมากกว่าคนไม่ติดแล้ว คนที่ติดแล้วก็ยังสามารถติดซ้ำได้อีกนอกจากนี้ การเข้าถึงยาและการรักษาดูเหมือนจะยังเป็นเรื่องยาก ทำให้หลายท่านหาซื้อยาต้านโควิดจากทางออนไลน์มากินเองหรือเก็บไว้เผื่อฉุกเฉิน เนื่องจากความกังวลว่าการรับบริการจากภาครัฐจะไม่ทันใจหรือล่าช้า

การใช้ยาต้านไวรัสต้องระมัดระวังเรื่องข้อบ่งใช้ให้รัดกุมยิ่งขึ้น การพิจารณาว่าใครจะต้องใช้ยาหรือไม่และต้องใช้ยาอะไรนั้นมีเกณฑ์ที่ชัดเจนอยู่ซึ่งผู้พิจารณาต้องเป็นแพทย์เท่านั้น เพราะการใช้ยานอกจากจะเสี่ยงต่อการเกิดอาการแพ้ยา อาการไม่พึงประสงค์จากยา ยาตีกับยาที่รับประทานอยู่เดิม รวมถึงเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาเชื้อดื้อยาในอนาคต ถึงตรงนี้อาจมีคำถามว่า แล้วเมื่อไหร่จะต้องใช้ยา หรือกรณีแบบไหนจะได้รับยาอะไร ก็คือ เราจะพิจารณาเรื่องความรุนแรงของอาการและปัจจัยเสี่ยงของผู้ป่วยเข้าด้วยกัน และในผู้ป่วยบางราย ยาต้านไวรัสชนิดรับประทาน อาจมีความจำเป็นต้องใช้ยาฉีดสำหรับต้านไวรัสเรมเดซิเวียร์ การจะซื้อยามากินเองรังแต่จะทำให้การรักษาที่ถูกต้องเป็นไปได้ช้า และไม่ส่งผลดีใดๆ เลยด้วยซ้ำ

ดังนั้น หากจะใช้ยาต้านไวรัสไม่ว่าจะเป็น ฟาวิพิราเวียร์ โมลนูพิราเวียร์ หรือจะเป็นยาผสมเนิร์มาทรีเวียร์กับริโทนาเวียร์ (แพกซ์โลวิด) หรือยาฉีดเรมเดซิเวียร์ จะต้องได้รับการประเมินจากแพทย์กับเภสัชกรก่อนว่ายาที่จะใช้ไม่ตีกับยาเดิมที่ใช้อยู่ เหมาะสมกับสภาวะการทำงานของตับไตของผู้ป่วย รวมถึงต้องมีการคำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัวให้ผู้ป่วยได้รับอย่างถูกต้องด้วย ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นต้องการเน้นย้ำว่า การเริ่มยาต้านไวรัสใดๆ เป็นเรื่องที่ประชาชนไม่ควรตัดสินใจทำเองเป็นอย่างยิ่งเพราะอาจจะได้รับความเสี่ยงมากกว่าประโยชน์จากยานั่นเอง

การซื้อยาออนไลน์มีความเสี่ยงอย่างมากปัจจุบันพบเห็นว่ามีการขายยาโมลนูพิราเวียร์ผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าตกใจ เนื่องจากยาตัวนี้ยังเป็นแค่ยาได้รับอนุญาตสำหรับใช้ในสภาวะฉุกเฉินเท่านั้น แปลว่าข้อมูลของประสิทธิผลและความปลอดภัยยังคงต้องถูกพิจารณา และเก็บข้อมูลต่อไป ความเสี่ยงหลายประการจากการซื้อยาโมลนูพิราเวียร์ ออนไลน์ (รวมถึงยาชนิดอื่นๆ ด้วย) ประการแรกคือ อาจจะได้ยาปลอมหรือยาที่ต่ำกว่ามาตรฐาน หรือยาที่ไม่มีคุณภาพ เนื่องจากในกระบวนการ ซึ่งอาจมาจากผู้ประกอบการบางรายที่ผลิตขึ้นมาเพื่อหวังผลกำไรจากภาวะวิกฤตตอนนี้ โดยส่วนใหญ่ ยาปลอมหรือยาที่ต่ำกว่ามาตรฐาน หรือยาที่ไม่มีคุณภาพ มักจะถูกผลิตมาจากโรงงานที่ไม่มีคุณภาพ หรือเป็นโรงงานที่ผิดกฎหมาย ที่อยู่ทั้งในและต่างประเทศ นั่นแปลว่าอาจจะมีตัวยาสำคัญไม่ครบหรืออาจมีการปนเปื้อนจากสิ่งอื่นๆ ที่มาจากตัวยาสำคัญและกระบวนการผลิต ยาปลอมและยาต่ำกว่ามาตรฐานนี้มักจะพบได้ง่ายในแถบตะเข็บชายแดนของไทยและอาจจะมีการนำเข้ามาจากต่างประเทศ ฉะนั้นท่านที่ซื้อยาจากออนไลน์ ประการแรก ท่านอาจจะไม่ได้ตัวยาที่ท่านต้องการ ประการที่สอง ท่านอาจจะได้รับยาคุณภาพต่ำหรือยาที่เสื่อมสลายเนื่องจากการเก็บรักษาของผู้ขายที่อาจจะไม่ได้เก็บรักษาตามมาตรฐานของการเก็บยาที่ถูกต้อง รวมถึงการขนส่งด้วยอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม ความร้อนความชื้นที่มาจากดินฟ้าอากาศสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ทำให้ยาเกิดการเสื่อมสลาย และทำให้ปริมาณยาหรือโดสหายไป และในบางครั้งการเสื่อมสลายของยาอาจจะทำให้เกิดเป็นสารที่ทำให้เป็นพิษต่อร่างกายได้ฉะนั้นการซื้อยาออนไลน์จึงมีความเสี่ยงอย่างมาก ที่ท่านจะไม่ได้รับผลการรักษาจากยาชนิดนั้นๆ หรือท่านอาจจะได้รับพิษเสียด้วยซ้ำ

ในการใช้ยาต้านไวรัสโควิด ยาแต่ละชนิดมีข้อจำกัดการใช้ยกตัวอย่าง เช่น ยาโมลนูพิราเวียร์ จากข้อมูลที่มีอยู่ พบว่าช่วยลดการนอนโรงพยาบาลหรือเสียชีวิตได้เพียงร้อยละ 30 นอกจากนี้ผู้ป่วยอาจเกิดอาการแพ้ รวมถึงการแพ้แบบรุนแรงได้ ในผู้ป่วยที่ต่ำกว่า 18 ปี ก็อาจเป็นพิษต่อระบบกระดูกและกระดูกอ่อนได้ ทั้งผู้ชายและผู้หญิงวัยเจริญพันธ์ุ ที่ใช้ยาตัวนี้ ถ้าเกิดการตั้งครรภ์ระหว่างการใช้ยาตัวนี้อาจทำให้ทารกเกิดความผิดปกติได้ นอกจากนั้นเองในผู้ป่วยที่มีอาการหนัก ยาตัวนี้อาจจะไม่ได้ผลการรักษาอย่างที่ท่านคาดหวังได้ สำหรับยาผสมเนิร์มาทรีเวียร์กับริโทนาเวียร์ หรือแพกซ์โลวิดก็มีปัญหาในเรื่องของยาตีกับยาตัวอื่นอยู่พอสมควร ฉะนั้นการสั่งจ่ายจึงมีความจำเป็นให้แพทย์หรือเภสัชกรพิจารณาอย่างใกล้ชิด ฉะนั้นท่านจะเห็นได้ว่าการที่เราไปซื้อยามาเอง (ซึ่งอาจจะได้ยาที่ไม่มีคุณภาพเสียด้วยซ้ำ) ท่านอาจจะไม่ได้รับประโยชน์จากการรักษา รวมถึงการได้รับอันตรายจากการใช้ยาอีก คงต้องเป็นภารกิจที่สำคัญอีกครั้งหนึ่งของภาครัฐที่ต้องจัดหายาเหล่านี้ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับปริมาณความต้องการของผู้ป่วยที่จะเกิดขึ้นในประเทศ การคาดการณ์ที่ดี และการบริหารจัดการมีความจำเป็นอย่างสูง และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือภาครัฐต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ว่าพวกท่านสามารถจะบริหารจัดการเรื่องเหล่านี้ให้กับประเทศได้ ท้ายสุด mRNA วัคซีนเข็มกระตุ้นมีความจำเป็นอย่างสูง และมีผลช่วยลดการเจ็บหนักและเสียชีวิตได้มากกว่ายาบางชนิดเสียด้วยซ้ำ บวกกับการใส่หน้ากากในสถานที่ ที่ไม่มีอากาศถ่ายเทไม่ดี การล้างมือบ่อยๆ คงเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินอยู่เพื่อลดการแพร่กระจายของโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งปกป้องคนที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเจ็บหนัก หรือภูมิคุ้มกันต่ำ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : Evusheld ทางเลือกของผู้ป่วยภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/665846

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : Evusheld ทางเลือกของผู้ป่วยภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

วันจันทร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

Evusheld เป็นแอนติบอดี (antibody) สำเร็จรูปหรือภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปเพื่อป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 (หรือกล่าวแบบตรงไปตรงมาได้ว่าเพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อโควิด-19) Evusheld ได้รับอนุมัติภายใต้การอนุญาตแบบมีเงื่อนไขในสถานการณ์ฉุกเฉินจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2565 เมื่อได้รับการฉีด Evusheld ซึ่งเป็นแอนติบอดีสำเร็จรูปแล้ว ร่างกายเราจะมีภูมิคุ้มกันเลย และพร้อมที่จะต่อสู้กับเชื้อไวรัสโควิด-19ได้ทันที กล่าวคือถ้าเราเกิดได้รับเชื้อไวรัสโควิด-19 Evusheldจะไปสู้กับเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยไปจับกับโปรตีนหนามของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้เชื้อไวรัสไม่สามารถเข้าไปในเซลล์ของเราได้ เราจึงไม่เป็นโควิด ซึ่ง Evusheld สามารถออกฤทธิ์ป้องกัน หรือลดการติดเชื้อได้ยาวถึง 6 เดือนหลังจากฉีด แอนติบอดี้สำเร็จรูปแตกต่างจากวัคซีน เนื่องจากเมื่อวัคซีนเข้าสู่ร่างกายแล้ว วัคซีนจะไปสอนหรือไปกระตุ้นให้เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อเตรียมพร้อมกับการสู้กับเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้

Evusheld ถูกออกแบบและผลิตโดยบริษัท AstraZenecaซึ่งประกอบไปด้วยยาแอนติบอดี 2 ชนิด ได้แก่ tixagevimab 1 ขวด และ cilgavimab 1 ขวด ให้โดยการฉีดยาแต่ละชนิดเข้ากล้ามเนื้อที่ก้น ข้างซ้ายหนึ่งเข็ม ข้างขวาหนึ่งเข็ม สามารถใช้ได้ในผู้ที่อายุ 12 ปีขึ้นไป และมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 40 กิโลกรัม ยานี้เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาต่อการตอบสนองวัคซีน เมื่อได้รับวัคซีนแล้วไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้เหมือนคนอื่นๆ เช่น ผู้ที่มีภูมิต้านทานไม่แข็งแรง หรือภูมิคุ้มกันที่ไม่ปกติ ผู้ป่วยที่รับประทานยากดภูมิอยู่ ผู้ป่วยที่มีการปลูกถ่ายอวัยวะ ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งและทำการรักษาอยู่ ผู้ป่วยโรค HIV หรือผู้ป่วยที่รับประทานยาสเตียรอยด์ในขนาดสูงเป็นระยะเวลาหนึ่งเป็นต้น รวมถึงคนที่มีอาการแพ้วัคซีนรุนแรงทำให้ไม่สามารถรับการฉีดวัคซีนได้ครบ Evusheld จึงเป็นคำตอบของคนกลุ่มนี้ซึ่งทำให้ท่านเหล่านี้มีภูมิคุ้มกัน และสามารถดำเนินชีวิตในสังคมได้ในช่วงที่ยังมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อยู่

จากการศึกษาทางคลินิกในช่วงก่อนที่จะมีการระบาดของโอมิครอน พบว่า Evusheld มีความสามารถในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ถึงเกือบ 80% และจากการศึกษาเบื้องต้นในหลอดทดลองพบว่า Evusheld สามารถป้องกันการติดเชื้อโอมิครอนได้เช่นกัน ทั้งนี้ข้อมูลในสถานการณ์จริงอาจจะมีให้เห็นกันในเร็วๆ นี้

อย่างไรก็ตาม Evusheld ไม่ได้ออกแบบเพื่อมาทดแทนวัคซีน ผู้ที่สามารถฉีดวัคซีนได้ ก็ยังมีความจำเป็นในการได้รับวัคซีน

โดยทั่วไปผลข้างเคียงจากการฉีด Evusheld อาจเกิดรอยแดงบริเวณฉีด ในบางคนอาจมีผลข้างเคียงต่อระบบหัวใจหรือหลอดเลือด และในบางคนก็มีโอกาสแพ้ Evusheld ได้เช่นเดียวกับยาหรือวัคซีนอื่นๆ ดังนั้นหลังฉีด Evusheld จำเป็นต้องมีการสังเกตการณ์อย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง

สำหรับในประเทศไทย ทางกระทรวงสาธารณสุขคงจะมีแนวทางการได้รับการฉีด Evusheld และเกณฑ์ของผู้ที่ควรจะได้รับการฉีดเป็นลำดับแรกๆ สำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 แล้ว หากอยู่ในกลุ่มที่จำเป็นต้องได้รับ Evusheld ก็สามารถฉีด Evusheld หลังจากได้รับวัคซีนโควิด-19 ไปแล้ว 2 อาทิตย์

เนื่องจาก Evusheld เป็นแอนติบอดีสำเร็จรูป จึงมีแนวโน้มในอนาคตที่อาจจะใช้ Evusheld สำหรับรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 ทั้งนี้ต้องรอผลการศึกษาและการพิจารณาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาในต่างประเทศ Evusheld จึงอาจจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการรักษาโควิด-19 ในอนาคตได้

ในปัจจุบัน จำนวนผู้ป่วยโควิด-19 เพิ่งเห็นอย่างได้ชัดทั้งที่ตัวเลขที่รายงานอาจไม่สูงอย่างที่เรารู้สึก ในขณะที่มีคนรอบข้างติดเชื้ออยู่มากพอสมควร และในบางโรงพยาบาลเริ่มเต็มไปด้วยผู้ป่วยโควิด ผู้ป่วยโควิดที่มีอาการน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นคนที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว สำหรับท่านที่ไม่เคยได้รับวัคซีนชนิด mRNA ไม่ว่าจะเป็นของบริษัทไฟเซอร์ หรือโมเดอร์นา ท่านควรที่ต้องได้รับวัคซีนชนิด mRNA เป็นเข็มกระตุ้น เพื่อให้มั่นใจว่าท่านมีภูมิคุ้มกันที่ดีพอ พร้อมที่จะสู้กับโรคสำหรับท่านที่เคยติดเชื้อโควิด-19 มาแล้วในอดีต ยังมีความจำเป็นต้องได้รับวัคซีนเพื่อกระตุ้นภูมิ เนื่องจากการเป็นโควิด-19ของแต่ละท่านไม่สามารถบอกได้ว่าจะมีภูมิคุ้มกันในระดับที่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้เท่ากับวัคซีนหรือไม่

ดังนั้นเข็มกระตุ้นจึงมีความจำเป็นอยู่ในปัจจุบัน เพื่อเราและประเทศจะได้สามารถดำเนินชีวิตได้ต่อไป สำหรับท่านที่มีภูมิต้านทานไม่แข็งแรง เนื่องจากความเจ็บป่วยจากโรคต่างๆ หรือมีการใช้ยาบางชนิด Evusheld เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน และป้องกันโควิด-19 ให้กับท่านได้ ท้ายนี้สุขอนามัย การล้างมือ สวมหน้ากากอนามัยในที่แออัด ยังมีความจำเป็นอยู่เสมอ

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ไมเกรน ปวดหัวแบบไหนคือไมเกรน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/664365

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ไมเกรน ปวดหัวแบบไหนคือไมเกรน

วันจันทร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ปวดศีรษะ ปวดหัวเป็นอาการที่พบบ่อยในคนทั่วไปดังนั้นยาแก้ปวดจึงถูกใช้บ่อยมากสำหรับคนที่มีอาการปวดหัว (และอาจจะปวดบริเวณอื่นด้วย) เมื่อคนทั่วไปปวดหัว ก็มักจะใช้ยาแก้ปวดจำพวกพาราเซตามอล แต่หลายคนอาจเคยได้ยินว่า ถ้าอาการปวดศีรษะเพียงข้างใดข้างหนึ่ง หรือพูดภาษาชาวบ้านคือปวดหัวข้างเดียว นั่นไม่ใช่อาการปวดศีรษะธรรมดาที่แก้ได้ด้วยยาพาราเซตามอล แต่มันคือปวดศีรษะไมเกรน ต้องใช้ยาที่แรงกว่าพาราเซตามอลเพื่อจัดการลดอาการปวด

ก่อนอื่นต้องบอกว่า ปวดศีรษะไมเกรนเป็นอาการเจ็บป่วยที่มีอยู่จริงและพบได้บ่อย แต่การปวดศีรษะข้างเดียวเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีอาการอื่นร่วมด้วย อาจม่ใช่การปวดศีรษะไมเกรนก็ได้ ดังนั้น เราต้องพิจารณาว่าหากครั้งหน้าเราปวดศีรษะข้างเดียวจะเรียกว่าไมเกรนได้ไหม 

เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ปวดศีรษะไมเกรนมีอาการอย่างไร รักษาอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยอย่างไร ยังคงใช้ยาพาราเซตามอลได้หรือไม่ หรือต้องใช้ยาอื่นร่วมด้วย

ไมเกรน (Migraine) หมายถึงอาการปวดศีรษะเรื้อรังชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยไมเกรนมักเป็นๆ หายๆ อาการปวดที่เกิดขึ้นมักรุนแรงจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่สามารถทำงานหรือเรียนหนังสือได้ตามปกติ ผู้ป่วยอาจปวดศีรษะทั้งสองข้างหรือปวดเพียงข้างเดียวก็ได้ อาจจะปวดตุ๊บๆ เป็นจังหวะ เมื่อเริ่มปวดมักปวดไม่มาก แต่จะปวดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนทนไม่ไหว ขณะปวดศีรษะผู้ป่วยส่วนหนึ่งจะมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เมื่อเกิดอาการไมเกรนขึ้นผู้ป่วยจะมีอาการปวดนานหลายชั่วโมง บางครั้งอาจนานเป็นวันแล้วอาการจะค่อยๆ ดีขึ้นและหายเอง หากผู้ป่วยได้พักผ่อนเต็มที่ อย่างไรก็ตาม การใช้ยาบรรเทาปวดจะช่วยทำให้หายจากไมเกรนเร็วขึ้น

นอกจากอาการอื่นที่เกิดร่วมกับอาการปวดศีรษะไมเกรน ส่วนหนึ่งของผู้ป่วยไมเกรนจะมีอาการนำก่อนปวดศีรษะ เรียกว่า ออรา (Aura) เช่น เห็นแสงวูบวาบ ตาพร่า หรือมีความรู้สึกว่าประสาทสัมผัสไวกว่าปกติ เช่น รู้สึกหนวกหูมากขึ้นเมื่ออยู่ในที่เสียงดัง จมูกไวต่อกลิ่นต่างๆ จนผิดปกติ

ไมเกรนพบได้บ่อยในเพศหญิงวัยเจริญพันธุ์ อย่างไรก็ตามอาการนี้อาจพบได้ในทุกเพศทุกวัย สาเหตุที่แท้จริงของการเกิดไมเกรนยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด อาจเกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง หรืออาจเกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดในสมองร่วมด้วย และส่วนมากผู้ป่วยไมเกรนจะมีปัจจัยเสี่ยงหรือปัจจัยกระตุ้นที่สังเกตได้ชัดเจนก่อนเกิดอาการปวดศีรษะ เช่น เครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ อยู่ในที่แสงจ้านานๆ หรืออยู่ในที่เสียงดังมากๆ และเกิดจากการรับประทานอาหารบางชนิด หรือช่วงก่อนมีประจำเดือนของสตรี สิ่งเหล่านี้อาจทำให้เกิดอาการไมเกรนได้บ่อยกว่าปกติ ผู้เป็นไมเกรนต้องสังเกตปัจจัยกระตุ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการปวดศีรษะไมเกรน

การรักษาหลัก คือใช้ยาบรรเทาปวด ในบางรายก็ใช้ยาพาราเซตามอลแล้วได้ผลดี แต่ส่วนใหญ่มักต้องการยาที่ออกฤทธิ์บรรเทาปวดรุนแรงกว่า ยาที่ผู้ป่วยนิยมหาจากร้านยาเพื่อบรรเทาปวดไมเกรน คือ cafergot เป็นชื่อทางการค้าของยาสูตรผสมระหว่างยา ergotamine และ caffeine ซึ่งค่อนข้างให้ผลดีในการบรรเทาอาการไมเกรน แต่ก็มีวิธีใช้เฉพาะและมีข้อควรระวังที่ควรใส่ใจเป็นพิเศษเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในผู้ไวต่อ caffeine เช่น ผู้ที่ดื่มกาแฟแล้วใจสั่นมากจนทนไม่ได้ อาจไม่สามารถใช้ยานี้ได้ และแม้จะไม่ได้เป็นคนที่ทนกาแฟไม่ได้ หากใช้ยานี้ก็ควรหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟเพราะในยามี caffeine อยู่ ส่วนวิธีการใช้ยาก็แตกต่างจากยาพาราเซตามอล คือ กินครั้งละ 1-2 เม็ด เมื่อมีอาการปวดและกินซ้ำได้ครั้งละ 1 เม็ด ทุก 30 นาทีหากอาการยังไม่ดีขึ้น แต่ที่สำคัญคือห้ามกินเกินวันละ 6 เม็ด และในหนึ่งสัปดาห์ไม่ควรกินเกิน 10 เม็ด

อาการข้างเคียงจากการใช้ยาคือ คลื่นไส้ อาเจียน ใจสั่น ความดันโลหิตสูง เจ็บหน้าอก ปลายมือปลายเท้าเย็น เป็นต้น ที่สำคัญคือ ยานี้อาจตีกับยาอื่นได้ หากผู้ป่วยมีโรคเรื้อรังหรือกำลังใช้ยาอื่นอยู่ ต้องแจ้งให้เภสัชกรตรวจสอบก่อนว่าสามารถใช้ยานี้กับยาที่กำลังใช้อยู่ได้หรือไม่ เพราะหากผู้ป่วยใช้ยาบางอย่างที่ทำให้ระดับของยา carfergot  มากเกินไปจนทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะส่วนปลาย เช่น ปลายมือปลายเท้าหดเกร็งมากเกินไป อาจทำให้อวัยวะเหล่านั้นขาดเลือดจนเกิดเนื้อตาย ซึ่งหากแก้ไขไม่ทัน อาจทำให้ต้องสูญเสียอวัยวะหรือเสียชีวิต

สำหรับยาอื่นที่ใช้บรรเทาอาการไมเกรนได้ ได้แก่ ยาบรรเทาปวดกลุ่ม NSAIDs อาทิ ยา ibuprofen, naproxen, diclofenac เป็นต้นซึ่งยากลุ่มนี้ก็มีอาการไม่พึงประสงค์เช่นเดียวกันคือระคายเคืองกระเพาะอาหาร จึงควรกินยากลุ่มนี้หลังอาหารทันที แล้วดื่มน้ำมากๆ ตาม

นอกจากการใช้ยาดังกล่าวแล้ว ยังมีวิธีอื่นที่ช่วยบรรเทาอาการปวดไมเกรน ได้แก่ การประคบเย็น การพักผ่อนในห้องที่มืดสงบเงียบ อาการเย็น เป็นต้น แต่ที่แนะนำคือผู้ป่วยต้องสังเกตและหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นอาการ เพื่อลดความถี่ของการปวดศีรษะ และหากมีอาการปวดเกิดขึ้นบ่อย เช่น ปวดทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ถือว่าเป็นการปวดไมเกรนที่มีความถี่มาก จำเป็นต้องไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาโดยด่วน 

ผศ.ภญ.ดร.ณัฎฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ระวัง! กัญชาตีกับยาที่ใช้ประจำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/662849

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ระวัง! กัญชาตีกับยาที่ใช้ประจำ

วันจันทร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.05 น.

หลังจากมีข่าวว่ารัฐบาลปลดล็อกให้กัญชาไม่ใช่ยาเสพติดอีกต่อไป ก็ทำให้หลายต่อหลายคนสับสนในการนำกัญชาไปใช้ในชีวิตประจำวัน ดังนั้นจึงพบว่ามีการนำกัญชาไปผสมกับอาหารต่างๆ รวมถึงเครื่องดื่มและขนมจนวุ่นวายไปหมดแล้วสุดท้ายสังคมก็ได้พบว่ามีผู้ได้รับอันตรายจากการบริโภคกัญชาจนบางรายป่วยหนักต้องเข้ารักษาตัวโดยด่วนในโรงพยาบาล 

การปรากฏเรื่องเช่นนี้ถือได้ว่าไม่น่าแปลกใจมากนัก เพราะสังคมสับสนกับการใช้กัญชา และจะเกิดเรื่องไม่พึงประสงค์ทำนองนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ตราบเท่าที่สังคมของเรายังไม่มีมาตรการรอบคอบในการใช้กัญชาในชีวิตประจำวัน 

ในวันนี้ขอบอกเล่าถึงข้อกังวลใจจากการใช้กัญชา สารสกัดกัญชา ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีกัญชาเป็นองค์ประกอบ รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่มีกัญชาผสม ที่โดยที่สารสำคัญในกัญชาไปทำปฏิกิริยากับยาที่ผู้ป่วยใช้อยู่ก่อนหน้านี้ ซึ่งเรียกว่าอาการยาตีกัน

เนื่องจากกัญชามีสารเคมีอยู่มากกว่า 50 ชนิด ชึ่งตัวหลักๆ ที่สังคม และการแพทย์พูดถึงบ่อยๆ คือ THC (delta-9-tetrahydrocannabinol) และ CBD (cannabidiol) ซึ่งสารเคมีเหล่านี้ อาจไปตีกับยาที่ผู้ป่วยใช้อยู่แล้ว เพราะสารเคมีในกัญชาก็เหมือนกับสารเคมีหรือยาอื่นๆ ที่มีโอกาสเกิดปฏิกิริยาต่อกันได้ การที่สารสำคัญในกัญชาเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นๆ นั้น ก่อให้เกิดผลลัพธ์หลายประการ ประการแรกผู้ป่วยอาจได้รับผลข้างเคียง หรืออันตรายจากยาที่ใช้ร่วม หรือจาก THC หรือ CBD มากขึ้น ประเด็นที่สอง สารสำคัญสามารถที่จะไปเปลี่ยนผลการรักษาของยาในร่างกาย เช่น สาร THC หรือ CBD ไปยับยั้งหรือลดกระบวนการการกำจัดออกฤทธิ์ของยา จนยาไม่ถูกขจัดออกจากร่างกายตามปกติ ส่งผลให้มีปริมาณยาในร่างกายมากเกิน จนเป็นอันตรายกับผู้ป่วยในทางกลับกัน สารจากกัญชาทั้งสองอาจไปเพิ่มกระบวนการขจัดยา ส่งผลให้มีปริมาณยาในร่างกายยาน้อยลงจนไม่เกิดประสิทธิผลในการรักษา ผู้ป่วยจึงไม่หายจากโรคภัยไข้เจ็บ

กลุ่มยาที่อาจเกิดการตีกันกับสารสำคัญในกัญชาจนส่งผลให้มียาปริมาณเพิ่มขึ้น จนทำให้ผลข้างเคียง และอันตรายจากยาที่เพิ่มมากขึ้น อาทิ ยาต้านชักบางชนิด เช่น brivaracetam carbamazepine เป็นต้น กลุ่มยาต้านซึมเศร้า เช่น citalopram เป็นต้น ยาเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน เช่น tacrolimus เป็นต้น ยารักษาโรคไทรอยด์ เช่น levothyroxine เป็นต้น หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น warfarin และในกรณีของ warfarin อาจส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดอาการเลือดไหลไม่หยุดจนเสียชีวิตได้

ในทางกลับกัน สารสำคัญในกัญชาอาจส่งผลให้ยาในร่างกายมีปริมาณน้อยกว่าปกติ อาทิ ยารักษาโรคหอบหืด และถุงลมโป่งพอง เช่น theophylline เป็นต้น หรือยารักษาจิตเวช เช่น olanzapine chlorpromazine เป็นต้น

อีกกรณีหนึ่ง ยาที่รับประทานอยู่อาจไปเพิ่มฤทธิ์หรือผลของกัญชาจนทำให้เกิดอันตราย อาจเกิดอาการหัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง ง่วงซึม ความคิดสับสน การควบคุมและการประสานงานของกล้ามเนื้อผิดปกติจนส่งผลต่อการเคลื่อนไหวต่างๆ ได้ เช่น ยาบางชนิดในกลุ่ม ยาที่ใช้รักษาโรคเชื้อแบคทีเรีย ยารักษาโรคเชื้อรา ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง ยารักษาโรคจิตเวช

ประเด็นหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ กัญชาอาจไปตีกับสมุนไพรอื่น และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิด ทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์หรืออันตรายกับผู้ใช้ได้ เช่น การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของกัญชาร่วมกับ melatonin หรือสมุนไพร St. John’s wort อาจทำให้ผู้ใช้รู้สึกเหนื่อย เพลีย และง่วงซึมมาก

ในอนาคต คาดได้ว่าจะมีผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกัญชาออกมาในรูปแบบที่หลากหลาย ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบที่มีวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ หรือในรูปแบบของผลิตภัณฑ์อื่นๆ ซึ่งก็จะมีปริมาณสาร THC และ CBD แตกต่างกันไป แม้กระทั่งในผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกัน ก็อาจจะมีปริมาณสารดังกล่าวแตกต่างได้เช่นกัน เมื่อสารสำคัญมีปริมาณไม่เท่ากันผลกระทบที่เกิดจากยาตีกันกับกัญชา ก็อาจจะเกิดความรุนแรงในระดับที่ต่างกัน และยากที่จะคาดคะเนได้ 

ฉะนั้น สิ่งที่กล่าวมาเบื้องต้นเป็นเพียงตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่าการใช้กัญชาในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการสูบกัญชา อาจเกิดผลกระทบต่อผู้ป่วยที่รับประทานยาอยู่ และอาจทำให้เกิดผลร้ายอย่างคาดไม่ถึงได้

ผู้ประกอบการที่ต้องการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมต่างๆ ของกัญชา ต้องควบคุมปริมาณสารสำคัญในผลิตภัณฑ์ให้ถูกต้อง เนื่องจากปริมาณสารมีความสำคัญต่อการกำหนดปริมาณการใช้ต่อครั้ง และควรศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการผลิตผลิตภัณฑ์กัญชาให้ถ่องแท้ และเตรียมตัวสำหรับรายละเอียดในข้อบังคับอื่นๆ ในอนาคตด้วย (ถ้ามี) เพื่อความปลอดภัยของชีวิตผู้ใช้

สำหรับผู้ป่วยที่ใช้ยาอื่นๆ อยู่แล้ว และเกิดต้องการใช้ผลิตภัณฑ์กัญชา หรือสูบกัญชา รวมถึงท่านที่มีการใช้กัญชาในรูปแบบต่างๆ อยู่ก่อน แล้ววันหนึ่งเกิดจำเป็นต้องใช้ยา ก็ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดอันตรายจากยาตีกับกัญชา และต้องระลึกไว้เสมอว่าไม่มีอะไรในโลกที่จะมีแต่ประโยชน์ และรักษาได้ทุกโรค

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ต่อมลูกหมากโต รักษาได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/661302

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ต่อมลูกหมากโต รักษาได้

วันจันทร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผู้ชายบางคนเมื่อเข้าสู่วัย 50 ปี ขึ้นไป อาจเริ่มมีอาการปัสสาวะไม่พุ่ง รู้สึกปัสสาวะไม่สุด ปัสสาวะบ่อย หรือกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ โดยทั่วไปอาการที่เกิดขึ้นมักไม่ค่อยรุนแรงแต่กระทบกับความมั่นใจ หรือมีผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอาการเหล่านี้เกิดเนื่องจากภาวะต่อมลูกหมากโต

ต่อมลูกหมากเป็นอวัยวะเล็กๆ ขนาดประมาณผลเกาลัด อยู่ที่บริเวณระหว่างกระเพาะปัสสาวะและอวัยวะเพศชาย ด้านหน้าทวารหนัก ทำหน้าที่สร้างของเหลวหล่อเลี้ยงอสุจิ ปกติแล้วต่อมลูกหมากจะเจริญเติบโตเต็มที่ตอนประมาณอายุ 20 ปี จากนั้นจะมีขนาดคงที่จนกระทั่งเข้าสู่วัยกลางคนจึงจะเริ่มมีขนาดเพิ่มขึ้นอีกครั้ง สาเหตุก็เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศชาย ทำให้ขนาดของต่อมลูกหมากโตขึ้น บีบรัดท่อปัสสาวะให้ตีบ ปัสสาวะไหลผ่านไม่สะดวก เป็นที่มาของอาการปัสสาวะติดขัด ไม่พุ่ง รู้สึกปัสสาวะไม่สุด ปัสสาวะเล็ด ในรายที่มีอาการรุนแรงอาจถึงขั้นปัสสาวะไม่ออก ติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น

ต่อมลูกหมากโตเป็นปัญหาที่พบบ่อยในเพศชายและพบมากขึ้นเรื่อยๆ ตามวัย ผู้ชายที่มีอายุ 50 ปี มีภาวะนี้ประมาณร้อยละ 50 ถ้าอายุยืนยาวถึง 85 ปี จะมีผู้ชายที่มีภาวะต่อมลูกหมากโตถึง 9 ใน 10 คน เรียกได้ว่าไม่ช้าก็เร็วผู้ชายส่วนใหญ่จะต้องเผชิญกับปัญหานี้

ด้านการรักษา พิจารณาจากความรุนแรงของอาการ ในรายที่อยู่ในระยะเริ่มต้น เน้นเรื่องของการปรับพฤติกรรมเป็นหลัก เช่น หากมีปัสสาวะบ่อยในเวลากลางคืน ก็ต้องปรับเวลาการดื่มน้ำ อาจงดดื่มน้ำเวลาใกล้เข้านอน หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนและแอลกอฮอล์ เพราะกระตุ้นให้ปัสสาวะมากขึ้น 

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยส่วนหนึ่งจำเป็นต้องใช้ยาเนื่องจากการปรับพฤติกรรมอาจไม่เพียงพอต่อการควบคุมอาการของโรคต่อมลูกหมากโต ยาที่ใช้รักษาต่อมลูกหมากโตแบ่งเป็น2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ (1) ยาที่ออกฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อในทางเดินปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะได้ง่ายขึ้น ชื่อกลุ่มยาแอลฟา-บล็อกเกอร์ (Alpha Blockers) ซึ่งนอกจากจะทำให้ทางเดินปัสสาวะคลายตัวแล้ว ยังมีผลลดความดันโลหิต ผลข้างเคียงของยากลุ่มนี้จึงอาจทำให้เกิดอาการความดันโลหิตต่ำ หน้ามืดวิงเวียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเปลี่ยนท่าทาง หรือที่เรียกว่า orthostatic hypotension ในผู้ป่วยที่เริ่มรับประทานยาจึงควรค่อยๆ เปลี่ยนท่าทางช้าลงกว่าปกติ แต่เมื่อรับประทานยาไปสักพักอาการนี้ก็จะดีขึ้น 

(2) ยาที่ทำให้ต่อมลูกหมากลดขนาดลง หรือยากลุ่ม 5-แอลฟา รีดักเตส อินฮิบิเตอร์ (5 Alpha Reductase Inhibitor) ซึ่งออกฤทธิ์ลดฮอร์โมนที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของต่อมลูกหมาก ซึ่งผู้ป่วยอาจได้รับยาชนิดใดชนิดหนี่งหรือได้รับยาทั้ง 2 ชนิดนี้ร่วมกัน โดยประสิทธิผลของยาอาจต้องใช้เวลาประมาณ 6 เดือน 

นอกจากยา 2 กลุ่มหลักนี้แล้วแพทย์อาจให้ยาอื่นร่วมด้วยขึ้นกับอาการและลักษณะเฉพาะของผู้ป่วยแต่ละรายสำหรับรายที่มีอาการรุนแรงอาจจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด

ในปัจจุบันอาจจะยังไม่มีแนวทางป้องกันภาวะต่อมลูกหมากโตซึ่งอาจจะถือว่าเป็นข่าวร้าย แต่ข่าวดีก็คือนักวิจัยก็ยังไม่เคยหยุดพัฒนาทั้งด้านยาใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยมากขึ้นและการรักษาด้วยการผ่าตัดที่ก้าวหน้ามากขึ้นทำให้ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดลดลง ที่สำคัญคือผู้ที่มีอาการเข้าได้กับภาวะต่อมลูกหมากโตควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษา เพราะการรักษาตั้งแต่เริ่มเป็นโรคจะง่ายกว่าเมื่อโรคเป็นมากแล้ว

ด้านการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยต่อมลูกหมากโตนอกจากต้องรับประทานยาตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัดและไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอแล้ว การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตต่างๆ ให้สามารถอยู่ร่วมกับโรคเรื้อรังนี้อย่างราบรื่นก็มีความสำคัญ เริ่มจากก่อนนอน 1-2 ชั่วโมงไม่ควรดื่มน้ำ กรณีที่มียาหลังอาหารเย็นหรือก่อนนอน ก็ต้องระมัดระวังปริมาณน้ำที่ดื่มไม่ให้มากเกินไป วิธีนี้จะช่วยลดการปวดปัสสาวะในเวลากลางคืนได้ 

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างวันก็ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ งดหรือลดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือกาเฟอีนไม่อั้นปัสสาวะ ผู้ป่วยที่ปัสสาวะบ่อยหรือกลั้นปัสสาวะไม่ได้ควรฝึกการเข้าห้องน้ำทุก 4-6 ชั่วโมง มีการวิจัยพบว่าการออกกำลังกายด้วยการเดินอย่างน้อยวันละ 30-60 นาทีต่อวันจะช่วยให้อาการดีขึ้น การออกกำลังกาย เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติมีส่วนช่วยให้อาการไม่แย่ลงหรือดีขึ้นได้ 

นอกจากนั้นผู้ป่วยต่อมลูกหมากโตยังควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยาลดน้ำมูก หรือยาแก้แพ้ การใช้ยาทั้ง 2 ชนิดจะทำให้ปัสสาวะได้ลำบาก เนื่องจากยาทำให้กล้ามเนื้อบริเวณท่อปัสสาวะที่ควบคุมการไหลของปัสสาวะหดตัว ดังนั้นผู้ป่วยต่อมลูกหมากโตจึงควรแจ้งประวัติโรคประจำตัวนี้แก่แพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งที่ไปรับบริการ เพื่อให้ได้รับยาที่ไม่ซ้ำเติมให้ภาวะต่อมลูกหมากโตรุนแรงมากยิ่งขึ้น

ผศ.ภญ.ดร.ณัฎฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ปวดประจำเดือนมากๆ อย่าปล่อยทิ้งไว้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/659757

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ปวดประจำเดือนมากๆ อย่าปล่อยทิ้งไว้

วันจันทร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 07.21 น.

เพศหญิงกับการมีประจำเดือนเมื่ออายุถึงวัยเป็นเรื่องปกติ เพราะทุก ๆ 28 วันโดยประมาณจะถึงรอบเดือนหนึ่งครั้ง (อาจบวกลบหนึ่งสัปดาห์ก่อนหรือหลังในแต่ละรอบเดือน) บางรายมีประจำเดือนมาก บางรายมีน้อย แต่โดยเฉลี่ยจะมีประมาณ 3-7 วัน 

ในช่วงมีประจำเดือน นอกจากจะรู้สึกไม่ค่อยสบายตัวแล้ว ยังมีข้อจำกัดในการทำกิจกรรมบางอย่าง เช่น ว่ายน้ำ ดังนั้นจึงต้องจัดการกับความหงุดหงิด (เหวี่ยงวีน) เพราะผลจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน นอกจากนี้ ผู้มีประจำเดือนส่วนหนึ่งยังทุกข์ทรมานเพราะปวดประจำเดือนด้วย

อาการปวดที่พบบ่อยคือ ปวดบีบบริเวณท้องน้อย 2-3 ชั่วโมงก่อนหรือหลังเริ่มมีประจำเดือน อาการจะมากที่สุดในช่วงที่มีเลือดระดูออกมาก มักมีอาการอยู่ประมาณ 1 วัน แต่อาจพบมีอาการได้นานถึง 2-3 วัน อาการที่พบร่วม ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว อ่อนเพลีย มึนงง ปวดศีรษะ เป็นต้น 

โดยทั่วไปอาการที่เกิดมักไม่รุนแรงถึงขนาดทำให้ล้มหมอนนอนเสื่อ จึงรักษาได้ด้วยการรับประทานยาบรรเทาปวด1-2 เม็ด พักผ่อน 4-6 ชั่วโมง ก็สามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้แต่ถ้าปวดรุนแรงหรือยาวนานกว่านั้น หรือมีผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน จนต้องลาป่วยหรือขาดเรียนสม่ำเสมอทุกเดือนแบบนี้ถือว่าไม่ใช่เรื่องปกติแล้ว

อาการปวดประจำเดือนแบ่งเป็น 2 แบบ ได้แก่ แบบปฐมภูมิ และแบบทุติยภูมิ หรือพูดเป็นภาษาชาวบ้านคือ ปวดประจำเดือนโดยไม่มีสาเหตุ และปวดเนื่องจากมีสาเหตุ เช่น มีพยาธิสภาพในอุ้งเชิงกราน เช่น มีโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis) ถุงน้ำในรังไข่ (Polycystic Ovary Syndrome; PCOS) เป็นต้น 

ส่วนใหญ่การปวดประจำเดือนมักเป็นไปโดยไม่มีสาเหตุจากโรคในอุ้งเชิงกราน ปัจจัยเสี่ยงของการที่สตรีคนหนึ่งจะมีอาการปวดประจำเดือนในขณะที่ผู้อื่นไม่มี ก็เช่น เริ่มมีประจำเดือนตั้งแต่อายุยังน้อย ประจำเดือนมามากหรือมาคราวละหลายวัน มีประวัติปวดประจำเดือนในครอบครัว เป็นต้น 

การรักษาขั้นต้นสำหรับอาการปวดประจำเดือนคือการใช้ยาบรรเทาปวด ยาชนิดหนึ่งที่สังคมรับรู้ว่าเป็นยาเฉพาะสำหรับบรรเทาปวดประจำเดือนคือ mefenamic acid หรือชื่อการค้า PONSTAN จัดเป็นยาในกลุ่ม Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs (NSAIDs) มีประสิทธิภาพบรรเทาอาการปวดได้ดีกว่าพาราเซตามอล แต่มีข้อควรระวังการใช้ที่ต้องคำนึงถึง ได้แก่ การระคายเคืองกระเพาะอาหาร 

ดังนั้น จึงไม่ควรกินยานี้ช่วงท้องว่าง ควรกินหลังอาหารทันที แล้วดื่มน้ำตามมากๆ ถ้าปวดมากๆ จนไม่สามารถกินอาหารก่อนใช้ยาได้ ก็ต้องพยายามกินของเบาๆ รองท้องให้ได้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร นอกจาก mefenamic acid แล้ว ยาอื่นในกลุ่มเดียวกันที่ใช้บรรเทาอาการปวดประจำเดือน เช่น ibuprofen เป็นต้น ซึ่งต้องกินยาหลังอาหารทันที 

เคล็ดลับอย่างหนึ่งในการใช้ยาบรรเทาปวดให้ได้ผลดี คือ กินยาทันทีเมื่อรู้สึกปวด อย่ารอจนปวดมากๆ จนทนไม่ไหวเพราะถึงตอนนั้นประสิทธิภาพของยาจะลดลง ข้อควรระวังเพิ่มเติมของยากลุ่ม NSAIDs คือ ห้ามใช้ในผู้ที่เป็นโรคหอบหืดรุนแรง ถ้ามีประวัติเป็นแผลในกระเพาะอาหารควรเลี่ยงไปใช้ยากลุ่ม Coxibs เช่น celecoxib เป็นต้น เพราะปลอดภัยกว่า แต่มีราคาแพงกว่า และการเริ่มต้นการใช้ก็ต้องอยู่ภายใต้การแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร

นอกจากการใช้ยากลุ่ม NSAIDs หรือ Coxibs แล้ว การรักษาอาการปวดประจำเดือนโดยไม่ใช้ยาที่สามารถทำควบคู่กันไป ได้แก่ การประคบร้อน เป็นต้น รวมถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง เช่น การออกกำลังกายเบาๆ อาจช่วยลดความถี่และความรุนแรงของอาการปวดประจำเดือนได้

สำหรับอาการปวดประจำเดือนที่ผิดปกติที่ต้องไปพบแพทย์ ได้แก่ อาการปวดที่เป็นนานกว่า 2-3 วัน แม้ว่าจะใช้ยาแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น อาการปวดเป็นมากขึ้นเรื่อยๆหรือปวดท้องอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มีเลือดไหลมากกว่าปกติ ต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยแทบทุกชั่วโมง มีอาการปวดบริเวณท้องน้อย แม้ไม่มีประจำเดือน แล้วมีไข้ร่วมด้วยหรือแม้ว่าอาการปวดท้องประจำเดือนจะไม่ได้เป็นรุนแรงมากดังกล่าวข้างต้น แต่เป็นเกือบทุกเดือน ทำให้ต้องลางานหรือหยุดเรียน ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อค้นหาโรคที่อาจเป็นสาเหตุทำให้ปวดประจำเดือน แล้วรับการรักษาอย่างถูกต้องต่อไป

ผศ.ภญ.ดร.ณัฎฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สิว เรื่องไม่เล็ก สำหรับคนบางคน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/658254

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สิว เรื่องไม่เล็ก สำหรับคนบางคน

วันจันทร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สิว (Acne) คือการอักเสบของผิวหนัง ที่เกิดการอุดตันของน้ำมันและเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วที่บริเวณรูขุมขน จนเกิดการอักเสบ บวมแดง หรือมีหนอง พบมากบริเวณใบหน้า ลำคอ หน้าอก และไหล่ 

สิวมีหลายรูปแบบ เช่น สิวหัวดำ สิวหัวขาว สิวหัวหนอง เป็นต้น สาเหตุหลักๆ เกิดจากการผลิตน้ำมันที่ชั้นผิวหนังมากเกินไป ผสมกับเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วไปอุดตันรูขุมขน ร่วมกับการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้สิวเป็นปัญหาที่พบบ่อยในวัยรุ่น โดยทั่วไปสิวเป็นปัญหาสุขภาพที่ไม่ได้มีผลกระทบรุนแรงต่อร่างกาย แต่ผู้เป็นสิวมักวิตกกังวลกับภาพลักษณ์ของตน จึงทำให้เกิดผลกระทบต่อจิตใจ ความมั่นใจ และคุณภาพชีวิต

การรักษาสิว ทำได้หลายวิธี ขึ้นกับสาเหตุและความรุนแรงของอาการ การรักษาโดยเบื้องต้นคือใช้ยารักษาสิว ยารักษาสิวมีทั้งยาใช้ภายนอกและยารับประทาน โดยทั่วไปถ้าสิวที่เกิดขึ้นไม่ได้รุนแรงมาก การรักษาจะเน้นไปที่ยาใช้ภายนอกหรือยาทาเป็นหลัก ยาที่ใช้บ่อยมี 2 กลุ่มหลัก คือ ยาปฏิชีวนะ ซึ่งมักใช้ในรูปแบบโลชั่นน้ำใส หรือเจลแต้ม ตัวยาที่นิยมใช้ ได้แก่ clindamycin ใช้ทาเฉพาะบริเวณที่มีสิวอักเสบ วันละ 2-3 ครั้ง ส่วนอาการข้างเคียงที่พบบ่อย เช่น คือ ผิวลอก แสบผิว ส่วนยาทาสิวอีกกลุ่มที่ใช้บ่อยคือ ยาทาที่มีฤทธิ์ผลัดเซลล์ผิว ส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบครีมหรือเจล 

แต่ในกรณีที่มีสิวมาก วิธีใช้อาจต่างจากยาปฏิชีวนะคือ ให้ใช้ทาบางๆ ทั่วใบหน้า วันละ 1-2 ครั้ง ตัวอย่างยาที่นิยมใช้ เช่น benzoyl peroxide, retinoic acid เป็นต้น ยากลุ่มนี้ก็มีอาการข้างเคียงเช่นเดียวกัน แต่อาจจะรุนแรงกว่ายากลุ่มปฏิชีวนะ ได้แก่ อาการระคายเคืองผิวหนัง ผิวลอก เป็นต้น

ขอย้ำว่าสิวเป็นปัญหาสุขภาพที่พบบ่อย แต่มักไม่รุนแรงจน ไม่ทำให้ผู้ป่วยต้องไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล แต่เมื่อเป็นสิวก็มักไปหาซื้อยาจากร้านยาทั่วไป แต่ควรซื้อยาจากร้านที่มีเภสัชกรให้คำแนะนำการใช้ยาอย่างถูกต้องครบถ้วนเท่านั้น เพราะวิธีการใช้ยาทารักษาสิวมีรายละเอียดปลีกย่อยที่สำคัญ เช่น ยา benzoyl peroxide ชนิดเจลสำหรับทา วิธีใช้ยา ควรล้างมือและผิวหนังบริเวณที่ต้องการทายาให้สะอาดและเช็ดให้แห้ง จากนั้นทายาบางๆ ลงบนผิว โดยทั่วไปในช่วงเริ่มต้นจะให้ทาทิ้งไว้ 5-15 นาทีแล้วล้างออก กรณีที่ทนต่อยาได้มากขึ้นอาจให้ทาทิ้งไว้ทั้งคืนและล้างออกในช่วงเช้าหลีกเลี่ยงการทายาบริเวณเนื้อเยื่ออ่อนๆ เช่นริมฝีปากหรือเปลือกตา หากยาเข้าปาก ตา หรือจมูก ต้องรีบล้างออกด้วยน้ำเปล่า และห้ามใช้ยานี้กับผิวหนังบริเวณที่ไหม้แดด ผิวแห้งแตก ระคายเคือง ถลอก หรืออักเสบ ต้องรอให้บริเวณดังกล่าวหายดีก่อนใช้ยา

นอกจากนี้ ยาอาจกัดสีผมหรือเสื้อผ้าได้ จึงต้องไม่ให้ตัวยาสัมผัสเส้นผมหรือเสื้อผ้า รวมทั้งของใช้อื่น ๆ 

ยาเบนโซอิลเพอร์ออกไซด์อาจทำให้ผิวบอบบางลงและไวต่อแสงแดดได้ ระหว่างใช้ควรหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน หรือใช้ครีมกันแดดร่วมด้วย 

ยาทาอีกชนิดคือยาครีม retinoic acid มีวิธีการใช้ดังนี้ ก่อนใช้ให้ทำความสะอาดใบหน้า เช็ดหน้าให้แห้ง รอประมาณ 20 นาทีแล้วจึงทายา ล้างมือให้สะอาดทั้งก่อนและหลังใช้ยา บีบยาประมาณเท่าเม็ดถั่วเขียวลงบนปลายนิ้ว ทาลงบนใบหน้าตรงบริเวณที่เป็นสิวบางๆ หลีกเลี่ยงการทายาใกล้ๆ จมูก ปาก และรอบดวงตา ตามปกติการใช้ยา retinoic acidมักใช้เพียงวันละ 1 ครั้งก่อนนอน และสามารถใช้ร่วมกับยา bezoyl peroxide เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา ซึ่งการใช้ร่วมกันมักจะใช้ benzoyl peroxide ในตอนเช้า และ retinoic acid ช่วงก่อนนอน 

การใช้ยาทาจะเริ่มเห็นผลหลังจากเริ่มต้นใช้ไปแล้วประมาณ 4 สัปดาห์ โดยในสัปดาห์แรกอาจมีอาการสิวเห่อรุนแรงมากขึ้น แต่เป็นผลจากยาเพียงชั่วคราวเท่านั้น

ยารักษาสิวชนิดรับประทานหลักๆ มีสองกลุ่มคือ กลุ่มยาปฏิชีวนะ และกลุ่มอนุพันธ์ของกรดวิตามินเอ ซึ่งทั้งสองชนิดมีที่ใช้เมื่อเป็นสิวที่มีอาการรุนแรง สำหรับยากลุ่มอนุพันธ์ของกรดวิตามินเอ ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์ และไม่มีจำหน่ายในร้านยา เนื่องจากมีผลข้างเคียงและข้อควรระวังหลายประการ ที่สำคัญที่สุดคือเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ ผู้ใช้ยาจึงควรคุมกำเนิดก่อนรับประทานยาอย่างน้อย 3 เดือนและคุมกำเนิดตลอดระยะเวลาที่ใช้ยา ควรหยุดยาล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือนถึง 1 ปี ก่อนตั้งครรภ์ หรือก่อนวางแผนตั้งครรภ์

ส่วนยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาสิว แม้จะสามารถซื้อได้จากร้านยา แต่การพิจารณาว่าจะเริ่มใช้เมื่อใด ใช้ยาวนานเท่าใด ควรอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ผู้ป่วยไม่ควรตัดสินใจใช้หรือหยุดเองเพราะนอกจากจะเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาเชื้อดื้อยาหรือการแพ้ยาแล้ว ยังมีผลข้างเคียงอีกหลายประการ อาทิ การติดเชื้อราในช่องปากหรือช่องคลอด หรืออาการท้องเสีย เป็นต้น 

นอกจากนั้นในสตรีวัยเจริญพันธุ์ที่กำลังใช้ยาคุมกำเนิด การใช้ยาปฏิชีวนะจะทำให้ประสิทธิภาพการคุมกำเนิดลดลง จะเห็นได้ว่าการใช้ยารับประทานเพื่อการรักษาสิว ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย

ข้อควรระวังเพิ่มเติมสำหรับการใช้ยารักษาสิวชนิดทาภายนอกคือยาส่วนใหญ่มีฤทธิ์ระคายเคืองผิวหนังโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเริ่มต้นการใช้ทำให้ผิวไวต่อแสงมากขึ้น ผู้ใช้ยาจึงควรงดเว้นการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีฤทธิ์กระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว งดการขัดผิว เลี่ยงแสงแดดจัด ใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดร่วมด้วย

นอกจากการใช้ยารักษาสิวแล้ว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างยังจำเป็นเพื่อลดการเกิดสิวใหม่ และลดความรุนแรงของสิวที่เป็นอยู่ เช่น การรักษาความสะอาดของบริเวณผิวที่เป็นสิวอย่างอ่อนโยนอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น รวมทั้งหลังการออกกำลังกายหนัก หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณที่เป็นสิว ไม่ว่าจะเป็นการลูบ แคะ แกะ เกา 

กรณีเป็นสิวที่ใบหน้า ควรงดใช้เครื่องสำอางหรือเลือกใช้เครื่องสำอางที่ไม่อุดตันรูขุมขน นอกจากนั้น ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการทำความสะอาดและบำรุงผมก็ควรพิจารณาเลือกให้เหมาะสมด้วยเช่นกัน เนื่องจากผมเป็นส่วนที่สัมผัสกับบริเวณที่เป็นสิวและทำให้อาการของสิวรุนแรงมากขึ้นได้

โดยสรุป สิวเป็นปัญหาที่พบบ่อย ไม่อันตรายถึงชีวิต แต่รบกวนจิตใจและการดำเนินชีวิตของผู้ป่วย สามารถรักษาขั้นต้นด้วยยาทาซึ่งมีให้เลือกใช้หลายชนิด กรณีที่อาการไม่ดีขึ้นหลังจากใช้ยาไปแล้ว 6-8 สัปดาห์ ควรไปพบแพทย์เพื่อพิจารณาว่าจำเป็นต้องใช้ยารับประทานหรือไม่ และการใช้ยามีรายละเอียดปลีกย่อยที่ผู้ป่วยต้องทำความเข้าใจเพื่อการใช้ยาที่ถูกต้องก่อนใช้

ผศ.ภญ.ดร.ณัฎฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย