เขี่ยเชื้อรอภูมิคุ้มกันลด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 21 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/729004


ระทึกกันทั้งทำเนียบรัฐบาล สถานการณ์แทรกคิวเงียบๆช่วงท่านผู้นำไม่อยู่

เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถเครนก่อสร้างขนาดใหญ่ บริเวณก่อสร้างอาคารรับรองหลังตึกไทยคู่ฟ้า ล้มทับอาคารสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำให้มีคนบาดเจ็บและรถยนต์เสียหาย 3 คัน

นั่นก็ทำให้นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ต้องลงมาตรวจดูพื้นที่เกิดเหตุ และได้รีบรายงานให้ พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ติดตาม “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไปประชุมสหประชาชาติที่สหรัฐอเมริกา รับทราบ

พร้อมยอมรับว่า อาคารดังกล่าวเพิ่งทำบุญไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ไม่อยากให้คิดมาก เพราะเป็นเพียงอุบัติเหตุเท่านั้น

เรื่องของเรื่อง ถ้าเป็นช่วงรัฐบาลกำลังอยู่ในอาการไม่สู้ดี เหตุการณ์แบบนี้หนีไม่พ้นถูกตีความเป็น “ลางร้าย” ทำนายทายทักเป็นสิ่งบอกเหตุไม่สู้ดีนัก

แต่บังเอิญ ณ ห้วงนี้ ผู้นำอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ กำลังขาขึ้น ต้นทุนหน้าตักยังหนา

ตามฉากแบบที่แม่ยกชาวไทยในนครนิวยอร์ก ใส่เสื้อ “We love you uncle Tu” บอกรัก“นายกฯลุงตู่” ส่งเสียงเชียร์ให้สู้ๆ ก่อนเตรียมเข้าร่วมประชุมยูเอ็น

เป็น “ตัวช่วย” ประคองแรงกดดันบนเวทีโลกต่อผู้นำรัฐบาลทหารของไทย

โดยสภาพเงื่อนไขภายนอกที่ “นายกฯลุงตู่” เคลียร์ยังไงก็ไม่ขาด ตามฟอร์มนานาชาติไม่มีทางยอมรับรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร

ตรงกันข้ามกับแรงเงื่อนไขภายในประเทศที่เริ่มคุมเกมได้อยู่หมัด

“นายกฯลุงตู่” จัดการเคลียร์ “ทุ่นระเบิด” ทางการเมืองได้ตามยุทธศาสตร์

แบบที่ล่าสุดนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ ได้ยอมเซ็นลงนามแทนนายกรัฐมนตรี ในหนังสือบังคับทางปกครองเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากนักการเมืองและข้าราชการ กรณีทุจริตขายข้าวในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) เป็นเงินจำนวน 2 หมื่นล้านบาท

และเป็นที่คาดกันว่า นี่จะเป็นแบบฟอร์ม “นำร่อง”

ในการดำเนินการ “เช็กบิล” เรียกร้องค่าเสียหายจากอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว มูลค่ามหาศาล

ตามรูปการณ์ “ต้อน” อดีตผู้นำหญิงเข้ามุมอับเข้าไปทุกขณะ

โดยจังหวะที่ล้อกันไปกับคิวที่ขาป่วนท็อปบูต คสช.อย่าง “เสี่ยไก่” นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย ก็ต้องเดินทางเข้ายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

กรณีที่มีมติตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนนายวัฒนา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.การพัฒนาสังคมฯ ฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ จากข้อกล่าวหาเรียกรับเงินจากผู้ประกอบการเอกชนในการจัดซื้อ จัดจ้างโครงการบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติในยุครัฐบาลอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร

โดนชนักปักหลัง จอมเฮี้ยวยี่ห้อ “วัฒนา เมืองสุข” ก็ขยับตัวลำบาก

และก็ท่าจะรอดยากเหมือนกัน กับคิวที่อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยได้เดินทางมายื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช. เพื่อขอให้มีคำสั่งทบทวนการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ นายวรชัย เหมะ กับพวกรวม 40 ราย กรณีร่วมกันเข้าชื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ เข้าข่ายใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ

วิบากกรรมเครือข่ายพรรคเพื่อไทย โดนตัดแขน ตัดขา สลายกำลังจนแทบไม่เหลือ

แนวรบ “ทักษิณ” อ่อนล้าลงทุกที สวนทางกับอาการแข็งแกร่งของ “นายกฯลุงตู่”

แต่ทั้งนั้นทั้งนี้ มันก็มีสัญญาณอันตรายแทรกเข้ามา กับปรากฏการณ์ที่น้องชายในสายเลือด “บิ๊กติ๊ก” พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกลาโหม ต้องตกอยู่ในวงล้อม “ตำบลกระสุนตก”

ตามจังหวะ “กระแสไหล” จากเมียที่ถูกแฉใช้อำนาจโดยมิชอบ ลามถึงลูกชายถูกแฉเอาบริษัทเข้าประมูลงานโครงการก่อสร้างของกองทัพภาคที่ 3

จริงอยู่ ณ วันนี้ยังจัดว่าไม่อันตราย เพราะมีต้นทุนหน้าตักหนาๆของ “นายกฯลุงตู่” ช่วยอยู่

แต่การ “เขี่ยแผล” เชื้อโกง กระตุกโรคคอร์รัปชันผลประโยชน์ทับซ้อนเครือญาติ

ถ้าภูมิคุ้มกัน “บิ๊กตู่” ลดลงเมื่อไหร่ อาการลุกลามได้ทันที.

ทีมข่าวการเมือง

 

‘เทคโนแครต’ กับทหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 20 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/727875


เข็มนาฬิกาวนมาครบรอบ 10 ปีเต็ม เหตุการณ์ “19 กันยายน” ทหารโค่นอำนาจรัฐบาลของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร นำมาซึ่งมหกรรม “กีฬาสีประเทศไทย”

วิกฤติ “แตกแยก” รุนแรง จนเกือบเข้าสู่ภาวะ “รัฐล่มสลาย”

ณ วันนี้เกมอำนาจผ่านมาอยู่ในมือของ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ที่กำลังอยู่ในภาวะขึ้นหม้อ ได้รับการต่อโปรโมชั่นอำนาจพิเศษแบบยาวๆ

นั่นก็เพราะ “จุดเด่น” แบบที่พูดกันทั้งวงนอกวงใน “นายกฯไม่เอา”

ตามสถานะของผู้นำที่สร้าง “เกราะกำบัง” ให้เข้าถึงตัวยาก โดยเฉพาะหลังบ้านอย่าง “อาจารย์น้อง” นางนราพร จันทร์โอชา ภริยานายกฯ ยิ่งวางตัวอยู่ในจุดที่เจาะเข้าหาลำบาก

มาตรฐาน “โปร่งใส” อยู่ในขั้นไร้ช่องโหว่ทั้งหน้าบ้านหลังบ้าน

แต่นั่นก็ทำให้ระเบิดไปตกข้างๆบ้าน ตามปรากฏการณ์ของกระแส “หมั่นไส้” ล็อกเป้าโจมตีไปที่ “น้องสะใภ้นายกฯ” อย่างนางผ่องพรรณ จันทร์โอชา ภรรยาของ “บิ๊กติ๊ก” พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม น้องชายของ พล.อ.ประยุทธ์

โดนฝ่ายต่อต้านขุดคุ้ยปมร้อนๆแฉประจานอย่างหนักในโลกโซเชียล

ถึงขั้นที่ “จอมร้อง” อย่างนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ตั้งแท่นยื่นร้องเรียนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบพฤติการณ์ของนางผ่องพรรณ ลากโยงไปพันกับ พล.อ.ปรีชา

เรื่องของเรื่อง “ทักษิณ ชินวัตร” พังเพราะญาติพี่น้อง

“ประยุทธ์” ก็ต้องถูกเขี่ยจุดอันตรายจากเครือข่ายในครอบครัว ล้อกันไป

แต่ ณ ห้วงนี้ต้นทุนส่วนตัว “นายกฯลุงตู่” ภูมิคุ้มกันยังปึ้ก ปิด “จุดตาย” ไว้ได้แน่น

ที่ต้องโฟกัสจริงๆ ก็คือสถานการณ์ในเชิงการบริหาร ที่ชักจะเกิดรายการเหยียบตาปลากันถี่ๆ สะท้อนจังหวะ “ขัดลำ” ภายในรัฐบาล หลายปรากฏการณ์ชัดๆ

บ่งบอกอาการอึดอัดระหว่างทีมรัฐมนตรีท็อปบูตกับ “เทคโนแครต” มืออาชีพ

ตามแรงบีบที่เกิดกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจรัฐบาล

ไม่ว่าจะเป็นอาการแบบที่นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ ทีมงานสายตรงของนายสมคิด ออกลีลาอิดออดไม่กล้าลงนามในคำสั่งทางปกครอง “เช็กบิล” ค่าเสียหายคดีทุจริตโครงการจำนำข้าว ในส่วนของการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี มูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท

กลัวพลาดติดเงี่ยงกฎหมาย โดนย้อนเกล็ดเอาคืนในภายหลัง

พอโยนให้ข้าราชการประจำ ก็ชิ่งเผือกร้อนกันพัลวันระหว่างปลัดกระทรวงพาณิชย์คนเก่าที่กำลังจะเกษียณกับว่าที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่

ถึงขั้นมีข่าววงในหลุดออกมา ถ้าโดนบังคับให้เซ็นก็จะลาออก

ที่แน่ๆ อาการแหยงเช็กบิลจำนำข้าว มันขัดกับยุทธการแบบทหารที่ต้องเร่งปิดจ๊อบเร็ว

กระทรวงพาณิชย์ ทีมงาน “สมคิด” ไม่เล่นตามเกม สถานการณ์โยงไปถึงคิวของนายอุตตม สาวนายน อดีต รมว.ไอซีที ที่ลาออกจากตำแหน่งเพราะเงื่อนไขข้อกฎหมาย พ.ร.บ.การจัดตั้งกระทรวงใหม่ และล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ได้เซ็นคำสั่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

เป็นคำตอบที่บ่งบอกนัย ไม่ตั้งกลับมานั่งเก้าอี้เดิม

เรื่องของเรื่อง แม้จะมีข่าววงใน พล.อ.ประยุทธ์ได้พูดกับนายสมคิดเป็นเชิงว่า ขอเวลาพิจารณาคืนโควตาให้นายอุตตมในการปรับ ครม.ช่วงเดือนตุลาคม

แต่สุดท้ายเลยก็เป็นฝ่ายของนายสมคิดที่ “ดีดลูกคิด” แล้ว คืนโควตาให้ทหารดีกว่า เพราะยื้อเอาไปก็มีแต่เสียกับเท่าทุน ตามสถานะของ “เทคโนแครต” ที่มีสายสัมพันธ์กับภาคธุรกิจ การคุมกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) หนีไม่พ้นข้อหาเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน

“สมคิด” ออกอาการเกร็ง กลัวทหารไม่ไว้วางใจ

ในอีกมุมก็คุยกับทหารไม่รู้เรื่อง แบบที่ต้องโดนจับแยกคู่กับ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ เพื่อนรักของนายกฯ เพราะปัญหามาจากความไม่เข้าใจในเศรษฐกิจรากหญ้า มืออาชีพระดับนายสมคิดมองว่า การเอาแต่จ่ายเงินให้ชาวนาทีละ 1–2 พัน ไม่ได้ผล

แต่ไม่รู้จะบอกกันตรงๆยังไง เพราะทหารคุยยาก

“สมคิด” ออกปากบ่นเลยว่า “เหนื่อยมาก”.

ทีมข่าวการเมือง

 

ห้อยโหนหรือของจริง : ปักธงการเมืองใหม่ไล่การเมืองน้ำเน่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/726525


ล้างบางการเมืองยุคเก่าเข้าสู่การเมืองยุคปฏิรูปเป็นบทบาทของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง (กมธ.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่ออกมาโยนหินถามต่อสังคมเป็นระยะๆ

แต่ละประเด็นที่ปรากฏออกมาสู่สาธารณะ ถูกฝ่ายการเมืองตั้งคำถามกลับไปว่า มี “ธง” หรือ “รับงานมา” หรือ “มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง” อย่างไร

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธาน กมธ.ขอเฉลยคลายข้อสงสัย ผ่านการให้สัมภาษณ์ทีมข่าวการเมือง ว่า ข้อเสนอของ สปท.เกี่ยวกับการปฏิรูปการเมือง ผลโพลออกมาเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วย

แสดงให้เห็นว่าประชาชนไม่เห็นด้วยกับฝ่ายการเมืองที่ออกมาคัดค้าน

มันเป็นตัวชี้วัดแบบหนึ่งว่าประชาชนต้องการอะไรในทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอให้กระทรวงมหาดไทย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาช่วยดูแลความเรียบร้อย ป้องกันการทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง

ล่าสุดการ “เซ็ตซีโร่” หรือ “ล้างไพ่พรรคการเมือง” กมธ.เสนอขึ้นมาโดยดูประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น ก่อนยกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ภายใต้หลักตั้งพรรคการเมืองง่าย แต่ยุบพรรคตามเหตุผล

ไม่ใช่กรรมการบริหารพรรคทำผิด แล้วไปยุบพรรค น่าจะไม่ชอบด้วยเหตุและผล

ที่ผ่านมาพรรคการเมืองทำผิดกฎหมาย ผ่านกระบวนการของคณะกรรมการบริหารพรรค พอพรรคการเมืองถูกยุบจากการทำผิด พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ก็เกิดคำถามตามมาว่าไปยุบพรรคทำไม

สมัยก่อนพรรคการเมืองถูกมองเป็นของ “นักการเมือง” ไม่ใช่เป็นพรรคการเมืองของ “ประชาชน” เพราะเกิดจากนักการเมืองรวมตัวกัน เพื่อระดมกลุ่มทุนเข้ามาลงทุนทางการเมือง ให้ได้อำนาจบริหารประเทศ เปรียบเหมือนการค้าขาย มีการลงทุน มีกำไร และหารายได้ตอบแทน

ฉะนั้นเมื่อคนใดคนหนึ่งที่เป็นกรรมการบริหารพรรคทำผิด ต้องโดนเหมาเข่ง

แต่รากเหง้าพรรคการเมืองที่ถูกยุบ ไม่ได้ล้มหายตายจากไปจริง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ยุบพรรคอย่างไรก็ไร้ผล ซ้ำยังส่งคนตั้งพรรค การเมืองใหม่ มีนอมินีเข้าไปบริหารพรรค

และการลงโทษบางทีคนอื่นที่ไม่ได้ทำผิด แต่คนถูกลงโทษ พอพ้นโทษ 5 ปีที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง ก็กลับมาในนามพรรคการเมืองใหม่และเข้ามาเป็นรัฐมนตรีอีก อยู่ในวังวนแบบนั้นอีก สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการยุบพรรคแก้ปัญหาไม่ได้

เมื่อสภาพปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวพรรคการเมือง ไม่ควรไปเซ็ตซีโร่พรรคการเมือง

แต่ปัญหาอยู่ที่บรรดานักการเมืองเข้าไปเป็นเจ้าของพรรค พรรคการเมืองจะดำรงอยู่ได้ต้องมีรายจ่าย

ทั้งที่ถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมาย

เมื่อมีรายจ่ายย่อมต้องหารายได้จากการระดมทุนผ่านการรวมตัวของคนที่เป็นหัวหน้ากลุ่ม คือ นายทุน กลายเป็นพรรคการเมืองของกลุ่มทุน ไม่ใช่เป็นพรรคการเมืองของประชาชน

ปัญหาอยู่ที่ “ตัวบุคคล-กลุ่มทุน”

ขณะเดียวกันพรรคการเมืองที่มีองค์ประกอบสมบูรณ์แบบ ต้องมีสมาชิกพรรค 5 พันคน มี 4 สาขาพรรคเป็นอย่างน้อย กลายเป็นรูปแบบที่พรรคการเมืองจะต้องหาสมาชิกพรรคให้ครบตามเกณฑ์

สมาชิกจะสมัครใจ หรือสมัครด้วยระบบอุปถัมภ์ แต่โดยจิตวิญญาณไม่ได้ไปด้วยกับพรรคการเมือง

ฉะนั้นถ้าต้องการเปลี่ยนแปลงการเมือง ได้นักการเมืองที่ดี เป็นตัวแทนของประชาชน จะต้องเปิดประตูให้มีสมาชิกพรรคตัวจริงตามความสมัครใจ เพื่อนำไปสู่จุดหมายสำคัญให้ประชาชนมีส่วนร่วมในพรรคการเมือง

ขณะเดียวกันจะต้องมีการจัดเก็บข้อมูลสมาชิกพรรคทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อตรวจสอบไม่ให้บุคคลเป็นสมาชิกหลายพรรคการเมือง

เพราะจะมีผลต่อการจ่ายค่าธรรมเนียมสมาชิกพรรค ซึ่งกำหนดเอาไว้ไม่เกิน 200 บาทต่อปี และห้ามผู้ใดจ่ายเงินแทนสมาชิกพรรค ใครฝ่าฝืนจะมีบทลงโทษจำคุก 1 ปี

พรรคการเมืองใดเก็บเงินค่าสมาชิกได้เท่าไหร่ ให้รัฐสนับสนุนงบประมาณสมทบจำนวนเท่ากับเงินที่สมาชิกชำระในแต่ละปี

เมื่อการเมืองเดินมาถึงจุดนี้ผู้สมัคร ส.ส.อาจจะต้องมีการเลือกกันเองภายในพื้นที่ หรือไพรมารีโหวต ไม่ปล่อยให้กลไกนายทุนพรรคหรือกลุ่มภายในพรรคคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส.

วันนี้ระบบไพรมารีโหวตยังไม่ถูกตีตกไป ยังเป็นข้อเสนอต่อ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) อยู่ บางคนมีข้อเสนอไปไกลถึงขนาดให้ไพรมา–รีโหวตหัวหน้าพรรคกันเลย

ข้อเสนอของ สปท.กลับไปกลับมา ล่าสุดหยุดเซ็ตซีโร่พรรคการเมือง แต่เซ็ตซีโร่สมาชิกพรรคการเมืองทุกพรรค ทำไมข้อเสนอของ สปท.ถอยแผ่วเบาลงไป นายเสรี บอกว่า เดิมตั้งเป้าจะล้างไพ่ใหม่หมด

แต่มีข้อเสนอที่มีเหตุผลว่าถ้าล้างทั้งหมดจะไปกระทบต่อคนที่สุจริต จึงกำหนดให้เป็นหน้าที่ของหัวหน้าพรรค และนายทะเบียนพรรคจะต้องรับผิดชอบรับรองการเป็นสมาชิกพรรคเก่าก็จบ

หากการยืนยันมาเป็นเท็จ ต้องรับผิดตามบทลงโทษ

มาถึงคิวของผู้สมัคร ส.ส. สปท.เสนอให้ผู้ที่จะลงสมัครต้องผ่านกระบวนการแสดงตนก่อนการเลือกตั้งอย่างน้อย 1 ปี เพื่อคัดกรองคนเข้าสู่เวทีการเมือง ถ้าไม่ทันการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็เอาใช้กับการเลือกตั้งครั้งต่อๆไป

เมื่อได้คนที่มีความรู้ ความสามารถ เป็นคนของประชาชน สิ่งที่ขาดไม่ได้ คือ มาตรการภาษีสังคม เดิมกฎหมายบังคับเฉพาะในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ห้ามทำบุญ ใส่ซองบริจาค แต่หลังจากเป็น ส.ส.แล้วไม่ห้าม

สปท.ได้เสนอให้เข้มข้นขึ้นว่า ขณะดำรงตำแหน่ง ส.ส.ห้ามใส่ซองทำบุญ งานบวช งานแต่ง โกนจุก

หากไม่ห้ามจะเปิดโอกาสให้คนมีเงินมากกว่า สร้างศรัทธาและความน่าเชื่อถือได้มากกว่า เกิดระบบอุปถัมภ์สร้างเป็นคะแนนเสียงต่อไปจะไม่มีคนที่เสียสละจริงเข้ามาเป็นนักการเมือง

เชื่อว่าในใจลึกๆของนักการเมืองชอบกติกาแบบนี้ แม้ออกมาพูดให้ดูโก้ พูดหาคะแนนว่าจะไปห้ามไม่ได้ เพราะกลายเป็นประเพณีไปแล้ว

ถ้าปล่อยให้ประเพณีแบบนี้มีอยู่ต่อไป บางคนบอกเป็นเรื่องเล็ก ผมขอบอกว่าเป็นเรื่องใหญ่

เพราะการจ่ายภาษีสังคมแค่ซองละ 500-1,000 บาท เฉลี่ยวันละ 10 รายเป็นเงิน 1 หมื่นบาท หนึ่งเดือนเป็นเงิน 3 แสนบาท เงินเดือน ส.ส. แค่ 1 แสนกว่าบาท “ถ้าไม่โกงจะเอาเงินจากไหน”

นอกจากนี้ ยังจะปลูกฝังให้เอาเงินจากนายทุนของพรรค เมื่อกลับมาเป็น ส.ส.คนนั้นก็เป็นฐานให้กับนายทุน เอื้อประโยชน์ผ่านโครงการต่างๆ สุดท้ายไม่ว่าจะออกกฎหมายหรือคลอดโครงการอะไร ประชาชนได้ประโยชน์นิดเดียว ส่วนใหญ่เอื้อต่อนายทุน

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า กติกาเข้มๆที่ สปท.เสนอ แต่สุดท้ายทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง จะมีเงินนอกระบบหอบเข้าไปซื้อเสียงในพื้นที่แต่ละเขตได้ทุกคราวไป จะป้องกันอย่างไร นายเสรี บอกว่า สปท.ถึงเสนอให้ลงโทษจำคุก
คนซื้อเสียง 10 ปี เพื่อให้คนกลัว

และเสนอให้ คสช.เข้ามาดูแลการเลือกตั้งครั้งแรก เพื่อป้องกันการโกงเลือกตั้ง พอเสนอไปก็ถูกกล่าวหาว่าไปเอาใจ คสช.

มันมีเรื่อง คสช.จะสืบทอดอำนาจ จึงถูกฝ่ายการเมืองต่อต้าน นายเสรี บอกว่า คิดกันไปเอง

ทั้งที่ประชาชนไม่ไว้ใจนักการเมือง แต่ไว้ใจ คสช. เห็นได้จากผลการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ แบบนี้มันจะสืบทอดอำนาจได้อย่างไร ในเมื่อมันเป็นเสียงของมหาชน

ที่พูดไม่ได้เอาใจ คสช. เพราะ สปท.มีต้นกำเนิดจาก คสช. ไม่จำเป็นต้องไปเอาใจ

และขณะนี้ สปท.กำลังศึกษาการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ พร้อมศึกษาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ดี

ก่อนเสนอต่อ คสช.ให้ออกเป็นกฎหมาย เพื่อสร้างจิตสำนึกแก่นักการเมือง ให้มีความรับผิดชอบเหมือนนักการเมืองของประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้

รัฐมนตรีที่ทำผิดหรือถูกกล่าวหาว่าทำผิด จะต้องแสดงสปิริตลาออกโดยไม่ต้องรอผลการตรวจสอบ

เพื่อสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองใหม่

และพลิกโฉมหน้าการเมืองไทย.

ทีมการเมือง

 

พิสูจน์ภาวะผู้นำ แทนคุณประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 18 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/725440


โรดแม็ปปีครึ่ง “ประยุทธ์” ถือดุลอำนาจพิเศษครบเครื่อง

ได้เวลาโลดแล่นบนเวทีระดับโลก

อีกคิวใหญ่ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ในการเดินทางไปร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญครั้งที่ 71 ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา วันที่ 18-23 ก.ย.นี้

ในฐานะผู้นำประเทศไทย และประธานกลุ่มความร่วมมือประเทศกำลังพัฒนา หรือกลุ่มจี 77

ยืนเทียบเคียงกับผู้นำนานาชาติบนเวทีโลกอย่างเต็มภาคภูมิ

และต้องถือเป็นคิวร่วมเวทีนานาชาติครั้งที่ 3 ในรอบไม่ถึง 1 เดือน ถัดจากการประชุมผู้นำกลุ่มจี 20 ที่ประเทศจีน และประชุมสุดยอดอาเซียนที่ประเทศลาว

โดยตามโปรแกรมในการประชุมยูเอ็น “บิ๊กตู่” จะกล่าวถ้อยแถลงบนเวที ถึงท่าทีของประเทศไทย และทำให้ประชาคมระหว่างประเทศได้เห็นบทบาทของไทยในฐานะสมาชิกยูเอ็น และในฐานะประธานกลุ่ม จี 77

ไม่เท่านั้น ผู้นำของไทยยังได้รับเชิญเข้าร่วมการประชุมสุดยอดระดับผู้นำด้านผู้ลี้ภัยที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรก โดยมีบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เป็นผู้ริเริ่ม และมีนายบัน คีมูน เลขาธิการยูเอ็น เป็นเจ้าภาพร่วม

ได้รับเชิญโชว์ตัวบนเวทีโลกต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ก่อนร่วมวงยูเอ็น “บิ๊กตู่” เพิ่งจะออกคำสั่งหัวหน้า คสช. โดยใช้มาตรา 44 ยกเลิกการนำคดีความมั่นคง 4 ประเภทขึ้นศาลทหาร ดึงคดีกลับสู่ศาลปกติ

ก็น่าจะเป็นไปตามเหตุผล เพื่อผ่อนคลายสถานการณ์ ลดแรงกดดันจากนานาชาติ

ในประเด็นจับจ้องกระบวนการยุติธรรม และปมสิทธิมนุษยชนยุครัฐบาลท็อปบูต

ลดกฎเหล็กคุมเข้ม ห้วงที่ “บิ๊กตู่” กำลังอยู่ในจุดที่มีความมั่นใจสูง หลังจากคิวประชามติประชาชน 10 กว่าล้านเสียง เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และคำถามพ่วง เปิดช่อง ส.ว.สรรหาลงมติเลือกนายกฯ

เป็นแรงหนุนแนวทางตามสัญญาณ “อำนาจพิเศษ”

อีกมุมหนึ่ง ก็มองได้ว่าประชาชน 10 กว่าล้านเสียงเปิด “ไฟเขียว” ให้โอกาส “บิ๊กตู่” เดินหน้าต่อตาม

โรดแม็ป เอ่ยอ้างได้ถึงฉันทามติ โยงถึงประเด็นได้รับ “ความชอบธรรม”

“ดุลอำนาจ” ที่ไหลมาอยู่ในมือของ “บิ๊กตู่” เต็มๆ

จนผู้นำมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม ในการใช้อำนาจในวาระต่างๆ ทั้งการจัดทำ “บัญชีแต่งตั้งโยกย้ายของกองทัพ” ชื่อของ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้ช่วย ผบ.ทบ. ได้รับการโปรดเกล้าฯเป็น ผบ.ทบ. ขณะที่ พล.ท.อภิรัชต์ คง-สมพงษ์ แม่ทัพน้อยที่ 1 ขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 1

นายทหารสาย “นักรบหมวกแดง-รบพิเศษ” ได้จ่อเป็นจ่าฝูง ทบ.คนใหม่

ขณะที่ท็อปบูตสาย “วงศ์เทวัญ” ขึ้นเป็นขุนทัพคุมกำลังหลัก

โผพลิกจากสาย “บูรพาพยัคฆ์” ที่คาดว่าจะวางตัวสืบต่ออำนาจกันยาว

จุดสำคัญที่สะท้อนให้เห็นอำนาจและภาวะการนำของ “บิ๊กตู่” ในการพูดคุยเจรจาในหมู่พี่ๆน้องๆ คีย์แมนวงอำนาจพิเศษ รวมทั้ง ผบ.เหล่าทัพ

จนปรับพลิกโผ ตามเหตุผลและความต้องการ

เห็นได้จาก คิวที่บรรดานายทหารระดับสูงที่ได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็น ผบ.เหล่าทัพ ตบเท้าเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ที่ทำเนียบฯ พร้อมดอกไม้พวงมาลัยแสดงความขอบคุณ และรับนโยบายตรง

สะท้อนภาพ “ผู้ถือดุลอำนาจ” ตัวจริงเสียงจริง

ที่ต้องจับตา คิวต่อไปในการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับชั้นนายพลประจำปี คงไม่พ้น “บิ๊กตู่” คือส่วนสำคัญในการจัดทำโผบิ๊กสีกากี เช่นเดียวกันกับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการพลเรือน

ในห้วงที่ “ถนนทุกสายมุ่งสู่ศูนย์กลางอำนาจ”

ผู้ถือดุลหลักอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ น่าจะคุมคิวได้หมด

เช่นเดียวกับแนวคิดการส่งรัฐมนตรีลงไปบูรณาการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อลดขั้นตอนกระบวนการตัดสินใจในพื้นที่ เสมือน “ครม.ส่วนหน้า” เชื่อมต่อ ครม.ส่วนกลาง รายงานตรงถึงผู้นำ

เป็นไปตามแนวคิดของ “บิ๊กตู่” ตั้งแต่ครั้งเป็น ผบ.ทบ.

ยังไม่รวมเรื่องที่ “บิ๊กตู่” โชว์ความเป็นผู้นำร่วมถือธงรณรงค์ “เปิดไฟไล่โกง-กรรมสนองโกง” ในวันต่อต้านคอร์รัปชัน ไปจนกระทั่งส่งสัญญาณแก้ปัญหาหมักหมมต่างๆ อาทิ ปมทัวร์ศูนย์เหรียญ ปัญหาจราจรใน กทม. ฯลฯ

แม้แต่ที่กำลังเสนอไอเดียฟุ้งกระจายในกระบวนการจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับ เกี่ยวกับการเลือกตั้งตามโรดแม็ปปี 2560 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สปท.ปั้นสูตรหนึ่ง-กกต.ชงอีกสูตรหนึ่ง

สารพัดยาขมคุมเข้ม กลั่นกรองคนที่จะเข้าสู่การเมือง โยนหินถามทางเป็นรายวัน

เชื่อว่าบทสรุปไม่พ้น ต้องเป็นเรื่องที่แม่น้ำสายหลักอย่าง คสช.ตัดสินใจ

คิวสำคัญอยู่ที่ “บิ๊กตู่” จะ “เคาะ” ออกมาอย่างไร

และที่กำลังเพิ่มดีกรีตามลำดับ กับคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับล่าสุด เรื่องการคุ้มครองการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในการดูแลของรัฐ และการดำเนินการต่อผู้ต้องรับผิด

โดยสรุปคือการมอบอำนาจให้ “กรมบังคับคดี” ออกคำสั่งทางปกครองเรียกค่าสินไหมคดีโครงการรับจำนำข้าว พ่วงโครงการแทรกแซงมันสําปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

และยังคุ้มครองทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัยแก่เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ

เป็นการใช้อำนาจพิเศษของผู้นำ รองรับกระบวนการตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าว ที่กำลังไล่บี้ปมความเสียหาย ในคดีความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ

สัญญาณ “ยึดทรัพย์” ไฮไลต์ช่วงซีรีส์จำนำข้าวใกล้ได้บทสรุป

สรุปโดยภาพรวม ผลงานของรัฐบาลในห้วงครบรอบ 2 ปี ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ นำทีมรองนายกฯแถลงต่อสื่อล่าสุด ก็คงไม่เกินเลยที่จะพูดว่า เป็นผลงานที่มาจากการนำของ พล.อ.ประยุทธ์เอง

โชว์ผลงาน 2 ปี ในการเรียกความเชื่อมั่น หยุดวิกฤติขัดแย้งแตกแยกในบ้านเมือง “คืนรอยยิ้มสยาม” บริหารประเทศ จนองค์กรระหว่างประเทศประเมินตัวเลขและจัดอันดับหลายๆด้านดีขึ้น

กระนั้นก็ดี “บิ๊กตู่” ระบุว่า ขณะนี้เข้าสู่ห้วงโรดแม็ป ระยะที่ 2 คือการเริ่มต้นปฏิรูปในเชิงโครงสร้าง ปฏิรูปการบริหารราชการ และการจัดทำแผนที่นำทางไปสู่อนาคต มีภารกิจสำคัญรออยู่อีกมาก

และต้องทำก่อนส่งไม้ต่อให้รัฐบาลชุดใหม่

รัฐบาลที่คาดหมายกันว่า “บิ๊กตู่” จะเดินสู่เส้นทาง “ผู้นำ” ในระบบ

ทั้งนี้ จากแต้มสนับสนุนจากประชาชนท่วมท้น

ผลโพลสำรวจความเห็นของประชาชน คะแนนนิยมส่วนตัวของ “บิ๊กตู่” พุ่งสุดขีด ในห้วงผ่านพ้น 2 ปีแรก

หน้าตักแต้มต่อเต็มพิกัด ชนิดทำได้ทุกอย่างที่อยากจะทำ

ได้เครื่องมือกรุยทางสู่ดวงดาว “ผู้นำสง่างาม” ครบครัน

และถือว่า 2 ปีที่ผ่านมา “บิ๊กตู่” ย่อมได้รับรู้รับปัญหา และอุปสรรคต่างๆ มีประสบการณ์ในการบริหารราชการแผ่นดิน รวมทั้งในจังหวะที่กำลังได้แรงหนุนจากชาวบ้าน จนถือดุล “อำนาจเบ็ดเสร็จ”

ฉะนั้น ในห้วงเวลาตามโรดแม็ปเลือกตั้ง คืนอำนาจให้ประชาชนภายในปี 2560 นั่นก็เท่ากับว่าเหลือเวลาอีก 1 ปีกว่าๆ เป็นระยะเวลาที่จะพิสูจน์ พล.อ.ประยุทธ์เต็มๆ ว่าจะนำพารัฐบาล คสช.ไปสู่เป้าหมายการยึดอำนาจ ในการเข้ามาจัดระเบียบบ้านเมือง แก้ไขปัญหาด้านต่างๆได้มากน้อยแค่ไหน

“คืนความสุขให้ประชาชน” ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยหรือไม่

แน่นอน สำหรับตัว “บิ๊กตู่” ผู้คนอาจให้ความไว้วางใจ เชื่อว่าจะนำพาประเทศต่อไปได้ แต่สิ่งที่หลายเสียงเห็นสอดคล้อง ตั้งข้อสงสัยถึงทีมงานรัฐบาลที่จะรับภารกิจหนักในห้วงต่อไป ไหวหรือไม่

เพราะต้องยอมรับ รัฐมนตรีบางกระทรวงผลงานยังไม่เข้าตา หลายรายอยู่ในข่าย “โลกลืม”

ความชั่วไม่มี ความดีไม่ปรากฏ ผลงานไม่ชัด จนผู้นำออกโรงแทนหลายเรื่อง

บางครั้งต้องงัดกระบองยักษ์มาเป็น “ตัวช่วย” ขับเคลื่อนงาน

ไม่เพียงเท่านั้น หลายจุดมีปมปัญหารัฐมนตรีขบเหลี่ยม ปีนเกลียว ทำงานไม่เข้าขา โดยเฉพาะในกระทรวงด้านเศรษฐกิจ มีอาการสะสมไข้ “เกาเหลา” เรื้อรังในรัฐบาล

กระแสข่าวที่ออกมา จุดหลักๆเป็นรัฐมนตรีในเครือข่าย “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีสายตรงผู้นำ ทั้ง “เพื่อนพ้องน้องพี่” ของ พล.อ.ประยุทธ์เอง

ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงคมนาคม มีกระแสข่าว “งัดข้อ” ออกมาเป็นระยะๆ

จนกระทั่งเกิดผลกระทบกับ “งาน” ทั้งการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ การระบายสินค้าการเกษตร ความล่าช้าในโครงการลงทุนสาธารณูปโภคพื้นฐาน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องไม่ประสานการทำงาน

ปมเกาเหลา ทำงานไม่เข้าขา ทำให้งานสะดุด

ทั้งหมดเป็นที่มาของคำถาม ภาพรวมการทำงานของรัฐมนตรีชุดนี้ มีศักยภาพเพียงพอหรือไม่ ถ้ามั่นใจเดินหน้าต่อไป ก็เป็นเดิมพันของ พล.อ.ประยุทธ์

หากผลงานไม่เข้าเป้า ล้มเหลว ก็เลี่ยงความรับผิดชอบไม่พ้น

เพราะฉันทามติ 10 กว่าล้านเสียง มาพร้อมกับความคาดหวัง มอบโอกาสให้ พล.อ.ประยุทธ์เดินหน้าขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาของประเทศ

ถึงแม้จะแลกกับการ “ถอยห่าง” จากประชาธิปไตยไปบ้าง

แต่อย่าลืมว่า จุดแข็งจากเสียงของประชาชนสนับสนุน จนดุลอำนาจ “เต็มมือ” ผู้นำนั้น คงไม่สามารถใช้ไปได้ตลอดกาล

เพราะ “แต้มต่อ” และ “ความชอบธรรม” ย่อมมีวันหมดอายุ

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ก็น่าจะรับรู้ และคงต้องพิสูจน์ภาวะผู้นำ โชว์ศักยภาพนายกฯอำนาจพิเศษ ในช่วง 1 ปีครึ่งนับจากนี้

นอกจากสร้างโอกาสให้กับตัวเอง บนเส้นทางสู่เก้าอี้ผู้นำหลังการเลือกตั้ง

ยังต้องเร่ง “ทดแทนคุณประชาชน”.

“ทีมการเมือง”

 

ตั้งแท่นรอล้างกระดาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 17 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/725260


มีคิวระทึกเล็กๆ ให้อกสั่นขวัญแขวนนิดๆ

กับโปรแกรมการขึ้นเครื่องบินไปปฏิบัติราชการที่ จ.ภูเก็ต ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. และบรรดา “บิ๊กเนม” อาทิ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย และ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ

เนื่องจากเครื่องบินของกองทัพบกลำที่จะใช้เดินทาง เกิดเหตุขัดข้องก่อนออกเดินทาง ต้องนำเครื่องบินลำใหม่มาเปลี่ยนใช้แทน ทำให้กำหนดการเดินทางต้องล่าช้าไป 30 นาที

กลายเป็นสีสันประกอบข่าว ต่อเนื่องจากช็อตโชว์ลูกคอฮัมเพลง “อยากสวย” ของศิลปินดัง “แอม” เสาวลักษณ์ ลีละบุตร สร้างบรรยากาศครื้นเครงทั่วตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

ตามจังหวะอารมณ์ผ่อนคลายของ “บิ๊กตู่” ที่คว้าไมค์ร้องเพลง ลากเสียงเน้นๆชัดๆตามเนื้อเพลง “ไม่สวย แล้วยังจะปากเสีย” เป็นมุกเรียกเสียงหัวเราะได้ทั่วงาน

ภายหลังเป็นหัวขบวนนำทีมรองนายกรัฐมนตรี จัดแถลงผลงานรัฐบาล คสช.ครบรอบ 2 ปี

ร่ายยาวอวดฝีมือบริหารงานรัฐบาลทหาร ช่วยฟื้นรอยยิ้มกลับคืนสู่ใบหน้าคนไทย ตามสมญานาม “สยามเมืองยิ้ม” ที่ห่างหายจากสังคมไทยกว่า 10 ปี จากสถานการณ์ความขัดแย้งของคนในชาติ

ตีปี๊บผลงานทุกด้าน โดยอ้างอิงดัชนีชี้วัดจากทั้งในและต่างประเทศ ยืนยันความสำเร็จแก้สารพัดปัญหา ทั้งความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยาเสพติด ผู้มีอิทธิพล การปราบทุจริต

ไม่เว้นแม้กระทั่งปัญหาเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มขยับในทิศทางดีขึ้น

ท็อปบูตสบโอกาสใช้เวทีรัฐบาล โชว์ฝีมือการทำงาน ตีกินคะแนนเนียนๆ เลี้ยงเรตติ้งให้ตัวเอง

ควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนท่าที ผ่อนคลายการคุมเข้มไปตามเวลาและสถานการณ์

เห็นได้จากการคลายกฎเหล็กอาทิ การใช้คำสั่งมาตรา 44 ปลดล็อกความผิดคดีความมั่นคงบางประเภท จากเดิมต้องขึ้นศาลทหาร ให้มาขึ้นศาลพลเรือนแทน

ลดแรงเสียดทานจากภายในประเทศ และกระแสกดดันจากโลกภายนอก ไม่ให้ถูกไล่บี้ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน จากเวทีนานาชาติ ตามโปรแกรมออนทัวร์ที่หัวหน้า คสช.มีคิวไปร่วมประชุมสมัชชาแห่งสหประชาชาติ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

อำนาจพิเศษเริ่มมีลูกล่อลูกชน คอนโทรลการบริหารอำนาจได้ลงตัว รู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาว ไม่ฝืนกระแส เสี่ยงดื้อดึงในเรื่องที่ต้องเจ็บตัว

หันมาเติมความแกร่ง ชูธง “ปราบโกง” แทน ตามจุดขายของรัฐบาล คสช.

เร่งสัญญาณเดินตามธงร่างรัฐธรรมนูญ และกฎหมายลูก ตามจังหวะที่ผลสำรวจโพลของทุกสำนัก ส่งเสียงเชียร์เรื่องการล้างโกง

ใส่ยาแรงกันเต็มที่ ตั้งแต่ขั้นตอนการรับสมัครรับเลือกตั้งที่ต้องโชว์หลักฐานการเสียภาษีย้อนหลัง 3 ปี การตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิตแก่ผู้ทุจริต การวางกลไกตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเข้มข้น

รวมทั้งการชงกฎหมาย “3 ชั่วโคตร” ห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ ใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้เครือญาติ ที่ครอบคลุมไปถึงภริยา ลูก พี่น้อง และพ่อแม่
สแกนกันละเอียดยิบ ไม่เปิดที่ว่างให้คนโกงลอยหน้าเข้าสู่สนามการเมืองง่ายๆ

ตั้งแท่นล็อกเป้าไปที่ผู้เกี่ยวข้องโครงการรับจำนำข้าว ไม่ให้จบแค่การดำเนินคดีถอดถอน หรือคดีอาญา แต่ขยายผลไปถึงการยึดทรัพย์สินให้หมดหน้าตัก

ตามคิวที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ แย้มหมัดเด็ดจ่อปิดสำนวนเรียกค่าเสียหายทางแพ่งในโครงการรับจำนำข้าวจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กว่า 3 หมื่นล้านบาท ตามผลสรุปของคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง

เตรียมส่งไม้ต่อให้กรมบังคับคดีรับหน้าเสื่อลุยยึดทรัพย์ค่าเจ๊งจำนำข้าวจาก “อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์”

ไม่นับรวมค่าเสียหายจากโครงการซื้อขายข้าวแบบจีทูจีอีก 2 หมื่นกว่าล้านบาท ที่ต้องไล่บี้ค่าเสียหายจาก “บุญทรง เตริยาภิรมย์” อดีต รมว.พาณิชย์

ส่งซิกไฟเขียวล้างกระดาน “หัวขบวน” ขั้วอำนาจเก่าออกจากสารบบการเมือง

ล่าสุดถึงคิว “บิ๊กโอ๋” พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต อดีต รมว.กลาโหม ถูก สนช.ลงมติถอดถอน กรณีใช้อำนาจรัฐมนตรีแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายปลัดกระทรวงกลาโหม

อำนาจพิเศษทำแต้มต่อเนื่อง ไล่เด็ดปีกระดับคีย์แมนการเมืองร่วงระนาว และยังมีอีกหลายรายที่มีชนักปักหลัง ถูกขึ้นบัญชีรอขึ้นเขียง สนช. และลุ้นคำพิพากษาศาลอีกมากมาย

ตั้งแท่นรอล้างกระดาน กำราบฝ่ายการเมืองให้อยู่หมัด.

ทีมข่าวการเมือง

 

“การตลาด” เหมือนกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 16 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/724238


ก็แค่พิธีกรรมตามโปรแกรม

อย่างที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ได้ออกตัวไว้ก่อนแล้วว่า การแถลงผลงานรัฐบาลครบรอบ 2 ปี ไม่มีอะไรเซอร์ไพรส์ เพราะที่ผ่านมาพูดจนไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว

ขนาดพูดออกทีวีทุกวันศุกร์ยังไม่ค่อยมีคนอยากฟัง จึงไม่ได้คาดหวังให้คนฟังสักเท่าไหร่

เรื่องของเรื่องไฮไลต์มันอยู่ตรงองค์ประกอบฉากมากกว่า ตามปรากฏการณ์ที่สังเกตได้ว่ามีหลายจุดขยับรับกันพอดีกับจังหวะการแถลงผลงานของรัฐบาลทหาร คสช.

โดยเฉพาะรายการใหญ่ที่กระตุกเรตติ้งคนดู ตามคิวที่ พล.อ.ประยุทธ์ใช้อำนาจมาตรา 44 ประกาศคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 56/2559 เรื่อง การคุ้มครองการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในการดูแลของรัฐและการดำเนินการต่อผู้ต้องรับผิดตามที่ได้มีการดำเนินโครงการเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรหลายโครงการ

สรุปคือ “มอบดาบ” ให้กรมบังคับคดีมีอำนาจในการใช้มาตรการบังคับทางปกครอง เรียกเก็บค่าเสียหายที่เกิดจากคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว และมันสำปะหลัง ปี 2548–2557

จุดโฟกัสจริงๆก็หนีไม่พ้นรายของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และทีมงานอดีตรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่อยู่ในข่ายโดนเช็กบิลอ่วมอรทัย

ตามเงื่อนไขที่ พล.อ.ประยุทธ์ ปิดประตูห้องประชุมสโมสรทหารบก ล้มกระดานรัฐบาลพลเรือนของอดีตนายกฯหญิงคนแรกของเมืองไทย ยึดอำนาจเงียบเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557

หนึ่งในเหตุผลหลักคือการ “เคลียร์ใบเสร็จ” การโกงจำนำข้าว

ผ่านมา 2 ปี โดยความคืบหน้าของคดี อย่างที่เห็นอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ต้องเดินทางขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อสืบพยานผ่านไปแล้วหลายนัด

แต่ที่รวบรัดกว่าก็คือกระบวนการออกคำสั่งทางปกครองเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งที่คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งที่มีอธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นประธาน

สรุปตัวเลขคร่าวๆที่อดีตนายกฯหญิงต้องชดใช้อยู่ที่ 3 หมื่นกว่าล้านบาท

ไม่นับรวมคิวของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ กับนายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ ที่โดนแยกบัญชีเช็กบิลค่าเสียหายจากโครงการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐหรือจีทูจีอีกกว่า 2 หมื่นล้านบาท

ตัวเลขกลมๆจำนวนมหาศาลที่ทะลุเพดาน แบบที่หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องไม่ยอมเสี่ยงพลาดทางข้อกฎหมายในการรับเป็นเจ้าภาพทวงค่าเสียหายจากขุมข่าย “ยิ่งลักษณ์” กั๊กกันไปกั๊กกันมา

ก่อนจะนำมาซึ่งคำสั่งมาตรา 44 สั่งกรมบังคับคดีลุยเช็กบิล

ในจังหวะบังเอิญพอดิบพอดีกับคิวที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องนำทีมแถลงผลงานครบรอบ 2 ปีรัฐบาล โดยสถานการณ์มันจึงถือเป็นองค์ประกอบฉากสำคัญ

แสดงถึงผลิตภัณฑ์จากทีมงาน คสช.ที่เห็นเนื้อเห็นหนัง

ในอารมณ์แบบที่หน่วยตีปี๊บอย่าง “พุทธะอิสระ” แกนนำม็อบกปปส.เวทีแจ้งวัฒนะ รับบทเป็น “หน้าม้า” โพสต์เฟซบุ๊กด่ากราดพวกโลกสวย ทวงบุญคุณกันเป็นเชิงว่า ถ้าไม่ได้พญาราชสีห์แห่งเวที กปปส.แจ้งวัฒนะ นำม็อบ กปปส.ไล่กำจัดรัฐบาลคนชั่ว รัฐบาลขี้โกง

เราคงไม่ได้รัฐบาลที่ซื่อสัตย์ ซื่อตรง กตัญญูต่อแผ่นดินอย่าง คสช.เช่นนี้

ตามลีลากองหนุนกองเชียร์ส่งมุกกัน มันก็เป็นอะไรที่ตอกย้ำ

ทีมงานของ “บิ๊กตู่” ทำผลงานได้ตามเป้าหลักที่ดีลไว้นั่นคือการเช็กบิลโกงจำนำข้าว

ไม่เท่านั้น สังเกตดีๆมันยังมีอีกรายการที่เข้าองค์ประกอบฉากห้วงแถลงผลงานรัฐบาลเหมือนกัน กับปรากฏการณ์ที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาการจราจรในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล

สั่งการผ่าน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขีดเส้นต้องแก้ปัญหาจราจรระยะเร่งด่วนในถนน 21 สาย ให้เห็นผลภายใน 1 เดือน

เทกแอ็กชั่นลุยกันแบบเอาจริงเอาจัง

อย่างน้อยก็ได้ภาพ ได้ใจผู้คนในสังคมเมืองกรุง เป็นการจับจุดได้ตรงเป้า เข้ากับสถานการณ์ห้วงปัจจุบันที่ปัญหารถติดกระตุกอาการหงุดหงิดผู้คนพาลด่าไปถึงรัฐบาล

นับเป็นช็อตสร้างผลงาน ปั่นแต้มเฉพาะหน้าได้เนียนๆ

ไม่ใช่เซียนการเมือง แต่ทหารก็ทำการตลาดเป็นเหมือนกัน.

ทีมข่าวการเมือง

 

คุมช่องด่วนพิเศษให้ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 15 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/723183


ตามฉากที่ “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ว่าที่ ผบ.ทบ.คนใหม่ นำทีมท็อปบูตที่ได้รับการแต่งตั้งโยกย้าย ตบเท้าเข้าพบ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ หัวหน้า คสช. เพื่อแสดงความขอบคุณและรับนโยบาย

ยืนยันกองทัพจะสนับสนุนรัฐบาลเป็นฐานค้ำยัน คสช.เต็มที่

หลังแน่นปึ้กขนาดนี้ โดยโจทย์เงื่อนไขความมั่นคงก็ไม่มีอะไรให้ “บิ๊กตู่” ต้องพะว้าพะวง

ปรากฏการณ์ที่โยงเป็นคำอธิบายได้กับการใช้มาตรา 44 ปลดล็อกคดีความมั่นคงบางประเภทตามประกาศ คสช. จากที่ผู้ฝ่าฝืนต้องขึ้นศาลทหาร ให้กลับไปอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลยุติธรรม

มันก็เป็นจังหวะแปลูกตามน้ำ เดินหมากตามกระแส

ก่อนอื่นก็คือ แก้สถานการณ์เฉพาะหน้าตามโปรแกรมที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องบินไปร่วมประชุมสมัชชาแห่งสหประชาชาติ ที่สหรัฐอเมริกา 18–24 ก.ย.นี้ ซึ่งตามฟอร์มผู้นำรัฐบาลทหารของไทยต้องโดนทวงถาม
สถานการณ์ละเมิดสิทธิฝ่ายต่อต้าน

และนั่นก็จะพาลไปกระตุกแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่เวทีโลกยังไม่ผ่อนการตั้งแง่กับรัฐบาล คสช.

โดยโจทย์ยากๆ ล้อไปกับปรากฏการณ์สะดุดเชิงการบริหารงานด้านเศรษฐกิจ ที่ร่องรอยร้าวๆ ระหว่างทีมงานของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ กับทีมงานรัฐมนตรีสายตรงนายกฯอย่าง พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ เริ่มถ่างออก ชัดขึ้นเป็นลำดับ

แม้แต่กับคำถามล่าสุด ที่นายอุตตม สาวนายน รมว.ไอซีที ทีมงานสายตรงของนายสมคิดได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่ง ตามเงื่อนไขข้อกฎหมายในการเปลี่ยนชื่อกระทรวงใหม่ นักข่าวยื่นไมค์ถาม พล.อ.ประยุทธ์ก็ยังตอบไม่เคลียร์ว่าจะตั้งนายอุตตมกลับมานั่งในตำแหน่งเดิมหรือไม่

ที่แน่ๆมีการตั้ง พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกฯไปนั่งรักษาการแทน แผนเดียวกับการสลับฉากให้กระทรวงเกษตรฯย้ายจากการอยู่ใต้กำกับนายสมคิด มาอยู่ในการคอนโทรลของ พล.อ.อ.ประจิน

“สมคิด” โดนเวนคืนพื้นที่อำนาจการสั่งการอย่างต่อเนื่อง

แน่นอน มันเป็นเรื่องไม่ปกติ ที่มากดทับซ้ำภาวะทางเศรษฐกิจในประเทศ ท่ามกลางเหตุการณ์ความเดือดร้อนลามถึงปากท้องชาวบ้านหนักขึ้นตามลำดับ

แนวรบด้านเศรษฐกิจรับมือยากกว่าความมั่นคงหลายเท่า

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ว่ากันตามต้นทุนหน้าตักของ “นายกฯลุงตู่” ณ ห้วงปัจจุบัน สังคมส่วนใหญ่ก็น่าจะพอเข้าใจได้ในข้อจำกัด ตามฟอร์มของรัฐบาลทหารที่เข้ามารับภารกิจช่วงเปลี่ยนผ่านประเทศ

ยังยอมกล้ำกลืนฝืนทนเพื่อแลกกับความฝันในอนาคตระยะยาว

เว้นเสียแต่จะมีเหตุกระตุกให้ตื่นจากภวังค์ แบบที่ได้ยินเสียงแมวขโมยหรือโจรกำลังจะเข้าปล้นบ้าน

อุปมาเทียบกับสถานการณ์ทุจริตคอร์รัปชัน “จุดตาย” ของทุกรัฐบาล ไม่เว้นทหารที่ขุมอำนาจแน่นปึ้ก

หัวขบวนอย่าง “นายกฯลุงตู่” ที่ได้รับการยอมรับจากวงนอกวงในว่ามี “ภูมิคุ้มกันเชื้อโกง” เข้าถึงตัวยาก แถมมี “หลังบ้าน” เป็นเกราะกำบังอีกชั้น รับประกันได้ในมาตรฐานความใสสะอาด

แต่ผู้นำจะเผลอละสายตาไม่ได้เหมือนกัน

โดยเฉพาะในสถานการณ์อำนาจพิเศษที่เปิดช่องทางให้ใช้งบประมาณกันโดย “ช่องทางด่วนพิเศษ”

ตามรูปการณ์โฟกัสไปที่จุดใหญ่ หนีไม่พ้นเป็นเป้าสายตากับยุทธศาสตร์การจัดตั้งรัฐบาลหรือ ครม.ส่วนหน้าบริหารจัดสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ แนวทางการแก้ปัญหาตามแบบฉบับทหาร

ปัญหาอยู่ตรง “งบฯลับ” จำนวนมหาศาล ที่ต้องคุมเกมกันให้ดี

ในมุมล่อแหลมไม่แพ้กัน ตามคิวล่าสุดที่ประชุม ครม.อนุมัติมาตรการสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจและสังคมภายในท้องถิ่น เพื่อปลดล็อกให้องค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศนำเงินสะสมมูลค่าหลายแสนล้านบาทมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่

โดยมอบหมายให้กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย เป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์และตั้งกรรมการกลั่นกรองเพื่อพิจารณาร่วมกับสำนักงบประมาณ

แน่นอนเป้าหมายอยู่ที่การอัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้กับกระแสหวาดระแวงยี่ห้อกระทรวงคลองหลอด ที่ในยุคทหารก็ยังมีชื่อของเจ๊นั่นเจ๊นี่เป็นขาใหญ่รับเหมาเก็บสัมปทานโครงการป้อนให้ “สิงห์ซุ่ม เสือเงียบ”

ข่าวลือสะพัดวงใน กระฉอกออกมาวงนอก สั่งสมหัวเชื้อไวไฟ

ถ้าเจอปมโกงชัดๆ เป็นตัวจุดระเบิด “บ่อน้ำมัน” มหาดไทย อันตรายที่สุด.

ทีมข่าวการเมือง

 

บริหารจังหวะอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 14 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/721860


ผ่อนสั้นผ่อนยาว

กรณี “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 55/2559 ตามมาตรา 44 ยกเลิกประกาศ คสช. ในเรื่องการนำคดีความมั่นคงบางประเภทตามประกาศ คสช.

จากที่ขึ้นศาลทหารกลับไปอยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลยุติธรรม

โดยคดีทั้งหมดแบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่ คดีตามความผิดมาตรา 112 มาตรา 116 คดีที่เกี่ยวกับวัตถุระเบิด อาวุธปืน ดอกไม้เพลิง และคดีขัดคำสั่ง คสช. มีผลตั้งแต่วันที่ 12 ก.ย.

ส่วนคดีเดิมที่อยู่ในศาลทหาร ไม่สามารถโอนมาศาลปกติได้

โดยเหตุผลในคำสั่งระบุ เพราะประชาชนให้ความร่วมมือกระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญและปฏิรูปประเทศเป็นไปตามขั้นตอน การลงประชามติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

จึงสมควรผ่อนคลายมาตรการต่างๆลง

ทางด้าน พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช.ชี้ว่า คสช.ผ่อนบรรยากาศในประเทศให้เป็นสากลมากขึ้น ทำให้เห็นว่าประเทศไทยให้ความร่วมมือในทุกๆภาคส่วน และนานาประเทศ

“เป็นการผ่อนคลายบรรยากาศตามที่นานาชาติได้เรียกร้อง”

ลดโทนคุมเข้ม ลดแรงกดดันจากนานาชาติ

ขณะที่นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย ออกมาวิพากษ์วิจารณ์คิวนี้ลวงโลก เพราะคุ้มครองเฉพาะความผิดที่เกิดขึ้นหลังมีคำสั่ง แต่คดีที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ยังคงต้องขึ้นศาลทหารต่อไป

เป็นเพียงการแก้ผ้าเอาหน้ารอด เนื่องจากประเทศไทยต้องเข้าร่วมประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ วันที่ 13–30 ก.ย.นี้

หยันแค่ปลดล็อกก่อนขึ้นเวทีโลก

ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. แกนนำคนเสื้อแดงระบุ คิวนี้แค่โชว์ภาพใช้หลักนิติธรรม ลดกระแสกดดันปมละเมิดสิทธิมนุษยชน พร้อมกับเรียกร้อง หากจริงใจให้ยกเลิกมาตรา 44

ท้าให้ปลด “กระบองยักษ์” กันเลย

อย่างไรก็ตามคิวนี้ต้องถือว่ามาในจังหวะที่ “ดุลอำนาจพิเศษ” กระชับแน่นอยู่ในมือ “บิ๊กตู่” และเริ่มจะมีสัญญาณขึงลวดหนามตึง ในการคุมเข้มสถานการณ์ในช่วงเปลี่ยนผ่าน

สะท้อนให้เห็นจากกระบวนการทำกฎกติกาใหม่

ทั้งร่างรัฐธรรมนูญ และร่างกฎหมายลูกที่มีการชงไอเดียแบบใส่ยาแรงเต็มพิกัด

ถึงจุดที่ “บิ๊กตู่” ในฐานะผู้ถือดุลอำนาจพิเศษต้องคลายกฎเหล็กแบบหักมุมได้เหมาะ ตามที่บรรดาคนการเมืองยังยกนิ้วให้ ในการเลือกจังหวะ เวลา และเป้าหมาย

ใช้ “อำนาจพิเศษ” ไม่พร่ำเพรื่อ เลือกหวดกระบองยักษ์ ไม่กระทบคนส่วนใหญ่

แต่กระแทกใส่เป้าหมายที่ส่งผลต่อสถานการณ์

ที่สำคัญในห้วงเดียวกัน หลังจากคำสั่งปลดล็อกคดีขึ้นศาลทหาร อีกทางหนึ่งนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯระบุ รัฐบาลเตรียมเสนอ สนช.พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดระหว่างประโยชน์ส่วนตัวกับประโยชน์ส่วนรวม

หรือที่เรียกว่า “กฎหมาย 7 ชั่วโคตร” แต่ปรับลดลงมา

ไล่บี้เอาผิดโกง 3–4 ชั่วโคตร

ตามแนวความคิด ห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และเจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้เครือญาติ ครอบคลุมทั้งภรรยา ลูก พี่น้อง และพ่อแม่

จัดยาแรง ไล่บี้ทุจริต

โจทย์หลักที่ “บิ๊กตู่” เริ่มขยับอีกรอบ ล่าสุดประกาศเข้มในงานวันต่อต้านคอร์รัปชัน ต้องเร่งนำเรื่องโกงเข้าสู่ศาลและกระบวนการยุติธรรมภายในปี 2559

ถึงผ่อนเกมคุมเข้มด้านความมั่นคง ในจังหวะรอผลงานอื่นๆ โดยเฉพาะปมเศรษฐกิจยังรอกระเตื้อง

อำนาจพิเศษต้องชูธง “ล้างโกง” ย้ำ “จุดขาย” ตึงแต้มไปพลางๆ.

ทีมข่าวการเมือง

 

ศึกลามเป็น ‘มหายุทธ์’?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 13 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/720553


เร่งตอบโจทย์ “อำนาจพิเศษ” ผุดไอเดียคุมเข้มการเมืองกันยกใหญ่

ล่าสุดมีรายงานข่าว กกต.เตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส. ใส่ “ของใหม่” ไว้หลายปม

โดยไฮไลต์อยู่ที่ จากเดิมกรณีตรวจสอบปมโกงเลือกตั้ง จะมีแค่แจก “ใบเหลือง-ใบแดง” แต่รอบนี้ กกต.เสนอแนวทาง หากตรวจสอบพบปมโกง และผู้สมัครเกี่ยวข้อง ให้ระงับสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 1 ปี

หรือแจก “ใบส้ม”

รวมทั้งหากมีผู้สมัครเกี่ยวข้องปมโกงเลือกตั้งเต็มๆ ก็เข้าเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ เพิกถอนสิทธิไม่มีกำหนดระยะเวลา อีกความหมายคือตัดสิทธิเลือกตั้ง ในโทษแรงล้อตาม “กฎหมายแม่”

แจก “ใบดำ” ปิดประตูการเมืองตลอดชีวิต

ใส่ “ล็อกซ้ำ-ล็อกซ้อน” ติดตัวกรองละเอียด ชนิดที่คนการเมืองหัวหมุนกับกฎกติกาใหม่

อีกเรื่องที่ชุลมุนไม่แพ้กัน น่าจะเป็นค่ายการเมืองอย่างพรรคประชาธิปัตย์ กับการออกมาเปิดข้อมูลส่อทุจริตใน กทม.ของนายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม. มือตรวจสอบที่ทำ “คุณชายหมู” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. ถูกคำสั่ง ม. 44 “พักงาน”

เปิดทางการตรวจสอบปมทุจริต จากชุดข้อมูลที่ “วิลาศ” เขย่าขย่ม

ล่าสุดออกมาปูดข้อมูลอีกรอบ ในโครงการจัดซื้อเรือตรวจการณ์ 3 ลำของ กทม. รวม 40 กว่าล้านบาท เขียนสเปกโครงการเอื้อบางบริษัท มีพิรุธหลายปม ส่อทุจริต ฮั้วราคา โดยเฉพาะเรือหรูลำละ 26.5 ล้านบาท

ที่ระบุไว้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำ แต่ตกแต่งสุดหรู เหมือนไว้ล่องชมวิวมากกว่า

คิวร้อนของมือตรวจสอบ ปชป.ที่ถูกมองว่าได้ “ไฟเขียว” จากต้นสังกัด ที่มี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค นั่งกุมบังเหียน ในห้วง “ศึกใน” ประชาธิปัตย์ระอุเดือด

เพราะถึงแม้ “คุณชายหมู” ที่มีข่าวก่อนหน้านี้ว่า สาย “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิ กปปส.เตรียมหนุนมาชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรคกับนายอภิสิทธิ์

แม้แผนปั้นคว่ำไปแล้ว แต่ก็มีการเปรียบเปรย “กทม.” ถือเป็นแหล่งน้ำใหญ่ “ต้นท่อ” หล่อเลี้ยงเครือข่าย กปปส.ในประชาธิปัตย์ จึงต้องไล่บี้ไล่ทุบให้พังไปข้าง

อีกทางก็เป็นการยัน “เกมบุก” ของทัพ กปปส. ที่มีเงาทะมึน “ลุงกำนัน” เบื้องหลัง

เพราะแรงกระเพื่อมใน ปชป. หลังจากบรรดาแกนนำ กปปส.ตบเท้ากลับเข้าพรรค ยึดที่นั่งทำเลทอง โดยเฉพาะบทบาทนายถาวร เสนเนียม รองประธานมูลนิธิ กปปส. มีข่าวจับจองเก้าอี้ “เลขาธิการพรรค”

ในสูตรยื่นเงื่อนไข ขอแชร์แบ่งอำนาจ

ตรงสเปก “อำนาจพิเศษ” คือปล่อย 2 ขั้วใน ปชป. “ยันกัน” ไม่ให้ถึงขั้น “พรรคแตก”

เพราะจะผิดแผน ลูกข่ายบริการค้ำยัน “ผู้นำสง่างาม”

แต่อีกทางสาย กปปส.เอง นอกจากได้จังหวะรุกคืบต้องเอาศอก อีกทางคงอ่านทิศทางลม มองสเปกอย่าง “อภิสิทธิ์” อาจไม่เข้าตาท็อปบูตอำนาจพิเศษ “ผู้คุมเกมบ้านเมือง” ในอนาคต

เลยเปิดเกมรุกไล่ ส่งสัญญาณ “ยึดเก้าอี้หัวหน้าพรรค”

ทั้งกรณีที่นายถาวรเดินสายพบ “2 ด็อกเตอร์” อดีตคน ปชป. ทั้ง “ดร.ซุป” ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการอังค์ถัด และ “ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ” อดีตเลขาธิการอาเซียน

2 บิ๊กเนมที่ผ่านงานองค์กรระดับโลก และมีชื่อโผล่เป็นแคนดิเดต “ผู้นำพรรค” มาหลายครั้ง

รอบนี้เลยถูกมองเป็นคิว “ทาบทาม” ผู้ท้าชิงเก้าอี้ “อภิสิทธิ์”

เรียกว่า ประเมินจากสภาพการณ์ที่เห็น แรงกระเพื่อมในค่ายการเมืองเก่าแก่เสี่ยงบานปลาย

มีโอกาสสูงจะลุกลามไปเป็น “มหายุทธ์ประชาธิปัตย์”

โดยเฉพาะกับกระแสข่าว บรรดากองเชียร์ฝ่าย “อภิสิทธิ์” ในพรรคเริ่มคิดหมากใหม่ กรณีต้านไม่ไหว เอาไม่อยู่ อาจต้องใช้บริการระดับซือแป๋

ชื่อของอดีตนายกฯอย่าง “ชวน หลีกภัย” มีโอกาสคัมแบ็ก

กลับลงสนามต่อกรกับทัพ กปปส.ของ “ลุงกำนัน”.

ทีมข่าวการเมือง

 

ถึงเวลารีเซตพรรค : จับตาอาการขับเคลื่อนภายในประชาธิปัตย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/719015


“เซตซีโร่” ล้างไพ่พรรคการเมืองหรือไม่ คงต้องตามลุ้นกันต่อไป

เพราะขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ซึ่งกำลังยกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองและร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง

แต่การเซตซีโร่พรรคการเมืองจะเกิดขึ้นหรือไม่ พรรคประชาธิปัตย์อาจจะต้องเปิดการประชุมใหญ่ เพื่อเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่แทนชุดเดิมที่ใกล้ครบวาระปลายปี 2560

การประชุมเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารชุดใหม่จะทำก่อนหรือหลังครบวาระได้ โดยถ้าเลือกตั้งก่อนครบวาระให้ประกาศกำหนดวันเลือกตั้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่าหกสิบวัน ถ้าการเลือกตั้งภายหลังครบวาระให้ดำเนินการเลือกตั้งภายในหกสิบวันนับแต่วันครบวาระ

ไม่ว่าจะเลือกตั้งก่อนหรือหลังครบวาระ ยังติดขัดเงื่อนไขคำสั่งของ คสช.ที่ห้ามพรรคการเมืองประชุม

จังหวะนี้มีความเคลื่อนไหวกันภายในเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มมีการปล่อยรายชื่อผู้ที่เหมาะสมที่จะก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่แทนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน

รายชื่อที่มีการพูดคุยกันภายในพรรคหลายวง มีตั้งแต่ชื่อของ “นายอภิสิทธิ์” “นายกรณ์ จาติกวณิช” แกนนำพรรค “นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” รองหัวหน้าพรรค “นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ” อดีตเลขาธิการอาเซียน

หรือแม้แต่ “นายชวน หลีกภัย” ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค ยังมีชื่อปรากฏให้เห็น

ไม่เว้น “นายศุภชัย พานิชภักดิ์” อดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก ก็มีชื่อเข้ามาประชันด้วย

โดยมี นายถาวร เสนเนียม อดีตรองหัวหน้าพรรค และแกนนำ กปปส. ถูกวางตัวให้เป็นเลขาธิการพรรค

โอกาสที่พรรคประชาธิปัตย์จะปรับทัพใหญ่มีมากน้อยแค่ไหน นายถาวร เปิดใจให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ว่า หาก คสช.เปิดให้พรรคการเมือง ทำกิจกรรมทางการเมืองได้

สิ่งแรกที่ควรทำคือ เปิดประชุมพรรค เพื่อหารือถึงการเตรียมความพร้อมเลือกตั้งใหญ่ทันที เริ่มตั้งแต่จัดทำนโยบายว่า จะนำเสนอนโยบายอะไรบ้าง อย่างน้อยต้องพูดถึงการปฏิรูป 5 ด้านตามที่มวลมหาประชาชนออกมาเรียกร้อง

ทั้งด้านการศึกษา ด้านกระบวนการยุติธรรม ด้านบริหารราชการแผ่นดิน ด้านปราบปรามการทุจริต และด้านตำรวจ ซึ่งเคยนำเสนอต่อ คสช.ไปแล้ว และตรงกับที่แกนนำพรรคพูดอยู่เป็นเนืองนิจว่า…

…พรรคประชาธิปัตย์อยากให้มีการปฏิรูปประเทศ

นโยบายด้านเศรษฐกิจ ซึ่งต้องยอมรับว่า คสช.ไม่ประสบผลสำเร็จแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ เกิดความเหลื่อมล้ำ มีช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยมากยิ่งขึ้น

นโยบายสถาบันการเงิน บริษัทยักษ์ใหญ่ เพราะเศรษฐกิจตกต่ำ ธุรกิจอื่นย่ำแย่ แต่ปรากฏว่าสถาบันการเงินมีกำไรปีละ 4-6 หมื่นล้านบาท บริษัทยักษ์ใหญ่มีกำไรปีละกว่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขโดยด่วน

พรรคจะต้องรีบหาคนมาเสริมทัพทีมเศรษฐกิจ ซึ่งจำเป็นจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ ด้านเศรษฐกิจฐานราก ด้านเศรษฐกิจมหภาค ด้านการเงิน การคลัง เมื่อได้ครบถ้วนจะสามารถผลิตนโยบายด้านเศรษฐกิจครบทุกด้าน ถือเป็นใหญ่ที่จะต้องทำ

และจะต้องมาดูโครงสร้างพรรคว่าจะปรับปรุงหรือปิดจุดอ่อน เช่น ภาคอีสานมี ส.ส. 120 คน แต่มีรองหัวหน้าพรรคดูแลแค่คนเดียว ควรแบ่งพื้นที่ออกเป็น 6-12 กลุ่มจังหวัด และมีเจ้าภาพดูแลโซนจังหวัดนั้นๆ

เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วน ทุกคะแนนมีความหมายนำไปคำนวณ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ เช่น ถ้าในระบบเขต แต่จะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อมาเป็นอันดับต้นๆ

ขณะที่พื้นที่ภาคเหนือจะต้องเพิ่มผู้รับผิดชอบโซนจังหวัด และพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ควรแยกเป็นพิเศษ แบ่งงานให้เป็นภารกิจเฉพาะ มีเจ้าภาพรับผิดชอบโดยตรง ไม่ใช่ให้รองหัวหน้าภาคใต้รับดูแลทั้งหมด

ในพื้นที่ภาคกลางไม่น่าเป็นห่วง มีโอกาสจะได้เก้าอี้ ส.ส.เพิ่ม ส่วนพื้นที่ กทม.ขณะนี้น่าเป็นห่วง เพราะได้รับผลกระทบจากกรณีการบริหารงานใน กทม.

วันนี้จะต้องเร่งหาตัวผู้สมัคร ส.ส.ให้พร้อมและเริ่มลง พื้นที่ได้แล้ว แม้ติดคำสั่งของ คสช.ห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่กิจกรรมของพรรค การเมืองหยุดไม่ได้ มันเป็นพลวัต

และจะต้องเริ่มปรับปรุงข้อ บังคับพรรคให้สอดคล้องกับกติกาใหม่และ พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า การเซตซีโร่จะกระทบต่อพรรคประชาธิปัตย์มากที่สุด เพราะมีสมาชิกพรรคจำนวนมาก และในพรรคมีการแบ่งเป็น 2 ขั้วใหญ่ที่จะแย่งชิงชื่อพรรคประชาธิปัตย์จดทะเบียนพรรคใหม่ นายถาวร บอกว่า เรื่องนี้ภายในพรรคไม่ตระหนกตกใจเป็นกระตายตื่นตูม

เพราะไม่ทราบจะมีการเซตซีโร่จริงหรือไม่ และจะทำไปทำไม ยิ่งมีการอ้างว่ายุบพรรคแล้วจัดตั้งใหม่ในชื่อพรรคเดิม เพราะทำไปแล้วไม่เกิดประโยชน์และไม่ใช่การปฏิรูปการเมือง

แต่เป็นการกลั่นแกล้งพรรคการเมืองที่สร้างสมประสบการณ์มาตลอด 70 ปี จนได้รับความเชื่อถือ จู่ๆจะใช้อำนาจเบ็ดเสร็จสั่งเซตซีโร่

คิดว่า คสช.ไม่กล้าทำและหัวหน้า คสช.ไม่ทำแน่

ส่วนตัวรู้จักท่านดี คงเป็นเรื่องของคนที่อยู่ใกล้ชิดท่านมากกว่าที่คิดว่าพรรคการเมืองเป็นตัวปัญหา ทั้งที่ความจริงนักการเมืองบางคนเท่านั้น ที่เป็นปัญหา

ขณะที่พรรคการเมืองเป็นนามธรรม และที่สำคัญสมาชิกพรรคไม่มีความผิดอะไร จะไปตัดสิทธิ์ขาดจากการเมืองสมาชิกพรรคการเมืองต่างๆ ยิ่งไม่เป็นธรรม

ทีมการเมือง ถามว่า หากเซตซีโร่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงคณะผู้บริหารชุดใหม่และการปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์ได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะขณะนี้มีชื่อ นายถาวร มีชื่อขึ้นมาเป็นเลขาธิการพรรคต่อไป และหัวหน้าพรรคคนใหม่คิดว่าจำเป็นจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถด้านอื่นๆ และทางด้านเศรษฐกิจหรือไม่

นายถาวร บอกว่า ตำแหน่งหัวหน้าพรรคไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในทุกด้านและไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านเศรษฐกิจในเชิงลึกก็ได้

เพียงแต่สามารถเป็นผู้ที่รวบรวมบุคคลที่มีความรู้ด้านต่างๆที่มีอุดมการณ์ให้เข้ามาร่วมเป็นหนึ่งเดียวภายใต้กติกาพรรค เต็มใจที่จะร่วมมืออย่างมุ่งมั่นในการต่อสู้ตามอุดมการณ์ของพรรค

ส่วนที่มีชื่อผมจะขึ้นเป็นเลขาธิการพรรคคนต่อไปก็ต้องขอขอบคุณเพื่อนพ้องน้องพี่ในพรรค แต่กลไกในพรรคยังมีคนอื่นที่เหมาะสมกว่าผมที่จะทำหน้าที่นี้ได้

เพราะผมยังมีคดีในข้อหากบฏ ซึ่งหนักมาก และมีคดีอื่นๆอีกรวม 20 คดีจากการชุมนุมของ กลุ่ม กปปส. จึงอาจไม่เหมาะสม ไม่สง่างาม และอาจจะตกเป็น จำเลยหรืออาจจะต้องติดคุก ไม่มีใครทราบได้

ฉะนั้น เมื่อสุ่มเสี่ยงต่อชื่อเสียงของพรรค ผมควรพิจารณาตัวเองให้รอบคอบ ผมจะมีตำแหน่งหรือไม่ ยังคงรับใช้พรรคเหมือนเดิมแม้การมีตำแหน่งภายในพรรคจะสามารถขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้ดีกว่า แต่ควรพิจารณาตัวเองด้วยความรอบคอบ

ทีมการเมือง ถามว่า ขณะนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์ภายในพรรคว่านายถาวร เป็นตัวแทนของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ที่จะกลับเข้ามามีอำนาจในพรรค ขณะที่อีกฝั่งหนึ่งมีนายอภิสิทธิ์จะต้องหาคนมาลงแข่งขันคณะผู้บริพรรคชุดใหม่ ก่อให้เกิด 2 ขั้วภายในพรรคแข่งขันกัน

นายถาวร บอกว่า เป็นคำถามที่ใหญ่มาก ขอยืนยันภายในพรรคไม่มีการแย่งชิงอำนาจกันและกัน

แม้จะมีการตั้งข้อสังเกตว่าคนในพรรคฝ่ายหนึ่งเห็นด้วยกับ คสช. แต่อีกฝ่ายหนึ่งยังเห็นว่าจะเห็นด้วยกับ คสช.ทั้งหมดไม่ได้ ต้องเดินตามแนวของพรรค

ความเห็นที่แตกต่างจะหมดไปและจบลงได้ เมื่อได้นั่งจับเข่าคุยกันภายในที่ประชุมพรรคสุดท้ายขอถามว่ารายชื่อบุคคลข้างต้นมีการพูดถึงกันภายในพรรคที่จะเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ ภายใต้มีชื่อ นายถาวร คนเดียวที่จะเข้ามาเป็นเลขาธิการพรรค มองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไร นายถาวร บอกว่า เป็นการพูดที่ให้เกียรติผมมาก ขอยืนยันยังมีคนอื่นที่เหมาะสมมากกว่าผม

ส่วนบทบาทของผมยังคงเดินหน้าสานต่องานเรื่องปฏิรูปประเทศ

เพราะ กปปส.ต่อสู้ลงทุนด้วยชีวิต มีผู้เสียชีวิต 25 คน บาดเจ็บ 700 คน

ทั้งหมดทำไปเพื่อปฏิรูปประเทศทั้งระบบให้สำเร็จ.

ทีมการเมือง