ผลประโยชน์แฝง ยัดไส้ชิงอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 11 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/717935


จับตาพฤติกรรมอำนาจ “ปฏิรูป”เปลี่ยนผ่านประเทศ

เป็นการย้ำพันธสัญญาบนเวทีระดับโลกอีกรอบ

ในโอกาสที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ได้ยืนยันกับนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในการหารือแบบทวิภาคีระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนที่นครเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ประเทศไทยจะเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ และจะนำไปสู่การเลือกตั้งตามโรดแม็ปที่วางไว้ โดยหวังว่ายูเอ็นและประชาคมระหว่างประเทศจะสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศไทยต่อไป

การประกาศของผู้นำรัฐบาลทหารไทยเพื่อยกระดับความเชื่อมั่นในสายตานานาชาติ

ตามสถานการณ์ที่ล้อกันไปกับจังหวะการเดินหน้าตามโรดแม็ปที่อยู่ในขั้นการก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญใหม่ ในกระบวนการที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้พิจารณาปรับแก้ไขให้สอดคล้องกับคำถามพ่วงแล้วเสร็จ ส่งต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญ

เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าสอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติหรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาตรา 37/1

กั๊กเชิงทางกฎหมายอยู่หลายยก ก่อนที่จะมีการรับไว้ในสารบบ

โดยที่ศาลรัฐธรรมนูญยังได้ขอข้อมูลจากคณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เพื่อประกอบการพิจารณา

ในจังหวะที่มีการลุ้น จะมีรายการพลิกโผมาตรา 272 ให้สมาชิกวุฒิสภาสรรหาหรือ “ส.ว.ลากตั้ง” มีสิทธิร่วมเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่

และที่ตีคู่ไปพร้อมๆกันก็คือความคืบหน้าในการจัดทำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่แยกเป็น 2 ส่วน

ด้านหนึ่งในส่วนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่อยู่ระหว่างปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับ กกต.ทั้ง 4 ฉบับ เพื่อความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญใหม่ และส่งให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญพิจารณา

ขณะที่อีกด้านก็เป็นในส่วนของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่ดำเนินการผ่านคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เพื่อส่งข้อเสนอกฎหมายลูก 4 ฉบับของ สปท.ให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญประกอบการพิจารณายกร่างกฎหมายลูก

สปท.ก็สูตรหนึ่ง กกต.ก็สูตรหนึ่ง คนละพิมพ์เขียวกัน

ซึ่งดูเหมือนจะเป็นจุดไฮไลต์ ประเด็นของกฎหมายลูกได้ก่อกระแสรายวัน

ตามปฏิบัติการทิ้งทุ่นที่ กกต.และ สปท.สาย “ไอ้ห้อย–ไอ้โหน” ช่วยกันโยนหินถามทาง

ทั้งเจแปนโมเดล ห้ามปราศรัยใหญ่หาเสียง การกำหนดโทษหนักห้ามเล่นการเมืองตลอดชีวิตสำหรับหัวหน้าพรรคที่ปล่อยให้ลูกทีมโกงเลือกตั้ง นักการเมืองที่โกงเลือกตั้งเจอคุก 10 ปี ตัดสิทธิเลือกตั้งตลอดชีพ

หรือการย้อนยุคกลับไปให้กระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้ง โดยที่ กกต.มีหน้าที่แค่ตัดสินให้ใบเหลือง ใบแดงตามสำนวนที่เจ้าหน้าที่มหาดไทยชงให้

การทำให้พรรคการเมืองตั้งยากขึ้น ดำรงอยู่ยากขึ้น และการยุบพรรคยากขึ้น

สารพัดสูตรยาขมที่พยายามชงกัน

ทั้งหมดทั้งปวง เป้าหมายอยู่ที่การดัดหลัง ล้างกระดานนักการเมืองพันธุ์เก่า

และเท่าที่จับอาการได้ นักเลือกตั้งอาชีพก็ทำได้แค่ส่งเสียงโวยดักคอ “นักลากตั้งอาชีพ”

แต่ถึงที่สุดเลยก็หือไม่ขึ้น เพราะทำเสียของเอง นักการเมืองเป็นต้นตอก่อวิกฤติจนประเทศเข้าสู่ภาวะเกือบรัฐล่มสลาย จนประชาชนต้องมอบฉันทามติให้ทหารนำธงเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่การปฏิรูปใหญ่

ทำได้แค่นั่งรอกติกาใหม่อยู่ข้างสนาม เล่นตามเกมที่ทหารกำหนด

นักการเมืองหมดฤทธิ์ เจอปฏิบัติ-การตีกรอบในรัฐธรรมนูญใหม่และกฎหมายลูกอย่างเข้มงวด

ขณะเดียวกันก็ได้เห็นปรากฏ-การณ์ความคืบหน้าในคดีสำคัญๆ ที่มาแบบไม่คาดฝัน

ล่าสุดถึงคิวของคนดังอย่างนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถูกศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำคุกเป็นเวลา 20 ปี จากคดีปลอมเอกสารเท็จกู้เงินธนาคารกรุงไทย

ขาใหญ่ม็อบเสื้อเหลืองที่นำม็อบไล่คนโกง ต้องเข้าไปอยู่ ในคุก จากคดีทุจริต

ต่อเนื่องกับจังหวะก่อนหน้าที่ “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีต รมว.ไอซีที รัฐบาลพรรคไทยรักไทย โดนศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินลงโทษ

จำคุกเป็นเวลา 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา จากคดีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่กรณีอนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทานโครงการดาวเทียมเอื้อประโยชน์บริษัท ชินคอร์ป

อดีตรัฐมนตรีมือดีของ “นายใหญ่” ต้องถอดสูทเข้าไปใส่ชุดนักโทษในเรือนจำ

ชะตากรรมเดียวกันกับนักการเมืองรุ่นใหญ่ลายครามอย่างนายชูชีพ หาญสวัสดิ์ อดีต รมว.เกษตรและสหกรณ์ รัฐบาลพรรคไทยรักไทย กับนายวิทยา เทียนทอง อดีตเลขานุการ รมว.เกษตรฯ ที่โดนศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินจำคุกในคดีทุจริตโครงการจัดซื้อปุ๋ยปลอม

ต้องเข้าไปใช้ชีวิตในเรือนจำตอนแก่

เจอวิบากกรรมแย่ไปตามๆกัน เมื่อกฎหมายไล่ล่าคนผิด คดีทุจริตติดคุกจริง ไม่เว้นอดีตรัฐมนตรีขั้ว “ทักษิณ” ไม่ผ่อนให้แกนนำขาใหญ่ขั้วพันธมิตร

มาตรฐานยุติธรรมไม่เลือกข้าง

กระตุกบรรทัดฐานภายใต้ยุคทหารคุมเกมอำนาจปูทางไปสู่การปฏิรูป

ตามปรากฏการณ์เข้มๆ ในเกมล้างกระดานนักการเมืองพันธุ์เก่า ต่อเนื่องกับความคืบหน้าในคดี

สำคัญว่าด้วยการทุจริตที่มาถึงจุดตัดสินล็อกคนผิดเข้าคุกเข้าตะราง

ยังไม่นับสถานการณ์ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ใน

การจัดการกับข้าราชการ นักการเมืองท้องถิ่นที่อยู่ในข่ายถูกตรวจสอบคดีทุจริตคอร์รัปชัน

ฟันไม่ไว้หน้า แบบที่มีการสั่งพักงาน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม.

โดยเฉพาะการจ่อเรียกค่าเสียหายทางแพ่งใน

คดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวจำนวนมหาศาลจากอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และเครือข่ายอดีตรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

คสช.เดินหน้ากระบวนการอำนาจพิเศษเต็มอัตรา

มันชัดเจนว่า ทหารชุดนี้ไม่ยอมให้การเสี่ยงยึดอำนาจปกครองประเทศรอบนี้ “เสียของ” ซ้ำรอยยุคอดีตคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) แน่

แต่อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการเดินหน้าเคลียร์สิ่งปฏิกูลทางการเมือง

ทีมงานอำนาจภายใต้ยุค คสช.ได้โชว์มาตรฐานการลุยล้างปมหมักหมมที่ฉุดประเทศไทยติดหล่มมานานหลายปี ปูทางไปสู่การปฏิรูปประเทศ

ตามเงื่อนไขที่รับอาสาประชาชน แลกกับการตี “เช็คเปล่า” ให้

มันก็ยังมีปมสวนความรู้สึกสังคมมากระตุกกระแสชื่นชม “นายกฯลุงตู่”

เป็นปมที่กระตุกเครื่องหมายคำถามในกระบวนการยุติธรรม

ไม่ว่าจะเป็นมุมของประเด็นร้อนๆ ที่อัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ที่รับผิดชอบสำนวน มีคำสั่งไม่ฟ้องคดีของ พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีต รมช.พาณิชย์ ปลอมเอกสารสิทธิการโอนหุ้นของนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่

อย่าว่าแต่ชาวบ้านทั่วไปจะกังขา แม้แต่ในหมู่อัยการเองก็หักกันเอง

ตามข่าวที่อัยการคดีอาญากรุงเทพใต้เจ้าของสำนวนพิจารณาสั่งไม่ฟ้อง แต่รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้มีความเห็นแย้งให้ฟ้อง

โดยรูปการณ์หนีไม่พ้นถูกจับตามองปมที่ซับซ้อนกว่าเงื่อนกฎหมาย

ในจังหวะท้าทายไม่แพ้กัน ตามมุมแหลมๆที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่นำโดย พล.ต.อ.วัชรพล ประสานราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.

ลงมติด้วยคะแนนเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 เสียง

ฟันธงโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ เป็นการดำเนินการถูกต้องตามระเบียบปฏิบัติทุกประการ

ไม่พบความผิดปกติ ตามที่นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน ยื่นร้องให้ไต่สวน พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. และ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

เคลียร์ให้ พล.อ.อุดมเดชพ้นภาพมัวหมอง โครงการราชภักดิ์โปร่งใส

แต่ในทางตรงข้าม มันยิ่งกระตุกภาพขมุกขมัวของ ป.ป.ช.เอง

เพราะต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้านี้ ป.ป.ช.ในชุดของ พล.ต.อ.วัชรพลก็มีปมคาราคาซังกับการถอนฟ้องคดีสลายการชุมนุมม็อบพันธมิตรฯ เมื่อปี 2551 ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ตามท้องเรื่องที่ถูกโยงว่าเป็นการพยายามช่วยเหลือ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. ในฐานะน้องชาย ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม

พล.ต.อ.พัชรวาท คือน้องในสายเลือด ส่วน พล.อ.อุดมเดชเป็นน้องรัก

มันจึงเป็น 2 คิวติดๆ กันที่ ป.ป.ช.ในยุค พล.ต.อ.วัชรพลนั่งแท่นเป็นประธาน ได้ดำเนินการในลักษณะเป็นคุณ

กับเครือข่าย “พี่ใหญ่” ที่เคยตั้ง พล.ต.อ.วัชรพลเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

เป็นอะไรที่ยากจะปฏิเสธสายสัมพันธ์ที่โยงเป็นเงื่อนไขกัน

และนั่นก็เป็นการเพิ่มโจทย์ความยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ในการเคลียร์เครื่องหมายคำถาม

ตามสถานการณ์ย้อนแย้ง ขณะที่ทีมงาน คสช.กำลังปั่นแต้ม ล้างบางนักการเมืองพันธุ์เก่า ยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมทางกฎหมาย ไม่เลือกขั้วทักษิณ ขั้วพันธมิตร

แต่มาติดปมผลประโยชน์เครือข่ายคนใกล้ชิดที่แฝงอยู่ในการใช้อำนาจพิเศษห้วงเปลี่ยนผ่าน

โดยรูปการณ์สะท้อนภาพวังวนเดิมๆ คำปรามาสที่

ดักทางกันไว้ ไม่ว่ากติกาจะออกแบบมาสวยหรูอย่างไร รัฐธรรมนูญใช้มาไม่รู้กี่ฉบับ ตราบใดถ้าคนยังไม่เปลี่ยนพฤติกรรมก็เหมือนเดิม

หรือเอาเข้าจริง ข้ออ้างปฏิรูปก็แค่สมบัติผลัดกันชม

จังหวะทหารสลับฉากมาแทนนักการเมือง.

“ทีมการเมือง”

 

โจทย์ยากขั้วนายใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 10 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/717728


ไม่ต้องมีเสียงเชียร์ของแฟนคลับ “อดีตนายกฯปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ต้อง “สู้ๆ” อยู่แล้ว

กับคิวขึ้นศาลล่าสุดของอดีตผู้นำหญิง ในคดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิจารณาคดีโครงการรับจำนำข้าว ในการสืบพยานฝ่ายจำเลยเป็นนัดที่ 3 ท่ามกลางกองเชียร์อุ่นหนาฝาคั่งเหมือนเคย

รอบนี้ “อดีตนายกฯปู” เสียงเข้มกว่าเดิม

ก็ไม่รู้เป็นเพราะในห้วงที่เครือข่ายพรรคเพื่อไทย กลุ่ม นปช. มวลชนแนวร่วมกำลังทยอยเจอวิบากกรรมหรือไม่ “อดีตนายกฯ” ที่เจอบิ๊กโปรแกรมคดีจำนำข้าวถึงเริ่มเสียงแข็งในห้วงไคลแมกซ์

นอกจากคดีอาญา ยังต้องเจอปมเรียกค่าเสียหายโครงการรับจำนำข้าว

โดยล่าสุดนายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดประจำสำนักนายกฯ ในฐานะประธานคณะ กรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความผิดทางละเมิดฯ สรุปตัวเลขความเสียหายจากการบริหารจัดการโครงการ

ในส่วนของอดีตนายกฯปู อยู่ที่ 286,639 ล้านบาท และส่วนของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์และพวก อยู่ที่ 18,743 ล้านบาท และยังมีการเสนอให้ใช้มาตรา 44 สั่งยึดทรัพย์

“ไม่แน่ใจว่าการใช้มาตรา 44 จะเป็นการล่วงอำนาจศาลหรือไม่ ส่วนตัวไม่เห็นด้วยแต่ต้นแล้ว”

ไฟต์บังคับ “อดีตนายกฯปู” ต้องรีบเบรกเกมหนัก กระตุกปมเรียกค่าเสียหาย

ควรต้องรอหลังจากทราบผลคดีอาญา

เร่งแก้เกมช็อตเฉพาะหน้า ก่อนบิ๊กโปรแกรม “คดีอาญา” ที่งวดเข้ามาเต็มที

ในสัญญาณลบมาแรง หลังปรากฏการณ์จำคุก นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ในคดีใช้เอกสารเท็จกู้เงินธนาคารกรุงไทย

ผู้ทรงอิทธิพลม็อบสีเสื้อฝ่ายตรงข้ามเข้าเรือนจำ ลดโทนวาทกรรม “สองมาตรฐาน”

อีกทางก็เข้าเงื่อนไขสุ่มเสี่ยงต่อคนเครือข่ายนายใหญ่

แหยงต้องจบที่ “มาตรฐานเดียวกัน”

แล้วก็บังเอิญ จังหวะเรื่องร้ายมาเยือน “ลูกข่ายนายใหญ่” เจอ “วิบากกรรมรวมหมู่”

อีกทางก็สะเทือนไปถึงพิมพ์เขียวเพื่อไทย ในคิวยกเครื่อง “จัดทัพสู้”

ทั้งคิว “หาหัว” แม่ทัพถือธงนำพรรคเพื่อไทยลงสนามเลือกตั้ง ถึงเวลานี้เริ่มมีกระแสข่าว ระบุลงตัวที่ชื่อ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่ กทม.กับโปรไฟล์ “ดีลเมกเกอร์” หลากคอนเน็กชั่น

อาจถูกดึงมาเป็นมือทำเกมหลักในแมตช์ใหญ่ห้วงเครือข่ายเพื่อไทยต้องถอยร่น

“นายใหญ่” ดึงจังหวะ เล็งโหมด “เจรจาต่อรอง”

แต่อีกทางหนึ่งก็มีกระแสข่าว ชื่อแม่ทัพยังไม่สรุป ทั้งเพราะหลังประชามติร่างรัฐธรรมนูญ “เกมเปลี่ยน” ป้อมค่าย “นายใหญ่” อาจต้องประเมินสถานการณ์

มองช่องทางหา “ข้อต่อข้อเชื่อม” กันใหม่

รวมทั้งกระแสข่าวก่อนหน้า “บอร์ดพี่น้องชินวัตร” สายเจ๊ๆ ทั้ง “อดีตนายกฯปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ยังโดดขวาง

ถึงแม้สายนี้จะออกแรงลับใน “ทีมพิเศษ” จากแมตช์ประชามติ หวังโชว์ผลงานให้พี่ชายประจักษ์

สุดท้ายพลาดเป้า หลายพื้นที่แม้แต่เมืองเหนือยังโดนตีแตก

แม้จะอ่อนพลังไปเยอะ แต่ “เจ๊ๆตระกูลชินฯ” ยังทรงอิทธิพลในค่าย ชนิดมีข่าว “เจ้าแม่ กทม.” พกตั๋ว “จันทร์ส่องหล้า” การันตีโดยทายาทตระกูลชินฯ รวมทั้งเริ่มมีแนวร่วมในค่าย

แต่ยังต้องฝ่าด่านฝ่าแรงต้านกันเหนื่อย

เอาเป็นว่า กระแสข่าวแม่ทัพเพื่อไทย กับชื่อ “เจ๊หน่อย” ยังแค่ลอยลมมาหลายทิศทาง ยังไม่คอนเฟิร์มทางใดชัด ถึงเวลานี้อาจติดชื่อ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ ทำหน้าที่รักษาการหัวหน้าพรรคไปก่อน

แต่ที่แน่ๆ ที่ชัดแล้ว ถึงจุดถึงเวลาที่คนในพรรคเห็นพ้องต้องกันในการ “แต่งตัวใหม่”

ทำพรรคการเมืองให้เป็นสถาบัน ประชาชนมีส่วนร่วม

เพียงแต่ว่า สูตรหรูดูดีจะออกมาในทางปฏิบัติอย่างไร โดยเฉพาะการจัดวางบทบาท “นายใหญ่” ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นสปอนเซอร์หลักอย่างเป็นทางการ

โจทย์ใหญ่โจทย์ยาก ที่บรรดา “คีย์แมน” พรรค ยังคิดไม่ตก.

ทีมข่าวการเมือง

 

จัด ‘เกมรับ’ กันหัวหมุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/716848


สัญญาณแรงตั้งรับกันไม่ถูก

ไม่ใช่แค่ทิศทางกฎกติกาใหม่ จากที่ขั้วการเมืองใหญ่รุมต้านพิมพ์เขียวจาก สปท.สาย “ห้อย-โหน” ทั้ง ส.ว.ลากตั้งโหวตเลือกนายกฯ จนมาถึงเงื่อนไขย้อนยุคในกฎหมายลูก 4 ฉบับ

มีทั้งไต๋ร้อนจาก สปท. ชงประเด็นในกฎหมายเลือกตั้ง ดึงกระทรวงมหาดไทย-คสช.มาจัดการ และคุมเลือกตั้ง โทษหนักทั้งผู้สมัคร หัวหน้าพรรคปล่อยโกง โอกาสโดนจองจำการเมืองตลอดชีวิต

ถึงจะไม่มีคิว “ล้างบางเรียบวุธ” แค่เซ็ตซีโร่เบาะๆ ล้างบัญชีสมาชิกพรรค

แต่เท่านี้ก็ทำนักการเมือง พรรคการเมืองที่จะเป็น “ผู้เล่น” หัวหมุนแล้ว

ยังไม่รวมข้อเสนอจากอีกหนึ่งผู้เกี่ยวข้องอย่าง กกต. ชงข้อเสนอร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองมาเป็นอันดับแรก สรุปใจความในโจทย์

“ตั้งยาก-อยู่ยาก-ยุบยาก” และคุมนโยบายพรรคการเมือง

แค่ 2 หน่วยงานก็เริ่มฝุ่นตลบ ชนิดคงต้องรอซักพักให้ทีม “ซือแป๋มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ.จะรวบข้อเสนอและเคาะกันเมื่อไหร่ จึงจะพอเห็นไต๋ หาทางแก้เกมล่วงหน้ากันถูก

แต่ที่น่าจะอ่านทางได้ จากสถานการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่าน และโจทย์หลักของ “อำนาจพิเศษ” ในการจัดระเบียบบ้านเมือง-นักการเมือง จึงมีโอกาสปักธงที่ล็อกแรง คุมเข้ม เอื้อต่อการคอนโทรลอำนาจ

ตามโมเดลประชาธิปไตยครึ่งใบ สูตร “ย้อนยุค”

และเชื่อว่าทุกป้อมค่ายการเมืองก็พอจะมองเห็นเค้าลางตรงกัน นั่นก็อยู่ที่ค่ายใดพรรคไหนจะปรับตัวให้เข้าสูตรตรงสเปก “อำนาจพิเศษ” ไม่ให้หลุดวงโคจร ตกขบวนรถไฟสายอำนาจพิเศษที่ห้อตะบึงแรงจัด

โดยเฉพาะที่น่าจะต้องคิดวางหมากแก้เกมกันหนัก ไม่พ้นพรรคเพื่อไทยที่อยู่ในภาวะระส่ำหนักหลังจากคิวประชามติ แต้มต่อไหลไปอยู่ในมือ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.

ในสถานการณ์หัวหมุนจากกฎกติกาใหม่ ที่ทำได้แค่ออกมาต้านเกมบุก

อีกทางก็ต้องตั้งรับ หลังสัญญาณอันตรายมาถี่ นอกจากอัยการส่งเรื่องขอถอนประกันแกนนำคนเสื้อแดง ยังมีคิวลุ้นคุกของคนในเครือข่าย “นายใหญ่” ทักษิณ ชินวัตร มาเป็นระยะๆ

มีตัวอย่างจากระดับบิ๊กเนมอดีตรัฐมนตรีไปแล้วหลายราย

ทำเอาขุนพลเล็กใหญ่ที่ติดชนักต้องระทึกขวัญ ไม่ว่าจะเป็นอดีตรัฐมนตรีที่อยู่ในกระบวนการ “ถอดถอน” อดีต ส.ส.ลอตใหญ่ ที่กำลังโดน ป.ป.ช.ไล่ตรวจสอบปมเข้าชื่อเสนอกฎหมายนิรโทษล้างผิดสุดซอย ฯลฯ

และล่าสุด น.ส.สุภา ปิยะจิตติ ป.ป.ช. ระบุว่า ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดทางอาญา และถอดถอนนายนริศร ทองธิราช อดีต ส.ส. สกลนคร กรณีเสียบบัตรแทนกันในที่ประชุม และนายอุดมเดช รัตน-เสถียร อดีต ส.ส.นนทบุรี ในความผิดฐานสับเปลี่ยนร่างรัฐธรรมนูญ

รวมทั้งนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา ที่ไม่ตรวจสอบร่างรัฐธรรมนูญ และไม่ชัดเจนในเรื่องระยะเวลาการแปรญัตติ และศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยแล้วว่า กระทำไปโดยมิชอบ

ป.ป.ช.จึงชี้มูลความผิดทางอาญา ส่วนความผิดด้านถอดถอน เคยส่งเรื่องให้ สนช.

สรุป ป.ป.ช.ลงดาบเชือดอีก 3 ราย

แต่ที่ระทึกแบบบิ๊กโปรแกรมกันเลย กรณี “อดีตนายกฯปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องสู้คดีทั้งทางแพ่งในปมความเสียหายโครงการรับจำนำข้าว ขณะที่กระบวนการคดีอาญาก็งวดเข้ามา

ยิ่งมีกรณี “สนธิ ลิ้มทองกุล” อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตร ถูกคำพิพากษาจำคุก 20 ปี ในคดีใช้เอกสารกู้เงินเป็นเท็จ เป็นปรากฏการณ์ “คุก” โดยไม่เลือกปฏิบัติ ปัจจัย “มาตรฐานเดียวกัน” ที่โชว์

ยิ่งเพิ่มดีกรีลุ้นระทึก

ยังไม่รวมชนักคดีที่เกี่ยวโยงคนตระกูลชินฯ ทั้งกรณีดีเอสไอเรียกสอบนายพานทองแท้ ชินวัตร ในปมฟอกเงินธนาคารกรุงไทย

ทำเอาเครือข่ายนายใหญ่ที่กำลังเร่งโหมด “ปฏิรูปพรรค” ควานหาตัว “แม่ทัพ” คนใหม่ สะดุ้งเป็นระยะ

ในสถานการณ์ที่เกมเปลี่ยน ดุลเปลี่ยน ช่องดีลแคบลง

เครือข่าย “นายใหญ่” ตั้งหลักรับเกมรุกไล่แทบไม่ทัน.

ทีมข่าวการเมือง

 

จุดอ่อนไหวต้องให้นิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 8 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/715658


ย้ำพันธะสัญญาต่อประชาคมโลกกันอีกรอบ

ล่าสุด “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ได้ยืนยันกับนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในการหารือแบบทวิภาคีระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนที่นครเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ประเทศไทยจะเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ และจะนำไปสู่การเลือกตั้งตามโรดแม็ปที่วางไว้ โดยหวังว่าสหประชาชาติและประชาคมระหว่างประเทศ จะสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศไทยต่อไป

ผู้นำทหารของไทยพูดให้ต่างชาติมั่นใจในโปรแกรมเลือกตั้งที่บอกไว้

ในจังหวะที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ก็ได้เสนอให้การเลือกตั้ง ส.ส.ในปี 2560 เป็นวาระแห่งชาติ

กระตุ้นบรรยากาศเข้าสู่โหมดเตรียมเลือกตั้งใหญ่ภายในปีหน้า

เรื่องของเรื่อง มันก็เป็นไปตามที่เซียนการเมือง นักวิเคราะห์อำนาจคาดการณ์ว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเร็วหรืออย่างช้าก็ตามกำหนดในโรดแม็ป หลังจากผลประชามติที่เข้าทาง คสช.

ประชาชนตี “เช็คเปล่า” ให้เป็นต้นทุนหน้าตัก

ทหารกำลังขึ้นหม้อ ไม่มีเหตุให้ยื้อเวลาออกไป จังหวะเข้าเหลี่ยมที่จะสลับฉากให้ พล.อ.ประยุทธ์ เปลี่ยนจากผู้นำที่มาจากรัฐประหาร

เป็นนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างสง่างาม

ตามรูปการณ์ที่ “นักเลือกตั้งอาชีพ” เริ่มขยับตามสัญญาณ อย่างที่มีข่าววงในทุกป้อมค่ายมีความเคลื่อนไหวเบื้องหลังในการจัดทัพ

เปลี่ยนหัว ปรับหาง ล้างกระดาน

แต่งตัวให้เข้าเทรนด์รัฐบาลเปลี่ยนผ่าน เพื่อให้ทันเกาะขบวนรถไฟอำนาจพิเศษที่มี “บิ๊กตู่” เป็น “ผู้ถูกเลือก” ให้นำขบวน

เอาเป็นว่าการเมืองอยู่ในโซนนิ่ง เข้าสู่โหมดเตรียมลงสนามเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม ภายใต้เงื่อนสถานการณ์ที่ยังต้องเผื่อรองรับปัจจัยแทรกซ้อน ปมร้อนๆนอกเหนือการเมือง เหตุพลิกผันที่เกิดขึ้นได้ทุกขณะ

ในอารมณ์สังคมแบบไทยๆที่ยังอยู่ในห้วงอ่อนไหว

ตามปรากฏการณ์แบบที่ “ข่าวลือ” ทำให้ตลาดหุ้นติดลบวันเดียว 40 กว่าจุดเมื่อช่วงต้นสัปดาห์

ขณะเดียวกันมันก็เป็นอะไรที่มองได้ในมิติที่คาบโยงกันกับบรรยากาศอ่อนไหว

กับการที่ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำคุกนายสนธิ ลิ้ม-ทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นเวลา 20 ปี จากคดีทุจริตปลอมเอกสารเท็จกู้เงินธนาคารกรุงไทย

เสมือนการถอดปลั๊กไฟ สลายหัวขั้วม็อบเสื้อเหลือง

ในจังหวะสะดุ้งต่อเนื่องกัน “ตุ๊ดตู่” นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำขาใหญ่กลุ่มเสื้อแดง นปช.รีบดักคออัยการสูงสุด

อย่า 2 มาตรฐาน กรณีจ่อยื่นถอนประกันตัวแกนนำ นปช.ในคดีก่อการร้าย เพราะเหตุมีพฤติกรรมปลุกปั่นสร้างความวุ่นวาย

ยุยงให้เกิดความแตกแยกในราชอาณาจักร

หัวขั้วม็อบเสื้อแดงก็น่าจะอยู่ในข่ายโดนล็อกเหมือนกัน

ยิ่งว่ากันตามอารมณ์ที่ “บิ๊กหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก พูดทิ้งทวนในการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก ก่อนอำลาตำแหน่งเกษียณฯ

ปรามกลุ่มก๊วนให้หยุดเคลื่อนไหว

“มันมีอยู่ไม่กี่ตัวหรอกที่ออกมาเคลื่อนไหว ที่ออกมามีผลประโยชน์กันทั้งนั้น โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเลย”

ทหารเสียงเข้มกับขาป่วน หัวขั้วม็อบโดนล็อกเป้า

ในเงื่อนสถานการณ์ห้วงเปลี่ยนผ่านกำลังเข้าสู่จุดสำคัญ

กองทัพต้องคุมแรงกระเพื่อมให้นิ่งสุดเท่าที่จะนิ่งได้.

ทีมข่าวการเมือง

 

หนังตัวอย่างฉายถี่ๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/714583


“ตลกร้าย” ในโลกโซเชียลฯ

กับมุกที่มีการแชร์ภาพของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ถ่ายรูปคู่กับ “แจ็ค หม่า” มหาเศรษฐีเจ้าพ่อวงการสื่อสารชาวจีน ผู้มีหน้าตาละม้ายคล้ายอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่เข้าพบระหว่างการประชุมจี 20 ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน

แล้วอำว่า “บิ๊กตู่” ได้เจอกับ “ทักษิณ” แล้ว

กระตุกรอยยิ้ม เรียกเสียงฮากันไปในอารมณ์ของพวกชอบหลอกชอบอำ

แต่อย่างไรก็ดี นาทีนี้คู่กรณีคงไม่ขำด้วย โดยเฉพาะในอารมณ์เครียดๆ สถานการณ์ที่กำลังเข้าสู่ภาวะวัดดวงวัดใจ

เดิมพันคดีสำคัญมาถึงจังหวะเข้าด้ายเข้าเข็ม

ตามเงื่อนสถานการณ์บังคับที่ คสช.ในฐานะฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทยต้อง “ฟันธง” คดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวที่จะกระตุกแรงสั่นสะเทือนมหาศาล

ใกล้ถึงจุดชี้ชะตากรรมของเครือข่าย “ทักษิณ”

ในบรรยากาศเร้าๆแบบที่กระทรวงพาณิชย์จ่อชงหัวหน้า คสช.ขอใช้มาตรา 44 ไล่บี้อายัดทรัพย์ ตามอำนาจบังคับทางปกครองเรียกค่าเสียหายกรณีการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี)มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท จากอดีตรัฐมนตรีรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” และอดีตบิ๊กข้าราชการ

งานนี้ตั้งแท่น “ยึดจริง” ส่อเค้าต้องชดใช้จริง

แน่นอนมันคือสัญญาณนำร่องไปถึงคดีใหญ่ ตามตัวเลขที่ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกับนายจิรชัย มูลทองโร่ย ประธานกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดโครงการรับจำนำข้าว

เปิดตัวเลขฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งในโครงการรับจำนำข้าวจากอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นจำนวน 286,639 ล้านบาท

ตัวเงินมหาศาล ชาตินี้คงหามาชดใช้กันไม่ทันแน่

และก็เป็นอะไรที่กระตุกต่อมผวากันเห็นๆ

กับปรากฏการณ์ล่าสุด ศาลฎีกาได้พิพากษายืนโทษจำคุกนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ในคดีทุจริต ทำเอกสารเท็จกู้เงินธนาคารกรุงไทย

โทษขังยาว 20 ปี ล็อกตัวเข้าเรือนจำทันที

นาทีสูญสิ้นอิสรภาพของอดีตแกนนำขาใหญ่ม็อบพันธมิตรฯผู้อหังการ

โดยสถานการณ์ต่อเนื่อง ห่างกันไม่ถึงเดือน กับจังหวะก่อนหน้าที่ “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีต รมว.ไอซีที รัฐบาลพรรคไทยรักไทย ที่โดนศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินและลงโทษจำคุกเป็นเวลา 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา

ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีอนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทานโครงการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ เอื้อบริษัท ชินคอร์ป

อดีตรัฐมนตรีมือดีของ “นายใหญ่” ต้องถอดสูทเข้าไปใส่ชุดนักโทษอยู่ในคุก

ชะตากรรมเดียวกันกับนักการเมืองรุ่นลายคราม ระดับอดีตรัฐมนตรีชื่อดังอย่างนายชูชีพ หาญสวัสดิ์ อดีต รมว.เกษตรและสหกรณ์ รัฐบาลพรรคไทยรักไทย กับนายวิทยา เทียนทอง อดีตเลขานุการ รมว.เกษตรฯ ที่โดนศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินจำคุกในคดีทุจริตโครงการจัดซื้อปุ๋ย

ต้องเข้าไปใช้ชีวิตในเรือนจำตอนแก่

ไม่ว่าจะแน่มาจากไหน ทั้งอดีตรัฐมนตรีขั้ว “ทักษิณ” ทั้งแกนนำขาใหญ่ขั้วม็อบพันธมิตรฯ

กฎหมายไล่ล่าคนผิด มาตรฐานยุติธรรมไม่เลือกข้าง

ล็อกคอเข้าตะราง หิ้วปีกเข้าคุก ฉากโหดๆหนังตัวอย่างฉายซ้ำติดๆกัน

วัดใจอดีตผู้นำหญิงจะ “อึด” รอชะตากรรมได้อีกนานแค่ไหน.

ทีมข่าวการเมือง

 

ส่อเค้าเซ็ตซีโร่หมด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 6 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/713443


ปรากฏการณ์โพล ปล่อยตัวเลขออกมาตรงกัน

“นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เปิดผลสำรวจประชาชนส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 60 กว่าๆเห็นว่าเหมาะสมที่ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีตามวิถีทางประชาธิปไตย

อีกทั้งส่วนใหญ่ ร้อยละ 32.89 สนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ เข้ามาเป็นนายกฯ คนนอก โดยสูงกว่าเปอร์เซ็นต์ที่หนุนให้ตั้งพรรคการเมืองแล้วเป็นหัวหน้าพรรคเอง

ขณะที่โพลของสถาบันพระปกเกล้าได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นของ ประชาชนเกี่ยวกับความพึงพอใจต่อการบริการสาธารณะและการทำงานของหน่วยงานต่างๆ

พบว่า นโยบายรัฐบาลที่ประชาชนพึงพอใจ 5 อันดับแรก คือ การปกป้องเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ ร้อยละ 97.2 การควบคุมราคาสลากฯ ร้อยละ 93.5 โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ร้อยละ 92.9 การจัดการเรื่องเบี้ยยังชีพ ร้อยละ 92.6 และการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดิน-ป่าไม้และทะเล ร้อยละ 91.4

โดยไฮไลต์อยู่ตรงระดับความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อการทำงานของทหารมากที่สุด ร้อยละ 85.8 และมั่นใจต่อการทำงานของนายกรัฐมนตรี ร้อยละ 84.6 ส่วน คสช.ร้อยละ 82.6

แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับความมั่นใจต่อสถาบันพรรคการเมืองทุกพรรคการเมือง แค่ร้อยละ 39.7 ส่วนพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 35.5 และพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 34.2

ตอกย้ำด้วยสำนักวิจัย “ซุปเปอร์โพล” เปิดผลสำรวจเรื่องความสุขมวลรวม คนไทยใน 77 จังหวัดของประเทศ พบว่า ความสุขมวลรวมของประชาชนคนไทยทั้งประเทศอยู่ที่ 6.09 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10

ตัวเลขออกมา “เข้าทาง” ไปหมด

สถานการณ์ในห้วงขาขึ้น กระแสติดลมบน ผลโพลที่ตอกย้ำผลประชามติ ยิ่งเป็นแรงส่งให้ “นายกฯลุงตู่” เดินแต้มได้ตามยุทธศาสตร์

ที่คาดกันว่าจะเดินตาม “ป๋าเปรมโมเดล”

ตอนนี้ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์กันว่า พล.อ.ประยุทธ์ปรุงสูตรอำนาจเองได้เลย

จาก “เช็คเปล่า” ที่ประชาชนส่วนใหญ่มอบให้เป็นทุนหน้าตัก

ในจังหวะที่ทีมงาน “นายหน้าค้าอำนาจ” เล่นบทไอ้ห้อยไอ้โหน ปล่อยของกันคึกคัก

ชง “ยาแรง” ล้างบาง “นักเลือกตั้งอาชีพ”

ตามเหลี่ยมที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) พาเหรดกันเสนอแผนดัดหลังนักการเมือง ทั้งเจแปนโมเดล ห้ามปราศรัยใหญ่หาเสียง ล็อกโทษหนักห้ามเล่นการเมืองตลอดชีวิตกับหัวหน้าพรรคที่ปล่อยให้ลูกทีมโกงเลือกตั้ง นักการเมืองที่โกงเลือกตั้งเจอโทษอาญาจำคุก 10 ปี ตัดสิทธิเลือกตั้งตลอดชีพ

“นักลากตั้งอาชีพ” รีบโชว์ผลงานให้เข้าตาฝ่าย เสธ.จัดบัญชี “ส.ว.สรรหา”

ซึ่งนั่นก็ล้อตามอารมณ์ของผู้นำทหารอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ ที่แสดงอาการเกลียดกลัวนักการเมืองอาชีพอย่างเห็นได้ชัด

สัญญาณส่อเค้า “จัดหนัก” ในกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญ

แนวโน้ม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ร.บ.พรรคการเมือง รวมไปถึง พ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาเต็มแน่

เรื่องของเรื่อง ไม่ใช่แค่ “เซ็ตซีโร่” พรรคการเมือง

ตามสถานการณ์ต่อเนื่อง กับปมทื่อๆ ที่มี สปท.เสนอให้ดึงกระทรวงมหาดไทยกลับมาดูแลการเลือกตั้งแทน กกต. ซึ่งจะทำหน้าที่แค่พิจารณาแจกใบเหลือง ใบแดง ตามสำนวนที่ฝ่ายปกครอง กระทรวงมหาดไทย ชงให้เท่านั้น

และทำท่าจะไม่ใช่แค่เรื่องของพวกบ้องตัน บ้องตื้น

เพราะมันบังเอิญล้อกันพอดีกับแรงกระเพื่อมในหมู่ 5 เสือ กกต.ที่กำลังมีรายการเขย่าเก้าอี้นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต.ให้คายตำแหน่ง สลับคิวเก้าอี้ดนตรีตามที่ตกลงกันไว้

แน่นอน ในอารมณ์ที่ต่างคนต่างเจ๋งไม่มีการหลบให้กัน

เผลอๆจะเขี่ยลูกให้ กกต.โดนเซ็ตซีโร่ด้วย.

ทีมข่าวการเมือง

 

เสนอทางออกการเมืองถึงทางตัน : สูตรรัฐบาลหลังเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 5 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/711920


เป็นอีกคนหนึ่งที่เคยร่วมทำงานกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ สมัยเป็นนายทหารและนายกรัฐมนตรี

เมื่อมีคนแย้มพราย “ป๋าเปรมโมเดล” จะหวนกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งหลังการเลือกตั้งใหญ่

นายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จึงถูก ทีมข่าวการเมือง ทาบทามขอสัมภาษณ์ให้ฉายภาพการเมืองในยุคนั้น เพื่อสะท้อนมาถึงการเมืองในยุคนี้

โดยเจ้าตัวออกตัวว่าเกษียณทางการเมืองมานาน และลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์แล้ว จึงไม่ได้ติดตามดูการเมืองอย่างใกล้ชิด

แต่ในฐานะที่เคยมีส่วนรับผิดชอบบ้านเมืองอยู่ในช่วง 4 นายกรัฐมนตรี ย่อมไม่สามารถทิ้งการเมืองได้

ยังต้องติดตามเหตุการณ์ทางการเมือง แต่ไม่ได้เจาะลึก

หากให้เปรียบเทียบการเมืองระหว่างยุค พล.อ.เปรม กับการเมืองยุคหลังเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขอบอกเลยว่า

การเมืองในยุคนั้นสถานการณ์ไม่เหมือนในขณะนี้

แม้ พล.อ.เปรมไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองและไม่ได้รับเลือกตั้ง

แต่เมื่อมีการเลือกตั้งแบบเสรี ไม่ได้ห้ามคนนอกเป็นนายกฯ มีพรรคการเมืองเสนอชื่อท่านก็ได้รับเลือกเป็นนายกฯ จึงไม่ใช่ของแปลก

เมืองไทยโชคดีที่ได้นายกฯเป็นคนดี ซื่อสัตย์ สุจริต ใช้คนเป็น มีวิสัยทัศน์ที่ดี และมีบุคลิกนิ่มนวล สุภาพ พูดน้อย จนได้รับฉายาว่าเตมีย์ใบ้ รู้จักใช้จิตวิทยาสูง ทำให้ประสบผลสำเร็จในการเป็นนายกฯ

สมัยที่ พล.อ.เปรมเป็นแม่ทัพภาค 2 ผมเป็น รมว.ต่างประเทศ ซึ่งต้องลงพื้นที่ตามแนวตะเข็บชายแดนภาคอีสานด้วยกัน เพื่อปรับปรุงความสัมพันธ์กับคอมมิวนิสต์ตามนโยบายของรัฐบาล

พบครั้งแรกก็ถูกชะตา ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะได้ทำงานร่วมกันอีก

โดยขอร้องท่านว่าช่วงนี้เราจะปรับความสัมพันธ์กับคอมมิวนิสต์ แม้เราจะไม่ชอบ และรัฐบาลทหารกลัวคอมมิวนิสต์บุกไทย จนมีคำว่า ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป

แต่จำเป็นต้องอยู่ร่วมกัน เพราะไทยไม่สามารถย้ายประเทศได้ ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นคอมมิวนิสต์ก็ย้ายประเทศไม่ได้เช่นกัน

แทนที่จะเผชิญหน้าทะเลาะกันต่อไป ก็เปลี่ยนเป็นปรับปรุงความสัมพันธ์ ในที่สุดประสบความสำเร็จ โดยเป็นความร่วมมือของฝ่ายการเมืองและฝ่ายทหาร

พอสิ้นรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ มีการเลือกตั้งใหญ่เสร็จ พรรคการเมืองต่างๆเสนอชื่อ พล.อ.เปรมเป็นนายกฯสมัยแรก พ.อ.ถนัด คอมันตร์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรองนายกฯ

สมัยที่สองของรัฐบาล พล.อ.เปรม ผมถูกเชิญเข้าไปเป็นรองนายกฯ ก็พบว่าท่านใช้คนเป็น เห็นได้จากไม่มีการเชิญทหารหรือพรรคพวกเข้ามาเป็น ครม.เลย

รัฐมนตรีแต่ละคนมีประวัติดี ทีมที่ปรึกษาดีและเรียกมือดีๆ มาร่วมแก้ปัญหาประเทศ ทั้งประสบ “วิกฤติน้ำมัน-วิกฤติค่าเงิน” เป็นตัวกดดันให้สภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลง

สุดท้ายพลิกจากประเทศขาดดุลบัญชีเดินสะพัดติดต่อกัน 20 ปี กลับมาเป็นเกินบัญชีเดินสะพัดสำเร็จเป็นครั้งแรกในปี 2529
การแก้ปัญหาของประเทศให้สำเร็จได้นอกจาก ครม. ที่ปรึกษาที่ดี ยังมีมือไม้ที่ดีจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ข้าราชการที่ดี

และมีการเอื้อมมือไปแตะกับนักธุรกิจ ที่เป็นการร่วมมือระหว่างรัฐบาลกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย ซึ่งเป็นการทำงานใกล้ชิดกันมาก แต่ละเดือนพบกันหนึ่งครั้ง เมื่อมีปัญหาเศรษฐกิจ จะต้องมีโอกาสปรึกษาหารือกัน เพื่อใช้โอกาสนี้แก้ปัญหาเศรษฐกิจ

หากรัฐบาลนี้จะนำเอาวิธีการและยุทธศาสตร์การทำงานในยุคนั้นที่ยังไม่ล้าหลัง นำมาปรับปรุงใช้แก้ปัญหาของประเทศในยุคนี้ ย่อมทำได้ แต่ขึ้นอยู่กับผู้นำของประเทศว่าจะหาผู้นำแบบ พล.อ.เปรมได้หรือไม่

สมัยนี้มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นายพิชัย บอกว่า พล.อ.ประยุทธ์มีอย่างเดียวที่เหมือน พล.อ.เปรม คือ ชื่อขึ้นต้นด้วย “ป” นอกนั้นไม่เหมือนกันเลย

ที่พูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่านายกฯไม่ดี ต้องยอมรับว่า พล.อ.ประยุทธ์มีความตั้งใจดีและตั้งใจจริง

แต่มือไม้ไม่เก่ง เพราะใช้คนไม่เป็น

ฉะนั้น วันนี้บ้านเมืองยังไม่ถึงที่จนตรอก จะต้องมองหามือไม้ที่เก่งและกว้างกว่านี้ เพื่อหาคนดีมีฝีมือเข้ามาทำงาน

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า มีข้อแนะนำต่อ พล.อ.ประยุทธ์อย่างไร ที่ถูกมองข้ามช็อตว่าจะเป็นนายกฯต่อไปหลังการเลือกตั้งใหญ่

ในการทาบเชิญคนเก่งเข้ามาเป็นมือเป็นไม้ช่วยทำงาน นายพิชัย บอกว่า ขณะนี้มีหลายฝ่ายวิจารณ์ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นนายกฯต่อไป ก็ว่ากันไป ไม่ถือสา

แต่อยากชี้ให้เห็นว่าในยุค พล.อ.เปรมเป็นนายกฯ ท่านไม่ได้มาจากการปฏิวัติ แต่พรรคการเมืองเสนอชื่อท่าน ไม่มี ส.ว.แต่งตั้งจำนวน 250 คน เข้ามาร่วมโหวตนายกฯ

ฉะนั้น ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ต้องการเป็นนายกฯหรือสืบทอดอำนาจต่อไป ผมก็ไม่ว่า ทั้งที่ไม่ชอบการปฏิวัติ วันนั้นถ้า พล.อ.เปรมมาจากการปฏิวัติผมก็ไม่เล่นด้วย เพราะไม่ชอบ

เมื่อเป็นเช่นนี้หากพรรคการเมืองที่ได้จำนวน ส.ส.ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด จะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ย่อมทำได้

แต่ไม่ควรใช้วิธีการเอา ส.ว. 250 เสียง โหวตในที่ประชุมรัฐสภา ถ้าตั้งใจทำแบบนี้จะไม่เหมาะและไม่สง่างาม

การเมืองในอนาคตหาก พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นนายกฯอีกครั้งไม่พึ่ง ส.ว. 250 คน ก็คงลำบาก เพราะพรรคการเมืองใหญ่ๆถึงอย่างไรจะต้องเสนอชื่อคนของเขาแน่นอน

มาถึงวันนี้หากนักการเมืองต้องการเอาชนะ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ต้องการให้เป็นนายกฯต่อ มีวิธีง่ายนิดเดียว คือ สอง พรรคการเมืองใหญ่หรือพรรคการเมืองขนาดกลาง รวมกัน 4 พรรคผนึกกำลังกัน

ความปรองดองจะเกิดทันที และ ส.ว. 250 คนจะไร้ความหมาย

แต่ละพรรคจะต้องตกลงกันก่อนว่าพรรคไหนได้ ส.ส.มากที่สุด หัวหน้าพรรคนั้นได้เป็นนายกฯ ไม่เช่นนั้นถ้าแย่งกันเป็นนายกฯจะทะเลาะกันอีก

เหมือนอย่างในประเทศอังกฤษระหว่างอยู่ในภาวะสงครามกับประเทศเยอรมัน พรรคการเมืองใหญ่ที่เป็นคู่แข่งขันกันมาตลอดได้จับมือกันจนชนะสงครามประเทศเยอรมัน

เวลานี้ดูแต่ละพรรคแล้วคงไม่มีทางที่จะจับมือกัน เพราะต่างฝ่ายต่างมีทิฐิต่อกัน แต่ถ้าพรรคการเมืองไม่จับมือกัน เชื่อว่าลูกน้องของ พล.อ.ประยุทธ์ต้องการให้ท่านเป็นนายกฯต่อไปอีกอย่างน้อย 5 ปี และอยู่ต่อไปอีก 20 ปี ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ เมื่อรวมกับที่รัฐบาลบริหารประเทศ 3 ปีแรก จะรวมทั้งหมดเป็น 28 ปี

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯต่อโดยมี ส.ว.250 คนสนับสนุน หรือพรรคการเมืองจับมือกันเสนอชื่อนายกฯในส่วนของพรรคการเมือง หรือพรรคการเมืองผนึกพลังเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ สามแนวทางนี้ประเทศชาติจะได้หรือเสียอย่างไร นายพิชัย บอกว่า แนวทางแรกพรรคการเมืองจับมือเพื่อทำงานชาติจริงก็สำเร็จ

แล้วเสนอชื่อคนของพรรคการเมืองเป็นนายกฯ ขึ้นอยู่ที่พรรคการเมืองมีความจริงใจต่อกันและกันมากน้อยแค่ไหน ถ้าเลือกคนดีเข้ามาทำงานก็บริหารประเทศไปได้ แต่ถ้าเอาใครก็ได้มาเป็นรัฐมนตรี ประเทศชาติก็เดินไปไม่ไหว

แนวทางที่สอง พรรคการเมืองจับมือกันและเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ แนวทางนี้ดีและสวยงาม

ดีกว่าให้ ส.ว. 250 คน โหวตเลือก พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ เพราะจะเหนื่อย ถูกฝ่ายค้านเล่นงานจนตาย

หรือถ้าทหารจะตั้งพรรคการเมืองรองรับ พล.อ.ประยุทธ์ ก็มีบทเรียนให้เห็นเยอะแล้ว สุดท้ายมีแต่ “เจ๊ง” กับ “เจ๊ง”

แนวทางที่สองจะเหมือนสมัย พล.อ.เปรม ทำให้มีอำนาจจากพรรคการเมืองสนับสนุนและอำนาจจากทหาร

ที่สำคัญต้องใช้คนเป็น นายพลอย่าเอาเข้ามาเต็ม ครม.

จะได้แก้ปัญหาเศรษฐกิจ สร้างความปรองดองและปฏิรูปประเทศ

เพื่อพลิกฟื้นบ้านเมืองกลับมาให้ได้.

ทีมการเมือง

 

กระชับภาวะผู้นำ ปูทางคุมเกมยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 4 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/711470


จับอาการ “ประยุทธ์” แสดงพลัง “เบอร์หนึ่ง” อำนาจพิเศษ

กิ้งกือขัดขากันเองตกท่อ

กับปรากฏการณ์ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ นำโดยปรมาจารย์กฎหมายระดับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ต้องส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขมาตรา 272 ให้สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติในประเด็นเพิ่มเติมตามคำถามพ่วงเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

ตามขั้นตอนปกติธรรมดาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว

แต่เอาเข้าจริงต้องเจอปัญหาติดๆขัดๆ ชักเข้าชักออก 2–3 รอบ

ขยักแรกเลย เป็นฝ่ายคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ทำเรื่องขอคืนร่างฯกลับมาเอง เพราะปัญหาเรื่องขั้นตอนและเอกสาร ต้องนำมาลงรายชื่อกำกับให้ชัดเจนก่อนส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ

ขยักสองศาลรัฐธรรมนูญตีกลับ เนื่องจากเอกสารที่คณะกรรมการร่างฯ ให้เจ้าหน้าที่รัฐสภานำมายื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีการแนบใบมอบฉันทะมาด้วย

ศาลรัฐธรรมนูญจึงขอให้คณะกรรมการร่างฯ จัดทำใบมอบฉันทะมาด้วย เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบ การยื่นคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญ และส่งกลับมาให้ศาลอีกครั้ง

แล้วก็เป็นนายมีชัยที่สวนเปรี้ยง คณะกรรมาธิการฯ ไม่ได้บกพร่อง และได้เซ็นเอกสารตามระเบียบราชการทุกประการ

เรื่องนี้คณะกรรมาธิการฯ ต้องนำไปเป็นข้อมูลเพื่อปรับแก้เรื่องการดำเนินการของศาลต่อไป เพราะขนาดตนเองเป็นนักกฎหมายยังถูกมองว่าเข้าใจผิด ดังนั้นประชาชนทั่วไปก็คงลำบากในการยื่นเรื่องต่อศาล

งานนี้ได้ “วัดเชิง” กันในหมู่โคตรเซียนรัฐธรรมนูญ

แค่ข้อผิดพลาดทางเทคนิคทำเสียเวลาไปหลายวัน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ไม่ได้มีการปรับแก้เนื้อหาสาระสำคัญ โดยเฉพาะประเด็นการให้ ส.ว.สรรหามีสิทธิเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้ ตามที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) บางกลุ่มยังพยายามดึงดัน

และอันที่จริง กระแสมันก็ข้ามช็อตไปแล้ว

แนวโน้มไม่ว่ากติกาจะออกมาแบบไหน คำตอบสุดท้ายนายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้งครั้งต่อไปก็ยังชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.

แกะรอยได้ตามเส้นทางที่แผ้วถางรอไว้

สังเกตว่า นับตั้งแต่คิวที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีต สปท.แถลงตั้งพรรคการเมือง พร้อมกับประกาศหนุน พล.อ.ประยุทธ์ รั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป

โดยที่เจ้าตัว พล.อ.ประยุทธ์เองไม่ได้ตอบรับ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธแต่อย่างใด

นั่นเท่ากับการไม่ปิดกั้นโอกาสของตัวเอง

เบื้องต้นก็คือการหลีกเลี่ยง ไม่เสี่ยงเดินซ้ำรอยการตระบัดสัตย์เพื่อชาติเหมือน พล.อ.สุจินดา คราประยูร นายทหารรุ่นพี่ที่ก้าวขึ้นเก้าอี้นายกฯ ด้วยอำนาจพิเศษเหมือนกัน

เพราะมันจะนำมาซึ่งอันตรายอย่างที่เห็นในประวัติศาสตร์พฤษภาทมิฬ

อำนาจล้นฟ้า แต่ขาดการยอมรับจากประชาชนยังไงก็พัง

เรื่องของเรื่องเพราะมีบทเรียนเป็นตัวอย่างแล้วนี่เอง พล.อ.ประยุทธ์จึงได้เปรียบในการวางยุทธศาสตร์แบบค่อยเป็นค่อยไป

ไม่บุ่มบ่ามหักดิบอำนาจ เดินย่ำรอยไปพบจุดจบของเผด็จการทหาร

และก็อย่างที่เห็นกัน ผลเชิงบวกในการค่อยๆปูทางสร้างคะแนนความนิยม สะสมต้นทุนหน้าตักส่วนตัวกับบท “นายกฯลุงตู่” ที่ครบเครื่องทั้งลูกล่อลูกชน

จนมาได้พิสูจน์กับผลประชามติที่ออกมา ประชาชนส่วนใหญ่มอบความไว้ใจให้

ซึ่งก็ล้อกับผลโพลสารพัดยี่ห้อที่สะท้อนตัวเลขความพึงพอใจผลงานรัฐบาล คสช.ในรอบ 2 ปี ที่ชัดเจนว่าคะแนนนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์นำโด่งติดลมบนอยู่คนเดียว

ทุกอย่างของรัฐบาล คสช.ได้มาเพราะต้นทุน พล.อ.ประยุทธ์เพียวๆก็พูดได้

และมาถึงจุดนี้ เมื่อ “นายกฯลุงตู่” เป็นผู้มีแสงในตัวเอง กุมสภาพไว้ได้ค่อนข้างเบ็ดเสร็จ มันก็ไม่แปลกที่หัวหน้า คสช.จะแสดงตัวแสดงตน

เป็น “เบอร์หนึ่ง” ผู้ถืออำนาจพิเศษอยู่ในมือ

ตามปรากฏการณ์แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ยืนยันการพิจารณาจัดโผแต่งตั้งโยกย้ายทหาร โดยที่ “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ไม่ได้มาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด

ตัวเขาตั้งเอง โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ร่วมพิจารณา

“ไม่มีใครมาสั่งผม เพราะเป็นหน้าที่ของฝ่ายความมั่นคง และผมเป็นผู้นำเสนอและพิจารณาขั้นสุดท้ายก่อนจะลงนามกราบบังคมทูลฯ เราทำงานกันแบบนี้ อย่าไปคิดว่าจะต้องตั้งคนโน้นคนนี้ ข้างของคนโน้นคนนี้ มันต้องคนเดียว ยิ่งทำอะไรไม่ได้ เพราะจะเกิดความไม่เป็นธรรมในกองทัพ สุดท้ายแตกแยก”

แอ่นอกแสดงตนเป็นคนเคาะโต๊ะเอง

สอดรับกับกระแสข่าวที่รับรู้กันตามสื่อ การโยกย้ายทหารรอบนี้ พล.อ.ประยุทธ์ยอม “ตัดแถว” บูรพาพยัคฆ์ เพื่อคืนความชอบธรรม ให้กับกองทัพ เปิดโอกาสให้ทหารอาชีพที่เติบโตมาตามสายหน้าที่การงาน

โดยรูปการณ์ที่กระตุกภาวะผู้นำของ “บิ๊กตู่” ยิ่งโดดเด่น

จากภาพที่ถูกมองเป็นแค่ร่างทรงอำนาจ ถึงจังหวะเด็ดขาดต้องหลบให้ “พี่ใหญ่” อย่าง พล.อ.ประวิตรเป็นตัวจริงในการทุบโต๊ะวางคิวสายตรงท็อปบูตในเครือข่าย หรือบางจังหวะก็ต้องจัดให้พวกถือตั๋วจากบ้านสี่เสาเทเวศร์ โควตาพิเศษของลูก “ป๋าเปรม”

ถึงวันนี้เคลียร์หมด พล.อ.ประยุทธ์จัดแถวกองทัพเอง

สถานการณ์เดียวกันกับการกระชับอำนาจเชิงบริหาร ท่ามกลางกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี ที่มีความชัดเจน โดยเฉพาะในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯในฐานะเพื่อนสนิทของนายกฯ แสดงท่าทีขอโควตารัฐมนตรีช่วยเพิ่ม เพราะงานเยอะมาก

พร้อมๆกับมีรายงานข่าวจากกระทรวงเกษตรฯ เปิดชื่อรัฐมนตรีคนใหม่เป็นข้าราชการกำลังเกษียณที่ได้รับการสนับสนุนจาก พล.อ.ฉัตรชัย ออกมาทางสื่อมวลชนตรงกันหมด

แต่เอาเข้าจริง ก็เป็น พล.อ.ประยุทธ์ที่เบรกโผหัวทิ่ม

โดยตัดบทไม่ให้กระแสปั่นป่วน ยืนยันรัฐมนตรีทุกคนยังอยู่ที่เดิมทั้งหมด ยังไม่มีการตั้งรัฐมนตรีช่วย

ทุกอย่างเป็นเรื่องของตนเองตัดสินใจคนเดียว

และในจังหวะเดียวกัน นายกรัฐมนตรียังบอกปัดออกอากาศ จะไม่มีการตั้ง “บิ๊กหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ.และ “บิ๊กโชย” พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผู้ช่วย ผบ.ทบ.เข้ามาเป็นรัฐมนตรี เพื่อเป็นการตอบแทนหลังเกษียณฯ แบบที่คาดเดากัน

ยุติรายการสมบัติผลัดกันชมในหมู่ท็อปบูต

ตามปรากฏการณ์สะท้อนให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การบริหารภายในทีมงานอำนาจ คสช.ที่ผิดไปจากแบบฟอร์มปกติที่ผ่านมา

เลิกเน้นการตั้งทหารเกษียณฯ สายพี่สายน้องมาลากเกมอำนาจต่อใน ครม.

ที่สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์กำหนดชื่อรัฐมนตรีเอง โดยไม่มีรายการต่างตอบแทน

“เวนคืนอำนาจ” บริหารมาอยู่ในกำมือเต็มๆ

ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ยังได้แสดงถึงศักยภาพเชิงบวกในการใช้อำนาจตามมาตรา 44

“ผ่าทางตัน” ปัญหาหมักหมม ปมคาราคาซัง

ทั้งการสั่งพักงาน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมกับ นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ เทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น

ตอบโจทย์กระแสสังคมที่คาใจพฤติกรรมคนดังทั้ง 2 ราย

รวมถึงการใช้มาตรา 44 ในการปลดล็อกรถดับเพลิงของ กทม.ที่ติดคดีทุจริตถูกเก็บอยู่ในโกดังเอกชน จัดเข้าหมวดยุทธภัณฑ์ ให้นำออกมาใช้ได้โดยปลอดภาษี

ไม่ให้เสียค่าเช่า เปลืองเงินแผ่นดินโดยเปล่าประโยชน์

หรือแม้แต่การออกคำสั่งมาตรา 44 ในเรื่องมาตรการอุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนาต่างๆ ในประเทศ ไทย เพื่อแก้ไขสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีบางกลุ่มนำประเด็นศาสนาไปปลุกปั่น ทำให้เกิดความเข้าใจผิด คสช.จึงออกคำสั่งเพื่อให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับทุกศาสนา

ถือว่าทำได้เข้าตาสังคม ประจักษ์ในเชิงบริหารอำนาจพิเศษ

ทั้งหมดทั้งปวง โดยปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับการโยกย้ายขุนทหารในกองทัพ การล็อกอำนาจตัดสินใจในการปรับคณะรัฐมนตรี และการใช้อำนาจมาตรา 44 ของหัวหน้า คสช.ให้เกิดผลเชิงบวก

มันกระตุกภาพของ พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นมาอยู่ในจุดโดดเด่นสุดในกระดานอำนาจประเทศไทย

กระตุ้นให้พรรคการเมือง นักเลือกตั้งอาชีพวิ่งเข้าหาขั้วรัฐบาลหลังเลือกตั้งที่ชัดเจน บรรดากลุ่มทุนยักษ์ สปอนเซอร์การเมืองก็ไม่รีรอที่จะสนับสนุนผ่านโครงการประชารัฐ

ข้าราชการก็ไม่กล้าใส่เกียร์ว่าง เพราะรู้แล้วว่า พล.อ.ประยุทธ์ต้องคุมเกมอีกยาว

ขณะที่ประชาชนก็มั่นใจว่า พล.อ.ประยุทธ์คุมเกมอยู่ ตัดสินใจไม่ผิดที่มอบฉันทามติ ต่อตั๋วอำนาจพิเศษให้คุมสถานการณ์เปลี่ยนผ่านประเทศไทย

ตามรูปการณ์ที่ประเมินได้ กับปฏิบัติการกระชับภาวะผู้นำของ “นายกฯลุงตู่”

แน่นอน มันส่งผลบวกเต็มๆ ต่อการปูทางคุมเกมยาว.

“ทีมการเมือง”

 

ต่อยอดโมเดลอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/710935


ขลุกขลักไปบ้าง แต่ก็ผ่านพ้นไปด้วยดี

ตามอารมณ์ขุ่นเคืองที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยื่นร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปรับปรุงแก้ไขให้สอดรับกับคำถามพ่วงประชามติเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา

แต่ติดปัญหาหยุมหยิมขั้นตอนทางธุรการ เรื่องการเซ็นชื่อกำกับในเอกสารทุกแผ่นของ กรธ.ที่ไม่ถูกต้องตามขั้นตอน และเรื่องใบมอบฉันทะการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ

ต้องออกแรงยื้อ ส่งเรื่องกลับไปกลับมา แก้ไขกันอยู่ 3 รอบ กว่าศาลรัฐธรรมนูญจะยอมยัดเรื่องเข้าสู่สารบบ

ลูบเหลี่ยมปรมาจารย์ด้านกฎหมายมือหนึ่งของประเทศอย่าง “ซือแป๋” มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ถึงขั้นออกแถลงการณ์ตอบโต้ สอนมวยกลับเรื่องข้อกฎหมาย ไม่ยอมเสียเชิงให้ใครมาลูบคมง่ายๆ

แต่ก็เป็นเพียงประเด็นสีสันคั่นเวลาที่เห็นไม่ตรงกันในแง่มุมกฎหมาย ระหว่างองค์กรระดับแนวหน้าด้านกฎหมายของประเทศ

แต่ที่ดูราบรื่น ติดลมบนคือ เกมคอนโทรลอำนาจของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ที่ยังรักษาฐานคะแนนนิยมอย่างเหนียวแน่น

ถือตั๋วโปรโมชั่นอำนาจพิเศษ กุมแต้มต่อความได้เปรียบเหนือทุกฝ่ายในเวลานี้ หลังจากผลโหวตประชามติร่างรัฐธรรมนูญได้รับฉันทามติเห็นชอบอย่างท่วมท้น

ไม่ว่าจะทำอะไร ทุกอย่างดูเหมือนเป็นใจเข้าทางไปหมด

ควบแน่นอำนาจทุกองคาพยพอยู่ในมือเสร็จสรรพ

ทั้งปัจจัยฝั่งกองทัพที่ลงล็อกเป็นเอกภาพ ไม่มีแรงกระเพื่อม จากการสลับขั้วดัน “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ขึ้นจองแท่นว่าที่ ผบ.ทบ.คนใหม่

“บิ๊กตู่” โชว์การบริหารอำนาจ ถอดสลักการผูกขาด ได้ใจชาวท็อปบูต สร้างความเป็นปึกแผ่นในกองทัพ ไม่ยึดตำแหน่งเบอร์หนึ่งรั้วสีเขียวให้กลุ่มบูรพาพยัคฆ์ตีตราจองแต่ฝ่ายเดียว

มีชื่อชั้นจากหน่วยรบพิเศษเป็นกำแพงยักษ์ให้พิงหลัง คอยประคองสถานการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นประชาธิปไตย ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังเรื่องความมั่นคง

ในจังหวะไล่เลี่ยกับการเติมเต็มอำนาจ รอแต่งตั้ง สนช.ป้ายแดงอีก 30 ราย จากรั้วกองทัพ และข้าราชการสายต่างๆ มาเสริมเขี้ยวเล็บ เป็นมือไม้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และข้อกฎหมายสำคัญ

รอเดินตามธงทีมงานอำนาจพิเศษ นำประเทศเปลี่ยนผ่านสู่การปฏิรูปครั้งใหญ่

ดุลอำนาจไหลมาอยู่ในมือ “บิ๊กตู่” เต็ม 100% กุมสภาพได้เบ็ดเสร็จ

เตรียมขยับเดินหน้ายุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี สอดรับกับคิวคุมกำเนิดนักเลือกตั้ง ตามสัญญาณแบไต๋ล่าสุดจากตัวละครเก่าๆในคณะ

กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)

คนหน้าเดิมทั้ง เสรี สุวรรณภานนท์-วันชัย สอนศิริ ที่เป็นลูกมือของเครือข่ายอำนาจพิเศษ จุดพลุข้อเสนอการจัดทำกฎหมายลูกลอตใหญ่ยัดใส่มือ กรธ.

ประเดิมออเดิร์ฟด้วยร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส. ลุยรีเซตระบบเลือกตั้งใหม่ทั้งระบบ

โดยเฉพาะการมอบดาบให้กระทรวงมหาดไทยได้สิทธิจัดเลือกตั้งแบบเบ็ดเสร็จแทน กกต. ที่ถูกริบอำนาจเหลือเพียงแค่การแจกใบเหลือง ใบแดงเท่านั้น

เปิดลิ้นชักหยิบข้อเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่เคยชงโมเดลทวงคืนความเป็นใหญ่ให้กระทรวงมหาดไทย ปัดฝุ่นกลับมาใช้ใหม่

ประเคนอำนาจล้นฟ้าคืนกระทรวงมหาดไทยเป็นยักษ์ใหญ่ควบคุมการเลือกตั้งตามวิธีการดั้งเดิม เพื่อใช้กลไกอำนาจรัฐเป็นเครื่องมือกุมความได้เปรียบ สร้างแต้มต่อในสนามเลือกตั้ง

เคียงคู่ไปกับออปชันพิเศษให้ คสช.มีบทบาทสำคัญควบคุมและรักษาความสงบการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

โยนทุ่นให้ คสช.แจมอำนาจ ร่วมรับผิดชอบคุมการเลือกตั้งสมัยหน้าอย่างใกล้ชิด

อำนาจพิเศษตั้งท่าขอคอนโทรลอำนาจทุกองคาพยพช่วงห้วงหัวเลี้ยวหัวต่อ

โมเดลเริ่มเห็นชัด จากเงื่อนไขความได้เปรียบในเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญรุกคืบสู่กฎหมายลูก ท็อปบูตยังเจาะหาช่องเพื่อตุนแต้มต่อไม่มีหยุด

วางหมากคุมทุกชั้น ต่อยอดอำนาจ คสช.

ทีมข่าวการเมือง

 

ยังแก้ตามอาการได้?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 2 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/709890


ว่าไงต้องว่าตามกัน

ในยามนี้ เป็นเวลาของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ดึงดุลมาไว้เต็มมือ

เป็นผู้นำ “อำนาจเดี่ยว” ว่าอย่างไรก็ต้องเป็นไปอย่างนั้น

เป็นคิวสำแดงอำนาจอีกรอบ หลังสะบัดธงผู้ถือดุล “ตัวจริง” มาแล้วในคิว “โผทหาร”

มาถึงกระแสข่าวการปรับ ครม.รอบใหม่ ทั้งเติมคนมาช่วยที่กระทรวงเกษตรฯ-ผ่าตัดทีมเศรษฐกิจที่ขบเหลี่ยมปีนเกลียวกันอยู่ หรือหาเก้าอี้ที่นั่งไม่ให้ ผบ.เหล่าทัพที่จะเกษียณฯ ต้อง “ขาลอย”

ทุกปม ทุกกรณี ท่านผู้นำบอกปัดปฏิเสธ

แต่นั่นก็มีคนช่างจำ ย้อนอดีตไปถึงคิวปรับ ครม. เมื่อคราวโละทีมเศรษฐกิจชุด “คุณชายอุ๋ย” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯ ชนิดเปลี่ยนยกชุด

รอบนั้นท่านผู้นำก็ปฏิเสธเสียงแข็ง หนำซ้ำโวยสื่อว่าสนใจแต่เรื่องปรับ ครม.แนวๆนี้

ถึงที่สุด “เสียงแว่วว่า” ก็เป็นจริง

แต่เอาเป็นว่ารอบนี้ เมื่อ “ผู้นำพลังสูง” พูดแล้วก็ต้องเชื่อตาม โดยเฉพาะการยกเครื่องทีมเศรษฐกิจ ปมที่ยังเป็น “จุดบอด” ในภาวะอำนาจพิเศษพีกสุดขีด

นอกจากไม่ “เติมคน” ตามที่ “บิ๊กนมชง” พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ ส่งสัญญาณขอ “ตัวช่วย” แล้ว

ยังมีที่ต้องโฟกัสกับรายการ “เกาเหลา” ระหว่าง “เจ้ากระทรวงเกษตรฯ” กับ

ทีมงานของ “สมคิดกรุ๊ป” ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ

เคยเป็นแนวร่วม ยุคงัดข้อทีม “คุณชายอุ๋ย” มาก่อน ถึงวันนี้เหมือนเดินคนละทาง

แยกทีมแยกทาง สองขั้วทำงาน “ไม่เข้าขา”

ปมที่ “บิ๊กตู่” รับรู้ แต่ใช้ช็อตแก้ไข แค่เปลี่ยน “คนคุมงาน” กระทรวงเกษตรฯ โดยให้ “บิ๊กจิน” พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกฯ มากำกับดูแลแทน “ดร.สมคิด”

“จับแยก” ไม่ถึงขั้นต้อง “โละ” ฝ่ายใดทิ้ง

ตามสูตรผู้นำ “ถ่วงดุล” 2 เสือ เหมือนสมัยทีมเศรษฐกิจ 2 ตำรับ ทั้งชุด “คุณชายอุ๋ย” และ “ดร.สมคิด” สมัยยังเป็นที่ปรึกษานายกฯ กระทั่งรอยร้าวทีมเศรษฐกิจชักบาน ถึงจะได้เวลา “จิ้มเลือก”

นั่นเป็นเรื่องที่ต้องรอดู ในปมปัญหาการทำงานที่ไม่เข้าขากันของกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงที่มีรัฐมนตรีในเครือข่าย “ดร.สมคิด” คุมเกมอยู่ จนกระทบกับงานด้านเศรษฐกิจ

โดยเฉพาะในการบริหารจัดการ “สินค้าการเกษตร” ทั้งการระบายสต๊อกเก่า ส่งออกผลผลิตใหม่ ที่เกี่ยวโยงไปกับเรื่องราคา ทั้งข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา อ้อย ข้าวโพด

งานคาบเกี่ยวระหว่างกระทรวงเกษตรฯ ของ “บิ๊กนมชง” กับกระทรวงพาณิชย์ที่มีรัฐมนตรีสาย “สมคิด” กุมบังเหียน

จะหาทางจูนเครื่องอย่างไร เพราะที่ “จับแยก” ก็มีคำถามว่า จะใช่คำตอบหรือไม่

ในภาวะที่ตัวเลขการส่งออกติดลบต่อเนื่อง โดยเฉพาะข้าวที่เป็นสินค้าหลัก ถึงแม้ล่าสุดจะชนะประมูลส่งออกไปประเทศฟิลิปปินส์ แต่ยอดรวมตัวเลขส่งออกข้าวยังเสี่ยง “พลาดเป้า”

ไม่เท่านั้น รายการ “จูนไม่ติด” ยังปรากฏที่กระทรวงคมนาคม “อาคม เติมพิทยาไพสิฐ” รัฐมนตรีเจ้ากระทรวง “สายตรงผู้นำ” เล่นลูกคนละสไตล์กับ “หัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาล”

สะท้อนออกมาจากเมกะโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐาน ทั้งรถไฟ รถไฟทางคู่ รถไฟฟ้า รถไฟความเร็วปานกลาง การลงทุนล่าช้ากว่าเป้าหมาย กระทบกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวม

ส่วนหนึ่งก็มาจากทีมเศรษฐกิจ-คมนาคม “ไม่เข้าขา”

แต่เอาเป็นว่า เมื่อผู้นำเลือกใช้สูตรทีมเศรษฐกิจหลายตำรับ ใช้รัฐมนตรีแต่ละด้านในการเดินงาน

ถึงมองว่า “หมอตู่” เลือก “เลี้ยงไข้” มากกว่าเลือก “ผ่าตัด”

แต่อีกทาง ปัญหาเกาเหลา-ขบเหลี่ยม “หมอตู่” อาจมีวิธีรักษาตามอาการด้วย “อำนาจเต็มพิกัด”

ตบลูกให้เข้าที่เข้าทาง เข็นโจทย์เศรษฐกิจต่อไปได้.

ทีมข่าวการเมือง