รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : Omicron น่ากลัวมากไหม เราจะเอาชนะมันได้อย่างไร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/620284

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : Omicron น่ากลัวมากไหม เราจะเอาชนะมันได้อย่างไร

วันจันทร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ข่าวการแพร่ระบาดโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่เกิดการกลายพันธุ์ โดยได้ชื่อว่า Omicron ข่าวนี้เริ่มมาตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายนปีนี้ ส่งผลให้คนจำนวนไม่น้อยตื่นตระหนก เพราะกลัวมันทำอันตรายร้ายแรงกับมนุษย์มากกว่าสายพันธุ์เดิมๆ เช่น อัลฟา เบตา แกมมา เดลตา  

เมื่อว่าถึงเรื่องการกลายพันธุ์ของไวรัส ในเบื้องต้นเรายังไม่สามารถระบุได้ทันทีว่า สายพันธุ์ใหม่จะมีความรุนแรงมากกว่าเดิมหรือไม่และอย่างไร จะทำให้คนเสียชีวิตมากขึ้นหรือไม่ แม้บางสายพันธุ์อาจแพร่ระบาดได้เร็วมาก เพราะการตอบคำถามเหล่านี้ได้ชัดเจนต้องรอผลการทดลองที่แม่นยำจากห้องปฏิบัติการ และต้องประมวลข้อมูลทั้งหมดจากสถานการณ์จริงในระยะเวลาที่เหมาะสม ถึงจะสรุปได้ชัดเจน เพราะฉะนั้นจึงไม่มีประโยชน์กับการตีตนไปก่อนไข้ แต่ก็ไม่ได้บอกว่าให้ลดการ์ดลงมา 

ในขณะที่เราทุกคนยังไม่มีข้อมูลมากพอที่จะสรุปชัดๆ ถึงภัยอันตรายของโอไมครอน แม้เบื้องต้นสันนิษฐานว่ามันสามารถแบ่งตัวและแพร่ระบาดได้ง่ายและเร็วกว่าสายพันธุ์ Delta แต่ก็ดูเสมือนว่าผู้ป่วยไม่มีอาการรุนแรง หรือบางคนไม่มีอาการ และยังไม่มีผู้ป่วยเสียชีวิตจากสายพันธุ์ Omicron  ดังนั้น จึงอาจทำให้คาดคะเนได้ว่า Omicron ไม่น่าจะรุนแรงมากแต่อย่างไรก็ตาม เราต้องไม่ประมาท และต้องรอข้อมูลเพิ่มเติมต่อไป  

หลายคนคงกังวลว่าวัคซีนที่เรามีอยู่นั้น มีประสิทธิภาพเพียงพอกับการป้องกันไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ Omicron ได้หรือไม่ ก็ต้องบอกว่า ในวันนี้ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัด ทั้งนี้ผู้ผลิตวัคซีนแต่ละรายต่างก็เร่งศึกษาข้อมูลส่วนนี้ โดยเกือบทุกรายยืนยันว่าหากประสิทธิภาพลดลงมาก หรือไม่สามารถต่อสู้กับ Omicron ได้แล้ว ผู้ผลิตก็เตรียมพัฒนาวัคซีนสูตรใหม่ให้มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะป้องกัน Omicron ได้ คาดว่าวัคซีนชนิด mRNA น่าจะใช้เวลาในการพัฒนาไม่นานนัก 

แต่อย่างไรก็ตาม ก็ไม่แปลกใจเลย ถ้าความสามารถของวัคซีนที่มีอยู่ในปัจจุบันจะลดลงเมื่อเทียบกับการป้องกันสายพันธุ์ดั้งเดิม ถามว่าเราจะต้องรอวัคซีนสูตรใหม่หรือไม่ ตอบได้ทันทีว่าไม่ เพราะถ้าเราสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายได้สูงพอ ก็มั่นใจว่าเราจะปลอดภัย และลดโอกาสเสียชีวิตเพราะโรคนี้ได้ 

เมื่อพูดถึงยารักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในปัจจุบันสามารถแบ่งได้สองกลุ่มหลัก เช่น การใช้ยาต้านไวรัสเช่น Favipiravir Remdesivir Monopiravir และPaxlovid และยาชนิดแอนติบอดี้ เช่น Sotrovimab และ Casirivimab/Imdevimab สำหรับยาในกลุ่มแรกหรือยาต้านไวรัส ถ้าการกลายพันธุ์ไม่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายของยา ยาก็ยังมีประสิทธิภาพเหมือนเดิม ซึ่งข้อมูลในปัจจุบันยังไม่มีรายงานเกี่ยวกับการกลายพันธุ์ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของยากลุ่มต้านไวรัส แต่ในส่วนของยาชนิดแอนติบอดี้ อาจมีโอกาสที่ประสิทธิภาพของยาด้อยลง แต่ก็ต้องรอข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้ผลิตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนจะสรุปได้ 

มีคำถามว่า เราจะป้องกันตัวจากสายพันธุ์ Omicron อย่างไร ตอบว่า อันดับแรกต้องเร่งฉีดวัคซีนให้ครบทุกคน ใครที่ยังไม่ได้รับวัคซีน ก็ต้องรีบหาวัคซีนโดยเร็วและต้องฉีดให้ครบโดยไม่รีรอ เพราะหลังจากได้เข็มบูสเตอร์แล้ว จะทำให้ระดับภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นสูง ทำให้ปลอดภัยมากขึ้น แต่ย้ำว่าแม้ทุกคนจะได้วัคซีนไปแล้ว ก็ต้องเข้าใจว่าคุณอาจมีโอกาสติดเชื้อสายพันธุ์ใหม่ได้ แต่อาจจะไม่มีอาการ อาการไม่รุนแรง หรือเจ็บป่วยแต่ไม่หนักหนา และไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต  

กลุ่มที่น่าเป็นห่วงสำหรับสายพันธุ์ Omicron คือคนไม่ได้รับวัคซีน รวมถึงเด็กที่อายุไม่ถึงเกณฑ์ฉีด และผู้มีปัญหาสุขภาพ เช่น โรคเรื้อรัง ภูมิคุ้มกันต่ำ รวมทั้งผู้สูงอายุที่ไม่แข็งแรง กลุ่มเหล่านี้อาจเป็นเหยื่อโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ได้ หากในครอบครัวเรามีคนกลุ่มนี้อยู่ ผู้ที่มีกิจกรรมนอกบ้านต้องระมัดระวังให้มาก เพราะเราอาจจะนำเชื้อโรคไปสู่พวกเขาได้  

นอกจากวัคซีนแล้ว พฤติกรรมป้องกันเชื้อโควิด-19 มีความจำเป็นเหมือนเดิม คือต้องรักษาระยะห่างทางกายภาพ ลดการเดินทางไปในที่ชุมชนหนาแน่นเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในพื้นที่อากาศไม่ถ่ายเท ต้องสวมหน้ากากอนามัยที่ได้มาตรฐาน หมั่นล้างมือให้สะอาดและหากเป็นไปได้ก็ขอให้ยัง Work from Home ต่อไปอีกระยะหนึ่ง  

อยากจะบอกว่า เราไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกกับ Omicron มากจนเกินไป โดยเฉพาะผู้ได้รับวัคซีนครบแล้ว แต่เราทุกคนต้องรักษาการ์ดให้ดี เพราะเชื้อไวรัสชนิดนี้คงไม่หยุดที่ Omicron แต่เราทุกคนต้องอยู่กับเชื้อโควิด-19 ให้ได้ โดยที่เราต้องไม่ป่วย เราต้องอยู่กับมันให้ได้ด้วยความปลอดภัยสูงสุดของเราทุกคน

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ  

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : วิธีป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ในโรงเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/618768

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : วิธีป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ในโรงเรียน

วันจันทร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หลังจากเปิดโรงเรียนเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน และถึงแม้จะมีคำยืนยันว่าเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป ได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครบโดสแล้ว แต่ก็ยังมีข่าวการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ปรากฏในโรงเรียนต่างๆ เป็นระยะๆ ประกอบกับในระยะนี้มีข่าวว่าหลายประเทศในยุโรปต้อง lock down อีก เพราะพบการแพร่ระบาดของโควิด-19 มากขึ้น 

โดยเฉพาะข่าวการติดโควิด-19 ในโรงเรียนคงทำให้ผู้ปกครองเด็กนักเรียนไม่สบายใจ เพราะเกรงว่าลูกหลานจะติดเชื้อโรคนี้ หลายคนกังวลว่าหากเชื้อแพร่ระบาดมากๆ อาจจะต้องปิดโรงเรียน แล้วเด็กๆ ต้องกลับไปเรียน Online อีก 

เรื่องสำคัญประการแรกที่ผู้ปกครองและครูต้องทำโดยด่วนคือ ต้องสร้างความตระหนักรู้เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้บุตรหลานและนักเรียนเข้าใจ เพื่อทุกคนจะได้เพิ่มความระมัดระวังตนเองตลอดเวลา ต้องเน้นเรื่องการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคลเป็นประจำ เพื่อให้เด็กๆ สังเกตว่าขณะนี้ตนเองอยู่ในที่ซึ่งแออัดเกินไปหรือไม่ และต้องหลีกเลี่ยงพื้นที่แออัดโดยทันที และที่จำเป็นไม่แพ้กันก็คือ การย้ำเตือนให้เด็กสวมหน้ากากอนามัยที่ได้มาตรฐานตลอดเวลาเมื่ออยู่ในโรงเรียน แม้กระทั่งช่วงที่ต้องเดินทางไปและกลับจากโรงเรียน และต้องเตรียมหน้ากากอนามัยสำรองอย่างน้อย 1-2 ชิ้น ให้เด็กด้วย พร้อมทั้งต้องบอกเด็กว่าเมื่อหน้ากากอนามัยสกปรก ต้องเปลี่ยนทันที และต้องทิ้งให้ถูกต้องด้วย เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ ขณะเดียวก็ต้องย้ำเตือนให้เด็กๆ ล้างมือให้สะอาดเป็นประจำ หลังจากหยิบจับสัมผัสสิ่งของต่างๆ
แล้วทางที่ดีก็ต้องจัดหาสเปรย์หรือเจลแอลกอฮอล์ที่ได้มาตรฐานให้กับบุตรหลานด้วย พร้อมย้ำกับพวกเขาว่า หากไม่สามารถล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดได้ก็ต้องใช้สเปรย์หรือเจลแอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือโดยทันทีเมื่อสัมผัสสิ่งของต่างๆ   

เด็กๆ อาจจะไม่ค่อยระมัดระวังตัวเมื่อเวลาอยู่กับเพื่อนๆ โดยเฉพาะเวลารับประทานอาหารกลางวัน หรือในช่วงที่พวกเขาเล่นด้วยกันเป็นกลุ่มๆ เด็กๆ อาจจะการ์ดตกเวลาเล่นกัน หรือเวลารับประทานขนม อาหาร และดื่มน้ำ ดังนั้น ผู้ปกครองและครูต้องเอาใจใส่กับเรื่องเหล่านี้ให้มาก ต้องย้ำเสมอๆ ให้เด็กหลีกเลี่ยงการหยิบจับสัมผัสสิ่งของๆ ผู้อื่น หรือแม้กระทั่งการสัมผัสลูกบิดประตู รวมถึงเวลาใช้ห้องน้ำ และเวลาเล่นสนุกกับเพื่อนๆ หากจะเล่นกันก็ต้องสวมหน้ากากอนามัยให้ครอบคลุมทั้งปากและจมูกตลอดเวลา หากหยิบจับสิ่งใดแล้ว ก็ต้องไม่เอามือไปขยี้ตา แหย่จมูก แหย่ปาก แต่ต้องรีบไปล้างมือให้สะอาดทันที การเตือนให้เด็กระมัดระวังเรื่องเหล่านี้จะทำให้เด็กเคร่งครัดกับการดูแลสุขภาพของตนเองและของเพื่อนๆ  

เมื่อเด็กกลับถึงบ้าน สิ่งแรกที่ต้องกระทำคือเปลี่ยนเสื้อผ้า และอาบน้ำสระผมโดยทันที อย่าปล่อยให้เด็กอยู่ในชุดนักเรียนจนค่ำมืด เพราะหากมีเชื้อปนเปื้อนที่เสื้อผ้า การอยู่ในชุดนักเรียนที่สกปรกคือการเพิ่มโอกาสการแพร่กระจายเชื้อไปทั่วบ้าน โดยเฉพาะบ้านที่มีผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ติดเชื้อได้ง่ายร่วมอาศัยอยู่ด้วยยิ่งต้องระมัดระวังเรื่องนี้ให้มาก ถึงแม้ว่าบุคคลนั้นจะฉีดวัคซีน 2-3 เข็มแล้วก็ตาม ก็ไม่ควรอยู่ใกล้ชิดกับเด็กๆ มากเกินไป เพราะเด็กๆ อาจสัมผัสและนำพาเอาเชื้อโรคกลับมาบ้านได้ อันที่จริงไม่เฉพาะแต่เชื้อไวรัสโควิด-19 เท่านั้น แต่ยังมีเชื้อไข้หวัดใหญ่ และเชื้อโรคติดเชื้อทางเดินหายใจอื่นๆ ด้วย  

แนวปฏิบัติเรื่องการเว้นระยะห่างที่โรงเรียนและที่บ้านต้องทำในรูปแบบเดียวกัน เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ อย่าชะล่าใจคิดว่าในบ้านปลอดเชื้อ แล้วการ์ดตก เนื่องจากเชื้ออาจจะแฝงตัวเข้ามาอยู่ในบ้านก็ได้  

เรื่องสำคัญอีกเรื่องคือต้องมีการสื่อสารอย่างใกล้ชิดเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลความเสี่ยงระหว่างบ้านกับโรงเรียน เมื่อมีการติดเชื้อที่โรงเรียน ผู้ปกครองจะต้องรู้และประเมินความเสี่ยงเพื่อสามารถจัดการแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสมทันการณ์ แล้วถ้าหากเกิดการติดเชื้อจากที่บ้านหรือจากชุมชนของเด็ก ก็ต้องรีบส่งข้อมูลให้โรงเรียนทราบทันที เพื่อโรงเรียนจะได้ดำเนินการอย่างเหมาะสมเพื่อแก้ปัญหาได้ทันท่วงที 

ในสถานการณ์ที่ทุกชีวิตต้องดำเนินต่อไปโดยที่ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงของโรคโควิด-19 แม้หลายคนจะได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว ก็ต้องระมัดระวังตัวอย่างดีต่อไปการได้รับวัคซีนไม่ได้หมายความว่าไม่ติดเชื้ออีก ดังนั้นจึงต้องตั้งการ์ดสูงไว้เสมอ เพื่อสวัสดิภาพของตัวเองและส่วนรวม และเพื่อลดความสูญเสียที่เกิดจากเชื้อโควิด-19

ผศ.ภญ.ดร.ณัฎฐดา อารีเปี่ยม 

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เจลแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ (โควิด-19) ได้จริง หรือแค่ให้สบายใจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/611026

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เจลแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ (โควิด-19) ได้จริง หรือแค่ให้สบายใจ

วันจันทร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อสถานการณ์แพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ในบ้านเราเริ่มน้อยลง (ในบางจังหวัดเท่านั้น) การคลายล็อกดาวน์ก็มากขึ้น
บวกกับประเทศไทยกำลังจะเปิดรับชาวต่างชาติจากบางประเทศ ส่วนคนไทยจำนวนไม่น้อยก็เริ่มออกไปใช้ชีวิตนอกบ้านมากขึ้น ดังนั้นตามร้านอาหารและห้างสรรพสินค้าก็จะมีผู้คนเข้าไปมากขึ้น แล้วเราก็พบว่าแต่ละสถานที่ได้เตรียมเจลแอลกอฮอล์ไว้สำหรับทำความสะอาดมือ ส่วนผู้คนก็เตรียมเจลแอลกอฮอล์แบบพกพาไว้กับตัวเอง บางคนก็ใช้สเปรย์แอลกอฮอล์   

คำถามที่น่าสนใจคือเจลแอลกอฮอล์และสเปรย์แอลกอฮอล์ที่ใช้ๆ กันนั้น ส่วนใหญ่ได้มาตรฐานในการฆ่าเชื้อโควิด-19 ได้จริงหรือ แต่ที่น่าสนใจมากกว่านั้นก็คือ การใช้แอลกอฮอล์ต่างๆ ในแต่ละครั้ง ต้องใช้ปริมาณมากเท่าไรจึงจะฆ่าเชื้อโควิด-19 ได้จริง บางคนฉีดมือเพียงนิดเดียว บางคนกดเจลแอลกอฮอล์เพียงหยดเดียว แล้วแบบนี้มันฆ่าเชื้อโควิด-19 ได้หรือ บางที่เราพบว่าตามห้างสรรพสินค้าบางแห่งมีเจ้าหน้าที่คอยกดเจลแอลกอฮอล์ให้ลูกค้า แต่กดเพียงหยดๆ เท่านั้น ถามว่าฆ่าเชื้อได้จริงหรือ หรือแค่ทำให้รู้ว่ามีเจลแอลกอฮอล์ให้แล้วนะ ส่วนจะฆ่าเชื้อได้จริงไหม ก็ตอบไม่ได้ บางคนบอกว่ามีไว้เพื่อให้สบายใจ แต่ไม่สามารถฆ่าเชื้อได้จริงๆ จังๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจำเป็นต้องหันมาพิจารณาถึงประสิทธิภาพของแอลกอฮอล์ที่เราๆ ท่านๆ ใช้กันทุกวัน และต้องดูด้วยว่าใช้แบบไหนอย่างไรจึงจะถูกวิธี และฆ่าเชื้อได้จริง และที่สำคัญคือต้องใช้แอลกอฮอล์ชนิดไหน 

ในช่วงแรกของการระบาดโควิด-19 เมื่อต้นปี 2563 มีการผลิตแอลกอฮอล์เพื่อจำหน่ายในท้องตลาด แต่เท่าที่สาธารณชนรับทราบนั้น มีจำนวนมากที่ไม่ได้มาตรฐาน ทั้งในเรื่องของชนิดแอลกอฮอล์ และปริมาณความเข้มข้น ว่ากันตามกฎหมายแล้ว แอลกอฮอล์ที่นำมาใช้ผลิตเจลทำความสะอาดมือ มี 3 ชนิด คือ เอธานอล (เอธิล แอลกอฮอล์) ไอโซโพรพานอล (ไอโซโพรพิล แอลกอฮอล์) และเอ็น-โพรพานอล (เอ็น-โพรพิว แอลกอฮอล์) ซึ่งห้ามใช้เมธานอล (เมธิลแอลกอฮอล์) อย่างเด็ดขาด เนื่องจากทำให้เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ นี่คือเรื่องสำคัญที่ผู้ผลิตต้องมีความรู้ ไม่มักง่ายกับเรื่องนี้ ส่วนเรื่องความเข้มข้นก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาเช่นกัน เพราะพบว่าหลายผลิตภัณฑ์มีปริมาณแอลกอฮอล์ต่ำกว่ามาตรฐาน โดยกฎหมายเครื่องสำอางระบุว่า เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เพื่อสุขอนามัยสำหรับมือ ต้องมีปริมาณแอลกอฮอล์ไม่ต่ำกว่า 70 เปอร์เซ็นต์โดยปริมาตร เพราะความเข้มข้นที่ต่ำเกินไป ทำให้ประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อโรคไม่ดีพอ แต่หากปริมาณความเข้มข้นสูงเกินไป ก็ไม่ใช้เรื่องดี เพราะแอลกอฮอล์จะฆ่าเชื้อโรคได้ดี ต้องอาศัยปริมาณของน้ำด้วย เพื่อไปทำลายโครงสร้างโปรตีน และองค์ประกอบต่างๆ ของเชื้อโรค ถ้าความเข้มข้นมากเกินไป เช่น แอลกอฮอล์ 90 เปอร์เซ็นต์ มีปริมาณน้ำไม่มากพอ ทำให้ประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อไม่ดี  

เพราะฉะนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือของผู้ผลิตเป็นสำคัญในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ และถูกต้องตามข้อกำหนดกฎหมายส่วนผู้บริโภคก็ต้องเลือกใช้แอลกอฮอล์ล้างมือที่มีคุณภาพสูง โดยสามารถตรวจสอบเลขจดแจ้งเครื่องสำอาง ในกรณีที่ผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์เป็นเครื่องสำอาง หรือเลขทะเบียนยาในกรณีที่แอลกอฮอล์ขึ้นทะเบียนเป็นยา ได้ทางเว็บไซต์ตรวจเลขผลิตภัณฑ์ของสำนักงานคณะกรรรมการอาหารและยา หรือ อย. 

เมื่อเราซื้อผลิตภัณฑ์ที่ถูกกฎหมายแล้ว เราก็ต้องนำไปใช้ให้ถูกต้องด้วย การใช้แอลกอฮอล์ล้างมือไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด แอลกอฮอล์จะต้องอยู่บนฝ่ามือในปริมาณมากพอและนานพอคำว่านานพอหมายถึงนานพอที่จะทำให้มือเปียกแอลกอฮอล์อยู่ได้ประมาณ 20 วินาที เพราะฉะนั้น การเลือกใช้เจลแอลกอฮอล์จะช่วยให้ระยะเวลาที่แอลกอฮอล์อยู่บนฝ่ามือได้นานขึ้น แต่ในกรณีที่ใช้แอลกอฮอล์แบบสเปรย์ ต้องสเปรย์แอลกอฮอล์บนฝ่ามือให้ชุ่มและมากพอ สำหรับแอลกอฮอล์ชนิดที่ขึ้นทะเบียนเป็นยา โดยปกตินำมาใช้ทำความสะอาดแผลซึ่งจะระเหยเร็วมาก หากใช้บ่อยๆ ก็ทำให้มือแห้ง แต่ย้ำว่าต้องใช้ในปริมาณที่มากพอและอยู่บนมือได้นานพอ เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการฆ่าเชื้อ แต่อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่มือสกปรกมากๆ การใช้แอลกอฮอล์เพื่อล้างมือก็จะไม่ได้ประสิทธิผลมากเท่าที่ควรดังนั้น หากเป็นไปได้ จึงต้องล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดอย่างถูกต้อง ซึ่งวิธีนี้นับว่าดีที่สุด เพราะช่วยกำจัดเชื้อโรคต่างๆ ได้ดีกว่าแอลกอฮอล์ แต่ก็ติดปัญหาตรงที่ไม่สะดวกเท่ากับใช้แอลกอฮอล์  

ส่วนวิธีเก็บรักษาแอลกอฮอล์ก็สำคัญ ต้องอย่าลืมว่าแอลกอฮอล์สามารถติดไฟได้ จึงต้องไม่เก็บไว้ใกล้ไฟและไม่เก็บไว้ในรถยนต์ที่จอดตากแดดนานๆ เพราะแอลกอฮอล์ระเหยได้ไว เมื่อนำมาใช้จึงมีความเข้มข้นไม่เพียงพอ กลายเป็นแอลกอฮอล์ไม่มีประสิทธิภาพ  

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ก็หวังเพียงให้ทุกคนตระหนักถึงวิธีการเลือกซื้อ เลือกใช้แอลกอฮอล์สำหรับทำความสะอาดมือ และขอเรียนว่าหากจะใช้แอลกอฮอล์แล้ว ต้องใช้ให้ถูกต้อง เพื่อให้มีประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อสูงสุด เพื่อสุขอนามัยของเรา

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ 

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เด็กมัธยมควรฉัดวัคซีนป้องกันโควิด-19 หรือไม่ เรื่องนี้น่าคิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/609465

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เด็กมัธยมควรฉัดวัคซีนป้องกันโควิด-19 หรือไม่ เรื่องนี้น่าคิด

วันจันทร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คำถามหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่ และผู้ปกครองเด็กนักเรียนมัธยมต้นและปลายต่างถามกันมากในขณะนี้ คือ ควรหรือต้องให้ลูกหลานฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อโควิด-19 หรือไม่ 

ล่าสุด ประเทศไทยเริ่มมีวัคซีนที่ถูกอนุมัติแบบมีเงื่อนไขในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เพื่อใช้สำหรับเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป คือ วัคซีนชนิด mRNA ของบริษัทไฟเซอร์ เช่นเดียวกับในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และสิงคโปร์ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังใช้ mRNA ของบริษัทโมเดอร์นาในเด็กด้วย อย่างเช่นในสหภาพยุโรป และออสเตรเลีย เป็นต้น ซึ่งเห็นว่าวัคซีนแบบ mRNA เป็นวัคซีนหลักที่ใช้ในเด็กอย่างแพร่หลายในขณะนี้ แต่ก็มีบางประเทศ เช่น จีน ที่ใช้วัคซีนชนิดเชื้อตาย เช่น ซิโนฟาร์มกับเด็ก 

มีสิ่งหนึ่งที่หลายคนกังวลใจคือ การเกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (Myocarditis) และเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ (Pericarditis) อันเป็นผลไม่พึงประสงค์ที่มาจากการฉีดวัคซีนประเภท mRNA จนทำให้กระทรวงสาธารณสุขหลายประเทศให้คำแนะนำเรื่องการฉีดวัคซีนในเด็ก โดยอาศัยแนวคิดการชั่งความเสี่ยงที่อาจจะเกิดภาวะดังกล่าวได้ กับประโยชน์ที่จะได้รับจากการฉีดวัคซีน เพราะสามารถป้องกันการเจ็บป่วยและอาการรุนแรงที่อาจทำให้เสียชีวิตเพราะติดเชื้อโควิด-19  

จากข้อมูลของ US FDA มีการรายงานการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบอันเกิดจากการฉีดวัคซีนประเภท mRNA พบว่ามีอัตราการเกิดในผู้ชายอายุน้อยกว่า 40 ปีสูงกว่าผู้ชายอายุ 40 ปีขึ้นไป และในผู้หญิงทุกช่วงอายุ และยังมีอัตราการเกิดสูงที่สุดในวัยรุ่น ช่วงอายุ 16-17 ปี (จากการฉีดวัคซีน 1 ล้านครั้ง มีรายงานการเกิดประมาณ 75 ราย) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะมีโอกาสเกิดมากขึ้นในกรณีที่ได้รับวัคซีนเข็มที่สอง และมักจะเกิดภายใน 7 วัน หลังจากที่ได้รับวัคซีนแล้ว 

อีกประเด็นหนึ่งที่ผู้ปกครองต้องพิจารณา คือแนวโน้มการติดเชื้อโควิด-19 ในเด็ก ที่พบว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้น ถึงแม้ว่าขณะนี้ยังไม่ได้เปิดโรงเรียนทั้งประเทศก็ตาม มีรายงานว่าเด็กเสียชีวิตสะสมในประเทศไทย ตั้งแต่ 
1 เมษายน-11 สิงหาคม 2564 รวม 13 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.01 และมีรายงานอีกว่าหลังจากติดเชื้อโควิด-19 ก็มีโอกาสที่จะเกิดกลุ่มอาการอักเสบหลายระบบในตัวของเด็ก หรือ Multisystem Inflammatory Syndrome in Children (MIS-C) เช่น ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ  

อย่างไรก็ตาม เราต้องคำนึงถึงเรื่องที่เมื่อเด็กๆ ต้องไปโรงเรียนแล้วมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มเพื่อน ซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กอีกด้วย เพราะคงไม่มีเด็กคนใดสามารถแยกตัวออกจากกลุ่มเพื่อนในยามที่เขาได้อยู่ร่วมกันได้ ซึ่งประเด็นนี้ก็อาจจะนำมาซึ่งการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 ได้อีก เพราะฉะนั้น การมีวัคซีนที่ดีสำหรับป้องกันการติดเชื้อให้พวกเขา จึงถือเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถลดการติดเชื้อในเด็กได้ และลดการการแพร่เชื้อไปสู่สังคมได้ด้วย 

เนื่องจากอุบัติการณ์ของภาวะไม่พึงประสงค์ของการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจและเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบในเด็กชายและหญิงมีอัตราต่างกัน ดังนั้น ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย จึงมีข้อแนะนำคล้ายกับประเทศอื่นๆ สำหรับเด็กและวัยรุ่นชาย ดังนี้คือ เด็กและวัยรุ่นชายทุกคนที่อยู่ในช่วงอายุ 16-18 ปี และเด็กชายอายุ 12-16 ปีที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจเกิดโรคโควิด-19 จนอาจเสียชีวิตได้ ควรได้รับวัคซีนชนิด mRNA ของบริษัทไฟเซอร์ 2 เข็ม โดยฉีดห่างกัน 3 สัปดาห์ และมีคำแนะนำอีกว่า เด็กชายอายุ 12-16 ปี ควรได้รับวัคซีนชนิด mRNA ของบริษัทไฟเซอร์ 1 เข็ม แต่ให้ชะลอการให้เข็มที่ 2 ออกไปก่อนจนกว่าจะมีข้อมูลที่ช่วยในการตัดสินใจเพิ่มขึ้น เนื่องจากการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 มีโอกาสเกิดภาวะดังกล่าวสูงกว่าเข็มแรก และสำหรับเด็กและวัยรุ่นหญิงอายุ 12-18 ปี สามารถรับวัคซีน mRNA ของบริษัทไฟเซอร์ 2 เข็ม โดยห่างกัน 3 สัปดาห์  

ประเทศไทยและสิงคโปร์ยังมีคำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับเด็กและวัยรุ่นที่ได้รับวัคซีนชนิด mRNA โดยให้
หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหนัก หรืองดทำกิจกรรมอย่างหนัก เป็นเวลา 1 สัปดาห์ หลังจากการฉีดวัคซีน 

กลับไปที่คำถามว่า แล้วต้องฉีดหรือไม่ คำตอบเรื่องนี้อยู่ที่วิจารณญาณของผู้ปกครองและเด็ก และอยู่ที่ความสมัครใจด้วย แต่สิ่งที่ต้องพิจารณามากๆ คือความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นและประโยชน์เด็กจะได้รับจากวัคซีน เพราะสิ่งที่เราทุกคนรู้แน่ๆ ก็คือ เราต้องอยู่เชื้อโควิด-19 ไปอีกนาน แล้วเด็กก็ต้องไปโรงเรียน และใช้ชีวิตในโรงเรียนในอนาคตอันใกล้อย่างแน่นอน มีคำกล่าวว่าการได้รับวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงบวกกับการอนุญาตให้เด็กๆ ได้ทำกิจกรรมตามวัยของเขาจะช่วยเพิ่มพัฒนาการของวัยได้เป็นอย่างดี  

ต้องกล่าวย้ำเหมือนอย่างที่เคยเรียนมาโดยตลอดว่า อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับโควิด-19 ไม่ว่าจะเป็นยา วัคซีน หรือตัวโรคก็ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องใหม่สุดๆ สำหรับทุกคนบนโลกใบนี้ ดังนั้น จึงต้องศึกษาข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และขอย้ำทิ้งท้ายว่า การตัดสินใจในเรื่องนี้จึงขึ้นกับข้อมูลที่เป็นปัจจุบันเท่านั้น

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : โมลนูพิราเวียร์ พลิกเกมวิกฤตโควิด-19 จริงหรือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/607891

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : โมลนูพิราเวียร์ พลิกเกมวิกฤตโควิด-19 จริงหรือ

วันจันทร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในระยะ 1-2 สัปดาห์มานี้ หลายต่อหลายคนอาทิ หมอ และนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์หลายแห่งบนโลกใบนี้ต่างพูดถึงยาโมลนูพิราเวียร์ (Molnupiravir) ด้วยความหวังที่แสนบรรเจิด เพราะเชื่อว่าจะเข้ามาเป็นตัวเปลี่ยนเกม พลิกสถานการณ์โควิด-19 ของโลกได้ ก่อนอื่นต้องบอกว่ายาตัวใหม่นี้เป็นของบริษัทเมอร์ค เริ่มแรกนั้นโมลนูพิราเวียร์ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้รักษาโรคไข้หวัดใหญ่ แต่เมื่อมีสถานการณ์โควิดแพร่ระบาด จึงนำมาศึกษาทดลองกับผู้ป่วยโควิด-19 เพื่อให้ไปจัดการกับไวรัส SARS-CoV-2

โมลนูพิราเวียร์เป็นแคปซูล ใช้รับประทานเพื่อให้ออกฤทธิ์ต้านไวรัส โดยทำให้กระบวนการสร้างสายพันธุกรรมของไวรัสเกิดความผิดพลาดไปจากเดิม แล้วส่งผลไปยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัส จากผลการทดลองทางคลินิกระยะที่สาม ในเบื้องต้น
พบว่าถ้าให้โมลนูพิราเวียร์กับผู้เริ่มมีอาการป่วยไม่เกิน 5 วัน จะสามารถช่วยลดอัตราการเจ็บป่วยขั้นรุนแรง และลดอัตราการตายได้ถึง 50% เมื่อเทียบกับยาหลอก (placebo)

นอกจากนี้บริษัทยังเริ่มทำการทดลองใช้โมลนูพิราเวียร์เพื่อป้องกันการติดเชื้อในผู้ที่มีประวัติอาศัยอยู่กับผู้ป่วยโควิด-19 ซึ่งก็คาดกันว่าการทดลองนี้น่าจะได้ผลดีตามที่บริษัทตั้งใจไว้ เพราะฉะนั้น ยาตัวนี้จึงกลายเป็นความหวังของคนจำนวนไม่น้อยขึ้นมาโดยพลัน

แต่อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งการทดลองของบริษัท ซึ่งให้โมลนูพิราเวียร์กับผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการหนักมากและรักษาตัวในโรงพยาบาล กลับพบว่ายานี้แทบจะไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ทางคลินิกกับผู้ป่วยเลย จึงทำให้ในที่สุด บริษัทจึงหยุดการศึกษาในผู้ป่วยที่มีอาการหนัก

ดังนั้นจะเห็นว่า ยาโมลนูพิราเวียร์จะเป็นประโยชน์กับผู้ป่วยที่มีอาการไม่หนัก แล้วต้องได้รับยาเร็ว ซึ่งช่วยลดอัตราการเจ็บป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตได้ แต่ขอย้ำว่าไม่ 100%

อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าสนใจมากคือ ความท้าทายของแต่ละประเทศที่ต้องการโมลนูพิราเวียร์ เพราะจะต้องคาดการณ์ปริมาณการจัดหาเพื่อสำรองยาตัวนี้ให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ของโรคจริงให้มากที่สุด รวมถึงต้องเตรียมงบประมาณ และให้ความสำคัญกับการเข้าถึงยาของผู้ป่วย เนื่องจากความใหม่สดของยานี้ จึงทำให้ยาน่าจะเป็นที่ต้องการของคนทั่วโลกมากมายมหาศาล

ขอย้ำว่า การกระจายยาไปถึงผู้ป่วยให้เร็วเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะประสิทธิภาพของการรักษาจะดีที่สุด ก็ต่อเมื่อผู้ป่วยได้รับยาเร็วที่สุด

นอกจากโมลนูพิราเวียร์แล้ว บริษัทไฟเซอร์ก็ยังได้ศึกษาวิจัยยาชนิดรับประทานเพื่อรักษาโรคโควิด-19 อีกตัวหนึ่ง ซึ่งคาดกันว่าไม่น่าจะเกินสิ้นปีนี้ ก็น่าจะยื่นขออนุมัติการใช้ยาอีกหนึ่งตัว ซึ่งก็ต้องบอกว่างานวิจัยเพื่อการรักษาโรคโควิด-19 ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในบริษัทผลิตยาที่มีทุนการวิจัยสูงมากๆ

พูดกันจริงๆ แล้ว เรื่องโรคติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียนั้น เรามียารักษาอยู่มากมายหลายชนิด แต่ทว่าเรื่องที่ดีที่สุดก็คือ การป้องกันมิให้เกิดโรค และไม่ปล่อยให้มีใครต้องเจ็บป่วยเพราะโรคนั้นๆดังนั้นการปกป้องจึงถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในกระบวนการรักษาโรค สำหรับมนุษย์นั้น เราจะเห็นว่าตั้งแต่เกิดมาเราก็ฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันหรือลดความรุนแรงของโรคติดเชื้อหลายๆ โรค เช่น คอตีบ บาดทะยักไอกรน ปอดอักเสบ งูสวัด การติดเชื้อ HPV เป็นต้น อย่างกรณีโควิด-19 นั้น ถ้าเราติดเชื้อและมีอาการเจ็บป่วย ถึงแม้เราจะรักษาจนหายแล้ว แต่เราก็ไม่รู้ว่าโควิด-19 จะทิ้งร่องรอยการเจ็บป่วยไว้กับระบบใดของร่างกายของเราในระยะยาวบ้าง

ดังนั้น เราจึงให้ความสำคัญกับวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อต่างๆ เพราะอย่างน้อยก็ช่วยป้องกันการเกิดอาการรุนแรงได้ดีที่สุดอย่างหนึ่ง คนส่วนมากไม่อยากเจ็บป่วยแล้วถูกส่งตัวไปรักษาเมื่อมีอาการหนักเราจึงเลือกป้องกันความเจ็บป่วยมากกว่าการรักษา

ดังนั้น game changer หรือผู้พลิกเกมตัวจริงของโรคโควิด-19 ก็ยังน่าจะเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูง ลดอัตราการติดเชื้อและความรุนแรงของโรคได้ ส่วนยาที่ใช้รักษาโรคที่ชื่อโมลนูพิราเวียร์ น่าจะเสมือนผู้เล่นตัวสำรองที่เรามีไว้เพื่อ back up ในกรณีที่ผู้เล่นตัวจริงบาดเจ็บลงสนามไม่ได้ เพราะฉะนั้น ขอให้คุณๆ ทุกคนฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ร่วมกับการรักษาระยะห่าง และการรักษาสุขอนามัยเถอะครับ เพราะในยามนี้ถือว่าเป็นตัวป้องกันการติดเชื้อ และการเสียชีวิตหลังการติดเชื้อที่เชื่อถือได้มากที่สุด


ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย