นอกลดโทนในยกระดับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 11 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/749612


หัวใจไทยทุกดวงส่งพลังจิตไปที่พ่อของแผ่นดิน

ตามแถลงการณ์สำนักพระราชวัง เรื่อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯมาประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช ฉบับที่ 37

ในบรรยากาศ “ห้วงเวลาพิเศษ” ที่ทุกภาคส่วนร่วมจิตอธิษฐาน สวดมนต์ถวายเป็นพระราชกุศล ขอให้พระองค์ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ววัน

เป็นมิ่งขวัญของพสกนิกรชาวไทยไปอีกตราบนานเท่านาน

สถานการณ์อยู่ในช่วงที่ประชาชนเฝ้าติดตามพระอาการอย่างใกล้ชิด เพราะพ่อของแผ่นดินคือชีวิตจิตใจของคนไทยทุกคน

ตัดฉากไปที่ความเคลื่อนไหวทางการเมือง ไฮไลต์ก็ยังอยู่ที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ที่ล่าสุดได้ขึ้นแท่นเป็นประธานเปิดการประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือเอเชีย หรือการประชุมเอซีดีซัมมิต ครั้งที่ 2 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ

โดยมีประมุขแห่งรัฐ ผู้นำ และผู้แทนระดับสูงจาก 34 ประเทศสมาชิก เดินทางมาเข้าร่วมประชุมโปรแกรมสำคัญ ถือเป็นงานใหญ่ระดับนานาชาติ

ตามฉากที่ผู้นำไทยประกาศพร้อมเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงภูมิภาค วาดภาพเมืองไทยในอนาคตที่จะพัฒนาความเจริญไปควบคู่กับภูมิภาคเอเชีย

โชว์วิสัยทัศน์ มีทั้งการเสนอให้มีการดึงทุนจากภาคเอกชนมาร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในภูมิภาค การใช้เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมการพัฒนาและการเข้าถึงทางการเงิน ตั้งชุมชน “ฟินเทค” ให้เมืองไทยเป็นสังคมไร้เงินสดในอนาคต ฯลฯ

ดันยุทธศาสตร์ล้อตามแผนการคุมอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่านไปอีก 5 ปีถึง 8 ปี

เรื่องของเรื่อง เป็นจังหวะที่สปอตไลต์ฉายส่อง “เจนเนอรัลประยุทธ์” ผู้นำรัฐบาลทหารของไทย นั่นเท่ากับยกระดับการยอมรับในเวทีโลกขึ้นไปอีกมิติหนึ่ง

ซึ่งก็ช่วยผ่อนแรงเสียดทานภายนอกประเทศให้ลดโทนลงไป

แต่นั่นก็เป็นอะไรที่สวนทางกับแรงกระเพื่อมภายในที่อุณหภูมิชักจะระอุขึ้นเป็นลำดับ

สดๆร้อนๆตามการขยับของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่ไปเปิดเวทีปราศรัยย่อยๆกับกองเชียร์คนไทยที่ประเทศสหรัฐฯ ตั้งใจฟาดหางมาถึงหูฝ่ายคุมเกมอำนาจที่เมืองไทย

เย้ยรัฐบาลทหารแก้ปัญหาแบบวัวพันหลัก

อาการกลัวผีทักษิณขึ้นสมอง ทำให้ความปรองดองยังไม่เกิดขึ้น

และล่าสุดก็มีภาพที่อดีตนายกฯทักษิณไปเดตกับสาวๆ

นับสิบให้ฮือฮา พร้อมเฉลยว่าเป็นเพื่อนสาวๆของ “อุ๊งอิ๊ง”

แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาว พาไปกินข้าวกับพ่อ

ยี่ห้อ “ทักษิณ” ขยับแต่ละทียังเป็นไฮไลต์

กระตุกหน่วยเฝ้าระแวงในเมืองไทยให้เต้นตามได้ทุกจังหวะ ตามสถานการณ์คดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวที่คืบหน้ามาถึงคิวสืบพยานนัดท้ายๆ คาดวันตัดสินจะอยู่ช่วงปลายปีนี้

ชะตากรรมเสียวๆของ “น้องปู” อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ระทึกเข้ามาทุกขณะ

อยู่ในระยะที่ต้องจับตา ยุทธการท้าวัดดวงสู้ตาย

ยิ่งเป็นอะไรที่ฝ่ายคุมเกมอำนาจเองก็พลาด “เปิดคาง” ให้ทุบจุดสลบ

จากกระแสคนรอบข้างผู้นำ “สอบตก” จริยธรรม ทั้งปมของ “พี่ใหญ่” เหมาเครื่องบินไปประชุมที่ฮาวาย เป็นความควายที่เข้ามาแทรกความวัวยังไม่ทันหาย ซ้ำกรณีครอบครัวของ “น้องชาย” ผู้นำส่อพฤติกรรมผลประโยชน์ทับซ้อน ล่อแหลมกับงบประมาณหลวง

ทั้งน้องทั้งพี่ ฉุดเอวให้ “นายกฯลุงตู่” พลิกมาอยู่ในจุดเสี่ยงภาวะ “ขาลง”

ในอารมณ์แบบที่สังเกตได้ ถึงตรงนี้พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ชักจะกล้าส่งเสียงโห่ แสดงอาการไม่ยอมรับโผสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ตั้งเพิ่มเข้ามาใหม่ จำนวน 33 คน

ล้วนแต่ “นายพลท็อปบูต” จนถูกเรียกเป็น “ฝักถั่ว” สีเขียว

ซึ่งอันที่เลยก็ถือเป็นฟอร์มปกติในยุครัฐบาลทหารถืออำนาจพิเศษ อย่างที่เห็น สนช.ชุดแรกๆก็แทบจะเกณฑ์มาจากค่ายทหาร นับหัวแล้วมากกว่านี้ด้วยซ้ำ

แต่ตอนนั้น นักการเมืองพากันอมพะนำ แหยงดาบอำนาจพิเศษ

ผิดกับวันนี้ที่ดาบชักจะไม่ขลัง นักเลือกตั้งชักจะกล้าลองของ.

ทีมข่าวการเมือง

 

ประชาชนชี้ขาด : สองพรรคใหญ่จับมือตั้งรัฐบาลอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 10 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/747976


การเลือกตั้งใหญ่ตามโรดแม็ปเป็นเรื่องอีกยาวไกล

แต่ขณะนี้กลับมีการพูดถึงสูตรการจัดตั้งรัฐบาลเอาไว้ล่วงหน้ากันแล้ว

การจัดตั้งรัฐบาลแต่ละสูตรขึ้นอยู่กับเงื่อนไขอะไรบ้าง ติดตามคำให้สัมภาษณ์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวผ่าน ทีมข่าวการเมือง

โดยเริ่มจากขอเสนอให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แม้มีผลงานเรื่องการบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด การสร้างความสงบให้สังคม

แต่อยากให้ทำงานในเรื่องยากเชิงโครงสร้างปฏิรูป ให้เป็นรูปธรรมสำเร็จสักเรื่องตามที่ประชาชนคาดหวัง

ควรตั้งหลักตั้งแต่จัดลำดับความสำคัญของปัญหา แล้วเลือกลงมือดำเนินการ เช่น การปฏิรูปการทุจริต สะสางให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ การปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปตำรวจ

โดยการปฏิรูปตำรวจ สมควรที่จะทำมากที่สุด

ขณะเดียวกัน ยังมีข้อเสนอต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ถึงการยกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายลูก โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง

หัวใจต้องทำให้การเลือกตั้งสุจริตและเที่ยงธรรม ขจัดปัญหาการซื้อเสียง โกงการเลือกตั้ง ลดอิทธิพลของเงิน และประชาชนมีข้อมูลในการตัดสินใจมากที่สุด ถ้ากฎหมายเป็นไปในทิศทางนี้ย่อมเห็นดีและเอาด้วย

เช่น นโยบายพรรคการเมือง เคยเสนอให้พรรคการเมืองต้องเสนอนโยบายต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ชัดเจนขึ้น เพื่อในอนาคตนโยบายของพรรคนั้นทำไม่ได้จริง ทำไปแล้วเกิดความเสียหาย จะได้มีฐานข้อมูลเอาไปเล่นงานพรรคนั้นตามกฎหมายต่อไป

กระบวนการดีเบตก็เช่นเดียวกัน เพื่อให้พรรคการเมืองต้องมาตอบคำถามประชาชน สื่อมวลชน สามารถวิพากษ์วิจารณ์ซึ่งกันและกันได้ มันเป็นหัวใจที่จะทำให้การเลือกตั้งเป็นเรื่องที่ประชาชนรู้ว่า ทางเลือกจริงๆคืออะไร

เฉกเช่นการดีเบตของผู้สมัครประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนพรรครีพับลิกัน กับนางฮิลลารี คลินตัน ตัวแทนจากพรรคเดโมแครต ที่มีคนนิยมน้อย

ถามว่าทำไมประชาชนสนใจดูการตีเบตมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ เพราะประชาชนอยากดูว่าสุดท้ายแล้วเมื่อถูกซัก ถูกถามจี้ จะตอบคำถามได้หรือไม่ ทั้งคำถามจากสื่อมวลชนหรือฝ่ายตรงข้ามว่าคุณมีข้อมูลคำตอบให้สังคมหรือไม่ และยังเป็นสัญญาประชาคม แต่การปล่อยให้ต่างคนต่างพูดมันก็แค่โฆษณาชวนเชื่อ

ส่วนการออกแบบคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ผ่านมา กฎหมาย กกต.มีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน แต่สิ่งที่ต้องยืนยันในหลักการและรัฐธรรมนูญได้ยืนยันในความเป็นองค์กรอิสระ มีอำนาจมากพอในการดูแลจัดการเลือกตั้ง ไม่ควรย้อนดึงอำนาจของ กกต.ออกไปสู่อดีตอีก

แต่สิ่งที่สำคัญ กกต.ไม่ควรเป็นองค์กรขนาดใหญ่ เพราะเทอะทะ ไม่คล่องตัว ควรออกแบบให้คนมาช่วยงาน ภายใต้การบังคับบัญชากำกับของ กกต.เฉพาะในช่วงที่มาช่วยงาน กกต.จริงๆ

เหมือน กกต.อินเดียที่ทำงานได้ผล โดยยืมคนมาจากองค์กรอื่นมาทำงานช่วยจัดการเลือกตั้ง

พอมาถึงกฎหมายพรรคการเมือง นายอภิสิทธิ์ ไม่อยากขอพูดถึง เพราะจะถูกมองว่าพูดเพื่อผลประโยชน์ของฝ่ายการเมือง แต่ยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์จะเดินทางไปในทิศทางปฏิรูปการเมือง

พร้อมกล้ายืนยันว่าเราทำมากที่สุดที่ให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในเรื่องประชาธิปไตยในพรรค ไม่เช่นนั้นจะมีหัวหน้าพรรคที่หลากหลายได้อย่างไร ไม่ใช่เรื่องของทุนหรือเจ้าของพรรคหรือผู้มีอิทธิพลใดๆ

ฉะนั้นจะออกกติกาอย่างไรก็ว่ามา ที่สำคัญพอดูขั้นตอนการเสนอความเห็นเรื่องกฎหมายลูก ยังอีกยาว

ตอนนี้ขอไปทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เอาเวลาไปคิดเรื่องการแก้ไขปัญหาของประเทศดีกว่ามาช่วยร่างกฎหมายพรรคการเมือง ในฐานะเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ต้องพยายามทำให้พรรคเป็นที่พึ่งและตอบโจทย์แก้ปัญหาประชาชนให้มากที่สุด หลังจาก คสช.จัดให้มีการเลือกตั้งแล้วใครจะนำพาประเทศไปในทิศทางที่ประชาชนอยากได้

ใครจะวิเคราะห์สูตรการจัดตั้งรัฐบาลอะไรไม่ขอเล่นด้วย ไม่ขออยู่ในเกมนี้ เพราะเมื่อถึงวันเลือกตั้งประชาชนอาจจะสนใจทิศทางของประเทศไปทางไหน มากกว่าใครจะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้

ฉะนั้นวันนี้จึงให้ความสำคัญสูงสุดกับของนโยบายพรรค เพราะประเทศมีโจทย์ ที่ท้าทายมาก

ทีมข่าวการเมือง ถามถึงแนวทางพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยจับมือจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง นายอภิสิทธิ์บอกว่า ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ใครจับมือกับใคร เท่ากับว่าจับมือเพื่ออะไรและจับมือกันไปทำอะไร

มุมหนึ่งอาจจะถูกมองว่านักการเมืองทุกพรรคมาเป็นรัฐบาลเพื่อสร้างความปรองดอง อีกมุมหนึ่งกลับมองว่านักการเมืองในที่สุดแล้วอะไรก็ได้ ขอให้ได้เป็นรัฐบาลมีอำนาจก่อน

สำหรับผมจุดยืนแต่ละเรื่องของพรรค ถ้าคิดเข้าไปเป็นรัฐบาลและมีอำนาจก่อน มันก็ไม่ยาก

แต่ในอดีตพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยทำแบบนี้ ถ้าทำแบบนี้คงไม่มีพรรคมาจนถึงทุกวันนี้

ฉะนั้นจะต้องดูนโยบายทุกเรื่อง โดยเฉพาะความซื่อสัตย์สุจริตสำคัญที่สุด ถ้าพรรคเพื่อไทยยังคิดเรื่องนิรโทษกรรม ยังวางตัวเป็นเครื่องมือของคนในตระกูลใดหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง มันก็จับมือกันไม่ได้

และเรื่องสูตรการจัดตั้งรัฐบาลยังขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน

ทุกอย่างขึ้นอยู่กับกติกาใหม่ที่ได้ข้อยุติตามศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาแล้ว

ฉะนั้นใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีต้องได้เสียงในรัฐสภา 375 เสียงขึ้นไป และใครเป็นนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศได้ควรมี ส.ส.250 เสียงในสภาผู้แทนราษฎร

ความจริงไม่มีใครรู้ยอด 375 และ 250 มันจะออกมาเป็นเงื่อนไขจำกัดพรรคการเมืองแต่ละพรรคแค่ไหน เพราะกำลังเข้าสู่ระบบการเลือกตั้งใหม่

หากใครไปเอาตัวเลขเดิม โดยคิดว่าทุกอย่างเหมือนเดิม จะเกิดความผิดพลาดได้ เนื่องจากระบบการเลือกตั้งเดิม ประชาชนมีสิทธิเลือกตั้งในบัตร 2 ใบ 2 พรรคใหญ่รวมกันย่อมได้ ส.ส.เกิน 375 เสียงแน่

แต่ระบบการเลือกตั้งใหม่ ประชาชนมีสิทธิเลือกในบัตร 1 ใบ จะมีเกณฑ์การตัดสินใจเลือกใหม่ ย่อมมีผลต่อผู้สมัคร ส.ส. ต่อพรรคการเมืองและการเลือกนายกรัฐมนตรี

2 พรรคใหญ่อาจจะได้ ส.ส.ไม่เกิน 375 เสียงก็ได้ ถ้ามีพรรคขนาดกลางและพรรคเล็กเกิดขึ้นอีกหลายพรรค

ฉะนั้นจะเพ่งเล็งแค่ 2 พรรคการเมืองใหญ่ อาจจะไม่ใช่ ซึ่งไม่ได้บอกว่าได้หรือไม่ได้นะ

เวลานี้อาจคิดกันไปว่า ส.ว.จากการแต่งตั้ง 250 เสียงล็อกเอาไว้แล้ว และตั้งสมมติฐาน ส.ว.เปรียบเหมือนพรรคเดียวกัน ฉะนั้นจึงอยากได้คนของเขาขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะมี “ล็อก 250”

แต่ทำไมไม่คิดว่าจะมี “250 ลาก” สมมติพรรคใดได้ ส.ส.เกิน 250 เสียง ส.ว.จะกล้าไปจับมือกับส.ส.เสียงข้างน้อยหรือ

ในทางกลับกันเสียงข้างน้อยจะกล้าจับมือกับ ส.ว.เลือกนายกรัฐมนตรีและตั้งรัฐบาล โดยมี ส.ส.250 เสียงในสภาเป็นฝ่ายค้าน ถามว่าบ้าหรือไม่ ถ้าหากตอบว่ายาก และไม่มีพรรคไหนได้เกิน 250 เสียง แต่ถ้าพรรคขนาดกลาง และพรรคเล็กจับมือกันได้เกิน 250 เสียง แล้วมันต่างจากพรรคใหญ่ 250 เสียงอย่างไร

ฉะนั้นสมมติฐานที่ตั้งเอาไว้ว่าจะเอา ส.ว.แต่งตั้ง “250 ล็อก” คนเอาไว้ ในอนาคตจะรู้ได้อย่างไรว่าจะไม่เจอ 250 เสียงของสภาที่เป็น “250 ลาก” ถ้าพรรคการเมืองรวม ส.ส.ได้ 250 เสียงแล้วจะฝืนกันได้หรือ

ทั้งหมดชี้ให้เห็นว่าในอนาคตไม่มีอะไรแน่นอน จะเกิดปรากฏการณ์ ส.ว. “250 ล็อก” หรือ “250 ลาก” และถ้าตกลงกันไม่ได้ก็จะเกิดสภาวะ “รัฐบาลรักษาการ” โดยใช้อำนาจตามมาตรา 44 ไปเรื่อยๆจนกว่าจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอม หรืออาจจะเกิดการยุบสภา

มาถึงวันนี้ใครตอบได้ว่าจะเกิดขึ้น “250 ล็อก” หรือ “250 ลาก”

จะเป็นพรรคย่อยจับมือกัน หรือเป็นพรรคใหญ่จับมือกัน

วันนี้บางคนอาจมองว่าประชาชนกำลังชื่นชม พล.อ.ประยุทธ์ถ้าเป็นแบบนี้จนถึงวันเลือกตั้ง

“250 ล็อก” ย่อมมีโอกาสเกิดขึ้น

แต่ถ้าสถานการณ์เปลี่ยน การบริหารงานมา 2 ปีไม่ตอบโจทย์ประชาชน เศรษฐกิจไม่ดี

“250 ลาก” ย่อมมีโอกาสเกิดขึ้น

สุดท้ายอย่าลืมประชาชนจะให้คำตอบในเบื้องต้น.

ทีมการเมือง

 

ผ่าสถานการณ์รอบข้างผู้นำ “สอบตก” จริยธรรม : “ประยุทธ์” สะดุดศรัทธา จุดเสี่ยงขาลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 9 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/747211


ทั่วทุกภาคของประเทศไทยยังชุ่มฉ่ำไปด้วยสายฝน

โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ต้องเจอภาวะน้ำท่วมขังถนน รถติดวินาศสันตะโร ถึงขั้นต้องสั่งอาหารฟาสต์ฟู้ดบริการส่งให้กินถึงที่รถติดแบบไม่ขยับ ใช้เวลาเดินทางกลับบ้านหลายชั่วโมง

คนเมืองกรุงบ่นกันโขมงโฉงเฉง

ในสถานการณ์ที่เดือดร้อนหนักไม่น้อยไปกว่ากัน สำหรับชาวบ้านในเขตพื้นที่ลุ่มภาคกลางที่ต้องรับน้ำจากการระบายของเขื่อนหลากเข้าท่วมบ้านเรือน เรือกสวน นา ไร่

ข้าว ผลไม้ พืชผลทางการเกษตรเสียหายไปตามๆกัน

บรรยากาศเร้าเหตุฉุกเฉินจากน้ำท่วม ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ต้องนำคณะขึ้นเฮลิคอปเตอร์ลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์อุทกภัย พร้อมทั้งมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคให้ประชาชนผู้ประสบภัยในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดชัยนาท

รีบไปให้ชาวบ้านร้านตลาดได้เห็นหน้า ไม่มัวแต่นั่งดูอยู่บนหอคอยงาช้าง

แสดงถึงความตั้งอกตั้งใจของผู้นำรัฐบาลในการวิ่งเข้าชนปัญหา

เรื่องของเรื่อง โดยภาพมันก็ช่วยฉุดอารมณ์ กระตุกกระแสสังคมที่กำลังเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม ความคาดหวังและความไว้วางใจที่มีให้ “นายกฯลุงตู่” และทีมงาน

ตามฉากอีกด้านหนึ่งที่ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม และนายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.การบินไทย

ร่วมกันตั้งโต๊ะแถลงข่าวใหญ่ที่ทำเนียบรัฐบาล

ชี้แจงการเช่าเหมาลำเครื่องบินของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจร่วมประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนที่ฮาวาย สหรัฐอเมริกา

ที่กลายเป็นปมร้อน ย้อนเข้าพันคอรัฐบาล คสช.

อย่างที่ พล.ท.สรรเสริญ ออกตัวแบบตรงๆเลยว่า รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับเรื่องความโปร่งใส ปราบปรามทุจริตและประพฤติมิชอบ แต่เมื่อมีการเผยแพร่ข้อมูลที่ผิดจากความเป็นจริง

เกรงว่าประชาชนจะรู้สึกผิดหวังที่ตั้งความหวังกับรัฐบาลชุดนี้

ตามท้องเรื่องที่ไล่เรียงมาจากประเด็นที่ถูกแฉประจานตัวเลขค่าใช้จ่ายจำนวนเกือบ 21 ล้านบาท ไปกันแค่ 40 กว่าคน โดยเฉพาะในส่วนของค่าอาหาร 600,000 บาท มีความเหมาะสมมากน้อยแค่ไหน

กินอะไรถึงได้แพงระยับขนาดนั้น

และก็ต่อเนื่องกัน ช็อตต่อมาก็เป็นประเด็นรายชื่อผู้ร่วมคณะเดินทางที่ถูกปล่อยออกมาในโซเชียลมีเดีย มีทั้งบิ๊กทหาร ตำรวจ ข้าราชการ นักธุรกิจ สื่อมวลชน ฯลฯ

ซึ่งก็มีบางคนถูกตั้งแง่สงสัยในเรื่องของความเกี่ยวข้องกับภารกิจ

ถึงแม้จะมีการปฏิเสธ โดยการยืนยันจากการบินไทยว่า ตัวเลข 20.9 ล้านดังกล่าวยังเป็นแค่ราคากลาง แต่ตอนคิดราคาจริงจะต่ำลงไปกว่านี้

ที่สำคัญเป็นลักษณะของการโยกเงินหลวงจากกระเป๋าซ้ายไปกระเป๋าขวา

ขณะที่รายชื่อของผู้โดยสารบางคนที่ตกเป็นเป้าวิพากษ์ วิจารณ์ไม่ได้เดินทางไปด้วยแต่อย่างใด

พร้อมทั้งมีการแจ้งความกับเพจดังในโซเชียลฯฐานนำข้อมูลเท็จ บัญชีชื่อผู้โดยสารปลอมออกมานำเสนอทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะการบินไทยเกิดความเสียหาย

เบรกกระแสกันด้วยมาตรการทางกฎหมาย

แต่ก็อย่างที่เห็นกระแสไหลลามจากประเด็นทริปฮาวาย เป้าโฟกัสไปที่ผู้โดยสารคนสำคัญที่เป็นพิธีกรสาวคนดัง มีการสาวลึกไปถึงการตั้งบริษัทรับงานจากหน่วยราชการ

โดยการใช้ความใกล้ชิดกับผู้ใหญ่ในรัฐบาลโกยงบประมาณหลวงไปหลายสิบล้านบาท

ตามรูปการณ์เข้าเงื่อน “ผลประโยชน์ทับซ้อน”

กระแสร้อนแรงจน พล.อ.ประยุทธ์ ร้อนใจสั่งให้รีบเคลียร์กับสังคม

นั่นก็เพราะมันโยงกับความขลังในการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ไล่ฟันไล่เชือดพวกขี้ฉ้อ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตมากมายหลายกรณี

ไล่บี้คนอื่นได้ “นายกฯลุงตู่” ก็จำเป็นต้องทำภาพตัวเองให้โปร่งใส

แต่เรื่องของเรื่อง ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก

ในสถานการณ์เคลียร์เผือกร้อนกันแทบไม่ทัน ก่อนหน้าที่พี่ใหญ่อย่าง พล.อ.ประวิตรจะเจอมรสุมปมเหมาเครื่องบิน ก็เป็นคิวของน้องชายคือ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ก็ยังกรุ่นๆกับปมผลประโยชน์ทับซ้อนของภรรยาและลูกชาย

พฤติการณ์ล่อแหลมกับงบประมาณหลวง

พี่ๆน้องๆล้วนแต่เกี่ยวข้องในระดับบุคคลใกล้ชิด

ทั้งนี้ทั้งนั้นจะผิดหรือถูกยังตัดสินไปเลยไม่ได้ ต้องว่ากันไปตามกฎระเบียบและกฎหมาย

แบบที่นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ระบุถึงเรื่องทริปฮาวายในชั้นต้น ดูจากวัตถุประสงค์และจำนวนคนที่ไปก็มีความเหมาะสม เนื่องจากเป็นบุคลากรทางความมั่นคงของไทย อีกทั้งมีบุคลากรทางฝ่ายความมั่นคงของสหรัฐฯร่วมเดินทางไปด้วย

ถือว่าช่วยประคองแง่มุมในเชิงกฎหมายได้ระดับหนึ่ง

แต่ในเชิงของกระแสก็อย่างที่สัมผัสได้ โดยพฤติการณ์ที่ขัดความรู้สึกสังคม ในมุมของความเหมาะสม

มันนำมาซึ่งปมคนรอบข้างผู้นำ “สอบตกจริยธรรม”

จับอารมณ์ของสังคมก็อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ยังอดร้อนใจไม่ได้

และถึงแม้จะไม่ได้เป็นการกระทำที่เกิดจากตัวผู้นำเองหรือลูกเมีย แต่โดยสถานะกัปตันทีม รัฏฐาธิปัตย์ที่ขันอาสาใช้อำนาจพิเศษแทนประชาชน

พล.อ.ประยุทธ์ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้

เป็นอะไรที่ “ชิ่ง” หนีไม่ออก

ตามอาการแบบที่เห็นผู้นำออกอาการหงุดหงิด ฟาดหัวฟาดหาง ตาขวางใส่สื่อมวลชนและพวกที่สงสัย

ท้าทายเลยว่า ถ้าอยากตรวจสอบก็ให้ไปฟ้องร้องเอา

โดยอารมณ์ที่เดาไม่ออกว่า พล.อ.ประยุทธ์โกรธฝ่ายที่จ้องไล่บี้ตรวจสอบ หรือโมโหคนใกล้ชิดตัวเองกันแน่ ที่เปิดช่อง “เปิดคาง” ให้โดนทิ่มเอง

จากพฤติกรรมที่ทำให้ชาวบ้านเห็นตำตา

ซึ่งมันทำให้ต้นทุนหน้าตักส่วนตัวหนาๆของ “นายกฯลุงตู่” ที่สะสมมาตลอด 2 ปีกว่า และทำท่าจะต่อเวลาคุมเกมรัฐบาลช่วงเปลี่ยนผ่านออกไปได้สบาย

โอกาสเปิดให้ลากยาวอำนาจพิเศษออกไปอีก 5 ปี ถึง 8 ปี

แต่กระแสพลิกทันที จากจังหวะสะดุดศรัทธา จากคนรอบตัวสอบตกจริยธรรม ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนจากขาขึ้น กำลังติดปิดลอยลมบน

กลายเป็นเสี่ยงกับภาวะขาลงวูบวาบเลย

แน่นอนว่าส่วนหนึ่งต้องยอมรับในกระแสการตรวจสอบของสังคมที่พัฒนามาอยู่ในระดับรุนแรง

และนั่นก็มาจาก พล.อ.ประยุทธ์ที่เป็นคนถือธงนำกระแสการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน ผ่านวาทกรรมและรณรงค์อย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็น “ส่องไฟไล่โกง” หรือ “กรรมสนองโกง”

ขึ้นเวทีชูมือกากบาทต่อต้านคนโกง

ท่ามกลางอารมณ์ร่วมของคนไทยส่วนใหญ่ถูกปลุกให้อยู่ในอาการหวาดระแวงคนถืออำนาจ มีพฤติกรรมแอบแฝงแสวงหาผลประโยชน์

ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ประเทศชาติตกอยู่ในวิกฤติจนเกือบรัฐล่มสลาย

และทุกอย่างก็ตกไปอยู่บนบ่าของ พล.อ.ประยุทธ์ที่แบกความคาดหวังของประชาชน

ความไว้เนื้อเชื่อใจของคนไทยส่วนใหญ่ ถึงขนาดมอบ “เช็คเปล่า” ให้ “นายกฯลุงตู่” ใช้อำนาจพิเศษแทนเพื่อให้นำพาประเทศไทยไปสู่เป้าหมายปลายทางการปฏิรูปใหญ่

ยอมอยู่ภายใต้การปกครองโดยอำนาจนอกระบบของรัฐบาลทหาร

กล้ำกลืนให้ต่างชาติเย้ยหยันเมืองไทยถอยหลังกลับไปอยู่ในโลกประชาธิปไตยเสี้ยวใบ

ทั้งหมดทั้งปวงก็หวังให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์เดิมๆ ทุจริต คอร์รัปชันอำนาจและผลประโยชน์ ฉุดบ้านเมืองไม่เจริญมาหลายสิบปี จนโลกพัฒนาการไปไหนต่อไหน

ความหวังอันสดใสสวยงามฝากไว้ที่ “นายกฯลุงตู่” คนเดียว

แต่แล้วกองเชียร์ก็ต้องเสียววาบ เกิดอาการช็อกกับพฤติกรรมตำตา คนรอบข้างผู้นำที่สอบตกจริยธรรม

เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนวนกลับมาหลอน

แถมยังต่างจากยุครัฐบาลเลือกตั้งที่พอโดนสังคมเอะอะโวยวายก็จะหลบกันวูบวาบ กลัวการตรวจสอบแบบลนลาน

แต่นี่กลับเจอกับอาการปิดประตูใส่หน้าประชาชน ผู้นำท้าอยากตรวจสอบให้ไปไล่ฟ้องเอา

ขอดูเอกสารก็อ้างความมั่นคง เปิดเผยไม่ได้

สตง.ก็ออกตัวช่วยเคลียร์ ป.ป.ช.ก็ปัดสอบ องค์กรตรวจสอบพากันหลบเผือกร้อน

ออกลูกดุ ลูกขู่ กลบเกลื่อน โยกโย้ไปโยกโย้มา สุดท้ายมันก็คืออาการ “ลูบหน้าปะจมูก”

ฟันกันไม่ลงเพราะล้วนเป็นญาติ พี่ น้อง และเพื่อน

มาตรฐานการตรวจสอบพวกเดียวกันอ่อนยวบยาบเมื่อเทียบกับการไล่บี้ไล่เชือดฝั่งตรงข้าม

แล้วถามว่ามันจะแตกต่างกันอย่างไรกับการที่ไปก่นด่า ทำเป็นตั้งแง่รังเกียจนักการเมืองที่ทำให้ประเทศชาติเสียหายย่อยยับจากพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชัน ผลประโยชน์ทับซ้อน

บริหารล้มเหลวจนทหารต้องยึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง

แต่ผ่านมา 2 ปี สถานการณ์ยิ่งนานวันเข้า มันก็ยิ่งฟ้องพฤติกรรมเสมือนปากว่าตาขยิบ

ชักจะแยกไม่ออกระหว่างรัฐบาลทหารกับรัฐบาลนัก การเมือง

มันแตกต่างกันตรงไหน.

“ทีมการเมือง”

 

พลาดเปิดช่องเสียของ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 8 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/746982


กระแสข่าวเกี่ยวกับทริปหรูฮาวาย 20.9 ล้านบาท ของคณะ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ไปร่วมประชุม รมว.กลาโหมอาเซียน-สหรัฐอเมริกา คนรัฐบาลต้องตอบคำถามตลอดห้วงสัปดาห์

ทั้ง “บิ๊กป้อม” และ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. รวมทั้งทีมงานรัฐบาลต้องดาหน้าออกโรงแจงเป็นรายวัน

แต่ยังเบรกกระแสไม่อยู่

ล่าสุด “บิ๊กไก่อู” พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล ออกมาแถลงยืนยันทริปฮาวายยึดระเบียบสำนักนายกฯว่าด้วยการพัสดุฯ ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายค่าอาหารคิดตามจริง อาจไม่กินแพงตามราคากลางสูงสุด

ย้ำตัวเลขที่เปิด ยังไม่ใช่ราคาสุทธิ

ที่สำคัญ “บิ๊กไก่อู” ยังแฉลบพาดพิงรัฐบาลชุดก่อน ไม่เคยเผยแพร่ราคากลาง แถมขอยกเว้นหลักเกณฑ์ แต่ถูกท้วงติง และยังระบุมีความพยายามของกลุ่มการเมืองที่กำลังถูกดำเนินคดีเปิดประเด็นให้เห็นว่า

“ฉันชั่ว แกก็ชั่ว ฉันผิดกฎหมาย แกก็ผิดกฎหมายเหมือนกัน”

ไม่พ้นใช้ลีลายก “ตรรกะฉาว” เปรียบเทียบ เล่นลูกไม่ต่างกัน

อีกทางหนึ่ง คงไม่ปกตินักที่ “อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร” ที่นิ่งไปหลังคิวประชามติไม่เข้าทาง รอบนี้แวะไปพูดคุยกับคนไทยในแอลเอ ประเทศสหรัฐอเมริกา

ยิงช็อตแรงถึงกระบวนการยุติธรรม ไม่สำคัญเท่าหลักนิติธรรม

ในจังหวะชนักคดีอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว เข้าสู่ไคลแมกซ์

และแม้ออกตัวพยายามไม่ยุ่งเกี่ยว ยังโดนจับจ้อง แต่ต้องอดทนดูน้องสาวถูกกลั่นแกล้ง เพราะอยากให้ทุกอย่างคลี่คลายตามที่ผู้ถืออำนาจคิดว่าทำได้

แต่เชื่อว่าทำไม่ได้ เพราะเดินผิดทาง “ยิ่งเดินยิ่งเป็นวัวพันหลัก”

โจทก์เก่าขยับในจังหวะอำนาจพิเศษเริ่มเสียทรง

อย่างไรก็ดี กลับมาที่ฝั่งขั้วอำนาจที่คุมเกมประเทศปัจจุบัน ถึงแม้ที่สุดทริปฮาวาย ลากไปก็อาจไม่ถึงขั้นมีเรื่องผลประโยชน์หรือปมทุจริต แต่แน่นอนย่อมเจอทักท้วงแง่ความเหมาะสม การใช้จ่ายเงิน

อย่างที่เริ่มถูกจี้ปม “จริยธรรม” กันแล้ว

อีกทางก็น่าเสียดาย การประชุม รมว.กลาโหมอาเซียน–สหรัฐอเมริกา รอบนี้หลายเรื่องเป็นประโยชน์ มีเสียงชื่นชมประเทศไทย

แก้ปมค้ามนุษย์ ประมง และมาตรฐานการบิน มาเจอกระแสร้อนกลบข่าวมิด

ชนิดเรียกว่า “เสียเที่ยว-เสียของ” ก็ไม่ผิดนัก

อะไรไม่ว่าทริปฮาวายไม่หรรษายังเป็นดอกที่สองกระแทกซ้ำ ต่อจากกรณี “เมีย–ลูก” ของ “บิ๊กติ๊ก” พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม สะเทือนโจทย์สำคัญ “ล้างโกง”

ฉุดต้นทุนหน้าตัก “บิ๊กตู่” ที่กราฟเรตติ้งกำลังไต่ระดับ

แม้แต่คนกลางๆในสังคมไทยที่ตื่นตัวกับปัญหาทุจริตคอร์รัปชันที่กัดกินประเทศไทย เห็นพ้องโจทย์สำคัญของรัฐบาล และด้วยความคาดหวังสูง เมื่อมามีปมร้อนโยงใส่อำนาจพิเศษกันถี่

ทำเอากองเชียร์อึ้งไปตามๆกัน

ทั้งหมดทั้งปวง คงไม่ต้องคาดการณ์ไปไกลอย่างที่มีกระแสข่าวว่า เมื่อ “อำนาจพิเศษ” ถึงคราวเครื่องสะดุด ก็เริ่มมีกระแสเสียงจากบางวงขั้วอำนาจ แฝงเกมเพื่อเดินไปสู่การ “ยกเครื่องใหม่”

ชนิดถึงขั้นจะเปลี่ยนตัว–เปลี่ยนหัวกันเลย

และไม่ต้องมองลึกไปถึงกลเกมสลับซับซ้อนที่ซ่อนใน

คิวแฉโพยทริปฮาวายร้อน จะเป็นขั้วฝ่ายต้านปล่อยของ

เขย่า หรือ “คนกันเอง” เดินหมาก “ร้อนดับร้อน” กลบข่าวแบบ “ยอมเจ็บ”

กระทั่งมองลึก “อำนาจเก่าแก่” เปิดเกมชิงดุลช่วงเปลี่ยนผ่านหรือไม่

ประเมินแค่ตื้นๆ ต้องยอมรับว่า เหตุเกิดเพราะ “ผิดพลาด” ประมาทกระแสและความรู้สึกชาวบ้าน

เปิดให้มีช่องถูกเขย่าขย่ม สะเทือนไปทั้งเครือข่ายอำนาจ

ที่สำคัญคือผลกระทบที่ตามมา เพิ่มอัตราเสี่ยง “เสียของ”.

ทีมข่าวการเมือง

 

มาตรฐานชักไม่ต่างกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 7 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/745912


ชักขยายวงบานปลายไปกันใหญ่

จากปมเอกสารค่าใช้จ่ายเที่ยวบินเช่าเหมาลำทริปหรูการบินไทย “กรุงเทพฯ-ฮอนโนลูลู” แผ่นเดียว ที่เริ่มต้นในโลกโซเชียล สามารถลาก “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ตกที่นั่งลำบาก

กลายเป็นประเด็นเล่นงานยี่ห้อ “บิ๊ก คสช.” จนกระอัก

ตามอารมณ์ของกระแสสังคมที่ขยับจากประเด็นการเช่าเหมาลำเครื่องบินขนาดใหญ่ วงเงิน 20.9 ล้านบาท ขนคณะ “พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์” รวม 38 ชีวิต ไปร่วมประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน-สหรัฐฯ ที่รัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา

มาสู่เมนูอาหารต้อนรับบนเครื่องบิน ราคาแพงระยับ 600,000 บาท ให้เปิบเมนูดัง “ไข่ปลาคาเวียร์”

ก่อนเปลี่ยนโฟกัสไปอยู่ที่รายชื่อทีมงานผู้ร่วมทริปเดินทางที่ถูกปกปิดรายชื่อในตอนแรก โดยอ้างความลับเรื่องความมั่นคง
กระทั่งถูก “มือดี” นำรายชื่อคณะเดินทางมาเปิดเผยว่อนโลกออนไลน์ มีทั้งผู้ประกาศข่าวสาวค่ายสนามเป้า ผู้บริหารเครือซีพี มีชื่ออยู่ในลิสต์ร่วมไฟลท์ ที่ออกมาปฏิเสธภายหลังว่าไม่ได้ร่วมเดินทาง

ก่อให้เกิดเครื่องหมายคำถามคาใจว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการประชุมด้านกลาโหมมากน้อยเพียงใด และเป็นการผลาญงบประมาณเกินความจำเป็นหรือไม่

สุมหัวเชื้อ เพิ่มรอยด่างให้กระทบชิ่งไปถึง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ตามมาติดๆอีกเรื่อง

ต่อจากปมเมียและลูกของ “บิ๊กติ๊ก” พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม น้องชาย “บิ๊กตู่” ที่ติดปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนยังไม่ทันจะจางหายไป

อาการคนใกล้ตัวเป็นพิษยังพุ่งใส่หัวหน้า คสช. ไม่เลิก

เที่ยวนี้ขยับเข้าใส่ระดับ “พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์” ก็ย่อมเกิดแรงสั่นสะเทือน และเพิ่มความสั่นคลอนใส่รัฐบาลทหารมากกว่าทุกครั้ง

ตกเป็นเป้าล่อให้ฝ่ายตรงข้ามทวงถามจิตสำนึกละเลงงบประมาณการเดินทางเกินความจำเป็น นั่งเครื่องเหมาลำหรูหรา สุขสบาย

สวนทางกับปากท้องชาวบ้านที่ยังหากินฝืดเคือง นอนฟุบจากพิษเศรษฐกิจอยู่

รัฐบาลท็อปบูตถูกขยี้ซ้ำแผลเก่าปมจริยธรรมที่คาบเกี่ยวไปถึงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน และดันไปเกิดซ้ำรอยที่หน่วยงานเดิมๆคือ กระทรวงกลาโหม

กระทบความรู้สึกผิดหวังของประชาชนที่คาดหวังให้อำนาจพิเศษเป็นจุดเปลี่ยน ปฏิรูปประเทศไทยให้ต่างจากยุคการบริหารงานของรัฐบาลจากการเลือกตั้ง

เริ่มพิสูจน์ให้เห็นการทำงานรัฐบาลทหารไม่ต่างอะไรจากรัฐบาลนักการเมือง ที่ถูกตั้งคำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ช่วยเหลือพวกพ้องตัวเอง

ซ้ำร้ายยังไม่สามารถเอกซเรย์ตรวจสอบการทำงานลงลึกได้เหมือนรัฐบาลจากการเลือกตั้ง

ตามร่องรอยที่เห็นได้จากการทำงานของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่เงียบกริบ ไม่ติดตามตรวจสอบการทำงาน
ของรัฐบาลในเรื่องที่ถูกตั้งข้อสงสัยอย่างเข้มข้น

ผิดฟอร์มกับการเล่นบทขึงขังถอดถอนนักการเมือง

หรือการรีบออกมาการันตีความบริสุทธิ์กรณีทริปหรูฮาวายของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ช่วยเคลียร์ความโปร่งใสให้ “บิ๊กป้อม” ตั้งแต่ไก่โห่

ไล่เรียงไปถึงกรณี ป.ป.ช. ช่วยปลดชนักปักหลังของ “บิ๊กติ๊ก” ยืนยันกรณีเซ็นคำสั่งบรรจุบุตรชายเข้ารับราชการทหาร ไม่มีความผิด

หลากเรื่อง หลายประเด็นชักสั่งสม จนเริ่มขัดความรู้สึกชาวบ้าน

นั่นก็ย่อมฉุดเรตติ้งของ “นายกฯลุงตู่” ที่กำลังติดลม พลอยถูกกระตุกให้ลดระดับลงมา

แม้ “บิ๊กตู่” จะไม่ใช่ผู้ก่อปมปัญหาขึ้นมาโดยตรง แต่จะปฏิเสธ หนีความรับผิดชอบคงไม่ได้เช่นกัน

หากยังเกียร์ว่าง เคลียร์ปมจริยธรรมคนใกล้ตัวไม่กระจ่าง

ก็หนีไม่พ้นตกเป็นขี้ปาก มาตรฐานทหาร-นักการเมืองไม่ต่างกัน!!!

ทีมข่าวการเมือง

 

อดเป็นห่วง ‘ลุงตู่’ ไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 6 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/744766


มาตามนัดจริงๆ

รายชื่อผู้โดยสาร “ออนบอร์ด” ไฟลต์ TG8885 และ TG8886 เช่าเหมาลำ กรุงเทพฯ–ฮอนโนลูลู ร่วมคณะกับ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม บินไปร่วมประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน ที่ฮาวาย สหรัฐอเมริกา ถูกนำออกมาโชว์หราอยู่บนโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก

จำนวนทั้งหมด ขาไป 40 คน ขากลับเพิ่มมาเป็น 43 คน

ระบุยศ ตำแหน่ง ทั้งทหาร ตำรวจ แพทย์ เอกชน สื่อมวลชน รู้กันหมดใครเป็นใคร ในทีมที่ พล.อ.ประวิตร การันตีเลยว่า เป็นคนที่ตนเองใช้งานทั้งหมด

ขณะที่ก่อนหน้านั้น ทางกระทรวงกลาโหมได้ออกมาชี้แจงว่า มีผู้ร่วมคณะจำนวน 40 คน แต่มีการยกเลิกเดินทาง 2 คน จึงเหลือผู้ร่วมเดินทางจริง 38 คน

ซึ่งโฟกัสมันก็อยู่ตรงคนที่ยกเลิกนั่นแหละ

ที่แน่ๆโดยปรากฏการณ์ที่สังเกตจากวิธีการเล่นกระแสแบบเขี้ยวๆ

ตั้งแต่เปิดปมร้อนด้วยโปรแกรมที่ต้องใช้เงินงบประมาณมหาศาล ไล่มาถึงประเด็นเมนูอาหารแพงระยับที่บอกปัดกันว่าแค่ก๋วยเตี๋ยว แล้วก็มีภาพของเมนูไข่ปลาคาเวียร์มายืนยัน ก่อนจะมาถึงเรื่องรายชื่อผู้โดยสารที่มีการกั๊กจังหวะรอให้เป้าหมายปฏิเสธ แล้วค่อยปล่อยออกมามัดคอ

ตามยุทธศาสตร์ “ล่อเป้า” ประจาน

งานนี้เกินวิสัยฝ่ายตรงข้ามหรือลำพังคนนอกจะเจาะทะลวงกล่องดวงใจ คสช.ได้ แต่มันต้องเป็นเกมโหดลึกของคนกันเองล่อกันเอง

“เกลือเป็นหนอน” ปล่อยของออกมาเจาะยาง “บิ๊กป้อม”

โดยแรงสั่นเทือนถึง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคสช. แบบที่ต้องออกอาการหงุดหงิด ปกป้องพี่ใหญ่ไปทำภารกิจเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ

ด้วยอาการหัวฟัดหัวเหวี่ยง ไม่แน่ใจผู้นำ คสช.โกรธใคร

เพราะปัญหามันอยู่ที่คนข้างตัวพลาด “เปิดคาง” ให้โดนทิ่มเอง

เดี๋ยวน้อง เดี่ยวพี่ใหญ่ ความวัวความควายแทรกคิวรับกันไม่ทัน

เรื่องของเรื่อง ไม่เว้นแม้แต่รัฐบาลทหาร คสช.ที่ถืออำนาจพิเศษอยู่เต็มมือ ก็ยังหนีไม่พ้นต้องเผชิญอาถรรพณ์หรือธรรมชาติปกติเหมือนรัฐบาลจากการเลือกตั้ง

ในห้วงผ่านปีที่ 2 ย่างเข้าสู่ปีที่ 3 ตามจังหวะช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ

เชื้อโรคมักจะ “ก่อตัว” จากภายใน สาเหตุพาลพังจะเกิดจากคนใกล้ชิดผู้นำ ทั้งญาติพี่น้อง ทั้งลูกน้อง ต้องมีเหตุสะดุดขาตัวเองล้มคะมำ เซไปกระแทกผู้นำต้องเป๋ตามไปด้วย

จุดชนวนอาการรัฐบาลเครื่องเริ่มรวน

ปฏิเสธไม่ออกว่า มันป่วนต้นทุนหน้าตักของ “นายกฯ ลุงตู่” ที่ได้คะแนนความตั้งใจ ด้วยมาตรฐานความโปร่งใสส่วนตัวที่อยู่ในระดับที่ได้อกได้ใจประชาชน

ยอมตี “เช็กเปล่า” ให้คุมเกมอำนาจยาวจนหมดช่วงเปลี่ยนผ่าน

แต่เจอสถานการณ์ “คาหนังคาเขา” แบบนี้เข้าไป กองเชียร์ชักจะกระอักกระอ่วน

อารมณ์เดียวกันกับท่านผู้นำอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จะชูธงโปร่งใส โชว์จุดขายในการลุยล้างปม “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ก็ชักจะเสียงเบาลงไป

เจอสวนเรื่องพี่ๆน้องๆ ย้อนคอหอยเถียงไม่ออก

แถมยิ่งหงุดหงิด พาลท้าทายกระแสสังคม ก็ยิ่งเสียแต้ม

โดยสภาพก็อย่างที่กองเชียร์ คนที่มีใจกลางๆเห็นแล้วยังอดห่วง อดสงสารไม่ได้

กับภาพของ “นายกฯลุงตู่” ที่หน้าดำคร่ำเครียดทุกวัน แทบไม่มีรอยยิ้มให้เห็น

เช้าก็เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “เยาวชนอาเซียนเรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามรอยพระยุคลบาท” ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนขึ้นเฮลิคอปเตอร์ฝ่าสายฝนไปตรวจสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดชัยนาท
ตั้งหน้าตั้งตาลุยงานเพื่อประโยชน์ประเทศชาติและประชาชน

“แบกภาระ” หนักอึ้งอยู่คนเดียวเลย.

ทีมข่าวการเมือง

 

ยังการันตีเลยไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 5 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/743671


กลายเป็นคำถามตามประเพณีต้อนรับจ่าฝูงกองทัพบกคนใหม่

ในโปรแกรมล่าสุดที่ “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ขึ้นโพเดียมแถลงอย่างเป็นการเป็นงานครั้งแรก ภายหลังเป็นประธานการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก เพื่อมอบนโยบายการทำงานปี 2560 ท่ามกลางขุนศึกระดับนายพล

ตอบนักข่าวแบบชัดถ้อยชัดคำ ให้ลืมเรื่อง “ปฏิวัติ” ไปได้เลย

ยืนยันจะไม่มีปฏิวัติซ้อนหรือปฏิวัติซ้ำในทุกกรณี เพราะเป็นทหารอาชีพ ที่ผู้บังคับบัญชาว่าอย่างไรก็ต้องว่าตามนั้น ยึดเอาตามที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.เคยบอกว่า การปฏิวัติที่ผ่านมาคือครั้งสุดท้าย
เบอร์หนึ่งด้านความมั่นคง คนคุมกำลังคุ้มกันหลังให้รัฐบาล คสช.พูดแบบนี้ ก็เป็นอะไรที่ทีมงาน “นายกฯลุงตู่” อุ่นใจได้ในระดับหนึ่ง

ไม่ต้องพะวงหน้า ระแวงหลัง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็ไม่ได้การันตีความชัวร์แต่อย่างใด เพราะในอดีตที่ผ่านมา “จ่าฝูงกองทัพบก” ทุกคนก็ออกตัวแบบนี้ทุกครั้ง และก็ยังเห็นมีแอ่นแอ๊นกันทุกรอบ

ไม่ได้เป็นไปตามที่ตอบคำถามสื่อไว้แต่อย่างใด

ตามเหตุความจำเป็นที่จะระบุกันตอนแถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยในวันยึดอำนาจ เรื่องแบบนี้ไม่มีใครบอกล่วงหน้า

ทุกอย่างว่ากันตามเงื่อนไขสถานการณ์ กระแส ณ ห้วงนั้นเป็นหลัก

ที่แน่ๆการปฏิวัติทุกครั้งมักจะโยงกับสถานะของรัฐบาลที่กำลังตกที่นั่งลำบาก การยอมรับอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินเกิดปัญหา

ว่ากันตามสถานการณ์เบื้องหน้า ในบรรยากาศที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก

เมื่อปมร้อนวนกลับมาที่พี่ใหญ่อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ต้องตกอยู่ในวงล้อม “ตำบลกระสุนตก” ว่าด้วยประเด็น “ผลาญ” งบประมาณในการเช่าเหมาลำเครื่องบินไปประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนที่ฮอนโนลูลู รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา

แนวโน้มไม่ได้หยุดแค่ประเด็นค่าหัว ค่าอาหาร ที่รวมแล้วกว่า 21 ล้านบาท

ตามทิศทางของกระแสเริ่มไหลไปที่คนร่วมคณะกับ พล.อ.ประวิตรจำนวน 38 คน มีใครบ้าง มีความเกี่ยวข้องกับงานมากน้อยแค่ไหน ซึ่งคงไม่ยากที่จะมีการแคะกันออกมา ตามรูปการณ์ที่รู้กันดีว่าข้อมูลแบบนี้มันต้องมีคนวงใน “ปล่อยของ” เจาะยาง

ก็อย่างที่เจ้าตัวยอมรับเอง รู้ตัวว่ามีคนจ้องเล่นงาน

เรื่องของเรื่อง โดยสถานการณ์ของพี่ใหญ่มันก็ไปตอกย้ำ ซ้ำกระแสร้อนๆว่าด้วยปมผลประโยชน์ทับซ้อนที่พัวพันนัวเนียกับลูกเมียของ “บิ๊กติ๊ก” พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกลาโหม น้องชายในสายเลือดของ พล.อ.ประยุทธ์

จุดที่มีลักษณะคล้ายกันก็คือ มีคนวงในปล่อยข้อมูลออกมาล่อเป้า

ตามรูปการณ์ถึงตรงนี้ ทั้งกรณีการเหมาลำเครื่องบินไปประชุมที่ฮาวายของ พล.อ.ประวิตร และกรณีลูกเมียของ พล.อ.ปรีชา เบื้องต้นเลยมันสะท้อนภาวะภายในรัฐบาล คสช.ที่นำโดย “นายกฯลุงตู่” กำลังเกิดศึกหักเหลี่ยมเฉือนคมกันเองในฝ่ายคุมเกมอำนาจ

ในเครื่องหมายคำถาม แค่เกมต่อรองแชร์อำนาจ หรือโค่นกระดานกันเลย

ที่แน่ๆเจอไป 2 คิวติดๆกัน มันกระตุกต่อมหงุดหงิดผู้นำ อารมณ์หลุดๆแบบที่ “นายกฯลุงตู่” ฉุนขาด ตีกราดดะ ท้าแหลกให้คนสงสัยไปฟ้องได้เลย

ในมุมของกระแสมันก็ยิ่งทำให้อาการรัฐบาลดูแย่ไปกันใหญ่

โดยภาพย้อนแย้งมาตรฐานความโปร่งใสของรัฐบาลทหารที่อาสามาถือธงนำประเทศไปสู่การปฏิรูปต้องอยู่ในระดับสูงกว่าที่จิกด่านักการเมือง

กลับมาติดกับดักปมผลประโยชน์ทับซ้อน เรื่องเงินๆทองๆ

ซะเอง

และประเมินตามปรากฏการณ์ หากปมร้อนทอนคะแนนต้นทุนหน้าตักของ “นายกฯลุงตู่” ระดับความเชื่อมั่นรัฐบาล

คสช.ลดลง จนถึงจุดทำให้หนทางตามโรดแม็ปต้องสะดุด

ถึงตรงนั้น แม้ พล.อ.เฉลิมชัยจะตัดบทห้ามนักข่าวถามเรื่องปฏิวัติอีก ก็คงหนีไม่พ้น

ในเมื่อจำเป็นต้องพูดกันถึงหนทาง “ผ่าทางตัน”.

ทีมข่าวการเมือง

 

เริ่ม “ดื้อยา” มาตรา44

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 4 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/742532


กระโดดหลบหินสะท้อนกระดอนกลับแทบไม่ทัน

ตามปรากฏการณ์แบบที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี มือกฎหมายเบอร์หนึ่งของรัฐบาล คสช. ต้องรีบออกมาเคลียร์ปมร้อนๆว่าด้วยการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ยุบสภา หากหลังการเลือกตั้งแล้วเลือกนายกรัฐมนตรีกันไม่ได้ภายใน 6 เดือน

เหมือนจะ “โยนหิน” ขู่กลายๆไม่ให้นักการเมืองยื้อฉุดกระชากกันวุ่นวาย

ยอมเปิดเส้นทางให้ “นายกฯคนนอก” แต่โดยดี

แต่ที่ไหนได้ มันไปกระตุกอาการ “ฮึดฮัด” ของนักเลือกตั้งอาชีพทั้งยี่ห้อประชาธิปัตย์ ค่ายเพื่อไทย ไม่เว้นแม้แต่แกนนำม็อบคนดังอย่างนายสุริยะใส กตะศิลา พากันวิจารณ์ให้แซ่ด

ไม่ได้สะดุ้งตามมุกใช้ดาบมาตรา 44 ยุบสภาแต่อย่างใด

นอกจากไม่รับมุกเกมอุ้มนายกฯ “ข้าวนอกนา” แล้ว โดยอารมณ์ของแนวร่วมสกัดผู้นำท็อปบูต ทุกฝ่ายยังช่วยกันลุ้นให้ได้นายกฯมาจากตัวแทนพรรคการเมืองอีกต่างหาก

จากรูปการณ์ปมอำนาจยุบสภา สะท้อนแรงต่อต้านมาตรา 44 ในระดับที่สัมผัสได้ชัดเจน และก็เป็นอะไรที่กระแสต่อเนื่องกัน ไม่ใช่แค่ฝ่ายการเมืองเท่านั้นที่ตีกันไม่ยอมให้อำนาจมาตรา 44 ยุ่มย่ามกับสภา แม้แต่ในหมู่ข้าราชการก็มีสัญญาณให้ตามคลื่นความถี่กันให้ดี

เริ่มเกิดอาการ “ดื้อยา” มาตรา 44

แบบที่ได้เห็น “กลอนศรีปราชญ์” ของนายสมศักดิ์ ปะริสุทโธ เหมทานนท์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ที่ถูกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 12/2559 ให้พ้นจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2559 ที่เขียนไว้ในวันสุดท้ายก่อนเกษียณอายุราชการ

ในอารมณ์ที่เจ้าตัวฝังใจโดนมาตรา 44 ประหารชีวิตทางราชการ

อาฆาตกันนิ่มๆ ถ้าไม่ผิดก็ขอให้ดาบนั้นคืนสนองคนสั่งการ

งานนี้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.มีสะดุ้งก็แล้วกัน

และอันที่จริงจุดเริ่มของสัญญาณร้อนๆของอาการ “ดื้อยา” มาตรา 44 ในหมู่ข้าราชการ มันก็มีเค้าลางมาตั้งแต่การที่รัฐบาลทหาร คสช.ตีธงไล่ “เช็กบิล” ทวงค่าเสียหายจากข้าราชการที่มีเอี่ยวในคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว

ตามข่าวมีการขู่ “บอยคอต” จะรวมหัวกันไม่ทำงานให้รัฐบาล คสช.

โดยตัวเลขข้าราชการที่นับแล้วจำนวนเป็นร้อยๆคนที่อยู่ในข่ายติดชนัก ตั้งท่าปักหลักสู้

ดูตามรูปการณ์ ดาบมาตรา 44 พอมาถึงจุดที่ใช้จนเฝือมากไป ชักจะเริ่มทำให้อาการแหยงเริ่มเปลี่ยนเป็นอารมณ์เบื่อ
ก่อแรงต้านในกลุ่มพวกไม่เชื่อน้ำยา

เรื่องของเรื่อง สถานการณ์มันยังพาลโยงกัน ในอารมณ์อย่างที่นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว วิจารณ์กรณี พล.อ.ประยุทธ์ขู่ย้อนศรตรวจสอบนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ และนายศรีสุวรรณ จรรยา

ที่ร้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้มีการสอบสวนกรณี พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา และวงศาคณาญาติ ในหลายเรื่องตั้งแต่เรื่องฝาย เรื่องการใช้เครื่องบิน การใช้บ้านพักทางราชการตั้งเป็นห้างหุ้นส่วน และการประมูลงานราชการ

ทั้งๆที่เป็นบทบาทของพลเมืองดีโดยทั่วไปที่จะปกปักรักษาบ้านเมืองของตน

แล้วก็วนมาที่มาตรา 44 ตามท้องเรื่องที่รองอธิบดีอัยการระบุชัดๆเลยว่า จะต่างกับท่านนายกฯตรงที่ท่านมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 44 สั่งเลื่อนลดปลดย้ายข้าราชการต่างๆ ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำทุจริตทั้งที่ยังไม่มีการสอบสวน แค่สงสัยเท่านั้น

จนครอบครัวเขาเสียชื่อเสียงไปมากมายก่ายกองและเสียหายไปชั่วลูกชั่วหลาน พอคนในตระกูลจันทร์โอชาโดนเข้าบ้าง ท่านจะไปโวยวายทำไม

คนถือดาบเจอย้อนศรเข้าเต็มๆกับปัญหา “ลูบหน้าปะจมูก”

ความขลังของดาบมาตรา 44 ก็ยิ่งเสื่อมลงไปอีก.

ทีมข่าวการเมือง

 

ชูกติกาปราบโกง : เปิดไต๋โครงสร้างรัฐธรรมนูญปูทางเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 3 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/740797


พลิกเปิดปฏิทินการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญ

หรือเรียกกันว่ากฎหมายลูกซึ่งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำลังยกร่าง โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง

ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

กฎหมายลูกเหล่านี้ กรธ.จะต้องออกแบบให้สอดคล้องกับบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และต้องมุ่งหมายให้มีการ “ขจัดการทุจริต ประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ”

กรธ.ต้องทำให้แล้วเสร็จภายใน 280 วันนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ ก่อนส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาให้ทันในกรอบเวลา 60 วันนับตั้งแต่วันที่ได้รับร่างกฎหมายลูกแต่ละฉบับ

หาก สนช.พิจารณาไม่เสร็จตามกรอบเวลาที่กำหนด ถือว่า สนช.เห็นชอบตามที่ กรธ.เสนอ

เมื่อที่ประชุม สนช.พิจารณาเสร็จให้ส่งกฎหมายลูกให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องหรือ กรธ.พิจารณา ถ้าศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง หรือ กรธ.เห็นกฎหมายลูกไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ให้แจ้งให้ประธาน สนช.ทราบภายใน 10 วันนับแต่วันที่ได้รับร่างกฎหมายลูกนั้น

และให้ สนช.ตั้ง กมธ.วิสามัญคณะหนึ่ง 11 คน ประกอบด้วยประธานศาลรัฐธรรมนูญหรือประธานองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องและ สนช.และ กรธ.ที่คณะ กรธ.มอบหมายฝ่ายละ 5 คน

พิจารณาแล้วเสนอต่อ สนช.ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับร่างเพื่อให้ความเห็นชอบ ถ้าสนช.มีมติไม่ถึง 2 ใน 3 ให้ถือว่าเห็นชอบตามร่างที่ กรธ.เสนอ กรณี สนช.มี “มติไม่เห็นชอบ” ด้วยเสียงเกิน 2 ใน 3 ให้ “ร่างเป็นอันตกไป”

แต่ถ้าสุดท้ายไม่ผ่านชั้น สนช.หลังตั้งคณะ กมธ.วิสามัญร่วมฯ เส้นทางโรดแม็ปจะเดินต่อไปอย่างไร

ไปดูโฉมหน้ากฎหมายลูกฉบับหลักๆและเส้นทางโรดแม็ปมีโอกาสที่จะไม่เป็นไปตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศไว้

โปรดติดตาม นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ.และสมาชิก คสช. ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ว่า การร่างกฎหมายหลายเรื่องอาจจะต้องเปลี่ยนแนวคิดใหม่ เพื่อให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพ

โดยเริ่มยกร่างกฎหมายเรียงลำดับ 4 ฉบับแรกที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ชุดแรกอาจจะเป็นกฎหมายพรรคการเมือง และกฎหมาย กกต. ส่วนฉบับไหนจะเริ่มก่อนต้องพิจารณาดูว่า ใครจะต้องเตรียมตัวมากกว่ากัน เพื่อให้เขามีเวลาเตรียมตัวก่อนจะมีการเลือกตั้ง

ชุดที่สองกฎหมายที่มาของ ส.ว. เมื่อเสร็จ 3 ฉบับแรกแล้วก็ตามต่อด้วยกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. ภายใน 4 เดือน กฎหมาย 4 ฉบับอาจจะยังออกมาไม่หมด

เพราะกฎหมายฉบับสุดท้าย กรธ.ต้องดูระยะเวลาด้วย เช่น หาก กรธ.กำหนดว่า ผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งต้องเป็นสมาชิกพรรค 90 วัน กรธ.เขียนกฎหมายก็ต้องเว้นระยะเวลานั้นไว้ด้วย ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของใคร แต่เพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์และผลประโยชน์ของผู้สมัครที่จะเข้าสู่การเมือง

หรือหากมีการรีเซ็ตพรรคการเมือง ก็ต้องให้เวลา หรือหากกำหนดจำนวนสมาชิกพรรค 5,000 คน ต้องให้เวลาพรรคการเมืองไปหาสมาชิกพรรคด้วย

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า มาถึงวันนี้จะเซ็ตซีโร่พรรคการเมืองและ กกต.อย่างไร และมีธง มาจาก คสช.หรือไม่ นายมีชัย บอกว่า ไม่เคยมีใครตั้งธงเอาไว้ ที่ผ่านมาจะมีอย่างมากแค่คำขอ ใครขออะไรมาเราก็เอามานั่งคุยกัน

และขณะนี้ กรธ.ยังไม่มีการพูดถึงการเซ็ตซีโร่ และยังตอบอะไรชัดเจนไม่ได้ ขึ้นอยู่ที่เราพิจารณาว่าจะปรับอะไร อย่างไรบ้าง เช่น กรธ.จะปรับ กกต.อย่างไร และเอาอะไรมาแทน

ทาง กรธ.จะออกแบบร่างกฎหมาย กกต.และร่าง กฎหมายพรรคการเมืองอย่างไร เพื่อการจะปฏิรูปให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์และยุติธรรม นายมีชัย บอกว่า เรากำลังคิดถึงบทบาทของ กกต.

อยากให้มีบทบาทลงพื้นที่ไปตรวจสอบตั้งแต่ต้นว่า การเลือกตั้งสุจริตจริงหรือไม่ โดยคิดจะสร้างกลไกให้ กกต.มีเครื่องมือลงไปดูตั้งแต่แรก ถ้าทำแบบนี้การเลือกตั้งจะมีความบริสุทธิ์มากขึ้น

ฉะนั้นต้องทำงานเชิงรุกมากกว่าเชิงรับ หรือนั่งรอให้คนมาร้อง

หากนั่งรอจนผลการเลือกตั้งเรียบร้อยแล้วประกาศผล แบบนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ กกต. เป็นใครก็ได้

ส่วนพรรคการเมือง ทุกคนมีความเห็นและเรียกร้องตั้งแต่ต้น ว่า สมาชิกพรรคต้องมีบทบาทในพรรค ไม่ใช่แค่เจ้าของ นายทุนหรือคนบริจาค เงินเข้าพรรค

ถ้าเราทำได้ พรรคการเมืองจะเป็นพรรคของประชาชน บทบาทจะดีขึ้น แน่นอนว่ามีคนบริจาคเงินเข้าพรรค ก็ต้องทำให้โปร่งใส พรรคการเมืองต้องทำรายรับรายจ่ายให้ชัดเจน

ที่ กกต.เสนอมาว่าพยายามจะลดค่าใช้จ่ายการหาเสียงเลือกตั้ง

เช่น กำหนดจุดปิดป้ายประกาศหาเสียง แนวคิดนี้ยังมองไม่เห็นว่าจะเสียหาย เพราะทำให้ผู้สมัครมีความทัดเทียมกันในการปิดป้าย

ปัญหาที่กังวลคือความครึกครื้น ความจริงตัวป้ายหาเสียงมันไม่ได้ทำให้เกิดความครึกครื้นเท่าไหร่นัก มันอยู่ที่ “รถหาเสียง” และ “การเปิดเวทีปราศรัย” กกต.ยังพูดไม่ชัดเจน

กรธ.กำลังคิดกันอยู่ อย่างระบบของประเทศญี่ปุ่น ให้มีรถหาเสียงได้แค่คันเดียวสำหรับผู้สมัคร ส.ส.1 คน แบบนี้ค่าใช้จ่ายในการหาเสียงจะลดลง

แต่มีคนบอกว่าเมื่อค่าใช้จ่ายหาเสียงลดลง จะมีเงินไปซื้อเสียงมากขึ้น ปัญหานี้กำลังคิดกันอย่างหนักว่าจะแก้ไขอย่างไร เพื่ออุดช่องโหว่ แต่ต้องคิดถึงการปฏิบัติด้วย เช่น ห้ามเอาเงินใส่ซองทำบุญ เดี๋ยวก็หาวิธีอื่นจนได้ มันไม่เกิดประโยชน์

เช่นเดียวกันการกำหนดค่าใช้จ่าย 1.5 ล้านบาทต่อผู้สมัคร ส.ส. 1 คน เคยถาม กกต.ว่า ผู้สมัครได้ทำบัญชีส่ง กกต.ใช้จ่ายตามที่กฎหมาย กำหนดจริงหรือ กกต.บอกไม่เชื่อ แต่ก็ปล่อยไป เพราะไม่มีคนร้อง

แปลว่า กกต.ทำงานเชิงรับ หากส่งคนลงไปดูในพื้นที่จริงจัง พอผู้สมัครมายื่นบัญชีค่าใช้จ่าย กกต.มีผลสำรวจอยู่แล้ว ทำให้จริงจังสัก 2-3 ครั้งเท่านั้น คนจะกลัว

นี่คือสิ่งที่ได้คุยกันใน กรธ. แต่ยังไม่รู้ว่าจะเขียนลงไปในกฎหมายลูกอย่างไรดี

แล้วกฎหมายลูกที่เหลือมีฉบับไหนที่น่าเป็นห่วงที่สุด นายมีชัย บอกว่า ที่จะหนักที่สุดคงเป็นกฎหมาย ป.ป.ช. เพราะจะเป็นกลไกที่ทำให้การปราบปรามการทุจริตสำเร็จหรือไม่

หากให้อำนาจ ป.ป.ช.มากอาจจะเป็นดาบสองคม ความยุติธรรมอาจจะไม่เกิด และหากไปเจอคนไม่ดีใน ป.ป.ช.ก็เกิดอันตราย

อำนาจต้องมีพอสมควรและมีกลไกป้องกันหากใช้อำนาจในทางที่ผิด ฉะนั้นเวลาออกแบบกฎหมายอาจต้องทะเลาะกับ ป.ป.ช.ในบางเรื่อง สุดท้ายไม่รู้ว่าจะต้องรื้อโครงสร้าง ป.ป.ช.ได้มากแค่ไหน

ในใจของผมอยากให้ ป.ป.ช.ทำเฉพาะคดีใหญ่ ที่ทุจริตก่อให้เกิดความเสียหายจำนวนมาก เดือดร้อนกับคนทั่วไป ส่วนคดีเล็กๆส่งไปให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ทำ

เมื่อตัวใหญ่ๆมันโดน แต่ละปีทำได้สัก 10 คดีก็พอแล้ว รับรองภายในไม่กี่ปีคนก็กลัว ไม่กล้าทำ

ตามขั้นตอนหากที่ประชุม สนช.ไม่เห็นชอบร่างกฎหมายลูกตามที่ กรธ.เสนอไป และนำไปสู่การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่วมกันแล้ว ที่ประชุม สนช.ยังไม่เห็นชอบอีก เงื่อนเวลาการร่างกฎหมายจะขยายไปอีกอย่างไร นายมีชัย บอกว่า หากโหวตไม่ผ่าน กรธ.ก็ต้องยกร่างใหม่ คราวนี้จะไม่มีระยะเวลากำหนดแล้ว

ตรงนี้อาจจะนำไปสู่การขยายโรดแม็ปออกไปอีก นายมีชัย บอกว่า คนไม่ได้ทำก็คิดได้

แต่คนที่ทำงานมันก็เหนื่อย ถ้ามันไม่จำเป็นแล้วจะไปเหนื่อยแบบนั้นทำไม ฉะนั้นเวลาที่มีการขอแก้ไขเนื้อหาในร่างกฎหมายลูกแล้วมันสมเหตุสมผล กรธ.คงไม่ไปยุ่งอะไรมาก แต่หากเป็นเรื่องที่ถ้าปล่อยไปแล้วไม่ได้ตามเป้าหมายของเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ กรธ.คงแก้เฉพาะส่วนที่ตกลงกันไม่ได้ ไม่ได้ยกร่างใหม่

โฉมหน้าประเทศจะเป็นอย่างไรเมื่อกฎหมายลูกมีผลบังคับใช้

นายมีชัย บอกว่า กฎหมายจะเป็นอาวุธ

แต่ขึ้นอยู่ที่คนใช้ หากมีโจรเข้ามา คนใช้ไม่หยิบอาวุธขึ้นมา แต่กลับวิ่งหนี อาวุธก็ไร้ประโยชน์

ฉะนั้นรัฐธรรมนูญจึงกำหนดให้ปฏิรูป “การศึกษา-บังคับ ใช้กฎหมาย-ตำรวจ” นี่คือหัวใจสำคัญ

หากทำตามกลไกทั้งหมดประเทศชาติจะสงบสุข.

ทีมการเมือง

 

ไฟเขียว“ประยุทธ์” ไฟแดงส.ส. : ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด “อำนาจ ส.ว.”ตั้งนายกฯนอกบัญชี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 2 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/740126


ย่างเข้าเดือนตุลาคม ฤดูแห่งการเกษียณอำลาชีวิตข้าราชการ

ในบรรยากาศห้วงปลายฤดูฝน ที่ผลจากฝนตกหนักในหลายพื้นที่ทำให้เกิดสถานการณ์น้ำป่าท่วมภาคเหนือ น้ำหลากท่วมที่ลุ่มภาคกลาง น้ำท่วมรอการระบายในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

จนผู้คนผวา รู้สึกกังวลกับฝันร้ายน้ำท่วมใหญ่ปี 2554

ถึงขั้นรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต้องออกมาช่วยกันยืนยันว่า รัฐบาลมีแผนบริหารจัดการน้ำอย่างดี สามารถคุมสถานการณ์ได้ ประชาชนไม่ต้องกลัวเหตุการณ์จะซ้ำรอย

ที่สำคัญปริมาณน้ำในเขื่อนหลักๆยังมีน้อย จึงไม่น่าห่วงอะไร

และอีกไม่นาน ประมาณกลางเดือนตุลาคม ฝนตามฤดูกาลก็จะค่อยๆผ่านพ้นไปแล้ว

ที่แน่ๆโดยบรรยากาศของฤดูเกษียณ ใกล้ๆห้วงปลายฤดูฝน มันบ่งบอกวันเวลาเดินทางมาถึงช่วงใกล้สิ้นปี ตามเงื่อนสถานการณ์ทางการเมืองที่เดินไปตามโรดแม็ป คสช.

มีความคืบหน้าต่อเนื่องตามปฏิทินงานที่ล็อกไว้

ในขั้นตอนล่าสุดที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่นำโดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ได้ดำเนินการปรับแก้ไขถ้อยคำตามคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยว่า ร่างรัฐธรรมนูญซึ่งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้แก้ไขส่วนที่เกี่ยวข้องตามร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 272

ไม่ชอบกับผลการออกเสียงประชามติ

และให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญดำเนินการแก้ไขตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในส่วนที่เกี่ยวข้องในร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 272 ดังนี้

1.ผู้มีสิทธิเสนอขอยกเว้นการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง คือ สมาชิกรัฐสภาจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา

2.กำหนดเวลาและวันเริ่มนับเวลาตามร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 วรรคหนึ่งและวรรคสอง คือ ในระหว่างห้าปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้

โดยให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญดำเนินการแก้ไขตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งปรับแก้ถ้อยคำปรารภให้สอดคล้องกันต่อไป ภายใน 15 วัน

เทียบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญส่งไปให้ มาตรา 272 ในระหว่างห้าปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ตามมาตรา 278 การให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ให้ดำเนินการตามมาตรา 159 โดยต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา

เว้นแต่กรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 ไม่ว่าด้วยเหตุใด และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่าที่มีอยู่เข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภา ขอให้รัฐสภามีมติยกเว้นเพื่อไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88

โดยให้ประธานรัฐสภาจัดให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาโดยพลัน และในกรณีที่รัฐสภามีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาให้ยกเว้นได้ ให้สภาผู้แทนราษฎรดำเนินการตามมาตรา 159 วรรคหนึ่งต่อไป

แปลไทยเป็นไทย จากภาษากฎหมายเป็นภาษาชาวบ้าน

ก็อย่างที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ มือกฎหมายของรัฐบาล คสช. อธิบายสรุปเลยว่า จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมา คือ เมื่อไม่สามารถหาชื่อนายกรัฐมนตรีจากบัญชีของพรรคการเมืองได้ก็ให้สมาชิกรัฐสภา คือ ส.ส.หรือ ส.ว.เสนอให้ใช้ชื่อจากคนนอก

ซึ่งการเสนอนี้จะต้องมีเสียงเห็นชอบในการเสนอครึ่งหนึ่งของสมาชิกคือ 376 เสียง และเมื่อเสนอครบแล้วว่าจะต้องเอาคนนอกบัญชี แล้วสมาชิกทั้งหมด 750 คน ก็ต้องมาโหวตกัน การโหวตตรงนี้จะต้องได้คะแนนเสียง 2 ใน 3 คือ 501 เสียง

ถึงตรงนี้ก็ยังไม่ได้ชื่อหรือตัวนายกฯ แล้วจากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการต่อไป เมื่อมีการยินยอมให้เสนอชื่อคนนอกแล้วก็ต้องมาเริ่มโหวตให้ได้คะแนน 376 เสียง

โดยให้ ส.ส.เป็นคนเสนอแล้วจึงให้ ส.ว.เป็นคนร่วมโหวต

เรื่องของเรื่อง ประเมินขั้นตอนที่สลับซับซ้อน แฝงไว้ด้วยสมการตัวเลขที่แกะรอยตามโจทย์

ขั้นตอนแรก เมื่อที่ประชุมร่วมรัฐสภาคือ ส.ส.500 คนและ ส.ว.สรรหาอีก 250 คน รวมเป็น 750 คน ร่วมลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีที่มาจากบัญชีของพรรคการเมืองต่างๆเสนอไว้ โดยใช้เสียงกึ่งหนึ่งคือ 376 เสียง ถ้าใครได้เสียงถึงก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรี

แต่ในกรณีที่ลงมติเลือกกันแล้วไม่มีใครได้เสียงเกิน 376 เสียง ที่ประชุมไม่สามารถหาคนในบัญชีพรรคการเมืองเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ก็มาถึงขั้นตอนที่ 2 ต้องให้สมาชิกกึ่งหนึ่งคือ 376 เสียง ร่วมลงชื่อเพื่อของดเว้นการเลือกนายกรัฐมนตรีจากในบัญชีพรรคการเมือง

แล้วก็มาถึงขั้นตอนที่ 3 ที่ต้องใช้เสียงสมาชิกรัฐสภาจำนวนไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 หรือ 501 เสียง ในการเปิดไฟเขียวให้เลือกนายกรัฐมนตรีจากนอกบัญชีพรรคการเมือง

สุดท้ายขั้นตอนที่ 4 สมาชิกรัฐสภาไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งหรือ 376 เสียง ลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีจากนอกบัญชีเพื่อนำไปสู่ “นายกรัฐมนตรีคนนอก”

4 ช็อต 4 ด่าน มีทั้ง “ล็อก” มีทั้ง “เปิดทาง”

แน่นอนว่ากันด้วยสมการตัวเลข นี่คือโจทย์ที่ยากสุดของ ส.ส.ที่จะส่งตัวแทนในบัญชีมายึดเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ด้วยต้นทุนที่ต้องกวาดให้ได้ 376 เสียงจากจำนวน 500 คน

โฟกัสไปที่พรรคเพื่อไทยซึ่งกระแสเป็น “เต็งหนึ่ง” ในสนามเลือกตั้ง คะแนนนิยมยังติดลมบนทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน ในทางทฤษฎีมีความเป็นไปได้ที่จะกวาดเสียงขึ้นหลักนั้นได้ อย่างที่เคยสร้างประวัติศาสตร์ไว้ในการกวาดเสียงเป็นรัฐบาลพรรคเดียว

แต่ในทางปฏิบัติก็อย่างที่เห็น “ด่านสกัด” ยี่ห้อ “ทักษิณ” ตะปูเรือใบวางไว้ตลอดเส้นทาง

ที่สำคัญเลยก็คือสูตรการเลือกตั้งแบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” ในรัฐธรรมนูญใหม่ ที่ถูกออกแบบมาให้จำนวน ส.ส.เขตเลือกตั้ง แปรผกผันกับ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์

ฮอตฮิตยังไง โอกาสของเพื่อไทยได้ ส.ส.เต็มอัตราก็ไม่เกิน 250 เสียง

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ต้องพูดถึง ตามสถานะของพรรคอันดับสองตลอดกาล วัดตามฐานต้นทุนเก่า งานนี้ได้เกิน 150 เสียงก็เก่งแล้ว

แนวโน้มจึงไม่มีพรรคการเมืองไหนได้เสียงถึงโจทย์สมการที่ตั้งไว้

หนทางเดียวที่จะเป็นไปได้ ก็คือ ส.ส.ทั้งสภาฯ ต้องพร้อมใจกันสวมวิญญาณนักประชาธิปไตย ร่วมแรงกันสานอุดมการณ์นักเลือกตั้งอาชีพ

“หักด่าน” ฝ่าแนวต้านทหาร

แต่ดูตามรูปการณ์ ณ วันนี้ พรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์เถียงกันได้ทุกเรื่อง ตั้งท่าโซ้ยกันในทุกประเด็น จ้องเข่นฆ่าล้างบางให้สูญพันธุ์กันไปข้าง

ปลาคนละน้ำ ไม่มีวันญาติดีกันได้

โอกาสที่จะจับมือกันตั้งรัฐบาลจึงยากในระดับเดียวกับการเข็นครกขึ้นภูเขาหิมาลัย

ในสถานการณ์ตรงกันข้าม กับการเปิดทางให้ “นายกรัฐมนตรี” คนนอก นั่ง ฮ.มาเสียบได้ง่ายๆ

ตามโจทย์สมการที่มีเสียง “250 ส.ว.สรรหา” เป็นฐานตั้งต้น แค่ออกแรงหาเสียง ส.ส.อีก 126 เสียง ก็จะได้คะแนนสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่งของสองสภาคือ 376 เสียง ยึดเก้าอี้นายกรัฐมนตรีได้สบายๆ

เอาเป็นว่า ณ วันนี้แทบไม่ต้องทาย นายกฯคนต่อไปยังชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”ตามโรดแม็ปที่ปูทางไปสู่การเบิ้ลเก้าอี้อีกสมัย และอาจไม่ใช่แค่ 5 ปีตามเงื่อนไขระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน โดยสถานการณ์อาจลากยาวได้ถึง 8 ปี ตามเงื่อนปมที่เปิดช่องให้นับเวลาต่อเนื่องกันได้สมการง่ายๆ เปิดทางให้ “นายกฯลุงตู่” อยู่ที่ว่าเจ้าตัวจะลุยต่อหรือไม่เพราะโจทย์ยากๆ มันอยู่หลังจากนั้นต่างหาก

ประเมินจากปรากฏการณ์ตรงหน้า ฉาก “ละครดราม่าการเมือง” แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องเจอกับแรงปะทะกรณีของ “บิ๊กติ๊ก” พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกลาโหม น้องชายที่ตกอยู่ในวงล้อม “ตำบลกระสุนตก” กระแสถล่มปมผลประโยชน์ทับซ้อนคนในครอบครัว ถูกย้อนศรเทียบกับโจทย์สำคัญ

“ประยุทธ์” ห่วงน้องได้ “ทักษิณ” ก็รักน้องเหมือนกัน

โดยสถานการณ์ที่กระตุกกระแสการตรวจสอบ “ตีกลับ” สะเทือนคะแนนความโปร่งใสผู้นำ แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องรีบสับ “คัตเอาต์” ยืนยันไม่ปกป้องน้องชาย ผิดว่าตามผิด ช่วยกันไม่ได้

แต่เรื่องของเรื่องกระแสมัน “เข้าเนื้อ” ไปแล้ว

ปมน้องชาย กลายเป็นแผลที่ “บิ๊กตู่” โดนสะกิดเลือดซิบได้ตลอด

ยิ่งในสถานการณ์แบบที่รัฐบาลทหารเปิดฉากไล่ล่าขบวนการทุจริตในกลุ่มอำนาจเก่า ตามเช็กบิลเครือข่ายทุจริตโครงการรับจำนำข้าวไล่ตั้งแต่นักการเมือง ไปยันข้าราชการ พ่อค้า ฯลฯ

กระตุกแรงต่อต้านของพวกจนตรอก ให้รวมหัวหันมาปักหลักสู้

ดูตามเกมแล้ว ปม “ลูบหน้าปะจมูก” จะถูกชูมาเป็นประเด็นย้อนพันคอได้ตลอด

นี่ขนาด “นายกฯลุงตู่” ยังอยู่ในสถานะของผู้นำรัฏฐาธิปัตย์ ถืออำนาจพิเศษเต็มมือ ยังเหนื่อยแบบนี้ แล้วถึงวันที่ต้องสลับฉากไปเป็นนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลจากการเลือกตั้ง

มีหวังหืดขึ้นคอกว่านี้อีกหลายเท่า

โดยเฉพาะกับความจำเป็นต้องพึ่งเสียงจาก ส.ส. ตามเงื่อนไขที่รัฐบาลต้องมีเสียงอย่างต่อ 250-300 เสียง เพื่อประกันความปลอดภัย ในยามที่ต้องเจอสถานการณ์เดิมพันในการผ่านกฎหมายสำคัญอย่าง พ.ร.บ.งบประมาณ หรือการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาผู้แทนฯที่เสียง “ส.ว.สรรหา” อุ้มไม่ได้

นาทีนั้น พล.อ.ประยุทธ์ต้องงอนง้อนักการเมืองที่เจ้าตัวตั้งแง่ “รังเกียจ” จิกด่ามาตลอด

โดยอารมณ์หมั่นไส้ เมื่อได้จังหวะเอาคืนกัน

คิวแก้เผ็ด แก้แค้นสั่งสอน มันต้องมีแน่.

“ทีมการเมือง”