“หัวขบวน” ก็ยังแหยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 1 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/739897


ถูกจุดกระแสเป็นประเด็นร้อนฉ่าขึ้นมาอีกครั้ง

ปม “นายกฯคนนอก” ตามการถอดรหัสสัญญาณคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ตีกลับร่างรัฐธรรมนูญให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กลับไปแก้ไขให้ตรงเจตนารมณ์คำถามพ่วงประชามติ

ทุบโต๊ะให้แก้เงื่อนไขการปลดล็อกขอใช้ “บัญชีรายชื่อนายกฯคนนอก”

จากเดิมต้องใช้ “เสียง ส.ส.ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง” เป็นการใช้ “เสียงสมาชิกรัฐสภาไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง” เข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภา

แปลความเป็นภาษาชาวบ้านง่ายๆ คือ การให้ ส.ว.แต่งตั้ง มีเอี่ยวร่วมกับ ส.ส.เปิดทางให้มี “ผู้นำคนนอก” หากที่ประชุมรัฐสภาไม่สามารถเลือกนายกฯจากบัญชีพรรคการเมืองในรอบแรกได้

เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขให้ ส.ว.มีสิทธิเข้าร่วมปลดล็อกเสนอชื่อบัญชีนายกฯ คนนอกได้ จากเดิมให้ ส.ส.เป็นฝ่ายตั้งแท่นเสนอเพียงฝ่ายเดียว

ปูทางสูตร “นายกฯคนนอก” ให้เป็นไปได้ง่ายขึ้น

เพิ่มเค้าลางให้ชื่อของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ลอยลำยึดเก้าอี้ผู้นำยาวๆ 8 ปี ภายหลังการเลือกตั้ง มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น

นั่นก็เป็นเพียงการคาดการณ์ตามจินตนาการหลอนๆของฝ่ายการเมือง ที่ยังไม่

สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริงหรือไม่

แต่ที่เป็นเรื่องจริง และกำลังใส่เกียร์เดินหน้าจริงจังคือ กรณีเช็กบิลทวงค่าเสียหายโครงการรับจำนำข้าว สมัยรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ในฤดูกาล 2555–2556 และ 2556–2557

ไปๆมาๆ เรื่องทำท่าไม่หยุดอยู่แค่การเรียกค่าเสียหาย “อดีตนายกฯปู” 35,600 ล้าน

บาท แต่แฉลบไปถึงผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายให้ถูกวิบากกรรมพ่วงไปด้วย

ตามการแย้มไต๋จาก “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี ที่ต้องไล่บี้หาผู้รับผิดชอบร่วมเฉ่งค่าเสียหายอีก 80% หรือ 1.43 แสนล้านบาท นอกเหนือจากความเสียหาย 20% ที่อดีตนายกฯหญิงต้องรับผิดชอบ

แง้มรายชื่อผู้เกี่ยวข้องต้องร่วมชดใช้ค่าเสียหาย 1.43 แสนล้านบาท มีทั้งอดีต ครม.รัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” 35 คน คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) 24 คน

แค่เฉพาะคณะกรรมการ กขช.อย่างเดียว นอกจากจะมีอดีตรัฐมนตรีกระทรวง

หลายคนแล้ว ยังพ่วงอดีตปลัดกระทรวง อธิบดี ผอ.สำนักงบประมาณ โดนหางเลขร่วมด้วย

และที่อาจพลอยติดร่างแหไปด้วยคือ เจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติงานที่ต้องรับผิดชอบโครงการ อาทิ กรมการค้าภายใน องค์การคลังสินค้า (อคส.) องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) รวมถึงภาคเอกชน โรงสี บริษัทตรวจสอบคุณภาพข้าว (เซอร์เวเยอร์)

เผลอๆอาจรวมไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัดในจังหวัดที่มีโกดังเก็บข้าวรัฐด้วย

ข้าราชการหนาวๆร้อนๆ อยู่ในข่ายโดนหางเลขเป็นทอดๆต้องร่วมควักกระเป๋าเฉ่งค่าเสียหาย กลายเป็น “โดมิโนจำนำข้าว”

แต่ที่ลอยตัว ไม่มีภาระเสี่ยง ก็หัวหน้า คสช. เห็นกันจะๆกรณีไม่เซ็นลงนามทวงค่าเสียหายจำนำข้าว ตั้งท่าโยนให้รัฐมนตรี และข้าราชการเป็นผู้รับผิดชอบร่วมกันลงชื่อเรียกค่าเสียหายแทน

ส่อซ้ำรอยการเช็กบิลค่าเสียหายโครงการจีทูจีข้าว ที่นายกฯโบ้ยให้ รมว.พาณิชย์ลงชื่อแทน ก่อนลากปลัดกระทรวงพาณิชย์ไปร่วมลงชื่ออีกต่อหนึ่ง

แม้แต่เบอร์หนึ่ง คสช.ที่ว่าภูมิคุ้มกันแน่นๆ ก็ยังแหยง ไม่กล้าเอาตัวเข้าไปเสี่ยงต่อการถูกฟ้องกลับภายหลัง

ในฐานะผู้บริหารสูงสุดของประเทศ แต่กลับไม่กล้าเซ็นชื่อทวงค่าเสียหายระดับแสนล้าน ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่และเรื่องสำคัญ ดูแล้วก็ขัดความรู้สึกคนส่วนใหญ่ไม่ใช่น้อย

นับประสาอะไรกับข้าราชการที่ไม่มีภูมิคุ้มกันติดตัวอะไรเลย แต่ถูกบีบให้ร่วมลงชื่อทวงค่าเสียหาย ต้องไปลุ้นวัดดวงในอนาคตว่า จะถูกเช็กบิลย้อนหลังหรือไม่ หากอำนาจเปลี่ยนมือ

ยิ่งมีตัวอย่างให้เห็นจากโครงการจำนำข้าว ที่ข้าราชการถูกลาก ให้ร่วมชดใช้ค่าเสียหาย ทั้งที่อยู่ในสถานะต้องปฏิบัติงานตามคำสั่ง ไม่มีอำนาจยับยั้งโครงการ แต่กลับมีมลทินติดตัว

มาถึงยุครัฐบาลทหาร แม้จะมีมาตรา 44 เป็นเกราะป้องกันให้เจ้าหน้าที่รัฐในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันความปลอดภัยได้ หากมีการเปลี่ยนขั้วอำนาจในอนาคต

ไม่ว่ารัฐบาลพลเรือนหรือทหาร ข้าราชการก็เป็นเบี้ยล่างรับกรรมตามเคย!!!

ทีมข่าวการเมือง

 

เสียงหวอนำทาง 8 ปี?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 30 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/738776


ถึงตรงนี้แม้ว่า “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.จะไม่สนเสียงอวยเสียงเชียร์

ออกอาการเขิน “ยาหอม” ที่ว่าเหมาะสมกลับมาเป็นนายกฯหลังเลือกตั้ง

ยังไม่ใช่เวลาที่จะตอบเรื่องนี้ เป็นเรื่องของอนาคต

“ขอบคุณที่อวยพรให้เป็นนายกฯคนต่อไป แต่ขอให้เอาไว้ก่อน เอาวันนี้ให้ดีก่อนดีกว่า เพราะถ้าพูดว่าให้เป็นนายกฯต่อ พรุ่งนี้ก็คงโดนถล่มอีก”

แต่อย่างไรก็ตาม ชื่อ “บิ๊กตู่” ก็ยังติดโผ “เต็งหาม”

โดยเฉพาะเมื่อจับสัญญาณจากกฎกติกาประเทศฉบับใหม่ ล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยตีกลับร่างรัฐธรรมนูญที่ “ซือแป๋มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ.ส่งไปให้พิจารณา โดยให้ไปปรับแก้ 2 จุด

เพื่อให้สอดคล้องผลประชามติคำถามพ่วง “5 ปีแรกให้ ส.ว.ร่วมโหวตเลือกนายกฯ”

โดยให้ปรับแก้มาตรา 272 วรรคสอง กรณีไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอได้ จากเดิมให้

“ส.ส.ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง” มีสิทธิเสนอประธานรัฐสภาเพื่อขอยกเว้นการเสนอชื่อนายกฯ จากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง
ให้ปรับเป็น “สมาชิกรัฐสภา” จำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งมีสิทธิเสนอ

สรุปให้ระบุให้ชัด เปิดช่อง “ส.ว.แต่งตั้ง” ร่วมวงปลดล็อก เปิดประตู “ผู้นำคนนอก”

ถึงแม้ว่าจะไม่แก้ไขในปมการ “เสนอชื่อ” ที่ยังคงให้ ส.ส.ทำหน้าที่ เพื่อยึดโยงประชาชน

แต่ดูแล้ว เมื่อรวมกระบวนการขั้นตอนโหวตเลือกผู้นำหลังเลือกตั้ง จำนวน 250 ส.ว.เปรียบเปรย ไม่ต่างจาก 1 พรรคใหญ่เลยทีเดียว

และ “ส.ว.ลากตั้ง” ยังได้ร่วมวงโหวตในทุกขยัก

แน่นอน หลังกฎเกณฑ์กติกาใหม่ สำหรับกระบวนการเลือกนายกฯ หรือเสนองดเว้นบัญชีนายกฯ หากต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งจากเสียงรัฐสภา 750 เสียงห้วง 5 ปีแรก นั่นเท่ากับ 376 เสียง

แค่ล็อก ส.ส.ให้เข้าเป้า บวก “แต้มชัวร์” ส.ว.ที่เช็กชื่อเห็นหน้าค่าตากันคร่าวๆแล้ว

กดปุ่มคอนโทรลเกมได้ไม่ยาก

ตามรูปการณ์ที่เห็น เส้นทางสู่ตำแหน่ง “นายกฯในระบบ” ถึงเริ่มมีเสียงเชียร์ “บิ๊กตู่” คัมแบ็กดังกระหึ่ม

ไม่ต่างจากเสียงหวอที่ผู้นำขอให้รถนำขบวนเพลาๆใช้ไซเรน ให้เปิดเมื่อมีความจำเป็นจริงๆ

ขณะที่เส้นทางสู่ “ผู้นำสง่างาม” ถึงยังมีเวลากว่าจะถึงโรดแม็ปเลือกตั้ง

แต่หน่วยสร้างทาง เปิดหวอนำทางกันอื้ออึง

และที่ว่าชัวร์เข้าไปใหญ่ กับสัญญาณต่อเนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นเรื่องเงื่อนเวลา ในการให้ ส.ว.มีส่วนร่วมเลือกนายกฯ 5 ปี

ให้เขียนให้ชัดในเรื่องการนับเวลา ทั้งกรณี “ส.ว.ร่วมเลือกนายกฯ”

และประเด็นยกเว้น “บัญชีนายกฯ” ในระหว่าง 5 ปีแรก

ให้นับตั้งแต่ “วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญ” ไป 5 ปี

“เพื่อให้ได้นายกฯบริหารราชการในช่วงเวลาเดียวกัน และสามารถขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ สำเร็จบรรลุผลตามแผนยุทธศาสตร์ชาติและเจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญ”

สรุปตามกฎเกณฑ์กติกาที่จะออกมา นอกจากเปิดช่อง “ผู้นำนอกบัญชี” ยังต้องโฟกัสที่เงื่อนเวลา 5 ปี

หากรัฐบาลใหม่อยู่ครบวาระ 4 ปี ข้ามช็อตหลังเลือกตั้งครั้งต่อไป เข้าสู่ปีที่ 5

เงื่อนไข “ส.ว.เลือกนายกฯ-ผู้นำคนนอก” ก็ยังอยู่

จินตนาการการกลับมาเป็น “ผู้นำในระบบ” ของ “บิ๊กตู่” ก็เข้าล็อกที่ว่า หากอยู่จนครบวาระรัฐสภาก็ยังได้ลุ้นต่อตั๋วอีก 1 สมัย

เป็นผู้นำสง่างามในระบอบประชาธิปไตยได้อย่างต่ำๆ 5 ปี

และถ้าไม่มีปมพลิกผัน ฉุกเฉิน หรือเหตุเครือข่ายบริวารทำขบวนเป๋ เสียหลักลงข้างทางเสียก่อน

ก็สามารถลากเกมคุมยาวได้ถึง 8 ปีเต็ม

ไม่แปลกที่เวลานี้ เสียงหวอไซเรนนำทางถึงดังอื้ออึง.

ทีมข่าวการเมือง

 

เก่งพ่วงเฮงอีกด้วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 29 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/737611


บรรยากาศหวิวๆ นับถอยหลังวันเกษียณสิ้นเดือนนี้

ตามฉากที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม

คณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง ประจำเดือนกันยายน โดยก่อนการประชุม นายกรัฐมนตรีได้เชิญปลัดกระทรวงที่ครบเกษียณอายุราชการในปีนี้ จำนวน 15 คน ถ่ายรูปบน

ตึกไทยคู่ฟ้าเป็นที่ระลึก ซึ่งรวมถึง “บิ๊กติ๊ก” พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม น้องชายด้วย

ถือเป็นการแสดงความขอบคุณบิ๊กข้าราชการที่ช่วยงานรัฐบาล คสช.มา 2–3 ปี

ขณะเดียวกันก็เป็นอะไรที่สังเกตว่า ระยะนี้รัฐบาล “บิ๊กตู่” มีจังหวะเขย่าวงการข้าราชการแรงๆ

ไม่ว่าจะเป็นรายการเปิดให้บริษัทประกันภัยเข้ามาบริหารจัดการ ควบคุมระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ ล้างระบบใหม่ทั้งหมด

เล่นเอาพวกอยู่ในข่ายได้สิทธิรักษาฟรีใจแป้วไปตามๆกัน

ต่อเนื่องกับยุทธการไล่เช็กบิลข้าราชการที่มีเอี่ยวขบวนการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ที่พบว่ามีข้าราชการระดับปฏิบัติการขององค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อการเกษตร (อ.ต.ก.)เข้าไปเกี่ยวข้อง อยู่ระหว่างเตรียมเสนอคดีประมาณ 600 ถึง 800 คดี

ถึงขั้นที่พวกถูกขึ้นบัญชีร่วมชดใช้ค่าเสียหายมหาศาล ขู่บอยคอตรัฐบาล

หรือแม้แต่การส่ง “เสธ.ไก่อู” พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไปนั่งรักษาการตำแหน่งอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์

กระตุกคลื่นใต้น้ำ ยั่วอาการต่อต้านจากข้าราชการกรมกร๊วก

2–3 คิวติดกันที่รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ เดินหน้ากระตุกแรงกระเพื่อมในหมู่ข้าราชการ ที่เปรียบเปรยกันว่าเป็นพรรคใหญ่สุดของประเทศไทย รัฐบาลจากการเลือกตั้งไม่ค่อยกล้าวอแวด้วย

ถึงคราวซวยอาจถึงขั้นทำให้รัฐบาลพลิกคว่ำพลิกหงายได้เลย

แต่อย่างว่า นาทีนี้ “นายกฯลุงตู่” ไม่มีแหยงอะไรง่ายๆอยู่แล้ว เพราะลำพังไม่ใช่แค่มีเกราะกำบังอำนาจพิเศษเท่านั้น

โดยสถานการณ์ของกระแสความนิยมต้นทุนหน้าตักก็อยู่ในระดับที่รับประกันความปลอดภัยได้ ประชาชนส่วนใหญ่เป็นกำแพงให้พิง

ยิ่งเป็นอะไรที่เจ้าตัวก็ไม่ใช่พวกบุ่มบ่ามย่ามใจในอำนาจ

แบบที่เห็นอาการดุๆเข้มๆ สลับกับมุกฮาๆ ยืดได้หดได้ มีอ่อนสลับแข็ง

“นายกฯลุงตู่” รู้จังหวะผ่อนสถานการณ์ไม่ให้ตึงหรือหย่อนเกินไป

ประกอบกับสถานการณ์ที่เหมือนจะเป็นใจ นานๆไปอะไรก็เข้ารูปเข้ารอยโดยอัตโนมัติ

แม้แต่โจทย์ยากสุดตามฟอร์มของรัฐบาลทหาร สถานการณ์ลำบาก ในเงื่อนไขด้านเศรษฐกิจที่เจอกับแรงกดดันอย่างหนักทั้งภายในและภายนอกประเทศ

แทบจะติดล็อก ขยับไม่ออกเลยก็ว่าได้

อย่างไรก็ตาม โดยรูปการณ์ที่เอาตัวรอดเฉพาะหน้าไปได้แบบวันต่อวัน เดือนต่อเดือน ปีต่อปี มาถึงตรงนี้เศรษฐกิจประเทศไทยก็ยังหมุนไปได้

แบบที่รัฐบาลทหารไม่มี “จุดขาย” ไร้เครดิตความเชื่อมั่นในเชิงบริหาร

แต่ก็มีมุมทดแทนแบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ไป “การันตี” กับเวทีโลกได้ ในเชิงศักยภาพทางด้านความมั่นคง รัฐบาล คสช.สามารถคุมสถานการณ์ให้ประเทศไทยสงบ ไร้ความวุ่นวายทางการเมือง

ธุรกิจการค้าก็เดินหน้าต่อไป ทำมาค้าขายกันได้อย่างปกติ

และนั่นก็สะท้อนได้จากสถานการณ์ตัวเลขการส่งออก ล่าสุดดีดกลับมาเป็นบวก

ขณะที่สถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวที่กำลังระส่ำจากการกวาดล้าง “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ตามสัญญาณที่รัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ขอความร่วมมือ ทำให้สะเทือนตัวเลขรายได้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่าส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

ซึ่งก็แค่ระยะสั้นๆ เพราะ “นายกฯลุงตู่” สั่งแล้วให้รีบเคลียร์ไวๆ

และถึงเวลาก็เชื่อว่านักท่องเที่ยวจะกลับมาเองโดยอัตโนมัติ เพราะชัยภูมิที่ตั้งของประเทศไทยได้เปรียบประเทศอื่นในภูมิภาคใกล้เคียง เส้นทางการบินก็เป็นระยะเหมาะเจาะพอดี ไม่ใกล้ไม่ไกลสำหรับนักท่องเที่ยวจากยุโรป หรือกลุ่มทัวร์จากประเทศเอเชียทั้งจีน ญี่ปุ่น เกาหลี

สรุปตามที่ไล่เลียงมานี้ ด้วยยุทธศาสตร์ที่เขี้ยวบวกกับสถานการณ์ที่เข้าทางโดยอัตโนมัติ

เป็นแรงส่งให้ “นายกฯลุงตู่” จัดอยู่ในฟอร์มของผู้นำที่ครบเครื่อง

เก่งไม่พอ มีเฮงแถมอีกด้วย.

ทีมข่าวการเมือง

 

นับถอยหลังตามปฏิทิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 28 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/736452


ภาพน้ำท่วมมิดคันรถที่เมืองทองธานี ถนนสายหลักหลายสายในเมืองกรุงจมอยู่ใต้น้ำ ฉากเขื่อนเจ้าพระยาเร่งระบายจนน้ำหลากเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มภาคกลางในเขตจังหวัดอุทัยธานี ชัยนาท อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ฯลฯ

สถานการณ์น้ำชักจะกระตุกอารมณ์ผวาของชาวบ้าน

ตามปรากฏการณ์ล้อไปกับอารมณ์เครียดๆอาการซีเรียสแบบที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ไม่มีรอยยิ้มร่วมฉากงานอีเวนต์ก่อนประชุม ครม.เหมือนปกติ

อีกทั้งไม่ยอมหยุดคุยหรือให้สัมภาษณ์นักข่าว แค่กระซิบเบาๆกับเจ้าหน้าที่ว่า “ldquo;เดี๋ยวไปประชุม ครม. คุยเรื่องบริหารจัดการน้ำก่อน”

นายกฯใจจดใจจ่ออยู่กับวาระร้อนๆเรื่องน้ำ

ในขณะที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ต้องรีบบอกประชาชนอย่าตื่นกลัวว่าน้ำจะท่วมใหญ่เหมือนปี 2554

เพราะรัฐบาล คสช.ได้เตรียมแผนการบริหารจัดการน้ำไว้เป็นอย่างดี

รัฐบาล คสช.ตื่นตัว เตรียมตั้งรับ “น้องน้ำ” เต็มที่

เรื่องของเรื่อง ในห้วงจังหวะพอดีกับกระแสที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพิ่งปลุกผี

รื้อฟื้นคดีบริหารจัดการน้ำผิดพลาดทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 มาไล่เช็กบิลอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และแถมฟาดหางไปถึงรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ตามล้างตามเช็ดอดีตรัฐบาลพลเรือนเต็มที่

ถ้าขืนทหารรับน้ำไม่ดี ปล่อยน้ำท่วมซ้ำรอย

มันหนีไม่พ้นโดนย้อนศร ย้อนคอหอยเจ็บๆแน่

แต่อย่างไรก็ดี โดยข้อเท็จจริงสถานการณ์มันต่างกันกับปี 2554 ที่น้ำล้นจนทะลักเขื่อน ระบายไม่ทัน รอบนี้แค่น้ำรอการ

ระบายจากฝนตกหนัก ขณะที่น้ำในเขื่อนหลักอย่างเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ยังอยู่ในปริมาณน้อย อยู่ในวิสัยที่บริหารจัดการได้สบายๆ

รัฐบาลทหารไม่มีทางปล่อยให้พลาดง่ายๆ

“บิ๊กตู่” มีบทเรียนมาแล้วตอนร่วมลุยน้ำกับ “น้องปู”

ยิ่งเป็นอะไรที่มีตัวชี้วัด ตามข้อมูลวงในจากคนระดับแกนนำสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ยืนยันเลยว่า

กฎหมายเกี่ยวกับปฏิรูปที่ สปท.เสนอไปถึงนายกฯหลายสิบฉบับ

พล.อ.ประยุทธ์จะเขียนด้วยลายมือตัวเอง เป็นข้อเสนอแนะเพิ่มเติมตอบกลับมาทุกครั้ง

นั่นแสดงว่า มีการอ่านจริง ลงลึกในรายละเอียดจริง

สะท้อนมาตรฐาน “ความตั้งใจ” ในการทำงานของผู้นำการเปลี่ยนผ่านประเทศ

เอาเป็นว่า ณ จุดนี้ยังมองไม่เห็นเหตุอะไรที่จะทำให้รัฐนาวาของ “บิ๊กตู่” กระเพื่อม

และสังเกตว่า จากเริ่มเดิมทีที่ พล.อ.ประยุทธ์นำทีมท็อปบูต คสช.ยึดอำนาจใหม่ๆก็ต้องมี “โรดแม็ป” กำหนดวันเวลาการทำงานออกมาเป็นตัวค้ำประกัน ประกาศพันธสัญญาจะปล่อยเลือกตั้งเดือนนี้ปีนั้น เพื่อลดกระแสกดดันเฉพาะหน้าจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ

แต่ ณ วันนี้สถานการณ์ผ่านมาจนย่างเข้าปีที่ 3 ของรัฐบาลทหาร คสช. ตามรูปการณ์ก็อย่างที่เห็นกัน พล.อ.ประยุทธ์เล่นบท “นายกฯลุงตู่” ผู้น่ารัก สลับฉากบทเฮี้ยบอารมณ์ดุๆ ด้วยอารมณ์ฮาๆ

พลิกเหลี่ยมเซียนการตลาดมาใช้ได้เนียนๆไม่แพ้เซียนการเมืองอาชีพ

ยึดบทเด่นเป็นข่าวรายวัน คนเห็นหน้าจนกลายเป็นความเคยชินไปแล้ว

ไม่ใช่แค่คนไทยที่ไม่รู้สึกอะไร ไม่มีการทวงถามวันเลือกตั้ง แม้แต่นานาชาติที่ตั้งแง่รังเกียจรัฐบาลทหารของไทย มาถึงวันนี้ก็อย่างที่เห็น “เจนเนอรัลประยุทธ์” ผู้นำรัฐบาลทหาร คสช.บินไปร่วมประชุมเวทีโลก สหประชาชาติ (ยูเอ็น) อาเซ็ม อาเซียนซัมมิต แทบทุกแมตช์ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา

จับมือทักทายกับประธานาธิบดี “บารัค โอบามา” แห่งสหรัฐฯแบบคนคุ้นเคยไปแล้ว

แนวโน้มรัฐบาลทหาร คสช.ได้แต้มประชามติต่อวีซ่ายาว หนทางสะดวกในการเดินหน้าตามโรดแม็ปไปสู่การเลือกตั้ง จังหวะสลับฉากจากรัฐบาลอำนาจพิเศษไปเป็นรัฐบาลที่มาจากประชาชน

โดยเงื่อนเวลาตามปฏิทิน นับจากนี้ไปอีก 18 เดือนไม่ขาดไม่เกินสักเท่าไหร่

น่าจะได้เห็นโฉมหน้า ครม.ชุดใหม่ ภายใต้นายกฯคนเดิม.

ทีมข่าวการเมือง

 

เกมพลิกสลับข้างรุกรับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 27 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/735231


ปรากฏการณ์เบียดชิงพื้นที่ข่าว กลบกระแสกันอุตลุด

ตามสถานการณ์ที่ปมร้อนๆว่าด้วยเรื่องของ “บิ๊กติ๊ก” พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม น้องชายของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. กำลังเผชิญมรสุมข่าวโหมประจานพฤติกรรม “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ของเมียกับลูกชาย

ตกอยู่ในวงล้อม “ตำบลกระสุนตก”

ถึงขนาดที่พี่ชายอย่าง “บิ๊กตู่” กับ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ต้องช่วยกัน “อุ้ม” ฝ่าดงระเบิด เสียงโห่ดังๆจากสังคมเรื่องมาตรฐานความโปร่งใส

แต่ก็ไม่กล้าเอาตัวเข้าการันตีกันเต็มๆ

และในจังหวะช่างบังเอิญพอดิบพอดี กับคิวที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ปลุกผีคดีบริหารจัดการน้ำผิดพลาดทำให้น้ำท่วมใหญ่

ปี 2554 มาไล่บี้อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แบบไม่ทันได้ตั้งหลัก

ชนิดที่เจ้าตัวถึงกับโอดครวญ นั่งอยู่เฉยๆก็เหมาคนเดียว 15 คดีไปแล้ว

และต่อเนื่องกันเลยกับคิวที่คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งเรียกค่าเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว แถลงตัวเลขอย่างเป็นทางการ

“เช็กบิล” ค่าทำเจ๊งจากอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์คนเดียวเพียวๆ 3.5 หมื่นล้านบาท

“น้องปู” คนสวยกลับมาเป็นข่าวพาดหัวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์แทน

และก็ทันเกมกันอีกเหมือนกัน ในเหลี่ยมเชิงการเมืองเขี้ยวๆ แบบที่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ชิงตีปี๊บดักคอ “นายกฯลุงตู่” วอนขอให้ใช้หลักยุติธรรมมาตรฐานเดียวกันในการดำเนินการกับตนเอง

เหมือนอย่างที่หัวหน้า คสช.ปกป้องน้องชาย

เกมชิงกระแสเฉพาะหน้า ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมเพลี่ยงพล้ำ

เมื่อ “จันทร์โอชา” ยังห่วงพี่น้องได้ ฝั่ง “ชินวัตร” ห่วงพี่ห่วงน้องก็ไม่แปลกเหมือนกัน

แต่แน่นอน ว่ากันตามเกมในระยะยาวย่อมเป็นฝ่ายของอดีตนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของเมืองไทยที่ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากกว่าหลายเท่า

วิบากกรรมเก่าตามล้างตามเช็ดจนหายใจหายคอไม่ทัน

โดยเงื่อนสถานการณ์คดีสำคัญมาถึงจุดเข้าด้ายเข้าเข็มตามโปรแกรมของกระบวนการยุติธรรมส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็เข้าเงื่อนของอำนาจพิเศษมาตรา 44

ในจังหวะเข้าทางเกม “ล็อก” แบบหนีไม่ออก

ตามเส้นทางโหดๆที่เห็นตรงหน้า เค้าลางมาแล้วกับการโดนตั้งแท่นยึดทรัพย์

แต่นั่นยังไม่น่าลุ้นเท่ากับการขยับเข้าสู่โซนลุ้นโทษจำคุกในลำดับต่อไป

ในบรรยากาศชวนเสียววาบอย่างที่ “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีต รมว.ไอซีที “นำร่อง” เข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำ รับโทษจากคดีใช้อำนาจโดยไม่สุจริตเอื้อ “นายใหญ่”

วัดตามมาตรฐานคำตัดสินของศาล ถึงตรงนี้ใครก็ติดคุกได้ทั้งนั้น

และก็เป็นอะไรที่เห็นๆกัน กับสภาพของลูกข่าย “ทักษิณ” โฟกัสในส่วนของอดีตรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ไล่ตั้งอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ที่โดนเรียกเช็กบิลค่าเสียหายโครงการจำนำข้าว 3.5 หมื่นล้าน แถมไล่เบี้ยเรื่องบริหารน้ำผิดพลาด

ขณะที่นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ นายภูมิ สาระผล 2 อดีตรัฐ-มนตรีกระทรวงพาณิชย์ โดนทวงค่าเสียหายการทุจริตขายข้าวแบบจีทูจี ขณะที่นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.การพัฒนาสังคมฯ ก็โดน ป.ป.ช.จ่อเชือดคดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร

หันไปที่เครือข่ายกลุ่มเสื้อแดง นปช. ล่าสุดก็เป็นฉากสถานการณ์ ที่ “ตุ๊ดตู่” นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มเสื้อแดง นปช. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. พร้อมแกนนำรวม 19 คน ต้องเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน กองปราบปราม

เพื่อรายงานตัวในคดีฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.ห้ามมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คนขึ้นไป กรณีร่วมกันแถลงข่าวเปิดตัวศูนย์ปราบโกงประชามติ เมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

โดยกระแสพลิกกลับ สลับข้าง สถานการณ์ต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับช่วงปีแรกของรัฐบาล คสช.ที่ต้องเผชิญเหลี่ยมโคตรเซียนการตลาดยี่ห้อ “ทักษิณ” ตีกินกระแสเสียฟอร์มตลอด

แต่เวลาเนิ่นนานออกไป ในจังหวะคดีสำคัญไหลเข้าเหลี่ยมโดยอัตโนมัติ

ทีมท็อปบูตก็ได้เปลี่ยนจากรับเป็นรุก

ทีม “ทักษิณ” ต้องปรับจากรุกเป็นรับ.

ทีมข่าวการเมือง

 

ถึงยุคเปลี่ยนถ่ายอำนาจ : เอกซเรย์โครงสร้างกกต.อาการน่าเป็นห่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 26 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/733564


โปรดตามลุ้นระทึกช็อตต่อไป

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะถูก “เซ็ตซีโร่” หรือถูก “รีเซ็ต”

หลังร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติ กำหนดให้มี กกต. 7 คน จากเดิมมีเพียง 5 คน กกต. 5 คนแรกมาจากคณะกรรมการสรรหาจากผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาการต่างๆ

อีก 2 คนมาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เลือกจากผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย เคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีผู้พิพากษาหรือไม่ต่ำกว่าอธิบดีอัยการ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี

และต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติตามที่รัฐธรรมนูญฉบับเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยกำหนดไว้ด้วย

คงพอเห็นเค้าโครงและโฉมหน้า กกต.ที่จะเข้ามาทำงานในอนาคตอันใกล้

ที่ผ่านมาตั้งแต่มี กกต.ชุดแรก จนถึงชุดที่สี่ยุคปัจจุบัน ล้วนถูกฝ่ายต่างๆวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่

และมี กกต.บางชุดบางคนถึงขั้นถูกศาลพิพากษาให้จำคุกในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบมาแล้ว

ในจังหวะที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายเพื่อยกร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ซึ่งกฎหมาย กกต. ถูกโฟกัสอยู่ในลำดับต้นๆ

เพราะเป็นด่านคัดกรองนักการเมืองระดับชาติ ระดับท้องถิ่น และการออกเสียงประชามติ ให้เป็นไปโดย “สุจริต-เที่ยงธรรม” และ “ชอบด้วยกฎหมาย”

สภาพปัญหาการทำหน้าที่และกลไกภายในสำนักงาน กกต. และอำนาจหน้าที่ของ กกต. จะต้องแก้ไขอย่างไร หรือ “เซ็ตซีโร่” และเปิดทางให้กระทรวงมหาดไทยเข้ามาทำหน้าที่แทน

ตามติดกับ นางสดศรี สัตยธรรม อดีต กกต. ด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ และสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง

โดยมอง กกต.เปรียบเหมือนเป็นองค์กรกระสุนตก ทุกคนทั้งที่ได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์

ต่างเล็งมาที่ กกต. แม้ในยุคเริ่มต้นมีองค์กรนี้ มองกันว่าทำหน้าที่ได้ดีมาก ความจริงในช่วงนั้นยังไม่มีใครรู้ว่า กกต.มีความสำคัญอย่างไร

พอผลัดเปลี่ยนเป็นชุดที่สอง ฝ่ายการเมืองเริ่มเห็นความสำคัญ ต้องการดึงเอาเข้าเป็นพวก เพราะมีอิทธิพลต่อการเป็น ส.ส.ที่จะเข้าไปจัดตั้งรัฐบาลได้

จนเกิดความรู้สึกว่า กกต.เป็นพวกของใครของมันตั้งแต่ยุคนี้

เริ่มจับผิดว่า กกต.วินิจฉัยไม่ถูกต้อง มีอคติต่อว่าเป็นองค์กรที่ไม่มีความเที่ยงธรรม ที่สำคัญ ในองค์กรนี้มีบุคลากรมาจากกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และยังมีบุคลากรที่มาจากเอ็นจีโออีกบางส่วน

“ตำรวจ” ทำงานกับ “มหาดไทย” ประสานกันไม่ได้ ทัศนคติมาจากคนละฝั่งฝา มีความรู้สึกว่าฉันก็แน่เธอก็แน่

สุดท้ายการทำงานมีปัญหา โดยเฉพาะด้านสืบสวนสอบสวน

5 เสือ กกต.ดูมีอำนาจมาก แต่มีอำนาจแค่ในนาม บางครั้งสั่งงานคนไม่ได้เลย ท่ามกลางถูกการเมืองเล่นงานทั้งจากเสื้อสองสี

ขณะที่การทำงานของ กกต. ที่แบ่งงานกันทำแต่ละด้าน สุดท้ายต้องรู้งานทุกด้าน เช่น งานด้านสืบสวนสอบสวน เพราะจะต้องอ่านสำนวนก่อนลงมติในที่ประชุม กกต.โดยเฉพาะในช่วงก่อนประกาศผลการเลือกตั้งให้เสร็จภายใน 1 เดือนก่อนมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรก และหลังจากนั้นจะต้องทำให้เสร็จภายใน 1 ปี

ขอบอกว่า กกต.มีอำนาจ แต่ไม่มีเครื่องมือ

เช่น การสืบสวนต้องให้ตำรวจออกหมายเรียก พอไม่มาให้การหลายครั้ง สำนวนทำไม่เสร็จ หรือสำนวน 100 เรื่อง สอบได้ 10 เรื่อง ต้องปล่อยผีไปก่อนให้ได้ ส.ส. 95 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเปิดประชุมสภานัดแรกให้ได้

ฉะนั้น กกต.ต้องติดดาบ มีเครื่องมือช่วยในการทำงานให้มีประสิทธิภาพ และการสืบสวนสอบสวนได้รวดเร็ว

การทำสำนวนเป็นงานที่หนัก เขียนชุ่ยๆเพื่อให้ทันเวลาไม่ได้ และจะต้องทำสำนวนส่งไปถึงศาลด้วย ซึ่งสำนวนที่ส่งศาล 50 เปอร์เซ็นต์จะยกฟ้องหมด

เพราะ กกต.ยึดหลักแค่ถ้ามีหลักฐาน “อันควรเชื่อ” ได้ว่าการเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม แต่ศาลฟัง “น้ำหนักพยาน” เป็นหลัก

ฉะนั้นมีข้อเสนอว่าไม่ควรจะไปเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งนักการเมืองตลอดชีวิต เพราะ กกต.ยึดหลักแค่อันควรเชื่อได้ว่าแล้วไปเพิกถอนเขาก็น่าเห็นใจ

และถ้ายังให้ กกต.ทำงานด้านสืบสวนอยู่ จะต้องมีความชัดเจน โดยจะต้องมีกฎหมายวิธีพิจารณาความของ กกต. ต้องมีอำนาจให้เขามาให้ถ้อยคำได้อย่างรวดเร็ว หากสำนวนที่ กกต.ล่าช้า ซึ่งเกิดจากเจ้าหน้าที่ กกต.บกพร่อง ไม่มีประสิทธิภาพจุดไหนจะต้องให้ออกไป ไม่ใช่ประคองกันไปอย่างนี้

พร้อมกับเพิ่มหน่วยงานต่างๆ ที่เคยอยู่กับหน่วยงานอื่นต้องมาอยู่กับ กกต. โดยเริ่มจากงานที่ กกต.ต้องพึ่งกระทรวงมหาดไทย เช่น ระบบไอทีทะเบียนราษฎร ที่จัดส่งรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งถึงเจ้าบ้าน

ยิ่งมีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเกิดขึ้นใหม่ ควรเชื่อมงานไอทีของทุกกระทรวงให้เป็นระบบเดียวกัน และ กกต.ต้องปรับปรุงระบบไอทีทั้งหมด

การแบ่งเขตการเลือกตั้งต้องกำหนดให้มีหน่วยงานที่ กกต.ควบคุมดูแล ถ้ายังเขียนแบบนี้โดยอยู่ในมือกระทรวงมหาดไทย กกต.ย่อมไม่พ้นความรับผิดชอบ

ขณะที่ กกต.แต่ละด้านจะต้องหมุนเวียนงานกันดูแลคนละ 1 ปี เพราะในที่สุดงานทุกด้านจะนำเข้าลงมติในที่ประชุม กกต. โดยเฉพาะงานจัดการเลือกตั้งเป็นงานที่หนักมาก

ส่วน กกต.จังหวัดที่ขณะนี้มีแนวคิดจะตัดออก เพราะมีปัญหาในหลายจังหวัด ถูกตั้งข้อครหาว่าไม่เป็นกลางจริง บางคนเป็นเถ้าแก่ เป็นนักเลงใหญ่ เป็นหัวคะแนนนักการเมือง

และมีอิทธิผลต่อการให้ใบเหลือง ใบแดง ก่อนส่งเรื่องให้ กกต.กลาง แล้วไปเปิดเผยว่าตัวเองให้ใบอะไรไป เปิดช่องให้วิ่งเต้น ฉะนั้นไม่ควรมี กกต.จังหวัด และให้ ผอ.กกต.จังหวัดทำหน้าที่ส่งเรื่องให้ กกต.กลาง

แล้วข้อเสนอของ กกต.ในการแจกใบเหลือง ใบแดง ใบดำ และใบส้ม มีความเหมาะสมอย่างไร นางสดศรี บอกว่า กกต.มีอำนาจแจกแค่ใบเหลืองและใบแดงก็เต็มที่แล้ว

หากจะให้มีอำนาจแจกใบส้มตัดสิทธินักการเมืองโดยไม่ต้องขึ้นศาล

ฎีกาแผนกเลือกตั้ง ไม่ได้ ถ้าจะแจกใบส้ม ต้องกำหนดลักษณะให้ชัดเจนและต้องขึ้นศาลฎีกาแผนกเลือกตั้ง ซึ่งใช้ระยะเวลาการพิจารณาไม่เกิน 6 เดือน

ข้อเสนอเหล่านี้มีการสื่อสารไปถึง กรธ. 2 ท่านที่เคยเป็นอดีต กกต.อย่างไร นางสดศรี บอกว่า เชื่อว่าประสบการณ์การเป็น กกต. ของท่านทั้ง 2 คนมีมาก แต่จะกล้าพูดในที่ประชุม กรธ.หรือไม่

และ กรธ.ควรเชิญ กกต.ชุดแรกที่นักการเมืองชื่นชมมาเป็นทีมทำงานยกร่างกฎหมายลูกด้วย

ที่สำคัญ กกต.ชุดปัจจุบันไม่ควรเคลื่อนไหวอะไรมากนัก การเคลื่อนไหวอาจจะทำให้ถูกเซ็ตซีโร่เร็วยิ่งขึ้น

ส่วนข้อเสนอของ กกต.ชุดปัจจุบัน ต้องเปิดเผยความจริงว่าขอติดดาบทำไม ไม่เช่นนั้นจะถูกมองว่าอยากมีอำนาจมากขึ้น ควรอธิบายและพูดกับนักการเมืองให้ชัดว่า เรื่องนี้ไม่ได้ทำลายนักการเมือง แต่ต้องการทำงานให้

นักการเมืองได้รับความยุติธรรมที่รวดเร็ว และเป็น ความปลอดภัยของนักการเมือง

สุดท้ายหากปล่อยให้องค์กรตกอยู่ในสภาพนี้ต่อไป กลัวว่าจะไม่มีอนาคตและถูกรื้อแน่นอน

แต่การถูกรื้อหรือการเซ็ตซีโร่ กกต.ไม่ใช่การแก้ปัญหา เว้นแต่จะเอาคนของตัวเองเข้ามา

ขอแนะนำว่าการออกกฎหมายเข่นฆ่านักการเมืองคงไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้อง การจะทำให้นักการเมืองหมดไปคงไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย การลงโทษนักการเมืองที่เป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษไม่ใช่เรื่องง่าย

กกต.ต้องให้ความเป็นธรรมแก่นักการเมืองที่ประชาชนเลือกเข้าไปบริหารประเทศ

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า มาถึงวันนี้ยังมีความจำเป็นต้องมีองค์กรชื่อว่า กกต.อยู่หรือไม่ นางสดศรี บอกว่า ต้องมี แต่ต้องติดอาวุธให้ด้วย โดยมีหน่วยงานต่างๆมาขึ้นตรงต่อ กกต. และกำหนดให้ชัดเจนว่า กกต.มีอำนาจแค่ไหน

ตอนนี้เท่าที่ฟังนักการเมืองเห็นด้วยที่จะให้ กกต.จัดการเลือกตั้ง แต่ไม่เห็นด้วยที่จะติดดาบให้ เพราะเป็นห่วงว่าจะกลับไปเหมือนเดิม

ความจริงมันไม่ใช่ ขอให้ดูข้อเท็จจริงว่า กกต.ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือ มีแค่องค์กร แต่ทำงานไม่ได้

ฉะนั้น กกต.ไม่ควรอาย ขอให้บอกไปเลยว่า กกต.ขอติดดาบ แต่ถ้าไม่ติดดาบให้ กกต.

ขอให้เอางานจัดการเลือกตั้งให้กระทรวงมหาดไทยทำเถอะ.

ทีมการเมือง

 

มลพิษผู้นำ ทำกองเชียร์สะอึก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 25 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/732635


ผลประโยชน์บริวาร “ทับซ้อน” บั่นทอนเรตติ้ง “ลุงตู่”

“We love you uncle Tu”

ตามฉากที่กองเชียร์ แม่ยก พ่อยกชาวไทยในสหรัฐอเมริกา ถือป้ายสนับสนุนรอให้การต้อนรับคณะของ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ที่เดินทางไปร่วมประชุมสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา

แสดงให้เวทีโลกได้เห็นการยอมรับในตัวผู้นำรัฐบาลทหารของไทย

ซึ่งนั่นก็เป็นอะไรที่สวนทางกับกระแสกดดันจากต่างชาติที่มีต่อรัฐบาลจากการรัฐประหาร โดยสภาพการณ์สะท้อนอารมณ์คนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้คิดแบบฝรั่ง

ตรงกันข้าม กลับมอง “นายกฯลุงตู่” เป็นความหวัง

ในการลุยล้างปมหมักหมมที่ฉุดให้ประเทศไทยอยู่ในวังวนของวิกฤติ ช่วยนำพาประเทศก้าวข้ามความขัดแย้งไปสู่เป้าหมายปลายทางในการปฏิรูปครั้งใหญ่

แบบที่อุปมาเหมือน “ตีเช็คเปล่า” ให้

โดยสถานการณ์ของกระแสภายหลังการประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ “นายกฯลุงตู่” สามารถยกระดับการใช้อำนาจพิเศษผ่านดาบ ม.44 ได้อย่างชอบธรรม

ประชาชนเห็นดีเห็นงาม พร้อมเอาตามด้วย

ยิ่งเป็นอะไรที่ “นายกฯลุงตู่” ได้ประกาศบนเวทียูเอ็นล่าสุด รัฐบาลไทยจะยึดหลักการส่งเสริมธรรมาภิบาล ขจัดคอร์รัปชันให้หมดสิ้นไป

สำทับกับการที่เจ้าตัวได้แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานความโปร่งใส อย่างที่ผ่านมา 2 ปีในตำแหน่งผู้นำรัฐบาล คสช.ไม่มีปมเกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบโดยส่วนตัว

หรือในส่วนของ “อาจารย์น้อง” นางนราพร จันทร์โอชา ภริยาของนายกฯ ก็ยิ่งเข้ม วางตัวอยู่ในจุดที่คนอื่นเข้าถึงยาก ว่ากันถึงขนาดไม่รับแม้แต่โทรศัพท์จากเพื่อนที่เคยร่วมเรียนหลักสูตรต่างๆด้วยกันมา

ล็อกประตูแน่นหนาทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน

เป็นที่ยอมรับกันทุกวงการ ทั้งวงนอกและวงในพูดตรงกันเลยว่า “นายกฯไม่เอา”

หัวนิ่งไม่มีอาการส่ายให้เห็นเลย

และโดยรูปการณ์ก็เป็นแรงส่งให้การเดินหน้าสะสางคดีทุจริตคอร์รัปชัน ในจังหวะที่ผู้นำรัฐบาลทหาร คสช.เร่งเคลียร์ปมตกค้างมาจากอดีตรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

ไล่ตั้งแต่การใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งให้กรมบังคับคดียึดทรัพย์คดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว

ต่อเนื่องกับการมอบอำนาจให้นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ ลงนามแทนนายกรัฐมนตรี ในหนังสือบังคับทางปกครองเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายนักการเมืองและข้าราชการ 6 ราย กรณีทุจริตขายข้าวในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท

และตามรูปการณ์ที่คาดกันว่า จะเป็นรูปแบบเดียวกัน ในการเดินหน้าเช็กบิล เรียกค่าเสียหายจำนวนมหาศาลจากอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ฐานปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว

กระบวนการเคลียร์คดีสำคัญมีความก้าวหน้าอย่างเห็นเนื้อเห็นหนัง

ตามเงื่อนไขที่เอ่ยอ้างเหตุยึดอำนาจวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เพื่อสะสางปมคอร์รัปชัน

ขณะเดียวกันก็มีปรากฏการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงการยกระดับมาตรฐาน “ธรรมาภิบาล”

ตามคิวที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี มือกฎหมายรัฐบาล คสช. เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมเข็นกฎหมาย 4 ชั่วโคตรออกมาบังคับใช้

โดยอยู่ระหว่างคณะกรรมการกฤษฎีกาปรับแก้ไขถ้อยคำและกระบวนการ คาดว่าจะส่งร่างให้คณะรัฐมนตรี พิจารณาอีกครั้งในเดือนตุลาคมนี้ ก่อนส่งต่อให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาออกเป็นกฎหมายในขั้นต่อไป

ซึ่งสาระสำคัญเป็นกฎหมายว่าด้วยการขัดกัน ระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับส่วนรวม มีการระบุชัดห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และเจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้เครือญาติ ครอบคลุม

ตั้งแต่ ตัวเอง พ่อ แม่ ลูก เมีย

ล็อกหลายชั้น เป็นหลักประกัน ไม่ให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน

มันก็ทำให้ประชาชนคนทั่วไปยิ่งมั่นอกมั่นใจในความจริงใจ คิดไม่ผิดที่ฝากความหวัง กับ “นายกฯลุงตู่” ให้เป็น กัปตัน คุมเกมไปสู่ธงปฏิรูปประเทศไทย

ตามภาพของผู้นำที่อยู่ในภาวะ “ผ่องใส” เต็มที่

แต่มันก็ต้องสะดุดอย่างจัง กับปรากฏการณ์ “ฝายแม่ผ่องพรรณ”

กับประเด็นร้อนแรงที่ “น้องสะใภ้นายกฯ” อย่างนางผ่องพรรณ จันทร์โอชา ภรรยาของ “บิ๊กติ๊ก” พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม น้องชายในสายเลือดของ พล.อ.ประยุทธ์

โดน “จุดพลุ” แฉประจานอย่างหนัก เริ่มจากเครือข่ายโลกโซเชียลฯของฝ่ายต่อต้านรัฐบาล คสช. ก่อนขยายผลปมฉาวในสื่อกระแสหลัก

กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งติดต่อกันทุกวัน

โดยประเด็นการใช้อำนาจหน้าที่สามีเอื้อประโยชน์ในทางไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นปมการสร้างฝายโดยตั้งเป็นชื่อตัวเอง การใช้เครื่องบินทหาร กำลังพลกองทัพไปในภารกิจเดียวกัน

และแนวโน้มส่อว่าจะไม่หยุดแค่นั้น

ตามสถานการณ์กระแสไหล ปมร้อนลามจากแม่ไปถึงลูกชายที่โดนขุดคุ้ยประเด็นการเอาบริษัทที่ตัวเองถือหุ้นเข้าประมูลงานก่อสร้างของกองทัพภาคที่ 3 ได้งานไป 2 โครงการ

ฟันงบประมาณมูลค่ากว่า 155 ล้านบาท

ซึ่งนั่นก็ไม่พลาด ปมร้อนไหลเข้าเหลี่ยมจอมร้องเรียน

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้เข้ายื่นร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบทั้งกรณีของ “ฝายแม่ผ่องพรรณ” และกรณีของลูกชาย พล.อ.ปรีชา ประมูลงานกองทัพภาคที่ 3

ตามเหตุผลที่ระบุเลยว่า เป็นเรื่องอยู่ในความคลางแคลงใจของสังคม

โดนร้อง ป.ป.ช.เช็กบิลทั้งลูกทั้งเมีย

ตามสถานการณ์ของ พล.อ.ปรีชา เหมือนอยู่ในตำบลกระสุนตก

ในอารมณ์แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องต่อสาย

ข้ามทวีปจากประเทศสหรัฐฯ มาบอกน้องชายให้เงียบๆไว้ก่อน ระมัดระวังตัวในการเคลียร์ประเด็นร้อนให้ดีๆ

นั่นก็เพราะโดยรูปการณ์มันต้องมีคนวงในร่วมปล่อยข้อมูล “เจาะยาง”

สะท้อนอาการหมั่นไส้คนนามสกุล “จันทร์โอชา” ไม่ได้จำกัดวงอยู่เฉพาะฝ่ายต่อต้านด้านนอกเท่านั้น

แต่งานนี้ก็เป็น “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ที่ออกหน้ามาการันตี กรณีลูกและเมียของ พล.อ.ปรีชาไม่ผิดแต่อย่างใด

อุ้มน้องชายแทน “บิ๊กตู่” เต็มที่

เรื่องของเรื่อง มันยังกระตุกปมค้างเก่าของ พล.อ.ปรีชาที่ก่อนหน้าก็เคยมีประเด็นมาแล้ว ทั้งการโยกเงินของกองทัพ 3 มาอยู่ในบัญชีภรรยา ถัดมาก็เป็นการใช้สิทธิให้ลูกชายคนเล็กเข้ารับราชการทหารในกองทัพด้วยวิธีพิเศษ

แต่ละเคส แต่ละกรณี หมิ่นเหม่ทั้งนั้น

มันจึงเป็นอะไรที่ถูกครึ่งไม่ถูกครึ่ง กับการที่ พล.อ.ปรีชาพยายามชี้แจงว่า กรณีของตัวเองที่ตกเป็นเป้าถล่มอย่างหนัก เพราะเป็นน้องชายของ พล.อ.ประยุทธ์

เป็นจุดให้ถูกลากไปเป็นเหยื่อกระแสหมั่นไส้พี่ชาย

อย่างไรก็ดี อีกมุมหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ออก ทุกปมทุกกรณีของเมียและลูกของ “บิ๊กติ๊ก” มันก็เป็นปรากฏ-การณ์ที่มีการดำเนินการตามท้องเรื่องจริงๆ

ไม่ใช่เรื่องที่กุขึ้นมากล่าวหากันลอยๆแต่อย่างใด

ทั้งนี้ทั้งนั้น ณ จุดนี้ยังสรุปอะไรไม่ได้ โดยข้อกฎหมายจะผิดหรือไม่ต้องพิสูจน์กันต่อไป เพราะจะว่าไปไม่ว่าจะเป็นกรณี “ฝายแม่ผ่องพรรณ” หรือลูกชายเข้าประมูลงานของหน่วยทหาร

มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหรือผิดปกติใน สังคมอุปถัมภ์แบบไทยๆ

ในอารมณ์แบบ ที่ว่าใครเขา ก็ทำกันทั้งนั้น

แต่ปัญหามันอยู่ในเชิงของจริยธรรม ในมุมของความ เหมาะสมต่างหากที่อันตราย

มันเป็นเรื่องท้าทายความรู้สึกสังคม

เทียบอารมณ์กันง่ายๆ กับตระกูลดังทางการเมืองบางตระกูลที่โดนโจมตีปมโคตรโกง โกงทั้งโคตร

ประทับตราบาปสลัดยังไงก็ไม่หลุด

และเชื้อคอร์รัปชันของบริวารใกล้ตัว ก็เป็นเหตุให้อดีตผู้นำก่อนหน้าโดนทหารใช้เป็นเหตุในการโค่นอำนาจล้มกระดานถึง 2 ครั้ง 2 คราว ตั้งแต่รัฐบาลของพี่ชาย จนมาถึงรัฐบาลของน้องสาว

แล้วมาถึงวันนี้ก็ไม่วาย เชื้อร้ายที่ว่ายังมาเกิดขึ้นกับบริวารใกล้ตัวของผู้นำอำนาจพิเศษ

ผู้ที่มีภารกิจแบกความคาดหวังของประชาชนคนไทยทั้งประเทศในการพาเมืองไทยก้าวผ่านวังวนอุบาทว์ที่ถ่วง ความเจริญของประเทศชาติมานานหลายชั่วอายุคน

ในอารมณ์ที่คนไทยส่วนใหญ่มอบความไว้วางใจให้ “นายกฯลุงตู่” ผู้โปร่งใส ลุยกวาดโกงให้สิ้นซาก

เจอแบบนี้ไป แน่นอนมันทำให้กองเชียร์สะอึก

ความหวังอยากเห็นประเทศไทยในฝันชักเริ่มใจแป้ว

ในเมื่อมันส่อแววเลยว่า ประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อน ของบริวาร ปมร้อนๆของน้องชายและครอบครัวจะเป็นแผลที่สะกิดเรียกเลือดจาก พล.อ.ประยุทธ์ได้ตลอดเวลา

ยิ่งในภาวะเกมอำนาจกำลังเข้มข้น เครือข่ายฝ่ายต่อต้าน “นายกฯลุงตู่” โดนไล่บี้ไล่ต้อน

ถอนรากถอนโคนจากปมทุจริตคอร์รัปชัน

มันหนีไม่พ้นเสียงเย้ย “ลูบหน้าปะจมูก” ย้อนมาพันคอ.

“ทีมการเมือง”

 

ปิดประตูทุบกระดอง “ปู”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 24 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/732455


เกาะฟลอร์ปั่นแต้มอยู่บนเวทีโลก

ตามจังหวะที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ยืดอกให้คำมั่นกลางเวทีประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ครั้งที่ 71 ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา

ตอกย้ำจุดยืนคืนเวทีประชาธิปไตยปลายปี 2560 ตามโรดแม็ปที่วางไว้ พร้อมลดระดับกฎเหล็ก ยกเลิกการนำพลเรือนขึ้นศาลทหาร ผ่อนปรนบรรยากาศภายในประเทศ

ได้เคลียร์ใจผู้นำเวทีโลกให้เข้าใจสถานการณ์ภายในประเทศไทย ล้างภาพลักษณ์เผด็จการรัฐบาลทหาร

ควบคู่ไปกับกระแสตอบรับจากเสียงเชียร์ “ลุงตู่สู้ๆ” ของคนไทยในต่างแดน เติมกำลังใจเต็มเปี่ยมให้เดินหน้าการทำงานในช่วงเวลาที่เหลือต่อไป

“บิ๊กตู่” ถือโอกาสตีกิน เพิ่มแต้มเนียนๆในต่างแดน

สวนทางกับเรื่องภายในประเทศ ที่กำลังมีประเด็นล่อแหลมทางจริยธรรมของคนใกล้ตัวนายกฯ ที่กระทบชิ่งใส่ผู้นำ คสช.ให้พลอยเสียรังวัดไปด้วย

กรณีน้องชาย “บิ๊กติ๊ก” พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม ตกที่นั่งตำบลกระสุนตก โดนล่อเป้ารุมถล่มประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อน

จากกรณีการจับผิดเรื่องการตั้งชื่อฝาย “แม่ผ่องพรรณ” จ.เชียงใหม่ ตรงกับชื่อ “ผ่องพรรณ จันทร์โอชา” ภริยา “บิ๊กติ๊ก” พอดิบพอดี และขยายวงไปถึงการนำเครื่องบินหลวงไปให้คณะภริยาของน้องชายนายกฯใช้ระหว่างลงพื้นที่ไปที่ฝายแม่ผ่องพรรณ

บานปลายไปถึงกรณีที่บริษัทของบุตรชายได้รับงานประมูลในหลายโครงการก่อสร้างของกองทัพภาคที่ 3

ปลุกกระแสสังคมให้คาใจ กระหน่ำคำถามเรื่อง “ธรรมาภิบาล” ใช้สถานะนามสกุลของตัวเองมาเอื้อประโยชน์กันหรือไม่

คนใกล้ตัวเรียกแขก กลายเป็น “สายล่อฟ้า” สะเทือนไปถึงภาพลักษณ์ “ปราบโกง” ของผู้นำ คสช.ให้สะดุด ไม่สามารถอ้าปากพูดเรื่องความโปร่งใสได้อย่างเต็มปากเต็มคำ

โดนฝ่ายตรงข้ามตั้งแท่นขยี้ปมจริยธรรม “ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง”

แต่ที่อาการหนัก ตกที่นั่งลำบากมากกว่า หนีไม่พ้น “อดีตนายกฯปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่กำลังตกอยู่ในโซนกระสุนตก ถูกถล่มใส่ไม่ยั้งมือ ณ เวลานี้

ตามรูปการณ์ที่ตกอยู่ในสถานะถูกรุกไล่จากเครือข่ายฝ่ายอำนาจพิเศษให้จนกระดานมากขึ้นเรื่อยๆ

จากสถานการณ์ที่ถูกขึ้นบัญชีดำ มีคดีติดตัวอยู่ในชั้นการพิจารณาของ ป.ป.ช.ยาวเป็นหางว่าวถึง 15 คดี

อาทิ กรณีแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ การจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ชุมนุมทางการเมืองโดยไม่ถูกต้องตามขั้นตอน การออก พ.ร.ก.เงินกู้ 3.5 แสนล้านบาทในการบริหารจัดการน้ำ

ล่าสุด ยังถูกตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน กรณีบริหารงานผิดพลาดในการเก็บกักและระบายน้ำ เป็นเหตุให้เกิดมหาอุทกภัยปี 2554

ปมน้ำท่วมใหญ่ทั่วประเทศที่ทำให้ “อดีตนายกฯปู” เสียศูนย์ ถูกรุมด่าทั่วเมืองเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา กลับมาหลอน “ยิ่งลักษณ์” อีกรอบ

มีโจทก์เก่าอย่าง “สุภา ปิยะจิตติ” กรรมการ ป.ป.ช. อดีตผู้ใต้บังคับบัญชา ที่เคยฝากรอยแผลคดีโครงการจำนำข้าว นั่งหัวโต๊ะคุมการไต่สวนถึง 6 คดี

ยังไม่รวมถึงกรณีโครงการจำนำข้าวในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่งวดเข้ามาเรื่อยๆ ได้ลุ้นว่าจะแหย่ขาเข้าตะรางหรือไม่

หรือการตั้งแท่นจ่อเรียกเงิน 3 หมื่นล้านบาท กรณีสร้างความเสียหายในโครงการจำนำข้าว ที่คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง กระทรวงการคลังจะสรุปผลเร็วๆนี้

“อดีตนายกฯหญิง” เจอวางตั๋วเช็กบิลทั่วสารทิศ ดูทรงแล้ว ดิ้นสู้อย่างไร ก็รอดลำบาก

ทำได้แค่โอดครวญ เรียกร้องคะแนนความเห็นใจจากฝั่งแม่ยก

อำนาจพิเศษเดินหมากปิดประตูทุบกระดองปูไว้ทุกทาง ขณะที่เครือข่ายนายใหญ่ ระดับหัวแถวและปลายแถวต่างถูกเด็ดปีกออกจากสารบบการเมืองอย่างต่อเนื่อง

และอีกหลายคดีต่อคิวขึ้นเขียงรอวันตัดสินชะตากรรม

หัวขบวนและหางแถวส่อแววร่วงระนาวก่อนถึงช่วงเลือกตั้งปลายปี 2560

ตกอยู่ในสภาพไม่ต่างอะไรจากการถูกเซ็ตซีโร่ทั้งเป็น!!!

ทีมข่าวการเมือง

 

เงื้อดาบแล้วมีชะงัก?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/731348


ในคิวกล่าวถ้อยแถลงของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติฯที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ช่วงหนึ่งกล่าวถึงสถานการณ์ในประเทศ

นอกจากยืนยันโรดแม็ปเลือกตั้งปลายปี 2560 โปรแกรมหน้าคัมมิ่งซูน

ยังระบุ รัฐบาลได้เน้นแก้ไขปัญหาความมั่นคง การทุจริต การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมต่างๆที่เป็นปัญหาที่เรื้อรัง และแก้ไขปัญหาที่ต้นตอเป็นการวางรากฐานการพัฒนาประชาธิปไตยที่ยั่งยืน

“รวมทั้งการส่งเสริมธรรมาภิบาล”

“บิ๊กตู่” ยังกล่าวถึงการพัฒนาเศรษฐกิจภายใต้แนวคิด “ประเทศไทย 4.0” ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมการศึกษา การวิจัย พัฒนา ปรับปรุงกฎระเบียบให้เป็นสากล

รวมทั้งขจัดปัญหาคอร์รัปชัน

ตัวแทนอำนาจพิเศษประเทศไทยประกาศยึดหลักธรรมาภิบาล ขจัดคอร์รัปชัน

ไม่วายถูกโฟกัสโยงสถานการณ์ในไทย ห้วงปม “ความไม่โปร่งใส” ในคนใกล้ชิดผู้นำโผล่

เป็นประเด็นร้อนสะเทือนอำนาจพิเศษ

เรื่องเกี่ยวกับคนในครอบครัว “จันทร์โอชา” ในส่วนของ “บิ๊กติ๊ก” พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม จากจุดเริ่มปมเล็กๆ เปิดโพยตั้งชื่อ “ฝายแม่ผ่องพรรณ” ที่เชียงใหม่ โยงชื่อภรรยาของ “บิ๊กติ๊ก”

ขยายวงไปถึงการขอใช้บริการเครื่องบินกองทัพ ขนแม่บ้านท็อปบูตไปงาน และที่สื่อออนไลน์เปิดเอกสารรายละเอียดการประมูลโครงการในกองทัพภาคที่ 3 ของบริษัทลูกชาย “ปลัดติ๊ก”

ลูก-เมียของน้องชาย “บิ๊กตู่” ติดหลายเงี่ยง เส้นสายอำนาจและผลประโยชน์

ล่าสุด นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นหนังสือถึง ป.ป.ช.ให้ตรวจสอบ “บิ๊กติ๊ก” ไปจนกระทั่งแม่ทัพและอดีตแม่ทัพภาคที่ 3 และข้าราชการที่เกี่ยวข้อง

กรณีใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์บริษัทบุตรชาย พล.อ.ปรีชาให้ได้รับงานก่อสร้าง

ไฟชักลาม

ลำพัง “นายกฯลุงตู่” ต่อสายตรงมาถึงน้องชายให้ระวังตัวก็คง “ดับไฟ” ไม่อยู่ หรือ “บิ๊กป้อม” พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม การันตี ก็ยังล้างประเด็นที่สังคมสงสัย “คาใจ” ไม่ได้

ทั้งหมดทั้งปวง ก็ไม่แน่ใจถึงคิวกลับไทย “บิ๊กตู่” จะช่วยเบรกกระแสกันได้แค่ไหน

เพราะคิวนี้ กระทั่งองค์กรตรวจสอบยังถูกจับจ้องดึงเกมยาวเหนื่อย

แล้วแน่นอน คิวนี้ย่อมสะเทือนไปถึงโจทย์หลัก “ล้างโกง” ของคสช.อย่างมิต้องสงสัย

กระทั่งถึงแม้จะมี “เรื่องใหญ่” ทั้งปมตรวจสอบความเสียหาย ไล่บี้เรียกเฉ่งเจ๊งจำนำข้าวจาก “อดีตนายกฯปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ปมระบายข้าวจีทูจีของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ พร้อมพวก

กระทั่งล่าสุด นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนาย “อดีตนายกฯปู” ระบุ ป.ป.ช.ยังได้ส่งหนังสือเพื่อแจ้งให้ทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงข้อกล่าวหานางสาวยิ่งลักษณ์และเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง

มีพฤติการณ์ร่วมกันกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำในเหตุมหาอุทกภัยปี 2554

ตามที่นายนรวิชญ์ระบุ เป็นอีก 1 ใน 15 คดีเกี่ยวกับอดีตนายกฯหญิง

ชนักจ่อคิวอื้อ

แต่มาเจอปมร้อน “เครือญาติผู้นำ” ทำเอาคิวบี้สะดุดเหมือนกัน

เช่นเดียวกับกรณี ศาลอาญาสั่งจำคุก 3 ปีไม่รอลงอาญานายแทน เทือกสุบรรณ ลูกชาย “ลุงกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ” และนายบรรเจิด เหล่าปิยะสกุล อดีตเลขาฯนายสุเทพ ในคดีบุกรุกที่เขาแพงกว่า 31 ไร่

โดยศาลอนุญาตให้ประกันตัว หาช่องสู้ปลดชนักต่อ

ตามรูปการณ์น่าจะเป็นสัญญาณต่อเนื่องจากที่ผู้นำประเทศ ให้คดีที่เกี่ยวโยง “นักการเมือง” เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ถึงขั้นเตรียมเสนอกฎหมาย “เอาผิดโกง 4 ชั่วโคตร”

ตามเป้าหมาย “ล้างทุจริต” จัดระเบียบบ้านเมืองช่วงเปลี่ยนผ่าน

แต่เมื่อคนใกล้ชิด “อำนาจพิเศษ” ถูกลากชื่อเข้าข่าย

“ดาบเชือดโกง” หลายเล่มเงื้อฟันก็คงชะงักไปเหมือนกัน.

ทีมข่าวการเมือง

 

ถึงกับต้องต่อสายตรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 22 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/730125


เหตุเกิดช่วงกัปตันทีมไม่ได้อยู่คุมเกมในประเทศพอดี

ประเมินจากข่าวที่ระบุว่า “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ต้องต่อสายตรงข้ามทวีปจากสหรัฐอเมริกามาสั่งการใน 2 จุดใหญ่ๆ

ในอารมณ์พะว้าพะวงเป็นห่วงสถานการณ์ร้อนแรง

จุดแรกเลยคือการโทรศัพท์สายตรงสั่ง “บิ๊กติ๊ก” พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกลาโหม ให้เงียบๆ ระวังตัวในการชี้แจงเรื่องร้อนๆเกี่ยวกับลูกเมียที่กำลังตกอยู่ในวงล้อมตำบลกระสุนตก

โดนแฉหนักปมผลประโยชน์ทับซ้อน

สถานการณ์ร้อนๆ กระแสลามเร็ว จากจุดเริ่มในโลกโซเชียลฯที่ “เจ๊ผ่อง” นางผ่องพรรณ จันทร์โอชา ถูกขุดคุ้ยปมใช้งบหลวงทำฝายตั้งชื่อตัวเอง ใช้สิทธินั่งเครื่องบินทหารไปต่างจังหวัด พฤติกรรมหมิ่นเหม่ไม่เหมาะสม มาถึงลูกชายเอาบริษัทเข้าประมูลงานกับกองทัพภาคที่ 3

ตามจังหวะลูกไหลเข้าทางฝ่ายต้าน “นายกฯลุงตู่” ตีปี๊บประจานธรรมาภิบาล

ย้อนศร เทียบมาตรฐานกับ “ตระกูลชินฯ” ที่โดนด่าโกงทั้งโคตร

โดยมีคนที่รับอาสาเป็น “โจทก์” ตามไล่ฟ้องดะ ก็คือนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ที่ล่าสุดได้เข้ายื่นร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบกรณีลูกชาย พล.อ.ปรีชาประมูลงานกองทัพภาคที่ 3

ตามเหตุเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยของสาธารณชนเป็นการทั่วไปว่า หากไม่มีการใช้อำนาจ พิเศษเพื่อประโยชน์ในการเสนอราคาประมูลงานต่างๆดังกล่าวแล้ว บริษัทหน้าใหม่ที่มีทุนจดทะเบียนเล็กน้อย จะสามารถชนะการประมูลงานของรัฐที่มีมูลค่านับสิบนับร้อยล้านได้อย่างไร

กรณีดังกล่าวเชื่อว่าน่าจะมีการกระทำอันเข้าข่ายพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 ประกอบมาตรา 100 แห่ง พ.ร.บ.ป.ป.ช.2542 แก้ไขเพิ่มเติม และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 152

โดนร้อง ป.ป.ช.ตามเช็กบิลทั้งเมียทั้งลูก

ตามสถานะคนถูกล็อกเป้า อยู่ท่ามกลางสายตาสังคมจับจ้อง ในอาการแบบที่ พล.อ.ปรีชา เป็นประธานในพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์หน้าศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม

โดยมีการผูกผ้าสามสีและคล้องพวงมาลัยปืนใหญ่โบราณ 40 กระบอก

เจ้าตัวก็ยังไม่วายต้องบอกปัดคำถามนักข่าว การทำพิธีครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับสิ่งที่ตนเองกำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ เพราะพิธีครั้งนี้มีแผนการดำเนินงานมานานแล้ว

ส่อแววหนีสถานะ “บ่อน้ำมัน” ไม่ออก

“บิ๊กติ๊ก” คือจุดอ่อนไหวที่ฝ่ายตรงข้ามจ้องกระแทกชิ่งไปถึงพี่ชายอย่าง “บิ๊กตู่”

เรื่องของเรื่อง ในมุมของฝ่ายต่อต้านก็ไม่น่าแปลกอะไร แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า โดยปรากฏการณ์ลักษณะที่เป็นข้อมูลวงในหลุดออกมาประจาน

มันต้องเป็นคนกันเองปล่อยเตะตัดขา

ปรากฏการณ์ถล่ม พล.อ.ปรีชา สะท้อนเลยว่า อาการหมั่นไส้คนนามสกุล “จันทร์โอชา” ไม่ได้จำกัดวงอยู่เฉพาะฝ่ายต่อต้านด้านนอก

“บิ๊กตู่” ถึงต้องรีบต่อสายข้ามทวีปบอกน้องชายให้ระวังตัวดีๆ

ขณะที่อีกช็อตหนึ่ง “บิ๊กตู่” ได้ต่อสายตรงถึง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ว่าด้วยปมของการลุยปราบ “ทัวร์ศูนย์เหรียญ”

นายกฯแสดงความเป็นห่วงจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในวงกว้าง

โดยสั่งการให้ พล.อ.ประวิตร รีบเคลียร์ให้จบภายใน 1 เดือน ไม่ให้กระเทือนภาพพจน์การท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยเฉพาะในส่วนของนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่

มันก็เป็นอะไรที่ชัดเจนว่า คิวของทัวร์ศูนย์เหรียญส่งผลสะเทือนรุนแรง

เบื้องหน้าเบื้องหลังรายการนี้จะมีอะไรซับซ้อนซ่อนเงื่อน นอกเหนือไปจากยุทธศาสตร์ คสช.ที่ต้องการจัดระเบียบสังคมและเศรษฐกิจหรือไม่ หรือจะโยงไปถึงกลุ่มทุนสปอนเซอร์ใคร

เพราะจากท่าทีผู้นำที่ต้องต่อสายตรงมาสั่งการ แสดงว่าเดิมพันต้องสูง

ที่แน่ๆเลยการท่องเที่ยวคือช่องทางหารายได้หลักที่เหลืออยู่ในยามเศรษฐกิจฝืดเคืองเต็มที

“บิ๊กตู่” ถึงต้องจี้ให้รีบเคลียร์จบเกมเร็ว.

ทีมข่าวการเมือง