รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อย่ากินยาพร้อมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อันตรายมาก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/641096

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อย่ากินยาพร้อมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อันตรายมาก

วันจันทร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

หากเราต้องใช้ยาตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปในเวลาพร้อมๆ กัน หรือใกล้เคียงกัน อาจเกิดปัญหายาตีกันได้ แล้วทำให้ร่างกายได้รับอันตรายเพราะยาตีกัน หรือไม่ได้ผลการรักษาดีเท่าที่ควร นอกจากปัญหายากับยาตีกันแล้ว ยากับอาหาร และยากับ
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็สามารถตีกันได้ 

สัปดาห์นี้ เราจะมาดูกันว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กับยาก่อให้เกิดปัญหาบ้าง เมื่อเราดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์ หรือไวน์ จะมีผลต่อการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้การทำงานร่วมกันของระบบประสาทและกล้ามเนื้อมีประสิทธิภาพลดลง การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำจะส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะอื่นๆ เพราะแอลกอฮอล์ส่งผลต่อการทำงานของตับ เนื่องจากตับเป็นอวัยวะหลักในการขจัดแอลกอฮอล์ออกจากร่างกาย ฉะนั้นตับของคนที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำจะไม่เหมือนกับตับของคนไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์

การดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับยามีโอกาสทำให้เกิดการเพิ่มฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ต่อร่างกาย และยังเพิ่มผลข้างเคียง และอันตรายของยาหลายชนิด ตัวอย่างเช่น ยาในกลุ่มที่มีอาการข้างเคียงทำให้เรารู้สึกง่วง ซึม มึน อันเป็นผลของฤทธิ์ยาต่อระบบประสาทส่วนกลาง เมื่อเราดื่มแอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์มีผลไปกดระบบประสาทส่วนกลาง ทั้งสองส่วนนี้จึงทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการข้างเคียงได้มากขึ้น ในบางกรณีอาจมีผลไปกดระบบหายใจ จนอาจทำให้เสียชีวิตได้ เช่น กลุ่มยานอนหลับ (diazepam,lorazepam, alprazolam) ยาต้านอาการซึมเศร้าบางชนิด(amitriptyline, doxepin, imipramine) ยาต้านชัก (phenobarbital,carbamazepine) ยาแก้แพ้และบรรเทาอาการน้ำมูกไหล(chlorpheniramine, hydroxyzine) ยาแก้เมารถเมาเรือ(dimenhydrinate) ยาคลายกล้ามเนื้อ (tolperisone, orphenadrine)ยาแก้ปวดบางประเภท (tramadol) ยาแก้ไอ (codeine) เมื่อรับประทานยาเหล่านี้ร่วมกับการดื่มแอลกอฮอล์ จะมีผลกดระบบประสาทส่วนกลาง แล้วถ้าดื่มจำนวนมากก็อาจเสียชีวิตได้ 

ยาบางชนิด เช่น ยาลดน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วยเบาหวานบางชนิด (glibenclamide) ยาฆ่าเชื้อ (metronidazole) เป็นต้น เมื่อดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับยาบางชนิดอาจทำให้ผู้ป่วยเกิดลักษณะอาการคนแพ้เหล้า มีอาการหน้าแดง ปวดหัว ใจสั่นมึนงง คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง

การดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ซึ่งเป็นยาอีกกลุ่มหนึ่งที่มีการใช้แพร่หลาย เช่น ยา ibuprofen, diclofenac เป็นต้น โดยปกติแล้ว ยาในกลุ่มนี้จะมีผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหาร อาจทำให้เกิดกระเพาะอาหารอักเสบ และเลือดออกในกระเพาะอาหาร หากผู้ป่วยดื่มแอลกอฮอล์ก็จะไปเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดเลือดออกในกระเพาะอาหารมากขึ้น

หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องยาพาราเซตามอลกับพิษต่อตับมาแล้ว เชื่อว่าหลายคนคงเคยใช้ยาพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาอาการปวด ลดไข้ แต่คงไม่ทราบว่าผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นนิจ เมื่อรับประทานพาราเซตามอลแล้วจะมีโอกาสที่ทำให้เกิดพิษต่อตับได้ง่ายกว่าคนที่ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ เนื่องจากคนที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำจะมีผลต่อการทำงานของตับ เมื่อรับประทานพาราเซตามอล ตับของคนที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำจะสร้างสารพิษจากพาราเซตามอลได้มากกว่าคนปกติที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ สารพิษนี้เองจะไปทำลายตับ และมีโอกาสทำให้เกิดภาวะตับล้มเหลวในที่สุด 

ฉะนั้นคนกลุ่มนี้หากต้องรับประทานยาพาราเซตามอลจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยใช้ยาในปริมาณน้อย และใช้ในระยะเวลาสั้นๆ แต่หากคุณไม่แน่ใจ ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนใช้ยาทุกครั้ง

การดื่มแอลกอฮอล์ยังส่งผลต่อโรคประจำตัวที่เป็นอยู่ เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ของผู้ป่วยเบาหวานทำให้การคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี ถ้าผู้ป่วยเบาหวานดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดอาจส่งผลให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง แต่ถ้าผู้ป่วยดื่มแอลกอฮอล์ขณะที่ไม่ได้รับประทานอาหารมาสักพักใหญ่หรืออดอาหาร เมื่อดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งทั้งภาวะน้ำตาลในเลือดสูงและภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำนี้ต่างเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยเบาหวานทั้งสิ้น หรือในผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูง การดื่มแอลกอฮอล์จะส่งผลให้ไขมันในเลือดสูงขึ้นกว่าปกติ นอกจากนี้ การดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอดังนั้น คนที่เจ็บไข้ได้ป่วยก็ต้องงดการดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายมีความสมบูรณ์ พร้อมต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บได้

จะเห็นว่าการดื่มแอลกอฮอล์นั้นส่งผลต่อการใช้ยาได้หลากหลายชนิด และมาพร้อมกับอันตรายที่มีความแตกต่างกัน ยังมียาอีกจำนวนไม่น้อยที่จะเกิดปัญหาดังกล่าว ดังนัั้นเมื่อคุณต้องใช้ยา จะต้องอ่านฉลากให้ถี่ถ้วนเสมอ และเราจะพบว่าที่ฉลากยาจะมีคำเตือนระบุชัดเจนว่า “ไม่ควรรับประทานร่วมกับสุรา หรือสิ่งที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ” ดังนั้น ขอย้ำว่าหากคุณมีข้อสงสัย หรือมีคำถามเกี่ยวกับยาที่ใช้ คุณควรปรึกษาเภสัชกรก่อน เพื่อความปลอดภัยของคุณ

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ 

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : กินยาหลายขนาน ระวังยาตีกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/639664

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : กินยาหลายขนาน ระวังยาตีกัน

วันจันทร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2565, 07.10 น.

คงไม่มีใครไม่เคยเจ็บป่วย หลายครั้งเมื่อเจ็บป่วย เราต้องหายามารับประทาน โดยอาจได้ยาจากโรงพยาบาลหลังจากไปพบแพทย์ หรือบางรายอาจจะไปหาซื้อยาตามร้านขายยาทั่วไป แต่ขอแนะนำร้านขายยาที่มีเภสัชกรเท่านั้นนะครับ หรือบางครั้งก็ใช้ยาสมุนไพร ยาแผนโบราณ แต่ไม่ว่าจะได้ยาจากที่ใด ผู้ใช้ยาก็หวังว่าจะหายจากการเจ็บไข้ได้ป่วย แล้วทำให้กลับไปมีชีวิตตามปรกติเหมือนเดิม

สำหรับคนที่มีโรคประจำตัวอยู่ก่อน เมื่อเจ็บป่วยด้วยโรคอื่นๆ ก็จำเป็นต้องระมัดระวังการใช้ยาตัวใหม่ที่อาจจะเกิดปัญหายาตีกันกับยาตัวเดิม เช่น คนที่เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง โรคหัวใจ เป็นต้น ผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องมียาประจำตัวสำหรับรับประทานเป็นประจำ แล้วถ้ายิ่งบางรายมีหลายโรคพร้อมๆ กัน ยาที่รับประทานก็จะมีจำนวนมากมายตามไปด้วย

เมื่อต้องรับประทานยาตั้งแต่สองชนิดขึ้นไป อาจมีโอกาสเกิดอันตรกิริยาระหว่างยา หรือที่เราเรียกกันว่า “ยาตีกัน” นอกจากนี้ ยาที่รับประทานยังมีโอกาสที่จะไปตีกับอาหาร เครื่องดื่มสมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แอลกอฮอล์ หรือแม้กระทั่งบุหรี่ แล้วทำให้ฤทธิ์ของยาที่รับประทานเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่น ยาถูกดูดซึมได้น้อยลง ยาถูกกำจัดออกได้ลดลง หรืออาจจะกระทบต่อกระบวนการเปลี่ยนแปลงยาในร่างกาย เป็นต้น ซึ่งส่งผลให้ประสิทธิภาพในการรักษาน้อยลง หรือรักษาไม่ได้ผล หรืออาจเกิดอาการไม่พึงประสงค์ต่างๆ ตามมา จนกระทั่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ดังนั้น กลุ่มบุคคลที่มีความจำเป็นต้องใช้ยาหลายชนิด เช่น ผู้สูงอายุมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคครั้งละหลายโรคในเวลาเดียวกัน บางคนอาจมีโรคความดัน ไขมันสูงบวกเบาหวาน หรือบางคนยังมีโรคทางกระดูกอีก ดังนั้นเมื่อผู้ป่วยต้องไปพบแพทย์หลายคน (เนื่องจากมีหลายโรค) แพทย์เฉพาะทางที่ไปพบอาจอยู่กันคนละโรงพยาบาล คนละคลินิก หากผู้ป่วยไม่ได้แจ้งกับแพทย์ว่ากำลังรับประทานยาอะไรอยู่บ้าง เวลาแพทย์ให้การรักษาหรือให้ยา แพทย์จะไม่ทราบว่าแพทย์รายอื่นๆ ให้ยาอะไรในการรักษาบ้างก็อาจทำให้เกิดปัญหาได้ ทั้งปัญหายาตีกัน กับปัญหาการได้รับยาซ้ำซ้อน โอกาสจะเกิดพิษของยาก็มากขึ้น 

นอกจากนี้ผู้ที่ต้องใช้ยาในการรักษาโรคประจำตัวอยู่เป็นประจำ เมื่อมีความเจ็บป่วยอื่นเพิ่มขึ้นมา และมีความจำเป็นต้องไปพบแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยเพิ่มเติม และจำเป็นที่ต้องได้รับยาเพิ่มเพื่อรักษาความเจ็บป่วยครั้งใหม่ช่วงสั้นๆ ยาที่ได้รับมาก็มีโอกาสที่จะเกิดปฏิกิริยากับยาที่รับประทานอยู่เดิมได้เช่น ผู้ป่วยรับประทานยาซิมวาสแตติน (simvastatin) เพื่อลดคอเลสเตอรอลในเลือดเป็นประจำ อยู่มาวันหนึ่ง มีอาการป่วยทำให้ต้องได้รับยาฆ่าเชื้อคลาริโทรมัยซิน (clarithromycin) ซึ่งยาฆ่าเชื้อนี้มีโอกาสไปทำให้ปริมาณยาซิมวาสแตตินเพิ่มขึ้นในเลือด จนอาจเกิดพิษต่อกล้ามเนื้อได้ เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นที่ผู้ป่วยต้องแจ้งแพทย์ผู้รักษาเสมอว่าปัจจุบันได้ใช้ยาอะไรอยู่เป็นประจำ หรือนำยาที่รับประทานเป็นประจำติดตัวไปให้แพทย์ดูด้วย 

กรณีของสมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลายชนิด บางทีเรารับประทานจนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมาเป็นเวลานานสิ่งเหล่านี้ต่างมีผลต่อยาที่เรารับประทานทั้งสิ้น หลายท่านอาจคิดว่าสมุนไพรที่มาจากธรรมชาติหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารปลอดภัยต่อร่างกาย แต่จริงๆ แล้วสิ่งเหล่านี้อาจไปตีกับยาที่เรารับประทาน ยกตัวอย่างเช่น ฟ้าทะลายโจรมีผลต่อการออกฤทธิ์ของยาวาร์ฟาริน (warfarin) ที่ใช้สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสที่จะเกิดเลือดไหลไม่หยุด เนื่องจากฟ้าทะลายโจรมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงและขจัดออกของยาวาร์ฟาริน หรือในกรณีของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโคเอ็นไซม์คิวเท็น (Coenzyme Q10) มีโอกาสทำให้ผลการรักษาจากยาวาร์ฟารินลดลง เป็นต้น

อาหารและเครื่องดื่มบางชนิดมีโอกาสเกิดปฏิกิริยากับยาที่รับประทานได้เช่นกัน ทำให้เกิดผลเสียต่อการรักษาได้ เช่น ยาปฏิชีวนะกลุ่มเตตราไซคลิน และกลุ่มควิโนโลน เช่น นอร์ฟล็อกซาซิน (Norfloxacin) ไซโปรฟล็อกซาซิน (Ciprofloxacin)ลีโวฟล็อกซาซิน (levofloxacin) ยากลุ่มนี้มีโอกาสที่จะไปจับกับแร่ธาตุบางชนิด เช่น แคลเซียม เหล็ก แมกนีเซียม อะลูมิเนียม ไปผลต่อการดูดซึมของยาเหล่านี้ทำให้ประสิทธิภาพการรักษาลดลง แร่ธาตุเหล่านี้อาจพบได้ในยา เช่น ยาลดกรดที่มีแร่ธาตุเหล่านี้เป็นองค์ประกอบ รวมถึงวิตามิน เกลือแร่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรืออาหารหลายชนิด เช่น นม ชีส โยเกิร์ต เป็นต้น ดังนั้น ยาเหล่านี้จึงมีข้อความบนฉลากเพื่อเตือนว่า “ห้ามรับประทานยานี้พร้อมนมและยาลดกรดที่มีส่วนผสมของแมกนีเซียม อะลูมิเนียม” หากท่านต้องการรับประทาน ท่านควรเว้นระยะห่างระหว่างยากับแร่ธาตุเหล่านี้สองชั่วโมง หรือกระทั่งในกรณีของน้ำผลไม้บางชนิด อาจทำให้เกิดผลเสียเมื่อรับประทานร่วมกับยาบางชนิด เช่น เกรปฟรุ้ต (grapefruit) กับยาวาร์ฟาริน น้ำทับทิมกับยาลดความดันบางประเภท เป็นต้น

แล้วเราจะทำอย่างไรดีไม่ให้ยาตีกัน สิ่งที่ทำได้ง่ายๆ เลยคือเมื่อเราพบแพทย์หรือเภสัชกร คุณต้องแจ้งให้แพทย์และเภสัชกรทราบว่าปัจจุบันกำลังใช้ยาอะไรอยู่ หรือนำยาทุกชนิดที่ใช้ไปให้แพทย์ดู รวมถึงวิตามิน สมุนไพร และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดต่างๆ หรือการใช้สมุดบันทึกยา โดยมีรายละเอียดว่า ชื่อยาอะไร ขนาดความแรงเท่าไหร่ วิธีรับประทาน วิธีใช้ใช้อย่างไร เพื่อรักษาอาการอะไร และสิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่เราสามารถทำได้ คือการไม่ซื้อยา ไม่ซื้อสมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมารับประทานด้วยตนเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เท่านี้ท่านก็จะสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดยาตีกันได้

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาอย่างไรจึงเข้าข่าย ‘ฟุ่มเฟือย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/638230

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาอย่างไรจึงเข้าข่าย ‘ฟุ่มเฟือย’

วันจันทร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว เมื่ออายุมากขึ้น โรคภัยไข้เจ็บก็เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคเรื้อรังต่างๆ อาทิ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หัวใจหลอดเลือด และอื่นๆ อีกมากมาย ยิ่งอายุยืนยาวมากขึ้นจำนวนโรคประจำตัวก็เพิ่มขึ้น สิ่งที่เพิ่มตามมาก็คือ รายการยาที่ต้องใช้ในแต่ละวันนั่นเอง และหากจำนวนรายการยาท่ี่ผู้ป่วยแต่ละคนต้องใช้มากกว่า 5-7 ชนิดขึ้นไป จะเข้าข่ายที่เรียกว่า polypharmacy หรือที่ภาษาไทยเรียกว่า การใช้ยาฟุ่มเฟือยนั่นเอง

แล้วการใช้ยาหลายรายการนี้เป็นปัญหาอย่างไร ในเมื่อคนป่วยก็ไปพบแพทย์ แพทย์วินิจฉัยโรคและสั่งจ่ายยาเพื่อรักษาโรคที่วินิจฉัยได้ เพราะยาไม่ใช่สิ่งที่คนส่วนใหญ่จะเลือกหามาใช้ด้วยตัวเองสักหน่อย แถมคนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้อยากจะกินยาให้เป็นภาระตับไตอยู่แล้ว ประเด็นก็คือ ผู้ป่วยส่วนหนึ่งไม่ได้พบแพทย์เพียงคนเดียว เป็นความดันโลหิตสูงก็ไปพบแพทย์ท่านหนึ่ง ต่อมาเป็นโรคกระดูกก็ไปพบแพทย์อีกท่านหนึ่ง สมมุติแพทย์ 1 คนสั่งยาเพียง 3 รายการ การพบแพทย์ 2 คนก็ทำให้ได้รับยาถึง 6 รายการ ไม่รวมยาสามัญประจำบ้านบางรายการที่ซื้อใช้เอง เช่น ยาแก้ปวดลดไข้ ยาแก้แพ้ หรือบางคนรักสุขภาพมาก กินวิตามินหรืออาหารเสริมบำรุงสุขภาพเพิ่มเข้าไปอีก จึงไม่น่าแปลกใจที่พบว่าผลการสำรวจในประเทศเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาพบความชุกของการใช้ยามากกว่า 5 รายการของผู้สูงอายุในชุมชนสูงถึงร้อยละ 29-36.8หรือพูดให้เข้าใจง่ายคือ ประมาณทุก 3 จาก 10 คน ของผู้สูงอายุกำลังใช้ยามากกว่า 5 รายการนั่นเอง

ถ้าไม่รวมถึงปัญหายาตีกันซึ่งจะพูดถึงอย่างละเอียดในสัปดาห์หน้า การใช้ยาฟุ่มเฟือยหรือ polypharmacy เพิ่มความเสี่ยงหลายอย่างในผู้ใช้ยา อย่างแรกก็คือ โอกาสการใช้ยาผิดพลาดคลาดเคลื่อน ลืมกินยา กินแล้วกินซ้ำ ยาที่ต้องกินก่อนอาหารไปกินหลังอาหาร ยาที่ต้องกินหลังอาหารทันทีก็ไปกินตอนท้องว่าง สารพัดความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้เมื่อยาอยู่ในมือของผู้ป่วย ยิ่งจำนวนรายการมากผู้ป่วยก็ยิ่งมีโอกาสไม่ร่วมมือในการใช้ยาได้มาก ยังไม่รวมถึงคุณภาพยาเมื่อถูกเก็บรักษาในแต่ละครัวเรือน ซึ่งความท้าทายของประเทศร้อนชื้นอย่างประเทศก็คือ อุณหภูมิและความชื้น อุณหภูมิเฉลี่ยของประเทศไทยคือประมาณ 28-30องศาเซลเซียส แต่ยาส่วนใหญ่แนะนำให้เก็บไว้ที่อุณหภูมิไม่เกิน 25 องศาเซลเซียส ซึ่งแปลว่า หากผู้ป่วยไม่ได้เก็บยาไว้ในห้องที่เปิดเครื่องปรับอากาศตลอดเวลา ยาที่อยู่ในมือผู้ป่วยคือยาที่กำลังถูกเก็บรักษาอย่างไม่เหมาะสมนั่นเอง ยิ่งจำนวนยามากระยะเวลาที่แพทย์นัดยาว ผู้ป่วยก็จะยิ่งมียาเก็บไว้และเสี่ยงต่อการเสื่อมคุณภาพเพิ่มมากขึ้น นำไปสู่ปัญหายาเหลือใช้ที่กลายเป็นขยะพิษในที่สุด เป็นค่าใช้จ่ายของประเทศชาติมหาศาลในแต่ละปี

แล้วปัญหาการใช้ยาฟุ่มเฟือยจะจัดการอย่างไร อันดับแรกคือ ผู้ป่วยและผู้สั่งใช้ยาต้องมีความตระหนักถึงปัญหานี้ก่อน ผู้ป่วยหรือผู้ใช้ยาก็ควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับยาที่ตนเองกำลังรับประทาน อย่างน้อยควรทราบชื่อยาและข้อบ่งใช้ และควรจดจำหรือทำบันทึกรายการยาทั้งหมดที่กำลังใช้อยู่และแจ้งกับแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับยาที่กำลังใช้เพื่อให้เกิดการตรวจสอบและประเมินความปลอดภัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่แพทย์กำลังจะสั่งยาใหม่เพิ่มเข้าไป หรือเมื่อผู้ป่วยต้องการใช้วิตามินหรืออาหารเสริมเพิ่มเติมจากยาที่ตนเองใช้อยู่ อีกอย่างที่ผู้ป่วยสามารถทำได้คือการนำยาที่เหลือแต่ละครั้งติดตัวไปโรงพยาบาลด้วยเสมอ หรืออย่างน้อยควรนับจำนวนยาที่เหลือแต่ละรายการติดไปด้วยเพื่อเวลาที่แพทย์สั่งยาจะได้ลดจำนวนยาใหม่ที่จะได้รับมาสะสมที่บ้าน สำหรับการเก็บรักษายาที่บ้าน ผู้ป่วยควรจัดหาสถานที่เก็บยาที่ไม่ร้อน ไม่ชื้น แสงแดดส่องโดยตรงไม่ถึงเพื่อคงคุณภาพของยาให้ยาวนานที่สุด ลดยาเสื่อมสภาพที่จะต้องทิ้งไปโดยไม่เกิดประโยชน์

อ่านถึงตรงนี้ผู้ใช้ยาหลายคนที่มีรายการยาต้องใช้ในแต่ละวันมากกว่า 5-7 รายการอาจจะเริ่มกังวลใจว่า เอ๊ะ! ฉันกำลังอยู่ในกลุ่มผู้ใช้ยาฟุ่มเฟือยหรือไม่ คำตอบคือ ถ้ายาทุกตัวที่กำลังใช้อยู่มีข้อบ่งใช้ จำเป็นต้องใช้ แพทย์หรือเภสัชกรของท่านทบทวนอย่างดีแล้วว่าแต่ละตัวไม่ได้ซ้ำซ้อนกันหรือตีกัน ต่อให้ท่านใช้ยา 20 รายการก็ไม่เป็นปัญหาการใช้ยาฟุ่มเฟือย และท่านควรใช้ที่ได้รับมาอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่สุด ในกรณีที่ท่านไม่แน่ใจหรือมีข้อสงสัยเรื่องรายการยาที่กำลังใช้ สามารถสอบถามได้ที่ @guruya ซึ่งจะมีเภสัชกรจากศูนย์ข้อมูลยาของคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมให้คำแนะนำแก่ท่านเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการใช้ยา

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : กินอยู่อย่างไรให้ปลอดภัย เมื่ออยู่ในช่วงรับเคมีบำบัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/636761

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : กินอยู่อย่างไรให้ปลอดภัย เมื่ออยู่ในช่วงรับเคมีบำบัด

วันจันทร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มะเร็งเป็นสาเหตุการป่วยและตายอันดับต้นทั้งระดับโลกและในไทย การรักษาโรคมะเร็งทำได้หลายวิธี เช่น ผ่าตัด ฉายแสง และการใช้ยา ซึ่งกลุ่มยาที่ใช้เป็นหลักคือ chemotherapy หรือเคมีบำบัด ที่ส่วนใหญ่แบบแผนการให้ยาคือการฉีดเข้าหลอดเลือดดำทุก 3-4 สัปดาห์ กลไกการออกฤทธิ์หลักของเคมีบำบัดคือทำลายเซลล์ที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของเซลล์มะเร็ง และด้วยกลไกเดียวกันนี้เอง ที่ทำให้เซลล์ปกติที่มีการเจริญเติบโตเร็วด้วย ก็พลอยได้รับผลกระทบไปโดยปริยาย เช่น เซลล์เม็ดเลือดต่างๆ ทั้งเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง เกล็ดเลือด รวมถึงเซลล์เยื่อบุทางเดินอาหาร เซลล์รากผม เป็นต้น จึงไม่เป็นเรื่องน่าแปลกที่ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้เคมีบำบัดมักมีค่าเม็ดเลือดต่างๆ ต่ำ ผมร่วง และมีแผลในปาก 

นอกจากแผลในปากที่สร้างความเจ็บปวดเวลารับประทานอาหาร และเป็นข้อจำกัดในการรับประทานอาหารรสจัด ร้อนจัดแล้ว ยาเคมีบำบัดบางชนิดยังทำให้คลื่นไส้อาเจียน ยาบางชนิดทำให้การรับรสชาติเปลี่ยนไป ผู้ป่วยจะรู้สึกว่า
รับประทานแล้วไม่รู้รส หรือรสชาติที่รับได้ผิดเพี้ยนไป รสชาติไม่อร่อยเหมือนเคย ผลรวมของอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นคือ ทำให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารได้น้อยลง เบื่ออาหาร น้ำหนักลดผลเลือดไม่ผ่านการประเมินก่อนจะให้ยาเคมีบำบัดแต่ละรอบจนบางครั้งต้องชะลอการให้ยาออกไป 

สภาวะที่เกิดขึ้นอาจทำให้ทั้งผู้ป่วยและญาติรู้สึกวิตกกังวล ตัวผู้ป่วยเองแม้อยากจะรับประทานอาหาร แต่รับประทานไม่ได้ เพราะหลายสาเหตุดังกล่าวข้างต้น ขณะที่ญาติก็พยายามกระตุ้น และอาจบังคับให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารมากๆ ทั้งอาหารหลักและอาหารเสริม  

ปัญหาที่เกิดขึ้นมีวิธีแก้ไขป้องกันหลายข้อ อาทิ ผู้ป่วยที่มีแผลในปาก ควรหลีกเลี่ยงอาหารร้อนจัดหรือเย็นจัด รสจัด อาหารที่มีลักษณะกรอบหรือแข็ง เครื่องดื่มที่มีรสเปรี้ยว ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการคลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร อิ่มเร็ว ควรรับประทาน
อาหารทีละน้อย แต่กินบ่อยๆ เลือกรับประทานอาหารที่มีโปรตีนและพลังงานสูง หลีกเลี่ยงอาหารเลี่ยนๆ มันๆ รวมถึงอาหาร
ที่ทำให้เกิดแก๊ส อันทำให้แน่นท้องหรือท้องอืด เช่น ถั่วต่างๆน้ำอัดลม สำหรับผู้ป่วยที่มีการรับรสผิดปกติ โดยมากมักรับรสขมได้ดีขึ้น ขณะที่รับรสหวานได้น้อยลง รู้สึกถึงรสคาวมากขึ้นเมื่อรับประทานเนื้อสัตว์ หรือรู้สึกเหมือนมีรสโลหะตกค้างอยู่ในปาก การอมลูกอมหรือเคี้ยวหมากฝรั่งรสมิ้นต์อาจช่วยบรรเทาอาการได้บ้าง บางครั้งอาจจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีปรุงรสชาติอาหารให้ถูกปากผู้ป่วยมากขึ้น ผู้ป่วยที่รับประทานอาหารได้น้อยลงจากหลากหลายสาเหตุ ควรจัดบรรยากาศการ
รับประทานอาหารให้ดีขึ้น เพื่อให้รู้สึกผ่อนคลาย การรับประทานอาหารกับครอบครัวหรือเพื่อนจะช่วยให้เจริญอาหารมากขึ้น หากรับประทานคนเดียว อาจดูภาพยนตร์หรือรายการโทรทัศน์ที่ชอบไป เพื่อให้เพลิดเพลินแล้วรับประทานได้มากขึ้น ทั้งนี้เมื่ออิ่มก็ควรหยุด ไม่ควรฝืนรับประทานต่อ การเตรียมอาหารพร้อมรับประทานไว้เสมอก็เป็นแนวทางที่ช่วยได้ เพราะเมื่อผู้ป่วยพร้อมจะสามารถนำมารับประทานได้ทันที เพราะการปล่อยให้หิวจนเกินไป ทำให้ผู้ป่วยรับประทานได้น้อยลง 

อาหารที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยมะเร็งที่กำลังรักษาด้วยยาเคมีบำบัด คือ อาหารที่มีองค์ประกอบครบ 5 หมู่ มีโปรตีนและพลังงานสูง มีความเสี่ยงการปนเปื้อนเชื้อโรคต่ำเพราะยาเคมีบำบัดมีผลข้างเคียงทำให้เม็ดเลือดต่างๆ ลดลง รวมไปถึงเซลล์ปกติที่เจริญเติบโตเร็วด้วย ผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องได้รับสารอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งโปรตีนทดแทน เพื่อช่วยกระบวนการสร้างเซลล์เม็ดเลือดใหม่ หลังได้รับยาเคมีบำบัดผู้ป่วยจะต้องรับประทานอาหารหมวดโปรตีนมากขึ้น ได้แก่ เนื้อสัตว์ นม ไข่ ปริมาณที่เพียงพอคือประมาณ 1.5 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน หากผู้ป่วยหนัก 60 กิโลกรัม หมายความว่าต้องรับประทานโปรตีนประมาณ 90 กรัมต่อวัน โดยอาหารหมวดอื่นๆ เช่น คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามิน เกลือแร่ ก็จะต้องรับประทานอย่างครบถ้วนตามความต้องการของร่างกายด้วย อาหารที่รับประทานจะต้องปรุงสุกและสะอาด หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ดิบเช่น ปลาดิบ ผักสด หรือผลไม้เปลือกบาง เนื่องจากขั้นตอนการล้างอาจไม่สะอาดเพียงพอ ทำให้ปนเปื้อนแบคทีเรียหรือไข่พยาธิจากดินที่ปลูก เพราะในช่วงหลังให้ยาเคมีบำบัดผู้ป่วยมักจะมีภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ อาจเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียหรือพยาธิจนเกิดอันตรายได้ 

ความเข้าใจคลาดเคลื่อนที่พบบ่อยในผู้ป่วยมะเร็งคืองดอาหารประเภทโปรตีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ซึ่งยังไม่มีข้อมูลสนับสนุนถึงประโยชน์ในการรักษาโรคมะเร็งเพียงพอ การงดเนื้อสัตว์ซึ่งเป็นโปรตีนคุณภาพดีอย่างสิ้นเชิงกลับทำให้ผู้ป่วยเสี่ยงต่อการเกิดการขาดสารอาหารจนฟื้นตัวได้ช้า อีกอย่างที่พบได้บ่อยคือการรับประทานน้ำผักผลไม้สดปั่นทั้งแบบแยกกากหรือไม่แยกกากก็ดี ผักผลไม้ที่นำมาปั่นหากล้างไม่สะอาดดีพอ อาจจะเพิ่มความเสี่ยงการติดเชื้อแบคทีเรียและพยาธิได้ นอกจากนี้ยังมีการบริโภควิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันอีกมากมาย ซี่งถ้าจะให้มั่นใจว่าได้ประโยชน์สูงสุดและไม่ตีกับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ก็ควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ที่ดูแลก่อนใช้วิตามินหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ เหล่านั้น  

หากผู้ป่วยมะเร็งรวมถึงผู้ดูแลมีคำถามเกี่ยวกับยาหรือการปฏิบัติตัวระหว่างการรักษา สามารถส่งคำถาม
ได้ที่ line @guruya ซึ่งให้บริการตอบคำถามต่างๆเกี่ยวกับยา โดยเภสัชกรจากคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 
 

ผศ.ภญ.ดร.ณัฎฐดา อารีเปี่ยม

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เลือกกินอาหารปลอดภัย สุขภาพดี ชีวีปลอดโรค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/635235

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เลือกกินอาหารปลอดภัย สุขภาพดี ชีวีปลอดโรค

วันจันทร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

คนจำนวนไม่น้อยอยากมีสุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง อายุยืนยาว แต่ทว่ากลับกินไม่เลือก ไม่ระมัดระวังเรื่องอาหารการกิน กินของไม่ดี ไม่มีประโยชน์ ถ้าเป็นแบบนี้ รับรองว่าสุขภาพไม่มีวันดีอย่างแน่นอน แต่คนที่ดูแลเรื่องอาหารการกินเป็นอย่างดี ออกกำลังกายพอเหมาะพอสมเป็นประจำ พักผ่อนเพียงพอ รักษาสุขภาพใจให้ดีเสมอ คนกลุ่มนี้จะมีสุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง 

อาทิตย์ที่ผ่าน เราคงเห็นข่าวการผลิตลูกชิ้นและไส้กรอกที่ไม่ได้มาตรฐานด้านสุขอนามัย เพราะมีวัตถุกันเสียเกินปริมาณกำหนด ตามปกติการผลิตอาหารจำพวกเนื้อสัตว์แปรรูป ผู้ประกอบการอาจใส่สารวัตถุกันเสียจำพวกไนไตรท์ลงไปได้ เพราะกฎหมายอนุญาต แต่ต้องใส่ในปริมาณไม่เกินกฎหมายกำหนด ปริมาณที่กำหนดจะสัมพันธ์กับความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยปริมาณที่กระทรวงสาธารณสุขอนุญาตนั้น ใช้หลักเกณฑ์ตามมาตรฐานทั่วไปสำหรับวัตถุเจือปนอาหารของโคเด็กซ์ (General Standard for Food Additives; GSFA) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล กำหนดให้ใส่ไนไตรท์ในเนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม แหนม ในปริมาณไม่เกิน 80 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม แต่จากข่าวที่เห็นพบว่าผลิตภัณฑ์มีปริมาณไนไตรท์สูงถึง 2,000 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคโดยเฉพาะกับเด็กน้อย

ปัญหานี้เกิดจากผู้ประกอบไร้จรรยาบรรณและจริยธรรมของการประกอบสัมมาชีพ และอาจขาดความรู้ จึงไม่คำนึงถึงมาตรฐานการผลิตที่มีคุณภาพ ขาดความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค ไม่คำนึงถึงสุขภาพและความปลอดภัยในชีวิตของลูกค้า เปรียบเสมือนแม่มดใจร้ายที่จงใจยื่นแอปเปิ้ลอาบยาพิษให้สโนว์ไวท์ 

การใช้สารกันเสียไนไตรท์หรือไนเตรทในอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปในปริมาณสูงมาก จะทำให้ผู้กินอาหารนั้นๆ เข้าไปแล้วเกิดอาการปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง กล้ามเนื้อไม่มีแรง หรือเกิดภาวะเมธฮีโมโกลบินนีเมีย ซึ่งมีผลทำให้ความสามารถในการจับและการแลกเปลี่ยนออกซิเจนของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดมีปัญหา เกิดภาวะขาดออกซิเจน และเสียชีวิตในที่สุด 

นอกจากนี้ เมื่อสารไนเตรทและไนไตรท์ เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเกิดปฏิกิริยาทำให้เกิดสารประเภทไนโตรซามีน ซึ่งเป็นสารที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งได้

จริงๆ แล้วสารปรุงแต่ง หรือสารเจือปนในอาหารนั้น มักพบว่ามีอยู่ในอาหารหลายประเภท ผู้เขียนเองเคยตั้งคำถามว่าทำไมอาหารหลายประเภทที่วางขายในตลาดจึงสามารถเก็บไว้ได้นานจนผิดสังเกตโดยระบุว่าไม่ต้องใส่ในตู้เย็น ทั้งๆ ที่อากาศของบ้านเราร้อนมาก เช่น เส้นขนมจีนสด แป้งโรตีสายไหม และน้ำพริกหนุ่ม เป็นต้น 

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเคยรายงานว่า ผลการสุ่มตรวจพบว่าผลิตภัณฑ์เหล่านั้น ในบางยี่ห้อใส่สารกันบูดประเภทกรดเบนโซอิก (benzoic acid) และกรดซอร์บิค (sorbic acid)เกินปริมาณกฎหมายกำหนด แม้บางยี่ห้อจะระบุที่ฉลากว่า “ปราศจากสารกันบูด” แต่ก็ว่ามีปริมาณสารกันบูด ซึ่งเท่ากับจงใจให้ข้อความเท็จกับผู้ซื้อ

เพราะฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่าชีวิตประจำวันของคนไทยนั้นค่อนข้างเสี่ยงอันตรายมาก แม้กระทั่งจะรับประทานอาหาร (หรือดื่มเครื่องดื่ม) ก็ไม่ปลอดภัยเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ อันตรายที่เกิดจากอาหาร (และเครื่องดื่ม) จะไม่เกิดขึ้นกับผู้บริโภค ถ้าหากผู้ผลิตมีความรู้ในด้านโภชนาการ และยึดมั่นในคุณธรรมการผลิต ถึงแม้อาหารบางชนิดอาจมีโอกาสเสียหรือหมดอายุเร็ว ผู้ประกอบการก็ไม่ควรใส่วัตถุกันเสียเกินปริมาณที่กำหนด เพื่อให้อาหารมีอายุยาวนานขึ้น เพราะจะเกิดอันตรายร้ายแรงกับผู้บริโภค 

ส่วนหน่วยงานของรัฐบาลที่มีหน้าที่ดูแลคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารต้องทำงานให้เข้มงวดมากกว่าเดิม เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับผู้บริโภค ส่วนผู้บริโภคเองก็ต้องใส่ใจก่อนจะซื้อหาสิ่งใดไปรับประทาน ต้องอ่านฉลากให้ละเอียดทุกครั้ง และต้องตรวจสอบแหล่งผลิตว่าได้มาตรฐานหรือไม่ ส่วนผู้ค้าก็ต้องช่วยเป็นหูเป็นตาให้ผู้บริโภคด้วย ต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพดี ต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานอาหารและยา

ในส่วนของผู้บริโภคเองก็ต้องใส่ใจในเรื่องของอาหารการกินของตน รวมถึงผู้ค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านี้มาขาย ก็ต้องพิถีพิถันเลือกสินค้ามีคุณภาพด้วย อย่างน้อยต้องเลือกสินค้าที่ผ่านการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)ส่วนผู้บริโภคสามารถตรวจสอบได้ว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆ ได้มาตรฐานอย. หรือไม่ โดยตรวจสอบได้จากเว็บไซต์ของอย. 

แต่หากใครรับประทานอาหารที่มีไนไตรท์สูงเกินมาตรฐานแล้วเกิดอาการปวดท้อง คลื่นไส้ หรือเกิดภาวะขาดออกซิเจน ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที อย่าพยายามดูแลรักษาตัวเอง หรือทำให้อาเจียนเพื่อหวังเอาสารพิษออก เพราะอาจอันตรายถึงชีวิตได้

ส่วนผู้ปกครองต้องสร้างลักษณะนิสัยเลือกรับประทานอาหารสะอาด ปลอดภัยให้บุตรหลาน โดยให้ความรู้ และทำให้ดูเป็นตัวอย่าง จะทำให้ลูกหลานเลือกรับประทานอาหารมีคุณภาพได้เหมาะสม รวมถึงลดการรับประทานอาหารแปรรูป แต่ให้รับประทานเนื้อไก่ หมู ปลา แทนอาหารประเภทลูกชิ้น ไส้กรอก แฮม แหนม หมูยอ เป็นต้น เพื่อลดการได้รับสารปรุงแต่งและวัตถุกันเสียจำพวกไนเตรทและไนไตรท์ แค่เราเลือกรับประทานให้ถูกสุขลักษณะ เราก็ลดความเสี่ยงจากสารพิษและสารก่อมะเร็งร้าย

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ 

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เด็กน้อยควรฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/633680

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เด็กน้อยควรฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19

วันจันทร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

โรคโควิด-19 เป็นโรคที่ใครๆ ก็กลัว ไม่อยากติดโรค ยกเว้นคนมีอาการผิดปรกติทางจิตที่ต้องการป่วยเป็นโรคนี้ เพื่อหวังผลบางประการ แต่เราจะไม่กล่าวถึงคนกลุ่มนี้ แต่ต้องอยู่ให้ห่างคนพวกนี้ให้มากที่สุด

หลายคนที่มีบุตรหลานพยายามระวังป้องกันลูกหลานไม่ให้ติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งรัฐบาลเองก็พยายามป้องกันโรคนี้ในกลุ่มเด็กน้อยเช่นกัน ปัจจุบัน รัฐบาลไทยอนุมัติแบบมีเงื่อนไขในสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีการระบาดของโรค อนุญาตให้ฉีดวัคซีนชนิด mRNA ของบริษัทไฟเซอร์ ในเด็กอายุ 5-11 ปี โดยอนุมัติตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม2565 และอนุมัติให้ฉีดวัคซีนชนิดเชื้อตายให้เด็กอายุ 6 ปีขึ้นไปเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อช่วยให้เด็กช่วงอายุนี้ปลอดภัยจากการป่วยโรคโควิด-19 และป้องกันการป่วยหนัก จนเสียชีวิต

ในความเป็นจริง เราต้องยอมรับว่าเด็กในช่วงอายุนี้ไม่ได้ใช้ชีวิตตามแบบที่ควรจะเป็นมาสองปีกว่าแล้ว เพราะไม่สามารถไปเรียนหนังสือที่โรงเรียน พวกเขาต้องใช้ชีวิตอยู่ในบ้าน หรืออาจจะออกไปเล่นกับเพื่อน ๆ ในละแวกบ้านได้เท่านั้น ทำให้พัฒนาการของเด็กเสียไป ดังนั้นรัฐบาลจึงเห็นว่าการฉีดวัคซีนให้เด็กจะช่วยป้องกันโรคโควิด-19 ให้พวกเขาได้ดีขึ้น

วัคซีนชนิด mRNA สำหรับเด็กของบริษัทไฟเซอร์ได้รับการอนุมัติใช้แบบมีเงื่อนไขในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐฯ สหภาพยุโรป แคนาดา ออสเตรเลีย ประเทศในแถบตะวันออกกลาง ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ เป็นต้น วัคซีนนี้ผลิตขึ้นเพื่อเด็กโดยเฉพาะ โดยผลิตให้มีขนาดการใช้ต่ำกว่าของผู้ใหญ่ จำนวน 10 ไมโครกรัมต่อขนาดการใช้หรือใช้เพียง 1 ใน 3 ของขนาดการใช้ในผู้ใหญ่ หนึ่งคอร์สวัคซีนประกอบด้วย 2 เข็ม ฉีดห่างกันในช่วง 3-12 สัปดาห์ ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขแนะนำให้ฉีดห่างกัน 8 สัปดาห์ ภูมิคุ้มกันจะเกิดขึ้นอย่างเต็มที่หลังจากได้รับวัคซีนเข็มที่สองแล้วเป็นเวลา 7 วัน

วัคซีนสำหรับเด็กมีฝาและฉลากสีส้ม แตกต่างจากวัคซีนสำหรับผู้ใหญ่ เพื่อสะดวกต่อการบริหารจัดการของศูนย์ให้บริการวัคซีน เนื่องจากวัคซีนในประเทศมีหลากหลายชนิด จึงต้องทำให้ขวดบรรจุวัคซีนสำหรับเด็กมีความแตกต่างชัดเจน

วัคซีนสำหรับเด็กในระยะแรกยังมีจำนวนไม่มากนัก เด็กกลุ่มแรกที่ควรได้รับคือกลุ่มมีโรคประจำตัว เช่น โรคอ้วน โรคระบบทางการเดินหายและปอด โรคเบาหวาน โรคไต โรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็ง ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ หรือมีโรคที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการช้า หรือโรคทางพันธุกรรมต่างๆ เพราะเด็กเหล่านี้ หากได้รับเชื้อโควิด-19 แล้วมีโอกาสป่วยหนัก ถึงขั้นเสียชีวิตได้

วัคซีนสามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อโคโรนาไวรัสได้ระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือวัคซีนจะช่วยลดความรุนแรงของการเกิดโรค และการป่วยหนัก รวมถึงลดการเสียชีวิตได้ แม้ว่าโดยทั่วไป เราอาจเข้าใจว่า เด็กที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่วนมากอาจมีอาการไม่รุนแรง แต่อย่างไรก็ตาม เด็กที่ติดเชื้ออาจเกิดภาวะlong covid หรืออาการหลังติดเชื้อโควิด-19 ที่จะส่งผลได้ทั้งในระยะสั้นและยาว รวมถึงภาวะ MIS-C (Multi-system Inflammatory Syndromein Children) ซึ่งเป็นอาการอักเสบหลายระบบทั่วร่างกายของเด็ก

ดังนั้น เราสามารถลดอัตราความเสี่ยงของการติดเชื้อและการป่วยหนักในเด็กได้ โดยการให้เขามีภูมิคุ้มกันจากวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ แต่ปัจจุบันพ่อแม่ ผู้ปกครองเด็กยังมีความกังวลกับผลข้างเคียงของวัคซีน เพราะมีข้อมูลจากบางแห่งระบุว่าวัคซีนจะส่งผลเสียต่อเด็กในอนาคต ซึ่งก็ต้องบอกว่าข้อมูลเหล่านั้นยังเป็นเพียงความเห็นที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์

แต่สิ่งที่ผู้ปกครองเด็กต้องพิจารณามากกว่าคือความเสี่ยงขั้นร้ายแรงที่จะเกิดกับเด็ก หากได้รับเชื้อโควิด-19 โดยที่ตัวเด็กไม่มีภูมิต่อสู้กับโรค จึงมีคำแนะนำว่าควรจะให้เด็กน้อยฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 (แต่ก็ขึ้นกับความสมัครใจของผู้ปกครองและเด็ก) เพราะเมื่อฉีดแล้วจะช่วยให้เด็กมีภูมิคุ้มกันโรคมากขึ้น เมื่อมีภูมิคุ้มกันโรคก็สามารถใช้ชีวิตตามปรกติได้มากขึ้น (แต่ยังต้องระมัดระวังการติดเชื้ออยู่เหมือนเดิม) เด็กสามารถไปโรงเรียนได้ เล่นกับเพื่อนๆ ได้ ทำกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัยได้ เพื่อให้เด็กๆ ได้เรียนรู้การดำเนินชีวิตไปตามวัยของเขา

สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง ควรจะต้องพูดคุยทำความเข้าใจกับลูกหลานในเรื่องการฉีดวัคซีนให้ดี ไม่ใช่บังคับให้เขาต้องฉีดโดยที่เขาไม่เข้าใจความจำเป็น ส่วนการเตรียมตัวสำหรับเด็กที่จะไปรับวัคซีนก็ไม่ต่างจากผู้ใหญ่ คือ พักผ่อนให้มาก รับประทานอาหารให้ถูกสุขลักษณะ ดื่มน้ำให้มากตามความต้องการของร่างกาย ส่วนหลังจากฉีดวัคซีนแล้ว ก็ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารมีประโยชน์ถูกสุขลักษณะ ซึ่งส่วนมากอาการที่เกิดขึ้นหลังฉีดจะมีอาการไม่ได้รุนแรง และอาจหายเองได้ภายใน 1-2 วัน เช่น มีไข้ หนาวสั่น ปวดบวมแดงร้อนบริเวณที่ฉีด บางคนอาจมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย แนะนำให้งดออกกำลังกายและกิจกรรมการเล่นอย่างหนักเป็นเวลา 7 วัน เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนหากเกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ แต่อย่างไรก็ตาม ภาวะเหล่านี้พบได้น้อยมาก และส่วนใหญ่จะเกิดในผู้ชายวัยรุ่นหลังฉีดเข็มสองมากกว่า ฉะนั้นหากพบว่ามีอาการหายใจไม่อิ่ม ใจสั่น หอบ เหนื่อย ให้รีบไปพบแพทย์ทันที 

ขอย้ำว่า การป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 จนป่วยหนัก จำเป็นต้องได้รับวัคซีนที่มีคุณภาพสูง มีประสิทธิภาพสูง เพื่อลดการติดเชื้อและการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 และลดการกลายพันธ์ุที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : มะเร็งโรคร้ายที่รักษาได้ หากรู้ทันโรค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/632097

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : มะเร็งโรคร้ายที่รักษาได้ หากรู้ทันโรค

วันจันทร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นอกจากตรุษจีนแล้ว สัปดาห์นี้มีวันที่สำคัญทางสุขภาพวันหนึ่งคือ 4 กุมภาพันธ์ซึ่งเป็น วันมะเร็งโลก หรือ world cancer day ในบรรดาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ “มะเร็ง” คงเป็นโรคที่ผู้คนไม่อยากประสบพบเจอมากที่สุด เพราะมะเร็งดูเหมือนจะเข้าใกล้กับความตายมากกว่าโรคอื่นๆ ข่าวร้ายก็คือ ถึงไม่อยากเจอ มะเร็งก็เป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆของประชากรโลกรวมถึงในชาวไทยด้วย ข่าวดีก็คือ ปัจจุบันมีความก้าวหน้าทั้งด้านการวินิจฉัยที่ทำให้พบโรคได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น รวมถึงมีการพัฒนายาใหม่ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้การรักษามะเร็งประสบความสำเร็จมากขึ้นเรื่อยๆ เราจึงพบผู้หายป่วยจากโรคมะเร็งในจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน

ภาพจำของผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการรักษาด้วยยาทั้งจากในซีรี่ส์ต่างประเทศหรือละครไทยก็ดี คงจะเป็นผู้ป่วยที่ผอมแห้งซีดเซียว ขอบตาดำคล้ำ สวมหมวกไหมพรมปิดบังศีรษะที่ไม่มีผม เวลาให้ยาก็จะคลื่นไส้อาเจียน ระยะท้ายๆ อาจจะมีอาการเจ็บปวดทรมานต่างๆ นานา ทำให้ทุกคนรู้สึกสงสารตัวละครรวมถึงหวาดกลัวหากวันนึงเราเกิดโชคร้ายต้องเป็นผู้ป่วยเสียเอง แต่ภาพจำเหล่านั้นมีทั้งที่เป็นจริงและเกินจริง ในเมื่อเราพัฒนายาที่มีประสิทธิภาพดีในการรักษาโรคได้ เราก็ย่อมต้องพัฒนายาดีๆ ที่ใช้เพื่อป้องกันอาการข้างเคียงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการรักษาได้เช่นกัน ผู้ป่วยที่ต้องรับยาเคมีบำบัดที่คาดการณ์ได้อยู่แล้วว่าจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน ก็จะได้รับยาต้านอาเจียนประสิทธิภาพสูงเพื่อป้องกันการคลื่นไส้อาเจียนก่อนและหลังรับยา ซึ่งหากผู้ป่วยกินยาถูกต้องตามที่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร ก็จะแทบจะไม่มีอาการทุกข์ทรมานจากอาการคลื่นไส้อาเจียนเลย เช่นเดียวกับอาการข้างเคียงจากการเคมีบำบัดอีกประการหนึ่งคือเม็ดเลือดขาวต่ำ กรณีที่ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการติดเชื้อ แพทย์ก็จะให้ยาฉีดเพื่อกระตุ้นเม็ดเลือดขาวหรือยากินเพื่อป้องกันการติดเชื้ออยู่แล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้ป่วยเองก็ต้องตระหนักว่าตนเองมีภูมิต้านทานที่ลดลงและระมัดระวังไม่ไปรับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายในช่วงที่ได้รับการรักษา

อย่างไรก็ตาม อาการข้างเคียงบางอย่างที่เกิดขึ้นจากการรักษา เช่น เบื่ออาหาร การรับรสชาติ เปลี่ยนแปลงไป
อาการอ่อนเพลียไม่มีแรง อาจจะไม่มียาสำหรับใช้ในการรักษาโดยตรง ผู้ป่วยที่กินอาหารไม่ค่อยได้ อาจจะไม่มียากระตุ้นให้อยากอาหาร แนวทางการแก้ไขคือ การกินอาหารครั้งละน้อยๆ แต่บ่อยๆ โดยไม่ต้องบังคับกะเกณฑ์ให้กินแต่ละครั้งได้มากๆ แต่ควรเลือกกินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และกรณีที่ผู้ป่วยกินได้น้อยมากจนน้ำหนักลดลง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อเลือกอาหารทางการแพทย์กินเสริมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการขาดอาหารขณะรักษา

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยในผู้ป่วยมะเร็งคือ การต้องหลีกเลี่ยงอาหารประเภทโปรตีนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อสัตว์เพราะการกินโปรตีนจะไปเพิ่มจำนวนเซลล์มะเร็ง ความจริงก็คือ ระหว่างการรักษาไม่ว่าจะหลังการผ่าตัดเอาเนื้องอกออกหรือช่วงที่ได้รับยาเคมีบำบัดซึ่งนอกจากมุ่งทำลายเซลล์มะเร็งในร่างกายแล้ว เซลล์เม็ดเลือดหรือเซลล์เยื่อบุต่างๆ ก็ถูกทำลายไปด้วยเช่นกัน การฟื้นฟูเซลล์เหล่านั้นให้กลับมาใกล้เคียงสภาวะปกติ ก็คือการกินสารอาหารโปรตีนให้เพียงพอ อีกหนึ่งความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเรื่องโปรตีนก็คือ ต้องเลี่ยงโปรตีนจากเนื้อสัตว์และรับโปรตีนจากพืชเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้ว โปรตีนจากเนื้อสัตว์ยังคงเป็นโปรตีนที่คุณภาพดีกว่าซึ่งดีต่อผู้ป่วยมากกว่า สรุปก็คือ เรายังคงแนะนำให้ผู้ป่วยกิน เนื้อ นม ไข่ ตามปกติ เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วน อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงจริงๆ ก็คือ อาหารประเภทปิ้งย่างหมักดอง ของทอดที่ใช้น้ำมันทอดซ้ำซึ่งอุดมไปด้วยสารก่อมะเร็งที่แท้จริงต่างหาก

อีกอย่างหนึ่งที่ต้องเพิ่มความระมัดระวังคือผลไม้หนึ่งในของเยี่ยมยอดนิยมที่ผู้ป่วยมักได้รับ ซึ่งผลไม้บางอย่างนั้นผู้ป่วยจะต้องหลีกเลี่ยงในช่วงที่ภูมิต้านทานต่ำ ผลไม้ที่สุ่มเสี่ยงคือผลไม้เปลือกบาง เช่น องุ่น สตรอว์เบอร์รี่ ลางสาด เป็นต้น เพราะการล้างทำความสะอาดให้หมดจดปลอดเชื้อโรคทำได้ยาก ยิ่งการปั่นผักหญ้ากินสดๆ ยิ่งน่ากลัวเพราะต้องล้างแล้วล้างอีกให้สะอาดจริงๆ ไม่อย่างนั้นจะยิ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อเมื่อผู้ป่วยที่ภูมิต้านทานต่ำกินเข้าไป

กลับกลายเป็นว่า ผลไม้ที่ทุกคนคิดว่าเป็นของดีกลับต้องเพิ่มความระมัดระวัง ขณะที่เนื้อสัตว์ที่หลายคนมองว่าเป็นผู้ร้ายกลับเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกายของผู้ป่วย นอกจากเรื่องนี้แล้ว อาจจะมีความเชื่อที่ยังไม่ได้เช็คก่อนแชร์อีกหลายเรื่อง (เช่น มะนาวโซดาฆ่าเซลล์มะเร็งได้) ผู้ป่วยมะเร็งหรือผู้ดูแลจึงควรฟังคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติตัว เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในการรักษา และหากท่านใดมีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรักษาและการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยมะเร็ง หรือคำถามเกี่ยวกับยาและสุขภาพอื่น สามารถสอบถามได้ที่ @guruya ซึ่งเป็น line official โดยคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาซึ่งพร้อมให้บริการตอบคำถามแก่ประชาชนแล้ว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ผศ.ภญ.ดร.ณัฎฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : รู้จักโรคซึมเศร้า รู้วิธีรับมือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/630643

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : รู้จักโรคซึมเศร้า รู้วิธีรับมือ

วันจันทร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.25 น.

ปัจจุบันโรคซึมเศร้าหรือ depression น่าจะเป็นที่คุ้นเคยของประชาชนทั่วไป เนื่องจากมีข่าวการสูญเสียบุคคลที่เป็นที่รู้จักจากสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้านี้เนืองๆ แต่ที่จริงโรคนี้มีความซับซ้อนกว่าที่คนทั่วไปเข้าใจอยู่ไม่น้อย ผู้ป่วยด้วยโรคซึมเศร้าไม่จำเป็นต้องมีแต่อาการเศร้าสร้อยดำดิ่งคิดถึงการสิ้นสุดชีวิตตนเองเท่านั้น แต่มีอาการอื่นด้วย เช่น ระยะแรกเริ่มของโรคซึมเศร้าอาจจะแค่หมดความสนใจต่อสิ่งที่เคยเพลิดเพลินมาก่อน ซึ่งถ้าหากเจ้าตัวรู้ตัวช้าหรือคนรอบข้างสังเกตเห็นช้า ปล่อยให้ภาวะดังกล่าวรุนแรงมากขึ้น การจัดการก็จะยากขึ้น ดังนั้นการรู้จักโรคและวิธีรักษาให้ดีขึ้น น่าจะทำให้เราสามารถจัดการกับภาวะซึมเศร้าได้ดีขึ้น 

โรคซึมเศร้าที่จริงแบ่งแยกย่อยได้อีกหลายแบบการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมบางอย่างเช่นจู่ๆก็ลุกขึ้นมาจับจ่ายใช้สอยอย่างสุรุ่ยสุร่าย โดยไม่มีเหตุมีผล ก็เป็นพฤติกรรมที่พบได้บ่อยในโรคซึมเศร้าแบบอารมณ์ 2 ขั้ว หรือที่สังคมรู้จักในนามโรค bipolar แต่การวินิจฉัยไม่ได้ง่ายขนาดที่เราจะไปชี้นิ้วว่าคนที่เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายนั้น เป็นโรคซึมเศร้าแน่ๆ เพราะการวินิจฉัยว่าผู้ป่วยคนใดคนหนึ่งเป็นโรคซึมเศร้าต้องทำโดยจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และที่สำคัญ เราไม่ควรเอาชื่อโรคหรืออาการต่างๆ ไปใช้ล้อเลียนคนอื่น เพราะยิ่งจะทำให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงการรักษา เพราะความอับอาย ทั้งที่การเจ็บป่วยแบบนี้สามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ และเมื่อเป็นแล้วก็รักษาให้หาย หรืออาการดีขึ้นได้ โดยไม่ต่างจากโรคอื่นๆ 

สาเหตุของโรคซึมเศร้ามีหลากหลาย ทั้งสาเหตุทางกายเช่น พันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน (เช่น กรณีซึมเศร้าหลังคลอด) แน่นอนว่า ความเครียด ความกดดัน ความโศกเศร้าจากการสูญเสียก็เป็นสาเหตุของโรคได้เช่นกัน 

การรักษาโรคซึมเศร้า หลายคนยังเข้าใจผิดว่าโรคซึมเศร้าเป็นความผิดปกติของจิตใจอย่างเดียว แต่ที่จริงแล้วอาการแสดงของโรคนี้เกิดจากความผิดปกติของสมดุลของสารสื่อประสาท หรือที่หลายคนอาจเรียกว่าสารเคมีในสมอง อันได้แก่ ซีโรโตนิน โดพามีน และ นอร์อีพิเนฟรีน ซึ่งการจะทำให้สารเหล่านี้กลับสู่สมดุลจะต้องใช้ยาช่วย แต่การสวดมนต์ นั่งสมาธิ หรือการทำจิตใจให้แจ่มใสเบิกบานด้วยตัวผู้ป่วยเท่านั้น ไม่สามารถใช้เป็นการรักษาหลักได้ ผู้ป่วยซึมเศร้าจะต้องรักษา
ด้วยยา ซึ่งอาจจะทำร่วมกับการรักษาด้วยวิธีการอื่น อาทิ จิตบำบัด การรักษาด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า 

สำหรับยาที่ใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้าก็มีหลายกลุ่ม เช่น selective serotonin reuptake inhibitors (SSRI) กลุ่ม tricyclic กลุ่ม serotonin and norepinephrine reuptake inhibitor (SNRI) เป็นต้น ยาเหล่านี้ผู้ป่วยไม่สามารถซื้อใช้ด้วยตนเองจากร้านยา เนื่องจากแพทย์ผู้สั่งจะต้องประเมินความเหมาะสมของยาที่ใช้กับผู้ป่วยแต่ละราย และยังต้องนัดตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอ โดยอาจนัดถี่ในช่วงแรก และเพิ่มระยะห่างระหว่างการนัดแต่ละครั้งเมื่ออาการดีขึ้น ที่สำคัญก็คือผู้ป่วยจะต้องร่วมมือในการรับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ ปัญหาที่พบบ่อยคือ ในช่วงแรกของการใช้ยา อาการซึมเศร้าอาจจะค่อยๆ ดีขึ้นอย่างช้าๆ ภายใน 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือน แต่อาจจะไม่ทันใจของผู้ป่วย เมื่อใช้ยาแล้วรู้สึกไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ผู้ป่วยก็อาจจะคิดว่ายาไม่ได้ผลแล้วเลิกใช้ยาไป อีกประเด็นที่พบบ่อยคือ เมื่อใช้ยาไประยะหนึ่ง ผู้ป่วยรู้สึกว่าอาการดีขึ้นมาก แต่ที่จริงแล้วยังไม่หายขาด หรืออยู่ในเกณฑ์ที่หยุดรับประทานยาได้ พอยาหมดก็ไม่กลับไปพบแพทย์ตามนัด แล้วต่อมาโรคก็กลับมาอีก ซึ่งการรักษาในกรณีเช่นนี้ จะยากยิ่งขึ้น 

กล่าวโดยสรุป การใช้ยาเป็นวิธีการหลักในการรักษาโรคซึมเศร้า อาจจะใช้ร่วมกับการรักษาด้วยวิธีการอื่น ผู้ป่วยจะต้องใช้ยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ไม่หยุดยาด้วยตนเอง ไม่ว่าจะรู้สึกว่ายาไม่ได้ผลหรือตนเองหายแล้ว แต่ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อให้ได้รับคำแนะนำที่เหมาะสม 

ผู้ที่สงสัยว่าตนเองมีความเสี่ยงจะเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่ สามารถทำแบบประเมินทำได้ทางออนไลน์ https://www.rama.mahidol.ac.th/th/depression_risk 

ผศ.ภญ.ดร.ณัฎฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ต้องถามเภสัชกรก่อนหัก บด หรือแบ่งเม็ดยา มิฉะนั้น การรักษาโรคอาจไม่เป็นผล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/629044

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ต้องถามเภสัชกรก่อนหัก บด หรือแบ่งเม็ดยา มิฉะนั้น การรักษาโรคอาจไม่เป็นผล

วันจันทร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เวลาที่เราได้รับยามาจากการสั่งโดยแพทย์ หรือจากการจ่ายโดยเภสัชกร ขอให้เราเคร่งครัดกับการรับประทานยาตามคำสั่ง เพื่อให้การรักษาอาการเจ็บป่วยของเรามีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ ยาที่เราได้รับในปัจจุบันส่วนมากมักอยู่ในรูปเม็ดและแคปซูล เพราะสะดวกในการใช้มากที่สุด ช่วยทำให้ผู้ป่วยได้รับยาในขนาดที่แม่นยำเหมาะสมกับอาการของโรค โดยยาเม็ดนั้นสามารถออกแบบรูปร่างหน้าตาให้แตกต่างกันได้ เช่น เป็นเม็ดเหลี่ยม เม็ดกลม หรือรูปหัวใจ อีกทั้งมีสีสันหลากหลาย บางชนิดมีการเคลือบเม็ดยาให้มีความมันวาว หรือพิมพ์และสลักสัญลักษณ์ต่างๆ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ช่วยให้ผู้ป่วยจดจำยาได้ง่าย รวมทั้งสามารถกำหนดระยะเวลาการออกฤทธิ์ และตำแหน่งของการออกฤทธิ์ในการรักษาได้อย่างแม่นยำ แล้วที่สำคัญคือช่วยหลบรสและกลิ่นที่ไม่น่าพิสมัยของยาได้  

ในกรณีของแคปซูล มีทั้งแคปซูลเปลือกแข็ง และแคปซูลนิ่ม (เรียกว่าซอฟเจล) แคปซูลแบบแข็งที่เราคุ้นเคยมักอยู่ในรูปแบบยาปฏิชีวนะบรรจุผงยาอยู่ในปลอกแคปซูล ส่วนแคปซูลแบบนิ่ม ก็จะพบได้จากผลิตภัณฑ์น้ำมันตับปลา หรือวิตามินอี เป็นต้น 

โดยทั่วไป ยาเม็ดและยาแคปซูลส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาให้กลืนยาทั้งเม็ดพร้อมน้ำสะอาดในปริมาณที่มากพอ เพื่อให้มั่นใจว่าเม็ดยาไม่ค้างที่หลอดอาหาร อันจะทำให้เกิดความระคายเคืองต่อทางเดินอาหารได้ แต่ในบางกรณีผู้ป่วยบางรายอาจ
ไม่สามารถกลืนยาทั้งเม็ดได้ เนื่องจากเม็ดยามีขนาดใหญ่บางกรณีผู้ป่วยบางรายโดยเฉพาะผู้ป่วยติดเตียง ที่ต้องรับอาหารทางสายยาง ทำให้อาจมีความจำเป็นต้องหักเม็ดยา หรือบดยาเพื่อลดขนาดในการกลืน หรือแกะผงยาออกมาจากเปลือกแคปซูล เพื่อผสมกับอาหารเหลวแล้วให้อาหารทางสายยาง แต่ต้องเรียนให้ทราบว่ายาบางชนิด เมื่อเราหัก แบ่ง บดเม็ดยา หรือแกะยาออกจากเปลือกแคปซูลอาจทำให้ประสิทธิภาพของยาลดลง และอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงสูงขึ้น 

ยาจะถูกหัก แบ่ง หรือบดได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับรูปแบบการผลิตที่ออกแบบมาตั้งแต่ต้น เช่น ยาที่ผลิตมาในรูปแบบยาเม็ดเคลือบน้ำตาล มีลักษณะเป็นมันวาว ดูน่าใช้ มีขอบมน มีรสหวานเมื่อสัมผัสลิ้น มีคุณสมบัติในการกลบรสและกลิ่นที่ไม่ดีของตัว ช่วยให้สะดวก และกลืนง่าย ยาชนิดนี้เป็นเม็ดค่อนข้างแข็ง จึงไม่เหมาะกับการหัก แบ่ง หรือบด  

แต่ในกรณีที่จำเป็นต้องบดยาให้ผู้ป่วย ต้องสอบถามเภสัชกรก่อนว่าทำได้หรือไม่ เพราะการบดอาจทำให้เกิดการ
ระคายเคืองต่อทางเดินอาหารได้ หรือในกรณีของยาเม็ดเคลือบฟิล์มนอกจากผลิตเพื่อให้ดูน่าใช้แล้ว ฟิล์มที่เคลือบบางชนิดยังช่วยป้องกันตัวยาจากการเสื่อมสลายด้วยอากาศและความชื้น แผ่นฟิล์มที่เคลือบเม็ดยาอาจมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการรักษา เช่น ยาบางชนิดออกแบบให้ยาแตกตัวออกให้หมดในคราวเดียวแล้วดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย แต่ฟิล์มบางชนิดออกแบบมาเพื่อให้ปลดปล่อยตัวยาทีละน้อย เพื่อทำให้ยาออกฤทธิ์นานขึ้น เพื่อให้ไม่ต้องรับประทานยาวันละหลายมื้อ  

ดังนั้น หากเราหัก แบ่ง หรือบดยา ฟิล์มหรือกลไกที่สร้างไว้จะถูกทำลาย แทนที่ยาจะค่อยๆ ปล่อยฤทธิ์ยาทีละน้อย
แต่กลายเป็นว่าตัวยาทั้งหมดถูกปล่อยออกมาในครั้งเดียวในปริมาณมากเกินไป ทำให้ได้รับยาเกินขนาด หรือมีผลข้างเคียง และอาจได้รับพิษจากยาได้ ในขณะที่ฟิล์มบางชนิดออกแบบมาเพื่อให้ปล่อยตัวยาสำคัญในอวัยวะที่จำเพาะเจาะจงของร่างกาย เช่น ลำไส้เล็ก เพื่อป้องกันไม่ให้กรดหรือน้ำย่อยจากกระเพาะอาหารทำลายยา ยาบางชนิดเมื่อสัมผัสกระเพาะอาหารจะทำให้เกิดการระคายเคือง จึงต้องออกแบบให้ยาแตกตัวและละลายที่ลำไส้เล็กแทน หากเราหัก แบ่ง หรือบดยา ก็จะทำให้ฟิล์มเสียสภาพ ยาจะไม่ถูกปลดปล่อยในอวัยวะที่ต้องการ ในกรณีนี้จึงห้ามหัก แบ่ง หรือบด แต่ต้องกลืนยาทั้งเม็ด  

นอกจากนี้ ยังมียาในลักษณะเดียวกันที่ควบคุมการปล่อยตัวยาสำคัญ แต่มีวิธีการผลิตแตกต่างกัน โดยการปั้นตัวยา
สำคัญเป็นรูปทรงกลมเล็กๆ แล้วเคลือบด้วยแผ่นฟิล์มบางๆ เพื่อป้องกันตัวยาสำคัญละลายในกระเพาะอาหาร จากนั้นก็เอารูปทรงกลมที่เคลือบฟิล์มมาตอกรวมเป็นหนึ่งเม็ด หรือเอาเม็ดทรงกลมนี้ไปบรรจุในปลอกแคปซูล ยากลุ่มนี้ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยรับประทานยาไม่สะดวก จึงสามารถหักเม็ดยา แบ่งครึ่งได้ หรือในกรณียาแคปซูลก็สามารถถอดเปลือกแคปซูลแล้วผสมน้ำเชื่อมหรือน้ำหวานได้ เนื่องจากการหักเม็ด หรือการแกะแคปซูลไม่ได้ทำลายฟิล์มของเม็ดทรงกลม แต่ห้ามบดยาชนิดนี้ เนื่องจากการบดทำให้ฟิล์มที่เคลือบเม็ดทรงกลมแตกเสียหาย ส่งผลทำให้ฤทธิ์ยาลดลง หรือก่อผลข้างเคียงของยามากขึ้น 

อย่างไรก็ตาม ยาบางชนิดสามารถหัก แบ่ง และบดได้แต่ยาบางชนิด หักได้ แบ่งได้ แต่บดไม่ได้ ส่วนยาบางชนิดหักไม่ได้ แบ่งไม่ได้ บดไม่ได้ ซึ่งแต่ละชนิดของยามีความแตกต่างกัน เพราะฉะนั้น หากผู้ป่วยมีปัญหายาที่ต้องรับประทานมีขนาดเม็ดใหญ่เกินไป กลืนลำบาก ก็ต้องบอกว่าอย่าหัก บดหรือแบ่งยาโดยไม่ได้ถามเภสัชกร เพราะการรับประทานยาที่ใช้ผิดวิธีจะไม่ช่วยให้การรักษาโรคมีประสิทธิภาพสูงสุด

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ  

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อาหารเสริม ต้องรู้ให้ลึกก่อนกิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/627448

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อาหารเสริม ต้องรู้ให้ลึกก่อนกิน

วันจันทร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เป็นเวลานานแสนนานมาแล้วที่เราเห็นการโฆษณา (แต่บางครั้งเป็นโฆษณาชวนเชื่อ) ว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรืออาหารเสริมดีวิเศษจนน่าอัศจรรย์ใจ ดังนั้นเราจึงพบว่ามีการโหมโฆษณาขายสินค้าเหล่านี้ในสื่อมวลชน ทั้งสื่อฯ หลัก และสื่อฯ ออนไลน์ โดยเห็นว่ามีรูปแบบและชนิดต่างๆ เช่น เม็ด แคปซูล ผง และน้ำ โดยบางรายก็บอกว่าให้นำไปผสมกับเครื่องดื่ม ขออนุญาตเรียนตรงๆ ว่าก่อนจะกินนั้นผู้กินต้องรู้อะไรก่อนบ้าง เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อโฆษณาชวนเชื่อ และเพื่อให้ได้ประโยชน์จากอาหารเสริม (ที่มีคุณภาพ) อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยและเพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับผู้กิน และที่สำคัญคือเพื่อไม่ต้องเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ 

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (dietary supplement) หรืออาหารเสริมคือสิ่งที่เรากินเข้าไป นอกเหนืออาหารปกติประจำวันผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอาจใส่สารอาหาร เช่น วิตามิน เกลือแร่ โปรตีน หรือกรดอะมิโน หรือสารอื่นๆ อาทิ สารจากสมุนไพรสารสกัด หรือสารสังเคราะห์ เราต้องเข้าใจว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อการป้องกัน หรือรักษาโรค และที่สำคัญคือเด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และขอย้ำว่าเราทุกคนต้องกินอาหารให้ครบห้าหมู่ในแต่ละวันโดยกินในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ 

ผลิตภัณฑ์บางชนิดประกอบด้วยสารสำคัญเพียงชนิดเดียวเท่านั้น แต่บางอย่างอาจประกอบด้วยสารสำคัญมากถึง 20 ชนิด ดังนั้นก่อนรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจึงต้องพิจารณาเรื่องต่อไปนี้ก่อน  

ประเด็นแรก ถ้าเรากินวิตามินชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป จะทำให้มีผลต่อสภาวะของวิตามินอีกชนิดหนึ่งในร่างกาย เช่น ถ้าเรา
เสริมวิตามินอีมากเกินไป เพื่อหวังผลต้านออกซิเดชัน (antioxidant)อาจทำให้วิตามินเคต่ำ จะมีผลต่อการแข็งตัวของเลือด กรณีที่เรามีบาดแผลเลือดอาจจะไม่หยุดไหล หรือถ้าเราเสริมแร่ธาตุสังกะสี (zinc) มากเกินไป ก็จะรบกวนการดูดซึมแร่ธาตุตัวอื่นๆ เช่น เหล็ก (iron) และ ทองแดง (copper) 

ประเด็นที่สอง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอาจตีกับยาที่เรากินอยู่ เช่น วิตามินอี วิตามินเค หรือน้ำมันปลา มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด คนที่กินผลิตภัณฑ์ที่มีสารเหล่านี้ในปริมาณสูง เป็นเวลานาน อาจทำให้กระบวนการแข็งตัวของเลือดเปลี่ยนแปลงไป ถ้าต้องผ่าตัด หรือต้องทำหัตถการต่างๆ อาจทำให้เกิดอันตรายได้ รวมถึงผู้ป่วยที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น ยาวาร์ฟาริน หรือยาต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด เช่น ยาแอสไพริน หากรับประทานผลิตภัณฑ์ที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด อาจมีผลต่อประสิทธิผลการรักษา อาจเกิดอันตรายกับผู้ป่วยได้ และเมื่อมีบาดแผลก็อาจมีปัญหาการแข็งตัวของเลือด หรือในผู้ป่วยบางรายอาจเกิดอาการเลือดไหลไม่หยุด และอาจเกิด stroke ได้ 

ส่วนผู้กินแร่ธาตุแคลเซียม เหล็ก สังกะสี มีโอกาสเกิดปฏิกิริยากับยาบางกลุ่ม ทำให้ขัดขวางการดูดซึมของยาเข้าสู่กระแสเลือด และส่งผลต่อประสิทธิผลการรักษา เช่น ยา tetracycline, doxycycline, norfloxacin, ciprofloxacin เป็นต้น หรือผลิตภัณฑ์ที่มีวิตามินบี 6 สูง ก็อาจตีกับยารักษาโรคพาร์กินสันบางชนิด หรือน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส ก็จะมีผลต่อการใช้ยารักษาโรคลมชักบางชนิด 

ยารักษาโรคหัวใจบางอย่าง และยาต้านโรคซึมเศร้าบางชนิดหรือยากดภูมิคุ้มกันที่ใช้กับผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ มีโอกาสที่ประสิทธิผลในการรักษาจะลดลง เมื่อใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือสมุนไพรที่ชื่อว่า เซนต์จอห์นเวิร์ต (St. John’s wort) 

นอกจากนี้ เวลารับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เราอาจไม่ทราบว่ามันมีผลต่อกระบวนการดูดซึม หรือมีปัญหากับการขจัดยาออกจากร่างกาย จนอาจมีผลต่อระดับของยาในร่างกาย ทำให้ระดับยาต่ำเกินไป ทำให้ไม่เกิดผลในการรักษา หรืออาจเกิดปัญหาระดับยาในร่างกายสูงเกินไป ทำให้เกิดพิษต่อร่างกายได้ 

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิดมักโฆษณาว่ามาจากสารธรรมชาติ หรือไม่มีสารสังเคราะห์ ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจเอาเองว่า สารธรรมชาติต้องปลอดภัยเสมอ ซึ่งจริงๆ แล้วของธรรมชาติหรือสมุนไพรก็อาจทำให้เกิดปฏิกิริยากับยาที่เรารับประทานได้ หรืออาจมีผลกับผู้ป่วยบางโรคได้ แล้วในที่สุดก็อาจตายจากสารธรรมชาติก็ได้ สำหรับในกรณีของเด็ก กระบวนการทำงานของตับไตไม่เหมือนกับผู้ใหญ่ การที่เด็กรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารร่วมกับยา ก็อาจเกิดอันตรายมากกว่าผู้ใหญ่ 

ปัจจุบัน คนบ้านเราสนใจและบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมากขึ้น และพบว่าผลิตภัณฑ์บางชนิดผิดกฎหมาย แต่ของผิดกฎหมายกลับถูกโหมโฆษณาบนสื่อฯ ออนไลน์ และสื่อฯ หลักบางชนิดอย่างบ้าระห่ำ เพราะฉะนั้น ผู้บริโภคต้องมีความรู้ก่อนกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และต้องเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เท่านั้น โดยสามารถค้นหาคำว่า “ตรวจสอบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร” เพื่อเข้าสู่เว็บไซต์ตรวจเลขผลิตภัณฑ์ของ อย. เพื่อตรวจสอบชื่อและเลขผลิตภัณฑ์ สถานที่ผลิต ผู้รับอนุญาตว่าถูกต้องตรงตามฉลากหรือไม่ และสถานะของผลิตภัณฑ์ว่ายังคงอยู่หรือไม่ ถ้าข้อมูลไม่ตรงหรือค้นไม่พบ แสดงว่าเป็นผลิตภัณฑ์ปลอม หรือผิดกฎหมาย 

ขอย้ำด้วยว่า เวลาผู้ป่วยไปพบแพทย์ สิ่งที่ต้องทำคือต้องมีรายการยาที่รับประทานประจำ รวมถึงสมุนไพร และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ ไปแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ เพื่อให้มั่นใจว่ายาที่จะสั่งจ่ายให้ ไม่ไปตีกับยาเดิม หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่รับประทานอยู่ จนทำให้เกิดอันตรายหรือรักษาไม่ได้ผล  

ขอฝากทิ้งท้ายว่า การกินอาหารให้ร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์มีภูมิต้านทานต่อโรค ต้องกินอาหารที่มีความหลากหลาย ไม่ซ้ำซาก ต้องครบห้าหมู่ในสัดส่วนที่ถูกต้องเหมาะสมตามช่วงอายุ แล้วถ้าจะกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ก็ต้องเข้าใจว่า เป็นแค่ตัวช่วยส่งเสริมสุขภาพเท่านั้น อย่าหวังผลในการป้องกันหรือรักษาโรค

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ และ รศ.ภญ.ดร.สุญาณี พงษ์ธนานิกร 

ภาควิชาอาหารและเภสัชเคมี คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย