รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อาหารเสริม ต้องรู้ให้ลึกก่อนกิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/653668

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อาหารเสริม ต้องรู้ให้ลึกก่อนกิน

วันจันทร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

อาหารรสจัดมากๆ มีอยู่มากมายหลายชนิดในสังคมไทยแล้วคนไทยจำนวนไม่น้อยก็ชอบอาหารรสจัดแบบจัดสุดๆ โดยเน้นความแซ่บ ซูเปอร์แซ่บ แถมบางครั้งเนื้อสัตว์ที่ใช้ในอาหารก็ยังไม่สุกดี เหล่านี้คือปัจจัยทำให้เกิดอาการท้องเสียได้

อาการท้องเสีย หมายถึง การขับถ่ายในความถี่ที่มากกว่าปกติ คือมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน โดยมีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไปของอุจจาระร่วมด้วย เช่น ถ่ายเหลวเป็นน้ำ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดมวนท้อง โดยทั่วไปอาการท้องเสียมักหายเองภายใน 2-3 วัน ถ้าถ่ายเหลวไม่มากหรือไม่บ่อยจนเกินไป และไม่มีอาการอ่อนเพลียร่วมด้วย ก็ไม่ต้องใช้ยาใดๆ

สาเหตุท้องเสีย นอกจากรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย แล้วยังเกิดจากสาเหตุอื่นเช่น ความเครียด แพ้อาหารบางชนิด แต่ที่สำคัญซึ่งคนส่วนมากมักนึกไม่ถึงคือ การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาลดกรดที่มีส่วนผสมของแมกนีเซียม ยาบรรเทาปวดลดการอักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่ steroids หรือที่เรียกว่า NSAIDs (non-steroidal anti-inflammatory drugs) ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียบางชนิดหรือในผู้ป่วยบางรายที่ใช้ยาปฏิชีวนะมาระยะหนึ่งจนเสียสมดุลของเชื้อแบคทีเรียประจำถิ่นในลำไส้ใหญ่ การใช้วิตามินซีขนาดสูงก็เป็นสาเหตุของอาการท้องเสียได้รวมถึงผู้มีอาการท้องผูกแล้วใช้ยาระบาย ก็มีบางรายเกิดอาการท้องเสียตามมา 

ดังนั้น เมื่อมีอาการท้องเสีย แพทย์หรือเภสัชกรมักจะซักประวัติการใช้ยาด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าอาการท้องเสียที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยไม่ได้มีสาเหตุมาจากยาชนิดที่กล่าวในข้างต้น ขอย้ำว่าอาการท้องเสียมักหายได้เองภายใน 2-3 วัน โดยไม่ต้องใช้ยารักษา แต่หากผู้ป่วยถ่ายบ่อยหรือถ่ายปริมาณมากในแต่ละครั้งสูญเสียน้ำและเกลือแร่มากจนมีอาจอาการอ่อนเพลีย หน้ามืด เป็นตะคริว ก็สามารถป้องกันหรือรักษาได้โดยใช้ผงน้ำตาลเกลือแร่ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ORS (oral rehydration salts) ซึ่งใช้ชงกับน้ำสะอาดในปริมาณที่กำหนด และค่อยๆ จิบตลอดทั้งวัน แต่ให้ระวังข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือการดื่มปริมาณมากในคราวเดียว ซึ่งอาจทำให้อาการท้องเสียหนักกว่าเดิม ข้อควรระวังคือเมื่อผสมเกลือแร่แล้ว ต้องดื่มให้หมดภายใน 24 ชั่วโมง

ยาแก้อาการท้องเสียที่ถูกถามหาในร้านขายยา ได้แก่ ยาหยุดถ่าย ตัวที่ใช้แพร่หลายในท้องตลาดคือ loperamide ซึ่งมีผลยับยั้งการบีบตัวของลำไส้ ข้อดีคืออาการถ่ายท้องจะลดลงหรือหยุดหลังจากกินยา แต่ข้อเสียที่แพทย์และเภสัชกรไม่สนับสนุนให้ใช้คือเมื่อเราหยุดถ่ายท้อง การขับออกของเชื้อหรือสารพิษที่ทำให้เกิดอาการท้องเสีย ซึ่งเป็นกระบวนการตามธรรมชาติของร่างกายก็จะหยุดลงด้วย ทำให้เชื้อหรือสารพิษตกค้างอยู่ในร่างกายนานขึ้น 

นอกจากนี้ ยา loperamide ยังมีอาการข้างเคียง คือทำให้มึนงง ง่วงนอน ปัสสาวะขัด ท้องผูก ดังนั้นหากไม่จำเป็นจริงๆ ก็ไม่ควรใช้ยานี้ ยกเว้นว่า ต้องเข้าสอบสำคัญซึ่งลาไม่ได้ ต้องเดินทางไกล

ยาอีกชนิดที่นิยมเรียกหาคือ ผงถ่านคาร์บอน ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยดูดซับสารพิษ โดยทั่วไปสามารถใช้ได้โดยไม่มีอันตราย นอกจากอาการไม่พึงประสงค์ที่ทำให้อุจจาระเป็นสีดำ แต่ในผู้ป่วยที่ใช้ยาอื่นร่วมด้วยก็ควรระวังการกินยาเหล่านั้นร่วมกับผงถ่านคาร์บอน เพราะผงจะไปดูดซับยาเหล่านั้นไว้ ก่อนที่ยาจะดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้ไม่ได้ผลจากการใช้ยา

ยาชนิดสุดท้ายที่ผู้ป่วยมักมาเรียกหาคือยาปฏิชีวนะ ซึ่งก็พอจะเข้าใจได้ว่าเพราะผู้ป่วยคิดว่าอาการท้องเสียเกิดจากการติดเชื้อ จึงต้องกินยาฆ่าเชื้อ แต่ที่จริงแล้ว ร่างกายพยายามกำจัดเชื้อออกทางอุจจาระ ดังนั้น ในคนที่ปกติและแข็งแรง จึงไม่จำเป็นต้องกินยาฆ่าเชื้อ ในทางตรงข้ามการใช้ยาฆ่าเชื้อจะยิ่งก่อปัญหาเชื้อดื้อยาได้ด้วย เพราะฉะนั้น เมื่อผู้ป่วยไปที่ร้านขายยา เภสัชกรจึงมักปฏิเสธไม่จ่ายยาให้

สรุปคือ อาการท้องเสียเป็นอาการที่มักหายได้เองโดยไม่ต้องใช้ยาภายใน 2-3 วัน หากถ่ายบ่อยหรือถ่ายเป็นปริมาณมากจนเสี่ยงที่จะเสียน้ำหรือเกลือแร่ ควรใช้ผงน้ำตาลเกลือแร่ชงดื่มเสริมก็เพียงพอแล้ว อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงเช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้มีภูมิต้านทานโรคต่ำ เช่น ผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน หากมีอาการท้องเสียแล้วไม่ดีขึ้นภายใน 24 ชั่วโมง ควรรีบไปพบแพทย์ แต่สำหรับคนทั่วไปที่มีอาการท้องเสีย หากมีไข้ อาเจียน ปวดมวนท้อง ท้องแข็งเกร็ง อุจจาระเป็นมูกเลือด และมีอาการอ่อนเพลียรุนแรง ก็ควรรีบไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลทันที

ผศ.ภญ.ดร.ณัฎฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้หน้ากากและถุงมือผิดวิธี ไม่ช่วยลดการแพร่กระจายโควิด-19

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/652121

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้หน้ากากและถุงมือผิดวิธี ไม่ช่วยลดการแพร่กระจายโควิด-19

วันจันทร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ทุกวันนี้หลายคนเชื่อว่าการสวมหน้ากากอนามัย และสวมถุงมือจะช่วยลดการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 ได้ แต่ต้องบอกว่าไม่ทุกกรณีเสมอไป โดยเฉพาะผู้สวมหน้ากากอนามัยและถุงมือซ้ำๆ กัน เพราะหน้ากากอนามัยและถุงมือที่ใช้ซ้ำ ก็คือแหล่งเก็บเชื้อโรคชั้นดี

และมีความวิตกว่าช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์นี้ เราอาจได้เห็นยอด new high รอบใหม่ของตัวเลขผู้ติดเชื้อและตัวเลขผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 เพราะเมื่อดูพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้คนจำนวนมากในช่วงสงกรานต์แล้วบอกได้คำเดียวว่าน่าเป็นห่วงมากหลายคนปล่อยให้การ์ดตกราวกับว่าไม่สนใจเรื่องโควิด-19 อีกต่อไป

หลังหมดวันหยุดยาวสงกรานต์ หลายชีวิตก็ต้องกลับมาทำงานทำการเหมือนเดิม ดังนั้นขอเตือนให้ระมัดระวังการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 ให้ดี เพื่อรอดปลอดภัยจากโควิด-19 ส่วนคนที่เคยติดเชื้อแล้วหายก็ต้องระมัดระวังเช่นกัน เพราะอาจติดเชื้อซ้ำได้ แถมยังเสี่ยงภาวะ long COVID อีกด้วย

การตั้งการ์ดต่อต้านโควิดคือการสวมหน้ากากอนามัย สวมถุงมือ และมีสเปรย์หรือเจลแอลกอฮอล์ติดตัว รวมถึงเว้นระยะห่างทางกายภาพ

ขอย้ำว่าหน้ากากอนามัยที่ดีคือหน้ากากอนามัยที่มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพช่วยป้องกันเชื้อโควิดได้ บางคนเลือกใช้หน้ากากผ้า แต่ขอให้เลือกชนิดที่ทออย่างแน่นหนา หน้ากากผ้าต้องมีอย่างน้อยสองชั้นแต่จากการสังเกตจากสถานการณ์ปัจจุบัน ต้องบอกเลยว่าพบเห็นการใช้หน้ากากอนามัยไม่ถูกต้องมากขึ้นบางคนสามหน้ากาก 2 ชั้นก็จริง แต่ปิดแค่ปาก และเปิดจมูก แล้วยังพบว่าในที่ทำงานบางแห่ง ก็มีคนไม่สวมหน้ากากอนามัย โดยอ้างว่าอยู่ในเขตโต๊ะทำงานของตัวเอง แล้วอ้างว่าแต่ละโต๊ะตั้งอยู่ห่างกัน แถมยังมี partition กั้นไว้ แต่ต้องไม่ลืมว่า ในที่ทำงานนั้นใช้เครื่องปรับอากาศรวมกัน ก็ย่อมมีความเสี่ยงเป็นอย่างมาก หากมีใครติดเชื้อขึ้นมารายหนึ่ง ก็สามารถแพร่กระจายเชื้อได้โดยง่าย

บางคนติดนิสัยชอบเอามือไปจับหน้ากากอนามัย ซึ่งก็มีความเสี่ยงต่อการเกิดการปนเปื้อนของเชื้อโรคได้ แม้จะอ้างว่าล้างมือบ่อยๆ หรือฉีดสเปรย์แอลกอฮอล์แล้วก็ตาม ขอย้ำว่าต้องเลี่ยงการนำมือไปจับหน้ากาก เพราะลดการแพร่กระจายเชื้อได้มากที่สุด

อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือการใช้ถุงมือ หลายคนเชื่อว่าใช้ถุงมือแล้วจะช่วยลดการสัมผัสเชื้อโรคที่อยู่ตามพื้นผิวต่างๆ ได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่คนพลุกพล่าน มีการสัมผัสร่วม เช่น ตะกร้าใส่ของหรือรถเข็นใน supermarket ที่จับประตู ปุ่มกดลิฟต์โดยสาร เป็นต้น 

แต่ขอเตือนว่าต้องระลึกไว้เสมอว่าถุงมือที่เราใช้สัมผัสพื้นผิวเหล่านั้นแล้ว อาจมีเชื้อโรคติดอยู่บนถุงมือ หากเราจับสิ่งของต่างๆ หรือบังเอิญจับหน้าจับตาของตนเอง ก็อาจทำให้เกิดการแพร่กระจายหรือนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ในส่วนของผู้ประกอบการหลายราย เช่นในโรงแรมระดับห้าดาวหรือร้านอาหาร ร้านกาแฟทั่วไป พนักงานจะสวมถุงมือเพื่อความสะอาดและลดการปนเปื้อน แต่หลายครั้งพบว่าใช้ถุงมือคู่เดียวนั้นในการทำกิจกรรมหลายอย่าง เช่น การเก็บถ้วยชามและทำความสะอาดโต๊ะอาหารที่แขกรับประทานเสร็จแล้ว นำขยะไปทิ้ง จัดโต๊ะใหม่ หยิบจับจานช้อน แก้วน้ำ และเสิร์ฟอาหารให้สำหรับแขก หรือจับธนบัตร เงินทอนส่งมอบให้ลูกค้า หลังจากนั้นก็ใช้ถุงมือคู่เดียวกันนี้หยิบขนม ทำเครื่องดื่ม ทำอาหารให้ลูกค้ารายอื่นๆ

ก็ขอเน้นย้ำในเรื่องการใช้ถุงมือเพื่อประกอบธุรกิจอาหาร ขอให้ผู้ประกอบการและพนักงานพิจารณาเรื่องนี้ให้ถี่ถ้วนด้วย การใส่ถุงมืออาจทำให้เรามองข้ามเรื่องความสะอาดของมือที่สวมถุงมือไป เพราะมือคนที่สวมถุงมือไม่เปื้อนก็จริงแต่ถุงมือคู่เดียวที่ใช้ในหลายกิจกรรมก็คือแหล่งรวมเชื้อโรคได้และอาจส่งต่อแพร่กระจายเชื้อโรคให้ผู้บริโภคได้ 

เพราะฉะนั้น ต้องเปลี่ยนถุงมือทุกครั้งเมื่อเสร็จจากภารกิจหนึ่ง แล้วไปทำอีกภารกิจหนึ่ง 

ในส่วนของเจลแอลกอฮอล์นั้น ก็ขอย้ำว่าต้องเลือกเจลแอลกอฮอล์ที่มีคุณภาพ ผลิตจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ ส่วนการล้างมือบ่อยๆ ก็เป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการรักษาความสะอาด

หลังเทศกาลสงกรานต์นี้เป็นไปได้สูงที่ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 อาจมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เราจึงต้องสังเกตและเฝ้าระวังตัวเองให้มาก โดยเฉพาะในรายที่เดินทางกลับต่างจังหวัด หรือผู้ที่พบปะสังสรรค์กับผู้คนมากมาย และไปร่วมกิจกรรมเล่นน้ำวันสงกรานต์ ถ้าหากคุณมีอาการทางเดินหายใจ เช่นเจ็บคอ มีไข้ ไม่สบาย แม้ว่าผลตรวจ ATK จะออกมาเป็นลบก็ขอให้คุณกักตัวไว้ก่อน รอดูจนอาการเป็นปกติ แล้วจึงค่อยออกจากบ้าน เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 

ผศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ 

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อาหารเสริม ต้องรู้ให้ลึกก่อนกิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/650765

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อาหารเสริม ต้องรู้ให้ลึกก่อนกิน

วันจันทร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย สาเหตุเกิดจากหลอดเลือดไปเลี้ยงที่หัวใจตีบตัน ขาดความยืดหยุ่น เนื่องจากการสะสมของไขมัน โปรตีน ที่บริเวณผนังด้านใน ของหลอดเลือด ยาลดไขมันในเลือดจึงมีบทบาทสำคัญในการรักษาและป้องกันการตายจากโรคหัวใจและหลอดเลือดได้

ที่จริงแล้วไขมันเป็นสารอาหารชนิดหนึ่งที่จำเป็นต่อร่างกายมนุษย์ ร่างกายของเราต้องใช้ไขมันสร้างฮอร์โมนต่างๆ ช่วยดูดซึมวิตามินที่ไม่ละลายในน้ำ แต่ไขมันที่ได้รับมากเกินความจำเป็นก็ก่อปัญหาใหญ่ให้กับหลอดเลือดและหัวใจได้เช่นกัน ดังนั้น เมื่อถูกตรวจพบว่าระดับไขมันในเลือดสูงเกินไป ผู้ป่วยก็จะได้รับยาลดไขมันมารับประทาน ยาลดไขมันกลุ่มที่นิยมใช้มากที่สุดในท้องตลาดคือยากลุ่ม HMG-CoA Reductase Inhibitors หรือมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า statins (สะแตติน) เนื่องจากชื่อยามักจะลงท้ายด้วยคำว่า statin นั่นเอง ตัวอย่างของยากลุ่มนี้ก็เช่น simvastatin, atorvastatin, cerivastatin เป็นต้น

ส่วนใหญ่ยาลดไขมันกลุ่ม statins นี้มักจะกินแค่วันละครั้งเดียว หลังอาหารเย็น หรือก่อนนอน เนื่องจากยาไปออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ที่สร้างคอเลสเตอรอลซึ่งทำงานในช่วงกลางคืนนั่นเอง การกินยาตอนเช้าจึงไม่ได้ผล เพราะยาหมดฤทธิ์ไปก่อนที่จะถึงเวลาที่เอนไซม์ทำงาน แต่มีข้อยกเว้นสำหรับยาบางตัวที่ออกฤทธิ์ได้นาน สามารถกินตอนเช้าได้ ผู้ใช้ยาจึงต้องอ่านฉลากยาให้ดีว่ายาลดไขมันที่ตนเองได้รับต้องกินตอนไหน

โดยทั่วไปยากลุ่ม statins ไม่ค่อยมีผลข้างเคียงรุนแรง แต่ก็เช่นเดียวกับยาทุกชนิดที่ต้องมีคำเตือนเกี่ยวกับผลข้างเคียงรุนแรงที่พบได้น้อย เช่น ภาวะตับอักเสบ ช่วงเริ่มใช้ยาผู้ป่วยควรได้รับตรวจติดตามการทำงานของตับ หรือหากใช้ยาไปแล้วมีอาการอ่อนเพลีย ปวดท้อง เบื่ออาหาร ก็ควรรีบกลับไปพบแพทย์ ผลข้างเคียงอีกประการหนึ่งที่พบได้คือภาวะที่เรียกว่า rhabdomyolysis หรือ กล้ามเนื้อสลายผู้ป่วยจะมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อซึ่งไม่สัมพันธ์กับการออกกำลังกายหรือใช้งานหนัก กรณีที่รุนแรงมากอาจทำให้ไตวายเฉียบพลันจากของเสียที่เกิดจากการสลายของกล้ามเนื้อได้ อ่านถึงตรงนี้หลายท่านที่กำลังใช้ยากลุ่มนี้อยู่อาจจะตกอกตกใจ แต่ต้องบอกว่ายา statins นั้นมีประโยชน์เหนือความเสี่ยงมาก อัตราการเกิดผลข้างเคียงรุนแรงก็ต่ำมาก คือ อยู่ที่ประมาณ 1-5 ราย ในผู้ใช้ยา 1,000 คนเท่านั้น ดังนั้นผู้ใช้ยาจึงควรใช้ยาตามคำสั่งแพทย์ร่วมกับคอยสังเกตอาการผิดปกติที่เกิดขึ้น หากมีอาการที่สงสัยว่าจะเกิดจากยาควรรีบปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อให้คำแนะนำการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง

อีกประเด็นที่ผู้ใช้ยา statins ควรทราบก็คือเรื่องปฏิกิริยาระหว่างยา statins กับยาอื่น ซึ่งหากผู้ป่วยใช้บริการสถานพยาบาลที่ใดที่หนึ่งตลอด เรื่องนี้อาจไม่ต้องกังวลมากนักเพราะโรงพยาบาลต่างๆ จะมีระบบตรวจสอบว่ายาที่ผู้ป่วยแต่ละรายได้นั้นสามารถใช้ร่วมกันได้หรือไม่ แต่หากผู้ป่วยมีการซื้อยารับประทานเอง หรือไปพบแพทย์หลายโรงพยาบาล ควรแจ้งประวัติการใช้ยาทุกอย่างให้ผู้สั่งยาทราบ เพราะยา statins ที่ผู้ป่วยใช้อยู่อาจตีกับยาใหม่ที่ได้รับเพิ่มได้ ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยใช้ยา simvastarin อยู่ แต่เกิดติดเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้ต้องได้รับยา clarithromycin ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่เปลี่ยนแปลงยา simvastatin ส่งผลให้มียาเหลืออยู่ในร่างกายของผู้ป่วยมากขึ้น เสี่ยงต่อการเกิดภาวะกล้ามเนื้อสลายตัวได้เพิ่มขึ้น เป็นต้น ซึ่งหากแพทย์หรือเภสัชกรที่จ่ายยาทราบก่อนก็จะสามารถหลีกเลี่ยงการให้ยาร่วมกันโดยเลือกยาฆ่าเชื้อตัวอื่นหรืออาจให้ผู้ป่วยงดยา simvastatin ชั่วคราว ระหว่างที่กำลังใช้ตัวที่มีปัญหาอยู่ถ้าไม่สามารถหาตัวเลือกอื่นได้ เป็นต้น

ค่าปกติของระดับคอเลสเตอรอลในเลือดโดยทั่วไปคือไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร อย่างไรก็ตาม ระดับไขมันในเลือดยังคงมีรายละเอียดแยกย่อยออกไปอีกหลายค่า และแต่ละค่าก็มีค่าปกติที่แตกต่างกัน ในคนที่มีไขมันในเลือดสูงและได้รับยาลดไขมันในเลือด แพทย์จะนัดตรวจเป็นระยะเพื่อดูว่าจะต้องปรับเพิ่มหรือลดยาหรือไม่ การกินยาอย่างสม่ำเสมอและไปพบแพทย์ตามนัดจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก และแม้ว่าระดับคอเลสเตอรอลจะลดลงสู่ปกติแล้ว แพทย์ก็อาจจะยังคงให้ผู้ป่วยกินยาต่อไปเรื่อยๆ เพื่อควบคุมระดับไขมันในเลือดไว้ไม่ให้สูงขึ้นมาอีก

โดยสรุป ยากลุ่ม statins เป็นยาลดไขมันในเลือดที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยตัวยาเองมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงถ้าใช้อย่างถูกต้อง ข้อควรระวังคือผู้ใช้ยาควรคอยสังเกตว่าเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงกับตนเองหรือไม่และใช้ยาต่อเนื่องตามที่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ หากต้องใช้ยานี้ร่วมกับยาอื่นควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเสียก่อนเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหายาตีกัน หากผู้ที่กำลังใช้ยานี้อยู่มีข้อสงสัย สามารถติดต่อสอบถามศูนย์ข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัย ได้ที่ line official @guruya

ผศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สงกรานต์นี้ ต้องปลอดภัย ไร้โอมิครอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/646811

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สงกรานต์นี้ ต้องปลอดภัย ไร้โอมิครอน

วันจันทร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

หลายคนกำลังเดินทางไปเที่ยวสงกรานต์ หลายคนเดินทางกลับภูมิลำเนาเดิมในวันหยุดช่วงสงกรานต์ บางคนตั้งใจไปทำบุญทำทานในวันสงกรานต์ และหลายคนตั้งใจไปหาปู่ย่าตายาย พ่อแม่ ญาติพี่น้องในต่างจังหวัดในวันสงกรานต์ ทั้งหมดเป็นเรื่องดีมาก แต่ขอเตือนสตินิดหนึ่งว่า อย่าการ์ดตก อย่าชะล่าใจเรื่องเชื้อโอมิครอน เราเที่ยวสงกรานต์ได้ แต่การ์ดเราต้องไม่ตก

วันนี้ต้องบอกตรง ๆ ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ยังมีเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเราทุกคนจึงยังจำเป็นต้องรักษามาตรการส่วนตนให้เข้มแข็ง ใครที่เตรียมตัวไปวัดเพื่อทำบุญ ขอให้เตรียมการให้พร้อม สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา นำเจลแอลกอฮอล์ไปด้วย แล้วอย่าลืมเว้นระยะห่างทางกายภาพด้วย

สำหรับการจัดเตรียมอาหารไปทำบุญ ก็ขอให้เป็นอาหารปรุงสุก งดอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ และที่สำคัญช่วงนี้อากาศค่อนข้างร้อนจัด เราต้องระมัดระวังเรื่องอาหารการกินเป็นพิเศษ หลายคนอาจจัดเตรียมหยูกยาไปถวายพระ ยาที่จัดควรเป็นยาสามัญธรรมดาทั่วไป เช่น ยาแก้ปวด ยาธาตุ ยาลดกรด จำพวกอะลูมิเนียมแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ และยาเม็ดไซเมทิโคน กลุ่มยาแก้แพ้ เช่น ลอราทาดีน ยากลุ่มเมารถเมาเรือ เช่น ยาไดเมนไฮดริเนตใช้รักษาหรือป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียนจากการเมารถเมาเรือ ยาอมให้ชุ่มคอ ลดการระคายเคือง เช่น ยาอมมะแว้ง ยาอมมะขามป้อม หรือแม้กระทั่งยาอมที่ใส่เมนทอลก็สามารถใช้ได้เช่นกัน แล้วก็ยังสามารถถวายยาจำพวกโพวิโดนไอโอดีน ยาเหลืองยาหอม ยาหม่อง  ยาดม ผ้าก๊อซพันแผลเทปพันแผล สำลี พลาสเตอร์ยา น้ำเกลือล้างแผล หรือขี้ผึ้งที่มีส่วนประกอบของเมทิลซาลิไซเลต ที่ช่วยบรรเทาอาการปวด เคล็ดขัดยอกผงเกลือแร่โออาร์เอส สำหรับรักษาอาการท้องเสีย (แต่ก่อนเลือกซื้อต้องดูให้ดีก่อนว่าผงเกลือแร่สำหรับชงมีหลายชนิด ต้องเลือกชนิดสำหรับรักษาอาการท้องเสียเท่านั้น และผงถ่าน (activated charcoal) รักษาอาการอาหารเป็นพิษ เป็นต้น 

แต่ขอให้งดการถวายยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อทุกประเภท ส่วนสิ่งที่ลืมไม่ได้ในปัจจุบัน คือหน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ หรือชุดตรวจ ATK แล้วเราต้องตระหนักไว้ว่าพระภิกษุแต่ละรูปอาจมีปัญหาสุขภาพไม่เหมือนกัน บางรูปอาจมีปัญหาโรคหัวใจ ความดันเบาหวาน หรือโรคประจำตัวต่างๆ ฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นยาแผนปัจจุบัน สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิดอาจก่อให้เกิดอันตรายกับพระภิกษุที่มีโรคประจำตัว หรือบางครั้งยา สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิดอาจไปตีกับยาที่ท่านฉันตามปกติได้ 

การซื้อยาถวายพระสงฆ์ ต้องตรวจสอบวันหมดอายุให้ดีก่อน หากซื้อยาที่จัดเป็นชุดสำเร็๋จรูป อาจเจอยาใกล้หมดอายุได้ เพราะฉะนั้น ขอให้เลือกซื้อเองแต่ละชนิด เพื่อจะได้มั่นใจว่าได้ยาที่ยังไม่หมดอายุ และขอเน้นให้ถวายขนาดบรรจุเล็ก เพื่อลดการใช้ร่วมกัน ลดการสัมผัสร่วม และต้องมีฉลากยาติดกับผลิตภัณฑ์ เพื่อพระสงฆ์จะได้อ่านชื่อยา ข้อบ่งใช้ และวิธีใช้บนฉลากยาได้สะดวก

เวลาจะถวายดอกไม้ ธูปเทียนไหว้พระ ในหลายวัดอาจใช้ดอกไม้ ธูปเทียนแบบเวียน ดังนั้นต้องตระหนักว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดการสัมผัสร่วม อาจเป็นที่มาของการแพร่ระบาดของโรคภัยได้ แต่หากจำเป็นต้องใช้ อย่าลืมฉีดแอลกอฮอล์ที่มือของเราเพื่อทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคทั้งก่อนและหลังการสัมผัส

ส่วนโยมอุปัฏฐากหรือมัคนายกที่ต้องจัดที่ทางให้พระภิกษุฉันภัตตาหาร ขอให้งดการจัดในรูปแบบการฉันรวมกัน ขอให้จัดแบบแยกฉันดีที่สุด หรือให้นำภัตตาหารกลับไปฉันที่กุฏิของแต่ละรูป เพื่อป้องกันและลดการแพร่ระบาดเชื้อทั้งในส่วนของพระและญาติโยม

หวังว่าคุณๆ ที่เตรียมไปวัดทำบุญน่าจะตระหนักในสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น เพื่อช่วยลดการแพร่ระบาดเชื้อส่วนคุณๆ ที่เตรียมตัวไปพบญาติผู้ใหญ่หรือมีการรวมญาติในวันผู้สูงอายุ และวันครอบครัวในเทศกาลสงกรานต์ ขอแนะนำให้คุณตรวจด้วย ATK ก่อนสังสรรค์รวมญาติ ถ้าจะให้ดีต้องตรวจก่อนที่จะพบเจอกัน แต่หากคุณมีอาการเจ็บคอ หรืออาการทางเดินหายใจอื่นๆ กรุณางดพบปะผู้อื่น ขอให้สันนิษฐานเบื้องต้นว่าคุณอาจติดเชื้อโควิด-19 แล้ว แม้ว่าผล ATK จะเป็นลบในช่วงแรกก็ตาม

ขอให้ทุกคนมีความสุขกายและสุขใจมากที่สุดในเทศกาลสงกรานต์นี้ขอให้ทุกคนห่างไกลจากโควิด-19 และปลอดภัยจากการเดินทางทั้งไปและกลับ 

ผศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ไปเที่ยวช่วงหยุดยาว อย่าลืมนำยาไปด้วย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/645351

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ไปเที่ยวช่วงหยุดยาว อย่าลืมนำยาไปด้วย

วันจันทร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เดือนเมษายนมีวันหยุดยาวหลายวัน หลายคนคงวางแผนไปเที่ยว (ทั้งในและต่างประเทศ) ในขณะที่หลายคนก็กลับภูมิลำเนาเดิมเพื่อเยี่ยมเยียนพ่อแม่และญาติมิตร แต่ไม่ว่าจะวางแผนไปไหนก็ตาม ขอให้ทุกคนเดินทางโดยสวัสดิภาพทั้งไปและกลับ แล้วที่สำคัญคือขอเตือนสำหรับผู้ที่ต้องใช้ยาเป็นประจำ ต้องนำยาติดตัวไปด้วย เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณเอง

ก่อนจะเดินทางขอให้ถามตัวเองว่า รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 กี่เข็มแล้ว และได้รับเข็มกระตุ้นเรียบร้อยหรือยัง ขอแนะนำว่าหากครบกำหนดฉีดเข็มกระตุ้น ควรฉีดก่อนเดินทางสักสามสี่วัน เพราะวัคซีนนี้จะช่วยลดอาการป่วยรุนแรงได้ และควรตรวจหาเชื้อด้วย ATK เพื่อให้มั่นใจพอควรว่าเราไม่มีเชื้อในตัว จะได้เพิ่มความมั่นใจว่าเราไม่นำเชื้อไปแพร่ระบาด

ส่วนสถานที่ที่จะไปท่องเที่ยวนั้น ขอให้เน้นพื้นที่เปิดโล่ง (out door, open air) อากาศถ่ายเทสะดวก และไม่มีผู้คนแออัด แล้วต้องสวมหน้ากากอนามัยที่ได้มาตรฐานตลอดเวลาที่อยู่กับบุคคลอื่น (นำหน้ากากอนามัยไปเผื่อด้วย หากต้องอยู่หลายวัน) แล้วที่ขาดไม่ได้คือเจลหรือสเปรย์แอลกอฮอล์ ส่วนผู้มีโรคประจำตัวย้ำว่าต้องไม่ลืมนำยาไปให้เพียงพอ แต่ถ้าจะให้ดีต้องเตรียมเผื่อเพิ่มไปด้วย เผื่อว่าทำยาร่วงหล่น หรืออาจเปลี่ยนใจอยู่ต่อนานกว่าเดิม หรืออาจต้องกักตัวจะได้มียาพอใช้

หลายท่านอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าการไม่กินยาโรคประจำตัว 2-3 วัน คงไม่เป็น เพราะการไปเที่ยวคือการพักผ่อนกายและใจ อยากจะทำเป็นลืมความเจ็บไข้ได้ป่วยไปบ้าง บางคนคิดว่า ถ้าตื่นเช้าแล้วต้องกินยาเหมือนช่วงอยู่บ้านมันก็ไปมีความสุข

แต่ขอย้ำว่า โรคภัยไข้เจ็บไม่มีวันพักร้อน เช่นคนที่เป็นความดันโลหิตสูงต้องกินยาควบคุมความดันโลหิตทุกวัน การขาดยาในช่วงที่ไปเที่ยวหรือมีกิจกรรมที่ต่างไปจากวันปกติ บางรายอาจต้องนอนดึกและตื่นแต่เช้า ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงการเกิดความดันโลหิตสูงจนเกิดอันตราย เพราะฉะนั้นต้องกินยาให้ตรงเวลาเพื่อควบคุมความดันโลหิตให้ดี เพื่อความปลอดภัยของตนเอง

นอกจากยาลดความดันโลหิตแล้ว ยาเบาหวานก็สำคัญมาก ผู้ป่วยเบาหวานมักมียาที่ใช้ลดน้ำตาลในเลือดทุกวัน เวลาไปเที่ยวคนส่วนใหญ่มักหักห้ามใจควบคุมอาหารไม่ค่อยได้ เพราะของอร่อยวางอยู่ตรงหน้าเต็มไปหมด แถมบรรยากาศการกินพร้อมๆ กับเพื่อนฝูง ญาติสนิทก็มักทำให้กินได้มากกว่าปกติ การใช้ยาลดน้ำตาลหรือยาฉีดอินสุลินให้ตรงตามแพทย์สั่งจึงยิ่งมีความสำคัญมาก การที่ผู้ป่วยเบาหวานขาดยาลดน้ำตาลในเลือดหรือไม่ฉีดยาอินสุลินอาจจะทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงมากจนนำไปสู่ภาวะช็อกหมดสติ

ยาโรคประจำตัวทุกชนิดล้วนสำคัญทั้งหมด เช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยากดภูมิคุ้มกัน ยาต้านซึมเศร้า ยาคลายเครียด เป็นต้น นอกจากการเตรียมยาประจำตัวให้เพียงพอกับการใช้ในระหว่างเที่ยวแล้ว ผู้ป่วยต้องจดบันทึกรายการยาที่ใช้ประจำวันติดตัวไว้ด้วย เพราะบางครั้งระหว่างการไปเที่ยวผู้ป่วยเกิดทำยาหาย จะได้สามารถแวะซื้อยาทดแทนจากร้านยาได้ ซึ่งการซื้อยาใช้ทดแทนระหว่างทาง ก็ขอให้ปรึกษาเภสัชกรที่ร้านยาก่อน เพราะบางครั้งเราไม่สามารถหายายี่ห้อเดียวกันได้ ฉะนั้น การที่เรามีชื่อยาและความแรง รวมทั้งวิธีใช้ เภสัชกรจะสามารถแนะนำยาชนิดเดียวกันให้ได้ถูกต้อง เช่น เป็นยาชนิดเดียวกันแต่ที่ร้านยามีคนละยี่ห้อ หรือเป็นยาชนิดและยี่ห้อเดียวกัน แต่ที่ร้านมีจำหน่ายคนละความแรงกับที่ผู้ป่วยใช้อยู่ เภสัชกรจะให้คำแนะนำการใช้ยาที่ถูกต้องกับผู้ป่วยได้ หรือบางกรณี ยาที่ผู้ป่วยใช้อยู่และทำหายหรือนำมาไม่ครบ อาจเว้นการใช้ยาบางตัวได้เพราะไม่ส่งผลทันทีต่อสุขภาพ เช่น แคลเซียม วิตามิน ยาลดไขมัน เภสัชกรก็อาจจะให้คำแนะนำว่ายาเหล่านี้สามารถงดไปก่อนได้ 2-3 วันโดยไม่ต้องกังวล เป็นต้น

นอกจากนี้ เมื่อผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มียาซึ่งต้องกินเป็นประจำเกิดอาการหรือมีโรคเฉียบพลันแทรกขึ้นมาระหว่างเที่ยว เช่น เดินมากจนปวดขา กล้ามเนื้ออักเสบ นั่งรถนานกลั้นปัสสาวะจนเกิดติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ท้องเสียจากการกินอาหารปนเปื้อนเชื้อโรค ในกรณีเช่นนี้ การมีรายชื่อยาที่ใช้ประจำพกติดตัวไว้ก็ยิ่งเป็นประโยชน์เวลาไปพบแพทย์หรือเภสัชกรในสถานพยาบาลที่คุณไม่เคยไป เพราะแพทย์หรือเภสัชกรจะสามารถเลือกยาที่เหมาะสมกับสภาวะของผู้ป่วยแต่ละรายได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดปัญหายาตีกัน

แม้การมีโรคประจำตัวและมียาที่ต้องกินเป็นประจำจะไม่ใช่เรื่องสนุก แต่ผู้ป่วยยังคงใช้ชีวิตให้สนุกไปกับการเที่ยวได้ แค่เพิ่มความใส่ใจและให้ความสำคัญกับสุขภาพของตนให้มาก โดยเตรียมยาไปให้พร้อม และจดชื่อยาประจำตัวพร้อมวิธีใช้พกติดไปด้วย เพียงเท่านี้ก็สามารถเที่ยวได้อย่างสนุกและปลอดภัย จนแทบไม่ต่างจากคนมีสุขภาพดีเลย

ผศ.ภก.ดร.ณัฎฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เก็บยาไม่ดี รักษาไม่หาย เป็นอันตรายถึงชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/643973

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เก็บยาไม่ดี รักษาไม่หาย เป็นอันตรายถึงชีวิต

วันจันทร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ในทุกๆ บ้านมักมียาติดบ้าน เช่น ยาที่ต้องใช้เป็นประจำเนื่องจากเพื่อรักษาโรคประจำตัว และโรคเรื้อรัง หรือยาที่ใช้รักษาอาการเจ็บป่วยเป็นครั้งคราว รวมถึงวิตามินต่างๆ ที่เรารับประทานเพื่อหวังให้ร่างกายแข็งแรง แต่สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ต้องไม่ลืมคือการเก็บรักษายาให้คงไว้ซึ่งคุณภาพที่ดีตลอดเวลา ถ้าเราเก็บยาไม่ดี ยามีโอกาสเสื่อมสลาย ทำให้ประสิทธิภาพการรักษาลดหายไป อีกทั้งสารเสื่อมสลายของยาอาจกลายเป็นสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้ ยกตัวอย่างเช่น สารเสื่อมสลายของยาบางชนิดอาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย รวมถึงเกิดพิษต่อตับและไตได้

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยาเสื่อมสลาย คืออุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม โดยทั่วไปอุณหภูมิสูงจะเป็นตัวเร่งการเสื่อมสลายของยา ทำให้ยาเสีย บางครั้งเมื่อยาเสื่อมสลายเราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ยาที่จำหน่ายในประเทศไทยจึงต้องระบุอุณหภูมิที่เหมาะสมในการเก็บยาเช่น “เก็บที่อุณหภูมิต่ำกว่า 30 องศาเซลเซียส” หรือบางครั้งระบุเป็นภาษาอังกฤษว่า “store below 30° C” หมายถึงเราต้องเก็บยาที่อุณหภูมิห้องและต่ำกว่า 30 องศาเซลเซียส 

ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนจัดในบางเดือนในบ้านเรา ทำให้การเก็บยาที่อุณหภูมิต่ำกว่า 30 องศาเซลเซียสนี้อาจเป็นไปได้ยาก ดังนั้น เราอาจต้องหาบริเวณในบ้านที่มีอุณหภูมิไม่ร้อนจนเกินไป แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ขอแนะนำว่าไม่ควรซื้อหรือตุนยาไว้ใช้เป็นเวลานาน เพราะยาอาจเสื่อมสภาพก่อนถึงวันหมดอายุตามที่ระบุไว้บนฉลาก แล้วยังพบอีกว่าบางคนนำยาไปไว้ในรถยนต์ เผื่อใช้เวลาฉุกเฉิน ขอบอกว่าอุณหภูมิในรถยนต์โดยเฉพาะรถที่จอดตากแดดจะมีความร้อนสูงมาก ซึ่งจะทำให้ยาเสื่อมสลายได้ง่าย เมื่อนำยาเสื่อมสภาพไปใช้จะไม่มีประสิทธิผล แถมยังเสื่อมสลาย และให้สารพิษต่อร่างกายด้วย 

ในบางกรณี ยาจะถูกระบุให้เก็บไว้ในตู้เย็น โดยฉลากที่ระบุว่า “เก็บในตู้เย็นหรือที่มีอุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส” หรือระบุเป็นภาษาอังกฤษว่า “Store in refrigerator at 2° C- 8° C” แสดงว่ายาเหล่านี้สามารถเสื่อมสลายได้เมื่อเราเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้อง จึงจำเป็นต้องเก็บยาไว้ในตู้เย็นเพื่อรักษาคุณภาพยา บริเวณที่ดีที่สุดสำหรับการเก็บยาเหล่านี้คือบริเวณกลางตู้เย็น ไม่ควรเก็บไว้ที่ประตูตู้เย็นซึ่งเป็นบริเวณที่มีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิบ่อยจากการเปิดตู้เย็น และไม่ควรเก็บยาในช่องแช่แข็ง เนื่องจากอาจทำให้ยาเสื่อมสภาพได้ 

นอกจากนี้ หลายคนมีพฤติกรรมชอบเก็บยาทุกชนิดไว้ในตู้เย็น แม้ว่าที่ฉลากจะระบุไว้ให้เก็บที่อุณหภูมิต่ำกว่า 30 องศาเซลเซียสก็ตาม ซึ่งยาบางตัวจะมีประสิทธิภาพในการรักษาลดลงเมื่อถูกนำไปไว้ในตู้เย็น เช่น ยาหยอดตาที่เป็นลักษณะของยาน้ำแขวนตะกอน ความเย็นที่มากเกินไปจะทำให้อนุภาคของผลยาที่แขวนลอยอยู่ มีขนาดที่เปลี่ยนไป เมื่อใช้ยาก็จะไม่ได้ผลเท่าที่ควร

อีกปัจจัยที่สามารถทำให้ยาเสื่อมสลายได้คือแสง ยาบางชนิดเสื่อมสลายได้เมื่อโดนแสงแดด แต่ยาบางชนิดสามารถเสื่อมสลายได้แม้กระทั่งแสงในห้อง อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันยาหลายชนิดมีการบรรจุในภาชนะบรรจุที่ป้องกันแสง เช่น ในขวดสีชา แผงสีชา หรือเป็นภาชนะทึบแสงที่ช่วยป้องกันแสง ทางที่ดีที่สุด คือต้องเก็บยาให้พ้นแสง

ความชื้นในบรรยากาศก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ยาเสื่อมสลาย ตัวอย่างที่เห็นได้บ่อยจากภาพยนตร์ต่างประเทศพบว่าคนในหลายประเทศชอบเก็บยาไว้ในห้องน้ำซึ่งเป็นที่ที่มีความชื้นสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ใช้เครื่องทำน้ำอุ่น แต่โชคดีที่พฤติกรรมการเก็บยาไว้ในห้องน้ำมักไม่พบกับคนไทย ทางที่ดี ขอแนะนำให้เก็บยาไว้ในบริเวณที่แห้ง เพื่อป้องกันยาเสื่อมสลายจากความชื้นก่อนถึงวันหมดอายุที่ระบุไว้บนฉลาก

อีกประเด็นหนึ่ง ในกรณีที่ท่านใช้ภาชนะเพื่อแบ่งบรรจุยาเพื่อสะดวกในการรับประทาน เนื่องจากในแต่ละมื้ออาจต้องรับประทานยาหลายชนิด หรือกระทั่งในกรณีที่ท่านต้องเตรียมยาให้กับผู้ป่วยที่อยู่บ้านเป็นมื้อๆ การเลือกใช้ภาชนะแบ่งบรรจุเหล่านั้นควรต้องเลือกให้เหมาะสม พลาสติกส่วนใหญ่ที่แบ่งเป็นช่องก่อนอาหาร หลังอาหาร หรือแบ่งเป็นตามวันในสัปดาห์ ไม่สามารถป้องกันแสง และความชื้นได้ ฉะนั้นถ้าจะแบ่งบรรจุยา หากได้รับยามาเป็นแผง จึงไม่ควรแกะเม็ดยาออกจากแผงก่อนถึงเวลารับประทาน แต่ใช้การตัดแบ่งโดยให้เม็ดยาที่ยังอยู่กับแผง เพื่อให้ยาถูกเก็บรักษาในสภาพที่ดีที่สุด แต่ในกรณีผู้ป่วยที่ได้รับยาเม็ดครั้งละจำนวนมากอยู่ในขวดท่านไม่ควรแบ่งบรรจุออกมาทีละหลายๆ มื้อ เนื่องจากจะทำให้ยาเสื่อมสลายได้ง่าย

ยาที่เราได้รับมาจะมีอายุยาตามที่ระบุไว้บนฉลาก เราต้องเก็บยาได้ถูกต้องตามที่ฉลากระบุ แต่ถ้าเก็บไว้ในที่ที่ไม่เหมาะสม เช่น ในที่ที่ร้อนไป มีความชื้นสูง หรือยาโดนแสงเป็นเวลานาน อายุยาจะสั้นกว่าที่ระบุไว้บนฉลาก แปลว่าเมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้ยา ก็อาจไม่ได้ผลการรักษาที่ดีและอาจเกิดอันตรายต่อตับไตด้วย 

ฉะนั้น เมื่อได้รับยามา นอกจากศึกษาขนาดและวิธีการใช้อย่างละเอียดแล้ว ยังจำเป็นต้องรู้จักวิธีเก็บรักษายาให้ถูกต้อง และขอย้ำว่า เมื่อมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้หรือเก็บยา โปรดปรึกษาเภสัชกรทุกครั้ง

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อย่ากินยาพร้อมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อันตรายมาก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/641096

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อย่ากินยาพร้อมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อันตรายมาก

วันจันทร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

หากเราต้องใช้ยาตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปในเวลาพร้อมๆ กัน หรือใกล้เคียงกัน อาจเกิดปัญหายาตีกันได้ แล้วทำให้ร่างกายได้รับอันตรายเพราะยาตีกัน หรือไม่ได้ผลการรักษาดีเท่าที่ควร นอกจากปัญหายากับยาตีกันแล้ว ยากับอาหาร และยากับ
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็สามารถตีกันได้ 

สัปดาห์นี้ เราจะมาดูกันว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กับยาก่อให้เกิดปัญหาบ้าง เมื่อเราดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์ หรือไวน์ จะมีผลต่อการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้การทำงานร่วมกันของระบบประสาทและกล้ามเนื้อมีประสิทธิภาพลดลง การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำจะส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะอื่นๆ เพราะแอลกอฮอล์ส่งผลต่อการทำงานของตับ เนื่องจากตับเป็นอวัยวะหลักในการขจัดแอลกอฮอล์ออกจากร่างกาย ฉะนั้นตับของคนที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำจะไม่เหมือนกับตับของคนไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์

การดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับยามีโอกาสทำให้เกิดการเพิ่มฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ต่อร่างกาย และยังเพิ่มผลข้างเคียง และอันตรายของยาหลายชนิด ตัวอย่างเช่น ยาในกลุ่มที่มีอาการข้างเคียงทำให้เรารู้สึกง่วง ซึม มึน อันเป็นผลของฤทธิ์ยาต่อระบบประสาทส่วนกลาง เมื่อเราดื่มแอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์มีผลไปกดระบบประสาทส่วนกลาง ทั้งสองส่วนนี้จึงทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการข้างเคียงได้มากขึ้น ในบางกรณีอาจมีผลไปกดระบบหายใจ จนอาจทำให้เสียชีวิตได้ เช่น กลุ่มยานอนหลับ (diazepam,lorazepam, alprazolam) ยาต้านอาการซึมเศร้าบางชนิด(amitriptyline, doxepin, imipramine) ยาต้านชัก (phenobarbital,carbamazepine) ยาแก้แพ้และบรรเทาอาการน้ำมูกไหล(chlorpheniramine, hydroxyzine) ยาแก้เมารถเมาเรือ(dimenhydrinate) ยาคลายกล้ามเนื้อ (tolperisone, orphenadrine)ยาแก้ปวดบางประเภท (tramadol) ยาแก้ไอ (codeine) เมื่อรับประทานยาเหล่านี้ร่วมกับการดื่มแอลกอฮอล์ จะมีผลกดระบบประสาทส่วนกลาง แล้วถ้าดื่มจำนวนมากก็อาจเสียชีวิตได้ 

ยาบางชนิด เช่น ยาลดน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วยเบาหวานบางชนิด (glibenclamide) ยาฆ่าเชื้อ (metronidazole) เป็นต้น เมื่อดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับยาบางชนิดอาจทำให้ผู้ป่วยเกิดลักษณะอาการคนแพ้เหล้า มีอาการหน้าแดง ปวดหัว ใจสั่นมึนงง คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง

การดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ซึ่งเป็นยาอีกกลุ่มหนึ่งที่มีการใช้แพร่หลาย เช่น ยา ibuprofen, diclofenac เป็นต้น โดยปกติแล้ว ยาในกลุ่มนี้จะมีผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหาร อาจทำให้เกิดกระเพาะอาหารอักเสบ และเลือดออกในกระเพาะอาหาร หากผู้ป่วยดื่มแอลกอฮอล์ก็จะไปเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดเลือดออกในกระเพาะอาหารมากขึ้น

หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องยาพาราเซตามอลกับพิษต่อตับมาแล้ว เชื่อว่าหลายคนคงเคยใช้ยาพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาอาการปวด ลดไข้ แต่คงไม่ทราบว่าผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นนิจ เมื่อรับประทานพาราเซตามอลแล้วจะมีโอกาสที่ทำให้เกิดพิษต่อตับได้ง่ายกว่าคนที่ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ เนื่องจากคนที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำจะมีผลต่อการทำงานของตับ เมื่อรับประทานพาราเซตามอล ตับของคนที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำจะสร้างสารพิษจากพาราเซตามอลได้มากกว่าคนปกติที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ สารพิษนี้เองจะไปทำลายตับ และมีโอกาสทำให้เกิดภาวะตับล้มเหลวในที่สุด 

ฉะนั้นคนกลุ่มนี้หากต้องรับประทานยาพาราเซตามอลจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยใช้ยาในปริมาณน้อย และใช้ในระยะเวลาสั้นๆ แต่หากคุณไม่แน่ใจ ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนใช้ยาทุกครั้ง

การดื่มแอลกอฮอล์ยังส่งผลต่อโรคประจำตัวที่เป็นอยู่ เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ของผู้ป่วยเบาหวานทำให้การคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี ถ้าผู้ป่วยเบาหวานดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดอาจส่งผลให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง แต่ถ้าผู้ป่วยดื่มแอลกอฮอล์ขณะที่ไม่ได้รับประทานอาหารมาสักพักใหญ่หรืออดอาหาร เมื่อดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งทั้งภาวะน้ำตาลในเลือดสูงและภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำนี้ต่างเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยเบาหวานทั้งสิ้น หรือในผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูง การดื่มแอลกอฮอล์จะส่งผลให้ไขมันในเลือดสูงขึ้นกว่าปกติ นอกจากนี้ การดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอดังนั้น คนที่เจ็บไข้ได้ป่วยก็ต้องงดการดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายมีความสมบูรณ์ พร้อมต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บได้

จะเห็นว่าการดื่มแอลกอฮอล์นั้นส่งผลต่อการใช้ยาได้หลากหลายชนิด และมาพร้อมกับอันตรายที่มีความแตกต่างกัน ยังมียาอีกจำนวนไม่น้อยที่จะเกิดปัญหาดังกล่าว ดังนัั้นเมื่อคุณต้องใช้ยา จะต้องอ่านฉลากให้ถี่ถ้วนเสมอ และเราจะพบว่าที่ฉลากยาจะมีคำเตือนระบุชัดเจนว่า “ไม่ควรรับประทานร่วมกับสุรา หรือสิ่งที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ” ดังนั้น ขอย้ำว่าหากคุณมีข้อสงสัย หรือมีคำถามเกี่ยวกับยาที่ใช้ คุณควรปรึกษาเภสัชกรก่อน เพื่อความปลอดภัยของคุณ

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ 

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : กินยาหลายขนาน ระวังยาตีกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/639664

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : กินยาหลายขนาน ระวังยาตีกัน

วันจันทร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2565, 07.10 น.

คงไม่มีใครไม่เคยเจ็บป่วย หลายครั้งเมื่อเจ็บป่วย เราต้องหายามารับประทาน โดยอาจได้ยาจากโรงพยาบาลหลังจากไปพบแพทย์ หรือบางรายอาจจะไปหาซื้อยาตามร้านขายยาทั่วไป แต่ขอแนะนำร้านขายยาที่มีเภสัชกรเท่านั้นนะครับ หรือบางครั้งก็ใช้ยาสมุนไพร ยาแผนโบราณ แต่ไม่ว่าจะได้ยาจากที่ใด ผู้ใช้ยาก็หวังว่าจะหายจากการเจ็บไข้ได้ป่วย แล้วทำให้กลับไปมีชีวิตตามปรกติเหมือนเดิม

สำหรับคนที่มีโรคประจำตัวอยู่ก่อน เมื่อเจ็บป่วยด้วยโรคอื่นๆ ก็จำเป็นต้องระมัดระวังการใช้ยาตัวใหม่ที่อาจจะเกิดปัญหายาตีกันกับยาตัวเดิม เช่น คนที่เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง โรคหัวใจ เป็นต้น ผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องมียาประจำตัวสำหรับรับประทานเป็นประจำ แล้วถ้ายิ่งบางรายมีหลายโรคพร้อมๆ กัน ยาที่รับประทานก็จะมีจำนวนมากมายตามไปด้วย

เมื่อต้องรับประทานยาตั้งแต่สองชนิดขึ้นไป อาจมีโอกาสเกิดอันตรกิริยาระหว่างยา หรือที่เราเรียกกันว่า “ยาตีกัน” นอกจากนี้ ยาที่รับประทานยังมีโอกาสที่จะไปตีกับอาหาร เครื่องดื่มสมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แอลกอฮอล์ หรือแม้กระทั่งบุหรี่ แล้วทำให้ฤทธิ์ของยาที่รับประทานเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่น ยาถูกดูดซึมได้น้อยลง ยาถูกกำจัดออกได้ลดลง หรืออาจจะกระทบต่อกระบวนการเปลี่ยนแปลงยาในร่างกาย เป็นต้น ซึ่งส่งผลให้ประสิทธิภาพในการรักษาน้อยลง หรือรักษาไม่ได้ผล หรืออาจเกิดอาการไม่พึงประสงค์ต่างๆ ตามมา จนกระทั่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ดังนั้น กลุ่มบุคคลที่มีความจำเป็นต้องใช้ยาหลายชนิด เช่น ผู้สูงอายุมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคครั้งละหลายโรคในเวลาเดียวกัน บางคนอาจมีโรคความดัน ไขมันสูงบวกเบาหวาน หรือบางคนยังมีโรคทางกระดูกอีก ดังนั้นเมื่อผู้ป่วยต้องไปพบแพทย์หลายคน (เนื่องจากมีหลายโรค) แพทย์เฉพาะทางที่ไปพบอาจอยู่กันคนละโรงพยาบาล คนละคลินิก หากผู้ป่วยไม่ได้แจ้งกับแพทย์ว่ากำลังรับประทานยาอะไรอยู่บ้าง เวลาแพทย์ให้การรักษาหรือให้ยา แพทย์จะไม่ทราบว่าแพทย์รายอื่นๆ ให้ยาอะไรในการรักษาบ้างก็อาจทำให้เกิดปัญหาได้ ทั้งปัญหายาตีกัน กับปัญหาการได้รับยาซ้ำซ้อน โอกาสจะเกิดพิษของยาก็มากขึ้น 

นอกจากนี้ผู้ที่ต้องใช้ยาในการรักษาโรคประจำตัวอยู่เป็นประจำ เมื่อมีความเจ็บป่วยอื่นเพิ่มขึ้นมา และมีความจำเป็นต้องไปพบแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยเพิ่มเติม และจำเป็นที่ต้องได้รับยาเพิ่มเพื่อรักษาความเจ็บป่วยครั้งใหม่ช่วงสั้นๆ ยาที่ได้รับมาก็มีโอกาสที่จะเกิดปฏิกิริยากับยาที่รับประทานอยู่เดิมได้เช่น ผู้ป่วยรับประทานยาซิมวาสแตติน (simvastatin) เพื่อลดคอเลสเตอรอลในเลือดเป็นประจำ อยู่มาวันหนึ่ง มีอาการป่วยทำให้ต้องได้รับยาฆ่าเชื้อคลาริโทรมัยซิน (clarithromycin) ซึ่งยาฆ่าเชื้อนี้มีโอกาสไปทำให้ปริมาณยาซิมวาสแตตินเพิ่มขึ้นในเลือด จนอาจเกิดพิษต่อกล้ามเนื้อได้ เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นที่ผู้ป่วยต้องแจ้งแพทย์ผู้รักษาเสมอว่าปัจจุบันได้ใช้ยาอะไรอยู่เป็นประจำ หรือนำยาที่รับประทานเป็นประจำติดตัวไปให้แพทย์ดูด้วย 

กรณีของสมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลายชนิด บางทีเรารับประทานจนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมาเป็นเวลานานสิ่งเหล่านี้ต่างมีผลต่อยาที่เรารับประทานทั้งสิ้น หลายท่านอาจคิดว่าสมุนไพรที่มาจากธรรมชาติหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารปลอดภัยต่อร่างกาย แต่จริงๆ แล้วสิ่งเหล่านี้อาจไปตีกับยาที่เรารับประทาน ยกตัวอย่างเช่น ฟ้าทะลายโจรมีผลต่อการออกฤทธิ์ของยาวาร์ฟาริน (warfarin) ที่ใช้สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสที่จะเกิดเลือดไหลไม่หยุด เนื่องจากฟ้าทะลายโจรมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงและขจัดออกของยาวาร์ฟาริน หรือในกรณีของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโคเอ็นไซม์คิวเท็น (Coenzyme Q10) มีโอกาสทำให้ผลการรักษาจากยาวาร์ฟารินลดลง เป็นต้น

อาหารและเครื่องดื่มบางชนิดมีโอกาสเกิดปฏิกิริยากับยาที่รับประทานได้เช่นกัน ทำให้เกิดผลเสียต่อการรักษาได้ เช่น ยาปฏิชีวนะกลุ่มเตตราไซคลิน และกลุ่มควิโนโลน เช่น นอร์ฟล็อกซาซิน (Norfloxacin) ไซโปรฟล็อกซาซิน (Ciprofloxacin)ลีโวฟล็อกซาซิน (levofloxacin) ยากลุ่มนี้มีโอกาสที่จะไปจับกับแร่ธาตุบางชนิด เช่น แคลเซียม เหล็ก แมกนีเซียม อะลูมิเนียม ไปผลต่อการดูดซึมของยาเหล่านี้ทำให้ประสิทธิภาพการรักษาลดลง แร่ธาตุเหล่านี้อาจพบได้ในยา เช่น ยาลดกรดที่มีแร่ธาตุเหล่านี้เป็นองค์ประกอบ รวมถึงวิตามิน เกลือแร่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรืออาหารหลายชนิด เช่น นม ชีส โยเกิร์ต เป็นต้น ดังนั้น ยาเหล่านี้จึงมีข้อความบนฉลากเพื่อเตือนว่า “ห้ามรับประทานยานี้พร้อมนมและยาลดกรดที่มีส่วนผสมของแมกนีเซียม อะลูมิเนียม” หากท่านต้องการรับประทาน ท่านควรเว้นระยะห่างระหว่างยากับแร่ธาตุเหล่านี้สองชั่วโมง หรือกระทั่งในกรณีของน้ำผลไม้บางชนิด อาจทำให้เกิดผลเสียเมื่อรับประทานร่วมกับยาบางชนิด เช่น เกรปฟรุ้ต (grapefruit) กับยาวาร์ฟาริน น้ำทับทิมกับยาลดความดันบางประเภท เป็นต้น

แล้วเราจะทำอย่างไรดีไม่ให้ยาตีกัน สิ่งที่ทำได้ง่ายๆ เลยคือเมื่อเราพบแพทย์หรือเภสัชกร คุณต้องแจ้งให้แพทย์และเภสัชกรทราบว่าปัจจุบันกำลังใช้ยาอะไรอยู่ หรือนำยาทุกชนิดที่ใช้ไปให้แพทย์ดู รวมถึงวิตามิน สมุนไพร และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดต่างๆ หรือการใช้สมุดบันทึกยา โดยมีรายละเอียดว่า ชื่อยาอะไร ขนาดความแรงเท่าไหร่ วิธีรับประทาน วิธีใช้ใช้อย่างไร เพื่อรักษาอาการอะไร และสิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่เราสามารถทำได้ คือการไม่ซื้อยา ไม่ซื้อสมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมารับประทานด้วยตนเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เท่านี้ท่านก็จะสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดยาตีกันได้

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาอย่างไรจึงเข้าข่าย ‘ฟุ่มเฟือย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/638230

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาอย่างไรจึงเข้าข่าย ‘ฟุ่มเฟือย’

วันจันทร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว เมื่ออายุมากขึ้น โรคภัยไข้เจ็บก็เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคเรื้อรังต่างๆ อาทิ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หัวใจหลอดเลือด และอื่นๆ อีกมากมาย ยิ่งอายุยืนยาวมากขึ้นจำนวนโรคประจำตัวก็เพิ่มขึ้น สิ่งที่เพิ่มตามมาก็คือ รายการยาที่ต้องใช้ในแต่ละวันนั่นเอง และหากจำนวนรายการยาท่ี่ผู้ป่วยแต่ละคนต้องใช้มากกว่า 5-7 ชนิดขึ้นไป จะเข้าข่ายที่เรียกว่า polypharmacy หรือที่ภาษาไทยเรียกว่า การใช้ยาฟุ่มเฟือยนั่นเอง

แล้วการใช้ยาหลายรายการนี้เป็นปัญหาอย่างไร ในเมื่อคนป่วยก็ไปพบแพทย์ แพทย์วินิจฉัยโรคและสั่งจ่ายยาเพื่อรักษาโรคที่วินิจฉัยได้ เพราะยาไม่ใช่สิ่งที่คนส่วนใหญ่จะเลือกหามาใช้ด้วยตัวเองสักหน่อย แถมคนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้อยากจะกินยาให้เป็นภาระตับไตอยู่แล้ว ประเด็นก็คือ ผู้ป่วยส่วนหนึ่งไม่ได้พบแพทย์เพียงคนเดียว เป็นความดันโลหิตสูงก็ไปพบแพทย์ท่านหนึ่ง ต่อมาเป็นโรคกระดูกก็ไปพบแพทย์อีกท่านหนึ่ง สมมุติแพทย์ 1 คนสั่งยาเพียง 3 รายการ การพบแพทย์ 2 คนก็ทำให้ได้รับยาถึง 6 รายการ ไม่รวมยาสามัญประจำบ้านบางรายการที่ซื้อใช้เอง เช่น ยาแก้ปวดลดไข้ ยาแก้แพ้ หรือบางคนรักสุขภาพมาก กินวิตามินหรืออาหารเสริมบำรุงสุขภาพเพิ่มเข้าไปอีก จึงไม่น่าแปลกใจที่พบว่าผลการสำรวจในประเทศเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาพบความชุกของการใช้ยามากกว่า 5 รายการของผู้สูงอายุในชุมชนสูงถึงร้อยละ 29-36.8หรือพูดให้เข้าใจง่ายคือ ประมาณทุก 3 จาก 10 คน ของผู้สูงอายุกำลังใช้ยามากกว่า 5 รายการนั่นเอง

ถ้าไม่รวมถึงปัญหายาตีกันซึ่งจะพูดถึงอย่างละเอียดในสัปดาห์หน้า การใช้ยาฟุ่มเฟือยหรือ polypharmacy เพิ่มความเสี่ยงหลายอย่างในผู้ใช้ยา อย่างแรกก็คือ โอกาสการใช้ยาผิดพลาดคลาดเคลื่อน ลืมกินยา กินแล้วกินซ้ำ ยาที่ต้องกินก่อนอาหารไปกินหลังอาหาร ยาที่ต้องกินหลังอาหารทันทีก็ไปกินตอนท้องว่าง สารพัดความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้เมื่อยาอยู่ในมือของผู้ป่วย ยิ่งจำนวนรายการมากผู้ป่วยก็ยิ่งมีโอกาสไม่ร่วมมือในการใช้ยาได้มาก ยังไม่รวมถึงคุณภาพยาเมื่อถูกเก็บรักษาในแต่ละครัวเรือน ซึ่งความท้าทายของประเทศร้อนชื้นอย่างประเทศก็คือ อุณหภูมิและความชื้น อุณหภูมิเฉลี่ยของประเทศไทยคือประมาณ 28-30องศาเซลเซียส แต่ยาส่วนใหญ่แนะนำให้เก็บไว้ที่อุณหภูมิไม่เกิน 25 องศาเซลเซียส ซึ่งแปลว่า หากผู้ป่วยไม่ได้เก็บยาไว้ในห้องที่เปิดเครื่องปรับอากาศตลอดเวลา ยาที่อยู่ในมือผู้ป่วยคือยาที่กำลังถูกเก็บรักษาอย่างไม่เหมาะสมนั่นเอง ยิ่งจำนวนยามากระยะเวลาที่แพทย์นัดยาว ผู้ป่วยก็จะยิ่งมียาเก็บไว้และเสี่ยงต่อการเสื่อมคุณภาพเพิ่มมากขึ้น นำไปสู่ปัญหายาเหลือใช้ที่กลายเป็นขยะพิษในที่สุด เป็นค่าใช้จ่ายของประเทศชาติมหาศาลในแต่ละปี

แล้วปัญหาการใช้ยาฟุ่มเฟือยจะจัดการอย่างไร อันดับแรกคือ ผู้ป่วยและผู้สั่งใช้ยาต้องมีความตระหนักถึงปัญหานี้ก่อน ผู้ป่วยหรือผู้ใช้ยาก็ควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับยาที่ตนเองกำลังรับประทาน อย่างน้อยควรทราบชื่อยาและข้อบ่งใช้ และควรจดจำหรือทำบันทึกรายการยาทั้งหมดที่กำลังใช้อยู่และแจ้งกับแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับยาที่กำลังใช้เพื่อให้เกิดการตรวจสอบและประเมินความปลอดภัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่แพทย์กำลังจะสั่งยาใหม่เพิ่มเข้าไป หรือเมื่อผู้ป่วยต้องการใช้วิตามินหรืออาหารเสริมเพิ่มเติมจากยาที่ตนเองใช้อยู่ อีกอย่างที่ผู้ป่วยสามารถทำได้คือการนำยาที่เหลือแต่ละครั้งติดตัวไปโรงพยาบาลด้วยเสมอ หรืออย่างน้อยควรนับจำนวนยาที่เหลือแต่ละรายการติดไปด้วยเพื่อเวลาที่แพทย์สั่งยาจะได้ลดจำนวนยาใหม่ที่จะได้รับมาสะสมที่บ้าน สำหรับการเก็บรักษายาที่บ้าน ผู้ป่วยควรจัดหาสถานที่เก็บยาที่ไม่ร้อน ไม่ชื้น แสงแดดส่องโดยตรงไม่ถึงเพื่อคงคุณภาพของยาให้ยาวนานที่สุด ลดยาเสื่อมสภาพที่จะต้องทิ้งไปโดยไม่เกิดประโยชน์

อ่านถึงตรงนี้ผู้ใช้ยาหลายคนที่มีรายการยาต้องใช้ในแต่ละวันมากกว่า 5-7 รายการอาจจะเริ่มกังวลใจว่า เอ๊ะ! ฉันกำลังอยู่ในกลุ่มผู้ใช้ยาฟุ่มเฟือยหรือไม่ คำตอบคือ ถ้ายาทุกตัวที่กำลังใช้อยู่มีข้อบ่งใช้ จำเป็นต้องใช้ แพทย์หรือเภสัชกรของท่านทบทวนอย่างดีแล้วว่าแต่ละตัวไม่ได้ซ้ำซ้อนกันหรือตีกัน ต่อให้ท่านใช้ยา 20 รายการก็ไม่เป็นปัญหาการใช้ยาฟุ่มเฟือย และท่านควรใช้ที่ได้รับมาอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่สุด ในกรณีที่ท่านไม่แน่ใจหรือมีข้อสงสัยเรื่องรายการยาที่กำลังใช้ สามารถสอบถามได้ที่ @guruya ซึ่งจะมีเภสัชกรจากศูนย์ข้อมูลยาของคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมให้คำแนะนำแก่ท่านเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการใช้ยา

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : กินอยู่อย่างไรให้ปลอดภัย เมื่ออยู่ในช่วงรับเคมีบำบัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/636761

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : กินอยู่อย่างไรให้ปลอดภัย เมื่ออยู่ในช่วงรับเคมีบำบัด

วันจันทร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มะเร็งเป็นสาเหตุการป่วยและตายอันดับต้นทั้งระดับโลกและในไทย การรักษาโรคมะเร็งทำได้หลายวิธี เช่น ผ่าตัด ฉายแสง และการใช้ยา ซึ่งกลุ่มยาที่ใช้เป็นหลักคือ chemotherapy หรือเคมีบำบัด ที่ส่วนใหญ่แบบแผนการให้ยาคือการฉีดเข้าหลอดเลือดดำทุก 3-4 สัปดาห์ กลไกการออกฤทธิ์หลักของเคมีบำบัดคือทำลายเซลล์ที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของเซลล์มะเร็ง และด้วยกลไกเดียวกันนี้เอง ที่ทำให้เซลล์ปกติที่มีการเจริญเติบโตเร็วด้วย ก็พลอยได้รับผลกระทบไปโดยปริยาย เช่น เซลล์เม็ดเลือดต่างๆ ทั้งเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง เกล็ดเลือด รวมถึงเซลล์เยื่อบุทางเดินอาหาร เซลล์รากผม เป็นต้น จึงไม่เป็นเรื่องน่าแปลกที่ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้เคมีบำบัดมักมีค่าเม็ดเลือดต่างๆ ต่ำ ผมร่วง และมีแผลในปาก 

นอกจากแผลในปากที่สร้างความเจ็บปวดเวลารับประทานอาหาร และเป็นข้อจำกัดในการรับประทานอาหารรสจัด ร้อนจัดแล้ว ยาเคมีบำบัดบางชนิดยังทำให้คลื่นไส้อาเจียน ยาบางชนิดทำให้การรับรสชาติเปลี่ยนไป ผู้ป่วยจะรู้สึกว่า
รับประทานแล้วไม่รู้รส หรือรสชาติที่รับได้ผิดเพี้ยนไป รสชาติไม่อร่อยเหมือนเคย ผลรวมของอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นคือ ทำให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารได้น้อยลง เบื่ออาหาร น้ำหนักลดผลเลือดไม่ผ่านการประเมินก่อนจะให้ยาเคมีบำบัดแต่ละรอบจนบางครั้งต้องชะลอการให้ยาออกไป 

สภาวะที่เกิดขึ้นอาจทำให้ทั้งผู้ป่วยและญาติรู้สึกวิตกกังวล ตัวผู้ป่วยเองแม้อยากจะรับประทานอาหาร แต่รับประทานไม่ได้ เพราะหลายสาเหตุดังกล่าวข้างต้น ขณะที่ญาติก็พยายามกระตุ้น และอาจบังคับให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารมากๆ ทั้งอาหารหลักและอาหารเสริม  

ปัญหาที่เกิดขึ้นมีวิธีแก้ไขป้องกันหลายข้อ อาทิ ผู้ป่วยที่มีแผลในปาก ควรหลีกเลี่ยงอาหารร้อนจัดหรือเย็นจัด รสจัด อาหารที่มีลักษณะกรอบหรือแข็ง เครื่องดื่มที่มีรสเปรี้ยว ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการคลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร อิ่มเร็ว ควรรับประทาน
อาหารทีละน้อย แต่กินบ่อยๆ เลือกรับประทานอาหารที่มีโปรตีนและพลังงานสูง หลีกเลี่ยงอาหารเลี่ยนๆ มันๆ รวมถึงอาหาร
ที่ทำให้เกิดแก๊ส อันทำให้แน่นท้องหรือท้องอืด เช่น ถั่วต่างๆน้ำอัดลม สำหรับผู้ป่วยที่มีการรับรสผิดปกติ โดยมากมักรับรสขมได้ดีขึ้น ขณะที่รับรสหวานได้น้อยลง รู้สึกถึงรสคาวมากขึ้นเมื่อรับประทานเนื้อสัตว์ หรือรู้สึกเหมือนมีรสโลหะตกค้างอยู่ในปาก การอมลูกอมหรือเคี้ยวหมากฝรั่งรสมิ้นต์อาจช่วยบรรเทาอาการได้บ้าง บางครั้งอาจจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีปรุงรสชาติอาหารให้ถูกปากผู้ป่วยมากขึ้น ผู้ป่วยที่รับประทานอาหารได้น้อยลงจากหลากหลายสาเหตุ ควรจัดบรรยากาศการ
รับประทานอาหารให้ดีขึ้น เพื่อให้รู้สึกผ่อนคลาย การรับประทานอาหารกับครอบครัวหรือเพื่อนจะช่วยให้เจริญอาหารมากขึ้น หากรับประทานคนเดียว อาจดูภาพยนตร์หรือรายการโทรทัศน์ที่ชอบไป เพื่อให้เพลิดเพลินแล้วรับประทานได้มากขึ้น ทั้งนี้เมื่ออิ่มก็ควรหยุด ไม่ควรฝืนรับประทานต่อ การเตรียมอาหารพร้อมรับประทานไว้เสมอก็เป็นแนวทางที่ช่วยได้ เพราะเมื่อผู้ป่วยพร้อมจะสามารถนำมารับประทานได้ทันที เพราะการปล่อยให้หิวจนเกินไป ทำให้ผู้ป่วยรับประทานได้น้อยลง 

อาหารที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยมะเร็งที่กำลังรักษาด้วยยาเคมีบำบัด คือ อาหารที่มีองค์ประกอบครบ 5 หมู่ มีโปรตีนและพลังงานสูง มีความเสี่ยงการปนเปื้อนเชื้อโรคต่ำเพราะยาเคมีบำบัดมีผลข้างเคียงทำให้เม็ดเลือดต่างๆ ลดลง รวมไปถึงเซลล์ปกติที่เจริญเติบโตเร็วด้วย ผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องได้รับสารอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งโปรตีนทดแทน เพื่อช่วยกระบวนการสร้างเซลล์เม็ดเลือดใหม่ หลังได้รับยาเคมีบำบัดผู้ป่วยจะต้องรับประทานอาหารหมวดโปรตีนมากขึ้น ได้แก่ เนื้อสัตว์ นม ไข่ ปริมาณที่เพียงพอคือประมาณ 1.5 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน หากผู้ป่วยหนัก 60 กิโลกรัม หมายความว่าต้องรับประทานโปรตีนประมาณ 90 กรัมต่อวัน โดยอาหารหมวดอื่นๆ เช่น คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามิน เกลือแร่ ก็จะต้องรับประทานอย่างครบถ้วนตามความต้องการของร่างกายด้วย อาหารที่รับประทานจะต้องปรุงสุกและสะอาด หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ดิบเช่น ปลาดิบ ผักสด หรือผลไม้เปลือกบาง เนื่องจากขั้นตอนการล้างอาจไม่สะอาดเพียงพอ ทำให้ปนเปื้อนแบคทีเรียหรือไข่พยาธิจากดินที่ปลูก เพราะในช่วงหลังให้ยาเคมีบำบัดผู้ป่วยมักจะมีภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ อาจเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียหรือพยาธิจนเกิดอันตรายได้ 

ความเข้าใจคลาดเคลื่อนที่พบบ่อยในผู้ป่วยมะเร็งคืองดอาหารประเภทโปรตีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ซึ่งยังไม่มีข้อมูลสนับสนุนถึงประโยชน์ในการรักษาโรคมะเร็งเพียงพอ การงดเนื้อสัตว์ซึ่งเป็นโปรตีนคุณภาพดีอย่างสิ้นเชิงกลับทำให้ผู้ป่วยเสี่ยงต่อการเกิดการขาดสารอาหารจนฟื้นตัวได้ช้า อีกอย่างที่พบได้บ่อยคือการรับประทานน้ำผักผลไม้สดปั่นทั้งแบบแยกกากหรือไม่แยกกากก็ดี ผักผลไม้ที่นำมาปั่นหากล้างไม่สะอาดดีพอ อาจจะเพิ่มความเสี่ยงการติดเชื้อแบคทีเรียและพยาธิได้ นอกจากนี้ยังมีการบริโภควิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันอีกมากมาย ซี่งถ้าจะให้มั่นใจว่าได้ประโยชน์สูงสุดและไม่ตีกับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ก็ควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ที่ดูแลก่อนใช้วิตามินหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ เหล่านั้น  

หากผู้ป่วยมะเร็งรวมถึงผู้ดูแลมีคำถามเกี่ยวกับยาหรือการปฏิบัติตัวระหว่างการรักษา สามารถส่งคำถาม
ได้ที่ line @guruya ซึ่งให้บริการตอบคำถามต่างๆเกี่ยวกับยา โดยเภสัชกรจากคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 
 

ผศ.ภญ.ดร.ณัฎฐดา อารีเปี่ยม